Home Blog Page 39

Richard Mille RM 07-02 Automatic Lady Sapphire Collection

4 บทใหม่กับเรือนแซพไฟร์ใสสำหรับคุณผู้หญิง

Richard Mille ไอเทมสำคัญของเครื่องแบบสำหรับคนมีสตางค์ เผยโฉมนาฬิกา RM 07-02 Automatic Sapphire Collection นาฬิกาสำหรับผู้หญิงที่เปิดหน้าค่าตาออกมากันเพิ่ม 4 เวอร์ชั่น ในตัวเรือนแซพไฟร์ใสเจือสี ซึ่งต้องผสมออกไซด์ของโลหะต่าง ๆ ลงไปในโครงตาข่ายผลิกของวัสดุ และเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการเติบโต เมื่อได้ผลึกสีที่ต้องการแล้ว ก็ต้องใช้เวลากว่า 1,000 ชั่วโมงในการกลึงจนได้รูปทรงตัวเรือนตามที่ออกแบบไว้

ส่วนการทำงานอย่างแข็งขันในการขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของกลไกอัตโนมัติ CRMA5 ที่มีโครงสร้างแบบสเกเลตัน และใช้บริดจ์กับเมนเพลทที่ทำขึ้นจากเร้ดโกลด์หรือไวท์โกลด์ นำไปผ่านการทำไมโครบลาสต์และปาดขอบด้วยมือ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไกสเกเลตันที่ไม่เป็นสองรองใครในตลาดนาฬิกา

RM 07-02 Automatic Sapphire Collection

นาฬิกา 4 เวอร์ชั่นใหม่นี้ผสมความน่าดึงดูดของดีไซน์ตัวเรือนที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์แบบ Richard Mille เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นก่อนหน้า ซึ่งจุดเด่นก็คือสามารถมองทะลุผ่านตัวเรือนเข้าไปยังโครงสร้างกลไกที่อยู่ภายในได้ หน้าปัดของเวอร์ชั่นใหม่เหล่านี้โดดเด่นด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่มีความสมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบพร้อมกับสุนทรียศาสตร์อันประณีต

RM 07-02 Automatic Sapphire Collection

การออกแบบกราฟิกตรงส่วนกลางเป็นการสะท้อนถึงศิลปะของช่างประดับอัญมณีชั้นครู อัญมณีที่ประดับอยู่จะสะท้อนแสงเพื่อเสริมให้ทุกเหลี่ยมมุมของตัวเรือนแซฟไฟร์ดูเด่นขึ้น โดยมีการประดับตกแต่งทั้งที่หน้าปัด แนวกรอบหน้าปัด และชิ้นขอบตัวเรือน ทั้งยังประดับคาโบชองไว้ที่เม็ดมะยมอีกด้วย อัญมณีล้ำค่าต่าง ๆ เช่น เพชรที่แวววาว แซฟไฟร์สีน้ำเงินที่สะกดสายตา และแซฟไฟร์สีเหลืองสดใส ถูกผสมผสานกับอัญมณีต่าง ๆ เช่น สเปสซาร์ไทต์ ไวท์อะเกตหรือโอปอล และซาโวไรต์สีเขียว คริสโซเพรส และมาลาไคต์

เบื้องหลังความกลมกลืนของภาพอันหรูหราของชิ้นงานตัวเรือนแซพไฟร์นี้ซ่อนความชาญฉลาดเชิงจักรกลเอาไว้ด้วยกลไกอินเฮาส์ อัตโนมัติ โครงสร้างสเกเลตัน Cal.CRMA5 บอกเวลาเป็นชั่วโมงและนาที และขึ้นลานด้วยโรเตอร์ที่แปรเปลี่ยนรูปทรงได้ ทำให้สามารถกำหนดการขึ้นลานของกลไกได้ตามกิจกรรมของผู้สวมใส่โดยการปรับตุ้มถ่วงน้ำหนักขนาดเล็ก 2 ชิ้น ส่วนตัวโรเตอร์ที่ทำจากเร้ดโกลด์นั้นถูกประดับด้วยเพชรมาอย่างดงาม กลไกที่มีขนาดกะทัดรัดนี้สำรองพลังงานได้ประมาณ 50 ชั่วโมง และมีเมนเพลทและบริดจ์ที่ทำจากเร้ดโกลด์หรือไวท์โกลด์ที่ขึ้นอยู่กับเวอร์ชั่น ซึ่งได้รับการทำผิวไมโครบลาสต์และเจียรมุมด้วยมือ การผสมผสานรายละเอียดอย่างมากมายและการตกแต่งเหล่านี้ถูกกระทำมาอย่างประณีตที่สุดเพื่อช่วยเสริมให้นาฬิกามีความโดดเด่นยิ่งขึ้น

RM 07-02 Automatic Sapphire Collection

การใช้แซฟไฟร์ของ Richard Mille ต้องเผชิญกับข้อจำกัดอย่างมากมายและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว เพราะตัวเรือนทรงตอนโนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นยากต่อการสร้างชิ้นงานจากแซพไฟร์เนื่องจากแนวเส้นโค้งที่ทำให้ตัวเรือนนี้เหมาะกับสรีระข้อมือและสวมใส่ได้สบาย จึงต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในทุกขั้นตอนของกระบวนการสร้าง ตั้งแต่ก่อนการผลิต ไปจนถึงการผลิตและการตกแต่ง เพราะแซฟไฟร์ไม่สามารถทนต่อการบิดเบี้ยวได้แม้จะมีเพียงเล็กน้อยก็ตามโดยเฉพาะในระหว่างการเจียระไน

องค์ประกอบทางเคมีของแซพไฟร์ทำให้ได้ความแข็งถึงระดับ 9 ตามมาตราโมห์สที่ใช้กับความแข็งของแร่ ซึ่งตามหลังเพชรที่เป็นอันดับหนึ่ง การสร้างตัวเรือนแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาในการตัดเฉือนมากกว่า 1,000 ชั่วโมง โดย 430 ชั่วโมงใช้สำหรับการขึ้นรูปชิ้นส่วนตัวเรือน และ 350 ชั่วโมงใช้สำหรับการขัดเงาตัวเรือน นอกจากนี้ แผ่นขอบตัวเรือนทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังได้รับการเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนเพื่อให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ชัดเจนที่สุด

RM 07-02 Automatic Sapphire Collection

การผลิตแซฟไฟร์สีนั้นต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อนกว่าแซฟไฟร์ใส โดยแซฟไฟร์สีเหล่านี้ผลิตขึ้นโดยผสมออกไซด์ของโลหะลงในโครงตาข่ายผลึกของวัสดุอย่างระมัดระวัง อีกทั้งผลึกสีจะไวต่อความร้อนและกระบวนการเจริญเติบโตมากกว่าผลึกที่ไม่มีสี ดังนั้น การพัฒนาเฉดสีใหม่ เช่น สีไลแลค จึงต้องทำการทดลองหลายครั้งก่อนที่จะได้มาซึ่งเฉดสีที่ต้องการ

การฝังอัญมณีลงในวัสดุตัวเรือนชนิดนี้ถือเป็นงานวิศวกรรมที่แท้จริง เนื่องจากต้องใช้เลเซอร์ในการเจาะรูสำหรับฝังอัญมณี ซึ่งต้องแม่นยำถึงระดับไมครอน โดยใส่ฐานทองที่ขัดเงาด้วยมือเข้าไปทีละชิ้นแยกชิ้น แล้วจึงฝังเพชรลงไปให้เรียงกันอย่างสวยงาม

เวอร์ชั่นใหม่เหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการแสวงหาอย่างไม่ลดละในการผสมผสานความประณีตเข้ากับทักษะทางเทคนิค นาฬิกาเวอร์ชั่นใหม่ทั้งสี่ของ RM 07-02 Automatic Sapphire ถูกผลิตขึ้นด้วยจำนวนที่จำกัดมาก ๆ เพียง 7 เรือนสำหรับแต่ละเวอร์ชั่น อันได้แก่ เวอร์ชั่นแซฟไฟร์สีชมพูประดับอัญมณี เวอร์ชั่นแซฟไฟร์สีม่วง เวอร์ชั่นแซฟไฟร์สีเขียว และเวอร์ชั่นแซฟไฟร์สีเขียวประดับอัญมณี

RM 07-02 Automatic Sapphire Collection

ข้อมูลทางเทคนิค: Richard Mille RM07-02 Automatic Lady Sapphire

  • กลไก: อัตโนมัติ Cal.CRMA5 โครงสร้างสเกเลตัน สำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง โรเตอร์ทรงเรขาคณิตแบบแปรผันได้ เบสเพลทประดับเพชร
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง และนาที
  • ตัวเรือน: แซพไฟร์สีชมพู (เวอร์ชั่นประดับอัญมณี) แซฟไฟร์สีม่วง แซฟไฟร์สีเขียว และแซฟไฟร์สีเขียว (เวอร์ชั่นประดับอัญมณี) ขนาด 46.75 x 32.9 มม. หนา 14.35 มม.
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 7 เรือนต่อเวอร์ชั่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

การกลับมาอย่างน่าทึ่งของ Longines Ultra-Chron

Longines Ultra-Chron Carbon ตำนานที่คืนชีพด้วยนวัตกรรมใหม่สำหรับ Longines

Longines Ultra-Chron Carbon เป็นนาฬิกาที่แสดงถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างนวัตกรรมและมรดกทางการออกแบบของ Longines โดยเป็นนาฬิกาเรือนแรกของทางแบรนด์ที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งเบาและแข็งแรง ทำให้ทนทานต่อการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ย้อนกลับไปในปี 1968 Longines ได้นำนาฬิกาดำน้ำรุ่น Ultra-Chron ที่มาพร้อมกลไกความถี่ 5Hz ซึ่งทำให้กลายเป็นนาฬิกาดำน้ำที่มีความถี่สูงเป็นครั้งแรกในโลก และในปี 2022 นาฬิกานี้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่ที่มีดีไซน์ย้อนยุคแต่ทันสมัย และในปี 2025 นี้ Ultra-Chron ก็มาพร้อมกับวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งดูดุดันแบบไม่เกรงใจใคร

ตัวเรือน Ultra-Chron Carbon ถูกออกแบบมาให้มีลวดลายคาร์บอนที่โดดเด่น ผสมผสานชิ้นส่วนโลหะที่เพิ่มความหรูหรา ในนาฬิการุ่นนี้ใช้กลไกอัตโนมัติความถี่สูงที่พัฒนาต่อเนื่องจากรุ่นก่อน เพื่อความเที่ยงตรง โดยมีจุดเด่นในการมอบพลังงานสำรองได้ถึง 52 ชั่วโมง

นาฬิการุ่นนี้มีขนาดตัวเรือน 43 มม. และหนา 14 มม. พร้อมความสามารถในการกันน้ำถึง 300 เมตร หน้าปัดสีเทาอ่อนมีพรายน้ำสี่เหลี่ยมเรืองแสง Super-Luminova รวมถึงโลโก้ Ultra-Chron ที่ให้ความรู้สึกเก่าแก่ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ ตัวเรือนยังมีน้ำหนักเบาโดยเมื่อรวมสายแล้ว มีน้ำหนักแค่เพียง 80 กรัม

Ultra-Chron Carbon มิได้เป็นเพียงนาฬิกาบอกเวลา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของ Longines เหมาะสำหรับนักสะสมนาฬิกาที่แสวงหาความโดดเด่นในด้านการออกแบบและคุณภาพการทำงานอย่างแท้จริง สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Longines.com

ข้อมูลทางเทคนิค
Longines Ultra-Chron Carbon

  • ตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง ขนาด 43 มม. หนา 14 มม. ตัวเรือนทรงคิวชั่น วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เม็ดมะยมและฝาหลังเป็นไทเทเนียม / ขอบไทเทเนียม แผ่นวงแหวนด้านในเป็นอลูมิเนียมสีดำและหมายเลขสีเงิน / กระจกแซพไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน / กันน้ำได้ถึง 300 เมตร / น้ำหนัก 80 กรัม (รวมสาย)
  • หน้าปัด: สีเทาแอนธราไซท์ ผิวพ่นทราย / หลักชั่วโมงสีเงิน เคลือบ Super-LumiNova สีน้ำเงิน / เข็มบอกชั่วโมงและนาทีทรงสี่เหลี่ยมเคลือบ PVD สีเทาและสารเรืองแสง / โลโก้ Ultra-Chron แบบดั้งเดิมที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไก L836.6 / อัตโนมัติ / ความถี่ 5Hz/36,600 รอบต่อนาที / รับรองโครโนมิเตอร์โดย TimeLab เจนีวา / บาลานซ์สปริงซิลิคอนกันกระแสแม่เหล็ก / สำรองพลังงาน 52 ชั่วโมง
  • สาย: สายผ้าเทคนิคสีดำพร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียม

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

“Mastering the Tick: ถอดรหัสพลังแห่งวินาที เปลี่ยนทุกความฝันให้เป็นจริงในปี 2025”

เพราะทุกวินาทีมีความหมาย นาฬิกาหรูไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่มันคือเครื่องบันทึกความสำเร็จและสัญลักษณ์ของอนาคตที่คุณสร้างได้

The Power of the Tick

เคยคิดไหมว่า “เสียงติ๊กติ๊ก” จากนาฬิกาข้อมือของคุณเป็นมากกว่าการบอกเวลา? เสียงของจังหวะการเคลื่อนไหวเบา ๆ บนข้อมืออาจดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนถึงการเดินทางที่ไม่มีวันหยุดของเวลา มันคือเสียงที่ย้ำเตือนว่าเราไม่ควรหยุดฝัน คือการสะท้อนถึงการขับเคลื่อน ความต่อเนื่องและควรก้าวต่อไปเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า

ในปี 2025 นี้ Revolution Thailand ขอพาคุณออกเดินทางสู่ศักราชใหม่ ปลดล็อกศักยภาพแห่งเวลา พร้อมเรียนรู้วิธีที่จะใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า ผ่านศิลปะแห่งนาฬิกาหรูที่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ ด้วยการถอดรหัสพลังแห่งวินาทีเพื่อค้นพบความหมายที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกาหรูแต่ละเรือน นาฬิกาที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือแรงบันดาลใจและสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ

3 แนวทาง Mastering the Tick ในปี 2025

“Reclaim Your Time”: ทวงคืนเวลาของคุณ

เลือกนาฬิกาที่สะท้อนเป้าหมายชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิกที่บ่งบอกถึงความนิ่ง หรือความล้ำสมัยที่ท้าทายทุกขีดจำกัด ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าและไม่สามารถเรียกคืนได้ การเลือกนาฬิกาที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงเพื่อความหรูหรา แต่ยังช่วยเตือนใจให้คุณให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย ความฝัน หรือช่วงเวลาที่ใช้กับคนสำคัญ

“Value the Journey”: เติมเต็มทุกการเดินทางของคุณ

ทุกนาฬิกามีเรื่องราว เช่นเดียวกับการเดินทางของคุณ เลือกเรือนเวลาที่เติมเต็มประสบการณ์และบันทึกความสำเร็จทุกวินาที นาฬิกาหรูแต่ละเรือนมีเรื่องราวเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ งานศิลปะ หรือความท้าทายของกลไกอันซับซ้อน เช่นเดียวกับชีวิตของเรา นาฬิกาสามารถเป็นเพื่อนร่วมทางที่บันทึกทุกความสำเร็จและบทเรียนที่ผ่านเข้ามา

“Embrace the Future”: ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ

นาฬิกาคือสัญลักษณ์ของการเดินหน้าสู่อนาคต ไม่ว่าคุณจะเลือกกลไกอัตโนมัติหรือดีไซน์สุดล้ำ แต่ละเรือนคือการลงทุนที่คุ้มค่า ปี 2025 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง ดังนั้นนาฬิกาที่คุณสวมใส่ควรสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานในอนาคต เลือกเรือนเวลาที่สะท้อนตัวตนและเป้าหมายในแบบที่คุณต้องการจะเป็น

ทำไมนาฬิกาหรูถึงเป็นสิ่งที่ควรมีในปี 2025?

  1. ตัวแทนของตัวตน: นาฬิกาเป็นเหมือนลายเซ็นที่บ่งบอกถึงสไตล์ ความเชื่อ และเป้าหมายของคุณ
  2. แรงบันดาลใจในชีวิต: ทุกครั้งที่มองเวลาคือการย้ำเตือนถึงเป้าหมายและความสำเร็จ
  3. การลงทุนที่มีคุณค่า: นาฬิกาหรูไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่ยังเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต

The Watch Picks for 2025

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสม หรือมือใหม่ในวงการนาฬิกาหรู ปีนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการสำรวจเรือนเวลาที่เหมาะกับตัวคุณที่สุด Revolution Thailand ขอแนะนำตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด:

  • Grand Seiko Evolution 9 Collection SLGA023: ความคลาสสิกที่มีไดนามิกอยู่ในตัว
  • Patek Philippe Nautilus Ref.5712: ความหรูหราที่เหนือกาลเวลา พร้อมฟังก์ชันจับคู่ดวงจันทร์
  • Richard Mille RM 72-01 Lifestyle Chronograph: กลไกสุดล้ำสำหรับคนที่มองหานาฬิกาที่เป็นทั้งเครื่องมือและงานศิลปะ
  • Bvlgari Octo Finissimo Ultra: นาฬิกาที่บางที่สุดในโลก สร้างมาตรฐานใหม่แห่งความเรียบหรู
  • Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Duoface: ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมไว้ในเรือนเดียว
  • Ulysse Nardin Freak S:การดีไซน์กลไกที่เหนือจินตนาการ ท้าทายทุกแนวคิดเดิม ๆ
  • Audemars Piguet Royal Oak Offshore: สัญลักษณ์ของความกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด
  • Cartier Ballon Bleu: สะท้อนความเรียบง่ายและความสง่างาม
  • Hublot Big Bang Unico Sapphire: ดีไซน์โปร่งใสที่เผยให้เห็นกลไกภายใน
  • Grand Seiko Spring Drive Snowflake: แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและความสงบ
  • Omega Seamaster Planet Ocean Ultra Deep: เพื่อนร่วมทางที่พร้อมลุยไปทุกที่

เพราะปีใหม่คือโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างเต็มเปี่ยม อย่าปล่อยให้เวลาเป็นเพียงแค่ตัวเลขบนหน้าปัด แต่จงใช้มันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตคุณ มาเริ่มต้นปี 2025 ด้วยการ “ถอดรหัสพลังแห่งวินาที” และปล่อยให้เสียงติ๊กติ๊กจากนาฬิกาของคุณสะท้อนถึงความสำเร็จที่ไม่มีวันหยุด เสียง “ติ๊กติ๊ก” จากนาฬิกาอาจจะเบา แต่พลังของมันยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ในปี 2025 นี้ อย่าให้เวลาเป็นเพียงตัวเลขบนหน้าปัด แต่จงเปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดันให้คุณสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

เพราะในทุกวินาทีของคุณมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านไป มาเริ่มต้นปีใหม่ด้วยนาฬิกาหรูที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมทางและแรงบันดาลใจไปพร้อมกับ Revolution Thailand

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
5 เทคนิคการเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับคุณ อัพลุคดูดี มีสไตล์ พร้อมสร้างความประทับใจ
เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 เมื่อเวลาเชื่อมต่อเทคโนโลยี แฟชั่น และโลกยั่งยืน

Franck Muller นำเสนอเรือนแห่งปีงูในดีไซน์ตัวเรือนแบบใหม่

งานสร้างสรรค์ตัวเรือนแบบใหม่พร้อมกับการมาถึงของปีงูแห่งนักษัตรจีน

ในห้วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา Franck Muller ได้ร่วมเฉลิมฉลองปีนักษัตรจีนด้วยการตีความภาพของสัตว์ต่าง ๆ ในรูปแบบเฉพาะตัวบนนาฬิกาของตน เริ่มจากปีกระต่ายที่ทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกา Vanguard สีดำและสีขาวดีไซน์ร่วมสมัยซึ่งตกแต่งด้วยกระต่ายเรืองแสง 2 ตัว โดยออกแบบร่วมกับ Ryo Ishikawa กูรูสตรีทแวร์ชาวญี่ปุ่น ต่อด้วยปี 2024 ปีมังกรด้วยนาฬิกา Cintrée สีน้ำเงินเทอร์ควอยซ์อันมีเสน่ห์ ที่มีมังกรการ์ตูน 12 ตัวทำหน้าที่เป็นหลักบอกชั่วโมง ซึ่งสร้างสรรค์โดย Ryoko Kaneta ศิลปินชาวญี่ปุ่น

มาถึงปี 2025 Franck Muller จึงนำเสนอนาฬิกาที่ฉีกแนวออกไป ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจากสไตล์ร่วมสมัยสุด ๆ ในรูปแบบก่อนหน้านี้ โดยให้ชื่อว่า Silhouette CX Snake ซึ่งนอกจากจะดูโดดเด่นและแตกต่างจากนาฬิกาสำหรับนักษัตรจีนของแบรนด์อื่น ๆ แล้ว ยังมากับรูปทรงตัวเรือนที่แปลกใหม่โดยสิ้นเชิง

Franck Muller Silhouette CX Snake

ดีไซน์รูปทรงตัวเรือนแบบใหม่ที่โดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ

เนื่องจากประเทศจีนนั้น เป็นตลาดผู้นำเข้านาฬิกาสวิสที่ใหญ่เป็นอันดับสอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่แบรนด์สวิสทั้งหลายจะพยายามสร้างสรรค์การตีความนาฬิกาสำหรับนักษัตรจีนในแต่ละปีให้โดดเด่นและดึงดูดเป็นพิเศษ โดยมักจะใช้เทคนิคการตกแต่งระดับสูงเพื่อแสดงให้เห็นถึงฝีมือและสไตล์อันยอดเยี่ยมของตน

อย่างไรก็ตาม Franck Muller ได้ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยไม่ได้ดำเนินตามแนวทางเทคนิคการตกแต่งระดับสูงที่ซับซ้อนนัก แต่ให้น้ำหนักไปที่ความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นาฬิกานักษัตรบางแบบที่ทำด้วยมืออย่างประณีตอาจของบางแบรนด์อาจขาดไป เพราะ Franck Muller กล้าที่จะแตกต่าง ซึ่งแม้ว่านักสะสมบางท่านอาจมองว่าเป็นการพยายามมากเกินไป แต่การมีบางอย่างที่โดดเด่นออกมาก็ถือเป็นเรื่องดี

สำหรับปีนี้ นาฬิกานักษัตรจาก Franck Muller อาจเป็นรูปแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในซีรี่ส์ Chinese Zodiac จักราษีจีนเท่าที่ตนเคยสร้างขึ้นมา เหตุผลก็คือ มันมากับตัวเรือนรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่หาพบได้ยากในการที่ผู้ผลิตนาฬิกาจะนำเสนอตัวเรือนรูปทรงสุดแหวกแนวที่มีลักษณะแบบอสมมาตรเช่นที่เห็นกับ Silhouette CX Snake รุ่นนี้ ซึ่งมากับรูปทรงอันลื่นไหลที่ดึงดูดสายตาได้ทันทีที่พบเห็น ทั้งยังสะท้อนถึงดีไซน์แบบปกติของดีไซน์ตัวเรือนแบบ Cintrée หรือ Vanguard อย่างชัดเจน แม้ว่าดีไซน์จะให้อารมณ์ในแนวทางแหวกแนวเหมือนอย่างที่เห็นกับ Cartier Crash หรือ Berneron Mirage ก็ตาม

Franck Muller Silhouette CX Snake

ดีไซน์ตัวเรือนของรุ่นนี้ไม่เพียงแต่ดูโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังน่าสนใจในเชิงแนวคิดอีกด้วย โดยสะท้อนถึงรูปร่างที่อ่อนช้อยของร่างเลื้อยของงู และเพื่อให้สอดคล้องกับการออกแบบตัวเรือน หน้าปัดจึงใช้ชิ้นมรกตสีเขียว 2 มาประดับเป็นแถบทรงงูเลื้อย 2 แถบ ซึ่งเป็นการประดับอัญมณีที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและกลมกลืนไปกับความสวยงามแปลกตาของดีไซน์ตัวเรือนแบบใหม่ของตนได้อย่างลงตัว

พื้นที่ส่วนที่เหลือของหน้าปัดยังคงตกแต่งมาตามแบบฉบับคลาสสิกของ Franck Muller โดยมีลายสลักกิโยเช เพื่อสร้างสัมผัสแห่งความหรูหราทางสายตา และฟอนต์หลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกที่มีดีไซน์เฉพาะตัวอันเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ อีกทั้งสายนาฬิกาที่ด้านบนผลิตจากแผ่นหนังวัวสีเขียวซึ่งปั๊มลายเลียนแบบเกล็ดของงูก็ควรค่าแก่การกล่าวถึงด้วยเช่นกัน โดยผนึกประกบเข้ากับสายยางสีเขียวเพื่อเพิ่มความทนทานในการใช้งาน

Franck Muller Silhouette CX Snake

ภายในตัวเรือนถูกบรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติ Cal.MVT FM 2038 ที่มีพื้นฐานเป็นกลไก Cal.2892 ของ ETA ซึ่งมีความบางเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว ทำให้ตัวเรือนสามารถทำให้มีขนาดบางเพียง 8.3 มม.ได้ ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับรูปลักษณ์ที่สง่างามในแบบไม่เหมือนใครของนาฬิการุ่นนี้

พลังงานสำรองทำได้ที่ 40 ชั่วโมง โดยมีความถี่การทำงาน 4 เฮิร์ตซ์ หรือ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ตามแบบฉบับเดิมของกลไก ETA ในยุคก่อน ซึ่งต่างจากอัตราความถี่ที่ต่ำกว่าแต่ให้พลังงานสำรองได้นานกว่าของกลไก ETA คาลิเบอร์ใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบัน

ข้อมูลทางเทคนิค: Franck Muller Silhouette CX Snake

  • กลไก: อัตโนมัติ MVT FM 2038 สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18K ขนาด 44 x 30.8 มม. หนา 8.3 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • สาย: หนังวัวปั๊มลายเกล็ดงูประกบกับสายยางสีเขียว
  • จำนวนการผลิต: 28 เรือน มีจำหน่ายเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: Lee Cheng

OMEGA เปิดตัวทัพเรือนเวลาใหม่ Seamaster Diver 300M

เทคโนโลยี Master Chronometer และดีไซน์วินเทจใน Seamaster Diver 300M ใหม่

ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา Seamaster Diver 300M ได้กลายเป็นไอคอนของเรือนเวลาในสายดำน้ำที่ได้รับความนิยมและเป็นที่จดจำมากที่สุดของ OMEGA ในปีนี้ คอลเลกชั่นนี้ได้สืบทอดมรดกแห่งท้องทะเลผ่านการนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ที่ผสานความงามเหนือกาลเวลาเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัย

เผยโฉมครั้งแรกบนข้อมือแอมบาสเดอร์ระดับโลก

การเปิดตัวครั้งแรกของนาฬิกาเรือนใหม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บนข้อมือของ แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) แอมบาสเดอร์ของ OMEGA ที่สวมรุ่นสีดำวัสดุสแตนเลสสตีลในงานโอลิมปิก Paris 2024 ซึ่งการปรากฏตัวครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้หลงใหลในเรือนเวลาทั่วโลก

แรงบันดาลใจจากตำนานสายลับ

Diver 300M รุ่นใหม่ยังคงสืบสานแรงบันดาลใจจาก Seamaster Diver 300M 007 Edition ที่ปรากฏในภาพยนตร์ No Time To Die พร้อมนำเสนอการออกแบบที่แตกต่างจากรุ่นเซรามิกที่เคยได้รับความนิยม โดยมาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม สะท้อนกลิ่นอายวินเทจ และสายนาฬิกาโลหะถักในสไตล์เจมส์ บอนด์

OMEGA นำเสนอ Diver 300M รุ่นใหม่ใน 4 สไตล์ที่ตอบโจทย์ทั้งสายลุคคลาสสิกและลุคทันสมัย ในปัจจุบัน คอลเลกชั่นจะประกอบไปด้วยตัวเลือกถึงสี่แบบที่แตกต่างกันซึ่งนำเสนอพร้อมสายนาฬิกาโลหะถักหรือสายนาฬิกายาง:

  • รุ่นสแตนเลสสตีลที่มาพร้อมกับขอบตัวเรือนอลูมิเนียมสีดำและหน้าปัดอลูมิเนียมสีดำที่สลักด้วยเลเซอร์เป็นลวดลายคลื่น
  • รุ่นสแตนเลสสตีลที่มาพร้อมกับขอบตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 และหน้าปัดสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD ขัดด้าน

เทคโนโลยีและมาตรฐานระดับสูงของ OMEGA

แต่ละรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ที่มอบทั้งความเที่ยงตรง ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และสมรรถนะระดับสูง พร้อมโชว์กลไกผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์

บทสรุปของมรดกแห่งท้องทะเล

ย้อนกลับไปในปี 1993 นาฬิกา Seamaster Diver 300M รุ่นแรกส่งสัญญาณถึงการกลับมาของ OMEGA ในโลกนาฬิกาดำน้ำ โดยดึงแรงบันดาลใจจากยุคทองในทศวรรษที่ 60 และ 70 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา Diver 300M ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกด้วยดีไซน์เอกลักษณ์ เช่น หน้าปัดลวดลายคลื่นและฮีเลียมวาล์วตำแหน่ง 10 นาฬิกา

Seamaster Diver 300M รุ่นใหม่เหล่านี้ คือบทพิสูจน์ว่า OMEGA ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในโลกแห่งการบอกเวลาใต้น้ำได้อย่างไร้ข้อกังขา

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Tradition Chronographe Indépendant 7077: ศิลปะแห่งความสมดุลและนวัตกรรมกลไกสุดล้ำ

อัตลักษณ์แห่งยุคใหม่: เส้นสายสมมาตร กับหัวใจที่พิเศษในโทนสี “Breguet Blue”

ในมุมมองของ Abraham-Louis Breguet ที่ต้องการนวัตกรรมเชิงเทคนิคที่เข้าถึงได้ง่าย ปรัชญาที่ผลักดัน Maison นี้มากว่า 2 ศตวรรษ นาฬิกา Tradition Chronographe Indépendant 7077 ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์การวัดเวลาระยะสั้นอย่างแม่นยำ พร้อมนำเสนอสีสันที่เข้มข้นอย่างสีน้ำเงิน “เบรเกต์ บลู” (Breguet Blue)

นาฬิการุ่นนี้ถูกรวมเข้าในคอลเลกชัน Tradition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Subscription Watch และ Tact Watch อันเลื่องชื่อที่พัฒนาขึ้นโดยผู้ก่อตั้งเมซง การใช้สีน้ำเงิน “เบรเกต์ บลู” บนหน้าปัดทองคำของรุ่นนี้ ช่วยเพิ่มความร่วมสมัยและความเข้มข้นในการมองเห็น พร้อมเน้นสถาปัตยกรรมเชิงเทคนิคของตัวเครื่องที่เผยให้เห็นการทำงานของบาลานซ์วีลคู่ที่ขยับเคลื่อนสอดประสานกันอย่างลงตัว

ความงามสมมาตรของคู่สี “เบรเกต์ บลู”
นาฬิกา Tradition Chronographe Indépendant 7077 เป็นเครื่องแสดงถึงความวิจิตรของงานออกแบบที่ผสมผสานนวัตกรรมกลไกเข้ากับความงดงามเหนือกาลเวลา เฉดสีน้ำเงิน “เบรเกต์ บลู” บนหน้าปัดช่วยเพิ่มความโดดเด่นและชัดเจนในการอ่านค่า ในขณะที่ตัวเรือนขนาด 44 มม. และความหนา 14.1 มม. มอบความสมมาตรที่ลงตัว

ผิวสีน้ำเงินบนหน้าปัดทองถูกตกแต่งด้วยลายแบบ “กลูส์ เดอ ปารีส์” หลักชั่วโมงเลขโรมันสีขาวรายล้อมรอบชุดเข็มนาฬิกาแบบมีห่วงโปร่งสไตล์เบรเกต์ ทำหน้าที่แสดงชั่วโมงและนาทีอย่างประณีต

สี “เบรเกต์ บลู” ได้ถูกนำมาเติมเต็มในคอลเล็กชัน Tradition โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาแบบ Subscription Watch และ Tact Watch ที่ผู้ก่อตั้งของเมซงได้พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะในรุ่น Tradition Chronographe Indépendant 7077 สีนี้ได้ช่วยเสริมเสน่ห์ความทันสมัยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างคอนทราสต์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่า และเผยให้เห็นโครงสร้างทางเทคนิคอันซับซ้อน โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะความเคลื่อนไหวของบาลานซ์วีลคู่ที่แสดงการทำงานอยู่อย่างงดงาม

Abraham-Louis Breguet: ผู้บุกเบิกการบอกเวลาสู่คนหมู่มาก

ตั้งแต่ผลงานแรกเริ่มที่เวิร์กช็อปบนเกาะ Île de la Cité ในปี 1775 และความสำเร็จในหมู่ชนชั้นสูง Abraham-Louis Breguet ช่างทำนาฬิกาผู้มีพรสวรรค์ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ “เวลา” เข้าถึงได้สำหรับทุกคน เขามองการณ์ไกลในการสร้างสรรค์เครื่องมือที่เรียบง่ายในจำนวนจำกัด และราคาที่จับต้องได้ ซึ่งแตกต่างจากช่างนาฬิการ่วมยุคที่มุ่งผลิตผลงานชิ้นพิเศษสำหรับชนชั้นสูงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ความทะเยอทะยานนี้ ซึ่งถือเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงยุคของการผลิตแบบจำนวนมาก การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ทำให้เขาออกแบบนาฬิการุ่น Subscription Watch ขึ้นมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 นาฬิการุ่นนี้มีคุณภาพสูง และโดยทั่วไปจะมีเข็มชี้เพียงเข็มเดียวและมีหน้าปัดขนาดใหญ่ พร้อมกลไกที่เชื่อถือได้และง่ายต่อการดูแลรักษา ผู้ซื้อสามารถครอบครองได้ด้วยการชำระเงินมัดจำประมาณหนึ่งในสี่ของราคาขายเมื่อสั่งจอง

เจตนารมณ์ในการทำให้ “เวลา” เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ผ่านแนวคิดแบบมินิมอลนี้ ได้รับการสืบทอดมานานกว่า 200 ปี และบรรลุผลสำเร็จในปี 2005 ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชั่น Tradition นาฬิกาที่นำเสนอการออกแบบสไตล์โปร่งซึ่งเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมกลไกของบริดจ์และวีลทางด้านหน้า ราวกับเป็นงานศิลปะแบบไคเนติกอาร์ต (Kinetic Art) ที่เคลื่อนไหวได้

Tradition Chronographe Indépendant 7077: สมดุลแห่งความเป็นคู่

ด้วยการออกแบบที่สะดุดตาและรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในเชิงเรขาคณิต โดยเฉพาะการออกแบบที่สมมาตรทั้งในส่วนของหน้าปัดและบาลานซ์วีลคู่ ทั้งยังมาพร้อมกับกลไกที่ล้ำสมัยซึ่งได้รับการพัฒนา และจดสิทธิบัตรโดย Breguet โดยเป็นระบบขึ้นลานด้วยมือ ซึ่งก็คือคาลิเบอร์ 580DR

