เมื่อ Rolex นำกลไก Complete Calendar มาเป็นตัวเอกในนาฬิกาลุคคลาสสิกรุ่น Perpetual Padellone

Date:

นาฬิการุ่นที่สองในคอลเลกชัน Perpetual ที่ต่อยอดจากรุ่น 1908 ได้อย่างเหนือชั้น

ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของสไตล์วินเทจที่ปรากฎอยู่บน Rolex 1908 ยังคงสร้างความประทับใจให้กับบรรดานักสะสมที่หลงใหลในมนตร์ขลังของ Rolex ในรูปแบบดั้งเดิมอย่างไม่เสื่อมคลาย ในปีนี้ Rolex จึงเลือกเซอร์ไพรส์ด้วยการเผยโฉม Perpetual Padellone นาฬิการุ่นที่สองของคอลเลกชัน Perpetual ที่ไม่เพียงแต่มีเสน่ห์ในตัวเองด้วยรูปลักษณ์วินเทจอย่างชัดเจน แต่ยังทำให้เราถึงกับตกตะลึงเมื่อได้เห็นดิสก์ moon phase บนหน้าปัด รวมถึงการแสดงค่าต่างๆ ที่ประกาศตัวตนชัดเจนว่า Perpetual Padellone คือนาฬิกาปฏิทินรายปีอย่างเต็มรูปแบบ

ปฏิทินรายปีแบบ Complete Calendar ทื่จัดวางอย่างลงตัว

สิ่งที่ดึงดูดสายใจตั้งแต่แรกเห็นอาจไม่ใช่รูปลักษณ์หวือหวา แต่เป็นการจัดวางเลย์เอาต์การแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัดได้อย่างลงตัว ลองคิดดูว่ามันน่าทึ่งสักเพียงไหนที่เราสามารถกวาดสายตาบนหน้าปัดแล้วก็สามารถอ่านค่าเวลา วันที่ วันประจำสัปดาห์ เดือน รวมถึงข้างขึ้นข้างแรมได้ในทันที แต่สิ่งที่ท้าทายคือการจัดวางการแสดงค่าต่างๆ ให้สวยงาม และเอื้อต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่ง Perpetual Padellone ก็สามารถทำได้ดีทีเดียว

                  สำหรับการอ่านค่าเวลานั้นทำได้ผ่านชุดเข็มอยู่แล้ว แต่การแสดงค่าปฏิทินอื่นๆ ที่เสริมเข้ามา จำเป็นต้องใช้พื้นที่บนหน้าปัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มจากการแสดงค่าวันประจำสัปดาห์และเดือนผ่านช่องหน้าต่างถูกจับวางไว้ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ส่วนการแสดงวันที่ทั้ง 31 วันสามารถทำได้ผ่านเข็มทรงพระจันทร์เสี้ยวสีน้ำเงินที่ชี้ค่าวันที่บริเวณรางวันที่รายล้อมรอบขอบหน้าปัด

จุดที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือดิสก์ moon phase บอกข้างขึ้นข้างแรมที่ถูกจัดวางไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตัวแผ่นดิสก์ทรงกลมถูกเคลือบด้วยอีนาเมลสีน้ำเงินสด ตัวดวงจันทร์สีเงินยวงที่ดูมีเอกลักษณ์ถ้าหากพิจารณาดูใกล้จะพบว่า ดวงจันทร์ทั้งสองที่เป็นตัวแทนข้างขึ้นและข้างแรมทำจากเมทิโอไรต์หรือหินอุกกาบาต ข้างขึ้นเป็นสีเงิน ส่วนข้างแรมนั้นดวงจันทร์ในเงามืดสลัวจะถูกเคลือบพีวีดีสีน้ำเงิน พื้นผิวดวงจันทร์ทั้งสองถูกตกแต่งด้วยภาพใบหน้าด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบแพด ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวสีเงิน ใบหน้าบนดวงจันทร์อาจจะดูคุ้นตาสำหรับแฟนตัวจริงของ Rolex เพราะเป็นรูปลักษณ์ได้แรงบันดาลใจมาจาก Rolex Ref. 8171 ที่เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Padellone’ และมีดิสก์ moon phase บนหน้าปัดเช่นกัน และแทนที่จะมีลีลาการแสดงข้างขึ้นข้างแรมแบบที่ดวงจันทร์ค่อยๆ ถูกบดบัง เผยโฉมเพียงเสี้ยวหน้าบางส่วน ดิสก์ moon phase ของ Perpetual Padellone รุ่นใหม่ล่าสุดกลับแสดงค่าผ่านการเคลื่อนตัวของดวงจันทร์ทั้งสอง โดยมีสามเหลี่ยมด้านบนเป็นตัวบ่งชี้ว่า คืนวันนั้นดวงจันทร์สว่างสุกใสหรือถูกปกคลุมภายใต้เงามืด

