ตัวอย่างเช่น Hublot ที่ใช้เวลากว่า 4 ปี ในการพัฒนาเซรามิกสีแดงบริสุทธิ์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและความร้อน ในขณะที่ Patek Philippe และ Vacheron Constantin ยังคงใช้เทคนิคการลงยา (Grand Feu Enamel) ที่ต้องอาศัยช่างฝีมือระดับสูงสุด
ลองนึกภาพถึง Hublot Big Bang Unico Red Magic นาฬิกาที่มาพร้อมกับตัวเรือนเซรามิกสีแดงเข้มสุดล้ำ เทคนิคที่ Hublot ใช้ในการผลิตวัสดุนี้เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ และไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้
และรุ่นที่อยากจะหยิบมาพูดถึงคือ Citizen Bullhead และ Omega Speedmaster Moonwatch Red Dial หรือรุ่น De VilleTrésor40 mm (yellow gold on leather strap) ซึ่งเป็นรุ่นที่มาพร้อมหน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีแดงหายากที่เชื่อมโยงกับสีประจำแบรนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA
มาต่อกันที่นาฬิกา Omega De Ville Trésor 40 mm รุ่น Yellow Gold on Leather Strap รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างที่น่าจับตามอง ด้วยดีไซน์ที่งดงามและสะท้อนถึงการผลิตที่พิถีพิถัน นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยการเลือกใช้ ทองคำเหลือง ในตัวเรือนขนาด 40 มม. ซึ่งทำให้ดูหรูหราและสง่างามอย่างไม่เหมือนใคร และที่พิเศษที่สุดคือ หน้าปัดสีแดง ที่มีความลึกและสวยงามไม่เหมือนใคร
หน้าปัดสีแดงของ De Ville Trésor ถูกสร้างขึ้นจากการใช้เทคนิคการเคลือบที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้ได้สีแดงที่ลึกและมีความเงางามอย่างเหลือเชื่อ สีแดงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้รุ่นนี้แตกต่างจากนาฬิกาในคลาสเดียวกัน แต่ยังสร้างความรู้สึกสดใหม่และทันสมัยที่เหมาะสำหรับการใส่ในทุกโอกาส
สายหนัง ที่มีคุณภาพสูงยิ่งเพิ่มความสบายในการสวมใส่ และยังคงความหรูหราแบบคลาสสิกที่ Omega ยึดถือไว้เสมอ ขณะที่ Master Chronometer ที่เป็นเทคโนโลยีภายในช่วยให้มั่นใจในความแม่นยำสูงสุด นาฬิกา Omega De Ville Trésor ยังได้รับการรับรองจาก Swiss Official Chronometer Testing Institute (COSC) ซึ่งรับประกันว่าเป็นนาฬิกาที่มีคุณภาพระดับสูง
รุ่นนี้ไม่ได้แค่เป็นนาฬิกา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะการออกแบบและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ทำให้มันกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก และแน่นอนว่าในอนาคต Omega De Ville Trésor 40 mm (Yellow Gold on Leather Strap) ที่มีหน้าปัดสีแดงจะกลายเป็นไอเท็มที่หายากอย่างแน่นอน
เริ่มต้นที่ Hamilton Khaki Field Mechanical ซึ่งมีประวัติยาวนานที่เกี่ยวข้องกับทหารสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกลไกไขลานที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกและทนทาน มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่ยังสื่อถึงเรื่องราวของทหารที่ต้องพึ่งพานาฬิกาเหล่านี้ในสนามรบเพื่อความแม่นยำและความรวดเร็ว การออกแบบของตัวเรือนและหน้าปัดที่เรียบง่าย ทำให้นาฬิกานี้เหมาะกับการใช้งานจริงในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางผ่านป่าทึบหรือการปฏิบัติภารกิจในที่ห่างไกล
Hamilton Khaki Field Mechanical ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาทหารที่มีความสำคัญและประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยแบรนด์ Hamilton เริ่มต้นในปี 1892 ที่เมืองลินน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาทุกประเภทตั้งแต่การใช้ในระบบขนส่งทางไปรษณีย์ จนถึงนาฬิกาทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่แบรนด์ได้ร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ โดยการผลิตนาฬิกาทหารให้กับทหารอเมริกันหลายรุ่น
Hamilton Khaki Field Mechanical เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งช่วงเวลานั้น นาฬิกากลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในสนามรบ
ทหารที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนต้องการอุปกรณ์ที่ไม่เพียงแค่ดูเวลา แต่ยังช่วยให้พวกเขาสามารถวางแผนภารกิจและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ในช่วงเวลานั้นเอง Hamilton ได้รับการเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทหารสหรัฐฯ ใช้เพราะความแม่นยำและความทนทานของกลไก
นาฬิกา Khaki Field Mechanical รุ่นนี้มีการออกแบบที่ไม่เน้นความซับซ้อน แต่กลับใช้ความเรียบง่ายเป็นหัวใจสำคัญ ตัวเรือนสแตนเลสมีขนาดที่พอเหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในสนามรบหรือการเดินทางผ่านพื้นที่ทุรกันดาร
Hamilton ไม่เพียงแค่ผลิตนาฬิกา แต่ยังผลิตสิ่งที่มีความสำคัญในการต่อสู้และการปฏิบัติภารกิจ พวกเขาผลิต เครื่องมือที่ทหารสามารถพึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์ นาฬิกา Khaki Field Mechanical จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกา
เป็นอีกหนึ่งนาฬิกาที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วย SEAL ที่ถือเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษในกองทัพเรือ การพัฒนาระบบ Luminox Light Technology (LLT) ช่วยให้หน้าปัดเรืองแสงตลอดเวลาโดยไม่ต้องชาร์จไฟ เป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ทหารในหน่วย SEAL สามารถมองเห็นเวลาได้อย่างชัดเจนแม้ในสถานการณ์ที่มืดสนิท ซึ่งไม่ต่างจากภารกิจที่ทหารเหล่านี้ต้องเผชิญในน้ำและกลางคืน การที่สามารถพึ่งพานาฬิกาได้ในทุกสถานการณ์เป็นสิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ได้รับการยอมรับจากทหารหลาย ๆ คน
Luminox Navy SEAL Series เป็นหนึ่งในนาฬิกาทหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งไม่ได้มาจากแค่การออกแบบที่โดดเด่นและฟังก์ชันที่เชื่อถือได้ แต่ยังมีเรื่องราวที่ยาวนานเชื่อมโยงกับหน่วย SEAL ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และการพัฒนาความทนทานที่พร้อมเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในโลกของการทหาร
การเข้าร่วมกับหน่วย SEAL ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Luminox เนื่องจากการที่หน่วยนี้ต้องการนาฬิกาที่ทนทานและสามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เช่น ใต้น้ำหรือในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความมืดและความกดดัน Luminox Navy SEAL Series จึงได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานของหน่วย SEAL โดยเฉพาะ
สิ่งที่ทำให้ Luminox Navy SEAL Series แตกต่างจากนาฬิกาทหารอื่น ๆ คือการที่มันไม่เพียงแต่มีความทนทานและความแม่นยำที่เหนือชั้น แต่มันยังออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในภารกิจที่ต้องการความรวดเร็วและการตัดสินใจที่แม่นยำ โดยมีระบบการอ่านเวลาแบบไม่ต้องพึ่งแสงไฟที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับการที่ตัวเรือนของนาฬิกามีคุณสมบัติกันน้ำและทนทานต่อแรงกระแทก
การมี Luminox Navy SEAL Series บนข้อมือของคุณไม่เพียงแค่ทำให้คุณได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่ยังเหมือนกับการมีส่วนร่วมในเรื่องราวและจิตวิญญาณของหน่วย SEAL ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดในโลกได้ทุกเมื่อ
4. IWC Big Pilot’s Watch Top Gun
สำหรับ IWC Big Pilot’s Watch Top Gun นาฬิกานี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิบัติการของนักบินรบในกองทัพอากาศ กลไกออโตเมติกพรีเมียมจาก IWC ผสมผสานกับตัวเรือนเซรามิกที่ทนทานต่อการขีดข่วนทำให้มันเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย
IWC Big Pilot’s Watch Top Gun เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ถือกำเนิดจากแรงบันดาลใจที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความกล้าหาญ เหมือนกับการบินทะยานผ่านท้องฟ้าในเครื่องบินรบสุดล้ำ เป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของนักบินรบในโครงการ Top Gun ซึ่งเป็นการฝึกทหารอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อสู้ในอากาศโดยเฉพาะ โดยเฉพาะในยุคที่การบินเป็นเรื่องที่ท้าทายและเต็มไปด้วยอันตราย
ต้นกำเนิดของ Top Gun หรือที่รู้จักกันในชื่อ United States Navy Strike Fighter Tactics Instructor Program เริ่มขึ้นในปี 1969 เพื่อฝึกฝนนักบินที่มีความสามารถสูงสุดในการทำภารกิจรบทางอากาศ
เป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสอย่าง Bell & Ross และโลกของการทหารในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับทั้งความทนทานและการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานในสนามรบ โดยเฉพาะการสื่อถึงการใช้งานจริงในภารกิจที่ต้องการความแม่นยำและความเรียบง่าย
แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี 1992 โดย Bruno Belamich และ Carlos Rosillo ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างนาฬิกาที่มีความทนทานและสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุด แนวคิดหลักของแบรนด์คือการสร้างนาฬิกาที่มี ดีไซน์ที่เหมาะสมสำหรับนักบินและทหาร ที่ต้องการความแม่นยำในการบอกเวลาอย่างมาก ซึ่งเหตุนี้เองทำให้แบรนด์นี้มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบนาฬิกาที่ใช้ในภารกิจทหารโดยเฉพาะ
ในรุ่น BR V2-92 Military Beige เราจะพบการออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเฉพาะตัว ตัวเรือนใช้วัสดุสแตนเลสที่มีความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน หน้าปัดมีการออกแบบที่ดูสะอาดตาและอ่านง่ายในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสีเบจที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ แต่ยังคงความทนทานของนาฬิกาเอาไว้ได้ดี
สิ่งที่โดดเด่นคือการใช้ กลไกอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในภารกิจที่ต้องการความถูกต้องในเวลาทุกวินาที นอกจากนี้ BR V2-92 Military Beige ยังมาพร้อมกับ สาย NATO ที่แข็งแรง ซึ่งสามารถทนทานต่อสภาวะที่รุนแรงได้ดี
การออกแบบของรุ่นนี้นอกจากจะสะท้อนถึงการทหารแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับการใช้งานจริงในสนามรบ โดยนาฬิกา Bell & Ross มักจะถูกใช้ในภารกิจทหารที่มีความซับซ้อน เช่น ภารกิจทางอากาศ การลาดตระเวนทางทะเล หรือการทำงานในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ด้วยการเน้นการออกแบบที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริงในทุกสถานการณ์
