Home Blog Page 41

Grand Seiko เชิดชูภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วยรุ่น SBGJ285 ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่สวยงามตระการตาในแบบ Fuji-Iro

นำความหมายใหม่มาสู่หน้าปัดดอกไม้

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการปรากฎตัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Grand Seiko ขอนำเสนอ SBGJ285 นาฬิการุ่นพิเศษที่รวบรวมเอาความสวยงามและมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน นาฬิการุ่นนี้ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองมรดกในการออกแบบและงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยมีหน้าปัดนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกวิสทีเรียของญี่ปุ่น หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า ดอกไม้ฟูจิ ซึ่งขึ้นชื่อในด้านความสวยและความสง่างามที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะตน

หน้าปัดสีม่วงอ่อนที่เรียกว่า Fuji-iro เป็นการอุทิศแด่ความเกี่ยวเนื่องทางประวัติศาสตร์ของดอกวิสทีเรียกับความสง่างาม พื้นผิวของหน้าปัดสะท้อนถึงการพลิ้วไหวของดอกไม้ในสายลมอย่างงดงาม ทั้งยังสะท้อนถึงความงามอย่างอ่อนโยนของธรรมชาติอีกด้วย ภายใต้ความงามอันเงียบสงบนี้ มีพลังและความแม่นยำมาจากกลไกไฮบีท 36000 GMT คาลิเบอร์ 9S86 ของ Grand Seiko ซึ่งเป็นคาลิเบอร์ที่ได้รับการยกย่องด้านความแม่นยำในการทำงาน ด้วยอัตราเพียง +5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน และมาพร้อมกับฟังก์ชั่น GMT

ดีไซน์ตัวเรือนแบบ 44GS ของรุ่น SBGJ285 ซึ่งสืบย้อนต้นฉบับไปได้ถึงปี 1967 และยังคงเป็นหลักยึดของปรัชญาการออกแบบแห่ง Grand Seiko อยู่ ตัวเรือนทำขึ้นจากเอเวอร์บริลเลียนท์สตีล โลหะผสมสูตรเฉพาะของบริษัทที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยมด้วยค่า PREN ที่สูงกว่าวัสดุสเตนเลสสตีลเกรดมาตรฐานถึง 1.7 เท่า ตามความหมายของชื่อวัสดุ ผิวของ เอเวอร์บริลเลียนท์สตีล มีเฉดที่กระจ่างใสกว่า ทั้งยังช่วยยกระดับความสวยงามด้วยการขัดเงาบนพื้นผิวที่ขาวกระจ่างใสกว่า มอบโทนสีที่แวววาวยิ่งขึ้น ตัดกับพื้นผิวที่ถูกขัดลายละเอียดแบบแฮร์ไลน์ โดยการขัดเงานั้นถูกกระทำด้วยเทคนิคซารัตสึ อันเลื่องชื่อของ Grand Seiko ซึ่งเป็นเทคนิคการขัดเงาที่ต้องใช้ความแม่นยำและทักษะสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระทำกับเอเวอร์บริลเลียนท์สตีล เนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของโลหะชนิดนี้

ปัจจุบัน Grand Seiko ได้นำเสนอวัสดุระดับพรีเมียมนี้ในนาฬิกาที่ผลิตขึ้นแบบปกติอยู่เพียง 6 รุ่นเท่านั้น

SBGJ285 รุ่นนี้จะพร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2024 โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่บูติก Grand Seiko ที่ Marina Bay Sands และผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อันได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ข้อมูลทางเทคนิค: Grand Seiko SBGJ285

  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9S86 พลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และไทม์โซนที่สอง
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร หนา 14.04 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีม่วงผิวลายหยาบ
  • สาย: สตีล ตัวล็อกแบบบานพับ 3 ทบ และมีสายหนังวัวสีม่วงให้มาอีก 1 เส้น
  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 180 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Katherine Arteche

G-SHOCK ระดับพรีเมียม ถูกยกระดับความสามารถในการใช้งานด้วยจิตวิญญาณแห่งชาวญี่ปุ่นได้อย่างไร

G-SHOCK ระดับพรีเมียม ยังคงท้าทายความคาดหวังของผู้คน โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้กระทั่งนาฬิกาที่สร้างขึ้นให้ทนทานต่อสภาวะที่ยากลำบากที่สุด ก็ยังสามารถถ่ายทอดความงามและจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้

เป็นเวลากว่า 4 ทศวรรษมาแล้วที่ Casio G-SHOCK ได้รับการยอมรับว่าเป็นนาฬิกาที่มีความทนทาน ใช้งานได้อย่างจริงจัง และมีจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ไม่มีใครเทียบได้ นาฬิกา G-SHOCK เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในด้านความแข็งแกร่งทนทานในระดับที่ทหารให้การยอมรับ และมีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ทนทานนี้ยังมีวิวัฒนาการที่หลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ แม้ว่านาฬิกาทุกเรือนจะสร้างขึ้นอย่างแม่นยำราวกับเป็นเครื่องจักร แต่ภายในยังมีจิตวิญญาณอยู่ด้วย ซึ่งต้องยกย่องความดีความชอบให้กับเหล่าช่างฝีมือและวิศวกร ผู้ทุ่มเทให้กับการสร้างนาฬิกาที่เป็นทั้งงานศิลปะ และความสำเร็จทางเทคโนโลยี

การกำหนดอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นให้กับแบรนด์ G-SHOCK

กลุ่มนาฬิการะดับพรีเมียมของ G-SHOCK ถือเป็นสุดยอดแห่งความสามารถในการสร้างนาฬิกาของแบรนด์ Casio ถึงแม้ว่านาฬิการุ่นมาตรฐานของ G-SHOCK จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในด้านความทนทานและราคาที่ไม่แพงนัก ทว่ากลุ่มรุ่นพรีเมียมนั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อให้แสดงออกถึงความใส่ใจในรายละเอียดของแบรนด์ นาฬิกาเหล่านี้ผสมผสานด้วยวัสดุขั้นสูง เช่น ไทเทเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ และแซพไฟร์คริสตัล เข้ากับคุณสมบัติของนาฬิกาที่มีความล้ำสมัย อาทิ GPS การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ด้วยบลูทูธ โดยยังคงคุณสมบัติความทนทานต่อแรงกระแทกและน้ำอันเป็นเอกลักษณ์เด่นของนาฬิกาเอาไว้ได้

การผสมผสานระหว่างวัสดุ นวัตกรรม และงานฝีมือ ทำให้ G-SHOCK ระดับพรีเมียม มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่ซีรี่ส์ MRG ที่ใช้ตัวเรือนไทเทเนียมซึ่งถูกตกแต่งด้วยมือโดยใช้เทคนิคการขัดแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ไปจนถึงคอลเลกชั่น MT-G ที่ใช้โครงสร้างแบบไฮบริดซึ่งผสมผสานสเตนเลสสตีลเข้ากับเรซินแบบเสริมแรง Casio ได้สร้างสรรค์นาฬิกาที่ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักสะสมที่มีรสนิยมดีอีกด้วย และถึงแม้จะมีความแม่นยำระดับอุตสาหกรรม แต่นาฬิกาเหล่านี้ก็เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น

เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของ G-SHOCK ระดับพรีเมียม เราจะต้องพิจารณาในบริบทที่กว้างขึ้นของงานฝีมือแห่งชาวญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า Monozukuri ซึ่งคำนี้หมายถึงปรัชญาการผลิตที่เน้นไปที่งานฝีมือ คุณภาพ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นคุณค่าที่หยั่งรากลึกในอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น “ไม่ผิดเลยที่จะบอกว่านาฬิกาที่มากับฟังก์ชั่นดิจิตอล เช่น Garmin และ Apple นั้นเป็นคู่แข่งในตลาดของเรา เมื่อพูดถึงฟังก์ชั่นของนาฬิกาในหมวดหมู่นั้น” Oh Takahashi ผู้เป็นผู้จัดการทั่วไประดับอาวุโส ของหน่วยธุรกิจนาฬิกา Casio กล่าว

“แต่ผมไม่คิดว่าเมื่อเป็นเรื่องของนาฬิกาข้อมือแล้ว ฟังก์ชั่นจะเป็นสิ่งเดียวที่ผู้คนมองหา แต่ต้องเป็นการสร้างสิ่งที่ผู้คนอยากใช้ต่อ แทนที่จะมองหาแค่เพียงนาฬิกา เราต้องการให้ผู้คนพูดว่า “พวกเขากำลังมองหา G-SHOCK” นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการให้นาฬิกาเหล่านี้ดูเท่และน่ามอง ความดึงดูดใจของชื่อแบรนด์เป็นตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครของเรา ซึ่งเราต้องการทำให้มั่นคง เราต้องการเป็นแบรนด์ที่เท่ ถ้าเราสามารถรักษาภาพลักษณ์นั้นไว้ได้ และถ้าเราสร้างฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์ซึ่งไม่ใช่แค่ฟังก์ชั่นเพื่อการใช้งานเท่านั้นได้ เราก็มาอยู่ในจุดถูกต้องที่แล้ว”

จิตวิญญาณของ G-SHOCK ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องจักรเท่านั้น

ลักษณะเฉพาะในกระบวนการผลิตของ Casio ทำให้เราเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า G-SHOCK เป็นผลงานทางกลที่ไร้ซึ่งความรู้สึก และเป็นผลงานจากวิศวกรรมที่ไม่หยุดนิ่งและมีประสิทธิภาพ แน่นอนว่านาฬิกาเหล่านี้ผลิตขึ้นในโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งทำงานเหมือนกับเครื่องจักรที่ได้รับการหล่อลื่นเป็นอย่างดี หุ่นยนต์ตัดแม่พิมพ์ได้อย่างแม่นยำ เครื่องจักรจำนวนมาก (ที่ Casio สร้างขึ้นภายในโรงงาน) สำหรับผลิตเฟืองและโรเตอร์ขนาดเล็กมาก ๆ จากนั้นก็มีการเคลือบและประกอบชิ้นส่วนด้วยความแม่นยำในระดับเดียวกับผู้ผลิตนาฬิการะดับยักษ์ใหญ่ของสวิส อย่างไรก็ตาม เบื้องหลัง G-SHOCK แต่ละรุ่นจะมีบุคลากรที่คอยเติมแต่งผลิตภัณฑ์ให้เกิดความรู้สึกถึงจุดประสงค์ของมัน ซึ่งเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในโรงงาน Yamagata Manufacture ซึ่งเป็นพื้นที่โรงงานขนาด 82,547 ตารางเมตร ที่ประกอบด้วย 9 แผนก โดยสายการผลิตนาฬิกา G-SHOCK ระดับพรีเมียมทั้งหมดจะถูกดำเนินการตามสายพานการผลิตรูปตัว G การประกอบและการตรวจสอบขั้นสุดท้ายทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ ก่อนที่จะบรรจุลงกล่องและจัดส่งไปยังคลังสินค้า

นาฬิกา G-SHOCK รุ่น Full Metal ที่เป็นโลหะล้วนนั้น ส่วนประกอบของตัวเรือนซึ่งถูกผลิตขึ้นที่เมืองตงกวน ประเทศจีน ก่อนที่จะนำมาประกอบขั้นสุดท้ายในโรงงาน Yamagata นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนอันเข้มงวดจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ หนึ่งในนั้นก็คือ การประกอบเข็มนาฬิกาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งฉันเคยเห็นการสาธิตขั้นตอนนี้มาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าตามวิธีการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมจะวางเข็มนาฬิกาซ้อนกันในตำแหน่งเลข 12 อย่างสมบูรณ์แบบในขณะที่ช่างนาฬิกาจ้องมองอย่างตั้งใจผ่านแว่นขยายโดยที่เขาต้องก้มตัวอยู่เหนือม้านั่งก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า G-SHOCK จะพบวิธีง่าย ๆ ในการทำเช่นนี้ เพราะถึงแม้จะเป็นการประกอบที่ต้องใช้การคำนวณมาเป็นอย่างดี แต่ด้วยการติดตั้งที่ใช้จอภาพช่วยและแนวทางที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าซึ่งแสดงแกน X Y และ Z ทำให้หากไม่ปฏิบัติตามการตรวจสอบของสถานีนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถส่งนาฬิกาไปยังสถานีถัดไปได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เหล่าวิศวกรและช่างเทคนิคของ Casio ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและสร้าง G-SHOCK ระดับพรีเมียม ไม่ได้สนใจแค่การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคเท่านั้น แต่ช่างเทคนิคแต่ละคนยังต้องเข้าใจว่านาฬิกาทุกเรือนที่ผ่านมือพวกเขานั้น ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์จากการผลิตจำนวนมากในแบบสมัยใหม่ แต่ต้องมาจากทาคุมิ ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงฝีมือและความเป็นเลิศ จึงมีเพียง “ผู้ได้รับเหรียญ” เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในสายการผลิตระดับพรีเมียม และเพื่อให้มีคุณสมบัตินี้ ช่างเทคนิคจะต้องผ่านการรับรองทักษะอันเข้มงวดหลายชุดซึ่งมีการแบ่งเป็นเกรด (ตั้งแต่บรอนซ์จนถึงแพลทินัม) ก่อนที่จะได้รับตำแหน่ง “Meister” ตามคำกล่าวของ Shinichi Kimura ประธานและซีอีโอของบริษัท Yamagata Casio เขาบอกว่าเป็นไปได้ที่จะมีผู้สมัครผ่านเพียง 0.095% จากผู้สมัครทั้งหมด 40,000 คน ซึ่งปัจจุบันมี Meister เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ผ่านคุณสมบัติและทำงานนี้อยู่

“เมื่อเราพยายามรักษาและปรับปรุงคุณภาพในการผลิต คำมั่นสัญญาของประโยค “Made in Japan” คือ การทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่ออกมาจากโรงงาน Yamagata นั้นมีคุณภาพสูงและทันสมัย” Kimura กล่าวถึงความสำคัญของเอกลักษณ์ของนาฬิกาซึ่งผลิตที่ Yamagata “เราต้องการบุคลากรใหม่ ๆ ซึ่งสามารถจะมอบไอเดียที่มาจากความรู้ใหม่ ๆ ให้กับเรา บางทีอาจเป็นสิ่งที่เน้นเทคโนโลยีซึ่งผสมผสานกับปัญญาประดิษฐ์หรือ IoT (Internet of Things) เพื่อพัฒนาสายการผลิตของเรา เราต้องการเป็นผู้นำแห่งความล้ำสมัยอย่างแท้จริง”

นาฬิกาผลิตจำนวนจำกัดรุ่นต่าง ๆ เช่น MRG-B2000B-1A “Kachi-Iro” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเฉดสีน้ำเงินเข้มของชุดเกราะซามูไร หรือ MRG-B2000BS-3A “Hana-Basara” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอาวุธโบราณของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่า Casio เชี่ยวชาญในการสร้างสมดุลอันละเอียดอ่อนระหว่างรูปแบบและฟังก์ชั่นได้อย่างไร นาฬิกาเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวโดยเชิดชูประเพณีต่าง ๆ ในขณะที่ก็ยืนหยัดในการเป็นสัญลักษณ์ของงานฝีมือสมัยใหม่ด้วย

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีของแบรนด์ นาฬิกา G-SHOCK ระดับพรีเมียมจึงดึงดูดเหล่านักสะสมที่ต้องการมากกว่าแค่ความทนทาน เพราะต้องการนาฬิกาที่สะท้อนถึงคุณค่าส่วนตัวในด้านนวัตกรรม มรดก และความสัมพันธ์ทางอารมณ์ด้วย Takahashi กล่าวถึงการเตรียมพร้อมสำหรับเจเนอเรชั่นต่อไปของ G-SHOCK ว่า “สิ่งที่เราทำอยู่คือการทำงานร่วมกับนักพัฒนา และผู้สร้างอนิเมะและเกม เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักสะสม G-SHOCK ระดับพรีเมียมด้วย”

“ชุมชนออนไลน์แห่งหนึ่งของเรา (ซึ่งบริหารโดยผู้ดูแลระบบจากทีมสื่อสารภายในองค์กร) อยู่ในการดูแลของ Discord ซึ่งเป็นช่องของชุมชนเกม โดยประกอบด้วยคนเจนอัลฟาและเจน Z เป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันพวกเขาไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มลูกค้า G-SHOCK ของเรา อธิบายได้ว่าพวกเขาเป็นผู้เข้าร่วมบนแพลตฟอร์ม ทว่าพวกเขาอาจไม่ทราบว่าแบรนด์คืออะไร แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่าชุมชนดังกล่าวสามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างไรบ้าง โดยเราคาดว่าชุมชนดังกล่าวจะมีจำนวนมากถึง 1 พันล้านคนในระยะเวลาประมาณ 5 ปี เมื่อถึงเวลานั้น จะเป็นขั้นตอนที่เราได้รู้ว่าผลกระทบภายในชุมชน G-SHOCK แห่งนี้จะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนอย่างไรบ้าง”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Katherine Arteche

Polerouter กลับมาแล้ว! ด้วยนาฬิกา Universal Genève Tribute ที่อุทิศให้กับการเฉลิมฉลอง 70 ปีไฟลต์บินข้ามขั้วโลกไฟลต์แรกของ SAS

บทใหม่สำหรับนักออกแบบนาฬิกา

ดูเหมือนว่าการกลับมาของ Universal Genève จะเป็นเวลาที่น่าตื่นเต้น โดยทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อ Partners Group ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ควบคุม Breitling ได้เข้าซื้อกิจการของผู้ผลิตนาฬิกาที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์โลกนาฬิกาแห่งนี้ Universal Genève’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1894 โดย Numa-Émile Descombes กับ Ulysse-Georges Perret ได้สร้างรอยประทับอันยาวนานในวงการนาฬิกาด้วยชื่อเสียงที่ได้รับจากนาฬิกาซีรี่ส์ Polerouter รุ่น Compax และ Tri-Compax หลังจากที่เงียบสงบมานานหลายปี แบรนด์นี้ก็กำลังฟื้นตัวอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาทั่วโลกต่างคาดหวัง และในที่สุด ตอนนี้เราก็ได้เห็นการกลับมาอย่างเป็นรูปธรรมกันแล้ว

เพื่อเป็นการฉลองครบวาระ 70 ปีให้กับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ (SAS) จากโคเปนเฮเกนสู่ลอสแองเจลิส ทาง Universal Genève จึงได้นำรุ่น Polerouter อันโด่งดังกลับมาสร้างขึ้นใหม่ 3 รุ่นด้วยกัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงความร่วมมือในตำนานของ Universal Genève กับ SAS เมื่อปี 1954 โดยถือเป็นก้าวสำคัญที่ปรากฎขึ้นก่อนกำหนดการที่แบรนด์จะกลับมาผงาดอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งในปี 2026

Universal Genève นำเสนอนาฬิกา Polerouter SAS 3 รุ่น ที่อุทิศตนให้กับการบันทึกวาระครบรอบ 70 ปีของไฟลต์บินข้ามขั้วโลกไฟลต์แรกของ SAS

Polerouter รุ่นดั้งเดิมถูกออกแบบโดย Gérald Genta ในวัย 23 ปี โดยให้ประโยชน์ทั้งด้านการใช้งานและความสง่างาม ทั้งยังออกแบบมาให้ต้านทานสนามแม่เหล็ก แรงกระแทก และอุณหภูมิที่รุนแรง หน้าปัดถูกออกแบบให้มี 2 ส่วน โดยมีความบางสลวยพร้อมด้วยนวัตกรรมวงแหวนแบบตึงตัว อันเป็นการกำหนดมาตรฐานทั้งในด้านความทนทานและการออกแบบที่เรียบง่าย

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ Polerouter รุ่นดั้งเดิมนั้น ถูกย้ำเตือนด้วยการเชื่อมโยงกับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของ SAS ที่บินข้ามขั้วโลกเหนือ โดยในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1954 เครื่องบิน Douglas DC-6B จำนวน 2 ลำของ SAS ได้ออกเดินทางจากโคเปนเฮเกนและลอสแองเจลิส จึงถือเป็นเส้นทางข้ามขั้วโลกแบบคู่ขนานครั้งแรกระหว่างทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ สำหรับการเปิดตัวรุ่นดั้งเดิมของ Polerouter เป็นครั้งแรกนั้น เกิดจากการที่ SAS ได้แสวงหานาฬิกาที่เชื่อถือได้และมีสไตล์ เพื่อใช้สวมใส่ในเที่ยวบินบุกเบิกดังกล่าว โดยเที่ยวบินที่ว่านี้สามารถลดระยะทางจากเส้นทางปกติได้ถึง 2,600 กิโลเมตร ซึ่งทำให้การเดินทางบนโลกมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นาฬิกาเพื่ออุทิศแด่เหตุการณ์สำคัญรุ่นแรกก็คือ Ref. JU6910 ซึ่งมากับสีน้ำเงินโทนเฉพาะตัวของ SAS พร้อมโลโก้แบบด้งเดิมและแบบสมัยใหม่ของ SAS ควบคู่กับตราสัญลักษณ์ Universal Genève ที่ถูกปรับปรุงใหม่ โดยนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น รุ่นนี้จะถูกนำไปออกประมูลที่ Phillips ในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งจะนำรายได้ไปสนับสนุน CFP Arts ในเจนีวาซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศิลปะประยุกต์ที่มุ่งมั่นในการถ่ายทอดทักษะการทำนาฬิกาตามประเพณีดั้งเดิม

คอลเลกชั่นนี้ยังมีรุ่นเพิ่มเสริมความสมบูรณ์อีก 2 รุ่น สำหรับเก็บรักษาไว้ในคลังของ Universal Genève เอง โดยหนึ่งเป็นเวอร์ชั่นสเตนเลสสตีล (Ref. AU6910) ซึ่งโดดเด่นด้วยการสะท้อนถึงความเรียบง่ายของ Polerouter รุ่นดั้งเดิม ในขณะที่อีกหนึ่งใช้ตัวเรือนเร้ดโกลด์ 18K (Ref. RU6910) ที่ถูกตีความใหม่ให้มีความทันสมัยและความหรูหรา ทั้ง 2 รุ่นมีโลโก้ของ Universal Genève และโลโก้ในอดีตของ SAS อันเป็นการจับคู่อดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว

Universal Genève รุ่นแห่งการรำลึกทั้งสาม ใช้กลไกที่มีโรเตอร์ขนาดเล็กซึ่งปรากฎตัวครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1950s โดยคาลิเบอร์ 1-69 นี้ ถูกออกแบบให้มีขนาดที่เพรียวบาง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการวางตำแหน่งโรเตอร์ไว้ระหว่างเพลทกลไกและบริดจ์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและความประณีตให้กับนาฬิการุ่น Polerouter ทั้งยังมอบพลังงานสำรองได้นานถึง 2 วัน

Universal Genève Polerouter SAS Tribute Ref. JU6910
Universal Genève Polerouter SAS Tribute Ref. RU6910
Universal Genève Polerouter SAS Tribute Ref. AU6910

ข้อมูลทางเทคนิค: Universal Genève Polerouter SAS Tribute

  • เรเฟอเรนซ์: Ref. JU6910 (ทองขาว); Ref. RU6910 (เร้ดโกลด์); Ref. AU6910 (สเตนเลสสตีล)
  • กลไก: คาลิเบอร์ 1-69 กลไกโรเตอร์ขนาดเล็กคาลิเบอร์ดั้งเดิมจากทศวรรษ 1960s ให้พลังงานสำรองได้ 57 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: 35 มม. X 9.95 มม. ไวท์โกลด์ 18K เร้ดโกลด์ 18K หรือสเตนเลสสตีล กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน สีดำ หรือสีเงิน
  • สาย: สายข้อมือไวท์โกลด์ 18K หรือสายหนังวัวสีดำ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Katherine Arteche

GPHG 2024: นี่คือ สิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับนาฬิกาที่ได้รับรางวัลทั้งหมดในปีนี้

ที่สุดของที่สุดรวมไว้ในที่เดียว

งาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ครั้งที่ 24 ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นแสงไฟสาดส่องไปยังนักประดิษฐ์นาฬิกา แบรนด์ และผู้ชื่นชอบนาฬิกา ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยในแต่ละปี งาน GPHG ที่จัดขึ้นในเจนีวา จะเชิดชูนาฬิกาและนวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุด เพื่อยกย่องงานฝีมือที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ความยอดเยี่ยมทางเทคนิค และความเป็นศิลปะ ของการประดิษฐ์นาฬิกา

การแข่งขันในปีนี้มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากและมีผู้ส่งผลงานเข้าประชันกันเป็นจำนวนมากเช่นกัน ไฮไลท์ของงานแน่นอนว่าต้องเป็น รางวัล Aiguille d’Or หรือรางวัลเข็มทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลผู้ชนะเลิศสูงสุดของ GPHG ถูกมอบให้กับ IWC Portugieser Eternal Calendar ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ได้รับการยกย่องว่ามีความแม่นยำในการแสดงข้างขึ้นข้างแรมอย่างน่าประทับใจยิ่ง และมีนวัตกรรมทางกลไกอันน่าทึ่ง นอกจากนี้ก็มีการมอบรางวัลเพิ่มเติม ได้แก่ Eco-Innovation, Audacity, “Horological Revelation” และ Chronometry ส่วนรางวัล Special Jury Prize ในปีนี้ทางคณะกรรมการได้มอบให้แก่ Jean-Pierre Hagmann ซึ่งเป็นผู้ผลิตตัวเรือนนาฬิกาฝีมือสุดประณีต

“Aiguille d’Or” Grand Prix: IWC Portugieser Eternal Calendar

“สาขานาฬิกาแสดงปฏิทินและดาราศาสตร์ในปีนี้ ดูสูสีกันมากจากนาฬิกาแสดงปฏิทินที่แปลกตาและน่าประทับใจยิ่ง 3 รุ่น ได้แก่ H. Moser & Cie. Chinese Calendar, Parmigiani Tonda Hijri และ the IWC Eternal Calendar หรือแม้แต่นาฬิกาแสดงวันและวันที่ Chronotope ของผู้ผลิตรายใหม่ Anton Suhanov ก็ยังมีความฉลาดและการสร้างสรรค์ที่โดดเด่น แต่ที่สุดแล้ว IWC Eternal Calendar ก็คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดของค่ำคืนนั้นไป นั่นก็คือ รางวัล Aiguille d’Or ซึ่งที่จริงก็เป็นการสมควรแล้ว” Cheryl Chia บรรณาธิการด้านเทคนิคของ Revolution ให้ความเห็น  

“ความถูกต้องของวันเวลาในรอบ 400 ปี ถือเป็นความท้าทายที่เพียงพอ ทว่า IWC สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการใช้ชิ้นส่วนเพียง 8 ชิ้นเท่านั้น โดยอ้างอิงตามตำแหน่งที่อยู่ของวีลและเลเวอร์หลายชิ้นที่มีอยู่แล้วในโมดูลเพอร์เพทชวลกาเลนดาร์ของ Kurt Klaus แต่ผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นสำเร็จก็คือ ชิ้นส่วนต่าง ๆ และการจัดเรียงนั้นถูกเปลี่ยนแปลงไป และผลลัพธ์โดยรวมก็ไม่สามารถพบได้จากความอัจฉริยะของผู้ใด นี่ยังไม่รวมถึงการแสดงข้างขึ้นข้างแรมอย่างแม่นยำถึง 45 ล้านปีด้วยทูธวีลธรรมดาเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น”

Calendar & Astronomy Watch Prize: Laurent Ferrier Classic Moon Silver

“ผู้ชนะเลิศในสาขานาฬิกาฟังก์ชั่นปฏิทินและดาราศาสตร์ก็คือ Laurent Ferrier Classic Moon Silver แต่คุณอาจจำได้ว่า Parmigiani Tonda Hijri ก็เคยชนะรางวัลสาขานวัตกรรมของ GPHG มาแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน ดังนั้นจึงอยากเห็นว่ารางวัลในปีนี้ควรเป็นนาฬิกาปฏิทินจีน Chinese Calendar ของ H. Moser & Cie” Chia ให้ความเห็นไว้เช่นนี้

“การผสมผสานอย่างชาญฉลาดของระบบปฏิทิน 2 ระบบที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ความพยายามที่จะนำความสม่ำเสมอมาสู่ปฏิทินจีนที่แปลกและแตกต่าง และความเรียบง่ายของการแสดง ทำให้นาฬิกาแสดงปฏิทินรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ผลที่ออกมาได้แสดงให้เห็นว่า สุนทรียศาสตร์ที่คุ้นเคยและภาษาการออกแบบแบบคลาสสิกยังคงมีอิทธิพลมากกว่า”

Mechanical Exception Watch Prize: Bovet Récital 28 Prowess 1

“แม้ว่าคู่แข่งทั้งหมดในสาขารางวัลนาฬิกาที่มีความโดดเด่นในเชิงจักรกล ล้วนสมควรได้รับเสียงปรบมือ แต่มีอยู่ 2 รายที่ดูเหมือนว่าจะเป็นชัยชนะในด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์วัสดุมากกว่ากลศาสตร์ และมีเพียงรายเดียวเท่านั้นที่นำเสนอสิ่งใหม่อย่างแท้จริง นั่นก็คือ Bovet Récital 28 Prowess 1 ซึ่งในที่สุดก็เป็นนาฬิกาที่คว้าชัยชนะมาได้” Chia กล่าว

“ความซับซ้อนในการประดิษฐ์นาฬิกานั้นบางครั้งอาจดูเหมือนการแสดงทักษะเพื่อให้ทุกคนได้เห็นแต่ Récital 28 Prowess 1 ได้นำเสนอสิ่งพิเศษที่ผสมผสานความสวยงามและกลไกเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนเพื่อขจัดปัญหาเก่า ๆ นี่คือนาฬิกาแบบแรกที่นำเสนอทางออกเชิงกลสำหรับการแสดงเวลาออมแสงทั่วโลก นาฬิการุ่นนี้ใช้เวลาในการผลิตถึง 5 ปี เพื่อให้สามารถแสดงค่าของ 24 เขตเวลาโดยใช้ลูกกลิ้ง 24 ลูกร่วมกับลูกกลิ้งขนาดเล็กอีก 1 ลูกสำหรับระบบบอกเวลา (UTC, AST, EAS หรือ EWT) สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ กดปุ่มเพื่อเลือกระบบ DST จากนั้นลูกกลิ้งโซนเวลาก็จะหมุนไปตามนั้นเพื่อแสดงเมืองที่ใช่สำหรับเวลา DST หรือเวลามาตรฐาน โดยเทียบกับจาน 24 ชั่วโมง นอกเหนือจากทางออกอันชาญฉลาดนี้แล้ว นาฬิกายังมีฟังก์ชั่นเพอร์เพทชวล กาเลนดาร์ ในแบบลูกกลิ้ง (พร้อมบอกวันที่แบบลูกกลิ้งหมุนย้อน) และทูร์บิญองแบบฟลายอิง นำมาซึ่งการมีชื้นส่วนมากถึง 744 ชิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก”

Tourbillon Watch Prize: Daniel Roth Tourbillon Souscription 

“ในงานครั้งนี้ สาขาทูร์บิญองเป็นสนามรบที่ดุเดือดอีกครั้ง เพราะไม่มีผู้แพ้ที่แท้จริง แต่สุดท้ายแล้ว ชัยชนะก็ขึ้นอยู่กับจุดที่ละเอียดอ่อนกว่า นาฬิกา Daniel Roth Tourbillon Souscription นี้ มีการผลิต การประกอบ และการตกแต่งที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ” Chia ให้ความเห็น

“นาฬิการุ่นนี้แสดงความเคารพอย่างยอดเยี่ยมด้วยการปรับปรุงดีไซน์แบบดั้งเดิมของ Daniel Roth อย่างพิถีพิถันในหลายประการ รวมถึงส่วนขาที่โค้งลงเล็กน้อย ตลอดจนการปรับปรุงกลไกอย่างพิธีพิถัน เช่น การเพิ่มพลังงานสำรองและการออกแบบบริดจ์ต่าง ๆ ขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเหล่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการถ่ายทอดความประทับใจของนาฬิการุ่นนี้ที่มีต่อโลหะ คุณภาพของตัวเรือน และหน้าปัดเยลโลว์โกลด์ที่ตกแต่งด้วยการทำเอนจิ้น-เทิร์น ซึ่งเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก และแม้ว่ากลไกจะถูกซ่อนอยู่หลังฝาหลังแบบปิด แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่ากลไกนี้ถูกออกแบบและตกแต่งมาอย่างสวยงามและเรียบหรูโดยมีลักษณะของบริดจ์ที่ดูสมส่วน จึงมอบทั้งความเรียบง่ายและความงดงามในภาพรวม”

Ladies’ Watch Prize: Van Cleef & Arpels Lady Jour Nuit

“นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นเหนือใครโดยเอาชนะคู่แข่งได้ด้วยการผสมผสานงานศิลป์ชั้นสูงอันเป็นที่เลื่องลือ เข้ากับการประดับอัญมณีอย่างวิจิตรบรรจงเพื่อแสดงช่วงเวลากลางวันและกลางคืน จึงถือเป็นหนึ่งผลงานความซับซ้อนระดับกลางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุด” Celine Yap บรรณาธิการบริหารกลุ่ม ให้ความเห็นไว้เช่นนี้

“ด้วยการประดับเพชรเรียงรายบนส่วนของพระจันทร์ และส่วนของพระอาทิตย์ที่เป็นเยลโลว์โกลด์สลักแต่งกิโยเช บนแผ่นจานอเวนจูรีนสีน้ำเงินที่หมุนครบรอบในทุก 24 ชั่วโมง แล้วปกคลุมด้วยเปลือกหอยมุกทำสีน้ำเงินและสลักลาย นาฬิกา Van Cleef & Arpels Lady Jour Nuit จึงเป็น “นาฬิกาที่ควรค่าต่อการครอบครอง” ที่ผู้ชื่นชอบนาฬิกามักเรียกขานนาฬิกาที่มีลักษณะเช่นนี้”

Ladies’ Complication Watch Prize: Van Cleef & Arpels Lady Arpels Brise d’Été

Yap บอกว่า “การได้เห็น Van Cleef & Arpels คว้ารางวัลนี้ สมกับความรู้สึกที่คาดว่ามันควรได้รับ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงงานฝีมือทางศิลปะต่าง ๆ จำนวนมากที่บรรจงกระทำกับ Lady Arpels Brise d’Été”

“การเคลือบอีนาเมลด้วยเทคนิควาลลงเน เทคนิคชอมเพลอเว และเทคนิคปลิกาฌูร์ ตลอดจนการวาดภาพขนาดเล็กจิ๋ว และแน่นอนกับการประดับอัญมณีที่เป็น สเปซซาไทท์ การ์เนต, ซาวอไรต์ การ์เนต และเพชร จำนวนมาก ซึ่งโลหะสูงค่าและอัญมณีมากมายเหล่านี้ทำให้มีน้ำหนักมาก แต่เมื่อกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ลายดอกไม้ก็จะพลิ้วไหวอย่างแทบไม่ต้องออกแรงดูราวกับว่าไม่มีน้ำหนักเลย ผีเสื้อเยลโลว์โกลด์ที่เคลือบอีนาเมลด้วยเทคนิคปลิกาฌูร์ ทำหน้าที่บอกชั่วโมงเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีอะไรมากกว่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้มีอะไรขาดหายไปจากผลงานชิ้นเอกอันน่าทึ่งชิ้นนี้”

Jewelry Watch Prize: Chopard Laguna High-Jewelry Secret Watch

“นี่คือสาขานาฬิกาขั้นสูงของ GPHG ที่มักจะได้เห็นนาฬิกาที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุดในทุกครั้งของการจัดงาน” Yap กล่าว “นาฬิกาแบบซีเคร็ต เป็นสิ่งที่ชื่นชอบของมวลหมู่ช่างทำเครื่องประดับเนื่องจากเป็นการเชื่อมโยงนาฬิกาและเครื่องประดับเข้าด้วยกันให้เกิดความลงตัว”

“Chopard สมควรแก่การได้รับรางวัลในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะนาฬิกา Laguna High-Jewelry Secret Watch รุ่นนี้ได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ในทางจริยธรรมด้วยการใช้พิงค์โกลด์จากเหมืองทองที่มีจริยธรรม มาผสานเข้ากับสีสันอันหลากหลายที่ได้จากไทเทเนียมทำสี และบรรดาอัญมณีหลากสีสัน รวมถึง แซพไฟร์สีชมพู สีม่วง และสีฟ้าพาสเทล โทแพซ มรกต รวมไปถึงโกเมนสีม่วง เดอมันตอยด์ และแมนดาริน ทักษะที่จำเป็นในการคัดสรรและจัดวางเหล่าแซพไฟร์ลงบนเปลือกหอยขนาดใหญ่ที่ซ่อนหน้าปัดของนาฬิกาเอาไว้ ถือเป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง และด้านล่างภายใต้ฝาครอบก็เป็นหนึ่งในสิ่งประดับที่หายากที่สุดในโลก นั่นก็คือ ไข่มุกธรรมชาติขนาด 1.63 กะรัตอันน่าทึ่ง”

Iconic Watch Prize: Piaget Polo 79

Felix Scholz บรรณาธิการบริหารของ Revolution Australia กล่าวว่า “ในสาขา ‘Iconic’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในรายการสาขาหมวดปกติของ GPHG เป็นสาขาที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันมาก หลักเกณฑ์สำหรับคุณสมบัติที่เข้าข่ายก็คือ ‘นาฬิกาซึ่งมีที่มาจากคอลเลกชั่นหรือรุ่นที่เป็นระดับสัญลักษณ์ ที่ส่งอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาและตลาดนาฬิกามายาวนานกว่า 20 ปี หรือเป็นการนำนาฬิกาเหล่านั้นมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น’ วิธีหนึ่งในการพิจารณารางวัลนี้ก็คือ การยกย่องผู้ที่ยึดมั่นในอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นจากประวัติศาสตร์และประเพณีกันเป็นหลัก แต่มีความเห็นในอีกมุมมองหนึ่งว่า รางวัลนี้เป็นสาขาที่ส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ ขาดนวัตกรรมใหม่ ๆ ไป

“ไม่ว่าคุณจะยืนหยัดอยู่ตรงไหนใน ‘เหตุผล’ ของรางวัลนี้ สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว มันแทบไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลยว่าใครคือ ‘ผู้คว้ารางวัล’ ไป เพราะ Polo 79 ของ Piaget นั้นเป็นตัวเต็งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความเป็นนาฬิกาที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม โดยไม่เพียงแต่จะรักษาความสมดุลระหว่างความเที่ยงตรงกับต้นฉบับด้วยการอัปเกรดคุณภาพที่สำคัญเท่านั้น แต่ความหรูหราอย่างเกินพอดีของยุค 80s ก็เป็นหัวใจสำคัญในหมู่นักสะสมมาเป็นเวลานานแล้ว จึงนับว่าเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลและคู่ควรกับรางวัลนี้”

“สิ่งที่น่าสนใจด้วยก็คือ นาฬิการุ่นอื่น ๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ซึ่งแน่นอนว่า Breitling และ Hublot ก็อยู่แถว ๆ นี้มาหลายทศวรรษแล้ว ส่วน IWC Big Pilot และ Louis Vuitton Tambour ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 และ Urwerk ที่เปิดตัวออกมาก่อนเมื่อปี 1997 ก็น่าประทับใจอยู่ไม่น้อย ดีไซน์ของนาฬิกาเหล่านี้ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างใหม่ และเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า วงรอบผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมนาฬิกานั้นมีอายุยาวนานเพียงใด ซึ่งอาจทำให้ผลิตภัณฑ์ประเภท “Iconic” มีความต้องการสูงขึ้น”

Men’s Watch Prize: Voutilainen KV20i Reversed

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำถามเกี่ยวกับเพศและการออกแบบนาฬิกาได้กลายมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมากขึ้น โดยเกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดเกี่ยวกับคุณค่าของการแบ่งเพศของวัตถุที่ไม่มีชีวิต” Scholz กล่าว “กฎของ GPHG ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนของการถกเถียงนี้เป็นพิเศษ และพวกเขาก็มีแนวทางที่ชัดเจนอย่างน่าประหลาดใจเกี่ยวกับสิ่งที่จัดให้เป็นนาฬิกาสำหรับผู้ชาย” ‘นาฬิกาสำหรับผู้ชายจะประกอบด้วยตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ได้แก่ ชั่วโมง นาที วินาที วันที่แบบเรียบง่าย (หรือมีวันของเดือน) การแสดงพลังงานสำรอง การบอกข้างขึ้นข้างแรมแบบคลาสสิก และอาจมีการแสดงค่าแบบดิจิตอลหรือการแสดงค่าแบบเข็มกวาด หรือมีการประดับอัญมณีอยู่ไม่เกิน 9 กะรัต’ ปัจจุบันเราจึงเห็นว่ามีการกำหนดมาตรการป้องกันอย่างมากมายเพื่อให้แน่ใจว่าสาขานาฬิกาผู้ชายจะไม่ขัดแย้งกับสาขาอื่น ๆ ที่มีอยู่ และข้อเท็จจริงที่ว่าการมีข้อควรระวังทั้งหมดนี้ ทำให้คุณสงสัยว่า หมวดหมู่นี้ยังคงมีความเหมาะสมที่จะเป็นรางวัลสาขาหนึ่งในปี 2024 หรือไม่

“เมื่อกล่าวเช่นนั้น ตัวนาฬิกาทั้งหลายเองก็ล้วนแต่เป็นคู่แข่งที่คู่ควร แต่ผู้ที่คว้ารางวัลไปครองก็คือ Voutilainen KV20i Reversed ผมคิดว่าคงจะต้องแปลกใจไม่น้อยที่ Parmigiani Fleurier Toric ตัวเรือนแพลทินัม ไม่สามารถคว้ารางวัลนี้ได้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในนาฬิกาจากงาน Watches & Wonders 2024 ที่เหล่านักวิจารณ์เลือกให้ความสำคัญ และในหมู่นาฬิกา Parmigiani Fleurier 5 รุ่นที่เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันโดยรวมนั้น Toric ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาที่ดูโดดเด่นที่สุดในนาฬิกาประเภทเดียวกัน และถึงแม้ว่าจะดูแตกต่างไปจากรุ่นอื่น ๆ แต่ Garrick S3 Mark 2 ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าตื่นเต้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น Voutilainen ก็แทบจะไม่มีอะไรให้ตำหนิเลย เพราะเป็นนาฬิกาที่สวยงามและตอบสนองกับมาตรฐานที่เราคาดหวังจากฝีมือปรมาจารย์ท่านนี้ได้

