ความท้าทายใหม่: เจเนอเรชัน Z และมิลเลนเนียลส์ แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ Franck Muller กลับเผชิญปัญหาในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่ การขาดกลยุทธ์ทางดิจิตอลทำให้แบรนด์พลาดโอกาสในการดึงดูดความสนใจจากกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียลส์ ที่กำลังเปลี่ยนวิถีการซื้อสินค้าหรูหรา
ลวดลายโกตส์ เดอ เฟลอริเยร์ บนชิ้นส่วนกลไกถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดอ่อน โดยทุกเส้นสายของลวดลายถูกจัดวางตามสัดส่วนทอง Golden Ratio เพื่อความสมดุลและความงามตามธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ทำให้ Master Ultra Thin Date โดดเด่น
Master Ultra Thin Date เป็นน้องชายที่น้อยคนนักจะรู้จักของ Master Control Date โดยมีความแตกต่างหลักที่ความหนาซึ่งบางลงถึง 3 มม. ทำให้ Master Ultra Thin Date มีขนาดหนาแน่นน้อยกว่า 40% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Master Control ซึ่งสิ่งนี้จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อได้สัมผัสนาฬิกาตัวจริง
โลกนาฬิกาอิสระเป็นอะไรที่เราใน Revolution ชื่นชอบสุด ๆ และการเห็นคลื่นลูกใหญ่ของความคิดสร้างสรรค์ที่ซัดเข้ามาในปี 2024 นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นแบบสุดขีด กับการมาถึงของ Le Régulateur Louis Erard x Vianney Halter II ซึ่งสร้างสรรค์โดยสองอัจฉริยะอย่าง Manuel Emch จาก Louis Erard และ Vianney Halter เพื่อนร่วมงานที่ทำให้การร่วมมือในครั้งนี้สมบูรณ์แบบดั่งที่เรารอคอย
Vianney Halter (ซ้าย) และ Manuel Emch (ขวา)
เรายังคงจดจำรุ่นแรกของ Le Régulateur Louis Erard x Vianney Halterที่เปิดตัวในปี 2020 ได้ดี รุ่นนั้นมีแค่ 178 เรือนเท่านั้นและถูกขายหมดอย่างรวดเร็ว ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นในรูปแบบตัวเลขรูปเลขแปดที่เป็นเอกลักษณ์ของ Louis Erard แต่เพิ่มความเย็นยะเยือกแบบ Halter เข้าไป และในครั้งนี้ Louis Erard x Vianney Halter ไม่ได้กลับมาพร้อมกับรุ่นเดียว แต่มาพร้อมกับสองรุ่นใหม่ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 178 เรือน ด้วยดีไซน์ที่เป็นแนวสตีมพังค์ที่ไม่เหมือนใคร
Le Régulateur Louis Erard x Vianney Halter II
จากการพบกันของ Manuel และ Vianney
ทั้งสองแบรนด์นี้อาจดูแตกต่างกันในแง่ของสไตล์ แต่พวกเขามีจุดร่วมในเรื่องของความหลงใหลในความสร้างสรรค์ที่ไม่รู้จบ Louis Erard เป็นแบรนด์ที่รู้จักกันดีในเรื่องของหน้าปัดที่มีดีไซน์รูปเลขแปดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ และอยู่ในกลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ แต่นับตั้งแต่ Manuel Emch เข้ามารับบทบาท CEO ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาได้พัฒนาชิ้นงานให้น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับแบรนด์อื่น ๆ เช่น Vianney Halter นักทำนาฬิกามือฉมัง และ Alain Silberstein ผู้เป็นศิลปินในวงการป๊อปอาร์ต
เอกลักษณ์แห่งความหรูหรา และความสนุกสนานในสนามแข่ง Monaco Chronograph ใหม่จาก TAG Heuer ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตสุดเฉียบและรายละเอียดที่น่าหลงใหล