ความสมมาตรที่สะดุดตาใน “เบรเกต์ บลู”

แม้ดีไซน์ของนาฬิการุ่นนี้จะดูซับซ้อน แต่การจัดองค์ประกอบที่สมมาตรของนาฬิการุ่นนี้บนตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม. และความหนา 14.1 มม. กลับทำให้อ่านค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยองค์ประกอบที่จัดวางอย่างลงตัว

ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เวลาชั่วโมงและนาทีถูกแสดงด้วยเข็มทรงปลายแหลมเคลือบโรเดียมที่มีห่วงโปร่งอยู่ด้วยอันเป็นเอกลักษณ์ของ Breguet บนหน้าปัดทองทำสีน้ำเงินเฉด “เบรเกต์ บลู” ซึ่งผ่านกระบวนการตกแต่งด้วยลาย กลูส์ เดอ ปารีส์ ล้อมรอบด้วยหลักชั่วโมงเลขโรมันสีขาว

บนหน้าปัดมีแนวแถบโค้งอยู่ 2 จุด โดยทางด้านซ้ายคือสเกลเวลา 20 นาทีของกลไกจับเวลาที่ขับเคลื่อนด้วยเข็มจับเวลาแบบเรโทรเกรดซึ่งมีแกนเข็มอยู่ฝั่งซ้าย และทางด้านขวาคือเข็มแสดงพลังงานสำรองซึ่งมีแกนเข็มอยู่ที่ฝั่งขวาได้สมดุลกัน ขณะที่วงแหวนขอบหน้าปัดนั้นเป็นพื้นสีน้ำเงิน “เบรเกต์ บลู” พิมพ์สเกลสีขาว

ทางฝั่งด้านล่างของกลไกทางด้านหน้า ปรากฎให้เห็นบาลานซ์วีล 2 ชุดวางขนาบคู่กันที่ตำแหน่ง 8 และ 4 นาฬิกา และมีปลายศรขนาดเล็กเคลือบโรเดียมสำหรับระบุสถานะการทำงานของกลไกจับเวลาว่า “ปิด” หรือ “เปิด” การใช้งานอยู่

ระบบเกียร์อิสระ 2 ชุด

กลไกโครโนกราฟแบบดั้งเดิมอาจเผชิญปัญหาเมื่อฟังก์ชันนี้รบกวนการทำงานของระบบเกียร์หลัก แต่ปัญหานี้ไม่มีใน Tradition Chronographe Indépendant 7077 เนื่องจากใช้ระบบเกียร์ 2 ชุดที่แยกจากกันโดยสมบูรณ์ อันเป็นความโดดเด่นของกลไกไขลานคาลิเบอร์ 580DR

ระบบเกียร์ชุดแรกสำหรับบอกเวลาชั่วโมงและนาที ใช้บาลานซ์วีลที่แกว่งด้วยความถี่ 3Hz และมีพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง ขณะที่ระบบเกียร์ชุดที่สองทำงานด้วยความถี่สูงถึง 5Hz เพื่อเพิ่มความเสถียรและความแม่นยำเป็นพิเศษในการจับเวลาของกลไกโครโนกราฟ ซึ่งสามารถแสดงค่าจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที จึงมั่นใจได้ถึงความน่าเชื่อถือระดับสูงสำหรับการจับเวลาในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องที่ผลักดันขอบเขตของความแม่นยำและความละเอียดในการบอกค่าจับเวลา

แหล่งพลังงานอิสระ 2 ระบบ

ปกติแล้ว การเพิ่มเกียร์เทรนชุดที่สองมักจะต้องการบาร์เรลเพิ่มสำหรับตนเองโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้กินพื้นที่มากขึ้นและจำเป็นต้องมีการขึ้นลานทั้งบาร์เรลของฟังก์ชันจับเวลาและการบอกเวลา แต่ใน Tradition Chronographe Indépendant 7077 แบรนด์ Breguet ใช้บาร์เรลเพียงตัวเดียว โดยมีสปริงที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการทำงานของกลไกโครโนกราฟโดยเฉพาะ

พลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนกลไกโครโนกราฟจะถูกจัดเก็บไว้ในเบลดสปริงที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งสามารถสำรองพลังงานได้นานสูงสุดถึง 20 นาที อันเหมาะสมสำหรับการจับเวลาระยะสั้น และช่วยให้กลไกโครโนกราฟเริ่มทำงานได้ทันที เพราะพลังงานที่มีอยู่จะถูกจัดเก็บในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลา ระบบเกียร์ที่จับคู่กับเบลดสปริงนี้จะช่วยปรับแรงบิดให้ราบรื่น ทำให้สามารถรักษาระยะการแกว่งของบาลานซ์วีลฝั่งซ้ายสำหรับฟังก์ชั่นจับเวลาโดยเฉพาะทำให้กลไกโครโนกราฟทำงานได้อย่างแม่นยำและคงที่ ทั้งนี้ ระบบเบลดสปริงและเกียร์ดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Breguet เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การควบคุมที่ลงตัว

ฟังก์ชันโครโนกราฟในรุ่นนี้ควบคุมผ่านปุ่มกดแบบล็อกด้วยเกลียว 2 ชุด โดยปุ่มที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาใช้สำหรับเริ่มการจับเวลา ส่วนอีกปุ่มที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาใช้สำหรับหยุดและรีเซ็ต ซึ่งการรีเซ็ตจะช่วยเก็บพลังงานไว้ในเบลดสปริง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจับเวลาครั้งใหม่

นอกจากนี้กลไกคาลิเบอร์ 580DR ยังคงรักษาองค์ประกอบดั้งเดิมของคอลเลกชัน Tradition ที่มีต้นแบบเป็นนาฬิกาพกของ Breguet ในยุคปลายศตวรรษที่ 18 เช่น ระบบแปร์ชูต (pare-chute) ที่ได้รับสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งช่วยซึมซับแรงกระแทกที่อาจก่อความเสียหายต่อกลไก เป็นต้น

ข้อมูลเชิงเทคนิค Breguet Tradition Chronographe Indépendant 7077

Ref. 7077BB/GY/9XV

คุณสมบัติเด่น
Tradition Chronographe Indépendant 7077 มาพร้อมกลไกขึ้นลานด้วยมือคาลิเบอร์ 580DR แสดงชั่วโมงและนาทีที่ความถี่ 3Hz พร้อมพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง และฟังก์ชั่นโครโนกราฟทำงานที่ความถี่ 5Hz ที่มีพลังงานสำรอง 20 นาที ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 44 มม. แนวด้านข้างของตัวเรือนเซาะเป็นร่องฟลุ้ต ปุ่มกดแบบมีเกลียวล็อก และหน้าปัดทอง 18K ตกแต่งด้วยลวดลายกลูส์ เดอ ปารีส์ สลักด้วยมือ เคลือบสีน้ำเงินเข้ม “เบรเกต์ บลู” ด้วยกระบวนการกัลวานิก จับเวลาได้ 20 นาที มีศรแสดงสถานะเปิด/ปิดการใช้งานกลไกจับเวลา และมีมาตรแสดงพลังงานสำรอง

ตัวเรือน
ไวท์โกลด์ 18K ขนาด 44 มม. หนา 14.1 มม. แนวด้านข้างสลักเซาะร่อง
ฝาหลังกรุกระจกแซพไฟร์คริสตัล เคลือบสารกันแสงสะท้อนที่ด้านใน
ปุ่มกดจับเวลาแบบมีเกลียวล็อก
กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัล เคลือบสารกันแสงสะท้อนที่ด้านใน
กันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร)

หน้าปัด 
หน้าปัดขนาดเล็กจัดวางในตำแหน่งเยื้องศูนย์กลาง ทำจากทอง 18K เคลือบสีน้ำเงินเข้ม “เบรเกต์ บลู” ด้วยกระบวนการกัลวานิก สลักลวดลายกลูส์ เดอ ปารีส์ ด้วยมือด้วยเทคนิคกิโยเช พิมพ์หลักชั่วโมงเลขโรมันสีขาว
วงขอบหน้าปัดทำจากทอง 18K เคลือบสีน้ำเงินเข้ม “เบรเกต์ บลู” ด้วยกระบวนการกัลวานิก
เข็มชั่วโมงและนาทีทรงเบรเกต์ เคลือบโรเดียม
เข็มจับเวลาและเข็มแสดงพลังงานสำรองเคลือบโรเดียม
เข็มหัวลูกศรเคลือบโรเดียมสำหรับแสดงสถานะฟังก์ชันโครโนกราฟ

กลไก
ไขลาน Cal.580DR จำนวนชิ้นส่วนรวม 417 ชิ้น จีเวล 62 ชิ้น
ความถี่การทำงานของกลไกบอกเวลา 3Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง)
ความถี่การทำงานของกลไกโครโนกราฟ 5Hz (36,000 ครั้ง/ชั่วโมง)
บาลานซ์สปริงวัสดุซิลิกอน
บาลานซ์วีลคู่ ทำงานแยกกันเป็นอิสระ ชุดหนึ่งทำจากไทเทเนียมเกรด 5 และอีกชุดทำจาก คิวโปร-เบริลเลียม
ตลับลานชุดเดียว
สำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง สำหรับการแสดงเวลา
สำรองพลังงานได้ 20 นาที สำหรับฟังก์ชันโครโนกราฟ
บริดจ์และเมนเพลทเคลือบสีแอนทราไซต์

การแสดงค่า
แสดงชั่วโมงและนาที ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
แสดงค่าจับเวลา 20 นาทีบนมาตร ณ ตำแหน่งราว 10 นาฬิกา
แสดงพลังงานสำรอง บนมาตร ณ ตำแหน่งราว 2 นาฬิกา
แสดงสถานะเปิด/ปิด ฟังก์ชั่นโครโนกราฟ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

สายนาฬิกา
หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม “เบรเกต์ บลู”
ตัวล็อกสายแบบบานพับ 3 ทบ ทำจากไวท์โกลด์ 18K

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Tales of Precision เรื่องราวของ OMEGA ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง

OMEGA ผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสได้เปิดตัวแคมเปญเฉลิมฉลองปี 2024 ที่ถ่ายทอดชีวิตผ่านจักรวาลสีแดงอันระยิบระยับ

เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังในปีนี้ ผู้ผลิตเรือนเวลาจากสวิส OMEGA ได้เปิดตัวแคมเปญประจำปี 2024 ในโทนสีแดงอย่างตระการตา การเฉลิมฉลองอันเจิดจรัสนี้ถูกบอกเล่าด้วย “Tales of Precision” ที่ปรากฏผ่านคอลเลคชั่นเครื่องบอกเวลาอันโดดเด่นของแบรนด์ทั้งสี่คอลเลกชั่น ไม่ว่าจะเป็นห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไปจนถึงพื้นมหาสมุทรที่ทอประกาย มรดกแห่งความเที่ยงตรงของ OMEGA ต่างกำลังรอคอยที่จะได้อวดโฉม

เรือนเวลาของ OMEGA อันไร้ที่ติจะเป็นหัวใจหลักในทุกฉากของแคมเปญ นาฬิกาแต่ละรุ่นต่างโดดเด่นด้วยเฉดสีดำและงานหัตถศิลป์ที่รังสรรค์บนวัสดุสแตนเลสสตีล – องค์ประกอบที่จะมอบสไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา นอกเหนือจากนี้ กลไกยังเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบถึงความเที่ยงตรงระดับสูงและความใส่ใจในรายละเอียดที่เป็นสิ่งนิยามตัวตนของ OMEGA ในปัจจุบัน

Seamaster Aqua Terra – 220.10.38.20.01.004

อวดโฉมด้วยรูปลักษณ์ที่เรียบหรูทว่ายังคงรักษาตัวตนด้านมหาสมุทรที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของ OMEGA เรือนเวลาขนาด 38 มม. รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าปัดเคลือบเลคเกอร์สีดำและกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8800 ที่ช่วยส่งมอบความเที่ยงตรงอันน่าเชื่อถือไม่ว่าจะเป็นบนฝั่งและใต้เกลียวคลื่นได้ลึกถึง 150 เมตร

Speedmaster 38 mm – 324.30.38.50.01.001

เรือนเวลาที่รังสรรค์ด้วยความประณีตโดยแท้จริง นาฬิกาขนาด 38 มม. รุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Moonwatch ระดับตำนานของ OMEGA ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากบรรดานักบินระหว่างปฏิบัติงานในอวกาศ โครโนกราฟขนาดพอเหมาะสำหรับผู้ที่มีจิตวิญญาณรักการผจญภัยและสไตล์อันสง่างาม

De Ville Prestige – 434.10.40.20.01.001

ความเที่ยงตรงได้เดินทางมาบรรจบกับความเรียบง่ายในนาฬิกาสแตนเลสขนาด 40 มม. เครื่องบอกเวลา De Ville รุ่นนี้ถูกรังสรรค์มาสำหรับชีวิตในเมือง และนาฬิกานี้จะช่วยให้คุณตรงต่อเวลาในทุกช่วงเวลาสำคัญผ่านหน้าปัดทรงโดมซันบรัชสีดำที่ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยทอง Sedna™ 18K และกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8800

Constellation Meteorite – 131.30.41.21.99.001

เรือนเวลาที่ส่งตรงมาจากหมู่ดาว แผ่นหน้าปัดของนาฬิกา Constellation ขนาด 41 มม. รุ่นนี้ถูกรังสรรค์มาจากอุกกาบาตแท้ วัสดุบรรพกาลจากห้วงอวกาศที่มีอายุราว 4.5 พันล้านปีนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ถึงความเที่ยงตรงในทุกโมงยามซึ่งถูกส่งมอบโดยกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8900 ที่อยู่ภายใน

ฉากหลังของ “Tales of Precision” คือสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA ที่มาพร้อมด้วยเหล่าสัญลักษณ์สำคัญของแบรนด์ เช่น นักบินอวกาศจากนาฬิกา Speedmaster ดวงดาวจากนาฬิกา Constellation เกลียวคลื่นจาก Seamaster และชื่อของ De Ville ตลอดเทศกาลนี้ ทุกภาพจะช่วยย้ำเตือนเหล่าลูกค้าว่าสิ่งดีๆ มักมาในกล่องสีแดง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Revolution Thailand: Beyond Time and Style

เมื่อ DNA ของความแตกต่าง กลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนยุคใหม่

ในโลกที่ทุกสิ่งเปลี่ยนไปไวเหมือนเงาสะท้อนบนกระจก Revolution Thailand เกิดมาเพื่อเขียนนิยามใหม่ของสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เราไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือการแสดงตัวตนที่ชัดเจน การปฏิวัติที่ไม่ยอมรับความธรรมดา ทุกจังหวะ ทุกแรงบันดาลใจ ถูกถ่ายทอดในผลงานที่มีเอกลักษณ์ ดิบ เท่ และร่วมสมัย นี่คือ DNA ของเรา ความมุ่งมั่นในการพัฒนา สร้างสรรค์ และเปิดประตูสู่สไตล์ที่เหนือกว่าขอบเขต

ในโลกของนาฬิกา Revolution Thailand ไม่ใช่แค่นิตยสาร แต่คือแรงบันดาลใจที่พลิกโฉมทุกความเชื่อเกี่ยวกับเวลาและสไตล์ เราไม่ได้บอกแค่เวลาที่เดินไปข้างหน้า แต่เราสร้างเรื่องราวในทุกวินาทีที่คุณใส่นาฬิกาไว้บนข้อมือ

นี่คือนิตยสารที่พูดถึงมากกว่ากลไกหรือดีไซน์ แต่มุ่งเน้นความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเข็ม เราสร้างพื้นที่ให้คุณได้สัมผัสกลิ่นอายของความหรูหรา ความเท่ และความท้าทายในแบบฉบับที่ไม่มีใครเหมือน เพราะเราเชื่อว่า… เวลาเป็นมากกว่าตัวเลข มันคือชีวิตที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

Revolution Thailand ไม่ตามกระแส เราสร้างกระแส
ทุกหน้าของเราไม่ใช่แค่รูปภาพ แต่เป็นพิมพ์เขียวของการใช้ชีวิตให้คูลขึ้น! ด้วยแรงบันดาลใจจากทุกมุมโลก เราเติมความสดใหม่ในสไตล์ที่ชวนให้ทุกสายตามอง นี่คือการผสมผสานความทันสมัยเข้ากับวัฒนธรรมในแบบที่คุณรู้สึกได้

Revolution Thailand คือนิยามใหม่ที่ท้าทายโลกของนิตยสารนาฬิกา เราสะท้อนถึงจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์ ทลายทุกขอบเขตสไตล์ และผลักดันตัวตนของคุณให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม พร้อมหรือยังที่จะปฏิวัติความคิดและเดินทางไปกับเรา?

และนี่คือ DNA ของเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ไม่กลัวการฉีกกรอบ การผสมผสานระหว่างความเท่ที่คมชัดและความดิบที่มีเสน่ห์ นี่ไม่ใช่แค่บอกเล่าเรื่องราว แต่มันคือ “การปฏิวัติทุกมุมมอง” ส่งต่อความกล้าในแบบที่คุณจะหลงรัก

เพราะนี่ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่มันคือการปฏิวัติ!
มาร่วมเดินทางไปกับเรา สู่โลกที่ทุกอย่างเป็นไปได้ สู่โลกที่คุณนิยามสไตล์ได้เอง เพราะสไตล์ไม่ได้มีขีดจำกัด มันมีเพียงแค่เริ่มต้นจากความเป็นคุณ

Be bold. Be different. Be your own revolution….
#RevolutionThailand #RewriteYourStyle #StyleWithoutLimits #MagazineDNA #BeTheRevolution

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

สุดยอดนาฬิกาหรูจาก Frederique Constant สำหรับตลาดสหรัฐฯ รุ่น Pave ของ Classics Carrée Small Seconds

Frederique Constant เปิดตัวนาฬิกา Classics Carrée Small Seconds รุ่น Pave สุดหรูเฉพาะสำหรับตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์ Art Deco ที่คุ้นเคยกับขอบตัวเรือนที่ฝังเพชรและสายสร้อยข้อมือที่ใส่สบายสุด ๆ

ในช่วงท้ายของฤดูร้อนที่งาน Geneva Watch Days ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, Frederique Constant ได้นำเสนอการเพิ่มเวอร์ชั่นใหม่ในคอลเล็กชั่น Classics Carrée จำนวน 3 รุ่น โดยคอลเลกชั่นนี้ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกเป็นเวลามากว่า 20 ปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2003 ด้วยรูปลักษณ์ที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นทรงสี่เหลี่ยมในแบบ อาร์ต เดโค ซึ่งให้ความรู้สึกย้อนยุคจากยุค 1920s ที่เป็นยุคทองของนาฬิกา การเปลี่ยนแปลงจากการใช้รูปทรงกลมแบบเดิม ๆ มาเป็นการออกแบบรูปทรงที่มีมุมเหลี่ยมมากขึ้น ซึ่งแม้จะผ่านไปกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว ความคลาสสิกนี้ก็ยังคงถูกยกย่องและมีเสน่ห์อยู่เสมอ

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาหลังจากการเปิดตัวครั้งแรก Frederique Constant ได้นำเสนอนาฬิกาที่พัฒนาจากแนวคิดเดิมหลายรูปแบบ รวมทั้งรุ่น XL ที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงของหน้าปัดที่หลากหลาย ไปจนถึงการใช้เลขโรมันและพื้นผิวหน้าปัดแบบซันเรย์ที่ดูละเอียดอ่อนกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การมีหน้าต่างแสดงวันที่ และการเปิดให้เห็นบาลานซ์วีลที่ทางแบรนด์เรียกว่า ฮาร์ท บีท อันเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะตัวที่ทางแบรนด์มีการนำมาใช้อยู่บ่อย ๆ

รุ่นล่าสุดในคอลเล็กชั่น Classics Carrée ที่เปิดตัวมาใหม่นี้ มีเข็มวินาทีขนาดเล็กอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งไม่ได้ทำให้ความสมดุลของหน้าปัดหายไปเลย หน้าปัดนี้ยังคงอ่านง่าย และดูสวยงาม โดยวงและเข็มวินาทีนี้ได้รับการออกอย่างประณีต พร้อมทั้งปรับลักษณะตัวเลขโรมันที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาให้เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอลักษณะการใช้ลักษณะหน้าปัดแบบเซกเตอร์ ที่มีลักษณะเหมือนกรอบหน้าปัดโดยเป็นรูปสี่เหลี่ยมและวงกลมซึ่งช่วยเสริมให้นาฬิกาดูมีความเป็นวินเทจ และเพิ่มความเท่ให้กับนาฬิกาโดยไม่ต้องพึ่งลวดลายหรือการตกแต่งอะไรมากนัก

ในงาน Geneva Watch Days ทาง Frederique Constant ได้นำเสนอ Classics Carrée Small Seconds มาใหม่อีก 3 เวอร์ชั่น โดยแต่ละเวอร์ชั่นใช้ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลผิวขัดเงา ขนาด 36 มม. หนา 25.2 มม. เป็นฐาน และบรรจุด้วยกลไกควอตซ์ Cal.FC-235 ที่แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานนานกว่า 2 ปี อย่างไรก็ตาม แต่ละเวอร์ชั่นต่างก็มีองค์ประกอบด้านสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

2 เวอร์ชั่นที่ใช้ตัวเรือนสแตนเลสสตีลแบบเรียบง่ายนั้น รุ่นหนึ่งดูมีความเป็นแบบสปอร์ตมากกว่าเพราะติดตั้งมากับสายสเตนเลสสตีลขัดเงาแบบ 7 แถวที่ดูเข้ากันกับดีไซน์ของตัวเรือน และอีกเวอร์ชั่นเป็นแบบเรียบหรูด้วยสายหนังวัวสีดำแต่งลายจระเข้และเย็บตะเข็บด้ายสีเดียวกัน ส่วนอีกเวอร์ชั่นหนึ่งนั้นเป็นการนำเสนอรุ่นที่ยกระดับขึ้นอีกขั้นโดยยังคงจับคู่กับสายหนังวัวสีดำลายจระเข้แต่ตัวเรือนทางด้านหน้าได้รับการปูประดับด้วยเพชรมากถึง 158 เม็ด (1.185 กะรัต)

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก 3 เวอร์ชั่นนี้แล้ว Frederique Constant ยังนำเสนอเวอร์ชั่นที่สี่ อย่างเงียบ ๆ สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะอีกด้วย โดยใช้ตัวเรือนที่ปูประดับด้วยเพชร 158 เม็ด (1.185 กะรัต) ทางด้านหน้า ร่วมกับสายสเตนเลสสตีลแบบ 7 แถว เพื่อให้ได้มาซึ่งการผสมผสานในสไตล์ที่เก๋ไก๋และดูทันสมัยที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ 4 เวอร์ชั่นนี้

ในช่วงเวลาที่ได้สวมใส่เวอร์ชั่นพิเศษของสหรัฐฯ ฉันก็รู้สึกได้ถึงความหลงใหลในทันทีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้หญิงที่รักนาฬิกาที่ดูซับซ้อนด้วยดีไซน์ที่หรูหราและตกแต่งด้วยเพชรอย่างเต็มที่ ซึ่งนาฬิกาเวอร์ชั่นนี้ก็ถึงกับทำให้มุมมองของฉันที่มีต่อนาฬิกา Frederique Constant เปลี่ยนไปได้เลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงดำ และรองเท้าหนังไปทำงาน หรือเสื้อยืด กางเกงยีนส์ และรองเท้าบูทไปดื่มกาแฟกับเพื่อน ๆ เพียงแค่สวมใส่นาฬิการุ่นนี้ ก็รู้สึกได้ว่าการแต่งตัวของตัวเองดูเรียบหรูขึ้นมาในทันที และได้เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องมีลายดอกไม้ สีชมพู หรือผ้าลูกไม้ เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นผู้หญิง เพียงแค่มีเพชรเรียงรายอยู่บนข้อมือก็พอแล้ว

นอกจากการค้นพบความงดงามของการออกแบบนาฬิกาผู้หญิงที่มีความคลาสสิกแล้ว นาฬิการุ่นนี้ยังเป็นความสุขที่ได้สวมใส่จริง ๆ สำหรับแบรนด์ที่มีราคาคุ้มค่าอย่าง Frederique Constant โดยฉันมักจะพิจารณาความสะดวกสบายและคุณภาพจากการออกแบบของสายข้อมือเป็นสำคัญ และในเวอร์ชั่นพิเศษนี้ ตัวสายสเตนเลสสตีลที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีทำให้สวมใส่ได้ง่ายและสบาย โดยที่ยังคงมีความหนักแน่นอยู่พอสมควร

เวอร์ชั่นสำหรับสหรัฐฯ นี้ เป็นเวอร์ชั่นที่ราคาแพงที่สุดในบรรดาทั้งหมด ซึ่งจะวางจำหน่ายทางออนไลน์โดยเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ของ Frederique Constant และที่ร้าน Citizen Flagship Store ในเมืองนิวยอร์ก บนถนนฟิฟธ์ อเวนิว ตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เป็นต้นไป

ข้อมูลทางเทคนิค: Classics Carrée Small Seconds Ref. FC-235S2CD6B U.S. Exclusive

  • กลไก: ควอตซ์ Cal.FC-235 อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 25 เดือน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที ด้วยเข็มกลาง และแสดงวินาทีด้วยเข็มขนาดเล็ก
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 36 มม. หนา 25.2 มม. ประดับเพชร 158 เม็ด (1.185 กะรัต) ที่ฝั่งด้านหน้า
  • หน้าปัด: สีเงิน แต่งผิวด้าน
  • สาย: สเตนเลสแบบ 7 แถวขัดเงา ตัวล็อกแบบบานพับ

ข้อมูลทางเทคนิค: Classics Carrée Small Seconds

  • กลไก: ควอตซ์ Cal.FC-235 อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 25 เดือน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที ด้วยเข็มกลาง และแสดงวินาทีด้วยเข็มขนาดเล็ก
  • ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. หนา 25.2 มม. วัสดุสเตนเลสสตีลขัดเงา หรือสเตนเลสสตีลขัดเงา ประดับเพชร 158 เม็ด (1.185 กะรัต) ที่ฝั่งด้านหน้า
  • หน้าปัด: สีเงิน แต่งผิวด้าน
  • สาย: สเตนเลสแบบ 7 แถวขัดเงา ตัวล็อกแบบบานพับ หรือหนังวัวสีดำแต่งลายผิวจระเข้ ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัด

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Cait Bazemore

Parmigiani Fleurier: นิยามใหม่ของศิลปะแห่งเวลา

L’Armoriale Répétition Mystérieuse ความลึกลับที่ถูกตีความใหม่

Parmigiani Fleurier กับเสน่ห์ของ Minute Repeater ที่ไร้ข้อจำกัด

สำหรับ Parmigiani Fleurier ช่วงปลายปีมักจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อตอกย้ำความสำคัญของมรดกแห่งแบรนด์ รวมถึงเฉลิมฉลองวันเกิดของผู้ก่อตั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคม และปีนี้ก็ไม่ต่างกัน

การเปิดตัว L’Armoriale Répétition Mystérieuse นั้นไม่เพียงแต่ดึงดูดความสนใจด้วยความงามของการออกแบบ แต่ยังตอกย้ำคอนเซ็ปต์ที่น่าทึ่ง: นาฬิกาที่บอกเวลาได้ด้วยเสียงเท่านั้น โดยไม่มีหน้าปัดแบบดั้งเดิม แต่นำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้เป็น “ผืนผ้าใบ” ให้กับงานศิลปะชั้นเยี่ยม นาฬิกาที่บอกเวลาได้โดยไม่ต้องอ่าน แต่ใช้ “เสียง” เป็นตัวบอกอย่างแท้จริง

Parmigiani Fleurier L'Armoriale Répétition Mystérieuse
ไม่มีหน้าปัด แต่มีอะไรมากกว่าหน้าปัด

แค่ฟังเสียง: เวลาไม่ต้องอ่าน แต่ให้สัมผัส

ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็นแบรนด์นาฬิกาสร้างสรรค์ตัวเรือนและหน้าปัดดีไซน์ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสำหรับนาฬิการุ่นลิมิเต็ดหรือรุ่นพิเศษที่มักไม่ทำกำไรในเชิงพาณิชย์ หรือราคาอาจสูงเกินไปจนทำให้ความน่าดึงดูดใจลดน้อยลงด้วยราคาที่สูงเกินเอื้อมสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ Parmigiani กลับทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง

หน้าปัดนาฬิกา เกิดจากการร่วมมือของศิลปินชื่อดังถึงสามคน:

  • Eddy Jaquet ผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะสลักลวดลาย โดยเฉพาะลายไปน์โคน (pinecone) ที่ปรากฏในผลงานของ Louis Vuitton และ MB&F อยู่บ่อยครั้ง
  • Yann Von Kaenel ผู้สร้างสรรค์ลวดลายกิโยเช่ (guilloché) ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการผ่านงานของ Audemars Piguet รุ่น Code 11.59
  • Vanessa Lecci ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงสีอีนาเมลด้วยเทคนิค กรองด์ เฟอ (grand feu) โทนฟ้า-เขียว ที่ร่วมงานกับ Parmigiani และ Louis Vuitton

การสร้างหน้าปัดเดียวชิ้นนี้ต้องผ่านมือของทั้ง 3 ศิลปินหลายรอบ กว่าจะออกมาเป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนความงามของลวดลายกิโยเช่อย่างไร้ที่ติ

Parmigiani Fleurier L'Armoriale Répétition Mystérieuse

บอกเวลาแบบลึกลับ: เมื่อหน้าปัดซ่อนอยู่หลังตัวเรือน

เป็นเรื่องน่าสนใจที่หน้าปัดชิ้นเดียวต้องผ่านมือศิลปินชั้นนำเหล่านี้หลายครั้งกว่าจะนำมาติดตั้งเข้ากับตัวเรือนได้ และถึงแม้หน้าปัดด้านหน้าจะไม่มีเข็มชี้เวลา แต่ Parmigiani ไม่ได้ปล่อยให้ผู้ใช้งานขาดฟังก์ชันสำคัญ เพราะด้านหลังตัวเรือนถูกซ่อนด้วย “ตัวบอกเวลาลึกลับ” (Mysterious Display) ที่ออกแบบให้เข็มชี้เวลาเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ

Parmigiani Fleurier L'Armoriale Répétition Mystérieuse

แนวคิดในการมีหน้าปัดแบบนี้เป็นเรื่องน่าขบขันเพราะว่ามันสอดคล้องกับแนวคิดของนาฬิกาบอกเวลาแบบมินิท รีพีทเตอร์ อย่างแท้จริง ซึ่งจะบอกเวลาผ่านเสียงในสถานการณ์ที่ไม่สามารถอ่านหน้าปัดได้ ดังนั้น หน้าปัดจึงถูกปิดไว้

ตัวชี้เวลา ซึ่งระบุด้วยตัวอักษร “H” (ชั่วโมง) และ “M” (นาที) ถูกซ่อนอยู่ใต้แผ่นโลหะแต่งลวดลายกิโยเช่อย่างประณีต ตัวบอกเวลาถูกออกแบบให้ดูราวกับว่าลอยอยู่เหนือพื้นหน้าปัดหยกขาวจากกัวเตมาลา

เข็มชั่วโมงและนาทีนี้ดูสวยงามและหรูหรากว่าเข็มชั่วโมงและนาทีทั่วไป ด้วยเทคนิคง่าย ๆ โดยเข็มนาฬิกาถูกซ่อนไว้ใต้ฝาครอบโลหะซึ่งตกแต่งด้วยลายกิโยเช่ซึ่งแกะสลักโดยช่างฝีมือท่านเดียวกับที่แกะสลักบนฝั่งด้านหน้า และมีเพียงปลายเข็มสีโรสโกลด์เท่านั้น ที่ทำหน้าที่เป็นตัวชี้บอกเวลาบนสเกลนาทีที่สวยงามด้วยการใช้จุดกลมนูนติดตั้งบนแผ่นหยกขาวกัวเตมาลาสีอ่อน

Parmigiani Fleurier L'Armoriale Répétition Mystérieuse
เบื้องหลังความลึกลับ

กลไกที่ผสมผสานความสง่างามและพลังเสียง

ตัวเรือนของรุ่นนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเน้นความแข็งแรงในลุคที่มีเหลี่ยมดูดุดัน พร้อมกับวงขอบตัวเรือน 2 ชั้น และขาตัวเรือนทรงตรง ซึ่งแม้จะดูบึกบึน แต่ยังคงใส่ง่ายด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.6 มม. และความหนาเพียง 12.65 มม.