สำหรับผู้ที่สนใจนาฬิกา Bell & Ross BR V2-92 Military Beige นี้ จะรู้สึกถึงความมั่นใจที่แบรนด์นี้มอบให้ ผ่านการออกแบบที่ไม่แค่เน้นที่ความสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานจริงและคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักผจญภัยหรือทหารที่ต้องการเครื่องมือที่สามารถไว้ใจได้ในทุกภารกิจ
7. Longines Heritage Military 1938 เมื่อกาลเวลาและประวัติศาสตร์ถูกบรรจุลงบนข้อมือ
AVI-8 จับมือกับ Royal British Legion (RBL) องค์กรที่ดูแลเหล่าทหารผ่านศึกของอังกฤษ เพื่อสร้าง Flyboy Royal British Legion Poppy Collection นาฬิกาที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็น เครื่องหมายแห่งความภาคภูมิและการรำลึก
เรื่องราวของ Franck ก็ไม่ต่างกันมากนักจากช่างทำตู้ไม้จากยอร์กเชียร์ที่กลายมาเป็นช่างนาฬิกาอย่าง John Harrison ผู้ที่มุ่งมั่นที่จะให้ประเทศอังกฤษมีนาฬิกาที่แม่นยำพอที่จะบอกตำแหน่งในทะเล นาฬิกา H4 ของ Harrison ที่ถูกนำเสนอในปี 1761 เป็นผลจากการทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนนานถึง 31 ปี และมันคือเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์สามารถนำทางโลกได้เกินขอบฟ้า
นักประดิษฐ์ก่อนหน้า Franck Muller ได้แก่ Abraham-Louis Breguet ช่างนาฬิกาที่เก่งกาจและนักแสดงที่โด่งดังในวงการ ที่มีการประดิษฐ์เครื่องมือสำคัญ เช่น ระบบทูร์บิญอง Christiaan Huygens ผู้คิดค้นสปริงขนที่ใช้ในนาฬิกา Pierre Le Roy นักนวัตกรรมที่พัฒนาระบบเดเทนต์เอสเคปเมนต์
Ferdinand Berthoud ผู้สร้างโครโนมิเตอร์ทางทะเลที่ได้รับการยกย่องที่สุดในโลก และ Charles Édouard Guillaume นักประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ผู้คิดค้นวัสดุสำหรับสปริงบาลานซ์ที่มีความสามารถในการชดเชยความร้อนอย่าง Elinvar
Richard Mille RM 16-02 การเปิดตัวเฉดสี Terracotta ใหม่สุดสวย สำหรับนาฬิกาแห่งอนาคต
WORD Felix Scholz
แม้นาฬิกา RM 16 จะเป็นรุ่นที่อยู่ในแคตตาล็อกของ Richard Mille มาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว แต่จุดแข็งของรุ่นนี้ก็คือ การเป็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมรุ่นแรกของ Richard Mille ซึ่งก็ทำให้มันอยู่ในความสนใจของผู้คนมาโดยตลอด ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งต่างจากตัวเรือนทรงตอนโนของ Richard Mille อันเป็นที่คุ้นตามากกว่า
ล่าสุด Richard Mille ได้นำเสนอเวอร์ชั่นใหม่ของ RM 16 ออกมาเพิ่มอีก 2 แบบ คือ RM 16-02 ที่มีให้เลือกระหว่างตัวเรือนไทเทเนียมสไตล์เงียบขรึม และตัวเรือนควอตซ์ TPT ร่วมกับวัสดุสีเทอร์ราคอตตาซึ่งเป็นเฉดสีใหม่ในโทนแดงเข้มที่ดูอบอุ่น
Richard Mille RM16-02 ในเวอร์ชั่นตัวเรือนไทเทเนียม
แม้จะเป็นกลไกแบบบอกเวลาเพียงอย่างเดียว แต่รูปโฉมในภาพรวมก็ยังแสดงความโดดเด่นเตะตาเมื่ออยู่บนข้อมืออย่างที่นาฬิกา Richard Mille ทุกรุ่นทุกแบบเป็น ดังที่เห็นได้จากภาพโปรโมตในแนวแฟชั่นที่ Richard Mille ตั้งใจนำเสนอ และด้วยขนาดของตัวเรือนก็เรียกได้ว่าเหมาะเจาะทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง ส่วนอารมณ์ของสีก็ดูร่วมสมัยและสุภาพเรียบร้อย ซึ่งเรากล้าพูดได้ว่ามันดูเรียบง่าย แต่ดูเท่และดูดีเป็นอย่างมาก แม้รูปทรงจะแตกต่างไปจากเรือนทรงตอนโนของ Richard Mille ที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นตาก็ตาม
นาฬิกา Les Cabinotiers Le Temps Divin ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจักรวาลวิทยาของจีน โดยเฉพาะสัญลักษณ์ทั้งสี่ (Sì Xiàng) ได้แก่ Azure Dragon, Vermilion Bird, White Tiger และ Black Tortoise โดยสัตว์ในตำนานเหล่านี้เป็นตัวแทนของทิศหลัก ฤดูกาล และองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้คอลเลกชั่นนี้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก
แม้ว่าภาพเหล่านี้จะเป็นสัญลักษณ์ของจีน แต่ภาพวาดทั้งองค์ประกอบและสีก็ไม่ได้ทำตามขนบธรรมเนียมจีนอย่างเคร่งครัด แต่กลับผสมผสานอิทธิพลจากตะวันตกและญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วย แบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่มักจะได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะในอดีตเมื่อจะสร้างสรรค์หน้าปัดนาฬิกาแบบ Métiers d’art ขึ้นมา แนวทางที่พบบ่อยที่สุดคือการทำซ้ำภาพวาดที่มีชื่อเสียง แต่การนำองค์ประกอบหรือการตีความแนวคิดเก่าๆ ที่เป็นต้นฉบับขึ้นใหม่นั้นไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Les Cabinotiers Le Temps Divin มีความแตกต่าง
แม้ว่านาฬิกา Le Temps Divin จะถูกนำเสนอในฐานะส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่น Les Cabinotiers ในปีนี้ ซึ่งใช้นาฬิกาฟังก์ชั่นบอกเวลาอย่างเดียวเป็นพื้นฐาน แต่ Le Temps Divin Le Temps Divin Ode to the Four Guardians ก็มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติพร้อมทูร์บิญอง Cal.2160 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่สวยงามที่สุดในแค็ตตาล็อกของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่านาฬิกาที่ผสมผสานระหว่างการใช้กลไกที่มีเทคนิคขั้นสูงกับงานศิลป์ที่เน้นเทคนิคขั้นสูงนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่ง โดยที่สุนทรียศาสตร์ที่ปรากฎนั้นมีความสมดุลกับความเลอเลิศของกลไกอย่างแท้จริง
