Home Blog Page 37

The Secret of Red

ไม่ใช่แค่สีแดง แต่เป็นแรงบันดาลใจที่สร้างสรรค์

หากพูดถึงนาฬิกาหรูที่น่าหลงใหล หลายคนอาจนึกถึงหน้าปัดสีดำสุดคลาสสิก หรือสีฟ้าที่ให้ความรู้สึกหรูหราแบบเงียบสงบ แต่หากเป็นสีแดงล่ะ? สีแดงจัดจ้านที่ดูเหมือนเปลวไฟ… สีแดงลุ่มลึกที่เหมือนไวน์ชั้นดี… หรือแดงเข้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังและแรงดึงดูด

นี่คือสีที่มีทั้งความเร่าร้อน หายาก และมีความซับซ้อนที่สุดในการสร้างสรรค์

การทำนาฬิกาหน้าปัดสีแดงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่มันคือศิลปะทางวัสดุศาสตร์และกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปคิด นาฬิกาสีแดงแต่ละเรือนที่เราเห็นอาจใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา และบางเรือน… อาจมีเพียงไม่กี่ชิ้นบนโลกใบนี้

The Secret of Red

ในโลกของการผลิตนาฬิกาหรู สีแดงถือเป็นหนึ่งในสีที่ ดื้อดึง และเอาใจยากที่สุด คุณอาจสงสัยว่าทำไม? ก็แค่ใช้สีแดงทาลงไปบนหน้าปัดไม่ใช่หรือ?

คำตอบคือ ไม่ใช่ และมันซับซ้อนกว่าที่คิดมาก

การจะสร้างสีแดงที่มีชีวิตชีวาและติดทนนานไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสีแดงมีแนวโน้มที่จะ ซีดจาง หรือ เปลี่ยนสี เมื่อสัมผัสกับแสงแดดและออกซิเจนในอากาศ โดยเฉพาะในวัสดุอย่างโลหะและเซรามิก ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตสีแดงให้คงทนต้องอาศัยเทคนิคพิเศษที่มีเพียงไม่กี่แบรนด์บนโลกที่สามารถทำได้จริง ๆ

ตัวอย่างเช่น Hublot ที่ใช้เวลากว่า 4 ปี ในการพัฒนาเซรามิกสีแดงบริสุทธิ์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและความร้อน ในขณะที่ Patek Philippe และ Vacheron Constantin ยังคงใช้เทคนิคการลงยา (Grand Feu Enamel) ที่ต้องอาศัยช่างฝีมือระดับสูงสุด

ลองนึกภาพถึง Hublot Big Bang Unico Red Magic นาฬิกาที่มาพร้อมกับตัวเรือนเซรามิกสีแดงเข้มสุดล้ำ เทคนิคที่ Hublot ใช้ในการผลิตวัสดุนี้เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ และไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้

The Secret of Red

สีแดงที่คุณเห็นนั้นไม่ได้เกิดจากการเคลือบสีลงไป แต่เป็นผลมาจากกระบวนการทางเคมีระดับสูงที่เรียกว่า High-Pressure Sintering ซึ่งต้องใช้แรงดันสูงกว่า 1,000 บาร์ และอุณหภูมิที่แม่นยำในระดับ นาโนเมตร เพื่อให้เม็ดเซรามิกสีแดงรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่เกิดความพรุน

แล้วทำไมต้องยุ่งยากขนาดนี้?

เพราะสีแดงเป็นสีที่มีโมเลกุลไม่เสถียร และหากทำผิดพลาดแม้เพียง 0.1 องศาเซลเซียส ในระหว่างการเผา เซรามิกสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน หรือแย่กว่านั้นคือ แตกเป็นผุยผงทันที

อีกหนึ่งเทคนิคการสร้างสีแดงที่หายาก คือ Grand Feu Enamel ซึ่งเป็นการเคลือบหน้าปัดด้วยชั้นของสารเคลือบแก้ว แล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า 800°C เทคนิคนี้ถูกใช้ในนาฬิกาสุดหรูเช่น Patek Philippe Cloisonné, Vacheron Constantin Metiers d’Art, และ Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Enamel

The Secret of Red

5271/12P Perpetual calendar, Chronograph.

หน้าปัดเหล่านี้ไม่ได้แค่สวยงาม แต่มันคือ ผลงานศิลปะที่ต้องอาศัยความแม่นยำแบบไมโครมิเตอร์ ช่างฝีมือที่ทำ Grand Feu Enamel ได้สมบูรณ์แบบมีเพียงไม่กี่คนในโลก และแต่ละเรือนต้องใช้เวลา หลายเดือน ในการผลิต เพราะหากเผาผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

หากพูดถึงนาฬิกาสีแดงที่กลายเป็นตำนาน คงต้องยกให้ Rolex Day-Date Cherry Dial ซึ่งเคยผลิตหน้าปัดสีแดงเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ และส่วนใหญ่ผลิตออกมาเพียงไม่กี่เรือนในบางปี เพื่อมอบให้กับบุคคลสำคัญหรือลูกค้าที่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์ซึ่งทำให้มันกลายเป็นของหายาก แต่ไม่ค่อยพบการผลิตอย่างเป็นทางการจาก Rolex

และรุ่นที่อยากจะหยิบมาพูดถึงคือ Citizen Bullhead และ Omega Speedmaster Moonwatch Red Dial หรือรุ่น De VilleTrésor40 mm (yellow gold on leather strap) ซึ่งเป็นรุ่นที่มาพร้อมหน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีแดงหายากที่เชื่อมโยงกับสีประจำแบรนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA

Citizen Bullhead เปิดตัวครั้งแรกในทศวรรษที่ 1970 โดยมีเอกลักษณ์ที่ปุ่มจับเวลาและเม็ดมะยมที่วางไว้ในตำแหน่ง 12:00 น. ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก ในปี 2021 Citizen ได้นำรุ่นนี้กลับมาอีกครั้งภายใต้ชื่อ AN3660-81L (หน้าปัดสีน้ำเงิน) และ AN3660-81A (หน้าปัดสีขาวดำ) โดยใช้เครื่องแบบ Quartz และดีไซน์ที่คงความคลาสสิก

The Secret of Red
The Secret of Red

ในปี 2023 Omega ก็ได้ปล่อย Speedmaster Moonwatch Red Dial ออกมา และสร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ เพราะ Omega ไม่ค่อยทำหน้าปัดสีแดงในรุ่น Speedmaster บ่อยนัก

มาต่อกันที่นาฬิกา Omega De Ville Trésor 40 mm รุ่น Yellow Gold on Leather Strap รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างที่น่าจับตามอง ด้วยดีไซน์ที่งดงามและสะท้อนถึงการผลิตที่พิถีพิถัน นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยการเลือกใช้ ทองคำเหลือง ในตัวเรือนขนาด 40 มม. ซึ่งทำให้ดูหรูหราและสง่างามอย่างไม่เหมือนใคร และที่พิเศษที่สุดคือ หน้าปัดสีแดง ที่มีความลึกและสวยงามไม่เหมือนใคร

หน้าปัดสีแดงของ De Ville Trésor ถูกสร้างขึ้นจากการใช้เทคนิคการเคลือบที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้ได้สีแดงที่ลึกและมีความเงางามอย่างเหลือเชื่อ สีแดงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รุ่นนี้แตกต่างจากนาฬิกาในคลาสเดียวกัน แต่ยังสร้างความรู้สึกสดใหม่และทันสมัยที่เหมาะสำหรับการใส่ในทุกโอกาส

สายหนัง ที่มีคุณภาพสูงยิ่งเพิ่มความสบายในการสวมใส่ และยังคงความหรูหราแบบคลาสสิกที่ Omega ยึดถือไว้เสมอ ขณะที่ Master Chronometer ที่เป็นเทคโนโลยีภายในช่วยให้มั่นใจในความแม่นยำสูงสุด นาฬิกา Omega De Ville Trésor ยังได้รับการรับรองจาก Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ซึ่งรับประกันว่าเป็นนาฬิกาที่มีคุณภาพระดับสูง

รุ่นนี้ไม่ได้แค่เป็นนาฬิกา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะการออกแบบและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ทำให้มันกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก และแน่นอนว่าในอนาคต Omega De Ville Trésor 40 mm (Yellow Gold on Leather Strap) ที่มีหน้าปัดสีแดงจะกลายเป็นไอเท็มที่หายากอย่างแน่นอน

การจะได้มาซึ่งนาฬิกาสีแดงที่สมบูรณ์แบบจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นี่คือเหตุผลที่เรือนเวลาสีแดงที่ทำออกมาได้ดีจึงมีราคาสูง และมักจะกลายเป็นของสะสมในเวลาอันรวดเร็ว และนี่คือสิ่งที่ทำให้นาฬิกาสีแดง เป็นมากกว่าสี มันคือผลลัพธ์ของการพัฒนาเทคนิคทางวัสดุศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในอุตสาหกรรม มันคือศิลปะที่ต้องใช้ฝีมือระดับสูงในการสร้าง และมันคือสัญลักษณ์ของ พลัง ความเร่าร้อน และความท้าทาย ที่นักสะสมทั่วโลกต่างหลงใหล

ดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณเห็นนาฬิกาสีแดงอย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นแค่แฟชั่น ลองมองลึกลงไปถึงเบื้องหลังของมัน แล้วคุณจะรู้ว่า… เรือนเวลาสีแดงเหล่านี้ คือผลงานแห่งความพยายามที่มีแต่แบรนด์ชั้นนำเท่านั้นที่ทำได้ และเมื่อคุณได้เห็นมันบนข้อมือของใครสักคน จงรู้ไว้เลยว่า… คน ๆ นั้น ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

The Revolution on Your Watch…Crafting Sound Through Time

ถ้าเสียงของเวลาคือเสียงเพลง CHANEL Première Sound Watch และมิติใหม่ของการจับจังหวะชีวิต

The Revolution on Your Watch… Crafting Sound Through the Passage of Time

If you fall, I will catch you, I’ll be waiting… Time after time…

Time After Time – Cyndi Lauper

พอได้ฟังเพลงนี้แล้วนึกขึ้นได้ จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ก็อดจะหยิบมาเล่าไม่ได้ ลองจินตนาการถึงเสียงของเวลาที่ไม่ใช่แค่ Tick-Tock แต่เป็น Melody ที่ล่องลอยตามจังหวะชีวิตของคุณ นาฬิกาที่ไม่เพียงบอกเวลา แต่ส่งผ่านอารมณ์ของเสียงดนตรี… ฟังดูเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม? แต่ CHANEL ก็ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับ Première Sound Watch เรือนเวลาที่ไม่ได้แค่สะท้อนความคลาสสิก แต่ยังเปลี่ยนมิติการสัมผัสเวลาให้เป็นเสียงที่คุณพกติดตัวไปได้ทุกที่ผ่านการเล่นเพลงโปรดของเรา

ทำไมเราต้องมี เสียงของเวลา ในชีวิต?

คุณเคยรู้สึกไหมว่า บางช่วงเวลาของชีวิตเหมือนมี Soundtrack ประกอบเสมอ เช้าตรู่ที่เร่งรีบอาจเต็มไปด้วยเสียงแจ๊สคลอเบา ๆ แต่เร้าใจ ช่วงเวลายามค่ำคืนที่เดียวดายอาจมีเสียงบลูส์คลอเคลีย หรือช่วงเวลาที่ได้พบใครบางคนแล้วโลกหมุนช้าลง ก็เหมือนเพลงรักแสนหวานที่กำลังบรรเลง

CHANEL Première Sound Watch ถูกสร้างมาเพื่อให้คุณพกพา เสียง นั้นไปกับคุณตลอดวัน ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับนวัตกรรมเสียงแบบมินิมอล นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ นาฬิกาไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกเวลา แต่บอกอารมณ์ของคุณได้ด้วย

แรงบันดาลใจจากอดีต สู่มิติใหม่ของเรือนเวลา

CHANEL Première ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1987 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากฝาขวดน้ำหอม No.5 อันเลื่องชื่อ ดีไซน์ที่โค้งมนและเรียบหรู สะท้อนถึงเส้นสายของ Place Vendôme ในปารีส เมืองที่เป็นหัวใจของแฟชั่นและศิลปะ แต่ Première Sound Watch ก้าวไปไกลกว่านั้น มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่เป็นประสบการณ์การสวมใส่ที่แตกต่าง เพราะถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่านาฬิกา มันคือจังหวะของชีวิต คือเสียงที่คุณเลือกฟัง เพื่อให้เวลามีมิติมากขึ้น

รายละเอียดทางเทคนิคที่ไม่ใช่แค่มาเล่น ๆ

นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้มีเพียงรูปลักษณ์ที่สะกดทุกสายตา แต่ยังแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบสีดำเซรามิก ให้สัมผัสที่หรูหราและโมเดิร์นเหนือกาลเวลา ผสานกับสายหนังร้อยโซ่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ CHANEL ทำให้ Première Sound Watch ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์อันคลาสสิกที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

นอกจากดีไซน์ที่งดงาม Première Sound Watch ยังมาพร้อมระบบเสียงที่ออกแบบมาอย่างพิเศษ ถ่ายทอดผ่านหูฟังที่สามารถถอดออกได้ ทำให้ประสบการณ์การฟังเพลงเป็นเรื่องส่วนตัวและลึกซึ้งขึ้น การชาร์จพลังงานก็ถูกออกแบบมาให้สะดวกและหรูหราในคราวเดียวกัน ด้วยแท่นชาร์จที่ดูคล้ายกับอุปกรณ์เสริมสุดล้ำของผู้สวมใส่ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคืออุปกรณ์ที่ช่วยเติมเต็มจังหวะชีวิตของคุณ เทคโนโลยีด้านเสียงของหูฟังรุ่นนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบประสบการณ์การฟังที่ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านคุณภาพเสียง วัสดุ และการตัดเสียงรบกวน

คุณสมบัติด้านเสียง
ตัวหูฟังผลิตจากสตีลเคลือบสีดำและเยลโลว์โกลด์ มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์และจุกซิลิโคนเพื่อความสบายขณะใช้งาน สายเคเบิลสีดำด้านประกอบด้วยไมโครโฟนและรีโมทคอนโทรลที่รังสรรค์จากสตีลเคลือบสีดำ พร้อมแจ็กหูฟังขนาด 3.5 มม. ที่ผลิตจากวัสดุเดียวกัน

ระบบเสียง
ไดรเวอร์แบบดูโอ้ประกอบด้วยไดอะแฟรมแนวระนาบขนาด 6 มม. และไดนามิกไดรเวอร์ชุบเบริลเลียมขนาด 11 มม. ให้การตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 20 เฮิร์ตซ์ ถึง 20 กิโลเฮิร์ตซ์ ด้วยความไวที่ 89 เดซิเบล ที่ 1 กิโลเฮิร์ตซ์ 1 เมกะวัตต์ และค่าความต้านทานที่ 16 โอห์ม

ไมโครโฟนและรีโมทคอนโทรล
ไมโครโฟนแบบรอบทิศทางติดตั้งบนสายเพื่อการสนทนาที่คมชัด พร้อมรีโมทควบคุมเสียง การเล่น/หยุดเพลง รับสาย/วางสาย และข้ามแทร็กไปข้างหน้าหรือย้อนกลับ

การเชื่อมต่อและคุณสมบัติกันน้ำ
หูฟังใช้แจ็กมาตรฐานขนาด 3.5 มม. และรองรับอะแดปเตอร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับพอร์ตไลท์นิ่งและ USB-C มีคุณสมบัติกันน้ำระดับ IPX3

คุณภาพเสียงระดับสูง
The PREMIÈRE SOUND ได้รับการออกแบบให้รองรับทุกแนวดนตรี มอบเสียงที่บริสุทธิ์และสมดุล ตั้งแต่ร็อค ป็อบ แจ๊ซ ฮิปฮอป ไปจนถึงคลาสสิก ไดรเวอร์เบริลเลียมทำหน้าที่เป็น High Excursion Woofer ที่สามารถขยายย่านเสียงต่ำได้ถึง 20 เฮิร์ตซ์ ขณะที่ไดรเวอร์ Planar Magnetic ให้ค่าการตอบสนองที่รวดเร็วในย่านเสียงกลางและสูง

ระบบเสียงได้รับการออกแบบให้มีจุดตัดระหว่างไดรเวอร์ที่ 3.2 กิโลเฮิร์ตซ์ ซึ่งช่วยให้แต่ละองค์ประกอบแสดงลักษณะเสียงได้อย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมชิปเซ็ตที่รองรับเทคโนโลยี DSP (Digital Signal Processing) เพื่อแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอะนาล็อกอย่างแม่นยำ ให้เสียงที่สมจริงราวกับฟังจากคอนเสิร์ต

ระบบตัดเสียงรบกวน
หูฟังออกแบบให้แนบสนิทกับช่องหูเพื่อการป้องกันเสียงรบกวนแบบพาสซีฟ โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกและมอบประสบการณ์การฟังที่เต็มอิ่มมากยิ่งขึ้น

The Revolution on Your Watch… Crafting Sound Through the Passage of Time

นาฬิกาหรือเครื่องดนตรีพกพา?

หาก Première Sound Watch สามารถเล่นเพลงได้จริง (ซึ่งเราก็แอบหวังให้มันเป็นแบบนั้นในอนาคต) มันอาจกลายเป็นอุปกรณ์ที่พาคุณย้อนเวลากลับไปหาความทรงจำเดิม หรือสร้างสรรค์โมเมนต์ใหม่ๆ ที่มีความหมาย เพลงโปรดของคุณอาจไม่ใช่แค่เพลงอีกต่อไป แต่มันคือเสียงของเวลา ที่พาคุณสัมผัสทุกจังหวะชีวิต ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลาของคุณได้อย่างลงตัว

ในขณะที่โลกของนาฬิกาส่วนใหญ่ยังคงหมุนรอบตัวเลขและเข็มวินาที CHANEL กำลังเปลี่ยนวิธีที่เรารู้สึกต่อเวลา Première Sound Watch ไม่ใช่แค่อุปกรณ์บอกเวลา แต่เป็นตัวแทนของอารมณ์ ความรู้สึก และเสียงเพลงที่ขับเคลื่อนชีวิตเราไปข้างหน้า ไม่ได้มีเพียงรูปลักษณ์ที่สะกดทุกสายตา แต่ยังแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ

หากต้องเลือกเสียงเพลงที่จะเล่นผ่านเรือนเวลานี้ คุณอยากให้มันเป็นเพลงอะไร?

The Revolution on Your Watch… Crafting Sound Through the Passage of Time

ข้อมูลทางเทคนิค Première Sound Watch

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลเคลือบสีดำเซรามิก สะท้อนถึงความโมเดิร์นที่ไร้กาลเวลา
  • สายหนังร้อยโซ่: เอกลักษณ์ของ CHANEL ที่คงไว้ซึ่งความคลาสสิก
  • ระบบเสียง: ถ่ายทอดผ่านหูฟังแบบพิเศษ ที่สามารถถอดออกและเชื่อมต่อเพื่อสร้างประสบการณ์การฟังที่เป็นส่วนตัว
  • การชาร์จพลังงาน: มาพร้อมแท่นชาร์จที่ดีไซน์สวยเฉียบ เปรียบเสมือนเป็นอุปกรณ์เสริมสุดล้ำของผู้สวมใส่

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Military Inspired Timepieces รวมนาฬิกาแรงบันดาลใจจากกองทัพ สไตล์สมบุกสมบันที่บอกตัวตนของคุณ

นาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทหาร…การออกแบบที่ยกย่องวีรบุรุษแห่งสนามรบ

วันทหารผ่านศึก (Veterans Day) คือวันที่เรารำลึกถึงทหารที่ได้ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อชาติและความมั่นคงของประเทศ ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงสิ่งที่เหล่าทหารใช้งานในการปฏิบัติหน้าที่ และหนึ่งในนั้นคือ นาฬิกา ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทหารและกองทัพ ที่ไม่ได้มีแค่ความทนทาน แต่ยังมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับความกล้าหาญและการปฏิบัติภารกิจในแต่ละวัน

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

1. Hamilton Khaki Field Mechanical

เริ่มต้นที่ Hamilton Khaki Field Mechanical ซึ่งมีประวัติยาวนานที่เกี่ยวข้องกับทหารสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกลไกไขลานที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและทนทาน มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่ยังสื่อถึงเรื่องราวของทหารที่ต้องพึ่งพานาฬิกาเหล่านี้ในสนามรบเพื่อความแม่นยำและความรวดเร็ว การออกแบบของตัวเรือนและหน้าปัดที่เรียบง่าย ทำให้นาฬิกานี้เหมาะกับการใช้งานจริงในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางผ่านป่าทึบหรือการปฏิบัติภารกิจในที่ห่างไกล

Hamilton Khaki Field Mechanical ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาทหารที่มีความสำคัญและประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยแบรนด์ Hamilton เริ่มต้นในปี 1892 ที่เมืองลินน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาทุกประเภทตั้งแต่การใช้ในระบบขนส่งทางไปรษณีย์ จนถึงนาฬิกาทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่แบรนด์ได้ร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ โดยการผลิตนาฬิกาทหารให้กับทหารอเมริกันหลายรุ่น

Hamilton Khaki Field Mechanical เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งช่วงเวลานั้น นาฬิกากลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในสนามรบ

ทหารที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนต้องการอุปกรณ์ที่ไม่เพียงแค่ดูเวลา แต่ยังช่วยให้พวกเขาสามารถวางแผนภารกิจและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ในช่วงเวลานั้นเอง Hamilton ได้รับการเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทหารสหรัฐฯ ใช้เพราะความแม่นยำและความทนทานของกลไก

นาฬิกา Khaki Field Mechanical รุ่นนี้มีการออกแบบที่ไม่เน้นความซับซ้อน แต่กลับใช้ความเรียบง่ายเป็นหัวใจสำคัญ ตัวเรือนสแตนเลสมีขนาดที่พอเหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในสนามรบหรือการเดินทางผ่านพื้นที่ทุรกันดาร

หน้าปัดที่สะอาดตาและการอ่านค่าเวลาที่ชัดเจน ทำให้การใช้เวลาในสถานการณ์ที่ตึงเครียดสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ กลไกไขลานแบบแมนวลนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความทนทานและความคลาสสิกในรูปแบบของการทำงานที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่ยังคงรักษาความแม่นยำที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง แม้ในช่วงเวลาที่ต้องการมากที่สุด

Hamilton ไม่เพียงแค่ผลิตนาฬิกา แต่ยังผลิตสิ่งที่มีความสำคัญในการต่อสู้และการปฏิบัติภารกิจ พวกเขาผลิต เครื่องมือที่ทหารสามารถพึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์ นาฬิกา Khaki Field Mechanical จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกา

แต่เป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจและความทุ่มเทของผู้ที่อุทิศตัวเองเพื่อการปกป้องชาติ การออกแบบและการผลิตที่ไม่ประนีประนอมกับคุณภาพ ทำให้มันยังคงมีที่ยืนในใจของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบความทนทานในนาฬิกาคลาสสิก แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

2. Marathon Navigator

อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความทนทานของนาฬิกาในภารกิจที่ท้าทายคือ Marathon Navigator นาฬิกานี้ถูกออกแบบมาสำหรับทหาร NATO โดยเฉพาะ ตัวเรือนที่ทำจากวัสดุที่ทนทานต่อน้ำและแรงกระแทก ไม่เพียงแค่ทนทาน แต่ยังมาพร้อมกับหลอด Tritium ที่เรืองแสงในที่มืด

ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับทหารในภารกิจที่ต้องทำงานในที่มืดหรือต้องการความแม่นยำในการดูเวลาเสมอไม่ว่าภายในหรือภายนอกสถานการณ์ที่ท้าทาย ในการใช้งานจริง เราสามารถรู้สึกได้ถึงความมั่นคงจากวัสดุและกลไกของนาฬิกาเรือนนี้

Marathon Navigator เป็นอีกหนึ่งนาฬิกาที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ทหารในแบบที่ไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นของ Marathon เกิดขึ้นในปี 1939 ที่ประเทศแคนาดา โดยเริ่มต้นจากการผลิตนาฬิกาที่ทนทานและเชื่อถือได้สำหรับทหารและผู้ใช้งานในสถานการณ์สุดโต่ง

สิ่งที่ทำให้ Marathon โดดเด่นในวงการนาฬิกาทหารก็คือการที่แบรนด์นี้ไม่เพียงแค่ผลิตเพื่อให้เวลาผ่านไป แต่ยังผลิตเครื่องมือที่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้ความท้าทายทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในสนามรบหรือในสภาพแวดล้อมที่ทุรกันดาร

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

นาฬิกาที่ออกแบบมาสำหรับ NATO (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) นั้นได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงความทนทานและความแม่นยำที่มันมอบให้กับผู้สวมใส่ Marathon เลือกใช้วัสดุพิเศษที่มีคุณสมบัติทนทานต่อทั้งน้ำและแรงกระแทก

ซึ่งเหมาะมากสำหรับการใช้งานในภารกิจที่ต้องการความแม่นยำแม้ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัยสูง หน้าปัดของนาฬิกานี้ยังติดตั้งหลอด Tritium ที่ช่วยให้สามารถอ่านเวลาได้แม้ในที่มืดสนิท การใช้เทคโนโลยีนี้ทำให้ผู้สวมใส่สามารถพึ่งพานาฬิกาได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการชาร์จไฟ

สิ่งที่ทำให้น่าสนใจอีกอย่างคือการที่นาฬิกาเรือนนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นสัญญาณยืนยันถึงความทนทานและความน่าเชื่อถือ นาฬิกานี้จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของการเตรียมพร้อมสำหรับทุกภารกิจ ด้วยการออกแบบที่มีสมรรถภาพสูง และวัสดุที่รองรับการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในป่า หรือการปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงภัย

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

3. Luminox Navy SEAL Series

เป็นอีกหนึ่งนาฬิกาที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วย SEAL ที่ถือเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษในกองทัพเรือ การพัฒนาระบบ Luminox Light Technology (LLT) ช่วยให้หน้าปัดเรืองแสงตลอดเวลาโดยไม่ต้องชาร์จไฟ เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ทหารในหน่วย SEAL สามารถมองเห็นเวลาได้อย่างชัดเจนแม้ในสถานการณ์ที่มืดสนิท ซึ่งไม่ต่างจากภารกิจที่ทหารเหล่านี้ต้องเผชิญในน้ำและกลางคืน การที่สามารถพึ่งพานาฬิกาได้ในทุกสถานการณ์เป็นสิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ได้รับการยอมรับจากทหารหลาย ๆ คน

Luminox Navy SEAL Series เป็นหนึ่งในนาฬิกาทหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งไม่ได้มาจากแค่การออกแบบที่โดดเด่นและฟังก์ชันที่เชื่อถือได้ แต่ยังมีเรื่องราวที่ยาวนานเชื่อมโยงกับหน่วย SEAL ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และการพัฒนาความทนทานที่พร้อมเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในโลกของการทหาร

เรื่องราวของ Luminox เริ่มต้นในปี 1989 โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ Barry Cohen ที่อยากจะสร้างนาฬิกาที่มีฟังก์ชันการทำงานที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะการสามารถมองเห็นเวลาได้ตลอด 24 ชั่วโมงในทุกสภาพแวดล้อม

เขาจึงมองหาวิธีที่ทำให้หน้าปัดของนาฬิกาสามารถเรืองแสงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้การชาร์จไฟ หรือการพึ่งพาแสงภายนอก นี่คือการเกิดขึ้นของ Luminox Light Technology (LLT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลอดเรืองแสง Tritium ที่ให้แสงสว่างอัตโนมัติและคงที่ ทำให้ผู้สวมใส่สามารถอ่านเวลาได้ในความมืดสนิท

การเข้าร่วมกับหน่วย SEAL ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Luminox เนื่องจากการที่หน่วยนี้ต้องการนาฬิกาที่ทนทานและสามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เช่น ใต้น้ำหรือในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความมืดและความกดดัน Luminox Navy SEAL Series จึงได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานของหน่วย SEAL โดยเฉพาะ

สิ่งที่ทำให้ Luminox Navy SEAL Series แตกต่างจากนาฬิกาทหารอื่น ๆ คือการที่มันไม่เพียงแต่มีความทนทานและความแม่นยำที่เหนือชั้น แต่มันยังออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในภารกิจที่ต้องการความรวดเร็วและการตัดสินใจที่แม่นยำ โดยมีระบบการอ่านเวลาแบบไม่ต้องพึ่งแสงไฟที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับการที่ตัวเรือนของนาฬิกามีคุณสมบัติกันน้ำและทนทานต่อแรงกระแทก

การมี Luminox Navy SEAL Series บนข้อมือของคุณไม่เพียงแค่ทำให้คุณได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่ยังเหมือนกับการมีส่วนร่วมในเรื่องราวและจิตวิญญาณของหน่วย SEAL ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดในโลกได้ทุกเมื่อ

4. IWC Big Pilot’s Watch Top Gun

สำหรับ IWC Big Pilot’s Watch Top Gun นาฬิกานี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิบัติการของนักบินรบในกองทัพอากาศ กลไกออโตเมติกพรีเมียมจาก IWC ผสมผสานกับตัวเรือนเซรามิกที่ทนทานต่อการขีดข่วนทำให้มันเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย

ไม่ว่าจะเป็นการบินในอากาศที่เต็มไปด้วยความกดดันหรือการปฏิบัติภารกิจที่ต้องการความแม่นยำสูง นาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักบินรบสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นใจ

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

IWC Big Pilot’s Watch Top Gun เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ถือกำเนิดจากแรงบันดาลใจที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความกล้าหาญ เหมือนกับการบินทะยานผ่านท้องฟ้าในเครื่องบินรบสุดล้ำ เป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของนักบินรบในโครงการ Top Gun ซึ่งเป็นการฝึกทหารอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อสู้ในอากาศโดยเฉพาะ โดยเฉพาะในยุคที่การบินเป็นเรื่องที่ท้าทายและเต็มไปด้วยอันตราย

ต้นกำเนิดของ Top Gun หรือที่รู้จักกันในชื่อ United States Navy Strike Fighter Tactics Instructor Program เริ่มขึ้นในปี 1969 เพื่อฝึกฝนนักบินที่มีความสามารถสูงสุดในการทำภารกิจรบทางอากาศ

การฝึกนี้ไม่ได้มีแค่ทักษะการบินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่รวดเร็วภายใต้ความกดดันสูง ซึ่งแสดงถึงความอดทน ความมั่นคง และการประคองสถานการณ์ที่ยากลำบากให้ได้ดีขึ้น ซึ่งนาฬิกาที่ IWC สร้างขึ้นสำหรับโครงการนี้จึงต้องมีทั้งความแม่นยำสูงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

เมื่อ IWC ได้ร่วมมือกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการสร้าง IWC Big Pilot’s Watch Top Gun เรือนเวลานี้ จึงถูกออกแบบให้สะท้อนถึงคุณสมบัติที่นักบินรบต้องการในนาฬิกาของพวกเขา ตั้งแต่ตัวเรือนเซรามิกที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ไปจนถึงหน้าปัดขนาดใหญ่ที่อ่านเวลาได้ง่ายในทุกสถานการณ์ แม้ว่าคุณจะบินผ่านความเร็วที่สูงหรือต้องเผชิญกับความเสี่ยงในภารกิจสำคัญ

แต่สิ่งที่ทำให้ Top Gun เป็นมากกว่านาฬิกาคือ กลไกออโตเมติกจาก IWC ที่ซ่อนอยู่ภายใน ตัวกลไกมีความแม่นยำสูงและสามารถเก็บพลังงานได้ยาวนาน ซึ่งตรงกับความต้องการของนักบินที่ต้องการเครื่องมือที่เชื่อถือได้ในภารกิจที่ยาวนานและต้องมีความพร้อมตลอดเวลา บางครั้งมันไม่ได้แค่เป็นนาฬิกา แต่เป็นเหมือนเครื่องมือที่พวกเขาใช้ในการตัดสินใจในวินาทีที่ต้องการความแม่นยำ

ในแง่ของการออกแบบ ยังเป็นเครื่องมือที่มีสไตล์ เพราะถึงแม้จะมีความทนทานและฟังก์ชันการทำงานที่ล้ำสมัย แต่นาฬิกาเรือนนี้ก็ยังคงความเป็นอาร์ตในตัวเอง ทุกครั้งที่คุณยิ้มมองหน้าปัด การสัมผัสกับความกล้าหาญของนักบินรบและจิตวิญญาณของการบินในท้องฟ้าก็เหมือนจะย้อนกลับมาที่คุณทุกครั้ง

ดังนั้น ไม่ใช่แค่การสวมใส่นาฬิกา มันเหมือนกับการได้สวมใส่จิตวิญญาณของนักบินรบผู้กล้า ที่ท้าทายทั้งท้องฟ้าและความยากลำบากที่เกิดขึ้นในทุกภารกิจ ทุกการเดินทางผ่านฟ้าอันกว้างใหญ่ มันคือเครื่องมือที่ท้าทายขีดจำกัดของเวลาในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

5. Bremont Armed Forces Collection

คือการสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างแบรนด์นาฬิกาหรูจากอังกฤษอย่าง Bremont และกองทัพอังกฤษ โดยเฉพาะในแง่ของการออกแบบที่ยึดหลักความทนทานและความแม่นยำที่ต้องการในการปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด

โดยรุ่นต่างๆ ในคอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้งานจริงของทหารในกองทัพอังกฤษ ซึ่งมักจะต้องเผชิญกับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความท้าทาย

แบรนด์ Bremont เริ่มต้นในปี 2002 โดยสองพี่น้อง Nick และ George Bamford ที่ต้องการสร้างนาฬิกาที่ทนทานและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการทดลองใช้งานในภารกิจจริงของทหาร โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน ตัวนาฬิกาจาก Bremont จึงถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการกระแทก ความร้อน และแรงดัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้มันได้รับความนิยมจากทหารและผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางในสภาวะที่ยากลำบาก

ใน Armed Forces Collection ของ Bremont คุณจะพบกับนาฬิกาที่ใช้วัสดุทนทานอย่าง โลหะที่มีความแข็งแรงสูง และ กระจกซึ่งมีความสามารถในการทนทานต่อการกระแทกได้ดี ส่วนตัวเรือนจะออกแบบให้สามารถรับแรงกระแทกและแรงดันจากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม เช่นเดียวกับนาฬิกาในคอลเลกชันนี้ ที่ออกแบบเพื่อให้สามารถใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงที่สุด ตั้งแต่การปฏิบัติภารกิจกลางทะเลไปจนถึงการเผชิญหน้ากับความร้อนจากการปะทะในสนามรบ

สิ่งที่ทำให้ Bremont Armed Forces Collection เป็นที่รู้จักไม่ใช่แค่ความทนทานของตัวนาฬิกา แต่ยังเป็นความพิเศษในด้านของการออกแบบ ที่ผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี กับ ดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเป็นทหาร โดยเฉพาะใน Bremont Military Chronograph ซึ่งมีฟังก์ชันการจับเวลาที่มีความแม่นยำสูงและสามารถอ่านค่าได้ง่ายในทุกสถานการณ์ แม้ในตอนที่ทหารต้องปฏิบัติภารกิจในที่มืดหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการที่แบรนด์ได้ร่วมมือกับกองทัพอังกฤษในการพัฒนานาฬิกาหลายรุ่นให้ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของทหาร เช่น การทดสอบในสนามรบจริง การรองรับสภาวะที่ยากลำบาก และการทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว นี่ไม่ใช่แค่การผลิตนาฬิกาหรู แต่เป็นการสร้างเครื่องมือที่มีความเชื่อถือได้ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้

ด้วย Bremont Armed Forces Collection จึงสามารถพูดได้ว่าเป็นนาฬิกาที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่ยังแฝงไปด้วยความกล้าหาญ ความมั่นคง และความเชี่ยวชาญในการรับมือกับทุกภารกิจที่มาในทางทหารและการใช้งานที่สมบุกสมบัน มันไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือบอกเวลา แต่เป็นเครื่องหมายแห่งความทุ่มเทในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อทหารที่ทำงานหนักและพร้อมเสมอในการปกป้องประเทศและผู้คน

6. Bell & Ross BR V2-92 Military Beige

เป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสอย่าง Bell & Ross และโลกของการทหารในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับทั้งความทนทานและการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานในสนามรบ โดยเฉพาะการสื่อถึงการใช้งานจริงในภารกิจที่ต้องการความแม่นยำและความเรียบง่าย

แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดย Bruno Belamich และ Carlos Rosillo ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างนาฬิกาที่มีความทนทานและสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด แนวคิดหลักของแบรนด์คือการสร้างนาฬิกาที่มี ดีไซน์ที่เหมาะสมสำหรับนักบินและทหาร ที่ต้องการความแม่นยำในการบอกเวลาอย่างมาก ซึ่งเหตุนี้เองทำให้แบรนด์นี้มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบนาฬิกาที่ใช้ในภารกิจทหารโดยเฉพาะ

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

ในรุ่น BR V2-92 Military Beige เราจะพบการออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเฉพาะตัว ตัวเรือนใช้วัสดุสแตนเลสที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน หน้าปัดมีการออกแบบที่ดูสะอาดตาและอ่านง่ายในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสีเบจที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ แต่ยังคงความทนทานของนาฬิกาเอาไว้ได้ดี

สิ่งที่โดดเด่นคือการใช้ กลไกอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในภารกิจที่ต้องการความถูกต้องในเวลาทุกวินาที นอกจากนี้ BR V2-92 Military Beige ยังมาพร้อมกับ สาย NATO ที่แข็งแรง ซึ่งสามารถทนทานต่อสภาวะที่รุนแรงได้ดี

การออกแบบของรุ่นนี้นอกจากจะสะท้อนถึงการทหารแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับการใช้งานจริงในสนามรบ โดยนาฬิกา Bell & Ross มักจะถูกใช้ในภารกิจทหารที่มีความซับซ้อน เช่น ภารกิจทางอากาศ การลาดตระเวนทางทะเล หรือการทำงานในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ด้วยการเน้นการออกแบบที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริงในทุกสถานการณ์

สำหรับผู้ที่สนใจนาฬิกา Bell & Ross BR V2-92 Military Beige นี้ จะรู้สึกถึงความมั่นใจที่แบรนด์นี้มอบให้ ผ่านการออกแบบที่ไม่แค่เน้นที่ความสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานจริงและคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักผจญภัยหรือทหารที่ต้องการเครื่องมือที่สามารถไว้ใจได้ในทุกภารกิจ

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

7. Longines Heritage Military 1938 เมื่อกาลเวลาและประวัติศาสตร์ถูกบรรจุลงบนข้อมือ

ถ้ามีแบรนด์ไหนที่เข้าใจความหมายของมรดกทางเวลา ได้อย่างลึกซึ้ง Longines คงเป็นหนึ่งในชื่อที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ และถ้าจะพูดถึงนาฬิกาทหารที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของช่วงสงครามโลกได้อย่างงดงาม Longines Heritage Military 1938 ก็คงเป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบ

จากสนามรบสู่มรดกแห่งเวลา ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะสงคราม Longines เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพยุโรป

โดยเฉพาะกองทัพอากาศและกองทัพบก ที่ต้องการนาฬิกาที่ อ่านค่าได้ง่าย ทนทาน และเที่ยงตรง เพื่อใช้ในภารกิจที่อาจหมายถึงความเป็นและความตาย ในยุคนั้น นาฬิกาของ Longines จึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นอุปกรณ์สำคัญของเหล่าทหารที่ต้องอาศัยมันในการจับเวลา การวางแผน และการเดินทางในสนามรบที่โหดร้าย

Heritage Military 1938 บทกวีแห่งดีไซน์ทหาร ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจาก นาฬิกาทหารที่แบรนด์เคยผลิตให้กับกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวเรือนสแตนเลสขนาด 43 มม. เคลือบแบบ ซาตินบรัช (satin-brushed) ให้ผิวสัมผัสด้าน ดูสุขุมและสมกับความเป็นนาฬิกาทหารอย่างแท้จริง

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิการุ่นนี้คือ หน้าปัดสีดำด้าน ตัดกับตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่และเข็มบอกเวลาที่เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ทำให้อ่านค่าได้ชัดเจนแม้ในที่มืด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทหารในยุคนั้นที่ต้องใช้นาฬิกาในสถานการณ์ที่มีแสงน้อย

ความพิเศษอีกอย่างของรุ่นนี้คือ ดีไซน์แบบเรียบง่ายแต่งดงามในรายละเอียด เช่น เม็ดมะยมขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้แม้สวมถุงมือ เหมาะกับเงื่อนไขของสนามรบในช่วงฤดูหนาวของยุโรป หรือกลไก Longines L507.2 (พื้นฐานจาก ETA 6498/2) ซึ่งเป็นกลไกไขลานที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและย้อนยุค เหมือนกับที่ทหารในยุค 1938 ใช้กันจริง

ไม่ใช่แค่ของสะสม แต่เป็นหน้าต่างสู่ยุคอดีต Longines Heritage Military 1938 ไม่ใช่นาฬิกาที่ถูกสร้างมาเพียงเพื่อให้ดูสวยงามเท่านั้น แต่มันเป็นการ เชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน เป็นเครื่องเตือนใจถึงช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และนาฬิกาเป็นมากกว่าของตกแต่ง แต่เป็น อุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตอยู่รอด

ทุกครั้งที่สวมใส่ Longines Heritage Military 1938 คุณไม่ได้แค่ใส่นาฬิกา แต่คุณกำลังใส่ประวัติศาสตร์ไว้บนข้อมือ มันคือเครื่องเตือนใจถึงยุคที่ทุกวินาทีมีค่า และบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าทหารที่เคยพึ่งพานาฬิกาแบบนี้ในช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20

Military-Inspired Timepieces Honoring Heroes Through Watch Design

8. AVI-8 Flyboy Royal British Legion Poppy Collection

เรือนเวลาแห่งเกียรติยศและความกล้าหาญ ถ้าคุณเคยเห็นดอกป๊อปปี้สีแดงบนปกเสื้อของทหารผ่านศึกและบุคคลสำคัญในอังกฤษ นั่นไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แห่งความสวยงาม แต่มันคือ เครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของเหล่าทหารหาญ ที่ต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และความกล้าหาญที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

AVI-8 จับมือกับ Royal British Legion (RBL) องค์กรที่ดูแลเหล่าทหารผ่านศึกของอังกฤษ เพื่อสร้าง Flyboy Royal British Legion Poppy Collection นาฬิกาที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็น เครื่องหมายแห่งความภาคภูมิและการรำลึก

DNA ของ Flyboy จิตวิญญาณแห่งท้องฟ้า

AVI-8 เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของนักบินยุคสงครามโลก ทุกเรือนถูกออกแบบให้สะท้อนถึงเส้นทางของ Flyboy คำที่ใช้เรียกนักบินทหารที่ออกไปทำภารกิจในสงคราม นาฬิกาในคอลเลกชันนี้ก็เช่นกัน มันเต็มไปด้วยดีไซน์ที่ให้เกียรติแก่กองทัพอากาศอังกฤษ

หน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม ได้แรงบันดาลใจจากสีเครื่องแบบของ RAF การออกแบบเครื่องหมายดอกป๊อปปี้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพื่อรำลึกถึงทหารผู้ล่วงลับ สลักข้อความ Lest We Forget บนฝาหลัง คำที่เปรียบเสมือนคำมั่นว่าจะไม่มีวันลืมความกล้าหาญของเหล่าทหาร

ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือการให้ สิ่งที่ทำให้ Flyboy RBL Poppy Collection มีความหมายยิ่งกว่าความสวยงาม คือรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายจะถูกนำไปสนับสนุน Royal British Legion เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัวของพวกเขา ดังนั้น ถ้าคุณสวม AVI-8 เรือนนี้ มันไม่ได้แค่บอกเวลา แต่มันบอกว่าคุณกำลังพกพาประวัติศาสตร์และเกียรติยศไว้บนข้อมือ

การเลือกนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทหารไม่ใช่แค่เพียงการมองหาความทนทานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการบอกเล่าถึงความกล้าหาญและการสู้ทนในสถานการณ์ที่ท้าทาย นาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องหมายที่บอกเล่าความภูมิใจและความทุ่มเทของผู้ที่สวมใส่ไว้

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

The Legend of Franck Muller Part 1: ใครคือ Franck Muller?

