นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Date:

ไม่ใช่แค่เทคนิคทางการตลาด แต่เป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาอันแข็งแกร่งและยั่งยืน

สำหรับวงการนาฬิกาชั้นสูงการสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายนัก และการจับมือแต่ละครั้งไม่ใช่เพียงแค่หวังผลในเชิงตัวเลขรายรับเข้าบริษัทที่ทะยานสูงขึ้น แต่การที่เมซงที่มีความชำนาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างสูง เลือกจับมือกับอีกเมซงที่มีความเชี่ยวชาญอีกด้าน ย่อมเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาที่มากกว่าการหวังผลทางการตลาด แต่มันเป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน รวมถึงความเป็นไปได้ในโลกแห่งเรือนเวลาจักรกลที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการดำรงไว้ซึ่งขนบดั้งเดิม และการโอบรับนวัตกรรมใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน ผลงานความร่วมมือระหว่างแบรนด์นาฬิกาชั้นนำเหล่านี้คือบทพิสูจน์

Louis Vuitton × De Bethune LVDB-03 Louis Varius Project

นับเป็นการเปิดตัวอันลือลั่นไปทั่ววงการนาฬิกาตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว เมื่อ Louis Vuitton เมซงแฟชั่นที่มุ่งมั่นในการก้าวเข้าสู่วงการนาฬิกาชั้นสูงอย่างสมภาคภูมิ จับมือกับแบรนด์นาฬิกาอิสระที่มีปรมาจารย์ในการผลิตนาฬิกาคอมพลิเคชันซับซ้อนและเปี่ยมสุนทรียะอย่าง Denis Flageollet เป็นมันสมองและหัวใจของแบรนด์ “เขาคือ Leonardo da Vinci แห่งยุคปัจจุบัน” Jean Arnault ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Louis Vuitton กล่าวยกย่อง Flageollet ไว้เช่นนั้น

Denis Flageollet ช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ De Bethune และ Jean Arnault ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Louis Vuitton

และถ้าได้เห็นผลงานที่อัจฉริยะแห่งวงการนาฬิกาสร้างสรรค์ร่วมกับ La Fabrique du Temps ในโปรเจ็กต์ LVDB-03 Louis Varius อย่างนาฬิกา LVDB-03 GMT และ LVDB-03 Sympathique Louis Varius  ใครๆ ก็คงเห็นด้วยกับหัวเรือฝั่งเรือนเวลาของ LVMH เพราะทันทีที่ภาพของโปรเจ็กต์นี้ออกเผยแพร่สู่สาธารณะความงดงามของผลงานที่บรรจุดีเอ็นเอของทั้งสองเมซงผสานเป็นหนึ่งเดียวแทบทำให้สาวกนาฬิกาหยุดหายใจ


การหลอมรวมของสองดีเอ็นเอที่ต่างมีคาแร็กเตอร์ของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องหาจุดกึ่งกลางที่ทั้งสองความโดดเด่นอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่มีใครกลบรัศมีใคร แต่ต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างเหมาะเจาะ เรือนเวลา LVDB-03 GMT โอบรับเอกลักษณ์ของ DB25 GMT Starry Varius นาฬิการุ่นไอคอนิกของ De Bethune ที่เราคุ้นตากันดีกับสีน้ำเงินซิกเนเจอร์และเทคนิคการตอกหมุดแบบสุ่มลงบนหน้าปัดที่ทำให้เกิดลวดลายคล้ายหมู่ดาวบนท้องฟ้า ผสานเข้ากับซิกเนเจอร์ของเรือนเวลารุ่น Tambour Taiko ตัวเรือนทรงกลมขอบลาดเอียงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกลองญี่ปุ่นอย่างชัดเจน และบริเวณขอบตัวเรือนคล้ายขอบกลองนี่แหละที่สะท้อนตัวตนของ Louis Vuitton ออกมาผ่านตัวอักษรชื่อแบรนด์เรียงแถวล้อมรอบขอบตัวเรือนที่ผ่านการขัดเงาวาวบนผิวแซนด์บลาสต์  ประกอบกับเม็ดมะยมลายดอกโมโนแกรมขัดแต่งผิวสลับกันหลายเทคนิค แสดงออกถึงความเป็น Tambour เรือนเวลาคอลเลกชันยอดนิยมของ Louis Vuitton อย่างไม่ต้องสงสัย