เมื่อฤดูกาล Formula 1 ปี 2024 กำลังจะสิ้นสุดลง โดยเหลือเพียงไม่กี่การแข่งขันในตาราง ที่ลาสเวกัสกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางอีกครั้งสำหรับการแข่งขัน Grand Prix ของปีนี้ ในโอกาสนี้ TAG Heuer จึงได้เปิดตัว Monaco Chronograph รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศและความเร้าใจของโอเอซิสกลางทะเลทรายแห่งลาสเวกัส
TAG Heuer Monaco Chronograph สำหรับ Las Vegas Grand Prix
WL: ผมมีรุ่น Type 1B ซึ่งเป็นดีไซน์ดั้งเดิม รุ่น Type 2A ที่เป็นแบบเข็มวินาทีกลาง รุ่น Type 3A ที่มีฟังก์ชั่นข้างขึ้นข้างแรม และรุ่น Type 1D ซึ่งเป็นแบบไบเมทัลที่ใช้สตีลร่วมกับเยลโลวโกลด์ เอาจริง ๆ รุ่น Type 1D นี่แหละที่ผมใส่บ่อยที่สุด คุณจะเห็นได้จากสายที่ดูเก่าและถูกใช้งานมาหนักที่สุดเลยครับ
จากซ้าย: NH TYPE 1B, NH TYPE 2A, NH TYPE 1D และ NH TYPE 3A
ไซคลอยดัล เกียร์: รูปทรงฟันเฟืองเกียร์ชนิดนี้พัฒนามาจากการวิเคราะห์เชิงเรขาคณิตในศตวรรษที่ 17 โดย Girard Desargues และต่อมา Philippe de La Hire ได้นำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมในปี 1694 เพื่อให้เฟืองเกียร์รูปแบบนี้สามารถกระจายแรงสัมผัสได้ดีขึ้น ลดการสึกหรอลง และเหมาะสำหรับกลไกที่ต้องการความแม่นยำสูง
ในปี 2004 Patek Philippe ได้จดสิทธิบัตรการออกแบบฟันลักษณะใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดย Michel Belot และทีมงาน ซึ่งปรากฏในกลไก Patek Philippe รุ่น CH 29-535 PS สิทธิบัตรนี้ได้ปรับปรุงโปรไฟล์ของฟันในวีลทั้งสาม ได้แก่ ไดรฟ์วีล คลัตช์วีล และโครโนกราฟ เซเกินด์ วีล
ความประณีตของดีไซน์ไม่ได้มาโดยบังเอิญ เพราะคอลเลกชันนี้ได้ Emmanuel Gueit ผู้ออกแบบนาฬิกา Rolex Cellini และ AP Royal Oak Offshore มาร่วมเสกสรรค์ ย้ำให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และรสนิยมอันเป็นเลิศของแบรนด์
นาฬิกาในคอลเลกชั่นนี้ออกแบบโดย Emmanuel Gueit นักออกแบบผู้สร้างผลงานระดับตำนานอย่าง Rolex Cellini และ AP Royal Oak Offshore การออกแบบที่แสดงถึงความสร้างสรรค์และรสนิยมของเขายังคงมีเสน่ห์ที่ไม่มีวันเก่า
Brian Donnelly (ขวา) กับนักแสดงชาวเกาหลี Lee Jung-Jae (ซ้าย) เมื่อเดือนกันยายน สังเกตเห็นได้ว่า Donnelly สวมใส่ Audemars Piguet Royal Oak ที่หน้าปัดมีลักษณะแบบ “Kaws” (ภาพ: Chrono 10:10) Brian Donnelly ผู้ก่อตั้ง “Kaws” แบรนด์ของเล่นสไตล์ฟิวเจอริสติกAudemars Piguet Royal Oak Concept Tourbillon “COMPANION”
เรือนเวลาแห่งอนาคตนี้พร้อมให้เหล่าผู้กล้าที่อยากเป็นเจ้าของสั่งจองล่วงหน้าในจำนวนจำกัด หากคุณคือคนที่เชื่อว่าศิลปะและเวลาเดินไปด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ Royal Oak Concept Tourbillon “COMPANION” คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา
Audemars Piguet Royal Oak Concept Tourbillon “COMPANION”
KAWS x AP: เมื่อศิลปะเข้ามาโลดแล่นในโลกนาฬิกา
ล่าสุด AP ดึงตัวศิลปินชื่อดังอย่าง KAWS มาเติมความสนุกและความโดดเด่นให้กับไลน์นี้ การร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผลิตนาฬิกา แต่เป็นการสร้าง “ศิลปะสำหรับสวมใส่” ที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ กับงานกราฟฟิตี้ในนิวยอร์ก KAWS ก้าวขึ้นเป็นศิลปินระดับโลก ผลงานของเขาครอบคลุมตั้งแต่งานปั้นขนาดยักษ์ ภาพวาดสีสันสดใส ไปจนถึงการออกแบบของสะสม และการทำงานร่วมกับแบรนด์ดัง เช่น Nike และ Comme des Garçons