ความเป็นเลิศด้านการออกแบบขยายไปถึงตัวเรือน ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่สำหรับ Parmigiani ตัวเรือนมีขนาดกว้าง แข็งแรง และดูแมน ด้วยการมีเหลี่ยมมุมเรขาคณิตที่โดดเด่นและองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งรูปลักษณ์ทั้งหมดนี้มาจากการออกแบบที่พิถีพิถัน

Parmigiani Fleurier L'Armoriale Répétition Mystérieuse
ตัวเม็ดมะยมยังเคลือบอีนาเมลให้เข้ากับหน้าปัดอีกด้วย

กลไก PF355 แบบไขลานด้วยมือ มาพร้อมจุดเด่น Cathedral Gongs

ภายในเป็นกลไก PF355 กลไกแบบไขลานด้วยมือที่ทันสมัยพร้อมพลังสำรอง 72 ชั่วโมง จุดเด่นคือเสียงระฆังคาธีดรัลกอง (Cathedral Gong) ซึ่งให้เสียงดังกังวานเป็นเอกลักษณ์ และแน่นอนว่าเนื่องจากเป็นนาฬิการะดับไฮเอนด์อย่าง Parmigiani กลไกนี้จึงตกแต่งด้วยรายละเอียดหรูหราตามที่คุณคาดหวัง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แม้ว่าจะซ่อนอยู่ใต้หน้าปัดก็ตาม

กลไกนี้พัฒนาขึ้นโดย Renaud & Papi เช่นเดียวกับที่มักพบในนาฬิการะดับไฮเอนด์สุด ๆ ของ Parmigiani ซึ่งบางคาลิเบอร์ก็มาในโครงสร้างแบบสเกเลตัน แม้ว่า Parmigiani จะมีกลไกรีพีทเตอร์ที่ผลิตเองแบบอินเฮาส์ แต่ Parmigiani ก็เลือกใช้กลไกของ Renaud & Papi ด้วยคุณภาพอันยอดเยี่ยมของผู้ผลิตกลไกรายนี้

ข้อมูลทางเทคนิค: Parmigiani Fleurier L’Armoriale Répétition Mystérieuse

  • กลไก: ไขลาน Cal.PF355 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และมินิทรีพีทเตอร์
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K ขนาด 41.6 หนา 12.65 มม. กันน้ำได้ 10 เมตร
  • สาย: สายหนังจระเข้สีเทา พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดโรสโกลด์ 18K
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Lee Sheng

Revolution’s Most Influential Brand Leaders Women in Watchmaking เมื่อสตรีเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Most Influential Brand Leaders Women in Watchmaking: ผู้หญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการนาฬิกา เฉลิมฉลองวิสัยทัศน์ของผู้กำหนดทิศทางแห่งกาลเวลา

ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่เราจะนำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นผู้กำหนดอนาคตของวงการนาฬิกา ในฐานะผู้บริหารที่มีอิทธิพลหญิงทั้ง 7 คนนี้เป็นผู้บุกเบิกในฐานะผู้นำของแบรนด์นาฬิกาต่าง ๆ ณ ขณะปัจจุบัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อถึงเวลาพวกเธอก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ขับเคลื่อนวงการไปข้างหน้าได้ เราขอนำเสนอผู้หญิงทั้ง 7 คน โดยเริ่มจาก …

(ชื่อเรียงตามลำดับตัวอักษร)

revolutions-most-influential-brand-leaders-women-in-watchmaking
Most Influential Brand Leaders Women in Watchmaking

Caroline Scheufele ประธานร่วมแห่ง Chopard

Chopard ซึ่งเปลี่ยนผ่านมาเป็นธุรกิจของครอบครัวภายใต้การดูแลของตระกูล Scheufele ตั้งแต่ทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา ได้เติบโตในอุตสาหกรรมเครื่องประดับและนาฬิกาชั้นสูงภายใต้การดูแลของ Caroline Scheufele ร่วมกับ Karl-Friedrich พี่ชายของเธอ ความหลงใหลของ Caroline Scheufele อยู่ที่การออกแบบและวัสดุที่ล้ำสมัย ในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมานั้น เธอเคยเน้นย้ำถึงการเปิดตัวคอลเลกชั่น Happy Sport ที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาผู้หญิง ซึ่งฉลองครบรอบ 25 ปีไปแล้ว อันถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนของวงการด้วยการจับคู่เพชรกับสตีล ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ไม่ธรรมดาในเวลานั้น จึงทำให้ Chopard ได้กำหนดอีกบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกาขึ้นมา ในทำนองเดียวกัน การใช้ไทเทเนียมเคลือบสีอย่างสร้างสรรค์ของแบรนด์ในเครื่องประดับชั้นสูงก็ได้บุกเบิกแนวทางใหม่ โดยผสมผสานสุนทรียศาสตร์เข้ากับการใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี

เมื่อหวนนึกถึงการเดินทางของเธอในอุตสาหกรรมที่ผู้ชายครองอำนาจมาโดยตลอด Scheufele ยอมรับถึงความท้าทายที่เธอเผชิญในฐานะผู้นำรุ่นเยาว์ เธอกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ฉันต้องทำงานหนักขึ้นจนถึงจุดที่ฉันอยู่ทุกวันนี้ ในตอนแรกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อุตสาหกรรมนาฬิกาส่วนใหญ่ดำเนินการโดยผู้ชาย … คุณต้องเริ่มจากการตัวกลไกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์สำหรับผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ถ้าหากผู้หญิงมีส่วนร่วมมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ก็จะมีสัมผัสที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น เราสามารถก้าวข้ามจากการผลิตนาฬิกาสำหรับผู้ชายก่อน แล้วจึงนำมาปรับให้เข้ากับข้อมือของผู้หญิงได้ Chopard ของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่มาก ความหลงใหลของเราอยู่ที่ทั้งการผลิตนาฬิกาและเครื่องประดับ และมีการทำงานร่วมกันอย่างยอดเยี่ยมของทั้ง 2 โลก”

revolutions-most-influential-brand-leaders-women-in-watchmaking

Catherine Rénier ซีอีโอแห่ง Van Cleef & Arpels

การที่ Catherine Rénier เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Van Cleef & Arpels ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลังจากที่เธอทำงานที่ Jaeger-LeCoultre มาเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งเธอดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาตั้งแต่ปี 2018 Rénier เป็นชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูและเครื่องประดับมานานกว่า 2 ทศวรรษ เธอได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าในแบรนด์ต่างๆ ของกลุ่ม ​​Richemont นับตั้งแต่เข้าร่วมงานกับกลุ่มบริษัทนี้ในปี 1999

อาชีพในช่วงแรกของเธอที่ Cartier อเมริกาเหนือในนิวยอร์กเน้นไปที่การพัฒนาการค้าปลีก จากนั้นในปี 2003 เธอได้ย้ายไปที่ Van Cleef & Arpels ในปารีสโดยดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายการตลาด ต่อมาเธอก็ได้เป็นผู้นำในการขยายแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้อำนวยการฝ่ายการค้า กรรมการผู้จัดการประจำฮ่องกงและมาเก๊า และประธานแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลากว่า 8 ปี

revolutions-most-influential-brand-leaders-women-in-watchmaking

Christelle Rosnoblet ซีอีโอและเจ้าของ Speake Marin

ในปี 2012 Christelle Rosnoblet ได้เข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Speake-Marin ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดย Peter Speake-Marin ช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษในปี 2002 ครอบครัว Rosnoblet นั้นเข้าเริ่มถือหุ้นในแบรนด์ Speake-Marin มาตั้งแต่ปี 2008 แต่ในปี 2012 Christelle Rosnoblet ก็กลายเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว ทำให้เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่เป็นอิสระในธุรกิจนาฬิกา ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา Rosnoblet ได้ดูแลบทที่สองของแบรนด์นาฬิกาอิสระแห่งนี้

โดยเธอได้ปรับปรุงเอกลักษณ์ของแบรนด์และทำให้แบรนด์ทันสมัยขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวเรือนแบบ Piccadilly อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ซึ่งยังคงไม่ได้รับการแตะต้องมากนักในชิ้นงาน Heritage แต่มีการปรับปรุงในกลุ่มนาฬิกา Academic และ Openworked นอกจากนี้ Rosnoblet ยังเป็นผู้รับผิดชอบในหนึ่งในกลุ่มนาฬิกาที่กล้าหาญที่สุดของแบรนด์ นั่นก็คือ Ripples นาฬิกาสปอร์ตที่มากับสายแบบอินทีเกรเตดผสานรวมเข้ากับตัวเรือนอย่างกลมกลืน

แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่า Rosnoblet มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและพัฒนานาฬิกา Speak Marin รุ่นใหม่ ๆ แต่การลงทุนในกลไกนาฬิกาของเธอก็แสดงให้เห็นได้ว่าอนาคตของ Speake Marin นั้นดูแข็งแกร่ง ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา Rosnoblet ได้ลงทุนใน Le Cercle des Horlogers สตูดิโอผลิตกลไกนาฬิกาที่มีชื่อเสียงซึ่งเชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนระดับไฮเอนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลไกนาฬิกาให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Jacob & Co และ Biver ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกลไกที่ถูกผสมผสานเข้ากับแบรนด์ที่มีคอลเลกชั่นที่ดีขึ้นทุกปี จึงชัดเจนแล้วว่า Christelle Rosnoblet คือ อีกหนึ่งพลังหญิงที่ต้องจับตามอง

revolutions-most-influential-brand-leaders-women-in-watchmaking

Christine Hütter ซีอีโอและเจ้าของ Moritz Grossmann

Christine Hütter เริ่มต้นอาชีพของเธอในฐานะช่างทำนาฬิกา เธอหลงใหลในนาฬิกาจักรกลเป็นอย่างยิ่ง ความหลงใหลของเธอทำให้เธอยกย่อง Moritz Grossmann หนึ่งในบุคคลอันเป็นตำนานแห่งกลาสฮุตเตอ ด้วยการก่อตั้งบริษัทในนามของเขาขึ้นมาในปี 2008 ในฐานะหนึ่งในซีอีโอหญิงเพียงไม่กี่คนที่สร้างแบรนด์นาฬิกาขึ้นมาจากศูนย์ Hütter ได้นำพาบริษัทฝ่าฟันความท้าทายทางเศรษฐกิจ และสร้างให้ชื่อและแบรนด์ของบริษัทเป็นชื่อที่โดดเด่นในวงการนาฬิกาชั้นสูง

วิสัยทัศน์ของ Hütter สำหรับแบรนด์นี้เน้นไปที่งานฝีมือและนวัตกรรม เธอเริ่มต้นจากทีมงานเล็ก ๆ ก่อนจะขยายบริษัทให้กลายเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาแบบครบวงจร และพัฒนากลไกทั้งหมดขึ้นในรูปแบบอินเฮาส์ภายในบริษัท และเติบโตจนมีพนักงาน 50 คน ภายใต้การนำของเธอ แบรนด์นี้ยังคงยึดมั่นในแก่นแท้ของการออกแบบสไตล์คลาสสิกในขณะที่ไม่ปฏิเสธในเรื่องของการปรับแต่งและนวัตกรรม

Hütter เป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันในเรื่องความหลากหลายทางเพศในอุตสาหกรรมนาฬิกา ที่ Moritz Grossmann ทีมงานด้านนาฬิกาเกือบครึ่งหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเธอในการว่าจ้างพนักงานโดยพิจารณาจากลักษณะนิสัยและทักษะมากกว่าเพศ เธอกล่าวว่า “การเป็นซีอีโอที่เป็นผู้หญิงเป็นความท้าทาย ฉันไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่คงจะเป็นเรื่องน่าทึ่งมากหากมีผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

หากคุณมองไปรอบ ๆ คุณจะเห็นได้ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนอีกเลยที่ก่อตั้งโรงงานผลิตขึ้นมาจากศูนย์ หากคุณมีผู้หญิงในอุตสาหกรรมนาฬิกามากขึ้น มันก็คงจะแตกต่างออกไป หากคุณมองไปที่ภูมิภาคเยอรมนีของเรา ทีมงานด้านนาฬิกาของเราครึ่งหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิง สำหรับในเยอรมนี นี่ไม่ใช่คำถาม แต่ในสวิตเซอร์แลนด์ อาจแตกต่างออกไป และเราไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องเพศเมื่อว่าจ้างพนักงาน เราจ้างพนักงานโดยพิจารณาจากลักษณะนิสัยและคุณภาพของงาน”

revolutions-most-influential-brand-leaders-women-in-watchmaking

Ilaria Resta ซีอีโอแห่ง Audemars Piguet

Ilaria Resta เป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ยาวนานมากว่า 26 ปี โดยย้ายจากแวดวงธุรกิจความงามและน้ำหอมมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าช่างทำนาฬิกาของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าชื่อเธอจะเป็นชื่อใหม่ในวงการนาฬิกา แต่ประสบการณ์ของ Resta ก็ถือว่าน่าประทับใจ เธอเคยดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายน้ำหอมระดับโลกที่ Firmenich SA ซึ่งเธอได้ผลักดันนวัตกรรมดิจิตอลและการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ก่อนหน้านี้ Resta ทำงานที่ Procter & Gamble มาเป็นเวลา 22 ปี ซึ่งเธอมีบทบาทสำคัญในการสร้างและยกระดับแบรนด์ระดับโลกในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์

การแต่งตั้ง Resta ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Audemars Piguet ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของแบรนด์ที่จะผสมผสานมรดกแห่งการผลิตนาฬิกาเข้ากับความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ล่าสุดที่แบรนด์เปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak สำหรับผู้หญิง การวิจัยและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ Royal Oak Concept นวัตกรรมด้านวัสดุ และไม่จำกัดการขยายธุรกิจของ AP Houses ไปทั่วโลก ประสบการณ์ที่พิสูจน์แล้วของเธอในการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านความคิดสร้างสรรค์และการกระตุ้นยอดขายทำให้เธอสามารถผลักดันแบรนด์ไปสู่บทต่อไปได้

Jasmine Audemars กรรมการบริหารแห่ง Audemars Piguet

Audemars เป็นหนึ่งในชื่อที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาแบรนด์นาฬิกาทั้งหมด แต่เรามักจะลืมไปว่าตระกูล Audemars นั้นไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาหรือในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ Audemars Piguet อยู่ ในปี 2022 Jasmine Audemars ได้ก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของแบรนด์อันเป็นที่รักนี้มาเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้น เธอได้ช่วยผลักดันแบรนด์ฝ่าฟันวิกฤตและโอกาสต่าง ๆ จนทำให้แบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในฐานะแบรนด์ที่เป็นธุรกิจของครอบครัวกลายมาเป็นแบรนด์ที่ทรงพลังอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ที่น่าสนใจก็คือ การผลิตนาฬิกาไม่ใช่เพียงสาขาเดียวที่สมาชิกของครอบครัว Audemars คนนี้เป็นผู้บุกเบิก เพราะก่อนที่จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจของครอบครัว เธอเคยเป็นนักข่าวที่ประสบความสำเร็จ และเป็นบรรณาธิการบริหารหญิงคนแรกในสื่อของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในปี 1992 ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุ 50 ปีแล้ว เธอได้เข้ารับตำแหน่งคณะกรรมการบริหารในฐานะรุ่นที่ 4 ของตระกูล Audemars เพื่อบริหารบริษัทแทน Jacques-Louis ผู้เป็นพ่อ ซึ่งสืบทอดสายเลือดมาจาก Jules-Louis Audemars ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นในปี 1875 แม้ว่า Jasmine Audemars จะถอยห่างจากการดูแลธุรกิจประจำวันของ Audemars Piguet แล้ว แต่เธอยังคงมีส่วนร่วมในฐานะประธานของมูลนิธิ Audemars Piguet ซึ่งดูแลโครงการเพื่อสังคมของแบรนด์ รวมถึงดูแลพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ในต่างประเทศด้วย

revolutions-most-influential-brand-leaders-women-in-watchmaking

Nayla Hayek ซีอีโอแห่ง Harry Winston

Swatch Group เป็นสถาบันการผลิตนาฬิกาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ Nayla Hayek คือ ผู้หญิงที่เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการซึ่ง Nayla บริหารงานร่วมกับ Nick พี่ชายของเธอ (ผู้เป็นซีอีโอของกลุ่ม) พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลอาณาจักรนาฬิกาสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นจากเถ้าถ่านของการปฏิวัติวงการจากกลไกควอตซ์โดย Nicholas Hayek ผู้เป็นพ่อของเธอ

ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารของ Swatch Group เธอรับผิดชอบในการบริหารจัดการของกลุ่มและกำหนดทิศทางที่ Swatch Group อันยิ่งใหญ่จะเดินหน้าต่อไป แต่ดูเหมือนว่านั่นจะยังไม่พอเพราะ Nayla Hayek ยังเป็นซีอีโอของ Harry Winston ผู้ผลิตเครื่องประดับเพชรอันทรงเกียรติด้วย โดยดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ Swatch Group เข้าซื้อกิจการแบรนด์นี้ในปี 2013 นอกเหนือจากนาฬิกาแล้ว Nayla Hayek ยังเป็นผู้เพาะพันธุ์และเป็นกรรมการตัดสินม้าสายพันธุ์อาราเบียนที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นนักขี่ม้ามืออาชีพที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย Nayla Hayek จึงมีความโดดเด่นในฐานะผู้นำที่ไม่ธรรมดาซึ่งขับเคลื่อนตนเองด้วยความหลงใหลและความมุ่งมั่น

อีก 4 หญิงผู้นำแบรนด์ที่มีอิทธิพล

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Revolution

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Dior Timepieces: บทกวีแห่งเวลาและความหรูหราเหนือระดับ
Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา

พลังแห่งความคิดถึง Gérald Genta กับ 4 ตำนานเรือนเวลาที่โลกไม่ควรลืม

เมื่อ Gérald Genta และเรือนเวลาในตำนานจาก Universal Genève, Favre Leuba และ Urban Jürgensen กลับมาปรากฏอีกครั้งในหัวใจของนักสะสม

WORDS Oliver R Müller

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนาฬิกาหรูได้เผชิญกับกระแสการฟื้นคืนชีพของแบรนด์เก่าแก่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมด้านนาฬิกา แบรนด์ต่าง ๆ เช่น Daniel Roth, Gérald Genta (เปลี่ยนชื่อเป็น gérald genta), Universal Genève, Favre Leuba และ Urban Jürgensen ได้ฟื้นคืนชีพจากเงามืด หรือมีแผนที่จะฟื้นคืนชีพ

และพร้อมที่จะกลับมาทวงคืนตำแหน่งในวงการนาฬิกาสมัยใหม่ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการตีความใหม่อย่างร่วมสมัยขององค์ประกอบการออกแบบคลาสสิกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิการุ่นใหม่ด้วย

การมีสิทธิในการทำการฟื้นฟู หรืออย่างน้อยก็มีความพยายามแต่ล้มเหลวในการบรรลุผลของแบรนด์ในประวัติศาสตร์ ผมจึงอยากจะดูว่าทำไมเราจึงเห็นชื่อเก่า ๆ มากมายถึงได้รับการฟื้นคืนชีพในปัจจุบัน

เสน่ห์แห่งการฟื้นคืนชีพของแบรนด์เก่าแก่

การฟื้นคืนชีพของแบรนด์เก่าแก่ทำให้เกิดความรู้สึกคิดถึงอดีตและความพิเศษเฉพาะตัว ชื่อเหล่านี้เคยได้รับการยกย่องในด้านความสามารถทางเทคนิค นวัตกรรม และสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ และปัจจุบัน นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างหลงใหลในแนวคิดของการเป็นเจ้าของชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์แต่ถูกจินตนาการใหม่เพื่ออนาคต

ความรู้สึกถึงความต่อเนื่องในการเชื่อมโยงยุคทองของการผลิตนาฬิกาจักรกลเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคนิคในยุคปัจจุบัน เป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ และเหตุผลเล็ก ๆ อีกประการหนึ่งที่ทำให้มีการตามหาบรรดาชื่อแบรนด์ที่ถูกลืมหรือเจ้าหญิงนิทรากันก็คือ ความเชื่ออันแรงกล้าที่ว่า อดีตจะซื้ออนาคตได้

สำหรับแบรนด์อย่าง Daniel Roth และ gérald genta การฟื้นคืนชีพในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความทรงจำเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการยกย่องมรดกที่หล่อหลอมมาตรฐานทางด้านสุนทรียศาสตร์และจักรกลของนาฬิการะดับสูงอีกด้วย ในกรณีของ Daniel Roth การออกแบบตัวเรือน “Ellipsocurvex” อันเป็นเอกลักษณ์และกลไกที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีตกำลังกลับมาแล้ว โดยเป็นการยกย่องจิตวิญญาณในการบุกเบิกของช่างทำนาฬิการะดับปรมาจารย์ท่านนี้

Gérald Genta ผู้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่โดดเด่นที่สุดในโลกนาฬิกา โดยเฉพาะจากผลงานของเขาในนาฬิกาชื่อดังรุ่นต่าง ๆ เช่น Audemars Piguet Royal Oak และ Patek Philippe Nautilus ก็กำลังถูกฟื้นคืนชีพเช่นกัน

การกลับมาของชื่อของ Genta ถือเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการออกแบบที่ล้ำสมัย ซึ่งจะดึงดูดความสนใจจากผู้ชื่นชอบนาฬิกาที่แสวงหาจิตวิญญาณแห่งความล้ำสมัยซึ่งเคยกำหนดนิยามใหม่ของการผลิตนาฬิกาในศตวรรษที่ 20 ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

UNIVERSAL GENÈVE ความพร้อมสำหรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

Universal Genève อาจเป็นแบรนด์ที่หลายคนกำลังตั้งหน้าตั้งตารอการเปิดตัวใหม่อีกครั้ง นาฬิกาแบรนด์นี้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบนาฬิกายุคกลางศตวรรษ โดยมีชื่อเสียงในด้านนาฬิกาโครโนกราฟและนาฬิกาแนวเดรสในเรือนร่างสง่างาม โดยครั้งหนึ่ง Universal Genève เคยถูกมองว่าเป็นมาตรฐานทางด้านคุณภาพและนวัตกรรม

นาฬิการุ่น Polerouter ซึ่งออกแบบโดย Gérald Genta ในวัยหนุ่ม กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งช่วงทศวรรษ 1950s แม้ว่าแบรนด์นี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันแล้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 แต่การฟื้นคืนชีพของแบรนด์นี้ก็ได้ทำให้ผู้ชื่นชอบนาฬิกาต่างตื่นเต้นเป็นอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าการคืนชีพกลับมาใหม่ของแบรนด์นี้อาจนำพาให้เกิดยุคใหม่ของดีไซน์แบบคลาสสิกซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่อัปเดต

FAVRE LEUBA การฟื้นคืนของจิตวิญญาณผู้บุกเบิก

การฟื้นชีพที่น่าตื่นเต้นอีกแบรนด์มาจาก Favre Leuba หนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสวิสที่เก่าแก่ที่สุดด้วยแรกกำเนิดในปี1737 Favre Leuba ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านนวัตกรรมทางเทคนิค ผู้สร้างนาฬิกาที่มีความทนทานสูงอย่าง Bivouac นาฬิกาข้อมือจักรกลแบบแรกที่สามารถวัดระดับความสูงได้ถึง 3,000 เมตร และ Bathy นาฬิกาข้อมือแบบแรกที่มีมาตรวัดความลึก

การเปิดตัวใหม่ของ Favre Leuba ถือเป็นการหวนคืนสู่รากฐานแห่งการผจญภัย โดยมุ่งหวังที่จะตอบสนองต่อกลุ่มผู้ชื่นชอบนวัตกรรมเชิงกลและการออกแบบที่ทนทาน การประกาศเปิดตัวใหม่ของแบรนด์นี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างประเพณีสมัยก่อนกับรสนิยมสมัยใหม่ ด้วยการนำเสนอการผสมผสานที่น่าสนใจระหว่างประวัติศาสตร์กับนวัตกรรม

URBAN JÜRGENSEN: การกลับมาของผลงานชิ้นเอก

ในที่สุด Urban Jürgensen แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในวงการนาฬิการะดับสูง ก็พร้อมที่จะกลับมาวางจำหน่ายอีกครั้งในปี 2025 โดยแบรนด์นี้ขึ้นชื่อในเรื่องหน้าปัดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เข็มที่ถูกทำให้เป็นสีน้ำเงิน และกลไกอันซับซ้อนที่มากับ ดีเทนต์ เอสเคปเมนต์ อันเป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์ จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีคุณค่าที่สุดในวงการนาฬิกาแนวช่างฝีมือ

แบรนด์นี้ถูกซื้อโดย Kari Voutilainen ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระระดับตำนานเมื่อปี 2021 หลังจากที่เจ้าของเดิมประสบความล้มเหลวในการเปิดตัวแบรนด์ขึ้นมาใหม่ จึงถือเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ายินดียิ่งว่าแบรนด์ที่ Voutilainen ได้นำคุณลักษณะด้านการออกแบบทั้งหมดมาใช้นั้นจะถูกบริหารโดยตัวเขาเอง Voutilainen นั้นเคยทำงานให้กับ Urban Jürgensen มาแล้ว และคุณจะพบกับคุณลักษณะของการออกแบบจากแบรนด์นี้ได้ด้วยรูปลักษณ์ขาตัวเรือนแบบ “Cornes de Vache” หรือ “เขาวัว” และหน้าปัดสลักกิโยเช่ที่สวยงาม

การเปิดตัวใหม่อีกครั้งที่กำลังจะมีขึ้นนี้มุ่งมั่นที่จะคงไว้ซึ่งคุณค่าของแบรนด์ในด้านงานฝีมือ ความแม่นยำ และดีไซน์สไตล์คลาสสิก ในขณะเดียวกันก็ก็นำความก้าวหน้าในด้านการผลิตนาฬิกามาผสมผสานไว้เพื่อดึงดูดใจเหล่านักสะสมผู้มีรสนิยมสูง

ทุกอย่างเกี่ยวกับเวลา

จังหวะเวลาของการฟื้นคืนชีพนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะแม้ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ความชื่นชมในงานฝีมือแบบดั้งเดิมและศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย แบรนด์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเหล่านี้เสนอในสิ่งที่นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ยุคใหม่ไม่สามารถให้ได้

นั่นก็คือ การเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ มรดก และความรู้สึกเกี่ยวกับงานฝีมือที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน นอกจากนี้ นักสะสมรุ่นเยาว์ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ มักถูกดึงดูดไปสู่เกียรติยศและความพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น หรือนาฬิการุ่นพิเศษ ๆ จากบูติกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกา การฟื้นคืนชีพเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งสะพานเชื่อมไปสู่อดีตและเส้นทางสู่อนาคต แบรนด์ต่าง ๆ อาทิ Daniel Roth, gérald genta, Universal Genève, Favre Leuba และ Urban Jürgensen นั้น ไม่ได้เพียงแต่ฟื้นคืนชีพดีไซน์เก่า ๆ ของตนเท่านั้น แต่ยังตีความความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของดีไซน์เหล่านี้ใหม่เพื่อนำเสนอให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งนวัตกรรมและประเพณี

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ในปี 1982 ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Jean-Claude Biver ทำการรื้อฟื้นแบรนด์ Blancpain ขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่องราวของแบรนด์จึงแทบไม่มีขีดจำกัด คุณสามารถเขียนเรื่องราวของแบรนด์ใหม่ได้เกือบทั้งหมด แม้แต่จะย้อนวันก่อตั้งให้ไกลออกไปกว่าความเป็นจริงก็ทำได้

เพราะในสมัยนั้น คุณแทบจะไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกท้าทายในแง่มุมใด ๆ ในคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณหรือความชอบธรรมในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษของการผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์ ลองดูกันว่ามีแบรนด์ใดบ้างที่อ้างว่าเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกหรือเคยอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาก่อน ซึ่งบางครั้งก็มี “หลักฐาน” ที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิงและเป็นเพียงเรื่องเล่าลือเท่านั้น

ปัจจุบันนี้ใช้เวลาแค่ราว 2 นาที หลังจากที่คุณเผยแพร่เรื่องราวของคุณทางออนไลน์ ก็จะมี “ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกา” บางคนเริ่มโจมตีหรือท้าทายเรื่องราวของคุณ เพราะเขา (หรือเธอ) รู้ หรืออย่างน้อยก็อ้างว่ารู้ดีกว่า จึงอย่าพยายามที่จะเขียนเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของคุณใหม่ โดยคิดว่าไม่มีใครมาสละเวลาตรวจสอบเรื่องราวของคุณ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำกันในอดีต และคาดว่าอีกหน่อยผู้คนก็จะคุ้นเคยกับการใช้แอป AI สำหรับตรวจสอบข้อเท็จจริงที่อาจถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับโลกของนาฬิกาโดยเฉพาะ

และเพื่อปิดท้ายประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่กล่าวไปในบทนำของบทความนี้ แบรนด์ต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ ผมเคยมีประสบการณ์ที่น่าหงุดหงิดมากในการต้องขัดเกลาเรื่องราวของผู้ผลิตนาฬิกาฝรั่งเศสนาม L.Leroy ที่มีความเฉพาะตัวเป็นที่สุด ด้วยประวัติศาสตร์ที่สามารถทำให้ Patek Philippe กลายเป็นความจืดชืดได้เลยทีเดียว

โดยมีมรดกเฉพาะตัวด้วยชื่อที่มีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์ตั้งแต่ปี 1785 และการประดิษฐ์นาฬิกาที่ก้าวไปถึงนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดซึ่งเปิดตัวที่งานนิทรรศการโลกในปี 1900 ที่กรุงปารีส ซึ่งก็คือ “Leroy 01” ที่มีคอมพลิเคชั่นกลไกซับซ้อนมากถึง 25 ประเภท

เมื่ออ่านบทนำสั้น ๆ นี้แล้ว คุณคงคิดว่าไม่มีอะไรขาดหายไปในการนำแบรนด์เก่าแก่จากปารีสกลับมาสู่จุดสนใจอีกครั้ง แต่สิ่งที่ขาดหายไปในการเดินทางสู่ความรุ่งโรจน์ก็คือ การขาดความอดทนของเจ้าของแบรนด์ที่ไม่เข้าใจว่าการฟื้นคืนชื่อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น จำเป็นต้องอาศัยความอดทนและความรักในชื่อนั้นด้วย

Leroy กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกันกับการเปิดตัวครั้งใหม่ที่ล้มเหลวหรือถูกยกเลิกไปหลายครั้ง เช่นเดียวกับที่ Favre Leuba, Universal Genève และ Urban Jürgensen ที่กำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเคยประสบ และฉันหวังว่านั่นจะไม่ใช่สัญญาณสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์เก่าแก่เหล่านี้ต่อไป

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Grand Seiko นำเสนอนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่น SBGJ283 ที่ผลิตให้กับตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ

ด้วยความนับถือต่องานหัตศิลป์สาขากระดาษวาชิ

Grand Seiko ยกย่องศิลปะการทำกระดาษวาชิ ซึ่งเป็นศิลปะการประดิษฐ์ด้วยมือของญี่ปุ่น ผ่านนาฬิการุ่น SBGJ283 ที่ผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนเท่านั้น โดยมาพร้อมหน้าปัดสีขาวนวลที่มีลวดลายแวววาวอย่างละเอียดอ่อนที่ชวนให้นึกถึงความงามอันละเอียดอ่อนของกระดาษวาชิ ขณะที่เข็ม GMT สีแดงซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลไม้สีแดงของโคโซ ช่วยสร้างภาพเปรียบต่างที่โดดเด่น

ศิลปะกระดาษวาชิที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี เป็นหนึ่งในงานฝีมือของชาวญี่ปุ่นที่อยู่เหนือกาลเวลา

กระดาษวาชิซึ่งเป็นกระดาษญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานต่อเนื่องมากว่า 800 ปี กระดาษชนิดนี้ได้มาจากเปลือกชั้นในของต้นโคโซ (ต้นหม่อน) ซึ่งมีลักษณะละเอียดอ่อนแต่ทนทาน โดยผ่านกระบวนการสร้างที่พิถีพิถันและใช้แรงงานจำนวนมาก สืบทอดส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน กระดาษวาชิถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในทางปฏิบัติ เช่น สำหรับใช้ในการเขียน แต่ต่อมาไม่นาน กระดาษวาชิก็ได้ถูกพัฒนาเป็นสื่อทางศิลปะที่ใช้ตกแต่งลวดลายบนกระดาษม้วน กระดาษบุโชจิ กระดาษบุโคมไฟ และสิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ พื้นผิวที่เป็นเอกลักษณ์และมีรูพรุนทำให้กระดาษวาชิกลายเป็นองค์ประกอบที่ได้รับการยกย่องในงานออกแบบตกแต่งภายในของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชมอย่างลึกซึ้งของคนในชาติที่มีต่อความเรียบง่ายและความกลมกลืน

นอกเหนือจากความสวยงามแล้ว กระดาษวาชิยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งอีกด้วย โดยกระดาษวาชิสะท้อนถึงปรัชญาญี่ปุ่นที่เรียกว่า “วาบิ-ซาบิ” ซึ่งมองว่าความงามนั้นอยู่ท่ามกลางความไม่สมบูรณ์แบบและความไม่จีรังยั่งยืน เมื่อตระหนักถึงคุณค่าของกระดาษวาชิแล้ว UNESCO จึงได้ขึ้นทะเบียนการทำกระดาษวาชิไว้ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2014 ปัจจุบัน กระดาษวาชิยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทของชาวญี่ปุ่นในการอนุรักษ์งานหัตถกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความสามารถในการใช้งานจริงกับการแสดงออกทางศิลปะ และช่วยให้ศิลปะโบราณนี้ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

นาฬิการุ่นนี้มากับตัวเรือน เอเวอร์-บริลเลียนท์ สตีล ซึ่งเป็นโลหะผสมที่ทนทานต่อการกัดกร่อนสูงพร้อมระดับ PREN ที่เหนือกว่า โดยสืบทอดรูปแบบการออกแบบอันทันสมัยที่ตีความใหม่มาจากนาฬิกา 44GS รุ่นดั้งเดิมเมื่อปี 1967 ซึ่งโดดเด่นด้วยพื้นผิวเรียบที่ถูกขัดเงาดุจผิวกระจก นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกความถี่สูงระดับไฮ-บีท คาลิเบอร์ 9S86 ที่ให้ความแม่นยำอย่างเหนือชั้น (+5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน) และมีฟังก์ชันแสดงเวลาแบบดูอัลไทม์ 2 เวลา ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องโลก

นาฬิการุ่นนี้มีจำหน่ายเฉพาะที่บูติก Grand Seiko และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป

ข้อมูลทางเทคนิค: Grand Seiko Asia Pacific Exclusive Limited Edition SBGJ283

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9S86 พลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที ชั่วโมงของเขตเวลาที่สอง และวันที่
ตัวเรือน: เอเวอร์-บริลเลียนท์ สตีล ขนาด 40 มม. หนา 10.04 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
หน้าปัด: สีขาวนวล ตกแต่งลายผิวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกระดาษวาชิ
สาย: เอเวอร์-บริลเลียนท์ สตีล ตัวล็อกแบบ 3 ทบ และมีสายหนังจระเข้สีน้ำตาลมาให้สลับเปลี่ยน
จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 150 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arteched

Alterum Worldtimer มาถึงลอสแองเจลิสและนิวยอร์กแล้ว

ดีไซน์มาสเตอร์พีซที่สะท้อนความเรียบง่ายอันเฉียบคมจากการแข่งขัน Dubai Watch Week × Grail Watch

ผู้ชนะการแข่งขันออกแบบนาฬิกา Dubai Watch Week × Grail Watch นำเสนอวิสัยทัศน์อันโดดเด่น 2 เวอร์ชั่นของการออกแบบที่เรียบง่าย

Alterum Worldtimer เปิดตัวครั้งแรกด้วยแนวคิดนาฬิกาแบบมินิมอลที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สร้างเสียงฮือฮาในหมู่คนรักนาฬิกาอย่างล้นหลาม ผลงานที่เกิดจากมันสมองของ Justin Walters ผู้ชนะเลิศการประกวด Dubai Watch Week × Grail Watch Design Competition ผู้ที่นำเสนอวิสัยทัศน์แห่งการออกแบบนาฬิกาอเมริกันด้วยโทนสีโมโนโครมอันเป็นเอกลักษณ์

Alterum Worldtimer สีเทาด้าน ซึ่งจะวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2023 ขณะนี้จำหน่ายหมดแล้ว

และตอนนี้ Alterum ได้ยกระดับสไตล์ไปอีกขั้นด้วยสองสีใหม่สุดพิเศษ “ลอสแองเจลิส เอดิชั่น” สีทองอร่ามที่สะท้อนภาพพระอาทิตย์ตกของเมือง และ “นิวยอร์ก เอดิชั่น” สีดำทองที่ถ่ายทอดบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ทั้งสองรุ่นมีจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน

Alterum Worldtimer เอดิชั่นลอสแองเจลิส (ซ้าย) และนิวยอร์ก (ขวา)

เรื่องราวของ Alterum เริ่มต้นด้วยบทเรียนเรื่องความเรียบง่าย นั่นคือ การออกแบบให้น้อยลง ตัดความโกลาหลออกไป เพื่อทำให้เรียบง่ายลง ความเรียบง่ายคือสิ่งที่สวยงาม มันโหดร้ายและรุนแรง แต่เมื่อไม่สามารถเพิ่มหรือลบอะไรออกไปได้อีก มันก็จะกลายเป็นความจริง และความจริงนั้นก็ยังคงอยู่ตลอดไป

Justin Walters ผู้ก่อตั้ง Alterum Watch Co.

