ทำไมนาฬิกา Universal Genève Polerouter จึงน่าสะสมมากเช่นนี้?

Date:

ด้วยดีไซน์อันคลาสสิก ประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง และการออกแบบโดยตำนานอย่าง Gérald Genta Polerouter ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือบทหนึ่งของประวัติศาสตร์บนข้อมือ

Universal Genève Polerouter เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นิยมนาฬิกาวินเทจ โดยมีเหตุผลที่ดีประกอบอยู่ นาฬิการุ่นนี้มีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ครบถ้วน และถูกออกแบบโดย Gérald Genta ผู้เป็นตำนาน

นาฬิการุ่นนี้มีการผลิตต่อเนื่องมาหลายทศวรรษด้วยรูปแบบและรุ่นต่าง ๆ มากมาย และอวดโฉมนวัตกรรมทางกลไกที่สำคัญโดยแท้อีกด้วย Polerouter ได้รวบรวมคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของนาฬิกาวินเทจเข้าไว้ด้วยกัน และสิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีเสน่ห์มากขึ้นไปอีกก็คือ Polerouter นั้นแตกต่างจากนาฬิการุ่นอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันตรงที่ยังเข้าถึงได้ค่อนข้างง่าย

จุดเริ่มต้นของ Universal Genève Polerouter

ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึง Polerouter เราควรจะกล่าวถึงประวัติของ Universal Genève กันเสียก่อน ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับนาฬิกาสวิสอีกหลายแบรนด์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากการสถาปนาระบบการผลิตนาฬิกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยแบรนด์ที่มีฐานกำเนิดอยู่ที่เลอ โลค

แบรนด์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1894 ในชื่อ Universal Watch ต่อมาในปี 1919 แบรนด์ก็ได้เปิดร้านขึ้นในเจนีวา และมีการเติบโตอย่างมั่นคง และในปี 1936 ก็ได้รับการเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า Universal Genève นาฬิกาแบรนด์นี้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในด้านการผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ แต่ในปี 1954 ทางแบรนด์ก็ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นหนึ่งที่ยังคงความโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์ของ Universal Genève ต่อกันมาอีกหลายทศวรรษ นั่นก็คือ Polerouter

เรื่องราวของต้นกำเนิดนาฬิกา Polerouter มีอยู่มากมาย โดยถือเป็นนาฬิกาที่ดูดีมีสไตล์ มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก และมีมุมมองทางด้านการบินที่น่าสนใจ แต่รายละเอียดที่นักสะสมส่วนใหญ่มักให้ความสนใจเป็นสำคัญก็คือ การที่ถูกออกแบบโดยดีไซเนอร์นาม Gérald Genta

Polerouter (ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า Polarouter) ถูกออกแบบขึ้นโดย Gérald Genta ในขณะที่เขามีอายุได้ 23 ปี และถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นผลงานดีไซน์นาฬิการุ่นแรกของเขา แน่นอนว่าความใส่ใจของนักออกแบบนาฬิกาคนดังแห่งอุตสาหกรรมนี้มีส่วนช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมดีไซน์นี้จึงยังคงอยู่ต่อเนื่องมาได้เป็นเวลา 70 ปี แต่ก็ไม่มีองค์ประกอบตามแบบอย่างของ “Genta” ที่แสดงให้เห็นได้มากนัก ทว่าก็ยังคงเป็นดีไซน์ที่น่าทึ่ง มีความสมดุลดีงาม

โดยโดดเด่นด้วยดีไซน์หน้าปัดแบบทักซิโด้ ที่มีหน้าปัดสีดำอยู่ตรงกลางแล้วล้อมรอบด้วยแนววงแหวนที่ถูกกลึงแต่งด้วยการใช้เครื่องเอนจิ้นเทิร์นด์ ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนแล้ว นี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ (แม้ว่าจะไม่ปรากฎอยู่ในทุกรูปแบบก็ตาม อย่างที่เราจะได้เห็นต่อไป) และถึงแม้ว่าหน้าปัดจะเป็นจุดเด่น แต่สิ่งอื่น ๆ ของนาฬิการุ่นนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน ตั้งแต่ขาตัวเรือนที่มีรูปทรงคล้ายพิณ ไปจนถึงตัวเรือนขนาด 35 มม. โดย Polerouter รุ่นดั้งเดิมนั้นมอบการออกแบบที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

แม้ว่าพื้นฐานของการออกแบบจะดูแข็งแกร่ง แต่เรื่องราวเกี่ยวกับความน่าดึงดูดของ Polerouter นั้นไม่ใช่แค่เพียงการเป็นนาฬิกาที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นนาฬิกาที่มีเรื่องราวดี ๆ ประกอบอยู่อีกด้วย

