Home Blog Page 38

Blancpain ปีมะเส็ง 2025 พลิกเกมเหนือชั้นของวงการนาฬิกาสุดหรู

เพชรงูเขียวแห่งปี 2025 ที่คนจริงต้องมี

ถ้าคุณคิดว่าปี 2025 จะเริ่มแบบชิล ๆ คิดใหม่ได้เลย เพราะ Blancpain ปล่อยหมัดฮุกเข้าสู่วงการเรือนเวลาอีกครั้งด้วย Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2025 เรือนเวลาที่ไม่ได้แค่จับเวลา แต่จับทุกสายตาด้วยดีไซน์โคตรพรีเมียมและกลไกระดับเทพ

ใครว่าการใส่นาฬิกาหรูมันจะต้องเรียบ ๆ เงียบ ๆ ? Blancpain ลบภาพเดิม ๆ ของ Luxury Watch ด้วยการเปิดตัว Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2025 นาฬิกาที่ไม่เพียงแต่แสดงเวลา แต่มันยังบอกเล่าประวัติศาสตร์จีนโบราณและมาพร้อมพลังของพญางูเขียวปีมะเส็ง เพราะนี่คือเรือนเวลาที่ดุเกินคำบรรยาย

Blancpain Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2025

ในปี 2012 Blancpain ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Villeret Calendrier Chinois Traditionnel ซึ่งมีทั้งกลไกปฏิทินจีนอันซับซ้อน และการแสดงวันที่ในระบบ Gregorian date (ปฏิทินเกรกอเรียนแบบตะวันตก) รวมถึงฟังก์ชั่น moon phases (มูนเฟส) แสดงข้างขึ้นข้างแรม นับเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออก และตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อนักษัตรปีมะเส็งเวียนมาบรรจบครบรอบวัฏจักร 12 ปีในปี 2024 นี้ the Manufacture ได้ปรับโฉมรูปแบบสัญลักษณ์นักษัตรทั้ง 12 ที่ปรากฏบนช่องหน้าต่างในตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของเง็กเซียนฮ่องเต้ และในปี 2025 ซึ่งเป็นปีงูไม้ สัญลักษณ์นักษัตรที่ปรับโฉมใหม่จะอวดโฉม

ปีมะเส็งนี้ Blancpain ขอพาคุณดำดิ่งสู่โลกแห่งศิลปะจีนโบราณที่ไม่ธรรมดา ซึ่งแบรนด์ได้เลือกใช้ สีเขียวมรกต (Emerald Green) ที่ไม่ใช่แค่สวย แต่นี่คืออาวุธเด็ด และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับคู่ตัวเรือนแพลทินัมกับหน้าปัดที่รังสรรค์จากศิลปะเคลือบลงยา Grand Feu (กรองด์ เฟอ) นี่คือการรังสรรค์ที่บรรจงเหมือนพญางูเลื้อยลงมาเอง สร้างความเปล่งประกายแบบไม่ต้องง้อไฟสะท้อน บอกเลยว่าแค่แสงธรรมชาติก็เด่นจนคนข้าง ๆ ต้องเหลียวมอง (อันนี้เรื่องจริง) และอย่าคิดว่ารูปงูบนโรเตอร์ทองคำขาว 22K จะมาเล่น ๆ เพราะการแกะสลักนั้นละเอียดระดับที่แทบเหมือนงูมีชีวิตจริง

กลไกเทพนี้สั่งได้!

ลองคิดดูว่า ถ้าคุณใส่นาฬิกาที่สามารถบอก วัน, เดือน, ปี, เวลาพระจันทร์, วันธาตุหยินหยาง และยังล้ำพอจะเล่าเรื่องราวของจักรราศีจีนได้ทุกปี! นี่แหละคือความลับของ calibre 3638 ที่ซ่อนอยู่ในเรือนนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่กลไกธรรมดา แต่มันคือหัวใจแห่งนวัตกรรมที่ Blancpain ภูมิใจพัฒนา ล้ำกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

อย่าหาว่าพูดเกินจริง แต่นี่คือนาฬิกาที่เป็นงานวิศวกรรมระดับตำนาน ด้วยกลไก calibre 3638 ที่อัดแน่นด้วยชิ้นส่วน 464 ชิ้น การทำงานซับซ้อนจนแม้แต่นาฬิกาด้วยกันยังต้องหลบให้ ทั้งปฏิทินจีน, ธาตุทั้งห้า, หยินหยาง, และข้างขึ้นข้างแรม ทั้งหมดนี้มาในเรือนเดียว พร้อมพลังสำรอง 7 วันเต็ม บอกเลย คุณต้องการอะไรอีก

ซ่อนปุ่มลับ ซุ่มความหรู

ถ้าคิดว่านี่แค่สวย คุณคิดผิด Blancpain แอบเพิ่มเทคโนโลยีขั้นเทพอย่าง under-lug correctors ปุ่มลับใต้ตัวเรือนที่ทั้งใช้ง่ายและเนียนกริบ ไม่ต้องกลัวดีไซน์พังเพราะปุ่มยุบยับอีกต่อไป งานนี้คือ Luxury Level Max ของจริง

งูซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสัญชาตญาณ และความเฉียบแหลม โดดเด่นอยู่บนโรเตอร์ทองคำขาว 22K ของนาฬิกา Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2025 โดยมีการขัดแต่งแบบ frosted finish ซึ่งผลงานชิ้นนี้รังสรรค์ขึ้น ภายในเวิร์กช็อป Métiers d’Art  (เมติเยร์ ดาร์ท) ของ Blancpain โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญที่บรรจงวาดภาพงูขึ้นอย่างประณีต สัญลักษณ์นักษัตรงูนี้ยังมาพร้อมกับทับทิมแท้และตัวอักษรจีนแกะสลักเป็นคำว่า “งู” และ “ไม้”

อยากได้ ต้องไว

ไม่มีเวลาให้ลังเล เพราะ Blancpain ขีดเส้นใต้ความพิเศษด้วย Limited Edition เพียง 50 เรือน! ที่มาพร้อมสายหนังจระเข้สีน้ำตาลสุดพรีเมียมที่เข้ากับหน้าปัดงูเขียวได้อย่างลงตัวแบบไม่มีใครทำได้ งานนี้คนที่จะได้ครอบครองคือนักล่าที่เร็วเท่านั้น บอกเลยว่าต้องใช้ทั้งเสน่ห์ เงินในกระเป๋า และโชคเพื่อเป็นเจ้าของ ไม่มีเวลาให้ลังเล เพราะ Blancpain ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตแบบ Limited Edition ใครพลาดก็ต้องร้องไห้ไปอีกนาน

Blancpain Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2025

Blancpain เมื่อความซับซ้อนกลายเป็นสไตล์

Blancpain ไม่เคยปล่อยอะไรธรรมดา! และ Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2025 ไม่ได้เป็นแค่ของสะสม แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่คุณใส่บนข้อมือ บอกเลยว่าเรือนนี้ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นงูเขียวที่พร้อมไปอยู่ข้อมือคุณแล้ว คุณล่ะ? พร้อมจะให้มันเลื้อยขึ้นหรือยัง?

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ย้อนตำนาน Longhorn MB&F ฉลอง 20 ปีแห่งความบ้าระห่ำในโลกเรือนเวลา

0

ย้อนตำนานเรื่องราวสุดแหวกแนวของ Max Büsser กับทีม ที่เติมสีสันให้โลกเรือนเวลา

ในโลกที่เรือนเวลาส่วนใหญ่มักยึดติดกับความเรียบหรูและอนุรักษนิยม MB&F (Max Büsser & Friends) กลับเลือกที่จะบุกเบิกเส้นทางใหม่ ด้วยการพลิกนิยามของ Haute Horlogerie ให้กลายเป็นศิลปะที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความบ้าบิ่น

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2005 Max Büsser และทีมเพื่อนนักประดิษฐ์ได้เปิดตัว Horological Machine No. 1 (HM1) ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ MB&F กลายเป็นชื่อที่ทุกคนต้องจับตามอง และในปีนี้ MB&F ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Legacy Machine Perpetual Longhorn และ Legacy Machine Flyback Chronograph Longhorn เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้

MB&F LM Perpetual Longhorn ย้อนตำนาน Longhorn MB&F ฉลอง 20 ปี
แม็กซิมิเลียน บุสเซอร์ ผู้ก่อตั้ง MB&F

เมื่อเริ่มต้นโปรเจกต์นี้ แม้แต่ Max Büsser เองก็คงไม่เคยนึกภาพถึงความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า ต่อให้เขาเชื่อมั่นในมันอย่างสุดหัวใจขนาดไหนก็ตาม “มันเหมือนฝันที่เป็นจริง เพียงแต่ว่าผมไม่เคยฝันถึงมันมาก่อนเลย” Büsser กล่าว “ผมไม่เคยจินตนาการได้เลยว่าเราจะมาถึงจุดนี้ในวันนี้ มันเกินความคาดหมายจริง ๆ”

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะดูเกินจริง (และแม้แต่ผลงานของเขาและทีมงานหลายชิ้นจะมีความโดดเด่นเกินกว่าจะบรรยายได้) แต่ MB&F ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานทองคำในโลกของการผลิตนาฬิกาเชิงทดลองอย่างมั่นคง ล่าสุด Legacy Machine Longhorn Perpetual Calendar และ Legacy Machine Flyback Chronograph ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด พร้อมขุมพลังจากกลไกที่น่าทึ่งที่สุดสองชิ้น ซึ่งนับเป็นผลงานชิ้นเอกอีกขั้นหนึ่งในจักรวาลนาฬิกาของแบรนด์

สองผลงานรุ่นลิมิเต็ด ฉลองครบรอบ 20 ปี MB&F ที่โลกต้องจับตามอง

เตรียมพบกับความหรูหราที่สะท้อนตัวตนของ MB&F ผ่าน LM Perpetual Longhorn และ LM Sequential Flyback Longhorn สองเรือนเวลาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผลิตขึ้นเพียง 20 เรือนต่อรุ่นเท่านั้นจำนวนจำกัดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางตลอด 20 ปีของแบรนด์ที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมและดีไซน์เหนือจินตนาการ

แน่นอนว่าความหายากระดับนี้ไม่เพียงพาแฟน ๆ ของ MB&F เข้าสู่โหมดล่าเท่านั้น แต่ยังจุดประกายให้ทุกคนต่างต้องรีบควักกระเป๋าเพื่อครอบครองเรือนเวลาที่ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็น ตำนานในอนาคต อย่างไม่ต้องสงสัย

MB&F LM Perpetual Longhorn

ที่สุดของกลไกแห่งอนาคต

ความพิเศษของรุ่นนี้อยู่ที่การทำงานที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความล้ำหน้า ทั้ง Perpetual Calendar ที่ตั้งค่าง่ายและ Flyback Chronograph ที่ได้รับรางวัลระดับโลกอย่าง GPHG Aguille d’Or ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ MB&F ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ใช่แค่ “นาฬิกา” แต่เป็น “ผลงานศิลปะที่มีชีวิต”

Limited Edition 20 ชิ้นเพื่อฉลอง 20 ปี

ทั้งสองรุ่นนี้ถูกผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน ซึ่งไม่เพียงแค่สะท้อนถึงโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ยังสร้างความต้องการในหมู่แฟนคลับของแบรนด์ที่เรียกตัวเองว่า “The Tribe” ได้อย่างล้นหลาม

MB&F กับกลยุทธ์ที่คิดถึงทุกคนใน “The Tribe”

อย่าเพิ่งคิดว่า MB&F จะมุ่งมั่นแค่สร้างเรือนเวลาสุดล้ำเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเขายังใส่ใจแฟน ๆ หรือที่เรียกกันว่า “The Tribe” อย่างแท้จริงในทุกการเปิดตัวครั้งสำคัญ หลังจาก LM Longhorn Perpetual Calendar และ LM Sequential Flyback Chronograph ได้สร้างปรากฏการณ์ความประทับใจไปแล้ว MB&F ยังเตรียมปล่อยเรือนเวลารุ่นพิเศษอีกหลายรุ่นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 20 ปีนี้ ด้วยความตั้งใจที่จะตอบโจทย์ความต้องการของทั้งเจ้าของเดิมและผู้ที่กำลังจะกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ในอนาคต

สิ่งที่ทำให้ Perpetual Calendar รุ่นต้นฉบับ และ Flyback Chronograph ที่ตามมา โดดเด่นเหนือใคร คือความกลมกลืนที่ดูราวกับเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ตัวสะพานบาลานซ์อันโค้งมนของ Legacy Machine เป็นภาพที่ทุกคนคุ้นตาอยู่แล้ว เมื่อจับคู่เข้ากับหน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีคมชัดที่แสดงข้อมูลของฟังก์ชันได้อย่างชัดเจน ทุกอย่างจึงดูลงตัวราวกับว่ามันควรจะเป็นแบบนี้มาโดยตลอด จนแทบทำให้คุณเชื่อได้ว่าเคยเห็นมันที่ไหนสักแห่งมาก่อน

เรื่องราวเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในผลงานล่าสุดของ MB&F

ในรุ่นพิเศษนี้ สิ่งที่แตกต่างจากรุ่น Perpetual Calendars และ Flyback Chronographs ที่เคยผลิตมาก่อนคือ การเปลี่ยนจาก หน้าปัดซับสีขาว เป็น หน้าปัดซับสีดำ แม้ว่าเคยมีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต แต่การเลือกใช้สีดำในรุ่นนี้ก็เพิ่มความหรูหราและล้ำสมัยให้กับตัวนาฬิกาได้อย่างมาก

และยังมีอีกหนึ่งจุดที่อาจไม่ค่อยสังเกตเห็น นั่นคือการเปลี่ยนแปลง ขาตัวเรือน (หรือที่เรียกว่า “ฮอร์น”) ที่ดูเหมือนจะเป็นการปรับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเราสังเกตให้ดีแล้ว เราจะเริ่มสงสัยว่า ขาตัวเรือนแบบนี้เคยเห็นมาก่อนหรือไม่? หรืออาจจะเป็นเพราะเราแค่ลืมไปว่ามันเคยมีดีไซน์แบบนี้มาตลอด?

แต่ความจริงแล้ว ขาตัวเรือนนี้เป็นดีไซน์ใหม่ที่ถูกนำกลับมาใช้ หลังจากที่เคยมีการคิดถึงมาตั้งแต่ปี 2009 ตอนที่ MB&F เริ่มพัฒนารุ่น Legacy Machine ซึ่งตัวเรือนที่เปิดตัวจริงในปี 2011 ก็ไม่ได้ใช้ดีไซน์นี้เลย จนในที่สุดตอนนี้มันก็กลับมาเป็นส่วนหนึ่งในรุ่นพิเศษนี้ สุดท้ายแล้วการกลับมาของดีไซน์นี้ มันก็เหมือนการนำอดีตมาเติมเต็มให้กับความใหม่ที่น่าตื่นเต้น

“ในปี 2009 MB&F เคยพิจารณาดีไซน์ของขาแบรนด์ (lugs) ที่จะติดตั้งบน Legacy Machine รุ่นแรก แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในรุ่นที่ผลิตออกมาให้เห็นกันในวันนี้…”

MB&F LM Perpetual Longhorn
MB&F LM Perpetual Longhorn
MB&F LM Sequential Flyback Longhorn
MB&F LM Sequential Flyback Longhorn
MB&F LM Perpetual Longhorn
MB&F LM Perpetual Longhorn
กลไกไขลานด้วยมือติดตั้งระบบจับเวลาแบบฟลายแบ็คคู่ที่ผสานการทำงานอย่างเต็มรูปแบบซึ่งพัฒนาสำหรับ MB&F โดย Stephen McDonnell

การค้นพบที่ลืมไม่ลงของ Longhorn Lugs

ในตอนแรก ทีมงานของ Max ติดอยู่กับคำถามใหญ่ว่าจะวางตำแหน่งของสปริงบาร์ยังไงให้เหมาะกับข้อมือทุกขนาด? คำถามนี้ทำให้การพัฒนา Longhorn lugs หยุดชะงักไปพักใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่เคยลืมรูปลักษณ์ที่ยาวสง่างามของมันเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งในปี 2021 ซึ่งเป็นการครบรอบ 10 ปีของ Legacy Machine ทีมงานจึงได้มีโอกาสนำ Longhorn lugs ออกมาโลดแล่นบนเรือนเวลาจริงๆ สุดท้ายก็เหลือเพียง ต้นแบบเคสสแตนเลส ที่มาพร้อมกับ Longhorn lugs หลังจากที่ทุกชุดในซีรีส์ Legacy Machine ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว

คำถามเดิมเกี่ยวกับตำแหน่งของรูสปริงบาร์ได้รับการแก้ไขด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด คือ การเจาะรูสองชุดให้ลูกค้าสามารถเลือกตำแหน่งตามที่ชอบ และเพื่อเพิ่มความโดดเด่นในงานนี้ ตัวเลขย่อยสีขาวที่เคยใช้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นสีดำมันเงา ก่อนที่จะส่งเรือนเวลานี้ไปยัง Phillips Auction House เพื่อจัดจำหน่าย พร้อมกับการบริจาคส่วนหนึ่งของรายได้ให้กับองค์กร Save the Rhino International

MB&F LM Perpetual Longhorn
สลักมาตรฐานบน LM Perpetual (ซ้าย) และ “Longhorns” (ขวา)

เพื่อเฉลิมฉลองกับเรือนเวลารุ่นพิเศษนี้และสร้างความตื่นเต้นจากดีไซน์ขาของนาฬิกา Longhorn ที่โดดเด่น MB&F จึงตัดสินใจนำเคสสแตนเลสอันโด่งดังกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะปิดตำนานของ Legacy Machine อย่างถาวร (หรืออย่างน้อยก็น่าจะเป็นเช่นนั้นในตอนนี้ จนกว่า MB&F จะหาวิธีสุดเจ๋งในการนำมันกลับมาสร้างความตื่นตาตื่นใจได้อีกครั้ง)

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับตัวเรือนสแตนเลสสตีล 69 ชิ้น ที่มีขนาด 44 มม. × 17.5 มม. และสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 30 เมตร สำหรับขุมพลังที่ซ่อนอยู่ภายในเป็นการเคลื่อนไหวแบบมือหมุน 581 ชิ้น ที่ให้พลังสำรองถึง 72 ชั่วโมงจากระบบทวินแบรล ทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยวงล้อบาลานซ์ขนาด 14 มม. ที่ถือเป็นหัวใจของกลไก แม้รอบ ๆ จะเต็มไปด้วยความพิสดาร แต่มันก็ยังคงดึงดูดความสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยความเร็วในการทำงานที่ช้าเพียง 18,000 ครั้งต่อนาที ทำให้กลไกนี้ไม่เพียงแค่ให้การหมุนเต็มอานุภาพของพลังงาน แต่ยังทำให้ผู้สวมใส่ได้สัมผัสกับความงามที่สง่างามของการแกว่งของวงล้อบาลานซ์ ขณะที่มันคอยดูแลเรื่องเวลา นาที วัน เดือน และปีอธิกสุรทินได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หน้าปัดของนาฬิกาโดดเด่นด้วยคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมสูงที่ป้องกันการสะท้อนแสง มอบความชัดเจนของดีไซน์ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ด้านหลังเรือนแสดงกลไกการทำงานผ่านคริสตัลแซฟไฟร์แบบแบนที่ช่วยเผยให้เห็นความงดงามของเครื่องกลไกในทุก ๆ รายละเอียด และเพื่อให้เข้ากับความประณีตของงานศิลป์นี้ สายหนังวัวแท้พร้อมหัวเข็มขัดสแตนเลสสตีลพับได้ช่วยยึดนาฬิกาไว้ที่ข้อมืออย่างมั่นคงเหมือนกับการสวมใส่ชิ้นงานศิลปะสุดล้ำค่า

MB&F LM Perpetual Longhorn
ย้อนตำนาน Longhorn MB&F ฉลอง 20 ปี
MB&F LM Sequential Flyback Longhorn
ข้อมูลทางเทคนิค
MB&F LM Perpetual Longhorn
  • กลไก: ไขลานด้วยมือพร้อมปฏิทินถาวรที่ผสานรวมเต็มรูปแบบที่พัฒนาโดย Stephen McDonnell สำหรับ MB&F พลังสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วัน วันที่ เดือน ปีอธิกสุรทินแบบถอยหลัง ตัวบ่งชี้พลังสำรอง
  • ตัวเรือน: 44 มม. หนา 17.5 มม. สแตนเลสสตีล กันน้ำได้ลึก 30 ม. 
  • หน้าปัด: หน้าปัดย่อยแบบฉลุลายสีดำ
  • สาย: สายหนังลูกวัวพร้อมหัวเข็มขัดพับสแตนเลสสตีล
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 20 เรือน
ข้อมูลทางเทคนิค
MB&F LM Sequential Flyback Longhorn
  • กลไก: ไขลานด้วยมือพร้อมระบบจับเวลาแบบดูอัลฟลายแบ็คที่ผสานการทำงานอย่างเต็มรูปแบบที่พัฒนาโดย Stephen McDonnell สำหรับ MB&F พลังสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที โครโนกราฟแบบฟลายแบ็ค ตัวบ่งชี้พลังสำรอง
  • ตัวเรือน: 44 มม. หนา 18.2 มม. สแตนเลสสตีล กันน้ำได้ลึก 30 ม. 
  • หน้าปัด: หน้าปัดย่อยแบบฉลุลายสีดำ
  • สาย: สายหนังลูกวัวพร้อมหัวเข็มขัดพับสแตนเลสสตีล
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 20 เรือน

By Rob Nudds

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Maurice Lacroix AIKON Skeleton เปลือยดีไซน์ ท้าทายทุกสายตา

เปิดตัวนาฬิกาสเกเลตันจากคอลเลกชั่น Aikon ในร่างไซส์ใหม่ 2 แบบ และไซส์เดิมอีกหนึ่งแบบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Maurice Lacroix ได้เรียนรู้ว่าการใส่ใจในความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญของความสำเร็จ และเมื่อทางแบรนด์เข้าใจแล้วว่าดีไซน์นาฬิกาในช่วงยุค 90s นั้นได้รับความนิยมมากเพียงใดในโลกสมัยใหม่ เราจึงได้นำนาฬิกาที่มีลักษณะดังกล่าวมาพัฒนาใหม่ และเปิดตัวเป็นนาฬิกาคอลเลกชั่น Aikon ดีไซน์สไตล์สปอร์ตทันสมัยจนสร้างปรากฏการณ์อันโด่งดังในวงการนาฬิกา

Maurice Lacroix AIKON Skeleton
Maurice Lacroix AIKON Skeleton

ถึงตอนนี้ หลังจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นของตลาดมาโดยตลอด ทางแบรนด์จึงได้นำเสนอนาฬิกา Aikon Skeleton ใหม่อีก 3 แบบ โดยสานต่อจากความนิยมของรุ่นขนาด 39 มม. โทนสีโมโนโครมที่เปิดตัวในปี 2022 ด้วยโทนสีการตกแต่งใหม่อีก 1 แบบ และในร่างขนาดใหม่ 42 มม.อีก 2 แบบ

Maurice Lacroix AIKON Skeleton
Maurice Lacroix AIKON Skeleton

การรับฟังเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ลูกค้าคือ หัวใจสำคัญของทุกสิ่ง Maurice Lacroix จึงมุ่งมั่นในการค้นคว้าวิจัยและรวบรวมความคิดเห็นจากทั้งตัวแทนจำหน่ายและลูกค้ามาโดยตลอด และนำเรื่องนี้มาเป็นแนวทางการดำเนินงานของบริษัท

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี 2000 ความคิดเห็นจากตลาดได้แสดงถึงความชื่นชอบที่มีต่อคอลเลกชั่น Calypso ซึ่งเป็นนาฬิกาจากยุค 90s ของแบรนด์ ที่แพร่หลายในวงกว้าง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำความหัศจรรย์ของรุ่น Calypso ให้กลับคืนมาใหม่ ทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ของ Maurice Lacroix จึงได้ตีความนาฬิกาคอลเลกชั่นนี้กันใหม่ให้มีความทันสมัย ​​และได้เปิดตัวเป็นนาฬิกาคอลเลกชั่น Aikon ในปี 2016 เป็นต้นมา

คอลเลคชั่น Aikon ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นคอลเลคชั่นที่ขายดีที่สุดของบริษัท จึงทำการต่อยอดด้วยการพัฒนาจนออกมาเป็นรุ่นและเวอร์ชั่นต่าง ๆ มากมาย โดยผลิตด้วยวัสดุ ขนาด และสไตล์ที่หลากหลาย