ด้วยแนวคิดพื้นฐานของความเรียบง่ายและการลดทอน Justin Walters ได้เริ่มสร้างแบรนด์นาฬิกาไฮบริดอเมริกัน-สวิส ที่สะท้อนความงดงามและความเรียบง่ายแบบดิบ ๆ ของการผลิตนาฬิกาอเมริกัน ซึ่งอาจเป็นเสียงใหม่ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในโลกการออกแบบของแบรนด์ขนาดเล็กที่วงการเคยเห็นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

Walters กล่าวว่า “ปรัชญาของ Alterum อยู่ที่ความชัดเจนมากกว่าความซับซ้อน โดยที่ทุกรายละเอียดล้วนมีจุดประสงค์ Alterum ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นสายที่สะอาดตาและความงามอันเรียบง่ายที่พบได้ในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และตัวอย่างแรก ๆ ของการออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่ายิ่งน้อยก็ยิ่งดี”

ไม่นานหลังจากที่เขาสร้างภาพเรนเดอร์ของการออกแบบ Walters ตัดสินใจสร้างหน้าอินสตาแกรมสำหรับ Alterum (@alterumwatchcompany) และโพสต์ภาพนาฬิการุ่น Worldtimer ของเขา การออกแบบของเขามีอิทธิพลอย่างมากจนภาพนั้นถูกแชร์ต่อหลายครั้ง และก่อนที่เขาจะรู้ตัว บัญชี Alterum ของเขาก็เต็มไปด้วยข้อความจากผู้ที่ต้องการซื้อนาฬิกา เขาต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่านาฬิกายังมีอยู่แค่ในรูปแบบการออกแบบเท่านั้น เขาเล่าว่า “หลังจากข้อความที่ 100 ผมเริ่มคิดกับตัวเองว่า ‘โอเค ผมต้องผลิตนาฬิกาเรือนนี้แล้วล่ะ’”

Alterum Worldtimer

ทั้งสองเอดิชั่นมีการเคลือบ PVD แบบหนา พร้อมสเกลต่าง ๆ ตัดสีกับหน้าปัดเพื่อให้อ่านค่าได้ง่าย

Walters กล่าวว่า “ความท้าทายประการแรกคือขนาดของนาฬิกา ผมตั้งใจไว้จริง ๆ ว่านาฬิกาจะต้องมีขนาดไม่เกิน 39 มม. และมีความหนาไม่เกิน 10.5 มม. เพราะคนรุ่นผมเห็นการเปลี่ยนแปลงจากนาฬิกาขนาดใหญ่ในอดีตไปสู่ขนาดและสัดส่วนแบบคลาสสิก นอกจากนี้ ในฐานะแบรนด์อเมริกัน ผมต้องการให้เป็นแบรนด์ที่เป็นกลางและเป็นสากล ผมต้องการให้พอดีกับข้อมือของทุกคน ประการที่สอง ผมต้องการสร้างนาฬิกาพร้อมสายอินทีเกรเตดที่สง่างาม เพราะในฐานะชาวอเมริกัน ผมต้องการให้นาฬิกานี้สามารถปรับเข้ากับทุกสไตล์ได้ นี่ควรเป็นนาฬิกาสำหรับใส่กับเสื้อยืดสีขาวที่สมบูรณ์แบบ เพราะนั่นคือ อเมริกา แต่ก็ต้องดูและให้ความรู้สึกที่ซับซ้อนเพียงพอที่จะดูเท่แม้จะใส่สูทก็ตาม”

“เราทุ่มเทอย่างหนักในการผสานสายนาฬิกาเข้ากับตัวเรือน เพื่อสร้างดีไซน์เสมือน ‘ไร้สายนาฬิกา’ เพื่อสร้างความรู้สึกถึงสถาปัตยกรรมบนข้อมืออย่างแท้จริง เราต้องการให้สายนาฬิกาเรียวลงอย่างสง่างามที่ด้านหลังของข้อมือ ในทำนองเดียวกัน ลักษณะขอบแบบขั้นบันไดไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องโครงสร้างแบบหลายชั้นของ Guggenheim เท่านั้น แต่ยังยกย่องนาฬิกาวินเทจบางรุ่นที่ผมชื่นชอบ เช่น Longines ‘Tre Tacche’ นาฬิกากันน้ำรุ่นเก่าในยุค 40s และ 50s”

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลพร้อมสายอินทีเกรเตด โดยขนาดของตัวเรือนอยู่ที่ 38.5 มม. หนา 10.5 มม.

คลื่นลูกใหม่ของไมโครแบรนด์ดิ้ง

Walters กล่าวว่า “อเมริกาหลังสงครามเป็นยุคของสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ผู้แสวงหาความจริง’ และยุคของความเรียบง่ายแบบอเมริกันกำลังเฟื่องฟู คุณมี Ray และ Charles Eames ที่เวนิส สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์และพื้นที่อยู่อาศัยด้วยไม้อัดขึ้นรูปอย่างสุดขั้ว คุณมีนักแสดงที่ปฏิเสธเทคนิคการแสดงละครและแทนที่ด้วยอารมณ์ดิบ ๆ เช่น Marlon Brando และ James Dean คุณมีดนตรีร็อกแอนด์โรลที่บดบังบิ๊กแบนด์และสวิงในยุค 40s อย่างสิ้นเชิงด้วยความตรงไปตรงมาและพลังที่เปิดเผย คุ ณมี Jackson Pollock ที่ถ่ายทอดตัวตนแบบ Freudian ของเขาผ่านภาพวาดแอ็คชั่นแบบหมอผี ในแคลิฟอร์เนีย คุณมีวัฒนธรรมการเล่นเซิร์ฟและการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ในทะเลทรายที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ทำให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติในระดับพื้นฐานที่สุด แม้กระทั่งในเรื่องของสไตล์ เยาวชนของอเมริกาก็เลิกใส่ชุดที่วิจิตรบรรจงและแทนที่ด้วยความบริสุทธิ์แบบลดทอนของเสื้อยืดสีขาว นี่คือยุคสมัยที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมจากมุมมองด้านการออกแบบ”

การแหกกฎเกณฑ์ที่รุนแรงในการออกแบบและสถาปัตยกรรม

ผลงานสถาปัตยกรรมที่สำคัญ 2 ชิ้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนาฬิกาเรือนแรกของ Walters นั่นก็คือ Alterum Worldtimer ได้แก่ Apple Park ซึ่งออกแบบโดย Norman Foster สำหรับสำนักงานใหญ่ของบริษัทในคูเปอร์ติโน และ Guggenheim Museum ของ Frank Lloyd Wright ในนิวยอร์ก การออกแบบทั้ง 2 ชิ้นล้วนท้าทายและสวยงามอย่างเหลือเชื่อ โดยเริ่มต้นจากวงกลม Guggenheim เป็นผลงานชิ้นเอกแห่งรูปแบบ แม้จะดูเรียบง่ายและไม่เข้ากัน แต่ก็ทำให้เราลืมตาขึ้นและมองดูได้ ไม่ใช่แค่เห็นเท่านั้น Apple Park เป็นอาคารร่วมสมัย เรียบง่าย และเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งการออกแบบ ตัวอาคารนั้นไม่เพียงแต่เป็นที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นงานศิลปะอีกด้วย เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท

เขาอธิบายว่า “นี่คือผลงานการออกแบบของ Frank Lloyd Wright สำหรับพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ เมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดตัวในปี 1959 ผู้คนต่างตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘นี่คืออาคารหรือประติมากรรมกันแน่ หรือว่าเป็นทั้งสองอย่างกันแน่’ สำหรับผมแล้ว เขาเป็นสถาปนิกชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการมองว่าเป็นศิลปินที่มีสถานะเกือบจะเป็นตำนาน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้ปูทางให้กับบุคคลอย่าง  Frank Gehry และ Tadao Ando ซึ่งผมชื่นชอบทั้งคู่” นักวิจารณ์ Paul Goldberger เรียกพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ว่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ “สถาปนิกยอมรับการออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่แสดงออกถึงความรู้สึกได้อย่างชัดเจนและเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้งในทางสังคมและวัฒนธรรม ในแง่นี้ พิพิธภัณฑ์เกือบทุกแห่งในยุคของเราล้วนเป็นลูกหลานของพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์”

Walters กล่าวว่า “ผมยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการไปเยี่ยมชม Apple Park โดยเฉพาะเพดานของโรงละคร Steve Jobs ซึ่งประกอบด้วยแผงกระจกโค้งซ้อนกันหลายชั้น โครงสร้างนี้ให้ความรู้สึกถึงความกลมกลืนและไร้ขอบเขตอย่างเหลือเชื่อ”

โรงละคร Steve Jobs ที่ Apple Park: ภาพถ่ายโดย Foster + Partners
มุมมองภายในของพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นิวยอร์ก ภาพ: Andrew Pielage

ด้วยความคิดที่จะสร้างโครงสร้างทั้ง 2 นี้ขึ้นมา Walters จึงเริ่มลงมือทำงาน เขาอธิบายว่า “ผมเริ่มตีความผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งทั้ง 2 ชิ้นนี้ว่าเป็นนาฬิกาที่มีจานหมุน 4 ใบ เมื่อมองดูภายนอกพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ คุณจะเห็นชั้นต่าง ๆ 4 ชั้นที่รวมกันเป็นเกลียว แต่เมื่อคุณมองลงมาจากด้านบนสุดของพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ คุณจะสัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจของผม คุณจะเห็นว่าบันไดวนสร้างภาพลวงตาของเกลียวที่บริสุทธิ์และแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด”

ในสมัยที่ก่อสร้างขึ้น อาคารที่ไม่มีบันไดและมีลักษณะเป็นทางลาดต่อเนื่องเพียงทางเดียวนี้ไม่เคยมีใครรู้จักและรู้สึกตกใจกับสาธารณชนด้วยซ้ำ Walters อธิบายว่า “Wright ได้สร้างเกลียวลอการิทึมที่สมบูรณ์แบบซึ่งเราเห็นได้จากเปลือกหอย ในฐานะมนุษย์ เราถูกดึงดูดโดยสัญชาตญาณไปที่รูปทรงนี้ เพราะรูปทรงนี้แสดงถึงความยืดหยุ่นในธรรมชาติ ย้อนกลับไปไกลถึงบันไดในพิพิธภัณฑ์วาติกัน สถาปนิกได้นำเกลียวมาใช้ในการออกแบบ แต่กุกเกนไฮม์เป็นอาคารแรกที่มอบความสำคัญให้กับรูปทรงนี้ของอาคารทั้งหลัง รูปทรงนี้ดูสุดโต่งแต่มีจุดประสงค์และเรียบง่ายมาก เมื่อมองลงมาจากด้านบนของพิพิธภัณฑ์ ทางลาดเกลียวจะเริ่มดูเหมือนแผ่นดิสก์หลายแผ่น และในความคิดของผม ผมเห็นนาฬิกาที่ไม่มีเข็ม ผมเริ่มเห็นแผ่นดิสก์หลัก 4 แผ่นสำหรับบอก ชั่วโมง นาที แผ่นดิสก์ 24 ชั่วโมง และแผ่นดิสก์สำหรับเมืองของนาฬิกาเวิลด์ไทม์”

เมื่อถูกถามว่าเขามีอิทธิพลต่อการทำนาฬิกาอื่น ๆ หรือไม่ Walters ตอบว่า “ผมรู้จักนาฬิกา Ressence และ Urwerk UR-102 มาก่อน และผมก็ชอบรูปทรงของนาฬิกา Ikepod เสมอมา แต่แรงบันดาลใจที่แท้จริงคือสถาปัตยกรรม”

พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นิวยอร์ก ภาพโดย: David Heald © Solomon R. Guggenheim
เม็ดมะยมที่ 2 นาฬิกาจะใช้ปรับดิสก์เมือง และเม็ดมะยมที่ 4 นาฬิกาจะใช้ตั้งเวลา
พิมพ์เขียวของพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์
ภาพประกอบพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ ภาพ: Frank Lloyd Wright Foundation

ความชัดเจนเหนือความซับซ้อน

นี่ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมต้องเป็นนาฬิกาเวิลด์ไทม์? Walters กล่าวพร้อมหัวเราะว่า “ผมอยากได้นาฬิกา Worldtimer เพราะจะได้รู้ได้ง่ายขึ้นว่าคนในสวิตเซอร์แลนด์ตื่นเมื่อไหร่ และหลับเมื่อไหร่ นอกจากนี้ การออกแบบนาฬิกาเวิลด์ไทม์แบบมินิมอลยังดูเป็นงานที่ท้าทายและน่าสนใจมาก ผมยังไม่เห็นนาฬิกาที่สามารถท้าทายแบรนด์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมนาฬิกาได้เลย”

แนวโน้มนี้ได้รับการยืนยันเพิ่มเติมโดย Hind Seddiqi ซีอีโอของ Dubai Watch Week ซึ่งงานของเขาทำให้เกิดการจัดงาน Horological Forums ไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลอนดอนในปี 2018 นิวยอร์คในปี 2022 และฮ่องกงในปีนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในแผ่นดิสก์เมืองของนาฬิกา Worldtimer อย่างเหมาะสม

ในกระบวนการสร้างแนวคิด Worldtimer ก็ได้นำความคิดเกี่ยวกับอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 50s กลับมาอีกครั้ง หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาได้กลายเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลก และด้วยเหตุนี้ นิวยอร์กจึงกลายเป็นศูนย์กลางของโลก คุณมีครอบครัวของ Rockefeller และ Getty คุณมีจุดกำเนิดของลัทธิ Abstract Expressionism คุณมีนักเขียนอย่าง Norman Mailer และ Truman Capote นิวยอร์กกลายเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับกลุ่มเจ็ตสกีระดับโลกที่บินเข้าและออกจากสนามบิน JFK (Idlewood) ในยุคอวกาศ

เมื่อมองดู Alterum Worldtimer คำที่ผุดขึ้นในใจคือ “สัญชาตญาณ” แม้ว่าเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีจะยึดอยู่กับแผ่นดิสก์ โดยเข็มชั่วโมงเป็นวงกลมและเข็มนาทีเป็นเส้นเรียบง่าย แต่หน้าปัดได้รับการกำหนดค่าให้มีความชัดเจนสูงสุด เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด หลักสเกลและชื่อเมืองต่าง ๆ จึงถูกวางไว้บนพื้นหลังสีเทาพร้อมการเคลือบด้าน จากนั้น หน้าปัดที่ประกอบด้วยวงกลม 4 วงนี้จะถูกล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนแบบ 2 ขั้นที่บาง สง่างาม และมีเหลี่ยมมุม รูปทรงของตัวเรือนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น “จานบิน” ยกเว้นการจัดวางที่ฉับพลันและมีชีวิตชีวาด้วยองค์ประกอบรูปลิ่ม 2 ชิ้นที่ผสานเข้ากับสายนาฬิกา ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาและ 4 นาฬิกา มีเม็ดมะยม 2 เม็ดที่ดูเหมือนจะไหลเข้าไปในตัวเรือนเกือบหมด แต่เข้าถึงได้ง่ายเนื่องจากมีร่องลึกที่ซ่อนอยู่ที่ฐานของนาฬิกา เม็ดมะยมด้านบนทำหน้าที่ควบคุมแผ่นดิสก์เมืองแบบ 2 ทิศทาง ส่วนเม็ดมะยมด้านล่างใช้สำหรับตั้งเวลาและไขลานนาฬิกา

เครื่องหมายแห่งการผลิตที่มีคุณภาพ

มาถึงมิติของแบรนด์ Alterum ในแง่ของความเป็นสวิส Justin รู้ว่าต้องหาพันธมิตรที่จะช่วยสร้างนาฬิกาที่แสดงถึงคุณภาพสูงสุด ความสามารถด้านกลไก และการบริการลูกค้า เขากล่าวว่า “ผมเกลียดความคิดที่คนเปิดตัวนาฬิกาแต่ไม่มีการบริการลูกค้าที่ดีพอ สำหรับผมแล้ว ถ้าผมจะทำสิ่งนี้ ผมต้องทำมันให้ถูกต้อง ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ที่ชื่อว่า Roventa-Henex สิ่งสำคัญสำหรับผมคือ คุณภาพของนาฬิกาจะต้องไร้ที่ติ”

แม้ว่าคุณจะไม่เคยได้ยินชื่อ Roventa-Henex มาก่อน คุณก็มีโอกาสได้ลองสวมนาฬิกาหรือเป็นเจ้าของนาฬิกาที่พวกเขาผลิตแล้ว Roventa-Henex เป็นโรงงานผลิตนาฬิกา “white label” ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และผลิตนาฬิกาให้กับแบรนด์ดัง ๆ มากมายทั่วโลก Jérôme Biard ซีอีโอและเจ้าของร่วมของ Roventa-Henex กล่าวว่า “เรามีชื่อเสียงในด้านความเป็นเลิศในสิ่งที่เราทำ มันเป็นเรื่องตลกดีเพราะเราได้รับการสอบถามใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ แต่เมื่อ Justin ติดต่อมา ผมก็รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะผมติดตามความคืบหน้าของโครงการ Alterum ของเขามาตลอด และชอบการออกแบบของเขามาก”

Jérôme Biard ซีอีโอและเจ้าของร่วมของ Roventa-Henex
Roventa-Hennex ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Tavannes เป็นหนึ่งในผู้ผลิต ‘white label’ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์: ภาพโดย Roland Zumbuehl – Own work, CC BY-SA 4.0

การผสมผสานระหว่างความหลงใหลและจุดมุ่งหมาย

เมื่อถูกถามว่า Alterum แตกต่างจากไมโครแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดอย่างไร Walters กล่าวว่า “ประสบการณ์ที่เรามอบให้คือความเรียบง่าย เมื่อคุณได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของ Alterum คุณจะรู้สึกเหมือนกับว่าคุณกำลังถือบางสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และพิเศษ ผลิตภัณฑ์ควรเปลี่ยนทุกคนให้กลายเป็นนักออกแบบและผู้สร้างที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ยังควรทำให้คุณนึกถึงสถานที่ที่คุณอยู่และความสำคัญของสิ่งของนั้น ๆ ในพื้นที่นั้น ผมหวังว่าคุณจะรู้สึกเช่นนี้เมื่อสวมนาฬิกาบนข้อมือ มันควรหยุดคุณ มันควรทำให้คุณคิด นี่ไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกา แต่ยังเป็นวัตถุแห่งความปรารถนาอีกด้วย”

Jérôme Biard กล่าวว่า “ตลอดอาชีพการงานของผม ผมได้เห็นการออกแบบนาฬิกามากมาย แต่เมื่อผมเห็นการออกแบบ Alterum Worldtimer ผมก็พบว่ามันมีความมุ่งมั่นและทำให้ผมอยากทำงานในโปรเจ็กต์นี้ เหมือนกับเขา (Walters) เราเสี่ยงกับ Alterum เล็กน้อย แต่ผมคิดว่าการช่วยเหลือผู้มีความสามารถหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อสร้างอนาคตของเรา ผมชอบมากที่ Justin มาจากนอกอุตสาหกรรมและมีจุดอ้างอิงที่ไม่ใช่จากสิ่งที่บางครั้งอาจกลายเป็นห้องเสียงสะท้อนสำหรับแนวคิดที่ซ้ำซากจำเจ Alterum มีบางอย่างที่สดใหม่ มีชีวิตชีวา และแปลกใหม่ มันดูเป็นสวิสแท้ ๆ ต้องขอบคุณเราและการผลิตของเรา แต่ก็เป็นอเมริกันแท้ ๆ ด้วยที่ต้องขอบคุณ Justin และปรัชญาการออกแบบของเขา ผมคิดว่าการผสมผสานนี้เจ๋งมาก”

ข้อมูลทางเทคนิค

Alterum Worldtimer:  Los Angeles Edition และ New York Edition

กลไก: อัตโนมัติ Sellita SW330-2 GMT พลังงานสำรอง 56 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที เวลาเวิลด์ไทม์
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L พ่นไอระเหยและปัดลาย เคลือบ PVD สีดำหรือสีทอง ขนาด 38.5 มม. หนา 10.5 มม.
หน้าปัด: สีดำหรือสีทอง พิมพ์สเกลสีตัดกัน ดิสก์หน้าปัด 3 วงเรียงกันแสดงชั่วโมง นาที และเวลาเวิลด์ไทม์ 24 เขตเวลาพิมพ์ชื่อเมืองบนดิสก์วงนอกสุด
สาย: สเตนเลสสตีล 316L แบบอินทีเกรเตด พ่นไอระเหย พร้อมตัวล็อคแบบปีกผีเสื้อ ตกแต่งร่อง 7 ร่องในแต่ละข้อ และมีสายยางสีดำมาให้พร้อมตัวล็อคแบบปีกผีเสื้อสีดำหรือสีทอง
จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 100 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: โดย Revolution

4 เรือนเวลาระดับตำนานจาก Gérald Genta และอีก 3 แบรนด์วินเทจที่นักสะสมหลงรัก

เมื่อ Gérald Genta และเรือนเวลาในตำนานจาก Universal Genève, Favre Leuba และ Urban Jürgensen กลับมาปรากฏอีกครั้งในหัวใจของนักสะสม

WORDS Oliver R Müller

ตลาดนาฬิการะดับกลางได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้รับแรงหนุนจากการออกแบบที่สร้างสรรค์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับทั้งความสวยงามและการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาด แบรนด์ต่าง ๆ เช่น Raymond Weil, Tissot, Furlan Marri, Frederique Constant, Louis Erard, Norqain, AnOrdain และ Baltic เป็นผู้นำตลาดกลุ่มนี้ในขณะนี้

ขณะที่แบรนด์ระดับไมโครแบรนด์ใหม่ ๆ เช่น Anoma, Farer, Massena Lab และ Toledano & Chan ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การฟื้นตัวนี้เกิดขึ้นหลังจากความท้าทายที่เกิดจากเทคโนโลยีของอุปกรณ์สำหรับสวมใส่บนข้อมือ โดยเฉพาะ Apple Watch ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มลูกค้าระดับเริ่มต้นและระดับกลาง การดึงดูดฐานผู้บริโภคที่หลากหลายนี้ แม้ว่ายอดขายอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะเหล่านี้จะเริ่มลดลงตั้งแต่ราว 2 ปีก่อนเป็นต้นมา

แต่ผู้นำตลาดอย่าง Apple ก็กำลังเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยนำเอาหลักเกณฑ์ของการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมมาใช้ด้วยเช่นตัวเรือนไททาเนียมและกระจกแซฟไฟร์คริสตัล ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถเพิ่มอัตรากำไรได้ด้วย ข้อดีของภัยคุกคามนี้ซึ่งแสดงให้เห็นได้จากเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ฝังอยู่ในระบบนิเวศน์ที่มีข้อมูลเป็นปัจจัยหลักก็คือ ความจริงที่ว่าผู้คนคุ้นเคยกับการสวมใส่อะไรบางอย่างไว้ที่ข้อมือ

ที่น่าขันก็คือ ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนาฬิกาแบบเดิม ๆ ในยุคปัจจุบันกลับทำให้นาฬิกาเหล่านี้กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง เนื่องจากข้อมือยังคงเป็นอวัยวะของร่างกายที่เหมาะสมที่สุดในการสวมนาฬิกา (เว้นแต่คุณจะเดินแบบ ซึ่งในกรณีนั้นการอ่านเวลาบนข้อเท้าอาจดูทันสมัยก็เป็นได้)

ใครเป็นใครในกลุ่มนาฬิการาคาระดับกลาง

กลุ่มนาฬิการาคาปานกลางไม่ใช่กลุ่มที่เหมือนกันทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยแนวคิดและแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย หลายแบรนด์พยายามแข่งขันกันเพื่อเอาใจลูกค้าที่ให้น้ำหนักต่อเรื่องราคาเป็นหลัก และจำนวนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และแบรนด์ก็สูงมาก โดยคาดว่าในแต่ละสัปดาห์จะมีการเปิดตัวนาฬิกาแบรนด์ใหม่ ๆ 1 หรือ 2 แบรนด์ทั่วโลก

การเข้าสู่ตลาดไม่เคยง่ายเหมือนทุกวันนี้เลย ต้องขอบคุณการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย และอีกด้านหนึ่งก็คือระดับเสียงรบกวนในปัจจุบันที่มีต่อแบรนด์ต่าง ๆ นั้นสูงมากตลอดเวลา ทำให้การดึงดูดความสนใจเป็นเรื่องยากหากเนื้อหาของแบรนด์ไม่น่าดึงดูดเพียงพอ นอกจากนี้ ช่วงเวลาในการดึงดูดความสนใจก็ยังสั้นมากอีกด้วย

1. ไมโครแบรนด์ (แบรนด์ขนาดเล็ก)

ส่วนใหญ่แล้วแบรนด์ในกลุ่มนี้จะเปิดตัวผ่านแคมเปญระดมทุน หรือบางครั้งอาจใช้การผสมผสานระหว่าง “FFF” (เพื่อน ครอบครัว และคนโง่) และสิ่งแรกที่ผมเดาว่าเกิดขึ้นจากการเปิดตัวไมโครแบรนด์ 100 แบรนด์นั้น มีเพียง 1 หรือ 2 แบรนด์เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ การสร้างแบรนด์มักเน้นที่ผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ไม่ค่อยเน้นที่จุดประสงค์ของแบรนด์มากนัก นำมาสู่คำถามว่า “ทำไม”

พวกเขาทั้งหมดพยายามที่จะทำ DTC (การขายตรงถึงผู้บริโภค) ในช่วงแรกเพื่อรักษาอัตรากำไรและที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างสายสัมพันธ์พิเศษกับลูกค้าเอง พวกเขาสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาที่น่าสนใจมากเพื่อหลีกเลี่ยงอัตรากำไรจากการขายส่งในตลาดแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มและดึงดูดใจผู้ชื่นชอบนาฬิกาที่ไม่สามารถจ่ายเงินเพิ่มสำหรับแบรนด์ระดับพรีเมียมได้

ขั้นตอนแรกนั้นบางครั้งก็ประสบความสำเร็จ แต่ช่วงเวลาแห่งความจริงก็จะมาถึงในบทต่อไป ซึ่งพวกเขาต้องพิสูจน์ว่าพวกเขามีกลยุทธ์ในผลิตภัณฑ์ และผลงานแบบแรกไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวตามโอกาสเท่านั้น

2. นิชแบรนด์ (แบรนด์เฉพาะกลุ่ม)

พวกเขาเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างและบางครั้งก็มีความโดดเด่น ความรู้สึกของกลุ่มนี้มักเกิดจากทางเลือกด้านสุนทรียศาสตร์มากกว่าคุณค่าของแบรนด์ในระยะยาว เนื่องจากความทะเยอทะยานของพวกเขาถูกจำกัดด้วยมุมมองที่เลือกใช้กับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ พวกเขาจึงต้องเลือกใช้กลยุทธ์ทางการตลาดของตนอย่างชาญฉลาด

3. ไทรบ์ หรือ คอมมิวนูตี้ แบรนด์ (แบรนด์ของกลุ่มชนหรือชุมชน)

การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนหรือชุมชนที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์หรือแนวคิดนี้ บางครั้งก็มีความสำคัญมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์เสียอีก มีชุมชนหลัก 2 แห่งที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นโดยมีธีมเกี่ยวกับการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมในราคาที่เอื้อมถึงได้ ได้แก่ Code41 และ Baillod

ทั้ง 2 บริษัทสามารถรวบรวมชุมชนขนาดใหญ่ได้โดยใช้รูปแบบการจัดจำหน่ายที่ตัดคนกลางออกไปก่อน Code41 เริ่มต้นด้วยการสร้างกระแสเกี่ยวกับแคมเปญการตลาดที่ชาญฉลาดมาก ซึ่งประกอบด้วยการชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างการจัดจำหน่ายที่ไม่โปร่งใสของอุตสาหกรรม และอธิบายว่าทำไมเขาจึงสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้

การตัดคนกลางออกไปจะช่วยลดจำนวนชั้นของมาร์จิ้นที่กำหนดไว้ และทำให้สามารถเสนอราคาที่น่าดึงดูดใจได้ แทนที่จะเพิ่มมาร์จิ้นให้กับแบรนด์ แนวคิดที่กลายมาเป็นแบรนด์นี้ อ้างว่าสามารถดึงดูดผู้ติดตามได้มากกว่า 500,000 ราย ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมาก

Code41 ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาซึ่งมีราคาที่ก้าวร้าวกว่า นั่นก็คือ Baillod (ชื่อทางการค้าว่า BA111OD) คือ “เด็กที่น่ากลัว” รายใหม่ของอุตสาหกรรมนาฬิกา

โดยเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่คล้ายกับสิ่งที่ Tupperware เคยทำในอดีตมาก ด้วยการคัดเลือกลูกค้าให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เรียกตัวเองว่า “Afluendors” (ผู้มีอิทธิพล) Thomas Baillod ใช้แนวคิดของ “วี-คอมเมิร์ซ” ซึ่ง Afluendors จะโปรโมตนาฬิกาให้กับชุมชนหรือกลุ่มเพื่อนของตนเอง

ในทั้ง 2 กรณี กลยุทธ์ระยะยาวในการเติบโตผ่านเพียงชุมชนของตนเองได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีข้อจำกัด เนื่องจากกิจกรรมดิจิตอลจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงด้วยการพบปะทางกายภาพ กลยุทธ์การตลาดที่ได้รับการยกย่องอย่างมากของ “ฟิจิตอล” (ฟิสิคัล (ทางกายภาพ) + ดิจิตอล) ช่วยให้แบรนด์เติบโตได้ในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคแต่ไม่ใช่ระดับโลก

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์กลับมาสู่ความเป็นจริงและหันมาใช้การค้าปลีกแบบดั้งเดิมเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตน และการค้าปลีกหมายถึงการให้ส่วนต่างแก่คนกลาง ใช่แล้ว คนกลางที่ถูกตัดออกไปตั้งแต่แรกนั่นเอง

4. แบรนด์ประวัติศาสตร์หรือแบรนด์สถาบัน

แบรนด์ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เช่น Tissot, Baume & Mercier หรือ Hamilton และกำลังสร้างเรื่องราวที่ชัดเจนจากประวัติศาสตร์นั้น Longines และ Rado ก็เป็นแบรนด์ระดับกลางเช่นกันและมักถูกมองข้ามไป แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่า Rado นั้นเป็นผู้นำตลาดในอินเดีย ซึ่งถือเป็นตลาดนาฬิกาที่มีการเติบโตในระดับกลาง

แบรนด์บางแบรนด์เพิ่งนำเสนอออกสู่ตลาดไม่นานนัก เช่น Frederique Constant หรือ Raymond Weil แต่สามารถสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความสม่ำเสมอด้วยเรื่องราวที่อิงตามค่านิยมของสถาบัน แบรนด์เหล่านี้นำเสนอนาฬิกาแบบดั้งเดิมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์ระดับไฮเอนด์ ที่แบรนด์เหล่านี้ใช้เป็นบรรทัดฐานทั้งในแง่ของการออกแบบและการอ้างอิงถึงการเป็นนาฬิกาแบบดั้งเดิม

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มแบรนด์นาฬิการะดับกลางกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

1. ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการออกแบบที่สร้างสรรค์

แบรนด์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เน้นไปที่ความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งดึงดูดทั้งผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาและผู้สวมใส่ทั่วไป ตัวอย่างเช่น Furlan Marri ได้สร้างกระแสด้วยการตีความนาฬิการุ่นไอคอนิกขึ้นใหม่ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยใช้กลไกเมคาควอตซ์ที่มาในดีไซน์เรือนร่างสวยงาม เพื่อยกย่องให้กับยุคสมัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดและแบรนด์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกา

แต่ความสำเร็จของ Furlan Marri นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องมากไปกว่าการผลิตนาฬิกา สำหรับนาฬิกา “Undone” ที่เปิดตัวออกมาเมื่อไม่กี่ปีก่อนและอาจมาจากผู้ผลิตชาวจีนรายเดียวกับที่ผลิตนาฬิกา Furlan Marri รุ่นแรกนั้น Undone เขาขายนาฬิกาของเขาอยู่ในราคาประมาณครึ่งหนึ่งของ Furlan Marri แต่ไม่มีการเล่าเรื่องราวใด ๆ

กระแสหลักที่ผลักดันให้ผู้ประสบความสำเร็จในกลุ่มราคาระดับนี้หันมาสนใจก็คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในดีไซน์ของยุค 1960s ถึง 1980s Tissot PRX อาจเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี ควบคู่ไปกับความคุ้มค่าที่เหลือเชื่อของราคา ด้วยกลไกจักรกลสวิสชั้นยอด และมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้แบรนด์สามารถขายนาฬิกา PRX ไปได้มากกว่า 1 ล้านเรือนนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2021

2. คุณภาพและงานฝีมือ

บริษัทต่าง ๆ เช่น Frederique Constant และ Raymond Weil ให้ความสำคัญกับงานฝีมือที่มีคุณภาพ โดยผลิตนาฬิกาคุณภาพดีที่คุ้มค่ากับราคาที่พวกเขาตั้งไว้โดยไม่แยกตัวออกจากรูปแบบนาฬิกาที่ผู้ซื้อต้องการ

3. ราคาที่เอื้อมถึงและการเข้าถึงได้

กลุ่มแบรนด์นาฬิการะดับกลางทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริโภคที่ชื่นชอบความหรูหราแต่ยังไม่พร้อมที่จะลงทุนในแบรนด์ระดับไฮเอนด์ กลุ่มสินค้าประเภทนี้มีตัวเลือกที่น่าดึงดูดในช่วงราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ทำให้สามารถเป็นเจ้าของสินค้าได้ไม่ยาก

ไมโครแบรนด์ เช่น Anoma และ Toledano & Chan กำลังเปิดตัวสินค้ารุ่นผลิตจำนวนจำกัดโดยมีสไตล์ที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่กว่าที่แสวงหาความเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องเสียเงินมาก

4. กลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจ

แบรนด์ต่าง ๆ จะใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียและการตลาดดิจิตอลมากขึ้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ด้วยการเน้นเรื่องราว มรดกอันเป็นเอกลักษณ์ และปรัชญาการออกแบบของพวกเขา พวกเขาจึงสามารถสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพได้

การร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลทางความคิด และการมีส่วนร่วมในงานแสดงนาฬิกา ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มการมองเห็นและการมีส่วนร่วมกับฐานผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย

5. การขยายคอลเลกชั่น

แบรนด์นาฬิการะดับกลางจำนวนมากกำลังขยายคอลเลกชั่นของตนเพื่อรวบรวมและจัดกลุ่มนาฬิการุ่นต่าง ๆ ที่ตอบสนองต่อรสนิยมที่หลากหลาย ตั้งแต่ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์วินเทจไปจนถึงชิ้นงานที่ทันสมัยและเรียบง่าย ความหลากหลายนี้ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจและช่วยดึงดูดความสนใจจากกลุ่มผู้คนที่แตกต่างกัน

รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นหรือรุ่นที่เกิดจากความร่วมมือพิเศษ เช่นที่ Baltic หรือ Massena Lab มักสร้างกระแสและส่งเสริมความรู้สึกพิเศษเฉพาะตัวเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อก่อนที่สินค้าจะหมด Massena Lab ยึดหลักแนวคิดความร่วมมือและไม่จำกัดเฉพาะรูปแบบหรือช่วงเวลาใด ๆ William Rohr ผู้ก่อตั้ง Massena Lab อาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความรู้ด้านนาฬิกามากที่สุดในโลกของนักสะสมนาฬิกา และเขากำลังนำความพิเศษเฉพาะตัวของเขามาถ่ายทอดผ่านความร่วมมือในแต่ละครั้ง

6. ความสนใจที่ฟื้นคืนกลับมาของผู้บริโภค

ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและจับต้องได้แทนที่จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z ที่มองหาสินค้าที่สะท้อนถึงสไตล์ส่วนตัว งานฝีมือ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความยั่งยืน

เรื่องราวเบื้องหลังของแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ได้รับอิทธิพลจากมรดกทางวัฒนธรรมและแนวทางปฏิบัติทางงานฝีมือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผู้บริโภคที่มองหาอะไรมากกว่าแค่เพียงนาฬิกาที่มีฟังก์ชันการใช้งานเท่านั้น

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

ในขณะที่กลุ่มแบรนด์ระดับกลางต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีสมาร์ทวอทช์ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็ทำหน้าที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยได้รับการตอบสนองมาก่อน ความท้าทายยังคงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างงานฝีมือและราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย เพื่อให้แน่ใจว่าแบรนด์เหล่านี้จะไม่ประนีประนอมในเรื่องคุณภาพเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า

การกลับมาเกิดใหม่ของตลาดนาฬิการะดับกลางเป็นโอกาสที่ดีงามสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ที่จะกำหนดปฏิสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อนาฬิกาแบบดั้งเดิมใหม่ ด้วยการเน้นที่คุณภาพ นวัตกรรม และการเล่าเรื่อง พวกเขาสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นได้ และดึงดูดผู้ที่อาจมองข้ามนาฬิกากลุ่มนี้ไปก่อนหน้านี้ได้ เมื่อมีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นและไมโครแบรนด์ยังคงมีการเติบโตต่อไป อนาคตของนาฬิการะดับกลางก็ดูสดใส และอาจช่วยฟื้นฟูฉากทัศน์ของตลาดนาฬิกาทั้งหมดขึ้นมาได้

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

พลังแห่งการรวมตัวของฝ่ายนาฬิกา LVMH

LVMH เผชิญกับปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในโลกของนาฬิกา การรวมตัวกันจะช่วยปิดช่องว่างนี้ได้หรือไม่?

ในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเหล่านาฬิกาหรู ความท้าทายที่ LVMH ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ครองตลาดสินค้าหรูด้วยแบรนด์ดัง 75 แบรนด์ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ต้องเผชิญนั้นมีทั้งความท้าทายที่น่าสนใจและซับซ้อน แม้จะเป็นเจ้าของแบรนด์ดัง ๆ เช่น TAG Heuer, Hublot, Zenith, Bvlgari และ Louis Vuitton

แต่ LVMH ก็ยังคงดิ้นรนเพื่อกำหนดตำแหน่งของตนในอุตสาหกรรมนาฬิกา รายงานจาก Morgan Stanley × LuxeConsult 2024 ระบุว่า LVMH มีส่วนแบ่งเพียง 5.8 เปอร์เซ็นต์ของตลาดนาฬิกาทั้งหมด ซึ่งถูกบดบังโดยส่วนแบ่งการตลาดของ Rolex ที่มีอยู่มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วอะไรล่ะที่ขวางทางไม่ให้ LVMH ก้าวขึ้นสู่ความโดดเด่นในอุตสาหกรรมนาฬิกา?

LVMH

มรดกของแบรนด์ต่าง ๆ และมาตรฐานที่หลากหลาย

การเข้าซื้อกิจการ TAG Heuer และ Zenith ในปี 1999 คาดว่าจะผลักดันให้ LVMH ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของความเป็นเลิศด้านนาฬิกา อย่างไรก็ตาม กว่าสองทศวรรษต่อมา แผนกนาฬิกาของกลุ่มก็ดูเหมือนจะแตกแขนงออกไป

โดยพยายามรวมเอาแนวคิดของแบรนด์และความจำเป็นในการทำการตลาดที่หลากหลายของตนเอาไว้ด้วยกัน TAG Heuer ตอบสนองตลาดสินค้าหรูหราระดับแมสด้วยผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่วนแบรนด์เฉพาะกลุ่มอย่าง Gérald Genta และ Daniel Roth ซึ่งรวมอยู่ใน La Fabrique du Temps ของ Louis Vuitton เน้นไปที่นาฬิกาชั้นสูง การเชื่อมโยงรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างมากเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

ครั้งแรกที่มอง อาจดูเหมือนว่าการรวมกิจการอาจเป็นคำตอบ การรวมทรัพยากรด้านการวิจัยและพัฒนาเข้ากับกำลังการผลิตอาจช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดความซ้ำซ้อน และอาจส่งเสริมนวัตกรรมที่สอดคล้องกับแบรนด์ต่าง ๆ ของแผนกที่มีตำแหน่งแตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ไม่ได้ปราศจากความซับซ้อน

ปริศนาแห่งการผสานรวม

การจัดวางแบรนด์ที่มีรากฐานมาจากปรัชญาและกลุ่มราคาที่แตกต่างกันนั้น มีความเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้แบรนด์เสื่อมเสีย ภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนเยาว์และสปอร์ตของ TAG Heuer นั้นตัดกันอย่างชัดเจนกับความซับซ้อนอันสง่างามที่มี Zenith เป็นตัวแทน และศิลปะอันประณีตของ genta และ Roth ความพยายามที่จะรวมศูนย์การวิจัยและพัฒนาเข้าด้วยกัน

ซึ่งอาจสนับสนุนแนวทางของแบรนด์หนึ่งมากกว่าอีกแบรนด์หนึ่ง อาจทำให้ลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์เหล่านี้รู้สึกแปลกแยกโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือทำลายเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้โดดเด่น ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ LVMH ควรพยายามสร้างพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นหรือไม่ หรือควรพิจารณาแบรนด์ที่แตกต่างกันเพื่อให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์นาฬิกาหรูในที่สุด

การมีพอร์ตโฟลิโอที่เน้นกลุ่มเป้าหมายสามารถเพิ่มความสอดคล้องและยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับแผนกนาฬิกาของ LVMH ได้จริง การเพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีของ TAG Heuer ในขณะที่ยังคงรักษาแนวคิดความหรูหราที่เข้าถึงได้เอาไว้ สามารถสร้างมาตรฐานใหม่ที่ช่วยยกระดับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้

ในทางกลับกัน การเข้าซื้อกิจการแบรนด์ที่อยู่นอกกรอบแนวคิดหรูหราแบบดั้งเดิมของ LVMH อาจนำไปสู่เรื่องราวและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวล้ำ แนวทางนี้อาจช่วยให้ LVMH สามารถสำรวจกลุ่มตลาดที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่แล้วในขณะที่ขยายเข้าสู่พื้นที่ใหม่ ๆ

การแสวงหาความสมดุล

ความสมดุลคือหัวใจสำคัญของความหรูหรา เรื่องราวของ LVMH ในอุตสาหกรรมนาฬิกาแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบริหารอาณาจักรนาฬิกาที่มีหลายแบรนด์ ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากยักษ์ใหญ่ เช่น Rolex ซึ่งครองใจผู้บริโภคและรับรู้ถึงคุณภาพได้อย่างสบาย ๆ

ขณะที่ LVMH กำลังวางแผนดำเนินการต่อไป LVMH จำเป็นต้องประเมินอย่างมีวิจารณญาณว่าสามารถใช้แนวทางแบบรวมศูนย์ผ่านการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ระหว่างแบรนด์ต่าง ๆ และใช้โอกาสในการกระจายความเสี่ยงโดยการสำรวจการซื้อแบรนด์ใหม่ ๆ มาไว้ในครอบครองได้หรือไม่

LVMH จะสามารถประสานเสียงที่แตกต่างกันภายในแผนกนาฬิกาของตนและก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญอย่างที่ใฝ่ฝันได้หรือไม่ หรือการแสวงหาความหลากหลายจะนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายมากกว่าความชัดเจน คำถามเหล่านี้ยังคงอยู่ เพราะเมื่อเราเดินหน้าสู่แวดวงนาฬิกาหรู

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ การทำความเข้าใจถึงวิธีการผสมผสานประเพณีเข้ากับนวัตกรรมจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนความทะเยอทะยานด้านนาฬิกาของ LVMH ให้เป็นจริงสมกับสถานะอันทรงเกียรติในแวดวงนาฬิกาหรู

ความท้าทายคู่ขนานของ Louis Vuitton ในวงการนาฬิกา การสร้างความน่าเชื่อถือ และการนำทางสู่ปริมาณที่มากขึ้น

La Fabrique du Temps Louis Vuitton คือสาขาของเมซงระดับไอคอนของฝรั่งเศสที่มีรากฐานมาจากมรดกทางนาฬิกามากที่สุด โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับวงการนาฬิกาผ่านการผสมผสานที่ยอดเยี่ยมระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมและงานศิลป์ที่หลากหลาย เช่น การเคลือบและการแกะสลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเจาะลึกถึงความซับซ้อนของความพยายามนี้ เราจะพบว่าเส้นทางสู่การได้รับการยอมรับนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสินค้าประเภทนาฬิกาไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างรายได้ของแบรนด์ LVMH ในภาพรวม

การปลูกฝังความน่าเชื่อถือของนาฬิกา

นาฬิกา Louis Vuitton มีประวัติอันน่าภาคภูมิใจที่ย้อนกลับไปถึงปี 1988 เมื่อแบรนด์ได้เสี่ยงโชคในการผลิตนาฬิกาด้วยนาฬิกากลไกควอตซ์ที่ให้ชื่อรุ่นว่า Monterey

LVMH
Louis Vuitton Monterey จากปี 1988

แม้จะมีประวัติอันยาวนาน แต่แบรนด์นี้ก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับนาฬิกาให้ทั้งพนักงานขายและลูกค้าได้รับรู้ ความท้าทายอยู่ที่ความไม่คุ้นเคย พนักงานของบูติก Louis Vuitton ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรมให้ขายสินค้าเครื่องหนัง สินค้าแฟชั่น และเครื่องประดับ

ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่แบรนด์ประสบความสำเร็จและเติบโต ปัจจุบัน พวกเขาต้องเผชิญกับภารกิจอันท้าทายในการขายหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องมีความหลงใหลในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการทำนาฬิกาด้วย

อุปสรรคนี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อคุณพิจารณาถึงลักษณะที่ซับซ้อนของนาฬิกาของแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงงานฝีมืออันหรูหราของ Gérald Genta และ Daniel Roth ความคาดหวังที่ผูกโยงกับชื่อเฉพาะเหล่านี้ในอุตสาหกรรมนาฬิกาต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่มากกว่าขอบเขตที่คุ้นเคยของผลิตภัณฑ์หลักของ Louis Vuitton

ความทะเยอทะยานของ La Fabrique du Temps อยู่ที่การผสมผสานศิลปะของการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมเข้ากับบริบทร่วมสมัย แต่ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียในเรื่องผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หากพนักงานขายไม่สามารถอธิบายความงามและงานฝีมือเบื้องหลังชิ้นงานแต่ละชิ้นได้

การแข่งขันกับ Hermès คือ เส้นทางยาวไกลที่อยู่ข้างหน้า

ในขณะที่ La Fabrique du Temps พยายามยกระดับตำแหน่งของตนในแวดวงนาฬิกาก็พบว่าตนเองอยู่ในเส้นทางที่คล้ายกับคู่แข่งอย่าง Hermès แม้ว่า Louis Vuitton จะมีศักยภาพที่จะแข่งขันกับ Hermès ในด้านยอดขายและปริมาณการผลิตในกลุ่มนาฬิกาได้

แต่การที่จะบรรลุถึงความน่าเชื่อถือในด้านนาฬิกาในระดับเดียวกันนั้นต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทอย่างไม่ลดละต่องานฝีมือของ Hermès ได้สร้างชื่อเสียงที่ได้รับการยกย่องในด้านคุณภาพและความพิเศษเฉพาะตัวมานานหลายทศวรรษ และแม้ว่ามูลค่าแบรนด์อันโดดเด่นของ Louis Vuitton จะมีข้อได้เปรียบที่สำคัญ แต่ก็ยังต้องพัฒนาอีกมากเพื่อไปให้ถึงตำแหน่งที่คล้ายคลึงกันในแวดวงนาฬิกา

หากต้องการสร้างความประทับใจให้กับผู้ชื่นชอบนาฬิกาอย่างแท้จริง Louis Vuitton จะต้องเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อทักษะการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมพร้อม ๆ กับยกย่องศิลปะที่แฝงอยู่ในดีไซน์ของแบรนด์ การลงทุนด้านการศึกษาของพนักงานขาย

การส่งเสริมประสบการณ์ที่ดื่มด่ำให้กับลูกค้าที่อยู่ในบูติก และการส่งเสริมความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาที่มีชื่อเสียงอาจช่วยเสริมสร้างเรื่องราวของ La Fabrique du Temps และสร้างฐานลูกค้าที่มีความรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้นได้

ความท้าทายที่แตกต่าง คือ วิกฤตอัตลักษณ์ของ TAG Heuer

ในทางตรงกันข้าม TAG Heuer กำลังเผชิญกับอุปสรรคที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงในแวดวงการผลิตนาฬิกา TAG Heuer ซึ่งเคยเป็นชื่อที่โด่งดังในกลุ่มนาฬิกาในเรื่องปริมาณ กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาตำแหน่งในตลาดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Omega, Tudor และ Breitling ความท้าทายสำหรับ TAG Heuer ไม่ได้มีแค่การผลิตนาฬิกาเท่านั้น

แต่ยังต้องต่อสู้กับวิกฤตอัตลักษณ์อีกด้วย HEUER ซึ่งเป็นชื่อแบรนด์ที่ Edouard Heuer ก่อตั้งขึ้นในปี 1860 และสืบทอดมรดกในวงการนาฬิกามาอย่างยาวนาน และ TAG ซึ่งซื้อกิจการของ Heuer ในปี 1985 มีรากฐานที่แข็งแกร่งในเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการฟอร์มูลาวัน

LVMH
TAG Heuer และ Kith ได้ฟื้นคืนชีพนาฬิกา TAG Heuer Formula 1 Series 1 รุ่นดั้งเดิมเมื่อปี 1986 ขึ้นมาใหม่

มีข่าวลือว่าทางแบรนด์จะเลิกการผลิตสมาร์ทวอทช์ Connected เนื่องจากสมาร์ทวอทช์เหล่านี้ไม่เคยทำกำไรได้และอาจจะยังคงเป็นผู้เล่นเฉพาะกลุ่มในตลาดที่เทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ TAG Heuer ยังไม่สามารถเสนอการเข้าถึงระบบนิเวศของข้อมูลแบบเดียวกับที่ Apple หรือ Samsung เสนอได้ แต่แบรนด์สมควรได้รับเครดิตจากการพยายามเข้าสู่การแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านความเพลิดเพลินที่กล่าวถึงข้างต้น เช่น Apple, Samsung และ Huawei เป็นต้น

ความท้าทายของ TAG Heuer อยู่ที่ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการยกย่องมรดกอันล้ำค่าของตน ในโลกที่อิทธิพลของความคิดถึงและการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

TAG Heuer ต้องจุดประกายความกระตือรือร้นที่เคยทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นขวัญใจของชุมชนนาฬิกาอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสรรค์เรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงทั้งนักสะสมและผู้ซื้อทั่วไปได้

การนำทางสู่อนาคตของฝ่ายนาฬิกาของ LVMH

ทั้ง La Fabrique du Temps และ TAG Heuer ล้วนเน้นย้ำถึงธรรมชาติที่หลากหลายของภาคส่วนนาฬิกาหรู ซึ่งความมีชื่อเสียงได้รับการรองรับด้วยการผสมผสานอันทรงพลังระหว่างเรื่องราว มรดก และงานฝีมือ ในขณะที่ Louis Vuitton กำลังนำทางผ่านความซับซ้อนของการผสานความทะเยอทะยานในการผลิตนาฬิกาเข้ากับเอกลักษณ์ของความหรูหราที่กว้างขึ้น แนวทางของ Louis Vuitton จะต้องรอบคอบและอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า La Fabrique du Temps จะสามารถรักษาความน่าเชื่อถือทางด้านนาฬิกาได้หรือไม่ ในขณะที่ TAG Heuer กำลังกำหนดตำแหน่งทางการตลาดใหม่ท่ามกลางความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในอุตสาหกรรมที่การเคลื่อนเข็มวินาทีไปข้างหน้าเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์

ทั้ง 2 แบรนด์ต้องคิดค้นและปรับตัวเพื่อดึงดูดใจ ทั้งยังต้องรวมถึงจิตใจของผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาด้วย ในท้ายที่สุดแล้ว ภูมิทัศน์ของนาฬิกาหรูคือการเต้นรำของมรดกและความทันสมัย ​​ซึ่งทั้ง Louis Vuitton และ TAG Heuer มุ่งมั่นที่จะก้าวเดินต่อไปพร้อมกับความท้าทายและแรงบันดาลใจที่ไม่เหมือนใคร

กล่าวด้วยความเคารพ เมื่อมองความพยายามของ LVMH ผ่านมุมมองของผมเองในโลกของนาฬิกา การเดินทางของกลุ่มนี้ต้องอาศัยความสามารถในการปรับตัว การมองการณ์ไกล และความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับความซับซ้อนของเอกลักษณ์ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มหรือการกระจายความเสี่ยง เส้นทางสู่ส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญในภาคส่วนนาฬิกาจึงยังคงเป็นความท้าทายที่ท้าทายรอการแก้ไขอยู่

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Oliver R Müller

ความยิ่งใหญ่และความเป็นจริง

MRG-B2000JS นาฬิกาที่สะท้อนศิลปะ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สู่เทคโนโลยีล้ำสมัย

นาฬิกา MRG-B2000JS รุ่นใหม่นี้ ผสมผสานงานฝีมือในประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบันด้วยแรงบันดาลใจสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม จนกลายมาเป็นนาฬิกาที่ไม่เพียงบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรมอันยั่งยืนอีกด้วย

MRG-B2000JS ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการประดิษฐ์ดาบคาทานะ แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นดาบที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความงามอันประณีตของดาบแห่งประวัติศาสตร์ชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี

นาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Juryoku-Maru: San ซึ่งเป็นดาบคาทานะที่ Casio สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเป็นตัวแทนของสุดยอดผลิตภัณฑ์ MR-G ที่มีชื่อเสียง นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นที่โรงงานผลิตระดับพรีเมียมของ Casio ในเมืองยามากาตะ ในญี่ปุ่น โดยโดดเด่นด้วยการคัดสรรสี วัสดุ และการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ซึ่งแต่ละสีได้รับการเลือกสรรเพื่อสะท้อนถึงแก่นแท้ของความสง่างามและความเป็นจริง อันเป็นเรื่องเล่าลือของตระกูลนาฬิกา MR-G

MRG-B2000JS ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของโลกของดาบคาทานะ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่นในวงกว้างอีกด้วย นาฬิการุ่นนี้ยังคงจิตวิญญาณของงานฝีมือแบบดั้งเดิมไว้ โดยผสมผสานกับคุณสมบัติทางเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ไม่มีใครเทียบได้

วงขอบตัวเรือนทำจากไททาเนียมไฮบริดที่ทำการตกผลึกใหม่ ซึ่งเลือกใช้เพราะสามารถสะท้อนลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคมดาบคาทานะได้ นอกจากนี้ สายนาฬิกายังเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงินอะโอะไก ซึ่งเป็นการยกย่องรูปลักษณ์ดั้งเดิมของฝักดาบญี่ปุ่น

Casio MR-G
G-Shock MRG-B2000JS ผสมผสานลักษณะการตีดาบแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย

ดาบที่ Casio สั่งทำนี้มีใบดาบคาทานะ ที่ตีขึ้นอย่างชำนาญโดยช่างตีดาบชื่อดัง Kamiyama Teruhira ทั้งยังมีฝักดาบที่สวยงามซึ่งประดิษฐ์ด้วยแลคเกอร์เปลือกหอยสีน้ำเงินอะโอะไก ซึ่งออกแบบโดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงนาม Nomura Mamoru

ฝีมืออันยอดเยี่ยมที่ Teruhira และ Mamoru แสดงให้เห็นนั้นทำให้ดาบจูเรียวกุ-มารุ มีประกายแวววาวอันสง่างาม ซึ่งให้ความเจิดจ้าล้ำลึกมากจนนำมาซึ่งชื่อของดาบเล่มนี้ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำว่าซันในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าความเจิดจ้า คำนี้ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างเหมาะสมเพื่อเน้นย้ำถึงความเปล่งประกายอันโดดเด่นและงานฝีมือที่แฝงอยู่ในดาบเล่มนี้

ปรมาจารย์แห่งการตีดาบ Kamiyama Teruhira

คุณ Teruhira ช่างตีดาบชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องทักษะอันยอดเยี่ยม ถือเป็นผู้นำด้านงานฝีมือดาบคาทานะ ร่วมสมัยของญี่ปุ่น ความทุ่มเทของเขาต่ออุดมคติ 2 ประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและความเป็นเลิศด้านสุนทรียศาสตร์ในการทำดาบญี่ปุ่นนั้นสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Casio สำหรับผลิตภัณฑ์ G-Shock ของพวกเขา จรรยาบรรณที่เหมือนกันนี้ทำให้ Casio ไว้วางใจให้คุณ Teruhira สร้างดาบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก G-Shock ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งมีชื่อว่า จูเรียวกุ-มารุ ซัง

Casio MR-G
เมื่อผลงานจากอาจารย์ Kamiyama Teruhira ช่างตีดาบผู้มีพรสวรรค์พิเศษ มาพบกับช่างฝีมือเจเนอเรชั่นที่สาม Nomura Mamoru ในความร่วมมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่นำมาซึ่งนาฬิการุ่นนี้
Casio MR-G
จูเรียวกุ-มารุ ซัง เปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือชั้นครูและศิลปะแบบดั้งเดิม

ตลอดอาชีพการงานอันโดดเด่นของเขา Teruhira ได้รับการยอมรับอย่างมากมายจากผลงานของเขาที่มีต่องานฝีมือ โดยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ เช่น รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม และรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญและแนวทางที่สร้างสรรค์ของเขาในการทำศิลปะการตีดาบแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเขาในฐานะบุคคลชั้นนำในสาขานี้

ช่างเคลือบแลคเกอร์ Sagaraden Nomura

Nomura เป็นเจ้าของธุรกิจครอบครัว Nomura ที่มีชื่อเสียงในเกียวโตมาจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 เขาเริ่มอาชีพในอุตสาหกรรมหัตถกรรมดั้งเดิมตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี หลังจากที่ได้รับทักษะเฉพาะด้านเทคนิคการทำแลคเกอร์แบบอุรุชิ Nomura มุ่งมั่นกับงานของเขาอย่างเต็มที่

โดยดูแลทุกขั้นตอนของกระบวนการสร้างสรรค์อย่างขยันขันแข็ง ตั้งแต่การลงแลคเกอร์ขั้นต้นไปจนถึงรายละเอียดอันประณีตของการประดับตกแต่ง ซึ่งรวมถึงศิลปะการฝังเปลือกหอยมุกอันประณีตและการใช้ผงโลหะในเทคนิคการทำศิลปะแบบมากิ-เอะ

Casio MR-G
Sagaraden Nomura

การแสดงถึงการยอมรับในความสามารถอันยอดเยี่ยมและความทุ่มเทของเขาที่มีต่องานหัตถกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น Nomura จึงได้รับเกียรติด้วยรางวัล Japan Traditional Crafters Chairman’s Award อันทรงเกียรติในปี 2018 โดยเฉพาะสำหรับผลงานอันประณีตของเขาบนภาชนะเคลือบแลคเกอร์นัตสึเมะ

ซึ่งเป็นภาชนะแบบดั้งเดิมที่ใช้สำหรับเก็บผงมัจฉะ นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ทางศิลปะของเขายังได้รับการจัดแสดงในระดับนานาชาติด้วยแผงแสดงงานศิลปะ งานกระจกตกแต่งภายใน และชิ้นงานสั่งทำพิเศษอื่น ๆ ที่แสดงในงานแสดงสินค้า Maison & Objet Paris ในฝรั่งเศสถึง 5 ครั้ง

ขอบตัวเรือนสุดประณีต

ขอบตัวเรือนของนาฬิการุ่นนี้มีการออกแบบที่ซับซ้อนซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากฝีมือการประดิษฐ์ใบดาบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Kamiyama โดยใช้ชั้นไททาเนียมบริสุทธิ์และโลหะผสม Ti64 วัสดุเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการอันเข้มงวดซึ่งเกี่ยวข้องกับการอัดด้วยอุณหภูมิสูงและแรงดันสูง เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความทนทานและความยืดหยุ่น

หลังจากนั้น ชั้นไททาเนียมจะถูกตัดและขัดเงาอย่างพิถีพิถัน จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนการตกผลึกใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้วัสดุแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ขอบตัวเรือนมีลักษณะที่โดดเด่นอีกด้วย กระบวนการนี้ยังช่วยให้ได้รูปแบบการสานกันที่ไม่เหมือนใครของลายไททาเนียมทั้ง 2 ชนิด ทำให้ขอบตัวเรือนแต่ละชิ้นมีลักษณะเฉพาะตัว

Casio MR-G
ลวดลายของขอบตัวเรือนจำลองรูปแบบการออกแบบใบดาบของ Teruhira ด้วยชั้นไททาเนียมบริสุทธิ์และไททาเนียม Ti64
Casio MR-G
โครงสร้างป้องกัน G-Shock Clad Guard Structure ให้ความทนทานต่อแรงกระแทกและใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยใช้ชิ้นส่วนป้องกันที่ติดตั้งไว้ในเม็ดมะยม

นอกจากนี้ ตัวเรือนของนาฬิกายังผ่านกระบวนการตกผลึกใหม่ซึ่งออกแบบมาเพื่อเลียนแบบลักษณะของผลึกนีคริสตัลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่สังเกตเห็นได้จากลวดลายที่ใบดาบของ Kamiyama ความใส่ใจในรายละเอียดในการจำลองรูปลักษณ์ของใบดาบช่วยขยายรูปแบบงานฝีมือจากใบดาบไปสู่นาฬิกา

Casio MR-G
นาฬิกาผลิตจำนวนจำกัด 800 เรือนรุ่นนี้ มีวัสดุตัวเรือนที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งผ่านการตกผลึกใหม่เพื่อให้ดูเหมือนนีคริสตัลขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้บนใบดาบ

เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ใช้ มีความเฉพาะตัวและแม่นยำ ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีลวดลายเฉพาะตัวทั้งบนขอบตัวเรือนและตัวเรือน ความหลากหลายนี้ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาแต่ละเรือนจะเป็นงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสะท้อนถึงเทคนิคที่พิถีพิถันในการสร้างสรรค์

เสน่ห์แห่งรูปลักษณ์ของหน้าปัดนาฬิกา

ดีไซน์อันประณีตของนาฬิกา จูเรียวกุ-มารุ ซัง โดดเด่นด้วยรูปทรงเพชรแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า ฮิชิมากิ-การะ ที่ตกแต่งอยู่บริเวณฐานของหน้าปัด ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ดูหรูหรา และมีลวดลายตกแต่งที่ประดิษฐ์อย่างพิถีพิถันบนบริเวณขอบหน้าปัดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรอยพับที่ซับซ้อนของพัดญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ช่วยเพิ่มเสน่ห์แห่งรูปลักษณ์ให้กับนาฬิกา

นอกจากนี้ หลักชั่วโมงบนหน้าปัดยังได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อให้คล้ายกับส่วนโค้งที่งดงามของดาบคาทานะ ช่วยเติมเต็มแก่นแท้ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าไปในดีไซน์ได้มากยิ่งขึ้น

Casio MR-G
หน้าปัดถูกตกแต่งด้วยลวดลายเพชรฮิชิมากิ-การะ ซึ่งผสมผสานมุมมองของโลกที่มีต่อดาบของญี่ปุ่นเข้าไป

หน้าปัดของ MR-G มาพร้อมกับซูเปอร์อิลลูมิเนเตอร์ ซึ่งเป็นไฟ LED ความสว่างสูงของ Casio ที่ออกแบบมาเพื่อให้ดูเวลาได้อย่างชัดเจนแม้ในสภาพแสงน้อย หน้าปัดได้รับการปกป้องด้วยกระจกแซพไฟร์คริสตัลที่ป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีและมีความโปร่งใสสูงพร้อมการเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนเพื่อลดแสงสะท้อนและเพิ่มการมองเห็น

สายนาฬิกาและฝาหลังที่โดดเด่น

งานฝีมืออันประณีตของช่างฝีมือดั้งเดิม Nomura Mamoru แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงิน อะโอไก ที่พบบนฝักดาบ การออกแบบอันน่าดึงดูดใจนี้ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับนาฬิการุ่นนี้เป็นตัวอย่างการผสมผสานระหว่างมรดกตกทอดและความทันสมัยได้อย่างกลมกลืน Casio ได้นำนวัตกรรมเทคนิคสีโครงสร้างที่ตนเป็นผู้บุกเบิกมาใช้เพื่อสร้างความดึงดูดทางสายตาให้กับนาฬิการุ่นนี้ เทคนิคนี้ช่วยให้สีและเนื้อสัมผัสของนาฬิกาเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจเมื่อมองจากมุมที่เปลี่ยนไป

Casio MR-G
สายนาฬิกาเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงินอะโอไก ของ Nomura Mamoru ให้ความตัดกันที่แวววาวกับโลหะผสม DAT55G ที่เคลือบด้วยเทคนิค DLC

Casio ใช้การประมวลผลระดับไมโครที่มีความแม่นยำสูงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดังกล่าว โดยวิธีการขั้นสูงนี้จะสร้างโครงสร้างจุลภาคบนพื้นผิวโลหะอย่างพิถีพิถัน ซึ่งจะสะท้อนแสงเพื่อสร้างสเปกตรัมสีที่พิเศษ

นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุก็ถือว่าน่าประทับใจไม่แพ้กัน โลหะผสมพิเศษ DAT55G ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความแข็งแกร่งกว่าไททาเนียมบริสุทธิ์ถึง 3 เท่า ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความทนทานและความสามารถในการปกป้องสีโครงสร้างอันบอบบางจากการขีดข่วน นอกจากนี้ ชั้นเคลือบ DLC ยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อีกด้วย จึงให้การปกป้องต่อการสึกหรอได้อย่างเหนือชั้น

ฝาหลังมีตัวอักษรญี่ปุ่น 燦 ซึ่งแปลว่าซัง ที่ Kamiyama สลักด้วยมืออย่างพิถีพิถันบนนาฬิกาแต่ละเรือน การสลักนี้ใช้เทคนิคดั้งเดิมแบบเดียวกับที่เขาใช้ในการแกะสลักดาบ การจารึกอันเป็นเอกลักษณ์นี้มอบสัมผัสที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนาฬิกาแต่ละเรือน ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนไม่เหมือนกันเป๊ะ คอลเลกชั่นนี้เป็นซีรีส์พิเศษที่จำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 800 เรือนทั่วโลก โดยฝาหลังแต่ละเรือนจะมีหมายเลขซีเรียลของตัวเอง

Casio MR-G
ฝั่งด้านหน้าเป็นกระจกแซฟไฟร์คริสตัล ส่วนฝั่งด้านหลังเป็นการสลักตัวอักษรญี่ปุ่นด้วยคำว่าซัง ซึ่งแปลว่าแวววาว

ฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน

นาฬิกา Casio MR-G ขึ้นชื่อในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทนทานและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือให้กับคุณ นาฬิกาจะเชื่อมโยงกับสัญญาณเวลาโดยอัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจว่าการบอกเวลามีความแม่นยำ นาฬิการุ่นนี้รองรับเวลาทั่วโลกสำหรับเมืองต่าง ๆ ประมาณ 300 เมือง ช่วยให้ทำการตั้งเขตเวลาได้อย่างง่ายดายสำหรับนักเดินทางข้ามประเทศ อีกหนึ่งความสะดวกก็คือ การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยอัตโนมัติ รวมถึงฟีเจอร์การค้นหาโทรศัพท์

นาฬิการุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานแสงในการทำงาน ช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ และมีการแสดงสถานะการรับเวลาในรูปแบบกราฟิก ระดับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ และประวัติการอัปเดตข้อมูลภายในที่ครอบคลุม รวมถึงการวินิจฉัยอื่น ๆ ด้วย นาฬิกา MR-G นี้ทนทานต่อแรงกระแทก ต้านทานต่อสนามแม่เหล็ก (ตามมาตรฐาน ISO-764) และกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร

นาฬิการะดับพรีเมียมที่ใช้งานได้อย่างหลากหลายรุ่นนี้ผสมผสานมุมมองของโลกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดาบคาทานะ เข้ากับความงามแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว โดยนำเสนอรายละเอียดพื้นผิวที่ซับซ้อน ซึ่งแต่ละองค์ประกอบได้รับการพิจารณาและกระทำการมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้แน่ใจว่านาฬิการุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรมและงานฝีมือทางศิลปะอีกด้วย เพื่อดึงดูดใจทั้งนักสะสมนาฬิกาและผู้ที่ชื่นชอบในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Revolution

Hublot x Samuel Ross: ก้าวใหม่ของ Big Bang ที่กำลังจะเปลี่ยนโลกนาฬิกา

ความร่วมมือระหว่าง Hublot กับ Samuel Ross พบกับภาคที่ 3 ของซีรีส์การทำงานร่วมกันสุดเจ๋ง

การร่วมมือที่ท้าทายกรอบเดิมของนาฬิกา Big Bang

Hublot ไม่เคยหยุดนิ่งในการผสมผสานความสร้างสรรค์และการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการสร้างความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำหลากหลายวงการ ซึ่งช่วยยกระดับชื่อเสียงและการออกแบบของพวกเขาให้อยู่เหนือกาลเวลา หนึ่งในความร่วมมือที่น่าสนใจล่าสุดคือ การร่วมมือกับ Samuel Ross นักออกแบบแฟชั่นและศิลปินที่มีแนวคิดแตกต่างในโลกของการออกแบบ

เปิดตัว Hublot Big Bang Tourbillon Carbon SR_A: ความสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง

จากการร่วมมือครั้งนี้ Hublot และ Samuel Ross ได้สร้างสรรค์นาฬิกา Big Bang รุ่นล่าสุดในชื่อ “Big Bang Tourbillon Carbon SR_A” ที่ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบของ Hublot แต่แฝงไปด้วยความสดใหม่ ที่ออกแบบด้วยวัสดุคาร์บอนสีเทาฟรอสต์และการตกแต่งด้วยสีน้ำเงินที่ดูโดดเด่น ซึ่งยังคงรูปทรงที่คุ้นเคย แต่ถูกปรับแต่งให้ดูเรียบหรูและทันสมัยยิ่งขึ้น

การออกแบบที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยการเล่นสีและวัสดุ

Samuel Ross ใช้แนวคิดเดียวกันกับความร่วมมือก่อนหน้านี้ที่เขาทำร่วมกับ Hublot แต่เพิ่มการใช้วัสดุใหม่ ๆ และรูปแบบการออกแบบที่มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยการขยายวงขอบตัวเรือนและปรับแต่งให้เกิดมุม ทำให้การสวมใส่ดูเบาและดูมีแอโรไดนามิก พร้อมกับวัสดุที่เบากว่าเช่น ไทเทเนียมและคาร์บอน ช่วยให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากรุ่นก่อน

รายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนความใส่ใจ

ในขณะที่การออกแบบของรุ่นนี้ยังคงเป็นแบบโมโนโครม แต่มีการเพิ่มสีฟ้าบางจุดในส่วนของเม็ดมะยม เข็ม และหลักชั่วโมง รวมถึงสายที่ได้รับการออกแบบให้ไหลลื่นไปกับกรอบนาฬิกา พร้อมลายร่องที่เน้นย้ำถึงความหรูหรา และลวดลายรูปทรงหกเหลี่ยมที่เด่นชัดในตัวสาย การออกแบบที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่กลับช่วยยกระดับทั้งนาฬิกาให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: Big Bang ที่ยังคงพัฒนาไม่หยุดยั้ง

ความร่วมมือระหว่าง Hublot และ Samuel Ross ทำให้เราเห็นถึงมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในโลกของการออกแบบนาฬิกา การที่ Big Bang ยังคงอยู่ในกระแสและเป็นที่นิยมในกลุ่มแฟน ๆ นาฬิกาทั่วโลกนั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลมาจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดที่จะนำเสนอสิ่งใหม่และสไตล์ที่ทันสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค: Hublot Big Bang Tourbillon Carbon SR_A by Samuel Ross

  • กลไก: อัตโนมัติ อินเฮาส์ คาลิเบอร์ HUB6035 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และทูร์บิญอง
  • Case: ไทเทเนียมแต่งผิวไมโครบลาสต์ และคาร์บอนสีเทาตกแต่งผิวฟรอสต์ ขนาด 44 มม. หนา 13.75 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • Dial: สเกเลตัน
  • Strap: ยางสีน้ำเงินเข้ม และมีสายยางสีดำเพิ่มมาให้
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 50 เรือน

การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์นาฬิกาที่ดูแตกต่าง แต่ยังเป็นการยืนยันว่า Big Bang ยังคงเป็นที่สุดของนาฬิกาแห่งยุค ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ทั้งการออกแบบและการใช้งานที่มีความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและสุนทรียศาสตร์ ที่จะยังคงทำให้ผู้หลงใหลในนาฬิกาตื่นเต้นไปกับความลงตัวนี้ไปอีกนาน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Felix Scholz

เส้นทางสู่ความสง่างามกับ A. Lange & Söhne

ในขณะที่ A. Lange & Söhne ยังคงเติบโตและพัฒนาต่อไป แนวทางในการเชื่อมต่อกับผู้ชื่นชอบนาฬิกาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เรื่องนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสาร Revolution Magazine USA ฉบับที่ 77

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อความอบอุ่นของฤดูร้อนเริ่มจางหายไปพร้อมกับอากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ร่วง เราจะได้ยินเสียงดังสนั่นไปทั่วเมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอแลนด์ ซึ่งเป็นเมืองที่สวยงามราวกับภาพวาด แต่เสียงฟ้าร้องที่อยู่ไกลออกไปนั้นไม่ใช่เสียงของสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย หรือเสียงคลื่นซัดสาดใส่โขดหินบนคลิฟวอล์ก ที่เป็นสัญลักษณ์ แต่กลับเป็นขบวนรถยนต์คลาสสิกและรถยนต์สมัยใหม่ระดับโลกหลายร้อยคันที่ขับมาอวดโฉมที่เมืองริมทะเลแห่งนี้ในรูปแบบของงาน Audrain Newport Concours and Motor Week

งานอีเวนต์หลายวันที่มีฉากหลังเป็นเมืองนิวพอร์ตในยุคทองนี้ เป็นการเฉลิมฉลองกีฬามอเตอร์สปอร์ต ประวัติศาสตร์ และความสง่างาม ปิดท้ายด้วยการประกวดความสง่างาม Concours d’Elegance ที่จัดขึ้นโดยผู้ผลิตนาฬิกาชาวเยอรมัน A. Lange & Söhne ซึ่งนับเป็นปีที่สองที่ Lange ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของงานแสดงรถยนต์ระดับโลกนี้ แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Lange ก้าวเข้าสู่โลกมอเตอร์สปอร์ตวินเทจ

การเข้าไปมีส่วนร่วมในงาน Audrain Newport Concours d’Elegance ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่เป็นผลมาจากการคัดเลือกและการวางแผนอย่างพิถีพิถันตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ทำให้ Lange ได้มีส่วนร่วมในโอกาสดังกล่าว ในช่วงเวลาเกือบทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา Lange ได้จัดทำปฏิทินกิจกรรมที่ตนเข้าร่วมอย่างรอบคอบ การแสดงเหล่านี้รวมถึง Concorso d’Eleganza Villa d’Este ซึ่งจัดขึ้นที่ริมฝั่งทะเลสาบโคโมอันงดงามในอิตาลี Concours of Elegance Germany ที่ทะเลสาบเทแร์นซี, Concours of Elegance ที่พระราชวัง แฮมพ์ตัน คอร์ท ในสหราชอาณาจักร และแน่นอนว่ารวมถึง Audrain Newport Concours and Motor Week นี้ด้วย

สตาร์ทเครื่องยนต์ของคุณ

ตลอดระยะเวลาของงาน แขกและคนในพื้นที่ต่างมีโอกาสมากมายที่จะได้เพลิดเพลินและสัมผัสกับรถยนต์ที่น่าทึ่งมากมายที่นำมาสู่เมือง รวมทั้งเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์รถยนต์ Audrain ที่มีชื่อเสียง หากพวกเขาเลือกที่จะทำเช่นนั้น แต่การเฉลิมฉลองที่แท้จริงเริ่มต้นด้วย The Gathering งานปาร์ตี้ในสวนสุดหรูหราที่จัดขึ้นบนที่ดินของ Doris Duke ที่งดงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในรัฟพอยต์ ซึ่งเป็นที่ที่อัญมณีแห่งยานยนต์วินเทจและรถยนต์ไฮเปอร์คาร์สุดล้ำยุคมาบรรจบกัน ผู้ผลิตต่าง ๆ เช่น Aston Martin, McLaren และ Cadillac (และอีกมากมาย) ต่างนำรถรุ่นใหม่ล่าสุดและรุ่นที่ดีที่สุดมาจัดแสดง

นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสแรกสำหรับผู้เข้าร่วมงานที่สนใจนาฬิกาที่จะได้สัมผัสกับนาฬิกาของ Lange โดย Anthony De Haas ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Lange ได้เข้าร่วมงานเพื่อนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์และนาฬิกาที่โดดเด่น แขกที่มาร่วมงานต่างสนุกสนานไปกับเบียร์เยอรมันและขนมเพรทเซลอุ่น ๆ (แน่นอนว่าเป็นฝีมือของแบรนด์) พร้อมมองนาฬิกาสุดหรูที่มีรถยนต์คันสวยวางอยู่รอบ ๆ อย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่ลูกค้าและผู้มาใหม่ต่างเริ่มยืดข้อมือออกจากใต้ข้อมือเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับนาฬิกาที่พวกเขาสวมใส่หรือใฝ่ฝันที่จะสวมใส่ พวกเขาก็ได้พบกับ Jay Leno ผู้เพิ่งได้รับนาฬิกา Lange เรือนแรกของเขา นั่นคือ Lange 1 Time Zone ตัวเรือนไวท์โกลด์พร้อมหน้าปัดสีดำสุดเท่ที่ทำจากซิลเวอร์บริสุทธิ์ นับเป็นการเริ่มต้นสุดสัปดาห์แห่งยานยนต์อันเป็นมงคลอย่างแท้จริง

the-road-to-elegance-with-a-lange-sohne
Jay Leno สวมนาฬิกา A. Lange & Söhne Lange 1 Ref. 136.029 ตัวเรือนไวท์โกลด์
the-road-to-elegance-with-a-lange-sohne
A. Lange & Söhne Zeitwerk Date (ภาพซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ Anthony de Haas และ Jay Leno

วันรุ่งขึ้นเริ่มต้นด้วยรถยนต์ กาแฟ และการแสดงรถรุ่น Audrain Youngtimers ซึ่งเป็นรถสะสมสำหรับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบรถที่มีงบประมาณจำกัดและมีอายุต่ำกว่า 30 ปี เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเหนือเมืองนิวพอร์ต ถนนหนทางก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวาด้วยงาน Tour d’Elegance ซึ่งเป็นขบวนรถทั้งหมดที่นำมาแสดงในงานหลักในวันถัดไป ซึ่งก็คือ Concours d’Elegance มีรถหายากและสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Porsche, Ferrari, Maserati และอื่นๆ อีกมากมาย

ในเย็นวันนั้น มีงานกาลาและงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อการกุศลเพื่อเฉลิมฉลองงานดังกล่าวและระดมทุนที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ Audrain และเพื่อดำเนินกิจกรรมต่อในปีต่อๆ มา เป็นงานสังสรรค์ที่รื่นเริงในธีมงานเต้นรำยุค 80 เพื่อเฉลิมฉลองความพยายามของผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดงานและดำเนินการในสัปดาห์นั้น โดยส่วนสำคัญส่วนหนึ่งอุทิศให้กับการยกย่อง Donald Osborne ซีอีโอของ Audrain Group ในวันก่อนเกษียณอายุ ส่วนกิจกรรมหลักจะจัดขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น

การแข่งขันประกวดความสง่างาม

ร้าน The Breakers ตั้งอยู่ท่ามกลางคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดของนิวพอร์ต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของยุคทอง โดยตั้งอยู่โดดเด่นที่จุดสูงสุดของคลิฟวอล์ค อันโด่งดัง บนสนามหญ้าและพื้นที่อันกว้างขวางของที่พักตากอากาศฤดูร้อนที่หรูหราที่สุดแห่งนี้ มีรถยนต์โบราณและวินเทจสุดหรูมากมายจัดแสดงอยู่เต็มไปหมด จากระเบียงของร้าน The Breakers ทาง A. Lange & Söhne ได้สร้างร้านค้าแบบป๊อปอัปที่สง่างามและโดดเด่น โดยจัดแสดงนาฬิกาที่ดีที่สุดและโดดเด่นที่สุดบางรุ่นของตน เช่น Lange 1 และ Datographs ที่หายาก รวมถึง Datograph Handwerkskunst ที่ควรค่าแก่การจัดเก็บไว้ให้ชมในพิพิธภัณฑ์ พนักงานขายคอยต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมที่สอบถามข้อมูล ขณะที่ช่างทำนาฬิกาสาธิตความเชี่ยวชาญของเขาอยู่ที่ด้านหลัง แน่นอนว่าบริเวณวีไอพีขยายออกไปตามระเบียงเพื่อให้แขกพิเศษของร้าน Lange ได้เพลิดเพลินกับอาหารกลางวันแบบเยอรมัน เช่น บราทเวิร์ส ชนิทเซล ชเป็ทซ์เลอ และเบียร์

บริเวณงาน Concours d’Elegance เต็มไปด้วยแขกผู้มาร่วมงานและผู้จัดแสดง ซึ่งต่างก็มีความรักและความตื่นเต้นกับรถยนต์ที่จัดแสดงอย่างประณีตบรรจง บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความสุข ไม่มีการเสแสร้งหรือถือตัวแต่อย่างใด โดยมีผู้สนใจทุกวัยมารวมตัวกัน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรถยนต์ที่น่าทึ่งจำนวนมากมายมหาศาลที่จัดแสดงอยู่ ฝากระโปรงรถถูกเปิดออก ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดออก และทุกคนต่างเล่ารายละเอียดทางประวัติศาสตร์อย่างกระตือรือร้นให้ทุกคนที่ยินดีรับฟังฟัง

สถานที่ที่ความหลงใหลมาบรรจบกัน

ตอนนี้ ขอชี้แจงให้ชัดเจนว่าไม่มีอะไรจะเท่าเทียมกันเป็นพิเศษเกี่ยวกับรถยนต์ราคาหกหลัก เจ็ดหลัก หรือแปดหลัก ในลักษณะเดียวกับนาฬิการาคาห้าหลักหรือหกหลัก แต่ในเวลาเดียวกัน มีบางอย่างที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเข้าถึงได้ในงาน Audrain Newport Week แน่นอนว่าคุณต้องซื้อตั๋ว ซึ่งหมายถึงว่าผู้ที่ชื่นชอบแทบทุกระดับสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ประเด็นคือ หากคุณมีความปรารถนาและความหลงใหล ก็มีเส้นทางที่จะเพลิดเพลินกับสัปดาห์นี้ได้ ไม่ใช่ว่าสงวนไว้สำหรับวีไอพีเท่านั้นหรือถูกกั้นไว้ด้วยเชือกกำมะหยี่

ขอบเขตของความสนใจระหว่างโลกแห่งนาฬิกาและโลกแห่งยานยนต์ทับซ้อนกันอย่างมาก (ตามแผนภาพเวนน์อาจเป็นรูปวงรีหรือวงกลมที่ไม่สมดุลเล็กน้อย) อันที่จริงแล้ว นักสะสมนาฬิกาส่วนใหญ่ (แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด) ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ในระดับหนึ่ง และในทางกลับกัน สำหรับ Lange นี่คือการทำงานร่วมกันตามธรรมชาติ หรืออย่างที่ Wilhelm Schmid ซีอีโอกล่าวไว้ว่า “การประกวดความสง่างามและทั้งหมดนั้น [มุ่งเน้นไปที่] ศิลปะเชิงกล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราทำอยู่”

เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอนว่าการจับคู่กันระหว่างอาหารชั้นสูงและไวน์ชั้นดีนั้นเป็นสิ่งที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ความสามารถด้านนาฬิกา วิศวกรรม และศิลปะขั้นสูงช่วยยกระดับเครื่องจักรที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงให้ก้าวขึ้นสู่ระดับของศิลปะชั้นสูง ผู้ที่ชื่นชอบการจับเวลาด้วยเครื่องจักรซึ่งค่อนข้างจะโบราณนั้นน่าจะได้พบกับสิ่งที่น่าชื่นชมในงานอย่าง Concours d’Elegance

สิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้กิจกรรมนี้แตกต่างจากงานนิทรรศการอื่นๆ ที่คล้ายกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การไม่เกิดความรู้สึกใด ๆ ที่สร้างความรำคาญใจ ซึ่งไม่ควรเป็นสิ่งที่ใครจะได้พบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงาน Concours d’Elegance อื่น ๆ ที่มีระดับใกล้เคียงกัน แต่ในทางกลับกัน สิ่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนระหว่างงาน Audrain Newport Concours d’Elegance และ Lange อีกด้วย

คุณคงทราบดีว่าอย่างที่ Revolution ได้พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ Lange ได้ดำเนินการปรับปรุงเครือข่ายร้านค้าปลีกของตนเป็นเวลานานหนึ่งปี (กล่าวคือ การจำกัดขอบเขต) โดยปรับปรุงปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งที่มีอยู่และลูกค้าที่มีศักยภาพอย่างมาก เช่นเดียวกับถนนสายเปิดโล่ง แต่ถนนสายนี้ก็มีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย เพราะปัจจัยขับเคลื่อนเบื้องหลังถนนสายนี้ถือเป็นปัจจัยอันสูงส่ง (ฉันไม่สามารถรับรองได้ว่าจะไม่มีการเล่นคำเกี่ยวกับรถยนต์อีก ดังนั้น… เตรียมตัวให้พร้อม)

ความปรารถนาพื้นฐานคือการปรับปรุงคุณภาพประสบการณ์ของทุกคนที่แสดงความสนใจในแบรนด์ แม้ว่าราคาหรือปริมาณการผลิตของนาฬิกา Lange อาจส่งผลให้ไม่มีอยู่พร้อมจำหน่ายในทันที การเป็นเช่นนี้ไม่ใช่แรงจูงใจของบริษัท เพราะแบรนด์ไม่ได้ปรารถนาที่จะสร้างบุคลิกที่เข้าถึงไม่ได้หรือทำให้นาฬิกาของตนอยู่ห่างไกลจากการเข้าถึง

ในทางกลับกัน นี่เป็นเพียงผลลัพธ์ที่เรียบง่ายของนาฬิกาแต่ละรุ่น ซึ่งมีจำนวนจำกัดและตกแต่งมาอย่างดีเยี่ยมตามนิยามของ Lange นาฬิกาแต่ละรุ่นเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษเฉพาะตัว แต่สำหรับผู้ที่สนใจนาฬิกาเหล่านี้ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อสะสมหรือเพื่อชื่นชม ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของนาฬิกาได้ คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อ 250 GTO มาไว้ชื่นชมเองหรือเพื่อนำมาเข้าร่วมงาน Audrain และไม่จำเป็นต้องมีคอลเลกชั่นนาฬิการะดับโลกหรือบัญชีธนาคารที่มีตัวเลขเยอะ ๆ เพื่อชื่นชมและเป็นเจ้าของผลงานของ Lange ความรู้สึกนี้เป็นจริงได้ทั้งในบูติกและซาลอนของ Lange และงานอีเวนต์อย่าง Audrain Newport

ตลอดทั้งสุดสัปดาห์ สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับทีมงานจาก Lange ก็คือความกระตือรือร้นและความสุขที่ทุกคนมีต่อกัน ซึ่งดูเผิน ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่สวยงามและมีรถยนต์สวย ๆ มากมาย แต่ความกระตือรือร้นของพวกเขามาจากการได้มีโอกาสพบปะกับผู้เข้าร่วมงาน Concours เพื่อแบ่งปันความหลงใหลและความกระตือรือร้นที่มีต่อนาฬิกากับลูกค้ารายใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพสูงและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา และได้สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าและแขกที่มาเยี่ยมชมอย่างแท้จริง

ต่อไปตามถนน

สำหรับ A. Lange & Söhne ปี 2024 น่าจะเป็นปีแห่งความสำเร็จ โดยเริ่มต้นด้วยการฉลองครบรอบ 25 ปีของนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นบุกเบิกอย่าง Datograph นาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นหลายเรือนถูกผลิตขึ้นในช่วงปีนี้เพื่อเฉลิมฉลองคอลเลกชั่นสำคัญนี้ รวมถึง Datograph Up/Down รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นจำนวน 125 เรือนในตัวเรือนไวท์โกลด์พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงิน Datograph Perpetual Tourbillon Lumen รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นจำนวน 50 เรือนในตัวเรือนฮันนีโกลด์ และ Datograph Handwerkskunst ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีความงดงามตระการตาและมีความล้ำสมัยอย่างยิ่ง เนื่องมาจากหน้าปัดที่ถูกทำขึ้นด้วยมืออย่างน่าทึ่ง

แต่การเฉลิมฉลองยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น เพราะในวันที่ 24 ตุลาคม 2024 (ซึ่งเป็นวันที่น่าตื่นตาและสมมาตรอย่างน่าประหลาดใจ) ยังเป็นวันที่ Lange เฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์มากที่สุดของแบรนด์ นั่นคือ Lange 1 เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสนี้ Lange จึงได้เปิดตัวนาฬิการะดับไอคอนอันน่าทึ่งมา 4 เวอร์ชั่น โดย 2 เวอร์ชั่นเป็นตัวเรือนโรสโกลด์พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินเดนิมเข้ม และอีก 2 เวอร์ชั่นเป็นตัวเรือนแพลทินัมพร้อมหน้าปัดออนิกซ์สีดำเจ็ทแบล็ก

การผสมผสานสีและวัสดุในรูปแบบคลาสสิกของ Lange ซึ่งสงวนไว้สำหรับโอกาสพิเศษและหายากนี้ เป็นการสร้างขึ้นอย่างมีรสนิยมบนดีไซน์อันทรงคุณค่า แบรนด์ที่มีความเป็นผู้ใหญ่น้อยกว่านี้อาจเกิดความอยากที่จะทำอะไรบางอย่างที่ดราม่ากว่า สะดุดตากว่า หรือบางทีก็อาจดูทันสมัยกว่า ​​แต่ Lange ไม่ยอมทำตามสิ่งล่อใจเหล่านี้

ในทางกลับกัน ข้อความที่ส่งผ่านการเปิดตัวนาฬิกาเหล่านี้นั้นชัดเจนยิ่งสำหรับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับแบรนด์ A. Lange & Söhne ซึ่งรู้ดีว่าแบรนด์นี้เป็นใครและต้องการเป็นอะไร ในปีที่สำคัญเช่นนี้ เมื่อแบรนด์มองย้อนกลับไปในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งยังคงมุ่งเน้นไปที่อนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีความเสี่ยงที่ Lange จะสูญเสียสิ่งที่ทำให้แบรนด์มีความพิเศษไป หรืออย่างที่ Anthony De Haas สรุปได้อย่างสมบูรณ์แบบว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมาก หากคุณประสบความสำเร็จ ก็คือ คุณต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เราควรยึดมั่นในสิ่งที่เราทำได้ดีและเป็นตัวของตัวเอง และถ้าผู้คนรักในสิ่งที่เราทำ นั่นก็เพราะสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็น”

ที่มา: by Troy Barmore

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Jean-Pierre Hagmann จิตวิญญาณแห่งช่างทำเรือนนาฬิกาผู้ไร้เทียมทาน
Revolution’s Most Influential Brand Leaders Women in Watchmaking: เมื่อสตรีเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Nicolas Bonneville สร้างสรรค์สามกลิ่นหอมพิเศษเพื่อ Jaeger-LeCoultre

กลิ่นหอมที่บอกเล่าเรื่องราวของ Reverso

จุดเริ่มต้นของความร่วมสมัยผ่านศาสตร์น้ำหอม

Jaeger-LeCoultre โชว์วิสัยทัศน์ในโลกแห่งกลิ่นหอมผ่านการร่วมมือกับ Nicolas Bonneville นักปรุงน้ำหอมระดับตำนานชาวฝรั่งเศส กับการเปิดตัวน้ำหอม 3 กลิ่นพิเศษในโครงการ “Made of Makers” ซึ่งสะท้อนถึงการหลอมรวมศิลปะและงานคราฟต์แบบข้ามศาสตร์ที่เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมและความพิถีพิถัน

3 กลิ่นอันโดดเด่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Jaeger-LeCoultre

1. The Timeless Stories
แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Reverso อันเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นนี้เต็มไปด้วยความหรูหราและแกร่งในแบบเดียวกับ Reverso ผ่านโน้ตของ Violet Leaves, Orris และ Leather Accord ที่พาคุณสัมผัสกลิ่นของหนังอานม้าและหญ้าเพิ่งตัดใหม่ ๆ เป็นตัวแทนของความทนทานและความงดงามเหนือกาลเวลา

2. The Celestial Odyssey
เฉลิมฉลองให้กับความงามของจักรวาล กลิ่นนี้ผสมผสาน Patchouli, Amber Woods และ Vanilla สร้างอารมณ์โรแมนติกของท้องฟ้ายามค่ำคืน เปรียบเสมือนดวงดาวที่เคยนำทางนักเดินเรือในอดีต กลิ่นนี้สะท้อนถึงมิติด้านดาราศาสตร์ในศาสตร์นาฬิกาของแบรนด์

3. The Precision Pioneer
กลิ่นที่จับจิตวิญญาณของโรงงาน Jaeger-LeCoultre ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกลิ่น Incense และ Vibrant Wood ซึ่งจำลองกลิ่นจากเตาหลอมของช่างเหล็กและม้านั่งของช่างทำนาฬิกา สร้างความรู้สึกของการสืบทอดงานฝีมือชั้นเลิศ

บทบาทของ Nicolas Bonneville ในโลกน้ำหอม

Nicolas Bonneville เริ่มต้นเส้นทางแห่งกลิ่นหอมในวัย 12 ปี หลังได้ไปเยือนกราส เมืองหลวงแห่งน้ำหอมของฝรั่งเศส ความหลงใหลในศาสตร์กลิ่นทำให้เขาศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างลึกซึ้งจนได้รับการชี้แนะจากปรมาจารย์ในวงการอย่าง Jacques Maurel และ Francis Kurkdjian

Bonneville ย้ำถึงหลักการปรุงน้ำหอมของเขาว่า “ในโลกของน้ำหอมและศิลปะ ความบริสุทธิ์ของการผสมผสานเป็นหัวใจสำคัญ หลักการ ‘less is more’ คือกุญแจที่ช่วยให้กลิ่นหอมโดดเด่นและมีเอกลักษณ์”

“Made of Makers” โปรแกรมที่รวมศิลปินระดับโลก

โครงการ “Made of Makers” คือเวทีที่ Jaeger-LeCoultre ใช้ในการหลอมรวมความสร้างสรรค์จากหลากหลายศิลปิน ไม่ว่าจะเป็น Zimoun (นักศิลปะร่วมสมัย), Michael Murphy (ศิลปินมุมมองภาพ), Matthias Giroud (นักผสมเครื่องดื่ม) และล่าสุด Nicolas Bonneville ที่นำศาสตร์น้ำหอมมาเพิ่มมิติใหม่ให้กับโครงการนี้

ความพิเศษที่นักสะสมไม่ควรพลาด

น้ำหอมทั้งสามกลิ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุงอารมณ์ แต่ยังสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมและความประณีตของ Jaeger-LeCoultre สงวนสิทธิ์ไว้เฉพาะลูกค้าคนสำคัญ และอาจเป็นหนึ่งในผลงานที่นักสะสมกลิ่นหอมต้องจับตา

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Katherine Arteche


Turbine Splash: ความเท่ในสไตล์ Perrelet พร้อมลุคสีสันแห่งศิลปะ

สีสันแห่งศิลปะบนข้อมือคุณ Perrelet โชว์ผลงานสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยสีสันและความสนุกในนาฬิการุ่นใหม่ “Turbine Splash” ที่เป็นรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น

ถ้า Jackson Pollock ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงปลื้มใจกับผลงาน “Turbine Splash” ของ Perrelet อย่างแน่นอน ผลงานนี้ได้แรงบันดาลใจจากศิลปินชื่อดังผู้เป็นตำนานในวงการศิลปะ แอ็บสแตร็ก เอ็กเพรสชั่นนิสม์ ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ด้วยสไตล์ แอกชั่น เพนติ้ง หรือการวาดภาพแบบหยดสีที่เต็มไปด้วยพลังอันซุกซนและการเคลื่อนไหวที่น่าทึ่ง

Perrelet ได้นำจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์นั้นมาถ่ายทอดผ่านนาฬิการุ่นนี้ โดยเผยโฉมครั้งแรกในงาน Windup Watch Fair ที่ชิคาโก Turbine Splash เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผลิตเพียง 99 เรือนเท่านั้น โดยใช้สีสะท้อนแสงทั้งเขียว เหลือง ม่วง ชมพู ฟ้า และส้มกระจายตัวอยู่บนหน้าปัดพื้นดำ ซึ่งทำให้นึกถึง Turbine Rainbow ที่เปิดตัวในปี 2022 แต่ครั้งนี้มาในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและดิบเหมือนสาดสีลงบนผืนผ้าใบอย่างอิสระ

เอกลักษณ์ของ Turbine Splash: เมื่อศิลปะและกลไกมาบรรจบกัน


ใจกลางของ Turbine Splash คือใบพัดเทอร์ไบน์ที่หมุนได้เมื่อขยับข้อมือ ซึ่งประกอบด้วยใบพัดอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ 12 ใบ พร้อมไมโครพินทังสเตน 5 ตัวที่ติดไว้เพื่อรักษาสมดุล ทุกชิ้นส่วนถูกประกอบอย่างประณีตเพื่อให้การหมุนราบรื่น

เข็มนาฬิการูปทรงกริชเคลือบสารเรืองแสงสีขาว เพิ่มความโดดเด่นด้วยเข็มวินาทีสีแดงสด และเพิ่มดีเทลด้วยหลักชั่วโมงที่มีขอบสีเดียวกับพื้นหลังของหน้าปัด สารเรืองแสงที่ติดตั้งอยู่กับหลักชั่วโมงใช้ไทรเทียม (T25) ที่ถูกห่อหุ้มด้วยท่อบอโรซิลิเกต สร้างแสงสว่างที่ยาวนานจากการกระตุ้นของอิเล็กตรอน

วัสดุและดีไซน์ที่ผสานความทนทานและความทันสมัย

ตัวเรือนขนาด 44 มม. ทำจากโพลีคาร์บอเนตและไฟเบอร์คาร์บอน เพื่อความเบาและทนทาน เสริมด้วยขอบและฝาหลังที่ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำผิวด้าน พร้อมครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์คริสตัล และ Perrelet ยังไม่ลืมใส่เอกลักษณ์ของรุ่น Turbine EVO ปี 2019 ด้วยการใช้วงขอบตัวเรือนแบบแนวตั้งและเม็ดมะยมแบบลายริ้วที่จับได้ถนัด

หัวใจการเดินเวลา: กลไกระดับพรีเมียม

นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไก Perrelet P-331-MH แบบขึ้นลานอัตโนมัติที่ผ่านการรับรองทั้ง COSC และโครโนฟิเอเบิล ตัวกลไกมีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง พร้อมตกแต่งด้วยงานฝีมือระดับสูง

อุปกรณ์เสริมที่ครบครัน

รุ่นนี้มาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีดำพร้อมตัวล็อคแบบบานพับ โดยมาพร้อมกล่องพิเศษที่มีสายยางสีดำมาให้เพิ่มเติมและเครื่องมือปรับขนาด

นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 99 เรือน และจะเป็นเป้าหมายของนักสะสมที่ชื่นชอบนาฬิกาที่สนุกสนานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และผู้ที่ชื่นชอบ “ความโดดเด่น” ของศิลปะสมัยใหม่แบบสบาย ๆ รุ่นนี้

ข้อมูลทางเทคนิค: Perrelet Turbine Splash

  • กลไก: อัตโนมัติ P-331-MH พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ไฟเบอร์คาร์บอนและโพลีคาร์บอเนต ขนาด 44 มม. ขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำ
  • สาย: หนังลายจระเข้สีดำ พร้อมสายยางและเครื่องมือปรับสาย
  • การกันน้ำ: 100 เมตร
  • จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 99 เรือน

สำหรับผู้ที่รักความโดดเด่นและหลงใหลในศิลปะ Turbine Splash คือนาฬิกาที่คุณไม่ควรพลาด!

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Israel Ortega 

นาฬิกาใหม่จาก Omega: Speedmaster Pilot เปิดตัวสไตล์นักบินที่ไม่ต้องใช้ใบอนุญาตขับเครื่องบิน!