พื้นที่บนหน้าปัดนี่แหละที่ต้องแบ่งสรรปันส่วนกันให้ลงตัว ลวดลาย Milky Way อันเป็นเอกลักษณ์ของ De Bethune จึงถูกชูให้โดดเด่นด้วยการจับวางตรงใจกลางหน้าปัด ท่ามกลางหมู่ดาวที่รังสรรค์ขึ้นจากหมุดทองคำขาวฝังเรียงรายแบบสุ่มตำแหน่ง ประดับประดาด้วยแผ่นทองคำเปลวสีทอง มีกลุ่มดาวหนึ่งลอยเด่นขึ้นมาเป็นตัวอักษร LV เหนือผืนหน้าปัดไทเทเนียมสี De Bethune Blue ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ thermal oxidation อันเป็นเทคนิคเฉพาะของแบรนด์  รอบขอบหน้าปัดยังรายล้อมด้วยตัวบอกกลางวัน–กลางคืนแบบทรงกลม ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้าง spherical moon-phase อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ De Bethune เช่นกัน ส่วนรหัสการออกแบบที่แสดงตัวตนของ Louis Vuitton นั้นแสดงออกผ่านหลักชั่วโมงขัดเงาและตัวเลขสไตล์ Tambour นับเป็นการหลอมรวมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างกลมกล่อม


ไม่เพียงแต่หลอมรวมกันในเชิงดีไซน์ ผลงานความร่วมมือชิ้นนี้ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการการตีความใหม่ของกลไก Sympathique ในตำนานจากศตวรรษที่ 18 โดยเลือกใช้คาลิเบอร์ DB2507LV กลไกไขลานด้วยมือที่พัฒนาขึ้นภายในเวิร์กช็อปของ De Bethune ในเมืองแซ็งต์-ครัวซ์ กลไกนี้มอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 5 วัน พร้อมฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทาง รวมถึงฟังก์ชัน Sympathique ซึ่งทำให้นาฬิกาสามารถ ไขลานและปรับเวลาโดยอัตโนมัติเมื่อวางบนแท่นของนาฬิกาตั้งโต๊ะ LVDB-03 Sympathique Louis Varius ที่มาพร้อมกลไกซับซ้อนประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 763 ชิ้น เมื่อวางนาฬิกาข้อมือไว้ในแท่น ระบบจะค่อยๆ ไขลานและปรับเวลาให้ตรงกับนาฬิกาหลัก โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติภายในชั่วข้ามคืน นี่จึงเป็นการแลกเปลี่ยนความชำนาญระหว่างสองเมซงที่จะกลายเป็นมรดกทางภูมิปัญญาในโลกแห่งเรือนเวลาสืบไป ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ช่างนาฬิกาจากแบรนด์ independent ให้ขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่


URWERK x Ulysse Nardin UR-Freak

ช่วงปลายปีที่ผ่านมาคงไม่มีการเผยโฉมนาฬิการุ่นไหนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการนาฬิกาได้เท่ากับการผนึกกำลังของสองแบรนด์นาฬิกาหัวขบถที่รักในการเดินออกนอกกรอบจำกัดเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้ศาสตร์แห่งการบอกเวลาไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อความบ้าบิ่นของ URWERK ถูกผนวกเข้ากับความไม่แคร์ขนบของนาฬิการุ่น Freak ผลิตผลของ Ulysse Nardin ที่ท้าทายวิถีดั้งเดิมในการแสดงเวลา และยังทำให้โลกนาฬิกาได้รู้จักวัสดุสำคัญอย่าง ‘ซิลิคอน’ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเหนือความคาดหมายถึงขีดสุด เพราะมันคือ UR-Freak นาฬิกาลูกผสมที่ชูความโดดเด่นของระบบแซตเทิลไลต์อันเป็นความชำนาญของ URWERK เข้ากับการใช้กลไกเป็นตัวบ่งชี้เวลาแทนเข็มนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Freak นาฬิกาที่กล้าตั้งคำถามว่า นาฬิกาจำเป็นต้องบอกเวลาด้วยเข็มเสมอไปหรือ?

