Rolex ตำนานแห่งเรือนเวลาที่นิยามความคลาสสิก เรามาค้นพบเรื่องราวของเรือนเวลาที่เปลี่ยนโลกและสร้างนิยามใหม่แห่งความหรูหราและความแม่นยำในประวัติศาสตร์กัน
ถ้าคุณถามว่าแบรนด์ไหนที่ครองใจคนทั้งโลก และเปลี่ยนความหมายของคำว่า “นาฬิกา” ไปตลอดกาล คำตอบเดียวที่ทุกคนพร้อมใจกันพูดคือ “Rolex“ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแห่งนวัตกรรม ดีไซน์เหนือกาลเวลา หรือความสำเร็จที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ Rolex คือนิยามของความสมบูรณ์แบบ วันนี้ Revolution Thailand จะพาคุณดำดิ่งไปกับ 5 รุ่นในตำนานของ Rolex ที่ไม่เพียงเป็นนาฬิกา แต่คือ “มรดกแห่งเวลา” ที่ยังคงส่องประกายจนถึงปัจจุบัน

“Hans Wilsdorf” ชายผู้เปลี่ยนฝันให้กลายเป็นความจริง
จุดเริ่มต้นของ Rolex ไม่ได้เกิดจากโอกาส แต่มาจากความวิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf ที่มองเห็นศักยภาพของ “นาฬิกาข้อมือ” ในยุคที่ใคร ๆ ยังนิยมพกนาฬิกาพก โดยชื่อ “Rolex” ไม่ได้มาจากความบังเอิญ Hans ตั้งใจเลือกชื่อที่ “ไหลลื่นเหมือนเสียงเดินของกลไกนาฬิกา” สั้น กระชับ และทรงพลัง

ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือตั๋วพิเศษสู่จักรวาลแห่งความลักชัวรี
Rolex ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่สะกดใจเหล่าคนรักเรือนเวลา แต่คือแบรนด์ที่ผสานจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์และความปราณีตในทุกมิติ ตั้งแต่กลไกอันล้ำสมัยจนถึงการออกแบบที่ไร้ที่ติ ทุกชิ้นสะท้อนความสำเร็จและความฝันของผู้สวมใส่ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาสัมผัสกับ 5 รุ่นที่เรียกว่าเป็นตำนานและครองใจเหล่านักสะสม มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง
“Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา” :
- Oyster Perpetual (1926) นาฬิการุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยีกันน้ำ (waterproof) และกลไก เพอร์เพทชวล (ซึ่งก็คือ กลไกขึ้นลานอัตโนมััติ)
- Datejust (1945) นาฬิการุ่นแรกที่แสดงวันที่บนหน้าปัด และเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบนาฬิกาหรู
- Submariner (1953) นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Rolex และเป็นสัญลักษณ์ของการผจญภัยใต้น้ำ
- Daytona (1963) นาฬิกาสำหรับนักแข่งรถและผู้รักการผจญภัยทางการกีฬา
- Day-Date (1956) นาฬิกาที่เรียกว่าเป็น “President’s Watch” ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก
รุ่นเหล่านี้ทั้งหมดมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Rolex และได้ช่วยยกระดับแบรนด์ให้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกนาฬิกาหรู ทำให้พวกมันสมควรที่จะเป็น “ตำนาน 5 เรือนเวลา” ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้
1. Oyster Perpetual (1926)
บทเริ่มต้นของตำนานกันน้ำ
Oyster Perpetual คือจุดเปลี่ยนของโลกนาฬิกา นี่คือนาฬิการุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่กันน้ำได้จริง! Rolex พิสูจน์ความทนทานของ Oyster ด้วยการส่งมันไปใส่ในข้อมือของ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำผู้ว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษในปี 1927