ย้อนไปยังต้นกำเนิด Speedmaster ในปี 1957 สู่นิยามใหม่ของนักบินยุคโมเดิร์น

Omega Speedmaster Pilot คือบทสรุปของการผสานดีไซน์อันร่วมสมัยเข้ากับกลิ่นอายของอดีตที่ล้ำค่า โดดเด่นด้วยขนาดตัวเรือน 40.85 มม. ที่มากับวัสดุสเตนเลสสตีลปัดลายผิวด้าน ขับเน้นด้วยหน้าปัดสีดำเนื้อทราย และเติมความโดดเด่นด้วยดีเทลสีส้มสดที่เสริมความคมเข้ม

ดีไซน์หน้าปัดสะท้อนแรงบันดาลใจจากห้องนักบิน โดยหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ถูกออกแบบให้เหมือน “เบิร์น เรท อินดิเคเตอร์” ส่วนเข็มวินาทีเล็กตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกา มาในรูปแบบของเป้าหมายหรือมาตรเล็งศูนย์กลาง พร้อมด้วยเข็มสีเหลืองผิวด้านและการจำลองเส้นขอบฟ้าเทียมด้วยสีฟ้า

ตำนานการบินของ Omega

Omega มีบทบาทในโลกการบินตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นผู้ผลิตนาฬิกากว่า 110,000 เรือน เพื่อส่งมอบให้กับกระทรวงกลาโหมของอังกฤษ หนึ่งในนั้นคือรุ่นไอคอนิก UK/CK2292 ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นเรื่องความต้านทานแม่เหล็กอันสำคัญยิ่งสำหรับนักบินที่ปฏิบัติงานใกล้เครื่องยนต์กำลังสูง

ในปี 1957 Speedmaster ได้ครองตำแหน่งบนข้อมือของนักบินกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งบางคนในนั้นยังได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักบินอวกาศในโครงการ Mercury ของ NASA ด้วย และในปี 1969 Flightmaster ก็ถูกเปิดตัวในฐานะนาฬิกาสำหรับนักบินและนักเดินทาง โดยเปิดตัวพร้อมกับเครื่องบิน Concorde

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการเปิดเผยว่านาฬิการุ่นพิเศษจาก Omega ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทหารนักบินสหรัฐฯ โดยเฉพาะ เฉพาะผู้ที่เป็น “นักบิน หรือผู้นำทาง” เท่านั้นที่มีสิทธิ์ซื้อได้

ขุมพลังได้รับการรับรองจาก METAS คาลิเบอร์ 9900

Speedmaster Pilot ใช้กลไกโคแอ็กเซียล มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์ คาลิเบอร์ 9900 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานของ METAS เพื่อความแม่นยำสูงสุด ตัวเรือนด้านหลังปิดสนิท มาพร้อมกับเหรียญม้าน้ำสัญลักษณ์ไอคอนิกของ Speedmaster โดยเลือกได้ทั้งสายสเตนเลสสตีล หรือสายนาโต้สีเทา พร้อมกระเป๋าสำหรับพกพาอย่างมีสไตล์

ข้อมูลทางเทคนิคของ Omega Speedmaster Pilot

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9900 พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง ได้รับการรับรองความแม่นยำ มาสเตอร์ โครโนมิเตอร์ จาก METAS
ฟังก์ชัน: แสดงเวลา วินาทีขนาดเล็ก โครโนกราฟพร้อมมาตรจับเวลา 12 ชั่วโมงและ 60 นาที สเกลทาคีมิเตอร์ และวันที่
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40.85 มม หนา 14.7 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
หน้าปัด: สีดำ
สาย: สเตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกแบบบานพับ หรือสายนาโต้

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arteche

“Omega Seamaster Diver 300M: ผสานตำนานโลหะสองขั้ว สู่ความลึกแห่งท้องทะเล”

Omega Seamaster Diver 300M นาฬิกาดำน้ำที่เปี่ยมด้วยสไตล์ ระหว่างความแกร่งของไทเทเนียมและความงามของบรอนซ์โกลด์

บทใหม่แห่งนาฬิกาดำน้ำที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด

Omega ตอกย้ำตำนานแห่งคอลเลกชัน Seamaster Diver 300M ด้วยรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้วัสดุ ไทเทเนียมเกรด 2 และ Bronze Gold อันเป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ มาพร้อมหน้าปัดอะลูมิเนียมสีเขียวที่สะกดทุกสายตา

ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมเกรด 2 พร้อมสายตาข่ายไทเทเนียมที่ให้สัมผัสของความดิบและทนทาน ผิวแปรงของตัวเรือนโชว์โทนสีเทาหม่นธรรมชาติ ตัดกับองค์ประกอบที่ทำจาก Bronze Gold เช่น ขอบตัวเรือน (Bezel) เม็ดมะยม วาล์วปล่อยฮีเลียม และเข็มนาฬิกา

Bronze Gold ของ Omega เป็นโลหะผสมพิเศษที่ประกอบด้วยทองคำบริสุทธิ์ 37.5% (รับรองด้วยตราสัญลักษณ์ 9K) ผสมกับพาลาเดียมและเงิน โลหะผสมนี้ให้สีทองชมพูอ่อนที่อยู่ระหว่าง 18K Moonshine™ Gold และ 18K Sedna™ Gold โดดเด่นด้วยความทนทานต่อการเกิดสนิมเขียว (Verdigris Oxidation) ซึ่งเป็นปัญหาของบรอนซ์ทั่วไป พร้อมคุณสมบัติทนการกัดกร่อนที่ยอดเยี่ยม

รายละเอียดการออกแบบและเทคโนโลยีระดับสูง

หน้าปัดและขอบตัวเรือนมาพร้อมอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีเขียว พร้อมดัชนีสีดำเคลือบ Super-LumiNova แบบวินเทจเพื่อการอ่านค่าชัดเจนในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ นาฬิการุ่นนี้ยังใช้กลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS การันตีความแม่นยำ ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และการสำรองพลังงานยาวนานถึง 55 ชั่วโมง

Omega ยังเปิดตัวรุ่นอื่นในคอลเลกชันนี้ที่มาในตัวเรือนเหล็กกล้าไร้สนิมพร้อมสายตาข่ายเช่นเดียวกับ Seamaster Diver 300M 007 Edition ซึ่งเคยปรากฏในภาพยนตร์ No Time To Die โดยมีตัวเลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขอบตัวเรือนอะลูมิเนียมสีดำ หน้าปัดลายคลื่นแบบเลเซอร์ หรือขอบตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมหน้าปัดแบบ PVD

รายละเอียดทางเทคนิค Omega Seamaster Diver 300M Titanium and Bronze Gold

  • กลไก: ระบบอัตโนมัติ Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806; สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา ชั่วโมง นาที วินาที; วาล์วปล่อยฮีเลียม
  • ตัวเรือน: 42 มม. × 13.8 มม.; ไทเทเนียมเกรด 2 พร้อมขอบตัวเรือน Bronze Gold; กันน้ำลึก 300 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียว
  • สาย: สายตาข่ายไทเทเนียม; สายยางสีเขียว
  • ราคา: 10,700 ดอลลาร์สหรัฐ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Katherine Arteche

การเปิดตัวแห่งความประณีต: Takahiko Aigaki กับ Direct Impulse Tourbillon

Takahiko Aigaki Direct Impulse Tourbillon: บทพิสูจน์แห่งศาสตร์แห่งเรือนเวลา

หลักการของกลไกการขับเคลื่อนตามธรรมชาติถูกคิดค้นโดย Abraham-Louis Breguet ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ความสามารถในการส่งแรงกระตุ้นโดยตรง 2 ครั้งต่อรอบ ซึ่งตรงข้ามกับแรงกระตุ้นโดยตรงเพียงครั้งเดียวของกลไกการขับเคลื่อนแบบ ดีเทนท์ หรือแรงกระตุ้นทางอ้อม 2 ครั้งของสวิสเลเวอร์ ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่กลไกนี้เป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนที่เหมาะสมที่สุดในเชิงทฤษฎีสำหรับนาฬิกาข้อมือ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับกลไกการขับเคลื่อนทั้งหมด กลไกนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน ซึ่งรวมถึงความสามารถในการเริ่มต้นเองภายในช่วงการแกว่งที่แคบมาก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ±4.5° จากเส้นกึ่งกลาง เนื่องมาจากการออกแบบการล็อกและแรงกระตุ้นที่ไม่สมมาตร นอกจากนี้ การรวมกลไกการขับเคลื่อนที่มีเอสเคปวีล 2 ชิ้นเข้ากับนาฬิกาทูร์บิญองยังมีความท้าทายที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย

เนื่องจากหากเอสเคปวีลทั้ง 2 ชิ้น ถูกขับเคลื่อนด้วยโฟร์ธวีลที่สี่ซึ่งถูกยึดติดอยู่กับที่ ทั้งสองจะหมุนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งขัดต่อหลักการของเอสเคปเมนท์ตามธรรมชาติ ช่างทำนาฬิกาคนแรกที่เอาชนะความท้าทายนี้ได้คือ Derek Pratt อย่างไรก็ตามเอสเคปเมนท์ของเขาใช้หลักการของดับเบิลวีล เอสเคปเมนท์ แบบอิสระของ Daniels ซึ่งเอสเคปวีลจะเคลื่อนที่สลับกัน นาฬิกาพก เรอมงตัวร์ ทูร์บิญอง แบบดับเบิลวีล ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นนั้นสร้างเสร็จในปี 1997 เพื่อเข้าแข่งขันในรายการ Prix Abraham-Louis Breguet แม้จะมีความคิดสร้างสรรค์ แต่สุดท้ายนาฬิกาเรือนนี้ก็แพ้ให้กับ Carole Forestier-Kasapi ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนาฬิกา Freak อันล้ำสมัยในปี 2001

นาฬิกา Freak ใช้กลไกการไขลานแบบธรรมชาติที่ทำจากซิลิกอน และอาจเรียกได้ว่าเป็นทูร์บิญอง แต่ก็เป็นเพียงในความหมายกว้าง ๆ เท่านั้น เนื่องจากการหมุนรอบละ 1 ชั่วโมงนั้นช้าเกินไปที่จะต้านทานความผิดพลาดของตำแหน่งที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงได้ในลักษณะเดียวกับทูร์บิญองแบบดั้งเดิม นาฬิการุ่นแรกของ Takahiko Aigaki ผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นอย่างรุ่น Direct Impulse Tourbillon จึงเป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกที่จับคู่เอสเคปเมนท์แบบธรรมชาติเข้ากับทูร์บิญอง

ช่างทำนาฬิกา

Aigaki เกิดที่เมืองคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยตอนแรกเขาใฝ่ฝันที่จะเป็นนักแข่ง BMX มืออาชีพ แต่แล้วเขาก็ประสบอุบัติเหตุขณะแข่งขัน BMX ​​จนต้องเข้าโรงพยาบาล และบังเอิญไปเห็นสารคดีเกี่ยวกับช่างทำนาฬิกาชาวสวิสทางทีวี เขาจึงเข้าเรียนในโรงเรียนสอนทำนาฬิกาในกรุงโตเกียว และเมื่อเรียนจบ เขาก็เริ่มต้นอาชีพที่ Richemont Japan ในปี 2007 โดยใช้เวลา 6 ปีในการจัดการด้านการบริการและการซ่อมแซมนาฬิกา Piaget ในปี 2013 เขาย้ายไปสวิตเซอร์แลนด์และเข้าร่วมงานในเวิร์กช็อปของ Kari Voutilainen ซึ่งเขาใช้เวลา 10 ปีในการฝึกฝนทักษะของเขา

Aigaki เริ่มต้นทำงานในเวิร์กช็อปการกลึงโลหะ โดยเชี่ยวชาญในเทคนิคต่าง ๆ เช่น การขัดเงา การขัดพิเนียน และการอบชุบ ซึ่งเป็นทักษะที่เขาถือว่ามีความสำคัญต่อการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูง เนื่องจากไม่มีผู้ฝึกสอนอย่างเป็นทางการในเวลานั้น เขาจึงค้นคว้าและพัฒนาเทคนิคเหล่านี้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและใช้งานได้จริง หลังจากนั้นหลายปี เขาก็ย้ายไปทำที่เวิร์กช็อปช่างทำนาฬิกา ซึ่งเขาได้ประกอบและปรับแต่งกลไกทั้งหมด ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการปรับแต่งกลไกเพื่อการรับรอง Besançon Observatory ซึ่งเป็นงานสั่งทำพิเศษสำหรับนาฬิการุ่นพิเศษที่มีตัวกันกระเทือนตามธรรมชาติ

ปีที่แล้ว เมื่ออายุได้ 40 ปี Aigaki ได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองและเปิดเวิร์กช็อปขึ้นในอพาร์ตเมนต์ของเขาที่เมืองเนอชาแตล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้สร้างเรือนต้นแบบแรกของนาฬิกา Direct Impulse Tourbillon ได้สำเร็จ โดยชิ้นส่วนนาฬิกาส่วนใหญ่ถูกผลิตขึ้นโดยใช้เครื่องมือที่ควบคุมด้วยมือ และจะมีการผลิตขึ้นมาเพียง 3 เรือนเท่านั้น

นาฬิกา

นาฬิการุ่น Direct Impulse Tourbillon เป็นนาฬิกาที่มีรูปทรงคลาสสิก ในตัวเรือนขนาด 37 มม. ที่ผลิตจากสเตนเลสสตีล พร้อมฝาหลังแบบกดเข้าที่ ขัดผิวเงาทั้งเรือนและมีขอบตัวเรือนแบบขั้นบันได เมื่อมองดูครั้งแรก หน้าปัดนั้นดูเรียบง่าย แต่เมื่อมองใกล้ ๆ ก็จะเห็นงานฝีมือการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมมากมาย

หน้าปัดนาฬิกาทำจากซิลเวอร์ผ่านเทคนิคการตกแต่งแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า เบรเกต์ ฟรอสติง ซึ่งเป็นเทคนิคการเคลือบแบบลดชั้น วิธีการนี้เกี่ยวข้องกับการให้ความร้อนกับซิลเวอร์เพื่อสร้างชั้นออกไซด์บาง ๆ บนพื้นผิว จากนั้นจึงค่อยขจัดออกด้วยส่วนผสมของกรด โดยทำซ้ำขั้นตอนนี้หลายครั้งเพื่อทำความสะอาดซิลเวอร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปและเพิ่มความสวยงามให้กับพื้นผิว ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวสีเงินขาวบริสุทธิ์ที่ดูราวกับน้ำค้างแข็ง

เครื่องหมายบนหน้าปัด รวมถึงสเกลนาที โลโก้ และเส้นครอสแฮร์อย่างละเอียด ล้วนถูกสลักด้วยมือ ส่วนหน้าปัดย่อยเป็นงานฝังแยกที่ทำด้วยมือทั้งหมดเช่นกัน และมีลวดลายกิโยเชที่สร้างขึ้นบนสเตรจท์ไลน์เอนจิ้น ประดับบนวงแหวนที่ทำจากคาร์บอนสตีลซึ่งขัดเงาผิวหน้าให้มีสีคล้ำ หลักชั่วโมงก็ทำจากคาร์บอนสตีลที่ขัดเงาให้มีสีคล้ำและมีเหลี่ยมมุม โดยให้หลักชั่วโมง 3 ชิ้นหลักที่แนวเส้นทแยงมุมยืดออกเล็กน้อยเพื่อให้ตรงกับเส้นครอสแฮร์ ส่วนเข็มนาฬิการูปอัลฟ่าเป็นสีน้ำเงิน และแต่ละเข็มจะมีส่วนกลางซึ่งถูกขัดเงาให้มีสีคล้ำบนพื้นผิว

หน้าปัดนั้นมีความละเอียดอ่อนมากจนอาจมองข้ามได้ง่ายหากขาดสายตาอันเฉียบแหลมในการแสดงฝีมือที่ละเอียดอ่อน ในทางตรงกันข้าม กลไกนั้นดึงดูดความสนใจได้ทันที กลไกนั้นสวยงามเป็นอย่างยิ่งและดำเนินการในลักษณะ “เบามือ” เช่นกัน โดยที่โกอิงเทรนนั้นถูกซ่อนไว้ใต้หน้าปัด ทำให้เกิดภาพลวงตาว่าบาร์เรลและทูร์บิญองนั้นแยกออกจากกันอย่างน่าแปลกใจ ทั้งเบสเพลทและบริดจ์ทำขึ้นจากเยอรมันซิลเวอร์ ที่เคลือบโรสโกลด์และตกแต่งแบบฟรอสต์ ส่วนชิ้นงานที่เป็นสตีลนั้นได้รับการตกแต่งด้วยมาตรฐานที่สูงมาก วีลขึ้นลานมีซี่ฟันที่ถูกขัดเงาและยึดเข้ากับบริดจ์ด้วยสกรูขัดเงา รัตเชต์วีลขนาดใหญ่มีคลิก 2 ตำแหน่งรวมอยู่ด้วยซึ่งถูกปาดเอียงและขัดเงา ทั้งหมดนี้ถูกยึดกับวงแหวนด้านในของวีลซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับรัตเชต์ฮับที่ยึดอยู่กับที่ด้วยชาตองทองขัดเงาขนาดใหญ่

การย้ายเกียร์เทรนไปไว้ฝั่งหน้าปัดพร้อมกับการซ่อนทูร์บิญองทำให้ได้นาฬิกามีขนาดหนาขึ้นเล็กน้อย ด้วยความหนา 12.5 มม. แต่การเลือกใช้อย่างตั้งใจนี้ให้ผลอย่างน่าทึ่ง โดยทำให้กรงทูร์บิญองมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขณะที่เพิ่มความโปร่งสบายและความลึกที่ไม่ธรรมดาให้กับกลไก

ทูร์บิญองแบบ 1 นาทีที่เด่นชัดที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา มีขนาดกว้าง 15 มม. โครงสร้างกรงเป็นแบบมินิมอลเพื่อลดแรงเฉื่อย ยึดไว้ใต้บริดจ์สตีลทรงเรียวที่ตกแต่งอย่างประณีตที่มุมด้านใน บาลานซ์เป็นแบบฟรีสปริงพร้อมสกรูแรงเฉื่อยทอง และทำงานด้วยความถี่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง

ไดเร็กต์อิมพัลซ์เอสเคปเมนท์

หัวใจหลักของนาฬิกาคือ เอสเคปเมนท์แบบไดเร็กต์อิมพัลซ์ ที่มีพื้นฐานมาจากหลักการของการขับเคลื่อนแบบธรรมชาติ

น่าสนใจที่ Derek Pratt กำลังมองหาแนวทางในการนำเอาดับเบิลวีลเอสเคปเมนท์แบบอิสระของ George Daniels มาใช้กับทูร์บิญอง ในขณะที่ Aigaki พยายามหาทางใช้เอสเคปเมนท์แบบธรรมชาติ เป้าหมายของ Aigaki คือการกำจัดไดรวิงวีล 2 ชิ้นที่มักพบอยู่ใต้เอสเคปเมนท์แบบธรรมชาติ เนื่องจากวีลเหล่านี้ทำให้เกิดแรงเฉื่อยมากขึ้น Breguet เองก็ได้ติดตั้งเอสเคปเมนท์แบบธรรมชาติในนาฬิกาทูร์บิญองเรือนแรกๆ ของเขา แต่ไดรวิงวีลและเอสเคปวีลนั้นมีขนาดต่างกัน ซึ่งชิ้นหนึ่งมีฟัน 12 ซี่และอีกชิ้นหนึ่งมีเพียง 3 ซี่

ความท้าทายในกรณีของ Derek ก็คือ ดับเบิลวีลเอสเคปเมนท์แบบอิสระนั้นจะต้องให้เอสเคปวีลแต่ละชิ้นถูกขับเคลื่อนด้วยเกียร์เทรนของตัวเอง แต่โดยการออกแบบแล้ว ทูร์บิญองไม่สามารถถูกขับเคลื่อนด้วยเกียร์เทรน 2 ชุดได้ เนื่องจากเกียร์ 2 ชิ้นไม่สามารถขับเคลื่อนพิเนียนชิ้นเดียวของกรงได้

ดังนั้น ทั้ง Aigaki และ Derek จึงได้ข้อสรุปเดียวกัน ซึ่งก็คือการใช้เกียร์เทรนชุดเดียวและขับเคลื่อนเอสเคปวีลชิ้นแรกกับโฟร์ธวีลที่ยึดอยู่กับที่ในขณะที่เอสเคปวีลตัวที่สองถูกขับเคลื่อนด้วยวีลที่ติดอยู่กับฟันที่อยู่ด้านใน การจัดวางเช่นนี้ทำให้เอสเคปวีลหมุนไปในทิศทางตรงข้ามกัน อย่างไรก็ตาม Derek เผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า เนื่องจากดับเบิลวีลเอสเคปเมนท์แบบอิสระนั้นต้องใช้เอสเคปวีลที่เคลื่อนตัวสลับกัน เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการประกอบส่วนเอสเคปวีลพิเนียนที่หมุนได้และการใช้เรอมงตัวร์

ในเอสเคปเมนท์แบบธรรมชาตินั้น วีลทั้งสองจะหมุนไปในทิศทางตรงข้ามกันแต่จะหมุนไปด้วยกัน ฟันของเอสเคปวีลถูกวางเยื้องไปครึ่งขั้นระหว่างการปรับตั้ง ดังนั้นมันจะสลับกับเส้นทางของอิลพัลซ์ พัลเลท และถูกล็อกสลับกันด้วยเลเวอร์

ที่น่าสังเกตคือ เอสเคปวีลในแบบไดเร็กต์อิมพัลซ์เอสเคปเมนท์ถูกติดตั้งอยู่ทั้ง 2 ด้านของกรง โดยทั่วไปเอสเคปวีลทั้งสองในเอสเคปเมนท์แบบธรรมชาติจะติดตั้งอยู่ติดกัน เนื่องจากต้องล็อกและปลดล็อกด้วยเซ็นทรัลเลเวอร์ Aigaki ออกแบบเลเวอร์ให้มีมุมยกเพียงเล็กน้อย มันไม่สามารถมองเห็นได้เนื่องจากมันสั้นกว่ามาก ซึ่งหมายความว่ามีแรงเฉื่อยน้อยกว่า ในปัจจุบันยังไม่มีภาพของเอสเคปเมนท์ปรากฎให้เห็นเนื่องจากอยู่ระหว่างการยื่นขอจดสิทธิบัตร

Aigaki Direct Impulse Tourbillon เป็นนาฬิกาที่น่าประทับใจในหลาย ๆ ด้านและถือเป็นลมหายใจแห่งความสดชื่น นาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ และผลิตขึ้นด้วยความประณีตและความสง่างามที่พิถีพิถัน ซึ่งแตกต่างไปจากนาฬิกาหรูรุ่นอื่น ๆ ในปัจจุบันที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อใช้เป็นผืนผ้าใบสำหรับการตกแต่งอย่างหรูหรา นาฬิการุ่นนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเข้าใจและประยุกต์ใช้พื้นฐานของการทำนาฬิกาได้ ร่วมกับความเป็นเลิศของวัสดุ และความชำนาญด้านงานฝีมืออย่างเหมาะสมแล้ว ความกลมกลืนระหว่างสุนทรียศาสตร์และกลไกก็จะปรากฏออกมาอย่างเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง และในกรณีนี้คือ ยอดเยี่ยม

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลาน พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง ความถี่ 2.5 เฮิร์ตซ์ (18,000 ครั้ง/ชั่วโมง)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37 มม. หนา 12.5 มม.
  • สาย: สายหนังสีดำ
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 3 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Cheryl Chia

G-SHOCK MRG-B2000JS กับการสะท้อนจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น: เมื่อเทคโนโลยีและศิลปะการช่างผสมผสานกันอย่างลงตัว

G-SHOCK MRG-B2000JS นาฬิกาที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วยความแกร่งเหนือระดับ

ถ้าพูดถึงแบรนด์ G-SHOCK ของ Casio สิ่งที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น “ความทนทาน” และ “นวัตกรรม” ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาตลอดหลายทศวรรษ และในวันนี้ G-SHOCK ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยการนำเสนอความงามแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นผ่านนาฬิการุ่นล่าสุด MRG-B2000JS ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก คาทานะ ดาบซามูไรซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศิลปะการสร้างสรรค์และงานโลหะที่ล้ำค่าแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

งานศิลป์ที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน

งานฝีมือเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะรุ่น MRG-B2000JS ที่เน้นที่ลักษณะของดาบคาทานะ ด้วยชื่อเสียงอันประสบความสำเร็จของ G-SHOCK ในยุคใหม่ เหตุใดการถ่ายทอดเอกลักษณ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นจึงยังคงมีความสำคัญ 

Kikuo Ibe: เราให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราสามารถสื่อสารและสร้างสรรค์ได้เสมอ นั่นคือความงามของญี่ปุ่นและงานฝีมือแบบดั้งเดิม เราคิดว่าจะสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่างไปจากสวิสได้อย่างไร ดังนั้น การสร้างเอกลักษณ์ของเราในฐานะนาฬิกาด้วยการเพิ่มฟังก์ชันและเทคโนโลยีดิจิตอล ทำให้เราภาคภูมิใจที่นาฬิกาทั้งหมดผลิตขึ้นในญี่ปุ่น

ลวดลายบนใบดาบ: ความงามที่ซ่อนอยู่ในความแข็งแกร่ง

สำหรับ MRG-B2000JS เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่เลียนแบบดาบคาทานะเท่านั้น แต่เรายังลงทุนเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการสร้างดาบคาทานะ เพื่อที่เราจะได้ตีความแรงบันดาลใจและการออกแบบนั้นได้ นอกจากนี้ เรายังใส่ใจกับฝักดาบเพื่อตีความให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถสวมใส่ได้ เช่น ลักษณะบนสาย การแสดงออกนี้เป็นช่องทางให้ผู้คนได้ค้นพบแง่มุมหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านนาฬิกาของเรา ผมเชื่อว่าเราได้มีส่วนช่วยในการเรียนรู้นี้แน่นอน

ความสำคัญของ “รูปแบบอารมณ์ของดาบคาทานะ” คืออะไร?

Shinji Saito: ดาบคาทานะ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกัน ดาบคาทานะ ก็ยังมีความสวยงามด้วยเช่นกัน โดยเกิดจากฝีมือช่าง และสิ่งนี้ได้ถ่ายทอดออกมาสู่นาฬิกาของเราอย่างแน่นอน ดังที่คุณ Ibe กล่าวไว้ว่า G-SHOCK เน้นที่การใช้งาน เพื่อให้เป็นนาฬิกาที่ไม่พังง่าย และเรายังตระหนักถึงคุณค่าของนาฬิกาที่ดูดีด้วย ดังนั้น การสร้างนาฬิกาอย่าง MRG-B2000JS และMRG-B2000SH จึงเน้นที่การอ้างอิงทางวัฒนธรรมที่สำคัญและได้รับการเคารพนับถือ เกราะและดาบซามูไรซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นงานศิลปะที่สวยงามหรือเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าสำหรับการบูชา สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น

ความท้าทายของการออกแบบสายลวดลายฝักดาบ

ย้อนกลับไปในปี 2017 เราได้ขอให้ Kamiyama Teruhira ช่างตีดาบระดับปรมาจารย์สร้าง Juryoku-Maru: San ให้กับเรา ซึ่งก็คือดาบคาทานะ ที่ Casio สั่งทำสำหรับรุ่น MR-G นั่นเอง แนวคิดสำหรับนาฬิการุ่นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันดังกล่าวต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะสำเร็จ ตั้งแต่แนวคิดจนถึงการเสร็จสมบูรณ์ เรารอคอยผลงานซีรีส์อื่น ๆ ร่วมกับช่างฝีมือดั้งเดิม แม้ว่าเราจะเห็นความท้าทายก็ตาม ช่างฝีมือแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทหนึ่งคือผู้ที่ปกป้องเทคนิคและวิถีดั้งเดิมของตน ในขณะที่อีกประเภทหนึ่งคือผู้ที่เต็มใจผสมผสานประเพณีเข้ากับวิวัฒนาการโดยนำงานฝีมือของตนมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ประเภทหลังคือผู้ที่เราต้องการเป็นพันธมิตรด้วย G-SHOCK เป็นผู้มองไปข้างหน้าเสมอ และเราต้องการใครสักคนที่แบ่งปันจิตวิญญาณเดียวกัน

พื้นผิวของสาย Aogai ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากการออกแบบฝักดาบ ความท้าทายในการจำลองงานฝีมือนี้เมื่อมีขนาดต่างกันคืออะไร?

Kikuo Ibe: เราได้ตรวจสอบ Saya (ฝักดาบแบบดั้งเดิมของดาบคาทานะ ของญี่ปุ่น) อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้จำลองขนาดตัวเรือนได้ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในครั้งเดียว นอกจากนี้ เรายังต้องแน่ใจว่ามีขนาด “ที่สมบูรณ์แบบ” เพื่อให้สามารถแสดงสิ่งที่เราพยายามตีความได้อย่างแท้จริง โดยมีการโต้เถียงกันไปมาหลายครั้ง ช่างฝีมือต้องแสดงให้เราเห็นว่าควรเป็นอย่างไร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักออกแบบที่อยากรู้อยากเห็นอย่างมาก พวกเราหลายคนมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา การออกแบบแลคเกอร์แบบเปลือกหอยสีน้ำเงินโดยศิลปิน Nomura Mamoru ทำได้โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาฬิการุ่นนี้ (ประกอบด้วยเทคนิคสีโครงสร้างที่รอการจดสิทธิบัตร) 

โลหะผสมที่ใช้ทำสายนาฬิกาซึ่งก็คือ วัสดุ DAT55G จะเปลี่ยนคุณสมบัติในกระบวนการนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โลหะผสมชนิดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายในตอนแรก เนื่องจากมีความอ่อนตัวกว่า จึงทำให้ปรับเปลี่ยนรูปร่างหรือเจาะรูเพื่อเชื่อมสายนาฬิกาได้ง่าย อย่างไรก็ตาม โลหะผสมชนิดนี้ยังมีความทนทานสูงมาก (ส่วนผสมของโลหะผสมมีความแข็งมากกว่าไททาเนียมบริสุทธิ์ถึง 3 เท่า) จึงสามารถรักษาพื้นผิวที่แข็งมากเอาไว้ได้

Shinji Saito: อย่าลืมว่าฝักดาบไม่ใช่สิ่งที่คนจะหยิบจับตลอดเวลาซึ่งต่างจากสายนาฬิกา ดังนั้นในการสร้างสิ่งนี้ เราต้องแน่ใจว่ามันสวมใส่ได้ดีจึงจะชื่นชมมันได้

คุณ Ibe ครับ ในการสนทนาครั้งล่าสุดคุณได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวัสดุใหม่ เช่น กระจกแซฟไฟร์คริสตัล หรือวัสดุที่ “เปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็นได้ โดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ” จากตัวอย่างของกรอบไทเทเนียมแบบไฮบริดของ MRG-B2000JS และ MRG-B5000B-1 ซึ่งประกอบด้วยโลหะผสม 3 ชนิดที่แตกต่างกัน วัสดุใหม่นี้ถูกคัดเลือกและทดสอบอย่างไร

Kikuo Ibe: สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อต้องประเมินวัสดุประเภทใดก็ตาม คือต้องแน่ใจว่าวัสดุเหล่านั้นปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิวหนังของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าวัสดุเหล่านั้นไม่มีผลกระทบเชิงลบหรือก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ นี่เป็นปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาเมื่อนำวัสดุใหม่ ๆ มาใช้ หากผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยเหล่านี้ เราจะพิจารณาดำเนินการต่อไป หากไม่ผ่านการทดสอบ เราก็จะไม่ดำเนินการใด ๆ

เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญภายใต้ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แยกกันเพื่อมุ่งเน้นในด้านต่าง ๆ ที่รับผิดชอบการวิจัยตลาดและค้นหาความเป็นไปได้ เช่น วัสดุใหม่ การทดสอบการทำงาน และด้านสไตล์ พวกเขาจะนำผลการค้นพบทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน และเราจะร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับธีมของผลิตภัณฑ์ใหม่ 

อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงแซพไฟร์คริสตัล … มันเป็นโครงการที่ใช้เวลาดำเนินการ 7 ปี แต่ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะบอกว่ามันจะมีอยู่ในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2025

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Revolution 

SpaceOne Tellurium Black & Blue: นิยามแห่งอนาคตเรือนเวลา

ความล้ำสมัยที่จับต้องได้ กับผลงานล่าสุดจาก SpaceOne

SpaceOne Tellurium: จากกาแล็กซีสู่ข้อมือคุณ

เราเคยพูดถึงวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้ประกอบการของ Guillaume Laidet ไปแล้วว่าเหตุใดแบรนด์นาฬิกาบางแบรนด์จึงกลายเป็นแบรนด์ที่น่าตื่นเต้น (และน่าสนใจ) ที่สุด ในตลาดปัจจุบัน จากผลิตภัณฑ์มากมายในพอร์ตโฟลิโอของเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า SpaceOne เป็นแบรนด์ที่มีแนวคิด และเจ๋งที่สุด แบรนด์แห่งยุคอวกาศที่โชคดีที่ได้เปิดตัว Tellurium รุ่นแรก 2 เวอร์ชั่น ได้แก่ Tellurium Black และ Tellurium Blue

หากชื่อนี้ฟังดูคุ้นหู นั่นอาจเป็นเพราะว่า SpaceOne Tellurium เป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบสุดท้ายในการเสนอชื่อชิงรางวัลประเภท “Challenge” ของ GPHG ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทที่สร้างสรรค์และท้าทายที่สุด ด้วยเกณฑ์ที่เข้มงวดซึ่งกำหนดราคาต่ำกว่า 3,000 ฟรังก์สวิส Tellurium จึงประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในระดับราคาที่เข้าถึงได้นี้

รูปร่างของนาฬิกาเรือนนี้ที่โฉบเฉี่ยวราวกับยานอวกาศเป็นผลงานของนักออกแบบ Olivier Gamiette ซึ่งทำงานด้านการออกแบบรถยนต์ในเวลากลางวัน แต่เขาใช้เวลาว่างไปกับการออกแบบนาฬิกาที่มุ่งสู่อนาคตอย่างไม่ลังเล ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นสายที่นุ่มนวล ฟองอากาศ และความโปร่งใส การออกแบบของ Gamiette ได้รับแรงบันดาลใจอย่างชัดเจนจากนักออกแบบของ MB&F, Urwerk และ De Bethune แต่ความสม่ำเสมอของวิสัยทัศน์ของเขานั้นน่าชื่นชมมาก สิ่งที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าคือการที่ Tellurium สามารถแปลงการออกแบบนี้ให้เป็นสิ่งที่นักสะสมหลายคนเข้าถึงได้เป็นอย่างดี การสร้างตัวเรือนไททาเนียมขัดเงาที่ดูทันสมัยพร้อมกระจกแซพไฟร์คริสตัลทรงโดมสูงนั้นน่าประทับใจในตัวของมันเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใด Tellurium ยังเพิ่มความน่าสนใจทางดาราศาสตร์อย่างแท้จริงให้กับสมการนี้

หน้าปัดอเวนจูรีนสร้างโทนสีที่สมบูรณ์แบบสำหรับกาแล็กซีที่เปล่งประกาย ขณะที่ด้านบนมีเทลลูเรียน ซึ่งเป็นออร์เรอรีแบบเรียบง่ายที่ติดตามการเคลื่อนที่สัมพันธ์กันของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ซึ่งแสดงโดยชิ้นทรงกลมที่ทำจากไททาเนียมขัดเงา 3 ลูก โดยโลกจะหมุนรอบหน้าปัดปีละครั้ง ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นเวลา 29.5 วัน สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันนั้นจะมีเข็มและหลักบอกชั่วโมงแบบเรียบง่ายที่ดูไม่แปลกตาหากอยู่บนยาน Enterprise ส่วนล่างของหน้าปัดมีช่องเปิดแยกสำหรับแสดงวันที่และเดือน ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันเป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนในระดับที่คุณไม่ค่อยเห็น (หรือไม่เคยเห็นเลย) ในราคาเท่านี้

เพื่อรักษาเส้นสายของตัวเรือนให้สะอาดหมดจด เม็ดมะยมจึงอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งทำหน้าที่ปรับตั้งกลไกทั้งหมดซึ่งมีความซับซ้อนอยู่ ในกรณีที่คุณสงสัย กลไกที่ใช้นั้นเป็นเครื่อง Soprod PO24 ที่ติดตั้งโมดูลอินเฮาส์สำหรับสตาร์วีลและทีธอยู่ที่ด้านบน

ความประณีตของแพ็คเกจนี้ได้รับการขยายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย 2 รุ่นล่าสุด Tellurium Black ที่ได้รับการตกแต่งด้วยสีดำเงา ในขณะที่ตัวเรือนไททาเนียมของ Tellurium Blue สอดคล้องกับชื่อของมันด้วยสไตล์ที่สดใสเป็นพิเศษ ฮาร์ดแวร์บนหน้าปัดที่เข้ากันได้ดีกับตัวเรือน ทำให้เกิดภาพอนาคตของนาฬิกาที่เป็นเนื้อเดียวกันและน่าประทับใจยิ่งขึ้นกว่ารุ่นแรกด้วยซ้ำ นาฬิกาทั้งสองเรือนผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือน และขณะนี้เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์

ข้อมูลทางเทคนิค: SpaceOne Tellurium Black & Blue Titanium

  • กลไก: อัตโนมัติ Soprod P024 H4 พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วันที่ เดือน และเฮลิโอเซนทริก เทลลูเรียน
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 42 มม. หนา 16 มม., กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: อเวนจูรีน หรือสีดำ
  • สาย: ผ้าไนลอนสีดำ
  • จำนวนผลิต: จำนวนจำกัด 200 เรือนต่อเวอร์ชั่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Felix Scholz

Chanel ก้าวสู่โลกนาฬิกาหรู สู่ยุคแห่งการลงทุนและนวัตกรรม

เข้าใจแนวทาง Chanel ในโลกแห่งนาฬิกา ก้าวสู่ยุคใหม่ร่วมกับพันธมิตรสุดหรู

Chanel ทำให้ทั้งวงการนาฬิกาจับตามองอีกครั้งด้วยการเข้าถือหุ้นในแบรนด์ MB&F เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยถือหุ้นถึง 25% การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวเชิงธุรกิจทั่วไป แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ลุ่มลึกของแบรนด์หรูระดับโลก การลงทุนในอดีตกับแบรนด์นาฬิกาอิสระ เช่น F.P. Journe, Romain Gauthier และ Bell & Ross ชี้ให้เห็นว่า Chanel ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนแบรนด์เฉพาะกลุ่มเหล่านี้ แต่ยังมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์เหล่านี้ผ่านเงินทุนเชิงกลยุทธ์ด้วย แต่คำถามที่น่าคิดคือ การลงทุนนี้เป็นเพียงการอุปถัมภ์หรือมุ่งสู่แผนระยะยาวสำหรับแผนกนาฬิกาของ Chanel?