Maurice Lacroix AIKON Skeleton
Maurice Lacroix AIKON Skeleton

Aikon Automatic Skeleton ขนาด 39 มม. กับสีใหม่

ย้อนกลับไปในปี 2022 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาที่ใช้กลไกซึ่งมีการฉลุโปร่ง ให้มองเห็นชิ้นส่วนและการทำงานบางส่วนภายใต้หน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลโปร่งใส นาฬิการุ่นนี้ได้ติดตั้งกลไกอัตโนมัติ Cal.ML115 ที่ผลิตขึ้นด้วยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกอย่าง Sellita เพื่อให้ได้มาซึ่งความโปร่งของโครงสร้างตัวกลไกที่สวยงามที่ทำให้แสงสามารถส่องผ่านช่องต่าง ๆ ได้ ส่วนประกอบของกลไกจำนวนมากมายที่โดยปกติจะถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้หน้าปัดนั้นจึงมองเห็นได้ชัดจากแสงที่สาดส่อง โดยนำมาบรรจุในตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. ขัดผิวเงาสลับขัดด้าน ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

จากโทนสีเทาโมโนโครมของเวอร์ชั่นเปิดตัวในปี 2022 ผู้จำหน่ายและลูกค้าหลายรายได้ให้ความเห็นว่าพวกเขาชื่นชมนาฬิกาเวอร์ชั่นนี้แต่ต้องการสีสันที่เพิ่มขึ้นด้วย การนำเฉดสีน้ำเงินโทนเอกลักษณ์ของ Maurice Lacroix มาตกแต่งในส่วนองค์ประกอบหน้าปัดและโครงสร้างกลไก จึงเป็นทางเลือกที่ถูกเปิดตัวออกมาใหม่อีก 1 เวอร์ชั่น

พร้อมฟังลูกค้าเสมอ

นอกจากนี้คำติชมของลูกค้าอีกหลายรายที่ชื่นชอบความสวยงามของรุ่นสเกเลตันในไซส์ 39 มม. แต่ต้องการขนาดเรือนที่ใหญ่กว่านั้น ก็ทำให้ทางแบรนด์เปิดตัวนาฬิกา Aikon Automatic Skeleton ที่ขยายมาใช้ตัวเรือนที่ใหญ่ขึ้นเป็น 42 มม. อีก 2 แบบ โดยหนึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ใช้โทนสีเทาโมโนโครมตามแบบอย่างของไซส์ 39 มม. ที่เปิดตัวในปี 2022 และอีกหนึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ใช้เฉดสีน้ำเงินโทนเอกลักษณ์ของ Maurice Lacroix มาตกแต่งในส่วนองค์ประกอบหน้าปัดและโครงสร้างกลไก เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นใหม่ของขนาด 39 มม. ที่เปิดตัวออกมาพร้อมกันนี้

Maurice Lacroix AIKON Skeleton
Maurice Lacroix AIKON Skeleton

สิ่งดีงามยังคงอยู่ครบ

แม้ว่า Maurice Lacroix จะมีความกระตือรือร้นและใส่ใจต่อความต้องการของลูกค้า แต่ก็ตระหนักดีว่าไม่ควรเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบบางประการที่ทำให้คอลเลกชั่นนี้ประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่นระบบ ML Easy Strap Exchange ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนาฬิกาได้จากการสลับเปลี่ยนสายนาฬิกาอย่างง่ายดายด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง รวมไปถึงการตกแต่งตัวเรือนและสายในรูปแบบเดียวกับคอลเลกชั่น AIKON ทั้งหมดที่ผ่านการตกแต่งอย่างประณีตและได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อมอบความสบายระดับสูงสุดแก่ผู้สวมใส่

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

สัมผัสตำนานจักรวาลบนข้อมือ OMEGA Speedmaster Moonphase Meteorite

สะท้อนความมหัศจรรย์ของจักรวาลและพลังแห่งดวงจันทร์ในทุกสัมผัส

นับตั้งแต่วันที่ Apollo 11 ฝากรอยเท้าแรกไว้บนดวงจันทร์ในปี 1969 OMEGA Speedmaster ก็ได้กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันลืมเลือน แต่ในปีนี้ OMEGA ไม่ได้หยุดเพียงการเล่าขานอดีต พวกเขาได้พาเรากลับสู่ห้วงอวกาศอีกครั้งด้วยเรือนเวลาสุดล้ำที่ดึงเอาความมหัศจรรย์จากดวงจันทร์มาประดับบนข้อมือของคุณ

ความลับจากห้วงอวกาศที่เล่าผ่านดีไซน์

การออกแบบของ Speedmaster Moonphase Meteorite ไม่ได้มาเพียงเพื่อให้ดูดี แต่ยังซ่อนเรื่องราวที่ล้ำลึกในทุกตารางนิ้ว การเปิดตัว Speedmaster Moonphase Meteorite ครั้งนี้ ก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการนำ อุกกาบาตแท้ และ ดวงจันทร์ มาเล่าผ่านดีไซน์และกลไกสุดล้ำ ที่ผสมผสานศาสตร์แห่งเวลาและศิลป์แห่งจักรวาลไว้อย่างไร้ที่ติ

ในส่วนของหน้าปัดที่ถูกรังสรรค์จากเหล็กอุกกาบาตที่เดินทางผ่านอวกาศนับพันล้านปี ก่อนจะตกลงสู่โลก ทุกลวดลายริบบิ้นที่ปรากฏบนหน้าปัดนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และกลายเป็นวัสดุดึกดำบรรพ์ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ในลวดลายริบบิ้นธรรมชาติ ซึ่งไม่มีเรือนไหนเหมือนกัน OMEGA จึงไม่เพียงสร้างนาฬิกา แต่ยังรังสรรค์เรื่องราวที่สะท้อนการเดินทางจากดวงดาวสู่โลก

เพิ่มความล้ำลึกให้หน้าปัดด้วยเทคนิคการเคลือบ PVD สีดำหรือการเคลือบกัลวานิกสีเทา สะท้อนความงดงามลึกลับของอวกาศในมุมที่ต่างกันจนเหมือนเป็นสีสันแห่งจักรวาล ซึ่ง OMEGA ได้นำเสนอผ่านเรื่อนเวลาทั้ง 2 รุ่นที่เติมเต็มความต้องการที่แตกต่าง ตัวแรกมาพร้อมความดำดุดันบนหน้าปัดอุกกาบาตที่ถูกเคลือบสีดำด้วยเทคนิค PVD กับอีกเรือนมากับโทนสีเทาหรูหรา หน้าปัดอุกกาบาตกัลวานิกสีเทา เคลือบทอง 18K สีน้ำเงิน

ถัดมาที่การออกแบบดวงจันทร์แท้จากอุกกาบาต เป็นฟังก์ชั่นมูนเฟสที่ใช้ชิ้นส่วนอุกกาบาตจากดวงจันทร์แท้ ๆ ประกอบเป็นดวงจันทร์ทรงคาโบชองที่หมุนได้จริง เผยให้เห็นความงดงามตามช่วงเวลาจากทั้งซีกโลกเหนือและใต้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทำให้คุณได้ชื่นชมการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์เหมือนมองจากโลกจริง

กลไกที่ไม่ใช่แค่เดินตรง แต่เดินนำหน้า นาฬิการุ่นนี้ไม่ใช่แค่สวยแต่เปลือก เพราะภายในบรรจุกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 9914 ที่มีความแม่นยำระดับจักรวาล และต้านทานสนามแม่เหล็กได้สูงถึง 15,000 เกาส์ ร่วมด้วยการตกแต่งสุดวิจิตร มองเห็นได้ชัดเจนผ่านฝาหลังกรุกระจกแซฟไฟร์คริสตัล พร้อมโชว์งานฝีมือที่เหมือนงานศิลปะ รวมทั้งการจับเวลา 60 นาทีและ 12 ชั่วโมงในหน้าปัดย่อย

เบื้องหลังดีไซน์ที่เชื่อมอดีตเข้ากับอนาคต ตัวเลือกที่สะท้อนสไตล์ของคุณ

Speedmaster Moonphase Meteorite ไม่ได้หยุดแค่การเล่าเรื่องราวของดวงจันทร์ แต่ยังเพิ่มความเชื่อมโยงด้วยรายละเอียดที่น่าทึ่ง เช่นดวงดาวที่เรียงตามตำแหน่งจริง เมื่อมองจากเมืองเบียนน์ในสวิตเซอร์แลนด์ ในคืนที่ Apollo 11 ลงจอด และตกแต่งด้วยเข็มสีแดงอะลูมิเนียมอโนไดซ์ ตัดกับหน้าปัดอุกกาบาตอย่างโดดเด่น เหมือนลูกศรที่พุ่งไปยังดวงดาว

ทำไมต้องอุกกาบาต? เพราะการเลือกใช้อุกกาบาตเป็นวัสดุหลักของหน้าปัดเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการพาสิ่งที่ “อยู่เหนือเอื้อมถึง” มาสู่สิ่งที่คุณจับต้องได้ มันคือการผสมผสานระหว่างมนต์เสน่ห์ของอดีตและความล้ำหน้าของอนาคต

แล้วทำไมต้องดวงจันทร์แท้? เพราะฟังก์ชันมูนเฟสนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่มันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ดวงดาวที่เรียงกันอย่างแม่นยำในคืนที่ Apollo 11 ลงจอด ไปจนถึงการหมุนของดวงจันทร์ที่สะท้อนมุมมองจากทั้งซีกโลกเหนือและใต้

OMEGA Speedmaster Moonphase Meteorite เรือนที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่เป็นตัวแทนของเรื่องราว ความฝัน และพลังแห่งจักรวาล นี่คือเวลาที่คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

First Look: Tissot PR516 Automatic Chronograph

การกลับมาของเรือนเวลาระดับตำนาน ที่ผสานความงามเหนือกาลเวลาเข้ากับเทคโนโลยีล้ำยุค

Tissot ได้ยกระดับนิยามของความคลาสสิกอีกครั้งกับ PR516 Automatic Chronograph นาฬิกาโครโนกราฟที่ถ่ายทอดกลิ่นอายยุค 1960s แต่เติมเต็มความสดใหม่ด้วยกลไกอัตโนมัติ Valjoux A05 พร้อมดีไซน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความเยือกเย็นของฤดูหนาว และฟังก์ชันครบครันสำหรับผู้หลงใหลในเรือนเวลาชั้นเยี่ยม

First Look: Tissot PR516 Automatic Chronograph

PR516 ความงามแห่งเรือนเวลาในทุกมิติ

ดีไซน์แห่งยุคสมัยที่ตอบโจทย์ทุกโอกาส Tissot PR516 Automatic Chronograph มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. ที่ออกแบบให้รองรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและกิจกรรมแบบสปอร์ต

เรือนเวลานี้มากับหน้าปัดสีขาวเนียนละเอียดให้ความรู้สึกสดชื่นแบบฤดูหนาว ตกแต่งด้วยวงขอบหน้าปัดย่อยสีน้ำเงิน ตัวเรือนผนึกด้วยกระจกแซพไฟร์คริสตัลป้องกันรอยขีดข่วน พร้อมสเกลทาคีมิเตอร์และพัลโซมิเตอร์บนวงขอบตัวเรือน

เข็มวินาทีโครโนกราฟยังมาพร้อมกับหัวทรงอักษร “T” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Tissot สายสเตนเลสสตีลแบบ 5 แถวช่วยเพิ่มความสบายในการสวมใส่ และสะท้อนแสงในมุมต่าง ๆ อย่างงดงาม พร้อมระบบควิก-รีลีส พิน ที่ช่วยให้เปลี่ยนสายได้ง่าย

กลไก Valjoux A05 สัญลักษณ์แห่งความเที่ยงตรงและพลังงาน

หัวใจของ PR516 Automatic Chronograph คือ กลไก ETA/Valjoux A05.231 ที่พัฒนามาจากกลไก Valjoux 7753 อันโด่งดัง

  • พลังงานสำรอง: 68 ชั่วโมง
  • การจัดวางหน้าปัดย่อย: ตำแหน่ง 3, 6, และ 9 นาฬิกา เพื่อความสมดุลและความงามทางสายตา
  • ฝาหลังโปร่งใส: เผยให้เห็นกลไกที่ตกแต่งอย่างประณีตด้วยลายเพอร์ลาจ พร้อมโรเตอร์ปัดลายและสลักโลโก้ Tissot

กลไกนี้ยังมาพร้อมกับการปรับตั้งความเที่ยงตรงมาอย่างดีซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำให้อยู่ในระดับ ±5 วินาทีต่อวัน อันเป็นการสะท้อนถึงความตั้งใจของ Tissot ในการมอบคุณภาพสูงสุด

First Look: Tissot PR516 Automatic Chronograph
First Look: Tissot PR516 Automatic Chronograph

ดีไซน์ที่เข้ากับฤดูกาล

ในฤดูหนาวนี้ PR516 Automatic Chronograph ได้เผยเสน่ห์ใหม่ผ่านโทนสีขาวและสีน้ำเงินเย็นตา ให้ความรู้สึกสง่างามแต่ยังคงความสดใส ทำให้นาฬิการุ่นนี้เหมาะสมกับการสวมใส่ในทุกโอกาส

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม. หนา 14 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัล ป้องกันรอยขีดข่วน วงขอบตัวเรือนสีน้ำเงิน
  • หน้าปัด: สีขาว พร้อมขอบหน้าปัดย่อยและขอบหน้าปัดสีน้ำเงิน
  • กลไก: ETA/Valjoux A05.231
  • สาย: สเตนเลสสตีลแบบ 5 แถว พร้อมระบบควิก-รีลีส

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

การกลับมาของตำนานในโฉมใหม่ Vacheron Constantin Historiques 222

0

ไอคอนเรือนเวลาที่สะกดใจโลกอีกครั้งในรูปแบบสเตนเลสสตีล

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว การเปิดตัว Historiques 222 รุ่นแรกในเรือนทอง 18K ของ Vacheron Constantin ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เรือนเวลา ไม่เพียงสะท้อนถึงความงามอมตะ แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของแบรนด์ในโลกของนาฬิการะดับสูง เรือนเวลารุ่นนี้มาพร้อมดีไซน์ที่สมบูรณ์แบบ กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม. และมีความหนาเพียง 7.95 มม. ด้วยตัวเรือน สาย และหน้าปัดในโทนเยลโลวโกลด์ สร้างภาพจำที่โดดเด่นและเป็นที่ปรารถนาในหมู่นักสะสมอย่างไม่มีวันลืม

หลังจากรุ่นเรือนเยลโลว์โกลด์ในปี 2022 รุ่นจัมโบ้แบบสแตนเลสนี้ก็ถือเป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผล

ในปีนี้ Vacheron Constantin สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Historiques 222 ในรูปแบบตัวเรือนและสาย สเตนเลสสตีล เพื่อเฉลิมฉลอง 270 ปีของแบรนด์ นี่คือการเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ

สัญลักษณ์ที่ทำจากสแตนเลส

แม้ว่ารุ่นเรือนเยลโลวโกลด์จะประสบความสำเร็จตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาทั่วโลกต่างก็เฝ้ารอรุ่นต่อมาที่เป็นสเตนเลสสตีลเช่นกัน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นรุ่นที่โดดเด่นที่สุดของ Vacheron Constantin 222 ณ ปัจจุบัน ผู้ที่ชื่นชอบอีกคนก็คือ แบรด พิตต์ ตำนานแห่งฮอลลีวูด ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและมีผู้คนติดตามเขามากมาย ซึ่งไม่ใช่แค่จากฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยม เสน่ห์อันเหลือเชื่อ และหน้าตาที่หล่อเหลาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสนใจและความหลงใหลในนาฬิกาจักรกลสุดหรูอีกด้วย เป็นที่ทราบกันมาสักระยะแล้วว่าแบรด พิตต์เป็นหนึ่งในคนดังระดับโลกที่เพิ่มจำนวนนาฬิกาในคอลเลกชั่นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังหลงใหลในนาฬิกาที่สวยงาม

เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว มีคนเห็นเขาสวมนาฬิกา Vacheron Constantin Historiques 222 เรือนเยลโลวโกลด์อยู่ตามสนามแข่งขันในรายการ British Grand Prix ซึ่งทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ของโลกที่ได้รับการจัดสรรให้เป็นเจ้าของนาฬิการุ่นนี้ แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงแค่นั้น และนั่นทำให้เราได้รู้ว่าเขาเป็นแฟนตัวยงของนาฬิกาไม่แพ้ใคร เพราะไม่นานหลังจากปรากฏตัวต่อสาธารณชนพร้อมกับนาฬิกา Vacheron Constantin 222 เรือนเยลโลวโกลด์ นักแสดงผู้นี้ก็อวดโฉมคอลเลกชันนาฬิกาของเขา โดยปรากฏตัวในรอบชิงชนะเลิศของการแข่งขันวิมเบิลดันพร้อมกับนาฬิกา Vacheron Constantin 222 เรือนสเตนเลสสตีล ซึ่งอาจทำให้บรรดานักสะสมนาฬิกา Vacheron Constantin ทั่วโลกตั้งคำถามต่อเขาอย่างมากว่า “พวกคุณเพิ่งเปิดตัวนาฬิกา 222 สเตนเลสสตีลเหรอ?”

คำตอบในตอนนั้นคือ “ไม่ เราไม่ได้ทำ” และนาฬิกาของแบรด พิตต์ก็เป็นนาฬิกาวินเทจที่จัดหาโดยแผนก Les Collectionneurs ของแบรนด์ซึ่งมีความสามารถในการเสาะหานาฬิกาที่มีอายุยาวนาน มีข่าวลือว่าหลังจากทราบประวัติของนาฬิกาแล้ว เขาก็ติดต่อ Vacheron Constantin เพื่อสั่งผลิตนาฬิกาเรือนพิเศษที่ทำจากสเตนเลสสตีล แต่แผนการนี้ไม่สามารถทำได้ หลังจากนั้น Selmoni จึงเป็นผู้ค้นคว้าและติดตามหาเรือนประมูลที่ทำจากสเตนเลสสตีลให้กับนักแสดงผู้นี้ นาฬิการุ่น 222 ของ Vacheron Constantin ในอดีตนั้นมีทั้งรุ่นเยลโลวโกลด์ รุ่นสเตนเลสสตีล รุ่น 2 กษัตริย์ รวมถึงรุ่นขนาดเล็กที่เป็นรุ่นเรือนสเตนเลสสตีลร่วมกับเยลโลวโกลด์

โฆษณาของ Vacheron Constantin จากปี 1977

Vacheron Constantin เป็นหนึ่งในแบรนด์ Holy Trinity ในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำและผู้ชื่นชอบนาฬิกาต่างทราบดีว่าแบรนด์นี้ให้ความสำคัญกับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเองมากเพียงใด แม้แต่ในแบรนด์ Holy Trinity เองก็ตาม เช่น การใช้กลไกแบบกลไกแทนควอตซ์สำหรับนาฬิกาสปอร์ตแบบมีสายแบบผสานตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยม หรือการตัดสินใจร่วมงานกับ Jorg Hysek นักออกแบบหน้าใหม่ในตอนนั้นเพื่อสร้างนาฬิกาสปอร์ตแบบมีสายแบบผสานตัวเรือนเรือนแรกของเขา ในฐานะผู้นำของสตูดิโอของเขาเอง Hysek Styling เขาทำให้ตัวนาฬิกามีความสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ประสบความสำเร็จในการรักษาเอกลักษณ์และจดจำได้ในระดับเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่นาฬิกาสำหรับเล่นกีฬาเป็นเครื่องมือที่เน้นการใช้งานสำหรับมืออาชีพเป็นหลัก Hysek กล้าที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่แตกต่างออกไป ผลงานสร้างสรรค์ของเขาซึ่งเปิดตัวในปี 1977 เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 222 ปีของ Vacheron Constantin นำเสนอโมเดลที่มีสายนาฬิกาแบบบูรณาการและรูปลักษณ์บางเฉียบที่ท้าทายความคิดแบบเดิมๆ ด้วยการผสมผสานความแข็งแกร่งของกีฬาเข้ากับความสง่างามของนาฬิกาสำหรับสวมใส่อย่างเป็นทางการตัวเรือนทรงถังซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของยุค 70 เข้ากับหน้าปัดกลมที่มีขอบหยักซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ไม้กางเขนมอลตาของ Vacheron Constantin ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของ 222 คือสายนาฬิกาซึ่งระบุด้วยข้อต่อหกเหลี่ยมตรงกลาง องค์ประกอบการออกแบบอีกอย่างหนึ่งซึ่งในตอนแรกค่อนข้างแปลก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ก็คือไม้กางเขนมอลตาสีทองที่แกะสลักไว้ที่ด้านล่างขวาของตัวเรือน

Vacheron Constantin Historiques 222
222 Ref.44018 รุ่นดั้งเดิมออกจำหน่ายในปี 1977
Vacheron Constantin Historiques 222
ตัวเรือน ขอบ และสายนาฬิกาได้รับการออกแบบให้ทันสมัยสำหรับยุคใหม่
Vacheron Constantin Historiques 222
คาลิเบอร์ 2455/2

การเปิดตัวสุดพิเศษในปีที่มีความหมาย

คริสเตียน เซลโมนี (Christian Selmoni) ผู้อำนวยการฝ่ายสไตล์และมรดกของ Vacheron Constantin กล่าวถึงเจตนารมณ์ของการเปิดตัวครั้งนี้ว่า

“ในปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่มีความหมายในเชิงตัวเลข แบรนด์ได้เปิดตัว Historiques 222 รุ่นเรือนทอง และในปีนี้ รุ่นสเตนเลสสตีลคือขั้นตอนถัดไปที่สมเหตุสมผล การเปิดตัวในครั้งนี้แสดงถึงความสมดุลระหว่างมรดกและนวัตกรรมอย่างชัดเจน”

นอกจากนี้ เขายังย้ำว่า Historiques 222 จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรือนเวลารุ่นใหม่ ๆ ที่จะเปิดตัวตลอดปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้

การสร้างประวัติศาสตร์ใหม่

ในปี 2025 Vacheron Constantin นำเสนอ Historiques 222 รุ่นใหม่ในเรือนสเตนเลสสตีลที่มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินอันโดดเด่น ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 2455/2 ที่ปรับปรุงให้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมสายที่มีตัวล็อกแบบทริเปิลเบลด เพื่อความสวมใส่สบาย

ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน เช่น การขัดเงาสลับกับการปัดลายเส้นแนวตั้งบนตัวเรือนและสาย และการปรับตำแหน่งช่องวันที่ให้อยู่ลึกเข้ามา Historiques 222 รุ่นใหม่นี้จึงเป็นมากกว่าการรื้อฟื้นอดีต แต่คือการสร้างตำนานบทใหม่

Vacheron Constantin Historiques 222
นาฬิกาคลาสสิกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสมัยใหม่

ความสนใจในตลาดและมูลค่าที่พุ่งสูง

Vacheron Constantin 222 ถือกำเนิดในปี 1977 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับนาฬิการะดับตำนานอย่าง Audemars Piguet Royal Oak และ Patek Philippe Nautilus แม้ในช่วงแรกจะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่า แต่ในปี 2010 ตลาดนักสะสมก็ได้หันกลับมาสนใจ โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวรุ่นเรือนทองในปี 2022

เรือนเวลาวินเทจ 222 ได้กลายเป็นขุมทรัพย์ในตลาดประมูล ตัวอย่างเช่น ในปี 2023 Phillips Auction ขายรุ่นเรือนสเตนเลสสตีลไปในราคาสูงถึง CHF 88,900 (ประมาณ 3.3 ล้านบาท) การกลับมาอีกครั้งของ Historiques 222 นั้นไม่เพียงเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นคืนชีพของไอคอนเรือนเวลาที่ทิ้งรอยประทับไว้ในประวัติศาสตร์

โฆษณาจากปี 1977 ที่นำเสนอโมเดลประดับเพชร
โฆษณาจากปี 1977 ที่เน้นการออกแบบขอบของ 222

เมื่ออดีตและอนาคตมาบรรจบกัน

การเปิดตัว 222 อีกครั้งในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Historiques ของ Vacheron Constantin ทำให้นาฬิการุ่นนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น การตีความใหม่ในยุคใหม่ทำให้ผู้สะสมสนใจนาฬิการุ่นวินเทจมากขึ้น โดยทำให้ราคารุ่นดั้งเดิมของนาฬิการุ่นนี้พุ่งสูงเกิน 150,000 ดอลลาร์ แนวโน้มขาขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสน่ห์ที่ยั่งยืนของนาฬิการุ่นนี้ ซึ่งเปลี่ยนจากนาฬิกาที่มีมูลค่าไม่มากนักมาเป็นของสะสมที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยราคาในตลาดของนาฬิการุ่นนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

Vacheron Constantin Historiques 222 คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสมดุลระหว่างมรดกและนวัตกรรม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับโลกแห่งนาฬิการะดับสูง ไปอีกหลายทศวรรษ

โดย: Katherine Arteche

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Bulova Snorkel Collection นาฬิกาดำน้ำสไตล์ทรอปิคอล พร้อมตัวเรือนเซรามิกไฮบริดสุดล้ำ

