Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน

Date:

ผลงานเรือนเวลาที่นำพาสองโลกแห่งการดีไซน์มาพบกัน

การร่วมมือกัน (Collaboration) ในโลกของอุตสาหกรรมนาฬิกา หรือแม้แต่มนอุตสาหกรรมใด ๆ มักจะถูกคำนวนและวางแผนมาอย่างดีเสมอในฐานะกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ แต่สำหรับโปรเจกต์ Baltic × SpaceOne Seconde Majeure เรื่องราวกลับเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายและจริงใจกว่านั้น นั่นคือ “มิตรภาพและความเคารพในฝีมือซึ่งกันและกัน” ที่เกิดขึ้น ณ ใจกลางกรุงปารีส

จุดเริ่มต้นของการพบกัน

ย้อนกลับไปในปี 2021 เมื่อ Baltic แบรนด์ที่สร้างชื่อจากการนำความโรแมนติกของนาฬิกาวินเทจกลับมาให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส ได้เปิดบ้านต้อนรับเหล่าช่างทำนาฬิกาและผู้ประกอบการชาวฝรั่งเศส ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ในวันนั้นเองที่ Etienne Malec (ผู้ก่อตั้ง Baltic) และ Jas Rewkiewicz (ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์) ได้พบกับ Théo Auffret ช่างทำนาฬิกาอิสระผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และ Guillaume Laidet นักปั้นแบรนด์นาฬิกาผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์

การพูดคุยในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้เกิดการก่อตั้งแบรนด์ SpaceOne แบรนด์ที่มี DNA แห่งโลกอนาคตอย่างเต็มเปี่ยม อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีการสนับสนุนและมิตรภาพจาก Baltic ในวันนั้น โลกก็อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้จักกับความล้ำสมัยของ SpaceOne ในวันนี้ โปรเจกต์ Seconde Majeure จึงไม่ใช่แค่การออกนาฬิการุ่นพิเศษ แต่คือการเฉลิมฉลองแด่ “โชคชะตา” ที่ทำให้วิสัยทัศน์แห่งโลกนาฬิกาสองขั้วได้มาพบกัน

เมื่อความโรแมนติกสวมวิญญาณแห่งโลกอนาคต

ความท้าทายที่สุดของโปรเจกต์นี้คือการนำ “ความคลาสสิก” ของ Baltic มาผสมกับ “ความล้ำยุค” ของ SpaceOne โดยไม่ให้รู้สึกขัดเขิน Baltic × SpaceOne Seconde Majeure มาใน 2 เวอร์ชัน ซึ่งแตกต่างกันที่ลวดลายบนหน้าปัด รุ่นหนึ่งเป็นแบบปัดลายแนวตั้ง (Vertically brushed) ขณะที่อีกรุ่นเพิ่มการตกแต่งพื้นผิวแบบ “charbonné” ที่ทำด้วยมือ โดยทีมออกแบบได้เลือกใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเกรด 904L ขนาด 38.5 มม. ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวแต่ยังแฝงเส้นสายที่คุ้นตา โดยย้ายเม็ดมะยมไปไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เพื่อสื่อถึงนาฬิกาพกในอดีตที่ถูกตีความใหม่ให้ดูเหมือนอุปกรณ์จากโลกไซไฟ

จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญคือการเลือกใช้หน้าปัด Maillechort (เงินเยอรมัน) วัสดุที่มักพบในนาฬิการะดับไฮเอนด์ราคาแพง เนื่องจากให้เฉดสีเงินที่นุ่มนวลและอบอุ่นกว่าเหล็กหรือทองเหลือง วัสดุนี้เองที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความละเมียดละไมแบบวินเทจของ Baltic เข้ากับโครงสร้างหน้าปัดที่ดูซับซ้อนของ SpaceOne โดยเฉพาะในรุ่น Charbonné ที่ต้องใช้ช่างฝีมือแต่งผิวหน้าปัดด้วยมือนานถึง 3 ชั่วโมงต่อชิ้น เพื่อสร้างพื้นผิวที่มีมิติและเป็นธรรมชาติ

กลไกที่เผยให้เห็น “แก่นแท้” ของเวลา

ภายใต้หน้าปัดที่ดูแปลกตา นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Soprod P024 ที่ถูกยกเครื่องใหม่ด้วยโมดูลพิเศษที่ออกแบบโดย Théo Auffret กลไก Jumping Hour ถูกนำเสนอผ่านแผ่นดิสก์แซฟไฟร์ใส เผยให้เห็นการทำงานของสปริงและเฟือง 12 ซี่ที่ทำหน้าที่ขยับเข็มวินาทีขนาดใหญ่กลางหน้าปัด (Seconde Majeure) อย่างทรงพลัง