ตำนานของ Franck Muller เรียนรู้ที่มาของหนึ่งในนักปฏิวัติวงการนาฬิกาชั้นสูงและการฟื้นฟูวงการนาฬิกาในศตวรรษที่ 20 ไปกับเราตอนที่ 1 ของซีรีส์นี้

WORD Wei Koh

ในบทแรกของเรื่องราวการเดินทางของตำนานของ Franck Muller นี้ เราจะย้อนรอยต้นกำเนิดและเส้นทางที่เขาสร้างขึ้นจนกลายเป็นตำนานในวงการนาฬิกา

ในขณะที่มีช่างนาฬิกาหลายคนที่มีบทบาทสำคัญในวงการนาฬิกาของศตวรรษที่ 20 แต่มียอดฝีมือหนึ่งที่อิทธิพลของเขาโดดเด่นที่สุด เขาคือบุคคลแรกในวงการที่กลายเป็นไอคอนทางนาฬิกาหลังจากที่วงการนี้เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุด เขาได้เปิดฉากยุคทองใหม่ของการทำนาฬิกาหรูในขณะที่เชื่อมโยงค่านิยมของมันกับรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงความหมายของนาฬิกาข้อมือในสังคมร่วมสมัยอย่างสิ้นเชิง เขาคือ Franck Muller และนี่คือตำนานของเขา

ศิลปะและวิทยาศาสตร์แต่ละแขนงล้วนมีวีรบุรุษที่กำหนดยุคของตัวเอง และไม่มีที่ไหนที่สิ่งนี้เด่นชัดเท่ากับการผสมผสานระหว่างคณิตศาสตร์และความโกลาหลที่เรียกกันว่า การทำเวลาทางกลไก ทุกยุคในวงการนาฬิกา จะมีหนึ่งในช่างนาฬิกาที่ยืนหยัดขึ้นมาเป็นอัจฉริยะแห่งยุคของตัวเอง ช่างเหล่านี้ไม่ได้แค่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ยังช่วยหล่อหลอมอนาคตของวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

ในหลาย ๆ ด้าน เรื่องราวของ Franck Muller เริ่มต้นยาวนานกว่าที่เขาจะเกิดเสียอีก เพราะมันเกี่ยวข้องกับการบันทึกเวลาและการเคลื่อนไหวของดาวบนฟากฟ้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ เริ่มต้นจากชาวสุเมเรียนที่เริ่มสังเกตการหมุนเวียนของวันและการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นให้มนุษย์ได้รู้จักและตั้งมาตรฐานการบอกเวลา

The Legend of Franck Muller Part 1: Who is Franck Muller?
Franck Muller (Illustration Pk Cheng)

อีกหนึ่งจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ของการจับเวลาเกิดขึ้นในกลางศตวรรษที่ 14 เมื่อ Giovanni de’ Dondi ช่างนาฬิกาชาวอิตาลีจากเมืองปาดูวา ได้สร้างเครื่องมือที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้นในการจับเวลาและเข้าใจจักรวาลอย่างลึกซึ้ง

เครื่องมือที่เขาสร้างขึ้นมีชื่อว่า Astrarium ซึ่งไม่ใช่แค่นาฬิกาทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือดาราศาสตร์ที่สามารถติดตามการหมุนรอบของโลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ ได้อย่างซับซ้อน เครื่องมือนี้ยังถูกออกแบบจากงานเขียนของ Johannes Campanus นักดาราศาสตร์ชื่อดังในยุคนั้น โดยมันถือเป็นหอดูดาวที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นเลยทีเดียว

ความทะเยอทะยานของ de’ Dondi คือการใช้เครื่องมือนี้ไม่เพียงแค่บอกเวลาในแง่ของวันและคืน แต่ยังพยายามที่จะเปิดเผยข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับการหมุนรอบของโลกและจักรวาล ซึ่งเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของการจับเวลาแบบเดิม ๆ สู่การสำรวจจักรวาลที่มีความหมายกว่าการวัดแค่เวลาในชีวิตประจำวัน

เรื่องราวของ Franck ก็ไม่ต่างกันมากนักจากช่างทำตู้ไม้จากยอร์กเชียร์ที่กลายมาเป็นช่างนาฬิกาอย่าง John Harrison ผู้ที่มุ่งมั่นที่จะให้ประเทศอังกฤษมีนาฬิกาที่แม่นยำพอที่จะบอกตำแหน่งในทะเล นาฬิกา H4 ของ Harrison ที่ถูกนำเสนอในปี 1761 เป็นผลจากการทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนนานถึง 31 ปี และมันคือเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์สามารถนำทางโลกได้เกินขอบฟ้า

นักประดิษฐ์ก่อนหน้า Franck Muller ได้แก่ Abraham-Louis Breguet ช่างนาฬิกาที่เก่งกาจและนักแสดงที่โด่งดังในวงการ ที่มีการประดิษฐ์เครื่องมือสำคัญ เช่น ระบบทูร์บิญอง Christiaan Huygens ผู้คิดค้นสปริงขนที่ใช้ในนาฬิกา Pierre Le Roy นักนวัตกรรมที่พัฒนาระบบเดเทนต์เอสเคปเมนต์

Ferdinand Berthoud ผู้สร้างโครโนมิเตอร์ทางทะเลที่ได้รับการยกย่องที่สุดในโลก และ Charles Édouard Guillaume นักประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ผู้คิดค้นวัสดุสำหรับสปริงบาลานซ์ที่มีความสามารถในการชดเชยความร้อนอย่าง Elinvar

แต่ในขณะที่ชายเหล่านี้ต่างทำงานเพื่อเปิดบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของการทำงานนาฬิกาอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความท้าทายเหล่านั้น ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ Franck Muller คือการทำให้เรื่องราวของการทำงานนาฬิกาเชิงกลยังคงมีชีวิตอยู่

The Legend of Franck Muller Part 1: Who is Franck Muller?
สำหรับ Franck Muller ครอบครัวคือแหล่งแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อผู้ล่วงลับของเขาที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการตัดสินใจของเขาที่จะเป็นช่างนาฬิกา

ยุคที่เขาก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมนาฬิกากำลังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากประสบกับวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 300 ปี การเปลี่ยนแปลงและการโจมตีที่เกิดขึ้นทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องเผชิญกับการล่มสลาย

แต่ในช่วงเวลานั้นเอง Franck Muller ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและนำพาอุตสาหกรรมนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขากลายเป็นตัวแทนที่สำคัญในการช่วยยกกระแสและฟื้นฟูศักดิ์ศรีของวงการนาฬิกา ทำให้วงการนี้สามารถก้าวไปข้างหน้าและเจริญเติบโตอีกครั้ง

Franck Muller สร้างการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนาฬิกาด้วยการนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ผ่านสามหลักที่สำคัญ ประการแรกคือการนำการผลิตนาฬิกาสวิสแบบคลาสสิกกลับมาใหม่ โดยผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ทางสุนทรียศาสตร์และเทคนิคที่กล้าหาญ เพื่อดึงดูดผู้ชมยุคใหม่

ตัวอย่างที่เด่นชัดคือการนำระบบ Tourbillon Regulator ซึ่งเป็นความซับซ้อนที่มีชื่อเสียงในวงการนาฬิกา มาใช้กับนาฬิกาข้อมือ เพื่อเพิ่มความล้ำสมัยให้กับนาฬิกา

The Legend of Franck Muller Part 1: Who is Franck Muller?
Franck Muller Cintrée Curvex Tourbillon
The Legend of Franck Muller Part 1: Who is Franck Muller?
Franck Muller Cintrée Curvex Jumping Hours Tourbillon

ประการที่สอง Franck ใช้ความคล่องแคล่วของเขาในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยตัวอย่างสำคัญคือ Master Banker ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามเวลาในสามโซนเวลาพร้อมกันได้อย่างสะดวกสบาย

สุดท้าย Franck ยังได้พลิกโฉมการใช้นาฬิกา จากเครื่องมือที่ใช้วัดเวลาให้กลายเป็นผืนผ้าใบที่ใช้แสดงออกทางอารมณ์ของเวลา นาฬิกา Crazy Hours ของเขาจะทำให้ผู้ใช้ทึ่งเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าปัดที่ดูเหมือนจะถูกจัดเรียงอย่างสุ่ม ๆ แต่จริง ๆ แล้วเข็มของนาฬิกากลับสามารถหาตำแหน่งที่ถูกต้องได้เสมือนกับถูกนำทางโดยการแทรกแซงจากพลังอันลึกลับ

The Legend of Franck Muller Part 1: Who is Franck Muller?
Franck Muller Cintrée Curvex Master Banker Tourbillon คือการรวมกันของสองความสำเร็จที่เป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller นั่นคือทูร์บิญองที่เป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลก และความซับซ้อนของการแสดงผลสามโซนเวลาบนหน้าปัดเดียวกัน

เจ้าหนุ่มอัจฉริยะ

Franck Muller คือใคร? เขาคือส่วนผสมระหว่างนักแสดงโชว์ อัจฉริยะด้านเทคนิค ผู้จัดการเวที และอัจฉริยะที่หายาก เขาเกิดในปี 1958 จากแม่ชาวอิตาลีและพ่อชาวสวิส และในหลาย ๆ แง่มุม วัฒนธรรมทั้งสองนี้ได้กำหนดตัวตนของช่างนาฬิกาผู้ยิ่งใหญ่ที่เขาจะกลายเป็น เพราะในดีเอ็นเอของเขามีทั้งความสามารถด้านการออกแบบ ความกล้าหาญทางสุนทรียศาสตร์ และความเคารพในวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของการผลิตนาฬิกาอิตาลี รวมถึงความทุ่มเทในการสร้างความแม่นยำและการเคารพในค่านิยมดั้งเดิมของการผลิตนาฬิกาสวิส

“สิ่งที่ชัดเจนคือ ถ้าไม่มี Franck Muller การผลิตนาฬิกาก็คงไม่ถึงระดับความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างที่เป็นในวันนี้”

Philippe Dufour ตำนานการผลิตนาฬิกาอิสระ

Franck Muller ในปี 1977 ระหว่างการศึกษาที่โรงเรียนช่างนาฬิกา

แนวคิดของสองด้านที่อยู่ในตัวของ Muller นั้นดูเหมือนจะเหมาะสมมาก เพราะในหลายๆ แง่มุม เขามีอิทธิพลทั้งในอดีตและอนาคตของการผลิตนาฬิกา ด้วยการหวนกลับไปสู่รากฐานทางประวัติศาสตร์ เขาจึงสามารถนำความสำคัญใหม่ๆ มาสู่ภาษาลึกลับของความซับซ้อนในการทำงาน และด้วยการถ่ายทอดคุณค่าของล้อเฟือง สปริงขดลวด และบาลานซ์ให้กับโลกสมัยใหม่ เขาจึงกำหนดทิศทางอนาคตของวงการนาฬิกา

Franck ได้ทำการฟื้นฟูวงการนาฬิกา ซึ่งยังคงเป็นอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อรูปลักษณ์ของการผลิตนาฬิกาในปัจจุบัน โดย Philippe Dufour กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่ชัดเจนคือ ถ้าไม่มี Franck Muller การผลิตนาฬิกาก็คงไม่ถึงระดับความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างที่เป็นในวันนี้” ขณะที่ Michel Parmigiani ตำนานชาวสวิสอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า “Franck อาจจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสามารถที่สุดในวงการการผลิตนาฬิกา”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

A Stunning New Shade of Terracotta Richard Mille’s RM 16-02

Richard Mille RM 16-02 การเปิดตัวเฉดสี Terracotta ใหม่สุดสวย สำหรับนาฬิกาแห่งอนาคต

WORD Felix Scholz

แม้นาฬิกา RM 16 จะเป็นรุ่นที่อยู่ในแคตตาล็อกของ Richard Mille มาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว แต่จุดแข็งของรุ่นนี้ก็คือ การเป็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมรุ่นแรกของ Richard Mille ซึ่งก็ทำให้มันอยู่ในความสนใจของผู้คนมาโดยตลอด ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งต่างจากตัวเรือนทรงตอนโนของ Richard Mille อันเป็นที่คุ้นตามากกว่า

ล่าสุด Richard Mille ได้นำเสนอเวอร์ชั่นใหม่ของ RM 16 ออกมาเพิ่มอีก 2 แบบ คือ RM 16-02 ที่มีให้เลือกระหว่างตัวเรือนไทเทเนียมสไตล์เงียบขรึม และตัวเรือนควอตซ์ TPT ร่วมกับวัสดุสีเทอร์ราคอตตาซึ่งเป็นเฉดสีใหม่ในโทนแดงเข้มที่ดูอบอุ่น

Richard Mille RM 16-02
Richard Mille RM16-02 ในเวอร์ชั่นตัวเรือนไทเทเนียม

สำหรับตัวเรือนควอตซ์ TPT ร่วมกับสีเทอร์ราคอตตานี้ เกิดจากการนำเส้นใยซิลิกาขนาด 45 ไมครอนมาซ้อนกันเป็นมุม 45 องศาในเมตริกซ์สี จากนั้นจึงให้ความร้อน อัดด้วยแรงดัน บด แล้ววางประกบลงไปบนตัวเรือนชิ้นกลางซึ่งทำจากควอตซ์ TPT สีขาวครีมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่เวอร์ชั่นตัวเรือนไทเทเนียม ถูกตกแต่งด้วยการขัดเงา ขัดซาติน และทำไมโครบลาสต์ ให้เล่นกับแสงอย่างสวยงาม

Richard Mille RM 16-02
Richard Mille RM16-02 ในเวอร์ชั่นตัวเรือนเทอร์ราคอตตา ควอตซ์ TPT

RM16-02 2 เวอร์ชั่นใหม่นี้ มากับตัวเรือนขนาด 36 x 45.6 มม. หนา 9.5 มม. ซึ่งเล็กลงกว่ารุ่นดั้งเดิมที่ออกมาตั้งแต่ปี 2007 นอกจากนี้ รูปทรงยังถูกปรับปรุงดีไซน์ใหม่โดยให้ความสำคัญกับหลักสรีรศาสตร์มากยิ่งขึ้นเพื่อให้สวมใส่ได้พอดีกับข้อมือกว่าตัวเรือนดั้งเดิม

นอกจากตัวเรือนที่ออกแบบใหม่แล้ว กลไกที่ใช้ก็ยังเป็นคาลิเบอร์ใหม่อีกด้วย กับ Cal.CRMA9 ซึ่งเป็นตระกูลคาลิเบอร์อินเฮาส์ลำดับที่ 15 ของแบรนด์ และถึงแม้ว่ารูปลักษณ์และความรู้สึกโดยเมื่อได้เห็นจะยังอยู่ในลักษณะของ Richard Mille อยู่มาก ทั้งยังเป็นกลไกอัตโนมัติที่บอกเวลาเพียงอย่างเดียวอีกต่างหาก แต่ก็มีความน่าสนใจมาก เพราะใช้เบสเพลทที่ออกแบบมาในลักษณะเส้นโครงแบบเขาวงกตวกวนดูซับซ้อนโดยทำขึ้นจากไทเทเนียม ซึ่งช่วยเสริมความลงตัวให้กับรูปทรงสี่เหลี่ยมของตัวเรือนได้ดี และทำให้แสงลอดผ่านกลไกได้มากที่สุด

Richard Mille RM 16-02

กลไกนี้ถูกปิดทับด้วยกระจกแซพไฟร์เพื่อให้มองเห็นโครงของเบสเพลทที่มีมุมเกลาอยู่มากถึง 67 ตำแหน่งได้ชัดเจน แต่ละช่องของโครงกลไกนั้นต้องใช้เวลาในการกลึงอย่างแม่นยำถึง 2 ชั่วโมง ทั้งยังมีการตกแต่งรูปแบบอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมให้กลไกคาลิเบอร์นี้ดูโดดเด่นอย่างไม่ธรรมดา ส่วนด้านหลังของกลไกนั้นมอบความงามด้วยโรเตอร์แพลทินัมซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้มีรูปทรงเป็นโครงเหลี่ยมแบบเรขาคณิตฉลุโปร่ง โดยในเรื่องของพลังงานสำรองนั้นสามารถมอบให้ได้ 50 ชั่วโมง

Richard Mille RM 16-02

แม้จะเป็นกลไกแบบบอกเวลาเพียงอย่างเดียว แต่รูปโฉมในภาพรวมก็ยังแสดงความโดดเด่นเตะตาเมื่ออยู่บนข้อมืออย่างที่นาฬิกา Richard Mille ทุกรุ่นทุกแบบเป็น ดังที่เห็นได้จากภาพโปรโมตในแนวแฟชั่นที่ Richard Mille ตั้งใจนำเสนอ และด้วยขนาดของตัวเรือนก็เรียกได้ว่าเหมาะเจาะทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง ส่วนอารมณ์ของสีก็ดูร่วมสมัยและสุภาพเรียบร้อย ซึ่งเรากล้าพูดได้ว่ามันดูเรียบง่าย แต่ดูเท่และดูดีเป็นอย่างมาก แม้รูปทรงจะแตกต่างไปจากเรือนทรงตอนโนของ Richard Mille ที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นตาก็ตาม

Richard Mille RM 16-02

รายละเอียดทางเทคนิค: Richard Mille RM 16-02

  • กลไก: อัตโนมัติ แบบโครงสเกเลตัน Cal.CRMA9 พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม หรือเทอร์ราคอตตา ควอตซ์ TPT ขนาด 36 x 45.64 มม. หนา 9.5 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: กระจกแซพไฟร์
  • สาย: ยางสีครีม หรือสีเทอร์ราคอตตา

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition

สู่การเดินทางสุดดื่มด่ำเพื่อสัมผัสสมบัติลับแห่งซิซิลี

นิยามใหม่ของ Panerai ถูกบัญญัติขึ้นอีกครั้งด้วยนาฬิกาใหม่จากกลุ่ม Experience Program ที่ให้ชื่อว่า Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition PAM01643 โดยมากับแพ็คเกจแสนพิเศษในการพาผู้ที่เลือกเป็นเจ้าของนาฬิการุ่นนี้เดินทางไปร่วมทริปสัมผัสความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของซิซิลี แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟในสไตล์อิตาเลียนที่ตั้งใจจัดขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยกำหนดการคร่าว ๆ จะเกิดขึ้นในราวเดือนพฤษภาคม 2025

Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition

จากปี 2019 เป็นต้นมาที่ Experiences Program ของ Panerai ได้มอบประสบการณ์แสนพิเศษแก่ผู้เลือกเป็นเจ้าของนาฬิกาให้ก้าวเข้าสู่โลกของ Panerai อย่างดื่มด่ำยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบตามวิสัยทัศน์หลักของแบรนด์ คือ การผจญภัย การทหาร และความเป็นอิตาเลียน และสำหรับประสบการณ์ครั้งใหม่นี้จะพามุ่งหน้าสำรวจสมบัติลับแห่งเมืองทาโอร์มินาและพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นสถานที่ที่เป็นแลนด์มาร์กและมรดกทางศิลปะและประวัติศาสตร์ซึ่งหล่อหลอมความเป็นอิตาลี รากฐานแห่ง Panerai ด้วยกิจกรรมพิเศษที่หนนี้เป็น Mediterranean Experience ซึ่งรวมถึงการล่องเรือ Eilean เรือคัตช์แบบเบอร์มิวเดียนสุดคลาสสิกในน่านน้ำซิซิลีด้วย

การร่วมเป็นหนึ่งผู้ร่วมทริปสุดพิเศษครั้งนี้ทำได้โดยการเป็นเจ้าของนาฬิการุ่นใหม่ Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition PAM01643 ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียงน้อยนิดแค่ 30 เรือน ซึ่งมากับความพิเศษมากมายเริ่มจากองค์ประกอบตัวเรือนที่ทำขึ้นด้วยวัสดุจากเรือยอชต์ Eilean ที่ผ่านการบูรณะครั้งใหญ่โดยเก็บส่วนประกอบดั้งเดิมบางส่วนอย่างบรอนซ์มาสร้างเป็นวงขอบตัวเรือน เม็ดมะยม และเหรียญตราขนาดใหญ่ที่อยู่บนฝาหลัง ซึ่งเป็นการนำบรอนซ์ดั้งเดิมมาผ่านการหล่อหลายขั้นตอนเพื่อทำความสะอาดแล้วจึงนำมาผสมกับบรอนซ์ใหม่ โดยบรอนซ์ของ Panerai นั้นประกอบด้วยทองแดงที่มีดีบุกอยู่ 8% เพื่อให้มีความแข็งแรงสูง

ชิ้นส่วนบรอนซ์เหล่านี้ถูกติดตั้งเข้ากับตัวเรือนสตีล ขนาด 45 มม. ที่ถูกขัดแบบบรูนิโตให้เกิดผิวหยาบเงา จากนั้นจึงนำไปเคลือบให้เกิดสีคล้ำด้วยเทคนิค PVD แล้วจึงปัดลายด้วยมือเพื่อให้เกิดลุควินเทจสุดคลาสสิก ส่วนด้านข้างฝั่งซ้ายของตัวเรือนยังมีการสลักชื่อเรือ Eilean และเลขปี 1936 อันเป็นปีกำเนิดของเรือลำนี้เอาไว้ร่วมกับลายมังกรซึ่งเป็นลายที่ปรากฎอยู่บนเรือลำนี้ โดยลงร่องด้วยสีบรอนซ์เพื่อบ่งบอกความพิเศษ แล้วเพิ่มดีกรีความเข้มด้วยสายหนังวัวสีน้ำตาลเข้มที่มีการประทับลายเป็นชื่อเรือและตัวเลข 1936 ด้วย ส่วนด้ายที่ใช้เย็บเป็นสีเบจ ร่วมกับตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสตีลที่ตกแต่งผิวมาในรูปแบบเดียวกับตัวเรือน

Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition

หน้าปัดนาฬิกาใช้เป็นพื้นสีเบจแบบไล่เฉดบนเนื้อผิวทรายเพื่อสื่อถึงผ้าใบของเรือ Eilean ร่วมด้วยหลักชั่วโมงและหลักวินาทีเคลือบสารเรืองแสงที่ส่องผ่านช่องฉลุของหน้าปัดชั้นบนซึ่งประกบแบบแซนด์วิชกับหน้าปัดชั้นล่าง สารเรืองแสงนี้ใช้เป็นสีเบจอ่อน ๆ เช่นเดียวกับที่เคลือบบนร่องของเข็มสีทองทั้งสาม ส่วนตัวอักษรต่าง ๆ และสเกลวินาทีบนหน้าปัดจะใช้เป็นสีขาว

Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition

กลไกอินเฮาส์ไขลาน Cal.P5000 ที่บอกวินาที ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ที่ถูกเลือกใช้กับนาฬิการุ่นนี้ มีความพิเศษอยู่ที่การสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วันจากบาร์เรล 2 ชุด และมีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ทั้งยังมีบาลานซ์วีลที่ใหญ่ถึง 10 มม. โดยเป็นแบบแรงเฉื่อยแปรผัน แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้มองเห็นเพราะฝาหลังที่เป็นสตีลซึ่งถูกตกแต่งแบบเดียวกับตัวเรือนนั้นติดตั้งด้วยเหรียญตราบรอนซ์ขนาดใหญ่ที่มีการสลักนูนลวดลายและข้อความ ‘EILEAN 1936’ เอาไว้

Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition

ด้วยจำนวนการผลิตเพียงน้อยนิดแค่ 30 เรือน แน่นอนว่ามันยากยิ่งนักในการหามาไว้ในครอบครองและเข้าร่วมทริปประสบการณ์ที่น่าสนใจเช่นนี้ แต่ก็คุ้มค่ายิ่งหากได้มา

Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition

รายละเอียดทางเทคนิค

PANERAI RADIOMIR 8 GIORNI EILEAN EXPERIENCE EDITION

Ref.PAM01643

กลไก ไขลาน Cal.P.5000 พลังงานสำรอง 8 วัน

ฟังก์ชั่น แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็ก

ตัวเรือน สตีล ตกแต่งแบบบรูนิโต ขนาด 45 มม. วงขอบตัวเรือนและเม็ดมะยมบรอนซ์ กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัล กันน้ำได้ 10 บาร์

หน้าปัด สีเบจแบบไล่เฉด ผิวทราย

สาย หนังวัวสีน้ำตาลเข้ม

จำนวนการผลิต จำนวนจำกัด 30 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Gucci’s Timeless Icons and the Legacy Behind Each Symbol

สัญลักษณ์ของ Gucci ล้วนมีที่มาและเอกลักษณ์ที่ทำให้แบรนด์ยังคงเป็นผู้นำด้านแฟชั่นระดับโลก

ในโลกแฟชั่นที่หมุนเวียนเปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดและสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งจนกลายเป็นนิรันดร์ดุจดั่ง Gucci ความสำเร็จอันยาวนานนี้ถือกำเนิดจากการผสมผสานงานออกแบบล้ำสมัยเข้ากับแก่นแท้ที่ถูกถักทอผ่านสัญลักษณ์อันทรงพลัง ไอคอนเหล่านี้คือดั่งหัวใจที่เต้นรัว สะท้อนเรื่องราว รากเหง้า และปรัชญาของแบรนด์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น พาเราดำดิ่งสู่ประวัติศาสตร์แห่งสไตล์ที่ไร้กาลเวลา

เรื่องราวอันยิ่งใหญ่เริ่มต้นด้วย Guccio Gucci ช่างฝีมือผู้ก่อตั้ง ผู้ซึ่งหลงใหลในการสร้างสรรค์เครื่องหนังคุณภาพเยี่ยมสำหรับเหล่านักเดินทางชั้นสูง แรงบันดาลใจจากความประณีตของการเดินทางได้ถูกหล่อหลอมเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง นำไปสู่การกำเนิดของอาณาจักรแฟชั่นระดับโลก ที่ซึ่งสัญลักษณ์แต่ละชิ้นล้วนบอกเล่าเรื่องราวอันลึกซึ้งและน่าหลงใหล

Gucci iconic symbols

เรื่องราวเบื้องหลัง Gucci

Guccio Gucci ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชื่อดังของโลก เกิดในเมืองฟลอเรนซ์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1881 ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขามีความฝันใหญ่และไม่กลัวที่จะก้าวออกจากบ้านไปสู่โลกกว้าง เขาย้ายไปทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรม The Savoy ในกรุงลอนดอน ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับโลกของชนชั้นสูงและกระเป๋าเดินทางสุดหรูจากหลายประเทศ จนทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง เขากลับบ้านในปี 1902 พร้อมความคิดที่ว่า วันหนึ่งจะต้องเห็นชื่อของเขาติดอยู่บนกระเป๋า ในปี 1921 เขาจึงได้เปิดร้าน Gucci แห่งแรกที่ Via della Vigna Nuova ในฟลอเรนซ์ และเริ่มต้นด้วยการขายกระเป๋าเดินทางสไตล์อังกฤษที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมและดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร

แล้วรู้ไหมว่าแต่ละปี Gucci มักจะเลือกไอคอนใหม่ ๆ มาเติมสีสันให้กับคอลเลกชันของตัวเอง และบางสัญลักษณ์ที่ถูกเลือกมาใช้ในดีไซน์ของแบรนด์ก็ไม่ได้มาแค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจซ่อนอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผึ้งที่แฝงไปด้วยความขยันขันแข็ง หรือแม้แต่เสือที่บ่งบอกถึงพลังและความกล้าหาญ ทุก ๆ สัญลักษณ์ของ Gucci ล้วนมีที่มาที่ไปที่น่าค้นหาทั้งนั้น
แล้วคุณอยากรู้ไหมว่าแต่ละไอคอนที่ Gucci ใช้ มีความหมายและแรงบันดาลใจมาจากไหนบ้าง?

Gucci’s Timeless Icons: The Story Behind the Symbols

ผึ้ง (Bee)
สัญลักษณ์แห่งความสูงศักดิ์และขยันขันแข็ง

หากคุณเคยเดินเข้าไปในบูติกของ Gucci แล้วลองมองรอบๆ จะเห็นสัญลักษณ์เล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ในหลายๆ คอลเลกชัน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า หรือแม้แต่นาฬิกา ซึ่งสัญลักษณ์นี้มีประวัติอันน่าสนใจที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณของแบรนด์

ย้อนกลับไปในปี 1970 Gucci เริ่มใช้ลวดลายผึ้งเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์แห่งขุนนางยุคเรอเนซองส์ในยุโรป ซึ่งความหมายของผึ้งนั้นนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา ยังสะท้อนถึงอำนาจ ความขยันขันแข็ง และการทำงานหนัก โดยเฉพาะในยุคของนโปเลียน โบนาปาร์ต จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส ที่เลือกใช้ผึ้งเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำที่มั่นคงและมีอำนาจ Gucci ได้นำแนวคิดนี้มาใช้เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่หรูหราและเต็มไปด้วยคุณค่า

จุดเปลี่ยนที่ทำให้สัญลักษณ์นี้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งคือในยุคของ Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Gucci ที่นำผึ้งกลับมาใช้ในดีไซน์ใหม่ พร้อมเพิ่มมิติที่โรแมนติกและคลาสสิกเข้ามา ทำให้ไอคอนนี้กลับมาโดดเด่นในคอลเลกชันต่างๆ เช่น Gucci Garden และ Dionysus Bag และเครื่องประดับปักคริสตัล

สำหรับนาฬิกา Gucci ผึ้งได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์บนหน้าปัดนาฬิกาในรุ่นต่าง ๆ เช่น Gucci G-Timeless และ Gucci Dive โดยที่เพิ่มความสวยงามให้กับดีไซน์ และยังสะท้อนถึงความหรูหราและความคลาสสิกของแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็แฝงความหมายที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความขยันขันแข็งและการทำงานหนัก เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เกิดจากการมุ่งมั่น

งู (Kingsnake)
สัญลักษณ์ของปัญญาและการเปลี่ยนแปลง

เริ่มใช้ในปี 2016

งูของ Gucci ปรากฏอยู่บนสินค้าแฟชั่นมากมาย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า

งูสายพันธุ์ Kingsnake ที่มีสีแดง-ขาว-ดำ กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของ Gucci ในยุคของ Alessandro Michele

งูเป็นตัวแทนของ ความลึกลับ ปัญญา และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของแฟชั่น

Gucci’s Timeless Icons: The Story Behind the Symbols

หากพูดถึงไอคอนประจำแบรนด์ Gucci นอกจากผึ้งแล้วงู Kingsnake ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ลายทางสีแดง-ขาว-ดำของมันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ Alessandro Michele หยิบมาใช้ตั้งแต่ปี 2016 ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า สนีกเกอร์ หรือแม้แต่นาฬิกา

แต่ทำไมต้องเป็น Kingsnake ล่ะ? นั่นก็เพราะว่าในวัฒนธรรมตะวันตก งูมักถูกตีความถึง ปัญญา อำนาจ และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเข้ากับแนวคิดของ Gucci ที่มักเล่นกับความลึกลับและความเย้ายวนแบบแฟชั่นชั้นสูง Kingsnake โดยเฉพาะยังเป็นงูที่ดูสง่างามแต่แฝงไปด้วยอันตราย สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความดิบเท่ได้อย่างลงตัว

Gucci นำ Kingsnake มาปรากฏอยู่บนหน้าปัดนาฬิกาหลายรุ่น เช่น G-Timeless และ Grip โดยมักใช้เทคนิคสลักลายหรือพิมพ์ลงบนหน้าปัดหนัง รูปงูที่เลื้อยวนอยู่บนหน้าปัดไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงความหมายถึง กาลเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด การเปลี่ยนแปลง และพลังที่แฝงอยู่ในทุกจังหวะของชีวิต หากใครที่หลงใหลในดีไซน์ของ Gucci นาฬิกา Kingsnake ถือเป็นอีกหนึ่งชิ้นที่ควรมี เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน

Gucci’s Timeless Icons: The Story Behind the Symbols

เสือ (Tiger)
สัญลักษณ์ของพลังและความกล้าหาญ

เริ่มใช้ในปี 2017

ในอาณาจักรแห่งความแข็งแกร่ง ความองอาจ และเสน่ห์อันน่าหลงใหล ไม่มีสัญลักษณ์ใดจะสะท้อนแก่นแท้ของ Gucci ได้เด่นชัดเท่า เสือ สัตว์เจ้าป่าผู้สง่างามตัวนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรหัสพันธุกรรมของแบรนด์อย่างเต็มภาคภูมิ เรื่องราวของมันเริ่มต้นขึ้นอย่างทรงพลัง

การตัดสินใจที่จะนำเสือมาเป็นไอคอนของ Gucci เกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อ Alessandro Michele ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ด้วยวิสัยทัศน์อันล้ำลึกและกล้าหาญ เขามองเห็นพลังดิบและความสง่างามในตัวเสือ จึงได้ รังสรรค์ให้สัญลักษณ์เสือถือกำเนิดขึ้นในคอลเลกชันต่างๆ ของแบรนด์ นี่คือการประกาศถึงยุคสมัยใหม่ที่ Gucci พร้อมจะก้าวเดินอย่างมั่นใจ ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ สะท้อนถึงพลังอันไร้ขีดจำกัด ความกล้าหาญ และความสง่างามที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

เสือในคอลเลกชันของ Gucci ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นลวดลายประดับ แต่มันคือ ตัวแทนของความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง ในโลกแฟชั่นที่เต็มไปด้วยการออกแบบอันประณีตและน่าสนใจ การปรากฏตัวของเสือเสริมลุคให้ผู้สวมใส่ดูโดดเด่นอย่างแท้จริง มอบทั้ง ความหรูหราและพลัง ที่แฝงอยู่ในจิตวิญญาณของผู้ครอบครอง

สำหรับนาฬิกา Gucci เสือถูกนำมาผสานกับการออกแบบที่ทันสมัยได้อย่างไร้ที่ติ ในรุ่น Gucci G-Timeless สัญลักษณ์เสือปรากฏอย่างสง่างามบนหน้าปัดหรือบนสายนาฬิกา กลายเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึง ความแตกต่างและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร การใช้เสือในดีไซน์นาฬิกาไม่เพียงสร้างความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ แต่ยังสื่อถึงความมั่นคงและความประณีตในทุกกระบวนการผลิตอันละเอียดอ่อนของ Gucci

ในทุก ๆ ดีไซน์ของ Gucci การนำเสือมาใช้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกสัตว์มาประดับ แต่เป็นการ หยิบยืมและตีความสัญลักษณ์ ให้กลายเป็นเครื่องหมายของความกล้าหาญ ความพิเศษ และความสวยงามที่พร้อมจะคงอยู่ตลอดไปในอนาคต เคียงข้างกับผู้ที่กล้าจะโดดเด่นและเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

ลายใบไม้ (Flora)
สัญลักษณ์ของความงามและธรรมชาติ

ในทศวรรษ 1950 และ 1960 คือช่วงเวลาที่ Gucci ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและสไตล์ระดับโลก แบรนด์ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ลูกค้าผู้มั่งคั่ง ดาราฮอลลีวูด บุคคลสำคัญ และเหล่าผู้ทรงอิทธิพลทางสังคม ช่วงเวลานี้เองที่ Gucci ได้สร้างสรรค์ไอเท็มอันเป็นเอกลักษณ์มากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ลวดลาย Flora ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเจ้าหญิง Grace Kelly แห่งโมนาโก นับเป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้ Gucci ในฐานะไอคอนแห่งแฟชั่นระดับโลกอย่างแท้จริง

เรื่องราวของลาย Flora เริ่มต้นขึ้นในปี 1966 เมื่อ Gianni Gucci รังสรรค์ลวดลายอันวิจิตรนี้ขึ้นมา ลาย Flora คือการเฉลิมฉลองความงดงามของธรรมชาติ สื่อถึงการเติบโตที่เปี่ยมด้วยความรุ่งเรืองและโชคดี

ตำนานเล่าว่าลาย Flora ถือกำเนิดขึ้นในโอกาสอันแสนพิเศษ เมื่อเจ้าหญิง Grace Kelly แห่งโมนาโกได้รับผ้าเช็ดหน้าประดับลายนี้จาก Gucci นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลาย Flora ได้กลายเป็นภาพจำที่เชื่อมโยงกับความหรูหราและสไตล์อันโดดเด่นของแบรนด์ Gucci อย่างแยกไม่ออก ลายนี้สะท้อนความงามอันหลากหลายของดอกไม้และสีสันจากธรรมชาติ จึงถูกนำมาใช้ในหลากหลายคอลเลกชัน ตั้งแต่กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ไปจนถึงเครื่องประดับ

สำหรับการรังสรรค์นาฬิกา การนำลาย Flora มาใช้ในการออกแบบคือการผสมผสานความงามจากธรรมชาติและความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในรุ่นต่างๆ ลาย Flora จะปรากฏเป็นองค์ประกอบตกแต่งทั้งบนหน้าปัดหรือขอบหน้าปัด มอบความรู้สึกเรียบหรูและคลาสสิกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความละเอียดอ่อนของลวดลายบ่งบอกถึงความพิถีพิถันในการออกแบบและศิลปะการผลิตที่ Gucci ยึดมั่นมาโดยตลอด