ปลุกจิตวิญญาณนักดำน้ำในตัวคุณด้วย Bulova Snorkel ที่บอกเล่าเรื่องราวใต้คลื่นลึก

Bulova เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด Snorkel Collection ที่นำแรงบันดาลใจจากนาฬิกาไอคอนิกในอดีตอย่าง Oceanographer Snorkel หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Devil Diver” จากยุค 70s มาผสมผสานกับดีไซน์และวัสดุทันสมัยอย่าง ตัวเรือนเซรามิกไฮบริด และโทนสีสดใสสไตล์ทรอปิคอล นี่คือความลงตัวระหว่างสไตล์วินเทจกับเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

Bulova Snorkel Collection

ดีไซน์เซรามิกไฮบริดที่โดดเด่น

ใต้ท้องทะเลลึก ความลับมากมายซ่อนตัวอยู่ในแสงเงาของผืนน้ำ และ Bulova ก็ได้นำแรงบันดาลใจนั้นมาถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันใหม่ Bulova Snorkel Hybrid Ceramic ที่ผสมผสานเทคโนโลยีและดีไซน์เหนือระดับ กลายเป็นเรื่องราวที่น่าหลงใหลทั้งสี่บท โดยแต่ละบทเล่าผ่านสีสันและลวดลายที่เชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร

Bulova Snorkel รุ่นใหม่นี้มาพร้อม ตัวเรือนขนาด 41 มม. ที่ยังคงกลิ่นอายของตัวเรือนทรงตัวซีแบบดั้งเดิม พร้อมเสริมความแกร่งด้วยวัสดุ เซรามิกไฮบริด ซึ่งประกอบด้วยเซรามิกกันรอยขีดข่วนที่หุ้มแกนสเตนเลสสตีลไว้ด้านใน

ความทนทานของนาฬิกายังเพิ่มขึ้นด้วยกระจก แซฟไฟร์คริสตัลแบบโดมทั้ง 2 ฝั่ง ที่สามารถป้องกันรอยขีดข่วนและให้การมองเห็นใต้น้ำที่ชัดเจน ภายในตัวเรือนขับเคลื่อนด้วย กลไกควอตซ์ Miyota 2115 ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความแม่นยำและการดูแลรักษาง่าย

Bulova Snorkel Collection แรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล รายละเอียดใหม่ที่ชัดเจนและน่าสนใจ

Bulova Snorkel มีให้เลือกถึง 4 รุ่น โดยแต่ละรุ่นได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์น้ำ พร้อมโทนสีที่สะท้อนความงดงามของโลกใต้ทะเล ได้แก่

Clownfish รอยยิ้มสดใสใต้คลื่น

หากคิดถึงความสดใสของท้องทะเล ปลาการ์ตูนอาจเป็นตัวแทนที่ดีที่สุด และรุ่น Clownfish ก็นำความมีชีวิตชีวานั้นมาสู่ข้อมือของคุณ ตัวเรือนเซรามิกสีขาวสด ตัดกับขอบตัวเรือนสีส้มสดใส ให้ความรู้สึกเหมือนแสงแดดที่สะท้อนลงบนพื้นน้ำ หน้าปัดลายคลื่นสีขาวและเข็มวินาทีสีส้มทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูสนุกสนาน ไม่ว่าคุณจะอยู่บนบกหรือใต้น้ำ

ตัวเรือนเซรามิกสีขาว พร้อมขอบตัวเรือนสีส้มตัดกับสีเงินและดำ ให้ความรู้สึกสดใสเหมือนปลาการ์ตูน พร้อมกับเข็มวินาทีสีส้มเพิ่มความโดดเด่น

Blue Tang ท่วงท่าสง่างามแห่งสีน้ำเงิน

รุ่น Blue Tang เปรียบเสมือนการเดินทางของปลาบลูแทงค์ที่แหวกว่ายผ่านแสงเงาแห่งท้องทะเล ตัวเรือนสีฟ้าอ่อนและหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มให้ความรู้สึกสงบ แต่ยังแฝงความสดใสด้วยขอบตัวเรือนที่แต่งแต้มด้วยสีเหลืองและสีเงิน เสมือนลวดลายเกลียวคลื่นที่สะท้อนแสงแดด รวมกันเป็นความสนุกสนานเหมือนปลาบลูแทงค์

Great White พลังและความลึกลับใต้ผิวน้ำ

รุ่น Great White ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของฉลามขาว สัตว์นักล่าที่สง่างามแห่งมหาสมุทร ตัวเรือนสีเทาอ่อนและหน้าปัดสีขาวเรียบง่าย แฝงความลึกลับด้วยขอบตัวเรือนสีเทาเข้มและสีฟ้าอ่อน เสมือนการแหวกว่ายผ่านความลึกของท้องทะเล โดดเด่นด้วยเข็มวินาทีสีแดงที่เพิ่มจังหวะชีวิตให้กับนาฬิกา

ตัวเรือนสีเทาอ่อน หน้าปัดสีขาว และขอบตัวเรือนสีเทาเข้ม สื่อถึงความสง่างามและน่าเกรงขามของฉลามขาว

Sea Turtle ความสงบและสมดุลแห่งธรรมชาติ

หากคุณเคยดำน้ำและได้พบเต่าทะเล คุณคงสัมผัสได้ถึงความสงบและความงดงามของมัน และรุ่น Sea Turtle ก็ถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาอย่างงดงาม ตัวเรือนสีเขียวอ่อน ขอบตัวเรือนสีเขียวเข้มผสมแถบสีน้ำเงินและสีเงินสะท้อนความสงบและลึกลับ หน้าปัดสีน้ำตาลเข้มลวดลายคลื่นช่วยเติมเต็มบรรยากาศใต้ทะเลลึก

ตัวเรือนสีเขียวอ่อน หน้าปัดสีน้ำตาล และขอบตัวเรือนสีเขียวเข้ม ให้ความรู้สึกสงบเหมือนเต่าทะเล

ทุกรุ่นมาพร้อม ลวดลายคลื่นบนหน้าปัด ที่จำลองมุมมองเมื่อมองผ่านผิวน้ำ เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสงช่วยเพิ่มความชัดเจนในที่แสงน้อย และช่องวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาช่วยเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน

สายยาง Tropic และฝาหลังสลักพิเศษ

สายยางแบบ ทรอปิกสไตล์ ในโทนสีเข้ากับตัวเรือนมาพร้อมกับกลไกที่ถอดเปลี่ยนง่าย และใช้หัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลเสริมความแข็งแรง นอกจากนี้ ฝาหลังยังสลักลวดลายสัตว์ทะเลตามแรงบันดาลใจของแต่ละรุ่น เพิ่มความพิเศษให้กับนาฬิกาทุกเรือน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • Bulova
  • Snorkel (Clownfish, Blue Tang, Great White, Sea Turtle)
  • ตัวเรือน: เซรามิกไฮบริดและสเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม.
  • กระจกหน้าปัด: แซฟไฟร์คริสตัลแบบโดมทั้ง 2 ฝั่ง
  • กลไก: ควอตซ์ Miyota 2115 ความแม่นยำ ±20 วินาที/เดือน
  • การกันน้ำ: 100 เมตร (10 ATM)
  • สาย: ยางแบบทรอปิกสไตล์ ขนาด 19 มม.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางจำหน่ายในประเทศไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ Bulova อย่างเป็นทางการ

นอกจากความงามที่สะท้อนจากสัตว์ทะเลทั้งสี่สายพันธุ์แล้ว Bulova Snorkel ยังให้ความสำคัญกับความทนทาน ตัวเรือน Hybrid Ceramic ที่มีแกนเป็นสเตนเลสสตีลและกระจกแซฟไฟร์คริสตัลช่วยปกป้องนาฬิกาอย่างดีเยี่ยม พร้อมความสามารถกันน้ำลึกถึง 100 เมตร “Bulova Snorkel จึงไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นเรื่องราวของโลกใต้คลื่นที่คุณสามารถพกพาไปได้ทุกที่“

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition เรือนเวลาที่สะท้อนความงดงามของลายไทย “ประจำยาม”

เมื่อเรือนเวลาบอกเล่าเรื่องราวแห่งศิลป์และวัฒนธรรม

‘ลายไทย’ คือหนึ่งในมรดกศิลปะอันล้ำค่าของชาติที่ถ่ายทอดความเชื่อ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีต ด้วยลวดลายที่เกิดจากธรรมชาติผสานจินตนาการอย่างประณีต หนึ่งในลายไทยที่มีความโดดเด่นคือ ลายประจำยาม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “ดอกสี่ทิศ” ดอกไม้ที่เปี่ยมด้วยความหมายมงคล ลายนี้มักถูกใช้ในงานศิลป์และสถาปัตยกรรมเพื่อสื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง

Seiko นำความงดงามนี้มาผสานเข้ากับนวัตกรรมเรือนเวลาในรุ่นพิเศษ Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam” ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งศิลปะไทยสู่นาฬิกาดำน้ำระดับโลก

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam”

ในโลกที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวล้ำ ศิลปะดั้งเดิมที่ถ่ายทอดผ่านลวดลายไทยยังคงมีเสน่ห์อันอมตะ โดยไม่เพียงแค่เป็นความงดงามที่ประดับผืนผ้า ภาพจิตรกรรม หรือสถาปัตยกรรม แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณและภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ต้นกำเนิดแรงบันดาลใจจาก ‘ลายไทยประจำยาม’

ในบรรดาลวดลายไทยที่เราคุ้นเคย ลายประจำยาม โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่มีรูปทรงคล้ายดอกไม้สี่กลีบ ดัดแปลงจาก “ดอกสี่ทิศ” ที่มีความหมายมงคล และมักถูกใช้ในงานศิลปะเพื่อสื่อถึงความคุ้มครองและการปกป้อง ตามคติความเชื่อในอดีต

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam”

ลวดลายนี้เป็นเสมือนผู้เฝ้ายามแห่งความปลอดภัย และด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเช่นนี้ ลายประจำยามจึงถูกเลือกมาเป็นหัวใจสำคัญของหน้าปัดนาฬิกา Seiko Prospex Diver’s “Prajam Yam” ที่พิมพ์ลายอย่างประณีตบนพื้นหน้าปัดสีเขียวตกแต่งลายซันเรย์

เมื่อความงามนี้ถูกถักทอเข้ากับเรือนเวลาชั้นเลิศ กลายเป็น Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam” นาฬิกาที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยกับความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมญี่ปุ่นอย่างลงตัว

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam”

ดีไซน์ที่ผสานศิลปะและฟังก์ชันในทุกมิติ

ด้วยตัวเรือนทรง “Monster” ที่เป็นเอกลักษณ์ นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพที่พร้อมรองรับทุกการใช้งาน มาพร้อมขนาด 42.4 มม. ความหนา 13.4 มม. และประสิทธิภาพการกันน้ำลึก 200 เมตร ทำให้นาฬิการุ่นนี้เหมาะสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพและผู้ที่หลงใหลการผจญภัย

เอกสิทธิ์ที่ควรค่าแก่การสะสม

ความพิเศษของ Seiko Prospex Diver’s “Prajam Yam” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่ตัวเรือน แต่ยังรวมถึงกล่องบรรจุที่ห่อหุ้มด้วยผ้าพิเศษ พร้อมลวดลายไทยประยุกต์ บ่งบอกถึงความพิถีพิถันในทุกดีเทล และนาฬิกาเรือนนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 เรือนทั่วโลก โดยแต่ละเรือนมีหมายเลขประจำตัว สลักคำว่า “Limited Edition” ที่ฝาหลัง

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam”

เรือนเวลาแห่งความภาคภูมิใจ

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam” ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นตัวแทนของเรื่องราวและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทยที่ถูกส่งต่อผ่านกาลเวลา รังสรรค์ขึ้นเพื่อผู้ที่ชื่นชอบงานศิลป์และนวัตกรรมในคราวเดียว

วันวางจำหน่ายและสถานที่จัดจำหน่าย

พร้อมวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ ไซโก บูติก เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม9 วันที่ 17 มกราคม 2025 เป็นที่แรก และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศวันที่ 21 มกราคม 2025 บนเว็บไซน์หลัก www.seikoboutiquethailand.com หรือสามารถเลือกชมสินค้าจริงได้ที่ เคาน์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ 

Seiko Prospex Diver’s Asia Limited Edition “Prajam Yam”

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือนและสาย: สเตนเลสสตีลแข็งแกร่ง พร้อม Lumibrite เรืองแสงในที่มืด
  • กลไก: คาลิเบอร์ 4R36 ระบบอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที
  • ตัวเรือนและสาย: สเตนเลสสตีล ขนาด 42.4 มม. หนา 13.4 มม. กันน้ำได้ 200 เมตร
  • กระจก: ฮาร์ดเล็กซ์ คริสตัล
  • หน้าปัด: ลวดลายประจำยามบนพื้นสีเขียวซันเรย์ สะท้อนความงดงามอย่างลุ่มลึก เคลือบสารเรืองแสง Lumibrite บนเข็มและหลักชั่วโมง
  • เข็มวินาทีสีส้มสด ตัดกับพื้นหน้าปัดอย่างโดดเด่น เพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่า
  • ฝาหลัง: แบบขันเกลียว สลักคำว่า “Limited Edition” พร้อมหมายเลขประจำตัวเรือน

สำหรับใครที่ต้องการครอบครองผลงานแห่งศิลปะและความเชี่ยวชาญเรือนนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • Website: www.seikoboutiquethailand.com
  • FB: Seiko Club by Seiko Thailand
  • IG: @Seiko_thailand
  • LINE OA: @Seiko_Thailand
  • TikTok: Seiko Club by Seiko Thailand
  • โทรศัพท์: 02-255-1245 ต่อ 888

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake”

เฉลิมฉลองความงามแห่งจักรราศีจีนด้วยเรือนเวลาสุดพิเศษที่มีเพียง 8 เรือนในโลก

ดั่งงูเลื้อยอย่างสง่างามในค่ำคืนที่พร่างพราวด้วยดวงดาว
Arnold & Son เปิดตัว Perpetual Moon 41.5 Red Gold Year of the Snake เรือนเวลาแห่งศิลปะและความประณีตที่ผสานการแสดงค่าจันทรคติเข้ากับความวิจิตรของงานฝีมือชั้นสูง นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีงูไม้ตามปฏิทินจีน ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2025

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake”
นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมตัวเรือนเรดโกลด์ ขนาด 41.5 มิลลิเมตร และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลก

ลองจินตนาการถึงท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดวงจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางดารานับพัน และงูสัตว์ที่ได้รับการยกย่องในวัฒนธรรมจีนกำลังเลื้อยไปบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนนี้อย่างสง่างาม Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold Year of the Snake ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือบทกวีแห่งเวลา ที่ผสานความเชื่อโบราณกับงานฝีมือระดับมาสเตอร์พีซ

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake”

งานศิลป์บนข้อมือ ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

สิ่งแรกที่ทำให้สะดุดตาคือ ตัวงู ที่ถูกแกะสลักขึ้นด้วยมืออย่างประณีต เผยให้เห็นเกล็ดที่สมจริงจนแทบสัมผัสได้ มันเลื้อยผ่านกิ่งแปะก๊วยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความเป็นอมตะในวัฒนธรรมจีน ทุกองค์ประกอบถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ เพื่อให้เรื่องราวของปีมะเส็งมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ บนหน้าปัด ตัวเรือน เรดโกลด์ขนาด 41.5 มิลลิเมตร เสริมความหรูหราสง่างาม และที่สำคัญมีเพียง 8 เรือนในโลก ทำให้มันกลายเป็นเรือนเวลาที่หาได้ยากยิ่ง

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake”

ความหรูหราที่ไม่หยุดนิ่ง…เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และนวัตกรรม

Arnold & Son ยังคงยึดมั่นในมรดกแห่งการผลิตเครื่องโครโนมิเตอร์ทางทะเล โดยการผสานกลไกที่ซับซ้อนเข้ากับความประณีตทางศิลปะ และใน Perpetual Moon 41.5 Red Gold Year of the Snake พวกเขาได้นำความเชื่อของชาวจีนมาผนวกกับศาสตร์แห่งการบอกเวลาได้อย่างลงตัว จึงเป็นผลงานที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิศวกรรมชั้นสูง นาฬิการุ่นนี้เหมาะสำหรับนักสะสมที่ต้องการความพิเศษไม่ซ้ำใคร และผู้ที่ชื่นชมความงดงามของจักรราศี

เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ซ่อนอยู่ในความคลาสสิก

ใต้ดีไซน์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วย กลไกไขลานมือ Cal.A&S1512 ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์นี่คือนวัตกรรมที่สามารถติดตามรอบจันทรคติได้อย่างแม่นยำ คลาดเคลื่อนเพียง 24 ชั่วโมงใน 122 ปี เท่านั้น นั่นหมายความว่า หากคุณใส่มันทุกวัน นาฬิกาจะบอกข้างขึ้นข้างแรมได้อย่างแม่นยำไปตลอดชีวิตของคุณและอาจนานกว่านั้น

อีกจุดที่น่าสนใจคือด้านหลังตัวเรือน ที่มีการแสดงผลข้างขึ้นข้างแรมเพิ่มเติมทำให้สามารถตั้งค่าได้ง่ายขึ้น กลไกนี้ยังมาพร้อมพลังงานสำรองถึง 90 ชั่วโมง ทำให้มันพร้อมใช้งานได้แม้คุณจะถอดวางไว้เป็นวัน

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake”

มากกว่านาฬิกา คือการหลอมรวมตำนานและเวลา

Perpetual Moon 41.5 Red Gold Year of the Snake ไม่ได้เป็นแค่เรือนเวลาสุดพิเศษสำหรับนักสะสม แต่มันคือบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ศิลปะและวิศวกรรม โลกตะวันออกและตะวันตก นี่คือนาฬิกาที่ไม่ได้บอกเวลาเพียงอย่างเดียว แต่มันบอกเล่าเรื่องราวที่มีเพียง 8 เรือนในโลก หากใครได้ครอบครองคงต้องเป็นคนที่โชคดีจริง ๆ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา

Rolex ตำนานแห่งเรือนเวลาที่นิยามความคลาสสิก เรามาค้นพบเรื่องราวของเรือนเวลาที่เปลี่ยนโลกและสร้างนิยามใหม่แห่งความหรูหราและความแม่นยำในประวัติศาสตร์กัน

ถ้าคุณถามว่าแบรนด์ไหนที่ครองใจคนทั้งโลก และเปลี่ยนความหมายของคำว่า “นาฬิกา” ไปตลอดกาล คำตอบเดียวที่ทุกคนพร้อมใจกันพูดคือ “Rolex“ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแห่งนวัตกรรม ดีไซน์เหนือกาลเวลา หรือความสำเร็จที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ Rolex คือนิยามของความสมบูรณ์แบบ วันนี้ Revolution Thailand จะพาคุณดำดิ่งไปกับ 5 รุ่นในตำนานของ Rolex ที่ไม่เพียงเป็นนาฬิกา แต่คือ “มรดกแห่งเวลา” ที่ยังคงส่องประกายจนถึงปัจจุบัน

“Hans Wilsdorf” ชายผู้เปลี่ยนฝันให้กลายเป็นความจริง

จุดเริ่มต้นของ Rolex ไม่ได้เกิดจากโอกาส แต่มาจากความวิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf ที่มองเห็นศักยภาพของ “นาฬิกาข้อมือ” ในยุคที่ใคร ๆ ยังนิยมพกนาฬิกาพก โดยชื่อ “Rolex” ไม่ได้มาจากความบังเอิญ Hans ตั้งใจเลือกชื่อที่ “ไหลลื่นเหมือนเสียงเดินของกลไกนาฬิกา” สั้น กระชับ และทรงพลัง

ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือตั๋วพิเศษสู่จักรวาลแห่งความลักชัวรี

Rolex ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่สะกดใจเหล่าคนรักเรือนเวลา แต่คือแบรนด์ที่ผสานจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์และความปราณีตในทุกมิติ ตั้งแต่กลไกอันล้ำสมัยจนถึงการออกแบบที่ไร้ที่ติ ทุกชิ้นสะท้อนความสำเร็จและความฝันของผู้สวมใส่ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาสัมผัสกับ 5 รุ่นที่เรียกว่าเป็นตำนานและครองใจเหล่านักสะสม มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

“Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา” :

  1. Oyster Perpetual (1926) นาฬิการุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยีกันน้ำ (waterproof) และกลไก เพอร์เพทชวล (ซึ่งก็คือ กลไกขึ้นลานอัตโนมััติ)
  2. Datejust (1945) นาฬิการุ่นแรกที่แสดงวันที่บนหน้าปัด และเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบนาฬิกาหรู
  3. Submariner (1953) นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Rolex และเป็นสัญลักษณ์ของการผจญภัยใต้น้ำ
  4. Daytona (1963) นาฬิกาสำหรับนักแข่งรถและผู้รักการผจญภัยทางการกีฬา
  5. Day-Date (1956) นาฬิกาที่เรียกว่าเป็น “President’s Watch” ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก

รุ่นเหล่านี้ทั้งหมดมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Rolex และได้ช่วยยกระดับแบรนด์ให้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกนาฬิกาหรู ทำให้พวกมันสมควรที่จะเป็น “ตำนาน 5 เรือนเวลา” ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้

1. Oyster Perpetual (1926)

บทเริ่มต้นของตำนานกันน้ำ
Oyster Perpetual คือจุดเปลี่ยนของโลกนาฬิกา นี่คือนาฬิการุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่กันน้ำได้จริง! Rolex พิสูจน์ความทนทานของ Oyster ด้วยการส่งมันไปใส่ในข้อมือของ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำผู้ว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษในปี 1927

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

เล่าย้อนไปถึงตำนานของ Rolex Oyster Perpetual ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1926 เมื่อ Rolex เปิดตัวนาฬิกากันน้ำรุ่นแรกของโลกที่มีตัวเรือนแบบปิดผนึกแน่นหนาเหมือนหอยนางรม และในปี 1927 Rolex ก็ได้พิสูจน์ความสามารถของ Oyster โดยให้นาฬิการุ่นนี้ไปสวมอยู่บนข้อมือของ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำหญิงคนแรกที่ว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษ นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นตำนานและได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก

ดังนั้น ปี 1926 คือปีที่เปิดตัว แต่ปี 1927 คือปีที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกนั่นเอง

Highlight ที่เปลี่ยนเกม

เริ่มกันที่ตัวเรือนแบบออยสเตอร์ ที่ปิดผนึกแน่นหนาเหมือน “หอยนางรม” มาพร้อมกับกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ โดยใช้เพอร์เพทชวลโรเตอร์ ที่ทำให้นาฬิกาเดินต่อได้แม้ในขณะที่ไม่ได้สวมใส่ เรียกว่าเป็นตำนานแห่งการกันน้ำที่กลายเป็นพื้นฐานของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนมาจนถึงปัจจุบัน

2. Datejust (1945)

เรือนแห่งความคลาสสิกและความเรียบง่ายเหนือเวลา
ถัดมาที่เรือนที่สอง Datejust ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่แค่ดูเวลาได้แบบธรรมดา แต่เป็นรุ่นแรกในโลกที่แสดงวันที่โดยอัตโนมัติบนหน้าปัด ทั้งยังมีเลนส์ไซคลอปติดตั้งเพิ่มเข้ามาในยุค 1950s ซึ่งยิ่งตอกย้ำความล้ำของการออกแบบที่ช่วยให้มองเห็นวันที่ได้ง่ายในทุกมุม

Rolex เปิดตัว Datejust เป็นครั้งแรกในปี 1945 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์ นี่คือนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่มีการบอกวันที่บนหน้าปัด ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเที่ยงคืน ระบบนี้มีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจให้กับโลกนาฬิกาในยุคนั้นมาก

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Datejust รุ่นแรกเริ่มก็คือ การมาพร้อมกับสายแบบจูบิลี สายข้อมือที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้เข้ากับนาฬิกาเรือนนี้ และใช้ตัวเรือนที่ทำจากทอง 18K

ดังนั้น 1945 คือปีที่ตำนาน Datejust ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

แล้วทำไมถึงเป็นตำนาน?

