Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา

Date:

Rolex ตำนานแห่งเรือนเวลาที่นิยามความคลาสสิก เรามาค้นพบเรื่องราวของเรือนเวลาที่เปลี่ยนโลกและสร้างนิยามใหม่แห่งความหรูหราและความแม่นยำในประวัติศาสตร์กัน

ถ้าคุณถามว่าแบรนด์ไหนที่ครองใจคนทั้งโลก และเปลี่ยนความหมายของคำว่า “นาฬิกา” ไปตลอดกาล คำตอบเดียวที่ทุกคนพร้อมใจกันพูดคือ Rolex ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแห่งนวัตกรรม ดีไซน์เหนือกาลเวลา หรือความสำเร็จที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ Rolex คือนิยามของความสมบูรณ์แบบ วันนี้ Revolution Thailand จะพาคุณดำดิ่งไปกับ 5 รุ่นในตำนานของ Rolex ที่ไม่เพียงเป็นนาฬิกา แต่คือ “มรดกแห่งเวลา” ที่ยังคงส่องประกายจนถึงปัจจุบัน

“Hans Wilsdorf” ชายผู้เปลี่ยนฝันให้กลายเป็นความจริง

จุดเริ่มต้นของ Rolex ไม่ได้เกิดจากโอกาส แต่มาจากความวิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf ที่มองเห็นศักยภาพของ “นาฬิกาข้อมือ” ในยุคที่ใคร ๆ ยังนิยมพกนาฬิกาพก โดยชื่อ “Rolex” ไม่ได้มาจากความบังเอิญ Hans ตั้งใจเลือกชื่อที่ “ไหลลื่นเหมือนเสียงเดินของกลไกนาฬิกา” สั้น กระชับ และทรงพลัง

ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือตั๋วพิเศษสู่จักรวาลแห่งความลักชัวรี

Rolex ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่สะกดใจเหล่าคนรักเรือนเวลา แต่คือแบรนด์ที่ผสานจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์และความปราณีตในทุกมิติ ตั้งแต่กลไกอันล้ำสมัยจนถึงการออกแบบที่ไร้ที่ติ ทุกชิ้นสะท้อนความสำเร็จและความฝันของผู้สวมใส่ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาสัมผัสกับ 5 รุ่นที่เรียกว่าเป็นตำนานและครองใจเหล่านักสะสม มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

“Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา” :

  1. Oyster Perpetual (1926) นาฬิการุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยีกันน้ำ (waterproof) และกลไก เพอร์เพทชวล (ซึ่งก็คือ กลไกขึ้นลานอัตโนมััติ)
  2. Datejust (1945) นาฬิการุ่นแรกที่แสดงวันที่บนหน้าปัด และเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบนาฬิกาหรู
  3. Submariner (1953) นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Rolex และเป็นสัญลักษณ์ของการผจญภัยใต้น้ำ
  4. Daytona (1963) นาฬิกาสำหรับนักแข่งรถและผู้รักการผจญภัยทางการกีฬา
  5. Day-Date (1956) นาฬิกาที่เรียกว่าเป็น “President’s Watch” ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก

รุ่นเหล่านี้ทั้งหมดมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Rolex และได้ช่วยยกระดับแบรนด์ให้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกนาฬิกาหรู ทำให้พวกมันสมควรที่จะเป็น “ตำนาน 5 เรือนเวลา” ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้

1. Oyster Perpetual (1926)

บทเริ่มต้นของตำนานกันน้ำ
Oyster Perpetual คือจุดเปลี่ยนของโลกนาฬิกา นี่คือนาฬิการุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่กันน้ำได้จริง! Rolex พิสูจน์ความทนทานของ Oyster ด้วยการส่งมันไปใส่ในข้อมือของ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำผู้ว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษในปี 1927

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

เล่าย้อนไปถึงตำนานของ Rolex Oyster Perpetual ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1926 เมื่อ Rolex เปิดตัวนาฬิกากันน้ำรุ่นแรกของโลกที่มีตัวเรือนแบบปิดผนึกแน่นหนาเหมือนหอยนางรม และในปี 1927 Rolex ก็ได้พิสูจน์ความสามารถของ Oyster โดยให้นาฬิการุ่นนี้ไปสวมอยู่บนข้อมือของ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำหญิงคนแรกที่ว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษ นี่คือช่วงเวลาที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นตำนานและได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก

ดังนั้น ปี 1926 คือปีที่เปิดตัว แต่ปี 1927 คือปีที่สร้างชื่อเสียงระดับโลกนั่นเอง

Highlight ที่เปลี่ยนเกม

เริ่มกันที่ตัวเรือนแบบออยสเตอร์ ที่ปิดผนึกแน่นหนาเหมือน “หอยนางรม” มาพร้อมกับกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ โดยใช้เพอร์เพทชวลโรเตอร์ ที่ทำให้นาฬิกาเดินต่อได้แม้ในขณะที่ไม่ได้สวมใส่ เรียกว่าเป็นตำนานแห่งการกันน้ำที่กลายเป็นพื้นฐานของนาฬิกา Rolex ทุกเรือนมาจนถึงปัจจุบัน

2. Datejust (1945)

เรือนแห่งความคลาสสิกและความเรียบง่ายเหนือเวลา
ถัดมาที่เรือนที่สอง Datejust ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาที่แค่ดูเวลาได้แบบธรรมดา แต่เป็นรุ่นแรกในโลกที่แสดงวันที่โดยอัตโนมัติบนหน้าปัด ทั้งยังมีเลนส์ไซคลอปติดตั้งเพิ่มเข้ามาในยุค 1950s ซึ่งยิ่งตอกย้ำความล้ำของการออกแบบที่ช่วยให้มองเห็นวันที่ได้ง่ายในทุกมุม

Rolex เปิดตัว Datejust เป็นครั้งแรกในปี 1945 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของแบรนด์ นี่คือนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่มีการบอกวันที่บนหน้าปัด ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเที่ยงคืน ระบบนี้มีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจให้กับโลกนาฬิกาในยุคนั้นมาก

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Datejust รุ่นแรกเริ่มก็คือ การมาพร้อมกับสายแบบจูบิลี สายข้อมือที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้เข้ากับนาฬิกาเรือนนี้ และใช้ตัวเรือนที่ทำจากทอง 18K

ดังนั้น 1945 คือปีที่ตำนาน Datejust ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

แล้วทำไมถึงเป็นตำนาน?

เป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่มีความสมดุลระหว่างความหรูหราและการใช้งานจริง มีรูปทรงที่เหมาะกับทุกยุค ทุกไลฟ์สไตล์ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในไอคอนของความสำเร็จที่นักธุรกิจทั่วโลกต่างก็ไว้วางใจ

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

3. Submariner (1953)

ราชันแห่งโลกใต้น้ำ
Submariner ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือนิยามของ “เครื่องมือ” ที่สร้างมาเพื่อเอาชนะขีดจำกัดของมนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือสำหรับนักบุกเบิกที่ต้องการความแม่นยำ ทนทาน และเชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างมาก

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

ในปี 1953, Rolex Submariner ได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นนาฬิกาสำหรับนักบุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เช่น การดำน้ำลึก การบิน และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ นาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง และเพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถทำภารกิจที่ต้องการความแม่นยำและความเชื่อถือได้สูงที่สุด

จุดเด่นของ Submariner (1953)

ว่ากันด้วยเรื่องความมุ่งมั่นและความสำเร็จ ด้วยความสามารถในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและมีความแม่นยำสูง Submariner จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความมุ่งมั่นของผู้สวมใส่

การออกแบบสำหรับมืออาชีพ Rolex Submariner ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถทำกิจกรรมที่ต้องการความทนทานและความแม่นยำสูง เช่น การดำน้ำลึกในทะเล การบิน และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์

มีความเป็นเลิศในเรื่องการกันน้ำลึก Submariner ถูกออกแบบมาเพื่อทนต่อความลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) ซึ่งถือเป็นระดับความลึกที่ลึกมากในสมัยนั้น

