กติกาใหม่ GPHG 2026 จับตารอดูความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ ของการประกาศรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการนาฬิกา จะดุเดือด เข้มข้นกว่าเดิมหรือไม่?
วงการนาฬิกาไฮเอนด์กำลังจะก้าวเข้าสู่แรงกระเพื่อมครั้งใหม่ เมื่อกองประกวดรางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG ครั้งที่ 26 ประจำปี 2026 ประกาศเปิดรับสมัครผลงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางรายชื่อนาฬิกานับร้อยเรือนที่ถูกเสนอชื่อโดยสมาชิกสภาผู้ทรงคุณวุฒิ (Academy) กว่าพันคน ทว่าสิ่งที่นักสะสมและคนในอุตสาหกรรมเรือนเวลาให้ความสนใจมากกว่ารายชื่อผู้เข้าชิง คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกติกาครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีคิดในการทำการตลาดและการออกแบบนาฬิกาไปตลอดกาล ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เวทีระดับสากลกำลังพยายามลดทอนความล้าสมัย และปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา

ทุบหมวดหมู่ชาย-หญิง: ก้าวสำคัญสู่ยุค Genderless
ความเปลี่ยนแปลงที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และสร้างแรงกระเพื่อมได้มากที่สุด คือการยกเลิกหมวดหมู่นาฬิกาที่แบ่งตามเพศสภาพของผู้สวมใส่ (เช่นรางวัลนาฬิกาสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีแบบเดิม) แล้วแทนที่ด้วย 3 หมวดหมู่ใหม่ที่ยึดเอาโครงสร้างเชิงวิศวกรรมและศิลปะเป็นที่ตั้ง มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
- Essential Watch: พื้นที่สำหรับนาฬิกาที่เน้นความบริสุทธิ์ของการบอกเวลา ฟังก์ชันพื้นฐานที่ไร้ความซับซ้อน แต่ตัดสินกันที่สัดส่วน ความประณีต และความลงตัวในการใช้งานจริง
- Complication Watch: สนามประลองสำหรับนาฬิกากลไกซับซ้อน ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ ได้งัดเอาความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมจักรกลมาประชันกันโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดหรือเพศ
- Gemset Watch: หมวดหมู่ที่แยกออกมาเพื่อตัดสินศาสตร์แห่งการคัดเลือกและฝังอัญมณีโดยเฉพาะ
การปรับหมากครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคที่สุภาพสตรีหันมาสวมนาฬิกาตัวเรือนสปอร์ตขนาด 40 มิลลิเมตร และสุภาพบุรุษหันมาสะสมนาฬิกาตัวเรือนขนาดเล็กพร้อมหน้าปัดประดับมุก การเอาเพศสภาพมาเป็นเกณฑ์ตัดสินนาฬิกาจึงกลายเป็นเรื่องที่หลงยุคไปแล้ว

แล้วกติกาใหม่จะเอื้อต่อการ ‘ล่าแม่มด’ และชิ้นงาน One-of-a-kind หรือไม่?
นอกเหนือจากการปรับหมวดหมู่ รางวัลใหญ่อย่าง Iconic Watch Prize และรางวัลพิเศษของคณะกรรมการ (Special Jury Prize) ได้มีการขยายขอบเขตให้เปิดกว้างขึ้น โดยคณะกรรมการสามารถเสนอชื่อแบรนด์ บุคคล หรือนาฬิกาเรือนใดก็ได้ที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมในปีนั้นๆ เข้ามารับรางวัลได้ทันที แม้ว่าแบรนด์ดังกล่าวจะไม่ได้ส่งนาฬิกาเข้าร่วมประกวดอย่างเป็นทางการก็ตาม
พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อก่อน แบรนด์ไหนอยากได้รางวัล ก็ต้องทำเรื่องส่งนาฬิกาของตัวเองเข้าประกวดและจ่ายค่าธรรมเนียม ถ้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่บางแบรนด์ (ยกตัวอย่างเช่น Rolex, Patek Philippe, Audemars Piguet) รู้สึกว่า “ฉันดังอยู่แล้ว ไม่อยากเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงแข่งกับแบรนด์อิสระ” พวกเขาก็แค่ไม่ส่งใบสมัคร กองประกวดก็ไม่มีสิทธิ์เอาทำงานมาตัดสิน แบรนด์ใหญ่ก็ลอยตัวเหนือดราม่าไปได้ทุกปี การปรับกฎครั้งนี้จึงเป็นการเปิดทางให้คณะกรรมการลากแบรนด์ที่หลบอยู่หลังม่าน เข้ามาอยู่ในสปอตไลต์เพื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบร่วมกับคนอื่นในตลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้
และอีกหนึ่งประเด็นที่ดุเดือดไม่แพ้กันคือ การจำกัดพื้นที่ของนาฬิกาประเภทผลิตเรือนเดียวในโลก (One-of-a-kind) ตามกติกาข้อ 1.8 ระบุชัดเจนว่า จะอนุญาตให้ส่งเข้าแข่งขันได้เฉพาะในหมวดหมู่เครื่องประดับ (Jewellery) และนาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ (Mechanical Clock) เท่านั้น
สำหรับนาฬิกาข้อมือทั่วไปในหมวดอื่นๆ แบรนด์จำเป็นต้องส่งรุ่นที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายจริงเชิงพาณิชย์ในช่วงเวลาที่กำหนด (ระหว่างพฤษภาคม 2025 ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2026) กฎเหล็กข้อนี้สร้างขึ้นมาเพื่อดัดหลังค่ายนาฬิกาที่ชอบส่งชิ้นงาน Prototype นาฬิกาต้นแบบ หรือนาฬิกาผีบอกที่ทำขึ้นมาเรือนเดียวเพื่อล่ารางวัลโชว์พาวเสร็จแล้วเก็บเข้ากรุ โดยที่คนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ซื้อ แถมตัวกติกานำส่งยังตอกย้ำความโปร่งใสด้วยการจำกัดโควตาให้ “หนึ่งแบรนด์มีสิทธิ์คว้ารางวัลกลับบ้านได้สูงสุดไม่เกิน 2 รางวัลเท่านั้น” เพื่อตัดโอกาสไม่ให้เกิดมหาอำนาจผูกขาดพื้นที่สื่อในคืนวันงาน