เป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่มีความสมดุลระหว่างความหรูหราและการใช้งานจริง มีรูปทรงที่เหมาะกับทุกยุค ทุกไลฟ์สไตล์ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในไอคอนของความสำเร็จที่นักธุรกิจทั่วโลกต่างก็ไว้วางใจ

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

3. Submariner (1953)

ราชันแห่งโลกใต้น้ำ
Submariner ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือนิยามของ “เครื่องมือ” ที่สร้างมาเพื่อเอาชนะขีดจำกัดของมนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือสำหรับนักบุกเบิกที่ต้องการความแม่นยำ ทนทาน และเชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างมาก

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

ในปี 1953, Rolex Submariner ได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นนาฬิกาสำหรับนักบุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เช่น การดำน้ำลึก การบิน และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ นาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง และเพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถทำภารกิจที่ต้องการความแม่นยำและความเชื่อถือได้สูงที่สุด

จุดเด่นของ Submariner (1953)

ว่ากันด้วยเรื่องความมุ่งมั่นและความสำเร็จ ด้วยความสามารถในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและมีความแม่นยำสูง Submariner จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความมุ่งมั่นของผู้สวมใส่

การออกแบบสำหรับมืออาชีพ Rolex Submariner ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถทำกิจกรรมที่ต้องการความทนทานและความแม่นยำสูง เช่น การดำน้ำลึกในทะเล การบิน และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์

มีความเป็นเลิศในเรื่องการกันน้ำลึก Submariner ถูกออกแบบมาเพื่อทนต่อความลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) ซึ่งถือเป็นระดับความลึกที่ลึกมากในสมัยนั้น

จุดเริ่มต้น

Submariner รุ่นแรกถูกเปิดตัวในปี 1953 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรก ๆ ที่มีการรับรองการกันน้ำที่สามารถทนทานต่อการดำน้ำลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในสมัยนั้น โดยเป็นการสร้างขึ้นมาสำหรับนักดำน้ำและผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทาย

ดีไซน์ที่ทันสมัย

นาฬิกา Submariner รุ่นแรก ๆ มาพร้อมกับการออกแบบที่เรียบง่ายแต่สวยงาม หน้าปัดสีดำและขอบตัวเรือนที่หมุนได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามเวลาการดำน้ำได้อย่างแม่นยำ การออกแบบที่คงทนและความสามารถในการทนทานต่อความลึกและการใช้งานในสภาวะที่ยากลำบากทำให้ Submariner กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่นักดำน้ำและผู้ที่รักการผจญภัยในน้ำ

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

ตำนานของการรับรองจาก James Bond

และนอกจากนี้ Submariner ยังได้รับความนิยมอย่างมากจากการที่ถูกสวมใส่โดยตัวละคร James Bond ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า Dr. No เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของนาฬิกาในโลกของสายลับ 007 ด้วยการผสมผสานระหว่างความทนทานของนาฬิกาและความลึกลับของตัวละครทำให้ Submariner กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความเชื่อมั่นในตัวเอง

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

ในปี 1953 เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของการสำรวจโลก เมื่อ Sir John Hunt นำทีมสำรวจขึ้นไปพิชิต ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่มีความสูง 8,848 เมตร (29,029 ฟุต) โดยการเดินทางครั้งนี้มี Sir Edmund Hillary นักสำรวจจากนิวซีแลนด์ และ Tenzing Norgay ซึ่งเป็นชาวเนปาล เป็น 2 บุคคลแรกที่สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความท้าทายทางกายภาพและจิตใจอย่างยิ่ง

ในระหว่างการสำรวจนี้ Sir Edmund Hillary ได้สวมใส่ Rolex Oyster Perpetual ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความเชื่อมโยงระหว่างการสำรวจสุดท้าทายและการสร้างตำนานของนาฬิกาหรู โดย Rolex Oyster Perpetual เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติที่ทนทานและกันน้ำได้ดี ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงและท้าทายเช่นนี้

การที่ Rolex Oyster Perpetual กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งนั้นทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความทนทานและความแม่นยำในทุกการผจญภัยในทุกวันนี้

Legacy ของ Submariner

ปัจจุบัน Submariner ได้กลายเป็นนาฬิกาที่มีค่านิยมอย่างสูงในวงการนาฬิกาหรู และยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องโดย Rolex เอง เช่น การปรับปรุงกลไกและวัสดุที่ใช้ในตัวเรือน นอกจากนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบที่ยังคงความคลาสสิกและทันสมัยในเวลาเดียวกัน

Submariner รุ่น 1953 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยังคงยืนหยัดจนถึงวันนี้ เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความหมายในแวดวงนาฬิกาหรู และเป็นตัวแทนของความทนทานและคุณภาพสูงที่ Rolex ยึดมั่นมาตลอด 70 ปี

สิ่งที่ทำให้ Submariner เป็นที่สุด

  • ตัวเรือนที่กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตรในยุคแรก และพัฒนาสู่ 300 เมตรในปัจจุบัน มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบหมุนได้เพียงทางเดียว เพื่อป้องกันความผิดพลาดในขณะดำน้ำ รวมไปถึงความเป็นไอคอนในโลกภาพยนตร์ เช่น James Bond ผู้สวม Submariner ในภารกิจเสี่ยงตาย

4. Daytona (1963)

ความเร็วที่ถูกจับเวลาได้แม่นยำที่สุด
นาฬิการุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนรักความเร็ว และเป็นนาฬิกาที่ครองใจนักแข่งรถจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความสามารถในการจับเวลาด้วยกลไกโครโนกราฟที่โดดเด่น ทำให้ Daytona เป็นทั้งเรือนเวลาสำหรับสนามแข่งและไอเท่มแห่งความภาคภูมิใจ

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

จุดเริ่มต้น

Rolex Daytona มีชื่อเต็มว่า Cosmograph Daytona กำเนิดมาเพื่อเฉลิมฉลองการแข่งรถในเดย์โทนา บีช ที่ฟลอริดา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันรถที่มีชื่อเสียงในอเมริกา ตัวเรือนของนาฬิกามีการออกแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานในสนามแข่ง โดยมีฟังก์ชั่นที่สำคัญอย่างสเกลทาคีมิเตอร์ สำหรับการวัดความเร็วและ โครโนกราฟ สำหรับการจับเวลาที่แม่นยำ

Cosmograph เปิดตัวในปี 1963 ในฐานะนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่ และก็ได้รับชื่อที่กลายเป็นเครื่องหมายแห่งตำนานต่อท้ายว่า Daytona นาฬิกา Cosmograph Daytona ออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับนักแข่งรถเอ็นดูรานซ์ โดยมาพร้อมความทนทาน กันน้ำได้ และมีสเกลวัดความเร็วบนขอบตัวเรือนเพื่อคำนวณความเร็วเฉลี่ย

ตำนานของ Rolex Daytona (1963) ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาไอคอนิกที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกของการเก็บสะสมและนาฬิกาหรูในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและความเชื่อมโยงกับการแข่งรถมันจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเร็วและความประณีตในเวลาเดียวกัน

การเชื่อมโยงกับ Paul Newman

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ Rolex Daytona กลายเป็นตำนาน คือ การที่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง Paul Newman ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของการแข่งรถ สวมใส่นาฬิกา Rolex Daytona และทำให้โมเดลนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนดังและนักสะสมนาฬิกา โดยเฉพาะรุ่นที่มีหน้าปัดแบบเอ็กโซติกไดอัล หรือบางคนก็เรียกว่า Paul Newman ไดอัล ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity
Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

จุดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน

สเกลทาคีมิเตอร์ บนขอบตัวเรือนสำหรับการคำนวณความเร็ว สำหรับรุ่น Paul Newman Daytona ที่กลายเป็นนาฬิกาสุดคลาสสิกและมีราคาประมูลสูงที่สุดในโลก มีความสมบูรณ์แบบของกลไกที่รวมความเที่ยงตรงและดีไซน์ไว้ในหนึ่งเดียว

ความพิเศษในวันนี้

Rolex Daytona ยังเป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมมากในวงการการประมูล โดยในบางครั้งนาฬิกา Daytona ได้ปิดราคาประมูลสูงสุดในประวัติศาสตร์ เช่น การประมูลนาฬิกาของ Paul Newman ที่ขายในราคากว่า 17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017

การที่ Rolex Daytona ยังคงเป็นที่ต้องการในปัจจุบันไม่ได้มาจากแค่ดีไซน์ที่หรูหรา แต่ยังมาจากการที่มันมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของวงการแข่งรถและคนดังที่เคยสวมใส่มัน ซึ่งทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความเที่ยงตรง และความประณีต

5. Rolex Day-Date (1956)

Rolex Day-Date เปิดตัวในปี 1956 และกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เนื่องจากมันเป็น นาฬิการุ่นแรกของ Rolex ที่มีการแสดงวันที่และวันในสัปดาห์บนหน้าปัดในคราวเดียว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างจากนาฬิกาอื่น ๆ ในตลาดตอนนั้น

จุดเด่นและความสำคัญ

การแสดงวันและวันที่ Day-Date ถือเป็นนาฬิการุ่นแรกที่แสดงทั้งวันที่และวันในสัปดาห์ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ทำให้มันใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

วัสดุและการออกแบบ นาฬิการุ่นนี้มักจะถูกผลิตในวัสดุ ทอง 18K หรือ แพลทินัม ซึ่งเพิ่มความหรูหราและคุณค่าให้กับนาฬิกา

กลไกที่แม่นยำ ใช้กลไกอัตโนมัติที่ Rolex เรียกว่า เพอร์เพทชวล ที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและทนทานในทุกสถานการณ์

ตำนานของ Rolex Day-Date

Rolex Day-Date ถูกขนานนามว่าเป็น “President’s Watch” เพราะมันได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ John F. Kennedy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สวมใส่นาฬิกาเรือนนี้

สิ่งที่ทำให้กลายเป็นตำนาน

หน้าปัดที่มีคุณสมบัติครบครัน ความสามารถในการแสดงวันและวันที่ทำให้มันมีความพิเศษและเป็นที่ต้องการอย่างมาก

สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ Day-Date กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความหรูหรา เนื่องจากบุคคลที่มีอิทธิพลระดับสูงในสังคมชื่นชอบที่จะสวมใส่

Rolex Day-Date ยังคงเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ และถือเป็นนาฬิกาคลาสสิกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

และนี่ก็เป็นทั้ง 5 เรือนเวลาที่เราเลือกหยิบมาพูดถึงกันในบทความนี้ เพราะเรารู้สึกว่า Rolex เป็นหนึ่งในตำนานที่ไม่มีวันหยุดหมุน และไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่เป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ ความมั่นคง และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ทุกครั้งที่เรามองเข็มวินาทีที่หมุนวนอย่างเงียบสงบ เรารู้ว่า Rolex คือ สิ่งที่เป็นมากกว่าการบอกเวลา และมันคือการบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่มีวันจบ

หากอยากให้เราหยิบเรื่องราววของนาฬิกาเรือนไหนมาเล่าเพิ่มเติมก็สามารถเข้ามาแชรฺ์ความคิดเห็นกันได้ทุก ๆ ช่องทางของ Revolution Thailand ได้เลย แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า

“อย่าพลาดการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์
นาฬิกาคู่ใจของปาโบล ปิกัสโซ Revolution Watch Thailand

Arcanaut: การปฏิวัติวงการนาฬิกาผ่านความกล้าทดลองวัสดุที่ไม่ธรรมดา

“เมื่อจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัดหลอมรวมกับวิทยาศาสตร์และงานศิลป์ กลายเป็นผลงานที่น่าทึ่งสำหรับข้อมือคุณ”

ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก Arcanaut แบรนด์นาฬิกาที่มีชื่อเสียงด้านการคิดนอกกรอบ กำลังเขย่าวงการอีกครั้งด้วยซีรีส์ Experimentals ซึ่งไม่เพียงแต่นำเสนอนาฬิกาที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวและวัสดุที่น่าทึ่ง เรียกได้ว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้หลงใหลในเรือนเวลา

ต้นกำเนิดของซีรีส์ Experimentals: เมื่อความกล้าทดลองกลายเป็นแรงผลักดัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2023 Arcanaut ได้เปิดตัวโครงการ “Experimentals” เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง โมเดลแรกที่เผยโฉมในซีรีส์นี้คือ Bonehead และ Tiger Sh’Arc ที่มาพร้อมแนวคิดสุดพิเศษ คือ การนำเสนอผลงานตั้งแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์! โดยผู้สนใจสามารถจองสิทธิ์ได้ด้วยการวางเงินมัดจำเพียง 10% ของราคานาฬิกา

น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือทั้ง 2 รุ่นมีการผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 33 เรือน ซึ่งถูกจับจองอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วัน เป็นเครื่องยืนยันว่าความเชื่อมั่นในแบรนด์ Arcanaut ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการสร้างชื่อเสียงผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง

Arcanaut: Redefining Watchmaking with Experimental Elegance

เจมส์ ทอมป์สัน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ แบล็กแบดเจอร์) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเนื้อหาของแบรนด์ เผยมุมมองของเขาเกี่ยวกับการทดลองหลายร้อยครั้งที่ Arcanaut ดำเนินการในปี 2024 เพื่อนำ Experimentals มาใช้ในชีวิตจริงอย่างชัดเจน: “ผมชอบมัน มันเหมาะกับวิธีการทำงานของผม แม้จะเรียนในโรงเรียนศิลปะ แต่ผมไม่เคยวาดรูปได้เลย ดังนั้น ในช่วงแรกของชีวิต ผมจึงพบวิธีแก้ปัญหา: ผมวาดรูปในเนื้อหา ในรูปแบบ 3 มิติ ผมมองเห็นสิ่งที่ผมอยากเห็นในชีวิตจริงในใจ และผมเก่งกว่าในการทำให้สิ่งนั้นมีชีวิตขึ้นมาด้วยเครื่องจักรมากกว่าการใช้ดินสอ ทุกครั้งที่ Anders และ Rob กระตุ้นให้ผมค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ผมก็จะรู้สึกเหมือนเด็กในร้านขนม ในส่วนลึกของผม ผมเป็นคนชอบร้าน ผมชอบเครื่องมือของผม ผมตื่นเต้นที่จะได้สตาร์ทเครื่องทุกเช้าและดูว่าอะไรจะออกมาในตอนท้ายวัน มันสนุกมาก และผมคิดว่ามันแสดงออกมาในผลิตภัณฑ์ หากนาฬิกาของเราสามารถทำให้ผู้ติดตามยิ้มได้มากเท่ากับที่เราทำได้ในขณะที่ผลิตมันขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นชัยชนะเลยทีเดียว”

เจาะลึกวัสดุ: เปลี่ยนทุกส่วนให้เป็นงานศิลป์

หนึ่งในจุดเด่นของซีรีส์ Experimentals คือการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ธรรมดาเพื่อสร้างความแตกต่าง Bonehead ใช้เยอรมัน ซิลเวอร์ ที่มีความแข็งแรงทนทานและให้ความงามแบบคลาสสิก มาผสมผสานกับหน้าปัด ลูมิแคสต์ ดิสก์ ที่เรืองแสงด้วยสีครีมอบอุ่น พร้อมเข็มบอกเวลาสีน้ำเงินซึ่งเกิดจากการเคลือบ PVD ที่ช่วยเติมความโมเดิร์นเข้าไปอย่างลงตัว

ในขณะเดียวกัน Tiger Sh’Arc โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุ เซอร์คิวไท (การผสมผสานระหว่างเซอร์โคเนียมและไทเทเนียม) ซึ่งให้ลวดลายแบบพาดเส้นที่ไม่ซ้ำใคร เพิ่มมิติและความหรูหราด้วยโทนสีที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง

ฝาหลัง Glowpatch: เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรมองข้ามคือฝาหลังของซีรีส์นี้ ซึ่ง Arcanaut เรียกอย่างภาคภูมิใจว่า โกลวแพตช์ เดิมทีแนวคิดนี้เริ่มต้นจากความคิดสนุกในทีมงาน แต่กลับกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้สวมใส่ประทับใจ ด้วยการออกแบบให้ฝาหลังเรืองแสงในที่มืด เพิ่มความสนุกและสร้างเอกลักษณ์ที่น่าจดจำ

Arcanaut: Redefining Watchmaking with Experimental Elegance

“ของพวกนั้นมันติดไฟได้ง่าย ๆ เพื่อความสนุก,” Thompson หัวเราะ (ซึ่งขณะนั้นเขากำลังอยู่ห่างไกลจากเซอร์คิวไท ที่เพิ่งถูกกลึงมาเมื่อเร็ว ๆ นี้) “เรามาที่โรงงานของพันธมิตรในโคเปนเฮเกนเพื่อเช็คการผลิตและเราเห็นพวกเขากำลังเก็บเศษเหล็ก (ชิ้นเล็ก ๆ ของโลหะที่ถูกตัดออกระหว่างการกลึง) ไว้ในถังใหญ่, แล้วเราก็พูดว่า ‘ไม่! ของพวกนี้ต้องเอาไปทิ้งข้างนอกและกำจัดอย่างถูกต้อง’ ถ้าทิ้งไว้ในสภาพนั้นมันอาจจะระเบิดได้โดยไม่ทันตั้งตัว และฉันไม่รู้ว่าคุณเคยเห็นไฟจากโลหะไหม, แต่เชื่อเถอะว่าคุณไม่อยากเจอ

โชคดีที่เมื่อกรณีที่ถูกกลึงแล้วมันจะปลอดภัยและเป็นวัสดุที่มีความเสถียรมาก เราจะทำให้มันร้อนหลังจากการกลึงเพื่อทำให้โลหะเกิดการออกซิไดซ์เล็กน้อย สร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างไทเทเนียมและเซอร์คิวไท นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ตัวเรือนมีเอฟเฟกต์ลายทางและมันก็คือที่มาของชื่อซีรีส์โมเดล”

ในขณะเดียวกัน Bonehead ถูกสร้างจากสเตนเลสสตีล แต่มีการออกแบบตัวเรือนที่เป็นเอกลักษณ์ สำหรับ Bonehead, Brandt ตัดสินใจเพิ่มสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘กรอบกระดูก’ ซึ่งทำให้พื้นผิวของตัวเรือนยุบลงยกเว้นบริเวณขอบ ตัวเรือนจะถูกทำให้เกิดลุคมืดและลึกลับที่ทำให้มันแตกต่างจากตัวเรือน ARC II ปกติที่ใช้ในคอลเล็กชัน D’Arc Matter, Havender, และ Klint รวมถึงชิ้นงาน Fordite ที่มีเอกลักษณ์ และรุ่นพิเศษที่จำกัดสำหรับ Collective Horology ในสหรัฐอเมริกา, ARC II — Liberty Green

การเติบโตของ Arcanaut: สู่ขอบฟ้าใหม่ของการออกแบบ

Anders Brandt ผู้ร่วมก่อตั้ง Arcanaut กล่าวถึงผลจากซีรีส์ Experimentals ว่า “มันเปลี่ยนวิธีคิดของเราไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เรายึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ ตอนนี้เรากล้าที่จะทดลอง ปรับแต่ง และสร้างความหลากหลายผ่านวัสดุและดีไซน์ที่แตกต่างกัน”

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นผิว หรือการทดลองกับวัสดุใหม่ ๆ Arcanaut ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาเป็นมากกว่าแค่แบรนด์นาฬิกา โดยเป็นแรงบันดาลใจสำหรับวงการออกแบบทั้งหมด

ติดตาม Arcanaut และเรื่องราวเบื้องหลังได้ที่นี่

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Arcanaut และซีรีส์ Experimentals ได้ที่ www.arcanaut.watch หรือติดตาม Instagram @arcanaut_watches และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของผลงานใหม่ ๆ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Must-Have 5 Dior Timepieces: บทกวีแห่งเวลาและความหรูหราเหนือระดับ

5 นาฬิกาจาก Dior ที่สะท้อนสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์และศิลปะชั้นสูง ปลดปล่อยความสง่างามด้วยเรือนเวลาที่สะกดทุกสายตา

ในโลกแห่งเรือนเวลาสุดประณีต Dior ได้ผสานความงามของศิลปะโอตกูตูร์ เข้ากับศาสตร์แห่ง โอต ออร์โลเฌรี การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ก่อให้เกิดผลงานที่ทั้งน่าหลงใหลและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งแฟชั่นที่เหนือกาลเวลา

สุนทรียะแห่งการออกแบบบนข้อมือ

Dior Grand Bal Plume: ศิลปะแห่งขนนกที่เริงระบำในกาลเวลา

นาฬิกาที่ถ่ายทอดความงดงามเหนือธรรมชาติผ่านศิลปะแห่งขนนก บรรจงออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากงานเต้นรำสุดหรูในอดีต สื่อถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยพลัง ความสง่างาม และจังหวะชีวิตที่เปี่ยมเสน่ห์

Dior Grand Bal Plume: ร่ายรำแห่งความงดงามด้วยปีกนกสุดประณีต

สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสง่างามและมนต์เสน่ห์ของศิลปะแห่งการสร้างสรรค์ Dior Grand Bal Plume คือเรือนเวลาที่สะท้อนความเป็นตัวตนของ Dior ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการร่ายรำในงานกาล่าดินเนอร์ สื่อถึงความหรูหราและชีวิตชีวาผ่านกลไกโรเตอร์ที่ประดับด้วยปีกนกธรรมชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของคอลเลกชั่น Grand Bal

ศิลปะแห่งขนนกที่มีชีวิต

โรเตอร์ที่ประดับด้วยขนนกธรรมชาติไม่ใช่เพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังทำหน้าที่ขึ้นลานโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะแกว่งไปตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ ขนนกที่ผ่านการคัดสรรและตกแต่งด้วยความประณีตนี้ เปรียบเสมือนการร่ายรำที่พลิ้วไหวอย่างสง่างาม สะท้อนถึงความสามารถอันเป็นเลิศของช่างฝีมือ Dior

ดีไซน์ที่ลงตัวสำหรับทุกค่ำคืน

ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ 18K พร้อมประดับเพชรเม็ดงามรอบขอบของตัวเรือนขนาด 36 มม. ที่เหมาะกับข้อมือผู้หญิง หน้าปัดตกแต่งด้วยวัสดุชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกหอยมุก สีสันเมทัลลิก หรือการแกะลายที่วิจิตรบรรจง

DIOR TIMEPIECES: A timeless watch of art and beauty
DIOR TIMEPIECES: A timeless watch of art and beauty

“สัมผัสศิลปะแห่งการร่ายรำบนข้อมือคุณกับ Dior Grand Bal Plume
เพราะทุกความเคลื่อนไหว คือเสน่ห์ที่ยากจะลืมเลือน”

รายละเอียดที่สะท้อนความหรูหราเหนือระดับ

กลไก: อัตโนมัติ Dior Inversé 11 1/2 ออกแบบให้โรเตอร์อยู่ทางด้านหน้าของนาฬิกา

ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ขนาด 36 มม. ประดับเพชรบริเวณขอบตัวเรือนที่เจียระไนอย่างประณีต

หน้าปัด: ประกอบด้วยขนนกสีสันสดใส ผสานลวดลายเปลือกหอยมุกและประดับเพชร

สาย: หนังจระเข้คุณภาพสูงที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายและหรูหรา

ความพิเศษในช่วงเทศกาล

Dior Grand Bal Plume เหมาะอย่างยิ่งสำหรับค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายปี หรือโอกาสพิเศษที่ต้องการความประทับใจ เรือนเวลานี้จะเป็นเครื่องประดับที่สะกดทุกสายตา

Dior Grand Bal Milly La Nuit: ค่ำคืนแห่งความฝันในงานกาล่า

เมื่อ Dior ขยับขีดจำกัดของความงดงาม Dior Grand Bal Milly La Nuit จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อสะท้อนมนตร์เสน่ห์ของค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความลึกลับและโรแมนติก ดุจดังแสงจันทร์ที่สาดส่องท่ามกลางงานเต้นรำสุดหรู

จุดเด่นที่ทำให้เรือนนี้เป็นมากกว่านาฬิกา

  • โรเตอร์ที่เปล่งประกาย:
    โรเตอร์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Dior Grand Bal ทำหน้าที่ไม่ใช่เพียงแค่การขึ้นลานโดยอัตโนมัติ แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ที่โดดเด่น โดยใน Milly La Nuit ถูกประดับด้วยเพชร เปลือกหอยมุก และแผ่นทองคำ ที่ขยับราวกับกระโปรงบอลกาวน์ที่หมุนไปตามจังหวะการเต้นรำ
  • หน้าปัดแห่งจินตนาการ:
    ตัวเรือนขนาด 36 มม. สร้างสรรค์ด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม เช่น เปลือกหอยมุกสีดำและหินล้ำค่า ตัวหน้าปัดมอบประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
  • กลไก Dior Inversé 11 1/2:
    กลไกอัตโนมัติที่เผยให้เห็นโรเตอร์บนฝั่งหน้าปัด สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์อันเหนือชั้นของ Dior และการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและศิลปะแห่งการผลิตนาฬิกา

ความพิเศษในช่วงเทศกาล

Dior Grand Bal Milly La Nuit เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานเลี้ยงหรูหราหรือปาร์ตี้ส่งท้ายปี ด้วยดีไซน์ที่เปล่งประกายและสะท้อนถึงความสง่างามของเจ้าของ ชวนให้ทุกสายตาหันมาจับจ้อง

“สวมใส่รุ่นนี้แล้วเดินเข้าสู่ค่ำคืนแห่งความทรงจำ“

DIOR TIMEPIECES: A timeless watch of art and beauty

ในตัวอย่างของ Grand Bal Milly La Nuit นั้น Dior ได้วางน้ำหนักที่แกว่งไปมาของโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติ Inversé ไว้ด้านบนหน้าปัดเพื่อจำลองรูปลักษณ์ของชุดดังกล่าวที่แกว่งไปมาบนฟลอร์เต้นรำ นอกจากนี้ ตัวเรือนยังได้รับการตกแต่งด้วยด้ายสีทอง ตาข่าย ไหม ขนนก หิน และปีกด้วง นอกจากนี้ยังมีการประดับด้วยทองคำชมพู แซฟไฟร์ และเพชรอีกด้วย