การใช้ลาย Flora ในดีไซน์ของนาฬิกา Gucci จึงสะท้อนถึงการรักษาคุณค่าและความสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของแบรนด์ที่ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

Gucci’s Timeless Icons: The Story Behind the Symbols
Gucci’s Timeless Icons: The Story Behind the Symbols

ผีเสื้อ (Butterfly)
สัญลักษณ์ของอิสรภาพและความเปลี่ยนแปลง

เริ่มใช้ในปี 2015 ลายผีเสื้อถูกใช้ร่วมกับลายดอกไม้และองค์ประกอบแนววินเทจ

ในจักรวาลอันงดงามของ Gucci ผีเสื้อคือสัญลักษณ์ที่โบยบินอย่างสง่างาม แทนอิสรภาพ ความเปลี่ยนแปลง และความงามที่ไร้ขีดจำกัด แม้จะเริ่มมีการนำมาใช้ในงานออกแบบตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 แต่ผีเสื้อก็ได้กลับมาโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้งในปี 2015 เมื่อ Alessandro Michele ก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้ง เขาได้นำผีเสื้อมาเป็นแกนหลักเพื่อสื่อถึงแนวคิดแห่งการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับวงการแฟชั่นที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

ผีเสื้อในดีไซน์ของ Gucci ก้าวข้ามเพียงการเป็นตัวแทนของความงาม มันคือ สัญลักษณ์ของการฟื้นฟูและการปลดปล่อยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงจรชีวิตของผีเสื้อที่แปรเปลี่ยนจากดักแด้สู่การโบยบิน ได้กลายเป็นการสื่อถึงความงดงามที่ไม่เคยคงที่ และเสน่ห์ที่ผันแปรไปตามกาลเวลา นี่คือแนวทางที่แบรนด์มักนำมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายและล้ำสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับการรังสรรค์นาฬิกา การเชื่อมโยงผีเสื้อเข้ากับการออกแบบในรุ่นต่างๆ เป็นการสะท้อนถึง ความละเอียดอ่อนและการเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น Gucci G-Timeless ลวดลายของผีเสื้อปรากฏบนหน้าปัดหรือส่วนตกแต่งอย่างประณีต มอบความรู้สึกราวกับว่าทุกเข็มนาฬิกาที่เดินไปคือการเคลื่อนไหวอันสง่างามของปีกผีเสื้อ

การใช้ผีเสื้อในคอลเลกชันนาฬิกาจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสวยงาม แต่ยังเป็นการแสดงถึง การเติมเต็มความงามในทุกการเคลื่อนไหว และการสะท้อนถึงความหลากหลายที่มีอยู่ในทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุหรือรูปทรงการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี เพื่อสร้างสรรค์สไตล์ที่ไม่เพียงแต่หรูหรา แต่ยังเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและความหมายอันกว้างขวาง เป็นดั่งคำเตือนให้เราโอบรับการเปลี่ยนแปลง และค้นพบความงามในทุกช่วงของชีวิต

Gucci เป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่มีเรื่องราวและความหมายเชิงลึก ไอคอนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลวดลายที่ใช้ในการออกแบบ แต่ยังสะท้อนถึง จิตวิญญาณ ประวัติศาสตร์ และแนวคิดของแบรนด์ ที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนาน

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Must-Have 5 Dior Timepieces: บทกวีแห่งเวลาและความหรูหราเหนือระดับ
Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin Le Temps Divin ‘Ode to the Four Guardians’

0

ยลงานศิลป์ชั้นสูงกันใกล้ ๆ

เขียนโดย Lee Sheng

สิ่งมีชีวิตในตำนานจากจักรวาลวิทยาของจีนที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยศิลปะ Wood Marquetry (วู้ด มาร์เกวทรี) งานหัตถกรรมที่ต้องใช้ความพิถีพิถันและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคอย่างลึกซึ้ง โดยผสมผสานความแม่นยำ ความเชี่ยวชาญด้านวัสดุ และสายตา ในเชิงศิลป์เข้าไว้ด้วยกัน

ด้วยการเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้การสร้างความแตกต่างในนาฬิกาที่ผลิตแบบจำนวนมากกลายเป็นเรื่องยากขึ้น และจะมีตัวเลือกใดที่ดีไปกว่าความท้าทายในการสร้างงานศิลปะบนเรือนเวลาสุดพิเศษ นี่คือที่มาของชิ้นงานระดับงานฝีมือชั้นสูงที่เรียกว่า Métiers d’art (เมติเยร์ส ดาร์ท)

ที่น่าสนใจก็คือ วงการ Métiers d’art นี้มีความเติบโตอย่างดุเดือดด้วยเช่นกัน โดยมีทั้งงานแกะกิโยเช่ และการเคลือบอีนาเมล ถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังคงมีรูปแบบศิลปะที่พบเจอได้ยากมากนั่นก็คือ งาน Marquetry ขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในวงการนาฬิกาเพราะมีการนำมาใช้แค่ไม่ถึง 2 ทศวรรษเท่านั้น โดยเป็นผลงานรังสรรค์ของช่างทำ Marquetry อิสระเพียงไม่กี่คน

สำหรับรุ่นล่าสุดจากคอลเลกชั่น Les Cabinotiers ทาง Vacheron Constantin ได้นำเสนอศิลปะงาน Marquetry ผ่านชิ้นงานที่มีความซับซ้อนและไม่เหมือนใครจำนวน 4 รูปแบบ ได้แก่ Azure Dragon, Vermilion Bird, White Tiger และ Black Tortoise งานหัตถกรรมหายากเหล่านี้ถือเป็นจุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ พร้อมด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ แต่เราจะพูดถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

เราลองมาดูชิ้นงานเด่น 2 ชิ้น อันได้แก่ Dragon และ Tiger กันอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ดื่มด่ำชื่นชมกับงาน Maquetry บนเรือนเวลาทั้งสองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

บทกวีถึงผู้พิทักษ์ทั้งสี่

นาฬิกา Les Cabinotiers Le Temps Divin ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจักรวาลวิทยาของจีน โดยเฉพาะสัญลักษณ์ทั้งสี่ (Sì Xiàng) ได้แก่ Azure Dragon, Vermilion Bird, White Tiger และ Black Tortoise โดยสัตว์ในตำนานเหล่านี้เป็นตัวแทนของทิศหลัก ฤดูกาล และองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้คอลเลกชั่นนี้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก

แม้ว่าภาพเหล่านี้จะเป็นสัญลักษณ์ของจีน แต่ภาพวาดทั้งองค์ประกอบและสีก็ไม่ได้ทำตามขนบธรรมเนียมจีนอย่างเคร่งครัด แต่กลับผสมผสานอิทธิพลจากตะวันตกและญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วย แบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่มักจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะในอดีตเมื่อจะสร้างสรรค์หน้าปัดนาฬิกาแบบ Métiers d’art ขึ้นมา แนวทางที่พบบ่อยที่สุดคือการทำซ้ำภาพวาดที่มีชื่อเสียง แต่การนำองค์ประกอบหรือการตีความแนวคิดเก่าๆ ที่เป็นต้นฉบับขึ้นใหม่นั้นไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Les Cabinotiers Le Temps Divin มีความแตกต่าง

ศิลปะ Marquetry

อาจกล่าวได้ว่าธีมของนาฬิกาเป็นรองดาวเด่นตัวจริง ซึ่งก็คือ หน้าปัด Wood Marquetry ซึ่งหน้าปัดแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาสร้างประมาณ 2 สัปดาห์

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin
ภาพโดย Vacheron Constantin

แล้วชิ้นงานไม้ถูกยึดเข้ากับหน้าปัดได้อย่างไร? กระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้นจากช่างฝีมือทำการออกแบบลวดลายโดยปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 4 เท่าของขนาดหน้าปัดบนกระดาษ จากนั้นจึงย่อขนาดภาพวาดนี้ให้มีขนาดเท่ากับหน้าปัดจริงและพิมพ์เป็นสำเนาให้ได้จำนวนเท่ากับชิ้นงานไม้ที่จะสร้างขึ้น

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin
ภาพโดย Vacheron Constantin

กระดาษที่ถูกพิมพ์สำเนาเหล่านี้จะถูกติดเข้ากับชิ้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้สีธรรมชาติหรือไม้ย้อมสี ซึ่งมักเรียกว่าแผ่นไม้อัด จากนั้นจึงใช้เลื่อยตัดแผ่นไม้อัดเป็นชิ้นงานตามแบบ โดยช่างฝีมือของ Vacheron Constantin เลือกใช้วิธีการเลื่อยด้วยมือแบบดั้งเดิม เมื่อเลื่อยชิ้นส่วนชิ้นเล็ก ๆ ออกมาแล้ว ก็จะนำมาประกอบเข้ากับหน้าปัดอย่างระมัดระวัง เพราะหน้าปัดแต่ละแผ่นจะถูกติดตั้งด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 200 ชิ้น อันเป็นที่มาของการต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสร้างชิ้นงาน เมื่อประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เสร็จแล้ว หน้าปัดจะถูกขัดให้เรียบและเคลือบด้วยสารเคลือบเงาเพื่อให้มีความทนทาน

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin
ภาพโดย Vacheron Constantin

ผลงานของ Vacheron Constantin โดดเด่นตรงที่การตั้งใจสร้างภาพหรือภาพวาดขึ้นมาใหม่แทนที่จะพึ่งพาลวดลายตามภาพดั้งเดิม การจัดองค์ประกอบภาพถือว่าทำได้ดี โดยเป็นการอ้างอิงจากภาพจิตรกรรมฝาผนังในเนินฝังศพ Kitora ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสุสานที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1,300 ปีก่อน

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin
ภาพโดย Vacheron Constantin

การสร้างภาพวาดด้วยงาน Marquetry เป็นงานที่ท้าทายกว่าการสร้างงานดีไซน์แบบพิกเซลสมัยใหม่อย่างแน่นอน แนวทางนี้ต้องใช้ความโค้งที่และรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนในเหล่าชิ้นงานที่เลื่อยออกมา Vacheron Constantin จัดการเรื่องนี้ได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะกับนาฬิการุ่น Dragon ที่รูปร่างอันเฉียบคมของลำตัวมังกรและเกล็ดที่บอบบางแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน

จุดเด่นที่แท้จริงในแง่ของการสร้างชิ้นงานก็คือ การใช้ลายไม้อย่างชาญฉลาดเพื่อเสริมแต่งงานศิลปะให้งดงามยิ่งขึ้น เพราะหน้าปัดแบบ Marquetry บางชิ้นนั้น ลายของไม้อาจกลายเป็นสิ่งที่รบกวนสายตาได้ และทำให้เกิดรอยเส้นที่ไม่ต้องการซึ่งทำให้ดีไซน์ที่ออกแบบไว้เกิดความไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ทิศทางของลายไม้จึงได้รับการดูแลและกำหนดให้ยึดเข้ากับบนหน้าปัดอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ในลักษณะของรอยแปรง

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

ตัวอย่างเช่น ในนาฬิการุ่น Dragon ลายไม้ที่พื้นหลังจะให้ความรู้สึกเหมือนอากาศหรือน้ำไหล ทำให้มังกรดูมีชีวิตชีวาขึ้น ส่วนนาฬิการุ่น Tiger ก็ยิ่งทำให้สิ่งนี้เด่นชัดขึ้น เพราะลายไม้ถูกจัดเรียงให้ดูเหมือนขนในทิศทางที่ถูกต้อง การประสานชิ้นงานอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่แค่การตัดที่แม่นยำเท่านั้น แต่ยังต้องเลือกและจัดวางชิ้นไม้เล็ก ๆ แต่ละชิ้นให้ตรงกันเพื่อให้ลายไม้เชื่อมต่อกันอย่างแนบเนียนจนเกิดเส้นที่ซับซ้อนแต่เป็นธรรมชาติซึ่งเป็นลายที่ไม่สามารถพบเห็นได้บนลายไม้แบบเส้นตรงตามธรรมชาติ

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

แม้ว่านาฬิกา Le Temps Divin จะถูกนำเสนอในฐานะส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่น Les Cabinotiers ในปีนี้ ซึ่งใช้นาฬิกาฟังก์ชั่นบอกเวลาอย่างเดียวเป็นพื้นฐาน แต่ Le Temps Divin Le Temps Divin Ode to the Four Guardians ก็มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติพร้อมทูร์บิญอง Cal.2160 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่สวยงามที่สุดในแค็ตตาล็อกของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่านาฬิกาที่ผสมผสานระหว่างการใช้กลไกที่มีเทคนิคขั้นสูงกับงานศิลป์ที่เน้นเทคนิคขั้นสูงนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยที่สุนทรียศาสตร์ที่ปรากฎนั้นมีความสมดุลกับความเลอเลิศของกลไกอย่างแท้จริง

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

กลไกอัตโนมัติ ทูร์บิญอง อันยอดเยี่ยม

ตัวกลไก Cal.2160 นั้นมีความงดงามมากโดยเป็นคาลิเบอร์ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน กลไกนี้เป็นแบบขึ้นลานอัตโนมัติ ที่มีความถี่การทำงานต่ำเพียง 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้มอบพลังงานสำรองได้นานกว่า 3 วัน

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

เมื่อพลิกไปทางด้านหลังก็จะเห็นความงามของการตกแต่งและโครงสร้างของชิ้นส่วนกลไกที่ติดตราตรึงใจไม่แพ้ความงามของหน้าปัด การจัดวางบริดจ์และแท่นต่าง ๆ ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยรูปแบบเส้นโค้งที่ชวนให้นึกถึงกลไกในยุคก่อน

ที่ต้องเน้นย้ำก็คือ การขึ้นลานอัตโนมัติที่กระทำด้วยโรเตอร์แบบแนวรอบซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ไม่มากนักในเหล่ากลไกยุคปัจจุบัน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความหนาของกลไกเท่านั้น แต่ยังทำให้มองเห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของกลไกได้อย่างเต็มที่ราวกับกลไกไขลาน อีกทั้งกรงทูร์บิญองยังถูกขับเคลื่อนด้วยวีลที่อยู่บริเวณแนวขอบแทนที่จะเป็นพิเนียนที่อยู่ใต้กรง ดังนั้นนาฬิการุ่นนี้จึงมีความหนาโดยรวมแค่ราว 11.4 มม. ทำให้แลดูเพรียวบาง โดยเฉพาะเมื่อมากับขนาดตัวเรือน 42 มม. เช่นนี้

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

การตกแต่งกระทำมาอย่างสวยงามตามที่คาดหวังได้จาก Vacheron Constantin โดยมีจุดเด่นอยู่ที่บริดจ์สตีลผิวขัดเงาสำหรับทูร์บิญอง และมุมภายในที่มีอยู่มากมายบนโลโก้มอลทีส ครอส ที่เป็นรูปร่างของกรง ขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงาม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตราประทับ Poinçon de Genève ที่การันตีความเลอเลิศของนาฬิกา

สรุปความคิดเห็น

Les Cabinotiers Le Temps Divin Ode to the Four Guardians อันเป็นผลงานซีรี่ส์ล่าสุดนี้ ประกอบด้วยนาฬิกา 4 รุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งแม้จะวางอยู่ท่ามกลางเหล่านาฬิกาประเภทงานศิลป์ด้วยกัน จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมนาฬิกาถึงเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจและคุ้มค่าแก่การสะสม

การจำลองตัวเรือนหรือหน้าปัดจากอดีตไม่ว่าจะดูสวยงามแค่ไหนก็อาจขาดมิติทางวัฒนธรรมไปได้ เพราะมีเพียงผลงานสร้างสรรค์ที่เสริมการออกแบบใหม่เข้าไปเท่านั้นที่จะได้รับการจดจำในฐานะชิ้นงานสำคัญทางวัฒนธรรมเมื่อเวลาผ่านไป การตีความ Divin Ode ของ Vacheron Constantin โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการใช้เทคนิคการทำ Wood Marquetry บนหน้าปัด ถือเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมในการสร้างนาฬิกาที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

นอกเหนือจากคุณค่าทางวัฒนธรรมแล้ว คอลเลกชั่นนี้ยังน่าดึงดูดทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และกลไกอีกด้วย โดยเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาในเจนีวา ขณะเดียวกันก็ฟื้นคืนชีพงานฝีมือ Wood Marquetry ที่เคยได้รับความนิยมแต่เลือนหายไปในบางช่วงเวลา โดยนำมาใช้แสดงถึงสัตว์ในตำนานของสัญลักษณ์ทั้งสี่จากจักรวาลวิทยาของจีน จนเกิดเป็นความงดงามที่ยากจะขออะไรไปมากกว่านี้ได้

รายละเอียดทางเทคนิค: Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin

กลไก: อัตโนมัติ Cal.2160 พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และทูร์บิญอง
ตัวเรือน: พิงค์โกลด์ 18K หรือไวท์โกลด์ 18K ขนาด 42 มม. หนา 11.4 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
สาย: หนังจระเข้สีน้ำตาล ล็อกด้วยบานพับ
จำนวนการผลิต: ยูนีกพีซ แบบละ 1 เรือน มีจำหน่ายเฉพาะที่บูติก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Hidden Tips to Keep Your Watch Moisture-Free

0

เคล็ดลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันความชื้นในนาฬิกาที่หลายคนคาดไม่ถึง

นอกจากวิธีทั่วไปที่กล่าวไปแล้ว ยังมีเทคนิคเชิงลึกที่คนรักนาฬิกาหลายคนอาจไม่เคยนึกถึง แต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความชื้นและยืดอายุการใช้งานของนาฬิกาได้

1. เปลี่ยนซีลกันน้ำบ่อยขึ้นถ้าใช้งานหนัก
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้เปลี่ยนซีลกันน้ำทุก 2-3 ปี แต่ถ้าคุณใช้นาฬิกาในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงบ่อยๆ เช่น ดำน้ำ ว่ายน้ำ หรืออยู่ในที่อากาศชื้นจัด (เช่น ประเทศเขตร้อน) ควรพิจารณาเปลี่ยนซีลทุก 1-2 ปี แทน

Hidden Tips to Keep Your Watch Moisture-Free 1

2. หลีกเลี่ยงสบู่และแชมพูขณะอาบน้ำแม้นาฬิกาจะกันน้ำ
หลายคนเข้าใจผิดว่าหากนาฬิกากันน้ำแล้วสามารถใส่อาบน้ำได้ตามปกติ แต่สารเคมีในสบู่และแชมพูอาจทำให้ซีลยางเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และลดประสิทธิภาพในการกันน้ำ เมื่อสบู่หรือแชมพูสัมผัสกับตัวเรือน อาจซึมเข้าไปในช่องซีลและทำให้การป้องกันน้ำลดลง ดังนั้น แม้ว่านาฬิกาจะกันน้ำได้ดี ก็ควรหลีกเลี่ยงการใส่ขณะอาบน้ำเพื่อยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพการกันน้ำให้นานขึ้น

3. ระวังคลอรีนและน้ำทะเลที่อาจทำลายซีลกันน้ำ
นาฬิกาที่กันน้ำได้อาจยังไม่สามารถทนต่อคลอรีนในสระว่ายน้ำ หรือเกลือในน้ำทะเลได้ดีพอ หากต้องใส่นาฬิกาไปว่ายน้ำ ควรล้างด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน และเช็ดให้แห้งสนิทก่อนเก็บ

4. หลีกเลี่ยงการปรับเม็ดมะยมขณะอยู่ในน้ำหรือที่ชื้น
เม็ดมะยมคือจุดที่น้ำสามารถซึมเข้าไปได้ง่ายที่สุด ห้ามหมุนหรือดึงเม็ดมะยมในขณะที่นาฬิกาเปียกน้ำ เพราะแรงกดดันจากน้ำอาจดันน้ำเข้าไปในตัวเรือนได้

Hidden Tips to Keep Your Watch Moisture-Free 1

5. สังเกตเสียงกลไกเพื่อเช็กว่าความชื้นเริ่มส่งผลหรือไม่
หากกลไกของนาฬิกาเริ่มมีเสียง “อู้อี้” หรือ “เงียบลง” จากเดิม แสดงว่าอาจมีความชื้นเริ่มสะสมภายใน นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าควรนำไปตรวจเช็กก่อนเกิดความเสียหายร้ายแรง

6. ระวังไอน้ำจากเครื่องดื่มร้อนและอาหาร
หลายคนไม่รู้ว่า ไอน้ำจากกาแฟร้อน ซุป หรืออาหารร้อน สามารถซึมเข้าสู่ตัวเรือนได้ โดยเฉพาะถ้านาฬิกาไม่มีซีลกันน้ำที่ดีพอ หากคุณมักทานอาหารร้อนบ่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการให้ไอน้ำพุ่งตรงไปที่นาฬิกา

7. ทดสอบความสามารถกันน้ำของนาฬิกาปีละครั้ง
แม้จะไม่ได้ใช้งานใต้น้ำบ่อยก็ตาม แต่ควรนำไปตรวจสอบแรงดันกันน้ำ (Water Resistance Test) อย่างน้อยปีละครั้ง กับศูนย์บริการที่เชื่อถือได้ เพื่อให้แน่ใจว่าซีลและโครงสร้างของนาฬิกายังคงป้องกันน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ใช้เคสหรือกล่องเก็บที่ควบคุมความชื้น
หากคุณเก็บนาฬิกาหลายเรือน แนะนำให้ใช้กล่องเก็บที่มีระบบควบคุมความชื้น หรือใส่เครื่องดูดความชื้นขนาดเล็ก (Dehumidifier) เพื่อช่วยรักษาสภาพของกลไกและวัสดุ

Hidden Tips to Keep Your Watch Moisture-Free 1

9. หลีกเลี่ยงการเก็บนาฬิกาไว้ใกล้แอร์หรือเครื่องทำความร้อน
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันจากแอร์เย็นจัดไปสู่ความร้อนอาจทำให้เกิดไอน้ำควบแน่นภายในตัวเรือน ส่งผลให้เกิดความชื้นสะสมโดยที่คุณไม่รู้ตัว

10. รู้จักวิธีไล่ความชื้นแบบ DIY ในกรณีฉุกเฉิน
หากพบว่ามีไอน้ำเล็กน้อยอยู่ในตัวเรือน และยังไม่สามารถไปพบช่างได้ทันที ให้นำนาฬิกาวางคว่ำหน้าปัดลงบนผ้าขนหนูแห้งในที่อุ่นแต่ไม่ร้อนเกินไป เช่น ใกล้พัดลมหรือแดดอ่อน ๆ วิธีนี้จะช่วยให้ไอน้ำออกจากตัวเรือนโดยไม่ทำให้กลไกเสียหาย

ป้องกันก่อนเกิดปัญหาดีกว่าแก้ไขภายหลัง
การป้องกันความชื้นไม่ใช่แค่การเลือกนาฬิกาที่กันน้ำได้เท่านั้น แต่ต้องเข้าใจถึง ปัจจัยที่อาจทำให้ความชื้นเข้าสู่ตัวเรือนโดยไม่รู้ตัว หากคุณใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ นาฬิกาของคุณจะสามารถคงสภาพที่สมบูรณ์แบบ และอยู่กับคุณไปได้นานหลายปีโดยไม่ต้องเสียค่าซ่อมโดยไม่จำเป็นแน่นอน และนี่คือเคล็ดลับเพิ่มเติมที่ลึกขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งแม้แต่นักสะสมนาฬิกาหลายคนก็อาจไม่เคยรู้มาก่อน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition

เมื่อความเร็วและเวลาบรรจบกันในเรือนเดียว

ในโลกของนักแข่ง ความเร็วไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือ ศิลปะ คือจังหวะของเครื่องยนต์ที่เต้นสอดประสาน คือการกะจังหวะเข้าโค้ง และคือวินาทีที่ตัดสินชัยชนะ เช่นเดียวกับโลกของเรือนเวลา ที่เสี้ยววินาทีสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้ และนี่คือจุดตัดของสองจักรวาล Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition เรือนเวลาที่นำจิตวิญญาณของสนามแข่งมารวมกับความประณีตของเครื่องบอกเวลา เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปีแห่งนวัตกรรมของ Mobil 1 กับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ที่อยู่เบื้องหลังขุมพลังของรถแข่งระดับโลก

Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition

จาก Heuer Monaco ของ Steve McQueen ไปจนถึงนาฬิกา Breitling ใน Bentley GTs ความเชื่อมโยงระหว่างรถยนต์กับนาฬิกาข้อมือเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธได้ ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และวิศวกรรม โดยสามารถสร้างผลงานเทคโนโลยีอันน่าทึ่งที่ยังคงแฝงด้วยความมีสไตล์และความเท่ Autodromo แบรนด์นาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงได้ร่วมมือกับ Mobil 1 เพื่อเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันของนาฬิกา Monoposto ซึ่งถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี รุ่นนี้มีจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนในรุ่นสเตนเลสสตีล และ 50 เรือนในรุ่นโกลด์โทน (gold-tone) โดยถือเป็นการเปิดตัวใหม่ของ Monoposto รุ่นแรกในปี 2012

*”Gold tone variant” หมายถึง รุ่นที่มีการเคลือบสีทอง (gold-tone) บนตัวเรือนของนาฬิกา ซึ่งไม่ใช่ทองคำแท้ทั้งหมด แต่เป็นการใช้เทคนิคการเคลือบหรือการชุบสีทองลงบนวัสดุ เช่น สเตนเลสสตีล เพื่อให้ดูมีสีทองเหมือนทองจริง โดยมีความทนทานและราคาย่อมเยากว่าทองคำแท้ นอกจากนี้ยังมีความหรูหราและดูดีเช่นเดียวกับการใช้ทองคำจริง

แรงบันดาลใจจากยุคทองของสนามแข่ง ย้อนกลับไปในปี 50s เสียงคำรามของเครื่องยนต์บนสนามที่เต็มไปด้วยรถ “Monoposto” หรือรถแข่งที่นั่งเดี่ยว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่อุตสาหกรรมความเร็วกำลังก้าวไปข้างหน้า มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กลายเป็นหัวใจสำคัญของแดชบอร์ดในรถแข่ง และเป็นต้นแบบของดีไซน์ของ Monoposto

Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition

ตัวเรือนขนาด 43 มม. มาในสองเวอร์ชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สแตนเลสสตีลและโกลด์โทน (gold-tone) ที่สะท้อนเสน่ห์ของเครื่องมือจับเวลายุคคลาสสิกอย่างสมบูรณ์แบบ ผสมผสานกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว สวมใส่คู่กับสายหนังควายอิตาลีแฮนด์เมดเพิ่มความวินเทจให้กับเรือนเวลา และยังมาพร้อมฝาหลังแบบ Exhibition Caseback ที่โชว์การทำงานของกลไก Miyota 9039 อัตโนมัติระดับตำนาน ความถี่ 4Hz และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ราวกับเครื่องยนต์ที่พร้อมพุ่งทะยานทุกเมื่อ

Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition
Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition

“Pegasus” คือสัญลักษณ์ของความเร็วเหนือกาลเวลา สิ่งที่ทำให้เรือนเวลานี้พิเศษเหนือกว่าแค่ความคลาสสิก คือการนำเอาโลโก้ “Pegasus” สีแดงเพลิงของ Mobil 1 มาวางไว้บนหน้าปัด a nod to history ที่เต็มไปด้วยความหมาย

ย้อนกลับไปปี 1911 โลโก้นี้ปรากฏตัวครั้งแรกบนผลิตภัณฑ์ของ Vacuum Oil ก่อนจะกลายเป็นไอคอนของวงการยานยนต์ทั่วโลก ด้วยปีกที่แผ่กว้างราวกับพุ่งทะยานไปข้างหน้าไม่มีวันหยุด เหมือนกับนักแข่งที่ไม่เคยหันหลังกลับมามอง

Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition

Autodromo ตัดสินใจถอดเส้นแดง (Red Line) ที่เคยเป็นซิกเนเจอร์ของ Monoposto รุ่นดั้งเดิมออก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ Pegasus ได้เปล่งประกายเต็มที่ เป็นการปรับดีไซน์ที่ไม่ได้แค่สวยขึ้น แต่ยังช่วยให้สตอรี่ของ Mobil 1 โดดเด่นขึ้นอย่างชาญฉลาด

Autodromo Monoposto Mobil 1 Edition

เพราะเวลาและความเร็วไม่เคยรอใคร Monoposto Mobil 1 Edition ไม่ใช่แค่นาฬิกาแต่มันคือเครื่องเตือนใจว่า “เวลาคือทุกสิ่ง” ในสนามแข่ง เสี้ยววินาทีสามารถเป็นจุดเปลี่ยนของชัยชนะ ในโลกแห่งวิศวกรรม การคำนวณที่แม่นยำคือกุญแจของความก้าวหน้า และสำหรับนักสะสมหรือคนที่หลงใหลในความเร็ว Monoposto Mobil 1 Edition นี่คือเรือนเวลาที่เป็นมากกว่านาฬิกา มันคือ เครื่องบันทึกจังหวะของชีวิต ที่จะอยู่กับคุณในทุกเส้นทาง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

มัดรวมนาฬิกาปีมะเส็ง เสริมเสน่ห์อันร้อนแรงต้อนรับปีงู

0

รวมนาฬิกาปีมะเส็งเผยเสน่ห์เรือนเวลาในปีงู เมื่อความงดงามลื่นไหลเข้ามาครอบครองหัวใจ

เขียนโดย Katherine Arteche | 28 มกราคม 2025

งู เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา การปรับตัว และเสน่ห์ลึกลับ และได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของเหล่าเรือนเวลาระดับโลกในปีนี้ ไม่ใช่แค่การอ้างอิงถึงวัฒนธรรมจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองความเปลี่ยนแปลงที่งดงาม

ทั้งในเชิงงานฝีมือและการตีความใหม่ของจักรราศี ใครที่ชื่นชอบดีไซน์ล้ำสมัยไม่ควรพลาด ทั้งลวดลายงูพันตัว ที่ประดับอัญมณีระยิบระยับ หรือรูปทรงตัวเรือนที่แปลกตา และบทความนี้เราจะพูดถึงมัดรวมนาฬิกาปีมะเส็ง ที่พร้อมมาเผยเสน่ห์เรือนเวลาในปีงู

รวมนาฬิกาปีมะเส็ง
© Revolution
Charm Your Way Through the Year of the Snake

Bvlgari Serpenti Automatic กับกลไกใหม่ที่สาวๆ รอคอย

แบรนด์นาฬิกาหรูจากอิตาลีอย่าง Bvlgari ขอโชว์ความล้ำอีกครั้งในงาน LVMH Watch Week 2025 ด้วยการเปิดตัวกลไกอัตโนมัติ Caliber BVS 100 Lady Solotempo ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Serpenti Tubogas และ Serpenti Seduttori มาพร้อมระบบไขลานอัตโนมัติ

สายตาจะต้องถูกดึงดูดด้วยตัวเลือกอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นสเตนเลสสตีลสุดสง่างามที่มาพร้อมหน้าปัดเคลือบดำหรือสีขาวสไตล์โอพาไลน์ ไปจนถึงรุ่นทองคำสุดหรูที่ประดับขอบตัวเรือนด้วยเพชรน้ำงาม ที่ไม่เพียงให้ลุคที่น่าหลงใหล แต่ยังเต็มไปด้วยความหรูหราอย่างแท้จริง

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือพลังงานสำรองที่นานถึง 50 ชั่วโมง พร้อมด้วย oscillating weight ลวดลายเกล็ดงูสุดประณีต ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบใส – รายละเอียดที่เหมือนเป็นการบอกเล่าถึงความล้ำลึกและความพิถีพิถันในทุกมิติของการสร้างสรรค์

*Oscillating weight หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Rotor เป็นชิ้นส่วนสำคัญในกลไกอัตโนมัติของนาฬิกา (Automatic Movement) ทำหน้าที่ช่วยเก็บพลังงานเข้าไปในลานสปริง (Mainspring) โดยการเคลื่อนไหว เมื่อผู้สวมใส่นาฬิกาขยับข้อมือ Oscillating weight นี้จะหมุนไปมา ซึ่งพลังงานจากการเคลื่อนไหวนี้จะถูกส่งต่อไปยังกลไกนาฬิกา ทำให้นาฬิกาเดินต่อได้โดยไม่ต้องไขลานด้วยมือ

อ่านเพิ่มเติม: A New Automatic Movement For The Bvlgari Serpenti

รวมนาฬิกาปีมะเส็ง

Vacheron Constantin Métiers d’Art The Legend of the Chinese Zodiac Year of the Snake

Vacheron Constantin ยังคงสร้างตำนานบทใหม่ในซีรีส์ Métiers d’Art ด้วยผลงานอันทรงคุณค่าที่เฉลิมฉลอง ปีนักษัตรงู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ปัญญา การเริ่มต้นใหม่ และความมั่งคั่ง สำหรับปี 2025 นี้ งูผู้เปี่ยมด้วยพลังได้ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นในคอลเลกชันสุดพิเศษ โดยถ่ายทอดความงดงามผ่านหน้าปัดลิมิเต็ดเอดิชันสองดีไซน์สุดตระการตา

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านงานศิลป์และกลไกอันไร้ที่ติ Vacheron Constantin ได้นำศิลปะแบบ Métiers d’Art มาผสานเข้ากับความลึกซึ้งของวัฒนธรรมจีน สร้างสรรค์ภาพงูที่เปี่ยมไปด้วยรายละเอียดอันซับซ้อนและมีชีวิตชีวา บนหน้าปัดที่รังสรรค์ด้วยเทคนิคชั้นสูง นี่ไม่ใช่เพียงนาฬิกา แต่เป็นผลงานศิลปะที่สื่อถึงความหมายอันลึกซึ้งของปีนักษัตรนี้ในทุกแง่มุม

รวมนาฬิกาปีมะเส็ง

Franck Muller Silhouette CX Snake กับดีไซน์ที่พลิกโฉมวงการ

Franck Muller ยังคงสนุกสนานกับการเฉลิมฉลองปีนักษัตรจีนในแบบที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Silhouette CX Snake รุ่นใหม่สำหรับปี 2025 ซึ่งแหวกแนวจากดีไซน์สมัยใหม่ในปีที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ในปีนี้พวกเขานำเสนอรูปทรงใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร ด้วยตัวเรือนที่ออกแบบให้มีลักษณะไม่สมมาตร (Asymmetrical Case) ที่โดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางความคลาสสิกของนาฬิกานักษัตรอื่น ๆ

การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงคลื่นของงู ตัวเรือนนี้มีความโค้งที่ไหลลื่นเหมือนกับการเคลื่อนไหวของงู สื่อถึงความอ่อนช้อยและทรงพลังของสัตว์ลึกลับนี้ หน้าปัดของนาฬิกาประดับลวดลาย Guilloché ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller พร้อมด้วยตัวเลขอารบิกที่ดูโดดเด่น และสองเส้นที่ตกแต่งด้วยอัญมณี Emerald ซึ่งเลียนแบบลวดลายของงูได้อย่างลงตัว ในขณะที่สายหนังสีเขียวที่มีลายพิมพ์เลียนแบบเกล็ดงู เสริมความสอดคล้องกับธีมการออกแบบทั้งหมด

ภายในตัวเรือนคือกลไก MVT FM 2038 ซึ่งสร้างจาก ETA 2892 โดยมีความหนาเพียง 8.3 มม. ทำให้นาฬิกามีรูปลักษณ์ที่เพรียวบางแต่ยังคงให้พลังสำรอง 40 ชั่วโมง ที่ความถี่สูงถึง 4 Hz ทั้งหมดนี้ทำให้ Silhouette CX Snake กลายเป็นนาฬิกาที่ทั้งหรูหราและมีเอกลักษณ์ในตัวเองอย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม: Franck Muller นำเสนอเรือนแห่งปีงูในดีไซน์ตัวเรือนแบบใหม่

รวมนาฬิกาปีมะเส็ง

Hublot Spirit of Big Bang กับพลังแห่งงูอันลุ่มลึก

เป็นนาฬิกาลิมิเต็ดที่ผลิตเพียง 88 เรือน ตัวเรือนเซรามิกสีดำทรงบาร์เรลขนาด 42 มม. x 14.1 มม. มีดีไซน์ที่สะท้อนความงามและความสง่างามของปีนักษัตรงูอย่างลงตัว โดยมีรายละเอียดเกล็ดงูบนขอบหน้าปัดและสาย พร้อมทั้งมีงูทองคำที่พาดตัวไปตามหน้าปัด สัญลักษณ์ของ ปัญญา ความมีเสน่ห์ และการเปลี่ยนแปลง ที่นาฬิกาเรือนนี้ต้องการถ่ายทอด

ภายในบรรจุกลไก HUB4700 ออโตเมติกแบบโครงกระดูก (Skeleton Chronograph Movement) ที่พัฒนามาจาก El Primero 400 ซึ่งเป็นตำนานของวงการนาฬิกา ทำให้ทุกการหมุนของเข็มสะท้อนถึงความพิเศษและพลังที่ไม่เหมือนใคร นาฬิกานี้ไม่เพียงแค่หรูหรา แต่ยังเต็มไปด้วยพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและความคิดสร้างสรรค์ที่หายากในโลกของนาฬิกา

อ่านเพิ่มเติม: เปิดตัว Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake

รวมนาฬิกาปีมะเส็ง

IWC Portofino Automatic Moon Phase 37 Year of the Snake นาฬิกาสุดพิเศษที่สะท้อนความงดงามแห่งปีงู

IWC เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ Portofino Automatic Moon Phase 37 Year of the Snake ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 37 มิลลิเมตร และหน้าปัดสีแดงเบอร์กันดีอันเป็นเอกลักษณ์ คล้ายคลึงกับรุ่นฉลองปีมังกรในปีก่อน การออกแบบที่งดงามนี้เสริมด้วยเข็มและเครื่องหมายบอกเวลาชุบสีทองที่เข้ากันได้ดีกับดวงจันทร์และดวงดาวสีทองบนหน้าปัด

หน้าจอแสดง Moon Phase ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาของรุ่นนี้มีความแม่นยำสูง โดยจะคลาดเคลื่อนจากรอบดวงจันทร์จริงเพียงวันเดียวในทุก 122 ปี หัวใจของนาฬิกาคือกลไก IWC Calibre 32800 ที่พัฒนาโดยแบรนด์เอง มาพร้อมพลังงานสำรองสูงถึง 5 วัน ด้านหลังตัวเรือนยังเพิ่มความพิเศษด้วย โรเตอร์ลายงูชุบทองคำ ที่สะท้อนความสง่างามและสื่อถึงปีงูอย่างลงตัว

Longines Conquest Heritage Year of the Snake สัมผัสมนต์เสน่ห์ย้อนยุคกับการเฉลิมฉลองปีงูไม้

ลองจินส์ (Longines) เปิดตัวนาฬิกา Limited Edition ใหม่ในคอลเลกชัน Conquest เพื่อเฉลิมฉลอง ปีงูไม้ 2025 ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 2,025 เรือน เท่านั้น! คอลเลกชันพิเศษนี้มาพร้อมกับตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. และหน้าปัดแดงประกายซันเรย์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนสี (gradient red) ซึ่งเสริมด้วยเข็มและดัชนีทองคำสุดคลาสสิกที่สะท้อนถึงต้นกำเนิดของคอลเลกชันในยุค 1950s

จุดเด่นพิเศษ อยู่ที่การแกะสลักบนฝาหลังนาฬิกา ที่มีชื่อว่า ‘Divine Snake Presents Treasure’ ซึ่งเป็นการออกแบบร่วมกับ Wu Jian’an ศิลปินชื่อดังชาวจีน การออกแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานจีนคลาสสิกอย่าง ‘The Legend of the White Snake’ หรือตำนานงูขาว ที่แสดงภาพงูศักดิ์สิทธิ์กำลังถือเห็ดหลิงจือ (Lingzhi)

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่ง ปัญญา พลังชีวิต และ ความมั่งคั่ง ในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก ภายในตัวเรือนมีกลไก Longines L888.5 calibre ที่ให้ความแม่นยำสูงและมีความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก พร้อม พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง และมี สปริงบาลานซ์ซิลิคอน ที่ช่วยเพิ่มความเสถียรในการทำงาน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: LONGINES CONQUEST HERITAGE YEAR OF THE SNAKE

Charm Your Way Through the Year of the Snake รวมนาฬิกาปีมะเส็ง

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake” นาฬิกาสุดหรูที่เปี่ยมด้วยงานศิลป์แห่งจักรราศีจีน