การตกแต่งกระทำมาอย่างสวยงามตามที่คาดหวังได้จาก Vacheron Constantin โดยมีจุดเด่นอยู่ที่บริดจ์สตีลผิวขัดเงาสำหรับทูร์บิญอง และมุมภายในที่มีอยู่มากมายบนโลโก้มอลทีส ครอส ที่เป็นรูปร่างของกรง ขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงาม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตราประทับ Poinçon de Genève ที่การันตีความเลอเลิศของนาฬิกา
สรุปความคิดเห็น
Les Cabinotiers Le Temps Divin Ode to the Four Guardians อันเป็นผลงานซีรี่ส์ล่าสุดนี้ ประกอบด้วยนาฬิกา 4 รุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งแม้จะวางอยู่ท่ามกลางเหล่านาฬิกาประเภทงานศิลป์ด้วยกัน จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมนาฬิกาถึงเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจและคุ้มค่าแก่การสะสม
“Pegasus” คือสัญลักษณ์ของความเร็วเหนือกาลเวลา สิ่งที่ทำให้เรือนเวลานี้พิเศษเหนือกว่าแค่ความคลาสสิก คือการนำเอาโลโก้ “Pegasus” สีแดงเพลิงของ Mobil 1 มาวางไว้บนหน้าปัด a nod to history ที่เต็มไปด้วยความหมาย
Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Red Gold “Year of the Snake” นาฬิกาสุดหรูที่เปี่ยมด้วยงานศิลป์แห่งจักรราศีจีน
Arnold & Son เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษ Perpetual Moon 41.5 “Year of the Snake” ที่สะท้อนความงดงามของปีงูผ่านงานแกะสลักลายงูบนทองคำกุหลาบ 18K รายละเอียดที่ประณีตของเกล็ดงูและลิ้นที่แยกออกเป็นสองแฉก สร้างความโดดเด่นเหนือหน้าปัดกระจก Aventurine glass สีน้ำเงิน
งูตัวนี้พันรอบกิ่งใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) พร้อมดวงจันทร์เปลือกหอยมุกเรืองแสง ที่โอบล้อมด้วยกลุ่มดาว Ursa Major และ Cassiopeia ถ่ายทอดบรรยากาศแห่งจักรวาลและความเชื่อดั้งเดิมของจักรราศีจีน
TAG Heuer ตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์สปอร์ต พร้อมอัปเดต Carrera รุ่นใหม่ดีไซน์ที่รวมฟังก์ชั่นล้ำสมัยและการสวมใส่ที่ลงตัว
ปี 2025 กับการกลับมาอีกครั้งในฐานะ Official Timekeeper ของ Formula 1 พร้อมเปิดตัวคอลเลกชัน Carrera รุ่นใหม่ที่ผสานความเร็วและสไตล์อย่างลงตัว
เป็นที่รู้กันดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ยังคงอยู่ในเส้นทางแห่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการเติมเต็มคอลเลกชัน Carrera ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และในปี 2025 ท่ามกลางการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ Official Timekeeper ของ Formula 1 แบรนด์ก็ยังไม่ลดความแรงลง
แบรนด์เดินหน้าขยายคอลเลกชัน Carrera รุ่นใหม่ต้อนรับการกลับสู่วงการแข่งรถครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสองคอลเลกชันไอคอนิกอย่าง Formula 1 และ Carrera ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น (บอกเลยว่าเล่นครั้งนี้ตั้งใจสุด ๆ)
และต้องยอมรับว่าหนึ่งในเรือนเวลาที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้ TAG Heuer Formula 1 Chronograph x Oracle Red Bull Racing รุ่นพิเศษที่สะท้อนความร่วมมืออันยาวนานนับตั้งแต่ปี 2016 และถือเป็นการร่วมมือครั้งที่ 8 แล้ว
จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่คอลเลกชัน Formula 1 เท่านั้นนะที่สะท้อนถึง DNA มอเตอร์สปอร์ตของ TAG Heuer แต่ครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานและประวัติศาสตร์อันน่าจดจำของ TAG Heuer จึงได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ Carrera Chronosprint x Porsche Rallye
ระหว่างที่กำลังค้นหาข้อมูลแบรนด์ WOLF 1834 ซึ่งชื่อฟังดูคลาสสิกและเก่าแก่มาก พอลองมานั่งศึกษาประวัติอย่างจริงจังถึงได้รู้ว่าแบรนด์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1834 โดย Philipp Wolf I ชาวเยอรมัน ผู้ที่เชื่อว่า “ของสำคัญควรได้รับการดูแลที่คู่ควร” เขาเริ่มต้นจากการทำกล่องเครื่องประดับที่ไม่ใช่แค่เก็บของ แต่ช่วยรักษาคุณค่าไปพร้อมกัน
Louis Vuitton Tambour Convergence ตัวเรือนแพลตตินัมประดับเพชร 795 เม็ด
นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวพร้อมกับ Tambour Taiko Spin Time คอลเลกชันใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก montres à guichet หรือ “นาฬิกาที่มีหน้าต่างแสดงเวลา” ซึ่งเป็นที่นิยมในยุค Art Deco ชื่อ “Convergence” สื่อถึงการผสานความเชี่ยวชาญระดับสูงของ Louis Vuitton ไว้อย่างครบครัน ทั้งในด้านการออกแบบกลไกจาก La Fabrique du Temps การผลิตตัวเรือนจาก La Fabrique des Boîtiers และงานฝีมืออันวิจิตรจาก La Fabrique des Arts ที่สำคัญที่สุด Tambour Convergence มาพร้อมกลไกอัตโนมัติแบบโรเตอร์เต็มตัว (Full-Rotor Automatic Movement) ที่พัฒนาขึ้นภายในองค์กรทั้งหมด
หน้าปัดคอร์เนเลียนสีส้มของนาฬิกาดูเข้ากันได้อย่างลงตัวกับโทนสีอบอุ่นของ Fire Opal รวมไปถึงอิทธิพลรูปแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Genta บนตัวเรือน
นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก GG-005 Zenith Elite ออกแบบพิเศษโดยช่างผู้ชำนาญจาก La Fabrique du Temps อย่าง Michel Navas และ Enrico Barbasini ที่สร้างสรรค์ความล้ำค่าในทุกการเคลื่อนไหว
ข้อมูลทางเทคนิค: gérald genta Gentissima Oursin Fire Opal
Hublot ได้ร่วมมือกับศิลปินชื่อดังหลายคน เช่น Daniel Arsham และ Takashi Murakami เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นงานศิลปะระดับพิพิธภัณฑ์ นาฬิการุ่นพิเศษเหล่านี้มีการออกแบบที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการของนักสะสม
ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ อาจเปลี่ยนทิศทางตามกระแสและเทรนด์ใหม่ ๆ แต่ Hublot กลับยังคงมุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเองกับ Big Bang นาฬิกาที่ถือกำเนิดจากยุคพลังงานแห่งความกล้าอย่างแท้จริง อาจมีช่วงเวลาที่ทีมผู้บริหารของ Hublot คิดอยากจะมีดีไซน์คลาสสิกให้กลับมาสร้างใหม่อยู่บ้าง (เหมือนกับแบรนด์อื่น ๆ) แต่การที่แบรนด์เลือกจะเป็นตัวเองก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดในระยะยาว
นอกจากนาฬิกาที่เคยถูกมองว่าแปลกใหม่และนอกกรอบของซีรีส์ Big Bang กลายเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของวงการนาฬิกายุคใหม่ และการคงเอกลักษณ์ของมันได้สร้างคุณค่าอันล้ำค่าให้กับโลกของการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างแท้จริง
Hublot Big Bang Meca-10 กับนิยามใหม่ที่เล็กลงแต่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
ย้อนกลับไปในปี 2016 เมื่อเกือบสิบปีก่อน Hublot ได้เปิดตัว Big Bang Meca-10 ซึ่งถือเป็นการตีความใหม่ที่ถูกยกย่องว่าเป็นที่สุดของนาฬิการุ่น Big Bang ระบบไขลานแบบ manual โดยการนำดีไซน์หน้าปัดแบบ Skeleton Dial มาใช้ร่วมกับกรอบนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์
นอกจากการเปิดตัวกลไกใหม่ล่าสุดอย่าง Meca-10 calibre และขนาดตัวเรือนที่ปรับให้ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้นแล้ว คอลเลกชันใหม่ของแบรนด์ในปี 2024 ยังเพิ่มสีสันสุดจี๊ดให้กับรุ่นยอดนิยมทรง tonneau-shaped อย่าง Spirit of Big Bang พร้อมตอบโจทย์แฟน ๆ ที่รักในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
Hublot Spirit of Big Bang
จากการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อกว่า 10 ปีก่อน นาฬิกาในคอลเลกชัน Spirit of Big Bang ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ในคอลเลกชันของแบรนด์ โดยการผสมผสานเอกลักษณ์ของ Big Bang เข้ากับดีไซน์ทรง Tonneau ที่โอบกระชับข้อมือ กลายเป็นการสร้างความดึงดูดทั้งบนข้อมือและจากมุมมองภายนอก
วัสดุและเทคโนโลยีล้ำสมัย
ไม่แปลกใจเลยที่เห็นการพลิกโฉมใหม่ของรุ่น Big Bang ที่มาในดีไซน์โค้งมนมากขึ้น โดยนำเทคนิคเดียวกันกับรุ่นทรงกลมมาใช้ อย่างเช่น การใช้เซรามิกสีสันสดใส ทำให้นาฬิกา Spirit of Big Bang ขนาด 42 มม.
ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการทำเซรามิก ซึ่งเมื่อจับคู่กับสายและการเน้นสีบนหน้าปัด ก็ทำให้ได้แพ็คเกจที่ดึงดูดสายตา ทั้งสามรุ่นใหม่ของ Spirit of Big Bang นี้มีจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนต่อสี แต่ไม่ต้องห่วง เรามั่นใจว่าในอนาคตจะได้เห็นความสวยงามของเซรามิกบน Spirit of Big Bang มากขึ้นอย่างแน่นอน
Hublot Spirit of Big Bang Year of the Snake
มาพูดถึงความงามที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Spirit แต่ถูกนำมาปรับดีไซน์ใหม่อย่างมีเสน่ห์ โดยเปิดตัวก่อนงาน LVMH Watch Week เล็กน้อย แต่ก็ยังถือเป็นการเปิดตัวที่สดใหม่ไม่แพ้กันกับเจ้า Spirit of Big Bang Year of the Snake นาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีนักษัตรงูในปฏิทินจีน และแน่นอนว่ามีการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 88 เรือนเท่านั้น
หน้าปัดสะท้อนถึงงานฝีมือสุดประณีตแบบดั้งเดิมด้วยการทำกิโยเชลายฮ็อบเนลด้วยเครื่องมือที่บังคับด้วยมือ บนพื้นผิวของหน้าปัดทองรวมไปถึงแนววงแหวน โดยสร้างสรรค์ขึ้นแบบอินเฮาส์ภายในโรงงาน La Fabrique du Temps
ส่วนคอลเลกชั่น Spirit of Big Bang ถูกเสริมทัพด้วยนาฬิกาโครโนกราฟตัวเรือนเซรามิกขนาด 42 มม. 3 รุ่นใหม่ที่มากับสี เขียวเข้ม สีฟ้าสกายบลู และสีเบจ โดยแต่ละรุ่นใช้หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กด์และถูกตกแต่งแบบผสมผสานระหว่างการขัดเงาและการแต่งผิวแบบไมโครบลาสต์ ผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนต่อสี
Hublot Spirit of Big Bang ceramic
Hublot Spirit of Big Bang Year Of The Snake
ปิดท้ายด้วยรุ่น Spirit of Big Bang Year of the Snake (ที่เผยโฉมก่อน LVMH Watch Week) ที่ผลิตแบบจำนวนจำกัดแค่ 88 เรือน นาฬิการุ่นนี้มีลวดลายคล้ายเกล็ดงูบนขอบตัวเรือนและสาย และมีชิ้นงูทองคำที่เลื้อยอยู่บนหน้าปัด โดยมีหัวอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา การออกแบบนาฬิการุ่นนี้เป็นการให้เกียรติแก่ความหมายของสัญลักษณ์งูในจักรราศีจีน อันได้แก่ ปัญญา เสน่ห์ และการเปลี่ยนแปลง
Louis Vuitton: Tambour Taiko Spin Time, Tambour Convergence
