Longines แต้มสีฟ้าลงบนหน้าปัดที่เคยเคร่งขรึม ในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve

Date:

นี่คือความขี้เล่นที่ซ่อนอยู่ในความคลาสสิก

สำหรับคนรักนาฬิกา การได้เห็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานยอมขยับออกจากพื้นที่ปลอดภัย มักจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและอนุรักษนิยมอย่าง Longines การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็อาจชวนให้ตั้งคำถามและชวนมองได้มากกว่าปกติ

หากยังจำกันได้ เมื่อปี 2024 Longines ได้ชุบชีวิตกลไกบอกพลังงานสำรองแบบพิเศษจากปี 1959 กลับมาอีกครั้งในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve ซึ่งในตอนนั้นเปิดตัวด้วยหน้าปัดโทนสีที่เดาใจง่ายและปลอดภัยตามสูตรสำเร็จ ทั้งสีครีม สีเทา และสีดำ แต่ล่าสุดในปี 2026 นี้ แบรนด์เลือกที่จะหยิบเฉดสีใหม่อย่างสีฟ้าอ่อน (Light Blue Opalin) มาใส่ลงในโมเดลเดิม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่น่าคิด เพราะนี่ไม่ใช่สีที่เราจะพบเห็นได้บ่อยนักในนาฬิกาสไตล์ย้อนยุคยุค 50s-60s

สิ่งที่ทำให้เรือนนี้แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปไม่ใช่แค่หน้าปัดสีฟ้าพาสเทล แต่คือวิธีที่กลไกภายในแสดงผลพลังงานสำรอง แทนที่จะใช้เข็มกวาดสเกลครึ่งวงกลมแบบที่คุ้นเคย Longines เลือกใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นหมุนซ้อนกันอยู่ตรงกึ่งกลางหน้าปัด ความสนุก (และอาจจะความปวดหัวสำหรับบางคน) อยู่ตรงที่ตำแหน่งของเข็มชี้พลังงานจะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ตามการขึ้นลาน หมายความว่าจุดที่บอกว่า “ลานเต็ม” หรือ “ลานหมด” จะไม่ได้อยู่ประจำที่เดิมตลอดเวลาเหมือนนาฬิกาทั่วไป

ลองจินตนาการถึงการเหลือบมองข้อมือเพื่อเช็กพลังงาน แล้วพบว่าหน้าปัดตรงกลางมีการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน มันอาจจะไม่ใช่วิธีการอ่านค่าที่ตรงไปตรงมาที่สุด และต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าปกติเล็กน้อย แต่นี่คือเสน่ห์ของการออกแบบที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ ในขณะที่อุตสาหกรรมนาฬิกาหลายแบรนด์มักใส่ฟังก์ชันบอกพลังงานสำรองไว้เป็นเพียงรายละเอียดแถวรองตรงมุมใดมุมหนึ่ง แต่เรือนนี้กลับเอามาวางไว้กลางหน้าปัดอย่างจงใจ

Longines Conquest Heritage Central Power Reserve In Light Blue

ในแง่ของสัดส่วน ตัวเรือนสเตนเลสสตีลมาในขนาด 38 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่พอดีสำหรับข้อมือยุคปัจจุบัน ทว่ามีความหนาอยู่ที่ 12.3 มิลลิเมตร ซึ่งอาจจะรู้สึกหนาไปนิดสำหรับนาฬิกาประเภทสามเข็มทั่วไป แต่ก็ชดเชยด้วยการกระจายน้ำหนักและสัดส่วนความยาวจากหูสายถึงหูสาย (Lug-to-Lug) ที่ 45.6 มิลลิเมตร ทำให้เมื่อสวมใส่จริงแล้วยังคงแนบไปกับข้อมือได้ดี ส่วนฝาหลังแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไก Caliber L896.5 ที่ทำขึ้นเพื่อ Longines โดยเฉพาะ พร้อมสายใยจักรกรอกซิลิคอนที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กในชีวิตประจำวัน โดยมีให้เลือกทั้งแบบสายเหล็กและสายหนังจระเข้สีเทา