Challenge Watch Prize: Otsuka Lotec No.6

“ในความเห็นของผม สาขา Challenge ที่เป็นรางวัลสำหรับนาฬิกาที่มีความท้าทาย ถือเป็นรางวัลที่น่าสนใจและมีการแข่งขันสูงที่สุดใน GPHG” Scholz กล่าว “ราคาถูกที่จำกัดไว้ให้ต่ำกว่า 3,000 ฟรังก์สวิส นับได้ว่าเป็นแข่งขันที่เท่าเทียม ซึ่งคุณไม่สามารถหาได้ในสาขาอื่น ๆ เพราะโดยทั่วไปแล้ว คุณจะเห็นเหล่านาฬิกาในระดับราคาที่ขายกันจริงจังถูกซ้อนทับด้วยนาฬิกาหรูราคาแพง แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันเหลือเชื่อ เพราะหากไม่มีเพดานอะไรมาจำกัด คุณก็สามารถทำทุกสิ่งอย่างกับนาฬิกาได้ แต่สำหรับราคาที่กำหนดให้ต่ำกว่า 3,000 ฟรังก์สวิสนั้น คุณต้องทำการเลือกอย่างชาญฉลาด และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่งมาก”

“โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบนาฬิกาหลายรุ่นที่เข้ารอบมาประชันกัน Kollokium ที่ใช้ตัวเรือนหล่อขึ้นรูปแบบ ดาย-แคสต์ และหน้าปัดที่มีดีไซน์ซับซ้อนคล้ายกับพิกเซล ก็สะดุดตาและเต็มไปด้วยศักยภาพ ส่วน Spaceone Tellurium ก็ให้ความรู้สึกเหมือนลืมเพิ่มเลข 0 เข้าไปในราคา ขณะที่ Furlan Marri และ Beaubleu ได้แสดงให้เห็นถึงพลังของการออกแบบที่ดี (และ Beaubleu ก็ได้คะแนนโบนัสจากการใช้กลไกของฝรั่งเศสด้วย) ส่วน Christopher Ward ก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นนาฬิกาที่ทรงพลังในราคาระดับนี้ ทว่าลักษณะความซับซ้อนยังไม่ค่อยได้รับการชื่นชมนัก”

“ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแล้ว นาฬิกา Otsuka Lotec No.6 ของ Jiro Katayama ซึ่งเป็นแบรนด์นาฬิกาอิสระของญี่ปุ่นก็ถือเป็นผู้ชนะที่คู่ควรอย่างยิ่ง ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมาตรวัดโดยบอกค่าด้วยเข็มกวาดเรโทรเกรด 2 เข็มให้ความรู้สึกเหมือนกับงานฝีมือที่กระทำด้วยมือ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากลักษณะการออกแบบในแนวสตีมพังก์ ส่งผลให้เป็นนาฬิกาที่มีลักษณะเฉพาะตัว และความจริงที่ว่านาฬิการุ่นนี้หาซื้อได้ยากสำหรับผู้ที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ก็อาจทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดใจยิ่งขึ้นไปอีก”

Time Only Prize: H. Moser & Cie Streamliner Small Seconds Blue Enamel

“ในบรรดาผู้เข้าประชันรายอื่น ๆ ในประเภทนาฬิกาบอกเวลาเพียงอย่างเดียวนั้น H. Moser & Cie สามารถเอาชนะนาฬิกาหน้าปัดทอง Tonda PF ของ Parmigiani Fleurier นาฬิกา Chopard L.U.C Qualité Fleurier และนาฬิกา Mirage ของ Berneron ที่ได้รับความนิยมสูง (2 รุ่นหลังนี้ได้รับรางวัลพิเศษ แต่จะกล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง) ได้ด้วยนาฬิกา Streamliner Small Seconds Blue Enamel” Lee Sheng นักเขียนของ Revolution กล่าว

“นอกจากรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตแล้ว Streamliner ยังดึงดูดความสนใจด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายและงานฝีมือที่พิถีพิถันบนหน้าปัดที่ใช้การเคลือบอีนาเมลแบบไล่เฉดบนพื้นผิวที่มีลาย หน้าปัดเคลือบอีนาเมลนี้แตกต่างจากนาฬิกาสปอร์ตทั่วไป โดยเป็นการผสมผสานสัมผัสแบบคลาสสิกเข้ากับความรู้สึกสปอร์ต ทำให้ดูโดดเด่นขึ้นมาในบรรดานาฬิกาที่เน้นการบอกเวลาเพียงอย่างเดียวไม่ว่าจะเป็นสไตล์สปอร์ตหรือสไตล์เดรส ที่น่าสนใจก็คือ นาฬิกาที่ผ่านการคัดเลือกและผลของผู้ชนะได้แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการมีความเห็นสอดคล้องกับเทรนด์ของตลาดในปัจจุบันเป็นอย่างดี โดยครึ่งหนึ่งของนาฬิกาที่ผ่านการคัดเลือกนั้นมีแนวโน้มไปในสไตล์สปอร์ตมากกว่า”

Men’s Complication Watch Prize: De Bethune DB Kind of Grand Complication

“การแข่งขันในปีนี้ เป็นการชิงชัยที่ดุเดือดระหว่างผู้แข่งขันที่มีชื่อเสียงหลายราย แต่ท้ายที่สุดแล้ว De Bethune DB Kind of Grand Complication ก็คว้าตำแหน่งชนะเลิศมาได้ โดยนาฬิการุ่นนี้นั้นโดดเด่นด้วยหน้าปัดที่มีอยู่ทั้ง 2 ฝั่งของตัวเรือนและทำงานด้วยกลไกที่มีความซับซ้อนหลายคอมพลิเคชั่น รวมไปถึงเพอร์เพทชวล กาเลนดาร๋ และทูร์บิญองด้วย” นี่คือความเห็นของ Lee

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้แตกต่างก็คือ คุณภาพของคุณสมบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงข้างขึ้นข้างแรมด้วยลูกกลม ทูร์บิญองชนิดหมุนรอบละ 30 วินาที และการบอกวินาทีแบบจัมปิง ซึ่งอย่างหลังนี้จะไม่ค่อยพบเห็นในนาฬิกาที่มีระดับความซับซ้อนสูงมากเท่าใดนัก แต่ถึงอย่างไร Franck Muller Long Island Evolution Master Jumper ก็เขยิบชิดเข้ามาใกล้มากด้วยหน้าปัดแบบดิจิตอลที่เรียงตัวในแนวดิ่งเพื่อแสดงชั่วโมง นาที และวันที่ ในรูปแบบจัมปิง”

Artistic Crafts Watch Prize: Van Cleef & Arpels Lady Arpels Jour Enchanté

Lee บอกว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Van Cleef & Arpels Lady Arpels Jour Enchanté ชนะรางวัลนาฬิกาหัตถศิลป์นี้ได้อย่างไร การผลิตนาฬิการุ่นนี้ใช้เงินไปมากมาย ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิต เพราะมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจคนทั่วไปตั้งแต่แรกแล้ว แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันประณีต”

“หน้าปัดของมันไม่ใช่เพียงหน้าปัดเคลือบอีนาเมลธรรมดา แต่มีลักษณะเป็นดีไซน์แบบ 3 มิติพร้อมประติมากรรมที่สลับซับซ้อนเป็นชั้น ๆ ความลึกของภาพที่ปรากฎนั้นน่าทึ่งมาก เช่นเดียวกับการใช้เทคนิคการเคลือบต่าง ๆ ลงบนพื้นผิวกลวงและโค้ง เช่น ปีกนางฟ้า ซึ่งกระทำด้วยเทคนิคปลิกาฌูร์ นอกจากนี้ที่น่าประทับอีกอย่างก็คือ ดอกไม้เคลือบอีนาเมลที่ไร้กรอบอันนำมาซึ่งรูปแบบ 3 มิติ โดยใช้เทคนิคการเคลือบแบบฟาซงเน ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง”

Chronograph Watch Prize: Massena Lab × Sylvain Pinaud Chronograph Monopoussoir

Troy Barmore ผู้จัดการฝ่ายเนื้อหาและชุมชนของ Revolution บอกว่า “นาฬิกาโครโนกราฟ อาจเป็นกลไกที่ซับซ้อนกว่าในบรรดาลักษณะกลไกต่าง ๆ เช่น โรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติหรือวีลบอกวันที่ แต่กลไกเช่นนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในกลไกที่มีประโยชน์มากที่สุด แม้อาจถูกมองว่าเป็นกลไกที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในแง่ของระดับความซับซ้อนและความยากในการผลิต อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมใด ๆ ในสาขานี้ก็สมควรแก่การได้รับคำชมเชยเป็นอย่างยิ่ง”

“นาฬิกา Chronograph Monopoussoir โดย Sylvain Pinaud x Massena Lab นั้นเป็นทุกอย่างที่ความร่วมมือที่ดีควรจะมี นี่คือ ผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ ความเชี่ยวชาญ และความหลงใหลร่วมกันของนักสร้างนาฬิกาผู้ยิ่งใหญ่ 2 ท่าน เช่นเดียวกับความพยายามที่จะร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความรักในการผลิตนาฬิกาที่ทั้งสองต่างมีเหมือนกัน โดยในเบื้องต้นนั้นเริ่มจากความต้องการชิ้นงานที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งต่อมาก็ถูกพัฒนาเป็นนาฬิการุ่นพิเศษสุดเลิศเลอที่ผลิตขึ้นด้วยจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน”

“ตามชื่อของมัน นาฬิการุ่นนี้เป็นกลไกโครโนกราฟขึ้นลานด้วยมือ สั่งการทำงานด้วยปุ่มกดเดียวที่ติดตั้งไว้ร่วมกับเม็ดมะยม ทั้งการเริ่ม หยุด และรีเซ็ต โดยทำงานผ่านคอลัมน์วีลและฮอไรซอนทัลคลัตช์ ตัวกลไกถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถันงดงามโดยเป็นการสร้างขึ้นด้วยมือ ซึ่งแสดงให้เห็นได้จากการใช้หน้าปัดที่มีการเปิดช่องแบบโอเพนเวิร์กด์ซึ่งผลิตขึ้นโดยบริษัท Comblémine SA การผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายและความประณีตอาจเป็นผลสำเร็จที่ดีที่สุดของนาฬิการุ่นนี้ และการผสมผสานระหว่างความสะอาดของรูปโฉมกับความซับซ้อนของฟังก์ชั่นการทำงานนี้ ก็ถือเป็นงานศิลป์ที่แท้จริง”

Sports Watch Prize: Ming 37.09 Bluefin

“การคิดค้นนวัตกรรมในแวดวงการผลิตนาฬิกาถือเป็นความสำเร็จในตัวเอง เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวมีศักยภาพที่ค่อนข้างจำกัด (โดยพื้นฐานแล้ว มันจะต้องบอกเวลาได้)” Barmore กล่าว “แต่ถึงกระนั้นก็ยังยากที่จะคิดค้นนวัตกรรมในพื้นที่ที่นาฬิกาถูกเน้นการใช้งานจริงเป็นหลัก นาฬิกาสปอร์ตเป็นเครื่องมือที่เน้นจุดประสงค์นี้เป็นหลักเหนือสิ่งอื่นใด นำมาถึงจุดหนึ่งที่การสร้างนวัตกรรมบนเครื่องมือนี้มีบ่อยครั้งที่ดูเรียบง่ายเพราะมีองค์ประกอบเท่าที่จำเป็น”

“หากมองเผิน ๆ Ming 37.09 Bluefin อาจดูคล้ายกับเวอร์ชั่นมาตรฐาน ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่า Ming รุ่นมาตรฐานจะดูไม่น่าดึงดูดใจขนาดนั้น เพราะที่จริงแล้ว Ming เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นในด้านรูปลักษณ์ที่ปรากฏและนวัตกรรมใหม่เป็นที่สุด โดยได้นำสไตล์อันโดดเด่นและแนวคิดนอกกรอบนี้มาสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์นาฬิกาดำน้ำ

“นาฬิการุ่น 37.09 Bluefin ของ Ming เป็นการสร้างนาฬิกาสปอร์ตที่ตอบโจทย์ทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็นแนววงขอบที่หมุนตั้งเวลาได้ซึ่งอยู่ด้านใน เม็ดมะยมคู่ (ที่ดูสนุกและชวนให้นึกถึงนาฬิกาดำน้ำแบบคอมเพรสเซอร์ในสมัยก่อน) และสามารถกันน้ำได้อย่างน่าประทับใจถึง 600 เมตร การบรรลุเป้าหมายโดยไม่กระทบต่อความสวยงามถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง แต่ในทางกลับกันนั้น Ming ได้ดัดแปลงแบบแผนของนาฬิกาประเภทนี้ให้เข้ากับความงามในรสนิยมของตนเอง”

“Petite Aiguille” Prize: Kudoke 3 Salmon

“บ่อยครั้งที่การสำรวจความสูงส่งของนาฬิการะดับสูงนั้นอาจให้ความรู้สึกราวกับยืนอยู่ที่เชิงเขาเอเวอเรสต์แล้วจ้องมองไปที่ยอดเขา เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้” Barmore กล่าว “ปัจจุบัน ราคาและการเข้าถึงนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน นี่เป็นเรื่องจริงในโลกของนาฬิกามากกว่าสินค้าระดับลักชัวรีอื่น ๆ แต่เพื่อประโยชน์ในการเน้นย้ำถึงนาฬิกาที่มีราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยากมากขึ้น รางวัล “Petite Aiguille” หรือรางวัลเข็มเล็ก จึงเน้นถึงนาฬิกาที่มีราคาอยู่ระหว่าง 3,000 – 10,000 ฟรังก์สวิส”

“Kudoke ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 แต่ยังคงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนักจนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Kudoke ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมที่หลงใหลในรายละเอียดอันลึกซึ้ง ซึ่งสามารถมองเห็นและเข้าใจถึงความยอดเยี่ยมของการผลิตนาฬิกาและการตกแต่งด้วยมือ มาถึงปัจจุบัน Kudoke ก็ได้รับคำชมเชยที่สมควรด้วย Kudoke 3 Salmon รุ่นนี้”

“นาฬิกาที่อยู่ในคอลเลกชั่น HANDwerk ของ Kudoke รุ่นนี้มีราคาต่ำลง 100 ฟรังก์สวิสจากการลดราคาลงมา การแสดงเวลาในลักษณะที่ไม่เหมือนใครซึ่งเป็นการสร้างสรรค์อย่างแท้จริงด้วยเข็มชั่วโมงหลายเข็มไล่เรียงให้เห็นอยู่เบื้องหน้าของแนววง 3 ขั้นที่มีหมายเลขตั้งแต่ 1 ถึง 12 ชั่วโมง ในขณะที่เข็มนาทีเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ โดยชี้ไปยังแนววงแหวนส่วนริมของหน้าปัด ส่วนเข็มที่ดูเหมือนมี 3 เข็มแยกออกจากกันแต่ที่จริงเป็นชิ้นงานเดียวกันจะเรียงบอกชั่วโมงไปตามวงแนวพัด โดยชั่วโมงที่ 2 6 และ 10 จะปรากฎให้เห็นพร้อมกันทั้ง 3 แฉก ซึ่งให้การเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นจากระดับหนึ่งไปสู่ระดับถัดไป”

“หากนี่ฟังดูแล้วสับสน นั่นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ อย่างน้อยก็จนกว่าที่คุณจะได้เห็นเข็มนาฬิกาเคลื่อนไหว สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเหมือนกับการบอกเวลาที่บิดเบี้ยวและซับซ้อนดั่งกระจกสะท้อนจากผู้ผลิตนาฬิกาที่มีความสนุกสนาน ได้กลับกลายเป็นนาฬิกาที่อ่านเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างง่ายดายในทันที เข็มนาฬิกาที่ปรากฎ หายไป แล้วก็ปรากฎขึ้นอีกครั้งหลังแผ่นหน้าปัดสีแซลมอนที่ถูกตกแต่งด้วยมือนั้น ดูราวกับนักบัลเล่ต์กำลังแสดงกลเม็ดเด็ดพรายอย่างน่าตื่นตะลึง”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Revolution

Ferdinand Berthoud ร่วมฉลองปีที่ 70 ของ Sincere Fine Watches ด้วยรุ่น Chronomètre FB 1RES.3 Sincere Platinum Jubilee Edition

อาจจะเป็นบทสุดท้ายแต่เป็นบทนำสู่ยุคใหม่

ขณะที่ Sincere Fine Watches กำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ในที่สุดก็มาถึงนาฬิการุ่นที่ 12 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของซีรี่ส์ Sincere Platinum Jubilee Edition อันเป็นการสรุปตำนานบทสำคัญของร้านนาฬิการายนี้

นาฬิกาในแต่ละเอดิชั่นนั้น Sincere ได้บรรจงเลือกสรรเรื่องราวในอดีตของตนมาใช้เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นการยกย่องจิตวิญญาณแห่งงานฝีมือ ศิลปะ และนวัตกรรม ที่มีการกำหนดแบรนด์มาตั้งแต่ต้น จากการร่วมมือกับบริษัทนาฬิกาต่าง ๆ นำมาสู่บรรดานาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น สุดพิเศษ ที่ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรำลึกถึงเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มช่วงเวลาสำคัญในเส้นทางของ Sincere อีกด้วย โดยนาฬิกา 11 รุ่นจาก 11 แบรนด์ สำหรับวาระพิเศษนี้ที่ถูกเปิดตัวมาก่อน ก็คือ

1. Moritz Grossmann HAMATIC Astral Sincere Platinum Jubilee Edition

2. Chopard Happy Sport The First Sincere Platinum Jubilee Edition

3. H. Moser & Cie. Pioneer Perpetual Calendar Concept MD Purple Enamel Sincere Platinum Jubilee Edition

4. Laurent Ferrier Grand Sport Tourbillon Sincere Platinum Jubilee Edition

5. Lang & Heyne Friedrich III Remontoir Sincere Platinum Jubilee Edition

6. Czapek & Cie Antarctique S Mirrored Sincere Platinum Jubilee Edition

7. Franck Muller Vanguard Damascus Steel Sincere Platinum Jubilee Edition

8. Fabergé Compliquée Butterfly Sincere Platinum Jubilee Edition

9. Zenith Defy Skyline Big Date Flyback Sincere Platinum Jubilee Edition

10. Chopard L.U.C Quattro Spirit 25 Sincere Platinum Jubilee Edition

11. CVDK Grand Planetarium Eccentric Sincere Platinum Jubilee Edition

และครั้งนี้ก็เป็นการนำเสนอแบรนด์และรุ่นที่ 12 อันได้แก่ Ferdinand Berthoud Chronomètre FB 1RES.3 Sincere Platinum Jubilee Edition

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีแห่งความเป็นเลิศทางด้านนาฬิกามาอย่างต่อเนื่อง Sincere Fine Watches จึงได้ร่วมมือกับ Ferdinand Berthoud ผู้ผลิตนาฬิการายเก่าแก่ ในการนำเสนอ Chronomètre FB 1RES.3 Sincere Platinum Jubilee Edition รุ่นนี้

นาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองจาก COSC รุ่นพิเศษนี้มาในตัวเรือนแพลทินัมรูปทรงแปดเหลี่ยมขนาด 44 มม. ซึ่งเป็นลักษณะดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์จากแนวคิดการออกแบบของ Ferdinand Berthoud และเพื่อให้โทนสีดูนุ่มนวลขึ้น หน้าปัดสีแซลมอนผิวปัดลายซาตินที่ทำขึ้นจากนิกเกิล-ซิลเวอร์ หุ้มทอง 4N จึงถูกเลือกใช้เพื่อช่วยเพิ่มความหรูหรา ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนอย่างชัดเจนด้วย

นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ FB-RES.FC ซึ่งเป็นกลไกแสนซับซ้อนที่ผสมผสานระบบส่งกำลังแบบฟูเซ-แอนด์-เชน เข้ากับระบบเรอมงตัวร์ ราย 1 วินาที นวัตกรรมจักรกลนี้ช่วยให้ปล่อยพลังงานจากบาร์เรลไปสู่เอสเคปเม้นท์ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยรักษาระดับความแม่นยำให้คงที่ตลอดระยะเวลาการสำรองพลังงานที่ทำได้ถึง 50 ชั่วโมง การใช้กลไกแบบ “เรอมงตัวร์” หรือแรงคงที่ ทำให้เข็มวินาที ณ จุดกึ่งกลางของนาฬิกาเคลื่อนตัวอย่างแม่นยำ โดยจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าครั้งละ 1 วินาที ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เรียกว่า กลไกวินาทีแบบเดดบีทหรือทรู-บีท

เมื่อพลิกนาฬิกามาอีกฝั่งหนึ่งก็จะพบกับงานฝีมืออันประณีตของคาลิเบอร์ FB-RES.FC ซึ่งที่วีล บริดจ์ และสกรู แต่ละชิ้นได้รับการตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน รวมไปถึงทุกส่วนประกอบของเครื่องที่มองเห็นได้ที่ได้รับการขัดเป็นแนวเอียงด้วยมือและขัดเงาด้วยความแม่นยำเป็นที่สุด ซึ่งกว่าจะทำได้สำเร็จเสร็จสิ้นก็ต้องใช้เวลาในการตกแต่งถึงกว่า 250 ชั่วโมง

องค์ประกอบการออกแบบที่โดดเด่น คือ บริดจ์ 3 ชิ้นที่ทอดยาวจากเมนเพลท และมาบรรจบกันที่บริเวณกึ่งกลางของหน้าปัด การออกแบบที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่าง 3 นาฬิกา และ 6 นาฬิกาเช่นนี้ ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสมดุลทางสถาปัตยกรรมของหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำในการเปิดให้เห็นกลไกของนาฬิกาด้วย โดยเผยให้เห็นส่วนหนึ่งของกลไกที่อยู่ภายใน ส่วนการแสดงพลังงานสำรองที่อยู่ ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกาก็ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์เค้าโครงของหน้าปัดให้มีความสวยงามและลงตัว

สำหรับ Sincere แล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองการเดินทางของบริษัทในการคัดสรรนาฬิกาชั้นดีและคุณค่าซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้นำการดำเนินงานของบริษัทมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สัญลักษณ์แห่งการรำลึกถูกสลักไว้อย่างประณีตที่ด้านข้างตัวเรือน ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา โดยเป็นสัญลักษณ์ Platinum Jubilee ของ Sincere สำหรับแสดงถึงปีครบรอบสำคัญครั้งนี้

Ferdinand Berthoud Chronomètre FB 1RES.3 Sincere Platinum Jubilee Edition ถูกผลิตขึ้นมาเพียง 3 เรือนเท่านั้น จึงเป็นนาฬิกาเอ็กซ์คลูสีฟที่เหมาะสำหรับนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในนาฬิกา โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน Sincere Fine Watches เท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค: Ferdinand Berthoud Chronomètre FB 1RES.3 Sincere Platinum Jubilee Edition

  • กลไก: ไขลาน คาลิเบอร์ FB-RES.FC สำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที ทำงานด้วยกลไกแบบคอนสแตนท์ฟอร์ซ ด้วยการส่งกำลังแบบฟูเซ-แอนด์-เชน และใช้กลไกเรมอนตัวร์แบบ 1 วินาที รับรองความเที่ยงตรงตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ โดย COSC
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 44 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: นิกเกิล-ซิลเวอร์ หุ้มทอง 4N (สีแซลมอน) ขัดลายซาติน
  • สาย: หนังจระเข้สีเบจ
  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 3 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Revolution

ทำไมนาฬิกา Universal Genève Polerouter จึงน่าสะสมมากเช่นนี้?

ด้วยดีไซน์อันคลาสสิก ประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง และการออกแบบโดยตำนานอย่าง Gérald Genta Polerouter ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือบทหนึ่งของประวัติศาสตร์บนข้อมือ

Universal Genève Polerouter เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นิยมนาฬิกาวินเทจ โดยมีเหตุผลที่ดีประกอบอยู่ นาฬิการุ่นนี้มีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ครบถ้วน และถูกออกแบบโดย Gérald Genta ผู้เป็นตำนาน

นาฬิการุ่นนี้มีการผลิตต่อเนื่องมาหลายทศวรรษด้วยรูปแบบและรุ่นต่าง ๆ มากมาย และอวดโฉมนวัตกรรมทางกลไกที่สำคัญโดยแท้อีกด้วย Polerouter ได้รวบรวมคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของนาฬิกาวินเทจเข้าไว้ด้วยกัน และสิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกก็คือ Polerouter นั้นแตกต่างจากนาฬิการุ่นอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันตรงที่ยังเข้าถึงได้ค่อนข้างง่าย

จุดเริ่มต้นของ Universal Genève Polerouter

ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึง Polerouter เราควรจะกล่าวถึงประวัติของ Universal Genève กันเสียก่อน ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับนาฬิกาสวิสอีกหลายแบรนด์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากการสถาปนาระบบการผลิตนาฬิกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยแบรนด์ที่มีฐานกำเนิดอยู่ที่เลอ โลค

แบรนด์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1894 ในชื่อ Universal Watch ต่อมาในปี 1919 แบรนด์ก็ได้เปิดร้านขึ้นในเจนีวา และมีการเติบโตอย่างมั่นคง และในปี 1936 ก็ได้รับการเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า Universal Genève นาฬิกาแบรนด์นี้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในด้านการผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ แต่ในปี 1954 ทางแบรนด์ก็ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นหนึ่งที่ยังคงความโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์ของ Universal Genève ต่อกันมาอีกหลายทศวรรษ นั่นก็คือ Polerouter

เรื่องราวของต้นกำเนิดนาฬิกา Polerouter มีอยู่มากมาย โดยถือเป็นนาฬิกาที่ดูดีมีสไตล์ มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก และมีมุมมองทางด้านการบินที่น่าสนใจ แต่รายละเอียดที่นักสะสมส่วนใหญ่มักให้ความสนใจเป็นสำคัญก็คือ การที่ถูกออกแบบโดยดีไซเนอร์นาม Gérald Genta

Polerouter (ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า Polarouter) ถูกออกแบบขึ้นโดย Gérald Genta ในขณะที่เขามีอายุได้ 23 ปี และถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นผลงานดีไซน์นาฬิการุ่นแรกของเขา แน่นอนว่าความใส่ใจของนักออกแบบนาฬิกาคนดังแห่งอุตสาหกรรมนี้มีส่วนช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมดีไซน์นี้จึงยังคงอยู่ต่อเนื่องมาได้เป็นเวลา 70 ปี แต่ก็ไม่มีองค์ประกอบตามแบบอย่างของ “Genta” ที่แสดงให้เห็นได้มากนัก ทว่าก็ยังคงเป็นดีไซน์ที่น่าทึ่ง มีความสมดุลดีงาม

โดยโดดเด่นด้วยดีไซน์หน้าปัดแบบทักซิโด้ ที่มีหน้าปัดสีดำอยู่ตรงกลางแล้วล้อมรอบด้วยแนววงแหวนที่ถูกกลึงแต่งด้วยการใช้เครื่องเอนจิ้นเทิร์นด์ ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนแล้ว นี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ (แม้ว่าจะไม่ปรากฎอยู่ในทุกรูปแบบก็ตาม อย่างที่เราจะได้เห็นต่อไป) และถึงแม้ว่าหน้าปัดจะเป็นจุดเด่น แต่สิ่งอื่น ๆ ของนาฬิการุ่นนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน ตั้งแต่ขาตัวเรือนที่มีรูปทรงคล้ายพิณ ไปจนถึงตัวเรือนขนาด 35 มม. โดย Polerouter รุ่นดั้งเดิมนั้นมอบการออกแบบที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

แม้ว่าพื้นฐานของการออกแบบจะดูแข็งแกร่ง แต่เรื่องราวเกี่ยวกับความน่าดึงดูดของ Polerouter นั้นไม่ใช่แค่เพียงการเป็นนาฬิกาที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นนาฬิกาที่มีเรื่องราวดี ๆ ประกอบอยู่อีกด้วย

ในทศวรรษที่ 1950s เป็นยุคที่การเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1954 สายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ (SAS) ได้เปิดเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ใหม่ระหว่างลอสแองเจลิสและโคเปนเฮเกนขึ้นมา

แม้ว่าในปัจจุบันเส้นทางการบินดังกล่าวอาจดูไม่น่าสนใจมากนัก แต่ในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่เนื่องจากเที่ยวบินดังกล่าวใช้เวลาเดินทาง 22 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเส้นทางบินที่ใช้กันอยู่ก่อนถึง 14 ชั่วโมง เนื่องด้วยเป็นการบินข้ามขั้วโลกโดยตรง โดยก่อนหน้านี้ เส้นทางบินดังกล่าวไม่สามารถทำได้เนื่องจากแม่เหล็กของขั้วโลกนั้นส่งผลกระทบต่อเครื่องมือนำทาง เที่ยวบินดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ และในเที่ยวบินแรกนี้

นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ก็ได้ร่วมเดินทางไปด้วย Universal Genève Polerouter ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งระลึกสำหรับเส้นทางบินใหม่นี้ ตามเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาก็คือ Universal Genève นั้นมีความเชี่ยวชาญด้านการทำนาฬิกาที่สามารถป้องกันผลกระทบจากสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนาฬิกาที่ผลิตขึ้นสำหรับลูกเรือที่บินเหนือขั้วโลก โดยทราบกันว่ามีการผลิต Polerouter ที่มีตรา SAS อยู่บนหน้าปัดขึ้นจำนวนเล็กน้อยในช่วงเวลานี้ และปัจจุบันมีเหลือให้เห็นได้เพียงแค่ไม่กี่สิบเรือนเท่านั้น

แม้ว่าในปัจจุบัน การบินในแถบขั้วโลกจะไม่น่าตื่นเต้นอะไรเหมือนแต่ก่อน แต่การออกแบบครั้งนี้กลับสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน และเป็นการออกแบบที่ก้าวข้ามเรื่องราวต้นกำเนิดของการบินและกลายมาเป็นสิ่งสะสมที่ไม่เปิดเผยตัวตนในตัวของมันเอง สำหรับนักสะสมหลาย ๆ คน Polerouter ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ในบทความของ Revolution ที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2023 ซึ่งพูดถึงการฟื้นคืนชีพของแบรนด์ Universal Genève นั้น Stephen Pulvirent ได้สรุปเสน่ห์ของ Polerouter ไว้อย่างกระชับว่า “เป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนแต่ไม่มากจนเกินไป และอาจหาของได้ยากและมีราคาแพงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับหายากหรือแพงจนเกินไปนัก และก็มีประวัติศาสตร์อยู่มากมาย

แต่ก็ยังมีอีกมากที่รอการค้นพบและทำความเข้าใจ เมื่อรวมเข้ากับอิทธิพลของวัฒนธรรมบล็อกและการเริ่มต้นของโซเชียลมีเดีย และผู้จำหน่ายนาฬิกาวินเทจที่ย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Universal Genève จะกลายเป็นปรากฎการณ์ในหมู่ผู้รู้จัก ซึ่งมันเหมือนกับพายุที่สมบูรณ์แบบ”

เสน่ห์ของ Universal Genève Polerouter

ปัจจุบัน พายุที่สมบูรณ์แบบลูกนี้ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเรานั้นห่างไกลจากวัฒนธรรมของ tumblr/watchblog ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2010 มามากแล้ว แต่ Universal Genève Polerouter ก็ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่มาก ความรู้และความเข้าใจที่สั่งสมมาเป็นเวลากว่าทศวรรษได้เพิ่มเสน่ห์ให้กับสิ่งนี้มากขึ้น Polerouter ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสะสมนาฬิกาเก่า

แม้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกซื้อ Polerouter จากร้านขายของมือสองในราคาไม่กี่ร้อยดอลลาร์จะเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ราคาก็ไม่ได้สูงจนเกินไปนัก ในขณะที่เขียนบทความนี้มีรายการขาย Polerouter บนเว็บไซต์ Chrono24 ถึง 132 รายการ โดยมีเพียงไม่กี่รายการเท่านั้นที่ตั้งราคาต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์

จุดดึงดูดสำคัญอีกประการหนึ่งของ Polerouter ก็คือ ความหลากหลายของคอลเลกชัน Polerouter ที่มีมากกว่านาฬิการุ่นดั้งเดิม เพราะมีทั้งรุ่น Super รุ่น Date รุ่น Day-Date รุ่น Jet รุ่น De Luxe และอีกมากมาย ซึ่งในฐานะนาฬิกาวินเทจ คุณจะรู้เองว่ามันประสบความสำเร็จแล้วเมื่อมีเว็บไซต์เฉพาะเป็นของตนเอง

อย่างเว็บไซต์ที่อ้างอิงถึง Polerouter ซึ่งดำเนินการโดย Adam Hambly ก็เป็นศูนย์กลางของข้อมูล Polerouter ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยมีรุ่นที่แตกต่างกันนับพันรุ่นในตระกูล Polerouter สิ่งที่ควรค่าแก่การสังเกตก็คือ ความกว้างและความลึกของหมวดหมู่นี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับ Universal Genève ‘รุ่นใหม่’ เพราะแบรนด์นี้มีคลังรุ่นนาฬิกาอยู่มากมายพร้อมกับฐานแฟนคลับที่พร้อมสำหรับรองรับการสร้างนาฬิกาแบรนด์นี้ขึ้นใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เราจะเริ่มต้นกับ Universal Genève Polerouter ได้อย่างไร

มันเป็นเรื่องขัดแย้งกันเล็กน้อยที่จุดดึงดูดหลักอย่างหนึ่งของ Polerouter ซึ่งประกอบด้วยประวัติการผลิตที่ยาวนาน กลับเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบโดยทั่วไปนั้น หมายเลขอ้างอิง หมายเลขซีเรียล และจำนวนการผลิตที่มากมาย อาจทำให้รู้สึกถึงขนาดหวาดกลัวได้เลยทีเดียว หากคุณกำลังมองหาจุดเริ่มต้น นี่คือนาฬิกา 3 รุ่นอ้างอิง ที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญหรือแม้แต่ความหลากหลายของนาฬิกาอันน่าทึ่งรุ่นนี้

Universal Genève Polerouter 20214/20217

นาฬิกา Polerouter เรเฟอเรนซ์แรก ๆ ได้แก่ 20214 และ 20217 เป็นสูตรการออกแบบที่ Universal Genève ยึดถือต่อกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ กลไกที่ใช้ แม้ว่ารุ่นนี้จะพ้องกับกลไกแบบโรเตอร์ขนาดเล็กสำหรับหลาย ๆ คน

แต่รุ่นแรก ๆ นั้นใช้กลไกที่มีรูปแบบแตกต่างกัน นั่นก็คือ คาลิเบอร์ 138SS ที่ Universal Genève เปิดตัวครั้งแรกในปี 1948 และเป็น ‘บัมเปอร์’ ซึ่งมีโรเตอร์แกว่งตัวเป็นแนวโค้งแบบมีการจำกัด และมีตัวกันกระแทกที่สังเกตเห็นได้เมื่อแกว่งตัวไปจนถึงตำแหน่งนั้น อันเป็นที่มาของชื่อ ‘บัมเปอร์’ นั่นเอง

เรเฟอเรนซ์ 20124 แบบตัวเรือนเคลือบทอง มีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีดำ สีทอง และสีเงิน โดยมีทั้งเวอร์ชั่นที่เข็มมีสารเรืองแสงอยู่และเวอร์ชั่นที่ไม่มี ส่วนเรเฟอเรนซ์ 20217 เป็นรุ่นตัวเรือนสตีลที่น่าปรารถนามากกว่า โดยมีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีดำและสีเงิน นาฬิการุ่น ‘แรก’ มักจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และควรค่าแก่การสะสม แต่หากต้องการสัมผัสประสบการณ์กับ Polerouter อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เจเนอเรชั่นต่อไปจะน่าดึงดูดใจยิ่งกว่า

Universal Genève Polerouter 20357

เรเฟอเรนซ์ 20357-1 ซึ่งเปิดตัวออกจำหน่ายในปี 1955 เป็น Polerouter รุ่นแรกที่ใช้กลไกคาลิเบอร์ 215 ของตนเอง ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้โรเตอร์ขนาดเล็กซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร และได้รับสิทธิบัตรในปี 1958 นาฬิกา 20357 รุ่นแรก ๆ บางรุ่นได้รับการลงนามว่าเป็น ‘Patented Rights Pending’ ซึ่งหมายถึงอยู่ในระหว่างการขอจดสิทธิบัตร

กลไกนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา โรเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง ทำให้กลไกมีขนาดที่เล็กลงและบางลง อันเนื่องมาจากการออกแบบโรเตอร์ให้อยู่ในพื้นที่ของตัวเครื่อง ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่ผู้ชื่นชอบนาฬิกาหลายคนตระหนักดีเมื่อเวลาผ่านไปก็คือ โรเตอร์ขนาดเล็กทำให้มองเห็นกลไกได้อย่างชัดเจน ทั้งยังถือว่ามีปัญหาไม่มากนักอันเนื่องมาจากการที่ Polerouter ใช้เม็ดมะยมแบบขันเกลียว

ปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังหากคุณกำลังตามล่าหานาฬิกา 20357 ก็คือขนาด เพราะขนาดตัวเรือนของ 20357 รุ่นแรกนั้นเล็กเพียง 33.5 มม. ซึ่งอาจเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับขนาดของนาฬิกาในปัจจุบัน หากเป็นเช่นนั้น เรเฟอเรนซ์ 20360 ซึ่งผลิตขึ้นระหว่างปี 1956-1959 ซึ่งมีขนาด 35.5 มม. จะเป็นขนาดที่หลายคนน่าจะชอบมากกว่า

Universal Genève Polerouter Sub 204615

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณไม่ควรแปลกใจที่จะรู้ว่า Universal Genève ได้ผลิตนาฬิกาดำน้ำขึ้นมาในสายการผลิตของรุ่น Polerouter ด้วย อย่างไรก็ตาม คุณอาจแปลกใจที่ทราบว่าพวกเขาผลิตรุ่นสำหรับดำน้ำขึ้นมาหลายรุ่นเลยทีเดียว

โดยรุ่นที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ 20369/1 ที่มีเม็ดมะยมอยู่ 2 ชิ้น ซึ่งเป็นรุ่นสไตล์คอมเพรสเซอร์ที่มีวงขอบหน้าปัดหมุนได้อยู่รอบหน้าปัด แต่ Polerouter Sub 204615 นั้นเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

Polerouter Sub เป็นนาฬิกาดำน้ำสไตล์ ‘บิ๊กคราวน์’ ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1964-1965 และมีตัวเรือนขนาดค่อนข้างใหญ่ คือ 37.5 มม. โดยเป็นนาฬิกาดำน้ำพร้อมเม็ดมะยมขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าประทับใจ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การออกแบบหลักชั่วโมงที่ใช้ฟอนต์เลขแบบเดโค อย่างมีสไตล์พร้อมแถบสี่เหลี่ยมคางหมูที่ถูกพิมพ์ไว้เพื่อให้สอดคล้องกับรูปทรงของช่องหน้าต่างวันที่ นอกจากนี้ยังมีเส้นกากบาทและตัว U สีแดงบนหน้าปัดและลักษณะคล้ายตรีศูลบนตัว ‘u’ ของคำว่า ‘Sub’ ด้วย ซึ่งหากถึงเอาชื่อ Polerouter ออกไป

นาฬิการุ่นนี้ก็ยังเป็นนาฬิกาดำน้ำวินเทจที่มีเสน่ห์ด้วยการมีรายละเอียดที่ไม่ธรรมดาอยู่มากมาย แต่ถ้าคุณพิจารณาถึงเรื่องราวที่น่าสนใจของ Polerouter ดู คุณก็จะพบว่านาฬิกาอันเป็นที่รักและมีอายุยาวนานรุ่นนี้มีความหลากหลายมากเพียงใด และนาฬิการุ่นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ทำให้นาฬิกา Universal Genève Polerouter เป็นสิ่งน่าสะสม

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Felix Scholz

นี่คือ Breguet Marine Tourbillon Equation Merchante 5887 ที่ดูดีที่สุดหรือยัง?