ในการเปิดตัวครั้งแรกของ Louis Vuitton รุ่นใหม่ที่ LVMH Watch Week ปีนี้ คอลเลกชั่น Tambour ได้นำเสนอรุ่นใหม่ในซีรีส์ Spin Time ซึ่งมากับการแสดงชั่วโมงด้วยตัวเลขดิจิตอลแบบใหม่ เริ่มจากคอลเลกชั่น Tambour Taiko Spin Time ซึ่งมีการออกแบบตัวเรือนใหม่และใช้กลไกอัตโนมัติ อินเฮาส์ เครื่องใหม่ที่ติดตั้งโมดูล Spin Time เข้าไป
Louis Vuitton Tambour Taiko Spin Time กับหน้าปัด ฮอว์กส อาย
ส่วนรุ่นที่อยู่เหนือขึ้นไปอย่าง Spin Time Air ขนาด 42.5 มม. จะใช้การแสดงค่าแบบลูกบาสก์ลอยตัวอยู่ท่ามกลางแนววงโปร่งใส โดยเวอร์ชั่นที่ประดับเพชรนั้นมีความโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยจำนวนเพชรมากกว่า 1,000 เม็ดประดับทั่วพื้นผิว
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมรุ่น Spin Time Air Antipode ที่เพิ่มฟังก์ชั่น World Time แสดงเวลาทั่วโลกเข้ามา ซึ่งจะแสดงค่าของ 24 เขตเวลาพร้อมกันด้วยการหมุนลูกบาศก์ พร้อมการแสดงกลางวัน/กลางคืน และมีภาพแผนที่โลกอยู่ตรงกลางของหน้าปัด
จุดสูงสุดของคอลเลกชั่นนี้ก็คือ Spin Time Air Flying Tourbillon ซึ่งผสานการแสดงค่าแบบลูกบาศก์ลอยตัวเข้ากับ Tourbillon แบบ Flying ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางของนาฬิกา พร้อมความโดดเด่นในดีไซน์ของกรงที่สร้างเป็นลักษณะของดอกไม้โมโนแกรม อันเป็นสัญลักษณ์ของ Louis Vuitton
Louis Vuitton Taiko Spin Time Air Flying Tourbillon
TAG Heuer: Carrera Chronosprint × Porsche Rallye Formula 1 44mm Chronographs Carrera Chronograph and Tourbillon with Smoky Purple Dials Carrera Chronograph Glassbox Precious Carrera Date 36mm Pastels
Carrera Chronosprint x Porsche Rallye เปิดตัวด้วย 2 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 911 เรือนสำหรับตัวเรือนสตีล และ 11 เรือนสำหรับตัวเรือนทอง 18K ทั้ง 2 รุ่นโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำพร้อมรายละเอียดที่งดงาม และนวัตกรรมกลไก TH20-08 ที่ออกแบบมาเพื่อให้จับเวลาอย่างแม่นยำได้ที่ 9.1 วินาที เพื่อรำลึกถึงรถ Porsche 911 หมายเลข “147” ที่เข้าแข่งขัน Monte Carlo Rally ในปี 1965
TAG Heuer Carrera Chronosprint × Porsche Rallye
TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon with smoky purple dial
ในส่วนของคอลเลกชั่น Formula 1 นั้น เป็นการเปิดตัวรุ่นใหม่ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 44 มม. 5 สีใหม่ ซึ่งมากับผิวพ่นทรายหรือเคลือบผิวด้วยเทคนิค DLC โดยไฮไลต์อยู่ที่รุ่น Formula 1 Chronograph x Oracle Red Bull Racing Edition ซึ่งมีหน้าปัดสีน้ำเงินผิวโอปอลีนเป็นลายตารางและมีวงขอบตัวเรือนเป็นฟอร์จด์ คาร์บอน พร้อมสเกลทาคีมิเตอร์
TAG Heuer Formula 1 Chronographs ในตัวเรือน 44 มม.
TAG Heuer Carrera Chronograph Glassbox Precious ที่มากับสีพาวเดอร์พิงค์
Carrera Date หน้าปัดสีไลแลก
นาฬิกา Carrera Chronograph ประดับเพชร 2 รุ่นนี้มากับหน้าปัดสีพาวเดอร์พิงค์ หรือสีเมทัลลิกบลู โดยมีเพชร 72 เม็ดประดับอยู่บนวงขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง ส่วนคอลเลกชั่น Carrera Date ก็เสริมทัพด้วยรุ่นขนาด 36 มม. 2 รุ่นที่มากับหน้าปัดสีพาสเทล (สีไลแลกหรือสีพาวเดอร์พิงค์) พร้อมหลักชั่วโมงประดับเพชร และใช้กลไกอัตโนมัติ Calibre 7 โดยมากับดีไซน์สายแบบ Carrera H ที่ได้รับการอัปเดตในปี 2023
Tiffany & Co: Jean Schlumberger by Tiffany Bird on a Rock Twenty Four Stone Eternity by Tiffany Wisteria 18K Gold Pocket Watch from the Archives
Tiffany & Co. นำเสนอผลงานที่ยอดเยี่ยมในงาน LVMH Watch Week 2025 ด้วยเรือนเวลาอันระยิบระยับ ซึ่งผสมผสานมรดก นวัตกรรม และศิลปะเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รุ่น Bird on a Rock Full Pavé Diamond Watch สะดุดตาด้วยเพชรบริลเลียนท์คัตทรงกลมจำนวน 1,362 เม็ด บนตัวเรือนขนาด 36 มม. และสายที่ทำจากไวท์โกลด์
ส่วนความสนุกสนานถูกเพิ่มด้วยรังนกที่ประดับอความารีนทรงบาแก็ตต์คัต 30 เม็ด ซึ่งฝังด้วยเทคนิคแบบไร้รอยต่อ ในขณะที่รุ่น Bird on a Rock Tsavorite Watch มาพร้อมขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยซาโวไรต์สีเขียวทรงบาแก็ตต์ 36 เม็ด เป็นแนวขอบหน้าปัดและมีชิ้นงานรูปนกประดับเพชรอย่างงดงาม ทั้งยังมีเพชรฝังแบบสโนว์เซ็ตบนหน้าปัดและตัวเรือน และมาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีเขียว
Tiffany & Co. Bird on a Rock Tsavorite Watch
Jean Schlumberger for Tiffany & Co. Twenty Four Stone Watch
ดีไซน์ระดับไอคอนิก Sixteen Stone ของ Jean Schlumberger ได้ถูกแต่งโฉมมาอย่างโดดเด่นบนนาฬิกา Twenty Four Stone ในตัวเรือนไวท์โกลด์ที่ประดับด้วยเพชรกว่า 700 เม็ด น้ำหนักรวม 6.5 กะรัต ที่ฝังอยู่ในลวดลายแบบการปักครอสติช ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรากฐานด้านสิ่งทอของ Schlumberger โดยมีวงแหวนที่ประดับด้วยเพชร 24 เม็ด และชิ้นขีดไขว้ที่ทำจากเยลโลวโกลด์ เพิ่มการเคลื่อนไหวและมิติอันล้ำลึกให้กับดีไซน์