ในทศวรรษที่ 1950s เป็นยุคที่การเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1954 สายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ (SAS) ได้เปิดเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ใหม่ระหว่างลอสแองเจลิสและโคเปนเฮเกนขึ้นมา

แม้ว่าในปัจจุบันเส้นทางการบินดังกล่าวอาจดูไม่น่าสนใจมากนัก แต่ในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่เนื่องจากเที่ยวบินดังกล่าวใช้เวลาเดินทาง 22 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเส้นทางบินที่ใช้กันอยู่ก่อนถึง 14 ชั่วโมง เนื่องด้วยเป็นการบินข้ามขั้วโลกโดยตรง โดยก่อนหน้านี้ เส้นทางบินดังกล่าวไม่สามารถทำได้เนื่องจากแม่เหล็กของขั้วโลกนั้นส่งผลกระทบต่อเครื่องมือนำทาง เที่ยวบินดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ และในเที่ยวบินแรกนี้

นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ก็ได้ร่วมเดินทางไปด้วย Universal Genève Polerouter ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งระลึกสำหรับเส้นทางบินใหม่นี้ ตามเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาก็คือ Universal Genève นั้นมีความเชี่ยวชาญด้านการทำนาฬิกาที่สามารถป้องกันผลกระทบจากสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนาฬิกาที่ผลิตขึ้นสำหรับลูกเรือที่บินเหนือขั้วโลก โดยทราบกันว่ามีการผลิต Polerouter ที่มีตรา SAS อยู่บนหน้าปัดขึ้นจำนวนเล็กน้อยในช่วงเวลานี้ และปัจจุบันมีเหลือให้เห็นได้เพียงแค่ไม่กี่สิบเรือนเท่านั้น

แม้ว่าในปัจจุบัน การบินในแถบขั้วโลกจะไม่น่าตื่นเต้นอะไรเหมือนแต่ก่อน แต่การออกแบบครั้งนี้กลับสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนอย่างชัดเจน และเป็นการออกแบบที่ก้าวข้ามเรื่องราวต้นกำเนิดของการบินและกลายมาเป็นสิ่งสะสมที่ไม่เปิดเผยตัวตนในตัวของมันเอง สำหรับนักสะสมหลาย ๆ คน Polerouter ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ในบทความของ Revolution ที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2023 ซึ่งพูดถึงการฟื้นคืนชีพของแบรนด์ Universal Genève นั้น Stephen Pulvirent ได้สรุปเสน่ห์ของ Polerouter ไว้อย่างกระชับว่า “เป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนแต่ไม่มากจนเกินไป และอาจหาของได้ยากและมีราคาแพงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับหายากหรือแพงจนเกินไปนัก และก็มีประวัติศาสตร์อยู่มากมาย

แต่ก็ยังมีอีกมากที่รอการค้นพบและทำความเข้าใจ เมื่อรวมเข้ากับอิทธิพลของวัฒนธรรมบล็อกและการเริ่มต้นของโซเชียลมีเดีย และผู้จำหน่ายนาฬิกาวินเทจที่ย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Universal Genève จะกลายเป็นปรากฎการณ์ในหมู่ผู้รู้จัก ซึ่งมันเหมือนกับพายุที่สมบูรณ์แบบ”

เสน่ห์ของ Universal Genève Polerouter

ปัจจุบัน พายุที่สมบูรณ์แบบลูกนี้ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเรานั้นห่างไกลจากวัฒนธรรมของ tumblr/watchblog ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2010 มามากแล้ว แต่ Universal Genève Polerouter ก็ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่มาก ความรู้และความเข้าใจที่สั่งสมมาเป็นเวลากว่าทศวรรษได้เพิ่มเสน่ห์ให้กับสิ่งนี้มากขึ้น Polerouter ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสะสมนาฬิกาเก่า

แม้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกซื้อ Polerouter จากร้านขายของมือสองในราคาไม่กี่ร้อยดอลลาร์จะเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ราคาก็ไม่ได้สูงจนเกินไปนัก ในขณะที่เขียนบทความนี้มีรายการขาย Polerouter บนเว็บไซต์ Chrono24 ถึง 132 รายการ โดยมีเพียงไม่กี่รายการเท่านั้นที่ตั้งราคาต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์

จุดดึงดูดสำคัญอีกประการหนึ่งของ Polerouter ก็คือ ความหลากหลายของคอลเลกชัน Polerouter ที่มีมากกว่านาฬิการุ่นดั้งเดิม เพราะมีทั้งรุ่น Super รุ่น Date รุ่น Day-Date รุ่น Jet รุ่น De Luxe และอีกมากมาย ซึ่งในฐานะนาฬิกาวินเทจ คุณจะรู้เองว่ามันประสบความสำเร็จแล้วเมื่อมีเว็บไซต์เฉพาะเป็นของตนเอง