จุดเริ่มต้น

Submariner รุ่นแรกถูกเปิดตัวในปี 1953 และถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรก ๆ ที่มีการรับรองการกันน้ำที่สามารถทนทานต่อการดำน้ำลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในสมัยนั้น โดยเป็นการสร้างขึ้นมาสำหรับนักดำน้ำและผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทาย

ดีไซน์ที่ทันสมัย

นาฬิกา Submariner รุ่นแรก ๆ มาพร้อมกับการออกแบบที่เรียบง่ายแต่สวยงาม หน้าปัดสีดำและขอบตัวเรือนที่หมุนได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามเวลาการดำน้ำได้อย่างแม่นยำ การออกแบบที่คงทนและความสามารถในการทนทานต่อความลึกและการใช้งานในสภาวะที่ยากลำบากทำให้ Submariner กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่นักดำน้ำและผู้ที่รักการผจญภัยในน้ำ

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

ตำนานของการรับรองจาก James Bond

และนอกจากนี้ Submariner ยังได้รับความนิยมอย่างมากจากการที่ถูกสวมใส่โดยตัวละคร James Bond ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า Dr. No เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของนาฬิกาในโลกของสายลับ 007 ด้วยการผสมผสานระหว่างความทนทานของนาฬิกาและความลึกลับของตัวละครทำให้ Submariner กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความเชื่อมั่นในตัวเอง

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

ในปี 1953 เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของการสำรวจโลก เมื่อ Sir John Hunt นำทีมสำรวจขึ้นไปพิชิต ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่มีความสูง 8,848 เมตร (29,029 ฟุต) โดยการเดินทางครั้งนี้มี Sir Edmund Hillary นักสำรวจจากนิวซีแลนด์ และ Tenzing Norgay ซึ่งเป็นชาวเนปาล เป็น 2 บุคคลแรกที่สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความท้าทายทางกายภาพและจิตใจอย่างยิ่ง

ในระหว่างการสำรวจนี้ Sir Edmund Hillary ได้สวมใส่ Rolex Oyster Perpetual ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความเชื่อมโยงระหว่างการสำรวจสุดท้าทายและการสร้างตำนานของนาฬิกาหรู โดย Rolex Oyster Perpetual เป็นนาฬิกาที่มีคุณสมบัติที่ทนทานและกันน้ำได้ดี ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงและท้าทายเช่นนี้

การที่ Rolex Oyster Perpetual กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งนั้นทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความทนทานและความแม่นยำในทุกการผจญภัยในทุกวันนี้

Legacy ของ Submariner

ปัจจุบัน Submariner ได้กลายเป็นนาฬิกาที่มีค่านิยมอย่างสูงในวงการนาฬิกาหรู และยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องโดย Rolex เอง เช่น การปรับปรุงกลไกและวัสดุที่ใช้ในตัวเรือน นอกจากนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบที่ยังคงความคลาสสิกและทันสมัยในเวลาเดียวกัน

Submariner รุ่น 1953 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยังคงยืนหยัดจนถึงวันนี้ เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความหมายในแวดวงนาฬิกาหรู และเป็นตัวแทนของความทนทานและคุณภาพสูงที่ Rolex ยึดมั่นมาตลอด 70 ปี

สิ่งที่ทำให้ Submariner เป็นที่สุด

  • ตัวเรือนที่กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตรในยุคแรก และพัฒนาสู่ 300 เมตรในปัจจุบัน มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบหมุนได้เพียงทางเดียว เพื่อป้องกันความผิดพลาดในขณะดำน้ำ รวมไปถึงความเป็นไอคอนในโลกภาพยนตร์ เช่น James Bond ผู้สวม Submariner ในภารกิจเสี่ยงตาย

4. Daytona (1963)

ความเร็วที่ถูกจับเวลาได้แม่นยำที่สุด
นาฬิการุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนรักความเร็ว และเป็นนาฬิกาที่ครองใจนักแข่งรถจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความสามารถในการจับเวลาด้วยกลไกโครโนกราฟที่โดดเด่น ทำให้ Daytona เป็นทั้งเรือนเวลาสำหรับสนามแข่งและไอเท่มแห่งความภาคภูมิใจ