หน้าปัดสีดำ และตัวเรือนแพลทินัม ดูเหมือนจะเป็นคำตอบล่าสุด

มีบางสิ่งอยู่ในน้ำอย่างแน่นอน… ไม่ถึง 1 เดือนหลังจากที่ A. Lange & Söhne เปิดตัวรุ่น Lange 1 และ Little Lange 1 อันแสนหรูหราในตัวเรือนแพลทินัมพร้อมกับหน้าปัดออนิกซ์ Breguet ก็ได้เปิดตัว Marine Tourbillon Equation Merchante 5887 รุ่นใหม่ที่มีรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ มันงดงามมาก

นอกเหนือจากการเป็นนาฬิกาที่หรูหราอย่างเป็นธรรมชาติและเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางกลไกอย่างมหาศาล ควบคู่ไปกับงานตกแต่งแบบงานฝีมือสุดพิเศษและเทคนิคการตกแต่งที่โดดเด่น ขณะเดียวกันก็ยังคงความสง่างามไว้ได้อย่างเต็มที่แล้ว นาฬิการุ่นนี้ยังอาจบังเอิญเข้ามารับบทบาทของแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างไม่คาดฝันในช่วงเวลาที่ Breguet กำลังต้องการทิศทางใหม่ ๆ ที่สดชื่นขึ้นอย่างมากด้วย

มันเป็นไปได้หรือไม่ที่การอัปเดตที่เรียบง่ายเช่นนี้กับรุ่นที่มีอยู่เดิมจะเปลี่ยนแปลงชะตาของแบรนด์ที่พยายามอย่างหนักเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคอลเลกชั่นปัจจุบันที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์และความเป็นตำนานสมควรได้รับ มันดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องแปลกที่จะแนะนำ แต่เราลองมาดูกันดีกว่าว่าหลังจากดูข้อมูลทางเทคนิคอย่างรวดเร็วของสมาชิกใหม่ในครอบครัว Marine รุ่นนี้แล้ว ว่าจะเห็นเป็นอย่างไรกันบ้าง

Marine Tourbillon Equation Marchante 5887 รุ่นนี้ทำงานอย่างไร

Marchante 5887 ถือเป็นรุ่นเรือธงของคอลเลกชั่น Marine มานานแล้ว โดยขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 581DPE ที่มากความซับซ้อนของแบรนด์ ซึ่งแสดงเวลา (ชั่วโมง นาที และวินาที) แสดงสมการเวลาอีเควชั่น ออฟ ไทม์ และเพอร์เพทชวล กาเลนดาร์ นอกจากนี้ทูร์บิญองแกนเดี่ยวที่วางตำแหน่งเยื้องศูนย์อยู่ระหว่าง 4 ถึง 6 นาฬิกายังเพิ่มความน่าสนใจให้กับหน้าปัดที่ดูเรียบง่ายและจริงจังได้เป็นอย่างดี

การทำงานของอีเควชั่น ออฟ ไทม์ อาจไม่ใช่ความซับซ้อนที่คนชอบนาฬิกาหลายคนคุ้นเคยเนื่องจากเป็นฟังก์ชั่นที่หาพบได้ยาก โดยนอกจากจะมีความซับซ้อนในการสร้างแล้ว ยังเป็นความซับซ้อนที่ลึกลับที่สุดแต่แทบจะไร้ประโยชน์ที่สุดในมวลหมู่ฟังก์ชั่นของนาฬิกา อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าวว่า ไร้ประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ทำให้ฟังก์ชั่นนี้เป็นหนึ่งใน “จิตวิญญาณแห่งการทำนาฬิกา” อย่างแท้จริง ที่ซึ่งตัวของ Breguet เองก็ส่งเสริมมาแทบตลอดชีวิตของเขา ผมมักจะนิยามศิลปะว่า “การแสวงหาสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่สามารถที่จะทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้” ซึ่งผมคิดว่าเหมาะกับความซับซ้อนประเภทนี้เป็นอย่างดี (พร้อมกับนิสัยแปลก ๆ อื่น ๆ อีกมากมายของช่างทำนาฬิกา เช่น ความหมกมุ่นอยู่กับพระจันทร์และการยืนกรานที่จะตกแต่งส่วนประกอบที่ซ่อนอยู่ภายในด้วยมือ ซึ่งไม่มีใครเห็นยกเว้นแต่ช่างซ่อมนาฬิกาที่จะเป็นผู้ซ่อมบำรุงนาฬิกาเหล่านี้ในอนาคต)

Breguet Marine Tourbillon Equation Marchante 5887 แสดงความแตกต่างระหว่างมีนโซลาร์ไทม์ (ชั่วโมงและนาทีซีวิล ซึ่งเป็นเวลาปกติที่เราใช้ชีวิตอยู่กับมัน) และโซลาร์ไทม์ที่แท้จริง (เวลาที่ถูกกำหนดโดยการหมุนของโลกเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์) โดยแสดงนาทีของเวลาสุริยะที่แท้จริงด้วยเข็มนาทีที่สะดุดตาซึ่งอยู่ตรงกลางทางด้านบนที่มีสัญลักษณ์พระอาทิตย์สีทองแต่งเหลี่ยมติดตั้งอยู่ (ซึ่งทำให้เกิดประกายสีที่แตกต่างท่ามกลางองค์ประกอบทั้งหมดที่แบบโทนสีขาว-ดำ)

แม้ว่ารูปดวงอาทิตย์สีทองที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมซึ่งอยู่ที่ปลายเข็มนาทีบอกเวลาโซลาร์ จะเป็นองค์ประกอบที่ผมชอบที่สุดในดีไซน์นี้ แต่ผมก็ต้องชี้ให้เห็นว่าการผสานการบอกพลังงานสำรองที่อยู่ระหว่างตำแหน่ง 7 ถึง 9 นาฬิกานั้นน่าพึงพอใจเพียงใด แม้ว่ากลไกนี้จะรับภาระหนักเนื่องจากความซับซ้อนที่มีอยู่มากมาย แต่กลไกคาลิเบอร์ 581DPE ก็ให้พลังงานสำรองที่น่าประทับใจถึง 80 ชั่วโมง

การนำเสนอนาฬิกา Marine Tourbillon Equation Marchante 5887 เวอร์ชั่นใหม่ที่มากับสีดำและตัวเรือนแพลทินัม

Marine Tourbillon Equation Marchante 5887 ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 โดยถือเป็นแนวทางใหม่ที่โดดเด่นสำหรับแบรนด์ และเป็นความพยายามครั้งแรกของแบรนด์ในการปรับปรุงรูปลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูทันสมัย แม้จะดูใกล้เคียงกับโทนสีน้ำเงินเข้มของหน้าปัดของรุ่นแรกที่นำเสนอ (ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบตัวเรือนแพลทินัมและโรสโกลด์) ซึ่งอาจให้ความรู้สึกที่หรูหราเกินไปสำหรับนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาสมุทรอย่างชัดเจน ว่าแต่นาฬิกาเหล่านี้ดูเฉียบคมพอหรือไม่ เข้มแข็งพอหรือไม่ และพวกมันมีพลังอย่างที่แบรนด์ต้องการเป็นอย่างยิ่งหรือไม่

ผมขอบอกว่ามันใกล้เคียง แต่ Marchante 5887 รุ่นนี้ซึ่งใช้ตัวเรือนแพลทินัมขนาด 43.9 มม. จับคู่มากับหน้าปัดสีดำก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการผสมผสานที่เหมาะสมที่สุดเช่นนี้ยังไม่เคยถูกทำขึ้นมาก่อนจนกระทั่งถึงบัดนี้

นาฬิการุ่นนี้แม้จะมีการปรับเพียงแค่สีของหน้าปัด แต่กลับทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ Marine ทั้งหมดขึ้นสู่การเป็นผู้นำได้ในทันที เพราะนี่เป็นนาฬิกาที่ดูเหมือนว่าจะจริงจังกับธุรกิจ โดยหลีกเลี่ยงแนวทางของแบรนด์ที่มักจะยึดติดกับความสง่างามและความเคารพนับถือ ในทางกลับกันกลับเป็นนาฬิกาที่น่าตื่นตาตื่นใจที่พร้อมจะรับมือกับทุกแบรนด์อย่างไม่หวั่นไหว ขณะที่แบรนด์กำลังมุ่งหน้าสู่ขอบเขตใหม่ ๆ ภายใต้การนำของ Greg Kissling

ข้อมูลทางเทคนิค: Breguet Marine Tourbillon Equation Marchante 5887PT

  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 581DPE พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงและนาที ทูร์บิญองแบบ 60 วินาที เพอร์เพทชวล กาเลนดาร์ แสดงนาทีโซลาร์ และแสดงพลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 43.9 มม. หนา 11.8 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ไวท์โกลด์ตกแต่งด้วยสีดำ สลัก Guilloché ด้วยมือเป็นลายคลื่น
  • สาย: ยางสีดำแต่งลายบนพื้นผิว

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Rob Nudd

นาฬิกาที่ Fred Savage ไม่ได้สวมใส่นั้น เป็นของขวัญจาก Michael Jordan

ดาราฮอลลีวูดพูดคุยกับเราเกี่ยวกับการเข้าสู่ความเป็นคนรักนาฬิกา การพัฒนาตนเองในฐานะนักสะสม และนาฬิกาที่ Michael Jordan มอบให้กับเขา และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย

“ผมชอบสวมใส่นาฬิกาบนข้อมือ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น” Fred Savage กล่าวพร้อมกับนึกถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางการเป็นนักสะสมนาฬิกาของเขา ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่า ดาราดังจากซีรีส์ดังในยุค 80s – 90s เรื่อง The Wonder Years เมื่อวัย 10 ขวบ จะอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วยการสวมใส่นาฬิกา ตอนนี้เขาเติบโตขึ้นมากในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ รวมถึงการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในชุมชนนักสะสมนาฬิกา

เมื่อ Revolution พูดคุยกับเขาบนรถของเขาในลอสแองเจลิส ความกระตือรือร้นของเขาที่มีต่อนาฬิกาก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน นอกจากความน่าดึงดูดของเขาแล้ว เขายังเป็นนักสะสมที่เข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย โดยเขามีตั้งแต่ Bulova รุ่นพิเศษไปจนถึง Blancpain Tribute รุ่นวินเทจที่ซื้อตามอารมณ์ จนกระทั่ง Aqua Lung Fifty Fathoms และนาฬิกาอื่น ๆ อีกมากมาย และนี่คือสิ่งที่เขาบอกเราเกี่ยวกับมุมมองของเขาที่มีต่อนาฬิกา

ช่วยบอกเราเกี่ยวกับนาฬิกาที่คุณสวมอยู่ตอนนี้หน่อยครับ

ที่ผมใส่อยู่ก็คือ Rolex GMT-Master II Destro ซึ่งเป็นเพียง 1 จาก 2 เรือนในคอลเลกชั่นของผมที่ซื้อมาจากผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพราะผมเริ่มจากการสะสมนาฬิกาวินเทจ ผมเป็นเจ้าของคนแรกของนาฬิกาเรือนนี้และผมก็รักมันมาก ผมมี GMT สีน้ำเงิน-ดำ ที่มากับสาย Oyster มาเป็นเวลานานและผมก็รักมันมาก ผมจึงไม่ได้มองหา GMT เรือนอื่นอย่างเฉพาะเจาะจง แต่เมื่อ Destro ออกมา ผมแค่คิดว่ามันแตกต่างอย่างมาก และเป็นความแตกต่างที่ละเอียดอ่อน ผมชอบในแง่ที่มันแสดงถึงความพิเศษของผู้ผลิตนาฬิกาตรามงกุฎ

ผมมีเพื่อนอยู่หลายคนที่มักจะพูดกับผมว่า “ถ้าคุณใช้สายแบบ Jubilee คุณจะไม่มีวันหันกลับไปใช้สายแบบเดิมอีก” และพวกเขาก็พูดถูกจริง ๆ นี่คือสาย Jubilee เส้นแรกของผม และตอนนี้ผมก็ใส่มันบ่อยกว่าที่ผมคิดไว้อยู่มาก

ความทรงจำแรกสุดของคุณเกี่ยวกับนาฬิกาคืออะไร

ผมจำได้ว่าผมสวมนาฬิกาอยู่เสมอ แม้แต่ตอนสมัยประถม ผมก็ยังสวมนาฬิกาดิจิตอล พอถึงตอนมัธยมปลาย ผมก็มีนาฬิการัสเซียเก่า ๆ เรือนหนึ่งที่ผมชอบมาก และผมก็จำได้ว่าผมมีนาฬิกา Hamilton Ventura เครื่องควอตซ์ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ผมใส่ในพิธีบาร์มิทซ์วาห์ของผม ดังนั้น ผมจึงเป็นคนรักนาฬิกามาโดยตลอด ผมชอบสวมอะไรบางอย่างที่ข้อมือ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกเป็นผู้ใหญ่

ผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับวัยหนุ่มสาวก็คือ การต้องการเป็นเหมือนพ่อ และนี่คือ วิธีหนึ่งที่ผมทำได้ ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าผมเคยสวมนาฬิกาอะไรมาบ้าง จนถึงทุกวันนี้ ผมก็จำไม่ได้ว่านาฬิกาเหล่านั้นคือรุ่นอะไร แต่ผมจำนาฬิกา Hamilton ได้เพราะมันยังอยู่กับผม

นาฬิกาอะไรที่อยู่ในคอลเลกชั่นของคุณนานที่สุด

แน่นอนว่า Hamilton คือ นาฬิกาเรือนนั้น แต่ที่จริงผมก็มีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่ดีมาก ๆ โดยซื้อมาตอนอายุ 14 หรือ 15 ปี ซึ่งผมไม่ได้ใส่เลย แต่นาฬิกาเรือนนี้มีเรื่องราวแปลก ๆ อยู่มาก ตอนที่ผมยังเป็นเด็กและเพิ่งเริ่มแสดง ผมได้เล่นโฆษณาหลายเรื่องในชิคาโก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม และตอนที่อายุ 8 หรือ 9 หรืออาจจะ 10 ปีนี่ล่ะ ผมได้เล่นโฆษณาให้กับตัวแทนจำหน่ายรถ Chevrolet ที่ชิคาโกแลนด์ และเขาได้จับคู่ผมเข้ากับนักกีฬาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นดาวรุ่งคนใหม่ในทีม Bulls ที่ชื่อ Michael Jordan

มันเป็นโฆษณาระดับท้องถิ่นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพของเขา และเขายังไม่ได้ทำโฆษณาชิ้นใหญ่ ๆ ในระดับประเทศเลย ผมจึงได้รู้จักเขามากขึ้นเล็กน้อย และผมก็ติดต่อกับเขามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามีมูลนิธิการกุศลที่ชื่อว่า Michael Jordan Foundation และมีอยู่ปีหนึ่งที่ผมทำงานให้กับมูลนิธิแห่งนี้ และเพื่อเป็นการขอบคุณ เขาจึงมอบนาฬิกาให้ผมเรือนหนึ่ง เป็นนาฬิกาเครื่องควอตซ์ Bulova Tank เคลือบทอง โดยบนหน้าปัดนาฬิกามีข้อความว่า “Thanks, Michael”

ผมคิดว่านาฬิกา 2 เรือนนี้เป็นนาฬิกาที่อยู่กับผมมานานที่สุด ผมไม่ได้สวมมันบ่อยนัก และผมก็ลืมไปเลยว่าผมมี Bulova เรือนนี้อยู่ เพราะผมเพิ่งมาพบมันเมื่อ 2-3 ปีก่อนตอนที่ผมกำลังรื้อถังในโรงรถ ผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงโควิดระบาดนะ

นาฬิกาเริ่มกลายเป็นของสะสมตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมจำนาฬิกาวินเทจเรือนแรกที่ได้มาได้ ตอนนั้นผมอยู่มหาวิทยาลัยและเดินเข้าไปในร้าน Wanna Buy a Watch ของ Ken Jacobs บนถนนเมลโรส อเวนิว ในลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางของการซื้อขายนาฬิกาวินเทจ ผมเริ่มคุยกับ Ken และเห็นนาฬิกา Illinois เรือนนี้ และผมก็ตกหลุมรักกับนาฬิกาอเมริกันยุคแรก ๆ ในยุค 1920s และ 1930s ไม่ว่าจะเป็น Gruen, Waltham, Elgin, Illinois และ Hamilton

ผมแค่ชอบการออกแบบของนาฬิกาเหล่านี้และตัวเรือนที่ตกแต่งด้วยลวดลายที่เก่าแก่ ผมซื้อนาฬิกา Illinois เรือนนี้มาในราคาประมาณ 300 ดอลลาร์ และผมก็ตกหลุมรักหน้าปัดที่เปื้อนคราบในทันที มันไม่ใช่นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบเลย แต่ผมชอบเรื่องราวเบื้องหลังนาฬิกาเรือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือการที่นาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นมาเป็นเวลา 80 ปีแล้ว และเครื่องก็ยังคงเดินอยู่ ผมได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ ใครจะไปรู้ว่ามันเคยไปไหนมาบ้างและบรรดาเจ้าของก่อนหน้านี้ทำอะไรกับมัน และผมก็ชอบที่ตอนนี้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของนาฬิกาเรือนนี้ และนี่คือสิ่งที่ดึงดูดผมให้มาสนใจนาฬิกาวินเทจ ซึ่งก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของผมนั่นเอง

“ผมชอบเรื่องราวเบื้องหลังนาฬิกาเรือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือการที่นาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นมาเป็นเวลา 80 ปีแล้ว และเครื่องก็ยังคงเดินอยู่ ผมได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้”

ผมยังมี Illinois และ Elgin เก่า ๆ จากสมัยที่ผมเริ่มสะสมอยู่ 2-3 เรือน ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงปลายยุค 90s ซึ่งที่จริงผมคิดว่าตอนนั้นน่าจะซื้อ Daytona Paul Newman ได้ในราคาสัก 2,000 ดอลลาร์ แต่ผมไม่ได้ซื้อ ใครจะไปรู้ล่ะว่าตอนนี้ราคามันไปถึงขนาดนี้แล้ว

มีนาฬิการุ่นไหนบ้างที่เป็นจุดเริ่มต้นในการสะสมของคุณ รุ่นที่คุณประทับใจ รุ่นที่ทำให้คุณรู้จักรุ่นต่าง ๆ มากขึ้น หรือรุ่นที่ทำให้คุณก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งของการสะสม

ในช่วงปีแรก ๆ ผมมักจะซื้อนาฬิกามาเพิ่มอยู่เสมอ และผมก็จะซื้อเฉพาะนาฬิกาที่คิดว่าเท่เท่านั้น ตอนที่ผมเดินเข้าไปในร้าน Wanna Buy a Watch ครั้งแรก ผมได้เห็น Rolex Explorer 1016 และผมก็ตกหลุมรักมันในทันที ผมรู้สึกว่า “มันเป็นนาฬิกาที่เท่ที่สุดที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต” ผมคิดว่ามันเท่มาก แต่ตอนนั้นผมคงไม่จ่ายเงินเป็นพัน ๆ ดอลลาร์หรอก เพราะตอนนั้นผมอายุแค่ 20 ต้น ๆ

แม้ว่าผมจะชอบนาฬิการุ่นนั้นมาก แต่ผมก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับนาฬิกามากนัก ผมไม่ได้อ่านอะไรเกี่ยวกับนาฬิกาเลย ซึ่งก็เหมือนกับตอนที่ผมยังเด็กที่ผมชอบใส่นาฬิกามาก ดังนั้นผมก็ซื้อ Shinola มาเรือนหนึ่งซึ่งผมก็ชอบมันมาก ผมไม่ได้ไล่ตามแบรนด์ใด ๆ แล้วผมก็ซื้อ MeisterSinger มาเรือนหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามันเท่มาก เพราะมันมีเข็มบอกเวลาเพียงเข็มเดียว

เมื่อผมแต่งงาน ภรรยาของผมก็ซื้อ Bell & Ross 123 ให้ผมเป็นของขวัญแต่งงาน โดยที่ด้านหลังมีข้อความจารึกว่า “The Best Is Yet To Come” และเธอก็บอกว่า “ดูสิ นี่คือนาฬิกา 1016 สำหรับคนที่ทำงานอย่างคุณ” มันชวนให้นึกถึงรุ่น 1016 และมาจากบริษัทที่ดี และมันยังทำให้ผมตระหนักว่านาฬิกาเป็นสิ่งที่สามารถบันทึกช่วงเวลาสำคัญ ๆ เหล่านี้ได้

ผู้คนมักพูดว่า “นาฬิกาอะไรที่คุณจะไม่ขายมันออกไป” และผมก็โชคดีที่ได้สะสมและเป็นเจ้าของนาฬิกาสวย ๆ หลายเรือน ซึ่งมีความสำคัญต่อตัวผมเอง และบางทีก็อาจรวมถึงบรรดานักสะสมด้วย ผมสามารถเลือกเก็บหรือไม่เก็บนาฬิกาเหล่านั้นก็ได้ แต่นาฬิกา Bell & Ross เรือนนี้มีความพิเศษสำหรับผมจริง ๆ

นาฬิกา Bell & Ross เรือนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะหลังจากนั้นผมก็ซื้อนาฬิกาดำน้ำ Seiko 2-3 เรือน และนาฬิกาวินเทจที่เป็นนาฬิกาประเภทนั้น แต่แล้วในวันเกิดอายุครบ 40 ปีของผม ภรรยาผมก็ซื้อนาฬิกา 1016 ให้ผม เพราะเธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่ผมต้องการมาโดยตลอด

นั่นเป็นนาฬิกาที่มีความหมายอย่างยิ่ง แต่ผมไม่คิดว่าเธอรู้ว่าเธอกำลังปลดปล่อยอะไรออกมา ผมไม่คิดว่าพวกเราคนใดคนหนึ่งจะรู้ มันเหมือนกับว่าเธอกำลังให้การอนุญาตกับผม และตอนนี้นาฬิกาเหล่านั้นก็อยู่บนโต๊ะแล้ว นั่นทำให้ผมต้องก้าวไปสู่อีกระดับของการซื้อและการสะสม มันจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง

ถ้าคุณสามารถเจาะลงไปให้ลึกกว่านั้น คุณมีคุณลักษณะเฉพาะที่คุณมองหาหรือมีบางอย่างที่บ่งบอกถึงรสนิยมของคุณหรือไม่

นี่เป็นสิ่งที่ผมถามตัวเองและท้าทายตัวเองอยู่เสมอ เมื่อผมดูคอลเลกชั่นของผม มันกระจัดกระจายไปหมด ไม่มีจุดเน้นที่แท้จริง แต่มันก็แสดงถึงการเดินทางของผมในฐานะนักสะสม ดังนั้นมันจึงมีเส้นทางสำหรับผม แต่บางครั้งเมื่อผมดูมัน ผมก็รู้สึกกดดันตัวเองมาก แต่เมื่อถอยออกมาหน่อย ผมก็พบว่านาฬิกาเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผมรักมันจริง ๆ และมันก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน

ผมมีนาฬิกา Omega Flightmaster เรือนหนึ่งที่ผมชอบมาก และซื้อมันมาเพราะมันเป็นนาฬิกาที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย มันเป็นเรือนที่มีหน้าปัดบอกเวลา 24 ชั่วโมงเป็นสีเขียวและสีดำ ส่วนเข็มบอกเวลาก็เป็นสีออกช็อกโกแลต แล้วก็มีสีน้ำตาล ส้ม น้ำเงิน เขียว ดำ และขาว บนองค์ประกอบ ส่วนตัวเรือนก็เป็นสตีลปัดลายที่ดูสวยงาม มันดูเหมือน UFO ที่ลงจอดบนข้อมือของคุณ ผมนึกภาพดีไซเนอร์คนนี้เดินเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านายแล้วพูดว่า “ผมเข้าใจแล้ว ผมแก้ปัญหาได้แล้ว เจ้านาย” มันเป็นเรื่องที่กล้ามาก และผมซื้อมันมาเพราะมันทำให้ผมยิ้มได้

ผมมีนาฬิกา Framont Parking Meter เพราะผมชอบแนวคิดที่ว่านาฬิการุ่นนี้สร้างขึ้นสำหรับพนักงานขายที่เดินทางไปมาอยู่เสมอ และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือ การไม่โดนใบสั่งจากการจอดรถ ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว นาฬิการุ่นนี้จึงเป็นนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงที่สุดเท่าที่คุณจะนึกออกได้ ผมหมายความว่า ใครบ้างที่ต้องการนาฬิการุ่นนี้ ซึ่งจินตนาการของผมก็คือ พนักงานขายที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา

ผมยังมีนาฬิกา Audemars Piguet Royal Oak 5402 ซีรี่ส์ A ที่ยอดเยี่ยมมากอยู่เรือนหนึ่ง เพราะผมชอบเรื่องราวของต้นกำเนิด มันเป็นนาฬิกาที่มีเรื่องราวมากมายและออกแบบโดยนักออกแบบที่มีชื่อเสียง (Gérald Genta นั่นเอง) และยังถือเป็นนาฬิกาที่ท้าทายมากในสมัยนั้น นาฬิการุ่นนี้สร้างอาณาจักรของตนโดยเริ่มต้นด้วยการออกแบบที่เรียบง่ายแต่สุดแสนจะโหดในเวลานั้น แน่นอนว่ามี Royal Oak ที่มีกลไกซับซ้อนหรือเป็นที่ต้องการมากกว่ารุ่นนี้ แต่ผมชอบมองดู 5402 และคิดว่านี่คือเรือที่นำพาเรือลำอื่นๆ ทั้งหมดออกไปข้างหน้า

ผมคิดว่าประเด็นก็คือ นาฬิกาแต่ละเรือนนั้นมีความแตกต่างกันอยู่มากโดยเฉพาะในส่วนของเรื่องราว แต่นาฬิกาทุกเรือนในกล่องของผมต่างก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ดังนั้นความเชื่อมโยงในกล่องนาฬิกาของผมก็คือ นาฬิกาทุกเรือนล้วนดึงดูดใจผมด้วยเหตุผลลึกลับบางประการ

คุณค้นพบนาฬิกาเรือนใหม่ที่คุณต้องการได้อย่างไร และอะไรที่มีอิทธิพลต่อรสนิยมของคุณ

ผมไม่มีนาฬิกาที่คนทั่วไปเรียกว่านาฬิกาแบบตามโฆษณามากนัก ผมไม่มีของตามเทรนด์มากนัก ผู้คนต่างพูดถึงการ “ตามล่า” หานาฬิกาซึ่งนั่นก็มีเหตุผลอยู่บ้าง แต่สำหรับผม นาฬิกาที่ผมชอบที่สุดคือ นาฬิกาที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมองหาหรืออยากได้อยู่

ผมมี Rolex Commando อยู่เรือนหนึ่งซึ่งไม่ใช่รุ่นที่ผมรู้เรื่องเกี่ยวกับมันมากนัก แต่มันถูกนำเสนอให้เห็นอยู่หน้าผม และในที่สุดผมก็ชอบเรื่องราวของมัน “มันเป็น Rolex ราคาถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ซึ่งให้ความรู้สึกที่ถ่อมตัวมาก มันไม่ใช่นาฬิกากลไกอัตโนมัติ มันถูกขายอยู่ที่ PX (ร้านค้าสำหรับทหารอเมริกัน) และประทับตรา “Commando” โดย Abercrombie & Fitch เพื่อให้มันขายได้ง่ายขึ้น ผมชอบเรื่องราวเบื้องหลังของนาฬิการุ่นนี้และความถ่อมตนของมัน

ตอนนี้นาฬิกาเรือนนั้นกลายเป็นของสะสมไปแล้ว แต่เมื่อมีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่ผมอยากได้จริงๆ แล้วได้มันมาครอบครองในที่สุด บางครั้งผมจะรู้สึกว่าความตื่นเต้นในการเป็นเจ้าของอยู่ที่การตามหาและแสวงหามัน การค้นคว้าเกี่ยวกับมัน และความกระหายที่จะได้เป็นเจ้าของมัน และเมื่อคุณได้เป็นเจ้าของมันแล้ว คุณก็จะรู้สึกว่าจะทำยังไงต่อไปดี นาฬิกาที่ผมชอบ คือ นาฬิกาที่ผมซื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่หลังจากนั้นคุณจะได้เพลิดเพลินไปกับมัน ค้นพบมัน และผูกพันกับมันในขณะที่คุณสวมใส่มัน ซึ่งแตกต่างจากตอนที่คุณยังไม่ได้เป็นเจ้าของมัน

แม้ว่าผมจะรักนาฬิกามากแค่ไหน แต่ผมก็รักคนที่มากับนาฬิกาด้วย ผมรู้ว่ามันฟังดูเชยมาก แต่ผมมีกลุ่มคนที่ผมชอบอยู่ด้วยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักสะสม ตัวแทนจำหน่าย นักข่าว ผู้จัดรายการพอดคาสต์ นักวิชาการ เจ้าของบริษัทนาฬิกา ไปจนถึงช่างทำนาฬิกา โลกแห่งนาฬิกาทำให้ผมมีโอกาสได้รู้จักกับคนบางคนที่น่าสนใจที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วผู้คนและมิตรภาพต่างหากที่ทำให้ผมอยู่ในโลกนาฬิกานี้

การซื้อครั้งล่าสุดของคุณคือนาฬิกาอะไร

พัฒนาการของผมในฐานะนักสะสมสรุปได้ทั้งหมดจากการซื้อครั้งนี้ มันเป็นการผสานรวมสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยพูดถึงทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกในการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การซื้อของตามอารมณ์ และพัฒนาการของผมในฐานะนักสะสม

หลายปีก่อน ผมบังเอิญไปเจอเว็บไซต์ Analog:Shift ในนิวยอร์ก และได้พบกับ Geoff Hess, Vincent Brasesco, James Lamdin และคนเก่ง ๆ อีกหลายคนที่เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการสะสมนาฬิกาของผม ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เป็นการประมูลครั้งแรกของ Geoff Hess ในฐานะหัวหน้าแผนกนาฬิกาที่ Sotheby’s ผมตื่นเต้นมากที่ได้ไปนิวยอร์กเพื่อสนับสนุนเขาและเพื่อเข้าร่วมงานด้วย

นาฬิกาเรือนนั้นก็คือ Blancpain Fifty Fathoms รุ่นฉลองครบ 70 ปี ซึ่งตอนที่ผมเริ่มสะสมและรู้จักกับ Fifty Fathoms นั้น ผมไม่ได้ชอบมันเลย ผมแค่คิดว่า “ตัวประหลาดนี่มันคืออะไรเนี่ย” มันใหญ่และน่าเกลียดมากจนผมไม่เข้าใจเลย แต่เมื่อผมไปดูรอบพรีวิวของการประมูลครั้งนั้น ผมเห็น Fifty Fathoms ตัวนี้ ผมก็หยิบมันขึ้นมาดู และมันก็สะกิดใจผมมาก

มันคือ Blancpain ที่ได้รับการประทับชื่อ Blancpain และ Aqua-Lung อยู่ด้วยกันทั้งคู่ แม้ว่านาฬิการุ่นนี้จะไม่มีตัวแสดงความชื้น แต่ก็มีตัวเลขอยู่ด้วย ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ดูสมมาตรกว่ามาก ผมได้นาฬิกาเรือนนี้ทันทีในห้องประมูล และรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ทำเช่นนั้น นาฬิกาเรือนนี้รวบรวมเอาสิ่งสำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับนาฬิกามาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการในรสนิยมของผม ความสัมพันธ์ที่ผมพัฒนาขึ้นมา เรื่องราวของนาฬิกา และการเปิดใจยอมรับที่จะตกหลุมรักบางสิ่งบางอย่าง ผมไม่ได้มองหานาฬิกาเรือนนี้มาก่อน แต่มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Zen Love

การเล่นเซิร์ฟเพื่อการกุศลร่วมกับ Ulysse Nardin และมูลนิธิ Veteran Charity One More Wave

การที่ Ulysse Nardin ให้การสนับสนุนองค์กรการกุศล One More Wave เพื่อทหารผ่านศึกอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงบันดาลใจให้กับทหารผ่านศึกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทหารผ่านศึกที่พวกเขาให้การสนับสนุน

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประธานของ Ulysse Nardin ซึ่งก็คือ Francois-Xavier (FX) Hotier และอดีตทหารหน่ายซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลายคนมารวมตัวกันที่บาร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองโคโรนาโด แคลิฟอร์เนีย

โดยหลังจากรับประทานเบอร์เกอร์และเบียร์กันจนอิ่มแล้ว พวกเขาก็ได้ออกแบบนาฬิกา UN Diver Deep Dive ‘One More Wave’ Limited Edition ขึ้นมา นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง Ulysse Nardin และ One More Wave ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งช่วยเหลือทหารผ่านศึกที่บาดเจ็บและพิการด้วยความช่วยเหลือของ Surf Therapy

One More Wave ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดย Alex West อดีตทหารหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 20 ปีและเคยประจำการในสนามรบ 15 ครั้ง เป้าหมายของ One More Wave คือ การช่วยเหลือทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่งต้องต่อสู้กับบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ

โดยพวกเขาใช้การเล่นเซิร์ฟเพื่อบรรลุภารกิจดังกล่าว ปัจจุบัน การดำเนินงานประจำวันได้รับการดูแลโดย Rob Garnett กรรมการผู้จัดการ ซึ่งเกษียณอายุจากหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ เช่นกัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา One More Wave ได้มอบกระดานโต้คลื่นให้กับทหารผ่านศึกที่ต้องการกว่าร้อยแผ่น โดยกระดานหลายแผ่นได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการทางกายภาพเฉพาะตัวของผู้รับ

งานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การบำบัดด้วยการเล่นเซิร์ฟสามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และภาวะ PTSD ได้ สำหรับทหารผ่านศึกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่น การบาดเจ็บที่สมองหรือสูญเสียอวัยวะแล้ว กระดานโต้คลื่นแบบมาตรฐานอาจไม่ปลอดภัยหรือไม่สามารถใช้ได้เสมอไป

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้สมัครได้รับการคัดเลือกให้รับกระดาน Garnett จะทำงานร่วมกับผู้สมัครโดยตรงเพื่อทำความเข้าใจว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง มีปัญหาอะไร และตัวกระดานอาจต้องถูกปรับให้มีรูปแบบพิเศษ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสมและช่วยให้บุคคลนั้นลงน้ำได้อย่างไร้ปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีการปรับแต่งและใส่รายละเอียดส่วนตัวเพิ่มเติมลงในกระดาน เช่น การใส่ตราสัญลักษณ์ประจำหน่วย คำขวัญ หรือรายละเอียดการออกแบบที่มีความหมายอื่น ๆ ทำให้กระดานเหล่านี้มีความเป็นส่วนตัวและมีความหมายอย่างยิ่ง แต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของ One More Wave เพราะเมื่อคนได้รับกระดานแล้ว

พวกเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นทหารประจำการ ทหารผ่านศึก หรือพลเรือน ที่คอยดูแลซึ่งกันและกัน โดยเชื่อมโยงกันผ่านความรักในกีฬาเซิร์ฟเหมือนกัน ด้วยกิจกรรมพบปะกับผู้เล่นเซิร์ฟทั่วประเทศ

มวลหมู่คลื่น

One More Wave

เมื่อไม่นานมานี้ ผมอยู่ที่ซานดิเอโกกับ FX Hotier และ Rob Garnett เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับงานทั้งหมดของ One More Wave เราเริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เช้าที่ชายหาดในลาโฮย่าทางตอนใต้ของซานดิเอโก ผมไม่ได้เล่นเซิร์ฟมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่โชคยังดีที่ครั้งสุดท้ายที่ผมเล่นเซิร์ฟก็คือ ที่ชายหาดแห่งนี้ โดยตอนเช้าผมเล่นเซิร์ฟโต้คลื่นที่ซัดมาและพยายามจับคลื่นให้ได้ (อย่างที่คาดไว้) โดยสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ผมจะทรงตัวอยู่บนน้ำได้ดีเพียงใด

ผมไม่ได้คิดถึงสิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ไม่มีความเครียดจากงาน ไม่มีกำหนดส่งงาน ไม่มีแรงกดดันจากส่วนอื่น ๆ ของชีวิต สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คือ กลิ่นของอากาศที่ทะเลและความเค็มของน้ำที่ซัดเข้าจมูกทุกครั้งที่พยายามจะเล่นเซิร์ฟ ดังนั้น สำหรับคนที่ต้องต่อสู้กับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้ามาตลอดชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่การเล่นเซิร์ฟจะช่วยบำบัดจิตใจได้มาก บางครั้งหรือหลายครั้ง

สิ่งที่คุณต้องการก็คือ ช่วงเวลาพักผ่อนที่สมองจะได้รีเซ็ตตัวเองและเตือนตัวเองว่าทุกอย่างจะโอเคและจะโอเคต่อไป ในขณะที่คุณอยู่ในน้ำ คุณไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งอื่นได้ แม้ว่าคุณจะอยากทำก็ตาม มันทำให้รู้สึกสงบอย่างน่าประหลาดใจ และในช่วงเวลาแห่งความสงบและความพยายามที่ขัดแย้งกันนั้น ทุกอย่างก็ออกมาโอเคดี

One More Wave

หลังจากที่น้ำอุ่นขึ้นและคลื่นเริ่มเย็นลงแล้ว เราก็ใช้เวลาที่เหลือของวันไปกับการเดินเล่นรอบ ๆ บริเวณพื้นที่เก่าของ Garnett ในโคโรนาโด ซึ่งเขาเรียนจบหลักสูตร BUDs และได้เป็นหน่วยซีลของกองทัพเรือ

เราไปที่เวิร์กช็อปที่กระดานทั้งหมดได้รับการออกแบบและสร้างด้วยมือ ที่ผนังถูกประดับด้วยรูปถ่าย ตราสัญลักษณ์ และเครื่องหมายของหน่วยที่รวมอยู่บนกระดานที่ One More Wave จัดเตรียมไว้ให้ ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้เห็นปริมาณงานที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ค่อนข้างเล็กและทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นด้วยคนเพียงไม่กี่คน

One More Wave

เรามาลงเอยที่บาร์แห่งเดียวกับที่เคยทำการออกแบบร่วมกันครั้งแรก บาร์แห่งนี้เป็นที่ที่ทหารประจำการและทหารที่เกษียณแล้วจำนวนมากไปพักผ่อน มันเหมือนเป็นรูเล็ก ๆ บนผนัง เพราะเป็นสถานที่ที่ถ้าคุณไม่รู้ว่ามีก็อาจจะเดินผ่านเลยไปเลยก็ได้ แต่เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว มันก็เป็นสถานที่ที่ทรงพลังมาก

เพื่อแสดงถึงความเคารพ ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย แต่บนผนังนั้นประดับประดาด้วยความทรงจำและของที่ระลึกของเพื่อน พี่น้อง สามี เพื่อนร่วมทีม ธง และรูปถ่ายของผู้ชายที่เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ หลังเวลา 20 ปีจากสงครามที่ชุมชนหน่วยปฏิบัติการพิเศษแบกรับภาระหนักเกินไป รูปถ่ายบนผนังเหล่านั้นจึงมีอยู่มากมายเหลือเกิน

นาฬิกาและการทำงาน

One More Wave

จนถึงขณะนี้ Ulysse Nardin ได้ผลิตนาฬิกาที่ร่วมออกแบบกับ One More Wave ออกมา 2 รุ่นแล้ว รุ่นแรกก็คือ Diver Deep ‘Diver One More Wave’ LE ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง และทรงพลัง พร้อมรับมือกับระดับความลึก 1,000 เมตร และมีรายละเอียดของดีไซน์ที่ดูเท่อยู่มากมาย ส่วนรุ่นที่สองคือ Diver One More Wave LE

โดยนาฬิการุ่นแรกจะเน้นไปที่สไตล์แท็คติกและเป็นรูปแบบสำหรับทหาร แต่รุ่นที่สองกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นนาฬิกาสปอร์ตอเนกประสงค์มากกว่า โดยนำสีน้ำเงินอมเขียวอันเป็นสัญลักษณ์สีของ One More Wave มาผสมผสานในการออกแบบ และแน่นอนว่ายังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ UN อยู่อย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย นาฬิกาทั้ง 2 รุ่นผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้นและขายหมดอย่างรวดเร็ว

One More Wave

แต่นาฬิกาก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสนับสนุนโดย Ulysse Nardin เพราะพวกเขาได้จัดงานระดมทุน ให้การสนับสนุนการพบปะ และจัดงานเลี้ยงส่วนตัว สำหรับลูกค้าและนักสะสมเพื่อให้ทำความรู้จักกับองค์กรนี้และผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง งานส่วนใหญ่เหล่านี้กระทำในฐานะที่แบรนด์เป็นเบื้องหลัง โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งเน้นไปที่ One More Wave ไม่ใช่ที่ Ulysse Nardin นี่คือ การกุศลที่ถูกกระทำอย่างถูกต้อง และเป็นเรื่องของการทำงาน ไม่ใช่เป็นรางวัลที่งานสามารถมอบให้ได้

เมื่อถึงเวลาที่ต้องสร้างกระดาน Garnett จะเป็นคนวางแผนและกระทำการด้วยตัวเอง โดยทำความรู้จักกับบุคคลนั้น ๆ อย่างแท้จริง และต้อนรับพวกเขาเข้าสู่เครือข่ายการสนับสนุนที่ One More Wave สร้างขึ้น Garnett ใส่ใจกับผู้รับกระดานแต่ละคนมาก และปริมาณงานที่ใช้ในการสร้างและปรับกระดานให้เหมาะกับความต้องการของพวกเขา ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งจริง ๆ แต่เรื่องนี้ยังไม่จบแค่นั้น เพราะยังมีองค์ประกอบส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่ใช่เป็นเพราะข้อบังคับ แต่เพราะเขาใส่ใจจริงๆ

นี่คือการบอกว่า การสนับสนุนไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อได้รับกระดานแล้ว เพราะ Garnett ยังคงติดต่อกับผู้รับกระดานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้างซึ่งไม่ใช่แค่ในช่วงที่โต้กับคลื่นเท่านั้น แต่รวมถึงในชีวิตของพวกเขาด้วย การที่เขาสามารถติดตามผู้คนจำนวนมากได้ในขณะที่บริหารองค์กรการกุศลที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่างานนี้มีความสำคัญเพียงใด และเขาใส่ใจมากเพียงใด

ผู้รับกระดานรายหนึ่งที่ชื่อ Jose Martinez ทหารผ่านศึกของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นผู้พิการแขนขาขาด 3 ข้างหลังจากเหยียบระเบิดแสวงเครื่องในอัฟกานิสถาน เรื่องราวของเขาช่างเหลือเชื่อและสมควรที่จะเขียนเป็นบทความฉบับสมบูรณ์ (หรืออาจเขียนเป็นหนังสือก็ได้) แต่ตั้งแต่วันที่เขาฟื้นตัวจากความเศร้าโศกที่สุด ซึ่งดูเหมือนว่าชีวิตจะไม่น่าอยู่อีกต่อไป

จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ที่เขากลายเป็นนักเล่นเซิร์ฟที่เล่นได้เก่งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนด้วยความสำเร็จของเขา Martinez จึงกลายเป็นตัวอย่างในเรื่องราวความสำเร็จของ One More Wave โดยมีเป้าหมายที่จะไปแข่งขันในรายการพาราลิมปิกของการแข่งขันระดับโลกในปี 2028

เขาไม่ได้เป็นคนเดียวที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะการนำการเล่นเซิร์ฟที่พวกเขาทำได้มาเข้าแข่งขันจะเป็นเป้าหมายหลักของ One More Wave และ Ulysse Nardin ในปีต่อ ๆ ไป FX Hotier ประธานของแบรนด์ในสหรัฐฯ กล่าวว่า “One More Wave ได้พิสูจน์แล้วว่าการเล่นเซิร์ฟสามารถเป็นการบำบัดที่ช่วยทหารผ่านศึกที่พิการและผู้ที่เป็นอาการ PTSD ได้ และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ UN และผู้สนับสนุนรายอื่น ๆ จะต้องขอให้คณะกรรมการโอลิมปิกกำหนดให้เป็นหนึ่งในกีฬาพาราลิมปิกในเกมที่แอลเอในปี 2028”

ในยุคแห่งการถากถางนี้ เป็นเรื่องง่ายมากที่จะเห็นบริษัทนาฬิกาให้การสนับสนุนองค์กรการกุศล แล้วคิดไปในทางลบในทันทีว่าอาจเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ การหาทางลดหย่อนภาษี หรือเป็นความพยายามที่จะเกาะกับชุมชน แต่ถึงแม้จะมีการมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้ หรือบางทีก็อาจเป็นเพราะสิ่งนี้ ที่ทำให้ผมยิ่งรู้สึกมีแรงบันดาลใจมากขึ้นจากการเป็นพันธมิตรกันของ Ulysse Nardin และ One More Wave

นี่เป็นสิ่งที่บริษัทนาฬิกาควรทำมากขึ้น นั่นก็คือ การสนับสนุนกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ โดยที่พนักงานในบริษัทต้องเชื่อมั่นและเข้าถึงภารกิจขององค์กรการกุศลอย่างแท้จริง โดยใช้ตำแหน่ง ทรัพยากร และเครือข่าย เพื่อสร้างผลกระทบที่มีความหมายให้กับผู้คนที่ต้องการมากที่สุด

บางทีสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด (นอกเหนือจากการที่ตอนนี้ผมอายุ 30 กว่าปีแล้ว ซึ่งการเล่นเซิร์ฟนั้นยากกว่าตอนที่ผมอายุ 15 ปีมาก) ก็คือ การสนับสนุนที่ UN มอบให้กับองค์กร One More Wave ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยยังไม่มีการรายงานกระจายข่าวอย่างแพร่หลาย สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่สรุปได้ถึงจิตวิญญาณแห่งการเสียสละอย่างแท้จริง นั่นก็คือ การทำความดีที่ไม่ใช่เพื่อคำชม แต่เพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Troy Barmore