Dior Grand Soir “Year of the Snake” มนตร์เสน่ห์แห่งปีงู บทกวีแห่งโอตกูตูร์ที่สวมใส่ได้

ในจักรวาลของ Dior Grand Soir นาฬิกาแต่ละเรือนเปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเอกที่สะท้อนจินตนาการของเมซง และในปีแห่งงู Dior Grand Soir “Year of the Snake” ก็ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีนักษัตรที่เปี่ยมด้วยความลึกลับและสัญลักษณ์แห่งความเฉลียวฉลาด

The Dior Grand Soir Year of the Snake © Dior

คอลเลกชั่น Grand Soir สะท้อนรสนิยมของนักออกแบบได้ดีที่สุดด้วยการนำวัสดุจากธรรมชาติ เช่น เปลือกหอยมุก และสัมผัสแห่งงานฝีมือ เช่น งานมาร์เกวทรี มาสร้างสรรค์หน้าปัดอันวิจิตรบรรจง

หน้าปัดของ Dior Grand Soir รุ่นนี้ถูกตกแต่งด้วยลวดลายงูที่ลื่นไหลราวกับกำลังเคลื่อนไหว มีการประดับเพชรหลากสีและพลอยที่ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถัน สร้างความรู้สึกถึงการร่ายรำของงูในป่าอันเงียบสงบ

กลไกอัตโนมัติได้รับการออกแบบให้เป็นรูปงูดุจการหลอมรวมศิลปะและเทคนิคไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเรือนไวท์โกลด์ประดับด้วยเพชรและอัญมณีแวววาว เปรียบเสมือนเครื่องประดับล้ำค่าที่พาคุณก้าวเข้าสู่โลกแห่งความฝัน

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวน 38 เรือนนี้ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีงู แต่ผลิตขึ้นเพื่อให้คงทนยาวนานตลอดอายุการใช้งาน ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Sellita SW-300 ที่มีระยะการสำรองพลังงานอยู่ 42 ชั่วโมง

เมื่อพูดถึงการได้สัมผัสกับธรรมชาติ การเฉลิมฉลองวันตรุษจีนประจำปีนี้ หรือปีมะเส็ง เปรียบเสมือนสวนอีเดน ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดเงาขนาด 36 มม. มีขอบโรสโกลด์ประดับเพชรเจียระไน 52 เม็ด ร่วมกับหน้าปัดแบบ Toile de Jouy ซึ่งเป็นการยกย่องผ้าทอแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศส

ภาพ: The Dior Grand Soir Year of the Snake © Dior

ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง Dior Grand Soir “Year of the Snake” ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่คือคำประกาศแห่งความหรูหราและความสำเร็จ ที่เหมาะสำหรับการเป็นของขวัญหรือเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับทุกลุค

La D de Dior Rose Couture

La D de Dior Rose Couture คือ นาฬิกา จากแบรนด์ Dior ที่ได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราและมีเสน่ห์แบบคลาสสิก ผสมผสานความงามของ ดอกกุหลาบ (Rose) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Dior โดยตัวเรือนของนาฬิกามีความประณีตและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนถึงสไตล์ที่หรูหราและทันสมัย

ความพิเศษ:

La D de Dior Rose Couture เป็นนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราและความมีระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่มองหานาฬิกาที่สามารถใส่ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในโอกาสพิเศษ

ลักษณะของนาฬิกา La D de Dior Rose Couture:

ฟังก์ชัน: นาฬิกาในรุ่นนี้เน้นฟังก์ชั่นการบอกเวลาแบบเรียบง่าย แต่มีความประณีตในการออกแบบ โดยมีทั้งกลไกระบบออโตเมติก หรือระบบควอตซ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับรุ่นของนาฬิกา

ดีไซน์: ตัวเรือนนาฬิกาได้รับแรงบันดาลใจจากความงามของ ดอกกุหลาบ ที่ผสมผสานกับดีไซน์ที่หรูหรา ตัวเรือนทำจาก สตีล หรือวัสดุที่มีความทนทานสูง โดยมีดีเทลที่คำนึงถึงความสวยงามและความละเอียดอ่อนของธรรมชาติ

หน้าปัด: หน้าปัดของนาฬิกามีดีไซน์ที่สะท้อนถึงความงดงามของดอกกุหลาบ ด้วยการใช้สีอ่อน ๆ เช่น สีชมพู และ สีโรสโกลด์ ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล

สาย: สายของนาฬิกามักทำจากวัสดุที่มีความหรูหรา เช่น หนัง หรือ สเตนเลส ซึ่งมีความนุ่มและสบายในการสวมใส่

เหมาะสำหรับ:

  • ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่มีความละเอียดอ่อนและสะท้อนถึงความงามในธรรมชาติ
  • ผู้ที่ต้องการเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์และความหรูหราในการแต่งตัว
  • ผู้ที่ชื่นชอบการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกและทันสมัย

นาฬิกา La D de Dior Rose Couture จึงเป็นเครื่องประดับที่ไม่เพียงแค่ใช้งานได้จริง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและสไตล์ที่เหนือกาลเวลา

Chiffre Rouge Black Ultramatte

นาฬิกา จากคอลเลคชัน Dior Chiffre Rouge ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและหรูหรา นาฬิกาในรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราของแบรนด์ Dior

DIOR TIMEPIECES: A timeless watch of art and beauty

ลักษณะของนาฬิกา Dior Chiffre Rouge Black Ultramatte:

  • ดีไซน์: ตัวเรือนนาฬิกาทำจากวัสดุที่มีความทนทานสูงได้แก่ เซรามิก และ สตีล ที่มีสีดำมันวาว แต่มีพื้นผิวด้าน ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย ดูโดดเด่นและมีสไตล์ที่เรียบง่ายแต่หรูหรา
  • ขนาด: มีขนาดที่พอเหมาะ เหมาะกับข้อมือทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ต้องการนาฬิกาที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาส
  • คุณสมบัติ: นาฬิกาในรุ่นนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันการแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ร่วมกับการบอกวันที่แบบตัวเลข ซึ่งใช้งานง่าย เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการแต่งตัวในสไตล์ที่เรียบหรูและมีเอกลักษณ์
  • สาย: สายทำจากวัสดุยางที่ให้ความสะดวกสบายในการสวมใส่ มีความยืดหยุ่นและระบายอากาศได้ดี

ความพิเศษ:

นาฬิกา Dior Chiffre Rouge Black Ultramatte สะท้อนถึงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Dior โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบที่มีความสมดุลระหว่างความหรูหราและความล้ำสมัย อีกทั้งยังคงความเป็นแฟชั่นที่ไม่มีวันตกยุค เหมาะกับผู้ที่ต้องการอะไรที่แตกต่างและสื่อถึงความมั่นใจในตัวเอง

ภาพ: Dior Chiffre Rouge Black Ultramatte

เหมาะสำหรับ:

  • ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่มีทั้งความหรูหราและฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริง
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความโดดเด่นให้กับสไตล์การแต่งตัวประจำวัน

นาฬิกานี้จึงเป็นอีกหนึ่งไอเท่มที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่หลงใหลในแฟชั่นและต้องการเครื่องประดับที่สามารถสะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน

Dior นาฬิกาที่เป็นมากกว่าเรือนเวลา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้สวมใส่ ทุกเรือนถูกออกแบบด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความงดงามและคุณค่าเฉพาะตัว

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Wrist Check: ส่องลุค Jonathan Bailey กับ OMEGA Railmaster เมื่อความสง่างามแห่งเวลาโคจรพบไดโนเสาร์ใน Jurassic World Rebirth
ตำนานบทใหม่บนข้อมือ เมื่อ Atlas Watch จาก Tiffany & Co. กลับมาพร้อมความล้ำค่าที่เดินด้วยระบบอัตโนมัติ
Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition เรือนเวลาสำหรับตรุษจีนนี้

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition สีแดงแห่งโชคลาภที่สะท้อนความงามเหนือกาลเวลา

ความสง่างามที่ผสานโชคลาภในสีแดงเบอร์กันดี
แบรนด์นาฬิกาอิสระอย่าง Raymond Weil เปิดตัวผลงานสุดพิเศษ Millesime Infinite Burgundy Limited Edition เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง ความพิเศษของเรือนเวลานี้คือการออกแบบที่เรียบหรูและโทนสีแดงเบอร์กันดีที่มีเสน่ห์ลุ่มลึก สะท้อนถึงความมั่งคั่งและโชคลาภตามความเชื่อในวันปีใหม่จีน

รายละเอียดที่บรรจงสร้างสรรค์เพื่อคุณ

ตัวเรือนสแตนเลสขนาด 39 มม. เผยดีไซน์ที่ลงตัวระหว่างความเรียบง่ายและความหรูหรา หน้าปัดสีแดงเบอร์กันดีมีมิติและการเล่นพื้นผิวที่หลากหลาย เสริมด้วยสายหนังสีเดียวกันที่ช่วยเพิ่มความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition
ภาพ:Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition

หัวใจแห่งกลไกและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

หัวใจสำคัญของนาฬิกาคือกลไกอัตโนมัติ RW4200 ซึ่งให้พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง และเปิดโชว์ผ่านฝาหลังของตัวเรือน ความพิเศษที่ทำให้รุ่นนี้มีคุณค่าเหนือกาลเวลา คือการสลักคำว่า “ONE OF 88” ซึ่งบ่งบอกถึงจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 88 เรือนเท่านั้น เลข 8 ที่ซ้ำกันยังสะท้อนถึงความโชคดีตามความเชื่อจีน

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition
ภาพด้านข้าง: Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition

ตอบโจทย์เทศกาลตรุษจีนอย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยโทนสีที่สะกดทุกสายตาและกลไกที่ยอดเยี่ยม Millesime Infinite Burgundy Limited Edition ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับบนข้อมือ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่อย่างมีสไตล์

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition
ภาพด้านหลัง: Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition

ข้อมูลทางเทคนิค
Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition

  • กลไก: อัตโนมััติ Cal.RW4200 พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 39 มม.
  • สาย: หนังสีแดงเบอร์กันดี
  • จำนวนการผลิต: 88 เรือน พร้อมสลักหมายเลข

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
OMEGA Seamaster Diver 300M
สัมผัสตำนานจักรวาลบนข้อมือ OMEGA Speedmaster Moonphase Meteorite

G-SHOCK x Charles Darwin Foundation นาฬิกาแห่งการอนุรักษ์ สู่แรงบันดาลใจจากกาลาปากอส

G-SHOCK x Charles Darwin Foundation ความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความใส่ใจโลก

Casio ภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับมูลนิธิ Charles Darwin ในการเปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่น 2 รุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ป่าหลากหลายชนิดบนหมู่เกาะกาลาปากอส ความร่วมมืออันเป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้เกิดการเปิดตัวนาฬิกา รุ่น GA 2100 2 รุ่น ได้แก่ GAB2100CD1A4 และ GAB2100CD1A7 โดยแต่ละเรือนมีองค์ประกอบการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงลักษณะของอิกัวนาทะเลกาลาปากอส และเพนกวินกาลาปากอส

G-SHOCK x Charles Darwin Foundation

นาฬิการุ่นนี้ได้ผสมผสานความแข็งแกร่งของ G-SHOCK เข้ากับรายละเอียดการออกแบบที่ละเอียดอ่อนและมีความหมาย ซึ่งเฉลิมฉลองสายพันธุ์ที่ผู้คนชื่นชอบมากที่สุด 2 สายพันธุ์ของหมู่เกาะกาลาปากอส แต่ละรุ่นมีรายละเอียดพิเศษบนหน้าปัด เช่น ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นทะเลและแผนที่กาลาปากอสซึ่งเน้นให้เห็นถึงความงามตามธรรมชาติของหมู่เกาะ การพิมพ์สายแบบกำหนดเองได้ผสานสโลแกนของมูลนิธิชาร์ลส์ ดาร์วินเข้ากับห่วงสายที่มีสัญลักษณ์ของนกเพนกวินกาลาปากอสหรืออิกัวนาทะเล

G-SHOCK x Charles Darwin Foundation
G-SHOCK x Charles Darwin Foundation
G-SHOCK x Charles Darwin Foundation
G-SHOCK x Charles Darwin Foundation

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ผลิตขึ้นโดยใช้สายเรซินจากวัสดุชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของมูลนิธิ Charles Darwin ในการปกป้องและอนุรักษ์ระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่เกาะกาลาปากอส การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ G-SHOCK ในการรักษาความยั่งยืนและระบบนิเวศที่เปราะบางที่สุดของโลก

G-SHOCK x Charles Darwin Foundation

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมคุณสมบัติระดับพรีเมียมมากมาย อาทิ โครงสร้างกันกระแทก กันน้ำลึก 200 เมตร การเชื่อมต่อบลูทูธ ฟังก์ชันปรับเข็มนาฬิกาและเวลาโลกสำหรับ 48 เมือง นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาจับเวลา 1/100 วินาที ตัวนับเวลาถอยหลัง นาฬิกาปลุก 5 ครั้งต่อวัน และไฟ LED ซูเปอร์ อิลลูมิเนเตอร์ 2 ดวง ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเน้นย้ำถึงฟังก์ชันและความน่าเชื่อถือของนาฬิกา G-SHOCK

นาฬิกาที่ร่วมมือกับ Charles Darwin Foundation มีจำหน่ายแล้วที่ G-SHOCK และร้านค้าปลีก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Watch Trick ดูแลนาฬิกาอย่างมือโปร เผยเคล็ดลับที่จะทำให้ใช้งานได้ยาวนาน

Watch Trick ดูแลนาฬิกาอย่างมือโปร เพื่อเก็บความหรูหราให้คงอยู่ทุกกาลเวลา

การมีนาฬิกาหรูเปรียบเหมือนการครอบครองงานศิลปะที่มีชีวิต เพราะนาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงรสนิยมและสไตล์ของผู้สวมใส่ การดูแลรักษาให้นาฬิกาหรูของคุณคงคุณค่าและใช้งานได้อย่างยาวนานนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจอย่างมาก ต่อไปนี้คือเคล็ดลับการดูแลรักษาที่คุณควรรู้:

Watch Trick: เคล็ดลับการดูแลรักษานาฬิกาหรูให้ใช้งานได้ยาวนาน
Watch Trick ดูแลนาฬิกาอย่างมือโปร

1. เก็บรักษาในที่เหมาะสม

  • กล่องเก็บนาฬิกา เลือกใช้กล่องที่บุวัสดุนุ่มและป้องกันฝุ่น รวมถึงมีระบบล็อกเพื่อความปลอดภัย
  • ควบคุมความชื้น ใช้ซิลิกาเจลในกล่องเก็บเพื่อป้องกันความชื้นที่อาจทำให้กลไกภายในเสื่อมสภาพ

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและสารเคมี

แม้ว่านาฬิกาบางรุ่นจะกันน้ำได้ แต่ก็ไม่ควรใส่ลงน้ำบ่อยเกินไป โดยเฉพาะน้ำทะเลที่มีเกลือซึ่งอาจทำให้ตัวเรือนและสายเกิดสนิม หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี เช่น น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อาจทำลายพื้นผิว

3. เช็คการใช้งานระบบกลไก

  • หมุนนาฬิกาให้ถูกต้อง สำหรับนาฬิการะบบไขลาน ให้ไขลานตามคำแนะนำของผู้ผลิต หลีกเลี่ยงการไขลานมากเกินไปเพราะอาจทำให้กลไกเสียหาย
  • หมั่นตรวจเช็ค นำส่งช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสภาพเครื่องกลไกอย่างน้อยทุก 3-5 ปี

4. ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี

  • ผ้าสะอาด ใช้ผ้านุ่มเช็ดตัวเรือนและสายเพื่อลดคราบเหงื่อและสิ่งสกปรก
  • แปรงขนนุ่ม สำหรับการทำความสะอาดร่องหรือพื้นที่เข้าถึงยาก เช่น สายโลหะ

5. ใส่ใจกับสายและกระจก

  • สายหนัง หลีกเลี่ยงการโดนน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังที่เหมาะสม
  • กระจก หากกระจกเป็นรอย ควรส่งซ่อมทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

6. หลีกเลี่ยงการกระแทก

แม้ว่านาฬิกาหรูจะผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง แต่การกระแทกแรง ๆ อาจส่งผลต่อกลไกและตัวเรือนได้ หลีกเลี่ยงการสวมใส่ในกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก เช่น เล่นกีฬา

7. หมั่นอัปเดตความรู้

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนาฬิการุ่นของคุณ เช่น ระบบกลไก หรือวิธีการดูแลเฉพาะรุ่น เพื่อให้นาฬิกาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด

หากใครมี Watch Trick ดูแลนาฬิกาอย่างมือโปร สามารถเข้าไปแชร์ หรือร่วมพูดคุย และติดตามโซเชียลมีเดียของเรากันได้ทุกช่องทาง

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
“Gear Design ฟันเฟืองเวลา กลไกแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการบอกเวลา”
Watch Trick: เลือกนาฬิกาให้เหมาะกับตัวคุณ 5 เทคนิคเจ๋ง ๆ ที่ช่วยเสริมสไตล์และบุคลิกภาพ

Swatch Year of the Snake เผยโฉมสองเรือนเวลาสุดล้ำ ต้อนรับปีงูอย่างมีสไตล์

Swatch Year of the Snake ต้อนรับปีงูด้วยตัวเลือกที่ราคาจับต้องได้

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เว็ปไซต์ของเรายังคงเต็มไปด้วยนาฬิการุ่นใหม่ ๆ ต้อนรับปีงู และสัปดาห์แรก ๆ ของเดือนมกราคมโดยทั่วไปแล้วจะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่มากนัก ยกเว้นนาฬิการุ่นใหม่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ซึ่งในโลกของนาฬิกานั้น เมื่อย่างเข้าสู่ปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ หลายแบรนด์ต่างเปิดตัวเรือนเวลาที่ออกแบบมาเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขนี้ เช่นเดียวกับ Swatch ที่ขอนำเสนอคอลเลกชันพิเศษสำหรับปีงู ด้วยดีไซน์แบบนามธรรมสุดสร้างสรรค์และราคาที่จับต้องได้ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งสายแฟชั่นและผู้ที่หลงใหลในโลกแห่งเรือนเวลา

Golden Red Bamboo สะท้อนความสง่างามในความเรียบง่าย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่บางและเบา แต่ยังคงความหรูหรา Swatch ได้นำเสนอ Golden Red Bamboo ซึ่งโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สื่อถึงความสง่างามและพลังแห่งปีงู

  • ตัวเรือนขนาด 38 มม. แบบบางเฉียบ ใช้กลไกควอตซ์ที่มอบความแม่นยำและความสะดวกสบาย
  • หน้าปัดสีทองระยับ พร้อมลวดลายงูแบบนามธรรมที่ไม่ยึดติดกับความสมจริงเกินไป แต่กลับดูร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์
  • เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วย สีส้มสดใส บนเข็มและหน้าปัด สร้างความตัดกันอย่างลงตัว
  • สายหนังผสมสิ่งทอที่มีการปักลายสีทองและสีส้ม เพิ่มความกลมกลืนให้กับภาพรวมของตัวเรือน

ราคา: ประมาณ 7,100.00 บาท

Blue and Gold Lithe Dancer ใหญ่ สะดุดตา และล้ำสมัย

สำหรับผู้ที่ชอบนาฬิกาขนาดใหญ่และโดดเด่น Swatch ได้รังสรรค์ Blue and Gold Lithe Dancer ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Big Bold ที่มาพร้อมดีไซน์ที่สะท้อนพลังและความล้ำสมัย

  • ตัวเรือนขนาด 47 มม. โดดเด่นด้วยวัสดุ “Bio-sourced” ที่ Swatch ใช้ในหลายรุ่น
  • หน้าปัดลวดลายงูแบบนามธรรม ที่เหมือนกับรุ่น Golden Red Bamboo แต่เปลี่ยนโทนเป็นสีน้ำเงิน-ทอง
  • เพิ่มลูกเล่นด้วย สีส้มสดใส บนเข็มและเม็ดมะยม เพื่อสร้างความน่าสนใจและเชื่อมโยงกับธีมหลัก
  • ฟังก์ชันบอกวัน-วันที่ ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ทำให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ราคา:ประมาณ 4,700.00 บาท

Swatch แบรนด์ที่ผสานความสนุกและสไตล์ในทุกเทศกาล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Swatch กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะจากกระแส MoonSwatch ที่ทำให้นาฬิกาสุดคูลแบรนด์นี้ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง แต่ Swatch ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความสำเร็จนั้น เพราะยังคงนำเสนอเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะ วัฒนธรรมป๊อป หรือเทศกาลสำคัญต่าง ๆ

คอลเลกชัน Year of the Snake นี้เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Swatch ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Wrist Luck: Zodiac Watches 2025 | นาฬิกาประจำราศี…สะท้อนตัวตนในสไตล์ที่ใช่!
Zenith & Time+Tide แท็กทีมส่งท้ายไตรภาค “Surfer Trilogy” กับ “White Surfer Ceramic” สีขาวคลีน สุดคูล

ย้อนรอยตำนานของ Panerai กับ Luminor Tre Giorni PAM01628

จากอดีตสู่ปัจจุบัน: ย้อนเวลาไปกับ Panerai Luminor Tre Giorni PAM01628

พบกับ Panerai Luminor Tre Giorni PAM01628 รุ่นใหม่
มองผ่าน ๆ ก็รู้เลยว่านี่แหละ Panerai Luminor ที่แท้จริง ตัวเรือนใหญ่เต็มข้อที่ 47 มม. มาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิกแบบ Luminor ไม่ว่าจะเป็น หน้าปัดแบบแซนด์วิช สายกว้าง 26 มม. ข้อความบนหน้าปัดที่เน้นความเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ และขาดไม่ได้เลยคือ การ์ดปกป้องเม็ดมะยม อันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็รู้ว่ามาจากแบรนด์นี้

ตัวเรือนที่เล่าความเก่าให้ดูใหม่

PAM01628 เลือกใช้ พาทินา สตีล เหล็ก AISI 316L ที่ผ่านกระบวนการขัดแต่งให้ดูเหมือนมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย ผิวหม่นแบบนี้ถูกทำขึ้นด้วยมือโดยช่างผู้ชำนาญเพื่อให้เหมือนนาฬิกาที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี

ถึงแม้แนวคิด “ความเก่าที่สร้างขึ้น” แบบนี้อาจไม่ถูกจริตทุกคน แต่ลองคิดดูสิ! ถ้าการออกแบบที่ตั้งใจให้เหมือนใช้มานาน สามารถสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและไม่ต้องกลัวจะเป็นรอยเพิ่ม ก็อาจทำให้สนุกกับการใช้งานได้มากขึ้นจริง ๆ

กลไกที่ลงตัวระหว่างอดีตและปัจจุบัน

หัวใจของ PAM01628 อยู่ที่กลไก Panerai P.3000 ระบบไขลานด้วยมือที่ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมพลังงานสำรองถึง 72 ชั่วโมง ฝาหลังแบบใสกรุแซพไฟร์คริสตัลช่วยให้เราได้เห็นกลไกสุดประณีตนี้ในทุกมุมมอง ซึ่งตัวกลไกตกแต่งแบบปัดด้าน ที่เข้ากันได้ดีกับลุคดิบเท่ของตัวเรือน พาทินา สตีล

หน้าปัดแซนด์วิช สุดคลาสสิกในมุมมองใหม่

ถึงแม้จะเป็น หน้าปัดแบบแซนด์วิช แต่ก็มีการปรับดีไซน์จากเดิม กระจกหน้าปัดไม่ได้ใช้อะคริลิกเหมือนในอดีต แต่ยังคงไว้ซึ่งความเรียบง่าย พร้อมเอกลักษณ์ตัวเลขและเครื่องหมายที่ตัดช่องโปร่ง

ความพิเศษคือหน้าปัดแบบ vignette ที่เล่นเฉดสีจากดำเข้มตรงขอบแล้วค่อย ๆ จางเป็นสีเทาในกึ่งกลาง สะท้อนลุควินเทจในแบบที่ชวนให้นึกถึงร่องรอยบนหน้าปัดที่เกิดจากสารเรเดียมในอดีต ผสานกับแสงเรืองจากหลักชั่วโมงสีเบจและตัวเรือน พาทินา สตีล ที่ชวนหลงใหลได้ในทันที

ความรู้สึกแรกที่ PAM01628 มอบให้

หลังช่วงหยุดพักปีใหม่ผ่านไป การได้เห็น PAM01628 ในรายการเปิดตัวนาฬิกา คือความรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่กลับมาในลุคใหม่ที่เรียบง่าย แต่ดูสมาร์ทและคลาสสิก

แต่เดี๋ยวก่อน…ในด้านราคานั้นก็อาจจะค่อนข้างสูง อาจทำให้ใครหลายคนต้องคิดหนักอยู่เหมือนกัน เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น PAM00914 Otto Giorni ขนาด 44 มม. ที่ให้พลังงานสำรอง 8 วันในราคาที่ถูกกว่า แม้ว่าจะไม่ได้ดีไซน์แบบพาทินา หรือฝาหลังใส แต่กลับได้ความสามารถกันน้ำที่ 300 เมตร ซึ่งมากกว่า PAM01628 ที่กันน้ำได้เพียง 100 เมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
Panerai PAM01628
  • รุ่น: Luminor Tre Giorni
  • Reference: PAM01628
  • หน้าปัด: สีเทาพื้นผิวแบบเกรน พร้อมเอฟเฟกต์ vignette สีดำ ตัวเลขและหลักชั่วโมงเรืองแสงสีเบจ
  • วัสดุตัวเรือน: พาทินา สตีล (AISI 316L) ขนาดตัวเรือน 47 มม. กระจกแซฟไฟร์คริสตัลทรงโค้ง ฝาหลังกรุกระจกแซพไฟร์คริสตัล กันน้ำได้ 100 เมตร
  • กลไก: ไขลาน Cal.P.3000 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • สาย: หนังวัวสีน้ำตาลพร้อมตะเข็บสีเบจ ขนาด 26/22 มม.