“ความท้าทายคือการบาลานซ์ระหว่างความแม่นยำในเชิงเทคนิคกับอิสระทางศิลปะ” Lucas Raggi ผู้อำนวยการฝ่าย R&D ของ Audemars Piguet กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังความสำเร็จนี้
Audemars Piguet Concept Watch 1 (ภาพ: Phillips)
เส้นทางแห่งนวัตกรรมของ Royal Oak Concept
ตั้งแต่ปี 2002 ที่ AP เปิดตัว Concept Watch 1 (CW1) เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีของ Royal Oak นาฬิกาไลน์นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “รถคอนเซปต์คาร์ในโลกนาฬิกา” เพราะเต็มไปด้วยไอเดียล้ำยุคและนวัตกรรมที่เป็นตัวบ่งบอกอนาคต
ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นาฬิกาในไลน์นี้ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ทดลองทางเทคนิค แต่ยังสะท้อนถึงจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุใหม่ ๆ อย่างคาร์บอนไฟเบอร์ ไทเทเนียม และเซรามิก หรือการเพิ่มฟังก์ชันสุดล้ำอย่างรุ่น Concept GMT และ Laptimer Michael Schumacher
Australian fashion designer, Tamara Ralph
Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon “Tamara Ralph”
Supersonnerie และความล้ำสมัยที่ไม่มีที่สิ้นสุด
จุดเปลี่ยนสำคัญของไลน์นี้เกิดขึ้นในปี 2015 กับ Royal Oak Concept Acoustic Research RD1 นาฬิกาเรือนนี้เปิดตัวเทคโนโลยี ซูเปอร์ซงเนอรี ที่ทำให้นาฬิกากลไกตีบอกเวลาสามารถส่งเสียงดังฟังชัดได้ในระยะ 50 เซนติเมตร โดยไม่สูญเสียความสามารถในการกันน้ำ
“ฉันหวังว่ารายงานของเราจะสามารถระบุได้ว่า ไม่มีคำตอบที่แท้จริงสำหรับคำถามที่ว่าผู้หญิงต้องการอะไรในนาฬิกาสักเรือน ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะคุณกำลังพยายามสรุปเอาเองเกี่ยวกับประชากรครึ่งหนึ่งของโลก ผู้หญิงคนเดียวกันอาจมีทั้งรองเท้า Air Jordan และ Christian Louboutins
ในช่วงปีที่ผ่านมา Taylor Swift ไม่ได้แค่ขึ้นอันดับสูงในชาร์ตเพลงต่าง ๆ เท่านั้น แต่เธอยังปรับเปลี่ยนสไตล์ของนาฬิกาที่เธอสวมใส่อีกด้วย ในงานแกรมมี เธอสามารถดึงดูดสายตาผู้พบเห็นด้วยการนำเครื่องประดับคลาสสิกมาปรับให้เข้ากับยุคสมัย นั่นก็คือ นาฬิกาวินเทจของ Concord ที่นำมาปรับใหม่ให้กลายเป็นสร้อยคอแบบโช้กเกอร์
นาฬิกาของเธอถูกประดับเพชรถึง 300 กะรัต โดยฝีมือของ Lorraine Schwartz ซึ่งทำให้ผู้คนต่างหลงใหลในแฟชั่นการแต่งกายขณะเดินบนพรมแดงมากยิ่งขึ้น แม้ว่า Rihanna และ Emma Chamberlain จะเป็นผู้จุดประกายให้กับเทรนด์นี้เมื่อปีที่แล้ว แต่การแสดงออกของ Swift ได้จุดประกายเทรนด์นี้ขึ้นมาอย่างเด่นชัด โดยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งเหล่า Swifties และผู้ที่หลงใหลในสไตล์การแต่งตัว
Taylor Swift รับรางวัลอัลบั้มเพลงป๊อปยอดเยี่ยมจากเพลง “Midnights” บนเวทีงานประกาศรางวัลแกรมมี่ ครั้งที่ 66 (ภาพโดย: Kevin Winter/Getty Images)
จากนาฬิกาในรูปแบบแหวนไปจนถึงสร้อยคอ ได้ทำให้นาฬิกากำลังเป็นกระแสนิยมในวงการแฟชั่นและโซเชียลมีเดีย Lana Del Ray สวมนาฬิการุ่น Première Sound ของ Chanel ในรูปแบบของสร้อยคอเพื่อแสดงถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนนาฬิกาให้มีรูปแบบต่าง ๆ ได้