หากมองอย่างผิวเผิน GPHG อาจเป็นเพียงงานแจกรางวัลประจำปีเพื่อความบันเทิงและกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี แต่หากพิจารณาจากคณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มี Wei Koh นั่งเป็นประธาน ผนวกกับกติกาที่เอื้อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์แบรนด์ที่อยู่นอกประกวดได้ การขยับตัวครั้งนี้เรามองว่าถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเมซงเก่าแก่ทั้งหลายว่า “โลกเปลี่ยนไปแล้ว”
ความน่าสนใจยังรวมไปถึงกฎเหล็กข้อ 3.3 ที่ระบุว่าคณะกรรมการและสมาชิกสภาทุกคนต้องรักษาความลับของผลคะแนนอย่างเข้มงวด หากมีข้อมูลรั่วไหลจะถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกทันทีโดยไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ ข้อนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากองประกวดในยุคนี้ต้องการล้างภาพลักษณ์ดราม่าในอดีต และกู้คืนความศักดิ์สิทธิ์ของเวทีให้กลับมาน่าเชื่อถือที่สุด
อีกมุมหนึ่งที่น่าจับตามากๆ คือนาฬิกาในยุคปัจจุบันไม่สามารถขายได้ด้วยการแปะป้ายว่าเป็นนาฬิกาสำหรับเพศใดเพศหนึ่ง หรือพึ่งพาบารมีเก่าๆ ได้อีกต่อไป การที่ GPHG หันมาให้ความสำคัญกับเนื้อแท้ของชิ้นงานอย่างระบบกลไกและการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ อาจจะกลายเป็นตัวเร่งให้แบรนด์อิสระ (Independent Watchmakers) ที่มีความคล่องตัวสูง มีโอกาสเบียดขึ้นมาแย่งพื้นที่สื่อจากแบรนด์กระแสหลักได้ง่ายขึ้น และเราน่าจะได้เห็นการตัดสินที่ดุเดือดและคาดเดาได้ยากกว่าทุกปีในค่ำคืนวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ที่เจนีวา
แล้วทุกคนล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการยกเลิกหมวดหมู่แบ่งเพศชาย-หญิง และการจัดระเบียบกติกาที่เข้มข้นขึ้นของ GPHG ในปีนี้? คิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้นาฬิกาแบรนด์อิสระมีโอกาสเข้าถึงรางวัลใหญ่ได้มากขึ้น หรือจะยิ่งทำให้การแข่งขันซับซ้อนขึ้นไปอีก ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Pop is Here… เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพกในมือ Swatch มาจับตารอดูว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรต่อ?
CHANEL นำหมายเลขนำโชคมาตีความใหม่ผ่านไฟน์จิวเวลรี่ Collection N°5
หัตถศิลป์หรือแฟชั่น? มาแกะรอยความลึกซึ้งบนหน้าปัดของ Louis Vuitton Color Blossom คอลเลกชัน

