ผู้ผลิตนาฬิการายอิสระยังคงเติบโต รุ่งเรือง และเป็นที่ต้องการสูง
งาน IAMWATCH ซึ่งจัดขึ้นโดย The Hour Glass ตั้งแต่วันที่ 17-20 ตุลาคมที่สิงคโปร์ ได้รวบรวมบรรดาช่างทำนาฬิกา นักสะสม ผู้ชื่นชอบนาฬิกา และผู้มีชื่อเสียงอย่างหลากหลาย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับงานฝีมือ นวัตกรรม และการผลิตนาฬิกาแบบอิสระ ซึ่งงานนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของงานที่จะกลายมาเป็นเหตุการณ์สำคัญในปฏิทินนาฬิการะดับโลก

สำหรับช่างทำนาฬิกาอย่าง Stepan Sarpaneva, Sylvain Pinaud และ Benoît Mintiens นั้น พวกเขาเล่าว่า การเข้าร่วมงาน IAMWATCH นี้จะเป็นโอกาสในการพบปะกับนักสะสมในภูมิภาคนี้ และพวกเขาก็รู้สึกประทับใจกับการตอบรับจากผู้คนที่มาร่วมงาน “ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักตอนที่มาที่นี่” Sarpaneva กล่าว “แน่นอนว่าผมอยากมาสิงคโปร์ แต่ในที่สุดตอนนี้ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนคนที่สั่งหรือซื้อนาฬิกาของผมทั้งที่ผ่านทาง The Hour Glass หรือจากผมโดยตรงในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และการจัดแสดงงานในลักษณะนี้ก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตนาฬิการายย่อยอย่างผมซึ่งอยู่ในฟินแลนด์ เพราะไม่มีผู้ผลิตแบบเราในประเทศแถบนอร์ดิกที่สามารถเดินทางมาและขายนาฬิกาที่นี่ได้มากนัก”


“การแสดงงานในครั้งนี้เกินความคาดหมายของผมไปมาก” Pinaud กล่าว “ผมทำนาฬิกาเพียง 15 เรือนต่อปี หลังจากนั้นผมก็ต้องบอกผู้ซื้อรายต่อไปว่า ขอโทษด้วย มันมีคนจับจองหมดแล้ว หรือคุณจะต้องรอรอบต่อไป แต่ที่นี่ ผู้คนกลับบอกว่า “โอ้ เราขอถ่ายรูปกับคุณได้ไหม” ผมมองตัวเองเป็นเพียงคนทำงานที่มือสกปรกในตอนท้ายของวัน แต่ผู้คนกลับมองว่าผมเป็นนักมายากลหรือร็อคสตาร์ ตอนแรกมันแปลกมากที่ได้เห็นพลังของผู้คนและความรักที่พวกเขามีต่อการทำนาฬิกา ดังนั้น ใช่แล้ว แค่วันแรกของงานก็สนุกมากแล้ว”
“การได้พบกับลูกค้าในชีวิตจริงเป็นเรื่องดีเสมอ และยังสามารถอธิบายรายละเอียดได้อย่างละเอียดมากขึ้นด้วย” Mintiens กล่าว “มันเป็นเรื่องของความหลงใหล เหมือนกับการไปดูการแข่งขันฟุตบอล เพราะการไปที่นั่นด้วยตัวเองนั้นดีกว่าเสมอ”


มองไปยังอีกฝั่งหนึ่งของห้อง คุณจะพบกับผู้คนอันหลากหลาย ตั้งแต่รุ่นพี่อย่าง Maximilian Büsser ไปจนถึงรุ่นน้องที่มีความจริงจังสูงอย่าง Gautier Massonneau และ Théo Auffret ตัวตนของนาฬิกาจากผู้ผลิตรายอิสระได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีมากมายและหลากหลายเพียงใด แต่เมื่อพวกเขามารวมกัน พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงวิวัฒนาการของผู้ผลิตนาฬิการายอิสระที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขามองในแง่บวก “เรามีแผนที่จะตั้งโรงงานขึ้นในใจกลางกรุงปารีสแล้ว และเราต้องการที่จะอยู่ที่นั่นต่อไปอีกนาน” Auffret กล่าว
“ลักษณะเฉพาะตัวของความเป็นปารีส คือ สิ่งที่เราต้องการแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งก็คือความที่เราแตกต่างจากนาฬิกาที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความทันสมัยที่เชื่อมโยงกับปารีสในยุคปัจจุบัน ซึ่งยังคงเป็นเมืองแห่งแฟชั่น ผู้สร้างสรรค์ และสิ่งโรแมนติกบางอย่าง เราต้องมุ่งมั่นในสิ่งที่เราต้องการสร้าง ไม่ใช่แค่ลอกเลียนแบบนาฬิกาที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น”

“ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่าการออกแบบนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย” Massonneau นักออกแบบจากปารีสคนหนึ่งกล่าว “คุณต้องมีคนเพียงคนเดียวในการออกแบบ ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาไม่ชัดเจน เมื่อความคาดหวังของนักสะสมมีมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทาย ซึ่งเราก็ต้องรู้วิธีในการตอบคำถาม”
“ดีไซน์ของเจเนอเรชั่นใหม่ในนาฬิกาของผู้ผลิตนาฬิการายอิสระนั้นดูมีแนวคิดที่เป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ด้วยนาฬิกาสุดคลาสสิกแบบนีโอเรโทร” Büsser กล่าว “หากคุณบอกเราว่าในอีก 20 ปีให้หลัง คนเจเนอเรชั่นใหม่จะผลิตนาฬิกาคลาสสิกด้วยขนาด 36 มม. ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต่อต้านอย่างยิ่ง เราก็คงไม่เชื่อ แต่กระแสนิยมแต่ละกระแสมักจะต่อต้านวัฒนธรรมเดิมซึ่งเป็นเพียงปฏิกิริยา ดังนั้นในอีก 20 ปีข้างหน้า ในปี 2044 เราคงต้องรอดูว่าคนเจเนอเรชั่นต่อไปจะบ้าคลั่งอย่างสุดขั้วหรือไม่”
รายนามของช่างทำนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาคล็อก และช่างฝีมือรายอิสระที่น่าประทับใจ
Konstantin Chaykin ผู้มีชื่อเสียงจากนาฬิการุ่น “Joker” ที่มีดีไซน์แปลกตาและดึงดูดผู้พบเห็นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความเป็นเลิศด้านกลไก โดยเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งสร้างความตกตะลึงให้กับโลกนาฬิกาด้วยการผลิตนาฬิกากลไกจักรกลที่มีขนาดบางที่สุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Watch Days ในปีนี้ ส่วน Cédric Johner ช่างฝีมือจากเจนีวาก็นำเสนอตัวเรือนในดีไซน์ที่ไม่ธรรมดาของเขาควบคู่ไปกับผลงานแกะสลักอันประณีตของเขา ขณะที่ Petermann Bédat ซึ่ง Florian และ Gaël เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้นำเสนอคอลเลกชั่นของตนเอง ซึ่งรวมถึงเรเฟอเรนซ์ 1967 ที่มีวินาทีแบบเดดบีท นาฬิการุ่นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักสะสมชาวสิงคโปร์คนหนึ่งอย่าง Aaron Wan เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่ได้รับนาฬิกา Petermann Bédat เรือนแรกของเขามาจากมือของเหล่าช่างทำนาฬิกาเอง ซึ่งตอกย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์ส่วนตัวในโลกของนักสะสม