Arnold & Son เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษ Perpetual Moon 41.5 “Year of the Snake” ที่สะท้อนความงดงามของปีงูผ่านงานแกะสลักลายงูบนทองคำกุหลาบ 18K รายละเอียดที่ประณีตของเกล็ดงูและลิ้นที่แยกออกเป็นสองแฉก สร้างความโดดเด่นเหนือหน้าปัดกระจก Aventurine glass สีน้ำเงิน

งูตัวนี้พันรอบกิ่งใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) พร้อมดวงจันทร์เปลือกหอยมุกเรืองแสง ที่โอบล้อมด้วยกลุ่มดาว Ursa Major และ Cassiopeia ถ่ายทอดบรรยากาศแห่งจักรวาลและความเชื่อดั้งเดิมของจักรราศีจีน

ฟังก์ชัน Moon Phase นี้มีความแม่นยำอย่างยิ่ง โดยกลไกสามารถบอกตำแหน่งดวงจันทร์ได้โดยจะคลาดเคลื่อนไปเพียง 24 ชั่วโมงในทุก 122 ปี ทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน A&S1512 ที่ผลิตโดยแบรนด์ ตัวเรือนขนาด 41.5 มิลลิเมตร ทำจากทองคำแดง (Red Gold) และมอบพลังงานสำรองได้นานถึง 90 ชั่วโมง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake”

Charm Your Way Through the Year of the Snake รวมนาฬิกาปีมะเส็ง

Perrelet Turbine Snake ผสานกลไกเทอร์ไบน์เข้ากับความเชื่อแห่งโชคลาภ

Perrelet นำเสนอ Turbine Snake รุ่นใหม่ที่เน้นดีไซน์กลไกเทอร์ไบน์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ใบพัดอะลูมิเนียมสีดำ 12 ใบหมุนตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ เผยให้เห็นงูสีทองสามมิติที่อยู่ด้านล่าง รูปงูนี้ถูกปั๊มขึ้นและชุบสีทองบนพื้นหน้าปัดย่อยเคลือบแลคเกอร์สีแดง ประดับด้วยตัวอักษรจีนที่เป็นมงคล หมายถึงความมั่งคั่งและความโชคดี

ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ ขนาด 41 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ P-331-MH ที่พัฒนาโดยแบรนด์ ผ่านการรับรอง COSC Chronometer และ Chronofiable® มอบพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง พร้อมความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง

นาฬิการุ่นนี้จะวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 มาพร้อมกล่องลวดลายงูที่ออกแบบเป็นพิเศษ

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition โชคลาภในสีแดงเบอร์กันดี

Raymond Weil เปิดตัว Millesime Infinite Burgundy Limited Edition สำหรับตรุษจีนนี้ มาพร้อมสีแดงเบอร์กันดีที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งและโชคลาภ ตัวเรือนสแตนเลส 39 มม. หน้าปัดสีแดงเบอร์กันดี และสายหนังสีเดียวกัน สร้างความกลมกลืนอย่างหรูหรา

Raymond Weil Millesime Infinite Burgundy Limited Edition

กลไกอัตโนมัติ Cal.RW4200 ให้พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง พร้อมสลัก “ONE OF 88” ที่แสดงถึงการผลิตจำกัดเพียง 88 เรือน ซึ่งเลข 8 ยังเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภในความเชื่อจีน Millesime Infinite Burgundy Limited Edition คือสัญลักษณ์ของโชคลาภและความงามที่สมบูรณ์แบบสำหรับปีใหม่จีนนี้

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676

0

เปิดตัว Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676 รุ่นใหม่จาก Mike Horn

โดย Brice Goulard

การผจญภัยสุดโต่งและการทดสอบขีดจำกัดของอุปกรณ์เป็นสิ่งที่ Mike Horn ทำมาโดยตลอด และตอนนี้เขากลับมาพร้อมกับนาฬิกาที่ออกแบบมาสำหรับการเดินทางอันโหดร้าย นาฬิกาที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่รุ่นล่าสุดคือ Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676 รุ่นที่จะทำให้คุณได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ Panerai ในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด ทั้งบนบกและในน้ำ

Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676

ด้วยการร่วมมือที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษระหว่าง Mike Horn และ Panerai เราจะเห็นว่านาฬิกาของเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการผจญภัยสุดโหด ตั้งแต่การเดินทางในเขตขั้วโลก ไปจนถึงการปีนเขาที่สูงที่สุด และแน่นอนว่า Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676 ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริง ๆ

Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676

การออกแบบที่มาพร้อมความคลาสสิกและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม PAM01676 มาในขนาดตัวเรือน 44 มม. ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบผิวแบบแปรรูปทั้งตัวเรือน (brushed finish) พร้อมขอบเซรามิกสีฟ้า และกันน้ำได้ถึง 300 เมตร (เทียบเท่ากับการทดสอบที่มีความดันสูงกว่า 25% ของค่าอัตรากันน้ำที่รับรองไว้) ที่สำคัญคือดีไซน์ที่ยังคงความคลาสสิกของนาฬิกาดำน้ำในซีรีส์ Submersible ขณะที่เพิ่มการตกแต่งด้วยโทนสีฟ้าและตัดกับสีเหลืองสะท้อนถึงคอนเซปต์การผจญภัยของ Mike Horn เพื่อสร้างความโดดเด่นในทุกการมองเห็น

ภายใต้ฝาหลังที่มีลายเซ็นต์ของ Mike Horn เป็นเครื่องหมาย เราจะมองเห็นกลไกอัตโนมัติ Calibre P.900 ซึ่งมีกำลังสำรอง 3 วัน และมีความถี่ 4Hz พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที เพื่อตอบสนองทุกการใช้งานในระดับที่ดีที่สุด

นาฬิกามาพร้อมกับสายยางสีฟ้า และสายไบ-แมทเทเรียล (Bi-material) ที่ให้ทั้งความสะดวกสบายและความทนทาน สวมใส่ได้ในทุกสภาพแวดล้อม พร้อมรองรับการผจญภัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาฬิกานี้ คุณสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Panerai.com หรือสอบถามรายละเอียดจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย

Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676

นาฬิกา Panerai Submersible QuarantaQuattro PAM01676 รุ่นนี้ไม่ได้เป็นแค่การผสมผสานระหว่างดีไซน์และเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม แต่ยังสะท้อนถึงความกล้าและความท้าทายที่ Mike Horn ต้องการถ่ายทอดผ่านผลงานชิ้นนี้ เอาเป็นว่า ถ้าคุณคือคนที่หลงรักการผจญภัยและการเอาชนะสิ่งต่าง ๆ นาฬิกาเรือนนี้อาจจะเป็นเพื่อนคู่ใจในการออกเดินทางครั้งถัดไป

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Ulysse Nardin x Amoureuxpeintre

ศิลปะเหนือกาลเวลาในรูปแบบนาฬิกา Limited Edition

ในบทความนี้จะเล่าให้ฟังถึงความหมายเกี่ยวกับ Ulysse Nardin ที่ร่วมมือกับศิลปินชื่อดัง Amoureuxpeintre ในการสร้างสรรค์นาฬิกา Blast รุ่นพิเศษ ที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่เล่าเรื่องราวความล้ำลึกในทุกมิติ

High Watchmaking Meets High Concept…คุณเคยเห็นนาฬิกาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นไหม? นั่นคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเจอ Ulysse Nardin Blast [Amoureuxpeintre] เรือนนี้ มันไม่ได้แค่ “งดงาม” แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ลึกลับที่ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง

สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือ หน้าปัด Frosted Sapphire ที่ชวนให้นึกถึงหมอกบาง ๆ ในยามเช้าบนผืนป่า มันเหมือนจะเล่าเรื่องราวผ่านภาพลาง ๆ ที่ดูน่าค้นหา ความลึกลับนี้ไม่ต้องการคำอธิบาย แต่กลับทำให้คุณตกหลุมรักได้ในทันที

ความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่าย นี่ไม่ใช่นาฬิกาที่จะเผยทุกอย่างให้เห็นในแวบแรก เพราะ Blast รุ่นนี้เลือกที่จะซ่อนกลไก Skeleton Calibre UN-371 ไว้ภายใต้หน้าปัด Frosted Sapphire ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในคอลเลกชัน Blast มาก่อน ความน้อยแต่มากนี้ทำให้เรือนเวลานี้ดูสง่างามและมีเอกลักษณ์

และถ้าคุณมองตัวเรือนไทเทเนียมที่ถูกเคลือบด้วย Anthracite PVD คุณจะเห็นความนุ่มนวลในเส้นสายที่ถูกออกแบบมาอย่างปราณีต ตัวเรือนขนาด 42 มม. นี้ไม่ได้ทำให้รู้สึก “แข็ง” แบบนาฬิกาสปอร์ตทั่วไป แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนใส่ศิลปะไว้บนข้อมือ

สาย *Alcantara ที่ไม่เหมือนใคร อีกหนึ่งดีเทลที่น่าสนใจคือสาย Alcantara สีเทาที่เพิ่มความหรูหราแบบลึกลับ มีเท็กซ์เจอร์ที่สัมผัสแล้วชวนให้หลงใหล อย่างที่บอกไปว่าเรือนนี้เคลือบด้วย Anthracite PVD ก็เพื่อเสริมลุคของนาฬิกาให้ดูดุดันแต่ยังคงความมีเสน่ห์

*Alcantara คือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายหนังสังเคราะห์ แต่มีความนุ่มและสัมผัสที่เหมือนผ้า นอกจากนี้ Alcantara ยังมีคุณสมบัติที่ทำให้มันทนทานและดูแลรักษาง่าย ซึ่งมักจะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตเบาะรถยนต์, เฟอร์นิเจอร์, และในวงการแฟชั่น โดยเฉพาะในการทำสายของนาฬิกาและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะมันให้ความรู้สึกหรูหราและพรีเมียม มันมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้ไม่ลื่นไถลง่ายและดูแลรักษาง่าย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียรูปทรงหรือเกิดรอยขีดข่วนเหมือนกับหนังแท้ อีกทั้งยังมีความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว โดยที่ไม่สูญเสียความสวยงามไปง่าย ๆ นั่นเอง

นิยามใหม่ของ Blast นาฬิการุ่นนี้ไม่ได้แค่เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Blast แต่มันเหมือนเป็นการนิยามความหมายใหม่ให้กับซีรีส์นี้ จากนาฬิกาที่มักจะโชว์กลไกอย่างโดดเด่น กลายมาเป็นเรือนเวลาที่ให้ความสำคัญกับความลึกลับและการออกแบบที่สะท้อนแนวคิด “เรียบง่ายแต่น่าค้นหา”

ความพิเศษนี้ไม่ได้มาพร้อมกับการผลิตจำนวนมากมาย เพราะ Ulysse Nardin ผลิต Blast [Amoureuxpeintre] รุ่นนี้เพียงแค่ 29 เรือนทั่วโลก เท่านั้น หากคุณเป็นคนที่มองหานาฬิกาที่บอกเล่าความเป็นตัวคุณได้อย่างล้ำลึก เรือนเวลานี้คือคำตอบ ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่มันคือศิลปะที่บอกเล่าความรู้สึกผ่านดีไซน์

รายละเอียดทางเทคนิค

กลไก: Manual-winding Manufacture Skeleton Calibre UN-371 พร้อมพลังงานสำรอง 96 ชั่วโมง
ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบ Anthracite PVD / กันน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: Frosted Sapphire Skeleton
สาย: สาย Alcantara พร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมเคลือบ Anthracite PVD

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

TAG Heuer เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera รุ่นใหม่ สู่มิติใหม่ของความสปอร์ตหรู

TAG Heuer ตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์สปอร์ต พร้อมอัปเดต Carrera รุ่นใหม่ ดีไซน์ที่รวมฟังก์ชั่นล้ำสมัยและการสวมใส่ที่ลงตัว

ปี 2025 กับการกลับมาอีกครั้งในฐานะ Official Timekeeper ของ Formula 1 พร้อมเปิดตัวคอลเลกชัน Carrera รุ่นใหม่ที่ผสานความเร็วและสไตล์อย่างลงตัว

เป็นที่รู้กันดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ยังคงอยู่ในเส้นทางแห่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการเติมเต็มคอลเลกชัน Carrera ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และในปี 2025 ท่ามกลางการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ Official Timekeeper ของ Formula 1 แบรนด์ก็ยังไม่ลดความแรงลง

แบรนด์เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera รุ่นใหม่ต้อนรับการกลับสู่วงการแข่งรถครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสองคอลเลกชันไอคอนิกอย่าง Formula 1 และ Carrera ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น (บอกเลยว่าเล่นครั้งนี้ตั้งใจสุด ๆ)

TAG Heuer Expands The Carrera Collection Carrera รุ่นใหม่
นาฬิการุ่น Formula 1 Chronograph รุ่นใหม่มีจุดเด่นที่สะดุดตาด้วยสีน้ำเงิน เขียวมะนาว และแดง โดดเด่นด้วยตัวเรือนไททาเนียมแบบด้าน © Image: Revolution
TAG Heuer Expands The Carrera Collection TAG Heuer เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera
TAG Heuer Formula 1 Chronograph ที่มีเส้นสายสีน้ำเงิน © Image: Revolution
TAG Heuer Expands The Carrera Collection TAG Heuer เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera
© Image: Revolution

ที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ TAG Heuer Formula 1 Chronographs ตัวใหม่ล่าสุด ที่เรียกได้ว่านี่คือการประกาศศักดาแห่งความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตในอนาคต ด้วยตัวเรือนขนาด 44 มม. ที่ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 2 มาพร้อมตัวเลือกถึง 5 สี

โดยมีทั้งแบบตัวเรือนทรายขัดเงาหรือเคลือบ DLC สีดำ ดีไซน์อื่น ๆ ที่โดดเด่นยังรวมถึงขอบตัวเรือน Tachymeter อะลูมิเนียมเคลือบ DLC และลูกเล่นสีสันสดใสที่เติมเต็มให้ตัวนาฬิกาดูสะดุดตาในทุกมุมมอง

และต้องยอมรับว่าหนึ่งในเรือนเวลาที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้ TAG Heuer Formula 1 Chronograph x Oracle Red Bull Racing รุ่นพิเศษที่สะท้อนความร่วมมืออันยาวนานนับตั้งแต่ปี 2016 และถือเป็นการร่วมมือครั้งที่ 8 แล้ว

ซึ่งถ้าพูดถึงความพิเศษของรุ่นนี้คือการใช้โทนสีและดีเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทีมแข่งระดับตำนาน เช่น หน้าปัดสีน้ำเงินโอปาลีนลวดลายตารางหมากรุก พร้อมฝาหลังที่เข้ากันอย่างลงตัว แต่สิ่งที่เจ๋งกว่านั้น คือนาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมขอบตัวเรือนทาคีมิเตอร์ที่ทำจากวัสดุคาร์บอนฟอร์จ เสริมความล้ำสมัยที่ผสมผสานเทคโนโลยีแห่งโลกแห่งความเร็วเข้ากับศิลปะแห่งเรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

*คาร์บอนฟอร์จ (forged carbon) ซึ่งเป็นวัสดุขั้นสูงที่เกิดจากการนำเส้นใยคาร์บอน (carbon fiber) มาผสมกับเรซิน แล้วผ่านกระบวนการหล่อและบีบอัดด้วยความร้อนและแรงดันสูง เพื่อให้ได้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และมีน้ำหนักเบา พร้อมลวดลายเฉพาะตัวที่ดูหรูหราและล้ำสมัย

TAG Heuer Expands The Carrera Collection Carrera รุ่นใหม่
© Image: Revolution
TAG Heuer Expands The Carrera Collection TAG Heuer เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera

TAG Heuer Carrera Chronosprint x Porsche Rallye

จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่คอลเลกชัน Formula 1 เท่านั้นนะที่สะท้อนถึง DNA มอเตอร์สปอร์ตของ TAG Heuer แต่ครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานและประวัติศาสตร์อันน่าจดจำของ TAG Heuer จึงได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ Carrera Chronosprint x Porsche Rallye

โดยมีให้เลือกในรุ่นสแตนเลสสตีลที่ผลิตเพียง 911 เรือน และรุ่นทองคำ 18K ผลิตเพียง 11 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนมาพร้อมกล่องสีแดงเคลือบแลคเกอร์สุดหรู และไฮไลต์พิเศษคือ โมเดลรถ Porsche 911 “147” สเกล 1:43 ซึ่งเป็นตำนานที่เคยคว้าชัยในรายการ Monte Carlo Rally ปี 1965 มาแล้ว

TAG Heuer Expands The Carrera Collection Carrera รุ่นใหม่
TAG Heuer Expands The Carrera CollectionCarrera รุ่นใหม่

ทั้งสองเรือนมีหน้าปัดสีดำที่ประดับด้วยประกายระยิบระยับ เสริมด้วยรายละเอียดสีแดงที่สะท้อนถึงความสำเร็จในฐานะจ้าวแห่งความเร็ว ตัวเลขซีดจางและจุดเรืองแสงโดดเด่น ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาหน้าปัดแดชบอร์ดที่ Heuer เคยผลิตในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

ด้านหลังฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไก Calibre TH20-08 Automatic แบบเต็มรูปแบบ โดยโรเตอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากพวงมาลัยของ Porsche เป็นจุดเด่น กระจก Glassbox โดมช่วยเน้นการแสดงเวลาทั้ง 60 นาที พร้อมโลโก้ “PORSCHE” ที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกา ทำให้เรือนเวลานี้ดูมีเอกลักษณ์และสมบูรณ์แบบ

สองเรือนนี้ยังคงสืบทอดตำนานของการสปรินต์ที่ยิ่งใหญ่ของ Porsche 911 “147” ที่ทำ 0-100 กม./ชม. ในเวลาอันรวดเร็ว (สำหรับยุคนั้น) เพียง 9.1 วินาที ซึ่งนั่นทำให้กลไก TH20-80 ถูกออกแบบมาเพื่อจับเวลาช่วงแรก 15 วินาทีจากการนับ 60 วินาทีได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรงเสมือนคลิกเดียว

เส้นสีแดงที่ด้านขวาของหน้าปัดบ่งบอกถึงเวลา 9.1 วินาทีอย่างชัดเจน และเมื่อเกิน 15 วินาทีไปแล้ว เข็มจับเวลาจะช้าลงเพื่อจับช่วงเวลาที่เหลือจนกว่าจะครบ 1 นาที ความล้ำหน้าที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากความอัจฉริยะของ Carole Forestier-Kasapi ผู้อำนวยการฝ่ายกลไกของ TAG Heuer

TAG Heuer Expands The Carrera Collection Carrera รุ่นใหม่
TAG Heuer Carrera Chronosprint × Porsche Rallye ในทองคำเหลือง 18K ที่เห็นโดย Troy Barmore © Image: Revolution

ตั้งแต่เข้าร่วมงานกับ TAG Heuer เมื่อ 5 ปีก่อน Forestier-Kasapi ได้มุ่งเน้นพัฒนาเครื่องกลไกที่ใหม่ แข็งแกร่ง และแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งและความสามารถของ TAG Heuer ในวงการนาฬิกาหรู “กลยุทธ์ของเรา คือการทำให้แบรนด์มีคอลเลกชันเครื่องกลไกที่มีคุณภาพและความทนทานสูงขึ้น…

นี่คือเหตุผลที่เราตัดสินใจพัฒนาเครื่องกลไก Heuer 02 รุ่นใหม่อย่าง TH20 ด้วยระบบอัตโนมัติที่มีคุณภาพสูงกว่าและทนทานกว่าเดิม” Forestier-Kasapi ได้เคยกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์กับ Revolution เมื่อไม่นานมานี้

และวันนี้ด้วยการเปิดตัว Chronosprint รุ่นใหม่ 2 รุ่น TAG Heuer ยิ่งแสดงให้เห็นถึง Passion (แพชชั่น) ในโลกของมอเตอร์สปอร์ต โดยผสานทั้งฟังก์ชันและมรดกของแบรนด์เข้าไปในหัวใจของทุกเรือนเวลาอย่างตั้งใจ

TAG Heuer Carrera Chronograph กับหน้าปัดม่วงควัน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าแบรนด์นั้นยังคงเดินหน้าสานต่อความนิยมของดีไซน์ Glassbox อย่างสวยงาม ด้วยการเพิ่ม Carrera Chronograph ใหม่สองเรือนในคอลเลกชันนี้ หน้าปัดสีม่วงสะท้อนแสง Sunray ที่เปลี่ยนสีไปเป็นดำสนิทบริเวณขอบวงนาฬิกา 60 นาที ทำให้ดูมีมิติและลึกลับ

เมื่อมองผ่านฝาหลังจะเห็นการทำงานอันยอดเยี่ยมของกลไก Caliber TG20-00 automatic column wheel chronograph movement ที่ถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ขนาด 39 มม. สร้างความลงตัวระหว่างความคลาสสิกและสัดส่วนที่ทันสมัยอย่างลงตัว

TAG Heuer เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera รุ่นใหม่
รูปลักษณ์สีม่วงที่คล้ายคลึงกันเข้ามาแทนที่รุ่น Tourbillon © Image: Revolution
TAG Heuer เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera
ระบบไขลานอัตโนมัติ Caliber TH20-09 ช่วยให้นาฬิกาโครโนกราฟทูร์บิญงสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 65 ชั่วโมง © Image: Revolution

การเพิ่มหน้าปัดสีม่วงโดดเด่นนี้เข้าไปในคอลเลกชันที่กลายเป็นตำนานในทันที ถือเป็นการอัปเดตที่ยอดเยี่ยม แต่แน่นอนว่า TAG Heuer ยังคงมีเซอร์ไพรส์มากกว่านั้นให้เราเห็น โดยนอกจากรุ่นผลิตปกติแล้ว

ยังมีรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่มาพร้อมกับทูร์บิยองสุดตระการตาที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ด้วยขนาด 42 มม. ตัวเรือนดูสมส่วนกับความซับซ้อนของทูร์บิยองที่ตั้งโชว์อย่างลงตัว เสริมด้วยหลักชั่วโมงที่ขัดเงาด้วยเพชรที่ล้อมรอบหน้าปัดสีม่วงมืดได้อย่างพอดี TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon และจะผลิตเพียงแค่ 200 เรือนเท่านั้น

แต่เพื่อไม่ให้โลกเข้าใจผิดว่า TAG Heuer ใจจดใจจ่ออยู่กับแค่เรื่องมอเตอร์สปอร์ตจนเกินไป คอลเลกชัน Carrera Chronograph ก็ยังได้เพิ่มชิ้นใหม่ ๆ ที่มาในลุคหรูหราและมีประกายระยิบระยับ มาพร้อมหน้าปัดให้เลือกทั้งสีชมพูพาสเทลอ่อนละมุน หรือสีน้ำเงินเมทัลลิกเข้มที่ตกแต่งด้วยลายแปรงวงกลมทั้งสองเรือน ประดับด้วยเพชรขาว 72 เม็ดรอบกรอบหน้าปัดอย่างงดงาม

พร้อมทั้งบอกเวลาทุกชั่วโมง (ยกเว้นตำแหน่ง 6 นาฬิกาที่เป็นช่องแสดงวันที่) เรือนเวลาทั้งสองมีสายหนังลูกวัว (calf-skin) สีเดียวกับตัวเรือน และฝาปิดสเตนเลสที่ได้รับการขัดเงาอย่างละเอียด

พบกับความเรียบหรูที่ลงตัวสำหรับทุกวัน TAG Heuer Carrera Date

เติมเต็มความหรูหราและสปอร์ตในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ด้วย Carrera Date รุ่นใหม่ในเฉดสีพาสเทล มาในขนาด 36 มม. ตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมหน้าปัดพาสเทลที่เลือกได้ทั้งสีม่วงอ่อนที่ผ่านการขัดแบบซันเรย์ หรือสีชมพูพาวเดอร์อ่อน ๆ เข้ากับเข็มนาฬิกาผิวโรเดียมและโลโก้ TAG Heuer ที่ลงตัว

พร้อมด้วยเพชร 11 เม็ดที่ประดับอยู่บนดัชนีโรเดียมที่มีการติดตั้งอย่างประณีต เครื่องยนต์ Calibre 7 อัตโนมัติที่ตกแต่งอย่างประณีตสามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบ exhibition caseback

การอัพเดทดีไซน์จากปี 2023 ยังคงโดดเด่นกับตัวเรือนขนาด 36 มม. ที่มีความหนาเพียง 10.26 มม. ทำให้สวมใส่สบายอย่างไร้กังวล โดยเฉพาะการปรับปรุงที่ข้อมือกับสาย Carrera H ที่มีความเงางามและดีไซน์เรียวสวย ทำให้ทั้งการสวมใส่และการจับคู่ลุคต่างๆ เป็นเรื่องง่ายและสามารถปรับใช้ได้หลากหลาย

รุ่น TAG Heuer Carrera Date
  • กลไก: Calibre 7 ระบบอัตโนมัติ ขึ้นลานอัตโนมัติด้วยพลังงานสำรอง 56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที / วินาทีกลาง / วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. (หนา 10.26 มม.) / สแตนเลสสตีล / กันน้ำที่ 50 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดลายซิ้งค์สีลาเวนเดอร์หรือสีพาวเดอร์พิงค์แบบซันเรย์ / ดัชนีเคลือบโรเดียมประดับเพชร
  • สาย: สายข้อมือสแตนเลสสตีลรูปตัว H ขัดลายพร้อมตัวล็อกพับ
สำหรับ TAG Heuer Carrera Chronosprint × Porsche Rallye
  • กลไก: Calibre TH20-08 แบบขึ้นลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก Chronosprint โครโนกราฟ วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. (หนา 14.9 มม.) สแตนเลสสตีลหรือทองคำ 18K 3N สีเหลือง กันน้ำได้ลึกถึง 100 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีดำมันวาว
  • สาย: สายสแตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อคพับ สายหนังลูกวัวสีดำเจาะรูเสริม สายหนังลูกวัวสีดำเจาะรูพร้อมหัวเข็มขัดทองคำสีเหลือง สายหนังลูกวัวสีเทาอ่อนเจาะรูเสริม
  • จำนวนที่ผลิต: จำกัดเพียง 911 เรือน (สแตนเลส) และ 11 เรือน (yellow gold)

ถัดมาเป็น TAG Heuer Carrera Chronograph

  • กลไก: Caliber TH20-00 แบบไขลานอัตโนมัติ / พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที / วินาทีเล็ก / โครโนกราฟ / วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. (หนา 13.86 มม.) / สแตนเลสสตีล / กันน้ำลึกถึง 100 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีม่วงอ่อนผิวซันเรย์
  • สาย: หนังลูกวัวสีดำเจาะรูพร้อมขอบสีม่วงที่ขาโลหะพับ
  • จำนวนที่ผลิต: จำกัดเพียง 200 เรือน

ต่อด้วย TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon

  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Caliber TH20-09 พร้อมสำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที / วินาทีย่อย / โครโนกราฟ / ทูร์บียอง
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. (หนา 14.33 มม.) / สเตนเลสสตีล / กันน้ำที่ระดับ 100 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีม่วงรมควัน เคลือบแสงแบบซันเรย์
  • สาย: สายหนังลูกวัวเจาะรูสีดำ เคลือบขอบสีม่วง พร้อมตัวล็อคพับสเตนเลส
  • จำนวนที่ผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 200 เรือน

ตามมาด้วย Formula 1 Chronograph × Oracle Red Bull Racing

  • กลไก: Caliber 16 แบบไขลานอัตโนมัติ; สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที / วินาทีเล็ก / โครโนกราฟ / วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. (หนา 14.1 มม.) / ไทเทเนียมเกรด-2 แบบทรายขัด / กันน้ำลึกถึง 200 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัด Blue Opaline Checkered พร้อมลวดลายเคลือบสีที่โดดเด่น
  • สาย: สายยางสีน้ำเงินพร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลส

และรุ่น TAG Heuer Formula 1 Chronograph

  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 16 สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก โครโนกราฟ วันที่
  • ตัวเรือน: 44 มม. (หนา 14.1 มม.) ไททาเนียม DLC เกรด 2 สีดำหรือไททาเนียม DLC เกรด 2 พ่นทราย ทนน้ำได้ 200 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดโอพาลินสีดำพร้อมรายละเอียดเคลือบแล็กเกอร์สี (สีเขียวมะนาว/น้ำเงิน/แดง)
  • สาย: สายยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุดเหล็ก

รวมไปถึง Carrera Chronograph Precious

  • กลไก:ไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ TH20-00 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน:ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก โครโนกราฟ วันที่
  • ตัวเรือน: 39 มม. (หนา 13.86 มม.) สแตนเลสสตีล ทนน้ำได้ 100 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีชมพูอ่อนหรือสีน้ำเงินแบบขัดเงา ขอบและเครื่องหมายบอกชั่วโมงประดับเพชร
  • สาย: สายหนังวัวสีชมพูอ่อนมุกหรือหนังจระเข้สีน้ำเงิน ตัวล็อคแบบพับเหล็ก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Preserving Time in Style

0

จากนาฬิกาที่หยุดเดิน สู่การค้นพบการดูแลเรือนเวลาในแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน

เรื่องมันเริ่มจากนาฬิกาเรือนเก่งที่เคยใส่ติดข้อมือทุกวัน ตอนนั้นมันเป็นเหมือนตัวแทนความภูมิใจของตัวเอง ไม่ว่าจะทำงาน ออกไปข้างนอก หรือแม้แต่วันพักผ่อน เรียกได้ว่าแทบไม่เคยถอดเลย แต่แล้วก็มีช่วงที่ถอดเก็บไว้ในลิ้นชักด้วยเหตุผลที่จำไม่ได้แล้วว่าอะไร อาจเพราะอยากลองเปลี่ยนไปใส่เรือนอื่นบ้าง หรือไม่ก็แค่ลืมไปว่าเคยชอบมันมากแค่ไหน

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ก็คิดถึง เลยหยิบมันออกมาดู และทันทีที่เห็น…ใจหล่นวูบเลย ทำไมนาฬิกาหยุดเดินไปแล้ว ตอนนั้นยอมรับว่าเสียดายมาก คิดว่ามันอาจจะเสียหรือพังไปเลยก็ได้ แต่พอค้นข้อมูลดูก็ถึงบางอ้อ นาฬิกาออโตเมติกมันไม่ได้เดินตลอดเวลานี่นา มันต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของเราเป็นพลังงาน ถ้าเราไม่ใส่หลายวัน (ซึ่งจริง ๆ แค่ 2-3 วันก็หยุดแล้ว) มันก็จะดับ

จากตอนแรกที่ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดจากอะไร แค่คิดว่าเสียดายและเสียใจที่ไม่ได้ดูแลมันดี ๆ ความเข้าใจนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจเรื่องการดูแลนาฬิกามากขึ้น เริ่มตั้งแต่เรื่องกลไกที่ซับซ้อน ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน และสิ่งที่เราเองไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือ “กล่องหมุนนาฬิกา”

พูดตามตรง เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นแค่ไหน แต่พอได้ลองหาข้อมูลจนมาเจอแบรนด์ WOLF 1834 ถึงได้เข้าใจจริง ๆ ว่าของแบบนี้มีผลกับนาฬิกามากกว่าที่คิด WOLF ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตกล่องธรรมดา ๆ แต่ทุกชิ้นเต็มไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทั้งดีไซน์ที่หรูหรา วัสดุคุณภาพสูง และเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันการสึกหรอของกลไก

Preserving Time in Style

จากเรื่องเล็ก ๆ แบบนั้นทำให้เราเริ่มเข้าสู่โลกของการดูแลนาฬิกา ทั้งเรื่องกลไก การบำรุงรักษา และหนึ่งในนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “กล่องหมุนนาฬิกา” อย่างที่เล่าไปตอนแรกว่าไม่เข้าใจว่ามันสำคัญยังไง จนได้เจอแบรนด์นี้ที่เปลี่ยนมุมมองไปเลยจริง ๆ

ระหว่างที่กำลังค้นหาข้อมูลแบรนด์ WOLF 1834 ซึ่งชื่อฟังดูคลาสสิกและเก่าแก่มาก พอลองมานั่งศึกษาประวัติอย่างจริงจังถึงได้รู้ว่าแบรนด์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1834 โดย Philipp Wolf I ชาวเยอรมัน ผู้ที่เชื่อว่า “ของสำคัญควรได้รับการดูแลที่คู่ควร” เขาเริ่มต้นจากการทำกล่องเครื่องประดับที่ไม่ใช่แค่เก็บของ แต่ช่วยรักษาคุณค่าไปพร้อมกัน

Preserving Time in Style

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา WOLF ได้พัฒนาจากการเป็นผู้ผลิตกล่องเครื่องประดับธรรมดา สู่การเป็นผู้นำด้านกล่องหมุนนาฬิกาที่ผสานงานศิลปะ ดีไซน์อันประณีต และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้ระบบคำนวณรอบหมุนอย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันการสึกหรอของกลไกนาฬิกา ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง เช่น หนังแท้และไม้เกรดพรีเมียม พร้อมดีไซน์ที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าทิศทางและจำนวนรอบหมุนได้ตามความต้องการของนาฬิกาแต่ละรุ่น และด้วยความสวยงามที่โดดเด่น มากไปกว่านั้นยังเป็นของตกแต่งบ้านสุดหรูได้อย่างลงตัว

ใครจะไปคิดว่าจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างนาฬิกาหยุดเดิน จะนำพามาสู่การเรียนรู้วิธีดูแลสิ่งสำคัญในชีวิตได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้นาฬิกาเดินต่อไปนะ แต่ยังทำให้มองเห็นคุณค่าของการดูแลทุกอย่างที่เรารัก อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะสุดท้ายแล้ว…การดูแลเวลา ก็เหมือนการดูแลตัวเราเอง ให้ทุกอย่างที่มีคุณค่าอยู่กับเราไปได้นานที่สุด

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Louis Vuitton Unveils The Tambour Convergence

ศิลปะชั้นสูงจากการผสมผสานกลไก ตัวเรือน และงานฝีมืออันเลอค่าของ Louis Vuitton

โดย Cheryl Chia

Tambour เป็นนาฬิการุ่นที่ Louis Vuitton เป็นตัวแทนความหลากหลายของการออกแบบและฟังก์ชันนาฬิกาชั้นสูงมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก ทั้งความซับซ้อนที่งดงามหรือดีไซน์ที่แปลกใหม่ จนกระทั่งในปี 2023 Tambour ได้ปรับเปลี่ยนสู่รูปลักษณ์ใหม่ในฐานะนาฬิกาสปอร์ตพร้อมสายแบบบูรณาการ (Integrated Strap) ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในทุก ๆ วัน และล่าสุด Louis Vuitton ได้นำเสนออีกก้าวของวิวัฒนาการ Tambour ด้วยการตีความที่ผสมผสานความงามแบบคลาสสิกอย่างแท้จริง ภายใต้ชื่อ Tambour Convergence ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวใหม่ที่หรูหราและล้ำลึกกว่าที่เคย

Louis Vuitton Tambour Convergence
Louis Vuitton Tambour Convergence ในสีโรสโกลด์
Louis Vuitton Tambour Convergence
Louis Vuitton Tambour Convergence ตัวเรือนแพลตตินัมประดับเพชร 795 เม็ด

นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวพร้อมกับ Tambour Taiko Spin Time คอลเลกชันใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก montres à guichet หรือ “นาฬิกาที่มีหน้าต่างแสดงเวลา” ซึ่งเป็นที่นิยมในยุค Art Deco ชื่อ “Convergence” สื่อถึงการผสานความเชี่ยวชาญระดับสูงของ Louis Vuitton ไว้อย่างครบครัน ทั้งในด้านการออกแบบกลไกจาก La Fabrique du Temps การผลิตตัวเรือนจาก La Fabrique des Boîtiers และงานฝีมืออันวิจิตรจาก La Fabrique des Arts ที่สำคัญที่สุด Tambour Convergence มาพร้อมกลไกอัตโนมัติแบบโรเตอร์เต็มตัว (Full-Rotor Automatic Movement) ที่พัฒนาขึ้นภายในองค์กรทั้งหมด

สองตัวเลือกที่หรูหรา
Tambour Convergence มีให้เลือกสองเวอร์ชัน ได้แก่ ตัวเรือนทองคำโรสโกลด์ และแพลทินัมซึ่งประดับเพชรถึง 795 เม็ด ตัวเรือนผลิตโดยโรงงานแห่งใหม่ของ Louis Vuitton ในเจนีวา มีขนาด 37 มม. ความหนา 8 มม. พร้อมรูปทรงที่พัฒนาให้กระชับรับกับข้อมือ

ตัวเรือนประกอบสามส่วนหลัก โดยส่วนขาของสายนาฬิกา (Lugs) ที่ถูกออกแบบให้แยกชิ้นและเชื่อมติดอย่างประณีต ทำให้การเปลี่ยนสายและการสวมใส่นั้นสะดวกสบาย พร้อมตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเม็ดมะยมที่ออกแบบให้สอดรับกับตัวเรือน อีกทั้งยังสานต่อประเพณีของนาฬิกาแบบ guichet ซึ่งเป็นหมวดหมู่นาฬิกาที่ปิดหน้าปัด และแสดงเวลาเฉพาะในช่องเปิด นาฬิกาแบบนี้ได้รับความนิยมในยุค Art Deco ด้วยการแสดงเวลาผ่านดิจิทัล เช่น ระบบ Jumping Hour และ Wandering Hour

Louis Vuitton Tambour Convergence

รายละเอียดที่ประณีต

แม้ว่านาฬิกาดิจิทัลแบบดั้งเดิมมักเน้นความเรียบง่ายในดีไซน์และฟังก์ชัน แต่ Tambour Convergence ได้ยกระดับการออกแบบด้วยการใช้พื้นที่ตัวเรือนอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อแสดงความประณีตในงานขัดแต่งพื้นผิวอย่างหรูหรา ตัวเรือนด้านข้างถูกตกแต่งด้วยลวดลายแบบ ซาตินขัดเงา (Satin-Brushed Finish) ที่ให้ความเรียบหรู ในขณะที่พื้นผิวด้านบนของ ขาสายนาฬิกา (Lugs) ถูกขัดเงาอย่างพิถีพิถันด้วยมือ และบริเวณด้านข้างขาสายได้รับการออกแบบให้มีลวดลายแบบ micro-sandblasted ที่ช่วยเพิ่มมิติและรายละเอียดอย่างโดดเด่น เป็นการผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นและงานฝีมือขั้นสูงที่สมบูรณ์แบบ

Louis Vuitton Tambour Convergence

ในรุ่นแพลทินัม หน้าปัดถูกประดับด้วยเพชร 795 เม็ด ผ่านเทคนิค Snow-Setting ซึ่งใช้เพชรขนาดต่างกันแบบสุ่มเพื่อสร้างลวดลายที่พลิ้วไหวราวกับเกล็ดหิมะ เทคนิคนี้ต้องใช้เวลาและความชำนาญสูง โดยแต่ละหน้าปัดต้องใช้เวลา 32 ชั่วโมงในการประดับ

ช่องแสดงเวลาได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแดดที่ลอดผ่านขอบเมฆทองและลวดลายอาราบิกในบ้านของครอบครัว Louis Vuitton ที่ Asnières เข็มแสดงชั่วโมงและนาทีปรากฏบนแผ่นหมุนสองแผ่น โดยมีเครื่องหมายเป็นรูปเพชร แผ่นหมุนผลิตจากทองเหลืองและตกแต่งด้วยการชุบกัลวานิกในรุ่นโรสโกลด์ และชุบโรเดียมในรุ่นแพลทินัม

Louis Vuitton Tambour Convergence

กลไกแห่งความงดงาม
กลไกอัตโนมัติแบบโรเตอร์เต็มตัว Caliber LFT MA01.01 ถูกพัฒนาโดย La Fabrique du Temps ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ใช้โรเตอร์ทองคำ 18 กะรัต และสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง กลไกนี้โดดเด่นด้วยการออกแบบที่สง่างามและงานขัดแต่งในทุกรายละเอียด

Tambour Convergence เป็นอีกขั้นของ Louis Vuitton ในการสร้างนิยามใหม่ให้กับนาฬิกาหรูที่คลาสสิก เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความงดงามในทุกองค์ประกอบ

ข้อมูลทางเทคนิค: Louis Vuitton Tambour Convergence

  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber LFT MA01.01 สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีแบบลาก (Dragging Hours and Minutes)
  • ตัวเรือน: ทองคำโรสโกลด์หรือแพลทินัม (ประดับเพชร 795 เม็ด) ขนาด 37 มม. (ความหนา 8 มม.) กันน้ำได้ 30 เมตร
  • สาย: หนังวัวสีน้ำตาลคาเมล (โรสโกลด์) หรือสีน้ำเงิน (แพลทินัม)