ตำแหน่งของ Chanel ในอุตสาหกรรมนาฬิกา

จากข้อมูลประมาณการของ Morgan Stanley ปี 2023 Chanel มียอดขายนาฬิกาประมาณ 400 ล้านฟรังก์สวิส อยู่ในอันดับที่ 22 ของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส แม้จะตามหลัง Hermès ซึ่งมียอดขาย 593 ล้านฟรังก์สวิส แต่ก็ยังเหนือกว่า Louis Vuitton ที่ทำได้เพียง 162 ล้านฟรังก์สวิส และถึงแม้ว่านาฬิกาจะคิดเป็นเพียง 2% ของยอดขายรวม 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Chanel ในปีที่ผ่านมา แต่แผนกนี้กลับมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก

นาฬิกาของ Chanel โดดเด่นด้วย J12 ซึ่งเปิดตัวในปี 1999 และได้รับสถานะเป็น “ไอคอน” ด้วยอายุที่มากกว่า 20 ปี นอกจากนี้ยังมีไลน์อื่น ๆ เช่น Code Coco, Boy-Friend และ Première ที่ยังคงสานต่อดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

Monsieur de Chanel ซึ่งเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับกลไกจากโรงงาน Romain Gauthier เป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ Chanel ในการสร้างความชอบธรรมในโลกของนาฬิกาชั้นสูง

สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ

หนึ่งในนาฬิกาที่โดดเด่นที่สุดก็คือ J12 Automaton ที่มาพร้อมกับ Gabrielle Chanel ในภาพการเป็นช่างฝีมือ 355 ชิ้นส่วนที่ซับซ้อนสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมกลไกที่นักสะสมต่างหลงใหล ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การออกแบบกลไกของ Romain Gauthier ที่ยังคงรักษาความเป็นอิสระในฐานะแบรนด์นาฬิกาอิสระ แต่เป็นผู้พัฒนากลไกพิเศษให้กับ Chanel

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่สร้างความฮือฮาล่าสุด แม้จะไม่ใช่สินค้า “ขายดี” ก็คือ Première Sound Watch ซึ่งมาในรูปแบบสร้อยคอ ซึ่งนอกจากจะเป็นนาฬิกาควอตซ์แล้วยังมาพร้อมหูฟัง ทำให้สามารถรับสายหรือฟังเพลงได้ในขณะที่ยังคงความสง่างามแบบ Chanel ด้วยราคา 14,800 ยูโร อาจไม่ดึงดูดในตลาดระดับกว้าง แต่แนวคิดนี้ล้ำหน้ากว่านาฬิกาอัจฉริยะที่มีอายุการใช้งานทางเทคโนโลยีสั้นกว่า

Chanel: ดำเนินงานเชิงกลยุทธ์หรืออุปถัมภ์มรดกทางวัฒนธรรม?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Chanel ได้รับความสนใจจากการลงทุนในแบรนด์นาฬิกาอิสระ เช่น Bell & Ross, F.P. Journe และ MB&F ในขณะที่การซื้อกิจการโรงงานผลิต เช่น G&F Châtelain และ Manufacture Romain Gauthier เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์ของตน

คำถามคือ การลงทุนเหล่านี้สะท้อนถึงแผนการยกระดับแบรนด์ให้กลายเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนาฬิกา หรือเป็นการรักษามรดกงานฝีมือสวิส?

ในมุมหนึ่ง Chanel ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกมากกว่าการขยายตลาด เพราะการร่วมมือกับแบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านงานฝีมือและดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเคารพต่อศิลปะของการทำนาฬิกา

แต่หากมองลึกลงไป นี่อาจเป็นกลยุทธ์ที่ซับซ้อนกว่าเพียงแค่การอนุรักษ์ เพราะ Chanel มุ่งเน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นโดยใช้ความแข็งแกร่งและปรัชญาของแบรนด์พันธมิตร

การร่วมมือกับแบรนด์อย่าง Bell & Ross ที่มีจุดเด่นเรื่องลักษณะนาฬิกาเชิงการบิน F.P. Journe ที่เน้นความซับซ้อนเชิงกลไก และ MB&F ที่เน้นนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ทำให้ Chanel สามารถดึงเอาเอกลักษณ์ของแบรนด์เหล่านี้มาผสมผสานเพื่อสร้างไลน์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้

อนาคตของ Chanel ในโลกนาฬิกา

กลยุทธ์การออกผลิตภัณฑ์แบบลิมิเต็ดเอดิชั่น และความร่วมมือพิเศษ ช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ Chanel ยังได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดความรู้จากแบรนด์พันธมิตรซึ่งสามารถนำไปพัฒนากระบวนการผลิตของตนเองได้

Chanel เข้าใจความซับซ้อนของตลาดและความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการสร้างสมดุลระหว่างความอนุรักษ์นิยมและความทันสมัย

Chanel กำลังก้าวเข้าสู่โลกแห่งนาฬิกาชั้นสูงในฐานะผู้เล่นที่ทรงอิทธิพล พร้อมกำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราในอุตสาหกรรมนี้

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Oliver R Müller

พาทัวร์ Rolex Certified Pre-Owned แห่งแรกในตะวันออกกลาง: เปิดตำนานที่ ดูไบ สัมผัสเสน่ห์นาฬิกามือสองที่ถูกคัดสรรด้วยความพิถีพิถัน

โลกแห่งนาฬิกา จุดเริ่มต้นยุคใหม่ของตลาด Pre-Owned

อุตสาหกรรมนาฬิกากำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความต้องการทั้งนาฬิกาใหม่และมือสองเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะนาฬิกามือสองที่ราคาพุ่งทะยานในงานประมูลใหญ่ทั่วโลก ทว่า Revolution ได้ทำนายไว้ว่า “ยุคแห่งกระแสความตื่นตัว” กำลังสิ้นสุด และตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล

ดูไบ x Rolex จุดตัดของความหรูหรากับวัฒนธรรมสะสม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดนาฬิกามือสองเติบโตอย่างรวดเร็ว และให้โอกาสนักสะสมได้ค้นหานาฬิกาที่หายากและมีคุณค่าจากอดีต โดยมุ่งเน้นที่ความพิเศษ ความหายาก และที่สำคัญที่สุดคือ ความแท้

การรับประกันความแท้ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นกระบวนการที่ยาวนาน ตั้งแต่การตรวจสอบสภาพ การรวบรวมเอกสาร ไปจนถึงการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นและประวัติหมายเลขซีเรียลของนาฬิกา ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดมือสองได้รับความสนใจจากนักสะสมระดับแนวหน้า

แต่ถ้าประสบการณ์นี้ถูกขยายไปสู่ตลาดที่เข้าถึงง่ายขึ้นล่ะ? คำตอบก็คือ Certified Pre-Owned (CPO) หรือโปรแกรมนาฬิกามือสองที่รับรองโดยแบรนด์เอง ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อว่าจะได้นาฬิกาของแท้ที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมเอกสารรับรองจากแบรนด์

Ahmed Seddiqi & Sons ผู้นำในตะวันออกกลาง

สองปีก่อน Rolex ได้เปิดตัวโปรแกรม Certified Pre-Owned โดยเลือกดำเนินการกับพันธมิตรค้าปลีกที่ไว้ใจได้ทั่วโลก สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น Ahmed Seddiqi & Sons คือ ชื่อแรกที่ถูกพูดถึง Rolex Certified Pre-Owned (CPO) ของที่นี่ถูกจัดแสดงในซาลอนเฉพาะส่วนภายในบูติก Rolex ที่ Wafi Mall ในดูไบ

โดยนำเสนอคอลเลกชันที่ครอบคลุมนาฬิกาหลายทศวรรษ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นนาฬิกาหายากที่ได้รับการคัดสรรจากครอบครัว Seddiqi ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“ด้วยประสบการณ์กว่าเจ็ดทศวรรษ Ahmed Seddiqi & Sons มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมนี้” Mohammed Abdulmagied Seddiqi ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้ากล่าว “นี่คือก้าวสำคัญในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยเป็นการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ที่น่าตื่นเต้นให้นักสะสมได้เพลิดเพลินกับนาฬิกาที่หายากและทรงคุณค่า”

บูติก Rolex CPO แห่งแรกในศูนย์การค้า Wafi Mall เมืองดูไบ

การได้ไปเยือนร้านนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าทางจิตใจสำหรับผมมาก ผมจำช่วงเวลาแห่งการได้ไปเยือนห้างสรรพสินค้า Wafi Mall ครั้งแรกในปี 1992 ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งที่สองที่เปิดขึ้นในดูไบ บูติก Rolex แห่งเดียวกันนี้เป็นหนึ่งในร้านเรือธงสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และการเปิดร้านในฐานะบูติก Rolex CPO แห่งแรกก็ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศวินเทจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เมื่อเดินเข้าไปในงานเปิดตัวแบบซอฟต์โอเพนนิ่งและเห็น Nick Foulkes ผมรู้ทันทีว่างานนี้ยิ่งใหญ่มาก หลังจากทักทายนักข่าวที่บินมาร่วมงานแล้ว ผมก็ประทับใจกับการออกแบบบูติกใหม่แห่งนี้ แน่นอนว่าสีเขียวร่วมกับองค์ประกอบที่เป็นไม้มากมายทั่วทั้งห้องรับรอง CPO เหมือนการย้อนกลับไปใช้การออกแบบแบบเก่าเช่นนี้ช่วยเสริมประสบการณ์แบบวินเทจ และยังมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับชั้นวางหนังสือนาฬิกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ดึงดูดใจสำหรับผม

ผมโชคดีมากที่ได้รับฟังการนำเสนอแบบส่วนตัวจากประธานกลุ่มของ Seddiqi คุณ Abdul Hamied Seddiqi ซึ่งเขาได้พาผมไปดูส่วนสำคัญของโปรแกรมที่บูติกแห่งนี้ ประสบการณ์นี้เต็มไปด้วยความหลงใหลและอารมณ์ความรู้สึก เนื่องจากผมตระหนักดีว่าแบรนด์นี้อยู่กับครอบครัวผมมาตั้งแต่ปี 1952 และเป็นมงกุฎของกลุ่มมาโดยตลอด

หลังจากได้สำรวจนาฬิกาส่วนใหญ่แล้ว ไม่มีอะไรจะเทียบได้กับการได้สัมผัสกับ Rolex Daytona Beach Ref.116519 สีชมพูจากปี 2000 นาฬิกาเรือนนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างมากในตอนนั้น (และแม้กระทั่งหลังจากนั้น)

ก่อนปี 2000 เพื่อนนักสะสมของผมส่วนใหญ่ถือว่า Daytona ที่เป็นเรือนเหล็กหน้าปัดสีขาวและหน้าปัดสีดำเป็นนาฬิกาที่ทุกคนใฝ่ฝัน การเปิดตัวนาฬิกา 4 เรือนนี้ด้วยสีเขียว สีเทอร์ควอยซ์ สีชมพู และสีเหลืองถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากคอลเลกชั่นนี้ไม่เพียงแต่เลิกใช้สาย Oyster เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับสายหนังจระเข้ที่เข้ากับสีของอัญมณีล้ำค่าหายากบนหน้าปัดอีกด้วย

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดของทัวร์นี้คือ แม้ว่าปกติแล้ว Abdul Hamied มักจะพาผมไปชมนาฬิกาสปอร์ตรุ่นตำนาน แต่การสนทนาของเรามักจะเน้นไปที่คอลเลกชั่นนาฬิกาสำหรับผู้หญิงที่น่าทึ่งที่สุดที่โปรแกรมมีอยู่ ซึ่งรวมถึงคอลเลกชั่นนาฬิกาประดับจิวเวลรี่ดี ๆ มากมาย เช่น Datejust และ Pearlmaster รุ่นวินเทจประดับเพชรที่อยู่ในสภาพเกือบจะเหมือนใหม่

ความหรูหราที่จับต้องได้ จุดเด่นของบูติก Rolex CPO ที่ดูไบ

พื้นที่ส่วนเฉพาะของบูติกมีนาฬิกา Rolex CPO วินเทจอยู่ประมาณ 120 เรือนซึ่งอยู่ในสภาพดีเยี่ยม พร้อมกล่องเดิม เอกสาร ป้ายห้อย และอุปกรณ์ขายปลีกเฉพาะอื่น ๆ โดยบางเรือนมีเอกสารของเจ้าของเดิมทั้งหมด ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน รวมถึงเอกสารใหม่และป้ายจากโปรแกรม

มรดกแห่งเวลา เรื่องเล่าของเรือนเวลาที่มีชีวิต

หากคุณชื่นชอบสินค้าสักชิ้นจาก Rolex ที่คุณเห็นตามแค็ตตาล็อกและเว็บไซต์ของงานประมูล การไปเยี่ยมชมบูติกแห่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้คุณค้นพบว่านาฬิกา Rolex นั้นไม่มีวันเก่าเลย และสามารถทนต่อการทดสอบของกาลเวลาได้จริง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Abdulla Al Shaer

สัมภาษณ์พิเศษ: Akio Naito ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation

ก้าวที่เปลี่ยนโลกของ Grand Seiko “จากอดีตที่ไม่มีใครคาดคิด ถึงวันนี้ที่ Grand Seiko กลายเป็นตำนานบทใหม่ในวงการนาฬิกา”

บทสัมภาษณ์ Akio Naito: เบื้องหลังความสำเร็จของ Grand Seiko บนเวทีโลก

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Akio Naito ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation และบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Grand Seiko ได้เดินทางไปยังออสเตรเลีย เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของแบรนด์ในประเทศนี้ การเดินทางครั้งนี้เปรียบเสมือนการย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อนที่ Naito เคยดูแลตลาดออสเตรเลียในยุคนั้นซึ่งเป็นสมัยที่ Grand Seiko ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร

แต่ในวันนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป Grand Seiko เตรียมเปิดบูติกแห่งใหม่ในเมลเบิร์นบนถนนคอลลินส์ ซึ่งตั้งอยู่ในบล็อก อาร์เคด อันเก่าแก่ ต่อจากความสำเร็จของบูติกเดี่ยวแห่งแรกในซิดนีย์

จากจุดเริ่มต้นสู่การเติบโต: บทเรียน 7 ปีของ Grand Seiko

Q: ความนิยมของ Grand Seiko ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา คุณได้เรียนรู้อะไรจาก 7 ปีที่ผ่านมาบ้าง?
Naito: ต้องย้อนกลับไปที่ปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ Grand Seiko เปิดตัวในตลาดโลก แต่ยอดขายไม่ได้เป็นไปตามคาดหมายในช่วงแรก ผู้บริโภคมองว่า Seiko เป็นแบรนด์ราคาระดับกลางที่เข้าถึงได้ แต่ยังไม่ใช่แบรนด์หรู

เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์นี้ เราได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในปี 2017 ด้วยการแยก Grand Seiko ออกจาก Seiko อย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนโลโก้จากที่เคยมีคำว่า “Seiko” ด้านบนให้เหลือเพียง “Grand Seiko” นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

ในปี 2016 ผมถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อปรับโครงสร้างแบรนด์ ตอนนั้นไม่มีใครมั่นใจว่า Grand Seiko จะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ และในเวลาเพียง 5 ปี ยอดขายของ Grand Seiko ก็เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า

กลยุทธ์และเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น: ปัจจัยสำคัญของ Grand Seiko

Q: การตลาดและการสื่อสารถือเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จนี้ โดยให้ความรู้แก่โลกเกี่ยวกับความแตกต่างและคุณภาพของ Grand Seiko — แนวทางในการดำเนินการในครั้งนี้คืออะไร?
Naito: เราให้ความสำคัญกับการสื่อสารเอกลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นที่แท้จริงของ Grand Seiko เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งฝั่งสวิส เราเชื่อว่า Grand Seiko มีความพิเศษและแตกต่าง เพราะชิ้นงานได้สะท้อนถึงศิลปะการประดิษฐ์แบบญี่ปุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและธรรมชาติรอบตัว ตัวอย่างเช่น การเล่นแสงและเงาอย่างกลมกลืน ซึ่งถือเป็นหัวใจของแนวคิดความงามแบบญี่ปุ่น และเป็นจุดสำคัญที่กำหนดอัตลักษณ์ของ Grand Seiko ทั้งนี้ปรัชญาแบรนด์ที่ว่า “The Nature of Time” นั้นถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนียภาพรอบสตูดิโอผลิตนาฬิกา และความเที่ยงตรงของกลไกการทำงานของนาฬิกาแต่ละเรือน

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ การค้นพบว่ามีแฟนนาฬิกาจำนวนมากนอกประเทศญี่ปุ่นที่มีความรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์กับความเป็นญี่ปุ่นอันโดดเด่นของแบรนด์เรา ความเชื่อมโยงนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการประสบความสำเร็จในตลาดนาฬิกาหรู

อนาคตอีก 7 ปี: เป้าหมายใหม่ของ Grand Seiko

Q: อีก 7 ปีข้างหน้า Grand Seiko จะเดินหน้าอย่างไร?
Naito: อีกเจ็ดปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา เราตั้งเป้าที่จะเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ไม่ใช่แค่ในหมู่คนรักนาฬิกาเท่านั้น สุดท้ายแล้ว ผมอยากเห็น Grand Seiko กลายเป็นตัวเลือกแรก ไม่เพียงแต่สำหรับนักสะสมนาฬิกา แต่ยังสำหรับคนทั่วไปที่มองหานาฬิกาลักชัวรีที่แท้จริง ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์ด้านความงดงามที่ไม่เหมือนใคร

ตลาดออสเตรเลียในวันนี้: ความเปลี่ยนแปลงและโอกาส

Q: ตลาดออสเตรเลียเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา?
คุณเคยดูแลตลาดในออสเตรเลียในช่วงต้นยุค 2000s คุณคิดว่าตลาดนั้นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างตั้งแต่คุณออกมา?

Naito: ตลาดนาฬิกาในออสเตรเลียได้เปลี่ยนแปลงไปมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่ผมออกจากประเทศในปี 2006 ย้อนกลับไปตอนที่ผมอยู่ที่ออสเตรเลีย มันเป็นช่วงก่อนที่ Grand Seiko จะเปิดตัวในระดับสากล ซึ่งในตอนนั้นก็มีเสียงเรียกร้องอยู่บ้างที่อยากให้ Grand Seiko เข้ามาในตลาดออสเตรเลีย ผมเองก็ได้พยายามสำรวจความเป็นไปได้นี้ โดยการไปเยี่ยมผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในออสเตรเลีย แต่ผลลัพธ์กลับเป็นหายนะ เพราะในเวลานั้นภาพลักษณ์ของ Seiko นั้นแตกต่างออกไปจากตอนนี้มาก พวกเขามองว่าลูกค้าของพวกเขาจะไม่ยอมจ่ายเงินมากขนาดนั้นสำหรับนาฬิกาที่มีชื่อว่า Seiko แต่ตอนนี้ชัดเจนว่าสิ่งนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และตลาดโดยรวมก็ได้พัฒนาไปมากเช่นกัน

ในอดีตนั้นคนออสเตรเลียเคยต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อซื้อเรือนเวลาชั้นยอด แต่ปัจจุบัน แบรนด์ดัง ๆ มากมายได้ขยายธุรกิจค้าปลีกไปในประเทศ ทำให้ชาวออสเตรเลียคาดหวังว่าจะสามารถพบกับสินค้าชั้นเยี่ยมของแบรนด์ต่าง ๆ ได้ในบูติกใกล้บ้าน นอกจากนี้ ชาวออสเตรเลียยังถือเป็นลูกค้าที่มีความพิถีพิถันและช่างเลือก เราเห็นได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งพวกเขามักสั่งซื้อรถรุ่นสูงที่มาพร้อมการอัปเกรดฟีเจอร์ที่ครบครัน เช่นเดียวกัน นักสะสมเรือนเวลาชาวออสเตรเลียในทุกวันนี้ต่างให้คุณค่าและความชื่นชมในเรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง เพราะพวกเขามีความเข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่ทำให้เรือนเวลาเป็นที่น่าจดจำ นั่นจึงทำให้ Grand Seiko เป็นที่ชื่นชมในหมู่นักสะสมเหล่านี้อย่างมาก

ความยั่งยืนในตลาดนาฬิกาหรู

Q: ในที่สุด เราก็กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดนาฬิกากำลังผ่อนคลายลง หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในช่วงที่ผ่านมา คุณคิดว่าเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อ Grand Seiko อย่างไร?
Naito: “แน่นอนว่าในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับแบรนด์ลักชัวรีหลายแบรนด์ ซึ่งไม่เพียงแค่นาฬิกา แต่รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม เราได้พัฒนา Grand Seiko ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระดับโลก และสำหรับเราแล้ว สหรัฐฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดรองจากญี่ปุ่น นั่นจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ ที่เราต้องทำให้ประสบความสำเร็จในตลาดนั้น และความสำเร็จนี้ก็ได้ยกระดับแบรนด์ของเราในระดับโลก”

“อย่างไรก็ตาม Grand Seiko ยังถือว่าเป็นแบรนด์ที่ใหม่และมีขนาดเล็กในตลาดต่างประเทศ ดังนั้น เทรนด์ใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรือสถานการณ์เศรษฐกิจระดับมหภาคจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเรามากเท่ากับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากยุโรป ในทางกลับกัน อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายังญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้ยอดขายของ Grand Seiko ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการท่องเที่ยวขาเข้า”

“อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ายังมีพื้นที่สำหรับการเติบโตในอุตสาหกรรมลักชัวรีอีกมาก โดยเฉพาะสำหรับ Grand Seiko เพราะผลิตภัณฑ์ลักชัวรีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเชิงอารมณ์ ในโลกที่ผู้คนสามารถดูเวลาได้อย่างสะดวกสบายผ่านอุปกรณ์ดิจิตอล นาฬิกาอนาล็อกยังคงมีบทบาทในฐานะสิ่งของที่มอบคุณค่าทางอารมณ์เกินกว่าฟังก์ชันการใช้งาน ผมมั่นใจว่านาฬิการะดับลักชัวรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น Grand Seiko จะยังคงมีความสำคัญในตลาด และผมมองว่าแบรนด์นาฬิกาลักชัวรีจะยังคงทำงานเพื่อสื่อสารความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของพวกเขาให้แตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อให้ลูกค้าเลือกนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของพวกเขาได้ดีที่สุด”

ประสบการณ์สำหรับแฟน Grand Seiko ในญี่ปุ่น

Q: คุณพูดถึงนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่น มีคำแนะนำอะไรสำหรับแฟน ๆ ที่อยากสัมผัสประสบการณ์กับบ้านเกิดของ Grand Seiko ไหม?
Naito: “แน่นอนครับ สิ่งนี้มันขึ้นอยู่กับระดับความสนใจและความรู้ของแต่ละคน แต่ผมแนะนำให้เริ่มต้นที่ย่านกินซ่าในโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่ที่แบรนด์ Grand Seiko ถือกำเนิดขึ้น ที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ Seiko และ Grand Seiko รวมถึงบูติกแฟล็กชิปของแบรนด์ ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่กว้างใหญ่มากนัก

แต่ถ้าคุณมีเวลา ผมแนะนำให้ไปเยี่ยมชม Grand Seiko Studio Shizukuishi ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโตเกียวประมาณสามชั่วโมงด้วยการเดินทางโดยรถไฟ ที่นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ และได้รับความนิยมมากจนเราขอแนะนำให้จองนัดหมายล่วงหน้า เพราะโควต้าการเยี่ยมชมมักเต็มเร็วมากครับ”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Felix Scholz

Rado บทบันทึกแห่งความสำเร็จจากเซรามิก ดีไซน์ และความประณีตที่ลงตัว

“สัมผัส 3 เรือนเวลาสุดล้ำที่ผสานดีไซน์ วัสดุศาสตร์ และความประณีต เข้าด้วยกัน”

WORDS Revolution

Rado สร้างนิยามใหม่ให้กับโลกนาฬิกาด้วย 3 รุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงการผสานกันของดีไซน์ วัสดุศาสตร์ และความประณีตในงานช่างฝีมืออย่างลงตัว โดยแต่ละรุ่นมีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและความงาม

Captain Cook High-Tech Ceramic Skeleton นาฬิกาดำน้ำสไตล์เฟียสที่มาพร้อมความหรูหราและกลไกสุดล้ำ

จากรุ่นแรกที่เปรียบดั่งตำนานของนาฬิกาดำน้ำ Captain Cook ได้ยกระดับสู่มิติใหม่ด้วยการใช้เทคโนโลยีเซรามิกขั้นสูงและดีไซน์สุดพิเศษ แลมาพร้อมความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 300 เมตร และใช้ตัวเรือนที่ผสมผสานเซรามิกผิวด้านเข้ากับขอบตัวเรือนสีโรสโกลด์ ที่เคลือบด้วยเทคนิค PVD

นาฬิกาซีรีส์ Captain Cook Skeleton ยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยวงขอบตัวเรือนที่เคลือบ PVD เป็นสีโรสโกลด์ โดยยังคงรักษาองค์ประกอบการออกแบบที่ได้รับการยอมรับและชื่นชอบไว้ได้เป็นอย่างดี

นาฬิการุ่นนี้มีกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงกล่องอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งเคลือบด้วยสารป้องกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ด้าน เผยให้เห็นหน้าปัดสีควันบุหรี่อันซับซ้อนซึ่งช่วยเสริมบุคลิกให้กับนาฬิการุ่นนี้ควบคู่ไปกับกลไกรูปแบบสเกเลตัน โดยมาพร้อมกับการฉลุโปร่งที่มีรายละเอียดและการออกแบบทางเรขาคณิตที่ซับซ้อน

ปรัชญาการออกแบบของ Captain Cook นั้นโดดเด่นด้วยการใช้รูปแบบที่มีพลังและจังหวะการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่ง ซึ่งเน้นย้ำโดยการใช้หลักชั่วโมงบนขอบหน้าปัดที่มีขนาดใหญ่และชัดเจน และมีตัวเลขบนวงขอบตัวเรือน

เข็มนาฬิกา และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มีลักษณะโดดเด่น ส่วนการมองเห็นในที่แสงน้อยก็เป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะส่วนประกอบต่าง ๆ ได้รับการเคลือบด้วย Super-LumiNova สีดำพิเศษที่เปล่งแสงสีน้ำเงินออกมาราวกับยุคอวกาศ

การใช้วัสดุเซรามิกไฮเทคช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จของรุ่นนี้ และการใช้ตัวเรือนแบบโมโนบล็อกก็ช่วยให้รูปลักษณ์ของตัวเรือนดูเรียบลื่นอย่างไม่น่าเชื่อ

ความหรูหราของเซรามิกไฮเทคยังไปจนถึงสายข้อมือสามแถวที่ทำจากวัสดุสีดำผิวด้านถูกออกแบบมาอย่างประณีต พร้อมกับตัวล็อกแบบ 3 ทบที่ทำจากไทเทเนียม และปุ่มกดเซรามิกที่อยู่ตรงข้ามกัน เพื่อความสะดวกในการใช้งานที่มั่นคงและง่ายดาย

การผจญภัยและความทนทานได้ถูกผสมผสานเข้ากับการออกแบบที่มีความสง่างามในรุ่นใหม่ของ Captain Cook นี้ วงขอบตัวเรือนที่หมุนได้และเข็มนาฬิกาที่ทำจากสเตนเลสสตีลซึ่งมีการตกแต่งอย่างหรูหราในโทนสีโรสโกลด์ผ่านการเคลือบ PVD ไม่เพียงแต่ทำให้ฟันบนขอบตัวเรือนที่มีความคมชัดและละเอียดดูชัดเจนขึ้น เพราะยังช่วยเพิ่มลุคที่มีลักษณะเป็นนาฬิกาแบบสปอร์ตและดูทนทานให้กับนาฬิกาอีกด้วย

และวงขอบตัวเรือนยังได้รับการติดตั้งด้วยแผ่นเซรามิกไฮเทคที่เคลือบผิวมาเพื่อป้องกันรอยนิ้วมือ ร่วมด้วยลายบนพื้นผิวที่ใช้เป็นสีดำผิวด้านให้สอดคล้องกับสีของตัวเรือนและสาย ซึ่งแผ่นเซรามิกนี้มีสัญลักษณ์และตัวเลขที่เป็นสีโรสโกลด์ เพื่อสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นกับวัสดุเซรามิกสีเข้ม

จุดเด่นของรุ่นนี้

  • ดีไซน์กลไกแบบสเกเลตัน: เผยให้เห็นกลไกการทำงานที่ซับซ้อน พร้อมหน้าปัดกระจกแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน
  • ความทนทานเหนือชั้น: ใช้วัสดุเซรามิกที่มีค่าความแข็งถึง 1,250 วิกเกอร์
  • เรืองแสงล้ำยุค: หลักชั่วโมงและเข็มบอกเวลาฉาบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova ที่เปล่งแสงเป็นสีฟ้าสดใส

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R808 สำรองพลังงานได้ 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: 43 มม. วัสดุเซรามิกพลาสม่าไฮเทคแบบผิวด้าน พร้อมขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ และฝาหลังไททาเนียมกรุกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำลึก 300 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำร่วมกับกระจกแซพไฟร์คริสตัล หลักชั่วโมงเคลือบสีโรสโกลด์ขัดเงา พร้อมสารเรืองแสง Super-LumiNova สีดำ
  • สาย: เซรามิกพลาสม่าไฮเทค ตัวล็อคแบบบานพับ 3 ทบวัสดุไททาเนียม พร้อมปุ่มกดเซรามอส

True Square Open Heart นาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมที่ผสานความล้ำสมัยและความคลาสสิก

True Square Open Heart คือ ตัวแทนของความเป็นเอกลักษณ์แห่ง Rado ด้วยตัวเรือนเซรามิกสีขาวมันเงา ที่ผลิตด้วยกระบวนการฉีดขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อ Rado True Square Open Heart แสดงให้เห็นถึงมรดกของแบรนด์ในเรื่องการออกแบบนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมอย่างโดดเด่น ผ่านรูปทรงของตัวเรือนและสายที่ทำจากเซรามิกไฮเทคสีขาวเงางาม ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการฉีดขึ้นรูปที่แม่นยำและมีความเป็นเอกลักษณ์

นาฬิการุ่นนี้ดึงดูดสายตาด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา มีมุมโค้งมนอย่างอ่อนโยน และหน้าปัดที่ดูเรียบหรู รวมถึงมีการแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลไกอัตโนมัติอย่างชัดเจน เพิ่มความน่าสนใจให้กับนาฬิกาในรูปแบบการเล่นแสงเงาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

นาฬิกามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 38 มม. และมีความหนาเพียง 9.7 มม. ทำให้สวมใส่ได้อย่างพอดีโดยไม่หนามากจนเกินไป และถึงแม้ว่าจะดูแข็งแรง แต่กลับมีน้ำหนักเพียง 120 กรัม ซึ่งแสดงถึงการเป็นเครื่องประดับที่มีน้ำหนักเบาอย่างน่าทึ่ง

ตัวเรือนได้รับการตกแต่งอย่างงดงามพร้อมฝาหลังที่ทำจากไทเทเนียมกรุกระจกแซพไฟร์คริสตัล ช่วยเพิ่มความงามให้กับนาฬิกา นอกจากนี้ยังมีระดับการกันน้ำที่ 50 เมตร ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ถึงความทนทานและความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม

ไฮไลต์ของรุ่นนี้

  • กลไก Skeleton Open Heart: เปิดเผยความงดงามของกลไก
  • เพรียวบาง เบาสบาย: ตัวเรือนหนาเพียง 9.7 มม. และหนักแค่ 120 กรัม
  • ความหรูหราสะกดสายตา: ประดับเพชร 12 เม็ด บนหน้าปัดที่ตกแต่งผิวแบบเกรน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ขี้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R734 พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ขนาด: 38 มม. ตัวเรือนเซรามิกสีขาว

Centrix Open Heart Super Jubilé สะพานแห่งรักนิรันดร์ที่สะท้อนความหมายแห่งเวลา

สะพานเป็นสัญลักษณ์ที่มีอำนาจมายาวนานในการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างคู่รัก ในวงการนาฬิกาที่ซึ่งประเพณีมักจะบรรจบกับการสร้างสรรค์ Rado Centrix Open Heart ถือเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ยั่งยืนและความเป็นนิรันดร์ แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปที่เน้นรูปทรงคลาสสิกและความประณีตในการผลิต Centrix Open Heart นำเสนอนิทานที่ไม่เหมือนใคร โดยการออกแบบที่สะท้อนถึงความรักที่ไม่สิ้นสุด ช่วงเวลาอันล้ำค่า และการเดินทางที่บริสุทธิ์

หน้าปัดของ Centrix Open Heart ได้รับการออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ยั่งยืน เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างปัจจุบันกับสิ่งที่เหนือกว่าชั่วกัลปาวสาน โดยบนหน้าปัดมีลักษณะเส้นโค้งที่นุ่มนวลอยู่ 2 เส้น โดยที่เส้นโค้งด้านบนจะมีพื้นที่ครอบคลุมส่วนของแกนเข็ม ช่วยสะท้อนภาพอันสวยงามของสะพานเชิงสัญลักษณ์นี้ การออกแบบนี้ถูกขยายออกไปอย่างสง่างาม ราวกับการข้ามผ่านอุปสรรคในชีวิต

ส่วนฝั่งด้านบนมีช่องเปิดขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R734 ที่มีพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง ซึ่งมากับบริดจ์ที่ตกแต่งด้วยลวดลายขัดวนที่ดูหรูหรา และเพิ่มความงดงามด้วยเพชรที่เจียระไนมาอย่างงดงามถึง 86 เม็ด เติมประกายระยิบระยับให้กับราวสะพาน พร้อมด้วยเพชรอีก 12 เม็ดทำหน้าที่เป็นหลักชั่วโมง ช่วยให้รู้สึกถึงการเดินทางที่แสนพิเศษ

สีของพื้นหน้าปัดถูกจับคู่สีกับแนวข้อกลางของสายที่ทำจากเซรามิกไฮเทคของ Rado ส่วนตัวเรือนและส่วนประกอบภายนอกของสายทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ พร้อมกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลที่มีความโค้งเล็กน้อยและมีแนวขอบที่มน ช่วยให้การอ่านเวลาเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นด้วยการเคลือบป้องกันแสงสะท้อนไว้ทั้ง 2 ด้าน ความหรูหรานี้ถูกเสริมด้วยโลโก้และข้อความที่เป็นสีโรสโกลด์บนหน้าปัด

ข้อมูลทางเทคนิค Centrix Open Heart Super Jubilé
  • Ref: R30029942
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R734 พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 35 มม. เคลือบ PVD กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: เปลือกหอยมุกสีน้ำตาล หลักชั่วโมงประดับเพชร 12 เม็ด และประดับเพชร 86 เม็ดบนแนวโค้ง
  • สาย: ข้อกลางเป็นเซรามิกไฮเทคสีน้ำตาล

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”