อย่างเว็บไซต์ที่อ้างอิงถึง Polerouter ซึ่งดำเนินการโดย Adam Hambly ก็เป็นศูนย์กลางของข้อมูล Polerouter ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยมีรุ่นที่แตกต่างกันนับพันรุ่นในตระกูล Polerouter สิ่งที่ควรค่าแก่การสังเกตก็คือ ความกว้างและความลึกของหมวดหมู่นี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับ Universal Genève ‘รุ่นใหม่’ เพราะแบรนด์นี้มีคลังรุ่นนาฬิกาอยู่มากมายพร้อมกับฐานแฟนคลับที่พร้อมสำหรับรองรับการสร้างนาฬิกาแบรนด์นี้ขึ้นใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เราจะเริ่มต้นกับ Universal Genève Polerouter ได้อย่างไร

มันเป็นเรื่องขัดแย้งกันเล็กน้อยที่จุดดึงดูดหลักอย่างหนึ่งของ Polerouter ซึ่งประกอบด้วยประวัติการผลิตที่ยาวนาน กลับเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบโดยทั่วไปนั้น หมายเลขอ้างอิง หมายเลขซีเรียล และจำนวนการผลิตที่มากมาย อาจทำให้รู้สึกถึงขนาดหวาดกลัวได้เลยทีเดียว หากคุณกำลังมองหาจุดเริ่มต้น นี่คือนาฬิกา 3 รุ่นอ้างอิง ที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญหรือแม้แต่ความหลากหลายของนาฬิกาอันน่าทึ่งรุ่นนี้

Universal Genève Polerouter 20214/20217

นาฬิกา Polerouter เรเฟอเรนซ์แรก ๆ ได้แก่ 20214 และ 20217 เป็นสูตรการออกแบบที่ Universal Genève ยึดถือต่อกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยมีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ กลไกที่ใช้ แม้ว่ารุ่นนี้จะพ้องกับกลไกแบบโรเตอร์ขนาดเล็กสำหรับหลาย ๆ คน

แต่รุ่นแรก ๆ นั้นใช้กลไกที่มีรูปแบบแตกต่างกัน นั่นก็คือ คาลิเบอร์ 138SS ที่ Universal Genève เปิดตัวครั้งแรกในปี 1948 และเป็น ‘บัมเปอร์’ ซึ่งมีโรเตอร์แกว่งตัวเป็นแนวโค้งแบบมีการจำกัด และมีตัวกันกระแทกที่สังเกตเห็นได้เมื่อแกว่งตัวไปจนถึงตำแหน่งนั้น อันเป็นที่มาของชื่อ ‘บัมเปอร์’ นั่นเอง

เรเฟอเรนซ์ 20124 แบบตัวเรือนเคลือบทอง มีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีดำ สีทอง และสีเงิน โดยมีทั้งเวอร์ชั่นที่เข็มมีสารเรืองแสงอยู่และเวอร์ชั่นที่ไม่มี ส่วนเรเฟอเรนซ์ 20217 เป็นรุ่นตัวเรือนสตีลที่น่าปรารถนามากกว่า โดยมีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีดำและสีเงิน นาฬิการุ่น ‘แรก’ มักจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และควรค่าแก่การสะสม แต่หากต้องการสัมผัสประสบการณ์กับ Polerouter อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เจเนอเรชั่นต่อไปจะน่าดึงดูดใจยิ่งกว่า

Universal Genève Polerouter 20357

เรเฟอเรนซ์ 20357-1 ซึ่งเปิดตัวออกจำหน่ายในปี 1955 เป็น Polerouter รุ่นแรกที่ใช้กลไกคาลิเบอร์ 215 ของตนเอง ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้โรเตอร์ขนาดเล็กซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร และได้รับสิทธิบัตรในปี 1958 นาฬิกา 20357 รุ่นแรก ๆ บางรุ่นได้รับการลงนามว่าเป็น ‘Patented Rights Pending’ ซึ่งหมายถึงอยู่ในระหว่างการขอจดสิทธิบัตร

กลไกนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา โรเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง ทำให้กลไกมีขนาดที่เล็กลงและบางลง อันเนื่องมาจากการออกแบบโรเตอร์ให้อยู่ในพื้นที่ของตัวเครื่อง ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่ผู้ชื่นชอบนาฬิกาหลายคนตระหนักดีเมื่อเวลาผ่านไปก็คือ โรเตอร์ขนาดเล็กทำให้มองเห็นกลไกได้อย่างชัดเจน ทั้งยังถือว่ามีปัญหาไม่มากนักอันเนื่องมาจากการที่ Polerouter ใช้เม็ดมะยมแบบขันเกลียว

ปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังหากคุณกำลังตามล่าหานาฬิกา 20357 ก็คือขนาด เพราะขนาดตัวเรือนของ 20357 รุ่นแรกนั้นเล็กเพียง 33.5 มม. ซึ่งอาจเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับขนาดของนาฬิกาในปัจจุบัน หากเป็นเช่นนั้น เรเฟอเรนซ์ 20360 ซึ่งผลิตขึ้นระหว่างปี 1956-1959 ซึ่งมีขนาด 35.5 มม. จะเป็นขนาดที่หลายคนน่าจะชอบมากกว่า

Universal Genève Polerouter Sub 204615

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณไม่ควรแปลกใจที่จะรู้ว่า Universal Genève ได้ผลิตนาฬิกาดำน้ำขึ้นมาในสายการผลิตของรุ่น Polerouter ด้วย อย่างไรก็ตาม คุณอาจแปลกใจที่ทราบว่าพวกเขาผลิตรุ่นสำหรับดำน้ำขึ้นมาหลายรุ่นเลยทีเดียว

โดยรุ่นที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ 20369/1 ที่มีเม็ดมะยมอยู่ 2 ชิ้น ซึ่งเป็นรุ่นสไตล์คอมเพรสเซอร์ที่มีวงขอบหน้าปัดหมุนได้อยู่รอบหน้าปัด แต่ Polerouter Sub 204615 นั้นเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

Polerouter Sub เป็นนาฬิกาดำน้ำสไตล์ ‘บิ๊กคราวน์’ ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1964-1965 และมีตัวเรือนขนาดค่อนข้างใหญ่ คือ 37.5 มม. โดยเป็นนาฬิกาดำน้ำพร้อมเม็ดมะยมขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าประทับใจ

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การออกแบบหลักชั่วโมงที่ใช้ฟอนต์เลขแบบเดโค อย่างมีสไตล์พร้อมแถบสี่เหลี่ยมคางหมูที่ถูกพิมพ์ไว้เพื่อให้สอดคล้องกับรูปทรงของช่องหน้าต่างวันที่ นอกจากนี้ยังมีเส้นกากบาทและตัว U สีแดงบนหน้าปัดและลักษณะคล้ายตรีศูลบนตัว ‘u’ ของคำว่า ‘Sub’ ด้วย ซึ่งหากถึงเอาชื่อ Polerouter ออกไป

นาฬิการุ่นนี้ก็ยังเป็นนาฬิกาดำน้ำวินเทจที่มีเสน่ห์ด้วยการมีรายละเอียดที่ไม่ธรรมดาอยู่มากมาย แต่ถ้าคุณพิจารณาถึงเรื่องราวที่น่าสนใจของ Polerouter ดู คุณก็จะพบว่านาฬิกาอันเป็นที่รักและมีอายุยาวนานรุ่นนี้มีความหลากหลายมากเพียงใด และนาฬิการุ่นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ทำให้นาฬิกา Universal Genève Polerouter เป็นสิ่งน่าสะสม

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Felix Scholz

Share post:

More like this

The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

เมื่อแบรนด์นาฬิกาแข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด  Words: Chanist Prasertburanakul เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 โลกนาฬิกาได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Reverse...

นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ไม่ใช่แค่เทคนิคทางการตลาด แต่เป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาอันแข็งแกร่งและยั่งยืน สำหรับวงการนาฬิกาชั้นสูงการสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายนัก และการจับมือแต่ละครั้งไม่ใช่เพียงแค่หวังผลในเชิงตัวเลขรายรับเข้าบริษัทที่ทะยานสูงขึ้น แต่การที่เมซงที่มีความชำนาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างสูง เลือกจับมือกับอีกเมซงที่มีความเชี่ยวชาญอีกด้าน ย่อมเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาที่มากกว่าการหวังผลทางการตลาด แต่มันเป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน รวมถึงความเป็นไปได้ในโลกแห่งเรือนเวลาจักรกลที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการดำรงไว้ซึ่งขนบดั้งเดิม และการโอบรับนวัตกรรมใหม่ๆ...

Rado Master of Materials นวัตกรรมไฮเทคเซรามิกและโครงสร้าง Monobloc แห่งอนาคต

Rado ตอกย้ำฉายา Master of Materials ด้วยการยกระดับไฮเทคเซรามิกสู่โครงสร้าง Monobloc ที่บางเบาและทนทาน ผสานงานดีไซน์หน้าปัดแบบเปิดโชว์กลไกที่สะท้อนถึงความล้ำสมัยและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Tambour Taiko Arty Automata ผลงานสุดซับซ้อนและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจาก Louis Vuitton

Louis Vuitton ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงของโรงงาน  La Fabrique du Temps Louis Vuitton...