ว่ากันตามตรงทั้งนาฬิการะบบแซตเทิลไลต์ของ URWERK และนาฬิกาไร้เข็มรุ่น Freak ต่างก็มีคาแร็กเตอร์จัดจ้านกันทั้งคู่ เมื่อความประหลาดล้ำมาอยู่รวมกันจะเข้าขากันได้ดีหรือเปล่า เราคิดว่า Ur-freak สามารถคลายข้อสงสัยนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา เพราะการรวมตัวของทั้งสองคือการผสานความเจนจัดทางกลไกและวัสดุเข้าด้วยกัน นำความล้ำหน้าในเชิงเทคนิคของแต่ละแบรนด์มาเติมเต็มกันและกันให้สมบูรณ์และแปลกใหม่ โดยทาง URWERK นำเสนอระบบแซตเทิลไลต์ในการบอกเวลาแบบ wandering hours ซึ่งต้องผลิตชิ้นส่วนใหม่ถึง 150 ชิ้นในการออกแบบระบบนี้ให้กับ Ur-Freak โดยเฉพาะ การบอกเวลาของระบบดังกล่าวจะแสดงค่าผ่านเข็มสามชุดที่เชื่อมต่อกัน เข็มที่ทำงานอยู่จะเลื่อนตามสเกลนาทีวนขวาของหน้าปัด แต่ละเข็มติดตั้งดิสก์โดมหมุนได้สำหรับแสดงเวลาชั่วโมงแบบ jumping hour เมื่อชั่วโมงปัจจุบันที่เชื่อมกับคารูเซลหมุนครบ 60 นาที ดิสก์ชั่วโมงจะเปลี่ยนไปยังชั่วโมงถัดไป และเข็มชุดใหม่จะเริ่มต้นการเคลื่อนที่บนสเกลนาทีตั้งแต่จุดเริ่มต้น รูปแบบการแสดงค่าเวลาแบบที่ URWERK เชี่ยวชาญถูกผสานเข้ากับจิตวิญญาณของ Freak ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับระบบกำกับจังหวะการเดินของนาฬิกา ซึ่งกึ่งกลางคือบาลานซ์วีลและเอสเคปเมนต์ซิลิคอน หมุนไปพร้อมกับระบบแซทเทิลไลต์และหมุนครบหนึ่งรอบภายในทุกๆ  3 ชั่วโมง การทำงานดังกล่าวคล้ายระบบทูร์บิญองหรือคารูเซล ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการผนึกกำลังในเชิงกลไกของทั้งสองต้องอาศัยการปรับดีไซน์ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยดีไซน์ของนาฬิกาลูกผสมถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของนาฬิการุ่น Freak ONE ที่มาในตัวเรือนไทเทเนียมสีเทาแอนทราไซต์ขนาด 44 มม. ผิวขัดแต่งแซนด์บลาสต์ซี่งบ่งบอกความเท่ในแบบฉบับ URWERK ประกอบกับองค์ประกอบที่แสดงภาษาการออกแบบที่ Martin Frei และ Felix Baumgartner สร้างสรรค์มาเพื่อแบรนด์นาฬิกาหน้าตาอาวองต์การ์ดแบรนด์นี้ อย่างสามร่องสันนูนบนขอบตัวเรือนแบบหมุนและฝาหลังไทเทเนียมที่เราเคยได้เห็นในเรือนเวลาหลายรุ่นของ URWERK รวมถึงเฉดสีเหลืองสว่างแพนโทน 395 C เฉดสีประจำแบรนด์ที่มักจะแทรกตัวอยู่ในเรือนเวลารุ่นต่างๆ อยู่เสมอ คราวนี้เผยตัวชัดเจนบนสายนาฬิกายาง สเกลนาที และตำแหน่งสำคัญอย่างหัวลูกศรของแซตเทิลไลต์

ตัวตนของ Freak ก็ไม่ได้ถูกบดบังรัศมีแต่อย่างใด โดยเฉพาะการเลือกตัดเม็ดมะยมออกไป แล้วหันมาใช้การปรับตั้งค่าผ่านขอบตัวเรือนและฝาหลังแทน ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาจะมีแถบล็อกขนาดเล็กที่เรียกว่า ‘ล็อกเกอร’ ช่วยยึดขอบตัวเรือนให้แน่นสนิท เมื่อต้องการปรับค่าเวลาสามารถยกตัวล็อกขึ้น ขอบตัวเรือนก็จะหมุนได้อย่างอิสระ ซึ่งการลดทอนองค์ประกอบดังกล่าวทำให้ดีไซน์ของ Ur-Freak ดูเรียบง่ายและร่วมสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี

การหลอมรวมในเชิงนวัตกรรมกลไกและการปรับจูนดีไซน์ให้พบกันตรงกลางได้อย่างพอดิบพอดีของทั้งสองแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณของผู้กล้าท้าทายกรอบจำกัดเดิมๆ จึงช่วยกรุยทางให้กับแบรนด์นาฬิกาอิสระอีกมากมาย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันในวงการนาฬิกาไม่ได้หมายถึงการเป็นคู่แข่งกัน แต่เป็นเพื่อนร่วมวงการที่ช่วยกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองให้กับช่างนาฬิกาและแบรนด์ต่างๆ วงการนาฬิกาในอนาคตได้เข้าไปสำรวจ

Bvlgari × MB&F Serpenti

Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F เคยกล่าวกับ Revolution Thailand ไว้ว่า

“ คุณไม่อยากสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับคนที่เหมือนกับคุณหรอก คุณอยากร่วมงานกับคนที่มีไอเดียแตกต่างจากคุณ เพราะถ้าคุณทำงานกับคนที่ไอเดียเหมือนกันก็เหมือนกับการมีลูกกับตัวคุณเอง เพราะฉะนั้นโดยพื้นฐานแล้วคุณต้องมีพ่อกับแม่ มีสองดีเอ็นเอในการทำงานร่วมกัน”

Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F

ซึ่งการแสวงหาดีเอ็นเอที่หลอมรวมเข้ากับแบรนด์นาฬิกาอิสระที่เป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจนนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็หากันจนเจอในที่สุดนั่นก็คือ Bvlgari แบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิวเวลรี่และมีความเป็นเลิศในการผลิตกลไกนาฬิกาไม่แพ้กัน

Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของ Bvlgari และหัวเรือใหญ่ของ MB&F

ความร่วมมือครั้งแรกของทั้งสองเกิดขึ้นในปี 2021 หลังจากการพบกันโดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อนระหว่าง Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของ Bvlgari และหัวเรือใหญ่ของ MB&F ครั้งนั้นทั้งสองร่วมกันสร้างสรรค์ MB&F × Bvlgari LM FlyingT Allegra ที่นำเอาสีสันและประกายแพรวพราวของอัญมณี ซึ่งเป็นความถนัดของ Bvlgari โดยตรง มาเติมประกายให้กับนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง Legacy Machines “ Fabrizio มีพรสวรรค์ที่บ้ามากๆ แล้วเขายังเป็นคนที่น่ารักมากๆ เลยด้วยครับ  เราพร้อมที่จะเข้าไปอยู่ในโลกของกันและกัน” ในเมื่อทำงานเข้าขากันดี และสามารถเติมเต็มความชำนาญซึ่งกันและกันได้ ผลงานการสร้างสรรค์ร่วมกันจึงถูกต่อยอดในวาระครบรอบ 20 ปีของ MB&F ผ่านเรือนเวลาที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่หลอมรวมตัวตนของทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างโดดเด่น นั่นก็คือ Bvlgari × MB&F Serpentiการตีความใหม่ของเรือนเวลาที่จำลองรูปทรงของอสรพิษเสน่ห์ร้ายกาจ ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งเครื่องจักรกลบอกเวลาที่รังสรรค์ขึ้นใน M.A.D. House

ซึ่งการตีความใหม่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำโครงดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วมาผสานเข้ากับกลไกชุดเดิมของอีกแบรนด์ แต่มันเป็นการรื้อสร้าง เลือกสรรสิ่งที่สามารถสื่อสารดีเอ็นเอของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างกลมกล่อมและน่าทึ่งที่สุด ความท้าทายที่สุดน่าจะเป็นตัวเรือนที่มีความซับซ้อนสูงซึ่งต้องผ่านการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้ตัวเรือนที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ ราวกับงานออกแบบยนตรกรรมชั้นสูงที่ทุกสัดส่วนของตัวถังต้องสวยเฉียบ ตัวเรือนรูปทรงคล้ายหัวงูประกอบสร้างขึ้นด้วยการรวมตัวของเส้นโค้งอันสลับซับซ้อน ซึ่งแน่นอนว่ากลายเป็นโจทย์ยากสำหรับช่างกลึงโลหะและขัดแต่งผิว รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพในการดำน้ำที่ทำได้ยากเช่นกัน

