ส่องอินไซด์ล่าสุดของ Louis Vuitton Color Blossom เรือนเวลารุ่นใหม่ที่ย่อส่วนงานเจียระไนหินสีและเปลือกหอยมุกธรรมชาติชั้นสูง ลงบนตัวเรือนรูปทรงมนโค้งอันเป็นเอกลักษณ์
นาฬิกาประดับอัญมณีสำหรับสุภาพสตรีมักถูกมองว่าเป็นเพียงการนำโมเดลที่มีอยู่เดิมมาล้อมเพชรหรือเปลี่ยนสีหน้าปัดให้ดูอ่อนหวานขึ้น ทว่าในผลงานล่าสุดอย่างคอลเลกชัน Color Blossom เมซงฝรั่งเศสระดับแถวหน้าอย่าง Louis Vuitton กลับเลือกที่จะเดินหมากที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการผสานศาสตร์แห่งเครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) เข้ากับเทคนิคการผลิตเรือนเวลา จนเกิดเป็นเครื่องบอกเวลาที่เหมือนเป็นการนำเอาสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนคุ้นเคย มาตีความใหม่ในมิติที่ลุ่มลึกกว่าเดิม ซึ่งเราจะมาเจาะลึกดีเทลไปพร้อมกันในบทความนี้

ต้องบอกว่าแก่นหลักของเรือนเวลารุ่นนี้คือการหยิบเอา Monogram Flower หรือดอกไม้สี่กลีบที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแบรนด์มาตั้งแต่ปี 1896 มาเป็นตัวชูโรง ความน่าสนใจอยู่ที่การออกแบบตัวเรือนให้เป็นรูปทรงมนโค้งคล้ายก้อนหินริมธาร (Pebble-shaped) เพื่อรับกับความนูนโค้งของแผ่นหินสีและเปลือกหอยมุกบนหน้าปัด ยิ่งเมื่อจับคู่กับกระจกแซฟไฟร์ที่ถูกเจียระไนเป็นทรงดอกไม้ซ้อนทับลงไปอีกชั้น มันจึงเกิดเป็นมิติภาพแบบ Double-flower ที่เปลี่ยนมุมมองไปตามแสงตกกระทบได้อย่างลุ่มลึก


และในคอลเลกชันนี้ ทางเมซงได้นำเสนอออกมาทั้งหมด 4 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรือนเลือกใช้วัสดุและให้บุคลิกบนข้อมือที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจกันบ้าง
เจาะรายละเอียด 4 ตัวตนบนหน้าปัดขนาด 26 มิลลิเมตร

Steel Case & Muted Tonal Look
(ความเรียบง่ายร่วมสมัย)
เริ่มต้นด้วยรุ่นตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่เลือกใช้หน้าปัดเปลือกหอยมุกสีขาวชั้นดี (White Mother-of-Pearl) จับคู่กับสายหนังสีเบจ (Light Beige) รุ่นนี้คือตัวแทนของความเรียบหรูแบบโทนสีกลมกลืน (Muted Tonal) ที่ออกแบบมาเพื่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นความลงตัวที่ดูดีมีรสนิยมในตัวเองอย่างชัดเจน
Pink Gold & Pink Mother-of-Pearl
(ความนุ่มนวลอันอ่อนโยน)
ขยับมาที่ความอ่อนหวานกันซักหน่อยด้วยการจับคู่ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบ (18K Pink Gold) เข้ากับหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีชมพูธรรมชาติที่ให้เหลือบเงาแปรเปลี่ยนไปตามการขยับข้อมือ และสายหนังสีชมพูโทนเดียวกัน ชิ้นงานนี้สื่อสารความละเอียดอ่อนของงานช่างฝีมือในการเลือกตัดแผ่นหอยมุกที่มีความหนาเพียง 0.3 ถึง 0.6 มิลลิเมตรออกมาได้อย่างน่าทึ่ง


Yellow Gold & Amazonite
(พลังแห่งสีสันธรรมชาติ)
หากต้องการความแตกต่างและดูเปี่ยมไปด้วยพลัง กับรุ่นไฮไลท์ที่ใช้หน้าปัดหิน Amazonite จากบราซิล มาในเฉดสีฟ้าอมเขียวขจีที่เป็นเอกลักษณ์ของหินชนิดนี้ตัดกับความอบอุ่นของตัวเรือนทองคำแท้ (18K Yellow Gold) และสายหนังสีเทอร์ควอยซ์ได้อย่างทรงพลัง สะท้อนภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่มั่นใจและกล้าที่จะแตกต่าง
Pink Gold & Fully Diamond-set
(ประกายระยิบระยับระดับสูง)
ปิดท้ายด้วยเวอร์ชันที่ก้าวเข้าสู่โลกของเครื่องประดับชั้นสูงอย่างเต็มตัว ด้วยตัวเรือนทองคำสีกุหลาบที่ประดับเพชรน้ำงามรอบตัวเรือนน้ำหนักรวมเกือบ 1 กะรัต หน้าปัดหอยมุกสีขาวตัดกับสายหนังสีน้ำตาลเข้ม (Muted Brown) ช่วยขับเน้นให้แสงของเพชรและทองดูสุขุมและดูแพงขึ้น โดยไม่ดูละลานตาจนเกินไป

ความน่าสนใจของนาฬิกาชุดนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ความหรูหราของวัสดุ แต่อยู่ที่ “วิธีคิด” ในการจัดการกับสเปซที่จำกัด ซึ่งเห็นได้จากรายละเอียดว่าช่างเจียระไนหินของ Louis Vuitton ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝานแผ่นเปลือกหอยมุกธรรมชาติเกรดสูงสุด (3A จากออสเตรเลีย) และหินอเมซอนไนต์ให้บางเฉียบในระดับมิลลิเมตร ก่อนจะนำมาดัดโค้งให้เป็นทรงโดม (Domed surface) เพื่อสร้างมิติแบบสามมิติ ซึ่งวัสดุธรรมชาติเหล่านี้มีความเปราะบางสูงมาก หากลงน้ำหนักมือพลาดเพียงนิดเดียวแผ่นหินจะแตกทันที



จากความประณีตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดจึงทำให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาควอตซ์สำหรับผู้หญิงทั่วไป แต่มันคือการย่อส่วนงานศิลปะและศาสตร์แห่ง lapidary (การเจียระไนหินสี) มาไว้บนข้อมือ ตอบโจทย์กลุ่มผู้สะสมยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับเวลาที่ช่างฝีมือใช้ในการรังสรรค์ชิ้นงาน มากกว่าแค่เรื่องของกลไกสลับซับซ้อน
แล้วสำหรับทุกท่านล่ะ คิดว่าการตีความสัญลักษณ์ Monogram Flower ผ่านมิติสามมิติบนหน้าปัดในครั้งนี้ เฉดสีไหนที่สามารถถ่ายทอดตัวตนและจริตความโก้ในแบบของคุณได้ตรงใจที่สุด ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน
H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม
NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