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Gérald Genta Unveils Gentissima Oursin with Fiery Opals

0

สัมผัสความงดงามของกลไกที่ผสมผสานศิลปะและความพิถีพิถัน สร้างสรรค์โดยปรมาจารย์แห่งการทำนาฬิกา

Written by Katherine Arteche | Jan 22, 2025

หากพูดถึงเรื่องราวของ Gentissima Oursin คงต้องเริ่มต้นจากโชคชะตาที่พา Gérald Genta ไปพบแรงบันดาลใจบนชายฝั่งคอร์ซิกาในปี 1994 จุดเริ่มต้นนี้มาจากความงดงามและเอกลักษณ์ของ sea urchin หรือเม่นทะเล ที่มีรูปลักษณ์กลมมนและมีหนามแหลมรอบตัว ซึ่งสะกดสายตา Genta และได้จุดประกายความคิดสร้างสรรค์จนกลายมาเป็นหนึ่งในผลงานที่สะท้อนตัวตนของเขาได้ชัดเจนที่สุด

อีกสามทศวรรษต่อมา Maison Gérald Genta ได้นำดีไซน์อันเป็นที่รักนี้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในปี 2024 ด้วยการเปิดตัวสามผลงานสุดพิเศษที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Genta อย่างมีเอกลักษณ์ โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมตัวเรือนทรงโค้งมนขนาด 36.5 มม. ที่ผลิตจากไทเทเนียม ประดับเม็ดบีดส์จำนวน 223 ชิ้นซึ่งจัดวางอย่างพิถีพิถัน รุ่นแรกมาในลุคดุดันด้วยเคสเคลือบ DLC สีดำตัดกับหมุดเยลโลว์โกลด์ รุ่นที่สองเติมความอ่อนหวานด้วยหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีชมพูและเพชรล้อม และรุ่นสุดท้ายในโทนสี Anthracite สุดหรูที่ตัดด้วยเม็ดบีดส์สีไวท์โกลด์ได้อย่างลงตัว

*beads ในที่นี้หมายถึงเม็ดกลมเล็ก ๆ ที่ใช้ในการตกแต่งตัวเรือนนาฬิกา โดย “precisely placed” สื่อถึงการจัดวางเม็ดบีดส์เหล่านี้อย่างแม่นยำและละเอียดอ่อน เพื่อเพิ่มความสวยงามและความประณีตให้กับดีไซน์โดยรวมของนาฬิกา
Gérald Genta Unveils Gentissima Oursin with Fiery Opals
Gérald Genta Unveils Gentissima Oursin with Fiery Opals

ในคอลเลกชันครั้งที่ 4 นี้ Gentissima Oursin Fire Opal คือนาฬิกาที่เราสามารถเรียกได้ว่าเป็นผลงานที่เปล่งประกายสุด ๆ ตัวเรือนทองคำ 3N ขนาด 36 มม. มาพร้อมกับพื้นผิวที่ผ่านการขัดอย่างพิถีพิถัน สร้างความตัดกันอย่างลงตัวกับจุดเด่นที่สุดของนาฬิกา อัญมณี 137 เม็ด ที่ถูกติดตั้งอย่างระมัดระวังทุกเม็ดด้วยหมุดเยลโลว์โกลด์

ในเรื่องของสีสันได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มนำเอาอัญมณีที่มีความโดดเด่นมาใช้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นจังหวะที่ดีในการสร้างความเข้าใจในแง่มุมทางธรณีวิทยา กับความหมายทางแร่ธาตุ ท้ายที่สุดแล้วการผสมผสานระหว่างการทำเครื่องประดับชั้นสูงและการผลิตนาฬิการะดับโลกในปัจจุบันนั้นได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่น่าสนใจมากกว่าการนำแนวคิดเดิม ๆ ที่เน้นแค่การย่อขนาดและเพิ่มสีสันตามกระแส

Gérald Genta Unveils Gentissima Oursin with Fiery Opals
Fire Opal ที่เกิดขึ้นจากน้ำที่ขังอยู่ในลาวาที่เย็นตัวลง มีลักษณะเด่นคือสีเหลือง ส้ม และแดง
Gérald Genta Unveils Gentissima Oursin with Fiery Opals

ในกรณีของ Fire Opal ที่ใช้ในนาฬิกา Oursin แร่ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นจากการหลอมรวมภายใต้ภูเขาไฟในเม็กซิโก น้ำที่ติดอยู่ในลาวาร้อนช่วยสร้างสีสันที่มีเอกลักษณ์ในโทนสีเหลือง ส้ม และแดง Evelyne Genta ภรรยาของเจอรัลด์ เจนต้า ได้กล่าวถึงว่า สามีของเธอมักจะศึกษาหินและแร่จากแหล่งต่าง ๆ ด้วยความหลงใหลในปฏิกิริยาระหว่างหินกับแสง “Oursin เป็นหนึ่งในไม่กี่ผลงานที่ Gérald ภูมิใจที่สุด เขาเกือบจะไม่อยากขายมันเลยด้วยซ้ำ และผลิตออกมาแค่ไม่กี่เรือนสำหรับเพื่อนและลูกค้าคนพิเศษเท่านั้น”

คอลเลกชันทั้งหมดนี้ถือกำเนิดจากห้องทดลองการออกแบบที่ล้ำสมัยของแบรนด์ Gentissima โดยที่หน้าปัดสีส้มของคอร์เนเลียนสร้างความลงตัวกับสีสันอันอบอุ่นของ Fire Opal ในขณะที่อิทธิพลการออกแบบทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Genta ก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างละเอียดในคริสตัลและดีไซน์ตัวเรือน Matthieu Hegi ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Gérald Genta ได้เผยถึงวิสัยทัศน์ว่า “เราผลักดันขอบเขตของแนวคิดสร้างสรรค์ Gentissima Oursin เพื่อสร้างผลงานที่บรรจุด้วยอัญมณีหายาก ซึ่งสะท้อนถึงความหลงใหลในสีสันธรรมชาติ และความงามที่มาจากหินอันสวยงามทั้งหลาย”

*หน้าปัดคอร์เนเลียน (Cornelian dial) คือหน้าปัดนาฬิกาที่ทำจากหินคอร์เนเลียน (Carnelian) ซึ่งเป็นหินชนิดหนึ่งที่มีสีส้มแดงถึงน้ำตาลอมแดง โดยมักใช้ในงานเครื่องประดับหรือของตกแต่ง เนื่องจากความมันวาวและสีที่อบอุ่น สร้างความโดดเด่นให้กับนาฬิกาได้อย่างดี

Gérald Genta Unveils Gentissima Oursin with Fiery Opals
หน้าปัดคอร์เนเลียนสีส้มของนาฬิกาดูเข้ากันได้อย่างลงตัวกับโทนสีอบอุ่นของ Fire Opal รวมไปถึงอิทธิพลรูปแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Genta บนตัวเรือน

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก GG-005 Zenith Elite ออกแบบพิเศษโดยช่างผู้ชำนาญจาก La Fabrique du Temps อย่าง Michel Navas และ Enrico Barbasini ที่สร้างสรรค์ความล้ำค่าในทุกการเคลื่อนไหว

ข้อมูลทางเทคนิค: gérald genta Gentissima Oursin Fire Opal

  • กลไก: GG-005 Zenith Elite แบบไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: 36.5 มม. (หนา 9.64 มม.) เยลโลว์โกลด์ 3N พร้อมอัญมณี Fire Opal 137 เม็ด / กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: คาร์เนเลียนสีส้ม (Cornelian dial)
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Hublot’s 2025 Collection: The Big Bang Reimagined

0

Big Bang Collection 2025 มาพร้อมวัสดุสุดล้ำ และสีสันที่โดดเด่น

WORD Felix Scholz

พูดถึงปี 2025 กำลังจะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของ Hublot เพราะหัวใจสำคัญของแบรนด์อย่าง Big Bang กำลังครบรอบ 20 ปี แม้ว่าเราจะคาดหวังถึงการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ (ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นที่งาน Watches & Wonders ในเจนีวา) แต่คอลเลกชันที่เปิดตัวในงาน LVMH Watch Week ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Hublot ยังคงยืนหยัดในความโดดเด่นของแบรนด์อย่างแท้จริง ทั้งในด้านสีสันสุดแปลกตา วัสดุเทคนิคสุดล้ำ และปรัชญาการออกแบบที่คงเอกลักษณ์มาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์

Hublot ได้ร่วมมือกับศิลปินชื่อดังหลายคน เช่น Daniel Arsham และ Takashi Murakami เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นงานศิลปะระดับพิพิธภัณฑ์ นาฬิการุ่นพิเศษเหล่านี้มีการออกแบบที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการของนักสะสม

ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ อาจเปลี่ยนทิศทางตามกระแสและเทรนด์ใหม่ ๆ แต่ Hublot กลับยังคงมุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเองกับ Big Bang นาฬิกาที่ถือกำเนิดจากยุคพลังงานแห่งความกล้าอย่างแท้จริง อาจมีช่วงเวลาที่ทีมผู้บริหารของ Hublot คิดอยากจะมีดีไซน์คลาสสิกให้กลับมาสร้างใหม่อยู่บ้าง (เหมือนกับแบรนด์อื่น ๆ) แต่การที่แบรนด์เลือกจะเป็นตัวเองก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดในระยะยาว

นอกจากนาฬิกาที่เคยถูกมองว่าแปลกใหม่และนอกกรอบของซีรีส์ Big Bang กลายเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของวงการนาฬิกายุคใหม่ และการคงเอกลักษณ์ของมันได้สร้างคุณค่าอันล้ำค่าให้กับโลกของการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างแท้จริง

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
กลไกที่มองเห็นได้ผ่านหน้าปัดที่ได้รับการตกแต่งด้วยโทนสีดำซึ่งให้ความแตกต่างมากขึ้นกับเคส SAXEM และเข้ากันกับเม็ดมะยม
Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
นาฬิกา Big Bang Tourbillon Automatic บรรจุอยู่ในเคสใสสีเขียวมรกตเข้ม

รุ่นใหม่นี้เป็นการต่อยอดจาก Unico Green Saxem ขนาด 42 มม. ที่เปิดตัวไปในปี 2024 ด้วยตัวเรือนสีเขียวมรกตที่เป็นเอกลักษณ์แบบเดียวกัน แต่ครั้งนี้เพิ่มความซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วยกลไก MHUB6035 calibre ซึ่งเป็น micro-rotor movement แบบเปิดเผยกลไก โดดเด่นด้วย Tourbillon ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมดีเทลที่ใช้สีดำทั้งหมด ตัดกับตัวเรือนขนาด 44 มม. ได้อย่างลงตัว

และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ ว่านาฬิการุ่นนี้จะไม่ได้ผลิตออกมามากมาย เพราะถูกจำกัดไว้เพียง 18 เรือนเท่านั้น และถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ซับซ้อนที่สุดทั้งในด้านเทคนิคและกลไกจาก Hublot ที่จะทำให้เหล่าคนรักเรือนเวลาต้องหลงใหลในรายละเอียดอันประณีต

Hublot Big Bang Meca-10 กับนิยามใหม่ที่เล็กลงแต่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

ย้อนกลับไปในปี 2016 เมื่อเกือบสิบปีก่อน Hublot ได้เปิดตัว Big Bang Meca-10 ซึ่งถือเป็นการตีความใหม่ที่ถูกยกย่องว่าเป็นที่สุดของนาฬิการุ่น Big Bang ระบบไขลานแบบ manual โดยการนำดีไซน์หน้าปัดแบบ Skeleton Dial มาใช้ร่วมกับกรอบนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์

กลายเป็นอีกหนึ่งงานศิลปะชิ้นเอกของอุตสาหกรรมนาฬิกาเลยก็ว่าได้ ซึ่งในรุ่นล่าสุดของ Hublot ได้ยกระดับดีไซน์ให้โฉบเฉี่ยวและลงตัวมากขึ้น พร้อมปรับขนาดให้เล็กลงเพื่อตอบโจทย์ผู้หลงใหลในนาฬิกาที่ผสมผสานความสวยงามและฟังก์ชั่นได้อย่างไร้ที่ติ

* Skeleton Dial คือรูปแบบการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาที่เปิดให้เห็นชิ้นส่วนของกลไกด้านใน ซึ่งมักจะถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ทำให้นาฬิกามีความสวยงามและดึงดูดสายตา หน้าปัดแบบนี้ช่วยเพิ่มความล้ำสมัยและความหรูหราให้กับนาฬิกา เพราะนอกจากการแสดงเวลาแล้ว ยังโชว์ความประณีตของการทำงานของกลไกด้านในอีกด้วย

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
กลุ่มผลิตภัณฑ์ Meca-10 ประกอบไปด้วยเคสแบบ King Gold, ไททาเนียม หรือคาร์บอนเคลือบด้านสีดำ

โดดเด่นที่สุดคือ ตัวเรือนขนาด 42 มม. และ กลไก HUB1205 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเวอร์ชันดั้งเดิมในปี 2016 ที่เพิ่มความซับซ้อนทั้งในแง่ของดีไซน์และการตกแต่ง โครงสร้างประกอบด้วยสะพานกลไกสามเส้นเรียงตัวในแนวตรง พร้อมตกแต่งด้วยการขัดแบบซาตินที่เข้ากันกับวัสดุตัวเรือนอย่างลงตัว

การออกแบบที่มีเอกลักษณ์นี้ยังคงรักษาระยะเวลาการเก็บพลังงานไว้ได้นานถึง 10 วัน ด้วยสปริงหลักคู่โดยมีระบบ Twin Mainsprings เป็นตัวช่วย นอกจากนี้ ยังมีหน้าปัดแสดงวินาทีที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาที่อยู่เหนือชุดบาลานซ์วีลที่เปิดโชว์เต็ม ๆ

ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว Meca-10 เวอร์ชันนี้ยังคงมอบความตื่นตาตื่นใจเหมือนกับรุ่นต้นฉบับ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในศาสตร์ของกลไก แต่ความลงตัวในภาพรวมนั้นดูเนี้ยบขึ้น ด้วยดีไซน์รูปกากบาทและสัดส่วนที่กระชับขึ้น ทำให้การออกแบบทุกองค์ประกอบเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในพื้นที่ที่เล็กลง

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
Manual-winding HUB1205 Manufacture caliber

ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าจับตามองที่สุดในตระกูล Big Bang ของ Hublot มาโดยตลอด ด้วยแนวคิดกลไกสุดเรียบง่ายแต่โดดเด่นอย่างการใส่ mainspring ขนาดยักษ์ลงในระบบไขลานแบบ manual พร้อมดีไซน์ที่ดูล้ำและเท่แบบไม่มีใครเหมือน ซึ่งรุ่นแรกก็สร้างมาตรฐานไว้สูงมาก

และในปี 2025 นี้แบรนด์ได้หยิบแนวคิดเดิมมาปรับปรุงใหม่ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น โดยยังคงยึดมั่นในพันธกิจหลัก นั่นก็คือ การสร้างนาฬิกาที่โชว์ความเท่ของกลไก open-worked แบบจัดเต็ม พร้อมพลังงานสำรองสุดอลังการ โดยไม่ต้องเพิ่มฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนจนเกินความจำเป็น และจุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือนาฬิการุ่นใหม่นี้มาพร้อมขนาด 42 มม. ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

มาพร้อมกับตัวเรือนเซรามิกใน 3 เฉดสีใหม่

นอกจากการเปิดตัวกลไกใหม่ล่าสุดอย่าง Meca-10 calibre และขนาดตัวเรือนที่ปรับให้ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้นแล้ว คอลเลกชันใหม่ของแบรนด์ในปี 2024 ยังเพิ่มสีสันสุดจี๊ดให้กับรุ่นยอดนิยมทรง tonneau-shaped อย่าง Spirit of Big Bang พร้อมตอบโจทย์แฟน ๆ ที่รักในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
Hublot Spirit of Big Bang

จากการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อกว่า 10 ปีก่อน นาฬิกาในคอลเลกชัน Spirit of Big Bang ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ในคอลเลกชันของแบรนด์ โดยการผสมผสานเอกลักษณ์ของ Big Bang เข้ากับดีไซน์ทรง Tonneau ที่โอบกระชับข้อมือ กลายเป็นการสร้างความดึงดูดทั้งบนข้อมือและจากมุมมองภายนอก

วัสดุและเทคโนโลยีล้ำสมัย

ไม่แปลกใจเลยที่เห็นการพลิกโฉมใหม่ของรุ่น Big Bang ที่มาในดีไซน์โค้งมนมากขึ้น โดยนำเทคนิคเดียวกันกับรุ่นทรงกลมมาใช้ อย่างเช่น การใช้เซรามิกสีสันสดใส ทำให้นาฬิกา Spirit of Big Bang ขนาด 42 มม.

รุ่นใหม่จึงมีให้เลือกถึง 3 สีเซรามิกสุดทันสมัย ได้แก่ เขียวเข้ม / ฟ้าอ่อน / และสีเบจ / ทุกเรือนเป็นรุ่นโครโนกราฟที่มาพร้อมหน้าปัดแบบเปิดให้เห็นกลไกภายใน และมีการผสมผสานการขัดเงาแบบไมโคร-บลาสต์ (*Micro-blasted aesthetics) ที่ให้ความรู้สึกเบาสบายและเหมาะกับทุกเพศ

*Micro-blasted aesthetics” หมายถึง การขัดพื้นผิววัสดุโดยใช้กระแสลมที่มีอนุภาคละเอียด (มักจะเป็นผงหรือทราย) พัดไปกระทบวัสดุเพื่อให้เกิดพื้นผิวที่มีความด้านและเป็นลายละเอียด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความลึกและพื้นผิวที่มีมิติให้กับวัสดุหรือชิ้นงานนั้น ๆ เป็นลักษณะการขัดที่ทำให้ส่วนของตัวเรือนหรือชิ้นส่วนมีความด้านและไม่สะท้อนแสงเหมือนการขัดเงา แต่ยังคงให้ความรู้สึกที่ดูหรูหราและมีสไตล์

ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการทำเซรามิก ซึ่งเมื่อจับคู่กับสายและการเน้นสีบนหน้าปัด ก็ทำให้ได้แพ็คเกจที่ดึงดูดสายตา ทั้งสามรุ่นใหม่ของ Spirit of Big Bang นี้มีจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนต่อสี แต่ไม่ต้องห่วง เรามั่นใจว่าในอนาคตจะได้เห็นความสวยงามของเซรามิกบน Spirit of Big Bang มากขึ้นอย่างแน่นอน

Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake

มาพูดถึงความงามที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Spirit แต่ถูกนำมาปรับดีไซน์ใหม่อย่างมีเสน่ห์ โดยเปิดตัวก่อนงาน LVMH Watch Week เล็กน้อย แต่ก็ยังถือเป็นการเปิดตัวที่สดใหม่ไม่แพ้กันกับเจ้า Spirit of Big Bang Year of the Snake นาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีนักษัตรงูในปฏิทินจีน และแน่นอนว่ามีการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 88 เรือนเท่านั้น

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือขอบตัวเรือนและสายที่ประดับลายเกล็ดงูระยิบระยับ ที่สำคัญกว่านั้นคือ งูทองคำที่ถูกออกแบบอย่างประณีต ซึ่งมีส่วนหัวอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และลำตัวที่ประดุจความพริ้วไหวพันรอบหน้าปัดและ Subdial (*ซับดิสเพลย์) ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนาฬิกาเรือนนี้ด้วยดีไซน์สุดพิเศษที่เต็มไปด้วยคอนทราสต์ที่แปลกใหม่

*ซับดิสเพลย์ (Subdial) คือหน้าปัดย่อยที่อยู่ภายในหน้าปัดหลักของนาฬิกา มักใช้สำหรับแสดงข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ตัวบอกเวลาภายในที่เล็กกว่าปกติ หรือฟังก์ชันพิเศษอื่น ๆ เช่น การจับเวลา (chronograph) วันที่ หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ไม่สามารถแสดงบนหน้าปัดหลักได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นวงกลมเล็ก ๆ หรือหน้าจอเล็ก ๆ ภายในหน้าปัดใหญ่ของนาฬิกา

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
Hublot Spirit of Big Bang Year Of The Snake

ในทางดาราศาสตร์จีน งูถือเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา เสน่ห์ และการเปลี่ยนแปลง และนาฬิกา Hublot เรือนนี้ก็เป็นการเฉลิมฉลองที่สมบูรณ์แบบของความหมายเหล่านั้น นอกจากนี้ยังต้องบอกว่า แม้ว่าสัญลักษณ์ของสัตว์ตัวนี้อาจจะไม่คุ้นเคยสำหรับทุกคน แต่นี่คือ Hublot ที่เท่สุด ๆ เต็มไปด้วยพลังร็อกสตาร์และจิตวิญญาณที่กบฏ ซึ่งคือสิ่งที่นิยามความเป็น Hublot ในการสร้างสรรค์นาฬิกาอย่างต่อเนื่องมาเป็นหลายทศวรรษ

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined
Hublot Spirit of Big Bang Year Of The Snake

ข้อมูลทางเทคนิค
Hublot Spirit of Big Bang Year of The Snake
กลไก: HUB4700 โครโนกราฟแบบไขลานอัตโนมัติ / พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที / วินาทีเล็ก / วันที่ / โครโนกราฟ
ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. (หนา 14.1 มม.) / เซรามิกสีดำ / กันน้ำได้ถึง 100 ม.
หน้าปัด: ซัฟไฟร์ฝังตัวงูปิดทอง
สาย: ยางสีดำที่มีลวดลายหนังงู / ตัวล็อกเซรามิกและไทเทเนียมสีดำ
การวางจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัด 88 เรือน

Hublot's 2025 Collection: The Big Bang Reimagined

ข้อมูลทางเทคนิค: Hublot Big Bang Tourbillon Automatic Green Saxem
กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ MHUB6035 Manufacture Tourbillon / สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที / ทัวร์บิยอง
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. (หนา 14.4 มม.) / พื้นผิวขัดสีเขียว SAXEM / กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: ซัฟไฟร์สีดำรมควัน
สาย: สายยางสีดำลายเคลือบพร้อมหัวเข็มขัดเซรามิกและไทเทเนียม / สายยางโปร่งสีเขียวพร้อมที่รัดข้อมือและหัวเข็มขัดเซรามิก
การวางจำหน่าย: ผลิตเพียง 18 เรือน

ข้อมูลทางเทคนิค: Hublot Big Bang Meca-10 10-Day Power Reserve
กลไก: Manual-winding HUB1205 Manufacture / พลังงานสำรอง 10 วัน
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง / นาที / วินาที / พลังงานสำรอง
ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. (หนา 13.9 มม.) / King Gold / ไทเทเนียม หรือ คาร์บอนเคลือบด้านสีดำ / กันน้ำได้ถึง 100 เมตร
หน้าปัด: Skeletonized
สาย: สายยางสีดำพร้อมตัวล็อคที่ตรงกับตัวเรือน / สายผ้าดำพร้อมตัวล็อคแบบเวลโคร (Carbon Black)

ข้อมูลทางเทคนิค
Hublot Spirit of Big Bang
กลไก: ระบบ Self-winding HUB4700 chronograph พร้อมพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: บอกเวลา ชั่วโมงและนาที / เข็มวินาทีเล็ก / วันที่ และจับเวลา Chronograph
ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. (ความหนา 14.1 มม.) ผลิตจากเซรามิกสีเขียวเข้ม ฟ้าอ่อน หรือเบจ กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร
หน้าปัด: Sapphire โปร่งใส
สาย: สายยางแบบโครงสร้าง มีให้เลือกสีดำ / เขียวเข้ม / ฟ้าอ่อน หรือเบจ พร้อมตัวล็อกเซรามิกสีเดียวกับตัวเรือน
ความพิเศษ: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนเท่านั้น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ส่องครบ นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025 ที่สายเรือนไม่ควรพลาด

0

สัมผัสนวัตกรรมกับนาฬิกาใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก 9 แบรนด์ชั้นนำในงาน LVMH Watch Week 2025

Written by Katherine Arteche

ตั้งแต่การเปิดตัวงานแสดงนาฬิการายการนี้ไปเมื่อปี 2020 ที่ดูไบ ด้วยแบรนด์ผู้บุกเบิกทั้ง 4 ได้แก่ Bvlgari, Hublot, TAG Heuer และ Zenith งาน LVMH Watch Week ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีสำคัญในวงการนาฬิกาหรูระดับโลก การเติบโตของงานนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

โดยจาก 4 แบรนด์แรกเริ่ม ถูกเพิ่มเป็น 6 แบรนด์ในปี 2024 จากการเข้าร่วมของ Daniel Roth และ gérald genta ซึ่งช่วยเสริมทัพให้กับความพิเศษของงานได้มาก และงานในปีนี้ยังสร้างความตื่นตาด้วยการต้อนรับอีก 3 แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Louis Vuitton, Tiffany & Co. และ L’Epée 1839 รวมเป็น 9 แบรนด์ที่มาร่วมสร้างปรากฏการณ์แห่งความหรูหราในครั้งนี้

กิจกรรมที่ควรเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับวงการนาฬิกาในอเมริกานั่นก็คือ งาน LVMH Watch Week 2025 ที่ตอนแรกวางแผนจะจัดขึ้นในลอสแอนเจลิสมีอันต้องเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เนื่องจากเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย ทั้งที่เมืองลอสแอนเจลิสถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานในปีนี้เพื่อยกย่องบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักสะสมและผู้หลงใหลนาฬิกาในอเมริกา

และจะเป็นครั้งแรกที่งานแสดงนาฬิการะดับโลกเลือกชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นสถานที่จัดงาน ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคนี้ในตลาดโลก เราขอส่งกำลังใจให้กับเพื่อน ๆ ชาวฝั่งตะวันตก และร่วมยืนหยัดเคียงข้างทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม LVMH Watch Week 2025 ก็ยังคงเดินหน้าต่อด้วยเวทีใหม่ที่น่าจับตามอง หรือจะเรียกว่ามี 2 เวทีก็ว่าได้ จากเดิมที่กำหนดไว้ในลอสแอนเจลิส ก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 งานต่างช่วงเวลากัน โดยนิวยอร์กได้เป็นสถานที่แรกในการจัดงานในสัปดาห์นี้

ก่อนที่บทต่อไปจะเปิดฉากในปารีส ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ แต่ความเจิดจรัสของนาฬิการุ่นใหม่ ๆ จากกลุ่ม LVMH ก็ยังคงเปล่งประกายอย่างเต็มที่ และนี่คือไฮไลต์ของนาฬิกาที่น่าตื่นเต้นที่สุดจากงานในปีนี้

Bvlgari Serpenti Seduttori Automatic และ Serpenti Tubogas Automatic

Bvlgari เปิดตัวนาฬิกาจากคอลเลกชั่น Serpenti Tubogas และ Serpenti Seduttori ที่มาพร้อมกับ Cal. BVS 100 Lady Solotempo ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติแบบบอกเวลา Time-Only คาลิเบอร์แรกของแบรนด์ที่ออกแบบมาสำหรับคอลเลกชั่นนาฬิกาผู้หญิง

จุดเด่นของกลไกคาลิเบอร์นี้คือ โรเตอร์ที่สลักตกแต่งลายเกล็ดงูอย่างประณีต ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านกระจกใสของฝาหลัง ความก้าวล้ำนี้ปรากฏอยู่ในรุ่น Serpenti Tubogas ที่มีให้เลือกทั้งแบบสายขดรอบเดียวหรือ 2 รอบ ร่วมด้วย Serpenti Seduttori อีก 7 รุ่นที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Bvlgari Serpenti Tubogas
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Bvlgari Serpenti Seduttori

ในบรรดาเรือนเวลาจากคอลเลกชั่น Serpenti Seduttori นั้น มีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเรือนเยลโลวโกลด์หรือโรสโกลด์ที่มาพร้อมขอบตัวเรือนประดับเพชร และรุ่นเรือน 2 สีที่เป็นการผสานวัสดุสตีลและโรสโกลด์เข้าด้วยกัน หรือรุ่นเรือนสเตนเลสสตีลที่มากับหน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีดำหรือหน้าปัดผิวโอปอลีนสีขาว

และสำหรับความหรูหราอย่างไร้ที่ติ ก็มีรุ่นที่ประดับเพชรเต็มพื้นที่บนตัวเรือนไวท์หรือเยลโลวโกลด์ ด้วยจำนวนเพชรถึง 875 เม็ด ครอบคลุมตั้งแต่หน้าปัด ตัวเรือน ไปจนถึงสาย โดยเม็ดมะยมสำหรับเรือนเยลโลวโกลด์ถูกประดับด้วยคาโบชองที่เป็นพิงค์รูเบลไลท์ ขณะที่เรือนไวท์โกลด์ใช้เป็นบลูแซพไฟร์

Daniel Roth: Extra Plat Souscription

การกลับมาของ Daniel Roth เดินหน้าต่อด้วยการเปิดตัวรุ่น Extra Plat Souscription ผลงานชิ้นใหม่ที่สืบต่อความสำเร็จจากรุ่น Tourbillon ในปี 2023 นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน

ในตัวเรือนเยลโลวโกลด์ เพื่อเป็นเกียรติแก่นาฬิกาเรือนบางเฉียบระดับ Ultra-thin รุ่น C107 และ C167 ที่โด่งดังในช่วงต้นทศวรรษ 1990s ตัวเรือนขนาด 38.6 × 35.5 มม. ของรุ่นนี้โดดเด่นด้วยลักษณะของขาตัวเรือนที่ออกแบบขึ้นอย่างประณีต และการใช้กลไกไขลานเครื่องใหม่ Cal.DR002 ซึ่งมีความบางเพียง 3.1 มม. แต่ให้พลังงานสำรองได้ถึง 65 ชั่วโมง

หน้าปัดสะท้อนถึงงานฝีมือสุดประณีตแบบดั้งเดิมด้วยการทำกิโยเชลายฮ็อบเนลด้วยเครื่องมือที่บังคับด้วยมือ บนพื้นผิวของหน้าปัดทองรวมไปถึงแนววงแหวน โดยสร้างสรรค์ขึ้นแบบอินเฮาส์ภายในโรงงาน La Fabrique du Temps 

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025

gérald genta Gentissima Oursin Fire Opal

การกลับมาครั้งที่สี่ของ Gentissima Oursin มาพร้อมตัวเรือนเยลโลวโกลด์ 3N ขนาด 36 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบ Glass-Blasted Finish ที่งดงามสะดุดตา โดยประดับด้วยไฟร์โอปอลจำนวน 137 เม็ดที่ยึดด้วยหมุดเยลโลวโกลด์

โอปอลเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟในเม็กซิโก ให้ประกายระยิบระยับในโทนอุ่นของสีส้ม เหลือง และแดง ผสมผสานกับหน้าปัดคอร์นีเลียนสีส้มอย่างลงตัว โดยการออกแบบยังคงแฝงกลิ่นอายซิกเนเจอร์ของ Genta ด้วยลักษณะ 8 เหลี่ยมที่เหลี่ยมกระจกหน้าปัดคริสตัล นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก GG-005 Zenith Elite ซึ่งมีโรเตอร์เป็นเยลโลวโกลด์ที่สร้างขึ้นสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025

Hublot: Big Bang Tourbillon Automatic Green Saxem, Big Bang Meca-10, Spirit of Big Bang Chronograph, Spirit of Big Bang Year of the Snake

สุดยอดนวัตกรรม Green Saxem ของ Hublot ถูกนำมาใช้กับรุ่น Big Bang Tourbillon Automatic โดยมากับบล็อกแซฟไฟร์สีเขียวขนาด 44 มม. ที่เป็นวัสดุ SAXEM (Sapphire Aluminium Oxide และ Rare Earth Mineral)

นาฬิการุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 18 เรือนเท่านั้น โดยติดตั้งมากับกลไก MHUB6035 ที่มาพร้อมกับโรเตอร์ขนาดเล็กและมีทูร์บิญองแบบ 60 วินาทีอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ส่วนรายละเอียดทั้งหมดถูกทำเป็นสีดำเพื่อให้ตัดกับความสดใสของแซฟไฟร์สีเขียว

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Hublot Big Bang Tourbillon Automatic Green Saxem
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Hublot Big Bang Meca-10

Big Bang Meca-10 ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมใช้กลไก HUB1205 ในตัวเรือนซึ่งมีขนาดกะทัดรัดขึ้นที่ 42 มม. กลไกที่ปรับปรุงใหม่นี้มี Bridge แนวเส้นตรงที่ถูกขัดลายซาตินเข้ากับวัสดุตัวเรือน และยังคงมีพลังสำรองนาน 10 วันจาก Twin Mainsprings ซึ่งรวมถึงตัวแสดงพลังงานสำรองแบบขับเคลื่อนด้วยแร็คด้วย สำหรับการแสดงวินาทีจะอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาเหนือ Balance Wheel ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

ส่วนคอลเลกชั่น Spirit of Big Bang ถูกเสริมทัพด้วยนาฬิกาโครโนกราฟตัวเรือนเซรามิกขนาด 42 มม. 3 รุ่นใหม่ที่มากับสี เขียวเข้ม สีฟ้าสกายบลู และสีเบจ โดยแต่ละรุ่นใช้หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กด์และถูกตกแต่งแบบผสมผสานระหว่างการขัดเงาและการแต่งผิวแบบไมโครบลาสต์ ผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนต่อสี

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Hublot Spirit of Big Bang ceramic
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Hublot Spirit of Big Bang Year Of The Snake

ปิดท้ายด้วยรุ่น Spirit of Big Bang Year of the Snake (ที่เผยโฉมก่อน LVMH Watch Week) ที่ผลิตแบบจำนวนจำกัดแค่ 88 เรือน นาฬิการุ่นนี้มีลวดลายคล้ายเกล็ดงูบนขอบตัวเรือนและสาย และมีชิ้นงูทองคำที่เลื้อยอยู่บนหน้าปัด โดยมีหัวอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา การออกแบบนาฬิการุ่นนี้เป็นการให้เกียรติแก่ความหมายของสัญลักษณ์งูในจักรราศีจีน อันได้แก่ ปัญญา เสน่ห์ และการเปลี่ยนแปลง

Louis Vuitton: Tambour Taiko Spin Time, Tambour Convergence

ในการเปิดตัวครั้งแรกของ Louis Vuitton รุ่นใหม่ที่ LVMH Watch Week ปีนี้ คอลเลกชั่น Tambour ได้นำเสนอรุ่นใหม่ในซีรีส์ Spin Time ซึ่งมากับการแสดงชั่วโมงด้วยตัวเลขดิจิตอลแบบใหม่ เริ่มจากคอลเลกชั่น Tambour Taiko Spin Time ซึ่งมีการออกแบบตัวเรือนใหม่และใช้กลไกอัตโนมัติ อินเฮาส์ เครื่องใหม่ที่ติดตั้งโมดูล Spin Time เข้าไป

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Louis Vuitton Tambour Taiko Spin Time กับหน้าปัด ฮอว์กส อาย
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Louis Vuitton Taiko Spin Time Air Antipode

รุ่นพื้นฐานของคอลเลกชั่นก็คือ Tambour Taiko Spin Time ขนาด 39.5 มม. ที่มี 2 รูปแบบให้เลือก คือ รุ่นมาตรฐานที่มีหน้าปัดลายซันเบิร์สต์ และรุ่นประดับเพชรซึ่งใช้หน้าปัดที่ทำจาก ฮอว์กส อาย ทั้งสองใช้กลไกเครื่องใหม่ LFT ST13.01 ที่มอบพลังงานสำรองให้ 45 ชั่วโมง

ส่วนรุ่นที่อยู่เหนือขึ้นไปอย่าง Spin Time Air ขนาด 42.5 มม. จะใช้การแสดงค่าแบบลูกบาสก์ลอยตัวอยู่ท่ามกลางแนววงโปร่งใส โดยเวอร์ชั่นที่ประดับเพชรนั้นมีความโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยจำนวนเพชรมากกว่า 1,000 เม็ดประดับทั่วพื้นผิว

นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมรุ่น Spin Time Air Antipode ที่เพิ่มฟังก์ชั่น World Time แสดงเวลาทั่วโลกเข้ามา ซึ่งจะแสดงค่าของ 24 เขตเวลาพร้อมกันด้วยการหมุนลูกบาศก์ พร้อมการแสดงกลางวัน/กลางคืน และมีภาพแผนที่โลกอยู่ตรงกลางของหน้าปัด

จุดสูงสุดของคอลเลกชั่นนี้ก็คือ Spin Time Air Flying Tourbillon ซึ่งผสานการแสดงค่าแบบลูกบาศก์ลอยตัวเข้ากับ Tourbillon แบบ Flying ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางของนาฬิกา พร้อมความโดดเด่นในดีไซน์ของกรงที่สร้างเป็นลักษณะของดอกไม้โมโนแกรม อันเป็นสัญลักษณ์ของ Louis Vuitton

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Louis Vuitton Taiko Spin Time Air Flying Tourbillon
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Louis Vuitton Tambour Convergence in rose gold

นอกจากนี้ Louis Vuitton ยังได้เปิดตัว Tambour Convergence ที่สะท้อนแง่มุมแบบคลาสสิกอย่างงดงามบนนาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ นาฬิการุ่นนี้ใช้ตัวเรือนขนาด 37 มม. โดยมีทางเลือกเป็นวัสดุโรสโกลด์ หรือแพลทินัมประดับเพชร

ภายในตัวเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกเครื่องใหม่ Cal.LFT MA01.01 จุดเด่นของนาฬิการุ่นนี้คือ การแสดงค่าด้วยตัวเลขดิจิตอลจากรูปแบบที่มีแรงบันดาลใจมาจากดีไซน์สไตล์ อาร์ตเดโค โดยแสดงค่าด้วยการเคลื่อนของจานชั่วโมงและจานนาทีผ่านช่องหน้าต่างที่มีดีไซน์สง่างาม

TAG Heuer: Carrera Chronosprint × Porsche Rallye
Formula 1 44mm Chronographs
Carrera Chronograph and Tourbillon with Smoky Purple Dials
Carrera Chronograph Glassbox Precious
Carrera Date 36mm Pastels

Carrera Chronosprint x Porsche Rallye เปิดตัวด้วย 2 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 911 เรือนสำหรับตัวเรือนสตีล และ 11 เรือนสำหรับตัวเรือนทอง 18K ทั้ง 2 รุ่นโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำพร้อมรายละเอียดที่งดงาม และนวัตกรรมกลไก TH20-08 ที่ออกแบบมาเพื่อให้จับเวลาอย่างแม่นยำได้ที่ 9.1 วินาที เพื่อรำลึกถึงรถ Porsche 911 หมายเลข “147” ที่เข้าแข่งขัน Monte Carlo Rally ในปี 1965

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
TAG Heuer Carrera Chronosprint × Porsche Rallye
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon with smoky purple dial

สำหรับตระกูล Carrera Chronograph นั้นเพิ่มความหลากหลายด้วยรุ่นขนาด 39 มม. ที่มาพร้อมหน้าปัดแบบไล่เฉดสีม่วงไปสู่สีดำบนพื้นผิวลายซันเรย์ โดยใช้กลไก TG20-00 และรุ่นทูร์บิญองขนาด 42 มม. ที่ผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 200 เรือน

ในส่วนของคอลเลกชั่น Formula 1 นั้น เป็นการเปิดตัวรุ่นใหม่ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 44 มม. 5 สีใหม่ ซึ่งมากับผิวพ่นทรายหรือเคลือบผิวด้วยเทคนิค DLC โดยไฮไลต์อยู่ที่รุ่น Formula 1 Chronograph x Oracle Red Bull Racing Edition ซึ่งมีหน้าปัดสีน้ำเงินผิวโอปอลีนเป็นลายตารางและมีวงขอบตัวเรือนเป็นฟอร์จด์ คาร์บอน พร้อมสเกลทาคีมิเตอร์

นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
TAG Heuer Formula 1 Chronographs ในตัวเรือน 44 มม.
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
TAG Heuer Carrera Chronograph Glassbox Precious ที่มากับสีพาวเดอร์พิงค์
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Carrera Date หน้าปัดสีไลแลก

นาฬิกา Carrera Chronograph ประดับเพชร 2 รุ่นนี้มากับหน้าปัดสีพาวเดอร์พิงค์ หรือสีเมทัลลิกบลู โดยมีเพชร 72 เม็ดประดับอยู่บนวงขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง ส่วนคอลเลกชั่น Carrera Date ก็เสริมทัพด้วยรุ่นขนาด 36 มม. 2 รุ่นที่มากับหน้าปัดสีพาสเทล (สีไลแลกหรือสีพาวเดอร์พิงค์) พร้อมหลักชั่วโมงประดับเพชร และใช้กลไกอัตโนมัติ Calibre 7 โดยมากับดีไซน์สายแบบ Carrera H ที่ได้รับการอัปเดตในปี 2023

Tiffany & Co: Jean Schlumberger by Tiffany Bird on a Rock
Twenty Four Stone
Eternity by Tiffany Wisteria
18K Gold Pocket Watch from the Archives

Tiffany & Co. นำเสนอผลงานที่ยอดเยี่ยมในงาน LVMH Watch Week 2025 ด้วยเรือนเวลาอันระยิบระยับ ซึ่งผสมผสานมรดก นวัตกรรม และศิลปะเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รุ่น Bird on a Rock Full Pavé Diamond Watch สะดุดตาด้วยเพชรบริลเลียนท์คัตทรงกลมจำนวน 1,362 เม็ด บนตัวเรือนขนาด 36 มม. และสายที่ทำจากไวท์โกลด์

ส่วนความสนุกสนานถูกเพิ่มด้วยรังนกที่ประดับอความารีนทรงบาแก็ตต์คัต 30 เม็ด ซึ่งฝังด้วยเทคนิคแบบไร้รอยต่อ ในขณะที่รุ่น Bird on a Rock Tsavorite Watch มาพร้อมขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยซาโวไรต์สีเขียวทรงบาแก็ตต์ 36 เม็ด เป็นแนวขอบหน้าปัดและมีชิ้นงานรูปนกประดับเพชรอย่างงดงาม ทั้งยังมีเพชรฝังแบบสโนว์เซ็ตบนหน้าปัดและตัวเรือน และมาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีเขียว

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Tiffany & Co. Bird on a Rock Tsavorite Watch
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Jean Schlumberger for Tiffany & Co. Twenty Four Stone Watch

ดีไซน์ระดับไอคอนิก Sixteen Stone ของ Jean Schlumberger ได้ถูกแต่งโฉมมาอย่างโดดเด่นบนนาฬิกา Twenty Four Stone ในตัวเรือนไวท์โกลด์ที่ประดับด้วยเพชรกว่า 700 เม็ด น้ำหนักรวม 6.5 กะรัต ที่ฝังอยู่ในลวดลายแบบการปักครอสติช ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรากฐานด้านสิ่งทอของ Schlumberger โดยมีวงแหวนที่ประดับด้วยเพชร 24 เม็ด และชิ้นขีดไขว้ที่ทำจากเยลโลวโกลด์ เพิ่มการเคลื่อนไหวและมิติอันล้ำลึกให้กับดีไซน์

ส่วนนาฬิกา Eternity Wisteria Watch นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากโคมไฟ Tiffany อันเลื่องชื่อ โดยใช้การลงอีนาเมลด้วยเทคนิคปลิกาฌูร์เป็นโทนสีของทะเล โฟมทะเล และสีน้ำทะเล การทำอีนาเมลสีโปร่งแสงเช่นนี้ทำให้คล้ายกับกระจกสี ซึ่งทำให้แสงเล่นกับนาฬิกาได้อย่างสวยงามบนตัวเรือนขนาด 38 มม.