นอกจากนี้ในงานยังมีนาฬิการุ่นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย Felix Baumgartner จาก Urwerk ได้เปิดตัว UR-150 Scorpion ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ล้ำสมัยที่ออกแบบโดยใช้การแสดงเวลาผ่านรูปแบบแซเทลไลท์อันเป็นเอกลักษณ์และสุนทรียศาสตร์ที่ล้ำสมัยประจำตน Matthieu Haverlan กรรมการผู้จัดการของ Ulysse Nardin ได้เปิดตัว Freak ONE Navy Blue รุ่นใหม่ Rémi Maillat จาก Krayon ก็สร้างความฮือฮาด้วยนาฬิกา Anywhere Arborea สีสันสดใส ซึ่งมีวิธีการแสดงเวลาแบบบทกวีที่ไม่เหมือนใครโดยอิงจากการคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และก็ต้องไม่ลืม Alcée Montfort ซึ่งแบรนด์ Maison Alcée ของเขาได้นำเสนอ Persée Alcée นาฬิกาคล็อกจักรกลที่ลูกค้าสามารถประกอบเองได้ นอกจากนี้ พวกเขายังได้เปิดตัวพื้นที่ขายนาฬิกาแห่งใหม่ในสิงคโปร์โดยร่วมมือกับกลุ่ม The Hour Glass อีกด้วย โดยเกิดขึ้นตามมาหลังจากการเปิดตัวครั้งแรกที่ MB&F MAD Gallery ในเจนีวา และได้รับรางวัล GPHG ประจำปี 2023 ในสาขา Audacity Prize ซึ่งเป็นรางวัลแด่ความหาญกล้าในการสร้างสรรค์
รายนามช่างทำนาฬิกาที่มีความสามารถอันโดดเด่นนั้นยังประกอบด้วยช่างฝีมือชั้นยอดตั้งแต่ Rexhep Rexhepi ไปจนถึง Rémy Cools ซึ่งล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในด้านความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานยังมีโอกาสพบปะพูดคุยกับ Kari Voutilainen ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการตกแต่งและงานฝีมือที่พิถีพิถัน รวมถึง Pierre Jacques จาก De Bethune ซึ่งได้นำผลงานสร้างสรรค์อันประณีตและมีสไตล์ของแบรนด์มาจัดแสดง ส่วน Biver ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ใช้ชื่อเป็นนามสกุลของ Jean-Claude Biver และ Pierre ลูกชายของเขา ได้นำเสนอนาฬิกา Automatique อันแสนคลาสสิกของพวกเขา นอกจากนี้ ยังมี Patrick Pruniaux ซีอีโอของทั้ง Ulysse Nardin และ Girard-Perregaux มาร่วมงานด้วย


งานในครั้งนี้ยังเน้นย้ำถึงงานฝีมือด้านการทำนาฬิกาที่มักถูกมองข้าม โดยหนึ่งในผลงานที่น่าประทับใจที่สุดก็คือ นาฬิกา La Vallée Clocks ซึ่ง Massimiliano Quintavalle เป็นผู้นำมาจัดแสดง นาฬิกาคล็อกที่ผลิตขึ้นมาเพียงเรือนเดียวนี้มากับฟังก์ชั่นเพอร์เพทชวล กาเลนดาร์ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงให้เห็นถึงความงามและความสามารถด้านวิศวกรรม โดยนาฬิการุ่นนี้ให้พลังงานสำรองได้ถึง 30 วัน นอกจากนี้ยังมีช่างทำนาฬิกาชื่อดังท่านอื่น ๆ เช่น Philippe Lebru จาก Utinam ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตีความนาฬิกาจักรกลแบบคลาสสิกขึ้นใหม่ให้มีความทันสมัย และ Robert Bray จาก Sinclair Harding ซึ่งผลงานของเขาได้รวบรวมประเพณีการทำนาฬิกาของอังกฤษที่สืบทอดกันมายาวนานหลายศตวรรษเอาไว้
ย่างก้าวที่กล้าหาญของงาน IAMWATCH
งานแสดงนาฬิกา IAMWATCH ครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยสร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้เข้าร่วมงานและชุมชนเหล่านักทำนาฬิกาทั้งหลาย ในยุคที่การผลิตแบบจำนวนมากมักบดบังความเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาแต่ละแบรนด์ งาน IAMWATCH เป็นการเฉลิมฉลองให้กับศิลปะ นวัตกรรม และสัมผัส โดยส่วนตัวของนักทำนาฬิการายอิสระ ด้วยการนำช่างฝีมือที่มีความสามารถมากที่สุดในโลกมารวมตัวกัน งานนี้จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมชุมชนที่นักสะสม ผู้ที่ชื่นชอบ และผู้ผลิตนาฬิกา สามารถมีส่วนร่วมได้โดยตรง
“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”
ที่มา: by Katherine Arteche