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
ทำความรู้จัก De Bethune ผ่านเฉดสีน้ำเงินที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์นาฬิกาอิสระจากเมือง L’Auberson
Panerai ร่วมมือกับ Luna Rossa เผยสองนาฬิการุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก America’s Cup

นาฬิกา Louis Vuitton Escale “Snakes Jungle” Cabinet of Wonders เตรียมพร้อมรับเทศกาลตรุษจีน

นาฬิกา Louis Vuitton โดดเด่นด้วยหน้าปัด เมติเยร์ส ดาร์ท ที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน

Louis Vuitton Escale “Snakes Jungle” เปิดตัวครั้งแรกในฐานะส่วนหนึ่งของซีรีย์ Cabinet of Wonders เป็นนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่อวดความสามารถด้านงานฝีมือของเมซงเท่านั้น แต่ยังเป็นนาฬิกาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ที่กำลังจะมาถึงซึ่งตรงกับปีงูไม้ การออกแบบของนาฬิกาได้รับแรงบันดาลใจจากการสะสมดาบซามูไรของ Gaston-Louis Vuitton และความหลงใหลในศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่น

นาฬิกา The Snake’s Jungle จากคอลเลกชั่น Escale Cabinet of Wonders เป็นการเฉลิมฉลองงานศิลป์ที่เต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ซึ่งถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือนเท่านั้น

สำหรับงูที่โฉบเฉี่ยวอยู่บนหน้าปัดนั้น ได้ใช้เทคนิคที่ยากลำบากถึงสามขั้นตอนในการประดิษฐ์ขึ้น ได้แก่ ประติมากรรมขนาดจิ๋วและการแกะสลักโดย Eddy Jaquet และการลงอีนาเมลแบบชอมเพลอเว โดย Vanessa Lecci การสร้างลวดลายของงูบนทองคำขาวมีความลึกสามมิติและท่าทางที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ โดยที่เกล็ดของมันถูกแกะสลักและตกแต่งด้วยลาย วี-สโตรค และประกอบขึ้นด้วยมืออย่างไร้รอยต่อโดยใช้เทคนิคมาร์เกวทรีเพื่อให้ได้สีเขียวครบทั้ง 14 เฉดสี

นอกจากนี้ยังมีใบไผ่ที่ถูกประติมากรรม แกะสลัก และลงอีนาเมลในลักษณะเดียวกัน ที่ล้อมรอบมุมขวาบนของหน้าปัด ซึ่งแสดงถึงการเชื่อมโยงกับโลกของการเดินทาง โดยมีลูกบอลทองคำและหยกเนไฟรต์ที่ถูกจัดวางให้อยู่ในระยะสายตาของงู

การออกแบบที่ไม่ธรรมดา

ความสมบูรณ์แบบของงานศิลปะนี้ไม่สามารถจำกัดแค่หน้าปัดเท่านั้น แต่ใบไม้ไผ่ยังแตกออกจากหน้าปัดและล้นลงไปถึงตัวเรือนทองคำขาวที่ถูกตกแต่งด้วยลายเซไกฮะ อันเป็นลายคลื่นทะเลที่เป็นลักษณะการตกแต่งตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายถึงโชคดีและความเป็นมงคลในศิลปะญี่ปุ่น

นาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้นโดยการผสมผสานเทคนิคจากศิลปินชั้นสูงที่มีความเชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อให้ได้ผลงานที่มีความงามและความสามารถทางเทคนิคที่สูงสุดในวงการนาฬิกา

สายนาฬิกายังคงใช้ธีมญี่ปุ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากด้ามจับดาบคาตานะ สายหนังลูกวัวมีโครงสร้างแบบถักด้วยมือ ขณะที่สีเขียวเข้มเข้ากันได้ดีกับโทนสีดินของนาฬิกา

ข้อมูลทางเทคนิค
Louis Vuitton Escale “Snakes Jungle”

นาฬิกา Louis Vuitton Escale “Snakes Jungle” เป็นเรือนเวลาสุดพิเศษที่โดดเด่นด้วยงานฝีมือชั้นสูงและผลิตในจำนวนจำกัด

  • แรงบันดาลใจ: ออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะปีมะโรงไม้ (Year of the Wood Snake)
  • หน้าปัด: แสดงภาพงูทรงพลังในป่าไผ่อันเขียวขจี สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Multi-material marquetry โดย Rose Saneuil (ใช้วัสดุไม้ หนังสัตว์ และฟาง) พร้อมรายละเอียดแกะสลักด้วยมือและลงยาแบบ Champlevé enamel โดย Eddy Jaquet และ Vanessa Lecci ป่าไผ่มีถึง 14 เฉดสีเขียว
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18 กะรัต ตกแต่งด้วยลวดลายคลื่นญี่ปุ่น (Japanese waves motif) ซึ่งลวดลายนี้ยังปรากฏบนกลไก LFT023 ที่มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบเปิด
  • กลไก: LFT023 (สามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลัง)
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวสีเขียวเข้ม ถักทอด้วยมือ ได้แรงบันดาลใจจากด้ามดาบคาตานะ (katanas) เพื่อให้เข้ากับโทนสีของนาฬิกา
  • การผลิต: จำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน ทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เมื่อความกระหายยังไม่สิ้นสุด Time Eater Tourbillon จากการผนึกกำลังของ Louis Erard และ Konstantin Chaykin ถือกำเนิดขึ้น
เปิดโลก Hermès Arceau Locomotion ผ่านนาฬิกาศิลปะแห่งจินตนาการจาก Ugo Bienvenu

IWC Pilot Mark XX Mercedes-AMG Petronas Team

พร้อมวอร์มอัปสำหรับการแข่งขันรถฟอร์มูลาวันปี 2025 ด้วยเรือนนักบินไทเทเนียมแต่งสีเขียวปีโตรนาส

เพิ่งเข้าสู่เดือนมกราคมของศักราชใหม่แท้ ๆ แต่ทาง IWC ในฐานะการเป็นนาฬิกาอย่างเป็นทางการของทีมแข่งฟอร์มูลาวัน Mercedes-AMG Petronas ก็รีบเผยโฉมนาฬิกาเวอร์ชั่นแรกของซีซั่นปี 2025 สำหรับทีมแข่งชื่อดังนี้ออกมาแล้ว โดยใช้เรือนร่างของนาฬิกานักบิน Pilot’s Watch Mark XX ในรูปแบบ 3 เข็มพร้อมฟังก์ชั่นวันที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความพิเศษ แล้วให้ชื่อว่า IWC Pilot’s Watch Mark XX Mercedes-AMG Petronas Formula One Team

IWC Pilot Mark XX Mercedes-AMG Petronas Team

สืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุค 1940s

Mark XX ที่ใช้เป็นฐานในการสร้างสรรค์ครั้งนี้ เป็นนาฬิกาเจเนอเรชั่นล่าสุดที่บอกเวลาแบบคลาสสิกด้วยเข็มกลางทั้งสามและแสดงวันที่ผ่านช่องหน้าต่าง โดยยังคงลักษณะการเป็น Pilot’s Watch ในขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอดี ๆ ซึ่งย้อนอดีตไปหาบรรพบุรุษได้ถึงทศวรรษ 1940s ในฐานะนาฬิกาสำหรับเจ้าหน้าที่ในกองทัพที่ให้ชื่อว่า Mark X โดยทาง IWC นำกลับมาสร้างขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 1993 ด้วยรุ่น Mark XII และออกใหม่ต่อเนื่องกันมาเรื่อย ๆ จนถึง Mark XX ในปัจจุบัน

IWC Pilot Mark XX Mercedes-AMG Petronas Team

เรือนไทเทเนียมน้ำหนักเบา

Mark XX แบบตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 40 มม. หนา 10.6 มม. ผิวพ่นทรายทั้งเรือน ถูกเลือกนำมาใช้กับนาฬิกาเอดิชั่นพิเศษนี้ โดยเจือการตกแต่งด้วยสีเขียวประจำแบรนด์น้ำมันปีโตรนาสเข้าไปอย่างพอดี ๆ คือ ใช้กับสเกล หลักชั่วโมง สารเรืองแสง สัญลักษณ์ และข้อความต่าง ๆ บนหน้าปัดสีดำสนิทผิวด้าน ร่วมด้วยเข็มสีดำที่เคลือบสารเรืองแสงสีเขียวเฉดนี้จนเกือบเต็มพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่การใช้สีเขียวร่วมกับสีดำบนเข็มวินาที และใช้จานวันที่สีดำพิมพ์เลขเขียว ประกอบมากับสายยางสีเขียวปีโตรนาสทั้งเส้น

IWC Pilot Mark XX Mercedes-AMG Petronas Team

กลไกชั้นยอด

สำหรับกลไกที่บรรจุมาให้เป็นจักรกลแบบอัตโนมัติ Cal.32111 จาก ValFleurier โรงงานในเครือกลุ่ม Richmont ที่มีจุดเด่นอยู่ตรงการให้พลังงานสำรองอย่างเหลือเฟือถึง 5 วัน (120 ชั่วโมง) แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้มองเห็นเพราะปิดด้วยฝาหลังแผ่นทึบที่สลักตกแต่งด้วยตราโลโก้ Mercedes – AMG Petronas F1 Team ร่วมกับลายหกเหลี่ยมเล็ก ๆ ห้อมล้อมอยู่

IWC Pilot Mark XX Mercedes-AMG Petronas Team

นาฬิการุ่นนี้ ทางแบรนด์แจ้งว่าพร้อมจำหน่ายแล้ว โดยไม่ได้เป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัดแต่อย่างใด นั่นหมายถึงว่าเป็นการผลิตออกมาในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยไม่ได้แจ้งไว้ว่าจะทำออกมากี่เรือน

IWC Pilot’s Watch Mark XX Mercedes-AMG Petronas Formula One Team

  • Ref.IW328210
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 40 มม. หนา 10.6 มม. ผิวพ่นทราย เม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว กันน้ำได้ 100 เมตร กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน
  • หน้าปัด: สีดำผิวด้าน เข็มสีดำ สเกล หลักชั่วโมง สารเรืองแสง เลขวันที่ และเข็มวินาที เป็นสีเขียวปีโตรนาส
  • กลไก: อัตโนมัติ Cal.32111 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 120 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • สาย: ยางสีเขียวปีโตรนาส ตัวล็อกไทเทเนียมแบบหัวเข็มขัดผิวพ่นทราย พร้อมระบบ EasX-CHANGE ให้ถอดเปลี่ยนได้ง่าย

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

เปิดตัว Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake

Hublot เฉลิมฉลองปีใหม่จีนด้วยนาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่สะท้อนความทรงพลังและมีสไตล์

งู: สัญลักษณ์แห่งปัญญา เสน่ห์ และการเปลี่ยนแปลง
หลังจากเฉลิมฉลองปีมังกรในปีก่อน Hublot ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษสำหรับปีใหม่จีนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ถึงคิวของ “งู” สัตว์ในจักรราศีจีนที่เป็นตัวแทนของปัญญา เสน่ห์ และการเปลี่ยนแปลง Spirit of Big Bang รุ่นล่าสุดจึงได้รับแรงบันดาลใจจากงู พร้อมการออกแบบที่บ่งบอกถึงความพิถีพิถันและเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake

ดีไซน์ที่สื่อถึงพลังของงูในทุกมุมมอง
Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake เป็นนาฬิกาที่ผสมผสานความล้ำสมัยและศิลปะได้อย่างลงตัว ตัวเรือนทรงตอนโน ผลิตจากเซรามิกแต่งผิวไมโครบลาสต์และขัดเงา ยกเว้นงูจิ๋วชุบทองที่ขดอยู่รอบส่วนหน้าปัดของแผ่นหน้าปัดแซฟไฟร์ที่มีรายละเอียดน่าประทับใจ เข็มนาฬิกาและเครื่องหมายได้รับการตกแต่งด้วยสีทองที่เข้ากัน และมีโลโก้ Hublot ปรากฏอยู่บนกระจก

รายละเอียดที่สะกดทุกสายตา ตัวเรือนเซรามิกสีดำขนาดกว้าง 42 มม. สลักลายงูและแต่งผิวไมโครบลาสต์บนขอบตัวเรือนซึ่งทอดยาวไปจนถึงลายบนสายยาง ส่วนสายก็เปลี่ยนได้ง่ายด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียวซึ่งช่วยให้คุณเปลี่ยนสายได้ภายในไม่กี่วินาที ตัวล็อกเป็นแบบบานพับทำจากเซรามิกสีดำและไททาเนียม

กลไกที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยี
นาฬิการุ่น Spirit of Big Bang Year of the Snake ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่สูงถึง 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง Cal.HUB4700 พร้อมฟังก์ชั่นโครโนกราฟแบบคอลัมน์วีล และใช้เอสเคปวีลที่ทำจากซิลิกอน ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของกลไกระดับตำนาน Zenith El Primero พร้อมตกแต่งรายละเอียดแบบทันสมัย ทั้งการตัดโครงสร้างมาในรูปแบบสเกเลตัน และใช้ดิสก์วันที่แบบสเกเลตัน โดยสามารถมองเห็นได้ผ่านหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลและฝาหลังที่กรุด้วยแซฟไฟร์คริสตัล

Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake ผลิตขึ้นเพียง 88 เรือนทั่วโลก หากต้องการสัมผัสความพิเศษนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Hublot.com

ข้อมูลทางเทคนิค: Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake

  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำผิวขัดเงาและทำไมโครบลาสต์ ขนาด 42 มม. หนา 14.1 มม. ขอบตัวเรือนตกแต่งเป็นลายหนังงู กระจกหน้าปััดแซพไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน ฝาหลังกรุกระจกแซพไฟร์คริสตัล กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดกระจกแซพไฟร์คริสตัล ตกแต่งด้วยงูเคลือบทอง เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงสีทองเคลือบสารเรืองแสงสีดำ
  • กลไก: Cal.HUB4700 (พื้นฐานจากกลไก Zenith El Primero) ขึ้นลานอัตโนมัติ ความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง ชิ้นส่วนรวม 278 ชิ้น จีเวล 31 ชิ้น แสดงชั่วโมง นาที และแสดงวินาทีด้วยเข็มขนาดเล็ก พร้อมฟังก์ชั่นโครโนกราฟ และวันที่
  • สาย: ยางสีดำตกแต่งพื้นผิวเป็นลายหนังงู ตัวล็อกแบบบานพับเซรามิกสีดำและไททาเนียมเคลือบสีดำ
  • Ref.642.CI.0180.RX.CNY25
  • จำนวนการผลิต : จำนวนจำกัด 88 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Conquest Heritage Year of the Snake สัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญาและความรุ่งเรืองจาก Longines

นาฬิกาปีมะเส็งต้อนรับปี 2025 จาก Longines มาแล้ว

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ ปีมะเส็ง 2025 ที่จะมาถึงในวันที่ 29 มกราคม ศกนี้ แบรนด์ขอเฉลิมฉลองด้วยการเปิดตัว Longines Conquest Heritage เวอร์ชั่นพิเศษ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาเดรสสุดคลาสสิกในยุค 50s แต่ความพิเศษของรุ่น “งู” นี้ไม่ได้อยู่แค่ด้านหน้าเท่านั้น เพราะความงามอันลึกซึ้งถูกซ่อนไว้ที่ฝาหลังอย่างแยบยล!

นี่คือลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผลิตขึ้นมาเพียง 2,025 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ซึ่งตรงกับเลขปีคริสตศักราชนี้พอดี บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นชิ้นงานศิลปะสุดพิเศษที่คู่ควรแก่การสะสม

LONGINES CONQUEST HERITAGE YEAR OF THE SNAKE นาฬิกา Longines ปีมะเส็ง

ดีไซน์เหนือกาลเวลา ผสานความคลาสสิกกับความทันสมัย

ความน่าหลงใหลของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่การผสมผสานดีไซน์แนวเดรสสุด วินเทจ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 50s เข้ากับกลไกและขนาดที่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ตัวเรือน สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 40 มม. ที่ดูร่วมสมัย แต่ยังคงความบางเฉียบเพียง 10.8 มม. ทำให้สวมใส่สบายและดูสง่างาม

ไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะนาฬิการุ่นนี้ กันน้ำได้ลึก 50 เมตร และปกป้องหน้าปัดด้วย กระจกแซพไฟร์คริสตัลทรงกล่อง ที่นอกจากจะให้ความรู้สึกย้อนยุคแล้ว ยังเคลือบสารกันแสงสะท้อนมาให้อย่างดีเยี่ยม ปิดท้ายด้วยสายหนังจระเข้สีดำคุณภาพดี ที่มาพร้อมหัวเข็มขัด ช่วยเสริมลุคให้ดูเรียบหรูและคลาสสิกได้อย่างไร้ที่ติ

LONGINES CONQUEST HERITAGE YEAR OF THE SNAKE นาฬิกา Longines ปีมะเส็ง

หน้าปัดสีแดงทอง สัญลักษณ์แห่งความมงคลที่ตรึงตา

เมื่อสายตาจับจ้องไปที่หน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้ คุณจะถูกสะกดด้วยเสน่ห์ของ สีแดงไล่เฉด ที่ดูมีมิติ จากความสว่างตรงกลางไปสู่ความเข้มที่ขอบหน้าปัด พร้อมลูกเล่นลาย ซันเรย์ บนพื้นผิวทรงโดม เพิ่มความลึกซึ้งให้กับดีไซน์

หลักชั่วโมงทรงลิ่มถูกออกแบบมาอย่างมีมิติ โดยเฉพาะตำแหน่ง 12 3 6 9 นาฬิกา ที่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เพื่อให้สังเกตเวลาได้ง่ายขึ้น ส่วนเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีทรง Dauphine ขนาดใหญ่ ก็มาพร้อมร่องที่เคลือบสารเรืองแสง ช่วยให้อ่านค่าได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง และเข็มวินาทีทรงเรียวที่พริ้วไหว ทั้งหมดนี้ รวมถึงสัญลักษณ์นาฬิกาทรายติดปีกของ Longines ล้วนถูกเคลือบด้วย สีทอง

การเลือกใช้ สีแดงและสีทอง ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นการสื่อถึง สีมงคลของชาวจีน ที่แสดงถึงความโชคดีและความเจริญรุ่งเรือง ส่วนการอ่านค่านาทีและวินาทีก็ยังคงความละเอียดด้วยขีดสีขาวที่พิมพ์ไว้อย่างประณีต เช่นเดียวกับข้อความบนหน้าปัด แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของแบรนด์ที่ไม่เคยละเลยแม้จุดเล็กๆ น้อยๆ

LONGINES CONQUEST HERITAGE YEAR OF THE SNAKE นาฬิกา Longines ปีมะเส็ง

เผยความลับที่ฝาหลัง ตำนานงูขาวบนข้อมือคุณ

พลิกตัวเรือนมาทางด้านหลัง คุณจะพบกับความอัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่! บนฝาหลังแบบขันเกลียวที่ทึบนี้ มีภาพ งูศักดิ์สิทธิ์ สลักไว้อย่างงดงามตรงกลางวงกลม ซึ่งนี่คือผลงานการออกแบบอันปราณีตของศิลปินชาวจีนชื่อดังอย่าง Wu Jian’an (อู๋ เจี้ยน-อาน)

ลวดลายงูที่กำลังขดตัวและเกาะอยู่บน เห็ดหลินจือ นี้ ได้แรงบันดาลใจมาจาก “Legend of the White Snake” (ตำนานรักนางพญางูขาว) อันโด่งดัง เป็นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับเรื่องเล่าปรัมปราได้อย่างลงตัว และเพื่อให้สมกับความเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น

ภาพงูนี้ยังถูกล้อมรอบด้วยข้อความพิเศษว่า ‘2025 YEAR OF THE SNAKE LIMITED EDITION ONE OF 2025’ ยิ่งตอกย้ำความพิเศษและคุณค่าของนาฬิกาเรือนนี้ ที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและสัญลักษณ์แห่งความมงคล

LONGINES CONQUEST HERITAGE YEAR OF THE SNAKE นาฬิกา Longines ปีมะเส็ง

หัวใจแห่งความเที่ยงตรง กลไกอัตโนมัติ Cal.L888.5

เบื้องหลังความงามอันเป็นเอกลักษณ์คือกลไกที่เปี่ยมประสิทธิภาพ การบอกเวลาบนนาฬิกาเรือนนี้เป็นหน้าที่ของกลไกอัตโนมัติ Caliber L888.5 แบบ 3 เข็ม ที่ทำงานด้วยความถี่ 25,200 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งมอบพลังงานสำรองได้อย่างน่าประทับใจถึง 72 ชั่วโมง ให้คุณมั่นใจได้ว่านาฬิกาเรือนโปรดจะเดินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากนี้ Longines ยังรับประกันความแม่นยำและความทนทานด้วย บาลานซ์สปริงที่ทำจากซิลิคอน วัสดุสุดล้ำสมัยที่ช่วยให้กลไกสามารถต้านทานต่อสนามแม่เหล็กได้เป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจได้ว่าเวลาที่แสดงผลนั้นจะเที่ยงตรงไร้ที่ติ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนก็ตาม

LONGINES CONQUEST HERITAGE YEAR OF THE SNAKE นาฬิกา Longines ปีมะเส็ง
ข้อมูลทางเทคนิค
Longines Conquest Heritage Year of the Snake
  • ตัวเรือน สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มม. หนา 10.7 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด สีแดงแบบไล่เฉด ผิวปัดลายซันเรย์ หลักชั่วโมง ตรา และเข็มเคลือบทอง
  • กลไก อัตโนมัติ Cal.L888.5 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • สาย หนังจระเข้สีดำ
  • จำนวนการผลิต จำนวนจำกัด 2,025 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Time To Dress Up: ค้นหา MBTI Look ของคุณ! สไตล์สุดปังที่สะท้อนตัวตนได้เป๊ะที่สุด

เริ่มต้นปีด้วย MBTI Look – การแต่งตัวให้เหมาะกับนิสัยคุณ กับนาฬิกาเรือนโปรด

ในโลกของแฟชั่นปี 2025 ความเฉพาะตัวคือหัวใจสำคัญ แต่จะมีอะไรเก๋กว่านี้อีก? ถ้าคุณสามารถแปลงบุคลิกของตัวเองให้ออกมาเป็นสไตล์การแต่งตัวที่ “ใช่” สำหรับคุณที่สุด! บทความนี้เราจะพาคุณดำดิ่งสู่การค้นหา MBTI Look ในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

The MBTI x Fashion Match-Up

  1. The Visionary (ENTP)
  • บุคลิก: ช่างคิด ช่างครีเอท
  • ลุคที่ใช่: การจับคู่ไอเท่มล้ำสมัย เช่น สูททรงโอเวอร์ไซส์กับสนีกเกอร์เมทัลลิก
  • ตัวเลือกที่โดดเด่น: นาฬิกาแบบดีไซน์สเกเลตัน เผยกลไกที่แสดงถึงความซับซ้อนของความคิด หรือจะลอง Zenith Defy Skyline หรือ TAG Heuer Carrera Glassbox ที่ดูเฟี้ยวแต่ยังคงความหรูอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
  1. The Perfectionist (ISTJ)
  • บุคลิก: เจ้าระเบียบ รักความสมบูรณ์แบบ
  • ลุคที่ใช่: เสื้อเชิ้ตสีขาวคลาสสิกจับคู่กางเกงเทเลอร์ฟิต และเข็มขัดหนังเรียบ
  • ตัวเลือกที่โดดเด่น: นาฬิกาดีไซน์มินิมอลลิสต์ อย่าง Grand Seiko Elegance Collection ที่บอกเวลาได้ชัดเจน
  1. The Adventurer (ISFP)
  • บุคลิก: อารมณ์ศิลป์ รักการผจญภัย
  • ลุคที่ใช่: เสื้อยืด หรือ TIEDYE T-SHIRT เสื้อยืดมัดย้อม จับคู่กับกางเกงขาสั้นยูทิิลิตี้
  • ตัวเลือกที่โดดเด่น: นาฬิกาสายนาโต้ สีสดใสอย่าง Hamilton Khaki Field Mechanical
  1. The Leader (ENTJ)
  • บุคลิก: เปี่ยมความมั่นใจ ชอบเป็นผู้นำ
  • ลุคที่ใช่: สูททรงพอดีตัวพร้อมลุคโททอลแบล็ก ที่สะท้อนความแข็งแกร่ง
  • ตัวเลือกที่โดดเด่น: นาฬิกา โครโนกราฟ ตัวเรือนทอง เช่น Hublot Big Bang Unico เรือนทองที่เน้นพลังของการเป็นผู้นำ

ความสนุกของการจับคู่ MBTI กับแฟชั่นคือการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรู้สึกว่า “This is who I am, and I own it with pride.” ทุกลุคคือการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผ่านเสื้อผ้า นาฬิกา หรือการเลือกไอเท่มที่ใช่

ถ้าอยากรู้ว่า MBTI Look ของคุณคืออะไร ลองส่องสไตล์เหล่านี้ แล้วอย่าลืมแชร์กับเราในคอมเมนต์ว่าคุณคือแบบไหน!

