เมื่อ Bremont เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ด้วยซีรีส์ Air Force Blue นาฬิกานักบินจำเป็นต้องมีหน้าปัดสีน้ำเงินจริงหรือ?

Date:

4 เรือนเวลาตระกูลนักบิน ที่เปลี่ยนเฉดสีหน้าปัดตามรอยประวัติศาสตร์ฟากฟ้าของกองทัพอากาศอังกฤษ

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเฉดสีน้ำเงินในโลกนาฬิกาถึงยังมีเรื่องให้เราคุยกันได้เรื่อยๆ? คำถามนี้ผุดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นข้อมูลชุดล่าสุดของ Bremont แบรนด์สัญชาติอังกฤษที่เติบโตมาจากสายเลือดการบินอย่างเข้มข้น หลายคนอาจมองว่ามันคือการตลาดเพื่อเพิ่มสีสันใหม่ตามฤดูกาล ทว่าหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ลึกซึ้งไปถึงการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานในแคปซูลคอลเลกชัน “Altitude Air Force Blue” เราจะพบร่องรอยการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และเป็นการพิสูจน์ว่าเฉดสีเฉียบขาดเฉดนี้มีหน้าที่ของมันมากกว่าเรื่องของความสวยงาม

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากความสำเร็จในการทดลองใช้สีน้ำเงินกรมท่าระดับกองทัพ (Air Force Blue) ในรุ่นปฏิทินถาวรเมื่อปีก่อน ซึ่งเสียงตอบรับชี้ให้เห็นว่า สีโทนนี้ช่วยสร้างความแตกต่าง (Contrast) กับชุดเข็มและหลักชั่วโมงได้ดีเยี่ยมภายใต้สภาวะแสงที่แปรปรวน การขยายผลนำเฉดสีนี้มาใส่ในตระกูลหลักพร้อมกันถึง 4 รุ่นในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่การสลับสีหน้าปัดทั่วไป กลับเป็นการปรับอัตลักษณ์ภาพรวมให้ดูร่วมสมัย ทว่ายังคงยึดโยงกับฟังก์ชันความเป็นเครื่องมือบอกเวลา (Tool Watch) อย่างเหนียวแน่น

Bremont Altitude Air Force Blue

Altitude MB Meteor Time Zones นักเดินทางผู้ไร้เส้นขอบฟ้า 

รุ่นไฮไลท์ที่เพิ่งเผยโฉมและถือเป็นขั้นกว่าของการพัฒนาคือรุ่นนี้ ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 2 โครงสร้างแบบ Trip-Tick แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่คือการนำระบบขอบหน้าปัดหมุนด้านในแบบ Roto-Click ที่พัฒนาร่วมกับบริษัทเก้าอี้ดีดตัวนักบิน Martin-Baker มาใช้ควบคุมฟังก์ชันเวลาโลก 24 เขตเวลา ควบคู่ไปกับวงแหวนแสดงเวลา GMT 24 ชั่วโมงพร้อมแถบกลางวัน/กลางคืนที่กึ่งกลางหน้าปัด

การเลือกใช้เข็ม GMT ปลายสามเหลี่ยมสีแดงตัดกับพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินกัลวานิก (Galvanic Blue) ทำให้การอ่านเวลาสองเขตพร้อมกันทำได้ง่ายดายในชั่วพริบตา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BB641 สำรองพลังงาน 56 ชั่วโมง พร้อมวงแหวนเหล็กอ่อนและระบบซับแรงกระแทกจากยางเพื่อป้องกันสนามแม่เหล็กและการสั่นสะเทือน ตัวเลือกสายมีทั้งสายไทเทเนียม สายหนังสีน้ำเงิน และสาย NATO ดำ-น้ำเงิน ซึ่งแต่ละแบบให้อารมณ์บนข้อมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Altitude MB Meteor ความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบจิตวิญญาณดั้งเดิมของตระกูล Martin-Baker รุ่นสามเข็มพร้อมวันที่ตัวนี้คือคำตอบ รายละเอียดที่น่าจับตามองคือเข็มวินาทีปลายวงกลมสีแดงที่จำลองลักษณะมาจากห่วงดึงของเก้าอี้ดีดตัวนักบิน ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 2 ขนาด 42 มิลลิเมตรเท่ากัน แต่ภายในใช้กลไกอัตโนมัติ BB14 ที่ให้กำลังสำรองพลังงานยาวนานขึ้นเป็น 68 ชั่วโมง หน้าปัดสีน้ำเงิน Royal Air Force Blue ในรุ่นนี้ถูกล้อมกรอบด้วยหลักตัวเลขพ่นสารเรืองแสง Super-LumiNova เกรดสูง เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์แบบสปอร์ตเข้ากับความประณีตเชิงวิศวกรรมได้อย่างลงตัว