จุดสำคัญที่เป็นหัวใจในการสื่อสารความเป็น Serpenti ที่ขับเคลื่อนด้วยจักรกลบอกเวลาชั้นสูงของ MB&Fอยู่ที่ดวงตาของอสรพิษมาดเท่หรู ดวงตาคู่กลมโตถูกแทนที่ด้วยดิสก์บอกชั่วโมงและนาทีทรงโดมนูนทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาเคลือบสาร Super-LumiNova ทำให้สามารถเรืองแสงในที่มืดได้ดุจอสรพิษร้ายที่กำลังซุ่มโจมตีเหยื่อในยามราตรี การกรอกสายตาของ Serpentiจึงเป็นการบอกเวลาที่เคลื่อนคล้อยไปในแต่ละนาทีและชั่วโมง และยังทำให้เรือนเวลารุ่นนี้ดูมีชีวิตขึ้นมาในทันที และที่ทำให้รู้สึกราวกับว่างูตัวนี้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ตรงที่มันมี สมองนั่นก็คือฟลายอิ้งบาลานซ์วีลขนาด 14มม. ที่ถูกติดตั้งไว้ใจกลางหัวงูทำให้เราสามารถมองเห็นการสั่นไหวได้ราวกับกำลังมองเห็นมันสมองกำลังสูบฉีดไอเดียต่างๆ นานาไปยังองคาพยพทั่วตัวเรือน นี่จึงเป็นสองจักรวาลที่หลอมรวมกันได้อย่างหรูหราและเหนือระดับ   

Louis Erard x Konstantin Chaykin Unfrogettable

ท่ามกลางวงการนาฬิกาที่เต็มไปด้วยแบรนด์ที่คร่ำเคร่งกับความเป็นเลิศจนบางครั้งหลงลืมความสนุกไปบ้าง แต่ยังมีบางแบรนด์ที่ยึดความสนุกในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ Louis Erardที่จัดว่าเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ขยันผลิตผลงานความร่วมมือออกมาบ่อยครั้ง และมักจะจับมือกับศิลปินหรือวอตช์เมกเกอร์เลื่องชื่อที่มีฝีมือจัดจ้านพอๆ กัน หนึ่งในผลงานความร่วมมือครั้งล่าสุดที่แสดงออกถึงความคิดนอกกรอบ ความขี้เล่น แต่บรรจุความชำนาญในเชิงกลไกไว้อย่างเต็มเปี่ยม ก็คือ Louis Erard x Konstantin Chaykin Unfrogettableนาฬิการีกูเลเตอร์หน้าตาชวนขบขันที่เห็นปุ๊บรู้ได้ในทันทีเลยว่าเป็นผลงานของ Chaykinวอตช์เวกเกอร์ชาวรัสเซียนแน่นอน ด้วยเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Wristmonของ Chaykinที่มักจัดวางหน้าปัดย่อยบอกชั่วโมงและนาทีที่วางเคียงคู่กัน โดยมักออกแบบให้เป็นดวงตาของสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งในนาฬิการุ่นนี้หน้าปัดย่อยพร้อมดิสก์บอกชั่วโมงและนาทีทั้งสองทำหน้าที่แทนดวงตาของเจ้าหญิงกบในตำนานสลาฟ โดยเจ้าหญิงกบบนหน้าปัดเรกูเลเตอร์นี้สวมชุดเกราะซามูไร ผสานความเชื่อทั้งจากฝั่งรัสเซียที่เชื่อว่า กบเป็นสัญลักษณ์แห่งการพรางตัว ส่วนในความเชื่อทางฝั่งญี่ปุ่นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความเข้มแข็ง