เหตุใดการผลิตนาฬิกาจึงควรเน้นที่ความเป็นเลิศต่อไปท่ามกลางวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์

ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์และความพยายามลดทอนคุณค่า ความเป็นเลิศในงานประณีตของวงการการผลิตนาฬิกายังคงเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกสั่นคลอน

บทเรียนเรื่องความคิดเชิงบวกจากผู้ก่อตั้ง

ในฟาวเดอร์สโน๊ตสำหรับนิตยสารฉบับล่าสุดนั้น ผมได้อธิบายว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสก็เหมือนกับโลกเทคโนโลยีของซิลิคอนวัลเลย์ ที่จดจำการกระทำของคุณซึ่งไม่ใช่ในยามสุข แต่เป็นยามทุกข์ ดังนั้นก่อนอื่น ผมอยากจะยกย่องทุกคนที่ทุ่มเทความพยายามเป็น 2 เท่าเพื่อให้มีส่วนในการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมนี้ที่ซึ่งเป็นที่พบกันของวิทยาศาสตร์กับเวทมนตร์ ของงานฝีมือกับนวัตกรรม และของการออกแบบกับวิศวกรรม สิ่งที่คุณได้ทำนั้นช่างมีลักษณะเด่นไม่เหมือนใครและมีความงดงามยิ่งนัก

Dubai Watch Week การรวมตัวของผู้คน

โดยเฉพาะเจาะจงแล้ว ผมอยากกล่าวชื่นชมในความพิเศษของครอบครัว Seddiqi ที่ในเวลาซึ่งไม่ได้จัดงาน Dubai Watch Week ที่จัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี พวกเขาก็จะเดินทางไปร่วมงาน Horology Forums อันเป็นงานสนทนาเกี่ยวกับนาฬิกา ซึ่งงานในครั้งที่ 10 ที่ฮ่องกงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก

ผมรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า บริษัท Grail Watch ของผมได้ร่วมกับครอบครัว Seddiqi ในการจัดการแข่งขันระดับโลกเพื่อเฟ้นหาผู้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในด้านการออกแบบนาฬิกาขึ้นเป็นครั้งแรก

ในไม่ช้านี้ ผู้เข้าร่วมจะสามารถส่งดีไซน์ของคุณพร้อมกับแผนธุรกิจและถ้อยคำผ่านวิดีโอของคุณไปยังเว็บไซต์ของเราได้ เราจะนำผู้เข้ารอบสุดท้ายของเราบินไปที่ดูไบในปีหน้าซึ่งพวกเขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากตำนานแห่งอุตสาหกรรมอย่าง Jean-Claude Biver อัจฉริยะทางเทคนิคอย่าง Carole Forestier-Kasapi

นักออกแบบผู้ปราดเปรื่องอย่าง Sylvain Berneron และนักข่าวชั้นยอดอย่าง Ming Liu และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราก็จะผลิตนาฬิการุ่นนำร่องสำหรับงาน Dubai Watch Week 2025 ด้วย โดยสาขาของการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ “Shaped Watches” ซึ่งก็คือรูปทรงของนาฬิกา

IAMWATCH งานในประเทศเขตร้อนที่เราต้องการ

นอกจากนี้ผมอยากขอบคุณ Michael Tay และ The Hour Glass ที่จัดงาน IAMWATCH ขึ้นในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นงานแสดงนาฬิกาที่สนุกสนาน ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และให้ความรู้มากที่สุดงานหนึ่งที่ผมเคยไปมา แนวคิดที่ว่านักสะสมนาฬิกาจะสามารถพบปะและพูดคุยกับบรรดาฮีโร่ที่เป็นผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายต่าง ๆ ได้ในขณะที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นได้นั้น

ถือเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่และยอดเยี่ยมของชาวสิงคโปร์ อีกทั้งผมยังอยากกล่าวขอบคุณคณะผู้จัดงาน Geneva Watch Days และทุก ๆ ท่านที่เข้าร่วมงานสัมมนาต่าง ๆ ที่เราจัดขึ้นที่นั่นด้วย โดยงานนี้ได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ผมโปรดปรานที่สุดช่วงหนึ่งของปีไปแล้ว ด้วยการเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อบอุ่น และเป็นมิตรอย่างแท้จริง ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถมารวมตัวกันและแบ่งปันความหลงใหลในนาฬิกาซึ่งกันและกันได้

Rolex ที่แข็งแกร่งกว่าที่เคย

ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการปลุกให้โลกนาฬิกาตื่นขึ้น Warren Buffet เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อน้ำลง คุณจะเห็นว่าใครกำลังว่ายน้ำโดยเปลือยกายอยู่” แต่เมื่อคุณมองสำรวจพื้นที่ที่มีผู้คนกำลังเล่นน้ำ ภาพของคนที่เปลือยเปล่าอยู่ก็อาจทำให้คุณประหลาดใจได้

ผมจำได้ว่าในช่วง Watches and Wonders นั้น มีสื่อโซเชียลมีเดียและช่องยูทูปมากมายที่พากันประกาศว่านี่เป็น “จุดจบของ Rolex” แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะตระหนักได้เมื่อถึงสิ้นปีนี้ก็คือ Rolex ที่มีความแข็งแกร่งกว่าที่เคยและมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นตลอดช่วงความวุ่นวายของปี 2024 เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ลูกค้ามักจะกลับมาหาค่านิยมที่รู้จักดีอยู่เสมอ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผลักดันให้ทองคำมีราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนแซงหน้าราคาของแพลทินัมไปได้ในปีนี้ ความโกรธาในช่วงต้นปี 2024 เกิดจากการที่ทาง Rolex ไม่ได้เปิดตัวนาฬิกาสปอร์ตรุ่นใหม่ที่มีนัยสำคัญเหมือนอย่างที่ทำเมื่อปีที่แล้วด้วยนาฬิกา GMT “Sprite” สำหรับคนถนัดซ้าย ทว่านั่นคงไม่ใช่ทั้งการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดหรือการดำเนินการตามกลยุทธ์ในระยะยาวของพวกเขา

หากพิจารณาจากวิธีการที่ Rolex ได้เพิ่มทั้งคุณภาพและราคาโดยเฉลี่ยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่นาฬิกาซึ่งใช้โลหะมีค่าและนาฬิกาที่ทำด้วยงานฝีมือมากขึ้น คุณจะเข้าใจได้ว่าปีนี้ Rolex นั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เห็นได้จากการเปิดตัวนาฬิกาที่ใช้หน้าปัดเปลือกหอยมุก ตัวเรือนทอง และขอบตัวเรือนประดับอัญมณี

เนื่องจาก Rolex นั้นค่อย ๆ เติบโตขึ้นจนสามารถครองตลาดได้โดยไม่เพียงแต่ในหมวดนาฬิกาสปอร์ตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนาฬิกาโลหะมีค่าในช่วงราคาตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์อีกด้วย เป้าหมายของ Jean Frédéric Dufour ซีอีโอของแบรนด์ไม่ใช่แค่การเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในประเภทนาฬิกาสปอร์ตที่ทำจากสตีลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเภทนาฬิกาโลหะมีค่าที่มากับกลไกซับซ้อนตั้งแต่โครโนกราฟไปจนถึงแอนนวล กาเลนดาร์ด้วย

สำหรับตอนนี้ เขายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่ประเภทกลไกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นอย่างเพอร์เพทชวล กาเลนดาร์ หรือมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง Rolex ตัดสินใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ พวกเขาคงจะทำเช่นนั้นด้วยนาฬิกาที่ใช้งานได้ง่ายและเชื่อถือได้มากที่สุดในกลไกประเภทนี้

และหากมีการผสมผสานเข้ากับกลไกโครโนกราฟพร้อมหน้าต่างหลายบานและเข็มชี้วันที่ ณ ตำแหน่งกึ่งกลาง เพื่อเป็นการยกย่องนาฬิการะดับตำนานรุ่น 4768 Jean-Claude Killy ทาง Rolex ก็จะเริ่มครองตลาดนาฬิกาที่ราคาเกิน 100,000 ดอลลาร์ด้วย Dufour จะทำเช่นนี้หรือไม่ ผมก็ไม่รู้ เพราะบางทีเขาอาจมีข้อตกลงแบบสุภาพบุรุษกับ Thierry Stern ว่าพวกเขาจะไม่ล่วงล้ำอาณาเขตของกันและกันมากจนเกินไปก็เป็นได้

Patek Philippe เป็นผู้ชนะ แต่ต้องใช้เวลา

สำหรับเรื่องของ Stern นั้น Patek Philippe ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ชนะในปีนี้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ที่มีลักษณะเป็น “Nautilus รูปทรงสี่เหลี่ยม” ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ลงตัวของแบรนด์ แล้วความคิดเห็นเชิงลบมากมายเกี่ยวกับนาฬิการุ่นนี้ล่ะ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นโลกของนาฬิกาหรูถึงจุดที่ยอมรับได้ต่อมิติเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากรูปแบบที่มีความเชื่อมโยงกันเช่นนี้

และไม่ใช่แค่ Patek เท่านั้นที่ประสบกับเรื่องราวแบบนี้ เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมก็เห็นว่าทุกครั้งที่ Audemars Piguet เปิดตัวอะไรใหม่ ๆ ออกมา ก็ปรากฎการแสดงถึงความไม่ชอบใจในโซเชียลมีเดียเช่นกัน และพูดตามตรง ผมคิดว่าพวกเราหลายคนเบื่อหน่ายกับความคิดเห็นเชิงลบเหล่านี้

อันที่จริงแล้วเรื่องนี้มีขอบเขตกว้างไกลกว่าโลกของนาฬิกาหรูเสียอีก ถึงขนาดที่ผมคิดว่า ถ้ามหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกยังมีชีวิตอยู่และเปิดเพจอินสตาแกรมของเขาขึ้นมา ความเห็นเช่น “ฉันไม่ชอบแนวคิดของคุณเกี่ยวกับความหลากหลายทางศาสนา” และ “ทำไมคุณถึงใส่ผ้าอ้อม” ก็จะเข้ามาโจมตีโพสต์ของเขาอย่างรวดเร็ว

ในบางครั้งผู้คนก็เผยแพร่ความคิดในเชิงลบเพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกมีอำนาจ และท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนก็มักจะคลิกโพสต์ของคุณมากขึ้นหากมีหัวข้อที่ยั่วยุ อันที่จริงสื่อแท็บลอยด์ที่ดำเนินการในรูปแบบนี้ก็มีอยู่มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1770s แล้วด้วยรูปแบบของ “แผ่นเอกสารอื้อฉาว” และเมื่อศตวรรษที่ 20 ในอเมริกาก็มีหัวข้อที่ชื่อว่า National Enquirer ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นการกระตุ้นแรงผลักดันของมนุษย์ให้รู้สึกยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่น

ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ชาวเยอรมันเรียกว่า schadenfreude หรือความสะใจ โดยจากการศึกษาวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้คนโพสต์ความคิดเห็นในเชิงลบ สมองของพวกเขาจะปล่อยโดปามีนเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง และปฏิกิริยาก็เป็นเช่นเดียวกับผู้ที่ติดยาเสพติด นั่นก็คือ พวกเขาจะคอยกลับมาแสดงความคิดเห็นเชิงลบมากขึ้นเรื่อย ๆ

กลับมาที่ Patek Philippe Cubitus ที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่ามันเป็นนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมหรือไม่ ซึ่งเนื่องด้วยความเป็นนาฬิกา Nautilus ในรูปแบบสี่เหลี่ยม จึงต้องเป็นนาฬิกาที่ดีอย่างแน่นอน ขนาด 45 มม. นั้นใหญ่เกินไปหรือเปล่า จริงอยู่ที่ดูจากตัวเลขแล้วมันมีขนาดค่อนข้างใหญ่

แต่ในความเป็นจริงเมื่อสวมใส่บนข้อมือแล้วมันเล็กกว่านั้น เพราะ 45 มม. นั้นเป็นการวัดแบบทแยงมุมข้ามรูปทรงสี่เหลี่ยม แต่แน่นอนว่าสำหรับผมแล้ว ผมจะชอบขนาดกลางที่มีขนาดตั้งแต่ 34 มม. ถึง 37 มม. มากกว่า แต่หากรุ่น 5811 ยังคงผลิตด้วยทองเท่านั้น

นาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่นี้ก็จะเข้ามาแทนที่นาฬิกาสปอร์ตเรือนสตีลแบบบอกเวลาเพียงอย่างเดียวของ Patek ซึ่งประการแรกก็คือจะทำให้มันเป็นที่ต้องการอย่างมาก ส่วนประการที่สองก็คือ การทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเข้าหาแบรนด์สำหรับนักสะสมหน้าใหม่จำนวนมาก

มีการแสดงความไม่พอใจเกิดขึ้นอย่างมากมาย และก็มีเว็บไซต์และเพจโซเชียลมีเดียหลายแห่งพยายามโจมตีความคิดเห็นของ Thierry Stern ที่ว่าผู้ที่เกลียดชังโดยส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่ลูกค้าของเขา มากจนเกินควร แต่ผมเข้าใจจากบรรดาผู้จำหน่ายปลีกว่ารายชื่อผู้รอคอยสำหรับนาฬิกา Cubitus ที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นยาวเป็นหลายร้อยคนแล้ว

ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรม ความโกรธและความชิงชังที่คุณเห็นบนแพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนถึงความสำเร็จทางการค้าของ Cubitus อย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับ Patek อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นการบ่งบอกถึงวิธีการที่ทางแบรนด์นาฬิกาโต้ตอบกับสื่อโซเชียลมีเดียในอนาคต

ที่น่าสนใจก็คือ หลาย ๆ คนถามผมว่า อนาคตของสื่อเกี่ยวกับนาฬิกาจะเป็นอย่างไรในเมื่อปัจจุบันนี้ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเข้าถึงได้ง่าย สำหรับผมแล้ว สื่อเกี่ยวกับนาฬิกา คือ การนำเสนอข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้ผู้คนตัดสินใจเอง ไม่ใช่การสื่อสารความคิดเชิงลบแบบเกินจริงอย่างที่โซเชียลมีเดียเป็น

ทั้งยังรวมถึงการให้บริบททางประวัติศาสตร์ เช่น ความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกของนาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยม ไปจนถึงนาฬิกาสปอร์ตผสานสายข้อมือแบบอินทีเกรเตดระดับไอคอนอันเป็นรูปแบบสำคัญในประวัติศาสตร์ และนาฬิการะดับสัญลักษณ์รุ่นอื่น ๆ ในประเภทเดียวกัน เช่น Royal Oak, 222, Polo ต่างก็มีทางเลือกที่เป็นรูปทรงเหลี่ยมด้วย ทำไมผมหรือนักข่าวที่รับผิดชอบด้านนาฬิกาคนอื่น ๆ ถึงไม่พูดว่านาฬิกาเหล่านี้ไม่ดี นั่นก็เพราะมันไม่ใช่

แม้ว่ากลุ่มคนที่พยายามลวงและกระจายความคิดในแง่ลบบนโซเชียลมีเดียจะต้องการให้เราเชื่อเช่นนั้นก็ตาม อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทความ ฟาวเดอร์ส โน้ต ครั้งนี้ ภารกิจของผมก็คือ การยกระดับอุตสาหกรรมนี้ ไม่ใช่ทำลายมันลง สุดท้ายนี้ โปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงการเปิดตัวตระกูลนาฬิกา และหากมีนาฬิกา Cubitus ในเวอร์ชั่นเรือนขนาดกลางที่ใช้ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ก็จะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Wei Koh

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
IAMWATCH 2024 ความสำเร็จของแบรนด์นาฬิกาอิสระที่สิงคโปร์
Universal Genève ปลุกตำนานนาฬิกาหรู กับยุคใหม่แห่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม

Ralph Lauren ปลุกเสน่ห์แห่งอดีตฝั่งตะวันตกด้วยนาฬิกาแกะสลัก 2 เวอร์ชั่นใหม่

คอลเลกชั่นนาฬิกา American Western Watch เสริมทัพด้วยนาฬิกาหน้าปัดสีดำ 2 เวอร์ชั่นใหม่

Ralph Lauren เปิดตัวนาฬิกา 2 เวอร์ชั่นใหม่ในคอลเลกชั่น American Western Watch อันโดดเด่นของเขา ซึ่งเป็นการปรุงแต่งโฉมของนาฬิกาตัวเรือนคิวชั่นสลักลวดลายบนตัวเรือนขนาด 42 มม. และเคียงคู่มากับสายหนังที่ตัดเย็บด้วยมือ ที่มีจำหน่ายอยู่ปัจจุบัน ซึ่งในเวอร์ชั่นแรกนั้นใช้หน้าปัดสีขาว ในขณะที่เวอร์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาใหม่นี้ใช้หน้าปัดสีดำ

เป็นเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว ที่ Ralph Lauren ได้กลายเป็นดีไซเนอร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยเป็นตัวแทนและเป็นผู้กำหนดความหมายของสไตล์อเมริกัน หากในบรรดาคอลเลกชั่นต่าง ๆ ที่ Ralph Lauren นำเสนอ อาจไม่มีคอลเลกชั่นใดที่น่าดึงดูดใจหรือโรแมนติกเท่ากับ Double RL อันเป็นคอลเลกชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนาน เรื่องเล่าขาน และสไตล์ของอเมริกันฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตยีนส์ที่มากับกระดุมมุก เสื้อเบลเซอร์ทวีดสไตล์วินเทจ รองเท้าบู๊ตหนา และหนังที่ตัดเย็บด้วยมือ

นาฬิกา 2 เวอร์ชั่นที่นำเสนอในครั้งนี้เป็นรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนาฬิกาสไตล์ตะวันตก โดยมีให้เลือกทั้งตัวเรือนสเตอร์ลิงซิลเวอร์ และโรสโกลด์ 18k ทั้งสองมีการแกะสลักด้วยมือพร้อมรายละเอียดและลวดลายที่ชวนให้นึกถึงชิ้นงานที่พบเห็นบนหัวเข็มขัดและหมุดอันงามวิจิตร งานเหล่านี้กระทำด้วยมือโดยช่างแกะสลักระดับโลกในนิวยอร์กซิตี้ ด้วยเหตุนี้ตัวเรือนของแต่ละเรือนจึงเป็นงานศิลปะที่ไม่ซ้ำกัน

หน้าปัดสีดำเสริมความเด่นด้วยรายละเอียดสีขาวสว่าง รวมถึงเข็มนาฬิกาทรง Breguet สีขาว ขณะที่หลักชั่วโมงจะเป็นเลขอารบิกและเลขโรมันโดยเลขอารบิกจะอยู่ที่ตำแหน่ง 12-3-6-9 นาฬิกา ส่วนสายหนังนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยมือในเท็กซัสและส่งไปขัดที่อิตาลี ภายในตัวเรือนที่แสนใส่ใจในรายละเอียดสุดประณีต บรรจุด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติที่สร้างขึ้นสำหรับ Ralph Lauren เป็นการเฉพาะโดย Piaget ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดนาฬิกาคุณภาพเยี่ยมที่ถือเป็นมรดกล้ำค้าได้อย่างแท้จริง

นอกจากขนาดตัวเรือนที่ทันสมัยแล้ว สุนทรียศาสตร์โดยรวมยังเหนือกว่าความเป็นวินเทจ เพราะมันดูเป็นของแอนทีกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านของศตวรรษก่อน ๆ นาฬิกาสำหรับผู้ชายได้รับการออกแบบมาให้ใส่ในกระเป๋าได้ ไม่นานต่อมาก็มีการเชื่อมลวดเข้ากับนาฬิกาเรือนเล็ก เพื่อให้ร้อยสายสำหรับรัดไว้ที่ข้อมือนำมาซึ่งประโยชน์ใช้สอยในฐานะนาฬิกาข้อมือจนมาถึงยุคปัจจุบัน ทว่านาฬิกาในคอลเลกชั่น American Western เหล่านี้จะไม่มีลักษณะของห่วงลวด เพื่อทำให้ดูมีความร่วมสมัยมากขึ้น โดยเป็นการผสานความสวยงามรูปแบบใหม่เข้ากับสไตล์แบบเก่า

ด้วยรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์และความซับซ้อน ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นงานฝีมือที่สามารถเป็นเจ้าของ ศึกษา และชื่นชมได้เป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัสดุสเตอร์ลิงซิลเวอร์ ที่จะปรากฎคราบขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป นาฬิกาเหล่านี้มีสไตล์และสร้างผลกระทบทางอารมณ์ และเป็นรูปแบบที่ผู้คนใฝ่ฝันจะได้พบเจอในงานขายของเก่าหรืออยู่ใต้เคาน์เตอร์ในร้านขายของแอนทีกชั้นดี จึงสามารถเป็นมรดกตกทอดและสมบัติอันล้ำค่าในอนาคตได้ในฐานะงานประดิษฐ์ชั้นดีเลิศจากอดีตกาล

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ RL54 ที่ Piaget สร้างให้กับ Ralph Lauren เป็นการเฉพาะ
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: 42 x 42 มม.สลักลายด้วยมือบนวัสดุโรสโกลด์ 18k หรือสเตอร์ลิงซิลเวอร์ กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: แลคเกอร์สีดำ และขัดเงา
  • สาย: หนังวัวสีดำและสีน้ำตาล ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสลักลาย

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Troy Balmore

Longines Mini DolceVita เปล่งประกายใหม่ในทอง 18K

ด้วยการเพิ่มเติม Mini DolceVita ใหม่ 2 เวอร์ชั่นในตัวเรือนทอง 18k ทำให้คอลเลกชั่นนี้ดูโดดเด่นและสมบูรณ์แบบมากขึ้นกว่าที่เคย

WORDS Troy Barmore

ในโลกแห่งเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันยาวนาน มีไม่กี่คอลเลกชั่นที่จะสะท้อนถึงความงดงามเหนือกาลเวลาและความหรูหราได้อย่างแท้จริง เฉกเช่นคอลเลกชั่น DolceVita ของ Longines ที่ยืนหยัดเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาอย่างยาวนาน วันนี้ Longines ได้ยกระดับตำนานบทนี้ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Mini DolceVita ในเวอร์ชั่นทองคำ 18k ที่จะมาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับทุกข้อมือ

Longines ได้สร้างสรรค์นาฬิกา Mini DolceVita สองเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ยกระดับคอลเลกชั่นนี้ให้หรูหราและมีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการนำเสนอตัวเรือน เยลโลว์โกลด์ 18k และ โรสโกลด์ 18k เป็นครั้งแรก คุณสามารถเลือกจับคู่กับสายนาฬิกา ทอง ที่เข้ากัน หรือสายหนังจระเข้สีดำทรงเรียวพร้อมหัวเข็มขัดทองที่เข้ากับตัวเรือน (สำหรับรุ่นที่ไม่มีเพชรประดับ)

คอลเลกชั่น DolceVita ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Longines โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาวินเทจ โดยเฉพาะนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมจากยุคทศวรรษ 1920s รวมถึงนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กที่มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1910 การออกแบบที่ถือกำเนิดขึ้นเกือบศตวรรษที่แล้วนี้ ได้วางรากฐานให้กับหนึ่งในคอลเลกชั่นนาฬิกาที่หรูหราและเป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Longines ในปัจจุบัน

Longines Mini DolceVita
ทุกรายละเอียดสะท้อนถึงความประณีต Longines Mini DolceVita ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18k คือนิยามของความงดงามที่แท้จริง
นาฬิกา Longines Mini DolceVita
Longines Mini DolceVita ตัวเรือนโรสโกลด์ 18k

Longines DolceVita Collection: A Timeless Legacy

คอลเลกชั่น DolceVita ถือเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดในบรรดาเรือนเวลาอันหลากหลายของ Longines โดดเด่นด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากนาฬิกาวินเทจ โดยมีรากฐานอันแข็งแกร่งมาจากดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุค 1920s

นอกจากนี้ ยังมีการพบเห็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กที่มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1910 ซึ่งล้วนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ การออกแบบที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษนี้ ได้วางรากฐานอันมั่นคง

และกลายเป็นแกนหลักที่ทำให้ DolceVita เป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นนาฬิกาที่หรูหรา สง่างาม และได้รับความนิยมสูงสุดของ Longines มาจนถึงปัจจุบันออกแบบที่พัฒนามากว่าเกือบหนึ่งศตวรรษนี้ ได้วางรากฐานสำคัญให้ DolceVita กลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นที่หรูหราและได้รับความนิยมสูงสุดของ Longines ในปัจจุบัน

Longines Mini DolceVita
Longines DolceVita จากราวปี 1927

ในปี 2023 Longines ได้เปิดตัว Mini DolceVita ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นใหม่ที่เน้นความเล็กกะทัดรัด ความเป็นเดรส และความสง่างามยิ่งขึ้น นาฬิการุ่นนี้มักประดับด้วยเพชรและองค์ประกอบที่ดูเป็นทางการ เช่น สายข้อมือโลหะ หรือสายหนังแบบพันหลายชั้น Mini DolceVita จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ที่น่าดึงดูดใจให้กับลูกค้าและนักสะสมของ Longines

ที่ผ่านมา Mini DolceVita มีจำหน่ายเฉพาะในเวอร์ชั่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลเท่านั้น ซึ่งทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูสง่างาม เป็นทางการ และเหมาะสำหรับผู้หญิง ด้วยการใช้กลไกควอตซ์ L178 ที่แม่นยำสูง ราคาของ Mini DolceVita จึงยังคงอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกสายนาฬิกาโลหะ รวมถึงหน้าปัดและสายที่หลากหลาย (รวมถึงรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 150 ปีของการแข่งขัน Kentucky Derby) ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถตกแต่งและปรับเปลี่ยนนาฬิการุ่นนี้ให้เข้ากับการสวมใส่ได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนอย่างลงตัว

แม้ว่าคอลเลกชั่นนี้จะสวยงามและมีราคาที่เข้าถึงได้ (แม้ในรุ่นประดับเพชร) แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก เพราะหัวใจสำคัญของนาฬิกาสำหรับงานเลี้ยงหรูหราคือความสง่างามที่เรียบง่าย ซึ่งถูกยกระดับด้วยวัสดุหรือดีไซน์

การเพิ่มนาฬิกาทอง 18k สองเวอร์ชั่นใหม่เข้ามานี้ ได้ยกระดับคอลเลกชั่น Mini DolceVita ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในทันที คล้ายกับที่รุ่น Master GMT เรือนทองเคยทำมา การมาถึงของนาฬิกาเหล่านี้ช่วยยกระดับ Longines ไปสู่ระดับของสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นระดับที่คู่ควรอย่างยิ่ง

การมาถึงของ Longines Mini DolceVita ในเรือนทอง 18k ไม่เพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่คอลเลกชั่นนี้เคยขาดหายไป แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Longines ในการนำเสนอเรือนเวลาที่ผสมผสานความหรูหราเหนือกาลเวลาเข้ากับงานฝีมืออันประณีตได้อย่างลงตัว

นาฬิการุ่นใหม่นี้จึงไม่เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมและความสง่างามของผู้สวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของนาฬิกา Longines ให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
Longines Mini DolceVita ในตัวเรือนโรสโกลด์ 18k
  • กลไก: ควอตซ์ L178
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาอย่างเดียว (เข็มวินาทีแบบขนาดเล็ก)
  • ตัวเรือน: ขนาด 21.5 x 29 มม. ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18k หรือโรสโกลด์ 18k ประดับเพชรเกรด Top Wesselton 38 เม็ด (และยังมีแบบที่ไม่ได้ประดับเพชรด้วย) กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นผิวสีเงินตกแต่งลายฟลิงเก หลักชั่วโมงเลขโรมันทาสีน้ำเงิน
  • สาย: เยลโลว์โกลด์ 18k หรือโรสโกลด์ 18k (มากับตัวเรือนประดับเพชร) หรือสายหนังจระเข้สีดำพร้อมหัวเข็มขัดทอง (มากับตัวเรือนไม่ประดับเพชร)

พบข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของ Longines ที่นี่

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ร่วมฉลองวาระครบ 70 ปีของ Sincere Fine Watches ด้วยนาฬิกาสุดพิเศษ

จักรวาลที่อยู่บนข้อมือของคุณกับ CVDK Grand Planetarium Eccentric Sincere Platinum Jubilee Edition

มีเพียงไม่กี่สิ่งอย่างที่สามารถดึงดูดใจได้เท่ากับการเต้นรำอันซับซ้อนของจักรวาลที่ถูกถ่ายทอดผ่านหน้าปัดนาฬิกา แน่นอนว่าเราหมายถึงความซับซ้อนทางดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นการแสดงที่มักประกอบด้วยวงโคจรของดาวเคราะห์ที่ซับซ้อนและวงจรของดวงจันทร์ในหลายมิติ นับเป็นการยกย่องความหลงใหลของมนุษย์ที่มีต่อท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แต่ละวงโคจรถูกกำหนดเวลาอย่างพิถีพิถัน ทำให้ดาวเคราะห์ต่าง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้บนข้อมือของคุณ ภาพสามมิติเชิงพื้นที่นี้มีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม โดยเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะ วิทยาศาสตร์ และบทกวี ที่เชื้อเชิญให้ผู้สวมใส่ไตร่ตรองถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศ

ดังนั้น จะมีใครอีกที่สามารถแนะนำปรากฏการณ์แห่งจักรวาลให้กับนาฬิกาได้ดีกว่า Christiaan van der Klaauw Astronomical Watches ที่ครั้งนี้จับมือร่วมกับ Sincere Fine Watches ทำการเปิดตัว Christiaan van der Klaauw (CVDK) Grand Planetarium Eccentric Sincere Platinum Jubilee Edition นาฬิกาเอดิชั่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของ Sincere และวาระครบรอบ 50 ปีของ CVDK โดยมีหน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาลซึ่งจะมีจำหน่ายเฉพาะที่ Sincere เท่านั้น

ตั้งแต่เริ่มเป็นพันธมิตรกันในปี 2023 CVDK และ Sincere ได้เริ่มทำงานด้วยกันด้วยการนำเสนอชิ้นงานที่บูติก SHH ของ Sincere ไปทั่วเอเชีย ซึ่งรวมถึงนาฬิกา Planetarium SHH Editions จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ Eise Eisinga ในเรือนไททาเนียม และในเรือนสีดำที่เคลือบด้วยเทคนิค DLC และ Dunes of Mars Bi-Colour ซึ่งรุ่นหลังนี้ใช้หน้าปัดเป็นกระจกอเวนจูรีนสีแดงเพื่อสะท้อนถึงพื้นทรายของดาวอังคาร

นาฬิการุ่นล่าสุดนี้เป็นรุ่นพิเศษของ CVDK Grand Planetarium Eccentric Manufacture ซึ่งมากับหน้าปัดที่ปรากฎภาพวาดขนาดเล็กจิ๋วอันเป็นผลงานของศิลปินนาม Gaël Colon ดีไซน์การออกแบบของนาฬิการุ่นนี้ เป็นการยกย่องต้นแบบของนาฬิการุ่นแรกที่ Christiaan van der Klaauw เป็นผู้คิดขึ้นและทำการพ่นสีสเปรย์ลงบนกระดานวาดภาพของเขา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ Sincere เลือกใช้ต้นแบบชิ้นนั้นเป็นจุดเด่นของนาฬิกาที่ระลึกรุ่นนี้ หน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้จะแสดงวงโคจรของดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น โดยสะท้อนความเป็นจริงได้อย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งถูกคำนวณไว้ดังนี้

  • ดาวพุธ: 87.97 วัน
  • ดาวศุกร์: 224.70 วัน
  • โลก: 365.25 วัน
  • ดาวอังคาร: 686.98 วัน
  • ดาวพฤหัสบดี: 11.86 ปี
  • ดาวเสาร์: 29.46 ปี
  • ดาวยูเรนัส: 84.02 ปี
  • ดาวเนปจูน: 164.80 ปี

เรื่องที่ควรจดจำก็คือ CVDK ยังคงเป็นสตูดิโอเพียงแห่งเดียวที่ทุ่มเทให้กับการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดาราศาสตร์โดยเฉพาะ

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์เครื่องใหม่ (ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ Planetarium รุ่นดั้งเดิม แต่ใช้โมดูลที่แตกต่างกัน) ซึ่งประกอบด้วยบาลานซ์วีลแบบแปรผันแรงเฉื่อย แฮร์สปริงแบบฟรีสปรัง และบริดจ์รูปดาวที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ กลไกพิเศษคาลิเบอร์นี้ใช้เวลาพัฒนาถึง 7 ปี โดยให้พลังสำรองได้ 60 ชั่วโมง และใช้โรเตอร์รูปแบบสเกเลตันที่ออกแบบมาในลักษณะเฉพาะตัวและเคลือบด้วยโรสโกลด์ ซึ่งสร้างขึ้นให้มีรูปทรงเป็นโลโก้ของ CVDK

CVDK Grand Planetarium Eccentric Sincere Platinum Jubilee Edition รุ่นนี้เฉลิมฉลองให้กับทั้งการเคลื่อนผ่านของกาลเวลาและความร่วมมืออันยั่งยืนระหว่าง 2 องค์กรนาฬิกาชั้นนำ ด้วยการแสดงการโคจรของดาวเคราะห์ เครื่องหมายจักรราศี และการสลักเป็นสัญลักษณ์ Sincere Platinum Jubilee ที่ด้านข้างและบนวงฝาหลังที่กรุด้วยกระจกแซพไฟร์คริสตัล

นาฬิกา CVDK Grand Planetarium Eccentric Sincere Platinum Jubilee Edition มีจำหน่ายที่บูติก Sincere Fine Watches เท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค: CVDK Grand Planetarium Eccentric Sincere Platinum Jubilee Edition
  • กลไก: อินเฮาส์โดยโรงงาน CVDK พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงและนาที แสดงการโคจรของดาวเคราะห์ แสดงจักรราศี
  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ ขนาด 44 มม. หนา 15 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: วาดด้วยน้ำมันโดยศิลปิน Gaël Colon
  • สาย: หนังเท้านกกระจอกเทศ
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 3 เรือน

by Katherine Arteche

IAMWATCH 2024 ความสำเร็จของแบรนด์นาฬิกาอิสระที่สิงคโปร์

ผู้ผลิตนาฬิการายอิสระยังคงเติบโต รุ่งเรือง และเป็นที่ต้องการสูง

งาน IAMWATCH ซึ่งจัดขึ้นโดย The Hour Glass ตั้งแต่วันที่ 17-20 ตุลาคมที่สิงคโปร์ ได้รวบรวมบรรดาช่างทำนาฬิกา นักสะสม ผู้ชื่นชอบนาฬิกา และผู้มีชื่อเสียงอย่างหลากหลาย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับงานฝีมือ นวัตกรรม และการผลิตนาฬิกาแบบอิสระ ซึ่งงานนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของงานที่จะกลายมาเป็นเหตุการณ์สำคัญในปฏิทินนาฬิการะดับโลก

สำหรับช่างทำนาฬิกาอย่าง Stepan Sarpaneva, Sylvain Pinaud และ Benoît Mintiens นั้น พวกเขาเล่าว่า การเข้าร่วมงาน IAMWATCH นี้จะเป็นโอกาสในการพบปะกับนักสะสมในภูมิภาคนี้ และพวกเขาก็รู้สึกประทับใจกับการตอบรับจากผู้คนที่มาร่วมงาน “ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักตอนที่มาที่นี่” Sarpaneva กล่าว “แน่นอนว่าผมอยากมาสิงคโปร์ แต่ในที่สุดตอนนี้ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนคนที่สั่งหรือซื้อนาฬิกาของผมทั้งที่ผ่านทาง The Hour Glass หรือจากผมโดยตรงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และการจัดแสดงงานในลักษณะนี้ก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตนาฬิการายย่อยอย่างผมซึ่งอยู่ในฟินแลนด์ เพราะไม่มีผู้ผลิตแบบเราในประเทศแถบนอร์ดิกที่สามารถเดินทางมาและขายนาฬิกาที่นี่ได้มากนัก”

“การแสดงงานในครั้งนี้เกินความคาดหมายของผมไปมาก” Pinaud กล่าว “ผมทำนาฬิกาเพียง 15 เรือนต่อปี หลังจากนั้นผมก็ต้องบอกผู้ซื้อรายต่อไปว่า ขอโทษด้วย มันมีคนจับจองหมดแล้ว หรือคุณจะต้องรอรอบต่อไป แต่ที่นี่ ผู้คนกลับบอกว่า “โอ้ เราขอถ่ายรูปกับคุณได้ไหม” ผมมองตัวเองเป็นเพียงคนทำงานที่มือสกปรกในตอนท้ายของวัน แต่ผู้คนกลับมองว่าผมเป็นนักมายากลหรือร็อคสตาร์ ตอนแรกมันแปลกมากที่ได้เห็นพลังของผู้คนและความรักที่พวกเขามีต่อการทำนาฬิกา ดังนั้น ใช่แล้ว แค่วันแรกของงานก็สนุกมากแล้ว”

“การได้พบกับลูกค้าในชีวิตจริงเป็นเรื่องดีเสมอ และยังสามารถอธิบายรายละเอียดได้อย่างละเอียดมากขึ้นด้วย” Mintiens กล่าว “มันเป็นเรื่องของความหลงใหล เหมือนกับการไปดูการแข่งขันฟุตบอล เพราะการไปที่นั่นด้วยตัวเองนั้นดีกว่าเสมอ”

มองไปยังอีกฝั่งหนึ่งของห้อง คุณจะพบกับผู้คนอันหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นพี่อย่าง Maximilian Büsser ไปจนถึงรุ่นน้องที่มีความจริงจังสูงอย่าง Gautier Massonneau และ Théo Auffret ตัวตนของนาฬิกาจากผู้ผลิตรายอิสระได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีมากมายและหลากหลายเพียงใด แต่เมื่อพวกเขามารวมกัน พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงวิวัฒนาการของผู้ผลิตนาฬิการายอิสระที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขามองในแง่บวก “เรามีแผนที่จะตั้งโรงงานขึ้นในใจกลางกรุงปารีสแล้ว และเราต้องการที่จะอยู่ที่นั่นต่อไปอีกนาน” Auffret กล่าว

“ลักษณะเฉพาะตัวของความเป็นปารีส คือ สิ่งที่เราต้องการแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งก็คือความที่เราแตกต่างจากนาฬิกาที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความทันสมัยที่เชื่อมโยงกับปารีสในยุคปัจจุบัน ซึ่งยังคงเป็นเมืองแห่งแฟชั่น ผู้สร้างสรรค์ และสิ่งโรแมนติกบางอย่าง เราต้องมุ่งมั่นในสิ่งที่เราต้องการสร้าง ไม่ใช่แค่ลอกเลียนแบบนาฬิกาที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น”

“ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่าการออกแบบนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย” Massonneau นักออกแบบจากปารีสคนหนึ่งกล่าว “คุณต้องมีคนเพียงคนเดียวในการออกแบบ ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาไม่ชัดเจน เมื่อความคาดหวังของนักสะสมมีมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทาย ซึ่งเราก็ต้องรู้วิธีในการตอบคำถาม”

“ดีไซน์ของเจเนอเรชั่นใหม่ในนาฬิกาของผู้ผลิตนาฬิการายอิสระนั้นดูมีแนวคิดที่เป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ด้วยนาฬิกาสุดคลาสสิกแบบนีโอเรโทร” Büsser กล่าว “หากคุณบอกเราว่าในอีก 20 ปีให้หลัง คนเจเนอเรชั่นใหม่จะผลิตนาฬิกาคลาสสิกด้วยขนาด 36 มม. ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่อต้านอย่างยิ่ง เราก็คงไม่เชื่อ แต่กระแสนิยมแต่ละกระแสมักจะต่อต้านวัฒนธรรมเดิมซึ่งเป็นเพียงปฏิกิริยา ดังนั้นในอีก 20 ปีข้างหน้า ในปี 2044 เราคงต้องรอดูว่าคนเจเนอเรชั่นต่อไปจะบ้าคลั่งอย่างสุดขั้วหรือไม่”

รายนามของช่างทำนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาคล็อก และช่างฝีมือรายอิสระที่น่าประทับใจ

Konstantin Chaykin ผู้มีชื่อเสียงจากนาฬิการุ่น “Joker” ที่มีดีไซน์แปลกตาและดึงดูดผู้พบเห็นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความเป็นเลิศด้านกลไก โดยเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งสร้างความตกตะลึงให้กับโลกนาฬิกาด้วยการผลิตนาฬิกากลไกจักรกลที่มีขนาดบางที่สุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Watch Days ในปีนี้ ส่วน Cédric Johner ช่างฝีมือจากเจนีวาก็นำเสนอตัวเรือนในดีไซน์ที่ไม่ธรรมดาของเขาควบคู่ไปกับผลงานแกะสลักอันประณีตของเขา ขณะที่ Petermann Bédat ซึ่ง Florian และ Gaël เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้นำเสนอคอลเลกชั่นของตนเอง ซึ่งรวมถึงเรเฟอเรนซ์ 1967 ที่มีวินาทีแบบเดดบีท นาฬิการุ่นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักสะสมชาวสิงคโปร์คนหนึ่งอย่าง Aaron Wan เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่ได้รับนาฬิกา Petermann Bédat เรือนแรกของเขามาจากมือของเหล่าช่างทำนาฬิกาเอง ซึ่งตอกย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์ส่วนตัวในโลกของนักสะสม

นอกจากนี้ในงานยังมีนาฬิการุ่นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย Felix Baumgartner จาก Urwerk ได้เปิดตัว UR-150 Scorpion ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ล้ำสมัยที่ออกแบบโดยใช้การแสดงเวลาผ่านรูปแบบแซเทลไลท์อันเป็นเอกลักษณ์และสุนทรียศาสตร์ที่ล้ำสมัยประจำตน Matthieu Haverlan กรรมการผู้จัดการของ Ulysse Nardin ได้เปิดตัว Freak ONE Navy Blue รุ่นใหม่ Rémi Maillat จาก Krayon ก็สร้างความฮือฮาด้วยนาฬิกา Anywhere Arborea สีสันสดใส ซึ่งมีวิธีการแสดงเวลาแบบบทกวีที่ไม่เหมือนใครโดยอิงจากการคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และก็ต้องไม่ลืม Alcée Montfort ซึ่งแบรนด์ Maison Alcée ของเขาได้นำเสนอ Persée Alcée นาฬิกาคล็อกจักรกลที่ลูกค้าสามารถประกอบเองได้ นอกจากนี้ พวกเขายังได้เปิดตัวพื้นที่ขายนาฬิกาแห่งใหม่ในสิงคโปร์โดยร่วมมือกับกลุ่ม The Hour Glass อีกด้วย โดยเกิดขึ้นตามมาหลังจากการเปิดตัวครั้งแรกที่ MB&F MAD Gallery ในเจนีวา และได้รับรางวัล GPHG ประจำปี 2023 ในสาขา Audacity Prize ซึ่งเป็นรางวัลแด่ความหาญกล้าในการสร้างสรรค์