เล่าย้อนไปถึงตำนานของ Rolex Oyster Perpetual ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1926 เมื่อ Rolex เปิดตัวนาฬิกากันน้ำรุ่นแรกของโลกที่มีตัวเรือนแบบปิดผนึกแน่นหนาเหมือนหอยนางรม และในปี 1927 Rolex ก็ได้พิสูจน์ความสามารถของ Oyster โดยให้นาฬิการุ่นนี้ไปสวมอยู่บนข้อมือของ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำหญิงคนแรกที่ว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษ นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นตำนานและได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก
ดังนั้น ปี 1926 คือปีที่เปิดตัว แต่ปี 1927 คือปีที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกนั่นเอง
Highlight ที่เปลี่ยนเกม
เริ่มกันที่ตัวเรือนแบบออยสเตอร์ ที่ปิดผนึกแน่นหนาเหมือน “หอยนางรม” มาพร้อมกับกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ โดยใช้เพอร์เพทชวลโรเตอร์ ที่ทำให้นาฬิกาเดินต่อได้แม้ในขณะที่ไม่ได้สวมใส่ เรียกว่าเป็นตำนานแห่งการกันน้ำที่กลายเป็นพื้นฐานของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนมาจนถึงปัจจุบัน
2. Datejust (1945)
เรือนแห่งความคลาสสิกและความเรียบง่ายเหนือเวลา
ถัดมาที่เรือนที่สอง Datejust ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่แค่ดูเวลาได้แบบธรรมดา แต่เป็นรุ่นแรกในโลกที่แสดงวันที่โดยอัตโนมัติบนหน้าปัด ทั้งยังมีเลนส์ไซคลอปติดตั้งเพิ่มเข้ามาในยุค 1950s ซึ่งยิ่งตอกย้ำความล้ำของการออกแบบที่ช่วยให้มองเห็นวันที่ได้ง่ายในทุกมุม
Rolex เปิดตัว Datejust เป็นครั้งแรกในปี 1945 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์ นี่คือนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่มีการบอกวันที่บนหน้าปัด ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเที่ยงคืน ระบบนี้มีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจให้กับโลกนาฬิกาในยุคนั้นมาก
อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Datejust รุ่นแรกเริ่มก็คือ การมาพร้อมกับสายแบบจูบิลี สายข้อมือที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้เข้ากับนาฬิกาเรือนนี้ และใช้ตัวเรือนที่ทำจากทอง 18K
ดังนั้น 1945 คือปีที่ตำนาน Datejust ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
แล้วทำไมถึงเป็นตำนาน?
เป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่มีความสมดุลระหว่างความหรูหราและการใช้งานจริง มีรูปทรงที่เหมาะกับทุกยุค ทุกไลฟ์สไตล์ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในไอคอนของความสำเร็จที่นักธุรกิจทั่วโลกต่างก็ไว้วางใจ


3. Submariner (1953)
ราชันแห่งโลกใต้น้ำ
Submariner ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือนิยามของ “เครื่องมือ” ที่สร้างมาเพื่อเอาชนะขีดจำกัดของมนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือสำหรับนักบุกเบิกที่ต้องการความแม่นยำ ทนทาน และเชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างมาก

ในปี 1953, Rolex Submariner ได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นนาฬิกาสำหรับนักบุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เช่น การดำน้ำลึก การบิน และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ นาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง และเพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถทำภารกิจที่ต้องการความแม่นยำและความเชื่อถือได้สูงที่สุด
จุดเด่นของ Submariner (1953)
ว่ากันด้วยเรื่องความมุ่งมั่นและความสำเร็จ ด้วยความสามารถในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและมีความแม่นยำสูง Submariner จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความมุ่งมั่นของผู้สวมใส่
การออกแบบสำหรับมืออาชีพ Rolex Submariner ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถทำกิจกรรมที่ต้องการความทนทานและความแม่นยำสูง เช่น การดำน้ำลึกในทะเล การบิน และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์
มีความเป็นเลิศในเรื่องการกันน้ำลึก Submariner ถูกออกแบบมาเพื่อทนต่อความลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) ซึ่งถือเป็นระดับความลึกที่ลึกมากในสมัยนั้น
จุดเริ่มต้น
Submariner รุ่นแรกถูกเปิดตัวในปี 1953 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรก ๆ ที่มีการรับรองการกันน้ำที่สามารถทนทานต่อการดำน้ำลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในสมัยนั้น โดยเป็นการสร้างขึ้นมาสำหรับนักดำน้ำและผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทาย
ดีไซน์ที่ทันสมัย
นาฬิกา Submariner รุ่นแรก ๆ มาพร้อมกับการออกแบบที่เรียบง่ายแต่สวยงาม หน้าปัดสีดำและขอบตัวเรือนที่หมุนได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามเวลาการดำน้ำได้อย่างแม่นยำ การออกแบบที่คงทนและความสามารถในการทนทานต่อความลึกและการใช้งานในสภาวะที่ยากลำบากทำให้ Submariner กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่นักดำน้ำและผู้ที่รักการผจญภัยในน้ำ