Longines Conquest Heritage Central Power Reserve In Light Blue

กระแสหน้าปัดสีฟ้าอ่อนกำลังถูกนำมาใช้ในหลายๆ รุ่นของแบรนด์ ตั้งแต่ตระกูลสปอร์ตอย่าง Hydroconquest มาจนถึงรุ่นเดรสคลาสสิกเรือนนี้ สำหรับบางคน สีฟ้าอ่อนอาจดูแฟชั่นเกินไปสำหรับนาฬิกาที่ถอดรหัสมาจากปี 1959 แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การจับคู่ระหว่างฟังก์ชันดิสก์หมุนที่ดูแปลกตากับสีสันที่สดใสขึ้น มันช่วยลดความเคร่งขรึมของนาฬิกาวินเทจลงไปได้มาก และเปลี่ยนให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นบทสนทนาที่สนุกขึ้นบนข้อมือ

Longines Conquest Heritage Central Power Reserve In Light Blue

แล้วสำหรับคุณ การที่แบรนด์นาฬิกาวินเทจหันมาเล่นกับเฉดสีสมัยใหม่แบบนี้ คิดว่าเป็นทิศทางที่ช่วยเพิ่มความสดใหม่ หรือยังคงชอบความเรียบง่ายในโทนสีคลาสสิกแบบดั้งเดิมมากกว่ากัน?

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: Longines Conquest Heritage Central Power Reserve (Reference: L1.648.4.92.6 สำหรับสายเหล็ก / L1.648.4.92.2 สำหรับสายหนัง)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม. หนา 12.3 มม. ความยาวขาแว่นถึงขาแว่น (Lug-to-Lug) 45.6 มม. ฝาหลังแซฟไฟร์เปลือย กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้าอ่อนโอพาลีน (Light blue opaline) ดีไซน์แบบ Sector Dial หลักชั่วโมงแบบ Applied พร้อมสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที), วันที่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา, และแสดงพลังงานสำรองกึ่งกลางหน้าปัดด้วยแผ่นดิสก์หมุนสองแผ่น
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber L896.5 (ผลิตโดย ETA เอกสิทธิ์เฉพาะ Longines) ความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง สายใยจักรกรอกซิลิคอนทนทานต่อสนามแม่เหล็ก สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกระบบ Micro-adjustment หรือ สายหนังจระเข้สีเทา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Hermès Arceau Cavalier en Formes ผลงานชิ้นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

Share post:

More like this

นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino

ย้อนดูเบื้องหลัง Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino เรือนเวลา Pièce Unique ที่กล้าท้าทายกฎวิศวกรรมเรือนเวลาด้วยการฝังเพชร 54 เม็ดลงบน Balance Wheel พร้อมเทคนิคการคัดสรรพลอยพาสเทลแบบ Invisible Setting ทั้งเรือน

Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...

Louis Vuitton เผยโฉม Tambour Spin Time 5 รุ่นใหม่ในคอลเลกชันถาวร ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเมื่อปีที่แล้ว

ยลโฉมคอลเลกชัน Tambour Spin Time ประจำปี 2026 จาก Louis Vuitton ที่ผสานกลไกจั๊มป์อورดอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับสีสันสดใหม่ ทั้งหน้าปัดโอปอล์ออสเตรเลีย, สีเขียวมะกอก, ฟ้า Spin Time Air, Antipode และฟลายอิ้งทูร์บิญองหน้าปัดแซลมอนในตัวเรือนแพลตตินัม

NOMOS Orion Gold Neomatik “New Black” นิยามใหม่ของเดรสวอทช์ความเรียบหรูระดับไฮเอนด์ 

NOMOS Glashütte เปิดตัว Orion Gold Neomatik “New Black” เดรสวอทช์ตัวเรือนทองคำแท้ 18k ขนาด 36.4 มม. จับคู่หน้าปัดสีดำ Galvanised และกลไกอินเฮาส์แบบบางพิเศษ DUW 3001 สำรองพลังงาน 43 ชั่วโมง มอบความเรียบหรูสไตล์มินิมอลเยอรมันอย่างแท้จริง