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

จุดเริ่มต้น

Rolex Daytona มีชื่อเต็มว่า Cosmograph Daytona กำเนิดมาเพื่อเฉลิมฉลองการแข่งรถในเดย์โทนา บีช ที่ฟลอริดา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันรถที่มีชื่อเสียงในอเมริกา ตัวเรือนของนาฬิกามีการออกแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานในสนามแข่ง โดยมีฟังก์ชั่นที่สำคัญอย่างสเกลทาคีมิเตอร์ สำหรับการวัดความเร็วและ โครโนกราฟ สำหรับการจับเวลาที่แม่นยำ

Cosmograph เปิดตัวในปี 1963 ในฐานะนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่ และก็ได้รับชื่อที่กลายเป็นเครื่องหมายแห่งตำนานต่อท้ายว่า Daytona นาฬิกา Cosmograph Daytona ออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับนักแข่งรถเอ็นดูรานซ์ โดยมาพร้อมความทนทาน กันน้ำได้ และมีสเกลวัดความเร็วบนขอบตัวเรือนเพื่อคำนวณความเร็วเฉลี่ย

ตำนานของ Rolex Daytona (1963) ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาไอคอนิกที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกของการเก็บสะสมและนาฬิกาหรูในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและความเชื่อมโยงกับการแข่งรถมันจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเร็วและความประณีตในเวลาเดียวกัน

การเชื่อมโยงกับ Paul Newman

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ Rolex Daytona กลายเป็นตำนาน คือ การที่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง Paul Newman ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของการแข่งรถ สวมใส่นาฬิกา Rolex Daytona และทำให้โมเดลนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนดังและนักสะสมนาฬิกา โดยเฉพาะรุ่นที่มีหน้าปัดแบบเอ็กโซติกไดอัล หรือบางคนก็เรียกว่า Paul Newman ไดอัล ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity
Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

จุดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน

สเกลทาคีมิเตอร์ บนขอบตัวเรือนสำหรับการคำนวณความเร็ว สำหรับรุ่น Paul Newman Daytona ที่กลายเป็นนาฬิกาสุดคลาสสิกและมีราคาประมูลสูงที่สุดในโลก มีความสมบูรณ์แบบของกลไกที่รวมความเที่ยงตรงและดีไซน์ไว้ในหนึ่งเดียว

ความพิเศษในวันนี้

Rolex Daytona ยังเป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมมากในวงการการประมูล โดยในบางครั้งนาฬิกา Daytona ได้ปิดราคาประมูลสูงสุดในประวัติศาสตร์ เช่น การประมูลนาฬิกาของ Paul Newman ที่ขายในราคากว่า 17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017

การที่ Rolex Daytona ยังคงเป็นที่ต้องการในปัจจุบันไม่ได้มาจากแค่ดีไซน์ที่หรูหรา แต่ยังมาจากการที่มันมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของวงการแข่งรถและคนดังที่เคยสวมใส่มัน ซึ่งทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความเที่ยงตรง และความประณีต

5. Rolex Day-Date (1956)

Rolex Day-Date เปิดตัวในปี 1956 และกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เนื่องจากมันเป็น นาฬิการุ่นแรกของ Rolex ที่มีการแสดงวันที่และวันในสัปดาห์บนหน้าปัดในคราวเดียว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างจากนาฬิกาอื่น ๆ ในตลาดตอนนั้น

จุดเด่นและความสำคัญ

การแสดงวันและวันที่ Day-Date ถือเป็นนาฬิการุ่นแรกที่แสดงทั้งวันที่และวันในสัปดาห์ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ทำให้มันใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

วัสดุและการออกแบบ นาฬิการุ่นนี้มักจะถูกผลิตในวัสดุ ทอง 18K หรือ แพลทินัม ซึ่งเพิ่มความหรูหราและคุณค่าให้กับนาฬิกา

กลไกที่แม่นยำ ใช้กลไกอัตโนมัติที่ Rolex เรียกว่า เพอร์เพทชวล ที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและทนทานในทุกสถานการณ์

ตำนานของ Rolex Day-Date

Rolex Day-Date ถูกขนานนามว่าเป็น “President’s Watch” เพราะมันได้รับความนิยมในหมู่นักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ John F. Kennedy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สวมใส่นาฬิกาเรือนนี้

สิ่งที่ทำให้กลายเป็นตำนาน

หน้าปัดที่มีคุณสมบัติครบครัน ความสามารถในการแสดงวันและวันที่ทำให้มันมีความพิเศษและเป็นที่ต้องการอย่างมาก

สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ Day-Date กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความหรูหรา เนื่องจากบุคคลที่มีอิทธิพลระดับสูงในสังคมชื่นชอบที่จะสวมใส่

Rolex Day-Date ยังคงเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ และถือเป็นนาฬิกาคลาสสิกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

Rolex Legends: 5 Iconic Watches That Define Eternity

และนี่ก็เป็นทั้ง 5 เรือนเวลาที่เราเลือกหยิบมาพูดถึงกันในบทความนี้ เพราะเรารู้สึกว่า Rolex เป็นหนึ่งในตำนานที่ไม่มีวันหยุดหมุน และไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่เป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ ความมั่นคง และการออกแบบที่เหนือกาลเวลา ทุกครั้งที่เรามองเข็มวินาทีที่หมุนวนอย่างเงียบสงบ เรารู้ว่า Rolex คือ สิ่งที่เป็นมากกว่าการบอกเวลา และมันคือการบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่มีวันจบ

หากอยากให้เราหยิบเรื่องราววของนาฬิกาเรือนไหนมาเล่าเพิ่มเติมก็สามารถเข้ามาแชรฺ์ความคิดเห็นกันได้ทุก ๆ ช่องทางของ Revolution Thailand ได้เลย แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า

“อย่าพลาดการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์
นาฬิกาคู่ใจของปาโบล ปิกัสโซ Revolution Watch Thailand

Share post:

More like this

Changes the Game? เมื่อรางวัลออสการ์ของโลกนาฬิกา ยอมทุบกำแพงเรื่องเพศ รื้อกฎเดิม จะมีอะไรซ่อนอยู่หลังกติกาใหม่ของ GPHG 2026 บ้าง?

ความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของเวที GPHG ครั้งที่ 26 กับการประกาศเปิดรับสมัครผลงานปี 2026 ภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่ยกเลิกการแบ่งเพศนาฬิกา และการเปิดช่องให้กรรมการล่ารายชื่อแบรนด์นอกประกวดมารับรางวัล

Geneva – The Capital of Haute Horlogerie

เดินทางตามจังหวะเข็มนาฬิกา ใต้ขอบฟ้า และเทือกเขาแอลป์ WORDS Aunyawan T. บางเมืองอาจไม่ได้โดดเด่นด้วยตึกสูงหรือแสงสี แต่โดดเด่นด้วย ‘เวลา’ เรากำลังพูดถึง ‘เจนีวา’...

แฟนๆ ว่าไงใจกล้าพอไหมที่จะทำตัวเรียบร้อย? เมื่อ Hublot ยอมดรอปความซ่าแล้วหันมาซบโทนสีมินิมอลกับ Hublot Spirit of Big Bang Essential Taupe

เมื่อแบรนด์สายซ่าขอดรอปโทนสีฉูดฉาด เจาะลึก Hublot Spirit of Big Bang Essential Taupe บทที่ 5 จาก Essential Series ที่มาพร้อมสีเทาอมน้ำตาล (Taupe) ความหรูหราแบบเงียบเชียบที่ท้าทายสายตานักสะสมทั่วโลก

Royal Pop is Here… เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพกในมือ Swatch มาจับตารอดูว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรต่อ?

สิ้นสุดการรอคอยกับโปรเจกต์ที่เป็นไปไม่ได้! AP x Swatch เปิดตัว Bioceramic Royal Pop นาฬิกาพกดีไซน์แปดเหลี่ยมระดับตำนาน ในร่างพลาสติกสุดป๊อปที่พร้อมทลายทุกกฎเกณฑ์ความหรูหรา