อาจกล่าวได้ว่าตำนานที่ถ่ายทอดผ่านนาฬิกาผลงานความร่วมมือในครั้งนี้เป็นตำนานบทใหม่ที่ Louis Erardและ Konstantin Chaykin สร้างสรรค์ร่วมกันโดยใส่ความชำนาญของทั้งสองมาร่วมไม้ร่วมมือกันผลิตนาฬิกาที่มองจ้องตากับกบหน้าทะเล้นบนหน้าปัดรีกูเลเตอร์แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ทั้งดวงตาที่ทำหน้าที่บอกเวลา รายละเอียดจมูกเคลือบเงาที่ใส่มาบนพื้นกรานิ้วสีเขียวหรือสีม่วง ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ถูกปรับให้เพรียวบางลง โดยมาในขนาด 40มม. และมีความหนาเพียงแค่ 12.45 มม. เท่านั้น รายละเอียดที่ชวนให้ยิ้มได้ (อีกแล้ว) อยู่ที่เม็ดมะยมที่ติดตั้งไว้ ณ ตำแหน่ง 12นาฬิกา ซึ่งการวางตำแหน่งดังกล่าวนั้นถูกจับวางอย่างจงใจล้อกับคำว่า crown’(เม็ดมะยม) ที่แปลตรงตัวว่า มงกุฎนั่นเอง เจ้าหญิงกบองค์นี้จึงสวมมงกุฎทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา อันได้แรงบันดาลใจจากมงกุฎโดยตรง ไม่เพียงแต่สวมมงกุฎสะสวย เข็มนาทีทรงลูกศรยังทำหน้าที่ประดุจสายสะพายของเจ้าหญิงนักรบผู้กล้า เชื่อมโยงกับสายหนังที่ใช้วัสดุเดียวกันกับเกราะซามูไร นี่จึงเป็นตำนานบทใหม่ที่เติมชีวิตชีวาให้กับโลกนาฬิกาอันเคร่งขรึม     

การสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือระหว่างแบรนด์นาฬิกาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ร่วมกับแบรนด์นาฬิกาอิสระ หรือแบรนด์อิสระที่ผนึกกำลังด้วยกันเอง จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนาฬิกาเปิดรับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เสมอ เพื่อต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ และดึงดูดความสนใจจากนักสะสมรุ่นใหม่หรือรุ่นเก๋าที่มองหาสิ่งแปลกใหม่ไปจากเดิม ที่สำคัญการเกิดขึ้นของความร่วมมือหลายครั้งมักจะมาจากความหลงใหลในสิ่งเดียวกันผสานเข้ากับความชำนาญในศาสตร์ที่แตกต่าง

ความหมายของการ collaborationสำหรับวงการนาฬิกาจึงไม่จำกัดเพียงเพื่อเป้าหมายทางการตลาด หรือดึงยอด engagement แต่มันคือการจับมือกันนำพาอุตสาหกรรมนาฬิกาสู่อาณาจักรใหม่ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

กลไกอัตโนมัติ นวัตกรรมของโลกนาฬิกาในแบบฉบับ A. Lange & Söhne

รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
           

Share post:

More like this

แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง

แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง และสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์เข้ากับลุค Everyday Wear ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

เมื่อนาฬิกาสปอร์ตสายลุยลดขนาดลงมาอยู่ที่ 37 มิลลิเมตร แต่อัดแน่นด้วยวิศวกรรมกลไกจับเวลารุ่นล่าสุด Audemars Piguet นำเสนอ Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph (Ref. 26430IS) ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 37 มิลลิเมตร ที่ปรับสัดส่วนความหนาเหลือเพียง 11.5 มิลลิเมตร

เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

เจาะลึกนิยามใหม่ของเรือนเวลาในมุมมองคนรุ่นใหม่ จากเครื่องบอกเวลาสู่งานศิลปะ สินทรัพย์ทางเลือก และวัฒนธรรม Pop Culture ที่ขับเคลื่อนด้วยทรงพลังของกระแสโซเชียล

ตอกย้ำกระแสนาฬิกาพก? เมื่อสิงโตคำรามจากผ้าพันคอไหม ย้ายไปอยู่บนฝา Pocket Watch ด้วยงานต่อไม้ชิ้นเล็กระดับเศษมิลลิเมตรหน้าตาจะเป็นอย่างไร?

เบื้องหลังการรังสรรค์นาฬิกาพกเรือนพิเศษ Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! ประจำปี 2026 ที่ผสานความงามของฝาเปิดงานต่อลายไม้ 10 ชนิดเข้ากับหน้าปัดลงยา Grand Feu และกลไกอัตโนมัติบางพิเศษ H1950 ผลิตจำกัดเพียงสีละ 3 เรือนเท่านั้น