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Tiffany & Co. Eternity Wisteria Watch
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Tiffany & Co. Carat 128 Facet with yellow diamond

ด้วย Tiffany Diamond เพชรระดับตำนาน ซึ่งเป็นเพชรสีเหลืองน้ำหนัก 128.54 กะรัต เป็นแรงบันดาลใจให้กับนาฬิกา Carat 128 Facet ตัวเรือนทรงคิวชันขนาด 30 มม. รุ่นนี้ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบเรือนไวท์โกลด์ประดับเพชรขาวพร้อมสายสี Tiffany Blue และแบบเรือนเยลโลวโกลด์ประดับเพชรสีเหลืองสวมคู่กับสายหนังวัวสีดำ โดยรุ่นเยลโลวโกลด์จะใช้ฝาหลังที่ถูกสลักด้วยเลข “727” ซึ่งเป็นเลขที่ของร้านระดับแฟล็กชิปของ Tiffany

คอลเลกชั่นนี้ยังมีนาฬิกา Carat 128 Aquamarine High Jewelry Watch ที่สร้างขึ้นอย่างพิเศษด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 27 มม. โดยหน้าปัดทำจากอความารีนขนาด 34.52 กะรัตเพียงชิ้นเดียวที่ถูกตัดให้เหมือนกับเพชร Tiffany คู่มากับสายแบบ 5 เส้นที่ประดับด้วยเพชร 913 เม็ด ที่รวมกันแล้วมีน้ำหนักมากกว่า 29 กะรัต

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Tiffany & Co. Carat 128 Aquamarine High Jewelry Watch
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
นาฬิกาพกตัวเรือนเยลโลวโกลด์ 18K จากคลังของ Tiffany & Co.

สถาบันเครื่องประดับชั้นนำจากอเมริกาแบรนด์นี้ยังได้จัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ซึ่งรวมถึงนาฬิกาพกจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือไททานิค นาฬิกาเยลโลวโกลด์ 18K เรือนนี้ถูกขายโดย Tiffany & Co. ในปี 1912 โดยเป็นของขวัญที่มอบให้แก่กัปตัน Arthur Rostron แห่งเรือ R.M.S. Carpathia เพื่อเป็นการยกย่องบทบาทสำคัญของเรือของเขาในการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเรือ White Star Line ที่ประสบชะตากรรมในครั้งนั้น

Zenith: Chronomaster Sport Rainbow, Defy Skyline Chronograph Skeleton

Zenith นำเสนอความเชี่ยวชาญในด้านโครโนกราฟด้วยนวัตกรรมที่น่าทึ่ง 2 รุ่น นั่นคือ Defy Skyline Chronograph Skeleton และ Chronomaster Sport Rainbow โดย Defy Skyline Chronograph Skeleton ซึ่งมีผู้คนรอคอยมานานได้ถูกเพิ่มเข้ามาในคอลเล็กชั่นนาฬิกาสปอร์ตสไตล์อินทีเกรเตดของ Zenith แล้ว โดยมากับรายละเอียดสีน้ำเงินหรือสีเทาเข้มสำหรับหน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กด์ที่เปิดให้เห็นกลไกที่อยู่ภายใน

LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Defy Skyline Chronograph Skeleton
LVMH Watch Week: Full List of 2025 Novelties นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025
Chronomaster Sport Rainbow

ในขณะที่ Chronomaster Sport Rainbow นำเสนอความโดดเด่นและสีสันสดใสให้กับนาฬิกาโครโนกราฟสไตล์สปอร์ตคอลเลกชั่นยอดนิยมของ Zenith โดยบนวงขอบตัวเรือนถูกประดับด้วยแซพไฟร์ทรงบาแก็ตต์คัทแบบไล่เฉดสี สลับกับเพชร 10 เม็ด แทนที่จะเป็น 12 เม็ด เพื่อให้เข้ากับหลักชั่วโมง

มาพร้อมกับการปรับโฉมที่โดดเด่นด้วยสีสันสดใส บนขอบตัวเรือนมีการใช้แซฟไฟร์ที่ตัดเป็นรูปแบเก็ตเรียงลำดับเฉดสี สลับด้วยเพชร 10 เม็ดแทนที่จะเป็น 12 เม็ดตามตำแหน่งของหลักชั่วโมงแบบปกติ 

L’Epée 1839: Watch Box

เพื่อสรุปทุกสิ่งอย่างที่ถูกเปิดตัวในงาน LVMH Watch Week การออกงานนี้เป็นครั้งแรกของ L’Epée 1839 จึงนำเสนอกล่องนาฬิกา Watch Box ซึ่งชื่อก็บอกถึงตัวมันเองอยู่แล้ว การหุ้มด้วยอะคริลิกใสของกล่อง ไม่ได้แค่ทำให้มองเห็นนาฬิกาข้อมือที่คุณชื่นชอบได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังบรรจุการทำงานด้วยจักรกลเพิ่มเข้ามาด้วย

นาฬิการุ่นใหม่จาก LVMH Watch Week 2025

เมื่อกดปุ่ม ระบบยกจักรกลจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาพร้อมกับฝาที่เปิดออก และเมื่อปิดกล่องกลไกที่อยู่ภายในก็จะย้อนการทำงานของตน และด้วยสไตล์อันแท้จริงของ L’Epée ทุกองค์ประกอบของกล่องนาฬิกานี้จึงถูกผลิตขึ้นแบบอินเฮาส์ทั้งหมด ตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการตกแต่งด้วยมือ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Chopard L.U.C รุ่นใหม่ พลิกโฉมตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง

Chopard L.U.C รุ่นใหม่กับดีไซน์ตัวเรือนเพรียวบางกว่าเดิม ที่หรูหราอย่างมีระดับ

Written by Celine Yap

เมื่องานฝีมือถูกผสานเข้ากับสไตล์อันประณีตในนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูง

มันไม่ใช่ความลับใด ๆ ที่ Chopard L.U.C ได้ถูกสนทนากันอย่างเงียบๆ ในหมู่ผู้ชื่นชอบนาฬิกาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่เราพูดคุยกันแบบเงียบ ๆ ก็เพราะนาฬิกาเหล่านี้เป็นตัวอย่างของความหรูหราที่สุขุมรอบคอบ และไม่ว่าจะเป็นกลไกบอกเวลาเพียงอย่างเดียวหรือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยิ่งใหญ่ นาฬิกา Chopard L.U.C ก็บอกเล่าเรื่องราวมากมายผ่านการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างอดีตอันยาวนานและปัจจุบันที่สดใส

The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case

นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้เป็นเครื่องบรรณาการแบบร่วมสมัยต่อเรื่องราวต้นกำเนิดของ Louis-Ulysse Chopard ซึ่งถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยการแสวงหาหนทางเพื่อบรรลุมาตรฐานสูงสุดของการทำนาฬิกาสวิส นี่คือวิสัยทัศน์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard ผู้มีรสนิยมเลอเลิศในด้านนาฬิกาชั้นสูงซึ่งดำรงอยู่ในนาฬิกา Chopard L.U.C ทุกรุ่น และนาฬิการุ่นใหม่ทั้งสามก็ไม่มีข้อยกเว้น

Chopard L.U.C Lunar One

รุ่น L.U.C Lunar One กลับมาอีกครั้งในปีนี้ โดยมาพร้อมกับการอัปเดตสุดเจ๋งที่จะทำให้เหล่านักสะสมหลงรักนาฬิการุ่นนี้มากยิ่งขึ้น ขอสรุปสั้น ๆ ก่อนพูดถึงความแปลกใหม่ว่า นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกด้วยตัวเรือนเยลโลวโกลด์ในปี 2005

โดยขับเคลื่อนด้วยกลไกที่มากับฟังก์ชั่น Perpetual Calendar ร่วมกับการแสดง Moon Phase Cal. 96.13 ซึ่งใช้พื้นฐานของกลไกอัตโนมัติขึ้นลานด้วย Micro-rotor โรเตอร์ขนาดเล็ก Cal.1.96 เป็นตัวตั้ง แล้วจึงนำมาสู่การแสดงวันที่ขนาดใหญ่ หน้าปัดบอกวันและเดือน ร่วมกับบอกกลางวัน-กลางคืน ปีอธิกสุรทิน และการแสดงข้างขึ้นข้างแรมของพระจันทร์ โดยลูกค้าสามารถเลือกให้แสดงกลุ่มดาวจากซีกโลกเหนือหรือซีกโลกใต้ได้ โดยให้ความแม่นยำได้ถึง 122 ปี

พอมาถึงปี 2012 ก็ออกเจเนอเรชั่นที่สองมาในตัวเรือนโรสโกลด์ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละของ Scheufele ในการสร้างความเป็นเลิศด้านนาฬิกา รุ่นปี 2012 จึงมาพร้อมกับการปรับปรุงใหม่หลายอย่าง เช่น การรับรองความเป็นเลิศด้วยตราเจนีวาซีล และใบรับรองความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC หลังจากนั้น Chopard ก็ได้ปรับปรุงรุ่นนี้เพิ่มเติมอีกในปี 2017 โดยสร้างสรรค์ความงามด้วยตัวเรือนแพลทินัมคู่หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มพร้อมการตกแต่งลายแบบซันเรย์

The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case

ปีใหม่นี้ คอลเลกชั่น L.U.C Lunar One ได้ออกนาฬิกา 2 รุ่นที่ทั้งสดและใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่งความคุ้นเคยในคราวเดียวกัน ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเรือนและหน้าปัดอย่างมีรสนิยม นาฬิกา 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับตัวเรือนแบบใหม่ที่ได้รับการอัปเดตตามรหัสการออกแบบล่าสุดของคอลเลกชั่น L.U.C

โดยปรับรูปทรงให้สง่างามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยขนาดตัวเรือน 40.5 มม. และความหนา 11.6 มม. ซึ่งเล็กกว่าเมื่อเทียบกับขนาด 43 มม. หนา 11.47 มม. ของรุ่นปี 2017 ที่มีฟังก์ชั่นบอกพระจันทร์เพียงดวงเดียว แต่สำหรับรุ่นใหม่นี้มีพระจันทร์มาให้ถึง 2 ดวง ใช่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น L.U.C Lunar One ที่มีพระจันทร์ 2 ดวง

The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
มาพร้อม Cal.96.13-L ซึ่งเป็นกลไก Perpetual Calendar ที่มีฟังก์ชั่นบอกข้างขึ้นข้างแรมด้วยพระจันทร์ 2 ดวง
The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
ใช้้โรเตอร์ขนาดเล็กทำจากทองเอธิคัล 22K ที่ตกแต่งลายแกะกิโยเช่เป็นลักษณะซันเรย์ด้วยมือ

ตัวเรือนดีไซน์ใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 โดยมีรูปร่างแบบ Bassiné ซึ่งฐานของตัวเรือนจะแคบกว่าวงขอบตัวเรือนที่เป็นรูปทรงโดม โดยวงขอบตัวเรือนนี้เป็นขัดผิวเงา ขณะที่ด้านข้างซึ่งเป็นการขัดลายซาตินในแนวดิ่ง และมีเม็ดมะยมแบบเซาะร่องฟลุ้ตที่มีแนวโค้งแต่คมคายซึ่งทำให้จับหมุนได้ง่าย

ส่วนเครื่องอินเฮาส์ที่ใช้ซึ่งเป็น Cal. 96.13-L นั้นเป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติด้วยโรเตอร์ทอง 22K ขนาดเล็กที่มากับการแกะลายกิโยเช่อย่างสวยงามซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังกรุกระจกแซฟไฟร์ นอกจากนี้ขาตัวเรือนยังถูกสร้างขึ้นทีละชิ้น ก่อนจะเชื่อมเข้ากับตัวเรือน

The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
เม็ดมะยมถูกออกแบบให้มีลักษณะโค้งและเป็นร่องฟลุ้ต ส่วนขาตัวเรือนเป็นการสร้างขึ้นมาแล้วจึงเชื่อมเข้ากับตัวเรือน

L.U.C Lunar One ปี 2025 นี้ เผยโฉมมาให้เลือกกัน 2 แบบ คือ แบบหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มร่วมกับตัวเรือนโรสโกลด์ และแบบหน้าปัดสีชมพูแซลมอนที่ใช้ตัวเรือนเป็นไวท์โกลด์ ทั้ง 2 แบบตกแต่งหน้าปัดเป็นลายกิโยเช่ด้วยมือให้มีรูปแบบเป็นลักษณะซันเบิร์สต์ที่แผ่รังสีออกจากวงหน้าต่างกลมสำหรับแสดง Moon Phase ซึ่งมีเข็มวินาทีอยู่ด้วย

ซึ่งเป็นอีกคุณลักษณะที่นำความน่าสนใจมาสู่นาฬิการุ่นนี้ อีกทั้งยังตกแต่งลายสเนลเป็นแนววงกลมบนวงริมของหน้าปัด และบนพื้นหน้าปัดย่อยแสดงปฏิทินด้วย ส่วนพื้นหน้าปัดย่อยชิ้นในที่เป็นมาตรบอกกลางวัน/กลางคืนยังตกแต่งด้วยลายกิโยเช่ด้วยมือถึง 2 แบบ คือ ลายที่แผ่รังสีดุจแสงอาทิตย์สำหรับส่วนเวลากลางวันและลายแนวนอนสำหรับส่วนเวลากลางคืน

นอกจากนี้ยังมากับระบบถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาที่ทำให้เปลี่ยนสายหนังจระเข้เป็นสายหนังวัวซึ่งมอบมาพร้อมกับตัวนาฬิกาได้อย่างง่ายดาย

Chopard L.U.C Flying T Twin Perpetual

ยังจำ L.U.C Flying T Twin ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ ที่มากับ Flying Tourbillon คาลิเบอร์แรกของ Chopard ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานเจนีวาซีล และความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์ของ COSC กันได้มั้ย

เพราะอยากจะบอกว่ารุ่นปี 2025 นี้ ทาง Chopard ได้พัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิมด้วยรุ่น L.U.C Flying T Twin Perpetual ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้กลไกระดับความซับซ้อนสูงที่ผสมผสานกลไก Flying Tourbillon เข้ากับฟังก์ชั่น Perpetual Calendar ที่บอกวันที่แบบลาร์จเดทด้วยตัวเลขขนาดใหญ่ 2 หลัก ซึ่งต่างจากกลไก Perpetual Calendar พร้อมกลไก Tourbillon ที่มี Bridge อยู่ด้านบนของรุ่น L.U.C Perpetual T ที่ออกมาในปี 2013

The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
Chopard L.U.C Flying T Twin Perpetual ในตัวเรือนเยลโลวโกลด์ที่มากับหน้าปัดสีเขียวเข้มฟอเรสต์กรีน
The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
ลักษณะตัวเรือนแบบ Bassiné ที่สะท้อนถึงตัวเรือนนาฬิกาพกในสมัยก่อน

กลไก 96.36-L ยังคงยึดมั่นในคุณลักษณะที่ยอดเยี่ยมด้วยความหนาเพียง 6 มม. ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยโรเตอร์ทองขนาดเล็ก โดยสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 65 ชั่วโมงจากบาร์เรลแฝดที่วางซ้อนกันซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Chopard Twin Technology กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 319 ชิ้น เพื่อให้แสดงค่าปฏิทินแบบ Perpetual Calendar ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนค่าแบบฉับพลัน

The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
กลไก Flying Tourbillon Perpetual Calendar Cal. 96.36-L
The latest CHOPARD L.U.C models with reshaped case
ด้วย Chopard Twin Technology ที่มากับบาร์เรลแฝดวางซ้อนกัน จึงมอบพลังงานสำรองได้นานถึง 65 ชั่วโมง

เช่นเดียวกับรุ่น L.U.C Lunar One นาฬิการุ่น L.U.C Flying T Twin Perpetual นี้ใช้ตัวเรือนดีไซน์ใหม่ที่เป็นทรง Bassiné โดยนำเสนอด้วยวัสดุเยลโลว์โกลด์ ร่วมกับมีหน้าปัดสีเขียวเข้มฟอเรสต์กรีนที่สลักลายกิโยเช่กระจายเส้นออกจากวงหน้าต่าง Tourbillon ทั้งยังมากับระบบถอดเปลี่ยนสายที่ทำให้สลับเปลี่ยนระหว่างสายหนังจระเข้และสายหนังวัวที่ให้มาพร้อมกันได้อย่างง่ายดาย

รายละเอียดทางเทคนิค
Chopard L.U.C Lunar One

กลไก: อัตโนมัติ Cal.L.U.C 96.13-L พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: Perpetual calendar บอกช่วงเวลากลางวัน/กลางคืน Double Moon Phase แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็ก
ตัวเรือน: เอธิคัลไวท์โกลด์ หรือเอธิคัลโรสโกลด์ 18K ขนาด 40.6 มม. หนา 11.63 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
หน้าปัด: เอธิคัลโกลด์ 18K ทำกัลวานิกเป็นสีชมพูแซลมอน หรือสีน้ำเงินเข้ม ตกแต่งกิโยเชลายซันเบิร์สต์ หลักชั่วโมงเอธิคัลโกลด์ 18K รูปแบบก้างปลา เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีเอธิคัลโกลด์ 18K ทรงดอฟีนแบบฟูเซ
สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเนวี หรือสายหนังจระเข้สีน้ำตาล ถอดเปลี่ยนได้สะดวก พร้อมสายสีน้ำเงินผิวเกรน หรือสีแอนทราไซต์ผิวเกรน ให้สลับเปลี่ยน

รายละเอียดทางเทคนิค
Chopard L.U.C Flying T Twin Perpetual

กลไก: อัตโนมัติ Cal. L.U.C 96.36-L พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: Tourbillon, Large Date Perpetual Calendar แสดงชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: เอธิคัลเยลโลว์โกลด์ 18K ขนาด 40.6 มม. หนา 11.63 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
หน้าปัด: เอธิคัลโกลด์ 18K เคลือบสีเขียวฟอเรสต์ด้วยเทคนิค PVD ตกแต่งกิโยเชลายซันเบิร์สต์ หลักชั่วโมงเอธิคัลเยลโลวโกลด์ทรงบาตอง เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีเอธิคัลเยลโลวโกลด์ทรงดอฟีนแบบฟูเซ
สาย: หนังจระเข้สีเขียว ถอดเปลี่ยนได้สะดวก หรือสายหนังวัวสีเบจผิวเกรน ตัวล็อกแบบบานพับเยลโลวโกลด์ 18K

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Louis Vuitton เปิดตัวเรือนเวลา Tambour Taiko Spin Time ที่ได้แรงบันดาลใจจากกลองไทโกะ

Louis Vuitton นาฬิกาคอลเลกชันใหม่ที่ผสมผสานความประณีตและนวัตกรรม ลงตัวทั้งฟังก์ชันและดีไซน์ สร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการบอกเวลา

WORDS Cheryl Chia

เคสของนาฬิกา Tambour จาก Louis Vuitton ซึ่งชื่อว่า “Tambour” (แปลว่า กลองในภาษาฝรั่งเศส) ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 และในช่วงเวลา 23 ปีที่ผ่านมา มันได้กลายเป็นที่มาของความซับซ้อนต่างๆ

รวมถึงการทำงานของนาฬิกาที่ซับซ้อนอย่างนาทีรีพีทเตอร์และออโตมาตา แต่ความซับซ้อนที่โดดเด่นที่สุดคือ Spin Time ซึ่งถูกเปิดตัวใน Tambour ครั้งแรกในปี 2009 ออกแบบโดย Michel Navas และ Enrico Barbasini, Spin Time คือ นาฬิกา Jump Hour ที่มีเอกลักษณ์และซับซ้อน โดยใช้ลูกบาศก์หมุน 12 ลูกที่ตั้งอยู่รอบขอบหน้าปัดเพื่อแสดงชั่วโมงปัจจุบัน

Louis Vuitton ได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ Tambour Taiko Spin Time ซึ่งมาพร้อมกับ 6 รุ่นที่ไม่ซ้ำใคร ได้แก่ สองรุ่นที่บอกเวลาเพียงอย่างเดียวในแบบ Spin Time สองรุ่นในแบบ Spin Time Air รุ่น Spin Time Flying Tourbillon และรุ่น Spin Time Antipode ที่มีฟังก์ชันบอกเวลาโลกที่ล้ำสมัย

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบในกรอบทองคำขาวและมาพร้อมกับเคส Tambour ที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไทโกะ” กลองญี่ปุ่นทรงกระบอกที่ใช้ในพิธีกรรม งานเทศกาล และดนตรีประจำชาติ

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time
Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time Flying Tourbillon

แรงบันดาลใจจากเสียงกลองแห่งจิตวิญญาณญี่ปุ่น

ในขณะที่รุ่นต้นฉบับของ Tambour มาพร้อมกับขอบข้างที่เอียงสูง ไม่มีขอบตัวเรือนและหูข้างกลาง แต่ตัวเรือนใหม่ถูกประกอบขึ้นจากสามส่วน ได้แก่ หลังตัวเรือน ตัวกลาง และขอบตัวเรือน พร้อมกับหูข้างที่เชื่อมติดกันอย่างประณีต แตกต่างจากรุ่นก่อนที่ตัวเรือนทั้งหมดจะถูกขัดเงา

ตัวเรือนในรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับการขัดแบบซาตินที่ช่วยลดความหนาของนาฬิกาให้ดูเรียบหรูและบางลง ขอบตัวเรือนยังช่วยให้ความสูงของตัวเรือนดูสมดุลยิ่งขึ้น และเหมือนกับ Tambour รุ่นปี 2023 ที่มีชื่อแบรนด์สลักลงในพื้นผิวที่ขัดเงาบนพื้นผิวด้าน หลังข้างของหูข้างยังคงมีการออกแบบที่คล้ายกับ Tambour Convergence ที่เปิดตัวพร้อมกัน

โดยส่วนบนของหูข้างจะขัดเงา ขณะที่พื้นผิวด้านข้างจะถูกเจียรและขัดด้วยทรายละเอียด พิเศษกว่า Tambour รุ่นอื่นๆ ตัวกลางของตัวเรือนมีจุดโค้งที่ค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางไปสู่หลังตัวเรือนที่โดมอย่างเนียนตา

นาฬิกาทุกเรือนมาพร้อมกับหน้าปัดสีเทาดอลฟิน (Dolphin Grey) ที่มีดีไซน์ของดัชนี ตัวอักษร และเข็มแบบเดียวกับที่ใช้ใน Tambour รุ่น 2023 เข็มถูกออกแบบให้เป็นสเคเลตัน (Skeletonized) โดยส่วนที่อยู่ด้านนอกของเข็มจะถูกเติมด้วยวัสดุเรืองแสง เพื่อให้มองเห็นเวลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

น่าสังเกตว่าในครั้งนี้ ระบบ Spin Time ซึ่งเคยใช้ร่วมกับกลไก ETA ในรุ่นก่อนหน้านี้ ได้มีการพัฒนาใหม่และใช้กลไกอัตโนมัติจาก La Fabrique du Temps ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ใช้ใน Tambour Convergence รุ่นใหม่ล่าสุด ในขณะเดียวกัน ระบบ Spin Time ที่ใช้กับโมดูลนี้ก็ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและได้รับการจดสิทธิบัตรเมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ตัวลูกบาศก์ที่ใช้ใน Spin Time รุ่นก่อนหน้าซึ่งมีขอบตรง ก็ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นลูกบาศก์ที่มีสี่ด้านโค้งมนใน Tambour Taiko Spin Time ซึ่งทำให้ลูกบาศก์แต่ละชิ้นมีรูปลักษณ์เหมือนเบาะ (Cushion-Shaped) มากยิ่งขึ้น

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time
Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection

Spin Time กลไกเอกสิทธิ์เฉพาะที่ยังคงสร้างความตื่นตา

รุ่น Spin Time ที่แสดงเวลาเพียงอย่างเดียวนี้มาพร้อมตัวเรือนจากทองคำขาว โดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบมีหรือไม่มีเพชร ซึ่งเป็นรุ่นขนาดเล็กที่สุดในคอลเลกชัน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 39.5 มม. และความหนา 12.15 มม. รุ่นที่ไม่มีเพชรจะมาพร้อมหน้าปัดแบบซันเบิร์สต์

ส่วนรุ่นที่ฝังเพชรจะโดดเด่นด้วยหน้าปัดที่ทำจากหิน Hawk’s Eye ควอตซ์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยความแวววาวแบบ Chatoyancy และสีเทา-ฟ้าเข้มที่ลึกซึ้ง

กลไกของนาฬิกานี้ใช้ตัวเครื่อง LFT ST13.01 ที่มาพร้อมกับโมดูลจั๊มป์ชั่วโมง และกลไกการไขลานอัตโนมัติที่พัฒนาใหม่จาก La Fabrique du Temps โดยมีความถี่ 4Hz และสำรองพลังงานได้ถึง 45 ชั่วโมง ระบบทำงานโดยใช้กลไกเฟืองกากบาทมอลตา 12 ตัว ซึ่งแต่ละตัวเชื่อมต่อกับบล็อกชั่วโมงที่ปราณีต

ในขณะที่การบอกเวลารูปแบบ Jump Hour แบบเดิมจะใช้แหวนชั่วโมงที่มีร่องภายใน 12 จุด แต่ในรุ่นใหม่ แหวนชั่วโมงจะทำหน้าที่คล้ายกับกากบาทมอลตา ซึ่งมีแขน 12 เส้นพร้อมร่องสองจุดที่ขอบของมัน ร่องทั้งสองนี้จะช่วยในการหมุนลูกบาศก์ปัจจุบันจากตำแหน่งที่เปิดใช้งานไปยังตำแหน่งปิด และในเวลาเดียวกันยังหมุนลูกบาศก์ถัดไปให้ไปยังตำแหน่งบอกเวลาที่ถูกต้องอีกด้วย

แหวนรูปกากบาทมอลต้าในส่วนของชั่วโมงทำงานด้วยระบบที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนขนาดกะทัดรัด โดยใช้ล้อขับเคลื่อนที่มีนิ้วหมุน ซึ่งจะหมุนวนเพื่อทำการจับคู่กับร่องรอบขอบด้านในของดิสก์ชั่วโมง

การจับคู่ในแต่ละครั้งจะทำให้ดิสก์หมุนทีละ 1/12 ของการหมุนในแต่ละชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีระบบล็อคที่ประกอบด้วยส่วนล็อคที่เชื่อมกับดิสก์ชั่วโมงและองค์ประกอบล็อคที่ติดตั้งกับล้อขับ เพื่อให้ดิสก์ชั่วโมงมีความมั่นคงไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่โดยไม่ตั้งใจระหว่างการทำงาน

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time

ทุกชั่วโมงที่มาถึง การหมุนของดิสก์ชั่วโมงจะถูกควบคุมให้ตำแหน่งของร่องพอดีกับเฟืองครอสมัลทีสของลูกบาศก์ชั่วโมงที่เกี่ยวข้อง ทำให้ลูกบาศก์ชั่วโมงปัจจุบันหมุนไปที่ตำแหน่ง “ปิด” และลูกบาศก์ถัดไปแสดงหน้าที่ใช้งาน

การออกแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นทำให้การทำงานราบรื่นและทนทานยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถปรับเวลาไปข้างหน้าและถอยหลังได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันยังช่วยประหยัดพื้นที่ภายในตัวเรือนให้มีความกะทัดรัดยิ่งขึ้น

ในขณะที่รุ่น Spin Time มาพร้อมกับหน้าปัดที่แข็งแกร่ง รุ่น Spin Time Air มีลักษณะเด่นที่ขอบโปร่งใส ซึ่งทำให้ลูกบาศก์ดูเหมือนกำลังลอยเป็นดาวเทียม แขวนอยู่ระหว่างกลไกกับตัวเรือน สำหรับการเสริมสร้างเอฟเฟกต์ที่สะดุดตานี้ ตัวเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลาง 42.5 มิลลิเมตร และความหนา 12.45 มิลลิเมตร

กลไกยังคงเหมือนกับรุ่น Spin Time แต่ลูกบาศก์ถูกติดตั้งบนแกนที่ยาวขึ้นเพื่อรองรับการแสดงผลที่ลอยอยู่ นอกจากนี้ นาฬิกายังมีรุ่นปกติมาพร้อมหน้าปัดซันเบิร์สต์ และรุ่นเพชรที่มาพร้อมหน้าปัดฮอว์กส์อาย ที่มีเพชรมากกว่า 1,000 เม็ดประดับในลักษณะการตั้งแบบหิมะ บนขอบตัวเรือน ขอบหน้าปัด ศูนย์กลางหน้าปัด รวมไปถึงลูกบาศก์

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time Air

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโมเดลที่น่าหลงใหลที่สุดในคอลเลกชันนี้คือ Spin Time Air Antipode นาฬิกาโลกที่ใช้แนวคิด Spin Time อย่างชาญฉลาดเพื่อแสดงเวลาใน 24 โซนเวลาในครั้งเดียว พร้อมด้วยการบ่งบอกวัน-คืนที่ครบถ้วน ความเรียบง่ายและความชัดเจนในการแสดงผล รวมถึงวิธีที่กลไกทำงานได้อย่างลงตัวกับฟังก์ชันนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time Antipode
Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time Antipode

เวลาในท้องถิ่นจะถูกแสดงโดยเข็มนาทีที่ออกแบบเป็นแบบสเคลตัน และเข็มชั่วโมงสีเหลืองที่พิมพ์บนจานหมุนแผนที่โลกที่หมุนไปเอง ส่วนเวลาทั่วโลกจะถูกบอกโดยลูกบาศก์ 12 ลูกในกลไก Spin Time ที่ล้อมรอบแผนที่

โดยแต่ละลูกบาศก์จะมีชื่อของสองเมืองที่ห่างกัน 12 ชั่วโมง เช่น ปารีสและมิดเวย์ โดยมีสีน้ำเงินแทนช่วงกลางคืน และสีเงินแทนช่วงกลางวัน ในขณะที่แหวนชั่วโมง 12 ชั่วโมงจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา และตัวเลขชั่วโมงที่อยู่ข้างๆ ลูกบาศก์แต่ละลูกจะบ่งบอกเวลาปัจจุบันในทั้งสองเมืองที่อยู่บนลูกบาศก์นั้น ๆ

สุดท้ายคือรุ่น Spin Time Air Flying Tourbillon ซึ่งเป็นโมเดลที่สะดุดตาที่สุด ด้วยฟีเจอร์ของฟลายอิ้งทูร์บิญองที่ตั้งอยู่กลางหน้าปัด แม้ว่าฟลายอิ้งทูร์บิญองกลางจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคอลเลกชัน Tambour Spin Time แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นำมันมาผสมผสานกับหน้าจอแสดงผลชั่วโมงกระโดดที่แขวนลอย

ผลลัพธ์ที่ได้เรียกได้ว่าน่าหลงใหล เพราะการเน้นที่ฟลายอิ้งทูร์บิญองที่หมุนทุกๆ หนึ่งนาที ทำให้เกิดความโดดเด่นของภาพรวมและเส้นสายระหว่างเม็ดมะยมกับกลไกเครื่องขยับจนรู้สึกถึงความแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจ

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time Flying Tourbillon

การวางตัวทูร์บียองไว้ตรงกลางหน้าปัดนั้น ต้องการการปรับปรุงกลไกพื้นฐานอย่างมาก กลไก LFT ST05.01 ที่ผลิตในบ้านของ Louis Vuitton จึงเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างอย่างละเอียด โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งตัวแบรนด์และระบบการเคลื่อนไหว รวมไปถึงการทำงานของการขึ้นลานและการตั้งเวลา รวมถึงระบบการขับเคลื่อนตัวชี้นาทีที่ต้องแทนที่เข็มชั่วโมงแบบดั้งเดิมด้วยวิธีใหม่

Louis Vuitton Unveils the Tambour Taiko Spin Time Collection
Spin Time Flying Tourbillon

กลไกของนาฬิกายังคงความถี่ที่ 4Hz และพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมงเหมือนกับรุ่นอื่นๆ โดยกรงเหล็กของตัวนาฬิกาถูกออกแบบในรูปดอกไม้โมโนแกรมของ Louis Vuitton ซึ่งผ่านการตกแต่งอย่างประณีตด้วยมือ และรอบๆ ทัวบิยงที่ฐานจะมีแผ่นเหล็กที่ถูกขัดจนเงางาม ซึ่งช่วยเสริมให้ทัวบิยงดูเหมือนแยกออกจากส่วนอื่นๆ ของกลไกได้อย่างโดดเด่น

ข้อมูลทางเทคนิค
Spin Time (Ref. W9WG62 & Ref. W9WG52)

กลไก: ระบบเก็บลม LFT ST13.01 ขึ้นลมอัตโนมัติ พร้อมพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง ความถี่ 4Hz (28,800vph)
ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ Spin Time และนาทีแบบอนาล็อก
ตัวเรือน: ขนาด 39.5 มม. x 12.15 มม. ทำจากทองคำขาว 18K (Ref. W9WG62) และทองคำขาว 18K ประดับเพชรทรงบาเกต 68 เม็ด (Ref. W9WG52) กันน้ำที่ความลึก 100 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดซันเรย์ (Ref. W9WG62) หรือ หน้าปัดหิน Hawk’s Eye ประดับเพชรทรงบาเกต 12 เม็ด (Ref. W9WG52)
สาย: สายยางสีเทา Dolphin
วางจำหน่าย: ที่บูติก Louis Vuitton

ข้อมูลทางเทคนิค
Spin Time Air (Ref. W9WG41 & Ref. W9WG31)

กลไก: ระบบเก็บลม LFT ST13.01 ขึ้นลมอัตโนมัติ พร้อมพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง ความถี่ 4Hz (28,800vph)
ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ Spin Time Air และนาทีแบบอนาล็อก
ตัวเรือน: ขนาด 42.5 มม. x 12.45 มม. ทองคำขาว 18K (Ref. W9WG41) หรือ ทองคำขาว 18K ประดับเพชรทรงบริลเลียนต์ 909 เม็ด (Ref. W9WG31) กันน้ำที่ความลึก 50 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดซันเรย์ (Ref. W9WG41) หรือ หน้าปัดหิน Hawk’s Eye ประดับเพชรบริลเลียนต์ 118 เม็ด (Ref. W9WG31)
สาย: หนังลูกวัวสีเบจ
วางจำหน่าย: ที่บูติก Louis Vuitton

ข้อมูลทางเทคนิค
Spin Time Antipode (Ref. W9WG21)

กลไก: ระบบเก็บลม LFT ST12.01 ขึ้นลมอัตโนมัติ พร้อมพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง ความถี่ 4Hz (28,800vph)
ฟังก์ชัน: แสดงเวลาโลกพร้อม Spin Time Air แสดงวันและคืน และนาทีแบบอนาล็อก
ตัวเรือน: ขนาด 42.5 มม. x 12.45 มม. ทองคำขาว 18K กันน้ำที่ความลึก 50 เมตร
สาย: หนังลูกวัวสีเบจ
วางจำหน่าย: ที่บูติก Louis Vuitton

ข้อมูลทางเทคนิค
Spin Time Flying Tourbillon (Ref. W9WG11)

กลไก: ระบบเก็บลม LFT ST05.01 ขึ้นลมอัตโนมัติ พร้อมพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง ความถี่ 4Hz (28,800vph)
ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ Spin Time Air และนาทีแบบอนาล็อก พร้อมกลไกทูร์บียองแบบกลาง
ตัวเรือน: ขนาด 42.5 มม. x 12.45 มม. ทองคำขาว 18K กันน้ำที่ความลึก 50 เมตร
สาย: หนังลูกวัวสีเบจ
วางจำหน่าย: ที่บูติก Louis Vuitton

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Tiffany & Co. อวดโฉมนาฬิกาอัญมณีเรือนใหม่ ในงาน LVMH Watch Week 2025

นาฬิกา Tiffany & Co. ในงาน LVMH Watch Week 2025 ที่สะท้อนความงดงามราวเครื่องประดับชั้นสูง ทุกเรือนคือบทกวีแห่งความหรูหราและงานฝีมือระดับมาสเตอร์พีช

WORDS Tracey Llewellyn

นับตั้งแต่ที่ LVMH เข้าถือหุ้นใหญ่ใน Tiffany & Co. เมื่อปี 2021 ความตื่นเต้นในแวดวงนาฬิกาหรูเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายคนจับตามองว่ากลุ่มลักซ์ชัวรีระดับโลกนี้จะช่วยยกระดับผลงานของแบรนด์ได้อย่างไร

แม้จะมีผลงานพิเศษที่เผยให้เห็นศักยภาพบางส่วน อย่างเช่น Jean Schlumberger Jewelry Timepieces รุ่นลิมิเต็ดในปี 2023 และนาฬิกาจี้สุดยูนีคที่สร้างสรรค์เพื่อการประมูล Only Watch เมื่อปีที่ผ่านมา แต่เดือนมกราคมนี้นับเป็นครั้งแรกที่เราจะได้สัมผัสรสชาติของสิ่งที่กำลังจะมาถึงอย่างแท้จริง

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Tiffany & Co. เลือกเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่คู่กับผลงานชิ้นเอกจากคลังประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ถึงแม้ว่าเรือนเวลารุ่นปี 2025 จะไม่ได้ถอดแบบมาจากนาฬิกาสไตล์ค็อกเทลในยุค Gatsby อย่างตรงตัว

แต่แรงบันดาลใจจากอดีตนั้นชัดเจนอยู่ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กลิ่นอายของเครื่องประดับ Art Deco ไปจนถึงเสน่ห์ที่ได้จากโคมไฟ Tiffany และเข็มกลัด Bird on a Rock อันเลื่องชื่อที่ครองใจคนทั่วโลก

Anthony Ledru, CEO ของ Tiffany & Co. ได้กล่าวไว้ว่า

“การเข้าร่วม LVMH Watch Week ครั้งแรกของเราถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ของ Tiffany ในฐานะ Maison ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและมรดกอันยิ่งใหญ่ในวงการการผลิตนาฬิกา

ตลอดระยะเวลากว่า 180 ปี Tiffany เป็นที่รู้จักในด้านงานฝีมือที่ยอดเยี่ยม การออกแบบที่ไร้เทียมทาน และความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ การมีส่วนร่วมในงานระดับโลกครั้งนี้ไม่เพียงทำให้เราได้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ในด้านศิลปะการผลิตนาฬิกา แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะแสดงวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของ Tiffany Watches ด้วย”

ซึ่งครั้งนี้ Tiffany & Co. ได้ยกขบวนนาฬิการุ่นปัจจุบันจากไลน์ไอคอนิกอย่าง Jean Schlumberger, Carat 128, HardWear และ Eternity มาพร้อมนาฬิกาสุดพิเศษจาก Time Objects collection

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดถึง 5 รุ่นในงาน LVMH Watch Week ที่นิวยอร์กซิตี้ งานนี้เต็มไปด้วยความตื่นตาและความหรูหราในแบบฉบับที่แฟน ๆ Tiffany ห้ามพลาดมาดูกันว่าจะมีอะไรให้น่าติดตามกันบ้าง

Jean Schlumberger by Tiffany Bird on a Rock Watches นาฬิกาที่ปลุกชีวิตให้กับไอคอนแห่งความงามและความคิดสร้างสรรค์

มาเริ่มกันที่ Jean Schlumberger หนึ่งในนักออกแบบเครื่องประดับในตำนานของ Tiffany & Co. ผู้เคยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงระดับไอคอนอย่าง Babe Paley, Bunny Mellon, Diana Vreeland และ Jackie Kennedy ได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งด้วยนาฬิกาสองรุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Jean Schlumberger by Tiffany Bird on a Rock Watch

นาฬิกาเหล่านี้ได้สานต่อความสนุกและความสร้างสรรค์ที่เปรียบเสมือน DNA ของ Tiffany โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเข็มกลัด Bird on a Rock อันโด่งดังในปี 1965 ของ Schlumberger ความพิเศษอยู่ที่นกทองคำฝังอัญมณีที่นั่งอยู่บนหน้าปัดบนวงแหวนรอบข้างแบบหมุนได้ เมื่อผู้สวมใส่ขยับข้อมือ นกตัวน้อยจะดูราวกับกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา

นาฬิกา Tiffany & Co.