รายนามช่างทำนาฬิกาที่มีความสามารถอันโดดเด่นนั้นยังประกอบด้วยช่างฝีมือชั้นยอดตั้งแต่ Rexhep Rexhepi ไปจนถึง Rémy Cools ซึ่งล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในด้านความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานยังมีโอกาสพบปะพูดคุยกับ Kari Voutilainen ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการตกแต่งและงานฝีมือที่พิถีพิถัน รวมถึง Pierre Jacques จาก De Bethune ซึ่งได้นำผลงานสร้างสรรค์อันประณีตและมีสไตล์ของแบรนด์มาจัดแสดง ส่วน Biver ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ใช้ชื่อเป็นนามสกุลของ Jean-Claude Biver และ Pierre ลูกชายของเขา ได้นำเสนอนาฬิกา Automatique อันแสนคลาสสิกของพวกเขา นอกจากนี้ ยังมี Patrick Pruniaux ซีอีโอของทั้ง Ulysse Nardin และ Girard-Perregaux มาร่วมงานด้วย

งานในครั้งนี้ยังเน้นย้ำถึงงานฝีมือด้านการทำนาฬิกาที่มักถูกมองข้าม โดยหนึ่งในผลงานที่น่าประทับใจที่สุดก็คือ นาฬิกา La Vallée Clocks ซึ่ง Massimiliano Quintavalle เป็นผู้นำมาจัดแสดง นาฬิกาคล็อกที่ผลิตขึ้นมาเพียงเรือนเดียวนี้มากับฟังก์ชั่นเพอร์เพทชวล กาเลนดาร์ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงให้เห็นถึงความงามและความสามารถด้านวิศวกรรม โดยนาฬิการุ่นนี้ให้พลังงานสำรองได้ถึง 30 วัน นอกจากนี้ยังมีช่างทำนาฬิกาชื่อดังท่านอื่น ๆ เช่น Philippe Lebru จาก Utinam ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตีความนาฬิกาจักรกลแบบคลาสสิกขึ้นใหม่ให้มีความทันสมัย ​​และ Robert Bray จาก Sinclair Harding ซึ่งผลงานของเขาได้รวบรวมประเพณีการทำนาฬิกาของอังกฤษที่สืบทอดกันมายาวนานหลายศตวรรษเอาไว้

ย่างก้าวที่กล้าหาญของงาน IAMWATCH

งานแสดงนาฬิกา IAMWATCH ครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยสร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้เข้าร่วมงานและชุมชนเหล่านักทำนาฬิกาทั้งหลาย ในยุคที่การผลิตแบบจำนวนมากมักบดบังความเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาแต่ละแบรนด์ งาน IAMWATCH เป็นการเฉลิมฉลองให้กับศิลปะ นวัตกรรม และสัมผัส โดยส่วนตัวของนักทำนาฬิการายอิสระ ด้วยการนำช่างฝีมือที่มีความสามารถมากที่สุดในโลกมารวมตัวกัน งานนี้จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมชุมชนที่นักสะสม ผู้ที่ชื่นชอบ และผู้ผลิตนาฬิกา สามารถมีส่วนร่วมได้โดยตรง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Katherine Arteche

ลม น้ำ และนาฬิกา: Panerai ในการแข่งขัน America’s Cup ครั้งที่ 37

แบรนด์อิตาเลียนรายนี้ไม่เคยอยู่ห่างไกลจากทะเล โดยครั้งนี้ได้เข้าไปมีส่วนสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันไปพร้อมกับทีมนักเดินเรือ Luna Rossa

ด้วยแสงแดดที่สาดส่องลงมาบนตัวเราในเช้าวันนั้น อาจไม่มีใครเชื่อเลยว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พายุฝนฟ้าคะนองได้โหมกระหน่ำชายฝั่งคาตาลันอยู่ทุกวัน จนทำให้ต้องยกเลิกการแข่งขันอย่างกะทันหันในช่วงรอบโรบินของ Louis Vuitton America’s Cup ครั้งที่ 37 เรามาถึงทันเวลาพอดีในการชมรอบรองชนะเลิศ ซึ่งทีมที่เหลืออีก 4 ทีมต้องแข่งขันกันเพื่อชิงโอกาสเข้ารอบชิงชนะเลิศ ด้วยความงามของนาฬิกา Panerai บนข้อมือของผม มันไม่ได้มีอะไรพิเศษ ก็แค่เป็น Radiomir Black Seal PAM183 รุ่นเก่าเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเรามาที่นี่เพื่อเชียร์ทีม Luna Rossa Prada Pirelli ที่โดดเด่นแตกต่างด้วยสีเงินกับสีแดงที่มีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันที่ไม่เคยย่อท้อ

ทีม Luna Rossa ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำของท่าเรือ Port de Barcelona Port Vell เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่าง ๆ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง ผู้ชมแห่แหนกันมาจนเต็มพื้นที่ว่างทุกแห่งรอบ ๆ หมู่บ้านการแข่งขัน โดยเฉพาะโซนแฟน ๆ ที่หวังว่าจะได้เจอสมาชิกทีมเรือใบสักคน คุณจะเห็นครอบครัวที่มีลูกเล็ก คู่รักหนุ่มสาวที่กำลังออกเดท กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการแล่นเรือ กลุ่มเพื่อน ๆ ที่ออกมาสนุกสนานกัน และมาสคอตที่สวมชุดแฟนซีเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ

แต่ห่างจากห้องรับรองเพียงไม่กี่ฟุต บรรยากาศกลับดูผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น

จิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน

ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่และการปกปิดเป็นความลับอย่างมิดชิด โรงเก็บเรือของ Luna Rossa ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปได้ด้วยเหตุผลที่สมควร เพราะที่นี่เป็นที่ที่คุณจะได้พบกับวัสดุสำหรับการสร้างเรือของทีมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ ผ้าใบขนาดใหญ่สำหรับใบเรือ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เอกสารการแข่งขัน และทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นที่ที่เรือจะถูกเก็บไว้เมื่อเวลาในแต่ละวันสิ้นสุดลงด้วย คุณจะเห็นได้ว่า America’s Cup นั้นเป็นทั้งการต่อสู้ด้วยไหวพริบและการทดสอบความแข็งแกร่งและความอดทน

ในความเป็นจริงนั้น มีกฎที่แปลกประหลาดและลึกลับที่สุดบางส่วนในจักรวาลกีฬา เนื่องจากนี่เป็นการแข่งขันระดับนานาชาติที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา ซึ่งย้อนหลังไปได้ถึงปี 1851 นี่คือจุดที่ผู้ชนะได้รับทุกสิ่งอย่างแท้จริง เนื่องจากแชมเปี้ยนจะไม่เพียงแต่นำถ้วยรางวัลกลับมาเท่านั้น แต่ยังได้สิทธิในการกำหนดกฎสำหรับการแข่งขันครั้งต่อไปอีกด้วย Gilberto Nobili ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการและผู้ประสานงานด้านเมคาทรอนิกส์ของทีม Luna Rossa Prada Pirelli เล่าให้เราฟังเพิ่มเติม

“สิ่งสำคัญคือการเน้นย้ำว่า America’s Cup นั้น แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นมากเพียงใด สองปีครึ่งก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น คุณจะได้รับโปรโตคอล และคุณจะได้ทราบว่าการแข่งขันรอบแรกจะเริ่มเมื่อใด โดยในปีนี้ถูกกำหนดเป็นวันที่ 29 สิงหาคม จากนั้น คุณจะพยายามใช้เงินงบประมาณ บุคลากร และเวลาของคุณให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เขาอธิบาย และนี่ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ผู้ท้าชิงในการแข่งขัน America’s Cup จะต้องปฏิบัติตามกฎของคลาส ซึ่งกำหนดให้เรือที่เข้าแข่งขันต้องปฏิบัติตามทั้งข้อจำกัดด้านน้ำหนักและขนาดอันเคร่งครัด ตามด้วยข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับวัสดุ เทคโนโลยี และขอบเขตของการสร้าง เจ้าหน้าที่การแข่งขันจะตรวจสอบทุกส่วนของเรือ และอนุญาตให้เข้าทำการแข่งขันเฉพาะเรือที่ผ่านการรับรองเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา เรือยอชต์ AC75 ถือเป็นเรือยอชต์ล้ำสมัยที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

ความงามเลิศของ AC75

AC75 เข้ามาแทนที่ AC50 และ AC72 ซึ่งเป็นเรือคาตามารันที่ใช้กันอยู่ก่อนหน้า AC75 ถือเป็นเรือที่มีความสามารถทางเทคนิคสูงสุดในประวัติศาสตร์ของ America’s Cup และถือเป็นเรือที่สวยงามมากอีกด้วย การออกแบบ AC75 ที่สมบูรณ์แบบนั้นเปรียบเสมือนการออกแบบรถแข่งฟอร์มูลาวันที่สมบูรณ์แบบ โดยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างวัสดุสมรรถนะสูงทรงประสิทธิภาพกับหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง

แต่การพูดนั้นง่ายกว่าการทำมาก “ปัญหาก็คือ คุณคงอยากได้เรือที่แข็งแรง ทนทาน และใช้งานได้หลากหลาย แต่คุณก็ต้องทำให้มันเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้” Nobili กล่าวพร้อมเสริมว่า “มีบางส่วนของเรือที่ต้องมีแค่ขนาดเดียว เช่น ตัวเรือที่ต้องมีความแข็งแรง แต่เนื่องจากมันเป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเรือ จึงต้องสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเพื่อให้ได้มาซึ่งส่วนประกอบที่เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

เพื่อให้ได้มาซึ่งดีไซน์ที่เหมาะสมที่สุด ทีม Luna Rossa จึงศึกษาในทุกมุมและทุกส่วนโค้งของ AC75 เพื่อให้ได้เส้นสายที่ลู่ลมที่สุด โดยสร้างตัวเรือจากอลูมิเนียมในรูปแบบของแกนรังผึ้ง จากนั้นจึงปิดผนึกด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่ยึดติดด้วยเรซินอีพอกซี

นอกจากนี้ แผ่นฟอยล์ทั้ง 2 ข้างยังต้องการความแข็งแรงและความเบาด้วย มันจึงใช้แผ่นแข็งที่ทำขึ้นจากโมโนลิธิกคาร์บอน และหุ้มด้วยชั้นป้องกันเพิ่มเติมที่ทำจากคาร์บอนอีกชั้นหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน เสากระโดงเรือก็ถูกทำขึ้นจากคาร์บอนโดยมีการออกแบบที่ตายตัวตามกฎการแข่งขัน ซึ่งสำหรับส่วนประกอบนี้ ทีมจะได้รับอนุญาตให้ปรับแต่งได้เล็กน้อยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดบนผิวน้ำ

คนและเครื่องจักร

ส่วนประกอบทั้งหมดของ AC75 จะทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนให้ลูกเรือไปข้างหน้า โดยทำการหมุนและพลิกตัวในขณะที่เรือแล่นไปรอบ ๆ สนาม แต่สิ่งที่ทำให้การชมการแข่งขันน่าตื่นเต้นมากก็คือ การใช้ฟอยล์ ซึ่งเมื่อเรือได้รับลมเพียงพอที่จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างน้อย 6 น็อต (ประมาณ 12 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ตัวทริมเมอร์จะสั่งให้ยกฟอยล์หนึ่งในสองอันขึ้นจากน้ำ เพื่อให้ตัวเรือทั้งหมดถูกยกขึ้นโดยลมและลอยขึ้นเหนือน้ำอย่างแท้จริง

ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่า นี่ไม่เหมือนกับเรือยอชต์คลาสสิกอย่างที่คุณอาจมีประสบการณ์ได้ขึ้นเรือยอชต์ Eilean ของ Panerai ซึ่งเป็นเรือใบวินเทจ 3 เสาสไตล์เบอร์มิวดา เรือลำนี้มีความสวยงามอย่างไร้ข้อสงสัย แต่คุณต้องมีมากกว่าหน้าตาที่ดูดีเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้ได้

หากพิจารณาจากประสิทธิภาพแล้ว AC75 ถือว่าไม่มีคู่แข่งในด้านความเร็วเมื่อเทียบกับเรือใบแบบ 2 ลำตัว AC50 และ AC72 แต่จงจำไว้ว่าทุกอย่างบนเรือ AC75 นั้นใช้พลังงานจากมนุษย์ 100% จึงต้องใช้กำลังคนในการแข่งขัน

Nobili กล่าวว่า “เราไม่มีมอเตอร์สำหรับขยับเคลื่อนใบเรือ ดังนั้นระบบเมคาทรอนิกส์ที่เรามีอยู่ภายในเรือจึงต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างที่ว่า เราจึงได้ศึกษาค้นคว้าวัสดุและเทคโนโลยีอย่างละเอียดถี่ถ้วน” ตั้งแต่ปี 2017 กฎของ America’s Cup ถูกระบุว่าแทนที่จะให้นักแข่งใช้แขนหมุนปั่นเพื่อขยับเคลื่อนเรือ เรือจะได้รับอนุญาตให้ใช้ไซคลอ 4 ชุด เพื่อขับเคลื่อนเรือด้วยลักษณะการปั่นจักรยาน ซึ่งก็เหมือนกับการปั่นจักรยานอยู่กับที่นั่นเอง

รายงานได้ระบุว่าวิธีนี้ช่วยเพิ่มกำลังที่ส่งไปยังระบบไฮดรอลิกได้ 40% ดังนั้นไซคลอจึงมีและทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ การปั่นอย่างบ้าคลั่งตลอดระยะเวลาการแข่งขัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 25 ถึง 30 นาที โดยขึ้นอยู่กับเส้นทาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นทำให้การแข่งขัน America’s Cup นั้นต้องใช้กำลังกายมากที่สุด

“ด้วยไซคลอร์ 4 ชุด คุณต้องเคลื่อนองค์ประกอบของเรือที่มีน้ำหนัก 7.5 ตัน และแล่นด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ดังนั้นจึงต้องมีการวิจัยและใช้เทคโนโลยีอย่างมากมายมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และด้านไฮดรอลิกก็เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นกัน ลองนึกดูว่าเรากำลังใช้ถึง 600 บาร์ ในขณะที่มาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปเช่น รถยนต์และการบิน คือ 350 บาร์ มันมีส่วนประกอบจำนวนมากที่เราใช้เกินสเปกที่กำหนด และพวกมันเป็นชิ้นส่วนที่ใช้เพียงครั้งเดียว เพราะคุณสร้างขึ้นมาเพียงชิ้นเดียวโดยไม่มีชิ้นส่วนทดแทน และไม่มีชิ้นส่วนที่เป็นอะไหล่สำเร็จรูป” Nobili อธิบาย

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่คุณทำในระหว่างเอดิชั่นต่าง ๆ คือ การทำงานตามแผนย้อนหลังที่นำคุณไปสู่วันที่วิเศษ นั่นคือวันที่ 29 สิงหาคม คุณวางแผนไว้ว่าคุณมีเวลาเท่าไรในการสร้างเรือ คุณต้องการเวลาเท่าไรในการแข่งขันบนน้ำและการออกแบบ คุณทำงานในแผนใหญ่ที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายที่จำเป็น คุณทำการออกแบบบางอย่าง และคุณพยายามจำลองสิ่งที่จะเกิดขึ้น พอคุณสร้างมันขึ้นมา คุณก็ต้องขึ้นเรือแล่ะรวบรวมคำติชมจากลูกเรือทั้งหมด แล้วจึงกลับไปออกแบบใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าคุณจะสามารถบรรลุประสิทธิภาพตามที่คุณต้องการ”

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ AC75 ที่ America’s Cup นั้น มีลักษณะตามที่เห็นเนื่องจากเป็นการออกแบบที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทุกอย่างล้วนมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ถูกศึกษาอย่างรอบคอบ ถูกค้นคว้า ออกแบบ และทดสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของลูกเรือ ในขณะเดียวกัน พวกมันก็สวยงามอย่างเหลือเชื่อด้วย

Nobili เห็นด้วยว่า “เรือลำนี้สวยงามก็เพราะมันมีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถแข่งขันแบบแมตช์เรซได้ การแข่งขันแบบแมตช์เรซเป็นจิตวิญญาณของการแข่งขัน America’s Cup ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ในอดีต เรามีเรือเร็ว เช่นตอนที่เราแข่งเรือใบสองลำตัวที่ซานฟรานซิสโก เรือเหล่านั้นเร็วมาก แต่ไม่ค่อยดีในเรื่องการควบคุมทิศทาง ความสวยงามของ AC75 คือ ความเร็วที่มันทำได้และความคล่องตัวในการควบคุมทิศทางเพื่อทำการแข่งขันแบบแมตช์เรซ ความสวยงามสำหรับผม คือ แนวของตัวเรือที่ดูสง่างามมาก”

วัสดุทำให้เกิดประสิทธิภาพ

การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย ความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ และความประณีตด้านสุนทรียศาสตร์ที่ทีม Luna Rossa แสดงให้เห็นนั้น เข้ากันได้อย่างลงตัวกับแนวคิดการทำนาฬิกาของ Panerai โดยนาฬิกาเอดิชั่นพิเศษสำหรับ Luna Rossa ได้รับการออกแบบมาให้มีความแข็งแรงทนทาน กันน้ำได้ดี สวมใส่ได้สะดวก และใช้งานง่าย ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดแก่นแท้ของสไตล์และความหรูหราของอิตาลีได้เป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น รุ่น Submersible QuarantaQuattro Luna Rossa Ti-Ceramitech ปี 2024 เป็นตัวอย่าง นาฬิการุ่นนี้เด่นด้วยตัวเรือนสีน้ำเงินเข้มแบบผิวด้าน โดยสร้างรูปลักษณ์ขึ้นจากวัสดุ Ti-Ceramitech ซึ่งเป็นโลหะผสมไททาเนียมที่ผ่านการทำให้เป็นเซรามิกด้วยกระบวนการ อิเลกทรอไลติก พลาสมา ออกซิเดชัน

ด้วยความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและตัวเรือนที่เบากว่าสตีลถึง 44% พร้อมทั้งมีความทนทานต่อการแตกเสียหายที่สูงกว่าเซรามิกแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่า ใช่แล้ว Ti-Ceramitech นำเสนอข้อดีทั้งหมดนี้และไม่มีข้อเสียของวัสดุไฮเทคเซรามิกอยู่เลย และส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ มากับสีฟ้าโทนมหาสมุทรอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในนาฬิกาเซรามิกอื่น ๆ นัก

ไม่ว่าจะจับคู่กับหน้าปัดสีน้ำเงินปัดลายซันบรัชด์ (PAM1466) หรือหน้าปัดสีขาวผิวหยาบด้าน (PAM1543) นาฬิกา Submersible QuarantaQuattro Luna Rossa Ti-Ceramitech ก็ยังคงสร้างความประทับใจให้ได้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Submersible Tourbillon GMT Luna Rossa Experience Edition (PAM1405) ซึ่งพาทีมขึ้นสู่อีกระดับของวิศวกรรมขั้นสูง ด้วยการเป็นนาฬิกา GMT กลไกทูร์บิญอง ในลักษณะของโอเพนเวิร์กด์ แต่ไม่ใช่แค่นั้นเพราะมันเป็นนาฬิกา GMT Tourbillon รูปแบบโอเพนเวิร์กด์ที่สามารถใส่ดำน้ำได้ลึกถึงระดับ 300 เมตรอีกด้วย

นาฬิการุ่นนี้มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับ Ti-Ceramitech Submersible แต่ตัวเรือน Carbotech ที่เบาและวงขอบตัวเรือนไทเทเนียมนั้นทำให้สวมใส่บนข้อมือได้อย่างสบายสุด ๆ เรียกได้ว่าเป็นประสบการสุดพิเศษที่มีให้กับเจ้าของนาฬิกาสุดเหนือชั้นที่สร้างขึ้นมาเพียง 20 เรือนเท่านั้น

แน่นอนว่า Panerai ไม่อาจละเลยการออกวัสดุสเตนเลสสตีลสุดคลาสสิกในคอลเลกชั่นนี้ได้ โดยเราจะพบกับวัสดุสเตนเลสสตีล ด้วยรุ่น Submersible Luna Rossa (PAM1565) และ Submersible QuarantaQuattro Luna Rossa (PAM1681) ซึ่งเป็น Luna Rossa 2 เอดิชั่นพิเศษที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าและสวมใส่ได้อย่างสบายในชีวิตประจำวัน

นอกจากความแตกต่างของขนาด คือ 42 มม. กับ 44 มม. แล้ว ยังสามารถแยกแยะรุ่นได้ด้วยสี ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีเงินปัดลายซันบรัช แต่ไม่ว่าคุณจะชอบรุ่นไหน สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือ ทุกรุ่นล้วนมีความรักในการล่องเรือและท้องทะเลสถิตอยู่เหมือนกัน มันเป็นมหาสมุทรของเราที่ผู้นิยม Panerai ภูมิใจประกาศถึงศักดิ์ศรี และในขณะที่ Panerai ได้เจาะลึกเข้าไปในศาสตร์แห่งการสร้างเครื่องบอกเวลา ทาง Luna Rossa เองก็มุ่งมั่นที่จะยกระดับตัวเองขึ้นสู่ขั้นต่อไป

“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของหน้าที่ของเรา คือ การสืบสานมรดก” Nobili กล่าว “มันคือการทำให้ผู้คนภายนอกเข้าใจถึงคุณค่าของ America’s Cup และสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง รวมถึงเข้าใจถึงน้ำใจนักกีฬาของการแข่งขันรายการนี้ด้วย สำหรับพวกเราที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน America’s Cup มามากกว่า 1 ครั้ง เราจึงผูกพันกับกีฬาชนิดนี้มากจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว และเราไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบอื่น”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Celine Yap

ชมกันใกล้ ๆ กับนาฬิกาทรงรีของ Derek Pratt เรือนเวลาจากช่างนาฬิกาอัจฉริยะ

ผลงานชิ้นเอกในร่างวงรีจากหนึ่งในช่างทำนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20

WORDS: Cheryl Chia

Derek Pratt (พ.ศ. 2481-2552) ช่างนาฬิกาอิสระผู้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง มีผลงานนาฬิกาพก Double-Wheel Remontoir Tourbillon ที่โดดเด่นด้านเทคนิคมากที่สุด เขาได้คิดค้นวิธีอันชาญฉลาดในการนำกลไก Escapement แบบ Double Wheel อิสระของ George Daniels มาปรับใช้ในนาฬิกา Tourbillon ด้วยชุดเฟืองเพียงชุดเดียว นาฬิกาเรือนนี้เป็นเพียงเรือนเดียวที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ชื่อของเขาเอง และยังเป็นผลงานที่เขาใช้เข้าร่วมประกวดในงาน Prix Abraham-Louis Breguet ปี 1997 อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น “magnum opus” (สุดยอดผลงาน) ของเขาคือ นาฬิกาพกทรงรี ที่มีความงดงามและไม่ธรรมดา ซึ่งเขาผลิตขึ้นให้กับ Urban Jürgensen

สุดยอดผลงานจากอัจฉริยะแห่งวงการนาฬิกา

Derek Pratt (พ.ศ. 2481-2552) ช่างนาฬิกาอิสระผู้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง มีผลงานนาฬิกาพก Double-Wheel Remontoir Tourbillon ที่โดดเด่นด้านเทคนิคมากที่สุด เขาได้คิดค้นวิธีอันชาญฉลาดในการนำกลไก Escapement แบบ Double Wheel อิสระของ George Daniels มาปรับใช้ในนาฬิกา Tourbillon ด้วยชุดเฟืองเพียงชุดเดียว

นาฬิกาเรือนนี้เป็นเพียงเรือนเดียวที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ชื่อของเขาเอง และยังเป็นผลงานที่เขาใช้เข้าร่วมประกวดในงาน Prix Abraham-Louis Breguet ปี 1997 อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น “magnum opus” (สุดยอดผลงาน) ของเขาคือ นาฬิกาพกทรงรี ที่มีความงดงามและไม่ธรรมดา ซึ่งเขาผลิตขึ้นให้กับ Urban Jürgensen

นาฬิกาพกทรงรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “The Oval” นี้ โดดเด่นด้วยกลไก One-Minute Tourbillon พร้อม Remontoir ติดตั้งอยู่ภายในกรงจักร, Spring Detent Chronometer Escapement, เทอร์โมมิเตอร์, ข้างขึ้นข้างแรม (moon phase) และ ตัวแสดงพลังงานสำรอง (power reserve indicator) Pratt ใช้เวลากว่า 22 ปีในการสร้างสรรค์นาฬิกาเรือนนี้ ตั้งแต่ปี 1982 จนถึงปี 2004 ก่อนที่สถานการณ์บางอย่างจะทำให้เขาต้องมอบหมายภารกิจนี้ให้กับ Kari Voutilainen ซึ่งเป็นผู้สานต่อจนสำเร็จลุล่วง

“The Oval” สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญอันไร้ขีดจำกัดของ Pratt ในฐานะนักแกะสลักกลไก (engine-turner), ช่างฝีมือ และช่างนาฬิกา หลายคนมักเปรียบเทียบ Pratt กับ George Daniels ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่มีเหตุผลรองรับ เพราะเช่นเดียวกับ Daniels เขาคือต้นแบบของช่างนาฬิกาในอดีตที่ต้องมีความเชี่ยวชาญในทุกแง่มุมของการประดิษฐ์นาฬิกา นั่นหมายถึงไม่เพียงแต่เก่งกาจในงานซ่อมแซมและฟื้นฟู

ซึ่งความแม่นยำและความประณีตของเขาได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวาง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างสรรค์นาฬิกาทั้งเรือนด้วยมือ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ โดยมีศาสตร์แห่งการจับเวลา (Chronometry) เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของเขา นอกจากนี้ เขายังได้สร้างสรรค์ความสง่างามทางกลไกที่โดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในนาฬิกา “The Oval” ซึ่งทำให้ผลงานชิ้นนี้แตกต่างจากความสำเร็จทางเทคนิคทั่วไป

นาฬิกาพก Derek Pratt Oval (ภาพจาก: Revolution)

นาฬิกา “The Oval” เรือนนี้ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่เคยอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวของ Dr. Helmut Crott มาอย่างยาวนาน Dr. Crott เป็นทั้งนักสะสมชื่อดัง, สหายคนสนิทของ Derek Pratt และอดีตเจ้าของแบรนด์ Urban Jürgensen กำลังจะถูกนำออกประมูลเป็นครั้งแรกในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการประมูล “Phillips’ Reloaded: The Rebirth of Mechanical Watchmaking, 1980-1999 Geneva sale” ซึ่งจัดโดย Phillips

ช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมความรู้

Pratt ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนสนิทเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ Daniels ไว้วางใจอย่างยิ่งในด้านศาสตร์แห่งนาฬิกาอีกด้วย บทสนทนาทางโทรศัพท์ในวันอาทิตย์อันยาวนานของทั้งคู่เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อมูลเชิงลึก โดย Daniels มักจะขอคำแนะนำจาก Pratt เกี่ยวกับนวัตกรรมของเขาอยู่เสมอ นอกจากนี้ Pratt ยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนบางอย่างให้กับ Daniels ด้วย เช่น ชุดเฟืองรวมและปีกนกในกลไก Co-Axial escapement เวอร์ชันบางเฉียบ

Daniels เคยเล่าไว้ใน Horological Journal ว่า “ความเข้าใจในเรื่องกลไก Escapement ของ Derek เป็นประโยชน์อย่างมากต่อผม เขามองเห็นถึงข้อดีของ Co-Axial escapement ทันที และกระตือรือร้นที่จะร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานต่างๆ เพื่อพูดคุยถึงคุณค่าของมัน เขาพูดภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันสวิสได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา เรามักจะออกเดินทางแต่เช้าตรู่พร้อมกาแฟ (และบรั่นดีเล็กน้อยแก้หนาว) และใช้เวลาทั้งวันพูดคุยเรื่องกลไก Escapement กับแผนก R&D ที่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด”

Derek Pratt (1938-2009)

Derek Pratt เกิดที่เมือง Petts Wood ใกล้กับ Orpington ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอน ตั้งแต่ยังเด็ก เขามักจะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติในกรีนิชอยู่เสมอ ที่นั่นเป็นที่เก็บรักษาโครโนมิเตอร์ทางทะเล H4 ของ Harrison ทั้งสี่เรือนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งต่อมา Pratt จะรับหน้าที่สำคัญในการสร้างแบบจำลองขึ้นมาใหม่ เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนเทคนิค Beckenham และหลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 1953 ก็ได้เริ่มต้นฝึกงานที่บริษัท Smiths Industries

ในปี 1956 เขาได้ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรสามปีที่ National College of Horology แต่ก็ลาออกก่อนจบหลักสูตร เมื่อโปรเจกต์สุดท้ายของการสร้างนาฬิกาพกถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน

เนื่องจากวิทยาลัยนาฬิกาปิดตัวลงหนึ่งปีให้หลัง Pratt จึงเข้าร่วมกับบริษัทไมโครเอนจิเนียริ่งของอดีตผู้อำนวยการ การทำงานของเขาได้นำพาเขามายังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1965 ซึ่งเขาได้ลงหลักปักฐานและก่อตั้งเวิร์กช็อปของตัวเองในปี 1972 ณ ที่แห่งนี้

เขาเริ่มเชี่ยวชาญในงานบูรณะ และได้รู้จักกับ Peter Baumberger ซึ่งเป็นนักสะสมผู้มากประสบการณ์ Pratt ได้บูรณะนาฬิกาพกเก่าแก่ที่โดดเด่นจำนวนมากจากคอลเลกชันของ Baumberger รวมถึงนาฬิกา Vacheron Constantin ที่ซับซ้อนที่สุดในยุคนั้น นั่นคืองาน Grand Complication No. 402833 ที่สร้างขึ้นสำหรับกษัตริย์ Fuad ที่ 1 แห่งอียิปต์ในปี 1929 ในที่สุด เมื่อ Baumberger ได้สิทธิ์ในแบรนด์ Urban Jürgensen ในปี 1979 เขาก็ได้ชักชวน Derek มาเป็นที่ปรึกษาและผู้อำนวยการด้านเทคนิค

ด้วยเหตุนี้ Pratt จึงมีส่วนรับผิดชอบต่อความสำเร็จทางเทคนิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัท รวมถึงการสร้าง Remontoir ที่ติดตั้งในกรงจักรเป็นครั้งแรกในนาฬิกา Tourbillon เขาผลิตนาฬิกาพกให้บริษัทไปประมาณ 34 เรือน ซึ่งในจำนวนนั้น 12 เรือนติดตั้งกลไก Tourbillon รวมถึงนาฬิกา “The Oval” ด้วย

นาฬิกาพก Vacheron Constantin Perpetual Calendar หมายเลข 402833 จากราวปี 1929 (ภาพจาก: Vacheron Constantin)

The Oval: แรงบันดาลใจและการสร้างสรรค์

ในบทความเดือนเมษายน ปี 1993 ที่ตีพิมพ์ใน Horological Journal นั้น Pratt ได้อธิบายถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังนาฬิกาทรงรีของเขา โดยย้อนรำลึกถึงความหลงใหลในกระป๋องทรงรีตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจในนาฬิกาทรงรีของเขา ความอยากรู้อยากเห็นนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อเขาได้พบกับนาฬิกาทรงรีทางประวัติศาสตร์ Breguet No. 1682/4761 ที่ผลิตขึ้นในปี 1822 ให้กับ Count Nikita Petrovich Panin

และต่อมาเป็นของนักเปียโน Arthur Rubinstein ด้วยความประทับใจในนาฬิกาเรือนนั้น ทำให้ Pratt เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างนาฬิกาทรงรีของตัวเอง โดยอธิบายว่ามันคือการแสดงความเคารพต่อปรมาจารย์ช่างนาฬิกาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เช่น Abraham-Louis Breguet, John Arnold และ Professor Alfred Helwig

การเริ่มต้นสร้างนาฬิกา “The Oval” เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กลไกควอตซ์เข้ามาครอบงำวงการนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง ในเวลานั้น จำนวนโรงงานผลิตนาฬิกาที่ตั้งอยู่ใน Swiss Jura ลดลงอย่างมาก เหลือเพียงเครื่องจักรจำนวนมากที่สามารถซื้อหาได้ในราคาเศษเหล็ก ทำให้ Pratt สามารถรวบรวมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับงานเฉพาะทางแต่ละอย่างได้ รวมถึงเครื่อง Engine ที่ใช้ในการแกะสลักลวดลาย Guilloché ทั้งแบบ Rose engine และ Straight-line engine

นาฬิกาพก Derek Pratt Oval (ภาพจาก: Revolution)

ฝีมือการแกะสลักลวดลาย Guilloché อันประณีต

Pratt เป็นสุดยอดช่างแกะสลักกลไก (engine-turner) ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง เขาไม่เพียงแต่สร้างและลับคมเครื่องมือของตัวเองเท่านั้น แต่ยังสร้างแถบลวดลาย (pattern bars) ขึ้นเองอีกด้วย เขาได้รังสรรค์หน้าปัดลวดลาย กิโยเช่ (guilloché) ที่งดงามมากมายให้กับ Urban Jürgensen รวมถึงหน้าปัดของนาฬิกาข้อมือด้วย

โดยทุกส่วนประกอบของหน้าปัดนั้นเขาสร้างขึ้นเองทั้งหมด แม้ว่ากลไกของนาฬิกา “The Oval” จะยังไม่ได้ผ่านการตกแต่งใด ๆ เมื่อเขาได้ส่งมอบนาฬิกาให้กับ Kari Voutilainen แต่ในทางกลับกัน หน้าปัดของนาฬิกากลับถูกแกะสลักด้วยเครื่อง Engine โดย Pratt เองอย่างสมบูรณ์

หน้าปัดนาฬิกาที่ทำจาก เงินแท้ นั้นมีความละเอียดประณีตอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของงานฝีมือของเขา มีลวดลายที่แตกต่างกันถูกรวมเข้าไว้ในลวดลายหลักเพื่อแบ่งแยกส่วนการแสดงผลต่าง ๆ บริเวณขอบหน้าปัดมีลวดลาย Barleycorn (ลายรวงข้าว) ซึ่งสร้างสรรค์ด้วยเครื่อง Rose Engine เมื่อชิ้นงานถูกหมุนเป็นวงกลม การพิจารณาว่าการแกะสลักด้วยเครื่อง Engine บนหน้าปัดทรงรีนั้นทำได้อย่างไรจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

Joshua Shapiro ได้อธิบายกระบวนการนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “บนเครื่อง Rose Engine จะมีอุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า Elliptical Chuck หรือ Oval Chuck ซึ่งมีการถกเถียงกันในหมู่ช่างแกะสลักเครื่อง Engine ว่ามันเป็นวงรีที่แท้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Chuck นี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนวงกลมให้เป็นรูปวงรี และสามารถสร้างรูปวงรีที่ยาวได้ถึงขั้นที่กลายเป็นเส้นตรงเลยทีเดียว มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากที่ได้เห็นการทำงานจริง”

ช่องเปิดสำหรับแสดงข้างขึ้นข้างแรมถูกเลื่อยด้วยมือ และตกแต่งอย่างละเอียดด้วยตะไบ เพื่อให้เกิดรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ

“สิ่งที่ Derek ทำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” เขากล่าวต่อ “เขาต้องทำให้รูปทรงวงรีเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับรูปทรงของตัวเรือน นาฬิกางานกิโยเช่ของเขานั้นไม่มีใครเทียบได้ และเป็นแรงบันดาลใจอันดับหนึ่งของผม”

ส่วนกลางของหน้าปัดโดดเด่นด้วยลวดลายข้าวหลามตัดแบบเส้นตรง ในขณะที่หน้าปัดย่อยแสดงข้างขึ้นข้างแรมและวินาทีเล็กตกแต่งด้วยลวดลายสาน ซึ่งเป็นลวดลายที่ทำได้ยากที่สุด

ดิสก์แสดงข้างขึ้นข้างแรม ถูกทำด้วยมือจากเหล็กทำสีน้ำเงิน และฝังด้วยแผ่นพระจันทร์สีทอง
เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดอันประณีตอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เข็มนาฬิกาที่ถูกสร้างรูปทรงและขัดเงาอย่างสวยงาม ไปจนถึงวงแหวนวินาทีที่แสนเพรียวบาง และการทำงานด้วยเครื่องเอนจิ้นเทิร์นที่ไร้ที่ติ

การตกแต่งหน้าปัดและรายละเอียดทางเทคนิค

หน้าปัดได้รับการตกแต่งตามแบบฉบับดั้งเดิมด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Breguet frosting ซึ่งเป็นการชุบเคลือบแบบ Depletion Gilding กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการค่อยๆ ให้ความร้อนกับหน้าปัดเหนือเปลวไฟ เพื่อสร้างชั้นของ Silver Oxide บางๆ บนพื้นผิว หลังจากให้ความร้อนแต่ละครั้ง ชั้นออกไซด์จะถูกกำจัดออกอย่างระมัดระวัง และทำซ้ำวัฏจักรนี้หลายครั้ง การบำบัดแบบวนซ้ำนี้จะค่อยๆ ขจัดสิ่งเจือปนในเงินออกไป ทำให้ได้พื้นผิวสีขาวบริสุทธิ์และไร้ที่ติ

ตัวเลขและเครื่องหมายบนวงแหวนบอกเวลา (chapter rings) ที่ถูกขัดด้าน และสเกลรูปพัด (fan-shaped scales) นั้นถูก แกะสลักด้วยมือ และเติมด้วย แลคเกอร์สีดำ ด้านซ้ายมือที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกาคือ ตัวแสดงพลังงานสำรอง (power reserve indicator) และด้านขวามือที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาคือ เทอร์โมมิเตอร์ เช่นเดียวกับนาฬิกาพกของ Breguet ที่มีเทอร์โมมิเตอร์ นาฬิกาเรือนนี้มี แถบโลหะสองชนิด (bimetallic strip) ติดตั้งอยู่ที่ขอบของกลไก ซึ่งจะขยายและหดตัว เมื่อแถบนี้เคลื่อนที่ไปมา มันจะทำให้เข็มของเทอร์โมมิเตอร์เคลื่อนที่ไปตามช่องบนหน้าปัดเพื่อแสดงอุณหภูมิ

ส่วนแสดงอุณหภูมิจะอยู่ทางด้านขวา ในขณะที่การแสดงพลังงานสำรองจะอยู่ทางด้านซ้าย

ความท้าทายในการสร้างสรรค์ตัวเรือนและกระจกนาฬิกา

Pratt ต้องเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวมากมายในการสร้างนาฬิกาทรงรีเรือนนี้ แต่เขาก็รับมือกับแต่ละปัญหาด้วยความมุ่งมั่นเดียวกันกับที่กำหนดเส้นทางอาชีพของเขา ตัวเรือนนาฬิกาเรือนนี้มีความน่าประทับใจทางเทคนิคไม่แพ้ความโดดเด่นทางสายตา ปัจจุบันนาฬิกาถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือน แพลทินัม แต่เดิมมีการสร้างตัวเรือนทั้งหมด 3 ชิ้น รวมถึงตัวเรือนที่ทำจากเงินและโรสโกลด์ ตัวเรือนแพลทินัมและโรสโกลด์ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 2005 ถึง 2006 โดย Bruno Affolter ช่างทำตัวเรือนระดับปรมาจารย์จาก Les Artisans Boîtiers

อย่างไรก็ตาม ตัวเรือนเงินที่มาพร้อมกับนาฬิกานั้น Pratt ได้สร้างขึ้นเองทั้งหมดโดยใช้เครื่องกลึงของเขา ตัวเรือนประกอบด้วยขอบหน้าปัด (bezel), ตัวเรือนส่วนกลาง (middle), ฝาหลัง (back) และฝาครอบหลัง (back cover) ชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกกลึงด้วยมือบนเครื่องกลึง ซึ่งเช่นเดียวกับการแกะสลักหน้าปัดทรงรีด้วยเครื่อง Engine ต้องใช้อุปกรณ์เสริมพิเศษ

สำหรับกระจกหน้าปัด Pratt ได้ลงมือทำด้วยตัวเองเมื่อเขาไม่สามารถหาผู้ผลิตรายใดที่เต็มใจผลิตกระจกรูปทรงใหญ่ได้ เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคพิเศษเฉพาะทาง ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จในการผลิตกระจกที่มีความแม่นยำและคุณภาพตามที่ต้องการ หลังจากพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นาฬิกาพก Derek Pratt Oval (ภาพจาก: Revolution)

หน้าปัดและกลไก ความเรียบง่ายที่ซ่อนความอัจฉริยะ

ทั้งหน้าปัดและกลไกโดดเด่นด้วยความชัดเจนอย่างน่าทึ่ง ซึ่งเป็นความเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อนไว้ กลไกในนาฬิกา “The Oval” ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมที่น่าเหลือเชื่อเท่านั้น แต่ยังมีความสง่างามอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า Pratt ผลิตนาฬิกาพกแบบไขลานที่ไม่ต้องใช้กุญแจหลายเรือน รวมถึง Double-Wheel Remontoir Tourbillon แต่เรือนนี้โดยเฉพาะนั้นไขลานด้วยกุญแจ สันนิษฐานว่าการเลือกใช้วิธีนี้ก็เพื่อให้ได้เลย์เอาต์ที่ดูสะอาดตาขึ้น ทำให้เขามีอิสระในการมุ่งเน้นไปที่สุนทรียภาพได้อย่างเต็มที่

เมื่อมองจากด้านสะพานจักร กลไกมีองค์ประกอบที่เป็นเส้นตรง ประกอบด้วยวงกลมสามวง ได้แก่ เมนสปริงบาร์เรล (mainspring barrel) ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ตามด้วย วงล้อกลาง (centre wheel) ซึ่งรองรับด้วยสะพานจักรโค้งมนและขัดเงาที่มีช่องสำหรับตั้งเข็มนาฬิกา และ ตูร์บิญอง (tourbillon) ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา วงล้อที่สาม (third wheel) ถูกซ่อนอยู่ด้านหน้าปัด ในขณะที่ตูร์บิญองถูกยึดด้วยแขนเพียงด้านเดียว (flying tourbillon) ทำให้โดยรวมแล้วดูเรียบง่ายอย่างที่สุด ด้านซ้ายของบาร์เรลคือ กลไกสกรูดิฟเฟอเรนเชียล (differential screw mechanism) สำหรับตัวแสดงพลังงานสำรอง ประกอบด้วยกรวยที่ถูกขับเคลื่อนขึ้นไปตามเกลียวของสกรูแนวตั้งเมื่อไขลาน และเมื่อมันสูงขึ้น มันจะดันแขนเซ็นเซอร์ออกไป ซึ่งผ่านแกนขับ (ที่อยู่ด้านหน้าปัด) จะหมุนเข็มแสดงสถานะผ่านส่วนแสดงผลบนหน้าปัด

