ครั้งแรกกับวัสดุเยลโลว์โกลด์ การจับคู่สีที่ดูแปลกตา และการกลับมาของโลโก้วินเทจ

ต้องบอกว่า ถ้ามองนาฬิการุ่นนี้ไกลๆ ในครั้งแรกเรามองเห็นนาฬิกา dress watch หน้าตาคลาสสิกเรือนหนึ่ง แต่เมื่อซูมอินดูรายละเอียดใกล้ๆ ก็ต้องบอกเลยว่า ภายใต้ความเนี้ยบของ TEFNUT Silver-Plated by Friction ซ่อนความเฟี้ยวฟ้าวอยู่อย่างแนบเนียน
สองศตวรรษแห่ง Grossmann
นาฬิการุ่นพิเศษเช่นนี้ย่อมถูกผลิตมาเพื่อวาระสำคัญอย่างการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีของแบรนด์ Moritz Grossmann โดย Carl Moritz Grossmann ช่างนาฬิกาผู้ให้กำเนิดเมนูแฟกเจอร์ Moritz Grossmann ในเมืองกลาสฮุตเตอผู้นี้ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอันเก่าแก่ แต่ยังเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางให้กับวงการนาฬิกาในเยอรมนีอยู่หลายประการทีเดียว ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการก่อตั้ง German School of Watchmaking in Glashütte โรงเรียนสอนประดิษฐ์นาฬิกาที่ช่วยวางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกาในเมืองกลาสฮุตเตอ
เติมความสดใหม่ ผสานเข้ากับแนวทางดั้งเดิม


เราคุ้นเคยกับนาฬิการุ่น TEFNUT ที่มาในรูปแบบคลาสสิกในทุกมุม และกิมมิกอย่างหนึ่งที่เราชื่นชอบคือการเลือกใช้เข็มนาฬิกาทรงหอกเรียวบางในโทนสีน้ำตาลอมม่วง ที่กลายเป็นเอกลักษณ์บนหน้าปัดของรุ่น TEFNUT ซึ่งเข็มนาฬิกาทรงเรียวบางเฉียบนี้ผลิตด้วยมือของช่างฝีมือในโรงงานของแบรนด์นั่นเอง แสดงถึงความพิถีพิถันแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ ที่กลายเป็นที่จดจำของเหล่าคนรักนาฬิกา
สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ที่มาในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์ขนาด 39 มม. ที่ผลิตมาเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบสองศตวรรษนี้ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์นี้ไว้ในรุ่นตัวเรือนไวท์โกลด์ที่ขับให้ชุดเข็มสีม่วงโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนหน้าปัดเงิน รายล้อมด้วยหลักชั่วโมงเลขโรมัน สเกลนาที รวมถึงโลโก้ M. Grossmann ที่ใช้รูปแบบอ้างอิงจากรุ่นปี 1875 คุมโทนสีเขียวสดทั้งหมดจรดสายนาฬิกาหนัง ทำให้นาฬิการุ่นคลาสสิกหน้าตาถูกระเบียบดูสดใหม่ขึ้นมาในทันตาเห็น

ส่วนเวอร์ชันเยลโลว์โกลด์ก็มีความพิเศษในการเลือกใช้วัสดุเยลโลว์โกลด์เป็นตัวเรือน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น TEFNUT ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุล้ำค่าชนิดนี้ ซึ่งความหรูหราของเยลโลว์โกลด์ก็ดูจะเหมาะสมกับความคลาสสิกสไตล์ dress watch ได้ดี ยิ่งเมื่อจับคู่กับสีเขียว รวมถึงเบรกความเรืองรองของทองสีเหลืองอร่ามด้วยหน้าปัดชุบเงินผิวแมตต์ขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต ซึ่งการขัดผิวให้เรียบลื่นราวกับกำมะหยี่นั้นทำขึ้นด้วยเทคนิคโบราณที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งกระบวนการขัดแต่งนั้นทำขึ้นจากการใช้แปรงขนาดเล็กแต้มส่วนผสมซึ่งประกอบด้วย ผงเงิน, เกลือ, ครีมออฟทาร์ทาร์ และนํ้า ขัดลงบนผิวหน้าปัดจนเกิดเป็นลวดลายเม็ดละเอียด ต่อด้วยการขัดเงาอย่างเบามือ ซึ่งเป็นงานฝีมือเทคนิคเฉพาะที่ช่างฝีมือมากประสบการณ์ในโรงงานของแบรนด์เท่านั้นที่สามารถทำได้ น่าประหลาดใจที่เทคนิคขัดแต่งผิวแบบโบราณนี้ทำให้ดูร่วมสมัยขึ้นมาในทันตาเห็น


นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่แสดงถึงความพิเศษของนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อเฉลิมฉลองอย่างงานแกะสลักหมายเลข ‘1826’ ไว้บนสะพานจักรบาลานซ์ของชุดกลไก รวมถึงการเลือกใช้โลโก้ M. Grossmann สไตล์วินเทจยังเป็นการแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ซึ่งเมื่อนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันโลโก้เก่าแก่นี้ก็ยังดูไม่ตกยุคเลยแม้แต่น้อย
กลไกไขลานด้วยมือสุดประณีต

ตัวเรือนเพรียวบางในลุคคลาสสิกร่วมสมัยขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือคาลิเบอร์ 102.1 ที่มีความหนาเพียง 4 มม. และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 มม. ทำให้สามารถรักษาความเพรียวบางของตัวเรือนไว้ได้ที่ 8.5 มม. ตัวกลไกมีโครงสร้างซับซ้อนประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 188 ชิ้น โดยยึดโครงสร้างแบบเสาค้ำตามขนบดั้งเดิม ซึ่งประกอบขึ้นจากแท่นเครื่องหลัก และสะพานจักรแบบ 3/5 องค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ประกอบไปด้วย สะพานจักรบาลานซ์แบบลดระดับ พร้อมระบบปรับตั้งความเที่ยงตรงด้วยสกรูไมโครมิเตอร์ของ Grossmann และตลับแชตองทองคำแบบยกสูงที่มาพร้อมทับทิมลดแรงเสียดทาน 3 เม็ด ทุกส่วนล้วนทำขึ้นอย่างพิถีพิถันและคำนึงถึงความเที่ยงตรงสูงสุด
นับเป็นอีกหนึ่งผลงานจากช่างนาฬิกาสัญชาติเยอรมันที่พิสูจน์ความเป็นเลิศในศาสตร์แห่งการบอกเวลาได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ข้อมูลทางเทคนิค
- รหัส: MG-003983 และ MG-003984
- กลไก: ไขลานด้วยมือคาลิเบอร์ 102.1 ผลิตอินเฮ้าส์ ปรับตั้งความเที่ยงตรงใน 5 ตำแหน่ง สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง
- ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต หรือไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 39 มม.
- หน้าปัด: ทองเหลืองสลักรายละเอียด ตกแต่งด้วยเฉดสีเขียว และชุบเงินด้วยมือด้วยเทคนิคแรงขัด ชุดเข็มทองคำขัดเงาหรือเหล็กกล้าผ่านกระบวนการให้ความร้อนจนเป็นเฉดสีนํ้าตาลอมม่วง
- สาย: หนังจระเข้เย็บด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดแบบหัวเข็มทำจากทองคำ 18 กะรัตจำนวน: จำกัดรุ่นละ 12 เรือน