Lana Del Rey สวมใส่ Chanel Première Sound (ภาพโดย: Virgile Guinard)Paul Mescal มีปฏิสัมพันธ์กับแฟน ๆ ระหว่างการฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง “Gladiator II” ที่ออสเตรเลีย (ภาพโดย: James Gourley/Getty Images)
นาฬิกาที่ผลิตอย่างต่อเนื่องกันมาที่มีความเก่าแก่ที่สุดนั้น น่าจะเป็น Santos-Dumont หรือ Cartier Tank แม้ผมเองจะรู้สึกว่า Tank ค่อนข้างเป็นเช่นนั้นมากกว่า เพราะไม่ค่อยแน่ใจว่า Santos เคยมีการหยุดผลิตไปบ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Tank โดยเฉพาะ Tank Louis Cartier ดูเหมือนว่าจะคงอยู่มาโดยตลอดในรูปแบบที่แทบจะเหมือนกันกับตอนที่ Louis Cartier เปิดตัวในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 1921
นาฬิการุ่น Santos-Dumont ถูกสร้างขึ้นในปี 1904 สำหรับ Alberto Santos-Dumont นักบินซึ่งเป็นเพื่อนของ Louis Cartier ทว่านาฬิการุ่นนี้เริ่มวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 1911 หลังจากนั้นจึงได้ใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการ นาฬิกาในภาพผลิตขึ้นในปี 1912 (ภาพจาก: Cartier)ในปี 1921 Louis Cartier ได้ปรับปรุงนาฬิกา Tank (Normale) รุ่นดั้งเดิมจนกลายเป็นนาฬิกา Tank ที่มีดีไซน์มาจากรถถังอย่างแท้จริง นาฬิการุ่นนี้มีตัวเรือนที่ยาวขึ้นเล็กน้อย ร่วมกับแนวการ์ดผิวนูนแบบโค้งมนและใช้หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบดั้งเดิม ในภาพเป็นนาฬิกา Tank Louis Cartier ที่ผลิตขึ้นประมาณปี 1925
นาฬิกา Tank Louis Cartier ยุคใหม่รุ่นนี้เป็นรุ่นตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ทำจากโรสโกลด์ ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานคาลิเบอร์ 8971 MC
นาฬิกาทั้ง 4 รุ่นนี้ ถือเป็นคอลเลกชั่นที่ไม่มีใครเทียบได้หากพิจารณาจากตัวมันเอง และยังเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงพลังของแบรนด์ที่เคารพในมรดกของตนเองอีกด้วย แน่นอนว่ายังมีนาฬิกาคลาสสิกรุ่นอื่น ๆ อีกหลายรุ่นซึ่งออกจำหน่ายในเวลาต่อมา เช่น Patek Philippe (แม้ว่าการเลิกผลิตนาฬิกาเรือนสตีล 5711 จะทำให้สูญเสียความต่อเนื่องในการเชื่อมโยงโดยตรงกับรุ่นดั้งเดิม ถึงจะไม่ใช่ในเรื่องของดีไซน์ก็ตาม)
ส่วน Patek Aquanaut (ที่ออกมาในปี 1997 และยังคงมีรุ่นสตีล จำหน่ายอยู่ในราคาที่ถือว่าคุ้มมาก) และแน่นอนว่าต้องมี Royal Oak Jumbo ด้วย ซึ่งสำหรับรุ่นนี้ ดูเหมือนว่าความต่อเนื่องจะขาดหายไปจากการหยุดผลิตกลไกขนาดบางเป็นพิเศษคาลิเบอร์ 2121 และการเปิดตัวของ 7121 แต่ถ้าเราไม่ตำหนินาฬิการุ่นอื่น ๆ ในลิสต์สั้น ๆ ของเราในเรื่องของการอัปเดตกลไก เราก็ไม่สามารถตำหนิ Royal Oak ได้เช่นกัน เพราะถือเป็นความไม่ยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องดีที่ได้ทราบว่ายังมีนาฬิกาบางรุ่นที่ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแหล่งกำเนิดและประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาเหล่านั้นออกมา หากคุณมองนาฬิกา Tank LC บนข้อมือของคุณแล้วได้รู้ว่านี่คือรุ่นเดียวกับที่ Louis Cartier เคยเห็นเมื่อกว่าศตวรรษก่อนแล้ว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ จากการนำกลับมาสร้างสรรค์หรือผลิตขึ้นใหม่