ความงดงามของบริดจ์ขัดเงาที่มีความโค้งมน กับชิ้นสี่เหลี่ยมบนแกนของเซ็นเตอร์วีล

กลไกไขลานและจุดเด่น ทูร์บิญองบินได้พร้อม Remontoir

ช่องไขลานอยู่ที่ด้านขวาของบาร์เรลในชุดล้อกลาง (intermediate wheel) ซึ่งจะขับเคลื่อนล้อส่งกำลังอีกชุดหนึ่งทางด้านหน้าปัด และเชื่อมต่อกับล้อเฟืองวงล้อ (ratchet wheel) นี่เป็นสิ่งที่แปลกตา เพราะโดยปกติแล้ว นาฬิกาไขลานด้วยกุญแจส่วนใหญ่ที่มีบาร์เรลเดียวจะไขลานเมนสปริงโดยตรง การตัดสินใจเดินเครื่องไขลานผ่านล้อกลางหลายชุดนี้ก็เพื่อความสมมาตรนั่นเอง บนเฟืองวงล้อของบาร์เรลทางด้านหน้าปัดของกลไก มีชุดกลไกหยุด Maltese cross stopwork ยึดอยู่ตามชื่อที่บอกไว้ กลไกนี้จะหยุดบาร์เรลจากการไขลานและคลายลานจนสุด เพื่อให้เมนสปริงทำงานในช่วงแรงตึงที่เหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือ ทูร์บิญองบินได้ (flying tourbillon) ที่ไม่ธรรมดา พร้อมด้วย Remontoir ที่ติดตั้งอยู่ในกรงจักร Pratt เป็นช่างนาฬิกาคนแรกที่สามารถติดตั้ง Remontoir ไว้ภายในกรงตูร์บิญองได้ โดยปกติแล้ว Remontoir มักจะถูกติดตั้งอยู่ตามชุดเฟืองก่อนหน้าล้อ Escapement และมีหน้าที่เก็บพลังงานจำนวนเล็กน้อยไว้ แล้วปล่อยออกมาเป็นระยะเพื่อควบคุมแรงที่ส่งไปถึงกลไก Escapement

จุดเด่นของกลไก คือ ทูร์บิญอง 1 นาทีซึ่งเป็นแบบฟลายอิง ที่ใช้เรอมงตัวร์แบบ 1 วินาทีติดตั้งแบบผสานเข้าไปในชิ้นกรง

ความท้าทายของ Remontoir และกลไกอันชาญฉลาด

ข้อด้อยประการหนึ่งของกลไกนี้คือ สปริงของ Remontoir จะต้องเอาชนะแรงเฉื่อยของวงล้อที่ตามมา และในกรณีของตูร์บิญอง สิ่งนี้ยังรวมถึงภาระของกรงจักรด้วย ดังนั้น มันจึงไม่สามารถแยกกลไก Escapement ออกจากความไม่สอดคล้องกันในการส่งกำลังได้อย่างสมบูรณ์ วิธีแก้ปัญหาคือการรวม Remontoir เข้ากับ Escapement Wheel โดยตรง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะการปลดปล่อยพลังงานอย่างรวดเร็วของ Remontoir อาจส่งผลกระทบต่อบาลานซ์และแฮร์สปริงได้ ทำให้ต้องใช้ความคลาดเคลื่อนที่แคบมาก และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการประกอบและการปรับตั้ง

กลไก Remontoir ประกอบด้วย Remontoir stop wheel ที่มีฟันสามซี่ สปริงขด (coil spring) ส้อม (fork) และ ตัวล็อก (locking anchor) รวมถึง ลูกเบี้ยว (cam) ที่มีรูปทรงคล้าย สามเหลี่ยมรูโลซ์ (Reuleaux triangle) ซึ่งถือเป็นรูปแบบของ Remontoir ที่งดงามที่สุด กลไกนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย Robert Gafner ผู้สอนที่โรงเรียนผลิตนาฬิกา La Chaux-de-Fonds ในช่วงทศวรรษ 1940

ชมโครงสร้างกรงอันประณีตและน่าทึ่ง

ความสนใจของ Derek ใน “สามเหลี่ยมรูโลซ์” และการประยุกต์ใช้ใน Remontoir

Derek มีความสนใจเป็นพิเศษใน สามเหลี่ยมรูโลซ์ (Reuleaux triangle) ซึ่งเป็นรูปทรงที่มีความกว้างคงที่ หมายความว่าระยะห่างระหว่างเส้นขนานสองเส้นที่สัมผัสกับขอบเขตของมันจะเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ในแนวใดก็ตาม คุณสมบัตินี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรูปทรงไม่กี่ชนิดนอกเหนือจากวงกลม แม้จะมีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม แต่ก็มีพฤติกรรมคล้ายวงกลมในแง่ของความกว้าง ซึ่งหมายความว่ามันสามารถหมุนภายในสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือรูปทรงอื่นๆ ที่มีความกว้างเท่ากันได้ โดยไม่เปลี่ยนทิศทาง ในกลไก Remontoir มันถูกนำมาใช้เพื่อแปลงการเคลื่อนที่แบบหมุนเป็นการเคลื่อนที่เชิงเส้น ซึ่งควบคุมการปล่อยล้อหยุด

สามเหลี่ยมรูโลซ์นี้ทำจาก ทับทิมสังเคราะห์ (synthetic ruby) และจะหมุนอยู่ภายในส้อมสองแฉกที่แกว่งไปมาตามการหมุนของสามเหลี่ยม การเคลื่อนที่ไปมานี้จะสะท้อนกับการเคลื่อนที่ของ Remontoir anchor ซึ่งเป็นส่วนที่ส้อมติดอยู่ เมื่อส้อมเคลื่อนที่ ตัวล็อกจะปลดฟันหนึ่งซี่จากสามซี่บน Remontoir stop wheel ในแต่ละครั้งที่ Remontoir stop wheel ซึ่งขับเคลื่อนโดยกรงจักร เคลื่อนที่ไปข้างหน้า มันจะสร้างแรงตึงให้กับสปริง Remontoir สปริงนี้จะเก็บพลังงานเพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลไก Escapement และบาลานซ์ต่อไป Remontoir stop wheel จะเดินหน้าหนึ่งครั้งต่อวินาที ทำให้กลไกนี้เป็น “one-second remontoir” ซึ่งสามารถขับเคลื่อนเข็มวินาทีแบบ Deadbeat ได้

สามเหลี่ยมเรอูโลซ์ ที่ทำขึ้นจากทับทิมเป็นงานผลิตด้วยมือโดยตัวของ Pratt เอง

รายละเอียดอันชาญฉลาดของกลไก

ความละเอียดอ่อนของการจัดวางกลไกนี้ช่างน่าทึ่งอย่างยิ่ง การตั้งค่าเช่นนี้เป็นไปได้เนื่องจาก Remontoir wheel และ Escape wheel ถูกจัดวางอยู่บนแกนเดียวกัน แต่ Escape wheel นั้นถูกติดตั้งแบบหมุนได้ ซึ่งหมายความว่ามันยึดอยู่กับแกน Remontoir แต่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ดังนั้น เมนสปริงบาร์เรล (barrel) จึงเป็นตัวขับเคลื่อนตูร์บิญอง ในขณะที่พลังงานที่เก็บไว้ใน Remontoir จะขับเคลื่อนกลไก Escapement และบาลานซ์ สิ่งนี้ช่วยแยกกลไก Escapement ออกจากชุดเฟืองและตูร์บิญองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับประกันว่าพลังงานที่ส่งไปยังบาลานซ์วีลจะสม่ำเสมอและโดยตรง

มันเป็นระบบที่ตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง เนื่องจากกลไก Escapement เป็นแบบ Spring Detent Escapement ซึ่งแรงกระตุ้นจะถูกส่งโดยตรงไปยังลูกกลิ้งบาลานซ์วีลทุกๆ การแกว่งหนึ่งครั้ง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการหล่อลื่น หลังจากนั้น มันจะถูกล็อกด้วยทับทิม Pallet ปล่อยให้บาลานซ์เป็นอิสระในระหว่างการแกว่งเสริม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กลไก Detent Escapement จึงเหนือกว่ากลไก Swiss lever escapement อย่างมากในตำแหน่งที่คงที่หรือตำแหน่งที่ควบคุมได้ ตัว Detent นั้นถูกยึดติดกับสะพานกรงจักรด้านล่าง ใต้สะพานที่รองรับ Remontoir และ Escape wheel

บาลานซ์เป็นแบบ Free-sprung พร้อมสกรูปรับ 4 ตัว และมีอัตราการเดินอยู่ที่ 14,400 vph (ครั้งต่อชั่วโมง) มันเชื่อมต่อกับ Elinvar hairspring แบบดั้งเดิมที่โดดเด่นด้วย Breguet overcoil และ Grossmann inner curve เพื่อให้การรักษาเวลา (isochronism) ดียิ่งขึ้น Kari Voutilainen ได้ประยุกต์ใช้เทคนิคการตกแต่งแบบครบวงจรกับกลไกนี้ รวมถึงการขัดเงาเหล็กแบบ Black-polished การทำลาย stripes การทำ frosting และ snailing ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง และเน้นย้ำถึงความสง่างามของกลไกได้อย่างชัดเจน

ก่อนทำการตกแต่ง (ภาพจาก: Kari Voutilainen)
ความงดงามหลังจากได้รับการตกแต่งด้วยเทคนิคแบบดั้งเดิมครบสูตรจาก Kari Voutilainen

การทุ่มเทค้นคว้าในทุกแง่มุมของการสร้างสรรค์นาฬิกาเพียงเรือนเดียวนั้น ได้ก่อให้เกิดผลงานที่เกินกว่าคำบรรยายใด ๆ จะเอื้อมถึง ไม่ว่าจะเป็นมุมมองด้านฝีมือในทุกระดับของนาฬิกา การผสมผสานและการจัดวางกลไกอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงความสง่างามในการประดิษฐ์และรูปทรงที่โดดเด่น มันคือเรื่องราวที่เป็นรูปธรรมทั้งของการสำรวจและเชี่ยวชาญ เป็นจุดสูงสุดของการเดินทางของหนึ่งในนักประดิษฐ์นาฬิกาที่อัจฉริยะที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Chopard L.U.C Qualité Fleurier ฉลอง 20 ปีแห่งปรัชญาที่สะท้อนผ่านเรือนเวลา
จิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง สู่ข้อมือคุณ เรื่องราวของ Girard-Perregaux และ Aston Martin ที่คุณต้องรู้

มาสำรวจบรรดานาฬิกา L.U.C รุ่นล่าสุดของ Chopard กัน

ในแวดวงนาฬิกาชั้นสูงแล้ว คอลเลกชั่น L.U.C ของ Chopard ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดแห่งฝีมือการประดิษฐ์นาฬิกาและความสามารถทางเทคนิค เหล่านาฬิกา L.U.C ของ Chopard ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ซึ่งรวบรวมความหลงใหล ทักษะ และนวัตกรรมของช่างฝีมือที่โรงงาน Chopard ในเจนีวาและในเฟลอริเยร์ ตั้งแต่การตกแต่งชิ้นส่วนกลไกอย่างพิถีพิถันไปจนถึงหน้าปัดเคลือบอีนาเมลที่ประดิษฐ์ด้วยมือ ทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อประเพณีด้านการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาควบคู่ไปกับแนวทางที่ก้าวหน้าในการประดิษฐ์นาฬิกา

เราค้นพบนาฬิกาที่ยอดเยี่ยม 3 รุ่นจากคอลเลกชัน L.U.C อันได้แก่ L.U.C Qualité Fleurier, L.U.C XPS Forest Green และ L.U.C Quattro Spirit 25 ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Chopard ในด้านงานฝีมือ ความแม่นยำ และความประณีตทางสุนทรียศาสตร์

L.U.C Qualité Fleurier ซิมโฟนีแห่งความแม่นยำและความสง่างาม

L.U.C Qualité Fleurier ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของความเชี่ยวชาญด้านการทำนาฬิกาของ Chopard ที่ผสมผสานงานฝีมืออันเป็นเลิศเข้ากับมาตรฐานการรับรองอันแสนเข้มงวด

หัวใจสำคัญของนาฬิกา L.U.C Qualité Fleurier คือ การใช้วัสดุระดับนวัตกรรม ตัวเรือนนาฬิกาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 39 มม. และมีความหนาเพียง 8.92 มม. ถูกผลิตขึ้นจากลูเซนท์สตีล ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ Chopard เอง วัสดุโลหะผสมอันน่าทึ่งนี้ผลิตขึ้นด้วยอัตราการรีไซเคิลขั้นต่ำ 80% โดยนำมาซึ่งประกายอันแวววาวและความทนทานที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับสเตนเลสสตีลทั่วไป

ดีไซน์ของตัวเรือนถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความใส่ใจในรายละเอียดของ Chopard โดยโครงสร้างรูปทรงยาวที่ไหลลื่นไปกับตัวเรือนได้สร้างรูปลักษณ์ที่สง่างามและนำมาซึ่งการสวมใส่ที่สบายบนข้อมือ และเม็ดมะยมที่ปรากฎโลโก้ L.U.C ก็ได้ช่วยเพิ่มความซับซ้อนให้กับการออกแบบโดยรวมด้วย

หน้าปัดของ L.U.C Qualité Fleurier นับว่าเป็นผลงานระดับปรมาจารย์ด้านความสง่างามที่เรียบง่าย หน้าปัดแบบแบ่งเซกเตอร์บนพื้นโทนสีเงินมีการปัดลายซาตินในแบบซันเบิร์สต์กระจายจากจุดศูนย์กลาง แล้วล้อมรอบด้วยลักษณะแนววงแหวนที่ปัดลายซาตินในแบบเซอร์คิวลา การออกแบบเช่นนี้ชวนให้นึกถึง L.U.C Qualité Fleurier รุ่นดั้งเดิมในปี 2005 โดยเป็นการเชิดชูมรดกของแบรนด์ในขณะที่ยังคงลักษณะความร่วมสมัยเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

หน้าปัดวินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาถูกตกแต่งอย่างประณีตเป็นลายสเนล เพิ่มมิติความลึกและสัมผัสให้กับหน้าปัดในภาพรวม การใช้สารเรืองแสงกับหลักชั่วโมงและเข็มทรงเข็มฉีดยาช่วยให้ดูเวลาได้อย่างชัดเจนในทุกสภาพแสง โดยยังคงไว้ซึ่งสุนทรียศาสตร์แห่งความคลาสสิกของ L.U.C Qualité Fleurier

กลไก L.U.C 96.09-L ของ Qualité Fleurier เป็นวิวัฒนาการที่มาจากกลไกอินเฮาส์รุ่นแรกของโรงงาน Chopard กลไกขนาดบางเฉียบนี้มีความหนาเพียง 3.30 มม. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม กลไกนี้ใช้เทคโนโลยี Chopard Twin ซึ่งใช้บาร์เรลคู่วางซ้อนกัน โดยขึ้นลานแบบ 2 ทิศทางด้วยไมโครโรเตอร์ที่ทำจากทอง 22 กะรัต นวัตกรรมการออกแบบเช่นนี้ทำให้นาฬิกาสามารถสำรองพลังงานได้นานอย่างน่าประทับใจถึง 65 ชั่วโมง

การตกแต่งอย่างพิถีพิถัน รวมถึงการตกแต่งลาย โกตส์ เดอ เฌอแนฟ บนบริดจ์ สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานงานฝีมือระดับสูงที่ช่างฝีมือของ Chopard ยึดมั่น ความเอาใจใส่ในรายละเอียดนี้ถูกขยายออกไปมากกว่าแค่ความสวยงาม เพราะความแม่นยำของกลไกนั้นได้เข้ารับการทดสอบอย่างเข้มงวดและรับรองโดยสถาบันทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการของสวิส (COSC) เป็นเวลาถึง 15 วัน

คุณสมบัติที่โดดเด่นของนาฬิกา L.U.C Qualité Fleurier ไม่ใช่แค่คำอวดอ้างเท่านั้น แต่ยังได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการรับรองที่ครอบคลุมที่สุดกระบวนการหนึ่งในอุตสาหกรรมนาฬิกาด้วย นั่นก็คือ การรับรองมาตรฐาน กาลิเต เฟลอริเยร์ ซึ่งครอบคลุมเกณฑ์ที่เข้มงวดถึง 5 ประการ โดยประเมินทุกอย่างตั้งแต่ความสวยงามของนาฬิกาไปจนถึงประสิทธิภาพทางเทคนิคและความน่าเชื่อถือ

นอกเหนือจากการรับรองความเที่ยงตรงตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC แล้ว นาฬิการุ่นนี้ยังต้องผ่านการทดสอบความทนทานตามเกณฑ์ของโครโนฟิเอเบิล เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ท้าทายอย่างมาก โดยกระบวนการดังกล่าวทำให้ตัวนาฬิกาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ มากมาย เช่น ความผันผวนของอุณหภูมิ ความชื้น และสนามแม่เหล็ก นอกจากนี้ นาฬิกายังต้องทนต่อสภาพการสึกหรอที่จำลองขึ้น เช่น การปรับเม็ดมะยมซ้ำแล้วซ้ำอีกและการทดสอบแรงกระแทกอีกด้วย

อุปสรรคขั้นสุดท้ายในกระบวนการทดสอบรับรอง คือ เฟลอริเทสต์ ซึ่งเป็นเครื่องจักรอันซับซ้อนทีทำการจำลองลักษณะการสวมใส่บนข้อมือเป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยหากต้องการรับตราประทับ กาลิเต เฟลอริเยร์ แล้ว นาฬิกาจะต้องรักษาความแปรผันให้อยู่ในอัตราระหว่าง 0 ถึง +5 วินาทีต่อวันในระหว่างการทดสอบนี้ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแม่นยำและเสถียรภาพที่ยอดเยี่ยมของนาฬิกา

Philippe Dufour เคยกล่าวไว้ว่า “เฟลอริเย์ซีล เป็นตราประทับรับรองซึ่งมีคุณภาพสมเหตุสมผลที่สุด เพราะเป็นการทดสอบนาฬิกาทั้งเรือน ไม่ใช่แค่ทดสอบเพียงตัวเครื่องของนาฬิกาเท่านั้น”

ข้อมูลทางเทคนิค: Chopard L.U.C Qualité Fleurier (Ref. 168631-3001)

  • กลไก: L.U.C 96.09-L ขึ้นลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง รับรองด้วยมาตรฐานของ COSC และ QF
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็ก
  • ตัวเรือน: ลูเซนท์สตีล ขนาด 39 มม. หนา 8.92 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ทองเหลืองทำสีเงิน ปัดลายซาตินแบบซันเบิร์สต์กระจายจากจุดกึ่งกลาง ปัดลายซาตินแบบเซอร์คิวลาที่ส่วนแนววงแหวน
  • สาย: หนังวัวสีน้ำตาล เย็บด้วยด้ายสีเบจ

L.U.C XPS Forest Green พื้นที่ที่ประเพณีถูกผสานเข้ากับความสง่างามแบบร่วมสมัย

L.U.C XPS Forest Green เป็นตัวแทนของการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างหลักการทำนาฬิกาแบบคลาสสิกกับความรู้สึกของดีไซน์แบบร่วมสมัย

L.U.C XPS Forest Green มากับตัวเรือนขนาด 40 มม. ที่สร้างขึ้นจากลูเซนท์สตีล นวัตกรรมของ Chopard สัดส่วนของตัวเรือนได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เกิดความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างรูปลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ การออกแบบตัวเรือนเป็นการยกย่องมรดกแห่งการผลิตนาฬิกาของ Chopard ด้วยเส้นโค้งที่ละเอียดอ่อนและพื้นผิวขัดเงาที่จับแสงได้อย่างสวยงาม รูปลักษณ์ที่เพรียวบางของนาฬิกาซึ่งเกิดขึ้นได้จากกลไกขนาดบางเฉียบที่อยู่ภายในทำให้นาฬิกาดูสง่างามยิ่งขึ้นและช่วยให้สวมใส่สบายแม้จะสวมใส่ติดต่อกันเป็นเวลานาน

หน้าปัดของ L.U.C XPS Forest Green โดดเด่นด้วยเฉดสีเขียวเข้มของป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ซึ่งเกิดขึ้นจากการเคลือบด้วยเทคนิค PVD อย่างพิถีพิถัน ร่วมด้วยการปัดลายบนพื้นผิวที่เปล่งประกายความลึกล้ำและความงดงามออกมาจากจุดศูนย์กลาง ​​พื้นหลังสีเขียวนี้ทำหน้าที่เป็นดั่งผืนผ้าใบที่สมบูรณ์แบบการจัดวางโครงร่างแบบเซกเตอร์ของหน้าปัดนาฬิกา ซึ่งเป็นการออกแบบที่เชื่อมโยงช่องว่างระหว่างสุนทรียศาสตร์แนวอาร์ต เดโค และรูปแบบการใช้งานสไตล์เบาเฮาส์

หน้าปัดรูปแบบเซกเตอร์นี้มีลักษณะเด่นเป็นแนววงแหวนเรียงซ้อนกันและหลักชั่วโมงที่เป็นแบบเส้นรัศมีซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์สู่สายตาและช่วยให้บอกเวลาได้อย่างชัดเจน ความแตกต่างระหว่างพื้นหลังสีเขียวเข้มกับเส้นและข้อความสีขาวขุ่นทำให้ดูเวลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่เข็มนาฬิกาทรงดอฟีนที่เคลือบด้วยโรเดียมช่วยเพิ่มความคลาสสิกให้กับหน้าปัด การผสานของสีและพื้นผิวอย่างลงตัวนี้ทำให้หน้าปัดดูโดดเด่นและดูเวลาได้อย่างชัดเจน

กลไก L.U.C 96.12-L ของ L.U.C XPS Forest Green เป็นกลไกอินเฮาส์ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตนาฬิกาของ Chopard กลไกเครื่องบางเฉียบนี้มีความหนาเพียง 3.30 มม. ซึ่งถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของวิศวกรรมนาฬิกา และถึงแม้จะมีขนาดที่เพรียวบาง แต่กลไกคาลิเบอร์นี้ก็มีคุณสมบัติที่น่าประทับใจมากมายที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้ก้าวขึ้นมาอยู่ในขอบข่ายของการผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์

หัวใจสำคัญของกลไกคาลิเบอร์นี้คือ ไมโครโรเตอร์ทอง 22 กะรัต ขึ้นลานแบบสองทิศทาง ซึ่งเป็นทางเลือกในการออกแบบที่ช่วยให้การขึ้นลานมีประสิทธิภาพในขณะที่ยังคงรูปลักษณ์อันเพรียวบางของนาฬิกาไว้ได้ ส่วนเทคโนโลยี Chopard Twin ที่มีบาร์เรลซ้อนกันสองชุดก็ช่วยให้สำรองพลังงานได้นานถึง 65 ชั่วโมง

กลไกนี้ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม โดยมีการตกแต่งแบบ โกตส์ เดอ เฌอแนฟ บนบริดจ์และมีการปาดแนวขอบให้เอียงลาดอย่างพิถีพิถัน ซึ่งช่วยเสริมให้ภาพรวมดูสวยงามขึ้น ความใส่ใจในรายละเอียดนี้ยังขยายไปถึงประสิทธิภาพของกลไกด้วย โดยกลไกคาลิเบอร์นี้ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC ซึ่งการรับรองนี้รับประกันว่านาฬิกาจะรักษาอัตราความคลาดเคลือนเฉลี่ยรายวันไว้ระหว่าง -4 ถึง +6 วินาที อันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแม่นยำที่เหนือชั้น

ข้อมูลทางเทคนิค: Chopard L.U.C XPS “Forest Green” (Ref. 168629-3001)

  • กลไก: L.U.C 96.12-L ขึ้นลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง รับรองด้วยมาตรฐานของ COSC
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็ก
  • ตัวเรือน: ลูเซนท์สตีล ขนาด 40 มม. หนา 7.2 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ทองเหลืองทำสีเขียวฟอเรสต์กรีน ตกแต่งด้วยการปัดลายซาตินแบบซันเบิร์สต์
  • สาย: หนังวัวสีน้ำตาล ตัดเย็บด้วยมือ เย็บด้วยด้ายสีครีม

L.U.C Quattro Spirit 25 ผลงานชิ้นเอกแห่งนวัตกรรมเครื่องบอกเวลา

L.U.C Quattro Spirit 25 รุ่นนี้ ถือเป็นสุดยอดแห่งความเชี่ยวชาญด้านการทำนาฬิกาของ Chopard โดยผสมผสานกลไกที่มีคอมพลิเคชั่นที่หาพบได้ยากเข้ากับพลังสำรองที่เหนือธรรมดาและงานฝีมือแสนประณีต

หัวใจสำคัญของรุ่น L.U.C Quattro Spirit 25 คือ กลไกแสดงชั่วโมงแบบจัมปิง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้หลงใหลในนาฬิกาชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง กลไกที่มีความซับซ้อนนี้จะแสดงชั่วโมงปัจจุบันผ่านช่องที่เปิดไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยตัวเลขชั่วโมงจะปรับเปลี่ยนแบบทันทีเมื่อเข้าสู่ชั่วโมงใหม่ การแสดงค่าที่น่าสนใจเช่นนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความตื่นเต้นให้กับการบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Chopard ในการใช้เทคนิคการผลิตนาฬิกาที่มีความซับซ้อนอีกด้วย

การวางช่องแสดงชั่วโมงไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ถือเป็นการเลือกใช้ดีไซน์ที่พิถีพิถัน โดยมั่นใจได้ว่าเข็มนาทีจะไม่บดบังการแสดงชั่วโมงในขณะที่มันเคลื่อนหมุนอยู่ ความใส่ใจในรายละเอียดดังกล่าวช่วยเพิ่มความพิเศษและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการใช้งานนาฬิกา ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของปรัชญาการออกแบบของ Chopard

สิ่งที่ทำให้ L.U.C Quattro Spirit 25 แตกต่างจากนาฬิกาแบบจัมปิงอาวร์ อื่น ๆ ก็คือ พลังสำรองอันโดดเด่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยี ควอตโตร อันเป็นกรรมสิทธิ์ของ Chopard นวัตกรรมระบบนี้ใช้บาร์เรล 4 ชุดเรียงซ้อนกันและจับคู่กันแบบอนุกรม ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 190 ชั่วโมง หรือเกือบ 8 วัน

พลังงานสำรองที่มากถึงขนาดนี้ ถือว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากระดับการใช้พลังงานที่ค่อนข้างมากของคอมพลิเคชั่นจัมปิงอาวร์ บาร์เรล 4 ชุดซึ่งรวมกันแล้วมีเมนสปริงยาวเกือบ 2 เมตร ไม่เพียงแต่ทำให้การทำงานแบบอัตโนมัติมีความยาวนานยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังรับประกันถึงการส่งพลังงานไปยังเอสเคปเม้นท์ได้อย่างสม่ำเสมอยิ่งขึ้นด้วย ส่งผลให้มีความแม่นยำในการบอกเวลาที่ดีขึ้นตลอดระยะการทำงานของนาฬิกา ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ Chopard ในด้านนวัตกรรมและความแม่นยำ

หน้าปัดของ L.U.C Quattro Spirit 25 แสดงให้เห็นถึงทักษะของช่างเคลือบอีนาเมลของโรงงาน Chopard หน้าปัดนี้ทำขึ้นจากไวท์โกลด์ 18 กะรัตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยผ่านกระบวนการเคลือบอีนาเมลแบบกรองด์เฟอ ที่พิถีพิถัน ส่งผลให้ได้พื้นผิวสีดำเงาวาวล้ำลึกที่มีคุณภาพซึ่งยากจะหาใครเทียบได้

กระบวนการเคลือบแบบกรองด์เฟอ เกี่ยวเนื่องกับการเผาซ้ำกันหลายครั้งที่อุณหภูมิเกิน 800°C ตามด้วยการขัดอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้พื้นผิวมันวาวที่สมบูรณ์แบบ การเคลือบอีนาเมลสีดำเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เนื่องจากความไม่สมบูรณ์แบบใด ๆ จะปรากฏให้เห็นได้ทันทีภายใต้สภาพแสงที่แตกต่างกัน การทำงานที่ไร้ที่ติของเทคนิคนี้กับ L.U.C Quattro Spirit 25 จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงทักษะและความอดทนของช่างฝีมือแห่ง Chopard

ความแตกต่างอย่างโดดเด่นระหว่างหน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีดำและตัวเลขอารบิกสีขาวบนแผ่นบอกชั่วโมงสร้างผลกระทบทางสายตาอย่างโดดเด่น และช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่านค่าในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของความสง่างามที่เรียบง่าย การผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมและความรู้สึกในการออกแบบที่ทันสมัยนี้เป็นตัวอย่างแนวทางของ Chopard ที่กระทำกับนาฬิกาชั้นสูงในดีไซน์ร่วมสมัย

เครื่องที่ใช้กับ L.U.C Quattro Spirit 25 คือ คาลิเบอร์ L.U.C 98.06-L ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือที่มีขนาดบางเป็นพิเศษ โดยมีความบางเพียง 4.85 มม. เท่านั้น กลไกเครื่องนี้ผสานคุณสมบัติการประดิษฐ์นาฬิการะดับไฮเอนด์หลายประการที่ช่วยให้นาฬิกามีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถืออย่างยอดเยี่ยม ซึ่งรวมถึงบาลานซ์สปริงแบบฟิลลิปส์ที่มีแนวโค้งที่ส่วนปลาย ซึ่งรับประกันความสม่ำเสมอของการทำงานตลอดระยะเวลาที่พลังงานสำรองยังมีอยู่ และมีตัวควบคุมแบบสวอนเน็ค เพื่อให้ทำการปรับความถี่ของบาลานซ์ได้อย่างแม่นยำ กลไกคาลิเบอร์นี้มองเห็นได้ชัดเจนผ่านฝาหลังแบบกรุกระจกใส ทั้งยังดูสวยงามชวนมอง ด้วยบริดจ์ที่ถูกตกแต่งลายแบบโกตส์ เดอ เฌอแนฟ และการปาดเอียงด้วยมืออย่างพิถีพิถัน

งานฝีมือชั้นยอดและความเป็นเลิศทางเทคนิคของ L.U.C Quattro Spirit 25 ได้รับการรับรองจากตรามาตรฐานพัวซง เดอ เฌอแนฟ หรือเจนีวาซีล อันทรงเกียรติ ซึ่งเครื่องหมายรับรองคุณภาพอันน่าปรารถนานี้จะมอบให้กับนาฬิกาเพียงไม่กี่รุ่นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่เข้มงวดทั้งในด้านการตกแต่งที่สวยงามและประสิทธิภาพทางเทคนิค

ข้อมูลทางเทคนิค: Chopard L.U.C Quattro Spirit 25 (Ref. 161977-1001)

  • กลไก: L.U.C 98.06-L ขึ้นลานด้วยมือ พลังงานสำรอง 192 ชั่วโมง รับรองด้วยตรามาตรฐานพัวซง เดอ เฌอแนฟ
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงแบบจัมปิงที่ขยับเคลื่อนในทันที แสดงนาทีด้วยเข็มทรงดอฟีน-ฟูเซ และแสดงพลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: เอธิคัล ไวท์โกลด์ 18k ขนาด 40 มม. หนา 10.3 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: เคลือบอีนาเมลสีดำด้วยเทคนิคกรองด์เฟอ
  • สาย: หนังจระเข้สีดำผิวด้าน ตัดเย็บด้วยมือ
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 100 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Bhanu Chopra

Louis Vuitton, Tiffany & Co. และ L’Epée 1839 ตกลงเข้าร่วมงาน LVMH Watch Week 2025

เมซงรายใหม่ ๆ กับรอบปฐมทัศน์บนชายฝั่งตะวันตก

งาน LVMH Watch Week ครั้งที่ 6 จะถูกจัดขึ้นที่ลอสแองเจลิสในระหว่างวันที่ 21-24 มกราคม 2025 โดยถือเป็นครั้งแรกที่งานแสดงนาฬิกานี้ถูกจัดขึ้นที่ชายฝั่งตะวันตก สำหรับงานในครั้งนี้จะรวบรวมแบรนด์นาฬิกาชื่อดัง 9 แบรนด์จาก LVMH มาแสดงนวัตกรรมนาฬิกาล่าสุดต่อผู้สื่อข่าว ผู้จำหน่าย และลูกค้ากลุ่มพิเศษ หลังจากที่เคยจัดที่ดูไบ สิงคโปร์ และไมอามี มาแล้ว การย้ายสถานที่มายังลอสแองเจลิสของงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงการขยายตัวเชิงกลยุทธ์ของ LVMH และตอกย้ำถึงตลาดสินค้าหรูหราที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา

3 แบรนด์ใหม่ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในงาน LVMH WATCH WEEK 2025

งานประจำปีหนนี้จะมีนาฬิกา 3 แบรนด์ใหม่มาเข้าร่วมงาน ได้แก่ Louis Vuitton, Tiffany & Co. และ L’Epée 1839 โดยที่ยังคงมีแบรนด์ Bulgari, Hublot, TAG Heuer, Zenith, Daniel Roth และ Gérald genta กลับมาร่วมงานด้วย ซึ่งแต่ละแบรนด์จะจัดแสดงมรดก ความเชี่ยวชาญ และศิลปะ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนผ่านการนำเสนอแบบสุดพิเศษ โดยให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชมการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ ๆ จากส่วนการผลิตนาฬิกาของแต่ละแบรนด์ในปี 2025 เป็นครั้งแรก

“เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ต้อนรับลูกค้าและพันธมิตรทุกคนของเราในช่วงต้นปี” Frédéric Arnault ซีอีโอของ LVMH Watches กล่าว “LVMH Watch Week ครั้งที่ 6 ซึ่งจะจัดขึ้นในลอสแองเจลิส จะนำเสนอนาฬิกาจากแบรนด์ดังในเครือถึง 9 แบรนด์ โดย 3 แบรนด์จะเป็นแบรนด์ใหม่ที่มาเข้าร่วมงานเพิ่ม ซึ่งจะทำให้งานครั้งนี้เป็นงานพบปะที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Katherine Arteche

เพราะอะไร A. Lange & Söhne Lange 1 หน้าปัดออนิกซ์ จึงเป็นนาฬิกาที่ดูเร้นลับเป็นที่สุด

Lange 1 รุ่นแรกที่ใช้หน้าปัดออนิกซ์

ทุก ๆ ครั้ง เรามักจะโชคดีพอที่จะได้พบกับการเปิดตัวที่ให้ความรู้สึกไร้รอยต่อและเป็นธรรมชาติมากจนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่มีมัน แม้จะผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีหลังจากการเปิดตัว การจับคู่หน้าปัดออนิกซ์ กับรูปลักษณ์ของ Lange 1 นั้นดูเป็นธรรมชาติมากจนเราอดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า คำถามไม่เคยเริ่มต้นด้วย “ถ้า” แต่เป็น “เมื่อไหร่” ที่จะนำมาใช้

การเปิดตัวครั้งนี้ อาจไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อพิจารณาถึงการที่เราใช้ชีวิตอยู่ในยุคฟื้นฟูของการใช้หน้าปัดที่เป็นหินแข็ง มันมีหลายสาเหตุที่อาจทำให้รสนิยมเปลี่ยนไป แต่สาเหตุที่ชัดเจนบางประการอาจเป็นเพราะคุณค่าที่รับรู้ได้ของหน้าปัดหิน การกลับมาของดีไซน์คลาสสิกที่เหมาะกับวัสดุเหล่านี้มากขึ้น และความสะดวกสบายที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ซื้อที่เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อสวมนาฬิกาที่มีองค์ประกอบการออกแบบที่เคยดูเป็นผู้หญิงมากกว่า (เช่น หน้าปัดประดับเพชร หน้าปัดเปลือกหอยมุก และหน้าปัดหิน) คุณอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “การประดับอัญมณี” ของการทำนาฬิกาก็ได้ แต่ผมขอเรียกว่า “มันถึงเวลาของมันแล้ว”

อีกสิ่งหนึ่งที่สนับสนุนให้หน้าปัดหินได้รับความนิยมมากขึ้นก็คือ แนวโน้มที่นาฬิกามีขนาดเรือนเล็กลง ซึ่งเมื่อนาฬิกาเรือนเล็กก็จะใช้หินที่มีขนาดเล็กลง ทำให้การเฟ้นหาชิ้นส่วนที่สวยงามจากวัสดุที่แบรนด์เลือกนำมาทำนั้นง่ายขึ้นมาก และทำให้ต้นทุนถูกลงด้วย

และนั่นทำให้ Lange 1 และ Little Lange 1 เป็นคู่นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น แม้จะเดาได้ง่าย ๆ ว่า Lange 1 เป็นนาฬิกาขนาดใหญ่เมื่อตัดสินจากภาพบนหน้าจอเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีข้อมูลมากมายที่แสดงอยู่บนหน้าปัดอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน (ซึ่งสร้างความสุขให้กับผู้รักนาฬิกาทั่วโลกมาตั้งแต่เปิดตัวในปี 1994 และแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยตั้งแต่นั้นมา) แต่จริง ๆ แล้ว Lange 1 เป็นนาฬิกาที่มีขนาดเล็กอยู่แล้ว

ตัวเรือนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 38.5 มม. และมีความเพรียวบางเพียง 10 มม. หากคุณไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับมันมาก่อน ให้คุณลองใช้เวลาสักครู่เพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ คุณจะยิ่งไม่เชื่อเมื่อเห็นตัวเรือนของรุ่นนี้วางอยู่ข้าง ๆ Little Lange 1 ซึ่งดูเล็กลงไปอีกเมื่อวางเปรียบเทียบกัน

นั่นก็เป็นเพราะว่า มันเป็นนาฬิกาซึ่งมีการแสดงผลที่ซับซ้อนมาก Little Lange 1 มีขนาดกว้าง 36.8 มม. และหนา 9.5 มม. ซึ่งทำให้สวมใส่ได้กระชับข้อมือขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งมอบทั้งความสบายและทำให้ดูสง่างาม

ความสำเร็จของการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาอยู่ที่ความรู้สึกโล่งสบายแม้จะมีขนาดที่จำกัดมากก็ตาม ทั้งยังคงมีความเชื่อมต่อกันได้อย่างเหลือเชื่อ ทุกองค์ประกอบที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบด้วยความช่วยเหลือของอัตราส่วนทองคำทำให้มีพื้นที่ให้หายใจโดยไม่รู้สึกแยกออกจากส่วนอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ความที่เต็มไปด้วยการแสดงค่าแต่ดูสบายของรูปแบบหน้าปัดนั้น เป็นความยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่พยายามไล่ตามรูปลักษณ์ตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์อย่างที่เห็นในรุ่นต่าง ๆ เช่น Audemars Piguet Royal Oak, Patek Philippe Nautilus หรือ Cartier Crash แต่ A. Lange & Söhne กลับมั่นศรัทธาในรูปแบบหน้าปัดที่ไม่ธรรมดา (โดยเฉพาะสำหรับนอกประเทศเยอรมนี) จนแทบจะเพียงพอที่จะสื่อสารถึงแบรนด์ได้จากระยะไกล นั่นคือ ความสำเร็จที่มีบทบาทอย่างมากในการฟื้นฟูแบรนด์และยังคงความเคารพนับถือในตัวแบรนด์ที่เริ่มต้นการแกว่งลูกตุ้มของนาฬิกาในเมืองกลาสฮุตเตอเมื่อปี 1845

สิ่งที่เรานำเสนอในครั้งนี้คือ Lange 1 รุ่นใหม่ 2 รุ่นและ Little Lange 1 รุ่นใหม่อีก 2 รุ่นด้วย 2 สีสันใหม่ โดยมีให้เลือกทั้งตัวเรือนแพลทินัมจับคู่กับหน้าปัดซิลเวอร์ปูหน้าด้วยออนิกซ์พร้อมเข็มทอง .750 เคลือบโรเดียม หรือตัวเรือนและเข็มพิงค์โกลด์ .750 ที่ดูสอดประสานกับหน้าปัดสเตอร์ลิงซิลเวอร์ .925 เคลือบกัลวานิกสีน้ำเงิน และตกแต่งด้วยลายประกายซันเรย์อย่างสวยงาม

ทั้ง 2 รุ่นให้ความรู้สึกที่ “สดใหม่และคุ้นเคย” ในทันที ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน อย่างน้อย นี่ก็ถือเป็นลักษณะของความใหม่ที่ดีงาม

ชัยชนะของหน้าปัดออนิกซ์

อย่างไรก็ตาม หากจะให้พูดตรง ๆ หน้าปัดออนิกซ์คือ ตัวขโมยซีน แม้ว่าจะดูสงวนบุคลิกกว่าก็ตาม เพราะการผสมผสานระหว่างออนิกซ์และแพลทินัมถือเป็นการแสดงความหรูหราที่ซ่อนเร้นที่สุด โดยสำหรับ Lange นั้นมีความโดดเด่นในการตกแต่งทั้งออนิกซ์ผิวมันวาวและหน้าปัดสีน้ำเงินที่สงบเสงี่ยมกว่าแต่ก็ดูสวยงามไม่แพ้กัน ร่วมด้วยชิ้นหลักชั่วโมงบนหน้าปัดบอกเวลาที่เป็นการเสริมคุณภาพ ซึ่งเมื่อรวมกับกรอบหน้าต่างแสดงวันที่คู่ที่โดดเด่นด้วยการขัดเงาแล้ว จะช่วยเพิ่มความสูงและความลึกให้กับงานได้อีกเล็กน้อย

ตัวเลขหลัก (3, 6, 9 และ 12) ใช้เป็นเลขโรมันอันสง่างามและแทรกด้วยชิ้นหลักชั่วโมงขนาดเล็กรูปเพชร เข็มนาฬิกาที่ชี้ไปยังเครื่องหมายที่ติดตั้งด้วยมือเหล่านี้ได้รับการขัดเงาด้วยความเชี่ยวชาญ โดยยังคงรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและดูประณีตเอาไว้ คุณภาพของเข็มนาฬิกานั้นสามารถสร้างหรือทำลายแนวคิดทั้งหมดได้ เพราะเข็มนาฬิกานั้นเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจและเป็นอีกตัวอย่างแห่งความเป็นเลิศที่ A. Lange & Söhne ถ่ายทอดลงไปในทุกองค์ประกอบของการออกแบบ

หากคุณกังวลว่าลักษณะที่ดูเป็นทางการและหรูหราอย่างเปิดเผยน้อยกว่าของนาฬิกาสุดหรูรุ่นนี้จะยังไม่มีความเป็น “Lange” อย่างเพียงพอสำหรับคุณ ก็ขอให้คุณลองพลิกนาฬิกาด้านหลังขึ้นมาเพื่อชื่นชมกลไกที่ทำจากเยอรมันซิลเวอร์ที่ไม่มีการปรุงแต่ง ร่วมด้วยสกรูสีน้ำเงิน และแท่นทองขัดเงาที่ตัดกับทับทิมสีแดงสด ปิดท้ายด้วยลายแถบริ้วสไตล์กลาสฮุตเตอที่ถูกตกแต่งอย่างเชี่ยวชาญ