ตำนานของการรับรองจาก James Bond
และนอกจากนี้ Submariner ยังได้รับความนิยมอย่างมากจากการที่ถูกสวมใส่โดยตัวละคร James Bond ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า Dr. No เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของนาฬิกาในโลกของสายลับ 007 ด้วยการผสมผสานระหว่างความทนทานของนาฬิกาและความลึกลับของตัวละครทำให้ Submariner กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความเชื่อมั่นในตัวเอง


ในปี 1953 เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของการสำรวจโลก เมื่อ Sir John Hunt นำทีมสำรวจขึ้นไปพิชิต ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่มีความสูง 8,848 เมตร (29,029 ฟุต) โดยการเดินทางครั้งนี้มี Sir Edmund Hillary นักสำรวจจากนิวซีแลนด์ และ Tenzing Norgay ซึ่งเป็นชาวเนปาล เป็น 2 บุคคลแรกที่สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความท้าทายทางกายภาพและจิตใจอย่างยิ่ง
ในระหว่างการสำรวจนี้ Sir Edmund Hillary ได้สวมใส่ Rolex Oyster Perpetual ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความเชื่อมโยงระหว่างการสำรวจสุดท้าทายและการสร้างตำนานของนาฬิกาหรู โดย Rolex Oyster Perpetual เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติที่ทนทานและกันน้ำได้ดี ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงและท้าทายเช่นนี้
การที่ Rolex Oyster Perpetual กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งนั้นทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความทนทานและความแม่นยำในทุกการผจญภัยในทุกวันนี้
Legacy ของ Submariner
ปัจจุบัน Submariner ได้กลายเป็นนาฬิกาที่มีค่านิยมอย่างสูงในวงการนาฬิกาหรู และยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องโดย Rolex เอง เช่น การปรับปรุงกลไกและวัสดุที่ใช้ในตัวเรือน นอกจากนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบที่ยังคงความคลาสสิกและทันสมัยในเวลาเดียวกัน
Submariner รุ่น 1953 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยังคงยืนหยัดจนถึงวันนี้ เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความหมายในแวดวงนาฬิกาหรู และเป็นตัวแทนของความทนทานและคุณภาพสูงที่ Rolex ยึดมั่นมาตลอด 70 ปี
สิ่งที่ทำให้ Submariner เป็นที่สุด
- ตัวเรือนที่กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตรในยุคแรก และพัฒนาสู่ 300 เมตรในปัจจุบัน มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบหมุนได้เพียงทางเดียว เพื่อป้องกันความผิดพลาดในขณะดำน้ำ รวมไปถึงความเป็นไอคอนในโลกภาพยนตร์ เช่น James Bond ผู้สวม Submariner ในภารกิจเสี่ยงตาย

4. Daytona (1963)
ความเร็วที่ถูกจับเวลาได้แม่นยำที่สุด
นาฬิการุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนรักความเร็ว และเป็นนาฬิกาที่ครองใจนักแข่งรถจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความสามารถในการจับเวลาด้วยกลไกโครโนกราฟที่โดดเด่น ทำให้ Daytona เป็นทั้งเรือนเวลาสำหรับสนามแข่งและไอเท่มแห่งความภาคภูมิใจ

จุดเริ่มต้น
Rolex Daytona มีชื่อเต็มว่า Cosmograph Daytona กำเนิดมาเพื่อเฉลิมฉลองการแข่งรถในเดย์โทนา บีช ที่ฟลอริดา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันรถที่มีชื่อเสียงในอเมริกา ตัวเรือนของนาฬิกามีการออกแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานในสนามแข่ง โดยมีฟังก์ชั่นที่สำคัญอย่างสเกลทาคีมิเตอร์ สำหรับการวัดความเร็วและ โครโนกราฟ สำหรับการจับเวลาที่แม่นยำ
Cosmograph เปิดตัวในปี 1963 ในฐานะนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่ และก็ได้รับชื่อที่กลายเป็นเครื่องหมายแห่งตำนานต่อท้ายว่า Daytona นาฬิกา Cosmograph Daytona ออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับนักแข่งรถเอ็นดูรานซ์ โดยมาพร้อมความทนทาน กันน้ำได้ และมีสเกลวัดความเร็วบนขอบตัวเรือนเพื่อคำนวณความเร็วเฉลี่ย
ตำนานของ Rolex Daytona (1963) ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาไอคอนิกที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกของการเก็บสะสมและนาฬิกาหรูในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและความเชื่อมโยงกับการแข่งรถมันจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเร็วและความประณีตในเวลาเดียวกัน
การเชื่อมโยงกับ Paul Newman
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ Rolex Daytona กลายเป็นตำนาน คือ การที่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง Paul Newman ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของการแข่งรถ สวมใส่นาฬิกา Rolex Daytona และทำให้โมเดลนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนดังและนักสะสมนาฬิกา โดยเฉพาะรุ่นที่มีหน้าปัดแบบเอ็กโซติกไดอัล หรือบางคนก็เรียกว่า Paul Newman ไดอัล ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร


จุดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน
สเกลทาคีมิเตอร์ บนขอบตัวเรือนสำหรับการคำนวณความเร็ว สำหรับรุ่น Paul Newman Daytona ที่กลายเป็นนาฬิกาสุดคลาสสิกและมีราคาประมูลสูงที่สุดในโลก มีความสมบูรณ์แบบของกลไกที่รวมความเที่ยงตรงและดีไซน์ไว้ในหนึ่งเดียว
ความพิเศษในวันนี้
Rolex Daytona ยังเป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมมากในวงการการประมูล โดยในบางครั้งนาฬิกา Daytona ได้ปิดราคาประมูลสูงสุดในประวัติศาสตร์ เช่น การประมูลนาฬิกาของ Paul Newman ที่ขายในราคากว่า 17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017
การที่ Rolex Daytona ยังคงเป็นที่ต้องการในปัจจุบันไม่ได้มาจากแค่ดีไซน์ที่หรูหรา แต่ยังมาจากการที่มันมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของวงการแข่งรถและคนดังที่เคยสวมใส่มัน ซึ่งทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความเที่ยงตรง และความประณีต
5. Rolex Day-Date (1956)
Rolex Day-Date เปิดตัวในปี 1956 และกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เนื่องจากมันเป็น นาฬิการุ่นแรกของ Rolex ที่มีการแสดงวันที่และวันในสัปดาห์บนหน้าปัดในคราวเดียว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างจากนาฬิกาอื่น ๆ ในตลาดตอนนั้น
จุดเด่นและความสำคัญ
การแสดงวันและวันที่ Day-Date ถือเป็นนาฬิการุ่นแรกที่แสดงทั้งวันที่และวันในสัปดาห์ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ทำให้มันใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
วัสดุและการออกแบบ นาฬิการุ่นนี้มักจะถูกผลิตในวัสดุ ทอง 18K หรือ แพลทินัม ซึ่งเพิ่มความหรูหราและคุณค่าให้กับนาฬิกา
กลไกที่แม่นยำ ใช้กลไกอัตโนมัติที่ Rolex เรียกว่า เพอร์เพทชวล ที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและทนทานในทุกสถานการณ์
ตำนานของ Rolex Day-Date
Rolex Day-Date ถูกขนานนามว่าเป็น “President’s Watch” เพราะมันได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ John F. Kennedy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สวมใส่นาฬิกาเรือนนี้
สิ่งที่ทำให้กลายเป็นตำนาน
หน้าปัดที่มีคุณสมบัติครบครัน ความสามารถในการแสดงวันและวันที่ทำให้มันมีความพิเศษและเป็นที่ต้องการอย่างมาก
สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ Day-Date กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความหรูหรา เนื่องจากบุคคลที่มีอิทธิพลระดับสูงในสังคมชื่นชอบที่จะสวมใส่
Rolex Day-Date ยังคงเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ และถือเป็นนาฬิกาคลาสสิกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

และนี่ก็เป็นทั้ง 5 เรือนเวลาที่เราเลือกหยิบมาพูดถึงกันในบทความนี้ เพราะเรารู้สึกว่า Rolex เป็นหนึ่งในตำนานที่ไม่มีวันหยุดหมุน และไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่เป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ ความมั่นคง และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ทุกครั้งที่เรามองเข็มวินาทีที่หมุนวนอย่างเงียบสงบ เรารู้ว่า Rolex คือ สิ่งที่เป็นมากกว่าการบอกเวลา และมันคือการบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่มีวันจบ
หากอยากให้เราหยิบเรื่องราววของนาฬิกาเรือนไหนมาเล่าเพิ่มเติมก็สามารถเข้ามาแชรฺ์ความคิดเห็นกันได้ทุก ๆ ช่องทางของ Revolution Thailand ได้เลย แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า
“อย่าพลาดการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”
อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์
นาฬิกาคู่ใจของปาโบล ปิกัสโซ Revolution Watch Thailand