การตีความใหม่ครั้งแรกคือ Bird on a Rock Full Pavé Diamond Watch ที่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 36 มม. พร้อมสายที่เปล่งประกายสะกดทุกสายตา นาฬิกาทั้งหมดประดับด้วยเพชรกลม 1,362 เม็ด

ขณะที่ฐานของนกหมุนได้นั้นประดับด้วย aquamarines รูปทรง baguette-cut 30 เม็ดที่จัดเรียงอย่างประณีต ชวนให้นึกถึง Arrow Rose Cut Diamond Brooch ของ Schlumberger ที่เคยโดดเด่นไปทั่วโลก โดยด้านหลังของตัวเรือนมีลวดลาย starburst พร้อมเพชรเล็ก ๆ และปุ่มตั้งเวลาสำหรับการปรับเข็มของกลไกควอตซ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

The Bird on a Rock Tsavorite Watch

เรือนเวลาสุดพิเศษที่ประดับด้วยทาโซไวต์สีเขียวทรงบาเกต 36 เม็ดบริเวณขอบตัวเรือน พร้อมนกเล็ก ๆ นั่งอยู่บนยอดของเพชรระยิบระยับ ตัดกับสายหนังจระเข้สีเขียวที่ดูลงตัว ส่วนหน้าปัดและตัวเรือนตกแต่งด้วยเพชรแบบ snow-set และฝาหลังประทับลวดลายแรงบันดาลใจจากลูกศรในเวอร์ชันพาเว่ ตัวเรือนขนาด 39 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Swiss self-winding

Jean Schlumberger by Tiffany Twenty Four Stone Watch

ในปี 1959 Jean Schlumberger ได้เปิดตัวดีไซน์ Sixteen Stone ซึ่งเดิมทีถูกสร้างขึ้นเป็นแหวนแต่งงาน แรงบันดาลใจจากรากฐานของครอบครัวที่ทำธุรกิจการผลิตผ้า ลายขัดสานแบบ cross-stitch ที่ทอด้วยเพชรกลายเป็นลายเซ็นต์ของ Tiffany ที่ตอนนี้ได้ถูกตีความใหม่ในรูปแบบของนาฬิกา

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

นาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด(เพราะในการผลิตวงแหวนหมุนต้องใช้เวลา 25 ชั่วโมง ส่วนการฝังอัญมณีและงานทองต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 80 ชั่วโมง) นาฬิกาไวท์โกลด์เรือนนี้ประดับด้วยเพชรกว่า 700 เม็ด น้ำหนักรวม 6.5 กะรัต

จุดเด่นคือการเย็บที่เป็นรูปกากบาทสีทองเหลืองบนวงแหวนหมุน สลับกับเพชรขาว 24 เม็ด วงแหวนที่หมุนได้อย่างอิสระและเฉดสีทองที่แตกต่างกัน มันช่วยเติมเต็มความรู้สึกของอิสรภาพและการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์ของผลงานของ Schlumberger

เพชรที่กลางหน้าปัดและกรอบนาฬิกาขนาด 39 มม. ถูกฝังด้วยเทคนิค Snow-setting ที่เผยให้เห็นโลหะน้อยที่สุด ขณะที่ฝาหลังนาฬิกามีการแกะสลักลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเข็มกลัด Floral Arrows ของ Schlumberger นาฬิกานี้มาพร้อมกับกลไก Swiss self-winding calibre และสายหนังจระเข้ Tiffany Blue ที่สุดแสนจะหรูหราไม่เหมือนใคร

นาฬิกา Eternity by Tiffany Wisteria

ในส่วนของสร้างสรรค์จากกระจกสีและลวดทองแดงอันทรงคุณค่าในสไตล์อาร์ตนูโวที่โดดเด่น ผลงานที่ออกแบบโดยกลุ่ม ‘Tiffany Girls’ นำโดย Clara Driscoll ในช่วงต้นปี 1900 เผยให้เห็นถึงจุดเด่นของการออกแบบที่ผสมผสานธรรมชาติอย่างลึกซึ้งสะท้อนผ่านดีไซน์ของดอกไม้และแมลง เช่น Dragonfly, Poppy และ Wisteria ซึ่งในวันนี้ได้ถูกตีความใหม่ในรูปแบบของหน้าปัดนาฬิกา

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
โคมไฟวิสทีเรีย หนึ่งในผลงานการออกแบบที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของ Tiffany Studios ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

ส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Eternity ซึ่งนำเพชรหลากหลายทรงที่เคยถูกใช้ในแหวนหมั้นมาประดับเป็นเครื่องหมายบอกเวลา ด้านหน้าปัดดอกไม้ของรุ่น Wisteria สร้างสรรค์จากเทคนิค plique-à-jour ที่ใช้เคลือบด้วยอีนาเมลใส ให้แสงสามารถส่องผ่านและสะท้อนกับโลหะได้อย่างงดงาม

โดยในครั้งนี้เลือกใช้สีฟ้าของทะเล สีฟองน้ำ และสีเขียวมรกต การออกแบบนี้ดูเหมือนจะจับแสงในทุกมุมมอง ตัวเรือนขนาด 38 มม. มาพร้อมกลไกไขลานอัตโนมัติ และประดับด้วยเพชรมากถึง 709 เม็ด รวมแล้วกว่า 5 กะรัต ใช้เวลาทำมากกว่า 150 ชั่วโมงต่อเรือน ซึ่ง Tiffany & Co เตือนว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะมีจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

คอลเลกชัน Carat 128

“Tiffany Diamond” หรือเพชรสุดล้ำค่า ขนาด 128.54 กะรัตที่ถูกค้นพบในเหมืองคิมเบอร์ลีย์ ประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปี 1877 ถูกซื้อโดย Charles Lewis Tiffany ผู้ก่อตั้ง Tiffany & Co. ในราคา 18,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และกลายเป็นเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

เพชรเหล่านี้ถูกสวมใส่โดยหญิงสาวเพียง 4 คนในโลก ได้แก่ Audrey Hepburn, คุณนาย E. Sheldon Whitehouse, Lady Gaga และ Beyoncé Knowles และตอนนี้มันถูกจัดแสดงที่ร้านสาขาหลักของ Tiffany & Co บนถนน Fifth Avenue ในมหานครนิวยอร์ก

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบของ Tiffany Diamond ทางเเบรนด์จึงได้เปิดตัวคอลเลกชัน Carat 128 ที่มาพร้อมกับตัวเรือนสุดหรูในสองแบบ ขนาด 30 มม. ที่ฝังเพชรไว้อย่างสวยงาม ตัวเรือนสีไวท์โกลด์ประดับเพชรสีขาว พร้อมสายหนังจระเข้สี Tiffany Blue หรือสีเยลโลว์โกลด์ประดับเพชรสีเหลือง พร้อมสายหนังวัวสีดำที่ขัดเงา ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเคสทรงสี่เหลี่ยมที่มีการเจียระไน

ซึ่งรุ่นเยลโลว์โกลด์จะมีฝาหลังสลักคำว่า ‘727’ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสาขาหลักในอเมริกาที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องประดับชั้นเลิศ นอกจากนี้ ยังมีรุ่น Riviera High Jewelry ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี ซึ่งมีหน้าปัดที่ประดับด้วยเพชรและได้รับการป้องกันด้วยชิ้นแซฟไฟร์คริสตัลที่เจียระไนเป็นรูปร่าง และสายสร้อยข้อมือที่ประดับด้วยเพชร

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
Sketch of the Tiffany Diamond, 1893

จุดสูงสุดของคอลเลกชันนี้ ถูกเก็บไว้สำหรับ LVMH Watch Week กับ Carat 128 Aquamarine High Jewelry watch นาฬิกาในตำนานที่สะท้อนความงามของเครื่องประดับในแบบฉบับสุดพิเศษ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนาฬิกาสุดอลังการที่สร้างขึ้นสำหรับ Only Watch 2024 ตัวเรือนขนาด 27 มม. ทำจากไวท์โกลด์ ประดับหน้าปัด Snow-set และสายข้อมือ 5 เส้น ที่ประกอบด้วยเพชร 913 เม็ด รวมกว่า 29 กะรัต

ขณะที่เวลาแสดงผ่านหน้าปัดที่เป็นคริสตัลอความารีนตัดแบบเพชรขนาด 34.52 กะรัต ซึ่งได้รับการเจียระไนให้มีรูปร่างคล้ายกับ Tiffany Diamond สุดคลาสสิก เม็ดเพชรขนาดใหญ่ที่สุดในสายข้อมือได้รับการยึดด้วยขา 6 ขา

ซึ่งเป็นเทคนิคอ้างอิงจาก Tiffany Setting ที่ใช้ในการติดตั้งแหวนหมั้น เพื่อเพิ่มการสะท้อนแสงให้เห็นความแววาวของตัวผลงาน โดยการติดตั้งแต่ละเม็ดใช้เวลามากกว่า 300 ชั่วโมงจากช่างฝีมือระดับสูง

Tiffany & Co. The Archival Collection การกลับมาของตำนานจากกรุสมบัติ

ก่อนหน้านี้ไม่นาน การสะสมข้อมูลของนาฬิกาถือเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร บ่อยครั้งถูกมองว่าเป็นสิ่งของล้าสมัยที่แทบจะไม่มีผลกระทบต่อยอดขายในปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่า ความเก่าแก่และประวัติศาสตร์ที่สะสมมานั้นคือสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือและความมีอำนาจให้กับแบรนด์ และนี่คือสิ่งที่นักสะสมมือใหม่และผู้ที่สนใจในนาฬิกายุคใหม่ต่างมองหาในตัวนาฬิกา

ประวัติศาสตร์ของบ้านนาฬิกาและเครื่องประดับในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ของอเมริกา ตั้งแต่ Dreicer และ Marcus ไปจนถึง Cartier Fifth Avenue Mansion นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจและสอดคล้องกับแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต ทั้งแฟชั่น การพักผ่อน รวมถึงธุรกิจและการธนาคาร

แต่หนึ่งในบ้านที่มีเรื่องราวที่เข้มข้นที่สุดในช่วงเวลานี้ก็คือ Tiffany & Co. โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์นี้อยู่ภายใต้การดูแลของ LVMH ตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งกำลังเดินหน้าสร้างคอลเลกชันมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น

ในงาน LVMH Watch Week ที่นิวยอร์กในสัปดาห์นี้ จะมีการจัดแสดงชิ้นงานประวัติศาสตร์สำคัญที่บันทึกช่วงเวลาและความทรงจำจากศตวรรษที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นคือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับไททานิกที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง

นาฬิกาพกที่ขายโดย Tiffany & Co. ในปี 1912 ซึ่งต่อมาถูกมอบให้กับกัปตัน Arthur Rostron ของเรือ R.M.S. Carpathia เรือแรกที่เข้าให้ความช่วยเหลือเรือของ White Star Line หลังจากที่มันชนกับภูเขาน้ำแข็งและจมดิ่งลงสู่ใต้ทะเล ลูกเรือของ Carpathia ดึงผู้คน 705 คนออกจากเรือชูชีพในธารน้ำแข็ง

หนึ่งในนั้นคือ Madeleine Talmage Astor, Marian Longstreth Thayer และ Eleanor Elkins Widener ซึ่งสามีของพวกเธอเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและทั้งหมดล้วนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

ใน Tiffany Archive มีบันทึกการซื้อเรือนเวลาจากคุณหญิง G. D. Widener โดยมีหมายเลขเคส 40198 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1912 ราคา 135.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งเดือนหลังจากเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม

ทั้งสามผู้หญิงได้นำ pocket watch ที่มีการสลักวันที่ของเหตุการณ์ และสัญลักษณ์ AHR บนฝาหลังของเคส มอบให้กับกัปตัน Rostron ในงานเลี้ยงที่จัดโดย Astor ที่บ้านของเธอบน Fifth Avenue

นาฬิกาชิ้นนี้มีการสลักข้อความภายในฝาหลังว่า “มอบให้กับกัปตัน Rostron ด้วยความขอบคุณและซาบซึ้งจากสามผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Titanic 15 เมษายน 1912, Mrs. John B. Thayer, Mrs. John Jacob Astor และ Mrs. George D. Widener.”

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces

The Art of Revival ศิลปะของการปลุกชีพความคลาสสิก

นาฬิกา pocket watch ของ Tiffany & Co. ที่เคยเป็นของ Captain Rostron ของเรือ Titanic ยังคงอยู่ในครอบครัวของเขาจนถึงปี 2013 ก่อนที่จะถูกขายที่ Sotheby’s ให้กับนักสะสมส่วนตัว

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 นาฬิกาเรือนชิ้นนี้ถูกประมูลอีกครั้งโดยบ้าน Henry Aldrige & Son ที่สหราชอาณาจักร แม้จะเหลือเพียงเข็มชั่วโมงที่ยังอยู่ครบ (ส่วนเข็มนาทีและเข็มวินาทียังถูกเปลี่ยนใหม่) โดย Tiffany & Co. ได้ซื้อกลับมาในราคา 1.97 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นสิ่งของจาก Titanic ที่มีราคาสูงที่สุดที่เคยถูกขาย

นาฬิกาเรือนนี้จะได้อยู่ร่วมกับอีก 20 เรือนในคอลเลกชัน archival ที่มีอายุยาวนานตั้งแต่ปี 1870 โดย Tiffany & Co. ต้องการที่จะเล่าเรื่องราวแห่งศาสตร์การทำนาฬิกา ซึ่งยาวนานกว่า 150 ปี พร้อมทั้งรวมการออกแบบ นวัตกรรม และงานฝีมือเครื่องประดับที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกา Chatelaine ปี 1870-1879: ทอง คริสตัล เคลือบอีนาเมล นาฬิกาเรือนนี้มีกลไกกลไกของ Tiffany & Co. Geneva
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาติดปกเสื้อรุ่น “Apple Blossom” ปี 1889: ทอง เพชร คริสตัลหิน เคลือบอีนาเมล นาฬิกาทรงดอกไม้หนึ่งในสามเรือนที่จัดแสดงในงาน Exposition Universe/le de 1889 เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาพก ปี 1889: ทองคำ มรกต ไข่มุก คริสตัล เคลือบอีนาเมล จัดแสดงที่งาน Exposition Universe/le de 1889 ที่กรุงปารีสและงาน World’s Columbian Exposition ปี 1893 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ภายในฝาหลังมีจารึกว่า “C. O1 Neill / November 1893” ซึ่งแสดงให้เห็นว่านาฬิการุ่นนี้ซื้อมาไม่นานหลังจากงานนิทรรศการปี 1893
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาข้อมือ ปี 1939: ทอง แพลตตินัม-อิริเดียม เพชร แซฟไฟร์ เคลือบอีนาเมล นาฬิกาเรือนนี้ใช้กลไกของ Concord Watch Co. และจัดแสดงที่งาน New York World’s Fair ในปี 1939 และ 1940 ที่ควีนส์ รัฐนิวยอร์ก ซึ่ง Tiffany & Co. ได้จัดแสดงนาฬิกาทั้งหมด 4 เรือน หน้าปัดได้รับการปกป้องด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงิน
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาแบบติดปกเสื้อ ปี 1895: ทอง เพชร ทับทิม คริสตัล เคลือบอีนาเมล นาฬิการุ่นนี้ใช้กลไกของ Henry Blank & Co. เรือนนี้ดูสง่างามราวกับเป็นปราสาท ประกอบด้วยสายทองยืดหยุ่นที่ประดับด้วยทับทิม The Blue Book 1895 (แคตตาล็อกส่งตรงทางไปรษณีย์ฉบับแรกของอเมริกาสำหรับเครื่องประดับชั้นดีที่เปิดตัวในปี 1845) แสดงให้เห็นนาฬิกาแบบเปิดหน้าพร้อมฝาหลังประดับทับทิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นนาฬิกาผู้หญิงของ Tiffany ในช่วงเวลาดังกล่าว
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาข้อมือ ปี 1924: แพลตตินัม ทองแดง เพชร คริสตัลหิน Tiffany & Co. รีบนำเทรนด์นาฬิกาข้อมือมาใช้ และ Blue Books ก็ยืนยันสายนาฬิกาของบริษัทตลอดศตวรรษที่ 19 นาฬิกาเรือนนี้ใช้กลไกของ CH Meylan Watch Company
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
Ring Watch ปี 1930-1937 ตัวเรือนแพลตตินัม เพชร คริสตัลหิน เคลือบอีนาเมล วงแหวนนาฬิกาได้รับการลงรายการครั้งแรกใน Blue Book ปี 1910 ตัวอย่างนี้มีตัวเรือนจาก American Watch Case Co. และกลไก J. Schulz
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาข้อมือ ปี 1915-1925 แพลตตินัม เพชร มรกต คริสตัล เคลือบอีนาเมล การผสมผสานระหว่างมรกตและเพชรเป็นการจับคู่ที่ได้รับความนิยมของ Tiffany & Co. มาอย่างยาวนาน ในนาฬิกาเรือนนี้ซึ่งใช้กลไกของ Concord Watch Co. มรกตที่เจียระไนแบบคาลิเบอร์เพิ่มองค์ประกอบเชิงเส้นที่แข็งแกร่งให้กับการออกแบบ พร้อมด้วยข้อต่อสายนาฬิกาแปดเหลี่ยม
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
นาฬิกาข้อมือ ปี 1920-1940 แพลตตินัม สแตนเลสสตีล เพชร คริสตัล เคลือบอีนาเมล The Blue Book 1920 แบ่งหน้าเต็มไว้สองหน้าสำหรับนาฬิกาสำหรับผู้หญิง ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้และแนวทางการออกแบบที่สร้างสรรค์ของ Tiffany ตัวอย่างนี้ใช้กลไกของ CH Meylan Watch Company
Tiffany & Co. Debuts New Jewelry Timepieces
สายนาฬิกา Dahlia Hidden ปี 1958: ทอง เพชร เบริลสีเหลือง คริสตัล เคลือบอีนาเมล นาฬิกาเรือนนี้ซึ่งออกแบบโดย Jean Schlumberger สำหรับ Tiffany & Co. ที่มีกลไก Movado ได้รับการซื้อในเดือนธันวาคม 1958 โดย Katherine “Kay” Field นักข่าว บรรณาธิการ และผู้จัดพิมพ์ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นภรรยาของ Marshall Field IV เจ้าของ Chicago Sun และทายาทของห้างสรรพสินค้า Marshall Field
ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Bird on a Rock Full Pavé Diamond Watch

กลไก: Swiss quartz movement ความแม่นยำสูง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 36 มม./ ไวท์โกลด์ / ประดับเพชรกลม 366 เม็ด / ฝาหลังสลักลวดลาย Sunburst
หน้าปัด: ตรงกลางประดับเพชรกลม 366 เม็ด / ขอบหน้าปัดประดับ Tsavorite 30 เม็ด / นกประดับเพชรกลม 120 เม็ด และซาฟีร์สีชมพูทรงกลม
สาย: สายทองคำขาวประดับเพชรเต็มตัด 628 เม็ด

ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Bird on a Rock Tsavorite Watch

กลไก: LTM 2100 / กลไกอัตโนมัติผลิตในสวิส / กำลังสำรอง 38 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. / ไวท์โกลด์ / ประดับเพชรกลม 413 เม็ด / กันน้ำได้ถึง 30 ม.
หน้าปัด: ตรงกลางประดับเพชรกลม 166 เม็ด / ขอบหน้าปัดประดับ Tsavorite 36 เม็ด / นกประดับเพชรกลม 99 เม็ด และซาฟีร์ชมพูทรงกลม
สาย: หนังจระเข้สีเขียวเข้ม

ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Jean Schlumberger by Tiffany Twenty Four Stone Watch

กลไก: LTM 2100 / กลไกอัตโนมัติผลิตในสวิส / กำลังสำรอง 38 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. / ไวท์โกลด์ / ประดับเพชรกลม 413 เม็ดในลวดลาย Snow-set / ฝาหลังสลักลวดลาย Sunburst
หน้าปัด: หน้าปัดกลางประดับเพชร 220 เม็ด / ขอบหน้าปัดหมุนได้ประดับเพชรกลม 24 เม็ด และเย็บลวดทองคำเหลือง 12 เส้น
สาย: หนังจระเข้ Tiffany Blue
ราคา: รอการประกาศ

ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Eternity by Tiffany Wisteria Watch

กลไก: LTM 2100 / กลไกอัตโนมัติผลิตในสวิส / กำลังสำรอง 38 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. / ไวท์โกลด์และเพชร / กันน้ำได้ถึง 30 ม.
หน้าปัด: ลวดลาย Wisteria ในพลิก-อา-ชัว (plique-à-jour enamel)
สาย: หนังจระเข้สีฟ้าทะเล
ราคา: รอการประกาศ

ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Carat 128 Facet Watch

กลไก: Swiss quartz movement ความแม่นยำสูง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 30 มม. / ไวท์โกลด์หรือทองคำเหลือง / ประดับเพชรกลม 192 เม็ด / กันน้ำได้ถึง 30 ม.
หน้าปัด: ประดับเพชรกลม 48 เม็ด
สาย: หนังจระเข้ Tiffany Blue หรือหนังลูกวัวสีดำขัด
การวางจำหน่าย: รุ่นเพชรเหลืองจำกัดเฉพาะที่ The Landmark, Fifth Avenue, NYC
ราคา: รอการประกาศ

ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Carat 128 High Jewellery Watch

กลไก: Swiss quartz movement ความแม่นยำสูง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 27 มม. / ไวท์โกลด์ / ประดับเพชรกลม 255 เม็ด / กันน้ำได้ถึง 30 ม.
หน้าปัด: ประดับเพชรกลม 382 เม็ด และปกป้องด้วยอควาแมรีนทรงกลม 34.52 กะรัต
สาย: สาย 5 แถวประดับเพชรแบบ prong-set ได้รับแรงบันดาลใจจากแหวนหมั้น Tiffany Setting / เพชร 267 เม็ดรวมกว่า 27 กะรัต
ราคา: รอการประกาศ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Bvlgari Serpenti โฉมใหม่กับกลไกอัตโนมัติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไฮไลต์จาก LVMH Watch Week 2025

เปิดตัวกลไกอัตโนมัติใหม่ใน Bvlgari Serpenti โฉมใหม่แต่ละเรือนเปรียบเสมือนงานศิลป์ที่ควรค่าแก่การสะสม

Written by Celine Yap

หลายคนอาจรู้ว่า Bvlgari คือแบรนด์ที่สร้างกลไกกลไกที่บางที่สุดในวงการนาฬิกา แต่คุณรู้ไหมว่าแบรนด์นี้ยังมุ่งมั่นในการสร้างกลไกที่เล็กที่สุดอีกด้วย และกระแสมาแรงจากงาน LVMH Watch Week 2025 คือ Caliber BVS 100 Lady Solotempo มาพร้อมกลไกอัตโนมัติใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นภายใน

โดยมีเป้าหมายยกระดับนาฬิกาผู้หญิงของ Bvlgari ให้ไปอีกขั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่ Serpenti Tubogas และรุ่นน้องที่หรูหราพอ ๆ กันอย่าง Serpenti Seduttori จะมีจำหน่ายในรุ่นที่ใช้กลไกแบบไขลานอัตโนมัติ

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
ปี 2025 นำเสนอกลไกอัตโนมัติใหม่สำหรับ Serpenti Tubogas
Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
คุณสมบัติที่ระบุอย่างภาคภูมิใจบนหน้าปัด

จุดเปลี่ยนสำคัญของไอคอนแห่งเวลา ทำไมกลไกอัตโนมัติถึงน่าจับตา

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21, Serpenti Tubogas ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับกลไกควอตซ์ (ยกเว้นบางรุ่นแรก ๆ ที่ผลิตก่อนยุคของการจับเวลาแบบควอตซ์) ตั้งแต่มีการขยายตัวในช่วงปลายทศวรรษปี 1970 และต้นทศวรรษปี 1980s เทคโนโลยีควอตซ์กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ Serpenti Tubogas ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและประโยชน์ที่มากมาย

จากยุคนี้ Bvlgari ได้สร้างสรรค์ Serpenti Tubogas หลายรุ่นที่มีรูปทรงหน้าปัดหลากหลาย แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างคือ สายข้อมือที่พันเป็นเกลียวอย่างเย้ายวน บางครั้งทำจาก Tricolor gold หรือบางครั้งใช้สตีลและทองคำสองสี แต่ทุกครั้งก็ยังคงความอ่อนนุ่ม เรียบหรู และน่าทึ่ง

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
นาฬิกาวินเทจ Bvlgari Tubogas หลากหลายสไตล์

เหตุผลที่แฟน ๆ ของ Serpenti Tubogas ไม่ค่อยสนใจระบบควอตซ์เท่าไรนัก ก็คือความดึงดูดที่ไม่เหมือนใครของมันมาจากฝีมือการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากท่อเหล็กที่เคยใช้ในกรุงโรมในการขนส่งแก๊สแรงดันสูง

ซึ่งคำว่า “Tubogas” แปลว่า “ท่อแก๊ส” ในภาษาอิตาลี ดีไซน์สุดล้ำนี้คือการพันแถบโลหะยาว ๆ (ทองคำหรือเหล็ก) รอบใบมีดโลหะที่ช่วยให้มันมีความยืดหยุ่นและความสวยงามอย่างลงตัว ตั้งแต่เปิดตัวในปี 1948 ชื่อเสียงของ Bvlgari ก็ยังคงรักษาฝีมือการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์นี้ไว้ สร้างมันให้กลายเป็นส่วนสำคัญของมรดกแบรนด์อย่างไม่เสื่อมคลาย

เสน่ห์แห่งงูในรูปโฉมใหม่ การออกแบบที่ยังคงเอกลักษณ์

พูดมาถึงตรงนี้แล้ว ความต้องการที่จะพัฒนาและผลักดัน Serpenti Tubogas ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ได้หลุดพ้นจากสายตาของทีมออกแบบของ Bvlgari โดยเฉพาะ Fabrizio Buonamassa Stigliani หัวหน้าฝ่ายออกแบบนาฬิกาของแบรนด์ ดีไซน์ปัจจุบันนี้ ซึ่งได้ผสมผสานหัวงู Serpenti เข้ากับสาย Tubogas bracelet เริ่มต้นเปิดตัวครั้งแรกในปี 2010

และต่อมาในปี 2014 Bvlgari ก็ได้เปิดตัว Serpenti Spiga ที่ทำจากเซรามิก ซึ่งเป็นรุ่นแรกของ Serpenti ที่ใช้ Tubogas bracelet แบบลิงค์แยกชิ้นกัน และเป็นก้าวแรกในการพัฒนาไปสู่ Serpenti Spiga รุ่นปี 2021 ที่มาพร้อมสาย Tubogas bracelet แบบ Matelassé ที่ทำจากทองคำ และเพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
ในปี 2016 Bvlgari ได้เปิดตัว Serpenti Spiga Ceramic พร้อมข้อต่อแยกชิ้น
Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Bvlgari Serpenti Tubogas Matelasse (2021) พร้อมลิงค์แยกชิ้นที่ปูด้วยเพชร

และตอนนี้กับการเปิดตัว BVS 100 Lady Solotempo แบบไขลานอัตโนมัติ รุ่นล่าสุด Serpenti Tubogas ได้ก้าวเข้าสู่จุดสำคัญครั้งใหม่แล้ว ซึ่งกลไกในบ้านนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จที่ Bvlgari ได้สั่งสมมาในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ความเชี่ยวชาญในการสร้างกลไกขนาดเล็กพิเศษอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Bvlgari ประดิษฐ์กลไกจักรกลในบ้านสำหรับเรือนเวลา Serpenti

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Calibre BVS 100 Lady Solotempo
Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
นี่คือกลไกพิเศษขนาดเล็กลำดับที่สามจาก Bvlgari

ต่อมาในปี 2020 แบรนด์ได้เปิดตัวกลไกทูร์บิญองที่ต้องหมุนด้วยมือสำหรับ Serpenti Seduttori ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือสีไวท์โกลด์ ที่ประดับด้วยเพชรทุกตารางมิลลิเมตร โดยหัวงูของมันมีขนาดเพียง 34 มม.

และที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือหน้าต่างวงกลมที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ที่เผยให้เห็น Tourbillon (ทูร์บิญอง) ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นงานศิลป์ที่ยากจะมองข้ามได้ สำหรับกลไก Caliber BVL 150 ที่ถูกออกแบบเฉพาะสำหรับ Serpenti Seduttori โดยมาพร้อมกับพลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในนาฬิกาที่เปรียบเหมือนเครื่องประดับสุดหรู

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Bvlgari Serpenti Seduttori Tourbillon ระบบลมธรรมดา

ความสวยงามของนาฬิกา Tourbillon แบบไขลานสำหรับผู้หญิงเรือนนี้คงทำให้ Bvlgari อยากออกแบบอะไรใหม่ ๆ ต่อไป เพราะในรอบสองปีนี้ พวกเขาได้เปิดตัวกลไกขนาดเล็กพิเศษอีกตัวที่เรียกว่า Piccolissimo Caliber BVL 100 ที่ทั้งเล็กและน่ารักจนยากจะต้านทาน ถูกยกย่องว่าเป็นกลไกที่เล็กที่สุดในศตวรรษที่ 21

ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 12 มม. และความหนาแค่ 2.50 มม. น้ำหนักเพียง 1.30 กรัม เท่านั้น ด้วยขนาดที่น่าทึ่งนี้ มันเปิดโลกแห่งความเป็นไปได้ใหม่ให้กับ Bvlgari และได้เผยโฉมต่อสาธารณชนครั้งแรกในคอลเลกชัน Serpenti Misteriosi อันหรูหรา

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
นาฬิกาเครื่องประดับชั้นสูง Bvlgari Serpenti Misteriosi พร้อมกลไก Piccolissimo

นอกจากการตกแต่งด้วยอัญมณีสุดวิจิตรและงานเคลือบอีนาเมลแล้ว เรือนเวลานี้ยังสะท้อนตัวตนของ Bvlgari ในฐานะทั้งช่างนาฬิกาและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับอย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบเคสที่สามารถประกอบและถอดชิ้นส่วนได้

เช่นการถอดหน้าปัดและกลไกของนาฬิกาออกจากปากของงู Serpenti ได้ โดยการเคลื่อนไหวเหล่านี้สามารถส่งกลับไปที่โรงงานเพื่อการบำรุงรักษา ส่วนผู้สวมใส่ยังสามารถใช้ Serpenti Misteriosi เป็นเครื่องประดับสวยงามได้ตลอดเวลา

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
จากซ้าย: BVL 150 Tourbillon ไขลานด้วยมือ, BVS 100 Lady Solotempo, BVL 100 Piccolissimo ไขลานด้วยมือ

Piccolissimo Caliber BVL 100 เป็นกลไกแบบหมุนด้วยมือที่มีรูปทรงกลม พร้อมกับสองบาร์เรลที่ให้พลังงานสำรองถึง 30 ชั่วโมง นอกจากจะพบใน Serpenti Misteriosi แล้ว ยังมีอยู่ในคอลเลกชัน Monete เช่น Monete Catene Dual Time ซึ่งเป็นการผสมผสานที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วย Piccolissimo ถึงสองตัว

ในทางกลับกัน Caliber BVS 100 Lady Solotempo ได้ขยายขอบเขตของกลไกขนาดเล็กสุดในคอลเลกชันของ Bvlgari และยังมีความพิเศษในการเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติแบบ “time-only” ตัวแรกในตระกูลนี้

ซึ่งความโดดเด่นนี้ได้รับการเน้นย้ำอย่างน่าชื่นชมด้วยจานหมุนที่ถูกตกแต่งลวดลายเกล็ดงูที่สามารถมองเห็นได้จากฝาหลังแบบ exhibition case back ผลิตและพัฒนาเต็มรูปแบบภายในโรงงานที่ Le Sentier พร้อมด้วยพลังสำรองที่แข็งแกร่งถึง 50 ชั่วโมง

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Bvlgari Serpenti Tubogas Automatic ตัวเรือนทองชมพู
Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Bvlgari Serpenti Seduttori อัตโนมัติในสแตนเลส

พร้อมด้วย Serpenti Tubogas ที่มีทั้งแบบพันเดี่ยวและพันคู่ กลไก BVS 100 Lady Solotempo ขับเคลื่อนคอลเลกชัน Serpenti Seduttori ที่มีให้เลือกถึง 7 รุ่นต่างกัน ตั้งแต่ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ หรือโรสโกลด์พร้อมขอบหน้าปัดประดับด้วยเพชร ไปจนถึงสเตนเลสสตีลเต็มตัวที่มาพร้อมหน้าปัดขาวขุ่นหรือดำมันวาวก็มีให้เลือก

สำหรับผู้ที่หลงใหลในความหรูหราอย่างแท้จริง เรามีสองรุ่นที่เต็มไปด้วยความงดงามทั้งสีเยลโลว์โกลด์ และไวท์โกลด์ ที่แต่ละเรือนเวลามาพร้อมกับเพชร 336 เม็ดบนหน้าปัด และ 273 เม็ดที่หุ้มทั่วทั้งตัวเรือน และอีก 266 เม็ดบนสายรัด

ข้อดีของรุ่นเยลโลว์โกลด์คือการประดับด้วยพลอยรูเบลไลต์สีชมพูเจียระไนทรงคาโบชองที่ประดับไว้ที่เม็ดมะยม ในขณะที่รุ่นไวท์โกลด์ก็ทำแบบเดียวกัน แต่มีแซฟไฟร์สีน้ำเงินเข้ากันกับเข็มและหลักชั่วโมงสีน้ำเงิน

Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Bvlgari Serpenti Seduttori อัตโนมัติในสีเยลโลว์โกลด์พร้อมเพชรแบบพาเว่
Bvlgari Serpenti: The Timeless Elegance of the Snake
Bvlgari Serpenti Seduttori อัตโนมัติในสีไวท์โกลด์ประดับเพชรแบบพาเว่
ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Serpenti Tubogas

กลไก: ระบบอัตโนมัติ BVS 100 Lady Solotempo in-house movement, สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 35 มม. ตัวเรือนและขอบเซรามิกโรสโกลด์ ตกแต่งด้วยเพชรทรงกลม 40 เม็ด / มงกุฎโรสโกลด์ฝังรูบีลิตต์สีชมพูทรงแคโบชอน / ฝาหลังโปร่งใส / กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสีขาวโอโปลีนตกแต่งลวดลายกิลโลเช่ทรงแสงอาทิตย์
สาย: สายข้อมือโรสโกลด์แบบพันเดี่ยวหรือคู่

ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Serpenti Seduttori

Reference: 104060 / 104062
กลไก: ระบบอัตโนมัติ BVS 100 Lady Solotempo in-house movement, สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. สแตนเลสสตีลตกแต่งด้วยเพชร 36 เม็ดที่ขอบตัวเรือน / เม็ดมะยมสแตนเลสฝังรูบีลิตต์สีชมพูทรงแคโบชอน / ฝาหลังโปร่งใส / กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสีขาวโอโปลีนหรือหน้าปัดเคลือบสีดำ
สาย: สายสแตนเลสแบบยืดหยุ่น พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดแบบพับ

ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Serpenti Seduttori

Reference: 104058
กลไก: ระบบอัตโนมัติ BVS 100 Lady Solotempo in-house movement, สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. สแตนเลสสตีลและโรสโกลด์แบบทูโทนตกแต่งด้วยเพชร 36 เม็ดที่ขอบตัวเรือน / เม็ดมะยมโรสโกลด์ฝังรูบีลิตต์สีชมพูทรงแคโบชอน / ฝาหลังโปร่งใส / กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสีขาวโอโปลีน
สาย: สายสแตนเลสและโรสโกลด์แบบยืดหยุ่น พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดแบบพับ

ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Serpenti Seduttori

Reference: 104058
กลไก: ระบบอัตโนมัติ BVS 100 Lady Solotempo in-house movement, สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. สแตนเลสสตีลและโรสโกลด์แบบทูโทนตกแต่งด้วยเพชร 36 เม็ดที่ขอบตัวเรือน / เม็ดมะยมโรสโกลด์ฝังรูบีลิตต์สีชมพูทรงแคโบชอน / ฝาหลังโปร่งใส / กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสีขาวโอโปลีน
สาย: สายสแตนเลสและโรสโกลด์แบบยืดหยุ่น พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดแบบพับ

ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Serpenti Seduttori

Reference: 103898 / 103899
กลไก: ระบบอัตโนมัติ BVS 100 Lady Solotempo in-house movement / สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. สแตนเลสสตีลหรือโรสโกลด์ตกแต่งด้วยเพชรทรงกลม 36 เม็ดที่ขอบตัวเรือน / เม็ดมะยมสแตนเลส หรือโรสโกลด์ฝังรูบีลิตต์สีชมพูทรงแคโบชอน / ฝาหลังโปร่งใส / กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสีขาวโอโปลีน
สาย: สายสแตนเลสหรือโรสโกลด์แบบยืดหยุ่น พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดแบบพับ

ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Serpenti Seduttori

Reference: 103992 / 103990
กลไก: ระบบอัตโนมัติ BVS 100 Lady Solotempo in-house movement, สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. สแตนเลสสตีลหรือไวท์โกลด์ตกแต่งด้วยเพชรทรงกลม 273 เม็ด / เม็ดมะยมเยลโลว์โกลด์ หรือไวท์โกลด์ฝังรูบีลิตต์สีชมพูทรงแคโบชอนหรือแซฟไฟร์สีน้ำเงิน / ฝาหลังโปร่งใส กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดเพชร pavé จำนวน 336 เม็ด
สาย: สายเยลโลว์โกลด์ หรือไวท์โกลด์แบบยืดหยุ่น พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดแบบพับตกแต่งด้วยเพชร 266 เม็ด

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week

เผยโฉม El Primero สองรุ่นใหม่ ที่ผสานเอกลักษณ์กับความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว

ปีนี้ Zenith ขนทัพเรือนเวลาซิกเนเจอร์มาเฉิดฉายในงาน LVMH Watch Week พร้อมเปิดตัว El Primero Chronograph รุ่นใหม่ล่าสุดถึงสองรุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้อย่างเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็น steel integrated sports model สไตล์สปอร์ตสุดทันสมัย หรือเวอร์ชัน gold case สุดหรูที่มาพร้อม rainbow

Written by Lee Sheng | Jan 22, 2025

Defy Skyline Chronograph Skeleton

เริ่มต้นด้วยตัวเต็งขวัญใจแฟน ๆ อย่าง Defy Skyline Chronograph Skeleton เรือนเวลาที่หลายคนรอคอยมานานจนต้องบอกว่า “สมการรอคอย” ด้วยดีไซน์สุดเท่ที่มาพร้อม integrated bracelet, angular bezel, หน้าปัด skeletonized, และ chronograph ทุกองค์ประกอบถูกหลอมรวมอย่างลงตัว สื่อถึงนิยามแห่งความดุดันที่บ่งบอกความเป็นชายได้อย่างไร้ที่ติ

Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week

หากรู้สึกคุ้นกับดีไซน์นี้ ก็ไม่แปลกเลย!