ความอบอุ่นของเยอรมันซิลเวอร์ ตัดกับความขาวสะอาดตาของวัสดุตัวเรือนเป็นความแตกต่างที่น่าพึงพอใจโดยแท้ และยังคอยเตือนใจว่า ไม่ว่า A. Lange & Söhne จะดูจริงจังแค่ไหนเมื่อมองจากด้านหน้า แต่ความหลงใหลที่ถ่ายทอดผ่านการสร้างสรรค์นั้นสามารถมองเห็นได้ทันทีที่ด้านหลัง จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่านาฬิกาเหล่านี้ทำให้หัวใจของเราเต้นแรง

คาลิเบอร์ L121.1 ประกอบด้วยชิ้นส่วน 368 ชิ้น การประกอบกลไกเพียงครั้งเดียวอาจถือเป็นงานที่ยากสำหรับแบรนด์ส่วนใหญ่ แต่ Lange นั้นขึ้นชื่อเรื่องการประกอบกลไกถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเพื่อตรวจสอบว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็นและปรับแต่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จากนั้นจึงทำการประกอบใหม่อีกครั้งหลังจากถอดชิ้นส่วนประกอบของกลไกออกมาและทำความสะอาดชิ้นส่วนกลไกเหล่านั้นแล้ว

กลไกคาลิเบอร์นี้แม้จะเห็นว่ามันเป็นงานศิลปะอย่างชัดเจน แต่มันก็มีประสิทธิภาพที่ดีไม่แพ้กลไกอื่น ๆ และเพื่อให้บาลานซ์วีลสามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้จึงมีการติดตั้งตัวถ่วงน้ำหนักแบบเอกเซนตริก พอยซิง และใช้บาลานซ์สปริงคุณภาพเยี่ยม (ซึ่งผลิตขึ้นเองในโรงงาน) กลไก L121.1 จึงมีคุณสมบัติที่พร้อมรับมือกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

แม้ความถี่ในการทำงานที่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมงจะถือว่าค่อนข้างช้า แต่ก็ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ ซึ่งเมื่อรวมกับตลับลานแฝดแล้ว ก็ทำให้นาฬิกาเรือนบางเช่นนี้สามารถมีพลังงานสำรองที่มากมายได้ กลไกมาตรฐานส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักทำงานที่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นระดับที่ในอดีตนั้นถือว่าเป็นการขับเคลื่อนด้วยความถี่สูง และเพิ่งกลายมาเป็นบรรทัดฐานของอัตราการทำงานของกลไกทั่วไป หลังจากการประดิษฐ์กลไกที่บาลานซ์ทำงานด้วยความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งพบเห็นได้ครั้งแรกในกลไกโครโนกราฟ El Primero ของ Zenith ในปี 1969 เมื่อพิจารณาว่าความถี่ในการทำงานที่อยู่ในระดับสูงนั้นเกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับนาฬิกาสปอร์ต (หรือนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกีฬา) ที่คาดว่าจะได้รับแรงกระแทกมากมายเมื่อสวมใส่เป็นประจำ จะเห็นได้ว่าความถี่ในการทำงานแบบดั้งเดิมที่ 3 เฮิรตซ์ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานโดยทั่วไป นอกจากนี้ ก็ไม่ค่อยมีใครซื้อ Lange & Söhne เพราะความถี่ในการทำงานของกลไก (อันที่จริงแล้ว ผมจะแปลกใจด้วยซ้ำถ้าความถี่ในการทำงานมันเคยเป็นเหตุผลที่ดีพอที่จะไม่ซื้อนาฬิการุ่นใด) พวกเขามีแนวโน้มที่จะหลงใหลนาฬิกาแบรนด์เยอรมันระดับไฮเอนด์นี้มากขึ้นเนื่องจากลักษณะและรูปลักษณ์ของนาฬิกาเหล่านี้

การตกแต่งถูกกระทำขึ้นด้วยมือ และมีบาลานซ์ค็อกที่ถูกแกะสลักด้วยมือด้วย ส่วนด้านบนนั้นมีเรกูเลเตอร์แบบสวอนเน็คอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของแบรนด์ ทั้งยังมีการแกะสลักและปิดร่องด้วยทองอีกหลายตำแหน่งเพื่อแสดงถึงชื่อแบรนด์ การบ่งบอกว่าถูกผลิตขึ้นในเยอรมนี หมายเลขซีเรียลของนาฬิกา จำนวนทับทิม (43 ชิ้น) ที่ใช้เพื่อลดแรงเสียดทานในจุดสำคัญต่าง ๆ ทั่วโครงสร้างของคาลิเบอร์ และแสดงจำนวนตำแหน่ง (5 ตำแหน่ง) ที่ใช้สำหรับการปรับตั้งความแม่นยำ

แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะไม่มีผลต่อการทำงานของกลไก แต่ก็ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับภาพที่ปรากฎได้อย่างมาก สำหรับผู้ที่พูดภาษาเยอรมันแล้ว บางทีการเห็นข้อความอย่าง “Dreiundvierzig Rubine” (ทับทิม 43 ชิ้น) หรือ “In Fünf Laden Reguliert” (การควบคุมด้วย 5 ตำแหน่ง) อาจไม่น่าดึงดูดนัก แต่สำหรับนักสะสมระดับสากลที่ภูมิใจในการเป็นเจ้าของนาฬิกาเยอรมันที่เป็นอีกหนึ่งไอคอนแห่งการผลิตนาฬิกา การใช้ภาษาพื้นเมืองของแบรนด์ในการแกะสลักที่ประณีตและสง่างามเหล่านี้ถือเป็นการเลือกที่ชาญฉลาด เพราะช่วยเพิ่มความน่าสนใจ และให้ความรู้สึกถึงความเป็นเยอรมันของแท้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้นาฬิกาที่เหนือชั้นอยู่แล้วดูมีมนต์ขลังขึ้นไปอีก

A. Lange & Söhne นำเสนอเรื่องราวผ่านทุกองค์ประกอบ ด้วยตัวเรือนที่ท้าทายความกดดันในการเลือกระหว่างความแข็งแกร่งและความสง่างาม ตัวกลไกที่อาจทำให้นาฬิการุ่นอื่น ๆ ในระดับเดียวกันดูด้อยค่าลงเมื่อพูดถึงเรื่องความสวยงาม เข็มนาฬิกาที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม หน้าปัดในรูปแบบดั้งเดิมที่ทำขึ้นจากหินแข็ง ซึ่งใส่ใจในโครงสร้างและการจัดวางรูปแบบมากกว่าการใช้กลไกที่ซับซ้อนที่สุด A. Lange & Söhne จึงยังคงเป็นผู้นำอยู่เช่นเคยจากการเปิดตัวนาฬิกาใหม่เหล่านี้

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Rob Nudds

ความเหนือชั้น 3 ประการของ Ulysse Nardin Freak

3 จุดเด่นที่ทำให้ Freak จาก Ulysse Nardin กลายเป็นเรือนเวลาสุดล้ำ ที่ไร้หน้าปัด ไร้เข็ม และไร้ขีดจำกัด

ทุกแบรนด์ต้องการนาฬิกาที่มีบารมี เพื่อสร้างมาตรฐานงานฝีมือของการผลิตระดับอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะเป็นนาฬิกา 3 เข็มแบบดั้งเดิมที่สามารถใช้งานได้ยาวนานหลายชั่วอายุคน แต่ Ulysse Nardin นั้นแตกต่างออกไป โดยมี Matthieu Haverlan เป็นผู้ควบคุมนาฬิกา Freak ซึ่งเป็นผู้นำนาฬิกาในแบบแนวคิดล้ำยุคที่คงอยู่มานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว

ในหมู่แบรนด์ทั้งหลายในตอนนั้น มีนาฬิกาเพียงรุ่นเดียวที่จดจำได้จากระยะไกล นั่นก็คือ Freak และจากนั้นก็ทำให้เกิดการเลียนแบบในการสร้างความแปลกใหม่ขึ้นมากมาย แต่สำหรับ Ulysse Nardin แล้ว นาฬิกาข้อมือระดับไอคอนที่เป็นสัญลักษณ์ของพวกเขายังคงไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้เนื่องจากความซับซ้อนของมัน และนาฬิกา Freak ก็ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโลกแห่งการแสดงความเคารพ

ก่อนที่ผมจะเจาะลึกลงไปถึงบุคลิกเฉพาะตัวทั้งสามของ Ulysse Nardin Freak ผมจะย้อนกลับไปที่ Geneva Watch Days ในเดือนสิงหาคม ที่ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ Matthieu Haverlan กรรมการผู้จัดการของแบรนด์

ที่โชว์รูมระดับเรือธงของแบรนด์ Haverlan มีบุคลิกที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยพลังงานที่กักเก็บเอาไว้เหมือนสปริงที่ขดอยู่ ความกระตือรือร้นของเขาซึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาได้เน้นย้ำถึงพลังของวัยหนุ่มสาวใน Ulysse Nardin ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากสำหรับแบรนด์สวิสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเช่นนี้

นาฬิกา Freak นั้นมีบุคลิกที่โดดเด่น และเราได้ถาม Haverlan ว่านาฬิการุ่นนี้มีความสมดุลกับนาฬิการุ่น Blast และ Diver ซึ่งเป็นนาฬิกาอีก 2 ตระกูลที่แสดงถึงความทันสมัยในตระกูลนาฬิกา UN ได้อย่างไร

Matthieu บอกเราว่า “นี่เป็นคำถามที่เราถามตัวเองเป็นประจำ เราต้องทำให้คนอื่นจำเราได้จากมุมมองด้านการออกแบบ เราพยายามที่จะสร้างความแตกต่าง และ Freak ก็เป็นตัวแทนแห่งค่านิยมที่เติบโตขึ้นของการเป็นอิสระพร้อมความกล้าหาญที่มีจิตวิญญาณเสรี ที่ Ulysse Nardin นั้นเราเน้นไปที่การเป็นผู้ประกอบการ ความเสี่ยง นวัตกรรม และการบิดกฎเกณฑ์ และ Freak ก็เป็นตัวแทนของแนวคิดนั้นจริง ๆ”

นอกจากนี้เรายังได้พูดถึงอิสรภาพใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากออกจากกลุ่ม Kering และวิธีที่ Freak ได้พัฒนาจนกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ย่อยที่โดดเด่นของแบรนด์ “สิ่งที่เราทำและการรับรู้ของคุณไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน” Haverlan กล่าว

“ตอนนี้เราเป็นผู้ผลิตที่มีบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบซึ่งรวมถึงการพัฒนากลไกด้วย เมื่อเราเปิดตัว Freak รุ่นแรกที่มีเม็ดมะยมในปี 2019 ซึ่งก็คือรุ่น X นั้น แนวคิดก็คือ การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ทีละขั้นตอน เพราะ Freak นั้นไม่ใช่แค่คอลเลกชั่นเสียทีเดียว และตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน เราก็ได้สร้างคอลเลกชั่นที่รวมถึง Freak ONE และ Freak S ขึ้นมาด้วย”

แม้ว่าจะมีเสน่ห์แบบล้ำยุค แต่ไทม์ไลน์ของ Freak นั้นย้อนกลับไปได้ถึงปี 2001 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแนวคิดในตำนานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการ เมื่อมองดู Ulysse Nardin Freak ในปัจจุบัน หลายคนยังคงมองว่าแบรนด์นี้เป็นคู่แข่งของแบรนด์อิสระแนวโมเดิร์นนิสต์อยู่

อย่างไรก็ตาม แบรนด์นี้มีรากฐานเก่าแก่มาตั้งแต่ปี 1846 โดยมีภูมิหลังอันยาวนานของ Ulysse Nardin และการแสวงหานวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นการตอกย้ำถึงสถานะอันแข็งแกร่งของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้

Freak S สุดยอดแห่งนาฬิกา Freak ขั้นสูง

S คือ แนวคิดขั้นสูงสุดที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Freak โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นด้วยกลไกการเคลื่อนไหวอันทรงพลังของคาลิเบอร์ UN-251 ลักษณะคล้ายยานอวกาศที่เคลื่อนไปโดยรอบของ Freak S อาจทำให้คุณนึกถึงเทคโนโลยีจากต่างดาว

หากแต่เป็นตัวแทนของวิวัฒนาการขั้นสูงสุดในการสร้างสรรค์ของ Oechslin ในปี 2021 S คือความสมบูรณ์แบบของกลไกแบบฟลายอิงคารูเซล ที่หมุนไปรอบแกนของตนเองอันเป็นลักษณะที่คุ้นเคยของทางแบรนด์เพื่อแสดงเวลา โดยทำงานด้วยออสซิลเลเตอร์คู่ขนาดใหญ่ที่วางตัวเอียง 20 องศา ร่วมด้วยบาลานซ์วีลซิลิกอน

การเปิดตัวครั้งสำคัญในปีนี้คือ Freak S Nomad ซึ่งเป็นปริศนาที่น่ายินดี ราวกับเป็นการพยายามผูกสายของเวลาในอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน การเคลื่อนไหวที่น่าหลงใหลของกลไก 373 ชิ้นพร้อมเอสเคปเมนต์ DIAMonSIL® ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับงานฝีมือที่มีอายุเก่าแก่หลายศตวรรษ ดิสก์บอกชั่วโมงสีทรายที่เคลือบด้วยเทคนิค CVD ซึ่งแต่ละแผ่นมีลวดลายกิโยเชที่ทำด้วยมือ ซึ่งผลิตขึ้นทีละชิ้นโดยช่างฝีมือที่มีทักษะสูงและมีประสบการณ์หลายปี

การพบกันระหว่างอดีตและอนาคตของการผลิตนาฬิการุ่นนี้แข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเรือนไททาเนียมและคาร์บอนคอมโพสิตขนาด 45 มม. ที่ไม่ยอมประนีประนอมกับใคร และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสีสัน รุ่นผลิตจำนวนจำกัดสำหรับ Watches Of Switzerland ที่เปิดตัวในเดือนตุลาคมก็เป็นรุ่นแรกสำหรับ über-Freak โดยภายในตัวเรือนไททาเนียมเคลือบ PVD สีแอนทราไซต์นั้น เราเลือกใช้ดิสก์บอกชั่วโมงเป็นคริสทาเลียมสีม่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมเพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่งในความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับ WOS

Freak ONE ลูกคนกลางที่เปี่ยมพรสวรรค์

Freak ONE เปิดตัวออกมาในปี 2023 โดยเป็นทายาทสายตรงของนาฬิกาของแบรนด์ที่ออกแบบโดย Oechslin ในปี 2001 ด้วยราคาที่อยู่ระหว่าง S ที่สูงกว่าและเสน่ห์ในตัวเรือนขนาดเล็กของ X นาฬิการุ่นนี้ยังคงมีลักษณะเฉพาะตัวของ Freak รุ่นไอคอน

แม้เวลาจะผ่านมา 23 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนเด็กแห่งอนาคตด้วยวงขอบตัวเรือนที่มีเหลี่ยมสะดุดตาบนตัวเรือนที่ไม่มีเม็ดมะยม และในฐานะการเป็นสัญลักษณ์แห่ง Ulysse Nardin นาฬิการุ่นเปิดตัวที่ใช้ Caliber UN-240 ก็ได้รับรางวัล GPHG ในปี 2023 ในประเภท “Iconic” มาครอง

ในขณะที่รูปทรงดูแข็งแกร่งกว่ารุ่นดั้งเดิมในปี 2001 มาก แต่จิตวิญญาณของนาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมากับตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบสีดำด้วยเทคนิค DLC ดราม่าที่ปรากฎให้เห็นถูกเน้นด้วยวงขอบตัวเรือนทอง 18K อันคมชัด โดยมีมุมอันน่าทึ่งที่สะท้อนให้เห็นในบริดจ์เวิร์กของเอสเคปเมนท์ที่ทำหน้าที่บอกนาที

Freak ONE OPS เป็นนาฬิกาโทนสีเข้มที่พร้อมสำหรับทำภารกิจ ซึ่งเหมือนกับ Freak X OPS ที่มีขนาดเล็กกว่าซึ่งผสมผสานกับลักษณะของการผจญภัย ส่วนสีเขียวมะกอกเข้มนั้นให้ความรู้สึกสงบนิ่ง ซึ่งเป็นลักษณะที่ตัดกับธรรมชาติที่เต็มไปด้วยไดนามิกของ Freak

ถึงกระนั้น ความซับซ้อนอันน่าทึ่งของกลไกโทนสีเข้มที่ลอยอยู่เหนือแผ่นดิสก์ชั่วโมงที่มีลายเส้นแบบเรเดียลก็ให้ความรู้สึกที่ซับซ้อนสมกับระบบของกลไก สำหรับโทนสีนั้นได้รับการปรับปรุงใหม่ในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อ Matthieu Haverlan และทีมงานของเขาเปิดตัว Freak ONE Navy Blue ภายในตัวเรือนขนาด 44 มม. เช่นเดียวกัน

เราถูกเสนอให้เห็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินเรือที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์นาฬิกาเดินเรือแบบโครโนมิเตอร์ของแบรนด์ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็น Freak ONE ที่นำเสนออะไรใหม่ ๆ อีกในปี 2025 ในฐานะหนึ่งในชิ้นงานที่สวมใส่ได้ง่ายที่สุดในคอลเลกชั่นเพราะเข้ากับการแต่งตัวของผู้ชายได้ง่าย

Ulysse Nardin Freak

Freak X ตั๋วเข้างานสุดเย้ายวน

X เป็นโจ๊กเกอร์ในแพ็คของ Freak โดยเป็นแขนที่ดูมีชีวิตชีวาและเข้าถึงมรดกของ Freak ได้ ด้วยตัวเรือนขนาด 43 มม. ที่เล็กกว่าและมีน้ำหนักเบาสวมใส่ง่าย และมันก็เป็น Freak เพียงรุ่นเดียวที่มีเม็ดมะยม ทีมออกแบบของ Ulysse Nardin ได้ทำให้ธรรมชาติที่ดูดุร้ายของ Freak ดูสงบลง แต่ยังคงมอบบุคลิกที่โดดเด่นเหมือนเดิม ซึ่งเห็นได้ชัดจาก X Ti Black ในรูปแบบโทนสีโมโนโครม ที่มีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์

มรดกของ Ludwig Oechslin ยังคงปรากฏอยู่ในความน่าทึ่งของกลไกฟลายอิงคารูเซล โดยมีออสซิลเลเตอร์เส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ที่น่าดึงดูดใจอยู่เช่นเคย องค์ประกอบสำคัญที่ถูกลดขนาดลงของกลไกคาลิเบอร์ UN-230 ยังคงปรากฏให้เห็น แต่ด้วยชิ้นส่วน 405 ชิ้น จักรวาลขนาดเล็กของมรดกที่พบเห็นได้บน Freak X ก็ยังคงมีความซับซ้อนอย่างน่าประหลาดใจ

ด้วยรูปลักษณ์ของเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ทำให้รุ่น X กลายเป็นก้าวแรกสู่จักรวาล Freaky ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งยังเหมือนกับรุ่น Freak S ที่อวดโฉมการใช้ดิสก์บอกชั่วโมงที่ตกแต่งกิโยเชมาอย่างโดดเด่น และ Freak X ก็ได้เผยความงามที่ตัดกันผ่านการเคลือบอีนาเมลให้เป็นสีน้ำเงินเข้ม เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปีของ PMT The Hour Glass ในประเทศไทย

โดย Ulysse Nardin ได้ผสมผสานงานฝีมืออันเก่าแก่และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้าด้วยกันในรุ่น Freak X Enamel Blue ด้วยดิสก์แสดงชั่วโมงตกแต่งกิโยเชที่เคลือบอีนาเมลด้วยมืออยู่ภายใต้รางสเกเลตันบอกชั่วโมงและนาทีที่อยู่ภายนอก อดีตและปัจจุบันจึงดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อปี 2024 กำลังจะผ่านไป การได้สังเกตว่า Freak ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งต้นศตวรรษที่ 21 มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก Matthieu Haverlan กล่าวว่า “สิ่งที่เราประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน เมื่อเราเปิดตัว Freak X ในปี 2019 ซึ่งเป็น Freak รุ่นแรกที่มีเม็ดมะยม แนวคิดของเราก็คือ การสร้าง Freak ขึ้นทีละเวอร์ชันเพื่อให้เป็นคอลเลกชั่นที่สมบูรณ์ ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2019 ถึงปี 2023 เราจึงสร้างคอลเลกชั่นด้วย Freak ONE และ Freak S”

เมื่อความเหนือชั้น 3 ประการของ Freak ปรากฎผ่านการเปิดตัวนาฬิกาอันเหลือเชื่อทั้ง 3 รุ่น เราก็ได้เห็นว่ามันกำลังค้นหาตำแหน่งตามธรรมชาติของตนในหมู่นาฬิการะดับสูง และ Ulysse Nardin ก็ประสบความสำเร็จในการบุกเบิกเส้นทางแห่งนวัตกรรมด้วยความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามขีดจำกัดและแม้แต่การกำหนดมาตรฐานใหม่ขึ้นมา อนาคตของ Freak จึงดูสดใสอย่างแท้จริง และมันก็เป็นความแปลกประหลาดในทางบวก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Thor Svaboe

ขอแนะนำ Parmigiani Fleurier x Revolution Tonda PF Micro-Rotor “Serenissima Due”

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีของ Revolution เรากำลังนำรุ่นยอดนิยมจากคลังนาฬิกาผลิตจำนวนจำกัดกลับมาใหม่ โดยเริ่มจาก Tonda PF ที่มีชีวิตชีวาอย่างเงียบสงบ

ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอผลงานที่ได้ร่วมมือกับ Parmigiani Fleurier ในรูปแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น โดยเป็นนาฬิกา Tonda PF ที่ดูหรูหราอย่างเหลือเชื่อในชื่อ “Serenissima Due” หลังจากที่รุ่น “Serenissima” รุ่นแรกประสบความสำเร็จจนขายหมดเกลี้ยงไปในปี 2022 มาถึงตอนนี้เราก็ได้นำเสนอนาฬิกา Tonda PF หน้าปัดสีแซลมอนอันเป็นที่รักเพื่อวาระการฉลองครบรอบ 20 ปีของ Revolution โดยนาฬิการุ่นนี้มีจะมีรูปดาวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเราพิมพ์อยู่บนวงจานวันที่แทนที่เลข ’20’ และมาในตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่คุ้นเคยร่วมกับขอบตัวเรือนแบบเซาะร่องฟลุ้ตซึ่งทำจากแพลทินัม กับขนาด 40 มม. หนา 7.8 มม. ที่มีรูปร่างตามหลักสรีรศาสตร์กลับมาใช้เช่นเดิม พร้อมด้วยสายนาฬิกาแบบอินทีเกรเตดที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเหล่านักสะสมต่างคุ้นเคยและชื่นชอบ

มีบางสิ่งที่คุณสามารถทำได้กับ Parmigiani Fleurier Tonda PF แต่คุณไม่สามารถทำได้กับนาฬิกาสปอร์ตพร้อมสายแบบอินทีเกรเตดรุ่นอื่น ๆ ในท้องตลาด นั่นก็คือ คุณสามารถปลดตัวล็อคแบบบานพับออกและปล่อยให้สายห้อยในตำแหน่งเปิดบานพับ แล้วคุณยังสามารถหมุนข้อมือไปมาได้ 90 องศา ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่นาฬิกาจะอยู่กับที่อย่างแม่นยำโดยไม่เลื่อนหรือหลุดจากข้อมือของคุณ นั่นคือความยอดเยี่ยมในการสร้างสรรค์ของ Guido Terreni ที่ให้ความสำคัญกับหลักสรีรศาสตร์อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้

เพื่อให้ยุติธรรม ตัวเขานั้นมีประสบการณ์มาตลอดชีวิตในการสร้าง Octo Finissimo อันเป็นนาฬิการะดับปฏิวัติวงการของ Bulgari ดังนั้นเมื่อมาถึงในส่วนของ Tonda PF เขาก็รู้ดีว่าเขาต้องการบรรลุในสิ่งใด

Terreni อธิบายว่า “ผลงานนี้ถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการนาฬิกาสมัยใหม่ นอกจากนั้นยังเป็นการพลิกโฉมโชคชะตาของ Parmigiani Fleurier ผู้มีพรสวรรค์ทางเทคนิคแต่เคยประสบปัญหาในอดีตได้อย่างสิ้นเชิง โดย Tonda PF ของ Terreni ได้นำความสำเร็จสำคัญ 4 ประการมาสู่แบรนด์

ความสำเร็จในเมเจอร์ลีก

ประการแรกก็คือ ความสมบูรณ์แบบในแง่ของสัดส่วนและความสมดุล นาฬิการุ่นนี้มีขนาดความหนา 7.8 มม. ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้กลไกแบบไมโครโรเตอร์ PF703 ของแบรนด์ที่มีความบางเป็นพิเศษ และเมื่อรวมกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวเรือน 40 มม. แล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกอย่างแท้จริงจากมุมมองด้านการออกแบบ รูปลักษณ์ที่อ่อนช้อยแบบ Constantin Brâncuși เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ที่แข็งแรงของประติมากรรมนาฬิกาเรือนนี้ ถือเป็นพลังที่เปี่ยมล้นอย่างแท้จริง Tonda PF ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอในขณะที่นาฬิกาเรือนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ให้ความรู้สึกนิ่งและเฉื่อยชา

ประการที่สองนั้น นาฬิการุ่นนี้เน้นการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์สำหรับนาฬิกาสปอร์ตพร้อมสายอินทีเกรเตดแบบทันสมัย ​​ความจริงก็คือ นาฬิกาประเภทนี้โดยส่วนใหญ่จะให้ความรู้สึกว่าแบน ดังนั้นเมื่อสวมเข้ากับสายสตีลหรือสายทองที่มีความหนัก นาฬิกาก็จะมีแนวโน้มในการเลื่อนไปมาบนข้อมือเหมือนกำไลข้อมือ นาฬิการุ่น Tonda PF จึงถูกใส่ใจเป็นพิเศษในการทำตามรูปทรงของข้อมือมนุษย์และการมีความโค้งงอของสายเพื่อให้เข้ากับรูปทรงนี้ ทำให้นาฬิการุ่นนี้เหมาะกับข้อมือมากกว่านาฬิการุ่นอื่น ๆ ในตลาด

สำหรับผมนั้น นับตั้งแต่ที่ Louis Cartier ขยายและงอนาฬิกา Tank ของเขาเพื่อสร้างเป็นรุ่น Tank Cintrée ในปี 1921 ก็ไม่เคยมีนาฬิกาเรือนใดที่ให้ความสำคัญกับสรีระของมนุษย์มากเท่านี้มาก่อน ผลก็คือ Tonda PF กลายเป็นนาฬิกาที่คุณอยากใส่อยู่ตลอดเวลา

Ahmed “Shary” Rahman นักสะสมชื่อดังและอดีตกรรมการของ GPHG กล่าวว่า “มันตลกดีที่เวลาผมกลับบ้านแล้วรู้สึกเหนื่อยและอยากพักผ่อน ผมก็จะยังสวม Tonda ไว้ที่ข้อมือเพราะมันรู้สึกดีมาก” ในทำนองเดียวกัน เมื่อผมเขียนบทความ ผมมักจะถอดนาฬิกาออกแล้ววางไว้บนโต๊ะเสมอ เพราะปกติแล้วผมจะรู้สึกถึงมันมากเกินไป แต่มีข้อยกเว้นประการหนึ่งก็คือ Tonda PF

ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งในความมหัศจรรย์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ ลักษณะที่ส่วนขาตัวเรือนนั้นบานออกและมีความโค้งงอ กล่าวคือ ส่วนต่อของขาตัวเรือนจะถูกวางไว้ที่ส่วนปลายสุดของหัวนาฬิกา และไหลลื่นเข้าสู่สายนาฬิกาอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อสร้างแนวโค้งที่ไร้รอยต่อซึ่งโอบรับกับข้อมืออย่างลงตัว

ความสำเร็จประการที่สามของ Guido Terreni เกี่ยวกับ Tonda คือ การสร้างภาษาการออกแบบใหม่ทั้งหมดที่สามารถระบุตัวตนได้ในทันที ซึ่งกลายมาเป็น DNA ของ Parmigiani Fleurier โดย Terreni ได้ทำให้แบรนด์กลายเป็นราชาแห่งความละเอียดอ่อน ทุกอย่างเกี่ยวกับ Tonda เป็นเรื่องของความแตกต่าง โดยไม่มีสิ่งใดในนาฬิกาที่บ่งบอกว่าสำคัญ แต่แท้จริงแล้ว หาก Tonda PF เป็นคน มันคงเป็นคนที่พูดจาอ่อนหวานและมีไหวพริบปฏิภาณอย่างดีที่สุด

ลายกิโยเชแบบผิวเกรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์บนหน้าปัดนั้นมีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็นเมื่อได้รับแสง ลายนี้ถูกทำขึ้นด้วยมือบนหน้าปัดนาฬิกาแต่ละชิ้น Terreni กล่าวว่า “ผมผลักดันให้ทีมงานของเราสร้างลายให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกทันสมัยให้กับการตกแต่งที่มักมองว่าล้าสมัย ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราเคยออกแบบลายที่เล็กกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราผนึกกระจกแซพไฟร์คริสตัลเข้าไป ก็จะมองลายไม่เห็นเลย”

ในทำนองเดียวกัน ร่องฟลุ้ตบนขอบตัวเรือนแพลทินัมนั้นก็มีขนาดเล็กมากจนแทบจะต้องส่องดูด้วยแว่นขยาย แต่เมื่อมองด้วยตาเปล่า คุณจะสัมผัสได้ถึงความแวววาวของภาพที่ปรากฎ แม้ว่าคุณจะไม่แน่ใจว่าร่องนั้นมาจากไหนก็ตาม นั่นคือความงดงามของ Tonda PF ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายจนคุณสามารถมองเห็นรายละเอียดเหล่านี้ได้มากขึ้นในทุกครั้งที่สวมใส่นาฬิการุ่นนี้ ตัวอย่างอีกประการหนึ่งก็คือ การขัดเงาดุจผิวกระจกที่ใช้กับขาตัวเรือนที่บานออก และหากลองมองดูทุกรายละเอียดของ Tonda PF เพื่อดูคุณภาพของการตกแต่งแม้กระทั่งเข็มและหลักชั่วโมง คุณจะพบว่าทุกองค์ประกอบนั้นมีความสมบูรณ์แบบ

เฉดสีดุจพระอาทิตย์ตก

“Serenissima Due” รุ่นนี้เป็นการย้อนกลับไปสู่รุ่นที่เราออกจำหน่ายในปี 2022 ซึ่งมาในเฉดสีเดียวกัน นาฬิการุ่นนั้นซึ่งเราตั้งชื่อว่า “Serenissima” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศยามพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลเอเดรียติกในอ่าวเวนิส เมื่อนาฬิการุ่นนั้นอยู่บนข้อมือจะสะท้อนถึงความรู้สึกแห่งความหวังที่น่าดึงดูด สมกับเป็นนาฬิกาที่มีหน้าปัดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่งอรุณใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

สำหรับคอลเลกชั่น PF เขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งมาจากเลอ กอร์บูซีเย และสีคีย์บอร์ดของเขา ซึ่งเป็นสีที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1931 สถาปนิกผู้นี้เชื่อในความกลมกลืนของสีและวิธีที่สีส่งผลต่อพื้นที่และอารมณ์ จากนั้น Terreni ก็เริ่มทดลองหาเฉดสีที่เหมาะสม และในที่สุดก็ได้สีที่ทำให้ผมนึกถึง Botticelli ที่วาดภาพแสงแรกที่ขึ้นอยู่เหนืออ่าวเวนิสทางตอนเหนือของทะเลเอเดรียติก เนื่องจากผมมักจะวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าตรู่เมื่อมาอยู่ที่ลา เซเรนิสซิมา ผมจึงคุ้นเคยกับเฉดสีกุหลาบทองนี้เป็นอย่างดี Terreni ถ่ายทอดสีนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากจนถึงขนาดที่ “Serenissima” หรือในภาษาอังกฤษก็คือ “เซเรนิตี้” ถูกขนานเป็นนามของผลงานทั้งรุ่นต้นฉบับและผลงานรุ่นปัจจุบัน

เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ Revolution เราได้นำเฉดสียอดนิยมนี้กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มาพร้อมกับความพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเมื่อวันที่ 19 ของเดือนผ่านไป จานวันที่จะเปลี่ยนเป็นรูปดาวอันเป็นสัญลักษณ์ของ Revolution ที่พิมพ์เป็นสีขาวบนพื้นดำอย่างสง่างามแทนที่เลข ’20’ สี “Serenissima Due” นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเฉลิมฉลองการครบรอบแห่งทศวรรษที่สองของ Revolution ที่จะยาวนานตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราภูมิใจและได้แบ่งปันกับ Parmigiani Fleurier

สำหรับผมแล้วนี่คือ นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะด้วยหลักสรีรศาสตร์ที่เหนือชั้น ทำให้สวมใส่ได้อย่างสบายข้อมือ และเมื่อพิจารณาจากมุมมองด้านการออกแบบแล้ว นาฬิการุ่นนี้ก็เป็นตัวแทนของไอคอนนาฬิกาสไตล์สปอร์ตชิคชิ้นใหม่ล่าสุด และด้วยหน้าปัดสีนี้ ก็เปรียบเสมือนกับประภาคารแห่งความสุข พลังงาน และชัยชนะ

ข้อมูลทางเทคนิค: Parmigiani Fleurier x Revolution Tonda PF Micro-Rotor “Serenissima Due”

  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ PF703 พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวันที่
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงาและขัดลายซาติน ร่วมกับวงขอบตัวเรือนแพลทินัมเซาะร่อง ขนาด 40 มม. หนา 7.8 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีแซลมอน ชิ้นหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียม มีภาพดาวของ Revolution บนจานวันที่แทนตำแหน่งเลย ‘20’
  • สาย: สเตนเลสสตีลขัดเงาและปัดลายซาติน
  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 20 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Wei Koh

Vacheron Constantin ประกาศโครงการใหม่ของโปรแกรมนาฬิกามือสองที่ผ่านการรับรอง

Vacheron Constantin ไม่มีนาฬิกาเรือนใดที่เก่าเกินไปสำหรับแบรนด์นี้

WORDS: Katherine Arteche

Vacheron Constantin ได้เปิดตัวโปรแกรม Certified Pre-Owned (CPO) เพื่อให้ลูกค้าและนักสะสมสามารถเข้าถึงนาฬิกามือสองคุณภาพสูงได้ โปรแกรมดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดนิยามใหม่ของตลาดนาฬิกามือสองด้วยการนำเสนอนาฬิกาที่มีการรับรองและได้รับการบูรณะใหม่ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของนาฬิกาแต่ละเรือนที่ทางแบรนด์ผลิตขึ้นมา

โปรแกรม CPO ของ Vacheron Constantin มีการดำเนินการอย่างไร

บรรดานาฬิกา CPO จะได้รับการตรวจสอบ รับรอง และบำรุงรักษาอย่างเข้มงวด โดยช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญของ Vacheron Constantin และให้การรับประกันขั้นต่ำ 2 ปี ซึ่งจะรับประกันความสมบูรณ์ในการใช้งานและความสวยงามของนาฬิกา การรับประกันนี้ช่วยให้ลูกค้าสบายใจได้ว่าชิ้นส่วนใด ๆ ก็ตามที่ถือว่ามีข้อบกพร่องจะได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ นาฬิกาที่ผ่านการรับรองแต่ละเรือนจะมาพร้อมกับ “หนังสือเดินทางดิจิตอล” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชน นวัตกรรมนี้ให้ข้อมูลที่โปร่งใสและป้องกันการปลอมแปลงเกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะรุ่นของนาฬิกาแต่ละเรือน ประวัติการเป็นเจ้าของ และคู่มือทางเทคนิค ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการติดตามและยืนยันถึงการเป็นนาฬิกาของแท้ให้กับผู้ซื้อ

แพ็คเกจ CPO มาพร้อมกับใบรับรองความถูกต้อง ซึ่งเรียกว่า CPO การันตี เล็ตเตอร์ โดยมีการตรวจสอบการทำงานและประวัติการบำรุงรักษาของนาฬิกาแต่ละเรือน นอกจากนี้ นาฬิกาแต่ละเรือนยังมาในถุงกระเป๋าที่ออกแบบมาเป็นพิเศษพร้อมตราประทับเฉพาะเรือน ซึ่งเป็นการระบุแหล่งที่มาว่ามาจากโปรแกรมที่ได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ โปรแกรม CPO ยังต่อยอดความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับ Watchfinder โดยนำเสนอบริการเทรดอินที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถอัปเกรดนาฬิกาของตนได้ โดยลูกค้าสามารถนำนาฬิกา Vacheron Constantin ที่ตนมีอยู่ไปยังบูติกบางแห่งที่ Watchfinder สามารถประเมินราคาและเสนอราคาเทรดอินเพื่อเปลี่ยนเป็นนาฬิกาเรือนใหม่ได้

หากนาฬิกา VC ของเราเก่ามาก จะเข้าโปรแกรมนี้ได้หรือไม่

ในเรื่องนี้ไม่เป็นไรเลย เพราะทางบริษัทรับประกันว่านาฬิกาทุกเรือนที่ผลิตขึ้นตั้งแต่แบรนด์เริ่มก่อตั้งสามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ความมุ่งมั่นนี้เกิดขึ้นได้จากแผนกบูรณะที่มีส่วนประกอบดั้งเดิมอยู่ รวมถึงวัสดุที่เก็บรักษาไว้ และความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ เอกสารสำคัญที่เต็มไปด้วยพิมพ์เขียวทางเทคนิค ภาพร่าง และทะเบียนประวัติ ถือเป็นรากฐานในความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่อุทิศให้กับความถูกต้องแม่นยำและความแท้ของนาฬิกา

โปรแกรม CPO นี้ครอบคลุมควบคู่ไปกับการให้บริการซ่อมบำรุงนาฬิกาวินเทจ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ “Les Collectionneurs” ของนาฬิกาคลาสสิกที่ได้รับการบูรณะใหม่ นี่เป็นตัวอย่างภารกิจของ Vacheron Constantin ที่จะสืบสานมรดกแห่งนาฬิกา และด้วยความคิดริเริ่มนี้ Vacheron Constantin ก็เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างมรดกที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่สำหรับนาฬิการะดับไอคอนที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้าที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและคุณภาพที่คงทนอีกด้วย

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Jaeger-LeCoultre กับการเดินทางครั้งใหม่ พร้อม Global Brand Ambassador “จาง จื่ออี๋” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเหนือกาลเวลา
Wrist Check: ส่องลุค Jonathan Bailey กับ OMEGA Railmaster เมื่อความสง่างามแห่งเวลาโคจรพบไดโนเสาร์ใน Jurassic World Rebirth

Accutron และ Hudson Whiskey เปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น Spaceview Evolution

บริษัท 2 แห่งจากนิวยอร์ก กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ

Accutron ประกาศความร่วมมือครั้งล่าสุดกับ Hudson Whiskey ผู้ผลิตวิสกี้ชื่อดังจากนิวยอร์ก โดยก่อนหน้านี้ ทาง Hudson Whiskey ได้เคยคัดสรรวิสกี้ไรย์จากถังเดียวเป็นพิเศษเพื่อเป็นเกียรติแก่วาระครบรอบ 60 ปีของ Accutron มาแล้ว แต่ในตอนนี้ บริษัทนาฬิกาชื่อดังแห่งยุคอวกาศแห่งนี้ก็ได้สร้างสรรค์ผลงานของตนเองโดยร่วมมือกับ Hudson Whiskey ขึ้นมาแล้ว นั่นคือ Spaceview Evolution แบบ ลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มาพร้อมกับองค์ประกอบการออกแบบและรายละเอียดใหม่ ๆ มากมาย ทำให้นาฬิกาเอดิชั่นนี้กลายเป็นนาฬิกาที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

กลไกแบบอิเล็กโทรสตาติกของ Spaceview นั้นเป็นสิ่งที่สะดุดตายิ่ง โดยกังหันที่หมุนวนไปตามการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่จะทำหน้าที่ประจุไฟฟ้าเข้าสู่ตัวเก็บประจุซึ่งจะจ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้กับกลไกบอกเวลา กลไกนี้เปรียบเสมือนเวทมนตร์แห่งยุคอวกาศซึ่งทำให้มีความแตกต่างไปจากนาฬิกาอื่น ๆ แทบทั้งหมด และด้วยความร่วมมือครั้งล่าสุดนี้ หน้าปัดที่แสดงให้เห็นเทคนิคและสถาปัตยกรรมได้ถูกปรับปรุงใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่านาฬิการุ่นนี้สามารถมีความพิเศษได้มากเพียงใด

สกรูสีเขียวเข้มให้สีโดดเด่นอยู่บนบริดจ์สีดำตลอดหน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กด์ และมีการขับเน้นความงามด้วยการตกแต่งแบบเพอร์ลาจ เพื่อสร้างความแตกต่างและจับแสงได้อย่างมีพลังเมื่อส่องผ่านกระจกแซพไฟร์คริสตัลทรงโดมเข้ามา ส่วนเข็มวินาทีและโลโก้ทูนิงฟอร์กของ Accutron ก็โดดเด่นออกมาจากความมืดคล้ำด้วยสีโรสโกลด์ที่แวววาว

เพื่อให้เกิดการผสมผสานที่ลงตัวยิ่งขึ้น กลไกได้ถูกเลื่อนตำแหน่งทวนเข็มนาฬิกาไป 30 องศา ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งของเม็ดมะยมไปอยู่ที่ 2 นาฬิกาเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนตำแหน่งของกังหันด้วย ส่งผลให้มีลักษณะการจัดวางที่คล้ายกับหน้าปัดนาฬิกาโครโนกราฟสปอร์ตแบบดั้งเดิมหรือบิ๊กอายแบบวินเทจ ที่ซึ่งตำแหน่งหน้าปัดย่อยจะอยู่ที่ 3-6-9 นาฬิกา นี่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมุมมองและผลกระทบทางสายตาที่แปลกออกไปและดูมีชีวิตชีวา

ที่ฝาหลังปรากฎชื่อแบรนด์ Accutron และ Hudson Whiskey ร่วมด้วยหมายเลขประจำนาฬิกาแต่ละเรือนจากทั้งหมด 144 เรือนที่สร้างขึ้นมา สายหนังสีดำที่นุ่มนวลเย็บด้ายสีเขียวที่เข้ากันดีกับหน้าปัด ได้แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์วิสกี้อีกประการหนึ่ง นั่นคือโครงร่างของขวดวิสกี้ Hudson โทนสีโรสโกลด์ที่อยู่ฝั่งด้านในของสาย