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

แสงจันทร์กระจ่าง: Arnold & Son เผยโฉม Perpetual Moon รุ่น Fern Green สุดโดดเด่น

รุ่นลิมิเต็ดที่มาพร้อมโทนสีธรรมชาติ ได้แรงบันดาลใจจากบ้านเกิดของ John Arnold ในอังกฤษ

Arnold & Son กับการผสมผสานมิติใหม่ของ Moonphase

Arnold & Son ไม่ใช่แบรนด์ใหม่ในการเล่นกับฟังก์ชั่นมูนเฟส ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ เราเคยเห็นผลงานเด่น ๆ เช่น Luna Magna ซึ่งเปิดตัวในปี 2021 ที่มาพร้อมกับตัวชี้วัด Moonphase รูปทรงกลมขนาดใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในวงการนาฬิกา อย่างไรก็ตาม Arnold & Son ยังแสดงความเคารพต่อการออกแบบในแบบดั้งเดิมด้วยคอลเลกชันอย่าง Perpetual Moon ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2013

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติในบ้านเกิดของ John Arnold สำหรับผลงานล่าสุดในคอลเลกชัน Perpetual Moon นั้น Arnold & Son ได้นำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติในสวนเฟิร์นเขียวชอุ่มของเมืองคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ John Arnold (1736-1799) ช่างทำนาฬิกาผู้โด่งดังแห่งยุคและผู้ก่อตั้งแบรนด์

Perpetual Moon 41.5 Platinum, Fern Green รุ่น “Clear Skies” ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 28 เรือน มาพร้อมหน้าปัดสลักลายสีเขียวที่ได้แรงบันดาลใจจากพฤกษชาติ ตัดกับภาพพระจันทร์ที่เปล่งประกายด้วยแผ่นเปลือกหอยมุก และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวสีน้ำเงินเข้ม ทั้งหมดนี้ถูกห่อหุ้มไว้ในตัวเรือนแพลทินัมที่เปล่งประกายเหนือระดับ

เรือนเวลานี้ไม่เพียงแค่บอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศิลปะเชิงเทคนิคและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Light Bright
ตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกมากว่า 10 ปีที่ผ่านมา การออกแบบของ Perpetual Moon ได้สร้างความตะลึงให้กับนักสะสมด้วยการแสดงผลมูนเฟสขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนบนของหน้าปัดจากตำแหน่ง 10 ถึง 2 นาฬิกา ในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ พระจันทร์สีขาวขนาดใหญ่ที่ทำจากเปลือกหอยมุก ถูกติดตั้งอยู่บนพื้นหลังเคลือบ PVD สีน้ำเงินผิวเกรนที่สื่อถึงยามค่ำคืน ทั้งยังมีการเคลือบตกแต่งพระจันทร์ด้วยซูเปอร์ลูมิโนวา ซึ่งจะเปล่งแสงส่องสว่างขึ้นในความมืด

หน้าปัดออกแบบมาให้ตัดกับองค์ประกอบอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว เพื่อทำให้ส่วนแสดงพระจันทร์มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยใช้ลาย “สเตลลาร์ เรย์ส” ที่มีลักษณะเป็นรัศมีโค้ง ทั้งยังตกแต่งหน้าปัดด้วยการสลักที่มีทั้งความลึกและความกว้างกระจายออกเพื่อให้สะท้อนกับแสงได้อย่างยอดเยี่ยม ร่วมด้วยการใช้ชั้นแลคเกอร์ใสหลายชั้นเพื่อเพิ่มความลึกและทำให้แสงสะท้อนจากหน้าปัดดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

Star Turn

ในเกียรติแก่มรดกของ John Arnold ที่เป็นผู้ผลิตมารีนโครโนมิเตอร์ที่แม่นยำเพื่อการเดินเรือในศตวรรษที่ 18 ดวงจันทร์จึงถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มดาว Ursa Major และ Cassiopeia ซึ่งถูกวาดด้วยมือและเคลือบด้วยวัสดุเรืองแสง โดยกลุ่มดาวทั้ง 2 นี้เคยเป็นจุดสังเกตสำคัญในท้องฟ้ายามค่ำคืน

ดาวโพลาริส หรือที่รู้จักกันในชื่อดาวเหนือ ซึ่งตั้งอยู่เหนือขั้วโลกเหนือโดยตรง ทำให้ดาวโพลาริสเคลื่อนที่น้อยมากตลอดทั้งคืน จึงเป็นจุดสำคัญที่นักเดินเรือสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหาตำแหน่งทิศเหนือได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ มุมความสูงของดาวโพลาริสยังสามารถใช้ในการประมาณระยะห่างจากเส้นศูนย์สูตรหรือความกว้างทางภูมิศาสตร์ (ละติจูด) ได้อีกด้วย

Movement Maker

การเคลื่อนไหวของกลไก Arnold & Son Cal.A&S1512 ถูกนำเสนอผ่านฝาหลังจากกรุกระจกแซพไฟร์โปร่งใส ซึ่งเปิดให้เห็นกลไกการทำงานของเครื่องที่มีความซับซ้อน ส่วนการแสดงฟังก์ชั่นมูนเฟส ก็รองรับการแสดงผลวงโคจรการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์อย่างแท้จริง จึงมอบความแม่นยำได้อย่างน่าประทับใจ

การพัฒนาและผลิตกลไกนี้เกิดขึ้นที่โรงงานของแบรนด์ใน ลาโชซ์-เดอ-ฟงด์ส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นกลไกแบบไขลานซึ่งมาพร้อมกับพลังงานสำรองที่สามารถใช้งานได้นานถึง 90 ชั่วโมง ที่น่าสนใจก็คือ กลไกนี้สามารถแสดงการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ได้อย่างแม่นยำจนถึงขนาดว่าหากไขลานจนเต็มอย่างต่อเนื่องในทางทฤษฎี จะต้องใช้เวลานานถึง 122 ปีกว่าจะต้องปรับตั้งค่ากัน 1 ครั้งซึึ่งเป็นความแม่นยำที่น่าทึ่งของการแสดงผลบนหน้าปัดและความเป็นจริงทางดาราศาสตร์

ขั้นตอนสุดท้ายของการทำงานกับกลไก คือ การตกแต่งรายละเอียดที่โดดเด่นซึ่งประกอบไปด้วยลวดลาย โกตส์ เดอ เฌอแนฟ ที่เรียงตัวอย่างสวยงามบนบริดจ์ การขัดเงาที่แนวปาดและการทำมุมที่เฉียบคม วีลที่ผ่านการขัดแบบซาติน และสกรูที่ทำจากสตีลสีน้ำเงิน

นาฬิกา Arnold & Son รุ่น Limited Edition Perpetual Moon 41.5 Platinum สี Fern Green รุ่น “Clear Skies” ผลิตขึ้นเพียง 28 เรือนเท่านั้น โดยมีจำหน่ายแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถพบได้ที่เว็บไซต์ของ Arnold & Son

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

เบื้องหลัง Berneron Mirage ความท้าทายแห่งโลกนาฬิกาที่กล้าฉีกกฎทุกขีดจำกัด

เสียงฮือฮาถึงเบื้องหลังของ Berneron Mirage เมื่อเวลาและดีไซน์บิดเบี้ยวอย่างลงตัว

พลิกเกมแห่งเวลา 2 ปีที่ผ่านมาวงการนาฬิกาหรูถูกเขย่าโดยแบรนด์อิสระหน้าใหม่จากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Berneron ด้วยผลงานเพียงคอลเลกชั่นเดียวคือ Mirage นาฬิกากลไกทรงอสมมาตร ที่มีให้เลือกทั้งขนาด 38 มม. และ 34 มม. กับดีไซน์ที่นำเสนอมา 4 รุ่น ได้แก่ Sienna / Prussian Blue / Tiger Eye และ Lapis Lazuli

แม้จะมีผลงานเพียงเล็กน้อย แต่เบื้องหลัง Berneron Mirage กลับกวาดรางวัลมากมาย รวมถึง Audacity Award จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève 2024 ที่ยกย่องในความกล้าหาญและไม่เหมือนใคร

The Berneron Caliber 233 © Berneron

ทำไม Berneron ถึงสร้างความโดดเด่นได้ให้กับตนได้ในเวลาเพียงไม่นาน?

  1. ตามจังหวะแห่งยุค
    ในปี 2024 นาฬิกาทรงอสมมาตรและหน้าปัดหินธรรมชาติกำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ในกลุ่มนักสะสม ด้วยความนิยมจากแบรนด์ใหญ่อย่าง Cartier และ Audemars Piguet การที่ Berneron Mirage เลือกเดินตามกระแสนี้จึงเป็นหมากที่ลงตัว
  2. ปรัชญาการออกแบบเหนือข้อจำกัด
    ที่สำคัญกว่านั้น Berneron ตระหนักดีว่าแม้ว่าเราจะชื่นชอบนาฬิกา Cartier ที่ออกแบบตามแบบของ Dalí แต่นาฬิการุ่นดั้งเดิมกลับมีกลไกขนาดเล็กที่ออกแบบมาสำหรับนาฬิกาค็อกเทลสำหรับผู้หญิง ซึ่งอาจทำให้บรรดานักสะสมที่ไม่ต้องการให้รูปลักษณ์ของนาฬิกามากระทบกับความซับซ้อนของนาฬิกามองข้ามไป โดย Sylvain Berneron ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เผยว่า เขาต้องการหลุดพ้นจากกรอบเดิม ๆ ของตัวเรือนนาฬิกาทรงกลม จึงออกแบบกลไก Cal.233 ด้วยแนวคิดที่ให้อิสระแก่ชิ้นส่วนกลไก เพื่อสร้างสมดุลในรูปร่าง

The Berneron Mirage Prussian Blue © Berneron

Calibre 233 ศิลปะแห่งกลไกที่ไร้ขีดจำกัด

ตามข้อมูลทางเทคนิค นาฬิกา Mirage 38 ใช้กลไก Cal. 233 ที่ผสมผสานศิลปะและเทคนิคในรูปแบบใหม่ กลไกนี้ไม่ใช่กลไกแบบวงกลมหรือแบบสี่เหลี่ยมแบบดั้งเดิม ทั้งยังเพิ่มพลังงานสำรองให้ยาวนานด้วยบาร์เรลขนาดใหญ่ และออกแบบให้เข็มชั่วโมงอยู่ด้านบนเพื่อความบางเฉียบ

ทุกชิ้นส่วนกลไกถูกออกแบบอย่างไร้ข้อจำกัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด Berneron ระบุในเว็บไซต์

ความทุ่มเทที่อยู่เบื้องหลัง Mirage

Sylvain และ Marie-Alix Berneron ผู้ก่อตั้งทั้งสองมีเส้นทางที่ไม่ธรรมดา Sylvain เริ่มจากการเป็นนักออกแบบอุตสาหกรรม ส่วน Marie-Alix มีพื้นฐานด้านธุรกิจก่อนจะเปลี่ยนสายมาเป็นสถาปนิก

ทั้งคู่ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้าง Mirage ขึ้นมา โดยไม่ลดคุณภาพวัสดุหรือการตกแต่ง กลไกทองคำ 18K ขนาดบางเฉียบคาลิเบอร์นี้ต้องใช้เวลาถึง 18 เดือนในการพัฒนา ทั้งยังตกแต่งด้วยเทคนิคคลาสสิกอย่าง กิโยเช่ และโกลิมาซง เป็นต้น

คอลเลกชันที่กล้าท้ากฎเกณฑ์

ในปีแรก Berneron เปิดตัว Mirage 38 และตามมาด้วย Mirage 34 ที่ใช้กลไกใหม่ Cal.215 พร้อมหน้าปัดหินไทเกอร์สอาย หรือ ลาพิสลาซูลี “หนึ่งนาฬิกา หนึ่งกลไก” คือหลักการที่ Berneron ยึดมั่น กลไกแต่ละรุ่นจึงถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับขนาดที่แตกต่าง

อนาคตของ Berneron

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก Berneron ยังคงมีพนักงานเพียง 5 คน และผลิตนาฬิกาได้เพียง 12 เรือนต่อรุ่นต่อปี เพื่อรักษาคุณภาพและบริการหลังการขาย การที่ Berneron ยึดมั่นในคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นไอคอนแห่งวงการนาฬิกายุคใหม่

ข้อมูลทางเทคนิค
Berneron Mirage
  • ชื่อรุ่น: Berneron Mirage (มีรุ่นย่อย เช่น Mirage 38 และ Mirage 34)
  • ตัวเรือน: ทำจากทองคำ 18K (มีทั้งไวท์โกลด์และเยลโลว์โกลด์) โดดเด่นด้วยดีไซน์ ไม่สมมาตร เพื่อให้เข้ากับรูปทรงของกลไกภายใน มีสองขนาดคือ 34 x 38 มม. (สำหรับ Mirage 38) และ 30 x 34 มม. (สำหรับ Mirage 34) ตัวเรือนมีการขัดเงาและขัดด้านอย่างประณีต
  • หน้าปัด: วัสดุเป็นทองคำ 18K หรือหินธรรมชาติอย่าง Tiger Eye และ Lapis Lazuli การออกแบบไม่สมมาตร มีการจัดวางเข็มชั่วโมงอยู่บนเข็มนาทีอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมช่องบอกวินาทีเล็ก (small seconds) ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ ที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่น ได้แก่ Caliber 233 สำหรับ Mirage 38 และ Caliber 215 สำหรับ Mirage 34 จุดเด่นคือแผ่นกลไกหลักและสะพานผลิตจากทองคำ 18K
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา ชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก มีพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง (3 วัน)
  • สาย: สายทำจากหนังลูกวัว Barenia มาพร้อมหัวเข็มขัดที่ทำจากทองคำ 18K สีเดียวกับตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 เมื่อเวลาเชื่อมต่อเทคโนโลยี แฟชั่น และโลกยั่งยืน
“Mastering the Tick: ถอดรหัสพลังแห่งวินาที เปลี่ยนทุกความฝันให้เป็นจริงในปี 2025”

Voutilainen KV20i Reversed Cherry: ศิลปะเรือนเวลาสุดล้ำจาก Kari Voutilainen

Voutilainen KV20i Reversed Cherry คือ นิยามใหม่ของความหรูหราและความคิดสร้างสรรค์ ที่นักสะสมตัวจริงไม่ควรพลาด!

เตรียมตัวตกหลุมรักอีกครั้งกับ Voutilainen KV20i Reversed Cherry เรือนเวลาสุดล้ำที่รวบรวมความประณีตและความแปลกใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ผลงานล่าสุดจาก Kari Voutilainen นักสร้างสรรค์นาฬิการะดับมาสเตอร์ที่พัฒนาเรือนเวลานี้จากโมเดล KV20i Reversed รุ่นสีฟ้าในตัวเรือนแพลทินัมที่เพิ่งคว้ารางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève 2024 ในหมวด Men’s Watches ไป

ดีไซน์ที่สะกดทุกสายตา

Voutilainen KV20i Reversed Cherry โดดเด่นด้วยตัวเรือนไทเทเนียม ขนาด 39 มม. หนา 13.38 มม. ประดับด้วยหน้าปัดสีเชอร์รี่สุดหรูที่แนวขอบ และสายผ้าสีเข้ากันได้อย่างลงตัว ด้านหลังตัวเรือนเผยให้เห็นลวดลายทำกิโยเช่ด้วยมือบนพื้นผิวสีเชอร์รี่พร้อมหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่เพิ่มมิติแห่งความประณีต

กลไกที่เหนือระดับ

จุดเด่นของ KV20i Reversed Cherry คือการออกแบบกลไก “back-to-front” ซึ่งเป็นการสลับกลไกกลับด้านเพื่อแสดงความซับซ้อนของเครื่องจักรไว้ที่ฝั่งหน้าปัด ให้ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมความงดงามของบริดจ์ยึดบาลานซ์วีลที่เป็นแบบแขนเดี่ยว และบาลานซ์วีลที่สั่นที่ความถี่ 2.5 Hz (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง) โดยมอบพลังงานสำรองได้ 60 ชั่วโมง

กลไกนี้ยังมาพร้อมระบบบาลานซ์สปริงในรูปแบบหายาก ที่รวมแบบ ฟิลลิปส์ โอเวอร์คอยล์ และ กรอสแมนน์ เคิร์ฟ เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมด้วยดับเบิล เอสเคปเม้นท์ วีล ที่ส่งแรงกระตุ้นตรงไปยังบาลานซ์วีลอย่างยอดเยี่ยม ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และมีเสถียรภาพที่ดีกว่ากลไกแบบสวิส เลเวอร์ เอสเคปเม้นท์ ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

ความล้ำค่าในทุกมิติ

Voutilainen KV20i Reversed Cherry ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นงานศิลป์ที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยกับความประณีตดั้งเดิม พร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ voutilainen.ch

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Vacheron Constantin แต่งตั้ง Laurent Perves เป็น CEO คนใหม่

0

ก้าวสำคัญสู่อนาคต: Laurent Perves นั่งแท่น CEO คนใหม่ของ Vacheron Constantin

Maison แห่งวงการเรือนเวลาชั้นสูง Vacheron Constantin ได้ประกาศแต่งตั้ง Laurent Perves ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นการสืบต่อจาก Louis Ferla ผู้ซึ่ง Laurent ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา

ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการ Laurent มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Vacheron Constantin ให้เป็นผู้นำด้าน Haute Horlogerie หรือศิลปะการผลิตเรือนเวลาชั้นสูง ตั้งแต่เขาเข้าร่วมกับ Maison ในปี 2016 ในตำแหน่ง Chief Marketing Officer (CMO) ต่อมาในปี 2021 เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น Chief Commercial Officer (CCO) ซึ่งผลงานที่โดดเด่นในด้านกลยุทธ์การตลาดและการค้า ได้สร้างผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ให้กับแบรนด์

การแต่งตั้งครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Vacheron Constantin ในการก้าวไปข้างหน้า ภายใต้การนำของ Laurent ที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และความเข้าใจลึกซึ้งในศิลปะของเรือนเวลาอันวิจิตร

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Breguet Classique 7145: ศิลปะแห่งกิโยเช่ การแกะสลัก และภาพวาดจิ๋วในเรือนเวลา

ต้อนรับปีงูด้วยนาฬิกาแห่งความประณีต ศิลปะแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาที่บรรจบกับปีนักษัตร

เอาล่ะเพื่อน ๆ เมื่อเดือนมกราคมก้าวเข้ามา เสียงกลองแห่งเทศกาลตรุษจีนก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในโลกของนาฬิกาหรูนั้น หมายถึงการเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง ปีแห่งงู 2025

ตั้งแต่ช่วงก่อนวันหยุดยาว เราก็เริ่มเห็นแบรนด์ต่าง ๆ ปล่อยนาฬิการุ่นใหม่ออกมาเรื่อย ๆ และหลายแบรนด์ก็พร้อมใจกันนำเสนอผลงานเรือนเวลาสุดพิเศษที่ชวนสะดุดตาในลักษณะเรือนประจำปีนักษัตร อันเป็นประเพณีที่เรามักจะเห็นมาตลอดตั้งแต่เริ่มสนใจสื่อด้านนาฬิกา และน่าจะมีที่มายาวนานกว่านั้นอีก ในบางมุม เราก็ต้องยอมรับว่ามันคือการตลาดที่หวังเข้าถึงกลุ่มนักสะสม ที่มองหานาฬิกาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญ แต่นาฬิกาเหล่านี้บ่อยครั้งก็มาพร้อมกับงานฝีมือระดับสูงในคอลเลกชันสุดพิเศษ และปีนี้ก็ไม่ต่างจากนั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Breguet Classique 7145 Lunar New Year 2025 ที่นำเสนอความประณีตของงานสลัก กิโยเช่ การแกะสลัก และเทคนิคการวาดภาพขนาดจิ๋วซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์

Breguet Classique 7145 Ref.7145BR/15/9WU 06 Limited Edition

ความงามที่มากกว่าการตลาด

ต้องยอมรับว่า การออกแบบนาฬิกาต้อนรับปีนักษัตรในบางครั้งอาจให้ความรู้สึก “ตั้งใจขาย” อยู่ไม่น้อย เพราะตลาดจีนสำหรับสินค้าหรูยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีนก็เป็นจุดที่หลายแบรนด์ใช้สร้างความสนใจ อย่างไรก็ตาม ผลงานเหล่านี้มักสะท้อนถึงความเป็นเลิศทางศิลปะและเทคนิคการผลิตที่หาชมได้ยาก โดยเฉพาะในรุ่นที่อยู่ในระดับไฮเอนด์ของแบรนด์

Breguet Classique 7145: สัญลักษณ์แห่งปี 2025

สำหรับปีนี้ Breguet ไม่ทำให้ผิดหวังกับการนำเสนอ Classique 7145 Lunar New Year 2025 นาฬิกาที่ผสมผสานศิลปะแห่งการแกะลายกิโยเช่ เทคนิคการแกะสลัก และการลงสีขนาดจิ๋ว อย่างพิถีพิถัน

นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงแต่บอกเวลา แต่ยังถ่ายทอดจิตวิญญาณของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ลวดลายที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยมือ ไปจนถึงการวาดภาพที่บรรจงสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถึง “งู” สัญลักษณ์แห่งปีที่เต็มไปด้วยพลังและความลึกลับ

Breguet Classique 7145 Lunar New Year 2025 ใช้ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 40 มม. ที่ดูเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Breguet อย่าง การแกะลายร่องที่ด้านข้างของตัวเรือน ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ที่โดดเด่น

แม้ว่าขนาด 40 มม. อาจจะดูใหญ่สำหรับนาฬิกาสไตล์เดรสวอตช์ในยุคปัจจุบัน แต่ขนาดนี้กลับเหมาะสมอย่างยิ่งกับการแสดงงานศิลป์อันวิจิตรที่ประดับอยู่บนหน้าปัด ซึ่งแม้การสร้างหน้าปัดที่มีความซับซ้อนในขนาดที่เล็กกว่านี้อาจเพิ่มความท้าทายทางเทคนิค แต่ขนาดร่วมสมัยที่ใหญ่ขึ้นเช่นนี้ช่วยเพิ่มอิมแพคท์ทางสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้งานศิลป์ที่บรรจงสรรค์สร้างโดดเด่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ที่นี้เราจะพามาดูรายละเอียดในแต่จุดที่โดดเด่นและน่าสนใจของนาฬิกาเรือนนี้กันบ้าง

Breguet Classique 7145 Lunar New Year 2025
Breguet Classique 7145 Lunar New Year 2025

หน้าปัด: ศิลปะที่พาคุณเข้าสู่โลกแห่งความลุ่มลึก เริ่มที่หน้าปัดของ Breguet Classique 7145 สะท้อนถึงความเป็นเลิศของแบรนด์ในทุกแง่มุม โดดเด่นด้วยลวดลายงูที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต แต่ก็เป็นไปตามแบบฉบับของ Breguet การสร้างลวดลายเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสวยงามธรรมดา แต่แฝงไว้ด้วยเทคนิคระดับสูงสุดที่ท้าทายทุกขีดจำกัด

รายละเอียดสุดประณีตจากทองคำ 18K ลวดลายงูและพืชพันธุ์ที่ล้อมรอบ ถูกแกะสลักด้วยมืออย่างละเอียดลงบนพื้นผิวหน้าปัดที่ทำจากทองคำ 18K พื้นผิวจะถูกขัดเงาอย่างพิถีพิถันก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการทำกิโยเช่ ซึ่งใช้ลวดลายหลากหลายรูปแบบในการตกแต่งพื้นผิวที่ไม่มีความสมมาตร โดยทุกขั้นตอนนั้นต้องอาศัยทักษะระดับสูงของช่างฝีมือ

การแต่งแต้มด้วยสีมือ ในขั้นตอนสุดท้าย ช่างฝีมือของแบรนด์จะลงมือวาดลวดลายพืชพันธุ์ที่ล้อมรอบงูด้วยสีซึ่งบรรจงแต้มแต่งด้วยมือ เพื่อเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับงานแกะสลักและลวดลายกิโยเช่ที่ปรากฏบนหน้าปัดนั่นเอง

ความสง่างามในความเรียบง่าย ในส่วนของหน้าปัดนั้นจะไม่มีตัวเลขแสดงเวลา แต่เลือกใช้หลักชั่วโมงทองคำสุดมินิมอลที่แทบจะมองไม่เห็นจนกว่าจะเพ่งดูดี ๆ ส่วนเข็มนาฬิกาเป็นแบบเบรเกต์ อันเป็นเอกลักษณ์ ผลิตจากโรสโกลด์ 18K เสริมให้เรือนเวลานี้มีทั้งความงดงามและความคลาสสิกอย่างไร้ที่ติ

ที่นี้มาดูในเรื่องของกลไกกันบ้าง นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Cal.502 ที่มีความบางเพียง 2.4 มม. ส่งผลให้ตัวเรือนมีความหนาเพียง 6.5 มม. เท่านั้น กลไกนี้มาพร้อมพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมงเมื่อไขลานจนเต็ม และยังโดดเด่นด้วยโรเตอร์ทองคำ 22K ซึ่งได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายกิโยเช่ที่ลงมือแกะสลักด้วยความประณีต เช่นเดียวกับตัวหน้าปัด

ตามมาตรฐานของแบรนด์แล้ว กลไกอันงดงามนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านฝาหลังแบบใส ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อเพิ่มความน่าประทับใจให้กับงานศิลป์แห่งเรือนเวลาอย่างแท้จริง

หากคุณต้องการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างมีสไตล์ด้วย Classique 7145 บนข้อมือ คุณจะต้องเตรียมกระเป๋าให้พร้อมและอาจต้องมีสายสัมพันธ์ที่ดีพอสมควรกับ Breguet ด้วย เพราะนาฬิการุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น

แม้ว่าเรือนเวลาจะมาพร้อมป้ายราคาที่ดูสูงลิ่ว (และแน่นอนว่ามันสูงจริง ๆ) แต่เมื่อพิจารณาถึงเทคนิคงานฝีมือที่ใช้ในการสร้างหน้าปัดนาฬิกา ความพิเศษที่มาจากจำนวนการผลิตอันจำกัด และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิต คุณก็อาจเริ่มมองเห็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังราคาสุดพิเศษนี้ได้ อย่างที่ทราบกันดีว่า Breguet ไม่เพียงแต่นำเสนอเรือนเวลาสำหรับบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนแห่งงานศิลป์ที่ควรค่าแก่การสะสมและชื่นชม

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Wrist Luck: Zodiac Watches 2025 | นาฬิกาประจำราศี…สะท้อนตัวตนในสไตล์ที่ใช่!