การอ่านเวลาบนนาฬิกาเรือนนี้ไม่ต่างอะไรกับการชม “ระบำทางกลไก” โดยแถบสีดำบนดิสก์แซฟไฟร์จะค่อย ๆ เลื่อนไปเน้นช่วงเวลาปัจจุบัน ประสบการณ์นี้ฉีกกฎการอ่านเวลาแบบดั้งเดิมไปสู่ความรื่นรมย์ในเชิงศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองแบรนด์ให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

ความภาคภูมิใจแห่งปารีส

ข้อความ “Manufacturé à Paris” ที่สลักอยู่อย่างแนบเนียนบนหน้าปัด คือเครื่องยืนยันถึงความภูมิใจของกลุ่มช่างนาฬิกาชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่ต้องการประกาศให้โลกได้เห็นว่า ความเป็นเลิศในศาสตร์แห่งเรือนเวลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสวิตเซอร์แลนด์หรือเยอรมนีเท่านั้น

Baltic × SpaceOne Seconde Majeure จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อมิตรภาพมาบรรจบกับความกล้าหาญในการลองทำสิ่งใหม่ แม้สองแบรนด์จะมีจุดยืนที่ต่างกันเพียงใด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นผลงานศิลปะที่มีชีวิต ที่แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างคือจุดเริ่มต้นของความสมบูรณ์แบบที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 904L ขนาด 38.5 มม. เม็ดมะยมอยู่ที่ 12 นาฬิกา กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: วัสดุเงินเยอรมัน (Maillechort) ตกแต่งแบบปัดลายหรือเคาะมือ (Charbonné)
  • กลไก: อัตโนมัติ Soprod P024 พร้อมโมดูล Jumping Hour ออกแบบพิเศษโดย Théo Auffret
  • การแสดงผล: Jump-hour และนาทีผ่านแผ่นดิสก์แซฟไฟร์ โดยมีเข็มวินาทีขนาดใหญ่ตรงกลาง
  • สำรองพลังงาน: 42 ชั่วโมง

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่

TERRA NOVA JUMPING HOUR ปรากฏการณ์แห่งเวลาที่เหนือกว่าแค่การบอกตัวเลข

The Reason Why: ทำไม ‘นาฬิกา Field Watch’ จึงกลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้สำหรับนักผจญภัยยุคนี้?

Zodiac Watch Mechanism: เบื้องหลังจักรกลเรือนเวลาที่เชื่อมโยงกลไกนาฬิกาที่คุณอาจไม่เคยรู้

Share post:

More like this

H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม

นิยามใหม่แห่งความสง่างามที่ย่อส่วนสู่ขนาด 34 มม. เพื่อพิสูจน์ว่าศักดิ์ศรีของเรือนเวลาไม่ได้วัดกันที่หน่วยมิลลิเมตร ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การผลิตนาฬิกานั้นเริ่มมุ่งไปที่การทำขนาดให้เล็กลงเรื่อย ๆ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการนาฬิกาที่หันมาให้ความสำคัญกับสรีระและความคล่องตัวในการสวมใส่มากขึ้น หลาย ๆ แบรนด์ได้พยายามปรับตัวเพื่อเข้าหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความชื่นชอบในความคลาสสิก...

Royal Pop is Here… เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพกในมือ Swatch มาจับตารอดูว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรต่อ?

สิ้นสุดการรอคอยกับโปรเจกต์ที่เป็นไปไม่ได้! AP x Swatch เปิดตัว Bioceramic Royal Pop นาฬิกาพกดีไซน์แปดเหลี่ยมระดับตำนาน ในร่างพลาสติกสุดป๊อปที่พร้อมทลายทุกกฎเกณฑ์ความหรูหรา

NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

จากความเรียบง่ายสู่ภาพลักษณ์ที่มีชีวิต Naoya Hida จับมือ The Armoury เผยโฉม Type 4A-2 “Floating Feathers” งานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซที่เปลี่ยนความแข็งกร้าวของโลหะให้กลายเป็นความพริ้วไหวของขนนก

Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู

สัมผัสความเท่ระดับตำนานกับ Laureato Chronograph 42mm รุ่น Limited Edition ที่ผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์ทูโทน Steel & Rose Gold และหน้าปัดสีน้ำตาลช็อกโกแลตที่สะกดทุกสายตา