กลไกเบื้องหลังความแม่นยำ

ฟังก์ชันปฏิทินรายปีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของกลไกที่มีการคำนวณค่าต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ สำหรับ Perpetual Padellone นั้น ความแม่นยำดังกล่าวมาจากกลไก Haplos ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ ความชาญฉลาดของกลไกระบบนี้สามารถวัดได้จากความสามารถในการแยกแยะเดือนที่มี 30 และ 31 วันได้อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการปรับตั้งค่าใหม่แค่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีเท่านั้น นอกจากนี้สิทธิบัตรเฉพาะยังรวมถึงกลไกการปรับเปลี่ยนแบบฉับพลันที่ทำให้การแสดงค่าวันประจำสัปดาห์ วันที่ และเดือน สามารถเปลี่ยนค่าได้อย่างพร้อมเพรียงกันภายในช่วงเวลาเที่ยงคืน

ไม่เพียงแต่คำนวณค่าตามปฏิทินรายปีได้อย่างแม่นยำและเปลี่ยนค่าได้อย่างฉับพลันเท่านั้น แต่ปฏิทินรายปีแบบสมบูรณ์ใน Perpetual Padellone ยังถูกออกแบบมาให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ด้วยการปรับตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกลไก ซึ่งการปรับตั้งค่าต่างๆ นี้สามารถทำได้ผ่านปุ่มทั้งสี่ปุ่มข้างตัวเรือน รวมถึงสไตลัสที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อให้การปรับตั้งสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้หัวใจที่ขับเคลื่อนความเที่ยงตรงและแม่นยำยังอยู่ที่กลไกอินเฮาส์คาลิเบอร์ใหม่ 7190 ที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากคาลิเบอร์ 7135 ที่ใช้ขับเคลื่อนนาฬิการุ่น Land-Dweller ที่สร้างความฮือฮาเมื่อแรกเปิดตัวในปี 2025 กลไกชุดใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วยความถี่สูงถึง 5 เฮิรตซ์  ทำงานร่วมกับแฮร์สปริง Syloxi ที่ทำจากซิลิคอน และแกนจักรกรอกเซรามิก เสริมประสิทธิภาพด้วยชุดกลไกปล่อยจักร Dynapulse ที่ทำจากซิลิคอนด้วยเช่นกัน ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูงได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมมอบพลังงานสำรองร่วม 66 ชั่วโมง อีกทั้งตัวกลไกยังได้รับการตกแต่งอย่างงดงามพร้อมอวดโฉมผ่านฝาหลังใสอย่างไม่มีจุดไหนต้องปกปิด เราจึงได้เห็นโรเตอร์แบบคัตเอาต์ทำจากทองคำ สะพานจักรตกแต่งด้วยลวดลาย Rolex Côtes de Genève พร้อมการขัดแต่งผิวอย่างประณีตในทุกมุม ทุกองค์ประกอบของกลไกคาลิเบอร์ 7190 ล้วนแสดงถึงความเชี่ยวชาญรอบด้านของ Rolex