Altitude 39 Date สัดส่วนที่ลงตัวสำหรับทุกวัน 

หากคิดว่าขนาด 42 มิลลิเมตรนั้นใหญ่เกินไปสำหรับชีวิตประจำวัน Bremont ได้เตรียมรุ่นขนาด 39 มิลลิเมตรไว้รองรับ ข้อแตกต่างสำคัญนอกเหนือจากขนาดคือ วัสดุตัวเรือนที่เปลี่ยนมาใช้สแตนเลสสตีล 904L ซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนสูง พร้อมเม็ดมะยมเดี่ยวที่ดูเรียบง่ายขึ้น วงขอบนาทีด้านในเป็นสีดำตัดกับพื้นหน้าปัดสีน้ำเงิน ช่วยบีบนำสายตาให้มองเห็นเวลาได้ชัดเจน กลไก BB14 สำรองพลังงาน 68 ชั่วโมง ถือเป็นโมเดลที่เข้าถึงง่ายและสวมใส่ได้ในทุกโอกาสโดยไม่สูญเสียมาตรฐานความทนทานอันเป็นจุดแข็งของแบรนด์

Altitude Chronograph GMT เครื่องมือสำหรับภารกิจระยะไกล

ปิดท้ายด้วยรุ่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความซับซ้อน กลไกอัตโนมัติรหัส BC781 ผ่านการรับรองระดับโครโนมิเตอร์ บรรจุฟังก์ชันจับเวลาเข้ากับเข็ม GMT ที่ปรับตั้งแยกอิสระได้ และยังมีหน้าปัดย่อยแสดงเข็มวินาทีที่ออกแบบเป็นรูปใบพัดเครื่องบินตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกา ตัวเรือนสแตนเลสสตีล 904L ขนาด 42 มิลลิเมตร หนา 14.7 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกเต็มข้อมือและดูแน่นหนา ขอบวงแหวนบอกเวลา 24 ชั่วโมงแบ่งสีดำ-น้ำเงินเพื่อแสดงกลางวัน/กลางคืนอย่างชัดเจน เป็นนาฬิกาจับเวลาสายการบินที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานหนักอย่างแท้จริง

จริงๆ แล้ว ถ้าลองสังเกตจะเห็นได้ว่าการขยับตัวของ Bremont ในแคปซูลคอลเลกชันนี้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นภายใต้การนำทัพยุคใหม่ แบรนด์ไม่ได้ละทิ้งมรดกทางทหารและความเป็นนาฬิกานักบินอังกฤษกลับเลือกที่จะ “ลดทอนความดิบ” ลง แล้วเติมความสุขุม นุ่มลึก เข้าไปแทน สีน้ำเงิน Air Force Blue ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของอุปกรณ์การบินที่เคร่งครัด กับโลกของคนรักนาฬิกาในเมืองหลวงที่มองหาความแตกต่างอย่างมีรสนิยม แม้จะไม่ใช่สีที่ตะโกนเรียกร้องความสนใจตามกระแสแฟชั่น ทว่าในระยะยาว หน้าปัดโทนนี้มักจะอยู่เหนือกาลเวลาและเบื่อยากกว่าสีสันฉูดฉาดทั่วไป

แล้วในมุมมองของทุกคนล่ะ คิดว่าการใช้สีน้ำเงิน Air Force Blue ครั้งนี้ สื่อสารจิตวิญญาณนาฬิกานักบินของ Bremont ออกมาได้ตรงใจหรือไม่ หรือมีรุ่นไหนใน 4 รุ่นนี้ที่คิดว่าจัดสรรฟังก์ชันและขนาดมาได้ลงตัวที่สุด ลองมาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน
H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม
NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

Share post:

More like this

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล

พาชม Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code นาฬิกาไร้เข็มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มาในโทนสีพาสเทลแสนหวาน

Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code เรือนเวลารูปทรงสี่เหลี่ยมไร้เข็มในโทนสีพาสเทล 3 เฉดสีใหม่ ผลิตจำกัดสีละ 99 เรือน ผสานงานพ่นทรายแบบ Matte เข้ากับกลไก Jumping Hour สไตล์ดิจิทัลจักรกลได้อย่างลงตัว

นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino

ย้อนดูเบื้องหลัง Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino เรือนเวลา Pièce Unique ที่กล้าท้าทายกฎวิศวกรรมเรือนเวลาด้วยการฝังเพชร 54 เม็ดลงบน Balance Wheel พร้อมเทคนิคการคัดสรรพลอยพาสเทลแบบ Invisible Setting ทั้งเรือน

Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...