กลไกอัตโนมัติ นวัตกรรมของโลกนาฬิกาในแบบฉบับ A. Lange & Söhne

Date:

ตลอดระยะเวลากว่าเกือบสามทศวรรษ ระบบไขลานอัตโนมัติได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ภาษาทางเทคนิค” ของ A. Lange & Söhne  

แม้ว่าจะมีการคิดค้นกลไกอัตโนมัติมานานแล้ว แต่นาฬิกาข้อมือที่ขึ้นลานแบบอัตโนมัติเริ่มจะมีการผลิตกันในช่วง 1920s  และปัจจุบัน ก็เป็นที่นิยมในหมู่คนที่ชอบสวมใส่นาฬิกากลไกจักรกล เพราะความสะดวกสบาย ไม่ต้องไขลานเองอยู่บ่อยๆ เนื่องจากอาศัยพลังงานจากการเคลื่อนไหวข้อมือของผู้สวมใส่  ทำให้โรเตอร์ (rotor) ชิ้นส่วนโลหะรูปครึ่งวงกลมเกิดการหมุน และสร้างพลังงานส่งไปยังเมนสปริง ทำให้นาฬิกาทำงานต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องไขลานด้วยมือ

กลไกอัตโนมัติที่เราเห็นในวันนี้เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านนวัตกรรมเล็กๆ น้อยๆ นับไม่ถ้วน ที่ร่วมกันหล่อหลอมให้ระบบไขลานอัตโนมัติมีความสมบูรณ์แบบอย่างในปัจจุบัน หนึ่งในความก้าวหน้าที่กลายเป็น “เรื่องปกติ” ในโลกนาฬิกา ทั้งที่แท้จริงแล้วเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และความอัจฉริยะทางวิศวกรรม

นับตั้งแต่การฟื้นคืนกิจการอีกครั้งในปี 1994  A. Lange & Söhne แบรนด์นาฬิกาชั้นสูงจากเยอรมนีก็ได้พัฒนากลไกภายในโรงงานของตนเองมามากกว่า 70 แบบ แม้ว่ากลไกไขลานด้วยมือจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่กลไกไขลานอัตโนมัติก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบทางเทคนิคที่เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา

แน่นอนว่า การผสานระบบไขลานอัตโนมัติลงไปในกลไกไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟังก์ชัน หากแต่ยังคงสืบทอดแนวทางงานช่างแบบแซกซอน โดยโครงสร้างของกลไกสะท้อนหลักการออกแบบเดียวกับที่พบในนาฬิกา A. Lange & Söhne  ทุกเรือน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเพลตสามในสี่ (three-quarter plate) ที่ผลิตจากเยอรมันซิลเวอร์แบบไม่เคลือบ ชาโตงทองคำแบบขันสกรู สกรูที่ผ่านการเผาจนเกิดสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงบาลานซ์ค็อกที่สลักลวดลายด้วยมืออย่างประณีต

LANGEMATIK ซึ่งเปิดตัวในปี 1997  เป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของ Lange ที่ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ โดยกลไกอินเฮาส์ ชื่อ Calibre L921.2 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำระบบไขลานอัตโนมัติเข้ามาสู่คอลเลกชันยุคใหม่ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ มาพร้อมโรเตอร์แกนกลางที่ติดตั้งเซ็นทรัลโรเตอร์ทองคำ 21 กะรัต ผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมกลไกแบบดั้งเดิม กลไกนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า SAX-O-MAT โดยคำว่า “SAX” สื่อถึงแคว้นแซกโซนี (Saxony) ศูนย์กลางประวัติศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาความเที่ยงตรงของเยอรมนี และเป็นที่ตั้งของโรงงาน Lange ส่วน “MAT” หมายถึงระบบไขลานอัตโนมัติ ขณะที่ตัวอักษร “O” ซึ่งอ่านว่า “โอ” สื่อถึงฟังก์ชัน zero-reset ที่ผสานอยู่ในกลไก เมื่อดึงเม็ดมะยม เข็มวินาทีจะกระโดดกลับสู่ตำแหน่งศูนย์ทันที ช่วยให้สามารถตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำสูงสุด

สำหรับ A. Lange & Söhne กลไกอัตโนมัติไม่ได้ถูกพัฒนาในลักษณะ “หนึ่งเดียวใช้ได้ทุกเรือน” หากแต่ถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับนาฬิกาแต่ละรุ่นอย่างพิถีพิถัน

ในปี 2010 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวรุ่น LANGE 1 DAYMATIC พร้อมกลไก Calibre L086.1 ซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด กลไก L086.1 มาพร้อมโรเตอร์กลางแบบหมุนได้สองทิศทาง (bidirectional) และออกแบบให้โปร่ง (skeletonised) เพื่อเผยให้เห็นงานตกแต่งอันประณีตของกลไกภายใน  สะท้อนปรัชญาที่ให้ความสำคัญทั้งด้านวิศวกรรมและความงาม

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบไขลานอัตโนมัติยังถูกผสานเข้ากับกลไกซับซ้อนขั้นสูงได้อย่างลงตัว อย่างเช่น Calibre L082.1 ที่ขับเคลื่อนรุ่น LANGE 1 TOURBILLON PERPETUAL CALENDAR ซึ่งรวมเอาระบบไขลานอัตโนมัติ ทูร์บิญอง และปฏิทินถาวร (perpetual calendar) พร้อมวงแหวนบอกเดือนแบบรอบนอกเข้าไว้ด้วยกัน ร์บิญองในกลไกนี้ยังผสานฟังก์ชัน stop-seconds ทำให้เข็มวินาทีสามารถหยุดนิ่งได้เมื่อตั้งเวลา ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเวลาได้อย่างแม่นยำถึงระดับวินาที

อีกรุ่นที่โดดเด่นคือ SAXONIA ANNUAL CALENDAR มาพร้อมกลไก Calibre L085.1 ซึ่งมีความสูงเพียง 5.7 มิลลิเมตร โดยผสานกลไกปฏิทินรายปีเข้าไว้ภายในโครงสร้างอัตโนมัติที่กะทัดรัด เพื่อรักษาสัดส่วนตัวเรือนให้สมดุลและสง่างาม  ขณะที่รุ่น SAXONIA OUTSIZE DATE ใช้กลไก Calibre L086.8 ซึ่งผสานระบบไขลานอัตโนมัติเข้ากับหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lange ได้อย่างลงตัว ภายใต้ดีไซน์ตัวเรือนที่เพรียวบางและ refined อย่างยิ่ง

จุดสำคัญที่ทำให้ระบบไขลานอัตโนมัติกลายเป็นหัวใจของบทใหม่ในคอลเลกชันของ A. Lange & Söhne  ก็คือการเปิดตัวนาฬิกา ODYSSEUS ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยเน้นความแข็งแกร่งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำงานด้วยกลไก Calibre L155.1 DATOMATIC ซึ่งชื่อมาจากการผสานคำว่า “date” และ “automatic” เข้าไว้ด้วยกัน

ในปัจจุบัน กลไกอัตโนมัติได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของ A. Lange & Söhne โดยกลไกทุกชุดจะผ่านกระบวนการประกอบถึงสองครั้ง และได้รับการปรับตั้งอย่างละเอียดก่อนออกจากโรงงาน เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงตรงสูงสุด 

Share post:

More like this

Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 

มาดูเทรนด์นาฬิการ่วมสมัยที่สลัดภาพความขรึม แล้วหันมาเล่นกับเฉดสีพาสเทลละมุนตา ตั้งแต่งานเซรามิกของ Hublot ไปจนถึงโปรเจกต์ท้าทายขนบอย่าง Swatch x Audemars Piguet Royal Pop

Introducing: เมื่อสถาปัตยกรรมบอกเล่าความดิบ นี่คือร่องรอยสิ่วบนเรือนเวลา Anoma A1 Prehistoric

Anoma ฉีกกฎเกณฑ์ความเนี๊ยบของนาฬิกาสวิสด้วย A1 Prehistoric รุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน ที่พกพางานตัวเรือนสกัดมือยาวนานกว่า 5 ชั่วโมงโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส และหน้าปัดกรีดมือ 600 เส้น เพื่อสร้างเรือนเวลาที่ดูเหมือนวัตถุโบราณบนข้อมือ

ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงเลือก “ไอยู” เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด

Jaeger-LeCoultre ต้อนรับ ไอยู (IU) เข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการผ่านแคมเปญ The Hour Before พลิกมุมมองความหรูหราแบบไม่ตะโกน พร้อมชวนถอดรหัสวินัยหลังม่านที่เชื่อมโยงศิลปินสาวเข้ากับโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

วิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมนาฬิกาหลังการประกาศเปิดตัว "Basilia" งานจัดแสดงเรือนเวลาและเครื่องประดับหรูงานใหม่โดย MCH Group ความพยายามครั้งสำคัญในการฟื้นฟูเมืองบาเซิลให้กลับมามีบทบาทบนแผนที่โลกนาฬิกาอีกครั้งผ่านโมเดลธุรกิจที่กระชับและเป็นมิตรขึ้น