Zodiac Watches 2025 มาเปิดดวงรับความปังทั้งปีไปกับเรือนเวลาที่สายมูตัวจริงต้องมี

“ว่ากันว่าเปลี่ยนเวลา เปลี่ยนชีวิต” ปี 2025 มาถึงแล้ว! และนี่คือเวลาที่ดวงดาวบอกเล่าความลับให้เราเลือกนาฬิกาที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังสะท้อนตัวตน คาแรกเตอร์ และโชคชะตาของคุณอย่างสมบูรณ์แบบ มาดูกันว่าแต่ละราศีเหมาะกับนาฬิกาแบบไหนที่จะช่วยเสริมพลังและสไตล์ของคุณในปีนี้ ต้องเลือกให้ปัง ให้ตรงจริต และช่วยเสริมดวงชะตาแบบจัดเต็มกับ Zodiac Watches 2025

♈ ราศีเมษ (21 มี.ค. – 19 เม.ย.)

คีย์เวิร์ด: กล้าหาญ ชัดเจน สายลุย พร้อมพุ่งทะยาน
นาฬิกาสำหรับราศีเมษต้องเน้นดีไซน์แข็งแรงและชัดเจน เช่น นาฬิกา Chronograph ที่เต็มไปด้วยพลังและพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ยิ่งถ้าเลือกหน้าปัดสีดำตัดแดงคู่สายสเตนเลสสตีลสุดแกร่งด้วยแล้ว นาฬิกาสไตล์นี้คือความเร็วและพลังที่ไม่มีใครหยุดได้!

♉ ราศีพฤษภ (20 เม.ย. – 20 พ.ค.)

คีย์เวิร์ด: อดทน สงบ เรียบง่าย แต่หรูหราแบบไม่ต้องพูดเยอะ
เลือกนาฬิกาสไตล์ Minimalist Elegance ที่มีหน้าปัดสะอาดตาแต่แฝงความหรูหรา เช่น สายหนังหรือสายผ้าในโทนสีเอิร์ธที่บ่งบอกถึงความมั่นคงและสงบในตัวคุณ เสริมลุคให้ดูคลาสสิกแต่เก๋ บอกเลยว่าดูแพงแบบไม่ต้องพยายาม

♊ ราศีเมถุน (21 พ.ค. – 20 มิ.ย.)

คีย์เวิร์ด: ช่างพูด ช่างคิด หลากหลาย เป็นสายเปลี่ยนฟีลไว เอเนอร์จี้ล้นทะลัก
นาฬิกาสำหรับชาวเมถุนต้องสะท้อนความเป็น Multitasker เช่น นาฬิกา ดูอัล ไทม์โซน ก็คือคำตอบที่ใช่! ร่วมด้วยดีไซน์สุดแกร่งที่ดูราวกับเปลี่ยนลุคได้ทุกวัน เหมาะกับชาวราศีเมถุนที่มีหลายมิติ หรือนาฬิกาฟังก์ชันที่เปลี่ยนหน้าปัดได้ เพื่อให้เหมาะกับทุกอารมณ์และทุกการผจญภัย

♋ ราศีกรกฎ (21 มิ.ย. – 22 ก.ค.)

คีย์เวิร์ด: อ่อนโยน มีเสน่ห์ อารมณ์อ่อนไหว แต่อินเนอร์ปังไม่แพ้ใคร
เลือกนาฬิกาที่มีความนุ่มนวลในโทนสีเงินหรือโรสโกลด์ พร้อมหน้าปัดดีไซน์คลาสสิกที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ยิ่งเป็นหน้าปัดสีชมพูโรแมนติก สายหนังสีขาว บอกเลยว่าเสริมความละมุนแบบจัดเต็ม

♌ ราศีสิงห์ (23 ก.ค. – 22 ส.ค.)

คีย์เวิร์ด: โดดเด่น มั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง
ต้องเป็นนาฬิกาที่สะกดทุกสายตา เช่น Skeleton Watch นาฬิกาแบบโครงสร้างสเกเลตันที่โชว์กลไกภายใน เพิ่มเสน่ห์ให้กับความมั่นใจและพลังแห่งผู้นำ เหมาะสุดสำหรับชาวราศีสิงห์ ลูกเล่นที่โชว์กลไกสุดว้าวพร้อมหน้าปัดเปิดแบบโอเพนเวิร์กด์ที่สะกดทุกสายตา ใส่แล้วเด่นแบบไม่มีใครเทียบ

♍ ราศีกันย์ (23 ส.ค. – 22 ก.ย.)

คีย์เวิร์ด: พิถีพิถัน เนี๊ยบ เรียบง่าย
เลือกนาฬิกาที่มาพร้อมกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกความใส่ใจ เช่น หน้าปัดสีขาวสะอาดตากับสายหนังสีดำสุดคลาสสิก หรือหน้าปัดดูสุภาพแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ประณีต เหมาะกับความเป๊ะของชาวราศีกันย์ทุกประการ

♎ ราศีตุลย์ (23 ก.ย. – 22 ต.ค.)

คีย์เวิร์ด: สมดุล มีรสนิยม รักความยุติธรรม
ราศีตุลย์เหมาะกับนาฬิกาที่ออกแบบมาอย่างสมดุลในทุกมิติ เช่น นาฬิกาแนวเดรส ที่มีตัวเรือนและสายขนาดบาง หน้าปัดสะอาด และกลิ่นอายความคลาสสิกแบบเหนือกาลเวลา ให้ลองมองหาดีไซน์บางเฉียบ หน้าปัดคลาสสิกที่ใส่แล้วแมทช์ได้ทุกลุค เสริมลุคหรูแบบ effortless

♏ ราศีพิจิก (23 ต.ค. – 21 พ.ย.)

คีย์เวิร์ด: ลึกลับ เซ็กซี่ มีพลัง อินเนอร์แรง
เลือกนาฬิกาโทนสีดำหรือสีเข้ม เช่น Blackout Design ที่สะท้อนความลึกลับและเสน่ห์ดึงดูดใจในแบบของคุณ หรือจะเป็นโทนสีดำล้วน ดีไซน์เรขาคณิตเท่ ๆ พร้อมแฝงความลึกลับ เหมาะกับชาวราศีพิจิกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

♐ ราศีธนู (22 พ.ย. – 21 ธ.ค.)

คีย์เวิร์ด: รักการผจญภัย กระตือรือร้น อิสระ
สายผจญภัยสุดขอบโลก ไปไหนไปกัน นาฬิกาสำหรับราศีธนูต้องพร้อมเดินทาง เช่น Field Watch นาฬิกาภาคสนามที่กันน้ำได้ลึกและแข็งแรงพอสำหรับทุกกิจกรรมกลางแจ้ง แนะนำให้มองหาดีไซน์ลุย ๆ เหมาะกับความเป็นนักเดินทางตัวจริง

♑ ราศีมังกร (22 ธ.ค. – 19 ม.ค.)

คีย์เวิร์ด: มุ่งมั่น มั่นคง จริงจัง มีเป้าหมายชัดเจน
เลือก Automatic Watch นาฬิกากลไกอัตโนมัติสุดคลาสสิกที่เน้นฟังก์ชันและความทนทาน เหมาะสำหรับการสร้างอนาคตที่มั่นคง ชาวราศีมังกรควรเลือกดีไซน์ที่มีหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม คู่สายหนังที่บ่งบอกถึงความมั่นคงและความจริงจังในชีวิต

♒ ราศีกุมภ์ (20 ม.ค. – 18 ก.พ.)

คีย์เวิร์ด: แปลกใหม่ เป็นตัวของตัวเอง สายล้ำ ทันสมัย อินโนเวทีฟเกินใคร
เลือกนาฬิกาที่มีดีไซน์สุดล้ำ เช่น นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ หรือดีไซน์ Avant-garde ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร จะเป็นตัวเลือกที่ใช่ ชาวราศีกุมภ์นั้นมักจะชอบเทคโนโลยีต้องการนาฬิกาอัจฉริยะที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตให้ทันสมัย

♓ ราศีมีน (19 ก.พ. – 20 มี.ค.)

คีย์เวิร์ด: โรแมนติก สร้างสรรค์ อ่อนโยน แต่จินตนาการล้ำโลก
นาฬิกาสำหรับราศีมีนต้องมีดีไซน์ที่อ่อนโยนและสร้างแรงบันดาลใจ เช่น Moonphase Watch ที่บอกข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งสื่อถึงความโรแมนติกและจินตนาการที่ไม่มีขอบเขต

บทความนี้พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเลือกนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนในปี 2025 แล้วคุณล่ะ พร้อมจะปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องมือบอกตัวตนของคุณหรือยัง?

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 เมื่อเวลาเชื่อมต่อเทคโนโลยี แฟชั่น และโลกยั่งยืน

เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 อนาคตของเรือนเวลา เทคโนโลยีสุดล้ำ แฟชั่นสุดขั้ว และความหรูหราอย่างยั่งยืน

ปี 2025 เป็นปีที่นาฬิกาก้าวข้ามการเป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลาไปสู่บทบาทใหม่ที่ผสมผสานนวัตกรรม ดีไซน์ และความยั่งยืนอย่างลึกซึ้ง วงการนี้ไม่ได้แค่สะท้อนรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ แต่ยังตอบโจทย์โลกอนาคตที่ทั้งล้ำสมัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม เรามาเจาะลึกเทรนด์สำคัญที่กำลังมาแรงในปีนี้

Smartwatch 2.0: นวัตกรรมที่เชื่อมต่อแฟชั่นและสุขภาพแบบไร้รอยต่อ

ในยุคที่สุขภาพและเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญ Smartwatches ปี 2025 ได้ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการพัฒนาฟังก์ชัน AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น การปรับโหมดการใช้งานตามกิจวัตรประจำวัน ระบบวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก เช่น การตรวจวัดความเครียดแบบเรียลไทม์ และโหมดฝึกสมาธิที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ VR/AR

นอกจากนี้ นาฬิกาจากแบรนด์หรูอย่าง TAG Heuer Connected หรือ Montblanc Summit ได้ผสานดีไซน์ที่เหนือระดับเข้ากับฟังก์ชันอัจฉริยะ ทำให้สมาร์ตวอทช์ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังกลายเป็น statement piece สำหรับคนยุคใหม่

เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025
TAG Heuer ConnectedCalibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition
เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025
Montblanc Summit 3 Smartwatch – Titanium

Mechanical Watches Renaissance: การฟื้นคืนชีพของนาฬิกาจักรกลสุดคลาสสิก

ในขณะที่เทคโนโลยีครองโลก นาฬิกาจักรกล (Mechanical Watches) ยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันจางหาย แบรนด์ดังอย่าง Patek Philippe และ A. Lange & Söhne ได้นำเสนอคอลเลกชันใหม่ที่เน้นความซับซ้อนของกลไก เช่น Minute Repeater และ Tourbillon พร้อมกับการปรับดีไซน์ให้ทันสมัยขึ้น

เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025
R TO 27 QR SID LU CL Manual winding จาก Patek Philippe

Ref.6002R – Patek Philippe Grand Complications Manual winding

ผู้คนเริ่มมองนาฬิกาจักรกลเป็นงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวของช่างฝีมือและเทคนิคระดับสูง โดยเฉพาะในตลาดนักสะสมที่ราคาของนาฬิกาวินเทจบางเรือนพุ่งทะลุเพดาน จนกลายเป็นสินทรัพย์การลงทุนอันทรงคุณค่า

Sustainability and Eco-friendly Watches: หรูหราอย่างยั่งยืน

ในปี 2025 คำว่า “หรูหรา” เริ่มขยายความหมายไปถึงการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Cartier และ Panerai ซึ่งนำเสนอนาฬิกาที่ใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น สเตนเลสสตีลรีไซเคิล ไทเทเนียมเกรดสูง หรือแม้แต่วัสดุใหม่จากพืช เช่น สายรัดที่ผลิตจากหนังพืช (Vegan Leather)

เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025
Tank Must de Cartier watch สายหนังวีแกน: สบายตัวและไม่ทารุณกรรมสัตว์

นอกจากนี้ การผลิตแบบคาร์บอนต่ำและการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม ความยั่งยืนไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็นพันธกิจที่แบรนด์หรูทั่วโลกต้องปฏิบัติ

Bold Colors and Avant-garde Materials: วัสดุแห่งอนาคตและสีสันสะดุดตา

ในปีนี้ ความกล้าที่จะสร้างสรรค์คือหัวใจสำคัญของวงการนาฬิกา แบรนด์อย่าง Hublot และ Richard Mille ได้นำเสนอวัสดุใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์หลากสี เซรามิกโปร่งแสง หรือแม้แต่กระจกแซฟไฟร์สีสดใส

Richard Mille RM 07-02 Automatic Lady Sapphire Collection

สีสันแห่งอนาคต อย่างสีเขียวมะนาว สีชมพูนีออน และสีฟ้าครามสด กำลังครองรันเวย์และงานเปิดตัวทั่วโลก นาฬิกากลายเป็นงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่

Vintage Modern: คลาสสิกยุคใหม่ที่ผสานเทคโนโลยี

กระแสการกลับสู่รากเหง้า (Vintage Revival) ยังคงแรงในปี 2025 แต่มาพร้อมกับการปรับแต่งให้ทันสมัย เช่น การใช้กลไกอัตโนมัติที่ปรับปรุงให้แม่นยำขึ้น หรือการเพิ่มฟีเจอร์ดิจิตอล เช่น จอแสดงผลแบบ Hybrid

เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025
Omega Speedmaster 38 มม., สายหนังจระเข้
เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025
นาฬิกา Omega Speedmaster First Omega in Space

แบรนด์อย่าง Omega และ Seiko นำเสนอคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นยอดนิยมในอดีต เช่น Omega Seamaster Vintage ที่เพิ่มเทคโนโลยี Smart Winding Mechanism

High-tech and High-fashion: เมื่อแบรนด์แฟชั่นร่วมมือกับเทคโนโลยี

ปี 2025 คือจุดเปลี่ยนของการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและแฟชั่นอย่างลงตัว เราได้เห็นความร่วมมือระหว่างแบรนด์นาฬิกาหรูและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นทั้งในด้านดีไซน์และนวัตกรรม

ตัวอย่างเช่น Louis Vuitton ที่พัฒนานาฬิกาสมาร์ตวอทช์รุ่น Tambour Horizon Light Up ด้วยฟีเจอร์หน้าปัดดิจิตอลที่สามารถปรับเปลี่ยนลวดลายได้ตามสไตล์ของผู้สวมใส่ หรือ Hermès x Apple Watch ที่ต่อยอดความสำเร็จด้วยสายหนังรุ่นใหม่ที่ประดิษฐ์จากหนังแท้ระดับพรีเมียม พร้อมการออกแบบ UI พิเศษที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Hermès

นอกจากนี้ แบรนด์นาฬิกาอย่าง TAG Heuer ได้ร่วมมือกับแบรนด์เกมชั้นนำ ก็มีนาฬิการุ่นพิเศษที่มีธีมเกี่ยวกับเกมยอดนิยม เช่น Super Mario หรือ Pokémon ซึ่งไม่เพียงแต่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังขยายตลาดของนาฬิกาหรูให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลงใหลในวัฒนธรรมป๊อป

ความโดดเด่นของเทรนด์นี้ คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย ทั้งเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน และเป็นเครื่องประดับที่แสดงถึงรสนิยม ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้แบรนด์สร้างสรรค์นาฬิกาที่ล้ำสมัย แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ระหว่างแฟชั่น เทคโนโลยี และผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

“เวลา” ที่บอกเล่าอนาคต

ปี 2025 คือยุคที่นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือเครื่องมือบอกเล่าเรื่องราวของตัวคุณ ทั้งในแง่แฟชั่น เทคโนโลยี และความยั่งยืน ทุกเรือนเวลาในปีนี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณใส่บนข้อมือ แต่คือ สะพานเชื่อมระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่สะท้อนถึงตัวตนและมุมมองของโลกยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
5 เทคนิคการเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับคุณ อัพลุคดูดี มีสไตล์ พร้อมสร้างความประทับใจ
“Mastering the Tick: ถอดรหัสพลังแห่งวินาที เปลี่ยนทุกความฝันให้เป็นจริงในปี 2025”

สปอร์ตหรูในไซส์ย้อนยุค Ebel Sport Classic 37mm

Ebel Sport Classic 37mm Automatic: นาฬิกาสปอร์ตชิคจากปลายยุค 70s กลับมาในเรือนร่างยูนิเซ็กซ์

นิยามแรกของนาฬิกาสปอร์ตหรู ที่เรียกว่า Luxury Sport นั้นเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 70s ด้วยเรือนร่างสเตนเลสสตีลที่ไม่ใคร่จะใหญ่นักตามความนิยมของยุคสมัยนั้น และติดจะมีความบางแถมมาด้วย บวกกับสายสเตนเลสสตีลแบบอินทีเกรเตดที่ออกแบบให้ดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือน และ Ebel Sport Classic ที่เปิดตัวออกมาอีกครั้งก็มีคุณสมบัติและคุณลักษณะเหล่านี้อยู่อย่างครบถ้วน

Ebel Sport Classic 37mm Automatic

แบรนด์ Ebel นั้นย้อนความเก่าแก่ไปสู่รากเหง้าได้ถึงปี 1911 ทั้งยังเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสวิสไม่กี่แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดผ่านช่วงเวลาแห่งวิกฤตควอตซ์ที่ถาโถมจากแบรนด์ฟากฝั่งญี่ปุ่นมาได้ โดยหนึ่งในรุ่นที่ทำให้ทางแบรนด์อยู่รอดมาได้ก็คือ รุ่น Sport Classic กลไกควอตซ์ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกมาในปี 1977 โดยความโดดเด่นที่นอกจากวรรคบนก็คือ ลักษณะเฉพาะตัว เริ่มจากวงขอบตัวเรือนทรงกลมแนวลาดปาดร่องแหว่ง 5 ตำแหน่งสำหรับขันสกรู 5 ตัว และดีไซน์ตัวเรือนที่ดูลื่นไหลสอดคล้องกับสายแบบอินทีเกรเตดแบบแถวเดี่ยวที่มีแนวเป็นลักษณะคลื่น แถมด้วยความบางของตัวเรือนที่รวมกันแล้วทำให้ดูโค้งกลมกลืนไปกับข้อมือ

Ebel Sport Classic 37mm Automatic

ความน่ายินดีก็คือ สิ่งนี้ได้กลับมาอีกหนในตัวเรือนขนาด 37 มม. ผิวปัดลายสลับกับขัดเงาโดยพื้นที่ด้านบนจะเป็นการปัดลายซาตินในแบบซันเรย์ ตัดกับผิวขัดเงาของหัวสกรู วงขอบตัวเรือน และแนวปาดทางด้านข้าง ขณะที่บนผิวหน้าของสายจะเป็นการปัดลายซาตินในแนวนอน แล้วจับคู่มากับหน้าปัดที่ทำกัลวานิกให้เป็นสีเขียวปัดลายซันเบิร์สต์ ตัดกับชิ้นหลักชั่วโมงเลขโรมันและเข็มทั้งสามที่เคลือบด้วยโรเดียมโดยที่เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีจะเป็นทรงดาบคมมีสันกลางส่วนเข็มวินาทีเป็นแบบเรียว และพิมพ์ตรา ข้อความ และสเกลบนหน้าปัดด้วยสีขาว ล้อไปกับดิสก์วันที่พื้นสีขาวตัวเลขสีดำ นอกจากนี้ก็มีแบบหน้าปัดสีน้ำตาลเอิร์ธบราวน์และสีฟ้ามินต์บลูมาให้เลือกด้วย

Ebel Sport Classic 37mm Automatic
Ebel Sport Classic 37mm Automatic

แม้ว่าคอลเลกชั่นนี้ในปัจจุบันจะมีแบบกลไกควอตซ์อยู่ด้วย แต่สำหรับเรือนขนาด 37 มม.ที่ออกมาใหม่นี้ ทาง Ebel บรรจุกลไกอัตโนมัติมาให้ แม้ตัวเรือนจะมีความหนาเพียง 8.63 มม.ก็ตาม ส่วนการกันน้ำกระทำได้ 50 เมตร ส่วนรูปทรงโดยรวมรวมถึงการตกแต่งก็ดูสมัยใหม่ขึ้นกว่ารุ่นต้นฉบับ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมคอลเลกชั่นในตัวเรือนขนาด 40 มม.และ 29 มม.ที่มีจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว

Ebel Sport Classic 37mm Automatic

ฝาหลังเป็นแบบกรุกระจกแซพไฟร์คริสตัล ยึดด้วยสกรู 4 ชิ้น เพื่อให้มองเห็นกลไกจักรกลซึ่งเป็นเครื่องอัตโนมัติความถี่ 4 เฮิร์ตซ์ บอกเวลา 3 เข็มพร้อมฟังก์ชั่นวันที่ Cal.SW300-1 ของ Sellita ที่ให้พลังงานสำรองได้ 56 ชั่วโมง โดยมีโรเตอร์ที่ทาง Ebel ออกแบบมาอย่างสวยงามให้มีรูปทรงคล้ายกับสมอพร้อมแต่งลายแบบแถบริ้ว ในขณะที่บริดจ์ก็มีการขัดวนตัดกับแนวเส้นที่แต่งบนเมนเพลท ซึ่งก็ทำให้ชวนมองอยู่ไม่น้อย

Ebel Sport Classic 37mm Automatic

ข้อมูลทางเทคนิค Ebel Sport Classic 37mm Automatic

  • ตัวเรือน สเตนเลสสตีล ขนาด 37 มม. หนา 8.63 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด ทำกัลวานิกเป็นสีเขียวปัดลายซันเบิร์สต์ หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบโรเดียม (มีสีน้ำตาลเอิร์ธบราวน์ และสีฟ้ามินต์บลู ให้เลือก)
  • กลไก อัตโนมัติ ของ Sellita Cal.SW300-1 พลังงานสำรอง 56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • สาย สเตนเลสสตีลแบบแถวเดียวรูปทรงคลื่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”