Wes Lang ศิลปินจากลอสแองเจลิส แบ่งปันเรื่องราวความรักกับผลงานชิ้นเอกครั้งล่าสุดของเขากับ
Denis Flageollet บุคคลระดับปรมาจารย์ ที่ถ่ายทอดผ่านแบรนด์ De Bethune โดยเขานำเสนอนาฬิการะดับโลกที่แทบเหมือนจะหลุดมาจากโลกอื่น และสร้างรากฐานที่ลึกซื้งในประวัติศาสตร์นาฬิกา แต่ในขณะเดียวกันก็ขยายขอบเขตของเทคนิคและนวัตกรรมออกไปด้วย
การได้ถือนาฬิกา De Bethune ไว้ในมือนั้นไม่เหมือนกับประสบการณ์ที่คุณจะได้รับจากแบรนด์อื่นใด เพราะผลงานของเขาให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยพลังงานและแสงสว่าง และให้ความรู้สึกที่สมดุลและความสงบ
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้รู้จัก De Bethune จากการเห็นนาฬิกาบนข้อมือของ Robert Downey Jr. ผู้รับบท Iron Man ระหว่างทัวร์สื่อมวลชนสำหรับภาพยนตร์ Avengers ผมรู้สึกประทับใจและสนใจมาก จึงเริ่มค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์นี้ และหาทางซื้อนาฬิกาแบรนด์นี้สักเรือน แต่มันหาซื้อไม่ได้
ข้ามมาถึงเดือนตุลาคมปี 2023 ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ที่เมืองมอนเตซิโต ในแคลิฟอร์เนีย เพื่อเข้าร่วมงานเปิดตัวนาฬิกาแห่งความร่วมมือของ Rexhep Rexhepi x Louis Vuitton ขณะที่ผมอยู่กับ Wei Koh ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Revolution ก็มีสุภาพบุรุษผู้หล่อเหลาและเป็นมิตรท่านนี้เข้ามาแนะนำตัว
เขาคือ Justin Reis จาก WatchBox ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ The 1916 Company และเป็นเจ้าของร่วมของ De Bethune เราพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และปรากฎว่าเรามีเพื่อนร่วมกันอยู่หลายคน เขาสวมใส่นาฬิกา De Bethune อยู่ และเพื่อนของเขาอีก 2-3 คน ก็สวมใส่นาฬิกา De Bethune ด้วยเช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบเห็นนาฬิกาแบรนด์นี้ด้วยตัวเอง และผมก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ
Wes Lang กำลังสวมใส่ De Bethune DB2xs Purple Rain (ภาพจาก: Ben Walters)
ปัจจุบันผมใส่นาฬิกาที่มีขนาดใหญ่ เช่น Laurent Ferrier Grand Sport Tourbillon ขนาด 44 มม. แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องคิดหนักคือ ขนาดสัดส่วนตัวเรือนของ De Bethune เมื่อผมแสดงความคิดเห็นนี้กับ Justin เขาบอกเป็นนัย ๆ ถึงสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะเปิดตัวซึ่งผมจะต้องตื่นเต้นแน่ ๆ แต่ผมจะต้องรอจนถึงงาน Watches and Wonders 2024 ในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นสถานที่เปิดตัวของนาฬิการุ่นใหม่นี้
เกี่ยวกับ De Bethune ผมรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของอยู่เรือนหนึ่ง ทั้งยังเคยมีรุ่นอื่นด้วย และเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์อีกต่างหาก ผมกลับไปดูวิดีโอที่ Wei ถ่ายที่โรงงาน De Bethune อีกครั้ง ซึ่งการดูในครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก
Wes Lang ในสตูดิโอของเขา (ภาพจาก: Ben Walters)
จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่งาน Watches and Wonders จะเริ่มขึ้น ผมก็ได้รับการเชิญจาก Justin และซีอีโอของ De Bethune ซึ่งก็คือ Pierre Jacques ให้ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำในลอสแองเจลิส ซึ่งจัดขึ้นสำหรับนักสะสมบางท่าน
Pierre ได้พูดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จากนั้นพวกเขาก็นำถาด 2-3 ใบออกมาเพื่อเป็นการเผยโฉมนาฬิกา เขาให้เราชมรุ่นที่เป็น Kind of Grande Complication กันก่อน มันงดงามและน่าหลงใหล แต่ก็มีมูลค่าถึง 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Paul สวมชุดนักมวยประดับเพชรซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ อันเป็นแฟชั่นในสไตล์ของเขา และในช่วงก่อนการชก Jake Paul ถูกพบเห็นว่าเขาสวมนาฬิกา Jacob & Co Billionaire Ashokha ซึ่งเป็นนาฬิกาที่เป็นตัวแทนของความหรูหรา โดยมากับกลไกทูร์บิญองในโครงสร้างแบบสเกเลตัน และประดับด้วยเพชรมากมายด้วยน้ำหนักถึง 151.22 กะรัต
Jake Paul กับนาฬิกา Jacob & Co. Billionaire Ashoka ราคา 7 ล้านดอลลาร์
Amanda Serrano กับ Rolex Lady’s Datejust เรือนทอง 18k ของเธอSimu Liu สวมใส่ Rolex Daytona เรือนเซรามิก… กลับหัวTom Segura กับ Patek Philippe Aquanaut ที่แลบออกมาให้เห็นจากแขนเสื้อของเขาLogan Paul กับ Patek Philippe Perpetual Calendar Ref.5740/1G ของเขา
นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Bremont ด้วยการเปิดตัว Terra Nova ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ของบริษัทในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือสำหรับการสำรวจ รูปลักษณ์ใหม่ของแบรนด์และการเพิ่มเติมที่น่าตื่นเต้นในแค็ตตาล็อกช่วยเติมเต็มจักรวาลของ Bremont ด้วยการเพิ่มสีสันให้กับเรื่องราวที่ได้รับการบอกเล่าอย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่วันแรก
เรื่องราวของ Bremont คือ เรื่องราวแห่งความพากเพียรของมนุษย์ และหนึ่งในความร่วมมือครั้งสำคัญของแบรนด์ก็คือ Ben Saunders และ Tarka L’Herpiniere ที่การเดินทาง Scott Expedition ของพวกเขาได้สร้างสถิติโลกสำหรับการเดินทางไกลสู่ขั้วโลกขึ้นมา โดยใช้นาฬิกา Terra Nova และ Supermarine ของ Bremont เป็นเครื่องมือบอกเวลาซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับพวกเขา
ระหว่างเดือนตุลาคม 2013 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2014 เป็นครั้งแรกที่ Saunders และ Tarka L’Herpiniere ได้เดินทางในแถบขั้วโลกใต้อีกครั้ง จากเกาะ Ross โดยใช้เส้นทางเดียวกับที่ Sir Ernest Shackleton ใช้ในภารกิจ Nimrod Expedition และ Robert Falcon Scott ใช้ในภารกิจ Terra Nova Expedition ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว
Ben Saunders และ Tarka L’Herpiniere (ภาพจาก: antarctic-logistics.com)
ด้วยระยะทาง 1,795 ไมล์ (2,888 กม.) ของภารกิจ Scott Expedition จึงเป็นการเดินทางสำรวจขั้วโลกด้วยพลังเรี่ยวแรงของตัวมนุษย์เองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ Saunders และ L’Herpiniere ได้ออกเดินทางจากเกาะ Ross เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2013 และไปถึงขั้วโลกใต้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2013 และสิ้นสุดการเดินทางโดยกลับมาถึงเกาะ Ross ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2014