เพราะตระกูล Defy ของ Zenith มีความหลากหลาย และหลายรุ่นก็แชร์ DNA การออกแบบหรือองค์ประกอบที่คล้ายกันไว้ด้วยกัน แต่แทนที่จะเป็นข้อเสีย กลับสร้างความต่อเนื่องและเอกลักษณ์ให้กับตระกูลนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม แค่ต้องแน่ใจว่าคุณเลือกสมาชิกในครอบครัว Defy ได้ถูกใจที่สุด สำหรับคนที่ชอบ Skeletonized Chronographs คุณจะเจอความโดดเด่นในรุ่น Defy 21 กับขอบหน้าปัดทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ หรือ Defy Extreme ที่มาพร้อมดีไซน์ตัวเรือนดุดันสมชื่อ และล่าสุดคือการมาถึงของนาฬิกาที่สร้างสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความสง่างามได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ Defy Skyline Chronograph Skeleton

สิ่งสำคัญที่สุดคือ Defy Skyline Chronograph Skeleton โดดเด่นไม่เหมือนใคร แม้จะมีจุดร่วมกับนาฬิกาสปอร์ตอื่น ๆ เช่น Integrated Bracelet หรือ Angular Bezel Formula แต่รุ่นนี้ไม่ได้พยายามเลียนแบบใคร แรงบันดาลใจของมันมาจากต้นแบบของ Defy ที่สร้างชื่อให้ Zenith ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงอดีตและอนาคตเข้าด้วยกันได้อย่างน่าทึ่ง

Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week

แต่นักแสดงหลักในที่นี้ (ขอโทษที่เล่นคำหน่อย) คือหน้าปัดที่โดดเด่น ด้วยการออกแบบหน้าปัดแบบสเกเลตันและการเจาะส่วนของกลไกบางส่วน ทำให้เรือนเวลานี้ดูเหนือกว่ารุ่นที่มีหน้าปัดทึบอย่างเห็นได้ชัด มันให้ความรู้สึกสปอร์ต, เจ๋ง, และเต็มไปด้วยความสดใหม่

เหตุผลที่มันดูเข้ากันได้ดีคือการออกแบบหน้าปัดที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้นที่มีความละเอียดอ่อน ช่วยแบ่งเบาความหนักของเรือนเวลา หากขาดไป หน้าตาของนาฬิกาอาจจะดูเหมือนชิ้นโลหะชิ้นเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่สายจนถึงตัวเรือนและหน้าปัด ดูหนาและหนักไปหมด แต่ในทางกลับกัน หน้าปัดแบบสเกเลตันที่ดูยุ่งยากกลับสร้างความสมดุลในเชิงสายตาได้ดีกว่า ทำให้ทุกอย่างดูน่ามองและกลมกลืนมากขึ้น

Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week
หน้าปัดแบบเปิด แผ่นหลัก สะพาน และโรเตอร์แกว่งรูปดาวได้รับการออกแบบด้วยสีเฉดที่เข้ากัน © Image: Revolution
Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week
นาฬิกา Zenith Defy Skyline Chronograph Skeleton หน้าปัดแบบเปิดสีดำ © Image: Revolution
Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week
นาฬิกา Zenith Defy Skyline Chronograph Skeleton หน้าปัดสีน้ำเงินแบบโปร่ง © Image: Revolution

เปิดตัวสองสีใหม่สุดเท่ กับหน้าปัดสีฟ้าและเทาเข้ม จัดเต็มด้วยกลไกสุดล้ำ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมวงแหวนโครโนกราฟและหลักชั่วโมงสีเงินที่อ่านง่ายชัดเจน ในกรณีแบบนี้ เมื่อดีไซน์เด่นอยู่แล้ว การเลือกใช้สีพื้นฐานที่มีโทนสีคลาสสิกคือตัวเลือกที่ถูกต้อง

ภายในเรือนเวลาติดตั้งกลไก El Primero 3600 ซึ่งเป็นโครโนกราฟรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ มาพร้อมกับพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง แม้ว่าจะทำงานที่อัตราการเต้นสูงถึง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง (5 Hz) การอัปเกรดที่น่าสนใจที่สุดคือ เข็มวินาทีโครโนกราฟที่ส่องสว่าง ซึ่งหมุนรอบตัวเองในทุก ๆ 10 วินาที แทนที่จะเป็น 60 วินาทีเหมือนเดิม ทำให้สามารถอ่านค่าได้แม่นยำถึง 1/10 ของวินาที

Chronomaster Sport Rainbow

Zenith ขอนำเสนอ Chronomaster Sport Rainbow รุ่นใหม่ในปีนี้ ถึงแม้ว่าการใช้สีรุ้งจะกลายเป็นเทรนด์ที่หลายแบรนด์เลือกใช้จนดูไม่ค่อยแปลกใหม่เท่าไร แต่ทุก ๆ ครั้งที่เรามองนาฬิกาสีรุ้งเหล่านี้ มันก็อดที่จะไม่รู้สึกทึ่งไปกับความงดงามที่ปรากฏขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week
© Image: Revolution

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว การตีความสีรุ้งของ Zenith ก็มีความแตกต่างเล็กน้อยจากที่เราคุ้นเคยกัน นาฬิกาเรือนนี้ยังคงใช้แซฟไฟร์สีรุ้งแบบบาเกตคัต (Baguette Cut) แต่เพิ่มมิติด้วยการฝังเพชรเข้าไปเพื่อเบรกความไล่สีของรุ้งอย่างลงตัว ที่น่าสนใจคือ เพชรที่ฝังอยู่มีแค่ 10 เม็ดเท่านั้น แทนที่จะเป็น 12 เม็ดตามที่เคยเห็นในตำแหน่งชั่วโมง ซึ่งทำให้เกิดลุคที่แปลกใหม่และโดดเด่นเหนือเรือนเวลารุ่นอื่น ๆ ในตลาด

พลิกนาฬิกาขึ้นมาดูที่ด้านหลัง และจะพบกับดีไซน์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากด้านหน้าอันหรูหรา เรือนนี้จะดูเรียบง่ายกว่า เพราะมีโทนสีเงินเย็นตาและสัมผัสทางเทคนิคที่ชัดเจน พร้อมเปิดเผยส่วนประกอบของโครโนกราฟทั้งหมด ผ่านโรเตอร์สเกลเลตันและกลไกที่ถูกออกแบบให้เห็นได้อย่างชัดเจน นี่คือรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของ El Primero 3600

Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week
© Image: Revolution
Zenith Shines Bright at LVMH Watch Week
© Image: Revolution

ข้อมูลทางเทคนิค: Defy Skyline Chronograph Skeleton
กลไก: Self-winding El Primero 3600SK, พร้อมพลังสำรอง 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง, นาที, วินาทีย่อย, โครโนกราฟ
ตัวเรือน: ขนาด 42 มม., สเตนเลสสตีล, กันน้ำลึก 100 เมตร
สาย: สายสเตนเลสสตีลพร้อมสายยางเสริม

เรือนนี้ไม่เพียงแค่แสดงความเที่ยงตรง แต่ยังเสริมด้วยดีไซน์ที่ลงตัวและฟังก์ชั่นครบครัน พร้อมรองรับทุกการผจญภัยในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค: Chronomaster Sport Rainbow
กลไก: El Primero 3600 ระบบออโต้ไวด์ ให้พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที, วินาทีเล็ก, วันที่, โครโนกราฟ
ตัวเรือน: ขนาด 41mm, ทำจากทองคำขาว 18K, กันน้ำลึกถึง 100m
สาย: สายสแตนเลสพร้อมสายยางเสริมสำหรับลุคที่หลากหลาย

กลไกระดับตำนานที่มาพร้อมฟังก์ชั่นครบครันในเรือนเวลา 18K white gold ที่พร้อมจะพาคุณลุยไปได้ทุกที่ในสไตล์สุดคูล

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

GREUBEL FORSEY UNVEILS HAND MADE 2

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์

เรื่องราวของ Hand Made 2 ศิลปะแห่งการสร้างนาฬิกาด้วยมือที่ไร้ขีดจำกัด ถ่ายทอดความประณีตในทุกสัมผัสจนกลายเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีช

ลองจินตนาการถึงนาฬิกาที่ทุกชิ้นส่วนไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ถูกสร้างขึ้นด้วยมือทั้งหมด ความงดงามที่เราเห็น หรือแม้แต่กลไกที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน ล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจอันประณีตของช่างผู้เชี่ยวชาญ ที่มุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานจากศิลปะอันไร้ที่ติ

Hand Made 2 คือนิยามของความสมบูรณ์แบบ ด้วยตัวเรือนขนาด 40.9 มิลลิเมตรที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนถึง 270 ชิ้น ซึ่งทุกชิ้นผ่านการขัดแต่งและประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาในการสร้างสรรค์มากกว่า 5,000 ชั่วโมง ต่อเรือน ซึ่งนั่นหมายความว่าในแต่ละปี ผลงานระดับมาสเตอร์พีชนี้จะมีเพียงแค่ 2-3 เรือนเท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือบทพิสูจน์แห่งความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญในการรักษามาตรฐานสูงสุดของศิลปะการทำงานด้วยมือที่แท้จริง

ในอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรกลอันทันสมัยคำว่า “งานฝีมือ” มักจะกลายเป็นภาพที่เลือนราง แต่ Greubel Forsey (กรูเบล ฟอร์เซย์) ยังคงยืนหยัดด้วยนิยามที่ชัดเจนและเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยแสดงให้เห็นอย่างแท้จริงว่าผลงานในระดับมาตรฐานของพวกเขามีความหมายอย่างไร

งานฝีมือในความหมายแบบ Greubel Forsey

  1. สำหรับ Greubel Forsey (กรูเบล ฟอร์เซย์) “งานฝีมือ” หมายถึงการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน โดยทุกองค์ประกอบของนาฬิกา ยกเว้นเพียง 5 ส่วนหลัก ได้แก่ กระจกแซฟไฟร์, ปะเก็นตัวเรือน, สปริงบาร์, เมนสปริง และอัญมณี ทุกรายละเอียดของนาฬิกาล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยมือของช่างผู้ชำนาญ โดยใช้เครื่องมือแบบดั้งเดิม เช่น เครื่องกลึงความละเอียดสูง เครื่องเจาะแบบมีแม่แบบ และเครื่องพานโทกราฟ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GreubelForsey (กรูเบล ฟอร์เซย์) ในการสืบทอดวิถีการทำ นาฬิกาแบบดั้งเดิม จุดเด่นสำ คัญของนาฬิกา Hand Made 2 (แฮนด์เมด ทู) คือการสร้างเพชรทรงกรวยสำหรับชุดบอกพลังงานสำรองด้วยมือ ซึ่งเป็นความท้าทายทางด้านเทคนิคที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความละเอียดอ่อนในการทำงานของช่างนาฬิกา
  2. ชิ้นส่วนทุกชิ้นถูกขึ้นรูปด้วยมืออย่างประณีต ด้วยความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่ไมครอนที่สร้างความแม่นยำ เทียบเท่ากับเครื่องจักร CNC สมัยใหม่
  3. ทุกชิ้นส่วนไม่ว่าจะมองเห็นหรือซ่อนอยู่ ล้วนผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน
  4. ช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวเป็นผู้ประกอบนาฬิกาแต่ละเรือนด้วยมืออย่างสมบูรณ์ นี่คืองานฝีมือในความหมายแบบ Greubel Forsey
GREUBEL FORSEY UNVEILS HAND MADE 2

HAND MADE 2 ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่งานศิลป์แห่งเวลา

นาฬิกา Hand Made 2 (แฮนด์เมด ทู) คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่สะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Greubel Forsey (กรูเบล ฟอร์เซย์) นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความก้าวล้ำทางเทคนิคและความงามทางสุนทรียศาสตร์ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการแสวงหาความสมบูรณ์แบบผ่านอัญมณีทรงกรวยอันเป็นเอกลักษณ์

เบื้องหลังผลงานชิ้นนี้คือเวิร์กช็อปของ Greubel Forsey ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งงานฝีมือที่คงไว้ซึ่งทักษะขั้นสูงซึ่งถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งต่อมรดกแห่งความเชี่ยวชาญและความหลงใหลในนวัตกรรมอันไร้ขีดจำกัดให้กับคนรุ่นต่อไป สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาสิ่งใหม่

GREUBEL FORSEY UNVEILS HAND MADE 2

ศาสตร์แห่งสปริงบาลานซ์

นับตั้งแต่ปี 2012 Greubel Forsey ได้เดินทางสู่โลกแห่งการประดิษฐ์ด้วยความมุ่งมั่นที่จะฟื้นคืนศิลปะแห่งการสร้างบาลานซ์สปริงแบบดั้งเดิม องค์ประกอบเล็ก ๆ แต่ทรงพลังที่ถูกซ่อนอยู่ในกลไกของเรือนเวลา มันคือหัวใจสำคัญที่กำหนดความแม่นยำในทุกจังหวะ

โลหะผสมที่ถูกเลือกสรรอย่างพิถีพิถันกลายมาเป็นบาลานซ์สปริงแต่ละเส้น ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความใส่ใจ ตั้งแต่การขด ตัด ไปจนถึงการปรับแต่งปลายโค้งด้วยมือของช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญ ทุกขั้นตอนคือการรังสรรค์อย่างประณีตเพื่อให้บาลานซ์สปริงทำงานสอดประสานกับล้อสมดุลได้อย่างไร้ที่ติ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การผลิต แต่คือการสร้างสรรค์ศิลปะที่บรรจุจิตวิญญาณของช่างนาฬิกาเอาไว้ในทุกชิ้นส่วน ทุกการเคลื่อนไหวของมันคือบทเพลงที่สะท้อนความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบของเวลา

เสน่ห์เหนือกาลเวลาและความพิเศษที่ยากจะหาใครเปรียบ

นี่คือหนึ่งในนาฬิกาที่เล่าเรื่องผ่านศิลปะและกลไก ซึ่งถ้าคุณลองจินตนาการถึงศตวรรษที่ 18 อันสง่างาม ที่ถูกหลอมรวมเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยที่มีเพียง Greubel Forsey เท่านั้นที่ทำได้ นี่คือสิ่งที่ HAND MADE 2 ได้นำเสนอการสร้างสรรค์ที่ผสานความประณีตในแบบฉบับดั้งเดิมเข้ากับความล้ำหน้าของโลกยุคใหม่

ทุกองค์ประกอบสะท้อนถึงฝีมือของช่างขั้นสูง ตลับลานและบาลานซ์บริดจ์ถูกออกแบบอย่างสมบูรณ์แบบ รายละเอียดการตกแต่งที่พิถีพิถันถึงห้ารูปแบบ ทั้งผิวด้าน ผิวขัดเงาสีดำ ลายเส้นตรงด้านข้าง ขอบที่ขัดเงา และขอบเฉียงขัดประดับด้วยอัญมณีทรงโดมสีโอลิฟล้อมรอบด้วยถ้วยทองคำ เสมือนบทกวีแห่งงานฝีมือ

วัสดุ เยอรมันซิลเวอร์ ที่ได้รับการขัดลายเกร็ดหิมะด้วยมือ โดดเด่นด้วยการตัดกันของเฉดสีบนหน้าปัดที่ถูกเคลือบด้วยเอมัลสีแดงเข้ม สะท้อนความลุ่มลึกของเวลาอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งชั่วโมง วินาที และพลังงานสำรองที่สื่อผ่านเข็มสีน้ำเงินเข้ม ขณะที่ประกายของทับทิมแดงสดและสีทองอร่ามของเฟืองและตลับลาน เติมเต็มทุกมิติของสีสัน

ภายใต้ตัวเรือนบางเฉียบ กลไกซับซ้อนที่เผยให้เห็นถึงความละเอียดลอออย่างหมดจด เมื่อพลิกมองด้านหลัง คุณจะพบกับฝาหลังที่เปี่ยมด้วยความสมดุล เป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับความงดงามของศิลปะเชิงกลไก ดังนั้น HAND MADE 2 จึงไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่เป็นคำเชิญให้หลงใหลในความเป็นเลิศผ่านผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่กาลเวลายากจะลบเลือน

GREUBEL FORSEY UNVEILS HAND MADE 2

ของหายากล้ำค่า

ในทุก ๆ ปี, เวิร์กช็อปของ Greubel Forsey (กรูเบล ฟอร์เซย์) จะผลิตนาฬิกา Hand Made 2 ได้เพียงแค่ 2-3 เรือนเท่านั้น ด้วยจำนวนที่จำกัดขนาดนี้ มันจึงกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่หายากและล้ำค่า จากเวิร์กช็อปที่มีความประณีตและความพิเศษเหนือคำบรรยาย

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

ด้วยความสดชื่นดั่งน้ำแข็ง แต่ยังหล่อคมคายเหมือนเดิม

ปี 2025 ถือว่าเป็นปีอายุครบ 50 นับจากแรกเกิดของนาฬิกาสไตล์ลักชัวรีสปอร์ต Laureato ของ Girard-Perregaux แล้ว ทางแบรนด์จึงรีบออกเวอร์ชั่นใหม่ด้วยหน้าปัดสีฟ้าไอซ์บลู เย็นตาดูสดชื่น บนนาฬิกา Laureato Chronograph ซึ่งดูแล้วช่างสบายตาดีจริง ๆ

Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

จากที่เห็นนาฬิกาที่เปิดตัวกันมาใหม่ในปีนี้ รู้สึกได้ว่าหลายแบรนด์มากับโทนสีฟ้าสดใส จนอาจจะเป็นเทรนด์สีหน้าปัดประจำปี 2025 นี้ก็เป็นได้ โดยสำหรับ Laureato Chronograph หน้าปัดไอซ์บลูนี้ จะเป็นการผลิตแบบสเปเชียล เอดิชั่น ที่จำกัดจำนวนไว้แค่ 180 เรือน และสามารถหาซื้อได้ที่บูติกอย่างเป็นทางการเท่านั้น

Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

พื้นฐานของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ Laureato Chronograph ไซส์ 42 มม. กับตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลดีไซน์อินทีเกรเตดข้อทรงอักษร H ผิวปัดลายสลับขัดเงา ที่มีความหนาอย่างเหมาะสม คือ 12 มม. ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความคลาสสิกของดีไซน์ที่นำลักษณะดั้งเดิมของ Laureato รุ่นบุกเบิกจากปี 1975 มาเป็นสารตั้งต้น แต่เพิ่มความสมัยใหม่บางประการเข้าไปให้ดูสปอร์ตขึ้น ส่วนปุ่มกดจับเวลาก็เป็นแบบมีเกลียวล็อกเพื่อมิให้เกิดการกดโดยไม่ได้ตั้งใจ

ตัวเรือนส่วนกลางที่เป็นทรงบาร์เรล ถูกวางทับด้วยวงขอบตัวเรือนดีไซน์ซับซ้อนที่มีทั้งแนววงกลมกับลักษณะ 8 เหลี่ยมเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างมีเอกลักษณ์ และตัวเรือนฝั่งขวาถูกตัดเหลี่ยมให้เม็ดมะยมแบบขันเกลียวขนาดใหญ่ฝังจมอยู่ส่วนหนึ่งเพื่อปกป้องการกระทบกระทั่ง สร้างความมั่นใจว่าสามารถกันน้ำได้ถึง 100 เมตร ตามที่ระบุในสเปก

Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

ทั้งหน้าปัดหลัก วงขอบหน้าปัด หน้าปัดย่อยทั้งสาม ไปจนถึงแถบนูนสำหรับพิมพ์ชื่อและตรา และจานวันที่ล้วนเป็นสีฟ้าไอซ์บลูกันโดยถ้วนหน้า โดยมีลายผิวที่ต่างกันเป็นตัวสร้างมิติ เริ่มจากพื้นหน้าปัดหลักที่ประทับเป็นลาย Clous de Paris (กลู เดอ ปารีส์) ต่อด้วยพื้นหน้าปัดย่อยที่ทำเป็นลายวงซ้อนกันวางระนาบจมเข้าไปจากพื้นหน้าปัดหลักเล็กน้อย และวงขอบหน้าปัดที่เป็นผิวเรียบซึ่งยกระนาบสูงขึ้นมาจากหน้าปัดหลัก

หลักชั่วโมงและเข็มชั่วโมงกับนาทีก็เป็นทรงเหลี่ยมปลายแหลมที่เคลือบด้วยโรเดียมพร้อมลงร่องด้วยสารเรืองแสงสีขาว ในขณะที่เข็มขนาดเล็กและเข็มวินาทีเป็นทรงเรียว ส่วนโลโก้ GP ก็เป็นชิ้นงานสีเงินเช่นกัน ในขณะที่สเกลและข้อความรวมถึงเลขวันที่ถูกพิมพ์ด้วยสีขาว

Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

ภายในตัวเรือนบรรจุด้วยกลไกอินเฮาส์ อัตโนมัติ Cal.GP03300 พร้อมฟังก์ชั่นโครโนกราฟจับเวลาได้ 12 ชั่วโมงพร้อมฟังก์ชั่นวันที่ โดยกลไกโครโนกราฟนั้นเป็นชุดโมดูล ส่วนในเรื่องพลังงานสำรองนั้นทำได้ 46 ชั่วโมง แต่ไม่ได้เปิดเผยให้เห็นกลไกเพราะใช้ฝาหลังเป็นแผ่นทึบ

Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดไว้แค่ 180 เรือน อย่างที่สลักไว้บนวงขอบฝาหลัง จึงอยากให้ผู้ที่ถูกใจรีบซื้อหาเอาไว้ เพราะมันจะเป็นเวอร์ชั่นแรร์ไอเท่มที่หาพบได้ยาก

ข้อมูลทางเทคนิค
Girard-Perregaux Ice Blue Laureato Chronograph

  • ตัวเรือน สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด สีฟ้าไอซ์บลู หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบโรเดียม
  • ฟังก์ชั่น แสดงชั่วโมง นาที และแสดงวินาทีด้วยเข็มขนาดเล็ก โครโนกราฟ จับเวลาได้ 12 ชั่วโมง และวันที่
  • กลไก อัตโนมัติ Cal.GP03300 พลังงานสำรอง 46 ชั่วโมง
  • สาย สเตนเลสสตีล
  • จำนวนการผลิต สเปเชียล เอดิชั่น 180 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

ที่สุดแห่งเรือนเวลาสีม่วง พร้อมกลไกที่ทั้งแม่นยำและหรูหรา ฉลองมิตรภาพแห่งนาฬิกาลักชัวรี

Breitling และ Cortina Watch จับมือกันอีกครั้งเพื่อเปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ด Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และกลิ่นอายร่วมสมัย ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Navitimer ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1952 แต่ยังสะท้อนถึงการพัฒนาอีคอมเมิร์ซในวงการนาฬิกาลักชัวรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

ความงดงามที่โดดเด่นของหน้าปัดสีม่วง

Navitimer B01 Chronograph 43 รุ่นนี้มีจุดเด่นที่หน้าปัด สีม่วง “satiné translucide” ซึ่งมอบมิติและความเปล่งประกายแบบใหม่ เฉดสีม่วงนี้มีความลึกและเปลี่ยนแปลงตามมุมของแสง ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่สีม่วงเข้มไปจนถึงโทนลึกที่สะกดทุกสายตา ความโดดเด่นนี้ยิ่งตัดกับเข็มและหลักชั่วโมงที่ทำจากเร้ดโกลด์ 5N ได้อย่างลงตัว

การออกแบบหน้าปัดยังคงความคลาสสิกด้วยหน้าปัดย่อย 3 วงในเฉดสีเงิน ขอบหน้าปัดลาดเอียงประทับสเกลสไลด์รูลแบบดั้งเดิม ที่พร้อมใช้งานสำหรับการคำนวณเชิงการบิน

Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

กลไกอันเลื่องชื่อ Calibre 01

มาพูดถึงในเรื่องของหัวใจสำคัญของเรือนเวลานี้ นั่นก็คือ กลไก Calibre 01 ขึ้นลานอัตโนมัติที่ขึ้นชื่อในด้านความเที่ยงตรงและความทนทาน ด้วยพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 70 ชั่วโมงและการทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง กลไกนี้ได้รับการออกแบบมาให้ลดแรงเสียดทานและมอบความแม่นยำสูงสุด

ฟังก์ชันโครโนกราฟ ประกอบด้วยหลักสเกล 1/4 วินาที มาตรจับเวลา 30 นาที และ 12 ชั่วโมง ทำงานด้วยกลไกคอลัมน์วีลที่ให้ความราบรื่นและนุ่มนวลในทุกการใช้งาน

Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

ตัวเรือนที่สะท้อนความแข็งแกร่งและความสวยงาม

ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ 2 ทิศทางและฟังก์ชันสไลด์รูลที่เน้นถึงประวัติศาสตร์แห่งการบินของ Breitling ฝาหลังประดับกระจกแซฟไฟร์พร้อมสลักคำว่า “One of 50” ตอกย้ำความพิเศษของรุ่นนี้

นาฬิการุ่นนี้มีขนาดความกว้าง 43 มม. และความหนา 13.95 มม. พร้อมสายสเตนเลสสตีลที่ออกแบบมาเพื่อความแข็งแรงและความสบายสูงสุด อีกทั้งยังมาพร้อมกับสายหนังวัว Brown Drakkar calfskin ซึ่งช่วยเสริมความหรูหราและให้ตัวเลือกการสวมใส่ที่หลากหลาย

Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

นิยามใหม่ของนาฬิกาลักชัวรี

Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาของ Breitling แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการหลอมรวมมรดกการบินอันทรงคุณค่ากับนวัตกรรมล้ำสมัย สร้างความประทับใจที่ทั้งคลาสสิกและร่วมสมัยในทุกมุมมอง

Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

รายละเอียดทางเทคนิค: Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 x Cortina

  • กลไก: อัตโนมัติ Cal.01 พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: โครโนกราฟ 1/4 วินาที, มาตร 30 นาที และ 12 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 43 มม. ความหนา 13.95 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีม่วง satiné translucide
  • ฝาหลัง: กระจกแซฟไฟร์พร้อมสลักคำว่า “One of 50”
  • สาย: สเตนเลสสตีลและสายหนังวัว Brown Drakkar

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

RICHARD MILLE ต้อนรับดาวเด่นแห่งวงการโปโลท่านที่สองสู่ครอบครัว

Richard Mille ยินดีต้อนรับ Adolfo “Poroto” Cambiaso สู่การเป็นพันธมิตรในครอบครัว

Poroto เป็นสมาชิกคนที่ 7 ของครอบครัว Cambiaso ที่เล่นกีฬาชนิดนี้ และเป็นลูกชายของ Adolfo “Poroto” Senior ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักกีฬาโปโลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

สำหรับ Richard Mille แล้ว มีความภาคภูมิใจในการสนับสนุนพรสวรรค์ที่กำลังมาแรงของนักกีฬาวัย 19 ปีรายนี้ ซึ่งถือเป็นส่วนเสริมที่ดีของครอบครัวนักกีฬาของแบรนด์ และเป็นนักโปโลคนที่สองที่เข้ามาอยู่ในครอบครัวของแบรนด์ ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์อันยาวนานของแบรนด์กับนักโปโลอีกท่านหนึ่งซึ่งก็คือ Pablo Mac Donough

richard-mille-Poroto Cambiaso

ความโดดเด่นของ Poroto ณ ขณะนี้ก็คือ

  • เขาทำ 10 โกล แฮนดิแคปได้ตั้งแต่ปี 2022 ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่เคยเข้าถึงระดับสูงสุดเช่นนี้
  • เขาเป็นดาวรุ่งของวงการกีฬาโปโล
  • เขาใส่นาฬิกา Richard Mille RM 67-02 Automatic Extra Flat
richard-mille-Poroto Cambiaso

เขาเริ่มขี่ม้าตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ก่อนที่จะหยิบไม้โปโลมาเล่นในอีก 2-3 ปีต่อมา “ผมชอบแข่งขัน” Poroto กล่าว “ในตอนแรก ผมเล่นกีฬาหลายอย่าง เช่น เทนนิสและฟุตบอล” แต่ไม่นานเขาก็พบว่าเขาเล่นโปโลได้ดีกว่า “มันเรียนรู้ได้ง่าย ผมชอบม้าและการขี่ม้ามาก” Poroto นั้นเติบโตมาในฟาร์มของครอบครัว และในไม่ช้าเขาก็ได้เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ และสนุกสนานไปกับมัน “เมื่อผมเริ่มแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ ก็ไม่มีแรงกดดันใด ๆ เลย” เขาอธิบาย “ผมยังเป็นเด็กและเล่นเพื่อความสนุกสนาน แม้ว่าจะมีความคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งที่ผมทำได้ แต่ผมก็ไม่รู้สึกอะไร จากนั้นผมก็รู้ว่าผมทำได้ดี และแรงกดดันก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น”

richard-mille-Poroto Cambiaso

เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาคว้าแชมป์ Royal Windsor Cup ในสหราชอาณาจักร และได้รับถ้วยรางวัลจากพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ปัจจุบันเขาเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ Queen’s Cup, US Open และ Argentine Open ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทรงเกียรติที่สุดในกีฬาประเภทนี้ ในปี 2022 ในฐานะสมาชิกของทีม La Dolfina (ซึ่งพ่อของเขาก่อตั้งขึ้น) ที่ทำได้ถึง 40 โกล แฮนดิแคป ซึ่งเป็นสถิติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล Poroto ก็กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่เคยคว้าแชมป์ Argentine Open และทำ 10 โกล แฮนดิแคป ได้สำเร็จในวัยเพียง 17 ปี และในปีเดียวกันนั้น เขาก็ทำได้มากถึง 113 โกล ทำให้เขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของฤดูกาลนั้นในอาร์เจนตินา ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดที่สุดในโลก นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัล Fair Play Award และ Silver Olympia อันทรงเกียรติในฐานะผู้เล่นโปโลยอดเยี่ยมแห่งปีด้วย

richard-mille-Poroto Cambiaso

เขาตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องในนามของครอบครัว แม้ว่าเขาจะยังคงเล่นกับพ่อของเขาในทีม La Dolfina และคว้าแชมป์ Hurlingham Cup ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของทีม แต่ปัจจุบันเขากำลังสร้างชื่อให้กับตัวเองในฐานะผู้เล่นโปโลที่น่าจับตามองที่สุด เขากล่าวว่า “ผมเป็นหัวหน้าทีมในสหรัฐอเมริกาและในอังกฤษ และผมสนุกกับมันมาก ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากพ่อของผม ทั้งในและนอกสนาม และผมรู้ว่าผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

richard-mille-Poroto Cambiaso

“โปโลเป็นกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังมาก ผมฝึกซ้อม เล่น และยังไปยิมทุกวัน โปโลเป็นกีฬาที่ต้องตอบสนองอย่างรวดเร็วและทันท่วงที คุณต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง แต่การจะชนะได้ คุณต้องมีอุปกรณ์ที่ดีด้วย เหมือนกับการแข่งขันฟอร์มูลาวัน หากคุณมีม้าที่ดี คุณก็จะมีทีมที่ดี”

richard-mille-Poroto Cambiaso

นาฬิกาเรือนล่าสุดที่ Poroto สวมใส่ก็คือ นาฬิกาสปอร์ต Richard Mille RM67-02 Automatic Extra Flat ที่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิต ควอตซ์ TPT® กับคาร์บอน TPT® และไทเทเนียมเกรด 5 ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 32 กรัม “นาฬิการุ่นนี้มีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายมาก ผมแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันเลย ผมสวมนาฬิกาเรือนนี้ที่มือซ้ายที่ไม่ได้สวมถุงมือ ซึ่งเป็นมือที่ถือสายจูง” Poroto กล่าว

richard-mille-Poroto Cambiaso

Richard Mille ยังคงเสริมสร้างความสัมพันธ์กับโลกของกีฬาโปโล ซึ่งเป็นจักรวาลที่ความหลงใหลและความแม่นยำมาบรรจบกัน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 2 พลังที่ขับเคลื่อนด้วยความรักในความท้าทายและความปรารถนาที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด ดั้งนั้น Richard Mille จึงต้อนรับ Poroto เข้าสู่ครอบครัวของตน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Tudor Black Bay Chrono “Flamingo Blue”

สะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัด ‘Flamingo Blue’ เฉดสีที่บ่งบอกความมั่นใจและสไตล์อันโดดเด่น

Tudor Black Bay Chrono “Flamingo Blue” คือความลงตัวที่เหนือจินตนาการระหว่างประวัติศาสตร์นาฬิกาดำน้ำระดับตำนานของ Tudor และกลไกโครโนกราฟอันซับซ้อน ที่บรรจงออกแบบมาเพื่อผู้ที่มองหาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและกล้าฉีกกรอบจากธรรมเนียมเดิม ๆ

ความคลาสสิกและกลไกที่เหนือชั้น

Black Bay Chrono “Flamingo Blue” นำเสนอหน้าปัดสีฟ้าสดใสในเฉด “Flamingo Blue” ที่ได้แรงบันดาลใจจากน้ำทะเลเขตร้อนชื้นและหินเทอร์ควอยซ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ขับเน้นด้วยหน้าปัดย่อยสีดำที่คมชัด สะท้อนถึงการออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิกและสไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว

tudor-black-bay-chrono-flamingo-blue

ในแง่ของประสิทธิภาพ กลไก MT5813 คือหัวใจหลักที่ผลักดันนาฬิกาเรือนนี้ให้เหนือกาลเวลา มาพร้อมคอลัมน์วีลและระบบเวอร์ติคัลคลัตช์ ที่มอบความแม่นยำและความนุ่มนวลในการใช้งานโครโนกราฟ ตัวกลไกยังได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC (Swiss Official Chronometer Testing Institute) ยืนยันความเที่ยงตรงและคุณภาพระดับโลก

พลังแห่งความทนทาน

ด้วยพลังงานสำรองกว่า 70 ชั่วโมง Black Bay Chrono “Flamingo Blue” พร้อมลุยทุกสถานการณ์โดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการไขลาน นอกจากนี้ บาลานซ์สปริงที่ผลิตจากซิลิคอนยังช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความมุ่งมั่นของ Tudor ในการสร้างนาฬิกาที่ผสมผสานงานศิลป์และนวัตกรรม

tudor-black-bay-chrono-flamingo-blue

สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

นาฬิกาเรือนนี้เสริมความสมบูรณ์แบบด้วยสายแบบห้าข้อที่ให้ความรู้สึกถึงดีไซน์ย้อนยุค พร้อมบัคเคิล T-Fit ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปรับขนาดได้อย่างง่ายดาย ความพิถีพิถันในทุกองค์ประกอบทำให้ Black Bay Chrono “Flamingo Blue” เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นเครื่องประดับที่สะท้อนความเป็นตัวเอง

จิตวิญญาณแห่งฟลามิงโก

“Flamingo Blue” ไม่ใช่เพียงเฉดสี แต่มันคือสัญลักษณ์ของการกล้าที่จะแตกต่างและเปล่งประกายด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับฟลามิงโกที่สง่างามท่ามกลางธรรมชาติ นาฬิกาเรือนนี้จึงถูกสร้างมาเพื่อคนที่พร้อมจะทะยานออกจากกรอบเดิมและเติมเต็มจังหวะแห่งชีวิต

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

บทใหม่ของความหรูหรา กับ Snoopy ที่ลึกลับและดุดันในเวอร์ชั่น Midnight Black

Crazy Love Snoopy คือการบอกเล่าเรื่องราวที่สนุก หรู และมันส์ในทุกมิติ

ถ้าคุณคิดว่า Snoopy คือสัญลักษณ์ของความน่ารักและอารมณ์ขันล่ะก็ Franck Muller และ Bamford Watch Department พร้อมพาคุณข้ามเส้นเดิม ๆ ด้วยการปลุกคาแรกเตอร์ตัวละครที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันและดีไซน์สุดจัดจ้าน ทั้งความเท่ และหรูหราที่สุดในประวัติศาสตร์เรือนเวลา กับ Crazy Love Snoopy บทใหม่ในซีรีส์ Peanuts ที่ทั้งสนุกและล้ำอย่างไร้ขีดจำกัด

Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy

ตำนานบทที่สามของ Snoopy กับความดาร์กในสี Midnight Black

หลังจากสร้างกระแสกับ Arctic Snoopy Limited-Edition ที่มาพร้อมธีมหิมะและแสงเรืองรองบนหน้าปัด คราวนี้ทั้งสองแบรนด์จับมือกันอีกครั้งเพื่อเพิ่มมิติใหม่ด้วย Crazy Love Snoopy ที่นำเสนอความโรแมนติกแบบดุดันผ่านหน้าปัดลาย “Clous de Paris” guilloche สีดำสนิท ที่ช่วยขับลวดลาย Snoopy และ Woodstock ในโทนสีเงินสุดประณีต เติมหัวใจ SuperLuminova เหนือ Woodstock ที่ส่องแสงได้ในความมืด เสริมความโรแมนติกแบบซ่อนเร้น น่าค้นหา

Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy
นาฬิการุ่น Arctic Snoopy บรรจุอยู่ในตัวเรือนไททาเนียม Cintrée Curvex เคลือบ PVD สีขาวขนาด 39.6 มม. ผสานแขนของ Snoopy เข้ากับเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีอย่างชาญฉลาด
Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy
สนูปปี้สุดน่ารัก Crazy Love ในแบบสีดำล้วน

ความพิเศษที่ยากจะปฏิเสธ

Crazy Love Snoopy ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังหายากแบบสุด ๆ มีการผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก Arctic Snoopy ที่มีแค่ 45 เรือน แต่ยังคงความเอ็กซ์คลูซีฟแบบที่แฟนตัวจริง และเหล่านักสะสมต้องจับจอง

Nicholas Rudaz CEO ของ Franck Muller บอกไว้ว่า
“นี่คือการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างงานฝีมือระดับสูงและจิตวิญญาณของความสนุกสนาน เป็นเรือนเวลาที่ไร้กาลเวลาและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เราภูมิใจที่ได้แชร์ผลงานชิ้นนี้”

แพ็กเกจที่บอกเล่าเรื่องราว

กล่องก็เก๋ แถมคอนเซปต์ก็ใช่ ถ้ากล่องหิมะของ Arctic Snoopy เป็นซิกเนเจอร์แห่งความหนาวเย็น ดีไซน์กล่อง Peanuts Doghouse ของ Crazy Love Snoopy ก็ตอบโจทย์ด้านความลึกลับและหรูหรา ด้วยเคสสีดำเคลือบเงาและภายในสีแดงสดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความเย้ายวน

Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy
Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy
Crazy Love Snoopy มีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน
Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy
การเพิ่ม SuperLuminova รูปหัวใจเหนือ Woodstock ช่วยเพิ่มความรู้สึกโรแมนติก

เมื่อศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาเจอความสนุก

Crazy Love Snoopy คือตัวแทนที่ชัดเจนว่าการประดิษฐ์เรือนเวลาระดับไฮเอนด์ที่ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึมเสมอไป มันสามารถแสดงความสนุกซ่อนตัวอยู่ในความสมบูรณ์แบบของงานฝีมือได้อย่างลงตัว

สำหรับนักสะสมหรือนักเลงเรือนเวลา Crazy Love Snoopy คือโอกาสทองที่ไม่ควรพลาด นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็น งานศิลป์เคลื่อนที่ ที่จะพาคุณท่องโลกของความหรูหราในมิติที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ข้อมูลทางเทคนิค: Franck Muller × Bamford Watch Department Crazy Love Snoopy

  • กลไก: Automatic-winding MVD 2800-CHR, สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: Disordered jumping hours; minutes
  • ตัวเรือน: Cintrée Curvex, เคลือบ Black PVD, กันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: หนังกลับสีดำ
  • จำนวนผลิต: จำกัด 50 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

by Katherine Arteche