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: Accutron คาลิเบอร์ NS30 ชนิดควอตซ์ เรโซเนเตอร์ พร้อมสเต็ปเปอร์มอเตอร์คู่ และระบบขับเคลื่อนเข็มด้วยไฟฟ้าสถิต
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 43.5 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: รูปแบบโอเพนเวิร์กด์ ร่วมกับพื้นสีดำขัดลายเพอร์ลาจและสกรูสีเขียว หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบสารเรืองแสง
  • สาย: หนังวัวสีดำ เย็บด้ายสีเขียว และมีโครงร่างภาพขวดวิสกี้อยู่ฝั่งด้านหลัง แบรนด์

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Troy Barmore

L.U.C Quattro Spirit 25 Sincere Platinum Jubilee Edition ความคลาสสิกใหม่ในเฉดสีแดง

ฉลอง 70 ปี Sincere Fine Watches ด้วยเรือนเวลาที่ผสานศิลปะกับกลไกอันล้ำค่า

Chopard L.U.C: นิยามของเรือนเวลาเหนือระดับ

ตั้งแต่ปี 1996 คอลเลกชัน L.U.C ของ Chopard ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูชื่อของ Louis-Ulysse Chopard ผู้ก่อตั้งแบรนด์ โดยเน้นย้ำถึงความประณีต ความเที่ยงตรง และความสง่างาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา คอลเลกชั่นนี้ได้สร้างนวัตกรรมหลากหลาย อาทิ การพัฒนากลไกภายในแบรนด์เอง และการเปิดตัวนาฬิกาหรูเรือนแรกที่ใช้ทองแฟร์มายน์ด ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Chopard ในด้านความยั่งยืน

L.U.C Quattro Spirit 25 Sincere Platinum Jubilee Edition

เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของ Sincere Fine Watches เรือนเวลา L.U.C Quattro Spirit 25 Sincere Platinum Jubilee Edition จึงถือกำเนิดขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน ตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ 18K ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จุดเด่นของรุ่นนี้คือหน้าปัดสีแดงเบอร์กันดีที่ผลิตโดยการเคลือบอีนาเมลด้วยเทคนิค กรองด์เฟอ โดยศิลปินในโรงงานของ Chopard ต้องเคลือบชั้นเคลือบหลายชั้นและเผาที่อุณหภูมิ 800°C ทีละรอบ กระบวนการนี้ต้องการความชำนาญสูง และส่งผลให้เกิดพื้นผิวที่ลุ่มลึกและเปล่งประกายทุกครั้งที่กระทบแสง

สีแดงเฉดนี้ยังสื่อถึงความตั้งใจของ Sincere Fine Watches ในการส่งเสริมวงการนาฬิกาชั้นสูง และเป็นคู่หูที่เข้ากันได้ดีกับ Chopard Happy Sport The First Sincere Platinum Jubilee Edition ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี พร้อมเติมเต็มเป็นคู่ของขวัญสุดหรูในเทศกาลปลายปี

L.U.C 98.06-L: กลไกที่เป็นหัวใจของนวัตกรรม

L.U.C 98.06-L คือ กลไกที่แสดงค่าชั่วโมงแบบจัมปิง ที่เปิดตัวในปี 2021 เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของโรงงาน Chopard กลไกนี้ใช้เทคโนโลยีควอตโทร ที่มีตลับลาน 4 ชุดต่อเรียงกัน ทำให้สำรองพลังงานได้ถึง 8 วัน และยังมอบการหมุนเปลี่ยนชั่วโมงที่รวดเร็วและแม่นยำ

กลไกนี้ถูกควบคุมด้วย ฟิลลิปส์ เทอร์มินัล เคิร์ฟ และ สวอน เน็ค เรกูเลเตอร์ เพื่อความเที่ยงตรงสูงสุด พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายโกตส์ เดอ เฌอแนฟ และขัดขอบอย่างประณีต ตัวกลไกมีความบางเพียง 4.85 มม. ช่วยให้เรือนเวลานี้มีดีไซน์ที่สมดุลและสวมใส่สบาย

ฝาหลังมาพร้อมโลโก้ฉลองครบรอบ 70 ปีของ Sincere Fine Watches สลักลงบนกระจกแซฟไฟร์ และข้อความ “One of 10” ที่ขอบด้านนอก และยืนยันความพิเศษด้วยตราพัวซง เดอ เฌอแนฟ

เทคโนโลยีและความงามในรายละเอียด

เรือนเวลารุ่นนี้มีขนาดตัวเรือน 40 มม. และหนาเพียง 10.3 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร ประกอบกับสายหนังจระเข้สีดำสุดคลาสสิก

รายละเอียดทางเทคนิค

  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 10 เรือน
  • กลไก: ไขลาน คาลิเบอร์ 98.06-L พลังงานสำรอง 8 วัน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงแบบจัมปิงอาวร์ และแสดงนาที
  • ตัวเรือน: เอธิคัลไวท์โกลด์ 18K ขนาด 40 มม.
  • หน้าปัด: กรองด์เฟอ อีนาเมล สีแดงเบอร์กันดี
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ
  • การกันน้ำ: 50 เมตร

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Revolution

Citizen เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีด้วยนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น

ในปี 2024 Citizen Watch Co. เฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของนาฬิกา Citizen รุ่นแรก โดยบริษัทได้เปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ยกย่องมรดกอันล้ำค่าของแบรนด์

นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary

การเดินทางของ Citizen ในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาเริ่มต้นขึ้นในปี 1924 ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาแบบแรกของบริษัท ซึ่งเป็นนาฬิกาพกที่ใช้ชื่อ Citizen โอกาสสำคัญครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของมรดกที่สืบทอดมายาวนานกว่าศตวรรษ ตั้งแต่การพัฒนาสายการประกอบนาฬิกาอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรกของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1960s จนถึงการเปิดตัวเทคโนโลยี อีโค-ไดรฟ์ อันปฏิวัติวงการในปี 1976 บริษัทยังคงเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีเรือนเวลามาโดยตลอด และการเปิดตัวคอลเลกชั่นนาฬิกา Citizen ในปี 1995 ถือเป็นบทใหม่ในการเดินทางสู่การผลิตนาฬิกาของแบรนด์ คอลเลกชั่นนี้รวบรวมความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและปรัชญาการออกแบบอันยอดเยี่ยมของ Citizen ไว้ด้วยกัน โดยกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านความแม่นยำและงานฝีมือในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาขึ้นมา

ขณะนี้ ในขณะที่ Citizen กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี การเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเรือนใหม่ ซึ่งติดตั้งกลไก Caliber 0200 ถือเป็นการยกย่องมรดกอันล้ำค่าของแบรนด์และยังเป็นการประกาศวิสัยทัศน์อันชัดเจนของบริษัทสำหรับอนาคตของการผลิตนาฬิกาอีกด้วย

Citizen Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary limited-edition
นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น Citizen Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary

หัวใจสำคัญของประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของ Caliber 0200 คือบาลานซ์วีลแบบฟรีสปรัง บาลานซ์วีลชนิดนี้ช่วยรักษาความแม่นยำให้ยาวนานมากขึ้น ด้วยการรักษาการแกว่งที่สม่ำเสมอโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือระดับความแม่นยำที่เหนือมาตรฐานที่อุตสาหกรรมกำหนด โดยมีความแม่นยำเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ -3 ถึง +5 วินาที ซึ่งเกินข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับการรับรองโครโนมิเตอร์ด้วยซ้ำ

กุญแจสำคัญสู่ความแม่นยำอย่างบาลานซ์วีลแบบฟรีสปรังนั้น แตกต่างจากบาลานซ์วีลชนิดถูกควบคุมแบบดั้งเดิมซึ่งใช้ตัวควบคุมเพื่อปรับความยาวของแฮร์สปริง โดยบาลานซ์แบบฟรีสปรังจะรักษาความถี่อย่างเป็นธรรมชาติได้สม่ำเสมอมากขึ้นในตำแหน่งและอุณหภูมิต่าง ๆ ส่งผลให้การบอกเวลามีความเสถียรมากขึ้นในระยะเวลาที่ยาวนาน

นาฬิกา Citizen รุ่นพิเศษ Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary limited-edition

Citizen Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary limited-edition
ฝาหลังกรุกระจกใสเผยให้เห็นกลไกการทำงาน โดยเฉพาะโรเตอร์ทองคำ 22K พร้อมเครื่องหมายนกอินทรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Citizen ที่พบได้บนโรเตอร์และหน้าปัดนาฬิกา

โครงสร้างของกลไกเป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบและฟังก์ชันอย่างกลมกลืน บริดจ์และเพลทแต่ละแผ่นได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยการผสมผสานระหว่างลายเกรนแนววง ลายเจนีวาสไตรป์ และลายเพอร์ลาจ คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของคาลิเบอร์ 0200 คือโรเตอร์ทองคำ 22K ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังกรุกระจกโปร่งใสของนาฬิกา โรเตอร์ทองนี้ช่วยให้ไขลานเมนสปริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้พลังงานสำรองประมาณ 60 ชั่วโมงเมื่อขึ้นลานจนเต็ม

การออกแบบนาฬิการุ่นฉลองครบรอบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมกับศิลปะร่วมสมัย หน้าปัดที่มีลวดลายแบบอิเล็กโทรฟอร์มและสีเงินบริสุทธิ์ทำให้ระลึกถึงภูเขาน้ำแข็งที่ส่องประกาย การออกแบบที่ไม่เหมือนใครนี้ไม่เพียงดึงดูดสายตาเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นดั่งภาพวาดบนแคนวาสที่โดนแต่งแต้มองค์ประกอบอันสวยงาม ด้วยหลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาที่ขัดเงาและเจียรแต่งมาอย่างประณีต

ขอบตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ 18K ที่ผ่านกระบวนการขัดเงาอย่างพิถีพิถัน มอบสัมผัสที่หรูหรา ในขณะที่ยังคงความสง่างามแต่เรียบง่ายของนาฬิกาโดยรวม และด้วยวัสดุอันเลอค่าต่าง ๆ เหล่านี้ จึงทำให้นาฬิการุ่นเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีเรือนนี้ โดดเด่น และพิเศษเหนือใคร

ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. และหนา 10.9 มม. ผลิตจากสเตนเลสสตีลเกรดไฮเอนด์ ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 0200 ซึ่งยังคงรูปลักษณ์อันประณีตตามแบบฉบับญี่ปุ่น เหมาะสำหรับทุกโอกาส ทั้งแบบเป็นทางการและลำลอง

Citizen Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary limited-edition
สายรัดข้อมือทำจากหนัง Himeji Kurozan หรือที่เรียกอีกอย่างว่าหนังเพชรดำ

คุณสมบัติที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของรุ่นฉลองครบรอบนี้คือสายหนัง Himeji Kurozan สีดำ หรือที่เรียกอีกอย่างว่าหนังเพชรดำ วัสดุพิเศษนี้สร้างขึ้นโดยกระบวนการพิเศษที่ผสมผสานเทคนิคการฟอกแบบดั้งเดิม ร่วมด้วยวิธีการเคลือบแลคเกอร์ จนได้ผลลัพธ์ เป็นสายรัดข้อมือที่มีพื้นผิวมันวาวคล้ายกับประกายของเพชรระยิบระยับ ช่วยเพิ่มสัมผัสแห่งความหรูหราให้กับนาฬิการุ่นนี้

ขณะที่ Citizen เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีด้วยนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ ทางบริษัทก็ได้มีเป้าหมายที่จะพัฒนากลไกให้ดีขึ้นอีก โดยสำรวจวัสดุและเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และความสวยงาม

Citizen Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary limited-edition

ข้อมูลทางเทคนิค: Citizen Caliber 0200 Mechanical 100th Anniversary Limited Edition

  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 0200 พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และแสดงวินาทีเล็กบนหน้าปัดย่อยที่ 6 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มม. หนา 10.9 มม. วงขอบตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: ซิลเวอร์บริสุทธิ์ ตกแต่งลวดลายอิเล็กโทรฟอร์ม
  • สาย: หนัง Himeji Kurozan สีดำ (หนังเพชรสีดำ)
  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 160 เรือน
  • “ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:โดย Troy Barmore

Breguet เผยโฉม Stealth Classique Duo

ที่สุดแห่งการผสานเข้ากันของ อีนาเมลสีดำ และแพลทินัมบริสุทธิ์จาก Breguet

นาฬิการุ่น Classique 5177 และ Classique Phase de Lune 7787 ซึ่งเป็นรุ่นที่อยู่ในแค็ตตาล็อกของ Breguet มาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ได้รับการปรับโฉมใหม่ ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกในรอบ 5 ปี นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาพร้อมหน้าปัดสีดำที่รังสรรค์งานอีนาเมลจากเทคนิค กรองด์เฟอ ที่ทำให้หน้าปัดดูลึกลับชวนค้นหา และตัวเรือนแพลทินัมที่แวววาวตัดกันอย่างงดงามสุดเลอค่า ทำให้การกลับมาครั้งนี้คุ้มค่าสมการรอคอยอย่างยิ่ง

Breguet Stealth Classique Duo
Breguet Classique Phase de Lune 7787

นาฬิกาสามเข็มและแสดงวันที่

Classique 5177 เป็นนาฬิกาสามเข็มที่เรียบง่าย มีให้เลือกหลายสไตล์ รวมถึงหน้าปัดกิโยเช่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Breguet พร้อมด้วยหน้าปัดเคลือบอีนาเมลที่เปิดตัวล่าสุด นาฬิกา 2 รุ่นล่าสุดนี้เผยให้เห็นทิศทางใหม่ของแบรนด์ โดยใช้สีสันที่โดดเด่นเพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับนาฬิกาในขณะที่ยังคงรักษาเทคนิคการทำหน้าปัดแบบดั้งเดิมเอาไว้ แนวทางนี้ปรากฏครั้งแรกในรุ่นเคลือบอีนาเมลสีน้ำเงิน และตอนนี้ในที่สุดก็มีรุ่นเคลือบอีนาเมลสีดำอันโดดเด่น ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นรุ่นที่น่าดึงดูดใจที่สุดจนถึงปัจจุบัน

นอกเหนือจากการเคลือบเงาคุณภาพสูงแล้ว ส่วนของหน้าปัดยังมีรายละเอียดที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากนาฬิกาที่อยู่ในช่วงราคาเดียวกัน อาทิ หลักนาทีที่เป็นรูปดาว ซึ่งถือเป็นความพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่โดนใจนักสะสม เนื่องจาก เป็นดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกวินเทจของ Breguet และแน่นอนว่าส่วนของพื้นหน้าปัดนั้นจะต้องมีหลักชั่วโมงแบบตัวเลขคลาสสิกสไตล์ Breguet อีกด้วย

Breguet Stealth Classique Duo
Classique 5177

นอกจากนี้ ยังมีช่องวันที่ ที่ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับพื้นหลังสีดำ แต่ก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็น แต่ในขณะที่บางคนอาจคิดว่าช่องวันที่นั้น เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมให้นาฬิกาดูร่าเริง และอ่อนเยาว์ลงด้วย โดยเฉพาะตัวเลขและเครื่องหมายที่วิจิตรบรรจง

Breguet Stealth Classique Duo

แสดงข้างขึ้นข้างแรมและพลังงานสำรอง (Moonphase and power reserve)

นาฬิกาเคลือบอีนาเมลสีดำอีกรุ่นหนึ่ง คือ Classique Phase de Lune 7787 ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่น 5177 ตรงที่มีหลักนาทีหลายรูปแบบ สร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่ซับซ้อน และสวยงาม ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่ง อีกประการหนึ่งคือ การจัดวางเข็มและมาตรบ่งชี้พลังงานสำรอง ข้างขึ้นข้างแรม และโลโก้ของแบรนด์นั้นไม่ธรรมดา ทำให้แตกต่างจากนาฬิกาที่คล้ายกันในตลาด

แต่ละส่วนประกอบยังทำขึ้นด้วยรายละเอียดที่ละเอียดอ่อน ตัวอย่างเช่น เข็มพลังงานสำรองที่ยาวเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการยกย่องนาฬิกาพกวินเทจ และเพิ่มความสง่างามให้กับหน้าปัด ส่วนฟังก์ชันบอกข้างขึ้นข้างแรมก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีแผ่นบอกเวลาพร้อมดวงจันทร์ที่ถูกสร้างสรรค์ให้คล้ายกับพื้นผิวของดวงจันทร์

Breguet Stealth Classique Duo

ตัวเรือนและกลไก

นาฬิกาทั้ง 2 รุ่นมีสัดส่วนแบบคลาสสิกทั้งในด้านความกว้างและความหนา โดยนาฬิการุ่น 5177 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มม. และหนา 8.8 มม. ในขณะที่รุ่น Phase de Lune 7787 มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยที่ 39 มม. หนา 10.3 มม. แต่ยังคงกะทัดรัดและลงตัว

เรื่องของขนาดนั้น ถือว่าทำได้ดีเป็นพิเศษ เป็นนาฬิกาที่ดูสง่างาม ตรงตามมาตรฐานสมัยใหม่ สวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

Breguet Stealth Classique Duo

นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ฝาหลังเป็นกระจกแซฟไฟร์คริสตัลใส เผยให้เห็นโรเตอร์ที่ตกแต่งด้วยลวดลายกิโยเช โดยรุ่น 5177 มีลวดลายกิโยเชที่ซับซ้อนกว่า

Breguet Stealth Classique Duo
คาลิเบอร์ 777 ในรุ่น Classique 5177

สิ่งที่ควรทราบคือนาฬิกาทั้ง 2 รุ่นใช้กลไกที่แตกต่างกัน โดยรุ่น 5177 ซึ่งเป็นกลไกแสดงเวลาและวันที่นั้นใช้กลไก Cal.777 ซึ่งพัฒนาโดย Breguet ตั้งแต่ในปี 2006 ในขณะที่รุ่น Phase de Lune 7787 ใช้กลไก Cal.591 ซึ่งใช้กลไก Lemania แบบวินเทจเป็นพื้นฐาน ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมรุ่น Cal.777 จึงมีพลังสำรองที่ยาวนาน 55 ชั่วโมง ในขณะที่รุ่น Cal.591 มีพลังสำรองที่ 38 ชั่วโมง โดยทั้งสองกลไกนั้นใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของ Breguet รวมถึงกลไกกันกระเทือนและบาลานซ์สปริงซิลิกอน ซึ่งป้องกันสนามแม่เหล็กได้ และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบอกเวลา

Breguet Stealth Classique Duo
กลไก cal.591 ในรุ่น Classique Phase de Lune 7787

ข้อมูลทางเทคนิค: Breguet Classique 5177

  • กลไก: อัตโนมัติ Cal.777 Q สำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 38 มม. หนา 8.8 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • สาย: หนังจระเข้สีดำพร้อมหัวเข็มขัดแพลทินัม

ข้อมูลทางเทคนิค: Breguet Classique Phase de Lune 7787

  • กลไก: อัตโนมัติ Cal.591 DRL สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที มูนเฟส และพลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 39 มม. หนา 10.3 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • สาย: หนังจระเข้สีดำพร้อมตัวล็อกแพลทินัมแบบบานพับ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Lee Sheng 

เพราะเวลาคือทุกสิ่ง Seiko Prospex มาพร้อมนาฬิกาจับเวลาที่เหนือชั้น

เปิดตัว Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph: แชมป์แห่งการจับเวลาด้วยกลไกอัตโนมัติที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำ

Seiko Prospex Speedtimer Chronograph รุ่นใหม่ โดยยักษ์ใหญ่แห่งวงการนาฬิกาจากญี่ปุ่นได้หันความสนใจกลับไปยังประวัติศาสตร์อันยาวนาน และน่าจดจำของการจับเวลาในการแข่งขันกีฬาระดับโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ยังคงทำอยู่จนถึงทุกวันนี้

ตั้งแต่ปี 1985 Seiko ในฐานะพันธมิตรผู้ดำเนินการจับเวลาอย่างเป็นทางการของ World Athletics ทางแบรนด์มีโอกาสมากที่จะสร้างการรับรู้ ซึ่งรวมถึงการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในหมู่แฟนกีฬา เฉกเช่นเดียวกับที่ผมรู้สึกตอนเด็ก

นอกจากการจับเวลาและวัดผลการแข่งขันกว่า 190 รายการของ World Athletics ทั่วโลกแล้ว ก็ยังมีรายการการแข่งขันชิงแชมป์โลกของ World Athletics (จัดขึ้นทุก 2 ปี) และรวมไปถึงการจับเวลาการแข่งขัน U 20 Championships อีกด้วย

ภาพจาก: SEIKO | Partners

ดังนั้น Seiko จึงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และสวยงามในตลาดนาฬิกา ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง แบรนด์มีจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมักจะเป็นแบรนด์แรกที่นักสะสมรุ่นเยาว์จะหลงรัก มีหลากหลายคอลเลกชันที่ถูกพัฒนาทั้งในแง่ของดีไซน์ และสมรรถนะ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เหมือนนักกีฬาที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือจนก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลก และประสบความสำเร็จ โดยทุกช่วงเวลานั้นมี Seiko อยู่ด้วย เป็นเพื่อนคู่ใจตลอดชีวิตของคนรักนาฬิกา ซึ่งอาจหมายรวมถึงคนรักกีฬาด้วย

สิ่งที่เรามีครั้งนี้คือ นาฬิกาโครโนกราฟ 2 รุ่นที่มีสไตล์สะอาดตา โดยมีให้เลือกทั้งรูปแบบแพนด้าแบบออริจินอล (หน้าปัดสีขาวพร้อมหน้าปัดย่อยสีดำ) หรือสีน้ำเงินสลับเทาแบบ “รีเวิร์สแพนด้า” ที่มีหน้าปัดย่อยเป็นสีเงิน ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับสายสเตนเลสสตีลที่มีแพทเทิร์นที่น่าสนใจในรุ่นมาตรฐาน และรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นมาพร้อมกับสายหนังสีดำ


Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph
Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph

Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph
Seiko Brand 100th Anniversary Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph Limited Edition

รูปแบบของสายสเตนเลสสตีลมีความโดดเด่นสะดุดตาอย่างมาก ในแวบแรก มองดูว่าเป็นคอลเลกชันที่มีสไตล์ให้ความรู้สึกหรูหรางามสง่ามากกว่าที่คาดไว้ ด้วยการขัดเงาที่ดึงดูดสายตาในทันที แต่อย่างไรก็ตามองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ขอบหน้าปัด เข็มนาฬิกา และหลักชั่วโมง ก็ยังไม่ทิ้งความสปอร์ตที่ลงตัว ซึ่งทั้งหมดดูเข้ากันอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ สายนาฬิกาที่เลือกมาสำหรับรุ่นนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก โดยเรามักจะเห็นดีไซน์มาตรฐานทั่วไปที่ใกล้เคียงกับสาย Oyster นำมาใช้กับนาฬิกาสปอร์ตราคากลาง ๆ โดยไม่ใส่ใจมากนัก ในกรณีนี้ การตัดสินใจเลือกใช้สายที่ดูพิเศษกว่าเล็กน้อยถือเป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาลและไม่ควรมองข้าม

Caliber 8R48 incorporates three sub-dials and a date window between the four and five o’clock positions
Cal. 8R48 ประกอบด้วยหน้าปัดย่อยสามวง และมีหน้าต่างวันที่อยู่ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา

ในปี 2021 Seiko ได้เปิดตัว Prospex Speedtimer รุ่นแรก ซึ่งแทบจะไม่น่าเชื่อว่าการเปิดตัวครั้งนั้นรู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่หลังจากนั้น 3 ปีอันวุ่นวายของอุตสาหกรรมนาฬิกาก็ได้ผ่านไปแล้ว ทำให้การพัฒนาและเปิดตัวนาฬิกาสปอร์ตคุณภาพสูงที่ผลิตอย่างดีหลายรุ่นเป็นลำดับความสำคัญของแบรนด์

Seiko ประสบความสำเร็จมาโดยตลอดในการส่งมอบสินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา ซึ่งต้องขอบคุณรากฐานที่แข็งแรง และความเข้าใจอันลึกซึ้งในอุตสาหกรรม ความรู้ความชำนาญที่ได้มาอย่างยากลำบาก การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกว่า 143 ปี และปริมาณการผลิตที่ในแนวดิ่งที่ทำให้สร้างนาฬิกาได้จำนวนมหาศาล ซึ่งช่วยลดต้นทุนที่แหล่งผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแบรนด์อื่นใดในโลก

นาฬิกาคอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นอ้างอิงเฉพาะจากปี 1972 ซึ่งเป็นยุคทองของการบุกเบิกนาฬิกาจับเวลาสำหรับกีฬาของ Seiko ดีไซน์ที่ยังคงกลิ่นอายจากรุ่นดั้งเดิม ได้แก่ หน้าปัดแพนด้าที่มีความคมชัดสูงและอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ (อย่างน้อยก็ในรุ่นใหม่หนึ่งรุ่น) เข็มวินาทีจับเวลาปลายสีส้ม ซึ่งโต้ตอบกับเส้นวินาทีแบบแยกรอบขอบหน้าปัด ซึ่งตัวเข็มเองถูกแบ่งออกเป็น 4 ขีดต่อวินาทีอันเนื่องมาจากความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมงของคาลิเบอร์ 8R48 (ซึ่งหมายความว่าเข็มวินาทีจะเดิน 8 ครั้งต่อวินาที ดังนั้นเข็มวินาทีจะลงตรงหรือระหว่างเครื่องหมายวินาทีแบบแยกเสมอ ซึ่งทำให้อ่านเวลาได้แม่นยำ) และสายนาฬิกาที่กล่าวถึงข้างต้น

Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph
นาฬิกา Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph
Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph
ฝาหลังแบบทึบเพื่อดีไซน์ที่เพรียวบางกว่า

องค์ประกอบการออกแบบที่ละเอียดอ่อนซึ่งยังคงกลิ่นอายของอดีตด้วยสุนทรียศาสตร์แบบวินเทจ แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้อ่านเวลาได้ชัดเจนขึ้น คือความโค้งของเข็มวินาทีจับเวลา ซึ่งโค้งลงอย่างสง่างามไปทางสเกลทาคีมิเตอร์ที่อยู่ริมหน้าปัด

นาฬิกาโครโนกราฟขนาดตัวเรือน 42 มม. หนา 14.6 มม. มาพร้อมฝาหลังแบบปิด โครงสร้างที่แข็งแรงทนทานนี้หมายความว่านาฬิการุ่นนี้สามารถกันน้ำได้ลึก 100 เมตร และทนต่อสนามแม่เหล็กได้สูงถึง 4,800 แอมแปร์/เมตร และให้พลังงานสำรองได้ 45 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเมื่อสิ้นสุดวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว อาจจะต้องปรับนาฬิกาเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ทำงานที่จะมาถึง

Speedtimer Mechanical Chronograph Limited Edition


นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึง 100 ปีนับตั้งแต่ชื่อ Seiko ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาเป็นครั้งแรกในปี 1924 โดยรุ่นหน้าปัดแพนด้า (รหัส SRQ049) จะผลิตจำหน่ายแบบไม่จำกัดจำนวน ในขณะที่รุ่นแพนด้าสีน้ำเงิน/เทาแบบรีเวิร์สแพนด้า (รหัส SRQ047) เป็นการผลิตจำหน่ายแบบจำกัดจำนวนเพียง 1,000 เรือนเท่านั้น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Rob Nudds

TAG Heuer และ Senna เปิดตัว Carrera Chronograph Tourbillon รุ่นพิเศษเพื่อรำลึกถึง Ayrton Senna

ฉลองครบรอบ 30 ปีของตำนานนักแข่งรถ

TAG Heuer ยกย่องจิตวิญญาณที่ไม่ย่อท้อของ Ayrton Senna นักแข่งรถสูตร 1 ในตำนานด้วยงานเฉลิมฉลองที่ทรงพลังและหลากหลายมิติ ซึ่งรวมถึงนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น และรอบปฐมทัศน์ของซีรีส์ชีวประวัติเรื่องใหม่ “Senna” ของ Netflix ซีรีส์ความยาว 6 ตอนนี้มีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2024 และถือเป็นครั้งแรกที่นำเสนอเรื่องราวของ Senna ในรูปแบบของซีรีส์ โดยมี Gabriel Leone แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ TAG Heuer มารับบทบาทเป็นตำนานนักแข่งรถ
TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon x Senna คือนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ผลิตขึ้นโดยร่วมมือกับ Senna Brand ตัวเรือนขนาด 44 มม. ผลิตจากไททาเนียมเกรด 2 เผยให้เห็นขอบคาร์บอนสลักชื่อของเซนน่าและมาตรวัดทาคีมิเตอร์ถึง 400 กม./ชม. เป็นการยกย่องความเร็วที่เขาไล่ตามอย่างไม่ลดละ หน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกามีตราสัญลักษณ์ของเซนน่าเป็นสีเหลือง ส่วนหน้าปัดแบบสเกเลตันมีพื้นหลังแต่งลวดลายคล้ายธงตราหมากรุก นอกจากนี้ ฝาหลังยังปรากฎตราที่ระลึกเซนน่าพร้อมหมวกกันน็อคของเขา และจับคู่กับสายยางสีน้ำเงิน

Ayrton Senna ปรากฏตัวครั้งแรกในซีรีส์ จำนวน 6 ตอน บน Netflix นำแสดงโดย Gabriel Leone แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ TAG Heuer รับบทเป็นเซนน่า การแสดงนี้จะนำเสนอการสำรวจเชิงลึกเกี่ยวกับการเดินทางของเขาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ในบราซิลจนถึงการไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะหนึ่งในนักแข่งฟอร์มูล่าวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หน้าปัดมีตราสัญลักษณ์สีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของเซนน่า ขณะที่แผ่นตกแต่งด้านล่างประดับด้วยลวดลายธงตราหมากรุก

ความร่วมมือระหว่าง TAG Heuer และแบรนด์ Senna เริ่มขึ้นในปี 1988 อันเป็นการฉลองปีแห่งการคว้าแชมป์และอิทธิพลที่ยั่งยืนของ Senna โดยซีอีโอของ TAG Heuer คือ Antoine Pin ได้เน้นย้ำถึงเกียรติของการรำลึกถึงแชมเปี้ยนที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งในอนาคต “Ayrton Senna ได้สร้างความประทับใจให้กับเราทุกคนใน TAG Heuer และได้สร้างความประทับใจให้กับโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต ทั้งบนสนามแข่งและในชีวิตจริง ด้วยการเปิดตัว TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon x Senna เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จอันยืนยาวของเขาและจิตวิญญาณที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับแชมเปี้ยนรุ่นใหม่ ๆ เช่นเดียวกับที่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา”


“เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ TAG Heuer ต่อไปในการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นยอดอย่าง TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon x Senna” Bianca Senna ซีอีโอของแบรนด์ Senna กล่าว “นับเป็นสิทธิพิเศษที่ได้เห็นมรดกของ Ayrton ยังคงอยู่ และมี TAG Heuer เป็นพันธมิตรในการเดินทางครั้งนี้ Ayrton จะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งกับความพยายามของเรา และเราหวังว่าบรรณาการนี้ไม่เพียงแต่จะเฉลิมฉลองชีวิตที่น่าทึ่งของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปมุ่งมั่นสู่ความยิ่งใหญ่ด้วย”

ข้อมูลทางเทคนิค: TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon x Senna

  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ TH20-09 พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที ทูร์บิญอง 60 วินาที วันที่ โครโนกราฟ
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 2 ขนาด 44 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สเกเลตัน สีดำ ตกแต่งแบบปัดลายและการทำผิวเกรนด์
  • สาย: ยางสีน้ำเงิน ผสานเข้ากับตัวเรือนแบบอินทีเกรเตด
  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 500 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arteche

Universal Genève ปลุกตำนานนาฬิกาหรู กับยุคใหม่แห่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม

มรดกแห่งนวัตกรรม เส้นทางกว่าศตวรรษของ Universal Genève

WORD Katherine Arteche

Universal Genève กลับมาพร้อมความสดใหม่ที่มุ่งสร้างนิยามใหม่ให้กับตัวเองในโลกดิจิตอล ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้รักนาฬิกาและนักสะสมในยุคปัจจุบัน

การรีแบรนด์ที่จับตา จากอดีตที่โด่งดัง สู่อนาคตที่น่าตื่นเต้น

ความท้าทายใหม่ในมุมมอง CEO

Georges Kern ซีอีโอแห่ง Universal Genève มองว่านี่คือก้าวสำคัญของการปฏิรูปแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยเขากล่าวว่า เรามีอะไรให้รอคอยอีกเยอะ พร้อมเปิดเผยแผนงานที่เน้นการผสมผสานระหว่างดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และนวัตกรรมล้ำสมัย การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างตัวตนในโลกดิจิตอลใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างชุมชนออนไลน์ที่แข็งแกร่งด้วย

อาร์ตเวิร์กที่สะท้อนเรื่องราว: ย้อนเวลาผ่านงานศิลปะ

งานศิลป์จากใจปารีส

เพื่อเติมเต็มความสดใหม่ในครั้งนี้ Universal Genève ได้ร่วมงานกับ Constantin Prozorov ศิลปินและผู้กำกับภาพยนตร์ชาวปารีส ผู้ซึ่งนำความคิดสร้างสรรค์มาถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ผ่านอาร์ตเวิร์กสุดพิเศษ Prozorov เผยว่า “ผมอยากสร้างผลงานที่ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของแบรนด์ แต่ยังดึงดูดผู้ชมให้ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันแสนวิเศษด้วย”

UG Magazine แหล่งรวมคอนเทนต์สำหรับคนรักนาฬิกา

คอนเทนต์สุดพิเศษเพื่อคนพิเศษ

เว็บไซต์ใหม่ www.universalgeneve.com ไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมาพร้อม UG Magazine ศูนย์รวมบทความและคอนเทนต์สำหรับนักสะสมและแฟนคลับนาฬิกา โดยเนื้อหาภายในจะพาไปสำรวจเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ รวมถึงความซับซ้อนของกลไกเรือนเวลาชิ้นสำคัญ

ทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ผสมผสานอดีตและอนาคต

รักษามรดก พร้อมปรับตัวสู่ยุคใหม่

เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์จะยังคงสืบทอดมรดกของ Universal Genève ได้อย่างสมบูรณ์ ทีมที่ปรึกษากว่า 20 คน ซึ่งรวมถึงผู้คร่ำหวอดในวงการ นักข่าวสายนาฬิกา และนักสะสมระดับแถวหน้า ได้ร่วมกันวางแนวทางสำหรับการเดินหน้าสู่อนาคต โดย Gregory Bruttin กรรมการผู้จัดการของแบรนด์ กล่าวว่า ทีมที่ปรึกษาของเราทำงานร่วมกับเราเพื่อสร้างแบรนด์ในแบบที่ทันสมัย แต่ยังคงความจริงแท้ต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ของ Universal Genève เอาไว้

การฉลอง 70 ปีของ Polerouter: การเดินทางของสัญลักษณ์แห่งยุค

จากสายการบิน SAS สู่เรือนเวลาในตำนาน

เดือนพฤศจิกายนนี้ Universal Genève เตรียมฉลองครบรอบ 70 ปีของ Polerouter นาฬิกาสุดคลาสสิกที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อร่วมฉลองเที่ยวบินโพลาร์ไฟลต์ครั้งแรกของสายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ (SAS) ในปี 1954

ในขณะเดียวกัน Universal Genève ก็มีแผนปล่อยรุ่นใหม่ ๆ ออกมาในฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 แม้ว่ารายละเอียดของเรือนเวลาใหม่จะยังคงเป็นความลับ แต่ความคาดหวังนี้ได้สร้างกระแสให้กับแบรนด์อย่างชัดเจน

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
ความเหนือชั้น 3 ประการของ Ulysse Nardin Freak
เพราะอะไร A. Lange & Söhne Lange 1 หน้าปัดออนิกซ์ จึงเป็นนาฬิกาที่ดูเร้นลับเป็นที่สุด

Piaget Andy Warhol Clou de Paris บทใหม่แห่งความคลาสสิก

Piaget Andy Warhol Clou de Paris: เมื่อดีไซน์อันเป็นตำนานได้ชื่อใหม่ที่สะท้อนตัวตนแฟนตัวยง

Piaget Andy Warhol Clou de Paris: เสน่ห์เรือนเวลาแห่งยุค
ในโลกของนาฬิกาหรูที่หลายครั้งดูคล้ายกันไปหมด Piaget Andy Warhol Clou de Paris รุ่นนี้กลับสร้างความแตกต่างที่สะดุดตาและสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการออกแบบได้อย่างโดดเด่น เมื่อชื่อเดิม “Black Tie” เปลี่ยนเป็นชื่อที่สะท้อนความสัมพันธ์กับศิลปินระดับตำนาน Andy Warhol การเปิดตัวครั้งใหม่นี้คือบทใหม่ที่ผสมผสานความหรูหรา ความร่วมสมัย และความอัจฉริยะของศิลปะอย่างลงตัว

Andy Warhol กับ Piaget: พันธมิตรแห่งความหรู

ทำไม Piaget ถึงเลือก Andy Warhol? คำตอบง่าย ๆ คือเขาเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์!
ในยุคที่ Piaget ครองตำแหน่งแห่งความเก๋และความโก้ Andy Warhol ครอบครอง Piaget ถึง 7 เรือน โดยมีนาฬิการุ่น Black Tie เป็นหนึ่งในของสะสมสำคัญที่สะท้อนตัวตนของเขา

ย้อนไปในปี 1979 Warhol ได้พบกับ Yves Piaget ในนิวยอร์ก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “Piaget Society” กลุ่มสังคมระดับสูงที่เป็นเหมือนตัวแทนความฟู่ฟ่าของยุค 80 Warhol ไม่เพียงแต่เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ Piaget ในอเมริกาเท่านั้น แต่ยังมีโมเมนต์ที่น่าจดจำในสถานที่ระดับตำนานอย่าง Studio 54 และ Chez Régine อีกด้วย

Piaget Black Tie: ความงามไร้กาลเวลา

“Black Tie” ที่ Andy Warhol ครอบครองในปี 1973 โดดเด่นด้วยตัวเรือนเยลโลวโกลด์ทรงสี่เหลี่ยมมน พร้อมดีไซน์แบบขั้นบันไดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากการออกแบบเพื่อตอบโจทย์กลไก Beta 21 กลไกควอตซ์คาลิเบอร์แรกของสวิตเซอร์แลนด์

แม้ Piaget จะเลิกผลิต Black Tie ไปในปี 1977 แต่ดีไซน์นี้ไม่เคยเลือนหาย โดยการกลับมาอีกครั้งในปี 2014 ด้วยหน้าปัดออนิกซ์สีดำในตัวเรือนไวท์โกลด์ 45 มม. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ยังคงความเอ็กซ์คลูซีฟ

Piaget Andy Warhol Clou de Paris
  • ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดของความสามารถในการใช้หินมาทำหน้าปัด ก็คือ รุ่นที่ใช้หน้าปัด ไทเกอร์ส อาย ร่วมกับตัวเรือนแบบขั้นบันไดประดับด้วยมรกตเจียระไนทรงบาแกตต์ ซึ่งปรากฏบนหน้าปัดเป็นหลักชั่วโมง อันเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการคัสโตไมเซชั่นกับนาฬิการุ่นนี้ วิวัฒนาการล่าสุดของสายผลิตภัณฑ์ยังคงสืบสานประเพณีแห่งความเป็นเลิศด้านสไตล์ที่กล้าหาญนี้ต่อไป
  • The Andy Warhol Clou de Paris Watch: การตีความใหม่ของดีไซน์ระดับตำนาน
  • เพื่อเฉลิมฉลองการเปลี่ยนชื่อครั้งสำคัญในปี 2023 Andy Warhol Clou de Paris เปิดตัวด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ และเฉลิมฉลองการออกแบบใหม่อย่างเป็นทางการในปี 1972 ของนาฬิกา Andy Warhol ทาง Piaget จึงได้ออกแบบนาฬิการุ่นใหม่ที่วิวัฒนาการมาจากอดีตและอาจจะสะท้อนถึงอนาคตก็ได้ ตัวเรือนยังคงมีขนาดใหญ่ โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม. และยังคงเป็นไวท์โกลด์ แต่แทนที่จะใช้ลักษณะตัวเรือนแบบขั้นบันไดอย่างที่คุ้นเคย กลับแทนที่ด้วยลวดลายแบบฮ็อบเนล หรือ กลูส์ เดอ ปารีส์ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เพิ่มการเล่นแสงแบบไดนามิกให้กับตัวเรือน นอกจากนี้ยังมีวัสดุหน้าปัดใหม่ซึ่ง Piaget คุ้นเคยเป็นอย่างดี ก็คือ แผ่นอุกกาบาตบางๆ ที่ถูกกัดด้วยกรดและเคลือบให้เป็นสีน้ำเงิน ทำให้ลวดลาย Widmanstätten อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นขึ้น ลวดลายของนิกเกิล-ไอรอนนี้ทำให้วัสดุจากนอกโลกดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมีเข็มสีเงินที่เรียบง่ายพร้อมแท่งหลักชั่วโมงที่เข้ากัน ร่วมกับข้อความบนหน้าปัดเพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งจากรุ่นดั้งเดิมในยุค 70s ก็คือกลไกที่ไม่ใช่ควอตซ์ แต่เป็นคาลิเบอร์ 501P1 กลไกอัตโนมัติ อินเฮาส์ โดยให้เวลาใช้งานต่อเนื่องได้ 40 ชั่วโมง จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม เสริมความสมบูรณ์แบบให้กับนาฬิกา
Piaget Andy Warhol Clou de Paris
  • ที่สุดแห่งความเป็นส่วนตัว: ตัวเลือกปรับแต่งที่หลากหลาย
  • Piaget ยังมอบโอกาสให้ลูกค้าได้สร้างสรรค์นาฬิกาในแบบของตัวเองผ่านโปรแกรม Infinitely Personal ที่มีตัวเลือกหน้าปัดหินหลากชนิดกว่า 120 แบบ เช่น มาลาไคต์ เทอร์ควอยส์ หรือฟอลคอนอาย รวมถึงการเลือกวัสดุ ตัวเรือน และเข็มนาฬิกา

ข้อมูลทางเทคนิค: Piaget Andy Warhol Clou de Paris

  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ อินเฮาส์ คาลิเบอร์ 501P1 พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ขนาด 45 มม. ตกแต่งพื้นผิวแบบ กลูส์ เดอ ปารีส์ ที่เพิ่มความมีมิติและการสะท้อนแสง
  • หน้าปัด: หินอุกกาบาตสีฟ้า
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม ตัวล็อกทองขาว
  • ราคา: 56,000 CHF

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Felix Scholz