สถาบันเครื่องประดับชั้นนำจากอเมริกาแบรนด์นี้ยังได้จัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ซึ่งรวมถึงนาฬิกาพกจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเรือไททานิค นาฬิกาเยลโลวโกลด์ 18K เรือนนี้ถูกขายโดย Tiffany & Co. ในปี 1912 โดยเป็นของขวัญที่มอบให้แก่กัปตัน Arthur Rostron แห่งเรือ R.M.S. Carpathia เพื่อเป็นการยกย่องบทบาทสำคัญของเรือของเขาในการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเรือ White Star Line ที่ประสบชะตากรรมในครั้งนั้น
Zenith: Chronomaster Sport Rainbow, Defy Skyline Chronograph Skeleton
รวมถึงการทำงานของนาฬิกาที่ซับซ้อนอย่างนาทีรีพีทเตอร์และออโตมาตา แต่ความซับซ้อนที่โดดเด่นที่สุดคือ Spin Time ซึ่งถูกเปิดตัวใน Tambour ครั้งแรกในปี 2009 ออกแบบโดย Michel Navas และ Enrico Barbasini, Spin Time คือ นาฬิกา Jump Hour ที่มีเอกลักษณ์และซับซ้อน โดยใช้ลูกบาศก์หมุน 12 ลูกที่ตั้งอยู่รอบขอบหน้าปัดเพื่อแสดงชั่วโมงปัจจุบัน
Louis Vuitton ได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ Tambour Taiko Spin Time ซึ่งมาพร้อมกับ 6 รุ่นที่ไม่ซ้ำใคร ได้แก่ สองรุ่นที่บอกเวลาเพียงอย่างเดียวในแบบ Spin Time สองรุ่นในแบบ Spin Time Air รุ่น Spin Time Flying Tourbillon และรุ่น Spin Time Antipode ที่มีฟังก์ชันบอกเวลาโลกที่ล้ำสมัย
น่าสังเกตว่าในครั้งนี้ ระบบ Spin Time ซึ่งเคยใช้ร่วมกับกลไก ETA ในรุ่นก่อนหน้านี้ ได้มีการพัฒนาใหม่และใช้กลไกอัตโนมัติจาก La Fabrique du Temps ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ใช้ใน Tambour Convergence รุ่นใหม่ล่าสุด ในขณะเดียวกัน ระบบ Spin Time ที่ใช้กับโมดูลนี้ก็ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและได้รับการจดสิทธิบัตรเมื่อปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตัวลูกบาศก์ที่ใช้ใน Spin Time รุ่นก่อนหน้าซึ่งมีขอบตรง ก็ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นลูกบาศก์ที่มีสี่ด้านโค้งมนใน Tambour Taiko Spin Time ซึ่งทำให้ลูกบาศก์แต่ละชิ้นมีรูปลักษณ์เหมือนเบาะ (Cushion-Shaped) มากยิ่งขึ้น
Spin Time
Spin Time กลไกเอกสิทธิ์เฉพาะที่ยังคงสร้างความตื่นตา
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโมเดลที่น่าหลงใหลที่สุดในคอลเลกชันนี้คือ Spin Time Air Antipode นาฬิกาโลกที่ใช้แนวคิด Spin Time อย่างชาญฉลาดเพื่อแสดงเวลาใน 24 โซนเวลาในครั้งเดียว พร้อมด้วยการบ่งบอกวัน-คืนที่ครบถ้วน ความเรียบง่ายและความชัดเจนในการแสดงผล รวมถึงวิธีที่กลไกทำงานได้อย่างลงตัวกับฟังก์ชันนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก
Spin Time Antipode
Spin Time Antipode
เวลาในท้องถิ่นจะถูกแสดงโดยเข็มนาทีที่ออกแบบเป็นแบบสเคลตัน และเข็มชั่วโมงสีเหลืองที่พิมพ์บนจานหมุนแผนที่โลกที่หมุนไปเอง ส่วนเวลาทั่วโลกจะถูกบอกโดยลูกบาศก์ 12 ลูกในกลไก Spin Time ที่ล้อมรอบแผนที่
สุดท้ายคือรุ่น Spin Time Air Flying Tourbillon ซึ่งเป็นโมเดลที่สะดุดตาที่สุด ด้วยฟีเจอร์ของฟลายอิ้งทูร์บิญองที่ตั้งอยู่กลางหน้าปัด แม้ว่าฟลายอิ้งทูร์บิญองกลางจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคอลเลกชัน Tambour Spin Time แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นำมันมาผสมผสานกับหน้าจอแสดงผลชั่วโมงกระโดดที่แขวนลอย
แต่แรงบันดาลใจจากอดีตนั้นชัดเจนอยู่ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กลิ่นอายของเครื่องประดับ Art Deco ไปจนถึงเสน่ห์ที่ได้จากโคมไฟ Tiffany และเข็มกลัด Bird on a Rock อันเลื่องชื่อที่ครองใจคนทั่วโลก
Anthony Ledru, CEO ของ Tiffany & Co. ได้กล่าวไว้ว่า
“การเข้าร่วม LVMH Watch Week ครั้งแรกของเราถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ของ Tiffany ในฐานะ Maison ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและมรดกอันยิ่งใหญ่ในวงการการผลิตนาฬิกา
Jean Schlumberger by Tiffany Bird on a Rock Watchesนาฬิกาที่ปลุกชีวิตให้กับไอคอนแห่งความงามและความคิดสร้างสรรค์
มาเริ่มกันที่ Jean Schlumberger หนึ่งในนักออกแบบเครื่องประดับในตำนานของ Tiffany & Co. ผู้เคยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงระดับไอคอนอย่าง Babe Paley, Bunny Mellon, Diana Vreeland และ Jackie Kennedy ได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งด้วยนาฬิกาสองรุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Jean Schlumberger by Tiffany Bird on a Rock Watch
นาฬิกาเหล่านี้ได้สานต่อความสนุกและความสร้างสรรค์ที่เปรียบเสมือน DNA ของ Tiffany โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเข็มกลัด Bird on a Rock อันโด่งดังในปี 1965 ของ Schlumberger ความพิเศษอยู่ที่นกทองคำฝังอัญมณีที่นั่งอยู่บนหน้าปัดบนวงแหวนรอบข้างแบบหมุนได้ เมื่อผู้สวมใส่ขยับข้อมือ นกตัวน้อยจะดูราวกับกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา
การตีความใหม่ครั้งแรกคือ Bird on a Rock Full Pavé Diamond Watch ที่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 36 มม. พร้อมสายที่เปล่งประกายสะกดทุกสายตา นาฬิกาทั้งหมดประดับด้วยเพชรกลม 1,362 เม็ด
นาฬิกาชิ้นนี้มีการสลักข้อความภายในฝาหลังว่า “มอบให้กับกัปตัน Rostron ด้วยความขอบคุณและซาบซึ้งจากสามผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Titanic 15 เมษายน 1912, Mrs. John B. Thayer, Mrs. John Jacob Astor และ Mrs. George D. Widener.”