รูปลักษณ์สุดคลาสสิก

ความสง่างามของ Perpetual Padellone ตอกย้ำชัดเจนว่า เสน่ห์อันชวนหลงใหลในอดีตกาลนั้นไม่ว่าจะเดินทางผ่านกาลเวลามาอีกสักกี่ปีก็ยังไม่เสื่อมมนตร์ขลัง นาฬิกาปฏิทินรายปีรุ่นใหม่นี้มาในตัวเรือน Everose gold 18 กะรัต หรือแพลทินัม 950 ขนาด 39 มม. ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่กำลังดีสำหรับการเป็น Dress Watch หน้าตาของนาฬิการุ่นนี้ยังชวนให้นึกถึง Padellone รุ่นพี่อย่าง Ref. 8171 ที่เคยโลดแล่นในช่วงปี 1940s – 1950s แต่ดีไซน์ของรุ่นใหม่ถูกออกแบบให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ขอบตัวเรือนดีไซน์สองมิติเหมือนเป็นการเสริมดีไซน์ของตัวเรือนให้คมชัด ส่วนบนโอบรับความโค้งมน ส่วนฐานได้รับการเซาะร่องอย่างประณีต หน้าปัดที่รองรับฟังก์ชันการแสดงค่าหลากหลายมีผิวสัมผัสแบบเกรนในช่วงใจกลาง ตัดกับขอบหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยการขัดซาติน ด้านข้างตัวเรือนติดตั้งปุ่มปรับตั้งค่าทั้ง 4 ปุ่มรวมถึงสไตลัสที่ออกแบบมาเพื่อการปรับตั้งค่าได้อย่างแนบเนียน

การจับคู่สายของ Perpetual Padellone ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการเปิดทางเลือกให้ทั้งรูปแบบสายนาฬิกา Settimo  ในเวอร์ชัน Everose gold 18 กะรัต ซึ่งเป็นสายรูปแบบเดียวกับรุ่น 1908 และเป็นรูปแบบสายที่นิยมใช้ในนาฬิการุ่นวินเทจ สาย Settimo ประกอบไปด้วยข้อต่อขนาดเล็กเจ็ดข้อร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ด้วยความที่ข้อต่อมีขนาดเล็กจึงทำให้สามารถโอบรับกับสรีระข้อมือได้ดี สายลักษณะนี้มาพร้อมระบบยึดติดกับตัวเรือนตรงกลางที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และชุดตัวล็อก Crownclasp ที่พรางตัวอยู่ร่วมกับสายได้อย่างแนบเนียน ส่วนอีกหนึ่งทางเลือกสายนั้นก็ยังคงความคลาสสิกและเข้ากันได้ดีกับรูปลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ นั่นก็คือสายหนังจระเข้สีน้ำตาลผิวแมตต์ในรุ่น Everose gold 18 กะรัต และสายหนังจระเข้สีดำผิวแมตต์ในรุ่นแพลตินัม 950

          นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อ Rolex หวนคืนสู่ลุคคลาสสิก แล้วยิ่งมาพร้อมกับคอมพลิเคชันอันเหนือชั้นแล้ว ยากที่นักสะสมตัวจริงจะต้านทานมนตร์เสน่ห์นี้ได้  โดยเฉพาะเวอร์ชันแพลตินัม 950 ที่มาพร้อมหน้าปัดสีฟ้าขับดิสก์ moon phase สีน้ำเงินให้โดดเด่นในโทนสีเย็น สำหรับเราแล้วนี่คือความสง่างามที่ผสานความร่วมสมัยได้อย่างกลมกล่อมอย่างแท้จริง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Rolex ร่วมกับสถาบัน Phillips เปิดประมูล Cosmograph Daytona รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ฤดูกาล

Rolex ฉลองตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026

Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา

Share post:

More like this

Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Chopard Happy Diamonds Heritage การกลับมาของเรือนเวลาไอคอนิกปี 1976 ในตัวเรือนทองคำ 18K หน้าปัดนิลดำ และกลไกอินเฮาส์สุดบางเฉียบ

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล

พาชม Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code นาฬิกาไร้เข็มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มาในโทนสีพาสเทลแสนหวาน

Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code เรือนเวลารูปทรงสี่เหลี่ยมไร้เข็มในโทนสีพาสเทล 3 เฉดสีใหม่ ผลิตจำกัดสีละ 99 เรือน ผสานงานพ่นทรายแบบ Matte เข้ากับกลไก Jumping Hour สไตล์ดิจิทัลจักรกลได้อย่างลงตัว

นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino

ย้อนดูเบื้องหลัง Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino เรือนเวลา Pièce Unique ที่กล้าท้าทายกฎวิศวกรรมเรือนเวลาด้วยการฝังเพชร 54 เม็ดลงบน Balance Wheel พร้อมเทคนิคการคัดสรรพลอยพาสเทลแบบ Invisible Setting ทั้งเรือน