Ring Watch ปี 1930-1937 ตัวเรือนแพลตตินัม เพชร คริสตัลหิน เคลือบอีนาเมล วงแหวนนาฬิกาได้รับการลงรายการครั้งแรกใน Blue Book ปี 1910 ตัวอย่างนี้มีตัวเรือนจาก American Watch Case Co. และกลไก J. Schulz
นาฬิกาข้อมือ ปี 1920-1940 แพลตตินัม สแตนเลสสตีล เพชร คริสตัล เคลือบอีนาเมล The Blue Book 1920 แบ่งหน้าเต็มไว้สองหน้าสำหรับนาฬิกาสำหรับผู้หญิง ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้และแนวทางการออกแบบที่สร้างสรรค์ของ Tiffany ตัวอย่างนี้ใช้กลไกของ CH Meylan Watch Company
สายนาฬิกา Dahlia Hidden ปี 1958: ทอง เพชร เบริลสีเหลือง คริสตัล เคลือบอีนาเมล นาฬิกาเรือนนี้ซึ่งออกแบบโดย Jean Schlumberger สำหรับ Tiffany & Co. ที่มีกลไก Movado ได้รับการซื้อในเดือนธันวาคม 1958 โดย Katherine “Kay” Field นักข่าว บรรณาธิการ และผู้จัดพิมพ์ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นภรรยาของ Marshall Field IV เจ้าของ Chicago Sun และทายาทของห้างสรรพสินค้า Marshall Field
ข้อมูลทางเทคนิค: Tiffany & Co. Bird on a Rock Full Pavé Diamond Watch
ซึ่งความโดดเด่นนี้ได้รับการเน้นย้ำอย่างน่าชื่นชมด้วยจานหมุนที่ถูกตกแต่งลวดลายเกล็ดงูที่สามารถมองเห็นได้จากฝาหลังแบบ exhibition case back ผลิตและพัฒนาเต็มรูปแบบภายในโรงงานที่ Le Sentier พร้อมด้วยพลังสำรองที่แข็งแกร่งถึง 50 ชั่วโมง
สำหรับ Richard Mille แล้ว มีความภาคภูมิใจในการสนับสนุนพรสวรรค์ที่กำลังมาแรงของนักกีฬาวัย 19 ปีรายนี้ ซึ่งถือเป็นส่วนเสริมที่ดีของครอบครัวนักกีฬาของแบรนด์ และเป็นนักโปโลคนที่สองที่เข้ามาอยู่ในครอบครัวของแบรนด์ ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์อันยาวนานของแบรนด์กับนักโปโลอีกท่านหนึ่งซึ่งก็คือ Pablo Mac Donough
นาฬิกาเรือนล่าสุดที่ Poroto สวมใส่ก็คือ นาฬิกาสปอร์ต Richard Mille RM67-02 Automatic Extra Flat ที่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิต ควอตซ์ TPT® กับคาร์บอน TPT® และไทเทเนียมเกรด 5 ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 32 กรัม “นาฬิการุ่นนี้มีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายมาก ผมแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันเลย ผมสวมนาฬิกาเรือนนี้ที่มือซ้ายที่ไม่ได้สวมถุงมือ ซึ่งเป็นมือที่ถือสายจูง” Poroto กล่าว
Richard Mille ยังคงเสริมสร้างความสัมพันธ์กับโลกของกีฬาโปโล ซึ่งเป็นจักรวาลที่ความหลงใหลและความแม่นยำมาบรรจบกัน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 2 พลังที่ขับเคลื่อนด้วยความรักในความท้าทายและความปรารถนาที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด ดั้งนั้น Richard Mille จึงต้อนรับ Poroto เข้าสู่ครอบครัวของตน
Nicholas Rudaz CEO ของ Franck Muller บอกไว้ว่า “นี่คือการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างงานฝีมือระดับสูงและจิตวิญญาณของความสนุกสนาน เป็นเรือนเวลาที่ไร้กาลเวลาและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เราภูมิใจที่ได้แชร์ผลงานชิ้นนี้”
Crazy Love Snoopy คือตัวแทนที่ชัดเจนว่าการประดิษฐ์เรือนเวลาระดับไฮเอนด์ที่ไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึมเสมอไป มันสามารถแสดงความสนุกซ่อนตัวอยู่ในความสมบูรณ์แบบของงานฝีมือได้อย่างลงตัว
สำหรับนักสะสมหรือนักเลงเรือนเวลา Crazy Love Snoopy คือโอกาสทองที่ไม่ควรพลาด นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็น งานศิลป์เคลื่อนที่ ที่จะพาคุณท่องโลกของความหรูหราในมิติที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน