Home Blog Page 36

MoonSwatch 1965 Bioceramic Chronograph

MOONSWATCH เฉลิมฉลองตำนาน Speedmaster ที่ผ่านการทดสอบ NASA เมื่อปี 1965

หกสิบปีก่อน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1965 ในยุคที่การแข่งขันพิชิตดวงจันทร์ร้อนแรง NASA ต้องการเรือนนาฬิกาที่มีความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง และอ่านเวลาได้ชัดเจนเพื่อใช้ในภารกิจอวกาศ วัตถุประสงค์คือการเฟ้นหาเรือนเวลาที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์สำหรับการบินอวกาศ โดยมีมนุษย์ควบคุมทั้งหมดในอนาคต ซึ่งมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างแบรนด์ต่างๆ

MoonSwatch 1965 Bioceramic Chronograph

ในฐานะหน่วยงานรัฐบาล NASA จึงมีความจำเป็นต้องเปิดการเสนอราคาอย่างเป็นทางการ โดยเรียกร้องให้ผู้ผลิตนาฬิกายื่น “RFP” (คำขอข้อเสนอ) เข้ามา เนื่องจากองค์การอวกาศของสหรัฐฯ ต้องการนาฬิกาที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้ว

OMEGA จึงได้นำเสนอรุ่น Speedmaster (ST105.003 จากปี 1964) ขณะที่ Longines เสนอรุ่น Wittnauer 235T และแบรนด์ …X ส่งเรฟ 6238 เข้ามา จากนั้น NASA ก็ทำการทดสอบนาฬิกาโครโนกราฟที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับภารกิจนี้ติดต่อกันถึง 11 ครั้ง

จากนาฬิกา 3 เรือนที่นำมาทดสอบ มีเพียงเรือนเดียวที่ผ่านการรับรองเพื่อใช้งานในภารกิจอวกาศที่มีนักบินและกิจกรรมนอกยาน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1965 OMEGA Speedmaster ก็ได้รับการยืนยันความน่าเชื่อถือ และวันนี้ MOONSWATCH 1965 น้องใหม่ขอเฉลิมฉลองเรือนเวลาที่เป็นสัญลักษณ์และการผ่านเกณฑ์ด้านการบินจาก NASA

เจ้าหน้าที่ทดสอบของ NASA ต่างยกย่องและแนะนำ OMEGA Speedmaster ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น คือ “มีความเที่ยงตรง ความน่าเชื่อถือ การอ่านเวลาได้ชัดเจน และใช้งานง่ายกว่ารุ่นอื่น” ซึ่งในที่สุดการผ่านเกณฑ์ด้านการบินของ OMEGA ก็พิสูจน์ว่ามีคุณค่า สามเดือนหลังจากการทดสอบและในระหว่างภารกิจ “Gemini IV” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน Ed White ได้ลอยตัวออกนอกยานอวกาศเป็นเวลากว่า 20 นาที ในขณะที่สวมนาฬิกา OMEGA Speedmaster

MoonSwatch 1965 Bioceramic Chronograph
MoonSwatch 1965 Bioceramic Chronograph

นาฬิกา MOONSWATCH 1965 สะท้อนความเป็นตำนานของรุ่น Speedmaster ที่ได้รับการทดสอบโดย NASA เมื่อหกสิบปีก่อน ทุกองค์ประกอบ ทั้งโลโก้ OMEGA ที่ปักอยู่บนสายและเม็ดมะยม เข็มนาฬิกา รวมถึงตระกูลฟอนต์ต่างๆ ล้วนแสดงถึงสไตล์ต้นตำรับอย่างชัดเจน ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีกลิ่นอายวินเทจที่น่าดึงดูด แต่ก็มีเซอร์ไพรส์เพิ่มเติมรออยู่ เช่น หน้าปัดที่เป็นการคารวะนาฬิกา OMEGA Speedmaster Moonwatch Professional สีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2024 (310.30.42.50.04.001)

สำหรับ MOONSWATCH 1965 หน้าปัดจับเวลาที่ตำแหน่ง 10 และ 2 ถูกออกแบบในสไตล์ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยที่หน้าปัดด้านตำแหน่ง 10 นาฬิกาจะปรากฏเลข “19” ซึ่งปกติแล้วจะเป็นเลข “60” ในขณะที่หน้าปัดที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาโชว์เลข “65” สื่อถึงปี 1965 อย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบหน้าปัดจับเวลาของนาฬิกาโครโนกราฟจึงได้รับการปรับปรุงใหม่ดังนี้:

  • ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา: แสดงผลเป็น 19 ชั่วโมง
  • ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา: แสดงผลเป็น 65 นาที
MoonSwatch 1965 Bioceramic Chronograph

การออกแบบหน้าปัดครั้งนี้เน้นความละเอียดคือ

  • หน้าปัดจับเวลาตำแหน่ง 10 นาฬิกา (แสดง 19 ชั่วโมง) และตำแหน่ง 2 นาฬิกา (แสดง 65 นาที) จะหมุนครบวงจรหนึ่งรอบทันทีที่ครบ 64 นาที
  • หน้าปัดจับเวลาตำแหน่ง 10 นาฬิกาจะหมุนครบหนึ่งรอบเพื่อบอกว่าผ่านไป 1 ชั่วโมง (หรือเพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมง)
  • หน้าปัดจับเวลาตำแหน่ง 2 นาฬิกาจะหมุนครบหนึ่งรอบเพื่อบอกว่าผ่านไป 5 นาทีแล้ว

วิธีนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องรีเซ็ตหน้าปัดจับเวลาที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา (สำหรับนาที) ให้กลับสู่เลขศูนย์อีกต่อไป เพราะสามารถอ่านเวลาได้ตามปกติโดยการบวกชั่วโมงและนาทีเข้าด้วยกัน โดยระบบนี้จะทำงานทุกๆ 65 นาทีและทั้งสองเข็มจะเคลื่อนไหวพร้อมกันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ตัวเลขที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา และที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จะส่องประกายขึ้นมาเมื่อโดนแสงยูวี พร้อมทั้งเข็มและหลักชั่วโมงที่เคลือบสารเรืองแสง Super‑LumiNova® เกรด A เพื่อให้อ่านได้ชัดเจนในที่มืด

MOONSWATCH 1965 มาพร้อมข้อความพันธกิจสลักไว้ที่ฝาหลัง พร้อมโลโก้ OMEGA X SWATCH บนหน้าปัดและเม็ดมะยม สาย VELCRO® สีเทา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชุดนักบินอวกาศ ช่วยเสริมลุคให้ดูเท่แบบนักบินอวกาศตัวจริง ทั้งยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการเย็บตะเข็บสีตัดกันให้เข้ากับสีตัวเรือนและสายนาฬิกา

นาฬิการุ่นใหม่นี้ยังคงเอกลักษณ์ทั้งหมดของ OMEGA Speedmaster Moonwatch ต้นตำรับ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนทรงอสมมาตร มาตรวัดความเร็วที่มีจุดเหนือเลข 90 อันโด่งดัง และหน้าปัดจับเวลาที่เป็นเอกลักษณ์ของ Speedmaster และเช่นเดียวกับนาฬิกา Bioceramic MoonSwatch ทุกรุ่น รุ่นนี้ก็มาพร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟเต็มรูปแบบ

และเช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ ในการคอลแลบระหว่าง OMEGA X SWATCH รุ่น “1965” ซึ่งไม่ได้เป็นลิมิเต็ดอิดิชั่น ก็ผลิตจากวัสดุ Bioceramic ที่เป็นนวัตกรรมจดสิทธิบัตรของ Swatch โดยวัสดุนี้เกิดจากการผสมผสานเซรามิกสองในสามส่วนเข้ากับวัสดุชีวภาพที่สกัดจากน้ำมันละหุ่งหนึ่งในสามส่วน ทำให้ตัวเรือนมีความแข็งแกร่ง น้ำหนักเบา และให้สัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์


นาฬิกาน้องใหม่ในคอลเลกชัน Bioceramic MoonSwatch จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นาฬิกา Speedmaster ผ่านเกณฑ์รับรองจาก NASA โดยจะมีจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน Swatch ที่ร่วมรายการทั่วโลกเท่านั้น และเช่นเดียวกับนาฬิกาทุกรุ่นในคอลเลกชัน Bioceramic MoonSwatch การซื้อจะถูกจำกัดสิทธิ์ที่ 1 เรือนต่อ 1 คน ต่อ 1 สาขา ต่อ 1 วัน

NASA กำหนดมาตรฐานการทดสอบนาฬิกาที่เข้มงวดมาก เพื่อให้มั่นใจว่านาฬิกาที่ใช้ในภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและทนทานในทุกสภาวะ นาฬิกาที่ผ่านการทดสอบต้องมีความเที่ยงตรงระดับ 5 วินาทีต่อ 24 ชั่วโมง และควรรักษาค่าความเที่ยงตรงในระดับ +/- 2 วินาทีต่อวัน พร้อมทั้งมีฟังก์ชันหยุดเวลา อ่านค่าได้ง่าย และสามารถป้องกันสนามแม่เหล็กได้

การทดสอบทั้งหมด 11 รูปแบบที่ NASA ใช้ในการคัดเลือกนาฬิกาสำหรับนักบินอวกาศ ได้แก่

  1. การทดสอบความทนทานต่ออุณหภูมิสูง ทดสอบที่ 70°C เป็นเวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นเพิ่มเป็น 93°C เป็นเวลา 30 ชั่วโมงในห้องสุญญากาศบางส่วน
  2. การทดสอบความทนทานต่ออุณหภูมิต่ำ ทดสอบที่ -18°C เป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  3. การทดสอบสูญญากาศ สลับระหว่างความร้อนและความเย็นในห้องสูญญากาศที่อุณหภูมิ -18°C หลายรอบ
  4. การทดสอบความทนทานต่อความชื้น ทดสอบ 10 รอบ รอบละ 24 ชั่วโมง ในสภาวะความชื้น >95% และอุณหภูมิ 25-70°C
  5. การทดสอบความทนทานต่อการกัดกร่อน สัมผัสกับออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ 70°C เป็นเวลา 48 ชั่วโมง
  6. การทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก รับแรงกระแทก 40 เท่าของแรงโน้มถ่วงหกครั้งจากหกทิศทาง
  7. การทดสอบแรงกระแทกที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพิ่มแรงกระแทกจนถึง 7.25 เท่าของแรงโน้มถ่วงเป็นเวลา 5 นาที จากนั้น 16 เท่าของแรงโน้มถ่วงเป็นเวลา 30 วินาทีใน 3 ทิศทาง
  8. การทดสอบแรงดันต่ำ สัมผัสความดันต่ำกว่า 10⁻⁶ เท่าของความดันปกติที่ 70°C เป็นเวลา 90 นาที และเพิ่มเป็น 93°C เป็นเวลา 30 นาที
  9. การทดสอบแรงดันสูง สัมผัสความดันสูงกว่าปกติ 1.6 เท่าเป็นเวลา 60 นาที
  10. การทดสอบการสั่นสะเทือน รับแรงสั่นสะเทือนแบบสุ่มใน 3 ทิศทาง ช่วง 5-2,000 เฮิรตซ์ และแรงกระแทก 8.8 เท่าของแรงโน้มถ่วง
  11. การทดสอบเสียง ทดสอบที่ระดับเสียง 130 เดซิเบล ในช่วงความถี่ 40-10,000 เฮิรตซ์เป็นเวลา 30 นาที

(ที่มา: คลังข้อมูล OMEGA)

ข้อมูลทางเทคนิค MOONSWATCH 1965 / SO33M106
  • วัสดุตัวเรือน: ผลิตจาก Bioceramic สีเทา รวมถึงเม็ดมะยมและปุ่มกด
  • ขนาดตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.00 มม. | ความหนา 13.25 มม. | ความยาวรวมขานาฬิกา 47.30 มม.
  • กลไกควอตซ์: โครโนกราฟ
  • การกันน้ำ: ระดับ 3 bar
  • กระจกหน้าปัด: ทรง box-shaped ทำจากวัสดุ biosourced พร้อมสลักตัว “S” ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Swatch
  • หน้าปัด : สีขาวประทับโลโก้ OMEGA X Swatch Speedmaster และ MoonSwatch ดีไซน์แบบเว้าสำหรับการจับเวลา พร้อมเข็มและตัวเลขอารบิกสีดำ หลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด A ให้แสงสีเขียว
  • เข็มนาฬิกา: เข็มชั่วโมง นาที และปลายเข็มวินาที เคลือบ Super-LumiNova® เกรด A เรืองแสงสีเขียว
  • ขอบหน้าปัด: Bioceramic สีดำ ตกแต่งด้วยมาตรวัดความเร็วสีขาว
  • สาย: สาย VELCRO® สีเทา พร้อมลูป Bioceramic และตะเข็บสีเทาอ่อนตัดกัน
  • ราคา : 9,800 บาท

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet ที่โลกต้องจับตามอง Royal Oak Offshore และ Code 11.59 รุ่นล่าสุด

สองตัวแรงใหม่จาก AP ที่โชว์พลังความโดดเด่นผ่านเฉดสีเทาและเซรามิกสีสันสุดพิเศษ

WOEDS Felix Scholz

Audemars Piguet เปิดศักราชใหม่ 2025 ด้วยสองไฮไลต์สุดพิเศษ แม้รุ่นไฮคอมพลิเคชั่นจะเป็นจุดเด่นของปีนี้ (โดยเฉพาะปฏิทินถาวรตัวใหม่ที่ต้องร้องว้าว) แต่บางครั้งแค่การเติมสีสันใหม่ก็ทำให้ทุกอย่างดูสดชื่นขึ้น และ Royal Oak Offshore ยังได้เผยโฉมใหม่ในรุ่นตัวเรือนเซรามิก และ Code 11.59 สุดมินิมอลในเฉดเทา ที่พร้อมสะกดทุกสายตา

The Latest Royal Oak Offshore and Code 11.59 by AP

อันดับแรกมาเริ่มกันที่สองโมเดลใหม่ของ Code 11.59 ที่มาพร้อมโทนสีเทา แต่เติมลูกเล่นด้วยรายละเอียดสี Bleu Nuit, Nuage 50 ซึ่งเคยสร้างเอกลักษณ์ให้คอลเลกชันนี้มาตั้งแต่ปี 2023 นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดด้านใน (rehaut) สีฟ้า ที่ช่วยเชื่อมต่อระหว่างตัวเรือนสตีลและลวดลายกิโยเช่อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมการเคลือบผิวแบบกัลวานิกที่ให้เฉดสีเทาเมทัลลิกอย่างลงตัว

ส่วนเวอร์ชัน Chronograph ยกระดับดีไซน์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยหน้าปัดย่อยจับเวลาในโทนฟ้าเข้ม ขณะที่เข็มวินาทีเล็ก (small seconds) มาในโทนฟ้าทั้งหมด แม้ว่าหน้าปัดจะยังคงความเรียบหรูตามสไตล์ Code 11.59 แต่ความโดดเด่นที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเรือน ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ขอบเบเซลบางเฉียบ และโครงสร้างสุดซับซ้อน ซึ่งการใช้สตีลทำให้การผลิตยากกว่าทองเสียอีก

เติมเต็มความเท่ของโมเดลสีโมโนโครมนี้ด้วยกลไกล่าสุดของ Audemars Piguet อย่าง Caliber 4302 ระบบอัตโนมัติ และ Caliber 4401 ระบบโครโนกราฟอัตโนมัติ ที่มาพร้อมงานขัดแต่งสุดประณีต โรเตอร์ทองชมพู และนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความเที่ยงตรงระดับสูง บอกได้เลยว่านี่คือคู่หูสีเทาที่ทั้งคลาสสิกและล้ำสมัยในคราวเดียว

Code 11.59 By Audemars Piguet Selfwinding 41mm
The Latest Royal Oak Offshore and Code 11.59 by AP
Code 11.59 By Audemars Piguet Selfwinding Chronograph 41mm

Royal Oak Offshore กับเซรามิกสีใหม่ที่ไม่ธรรมดา

ในขณะที่ Code 11.59 คือการแสดงออกถึงการทำงานของนาฬิกาสไตล์คลาสสิกจาก Audemars Piguet ตัว Royal Oak โดยเฉพาะในรุ่น Offshore แบบจัดเต็มนั้น กลับชัดเจนในด้านความทันสมัยสุดๆ นาฬิกาทั้งสองรุ่นใหม่จาก Offshore Chronograph ไม่เพียงแค่ดูทันสมัยในเรื่องดีไซน์ แต่ยังสะท้อนความล้ำสมัยในกระบวนการผลิตที่ไม่เหมือนใคร

สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet เริ่มต้นด้วยรุ่น 43 มม. ที่ใช้ฐานเซรามิกสีดำประดับด้วยเซรามิกสีเขียวและรายละเอียดจากไทเทเนียม ผลลัพธ์คือการผสมผสานที่ดูสปอร์ตและมีสีสัน แต่ไม่จัดจ้านเกินไป ขอบเซรามิกสีเขียวและหน้าปัด Mega Tapisserie โดดเด่นท่ามกลางตัวเรือนเซรามิกสีดำ

ขณะที่ขอบหลังตัวเรือนไทเทเนียม แผ่นป้องกันปุ่มกด และหมุดสายเป็นจุดสว่างที่ตัดกับโทนสีเข้มของตัวเรือน นาฬิกาเรือนนี้สะท้อนความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน และให้ความรู้สึกถึงความเป็น Offshore อย่างแท้จริง

The Latest Royal Oak Offshore and Code 11.59 by AP สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 42mm in green and black ceramic

อย่างไรก็ตาม หากไฮไลท์สีเขียวดูเกินจริงไปสำหรับรสนิยมของคุณ ก็ยังมีรุ่น 42 มม. สีดำล้วนพร้อมสายเซรามิกที่เข้าชุดกัน อันที่จริง รายละเอียดเพียงอย่างเดียวที่ตัดกับสีดำบนตัวนาฬิกาคือสกรูยึดขอบนาฬิกาสตีลแปดตัวที่เว้นระยะเท่ากัน แม้แต่หน้าปัดก็ยังเป็นสีดำสนิท

มาพร้อมเข็มนาฬิกาสีไวท์โกลด์ที่เคลือบสีดำและวัสดุเรืองแสงสีเทา Audemars Piguet ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับพลังของเซรามิกสีดำ และการแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ล่าสุดนี้เหมาะกับแบรนด์ทั้ง AP และ Offshore

The Latest Royal Oak Offshore and Code 11.59 by AP สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 43mm เซรามิกสีดำทั้งตัว
สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet

ข้อมูลทางเทคนิค Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 43mm

หมายเลขอ้างอิง: 26420CE.OO.A063VE.01
กลไก:
ไขลานอัตโนมัติ Calibre 4401 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที โครโนกราฟพร้อมฟังก์ชั่น flyback วินาทีเล็ก วันที่
ตัวเรือน: 43 มม. × 14.4 มม. เซรามิกสีดำ กันน้ำได้ 100 ม.
หน้าปัด: สีเขียว
สาย: หนังวัวเนื้อสัมผัสสีเขียวเข้ม และสายยางสีดำสำหรับตัวเลือกเพิ่มเติม

ข้อมูลทางเทคนิค Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 42mm

หมายเลขอ้างอิง: 26420CE.OO.A063VE.01
การเคลื่อนไหว:
ไขลานอัตโนมัติ Calibre 4404 พลังสำรอง 70 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที โครโนกราฟพร้อมฟังก์ชั่น flyback วินาทีเล็ก วันที่
ตัวเรือน: 43 มม. × 15.3 มม. ตัวเรือนเซรามิกสีดำตรงกลางพร้อมขอบเซรามิกสีเขียว กันน้ำได้ 100 เมตร
หน้าปัด:สีดำ
สาย : สายเซรามิกสีดำพร้อมตัวล็อคไททาเนียม

สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet
สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet

ข้อมูลทางเทคนิค Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 42mm

หมายเลขอ้างอิง: 26420CE.OO.A063VE.01
การเคลื่อนไหว:
ไขลานอัตโนมัติ Calibre 4404 พลังสำรอง 70 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที โครโนกราฟพร้อมฟังก์ชั่น flyback วินาทีเล็ก วันที่
ตัวเรือน: 43 มม. × 15.3 มม. ตัวเรือนเซรามิกสีดำตรงกลางพร้อมขอบเซรามิกสีเขียว กันน้ำได้ 100 เมตร
หน้าปัด: สีดำ
สาย : สายเซรามิกสีดำพร้อมตัวล็อคไททาเนียม

ข้อมูลทางเทคนิค Audemars Piguet Code 11.59 By Audemars Piguet Selfwinding Chronograph 41mm

หมายเลขอ้างอิง: 26393ST.OO.A009KB.01
การเคลื่อนไหว:
ไขลานอัตโนมัติ Calibre 4401 พลังสำรอง 70 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที โครโนกราฟพร้อมฟังก์ชั่น flyback วินาทีเล็ก วันที่
ตัวเรือน: 41 มม. × 12.6 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำได้ 30 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสีเทา พร้อมขอบตัวเรือนบนหน้าปัดย่อยสีน้ำเงินที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา เครื่องหมายชั่วโมงและเข็มนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขอบด้านในสีน้ำเงิน
สายรัด: สายยางพื้นผิวสีเทาพร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

สองเรือนเวลาใหม่จาก Audemars Piguet

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon

นาฬิกา Tourbillon แบบโครงกระดูกงูจาก Bovet ที่ตกแต่งอย่างวิจิตร

Bovet’s Virtuoso XI Skeleton Tourbillon นาฬิกาที่มีดีไซน์เปิดเผยกลไกภายในสุดล้ำ พร้อมการตกแต่งที่ซับซ้อนอย่างพิถีพิถัน ตอนนี้ได้เปิดตัวในเวอร์ชันใหม่ที่ทำจาก Red Gold ซึ่งเพิ่มความอบอุ่นและลึกซึ้งให้กับดีไซน์ที่หรูหรา

นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความประณีตในการผลิต แต่ยังทำให้ผู้สวมใส่ได้สัมผัสกับความงดงามของการเคลื่อนไหวของ Tourbillon ผ่านกลไกที่โชว์ออกมาอย่างเต็มที่ เพิ่มเสน่ห์ของความร่วมสมัยที่ดึงดูดความสนใจจากนักสะสมทั่วโลก

The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon

ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของการทำเครื่องบอกเวลาชั้นสูง ด้วยการออกแบบ Skeleton ที่ประณีต สลักลวดลายมือที่ซับซ้อน และการตกแต่งอย่างละเอียดอ่อน โดยไม่ต้องพูดถึงกลไก In-house ที่มาพร้อมกับ Flying Tourbillon และสำรองพลังงานที่อึดมากขึ้น

ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวรุ่น White gold ไปแล้วนาฬิกาเรือนนี้ก็ได้รับการเผยโฉมรุ่นตัวเรือน 18k Red gold ที่มาพร้อมตัวเลือกในการฝังอัญมณีหรือการสลักลวดลายแบบดั้งเดิมที่ทำให้ทุกเรือนเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร

Virtuoso XI ถือเป็นความสมบูรณ์แบบที่รวมเอาสไตล์ และความเชี่ยวชาญของแบรนด์มาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยตัวเรือนแบบโครงเปลือยและแกะสลักด้วยมือ โดยผสมผสานระหว่างงานฝีมืออันประณีตและความเก่งกาจทางด้านเทคนิคมาไว้บนตัวเรือนขนาด 44 มม.

มีจุดเด่นอยู่ที่ตัวเรือน Writing Slope อันเป็นเอกลักษณ์ กลไกขนาดใหญ่ 30 มม. ทำให้มองเห็นการไหลของเวลาได้อย่างชัดเจนและเผยให้เห็นความซับซ้อนในความโปร่งใสเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงนาฬิกาที่ยึดไว้ด้วย Finger bridges แบบโปร่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

Finger bridges คือส่วนหนึ่งของกลไกในนาฬิกาที่ทำหน้าที่รองรับหรือยึดฟันเฟืองต่าง ๆ ภายในกลไก โดยสะพานเหล่านี้มีรูปร่างคล้ายกับนิ้ว ซึ่งทำจากโลหะ เช่น ทองคำ หรือสเตนเลส ที่มีลักษณะเรียวยาวและบาง ช่วยให้การเคลื่อนไหวของฟันเฟืองนั้นถูกยึดอย่างมั่นคงและไม่เคลื่อนที่

การออกแบบของ finger bridges ยังช่วยให้เห็นกลไกการทำงานภายในของนาฬิกาอย่างชัดเจน เพราะมันมีการตัดช่องเปิด (openwork) ซึ่งทำให้ดูโปร่งใสและเน้นความงามของกลไกที่อยู่ภายในได้มากขึ้น ตัวสะพานเหล่านี้มักใช้ในนาฬิกาแบบ skeleton เพื่อให้ผู้สวมใส่เห็นทุกการเคลื่อนไหวภายในกลไกอย่างเต็มที่

มาพร้อมด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 287 ชิ้น และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกควบคุมด้วย Flying Tourbillon สองด้านที่ได้รับการจดสิทธิบัตรจากทางแบรนด์ สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 10 วัน จาก oversized barrel เพียงอันเดียว

กลไกนี้ไขลานด้วยมือประกอบด้วย Spherical differential gear (มองเห็นได้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา) ช่วยให้การขึ้นลานทำได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า โดยไม่เพิ่มแรงเสียดทานและความต้านทานที่เกิดขึ้น

The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon
The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon

หลังจากที่เปิดตัวในเวอร์ชัน White gold มาแล้ว Bovet Virtuoso XI ถูกนำเสนอในรุ่น Red gold 18k สองรุ่นที่แตกต่างกัน

รุ่นแรกมีขอบหน้าปัดประดับเพชรบาแก็ต 60 เม็ดและโบว์ที่สลักลาย Fleurisanne ซึ่งเป็นลวดลายดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค Fleurier ส่วนรุ่นที่สองไม่มีเพชร และโบว์ของนาฬิกาจะมีลาย “Pierre du Château” (หินของปราสาท ในภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึง Château de Môtiers ที่แบรนด์ดำเนินงานอยู่

ปิดท้ายด้วยสายหนังจระเข้สีน้ำเงินพร้อมตัวล็อคแบบพับสีทอง นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี ราคาอยู่ที่ 365,400 ฟรังก์สวิส สำหรับรุ่นประดับอัญมณีพร้อมตัวอักษร Fleurisanne และ
307,000 ฟรังก์สวิสสำหรับรุ่นไม่มีเพชรและมีการแกะสลักคำว่า “Pierre du Château”

ข้อมูลทางเทคนิค Bovet Virtuoso XI

  • ตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม. / ตัวเรือนเคลือบทองคำแดง 18K / เม็ดมะยมทรงคาโบชองที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา / กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดแบบเปิด / ชั่วโมง นาที และวินาทีบน Flying Tourbillon / เข็มสีน้ำเงิน
  • กลไก: กลไก Virtuoso VIII ที่ได้รับการออกแบบใหม่ / ไขลานด้วยมือ / ชิ้นส่วน 283 ชิ้น / Flying Tourbillon ที่ได้รับสิทธิบัตร / พลังสำรอง 10 วัน
  • สายรัด: สายหนังจระเข้พร้อมตัวล็อคแบบพับทองคำแดง 18k
  • ความพร้อมจำหน่าย: ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1 หรือ 2 เรือนต่อเดือน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor

0

TAG Heuer ก้าวขึ้นเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการรายแรกในประวัติศาสตร์

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกือบ 100 ปีของการแข่งขัน Grand Prix de Monaco ที่จะมีพันธมิตรผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ โดย TAG Heuer ภูมิใจที่ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ในโอกาสครบรอบ 75 ปีของ Formula 1 พร้อมกับการกลับมารับหน้าที่เป็น Official Timekeeper อีกครั้ง นี่คือก้าวสำคัญที่ยกระดับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน กีฬาแข่งรถระดับสูงสุด และหนึ่งในสนามแข่งที่โด่งดังที่สุดของวงการ F1

TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor

TAG Hever ก้าวขึ้นเป็นผู้สนับสนุนพลักรายแรกในประวัติศาสตร์ TITLE PARTNER OF THE GRAND PRIX DE MONACO

ช่วงเวลาสำคัญของสนามแข่งที่เปี่ยมด้วยพลังเสน่ห์อันเหลือล้นที่สุดในตารางการแข่งขัน Formula 1 และแบรนด์นาฬิกาที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งราชรัฐโมนาโก

ด้วยความเชื่อมโยงที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ TAG Heuer และ Monaco ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของมอเตอร์สปอร์ตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรือนเวลาระดับไอคอนอย่าง TAG Heuer Monaco ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณของการแข่งขันระดับตำนานนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การแข่งขัน Monte-Carlo จึงถูกขนานนามว่าเป็นบ้านแห่งจิตวิญญาณของ TAG Heuer และด้วยการปรากฏตัวที่โดดเด่นตลอดสุดสัปดาห์ของ F1 ทำให้การเปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น Formula 1 TAG Heuer Grand Prix de Monaco จึงเป็นการเติมเต็มเรื่องราวบทใหม่ที่น่าจดจำ

TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor
TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor
TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor
TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor
TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor

Racing Towards a New Era of Partnership

ก้าวสู่ระดับใหม่ของความร่วมมือ TAG Heuer ได้เป็นพันธมิตรกับ Automobile Club de Monaco มาตั้งแต่ปี 2011 และมีบทบาทสำคัญทั้งในช่วงสุดสัปดาห์ของการแข่งขัน F1 และ Grand Prix de Monaco Historique

TAG Heuer Makes History as Monaco GP Title Sponsor

การเป็นพันธมิตรในครั้งใหม่นี้ทำให้ TAG Heuer เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น ทั้งจากการปรากฏตัวในทุกองค์ประกอบของการแข่งขัน รวมถึงพื้นที่ในข้างสนามแข่ง ที่สามารถมองเห็นได้จากทั่วโลก โดยโลโก้พิเศษสำหรับการเฉลิมฉลองครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในทุกแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ TAG Heuer นอกจากนี้นาฬิกา TAG Heuer Monaco จะถูกติดตั้งทั่วทั้งแพดด็อก กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของ Formula 1 ในปี 2025

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Girard-Perregaux เปิดตัว Laureato Aston Martin Edition ใหม่

เปิดตัว Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition ใหม่

WORDS Troy Barmore

นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะหน้าปัดของรุ่นนี้ถูกเคลือบด้วยสีเมทัลลิกถึง 15 ชั้น เทคนิคเดียวกับที่ใช้กับซูเปอร์คาร์ระดับไฮเอนด์ ผลลัพธ์ที่ได้คือมิติของสีสันที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง แฝงเสน่ห์แบบเดียวกับตัวรถของ Aston Martin ที่ใครเห็นเป็นต้องหันมอง เป็นอีกหนึ่งนาฬิกาที่สะท้อนถึงความหรูหราและความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งในด้านการออกแบบและการผลิต

สานต่อพันธมิตร หลังจากร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2021 Girard-Perregaux และ Aston Martin ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์เรือนเวลาสุดพิเศษล่าสุด ซึ่งนับเป็นรุ่นที่หกภายใต้ความร่วมมือนี้ ตัวเรือนขนาด 42 มม. ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 โอบล้อมหน้าปัดที่เปล่งประกายราวกับมีชีวิต ด้วยเทคนิคพ่นสีเมทัลลิกระดับไฮเอนด์แบบเดียวกับที่ใช้กับซูเปอร์คาร์ ทำให้ตัวเรือนนาฬิกาดูมีชีวิตชีวาและเปล่งประกายอยู่เสมอ

สีสันบนหน้าปัดสะท้อนเฉด เขียว ส้ม และทอง ที่จะเปลี่ยนไปตามมุมมอง เคลือบสีด้วยชั้นบางพิเศษถึง 15 ชั้น และผ่านกระบวนการอบความร้อนสองรอบ เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่เรียบเนียนและแวววาวราวโลหะตลอดทั้งเรือน

Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition
Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition

ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมที่มีความหนา 12.16 มม. ซึ่งมีการใช้เทคนิคการขัดผิวหลายแบบและมุมต่าง ๆ ทั่วทั้งตัวเรือน พร้อมการขัดเงาที่สวยงามใต้ขอบตัวเรือนและตามขอบและข้อต่อตรงกลาง ผลลัพธ์คือเอฟเฟกต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวในนาฬิกาที่เบาอย่างไม่น่าเชื่อ ไทเทเนียมสีเทาอ่อนที่ใช้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากมันสามารถสะท้อนและดูดซับโทนสีจากแสงรอบตัว ทำให้เรือนเวลานี้ปรับเปลี่ยนลุคได้ตามสภาพแสงที่ตกกระทบ ซึ่งช่วยขับเน้นเฉดสีสดใสของหน้าปัดให้ยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก

รุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 188 เรือน และขับเคลื่อนด้วยกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติ GP03300-2451 ซึ่งเป็นผลงานจากโรงงานผลิตของ Girard-Perregaux เอง กลไกนี้เดินด้วยความถี่ 4 Hz และสำรองพลังงานได้ถึง 46 ชั่วโมง มอบความเที่ยงตรงและสมรรถนะที่ไว้วางใจได้

ด้านหลังตัวเรือนเผยให้เห็นกลไกอันซับซ้อนผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล เพิ่มความประณีตด้วย โลโก้ปีกนกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Aston Martin ที่สลักอยู่บนฝาหลัง เป็นรายละเอียดที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์ระดับตำนานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นาฬิกาเรือนพิเศษนี้เปิดตัวในงานส่วนตัวที่ Bucherer TimeMachine Flagship boutique บน E 57th street ในเมือง นิวยอร์ก โดยมี Marc Michel-Amadry ผู้บริหารใหม่ของ Girard-Perregaux มาร่วมเฉลิมฉลองกับการเปิดตัวครั้งสำคัญ แม้ว่าเขาจะเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 12 วัน ก่อนงานนี้ แต่เขาก็เริ่มมองไปยังอนาคตของการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นต่าง ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนามรดกของ Girard-Perregaux ต่อไป

“เรามีประวัติศาสตร์และอดีตอันยาวนาน แต่เราต้องสร้างวิสัยทัศน์ เราต้องกำหนดขั้นตอนถัดไปเพื่อสร้างผลงานของเราในอุตสาหกรรม เราต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่การใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำได้ดีและเคยเป็นมา แต่ต้องตอบโจทย์ในอนาคตด้วย” Michel-Amadry กล่าว

เห็นด้วยตาตัวเองถึงจะเชื่อ

คำกล่าวที่ว่า “ภาพถ่ายไม่สามารถทำให้นาฬิกาแสดงความงามได้หมด คุณต้องเห็นด้วยตาตัวเอง” กลายเป็นคำพูดที่ซ้ำซากในวงการนาฬิกาไปเสียแล้ว มักถูกใช้เป็นข้ออ้างสำหรับนาฬิกาบางเรือนที่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชมในโลกโซเชียล โดยไม่ได้มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า การเห็นนาฬิกาด้วยตาตัวเองนั้นจะช่วยเปลี่ยนมุมมองได้อย่างไร โชคดีที่ Laureato Chronograph Aston Martin Edition รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ไม่มีคำพูดแบบนั้นถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ เพราะความงดงามของมันสามารถสัมผัสได้ทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น

Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition

และก็มีเหตุผลที่ดีสำหรับเรื่องนี้ นาฬิกาเรือนนี้สวยงามมากจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องบอกว่า มันเป็นนาฬิกาที่ต้องเห็นด้วยตาตัวเอง อย่างแท้จริง เพราะหน้าปัดของมันนั้นเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าหลงใหล ไม่ต่างอะไรกับสีที่เปลี่ยนไปของรถซูเปอร์คาร์ หรือศิลปะที่เล่นกับมุมมองและการรับรู้ถึงระยะความลึก สีของหน้าปัดจะเปลี่ยนแปลงจากเขียวอ่อนเหมือนผักเซเลอรี่ ไปจนถึงสีเหลือง และสีทองส้มเข้ม ขึ้นอยู่กับทิศทางที่มอง ยิ่งมุมที่แคบมากเท่าไหร่ สีเขียวก็จะยิ่งเข้มมากขึ้นเท่านั้น

Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition

หนึ่งในหน้าปัดที่หาดูได้ยากและดึงดูดใจที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นาฬิกาเรือนนี้มีหน้าปัดที่น่าหลงใหล และยากที่จะจับภาพได้อย่างที่เคยเห็น (และต้องขอยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหน้าปัดที่ถ่ายออกมายากที่สุด) หากดีไซน์ของมันไม่ใช่ Laureato ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับหลากหลายสไตล์และเทคนิคได้อย่างลงตัว หรือหากสีแบบรถยนต์ไม่ถูกนำไปใช้ด้วยความละเอียดรอบคอบและตั้งใจน้อยกว่านี้ การออกแบบทั้งหมดอาจล้มเหลว แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นความสำเร็จอย่างล้นหลาม สร้างสรรค์ความแปลกใหม่ทางสายตาในความหมายที่แท้จริง และเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้จะต้องหลงรักมันไปอีกหลายปีแน่นอน

Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition
Girard-Perregaux Laureato Aston Martin Edition

การร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสร้างนาฬิกาหรู แต่เป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานจริงและความสวยงาม อีกทั้งการผลิตในจำนวนจำกัดยิ่งเพิ่มความพิเศษให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ ผลผลิตของความพยายามคือนาฬิกาที่ทั้งมีความเป็นเอกลักษณ์และเป็นของสะสมที่มีมูลค่าในระยะยาว

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: GP03300-2451 กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติ 
  • ฟังก์ชั่น: โครโนกราฟ / ชั่วโมง / นาที / วินาทีเล็ก / วันที่ / สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 42 มม. / ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลพร้อมโลโก้ Aston Martin / กันน้ำลึกถึง 100 เมตร
  • สาย: สายไทเทเนียมเกรด 5 ที่มีการขัดผิวทั้งแบบซาตินและขัดเงา
  • ความพร้อมจำหน่าย: รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นจำนวน 188 เรือน

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดตัว King Seiko VANAC โฉมใหม่ ดีไซน์สุดล้ำ มาพร้อมกลไก 8L45 และแรงบันดาลใจจากโตเกียว
Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ

Decoding Hermès DNA | 5 Watches that Embody the Brand’s Identity

0

ไขรหัส DNA ของ Hermès กับ 5 นาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์

หากจะพูดถึง Hermès หลายคนอาจนึกถึงกระเป๋า Birkin หรือผ้าพันคอไหมสุดคลาสสิก แต่ถ้าเราลองตั้งคำถามใหม่ว่า นาฬิกา Hermès มีเอกลักษณ์อย่างไร คำตอบก็คงซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะ Hermès ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่นที่สร้างนาฬิกา แต่เป็นแบรนด์ที่ตีความ “เวลา” ผ่านมุมมองของศิลปะและงานฝีมืออย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นเรือนเวลาที่ทั้งโดดเด่นและไร้กาลเวลาอย่างแท้จริง

ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 5 รุ่นไอคอนิก ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Hermès ได้อย่างชัดเจน

Arceau ศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหวที่งดงาม

หากต้องเลือกเพียงหนึ่งเรือนเวลาที่สะท้อนรากเหง้าของ Hermès ได้ดีที่สุด คำตอบคงหนีไม่พ้น Arceau นาฬิกาที่ออกแบบโดย Henri d’Origny ในปี 1978 ซึ่งเป็นยุคที่แบรนด์เริ่มบุกเบิกวงการเรือนเวลาอย่างจริงจัง

Decoding Hermès DNA | 5 Watches that Embody the Brand's Identity

ดีไซน์ของ Arceau ได้แรงบันดาลใจจากโกลนม้า (Stirrup) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการขี่ม้า องค์ประกอบเด่นที่ทำให้ Arceau แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปคือขาสายนาฬิกาที่โค้งมนข้างเดียว ราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา สะท้อนถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ที่เริ่มต้นจากอานม้าและอุปกรณ์เครื่องหนังสำหรับขี่ม้า

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Arceau คือการเล่นกับตัวเลขบนหน้าปัด ที่มักจะมีลูกเล่นต่าง ๆ เช่น Arceau Le Temps Suspendu ซึ่งสามารถหยุดเวลาได้ชั่วคราวด้วยกลไกอัจฉริยะ และ Arceau L’Heure de la Lune ที่แสดงข้างขึ้นข้างแรมแบบคู่ขนานกันอย่างวิจิตร นี่คือตัวอย่างของการตีความเวลาแบบ Hermès ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ตัวเลขและเข็มนาฬิกา แต่เป็นมิติที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยศิลปะ

Cape Cod คลาสสิกแต่ไม่จำเจ

Cape Cod ถือกำเนิดขึ้นในปี 1991 จากแนวคิดที่อยากสร้างนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น ผลงานของ Henri d’Origny เรือนนี้มีดีไซน์ที่ผสานกรอบตัวเรือนแบบ “Chaîne d’Ancre” หรือห่วงสมอเรือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ Hermès ใช้มาตั้งแต่ปี 1938

จุดเด่นที่ทำให้ Cape Cod เป็นมากกว่านาฬิกาทรงเหลี่ยมทั่วไปคือสาย Double Tour ซึ่งเป็นไอเดียของ Martin Margiela ดีไซเนอร์สุดล้ำที่เคยร่วมงานกับ Hermès ในยุค 90s เขาทลายกรอบเดิม ๆ ของนาฬิกาข้อมือโดยการเพิ่มความยาวของสายให้สามารถพันรอบข้อมือได้สองรอบ สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนกลายเป็นไอเท็มที่แฟชั่นนิสต้าทั่วโลกต้องมี

Decoding Hermès DNA | 5 Watches that Embody the Brand's Identity

Slim d’Hermès น้อยแต่มาก เรียบแต่เฉียบ

เมื่อพูดถึง Hermès หลายคนอาจคิดถึงงานฝีมือที่ซับซ้อน แต่ Slim d’Hermès กลับเลือกที่จะเดินเส้นทางที่ตรงกันข้าม มันคือความเรียบง่ายที่ถูกขัดเกลาอย่างประณีต ออกแบบโดย Philippe Delhotal ในปี 2015

Decoding Hermès DNA | 5 Watches that Embody the Brand's Identity

สิ่งที่ทำให้ Slim d’Hermès ไม่เหมือนใครคือการใช้ฟอนต์ตัวเลขที่ออกแบบโดยศิลปินฝรั่งเศส Philippe Apeloig ซึ่งมีความโปร่ง เบา และร่วมสมัย หน้าปัดสะอาดตา แต่แฝงไปด้วยรายละเอียดที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาค่อย ๆ ไหลไปอย่างเป็นจังหวะ ด้านกลไก Hermès ไม่ได้หยุดอยู่แค่ดีไซน์สวย แต่พัฒนาเครื่อง H1950 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติแบบบางพิเศษ (Ultra-Thin) ที่ให้สัมผัสการใช้งานที่หรูหราและน้ำหนักเบาสบายข้อมือ

Hermès H08 สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และเต็มไปด้วยพลัง

หาก ต้องการนาฬิกาที่สามารถใส่ลุยได้ทุกวัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่ H08 คือคำตอบ ด้วยการผสมผสานระหว่างตัวเรือนทรงสปอร์ตแต่มีมุมมนอันเป็นเอกลักษณ์ วัสดุสุดล้ำอย่างกราไฟต์คอมโพสิต และสายผ้านาโนเทคสุดทนทาน

เปิดตัวในปี 2021 โดยมีแรงบันดาลใจจากตัวเลข “0” และ “8” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความไม่มีที่สิ้นสุด (Infinity) H08 จึงเป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างความเป็นชายและความประณีตแบบ Hermès ได้อย่างลงตัว

Decoding Hermès DNA | 5 Watches that Embody the Brand's Identity

Heure H ไอคอนที่อยู่เหนือกาลเวลา

ไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ตรงไปตรงมากว่า Heure H นาฬิกาที่ออกแบบในปี 1996 โดย Philippe Mouquet ซึ่งใช้ตัวอักษร “H” ของแบรนด์เป็นกรอบตัวเรือนอย่างโดดเด่น

Decoding Hermès DNA | 5 Watches that Embody the Brand's Identity

ดีไซน์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า “Hermès ไม่ได้อยู่ใต้เงาของเวลา แต่เป็นผู้กำหนดวิธีการบอกเวลา” นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Heure H กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ และมีการนำเสนอดีไซน์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

Hermès ไม่ได้สร้างแค่นาฬิกา แต่สร้าง “เวลา” ในแบบของตัวเอง

สิ่งที่ทำให้นาฬิกาของแบรนด์แตกต่างจากแบรนด์หรูอื่น ๆ คือแนวคิดที่ว่า “เวลาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือประสบการณ์” ทุกเรือนล้วนมีเรื่องราว มีเอกลักษณ์ และถูกสร้างขึ้นด้วยปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับศิลปะ งานฝีมือ และการมองโลกในมุมที่ไม่เหมือนใคร หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นบทสนทนา เป็นศิลปะ และเป็นตัวตนของคุณเอง นาฬิกา Hermès อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังตามหา

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Henry Cavill x Longines | The Perfect Match of Timeless Elegance

0

Longines ร่วมมือกับนักแสดง Henry Cavill เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์แห่งความสง่างาม

Longines ต้อนรับ Henry Cavill ในฐานะ Ambassador of Elegance คนใหม่ นักแสดงผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความประณีตนี้ไม่เพียงแต่เป็นไอคอนบนจอภาพยนตร์ แต่ยังเป็นตัวแทนของนิยาม Elegance is an Attitude ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ร่วมค้นพบเสน่ห์เหนือกาลเวลาและสัมผัสสไตล์ที่ไร้ที่ติไปพร้อมกับ Longines

ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับความสง่างามเหนือกาลเวลา Longines คือชื่อที่มาเป็นอันดับแรก ๆ แน่นอน ล่าสุดแบรนด์นี้ก็ได้จับมือกับนักแสดงฮอลลีวูดที่หลายคนรู้จักกันดี Henry Cavill ในฐานะแอมบาสเดอร์แห่งความสง่างาม พูดง่าย ๆ ว่า Henry คือตัวแทนของความหรูหราที่ไม่ต้องทำตัวโอ้อวดอะไรเลย เพราะเขาคือคนที่มีเสน่ห์และความคลาสสิกแบบที่ Longines ค้นหา

Henry Cavill x Longines | The Perfect Match of Timeless Elegance
Henry Cavill x Longines | The Perfect Match of Timeless Elegance

การร่วมมือกันครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Longines ที่เคยมีประวัติการทำงานร่วมกับบุคคลที่เป็นสุดยอดในทุกด้าน ทั้งในวงการและชีวิตส่วนตัวมาตลอด ตั้งแต่เปิดตัวในปี 1832 Longines ก็มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความเรียบหรูและงานฝีมือที่เหนือกว่าทุกอย่าง และเมื่อ Henry เข้ามา เขาก็เหมือนเป็นตัวอย่างที่ลงตัวของแบรนด์นี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นการแสดงที่ไม่เคยจำเจ หรือความจริงใจในตัวตนของเขา มันก็สะท้อนถึงค่านิยมที่ Longines ยึดถือมาตลอด

ไม่ว่าจะเป็นบท Superman ใน DC Universe หรือในหนังดังอย่าง Mission Impossible Fallout และ The Man from U.N.C.L.E. Henry ก็สามารถแสดงได้หลากหลายอย่างที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้ และในอนาคตเขาก็ยังมีโครงการใหญ่ ๆ รออยู่ ทั้งซีรีส์ Warhammer 40,000 และหนัง Voltron ที่จะทำให้เราได้เห็นการเติบโตทางการแสดงของเขาอีกมากมาย

Henry Cavill x Longines | The Perfect Match of Timeless Elegance

แต่การทำงานในวงการบันเทิงก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ Henry สนใจ เขายังเป็นคนที่หลงใหลในเกม การบิน และการขี่ม้า ความทุ่มเทของเขาในทุกอย่างไม่เคยทำให้เขาหยุดพัฒนาตัวเอง และนั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นคนที่ Longines เห็นแล้วคิดว่า “นี่แหละคือคนที่เหมาะกับแบรนด์เรา”

Henry Cavill x Longines | The Perfect Match of Timeless Elegance

และแน่นอนว่าเรื่องของนาฬิกาก็ไม่น้อยหน้า Henry สวม Longines Flagship Heritage Moonphase ที่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่โดดเด่น ทั้งการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติและความแม่นยำสูงสุด ที่สำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง

Matthias Breschan CEO ของ Longines ก็ยิ้มรับการร่วมมือครั้งนี้อย่างเต็มที่ “ในตัว Henry เราเห็นความสง่างามที่ตรงกับค่านิยมของแบรนด์เรา ความอบอุ่นและความหลากหลายที่เขามี เหมือนกับสิ่งที่เราเชื่อว่า ความสง่างามเป็นอย่างไร”

และสำหรับ Henry เอง เขาบอกว่า “สิ่งที่ดึงดูดใจผมคือความสง่างามที่ไม่ต้องประกาศตัวออกมา ความดีแท้ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง มันจะเห็นได้จากทุกๆ รายละเอียด” และเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่า Longines เป็นแบรนด์ที่แชร์ความคิดนี้ไปกับเขาด้วย

สรุปแล้ว การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจับมือในเชิงธุรกิจ แต่คือการจับมือกันในเรื่องของค่านิยมและปรัชญาในการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าและสง่างามอย่างแท้จริง
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

OMEGA Seamaster Diver 300M

OMEGA Seamaster Diver 300M เรือนเวลาแห่งการผจญภัยในวัสดุบรอนซ์โกลด์และสีเบอร์กันดี

นี่คือศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาที่ OMEGA สร้างขึ้นมาอย่างประณีต Seamaster Diver 300M ในเวอร์ชันบรอนซ์โกลด์และสีเบอร์กันดีคือการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ความหรูหรา และสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้

OMEGA Seamaster Diver 300M

Seamaster Diver 300M เป็นไอคอนของเรือนเวลาสปอร์ตมาตั้งแต่ปี 1993 และยังคงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในคอลเลกชันที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ OMEGA ตลอดหลายทศวรรษ การมาถึงของเวอร์ชันบรอนซ์โกลด์นี้ในปี 2025 เป็นเสมือนการเขียนบทใหม่ให้กับตำนาน ด้วยวัสดุสุดล้ำที่ OMEGA คิดค้นขึ้นเองเพื่อคงไว้ซึ่งความสง่างามและสมบัติทางเทคนิคระดับสูง

บรอนซ์โกลด์ (Bronze Gold) ไม่ใช่เพียงโลหะผสมทั่วไป แต่เป็นอัลลอยพิเศษที่ OMEGA พัฒนาเพื่อให้ได้สีสันอันลุ่มลึกและคงทน โดยมีส่วนผสมของทองคำ 37.5% ซึ่งได้รับตราประทับ 9K รวมถึงพัลลาเดียมและเงิน องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้ตัวเรือนต้านทานการกัดกร่อนในระดับสูง และต่างจากบรอนซ์ทั่วไปที่มักเกิดสนิมเขียว วัสดุนี้จะค่อย ๆ พัฒนาเฉดสีพาทิน่าอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่สูญเสียความสง่างามไปตามกาลเวลา

OMEGA Seamaster Diver 300M

ดีไซน์ของนาฬิกาได้แรงบันดาลใจจาก Seamaster Diver 300M 007 Edition ที่เปิดตัวในปี 2020 สำหรับภาพยนตร์ James Bond: No Time to Die ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ความคล้ายคลึงปรากฏให้เห็นชัดในองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น หน้าปัดอะลูมิเนียมออกซาลิกอะโนไดซ์แบบด้านที่ให้พื้นผิวเรียบเนียนแต่ทรงพลัง ขอบตัวเรือนอะลูมิเนียมออกซาลิกอะโนไดซ์สีเบอร์กันดีที่สร้างคอนทราสต์อันโดดเด่นบนข้อมือ

หน้าปัดยังคงเอกลักษณ์ของคอลเลกชันนี้ด้วยลวดลายคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมชุดเข็มและหลักชั่วโมงเคลือบบรอนซ์โกลด์ 18K ด้วยเทคนิค PVD เพื่อให้สีสันที่เข้ากันกับตัวเรือน ขณะที่เครื่องหมายต่าง ๆ รวมถึงโลโก้ OMEGA และชื่อแบรนด์ถูกพิมพ์ด้วยสีน้ำตาลอ่อน เพิ่มมิติแห่งความคลาสสิกและร่วมสมัย

OMEGA Seamaster Diver 300M

ตัวเลือกสายนาฬิกามีสองแบบ คือสายโลหะถักจากบรอนซ์โกลด์ที่ให้สัมผัสแน่นกระชับและดูหรูหรา หรือสายยางสีดำที่เสริมความแข็งแรง พร้อมหัวสายบรอนซ์โกลด์แบบหัวเข็มขัด

หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไก OMEGA Master Co-Axial calibre 8806 ที่ผ่านมาตรฐานระดับ Master Chronometer โดย METAS (สถาบันมาตรวิทยาแห่งสหพันธรัฐสวิส) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดด้านความเที่ยงตรงและการต้านทานสนามแม่เหล็ก สามารถรับชมรายละเอียดของกลไกผ่านฝาหลังที่ติดตั้งกระจกแซฟไฟร์

OMEGA Seamaster Diver 300M

Seamaster Diver 300M ในบรอนซ์โกลด์และสีเบอร์กันดีคือตัวแทนของความกล้าหาญและความประณีตในโลกของเรือนเวลา เป็นนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อการผจญภัย แต่ก็มาพร้อมความสง่างามที่อยู่เหนือกาลเวลา

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

The Watch Heist | Legendary Timepieces That Vanished Without a Trace

The Watch Heist เรื่องราวนาฬิกาที่เคยหายสาบสูญ

หากคุณเป็นหนึ่งในนักสะสมหรือผู้หลงใหลในนาฬิกา คงจะรู้ว่านาฬิกาบางเรือนไม่ได้มีแค่หน้าที่บอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งประวัติศาสตร์และความลึกลับที่สะสมความตื่นเต้นของโลกแฟชั่นและวัตถุโบราณไว้อย่างเหลือเชื่อ การหายสาบสูญของนาฬิกาบางรุ่นก็กลายเป็นตำนานที่ยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปสำรวจเรื่องราวสุดตื่นเต้นของนาฬิกาที่หายสาบสูญ ที่ไม่ได้เป็นแค่การสูญเสีย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่บางครั้งเราอาจไม่เคยให้ความสนใจนักสะสมนาฬิกา มาดูกันว่าเรือนเวลาแต่ละเรือนที่หายไปนั้นมีเรื่องราวอะไรที่ทำให้มันกลายเป็นตำนานที่ไม่เคยจางหายไปจากใจของผู้คน

The Watch Heist | Legendary Timepieces That Vanished Without a Trace

Rolex Daytona Paul Newman

คุณคงเคยได้ยินชื่อของ Paul Newman นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง เพราะเขาสวมใส่นาฬิกา Rolex Daytona รุ่นพิเศษที่กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีชื่อเสียงและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะรุ่นที่รู้จักกันในชื่อ Paul Newman Daytona ซึ่งมีลักษณะหน้าปัดที่มีตัวเลขแบบสลักที่โดดเด่นและแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ ความพิเศษของนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้อยู่แค่การออกแบบ แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Newman และนาฬิกาเรือนนี้ที่ช่วยยกระดับสถานะของมันในฐานะสัญลักษณ์ของสไตล์และความหรูหรา

นาฬิกาเรือนนี้ได้หายไปจากการสะสมในปี 1984 และกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ถูกตามหามากที่สุดในโลกของนักสะสม จนกระทั่งในปี 2017 มันได้ถูกประมูลในราคาที่สูงถึง 17.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำลายสถิติเป็นนาฬิกา Rolex ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในการประมูลครั้งหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงความสำคัญของมันในฐานะคอลเลคชันและตำแหน่งในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกา

(เครดิตภาพตัวอย่างจาก Rolex)

Patek Philippe Henry Graves Supercomplication

นาฬิกา Patek Philippe Henry Graves Supercomplication ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีมูลค่ามหาศาลและเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในโลกของการสะสม นาฬิกาเรือนนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1933 เพื่อเป็นการตอบโจทย์ให้กับ Henry Graves Jr. นักสะสมนาฬิกาชื่อดังในยุค 1930 ซึ่งต้องการนาฬิกาที่มาพร้อมกับฟังก์ชันพิเศษถึง 24 ฟังก์ชัน เช่น การแสดงเวลาตามดวงดาว และการคำนวณตำแหน่งของดวงจันทร์ การออกแบบและผลิตใช้เวลา 5 ปี และนับเป็นหนึ่งในผลงานที่ซับซ้อนที่สุดในโลกนาฬิกา

แม้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะไม่เคยถูกขโมยหรือหายสาบสูญไปอย่างลึกลับเหมือนเรือนอื่น ๆ ในลิสต์นี้ แต่เรื่องราวของมันก็เต็มไปด้วยปริศนาและเสน่ห์ที่ทำให้เหล่านักสะสมต้องตามหา และถูกประมูลในปี 2014 โดยสามารถขายได้ในราคาสูงถึง 24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น

เรื่องราวของ Henry Graves Supercomplication นอกจากจะเป็นตำนานของนาฬิกาที่มีฟังก์ชันที่ซับซ้อนและล้ำหน้าแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในศิลปะและความละเอียดในการผลิตของ Patek Philippe ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน

(เครดิตภาพตัวอย่างจาก Sotheby’s)

Cartier The Great Pasha เรื่องราวการขโมยที่ยังคงเป็นปริศนาในวงการนาฬิกา

ในโลกของการสะสมนาฬิกาหรู ความสูญหายของนาฬิกาที่มีค่ามักจะสร้างความตื่นเต้นและเป็นที่สนใจของนักสะสมทั่วโลก โดยเฉพาะในกรณีของ Cartier The Great Pasha นาฬิกาที่หายไปในปี 2005 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านดอลลาร์ การออกแบบอันโดดเด่นของนาฬิกาเรือนนี้ประกอบด้วยการใช้เพชรและทองคำแท้ รวมถึงกลไกที่ซับซ้อน ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลก

การขโมยเกิดขึ้นที่บ้านของนักสะสมรายหนึ่ง และนาฬิกานี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ว่าจะมีการติดตามหาตลอดระยะเวลาหลายปี แต่นาฬิกานี้ก็ยังไม่ถูกพบจนถึงปัจจุบัน ความหายไปของ Cartier The Great Pasha จึงกลายเป็นหนึ่งในตำนานของการขโมยนาฬิกาที่นักสะสมหลายคนยังคงค้นหาอยู่

แม้ว่าจะมีความพยายามในการตามหานาฬิกาเรือนนี้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการยืนยันว่า Cartier The Great Pasha เรือนใดคือเรือนที่หายไปในปี 2005 อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของมันยังคงอยู่ในใจของนักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกาหรูทั่วโลก

(เครดิตภาพตัวอย่างจาก Cartier)

The Watch Heist | Legendary Timepieces That Vanished Without a Trace

Audemars Piguet Royal Oak “The Million Dollar Watch”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักในโลกของการสะสมนาฬิกาคือการขโมยของนาฬิกา Audemars Piguet Royal Oak รุ่นที่ได้รับการตั้งชื่อว่า The Million Dollar Watch ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2003 ที่ร้านในสวิตเซอร์แลนด์ การขโมยครั้งนี้ไม่เพียงแค่เกี่ยวข้องกับมูลค่าของนาฬิกา แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญและการยอมรับจากนักสะสมทั่วโลก นาฬิกาเรือนนี้มีดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของ Royal Oak ซึ่งได้รับการยกย่องในวงการอุตสาหกรรมเครื่องประดับและนาฬิกาในฐานะหนึ่งในผลงานที่สำคัญที่สุดของ Audemars Piguet

ในขณะที่มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ที่ระบุในบางแหล่งอาจจะมีความไม่แน่นอน หรืออาจเป็นการประเมินที่สูงเกินไปจากการคาดเดา มันก็ยังคงถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างความหรูหราและการสะสมในโลกของนาฬิกา โดยยังคงเป็นตำนานที่นักสะสมหลายคนติดตามและพยายามตามหาอยู่จนถึงวันนี้

ข้อมูลที่เกี่ยวกับการขโมย Audemars Piguet Royal Oak “The Million Dollar Watch” จากร้านในสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2003 มีการรายงานในข่าวในช่วงเวลานั้น แต่สำหรับมูลค่าของนาฬิกาและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง อาจมีความไม่แน่นอนในการระบุราคา โดยบางแหล่งอาจมีการพูดถึงมูลค่าที่สูงเกินไปหรือคาดการณ์จากราคาตลาดในขณะนั้น และไม่ได้มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าเป็นราคาหรือมูลค่าที่แท้จริงในขณะนั้น ในเรื่องของภาพถ่ายสำหรับนาฬิกา Audemars Piguet Royal Oak รุ่นนี้ ควรจะหาภาพที่เชื่อถือได้จากแหล่งข้อมูลหรือเว็บไซต์ที่สามารถนำเสนอภาพที่ถูกต้อง เช่น เว็บไซต์ของ Audemars Piguet หรือแหล่งที่เป็นที่ยอมรับในวงการนาฬิกา

Breguet No. 160 “Marie Antoinette”

Breguet No. 160 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Marie Antoinette” ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์และความลึกลับมากที่สุดในวงการนาฬิกา สร้างขึ้นโดย Abraham-Louis Breguet ในปลายศตวรรษที่ 18 ตามคำสั่งของพระราชินีมารี อ็องตัวเน็ตแห่งฝรั่งเศส ซึ่งต้องการนาฬิกาที่สามารถบรรจุเทคโนโลยีและฟังก์ชันล้ำสมัยที่สุดของยุคนั้น โดยตัวเรือนของนาฬิกาถูกออกแบบอย่างหรูหราและละเอียดอ่อน เพื่อสะท้อนความสำคัญและสถานะของพระราชินี

(เครดิตภาพตัวอย่างจาก Breguet)

The Watch Heist | Legendary Timepieces That Vanished Without a Trace

นาฬิกาชิ้นนี้ถูกขโมยไปในปี 1983 จากพิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส ซึ่งทำให้มันกลายเป็นตำนานที่นักสะสมและผู้สนใจในวงการนาฬิกาต้องติดตามมานานหลายทศวรรษ ก่อนที่จะถูกค้นพบและกลับคืนมาในปี 2007 แม้ว่าเวลาผ่านไปหลายปี แต่ Breguet No. 160 ยังคงถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก และตอนนี้ถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ Breguet

เรื่องราวของการสูญหายของ Breguet No. 160 สะท้อนถึงความหายากและคุณค่าของนาฬิกาเรือนนี้ที่ยิ่งใหญ่ไปพร้อมกับตำนานของพระราชินีมารี อ็องตัวเน็ตและการสร้างนาฬิกาชิ้นนี้ที่ยืนหยัดท่ามกลางเวลาหลายร้อยปี

เรื่องราวของนาฬิกาที่หายสาบสูญเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังคงเล่าขาน ทั้งในแวดวงนักสะสมและผู้หลงใหลเรือนเวลา แม้บางกรณีจะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เสน่ห์ของมันอาจอยู่ที่ความลึกลับและคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สะท้อนยุคสมัยที่ผ่านมา นาฬิกาเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์ของเรื่องราวที่ยังคงเดินหน้าต่อไปในโลกแห่งการสะสม

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue

การสร้างนาฬิกาคลาสสิกที่แท้จริงต้องใช้เวลาและทักษะ และบางครั้งก็ต้องอาศัยศิลปะพิเศษเพื่อทำให้มันสมบูรณ์แบบ

หากคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนักผลิตนาฬิกาอิสระอย่าง Laurent Ferrier คุณคงคุ้นเคยกับ Traveller Globe Night Blue รุ่นนี้เป็นอย่างดี ซึ่งเคยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ในซีรีส์ Galet Traveller สำหรับตลาดสหราชอาณาจักรเท่านั้น และในปีนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีของแบรนด์ ทางแบรนด์ได้นำรุ่นนี้กลับมาอีกครั้ง พร้อมการอัปเดตที่ทำให้เรือนเวลานี้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยมีการเพิ่มภาพวาดขนาดย่อของโลกลงบนหน้าปัดที่มีเอกลักษณ์

Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue

Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue เรือนใหม่ยังคงความงดงามของการออกแบบตัวเรือนในสไตล์คลาสสิก ซึ่งทำจากทองคำขาวที่ขัดเงาอย่างละเอียด ตัวเรือนมีขนาด 41 มม. และหนา 12.64 มม. รวมถึงกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม การออกแบบในส่วนอื่นๆ ยังคงความเดิมจากรุ่นก่อน ๆ เช่น การใช้เม็ดมะยมทรงลูกบอลที่เวลา 3 นาฬิกา และปุ่มปรับที่เป็นทรงรีที่ฝั่งตรงข้าม

ในปี 2025 นี้ Laurent Ferrier ได้นำเสนอโฉมใหม่ของ Traveller Globe Night Blue ด้วยการนำเสนอศิลปะที่ไม่เหมือนใคร โดยการวาดภาพขนาดย่อของโลกบนหน้าปัด พร้อมชั้นของเคลือบสีน้ำเงินทึบที่ถูกประดับด้วยจุดทองเคลือบสีละเอียด โดยใช้เทคนิค Champlevé ในการสร้างลวดลายที่มีความลึกและมีมิติ นอกจากนี้ ยังมีการใช้สีทองเคลือบในบางจุดเพื่อสร้างความรู้สึกเหมือนกับแสงไฟจากเมืองใหญ่ที่เปล่งประกายท่ามกลางมหาสมุทรในยามค่ำคืนจากมุมมองที่เห็นจากอวกาศ

Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue
Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue

หน้าปัดที่มีวงแหวนภายนอกเป็นสีเทา Slate Grey และการขัดแบบซาตินแบบวงกลมช่วยเน้นความลึกของตัวเรือน ส่วนดัชนีรูปหยดน้ำที่เหมือนจะยื่นออกไปยังจุดกลางของหน้าปัดเพิ่มความรู้สึกเคลื่อนไหวและการดำดิ่งเข้าไปในโลกของนาฬิกาได้อย่างดีเยี่ยม

นาฬิกานี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก LF230.02 ระบบออโตเมติกที่พัฒนาโดย Laurent Ferrier ร่วมกับ La Fabrique du Temps ทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง พร้อมสำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง และแสดงผลการเคลื่อนไหวอันสวยงามผ่านกระจกหลังแซฟไฟร์

Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue

ตัวเรือนนี้มาพร้อมกับสายหนัง Nubuck สีเทา ที่เย็บด้วยมือและตกแต่งด้วยการตัดเย็บแบบโทนสีเดียวกัน พร้อมช่องใส่สาย Alcantara ภายใน ปิดท้ายด้วยหัวเข็มขัดทองคำขาวหรือสายพับแบบใบมีดคู่ที่ทำให้การใช้งานสะดวกสบายและหรูหรามากยิ่งขึ้น

Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue
Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาฬิกาเรือนนี้ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ laurentferrier.ch

ข้อมูลทางเทคนิค
Laurent Ferrier Classic Traveller Globe Night Blue

  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. หนา 12.64 มม. (รวมกระจกแซฟไฟร์) ไวท์โกลด์ขัดเงา เม็ดมะยมทรงลูกบอล กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ไวท์โกลด์วงกลมตรงกลางพร้อมเคลือบสีน้ำเงินและวงแหวนด้านนอกสีเทา Slate Grey
  • กลไก: LF230.02 ออโตเมติก พร้อมไมโครโรเตอร์ทองคำ 18 กะรัต
  • สาย: หนัง Nubuck สีเทาเย็บด้วยมือ และบุ Alcantara ภายใน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Bell & Ross’ BR-03 Astro and Its Space-Inspired Design

นาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอวกาศ เมื่อเวลาถูกถ่ายทอดผ่านจักรวาล

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างของสถานีอวกาศ เห็นโลกที่ค่อย ๆ หมุนอย่างสง่างามอยู่ใต้เท้า ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ไกลออกไป และดาวอังคารที่รอให้เราไปสำรวจ นี่คือสิ่งที่ Bell & Ross พยายามถ่ายทอดผ่าน BR-03 Astro เรือนเวลาที่ไม่เพียงบอกเวลา แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของระบบสุริยะในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

Bell & Ross' BR-03 Astro and Its Space-Inspired Design

ดีไซน์ที่พาเราหลุดไปนอกโลก

Bell & Ross ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของการบินและอวกาศ แต่กับ BR-03 Astro พวกเขาไปไกลกว่านั้น พวกเขานำทั้งระบบสุริยะมาไว้บนข้อมือคุณ บนหน้าปัด โลก (Earth) ดวงจันทร์ (Moon) ดาวอังคาร (Mars) และดาวเทียม (Satellite) ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการบอกเวลา ซึ่งไม่ใช่แค่ลูกเล่นเพื่อความสวยงาม แต่เป็นแนวคิดที่ลึกซึ้ง การเดินทางของกาลเวลาและความสัมพันธ์ของเทหวัตถุเหล่านี้ในจักรวาล

หน้าปัดของ BR-03 Astro ถูกออกแบบให้คล้ายกับหน้าต่างของยานอวกาศ (หรือ Cockpit หนึ่งในธีมโปรดของ Bell & Ross) โดยใช้กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน เพื่อให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของโลกและดาวเคราะห์ที่หมุนเวียนไปอย่างชัดเจน

ศาสตร์และศิลป์ของกลไกจักรวาล

หนึ่งในไฮไลต์ของ BR-03 Astro คือการออกแบบกลไกที่ใช้วัตถุท้องฟ้าแทนเข็มชั่วโมงและนาที โลกหมุนรอบตัวเองเพื่อบอกชั่วโมง ขณะที่ ดาวเทียมเคลื่อนที่รอบวงโคจรเพื่อแสดงนาที ทำให้การบอกเวลาไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนหน้าปัดอีกต่อไป แต่เป็นการเดินทางของเทหวัตถุในอวกาศที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

แนวคิดนี้คล้ายกับนาฬิกากลไก astronomical complications ที่เคยถูกออกแบบมาในประวัติศาสตร์ของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง ทำให้ออกมาดูเรียบง่าย ทันสมัย และใส่กลิ่นอายของเครื่องมือการบินเข้าไปได้อย่างลงตัว

Bell & Ross' BR-03 Astro and Its Space-Inspired Design
Bell & Ross' BR-03 Astro and Its Space-Inspired Design

แรงบันดาลใจจากนักบินอวกาศ

Bell & Ross ไม่ได้เพียงแค่สร้างนาฬิกาเพื่อให้ดูสวยงามหรือเท่บนข้อมือ พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากภารกิจสำรวจอวกาศจริงๆ และนำเอาแนวคิดของนักบินอวกาศมาใช้ในการออกแบบ หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญคือ Space-Time Perception หรือการรับรู้เวลาในอวกาศ นักบินอวกาศที่ใช้ชีวิตนอกโลกต้องปรับตัวกับเวลาที่แตกต่างจากบนโลก พวกเขาเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกถึง 16 ครั้งต่อวัน บนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งหมายความว่า วัน ในอวกาศไม่ได้เป็นเพียงแค่ 24 ชั่วโมงแบบที่เราคุ้นเคย แต่มันเป็นระบบที่มีมิติซับซ้อนมากขึ้น

แนวคิดนี้ถูกสะท้อนอยู่ใน BR-03 Astro ผ่านการเคลื่อนที่ของโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคารที่เปรียบเสมือนตัวแทนของเวลาในมิติต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เราตระหนักว่า เวลาไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว แต่มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองของผู้สังเกต

มากกว่านาฬิกา นี่คือหน้าต่างสู่อวกาศ

BR-03 Astro ไม่ใช่แค่นาฬิกาที่ใส่แล้วดูเท่ แต่มันเป็น เครื่องเตือนใจถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล และความสัมพันธ์ของเรากับกาลเวลา เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของโลกและอวกาศผ่านเรือนเวลาเล็ก ๆ ที่อยู่บนข้อมือคุณ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เรือนนี้เป็นมากกว่านาฬิกา แต่เป็นประสบการณ์ที่พาเราออกไปไกลกว่าขอบฟ้า สู่ดินแดนที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของเวลาและอวกาศ

Bell & Ross' BR-03 Astro and Its Space-Inspired Design
Bell & Ross' BR-03 Astro and Its Space-Inspired Design

ข้อมูลทางเทคนิค Bell & Ross BR-03 Astro

สาย: สายยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัด PVD Steel สีดำด้านหรือสายผ้าสังเคราะห์สีดำ

กลไก: กลไกอัตโนมัติ BR-CAL.327 สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงและนาทีแบบลึกลับ (Mysterious Hours & Minutes) วินาทีแบบศูนย์กลาง

ตัวเรือน: เซรามิกสีดำ ขนาด 41mm × 11.5mm กันน้ำลึก 100 เมตร

หน้าปัด: Blue Aventurine Glass เปล่งประกายราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจของนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอวกาศ

การใช้งานและความทนทาน นาฬิกานี้ไม่ได้ออกแบบมาเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานจริง ในการออกแบบถูกผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพสูง เช่น เซรามิกสีดำและเคลือบพีวีดีที่ช่วยเพิ่มความทนทานและความทนทานต่อน้ำได้ถึง 100 เมตร การออกแบบที่มีความละเอียดนี้ไม่เพียงแค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

กลไกการเคลื่อนไหวที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน กลไกการบอกเวลาใน BR-03 Astro ไม่ได้แค่สะท้อนถึงการหมุนวนของโลกและดาวเคราะห์ แต่ยังแสดงถึงความซับซ้อนของการออกแบบกลไกที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญอย่างสูงในการพัฒนา ทำให้เป็นทั้งงานศิลป์และวิศวกรรมที่ลงตัว

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Blancpain’s New Pop-up Boutique in Bangkok

0

Blancpain เปิด Pop-up Boutique ใหม่ในใจกลางกรุงเทพฯ การผสมผสานของนาฬิกาหรูและเทคโนโลยีขั้นสูง

บลองแปงเปิดตัว Pop-up Boutique แห่งใหม่ที่ Central Embassy ในกรุงเทพฯ พร้อมเปิดประตูสู่จักรวาลแห่งนาฬิกาหรูในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร สำหรับคนรักนาฬิกาที่ต้องการสัมผัสถึงการบรรจบกันของงานฝีมือดั้งเดิมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของศูนย์การค้าชั้นนำ ด้วยพื้นที่กว่า 120 ตารางเมตรที่ถูกออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ นำเสนอทั้งสไตล์ร่วมสมัยและความคลาสสิกที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่เวิร์กช็อปของ Blancpain ณ หุบเขาวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ ความรู้สึกอบอุ่นจากการตกแต่งด้วยไม้เชอร์รี่ผสมผสานกับโครงสร้างโลหะในสไตล์ที่เรียบหรู ทำให้บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยความทันสมัยและความสงบเงียบภายในเวลาเดียวกัน

ร้านนี้ไม่เพียงแค่การแสดงถึงความหรูหราและเทคนิคการประดิษฐ์นาฬิกาอันล้ำสมัยของ Blancpain เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่เชิญชวนให้คุณสัมผัสถึงประวัติศาสตร์และแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังแต่ละรุ่นของแบรนด์ จากคอลเลกชั่น Villeret อันเป็นที่รักของผู้ชื่นชอบนาฬิกาคลาสสิก Fifty Fathoms ที่มีชื่อเสียงในฐานะนาฬิกาดำน้ำระดับตำนาน Ladybird ที่หรูหรา และ Air Command ที่เต็มไปด้วยความน่าทึ่ง

ยังมีรุ่นพิเศษสุดที่จะพาคุณไปสำรวจ เช่น Carrousel Phases de Lune ที่ผลิตเพียง 88 เรือน Tourbillon Heure Sautante Minutes Rétrograde ที่มีเพียง 50 เรือนทั่วโลก Calendrier Chinois Traditionnel 2025 รุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน และ Ladybird Colors Saint-Valentin 2025 ที่มีแค่ 14 เรือนเท่านั้น

Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok
Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok

แต่ละรุ่นของ Blancpain ล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจและแรงบันดาลใจที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคนิคและงานฝีมือที่ได้รับการถ่ายทอดมาหลายปี การเลือกใช้วัสดุอย่างประณีตและการออกแบบที่ซับซ้อนแต่ทรงพลัง เป็นสิ่งที่ทำให้นาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นงานศิลปะที่มีชีวิต

Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok
Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok
Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok
Blancpain's New Pop-up Boutique in Bangkok

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบและรายละเอียดของงานฝีมือ สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ Central Embassy จะทำให้คุณได้สัมผัสกับคอลเลกชั่นที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเป็นเรื่องราวที่ยากจะลืมเลือน

Blancpain Pop-up Boutique
ชั้น 1 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี
1031 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร: 062 308 2522
อีเมล: Boutique.Bangkok@Blancpain.com

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

LISA’s BVLGARI Divas’ Dream at The White Lotus Premiere

LISA สวมใส่ BVLGARI หรูหราอย่างมีสไตล์ที่งานพรีเมียร์ The White Lotus

ในงานพรีเมียร์ของ The White Lotus ที่กรุงเทพฯ LISA (ลลิสา มโนบาล) มาในลุคที่ทุกคนต้องหยุดมอง

เมื่อ LISA ปรากฏตัวในงานพรีเมียร์ของ The White Lotus ที่กรุงเทพฯ ทุกสายตาต้องตกอยู่ที่เธอ เพราะนอกจากสไตล์ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังแล้ว นาฬิกาที่เธอเลือกใส่จาก BVLGARI อย่าง High Jewelry Divas’ Dream Watch ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับลุคของเธออย่างไม่น่าเชื่อ

LISA's BVLGARI Divas' Dream at The White Lotus Premiere

นาฬิกาเรือนนี้คือการผสมผสานระหว่างความหรูหราแบบคลาสสิกและความทันสมัยที่ไม่เคยตกยุค หน้าปัดมาร่ามุกสีขาวสะท้อนแสงได้อย่างละเอียดอ่อน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงความสง่างามของมัน ตัวเรือนทองคำ 18K ดูหรูหราแบบไม่โอเวอร์เกินไป แถมยังประดับเพชร 223 เม็ดที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้มันสวย แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของ BVLGARI ที่สร้างมาตรฐานในการออกแบบได้อย่างไม่มีที่ติ

สิ่งที่ทำให้ High Jewelry Divas’ Dream Watch น่าสนใจมากขึ้นคือเรื่องราวเบื้องหลังมัน การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากความงามในธรรมชาติ ภาพของดอกไม้ที่บานสะพรั่งและลวดลายที่งดงาม ทำให้เราเห็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและเวลาอย่างลงตัว นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่พูดถึงความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ และสะท้อนถึงความมั่นใจที่ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย

LISA's BVLGARI Divas' Dream at The White Lotus Premiere
High Jewelry Divas’ Dream Watch
ขนาด 39 มม., ตัวเรือนทองคำ 18K (Gold 6N 18kt 750) หน้าปัดมุกสีขาว (Mother of Pearl) / สายรัดซาติน / แสดงเวลา + นาที / กลไกควอตซ์ / ประดับเพชร 223 เม็ด (Full setting) / กันน้ำได้ลึกถึง 30 เมตร (Waterproof 30 m)

สำหรับ LISA การเลือกใส่ High Jewelry Divas’ Dream Watch ก็เหมือนการบอกเล่าความรู้สึกผ่านเวลา นาฬิกาที่ไม่ได้มีแค่ดีไซน์ที่สวยงาม แต่มันแฝงไปด้วยคุณค่าและความหมายที่ทุกคนมองเห็นได้จากการสัมผัสจริงๆ มันไม่ใช่แค่การใส่นาฬิกา แต่มันคือการบอกเล่าตัวตนและสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครจริงๆ

เพราะนาฬิกาแบบนี้ ไม่ใช่แค่เครื่องมือบอกเวลา แต่เป็นการเลือกที่จะมีเวลาอย่างมีคุณค่า และมันก็ทำให้ทุกช่วงเวลาในชีวิตของคุณมีความหมายมากยิ่งขึ้น

LISA's BVLGARI Divas' Dream at The White Lotus Premiere
LISA's BVLGARI Divas' Dream at The White Lotus Premiere
361293
ต่างหู Serpenti Viper ทำจากโรสโกลด์ 18K
LISA's BVLGARI Divas' Dream at The White Lotus Premiere
272790
ต่างหู High Jewelry Divas’ Dream ทำจากทองคำชมพู ประดับด้วยทับทิมคาโบชอน 2 เม็ด (3.40 กะรัต) เพชรทรงกลม 2 เม็ด บุฟฟ์ท็อปรูบี้ 42 เม็ด (1.26 กะรัต) และเพชรแบบพาเว่ เซ็ตเต็ม
LISA's BVLGARI Divas' Dream at The White Lotus Premiere
358633
แหวน Serpenti Viper แบบวงเดียว ทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

The Ultimate Toto Wolff Timepiece

IWC x F1 เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสำหรับ Toto Wolff

IWC Schaffhausen เพิ่งเปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ที่เรียกว่า Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL Toto Wolff x Mercedes-AMG PETRONAS Formula One™ Team ที่มาพร้อมกับการออกแบบสุดล้ำและความประณีตในการผลิตระดับสวิส พร้อมทั้งมีความพิเศษเพียงแค่ 100 เรือนเท่านั้น โดยนาฬิกานี้ไม่เพียงแค่การบอกเวลาอย่างแม่นยำ แต่ยังสะท้อนถึงพลัง ความทนทาน และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

The Ultimate Toto Wolff Timepiece

ในขณะที่ฤดูกาลใหม่ของ Formula 1™ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของการแข่งรถที่ต้องการความแม่นยำทุกวินาที โดยเฉพาะการออกแบบที่สะท้อนถึงสี ดำและสีเขียวของ PETRONAS ของทีม Mercedes-AMG PETRONAS F1™ ที่มีการใช้ระบบ SPRIN-g PROTECT® shock absorber ที่ช่วยปกป้องกลไกภายในตัวนาฬิกาจากแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่สปริงที่ใช้เคลือบด้วย Super-LumiNova® สีเขียว ที่ส่องแสงในที่มืดเป็นสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของทีม

Formula 1™ คือกีฬาที่ท้าทายทั้งนักขับและทีมงานอย่างแท้จริง โดยในทุกๆ การแข่งที่มีความเร็วสูง นักขับจะต้องเผชิญกับแรง G ที่หนักหน่วงจากการเข้าโค้งหรือการเบรกที่รุนแรง ซึ่ง Toto Wolff ซีอีโอของทีม Mercedes-AMG PETRONAS F1™ ได้สวมใส่นาฬิกาตัวต้นแบบของเรือนนี้ในช่วงที่เกิดความตื่นเต้นจากการแข่งขันบนสนาม ซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ IWC สร้างนาฬิกาที่สามารถทนต่อแรงกระแทกและความเครียดจากการแข่งได้

G (G-force) คือแรงเร่งโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่นักแข่ง Formula One™ ต้องเผชิญเวลาขับรถด้วยความเร็วสูงแล้วเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหัน ซึ่งอาจสร้างแรง G หลายเท่าของแรงโน้มถ่วงโลก สำหรับนาฬิกา Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL ของ IWC มันถูกออกแบบมาให้สามารถ ทนต่อแรง G ที่รุนแรงได้

โดยใช้เทคโนโลยี SPRIN-g PROTECT® ซึ่งเป็นระบบกันกระแทกสุดล้ำที่ช่วยป้องกันกลไกภายในจากแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนที่อาจทำให้ชิ้นส่วนภายในเคลื่อนหรือเสียหาย พูดง่าย ๆ คือ ถ้านาฬิกาได้รับแรงกระแทกหนักๆ เช่น ตกกระแทกพื้น หรือเจอแรง G แบบที่เกิดขึ้นในการแข่ง F1 ระบบกันกระแทกนี้จะช่วยซับแรงและป้องกันไม่ให้เครื่องกลไกได้รับความเสียหาย

นาฬิกาที่สะท้อนจิตวิญญาณของ Formula One™

Formula One™ ไม่ใช่แค่กีฬาความเร็ว แต่คือศิลปะแห่งการท้าทายขีดจำกัด ทุกครั้งที่นักแข่งอยู่ในสนาม พวกเขาต้องเผชิญแรง G มหาศาลจากการเร่งเครื่อง เบรกกระชาก และเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสนามแข่ง แต่ยังสะท้อนถึงแรงกดดันและความตื่นเต้นที่ส่งผ่านไปถึง Toto Wolff ผู้นำทีมที่เฝ้ามองเกมการแข่งขันด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

ในช่วงเวลาที่อะดรีนาลีนพุ่งทะยานท่ามกลางความระอุของพิตเลน Toto Wolff ได้สวมใส่ต้นแบบของ Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL ไว้บนข้อมือ โมเมนต์แห่งความเข้มข้นนี้เองที่จุดประกายแนวคิดในการสร้างเรือนเวลาที่สามารถรับมือกับแรงสั่นสะเทือนสุดขีด แรงกระแทกระดับเดียวกับที่นักแข่งต้องเผชิญบนสนามแข่งฟอร์มูล่าวัน

ในขณะที่ทีมแข่งกำลังเปิดตัวรถแข่งรุ่นใหม่สำหรับฤดูกาล 2025 และต้อนรับนักขับคนใหม่ Kimi Antonelli คู่หูของ George Russell ซึ่ง IWC ก็เผยโฉม Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL Toto Wolff x Mercedes-AMG PETRONAS Formula One™ Team (Ref. IW356201) นาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่รวมเอาเทคโนโลยีแห่งการปกป้องการกระแทกกับดีไซน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณของทีมแข่งระดับโลก

ไฮไลต์ที่โดดเด่นคือ SPRIN-g PROTECT® Shock Absorber ที่ออกแบบมาเพื่อดูดซับแรงกระแทกก่อนที่มันจะกระทบกับกลไกภายใน โดยใช้สปริงที่เคลือบ Super-LumiNova® สีเขียว PETRONAS ซึ่งสามารถเรืองแสงในที่มืด เพิ่มความล้ำสมัยและฟังก์ชันที่มีประโยชน์จริง

The Ultimate Toto Wolff Timepiece
The Ultimate Toto Wolff Timepiece
The Ultimate Toto Wolff Timepiece

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังความแกร่ง

ระบบกันกระแทก SPRIN-g PROTECT® ได้รับการพัฒนาโดยแผนกวิศวกรรม IWC Experimental (XPL) และเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 กับ Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL (Ref. IW357201) เทคโนโลยีนี้นำการปกป้องกลไกระดับสูงไปอีกขั้นด้วยการใช้ cantilever spring ที่ช่วยให้กลไกด้านในสามารถลอยตัวอยู่ภายในตัวเรือน หากนาฬิกาได้รับแรงกระแทก โครงสร้างพิเศษนี้จะช่วยกระจายแรงออกไป ทำให้กลไกด้านในไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สปริงที่ใช้ในระบบนี้ผลิตจาก Bulk Metallic Glass (BMG) ซึ่งผ่านกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้โครงสร้างที่ยืดหยุ่นมากกว่าคริสตัลโลหะทั่วไป ผลลัพธ์คือโครงสร้างที่สามารถรองรับแรง G ได้สูงกว่าวัสดุทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ

The Ultimate Toto Wolff Timepiece

ตัวเรือน CERATANIUM® เบา แข็งแกร่ง และทนทานระดับสูงสุด

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทำให้ Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL Toto Wolff Edition มีความพิเศษคือ ตัวเรือนและเม็ดมะยมที่ผลิตจาก Ceratanium® วัสดุไฮบริดที่พัฒนาโดย IWC ซึ่งรวมเอาน้ำหนักเบาของไทเทเนียมเข้ากับความแข็งแกร่งระดับเดียวกับเซรามิก

พื้นหน้าปัดสีดำถูกออกแบบให้มีลวดลายพิเศษที่เกิดจากการใช้แม่พิมพ์เฉพาะ สร้างผิวสัมผัสที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและเทคนิคอลสูงสุด พร้อมเข็มทรงสามเหลี่ยมที่ออกแบบใหม่ เคลือบขอบด้วย Super-LumiNova® เพิ่มมิติและอ่านค่าเวลาได้ง่ายขึ้นแม้ในที่แสงน้อย อีกหนึ่งดีเทลที่โดดเด่นคือ วงแหวนรอบนอก ที่ดูเหมือนลอยตัวอยู่บนครีบโลหะขนาดเล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มมิติให้กับหน้าปัดได้อย่างชาญฉลาด

กลไกสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ขับเคลื่อนโดยกลไก IWC Calibre 32101 ระบบขึ้นลานอัตโนมัติแบบ double pawl winding system ที่สามารถกักเก็บพลังงานได้ยาวนานถึง 120 ชั่วโมง หรือ 5 วันเต็ม อีกหนึ่งดีเทลที่เติมเต็มความดุดันของดีไซน์คือ plates, bridges และ oscillating mass ที่ถูกเคลือบสีดำทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับธีมสีของตัวเรือน

ด้านหลังตัวเรือนทำจากกระจกแซฟไฟร์เคลือบสีเข้ม พร้อมสลักลายเซ็นของ Toto Wolff เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความพิเศษ และนาฬิกามาพร้อมสายยางสีเขียว PETRONAS ที่เข้ากับธีมของทีมแข่ง รวมถึงสายยางสีดำ ที่สามารถเปลี่ยนได้เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน

The Ultimate Toto Wolff Timepiece
The Ultimate Toto Wolff Timepiece

เรือนเวลาที่สะท้อนจิตวิญญาณของความเร็ว

IWC ไม่ได้ออกแบบ Big Pilot’s Watch Shock Absorber XPL Toto Wolff Edition มาเพื่อโชว์ความล้ำของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มันคือนาฬิกาที่สะท้อนถึงอารมณ์ของโลกมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างแท้จริงแรง G อันมหาศาลบนสนามแข่ง อะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านทุกครั้งที่รถออกสตาร์ท

และความมุ่งมั่นของทีม Mercedes-AMG PETRONAS F1™ ถูกถ่ายทอดผ่านดีไซน์และเทคโนโลยีของเรือนเวลารุ่นนี้ และด้วยจำนวนเพียง 100 เรือนทั่วโลก นี่คือหนึ่งในนาฬิกาที่พิเศษที่สุดจาก IWC และเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งที่มีเพียงไม่กี่คนในโลกที่จะได้ครอบครอง

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Hermès Arceau Petite Lune

Hermès Arceau Petite Lune การถ่ายทอดความงามของจันทรคราสผ่านการออกแบบและเทคโนโลยี

นาฬิกาเป็นมากกว่าวัตถุที่ใช้บอกเวลาสำหรับ Hermès Arceau Petite Lune คือนาฬิกาที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาการแห่งเวลา โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ภาพของดวงจันทร์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดอย่างละเอียดและสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิต

Hermès Arceau Petite Lune

Arceau ถือเป็นนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์ของความงามอันเฉพาะตัว ที่อองรี ดอริญี (Henri d’Origny) ออกแบบขึ้นในปี 1978 โดยเน้นการผสมผสานระหว่างรูปทรงอสมมาตรและเส้นสายที่ล้ำสมัย ซึ่งสร้างเอกลักษณ์ที่มีความเหนือกาลเวลา บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของ Hermès ที่ผสมผสานความคลาสสิกและความแปลกใหม่ได้อย่างลงตัว

Arceau Petite Lune ได้รับการพัฒนาต่อมาเพื่อตอบสนองผู้ที่หลงใหลในความซับซ้อนและความงดงามของดวงจันทร์ บนหน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้ถูกตกแต่งด้วยสี Abyss Blue หรือสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งถูกเคลือบด้วยแล็กเกอร์เพื่อให้มีเฉดสีที่ไล่ระดับกันในลักษณะของ gradient lacquer ซึ่งสื่อถึงความลึกและความเคลื่อนไหวของท้องฟ้ายามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีการประดับ เพชร 15 เม็ด ที่ขอบเสี้ยวพระจันทร์เพื่อเพิ่มมิติและประกายแสงที่สวยงาม

การออกแบบ ฟังก์ชัน Moonphase บน Arceau Petite Lune แสดงถึงความละเอียดของการติดตามวงจรของดวงจันทร์ โดยแสดงการข้างขึ้นข้างแรมในรูปแบบที่มีการประดับตกแต่งด้วยรายละเอียดเชิงศิลป์ เพื่อทำให้ผู้นาฬิกาได้รับประสบการณ์ที่ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงาม แต่ยังมีความรู้สึกถึงความลึกลับของจักรวาล

Hermès H1837 คือกลไกไขลานอัตโนมัติที่ถูกพัฒนาภายในโรงงานของ Hermès ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่เพียงแต่มีความแม่นยำสูง แต่ยังได้รับการตกแต่งอย่างละเอียดลออทั้งในส่วนของ สะพานจักร ที่มีการขัดด้านแบบซาตินและ โรเตอร์ขึ้นลาน ที่ตกแต่งด้วยลวดลาย ‘Sprinkling of Hs’ ซึ่งเป็นลวดลายเฉพาะของ Hermès ที่แสดงถึงความประณีตในการผลิต

การเลือกใช้ หนังจระเข้สี Abyss Blue สำหรับสายยังสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของ Hermès ในการผลิตหนังอย่างสมบูรณ์แบบ สายหนังนี้ผลิตขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ซึ่งช่วยเสริมความหรูหราและความยาวนานให้กับนาฬิกาเรือนนี้

Hermès Arceau Petite Lune
Hermès Arceau Petite Lune

Arceau Petite Lune เป็นตัวแทนของการผสมผสานระหว่างศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาและศิลปะการออกแบบที่มีเอกลักษณ์จาก Hermès เรือนนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็น สัญลักษณ์ของความงดงามแห่งจักรวาล ที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

Longines เปิดตัว Conquest Chrono Ski Edition รุ่นพิเศษฉลอง FIS Alpine World Ski Championships 2025

Longines เฉลิมฉลองการแข่งขันสกีชิงแชมป์โลก FIS Alpine World Ski Championships ครั้งที่ 48 ที่ซาลบาค (Saalbach) ประเทศออสเตรีย ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาเรือนพิเศษรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน Conquest Chrono Ski Edition ซึ่งผลิตขึ้นเพียง 2,025 เรือนเท่านั้น นาฬิกาโครโนกราฟรุ่นนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงสไตล์สปอร์ตหรูหรา หากยังตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Longines กับการแข่งขันกีฬาสกี ณ เทือกเขาแอลป์ ซึ่งดำเนินมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของสหพันธ์สกีนานาชาติ (FIS) Longines เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันระดับโลกที่รวบรวมนักกีฬาชั้นนำมาไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะการแข่งขัน FIS Alpine World Ski Championships ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-16 กุมภาพันธ์ 2025 ณ Saalbach เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญที่จัดขึ้นทุกสองปี แบรนด์เรือนเวลาที่เป็นสัญลักษณ์ของความเที่ยงตรงและความสง่างามจึงได้เผยโฉม Conquest Chrono Ski Edition ซึ่งออกแบบมาเพื่อนักสกีและผู้ที่หลงใหลในความเร็วโดยเฉพาะ

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition
Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

ย้อนกลับไปในปี 1954 Conquest ถือเป็นคอลเลกชันแรกของ Longines ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดย Swiss Federal Intellectual Property Office และนับแต่นั้นมา คอลเลกชันนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งกีฬาสกีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดีไซน์ของ Conquest Chrono Ski Edition ให้ความรู้สึกถึงพลังและความแม่นยำในทุกรายละเอียด ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มม. ที่ขัดแต่งอย่างประณีต ทั้งแบบเงาและซาติน เสริมด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำที่สลักสเกลวัดความเร็ว (tachymetric bezel) เพื่อบ่งบอกถึงจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน ฟังก์ชันโครโนกราฟถูกจัดวางอย่างสมดุลบนหน้าปัดสีแอนทราไซต์ที่ตัดกับหน้าปัดย่อยสีดำ ออกแบบให้ดูมีมิติโดยใช้ลวดลาย snail finish อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

นอกจากความสง่างามแล้ว ฟังก์ชันการใช้งานก็ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้สามารถอ่านค่าได้อย่างแม่นยำในทุกสภาพแวดล้อม มาร์กเกอร์แสดงชั่วโมง ณ ตำแหน่ง 3 / 6 / 9 และ 12 นาฬิกา รวมถึงเข็มแสดงชั่วโมงและเข็มนาทีเคลือบโรเดียมขัดเงา ถูกเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้ในสภาพแสงน้อย ขณะที่ปลายเข็มวินาทีโครโนกราฟหลักและเข็มของหน้าปัดย่อยสำหรับการจับเวลา 12 ชั่วโมงและ 30 นาทีถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงที่เข้ากับสเกลวัดความเร็วบนขอบเซรามิก

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

ด้านหลังตัวเรือนแบบขันเกลียวได้รับการออกแบบให้พิเศษไม่เหมือนใคร ด้วยการสลักตราสัญลักษณ์ของการแข่งขัน FIS Alpine World Ski Championships 2025 ที่แสดงภาพนักสกีในท่วงท่าการเคลื่อนไหวอย่างงดงาม พร้อมข้อความที่บ่งบอกความพิเศษของเรือนเวลาเรือนนี้ว่า “SAALBACH 2025 – FIS ALPINE WORLD SKI CHAMPIONSHIPS” และ “LIMITED EDITION – ONE OF 2025”

สมรรถนะอันยอดเยี่ยมของนาฬิกาเรือนนี้ได้รับการรับรองด้วยกลไก Longines L898.5 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟขึ้นลานอัตโนมัติที่มาพร้อมบาลานซ์สปริงซิลิคอนและองค์ประกอบที่สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้สูงกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึง 10 เท่า อีกทั้งยังสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 59 ชั่วโมง

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition
Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

ผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาประสิทธิภาพสูงสามารถเลือกสวมใส่ Conquest Chrono Ski Edition ได้ในสองรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสายสเตนเลสสตีลที่มาพร้อมตัวล็อกนิรภัยแบบพับทบสามชั้น หรือสายรับเบอร์สีดำที่มาพร้อมตัวล็อกแบบพับทบสองชั้นและระบบปรับขนาดอย่างละเอียดระดับไมโคร โดยทุกเรือนบรรจุมาในกล่องพิเศษสีดำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition
Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

เพื่อเปิดตัวนาฬิการุ่นนี้อย่างเป็นทางการ Longines ได้จัดงานขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม ณ FIS Race Talk เมือง Sölden (เซิลเดน) ซึ่งเป็นสกีรีสอร์ตชื่อดังในออสเตรีย โดยมีสองนักกีฬาสกีระดับโลก Marco Odermatt และ Mikaela Shiffrin ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Longines เข้าร่วมงาน ทั้งคู่ได้สัมผัสและทดลองสวมใส่นาฬิกาเรือนพิเศษนี้ด้วยตนเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือจับเวลา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นและความสำเร็จบนเส้นทางแห่งการแข่งขัน

Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition
Longines Unveils the Conquest Chrono Ski Edition

เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้ไม่ใช่เพียงแค่การบอกเวลา แต่เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งกีฬาสกี ความแม่นยำ และการผสานสไตล์เข้ากับประสิทธิภาพในแบบฉบับของ Longines ที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

The Legend of Franck Muller Part 2: ความซับซ้อนแห่งทูร์บิญองที่ไร้ขีดจำกัด

High Watchmaking Excellence: ตำนานบทที่ 2 ของ Franck Muller และทูร์บิญอง

WORDS Wei Koh 

กำเนิดความซับซ้อนอันเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยว Franck Muller คือเขาเป็นช่างทำนาฬิกาที่เก่งกาจคนแรกที่ก้าวเข้ามาทำงานในยุคของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ยุคที่เครื่องมือกลได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์แล้ว ในช่วงทศวรรษที่ 70 การผลิตนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเข้ามาของนาฬิกาควอตซ์ที่ผลิตง่ายและราคาถูก ซึ่งมีความแม่นยำที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในนาฬิกากลไก

เมื่อถึงจุดนี้ วงการนาฬิกาทั้งหมดกำลังเผชิญกับการลดตัวอย่างหนัก และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของวัฒนธรรมการทำเครื่องบอกเวลา แต่ท่ามกลางการถดถอยครั้งใหญ่ในวงการนี้เอง Franck Muller ก็ได้ก้าวเข้าสู่ L’Ecole d’Horlogerie de Genève (โรงเรียนสอนทำนาฬิกาของเจนีวา)

เขาเล่าว่า ถ้าไม่มี Nathan Schmulowitz หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาคนสำคัญที่ Antiquorum บ้านประมูลที่มุ่งรักษาศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง อาจจะไม่มี Franck Muller ในวันนี้เลยก็ได้ ผมอายุแค่ 15 ปี และเคยตั้งใจจะทำงานในด้านงานโมเสก เพราะผมถนัดใช้มือ ผมเป็นที่รู้จักของเขาเพราะผมชอบทำงานกับวัตถุทางกล โดยทั่วไปแล้วผมจะรื้ออะไรก็ได้แล้วพยายามประกอบกลับให้เหมือนเดิม Schmulowitz สนุกกับผม และแนะนำให้ผมลองทำงานด้านการทำนาฬิกา

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon

ผมถามเขาว่า ถ้าผมทำไม่ได้ล่ะ? ต้องจำไว้ว่าตอนนั้นอุตสาหกรรมนาฬิกากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก สวิสเซอร์แลนด์ต้องลดพนักงานถึง 80,000 คน โรงงานปิดทุกวัน และบริษัทใหญ่ๆ ก็กำลังขายเครื่องยนต์นาฬิกากันเป็นกิโลๆ เขาพูดขำๆ ว่า ไม่ต้องห่วงถ้าล้มเหลว ตอนที่จบการศึกษาคุณอาจจะไม่มีงานทำอยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาพูดขำๆ เพราะเขายังมีความหลงใหลในศาสตร์การทำนาฬิกาอย่างลึกซึ้ง

สิ่งที่เขาต้องการเห็นคือว่าผมจะติดเชื้อความหลงใหลนี้หรือไม่ สิ่งที่ชัดเจนคือแม้ตอนนั้นมุลเลอร์จะยังเด็ก แต่ Schmulowitz ก็เห็นพรสวรรค์ที่ยังไม่ได้ถูกขัดเกลาในตัวเขา มุลเลอร์กล่าวว่า Schmulowitz เชื่อว่าเมื่อมีคนจำนวนมากหันหลังให้กับการทำงานด้านนาฬิกา จะเกิดปัญหาจริงๆ ถ้าไม่มีใครมาดูแลสมบัติทางนาฬิกาที่มีคุณค่ามหาศาลในอดีต

แต่ความสามารถของ Franck ในการดูดซับข้อมูลนั้นมากเสียจนเขาได้แสดงให้เห็นว่าเขาคืออัจฉริยะ เขาเล่าไว้ว่า ผมเริ่มเรียนที่โรงเรียนการทำนาฬิกาและจบในโปรแกรมเร่งรัดภายในสามปี ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 16 ปี ผมได้รับรางวัลอันดับหนึ่งของสวิสในด้านการทำนาฬิกาจากการแข่งขันนักศึกษาทั่วประเทศในช่วงเวลานั้น แต่ผมขอเตือนว่าผมไม่ได้เป็นนักเรียนที่ดีเสมอไป

จริงๆ ก่อนที่จะมาเป็นช่างทำนาฬิกา ผมเคยเป็นนักเรียนที่แย่มากและมักจะอยู่ท้ายสุดของชั้นเรียนเสมอ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือเมื่อผมได้กลายมาเป็นช่างทำนาฬิกา ผมค้นพบว่าผมมีความสามารถอะไรและว่าพระเจ้าทรงให้ผมมาอยู่บนโลกใบนี้เพื่อทำอะไร และตั้งแต่วันที่ผมก้าวเข้าไปในโรงเรียนทำนาฬิกา ผมไม่เคยได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเต็มเลย

เมื่อขุดลึกลงไปมากกว่านั้น Franck เผยถึงแรงจูงใจที่ลึกซึ้งและมีความหมายทางอารมณ์ในการแสวงหาความสมบูรณ์แบบของเขา เขากล่าวว่า

“ตอนที่ผมยังเด็ก ในห้องเรียน ผมพยายามที่จะจดจ่ออยู่กับหนังสือที่อยู่ตรงหน้าผม แต่ดวงตาของผมกลับถูกดึงไปที่นกนอกหน้าต่างอยู่เสมอ ผมมีพี่ชาย เขาเป็นนักเรียนที่เก่งที่สุดในชั้นเรียนเสมอ ส่วนผมกลับเป็นคนที่แย่ที่สุด ทุกครั้งที่สิ้นภาคเรียน พ่อของผมจะมองดูเกรดของเราทั้งคู่ และผมสามารถเห็นความผิดหวังในดวงตาของท่าน สิ่งนี้เกิดขึ้นจนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมไปหาท่านและบอกว่าอยากเข้าโรงเรียนทำนาฬิกา

ท่านถามผมว่า แน่ใจหรือว่าจะเรียนจบ ผมบอกท่านว่า พ่อ ผมจะจบ และเมื่อผมจบ มันจะต้องเป็นการจบที่ได้อันดับหนึ่ง และเมื่อผมทำได้ ผมเห็นในดวงตาของท่านว่าในที่สุด ท่านก็ภูมิใจ แต่โชคร้ายที่ท่านเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น ดังนั้นท่านก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่ผมกลายเป็นและสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จในวงการทำนาฬิกาจนถึงทุกวันนี้”

ความหลงใหลคือสิ่งที่ผลักดัน Franck และยิ่งเขาลงลึกในศาสตร์การทำนาฬิกามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเริ่มเข้าใจถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมของมันมากขึ้น

“มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำได้ดีในโรงเรียนทำนาฬิกาถ้าผมไม่หลงใหล หากนาฬิกาไม่ได้สื่อสารกับผมในระดับอารมณ์ มันเหมือนกับว่าเมื่อผมใช้มือและสมอง ผมสามารถเข้าใจภาษาสากลที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่มนุษย์ มันเป็นภาษาที่ข้ามผ่านทุกวัฒนธรรมไป”

เวลาเป็นภาษาที่ทุกมุมโลกที่เจริญแล้วสามารถเข้าใจได้ และความจริงที่ว่าเราสามารถสร้างเครื่องจักรที่น่าทึ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ สำหรับผมมันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก… ผมเคยพูดเสมอว่า ถ้าคุณแยกนาฬิกาออกเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน เกียร์ สปริง…แค่ชิ้นส่วนโลหะ มันก็เป็นปาฏิหาริย์ที่มันทำงานได้เลยจริงๆ การที่มันต้องทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทุกวัน 365 วันต่อปี…มันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อจริงๆ”

เมื่อเขาใกล้จะจบการศึกษาของเขา ความฝันก็เริ่มเบ่งบานขึ้น แต่เขายังคงเก็บความปรารถนานี้ไว้ในใจแม้กระทั่งกับเพื่อนสนิทที่สุดของเขาหลายปี เขาอธิบายว่า

“ผมมีไอเดียที่จะสร้างแบรนด์เกือบจะทันทีหลังจากที่ผมออกจากโรงเรียนการผลิตนาฬิกา ผมสามารถเห็นสิ่งที่ผมต้องการทำอย่างชัดเจนในใจ นั่นคือการยกระดับภาษาของการผลิตนาฬิกาให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ผมอยากสร้างการพัฒนาที่จะเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์แสดงออกเวลา ผมต้องการเชื่อมโยงคุณค่าของการผลิตนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมกับโลกสมัยใหม่ แต่แน่นอนว่าผมไม่มีเงินที่จะเริ่มแบรนด์ของตัวเอง โชคดีที่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ผมเกิดขึ้นได้เพราะแบรนด์สวิสอีกแบรนด์หนึ่งที่ชื่อว่า Rolex”

“พ่อจะมองเกรดของเราและผมเห็นความผิดหวังในดวงตาของท่าน… จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมไปหาท่านและอธิบายว่าผมอยากเข้าโรงเรียนการผลิตนาฬิกา ผมบอกท่านว่า ‘พ่อครับ ผมจะจบการศึกษา และเมื่อผมจบ ผมจะเป็นนักเรียนที่ดีที่สุด”

Franck Muller
The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
สำหรับ Franck Muller ครอบครัวคือแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพ่อผู้ล่วงลับของเขาที่เป็นแรงผลักดันเบื้องหลังการตัดสินใจของเขาที่จะเป็นช่างทำนาฬิกา

Franck อธิบายว่า

“หนึ่งในรางวัลที่ผมได้รับจากการเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์คือ นาฬิกาจาก Rolex ผมเคยพูดไปแล้วว่า จากมุมมองของคุณค่าและการใช้งาน นาฬิกา Rolex อาจจะเป็นนาฬิกาที่ดีที่สุดในโลก แต่เมื่อผมใส่นาฬิกาเรือนนี้ ผมรู้สึกว่ามันเรียบง่ายเกินไป

ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนมันให้เป็นปฏิทินถาวรที่มีการแสดงผลย้อนกลับ แนวคิดคือทำให้มันเป็นเช่นนั้นโดยที่ไม่ทำให้ขนาดของกลไกใหญ่ขึ้น ผมจึงเอากลไก Datejust ออกไป และในพื้นที่เดียวกันนั้น ผมสร้างปฏิทินถาวรที่มีการแสดงผลย้อนกลับขึ้นมา คุณต้องเข้าใจว่า ผมทำสิ่งนี้ในปี 1978 และในตอนนั้น ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือที่มีปฏิทินถาวรที่แสดงผลย้อนกลับเลย”

Franck กล่าวต่อว่า

“นาฬิกาที่พวกเขามอบให้ผมมีชื่อ Rolex และชื่อของผมอยู่บนมันเพราะผมได้รับรางวัลชนะเลิศ ดังนั้นเมื่อผมสร้างหน้าปัดใหม่สำหรับนาฬิกา ผมจึงลงชื่อว่า Rolex และ Franck Muller เพื่อแสดงความเคารพต่อแบรนด์ จากนั้นผมก็เอานาฬิกาไปที่ Rolex และแสดงให้พวกเขาดู

เพราะมันคือความคิดของผมที่จะผลิตมันให้กับแบรนด์ ผมจำได้ว่าผมได้พบกับวิศวกร Rolex ในออฟฟิศขนาดใหญ่มาก พวกเขาทดสอบนาฬิกาเป็นเวลาหลายวัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ผลิตมัน พวกเขาอธิบายว่า ปรัชญาของ Rolex คือการผลิตนาฬิกาที่เรียบง่ายที่สุดแต่มีความน่าเชื่อถือที่สุด พวกเขาบอกว่า ความน่าเชื่อถือและความเรียบง่ายคือศาสนาของพวกเขา”

แต่แล้วก็เป็นที่มาว่า นักสะสมได้ยินข่าวเกี่ยวกับนาฬิกาชิ้นพิเศษที่ช่างทำนาฬิกาหนุ่มไฟแรงคนนี้สร้างขึ้นมาแล้ว Franck Muller ไม่รอช้าและใช้โอกาสนี้เต็มที่

“ผมขายนาฬิกานี้เพื่อหาเงินซื้อเครื่องมือทำงานทั้งหมด ตอนนั้นมันเป็นวิธีเดียวที่ผมจะระดมทุนได้ ยิ่งไปกว่านั้น นาฬิกาชิ้นนี้กลับกลายเป็นที่นิยมจนทำลายสถิติสำหรับนาฬิกาสเตลที่ราคาแพงที่สุดสองปีหลังจากที่ผมขายมันไป ผมขายนาฬิกานี้ไปในราคา 10,000 ฟรังก์สวิสให้กับคุณฟรานซิส เมเยอร์ เขาคือผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงในการสะสมกระเป๋านาฬิกา

พวกเขาเป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงในวงการนาฬิกา เขานำมันไปขายให้กับตัวแทนจำหน่ายในอิตาลี ซึ่งจากนั้นก็ขายต่อให้กับนักสะสมในมอนาโกในราคา 400,000 ฟรังก์สวิส และจากนั้น ผมก็มีสถิติเป็นเจ้าของนาฬิกาสเตลที่มีราคาสูงที่สุดที่เคยขายไป สถิตินี้ยืนยาวถึงห้าปี ต่อมา ผมได้ติดตามหาผู้เป็นเจ้าของนาฬิกาชิ้นนั้น ซึ่งเป็นนักสะสมชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก ผมได้ยื่นข้อเสนอที่ดีให้เขาซื้อนาฬิกาคืน แต่เขากลับปฏิเสธ

ก่อนที่ Franck Muller จะเริ่มต้นเส้นทางของตัวเองในวงการนาฬิกา เขาตระหนักว่าเขายังจำเป็นต้องลึกลงไปในโลกของการทำงานนาฬิกาแบบจริงจัง รวมถึงการบูรณะนาฬิกาและนาฬิกาต่าง ๆ เขาพบครูที่สมบูรณ์แบบในสเวนด์ แอนเดอร์สัน ซึ่งในหลาย ๆ ด้านถือเป็นคนที่ย้อนยุคชอบใช้วิธีการทำงานที่เก่าแก่และมีความเป็นเอกลักษณ์ของการทำงานนาฬิกาแบบดั้งเดิม ฟรานก์ได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้กับเขามากมาย เขาอธิบายว่า

“จุดเริ่มต้นของเรื่องราวของผมในวงการนาฬิกาก็ตรงกับช่วงเวลาสิ้นสุดของการทำงานนาฬิกาแบบดั้งเดิม ก่อนยุคสมัยใหม่ นาฬิกาจะถูกผลิตขึ้นด้วยมือแทบทั้งหมด การออกแบบนาฬิกาจะเริ่มต้นในใจของช่างทำนาฬิกาเอง ไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อทดสอบการทำงานของกลไกที่ซับซ้อน ดังนั้นทุกครั้งที่ทำการผลิตนาฬิกา จะมีความเสี่ยงมาก เพราะสุดท้าย คุณไม่มีทางรู้เลยว่านาฬิกาจะทำงานได้หรือไม่”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
ทูร์บิญองถูกคิดค้นโดย AL Breguet เพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการทำนาฬิกา แต่ Franck Muller ได้เปลี่ยนให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่บันทึกและแสดงอารมณ์

นี่คือวิธีการทำงานของนาฬิกาแบบดั้งเดิมมานานหลายร้อยปี จนกระทั่งเกิดวิกฤตควอตซ์ในช่วงปี 1970 ในปี 1980 เมื่ออุตสาหกรรมนาฬิกาฟื้นตัวขึ้น มันก็ได้ใช้เครื่องมือที่ทรงพลังอย่างคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ช่วยสนับสนุนเครื่องจักรในการสร้างชิ้นส่วนที่ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้ช่างเทคนิคและวิศวกรไมโครสามารถเข้าไปในวงการนาฬิกาด้วยความสามารถในการสร้างแบบจำลองสามมิติ นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถสร้างต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว กล่าวง่ายๆ คือคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนาฬิกาไปตลอดกาล

แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ได้พรากบางสิ่งบางอย่างไปจากงานนาฬิกา มันพรากจิตวิญญาณที่ไม่อาจอธิบายได้ของมนุษย์ออกไป และลดทอนส่วนหนึ่งของความเป็นจิตวิญญาณที่ใส่ลงไปในแต่ละเรือนนาฬิกา มันทำให้สมการอันเก่าแก่ของช่างนาฬิกาที่ต้องใช้สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ความคล่องแคล่วทางกายภาพ และความแข็งแกร่งภายในในการต่อสู้กับกฎแห่งฟิสิกส์ถูกคลี่คลายออกไป ไม่ใช่แค่เรื่องของมนุษย์ที่พยายามบิดเบือนเวลาอีกต่อไป

แต่มันกลายเป็นยุคของการทำงานอัตโนมัติ Franck Muller คือช่างนาฬิกาที่หายากที่มีความสามารถทั้งในด้านการทำงานนาฬิกาแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ แม้ว่าเขาจะอธิบายว่าเส้นทางการเรียนรู้ในงานนาฬิกาแบบดั้งเดิมนั้นเหมือนกับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นจากอาจารย์คุนฟูโบราณก็ตาม

Franck Muller เข้าใจว่า ถ้าหากผลกระทบทางอารมณ์จากการเห็นทัวร์บิญง (Tourbillon) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เขาก็ต้องวางกลไกนี้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยการวางกลไกไว้ในตำแหน่งกลางหน้าปัดของนาฬิกา มันจะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นการทำงานของทัวร์บิญงได้อย่างเต็มที่และเกิดความประทับใจจากความซับซ้อนและความสวยงามของมัน การออกแบบนี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดความสนใจจากผู้คน แต่ยังทำให้การทำงานของนาฬิกาเป็นสิ่งที่คนเห็นและรู้สึกถึงความละเอียดอ่อนของการประดิษฐ์นี้ในทุกๆ การเคลื่อนไหว

Franck Muller

Franck อธิบายว่า

“เนื่องจากทุกอย่างทำด้วยมือ โลกของการทำอุปกรณ์นาฬิกาจึงเต็มไปด้วยความลับมหาศาล ทุกๆ ช่างทำนาฬิกาที่เก่งจะมีความลับและวิธีการเฉพาะตัวในการทำให้เวลาหมุนไปตามใจเขา เพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจในนาฬิกา ช่างทำนาฬิกาจะได้รับค่าตอบแทนจากกลไกที่พวกเขาทำ แบรนด์ใหญ่จะติดต่อมาหาเราแล้วบอกว่า ทำกลไก 10 ชิ้นตามสเปคนี้ แต่พวกเขาจะไม่บอกวิธีทำ เพราะพวกเขาไม่รู้

ดังนั้น ทุกช่างทำนาฬิกาจึงต้องรับผิดชอบในการส่งมอบกลไกที่ดีที่สุดที่เขาทำได้ โดยใช้วิธีที่เขามีความถนัดมากที่สุด ผลลัพธ์คือ ช่างทำนาฬิกาพัฒนาทักษะและเทคนิคของตนเอง สร้างเครื่องมือของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะเก็บเครื่องมือทั้งหมดไว้ในลิ้นชักหรือลังกั้น แล้วซ่อนไว้ในมุมมืดของจิตใจตัวเอง”

เมื่อถูกถามว่า นักเรียนจะเรียนรู้ความลับของอาจารย์ได้อย่างไร Franck หัวเราะและตอบว่า

“มีวิธีเดียวที่จะได้เรียนรู้ความลับจากอาจารย์เก่าๆ แต่เส้นทางนี้มันยากมาก คุณต้องกลายเป็นศิษย์ของพวกเขา และทำงานให้พวกเขาในทุกๆ ด้านที่พวกเขาต้องการ จากนั้น ถ้าพวกเขาเชื่อใจคุณ พวกเขาจะยอมให้คุณได้ดูการทำงานของพวกเขา แต่พวกเขาจะไม่อธิบายอะไรเลย
คุณต้องแกะความลับด้วยตัวเองขณะที่พวกเขาทำงาน คุณต้องจำท่าทางแต่ละอันและเข้าใจตรรกะเบื้องหลังเทคนิคของพวกเขาโดยที่ไม่พูดคำใด หรือได้รับการแนะนำอะไรเลย นี่คือวิธีโบราณที่ความลับถูกถ่ายทอดจากอาจารย์ไปยังศิษย์มาเป็นพันๆ ปี และมันก็รับประกันว่า ความลับเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดให้กับช่างทำนาฬิกาที่มีความสามารถพอที่จะรับมันได้ ในหลายๆ ด้าน นี่ก็เหมือนกับการคัดเลือกตามธรรมชาติ”

Franck ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมาก

“ความลับของผมคือ ผมสามารถทำซ้ำสิ่งที่เห็นได้ง่ายมากจากความจำ หลังจากที่สเวนด์ แอนเดอร์สันสาธิตบางสิ่งบางอย่างให้ดู ผมจะนั่งลงที่โต๊ะทำงานและทำซ้ำทันที แอนเดอร์สันเป็นคนที่เข้มงวดมาก เขาจะตรวจสอบสิ่งที่ผมทำด้วยกล้องขยาย 3 เท่า ถ้ามีความบกพร่องแม้แต่น้อย เขาก็จะโยนชิ้นส่วนนั้นทิ้งไป
ผมทำงานโดยไม่มีกล้องขยาย ผมไม่เคยใส่กล้องขยายเลยเพราะตาผมดีมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่แอนเดอร์สันจะตรวจสอบชิ้นงานที่ผมทำเสร็จ ผมจะตรวจสอบมันล่วงหน้าด้วยกล้องขยาย 10 เท่า เหตุผลของผมคือ ถ้าผมไม่พบข้อบกพร่องที่ความขยาย 10 เท่า เขาก็คงไม่พบที่ความขยาย 3 เท่า”

ตลอดระยะเวลาที่ทำงานกับ Svend Anderson…Franck ทำงานหนักไม่หยุดหย่อน ดูดซึมข้อมูลและดำน้ำลึกไปในอดีตเพื่อศึกษาวิธีการที่ช่างทำเวลาชั้นครูในอดีตแก้ปัญหาของการวัดเวลา เขาได้เริ่มต้นพัฒนาแนวคิดสำหรับนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของเขาในระหว่างที่เขาดำดิ่งไปในการบูรณะนาฬิกาที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์

และเมื่อเขาตัดสินใจเปิดตัวแบรนด์ของตัวเอง Franck ก็ได้หยิบยืมความคิดจากประวัติศาสตร์ของการทำเวลามาสร้างนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของเขา โดยนำเอาหนึ่งในนวัตกรรมทางเทคนิคที่โดดเด่นที่สุดของวงการนาฬิกามาใช้ในการออกแบบนาฬิกาของเขา

Franck กล่าวว่า “ผมเป็นคนแรกที่นำทูร์บิญองใส่เข้าไปในนาฬิกาข้อมือ ความคิดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผมทำการบูรณะนาฬิกาพ็อกเก็ตวอชโบราณ มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก ผมได้บูรณะนาฬิกาและนาฬิกาปลุกที่มีชื่อเสียงที่สุดบางเรือนสำหรับ Antiquorum และภายหลังได้ทำงานกับพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงด้วย (เป็นที่รู้กันว่า ฟรองค์และสเวนด์ แอนเดอร์สันทำการบูรณะนาฬิกาที่พิพิธภัณฑ์ Patek Philippe)

นาฬิกาที่ส่งมาจะขาดส่วนประกอบสำคัญ เราจึงต้องทำใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชิ้นส่วนที่หายไป รวมถึงการตีความภาษาการทำงานของช่างผู้สร้างนาฬิกานั้น ๆ ในช่วงเวลานั้น ผมสังเกตเห็นว่านาฬิกาที่นักสะสมชื่นชอบมากที่สุดคือทูร์บิญอง”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
Franck Muller ตระหนักดีว่านาฬิกาพกที่มีศักยภาพทางการค้ามากที่สุดคือนาฬิกาที่มีกลไกทูร์บิญองอันโด่งดังของ Breguet (ซึ่งแสดงไว้ในนาฬิกา Breguet No. 1188) ซึ่งทำให้เขาได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนทูร์บิญองให้กลายมาเป็นนาฬิกาข้อมือ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือทูร์บิญองจะติดตั้งไว้ที่หน้าปัด
The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
เขาตระหนักดีว่านาฬิกาพกที่มีศักยภาพทางการค้ามากที่สุดคือนาฬิกาที่มีกลไกทูร์บิญองอันโด่งดังของ Breguet (ซึ่งแสดงไว้ในนาฬิกา Breguet No. 1188) ซึ่งทำให้เขาได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนทูร์บิญองให้กลายมาเป็นนาฬิกาข้อมือ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ทูร์บิญองจะติดตั้งไว้ที่หน้าปัด

เขาเข้าใจถึงเสน่ห์ของทูร์บิญองได้อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์นี้ได้รับสิทธิบัตรในปี 1801 โดยวางส่วนประกอบที่ใช้ในการปรับเวลาไว้ภายในกรงที่หมุนรอบตัวเอง กรงนี้จะเฉลี่ยข้อผิดพลาดจากแรงโน้มถ่วง (เช่น ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการ “หายใจ” ของสปริงซึ่งไม่เป็นวงกลม) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นมากที่สุดเมื่ออยู่ในตำแหน่งตั้งตรง แต่ Franck เริ่มมองไปไกลกว่าประโยชน์ทางปฏิบัติของทูร์บิญองเพียงแค่การทำงานที่แม่นยำ

เขาอธิบายว่า

“เมื่อทูร์บิญองถูกสร้างขึ้นครั้งแรก มันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการความแม่นยำ เพราะผลกระทบของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อการทำงานของนาฬิกาในตำแหน่งตั้งตรง แต่ในปัจจุบันเหตุผลในการมีทูร์บิญองนั้นแตกต่างออกไป หากคุณต้องการนาฬิกาที่แม่นยำจริงๆ คุณสามารถเลือกใช้นาฬิกาควอตซ์ หรือใช้โทรศัพท์มือถือของคุณ แต่ความแม่นยำไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไป ในวันนี้ นาฬิกาพวกนี้กลายเป็นเหมือนงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ผ่านฝีมือมนุษย์ และมันยังช่วยกระตุ้นอารมณ์ของผู้ใช้อีกด้วย”

แต่ Franck ก็เข้าใจว่า ถ้าผลกระทบทางอารมณ์ของทูร์บิญองเป็นเกณฑ์หลัก ก็ต้องวางกลไกในที่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เขาอธิบายว่า

“เมื่อผมทำทูร์บิญองสำหรับนาฬิกาข้อมือ ผมตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งแตกต่างจากนาฬิกากระเป๋า ผมตัดสินใจวางทูร์บิญองไว้ที่หน้าปัด เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่คือสิ่งที่ลูกค้ากำลังจ่ายไป นี่คือความมหัศจรรย์ทางเทคนิค ทำไมไม่ทำให้มันเป็นดาวเด่นไปเลย? ด้วยวิธีนี้ ผู้ที่ซื้อเวลาของผมจะสามารถโชว์ให้เพื่อนๆ เห็นได้ทันทีว่านาฬิกาของเขามีทูร์บิญอง”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
นาฬิกาข้อมือแบบทูร์บิญองรุ่นแรกของ Franck Muller ได้นำระบบจัมพ์-ชั่วโมงมาใช้ร่วมกับเข็มนาฬิกา รุ่นนี้ Franck Muller Cintrée Curvex Jumping Hour Tourbillon ได้เปลี่ยนเข็มชั่วโมงเป็นช่องเปิดแบบจัมพ์-ชั่วโมง

หากคุณมองไปที่นาฬิกาข้อมือทูร์บิญองของ Franck Muller ในปัจจุบัน คุณจะถูกดึงดูดเข้าไปในจุดเล็กๆ ที่งดงามนี้ กรงหมุนที่หมุนตลอดเวลาและวงลานที่แกว่งไกว ซึ่งเป็นการเสริมสร้างบุคลิกของนาฬิกาทางกลไกที่มีชีวิตชีวา เขากล่าวว่า

“เรากำลังอาศัยอยู่ในยุคใหม่ ยุคที่ผู้คนกำลังเพลิดเพลินกับชีวิต พวกเขากำลังใช้ชีวิตให้เต็มที่และต้องการสัญลักษณ์ใหม่ของความสำเร็จ และทูร์บิญองก็คือสัญลักษณ์นั้น ดังนั้นมันจึงถูกนำเข้ามาในพจนานุกรมของความหรูหราในกระแสหลัก”

เมื่อคุณมองไปที่นาฬิกาทูร์บิญองของ Franck Muller ในปัจจุบัน คุณจะถูกดึงดูดไปยังจุดเล็กๆ ที่งดงามนี้ กรงหมุนที่หมุนตลอดเวลาและวงลานที่แกว่งไกว ซึ่งเป็นการเสริมสร้างบุคลิกที่มีชีวิตชีวาของนาฬิกาทางกลไก

ความฝันของแบรนด์ การประกาศของ Franck Muller เกี่ยวกับแบรนด์ของเขามาไม่นานหลังจากที่เขาและช่างนาฬิกาหลายคนตัดสินใจที่จะฟื้นฟูสมาคมการผลิตนาฬิกาที่มีชื่อเสียงในเจนีวา เขาอธิบายว่า

“ในตอนนั้น ช่างนาฬิกาอิสระสามคนที่ทำงานในเจนีวาคือฉัน สเวน แอนเดอร์สัน และ โรเจอร์ ดูบีส์ เราทั้งสามคนตัดสินใจมารวมตัวกันและสร้างสมาคมที่มีชื่อเสียงในอดีตขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า Cabinotiers de Genève

ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยศิลปินหลากหลายคนที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกันในการผลิตนาฬิกา เช่น ผู้ทำอีนาเมล / ผู้ทำเคส / ผู้ทำหน้าปัด / ช่างแกะสลัก และช่างนาฬิกา มิชล พาร์มิยานี และฟิลิปป์ ดูฟูร์ เป็นสองช่างนาฬิกาที่มีชื่อเสียงในตอนนั้น แต่พวกเขาอาศัยอยู่ในฟลูเรียร์และเลอ แซนเทียร์ตามลำดับ ทำให้พวกเขาไม่สามารถเป็นสมาชิกได้ เรามอบสถานะเกียรติยศให้กับพวกเขาเพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมของพวกเขา”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
ปัจจุบัน Watchland ยังคงยึดมั่นในคุณค่าอันล้ำสมัยของ Franck Muller ที่แสดงออกมาในนาฬิกาทุกเรือน
The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon

ในยุคที่นาฬิกายังคงเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีความโดดเด่นในตัวเอง วอลเตอร์ มุลเลอร์ก็เริ่มต้นเส้นทางใหม่ที่ท้าทายคนในวงการทั้งหลาย เขาเล่าให้ฟังถึงวันแรกที่ประกาศว่าจะเริ่มทำแบรนด์นาฬิกาของตัวเอง ซึ่งทำให้คนรอบข้างมองหน้าไปมาด้วยความสงสัย

“วันหนึ่ง ผมบอกกับคณะกรรมการว่า ผมจะเลิกทำงานเกี่ยวกับนาฬิกาพกแล้วนะ พวกเขาถามว่า แล้วคุณจะทำอะไรล่ะ? ตอนนั้นผมเห็นว่ามีสองกลุ่มหลักในวงการสะสม นาฬิกา หนึ่งคือกลุ่มนักสะสมที่หลงใหลในความซับซ้อนแบบดั้งเดิม ที่เน้นไปที่นาฬิกาพกที่มีฟังก์ชั่นซับซ้อน และอีกกลุ่มคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจนาฬิกาข้อมือมากขึ้น
แม้ว่าจะยังไม่ถึงยุคของนาฬิกาข้อมือที่มีความซับซ้อนก็ตาม ดังนั้นผมจึงบอกพวกเขาว่า ผมอยากจะนำความซับซ้อนแบบดั้งเดิมของสวิสมาใช้ในนาฬิกาข้อมือ ผมได้ศึกษาตลาดแล้วพบว่านาฬิกาพกที่มีราคาสูงสุดคือนาฬิกาที่มีทูร์บิยอง ดังนั้นผมจะทำทูร์บิยองในนาฬิกาข้อมือ พวกเขาตอบมาว่า คุณบ้าไปแล้ว ใครจะซื้อนาฬิกาของคุณ คุณไม่ได้เป็นแบรนด์อะไรสักหน่อย”

ในช่วงเวลานั้น นักทำช่างนาฬิกายังไม่ได้รับการยอมรับหรือมีชื่อเสียงเหมือนในปัจจุบัน พวกเขาทำงานเบื้องหลังให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ ที่ถือว่าเป็นธรรมเนียมมาหลายร้อยปี แต่คำตอบของมุลเลอร์กลับเต็มไปด้วยความมั่นใจที่น่าสนใจแม้จะดูเรียบง่ายไปหน่อย “ผมบอกไปว่า ก่อนที่แพตเทคจะเริ่มต้นบริษัท เขาก็แค่คนหนึ่งเท่านั้น ผมอยากบอกว่าทุกคนต้องเริ่มต้นจากจุดไหนสักแห่ง” นี่คือความจริงที่ท้าทายวงการและเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาในโลกของนาฬิกา

ด้วยความเชื่อในตัวเองและการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง มุลเลอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ และไม่มีชื่อเสียงในวงการก็สามารถสร้างความแตกต่างและเป็นที่จดจำได้ จนวันนี้ เขากลายเป็นหนึ่งในชื่อที่สำคัญในวงการนาฬิกาข้อมือระดับโลก

แฟรงค์ มุลเลอร์ รู้ดีว่าโดยไม่มีงบประมาณการสื่อสารจากแบรนด์ใหญ่ ๆ นาฬิกาที่เขาสร้างขึ้นต้องดึงดูดความสนใจอย่างมหาศาล เขาจึงเริ่มทบทวนแนวคิดของตัวเองใหม่

“ผมไม่พอใจกับแค่ทูร์บิยองธรรมดา ผมต้องการให้นาฬิกามีฟังก์ชันการบ่งชั่วโมงแบบกระโดด ไม่ใช่การแสดงผลแบบอนาล็อกที่ดูเก่าไป แต่เป็นแบบที่ใช้เข็มเพื่อให้ดูคลาสสิก เพราะในตอนนั้น การแสดงผลแบบอนาล็อกนั้นให้ความรู้สึกเหมือนนาฬิกาควอตซ์มากไป จุดประสงค์คือการสร้างการเคลื่อนไหวของหน้าปัดให้เต็มที่ที่สุด เพื่อให้การเคลื่อนไหวของเข็มบ่งชั่วโมงกระโดดนั้นทำให้พลังงานจากการเคลื่อนไหวของนาฬิกาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับนาฬิกาคือการที่มีการหมุนของกรงทูร์บิยองทุก ๆ 60 วินาที และในตอนเริ่มต้นของทุกชั่วโมง เข็มจะกระโดดพร้อมกับการระเบิดของพลังงาน ความตึงเครียดระหว่างการเคลื่อนไหวทั้งสองนี้ทำให้มันน่าตื่นเต้นมาก นอกจากนี้ผมยังรู้ว่าการที่จะสร้างชื่อให้ตัวเอง ผมต้องสร้างสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งที่กล้าหาญแต่ยังคงมีความถูกต้องในทางนาฬิกา แม้แต่นักสะสมนาฬิกาที่มีรสนิยมดีที่สุดก็ยังต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่น่าเคารพ ในปี 1984 ผมได้ทำเสร็จนาฬิกานี้และนำเสนอต่อสาธารณะ และมันก็ขายออกไปทันที ปีถัดมา ผมได้สร้างเวอร์ชั่นที่ใช้หน้าปัดเรกูเลเตอร์ของทูร์บิยองขึ้นมาอีก”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon

ในขณะเดียวกันแฟรงค์ มุลเลอร์และเพื่อน ๆ ในกลุ่มของเขาก็ได้รับเกียรติอันใหญ่หลวงที่ช่วยให้พวกเขามีชื่อเสียงมากขึ้น เขาจำได้ว่า

“กลุ่มของเราถูกว่าจ้างให้ผลิตนาฬิกาจำนวน 10 เรือนเพื่อฉลองครบรอบของพิพิธภัณฑ์นาฬิกาในเจนีวา นี่ทำให้บางแบรนด์ใหญ่ๆ รู้สึกขัดเคือง หรือจริง ๆ แล้วมันทำให้พวกเขารู้สึกกังวล ผมคิดว่าพวกเขากลัวว่าผู้คนจะรู้ว่าเราเป็นผู้เบื้องหลังของนาฬิกาหลายเรือนที่มีชื่อเสียงของพวกเขา ซึ่งความจริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นเช่นนั้น แต่เราต้องการเสียงที่มีอำนาจและการยอมรับ ดังนั้นในปี 1985 เราจึงตัดสินใจจัดตั้ง AHCI (Académie Horlogère des Créateurs Indépendants) ซึ่งในปัจจุบันประกอบไปด้วยช่างนาฬิกาอิสระที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก 35 คน เพื่อเฉลิมฉลองและแสดงผลงานของช่างนาฬิกาอิสระอย่างชัดเจน

ตอนนี้เรามีแรงผลักดันมากขึ้นแล้ว ผมรู้ว่าผมต้องสร้างบางสิ่งที่พิเศษ ผมตัดสินใจที่จะสร้างนาฬิกาข้อมือที่มีทูร์บิญองและฟังก์ชันมินิทรีพีทเตอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลก ในตอนนั้น ทูร์บิญองของนาฬิกาเรือนนี้ยังอยู่ที่ด้านหลังของกลไก แต่ในปี 1989 ผมต้องการทำให้มันซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก จึงสร้างนาฬิกาที่มีทั้งทูร์บิยอง มินิทรีพีทเตอร์ และปฏิทินถาวร พร้อมทั้งย้ายทูร์บิยองไปอยู่ที่ด้านหน้าของหน้าปัด การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคุณต้องย้ายกลไกมินิทรีพีทเตอร์และปฏิทินถาวรเพื่อให้ทูร์บิญองหมุนอยู่ที่หน้าปัด การทำงานนี้ใช้เวลาหลายปี และจนกระทั่งนาฬิกาเริ่มเดิน คุณก็ยังไม่แน่ใจเลยว่ามันจะทำงานได้หรือไม่ เพราะไม่มีใครเคยทำมาก่อน”

ทุก ๆ นาฬิกาที่แฟรงค์ มุลเลอร์สร้างขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของเขาขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว และไม่นานนัก นักสะสมนาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกก็เริ่มตามหาเขาในอาติเยอเล็ก ๆ ของเขาที่เจนีวา แต่เขาก็ยังคงทำงานต่อไปโดยไม่สะทกสะท้านกับความสำเร็จที่ได้รับ

“หลังจากที่ผมสร้างทูร์บิยองมินิทรีพีทเตอร์ ผมก็เริ่มมองหาความท้าทายที่ยากยิ่งกว่า นั่นคือการสร้างทูร์บิยองที่มีฟังก์ชันสปลิตเซคอนด์โครโนกราฟ อันที่จริง น้อยคนที่จะรู้ว่าการสร้างโครโนกราฟเป็นหนึ่งในกลไกที่ยากที่สุด และการสร้างโครโนกราฟสปลิตเซคอนด์ที่สามารถวัดเวลาต่อช่วงได้คือเรื่องที่แทบจะบ้าคลั่ง ผมไม่ได้ใช้กลไกไอโซเลเตอร์สำหรับฟังก์ชันสปลิตเซคอนด์ แต่เลือกใช้ล้อบาลานซ์ทองคำขนาดใหญ่ที่มีความเฉื่อยสูงมาก จนสามารถทำให้ฟังก์ชันสปลิตเซคอนด์ทำงานได้ถึงสามนาทีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการหมุนของบาลานซ์เลย”

ความกระหายในการสร้างกลไกซับซ้อนของมุลเลอร์ไม่มีที่สิ้นสุด และเขาก็สามารถสร้างความตะลึงให้กับนักสะสมนาฬิกาได้ทุกครั้งที่เขานำผลงานใหม่ๆ ออกมา เขาจำได้ว่า

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon

“หลังจากนั้น ผมได้สร้างทูร์บิญองที่มีฟังก์ชันสปลิตเซคอนด์โครโนกราฟและปฏิทินถาวร ปัญหาของนาฬิกาประเภทนี้ก็คือ สมมุติว่าเป็นเที่ยงคืนในช่วงสิ้นปี เมื่อกลไกทำให้ฟังก์ชันปฏิทินถาวรกระโดดไปข้างหน้าในทันที และหากคุณเปิดใช้งานฟังก์ชันสปลิตเซคอนด์โครโนกราฟ ล้อบาลานซ์จะต้องยังคงหมุนต่อไปโดยไม่ลดการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือความท้าทายของนาฬิกาเรือนนี้ เพราะมันไม่เพียงแค่รวมกลไกซับซ้อนเข้าด้วยกัน คุณต้องเข้าใจว่าแต่ละฟังก์ชันมีผลกระทบต่อกันอย่างลึกซึ้งอย่างไร นี่คือนาฬิกาที่มีราคา 350,000 ฟรังก์สวิส ดังนั้นแน่นอนว่ามันต้องทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ในเวลานั้น ผมยังทำงานคนเดียว สร้างทุกส่วนของนาฬิกาด้วยมือ”

การก่อตั้งแบรนด์

ตั้งแต่ปี 1984 ตลอดช่วงปี 90 และเข้าสู่ศตวรรษใหม่ แฟรงค์ มุลเลอร์ได้ครองวงการนาฬิกาอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวผลงานที่มีความซับซ้อนใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงการเปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลกในปี 1992

ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชันที่หลากหลาย เช่น กรองด์และเปอติต ซอนเนอรี ปฏิทินถาวรย้อนกลับ และแม้แต่เครื่องวัดอุณหภูมิ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหนึ่งที่อยู่ในนาฬิกาทุกเรือนนี้ นั่นคือแฟรงค์ มุลเลอร์เป็นผู้รับผิดชอบกลไกทั้งหมดด้วยตัวเอง เขารู้ดีว่าหากต้องการเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างขึ้น เขาจะต้องพัฒนาวิธีคิดและแนวทางของตัวเองให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
Franck Muller Imperial Tourbillon
ในช่วงนี้เองที่แฟรงค์ได้พบกับคนที่จะช่วยให้เขาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง เขาเล่าว่า

“มันเป็นช่วงเวลานั้นที่พันธมิตรของผม วาร์ตาน ซิรเมคส์ ได้เข้ามาพร้อมกับไอเดียที่จะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของผมเกี่ยวกับการผลิตนาฬิกาให้กลายเป็นแบรนด์ระดับสากลที่มีความโดดเด่นในตลาดโลก เขาเป็นผู้ผลิตกรอบนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดรายหนึ่งในอุตสาหกรรมในตอนนั้น เช่น โมเดลทรงวงรีของแดเนียล รอธ ตอนแรกเขาส่งคนมาหาผม ก่อนที่จะมาที่สวนของผมในเดือนสิงหาคม เขาบอกว่า ‘ดูสิ ผมทำกรอบนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลกได้ มาร่วมกันสร้างแบรนด์กันเถอะ’

ผมคิดถึงมันสักพัก ตอนนั้นผมทำกลไกนาฬิกา แต่กรอบนาฬิกาผมจะซื้อมาจากเพื่อน เพราะการผลิตของผมยังเล็กมาก ผลิตกรอบแค่สามหรือสี่เรือนต่อปี ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ที่ยอดเยี่ยม ที่ในตอนนั้นยังทำกรอบนาฬิกาให้กับ Patek Philippe และ Blancpain แต่เนื่องจากการผลิตเล็กน้อยแบบนี้ ทำให้ผมเป็นลูกค้าระดับรอง ผมตอบไปว่า ‘ทำไมไม่ให้คุณทำธุรกิจกรอบนาฬิกาของคุณไปเถอะ

ส่วนผมจะทำธุรกิจการผลิตกลไกซับซ้อนของผม แต่เราจะร่วมกันสร้างสมาคมเพื่อผลิตนาฬิกาเป็นซีรีส์ ที่ตอบโจทย์สิ่งที่ผมคิดว่าตลาดต้องการในแง่ของศาสตร์การผลิตนาฬิกา?
อย่างบางสิ่งที่มีกลไกอันประณีต บางอย่างที่นำเอาอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงของสวิสกลับมาอีกครั้ง แต่ด้วยมุมมองที่สดใหม่และร่วมสมัย’ คุณเห็นไหมครับ ผมเริ่มคิดแล้วว่าเพื่อให้วงการนาฬิกาสวิสกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เราต้องทำมันในแบบที่ทำให้ประเพณีของเรายังคงมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
นาฬิกา Franck Muller Cintrée Curvex Master Banker Tourbillon และ Cintrée Curvex Sakura Tourbillon ที่ประดับด้วยเพชรระยิบระยับสร้างความแวววาวให้กับนาฬิกาด้วยความแวววาวที่ไม่มีใครเทียบได้

“ทุกเรือนนาฬิกาของแฟรงค์ มุลเลอร์เกิดจากความสุข และไม่เคยเป็นความจำเป็นทางการค้า ทุกๆ เรือนที่เราผลิตได้พยายามนำสิ่งใหม่และนวัตกรรมมาสู่ศาสตร์การผลิตนาฬิกา เพื่อช่วยในการพัฒนาเรื่องราวที่ดำเนินต่อไปของมัน”

Franck Muller
แฟรงค์ มุลเลอร์เล่าเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของแบรนด์ว่า

“ผมมักจะระมัดระวังในการรักษาความควบคุมทางด้านความคิดสร้างสรรค์ในทุก ๆ เรือนนาฬิกา ทุก ๆ เรือนของแฟรงค์ มุลเลอร์เกิดขึ้นจากความสุข ไม่เคยเป็นเพียงความจำเป็นทางการค้า ทุกเรือนที่เราผลิตได้พยายามนำสิ่งใหม่และนวัตกรรมมาสู่ศาสตร์การผลิตนาฬิกา เพื่อช่วยในการพัฒนาเรื่องราวของมันที่ไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งในปี 1992 เราได้ไปแสดงนาฬิกาที่ SIHH ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในอิตาลี ผมมีฐานแฟน ๆ ที่นั่นอยู่แล้ว

เพราะในช่วงนั้น ศูนย์กลางของการสะสมของนักสะสมเรือนนาฬิกาคืออิตาลี ทุกคนถือว่าเป็นตลาดที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก มันคือที่แรกที่ผลิตนิตยสารเกี่ยวกับนาฬิกาที่สวยงาม และเป็นบ้านของนักสะสมที่สำคัญที่สุดบางคน บางทีอาจเป็นเสน่ห์แบบละตินของประเทศนี้ที่ผสมผสานกับรากฐานที่ลึกซึ้งในวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แต่พวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่ยอมรับวิสัยทัศน์ของผมในการผสมผสานการทำงานที่เป็นดั้งเดิมของนาฬิกาสวิสเข้ากับจิตวิญญาณที่ร่วมสมัย

หลายๆ ชิ้นที่ผมสร้างขึ้นได้กลายเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริหารอุตสาหกรรมชาวอิตาเลียน พวกเขาไม่อยากไปประชุมคณะกรรมการและเห็นใครใส่นาฬิกาเรือนเดียวกันกับพวกเขา จากนั้น แบรนด์ของเราก็เริ่มเติบโตขึ้น คนที่เริ่มนิยมใช้เช่น จิอานนี่ เวอร์ซาเช่ และต่อมาคือ เอลตัน จอห์น ช่วยทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา และคนอื่น ๆ เช่น แจ็คกี้ ชาน ก็ช่วยให้แฟรงค์ มุลเลอร์กลายเป็นแบรนด์ที่รู้จักในระดับสากล แต่ผมมีเป้าหมายเดียวเสมอ คือการทำให้นาฬิกาของเราเกิดผลกระทบทางอารมณ์ ให้มันทำให้เจ้าของรู้สึกยินดี และแสดงถึงคุณภาพที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส”

The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon
The Legend of Franck Muller Part 2: Franck Muller and the Tourbillon

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความหลงใหลของแฟรงค์ในเรื่องคุณภาพคือความสามารถในการผลิตที่เหนือชั้นของ Watchland ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวที่ผลิตเคสและหน้าปัดของตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกการเคลื่อนไหวจะถูกผลิตและประกอบที่สถานที่ใน Genthod และผ่านการควบคุมคุณภาพและการทดสอบภายในอย่างเข้มงวด โดยวิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้นาฬิกาของพวกเขามีคุณค่าที่แท้จริงในฐานะนาฬิกา Franck Muller

“ผมมีเป้าหมายเดียวเสมอ คือการทำให้นาฬิกาของเราเกิดผลกระทบทางอารมณ์ ให้มันทำให้เจ้าของรู้สึกยินดี และแสดงถึงคุณภาพที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส”

Franck Muller

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

TAG Heuer’s Valentine’s Day Collection

0

TAG Heuer มอบเรือนเวลาสุดพิเศษสำหรับเทศกาลแห่งความรัก

เข้าสู่เทศกาลแห่งความรักปีนี้ TAG Heuer ชวนทุกคนมาเฉลิมฉลองกับช่วงเวลาที่มีคุณค่าและพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลองความรักระหว่างคู่รัก หรือการแสดงความห่วงใยในครอบครัว ทุกช่วงเวลาที่เราแบ่งปันคือสิ่งล้ำค่าที่สุด และไม่มีของขวัญใดที่สามารถสื่อถึงความผูกพันนี้ได้ดีกว่าเรือนเวลาจาก TAG Heuer ที่มีทั้งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และความหมายที่ลึกซึ้ง นาฬิกาไม่ได้แค่บอกเวลา แต่เป็นตัวแทนของความทรงจำและความรักที่ไม่มีวันลืมเลือน

TAG Heuer Valentine's Day Collection
TAG Heuer Valentine's Day Collection

เรือนเวลาพิเศษที่ TAG Heuer คัดสรรสำหรับเทศกาลแห่งความรักนี้ คือของขวัญที่บ่งบอกถึงความรักที่มั่นคงและจริงใจ ทุก ๆ วินาทีที่ถูกบันทึกไว้นั้นมีความหมายลึกซึ้ง เพราะนาฬิกาเป็นเครื่องมือที่เชื่อมโยงทุกช่วงเวลาและความรู้สึกของเราไปตลอดกาล

ความหรูหราและความงามที่สะกดทุกสายตา

เรือนเวลาจาก TAG Heuer คอลเลกชันนี้มาพร้อมกับหน้าปัดสีชมพูสด ขัดลายแบบ Snail-brushed ประดับเพชร 11 เม็ดที่ส่องประกายสุดพิเศษตามหลักบอกเวลา ขับเคลื่อนด้วยเข็มโรเดียมขัดเงาที่เคลือบด้วยสารเรืองแสง SuperLuminova® ซึ่งทำให้เวลาแสดงผลได้ชัดเจนทุกภาวะแสง อีกทั้งขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำที่ตัดกับหน้าปัดสีชมพู ลวดลายคลื่นที่สะท้อนความงามของมหาสมุทร ทำให้มันดูทันสมัยและเต็มไปด้วยพลัง เหมาะกับการบันทึกทุกช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิต

TAG Heuer Valentine's Day Collection
TAG Heuer Valentine's Day Collection
TAG Heuer Valentine's Day Collection

ความหรูหราในทุกสัมผัส

นอกจากนี้ ยังมีเรือนเวลาในคอลเลกชันใหม่ล่าสุดจาก TAG Heuer Carrera ซึ่งมาในดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมหน้าปัดสี Smokey Purple ขัดลาย Sunray Brushed เสริมความโดดเด่นด้วยหน้าปัดย่อยสีดำ และขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre TH20-00 ที่มีความแม่นยำสูงสุด สำหรับเรือนเวลาที่สะท้อนถึงความเที่ยงตรงและความทนทาน

TAG Heuer Valentine's Day Collection

การผจญภัยในท้องทะเลผ่านดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร

อีกหนึ่งเรือนเวลาในคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Heuer 7753 SN รุ่นหายาก ก็ได้กลับมาพร้อมหน้าปัดสีเงินขัดลายซันเรย์ ตัดกับหน้าปัดย่อยสีดำ “azuré” และดีไซน์ที่สวมใส่สบายด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดม สำหรับของขวัญสุดท้าย TAG Heuer ขอนำเสนอเรือนเวลาที่มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติ Calibre TH31-00 ซึ่งได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC หน้าปัดสีน้ำเงินลวดลายคลื่นสะท้อนความงดงามของมหาสมุทร พร้อมเข็มชี้เวลาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว และเข็มวินาทีสีส้มเพื่อความชัดเจนแม้จะอยู่ใต้ท้องทะเล

TAG Heuer Valentine's Day Collection
TAG Heuer Valentine's Day Collection

ทุกเรือนเวลาของ TAG Heuer ไม่เพียงแค่บอกเวลา แต่ยังเป็นตัวแทนของการเดินทางที่ยาวนานและยืนยาว เป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่ไม่เคยจางหาย และทุกช่วงเวลาที่คุณค่าสำหรับคุณ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Bremont Terra Nova โฉมใหม่ กับเรือนเวลาสีบรอนซ์สุดเท่ที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง

เปิดตัวคอลเลกชันใหม่จาก Bremont ในโทนสี Bronze

WORDS Felix Scholz

เมื่อปีที่แล้ว Bremont ภายใต้การนำของ CEO คนใหม่ Davide Cerrato ได้ทำให้วงการนาฬิกาต้องสะเทือนอย่างไม่น้อย แบรนด์สัญชาติอังกฤษที่ภูมิใจในตัวเองนี้ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน Watches & Wonders ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ กลยุทธ์ใหม่ และคอลเลกชั่นนาฬิกาใหม่

Bremont Terra Nova Bronze สุดยอดคอลเลกชันนาฬิกากลางแจ้ง ในดีไซน์ใหม่พร้อมกลิ่นอายความคลาสสิก

โดย Terra Nova นาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้งานกลางแจ้งกลายเป็นจุดเด่นของงาน ด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ ถือว่าเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่สำหรับวงการนาฬิกาที่มักจะเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และบางครั้งก็แค่เรื่องเล็กๆ อย่างการเปลี่ยนสีของขอบหน้าปัดก็สามารถทำให้วงการตื่นเต้นได้ และการตอบสนองจากโลกออนไลน์ก็ค่อนข้างคาดเดาได้

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นว่า Bremont ได้เปิดตัววิสัยทัศน์ใหม่ และหลายๆ อย่างก็เริ่มดูดีขึ้นมีนาฬิกา Supermarine เซรามิกใหม่ๆ ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและใน Terra Nova ก็มีรุ่นหน้าปัดคาราเมลที่ดูสะดุดตา และรุ่นสีชมพูที่ดูสนุกสนาน

ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ยินดีที่จะใส่ตลอดทั้งวัน นอกจากนี้แบรนด์ยังได้ปรับรายละเอียดการออกแบบบางประการ เช่น ขนาดของโลโก้ตั้งแต่การเปิดตัว เรียกได้ว่า Terra Nova กำลังเริ่มเติบโตขึ้นเป็นคอลเล็กชั่นที่น่าสนใจ

Bremont Terra Nova Bronze
Bremont Terra Nova รุ่นใหม่สีบรอนซ์
Bremont Terra Nova Bronze
อัลโด เคน นักผจญภัย นักเขียน และบุคคลในวงการโทรทัศน์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตของ Bremont กำลังทดสอบบรอนซ์เทอร์ราโนวาใหม่ในทะเลทรายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คอลเลกชัน Terra Nova ใหม่ในวัสดุ Bronze

มาถึงจุดที่เราจะพูดถึงการเปิดตัวใหม่ในวันนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่รุ่นเดียว แต่มีถึงสามรุ่นเลยทีเดียว ทุกคนที่ติดตามอาชีพของ Cerrato จะรู้ดีว่า ถ้าเขาหลงใหลอะไรซักอย่าง ก็คงหนีไม่พ้นนาฬิกาเครื่องมือที่มีตัวเรือนทำจากทองสัมฤทธิ์ (bronze)

Bremont’s Terra Nova Collection Gets a Bronze Makeover Bremont Terra Nova Bronze

ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แบรนด์จะเปิดตัว Terra Nova ในรุ่นตัวเรือนทองสัมฤทธิ์ถึงสามเวอร์ชัน โดยมีผู้แทนแบรนด์และนักผจญภัย Aldo Kane มาช่วยโปรโมทการเปิดตัวในทะเลทรายดูไบ ซึ่งได้บรรยากาศความเป็นทองสัมฤทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบ

เช่นเดียวกับนาฬิกาทั้งหมดในคอลเล็กชั่นใหม่ รุ่นนี้ใช้โลหะผสมทองแดงที่ Bremont เรียกว่า Cupro-Aluminium ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอะลูมิเนียมและซิลิคอนเข้ากับโลหะทองแดงที่มีส่วนผสมหลักจากทองแดง

ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นโลหะผสมประเภทนี้ในนาฬิกา เพราะคุณสมบัติต่างๆ ของมันเหมาะสมมาก โดยอะลูมิเนียมและซิลิคอนจะทำให้โลหะนั้นไม่ก่อให้เกิดการแพ้และทนทานขึ้นเล็กน้อยบนข้อมือ ที่สำคัญที่สุดคืออะลูมิเนียมช่วยให้เกิดการ เปลี่ยนสี (Patina) ที่นุ่มนวลกว่า

คุณจะไม่เห็นการเกิดสีเขียวจากการออกซิไดซ์ที่หนักหน่วง แต่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีที่ค่อยๆ มืดลงอย่างสมูธ ซึ่งหลายๆ คนพบว่าเป็นลักษณะที่ชอบมากกว่า รุ่นวันที่และเวลาใช้ขนาดเคส 40.5 มม. พร้อมกับหน้าปัดสีเขียวเข้มที่มีลวดลายแบบ Terra Nova ที่ทำให้การมองดูนั้นสบายตาอย่างยิ่ง

เป็นการจับคู่ที่ยอดเยี่ยมกับสไตล์วินเทจและเครื่องหมายชั่วโมงที่สว่างชัดเจนโดยไม่มีการแบ่งพื้นที่ ซึ่งทำให้มองเห็นได้ง่ายมาก นาฬิกานี้มีให้เลือกทั้งสายหนังนูบัคสีเขียว / สายไนลอนถัก และที่น่าสนใจที่สุดคือ สายทองแดงเต็มรูปแบบ

Bremont’s Terra Nova Collection Gets a Bronze Makeover
Bremont’s Terra Nova Collection Gets a Bronze Makeover

รุ่น Terra Nova Bronze เพิ่มเติมได้แก่เข็มทิศและโครโนกราฟ

รุ่นถัดไปที่น่าสนใจคือ Turning Bezel Power Reserve รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ซึ่งมีจำนวนเพียง 100 เรือนเท่านั้น รุ่นนี้ถูกออกแบบให้เป็นนาฬิกาสำหรับการผจญภัยกลางแจ้ง ด้วยขอบเข็มทิศและตัวบ่งชี้พลังงานสำรอง พร้อมทั้งมาพร้อมกับหน้าปัดคาราเมลสีอบอุ่นที่เน้นการผสมผสานระหว่างตัวเรือนทองแดงและหน้าปัดให้เข้ากันได้อย่างลงตัว รุ่นนี้มีขนาดตัวเรือน 40.5 มม. และกันน้ำได้ถึง 100 เมตร

สุดท้ายคือ Bronze Chronograph ซึ่งเป็นรุ่นที่ให้รสชาติใหม่ของทองแดง โดยกลับมาที่หน้าปัดสีเขียวในรุ่นขนาดใหญ่ 42.5 มม. แต่ขอบตัวเรือนจะไม่เป็นทองแดงทั้งหมด แต่มีการใช้แผ่นเซรามิกสีดำแทน ซึ่งทำให้รุ่นนี้ดูหรูหรากว่ารุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะกับการเลือกใช้สีดำของขอบตัวเรือนที่เข้ากับปุ่มจับเวลาในหน้าปัด โครโนกราฟนี้มีให้เลือกทั้งสายผ้า สายหนัง หรือสายโลหะตามความชอบ

Bremont’s Terra Nova Collection Gets a Bronze Makeover
Terra Nova 40.5mm Turning Bezel Power Reserve Bronze รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น
Bremont’s Terra Nova Collection Gets a Bronze Makeover
Terra Nova 42.5mm Chronograph สีบรอนซ์

การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ทั้งหมดถือเป็นความเสี่ยงสำหรับแบรนด์ เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาจากกรอบความคุ้นเคยที่มีอยู่ แต่รุ่นทองแดงใหม่เหล่านี้ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของหน้าปัดจากปีที่แล้ว

เริ่มเปิดเผยถึงศักยภาพที่เป็นไปได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่า Terra Nova เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีตำแหน่งที่ดีในการก้าวไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ของ Cerrato สำหรับแบรนด์ Bremont ในอนาคต

การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ๆ ถือเป็นการเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาจากสิ่งที่คุ้นเคย แต่กับรุ่นทองสัมฤทธิ์ใหม่เหล่านี้และการตีความหน้าปัดใหม่ๆ จากปีที่แล้ว เราก็เริ่มเห็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างชัดเจน คอลเลกชัน Terra Nova นี้ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีศักยภาพสูง ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ของ Cerrato สำหรับ Bremont อย่างแน่นอน

ข้อมูลทางเทคนิค
Bremont Terra Nova 40.5mm Date Bronze
  • การเคลื่อนไหว ออโตเมติกปรับแต่ง Caliber 11 1/2″ BE-36AE (SW200-1)/ พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน ชั่วโมง / นาที / วินาทีกลาง / วันที่
  • ตัวเรือน ขนาด 40.5mm × 11.11mm / ทองสัมฤทธิ์ Cupro-Aluminium / กันน้ำได้ถึง 100 เมตร
  • หน้าปัด เขียวไล่ระดับ
  • สาย สายทองสัมฤทธิ์ Cupro-Aluminium / หนังนูบัคสีเขียว / สาย NATO สีดำและเขียว
ข้อมูลทางเทคนิค
Terra Nova 40.5mm Turning Bezel Power Reserve Bronze
  • การเคลื่อนไหว ออโตเมติกปรับแต่ง Caliber 11 1/2”’ BE-79AL (SW279) / พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน ชั่วโมง / นาที / วินาทีเล็ก / วันที่ / พลังงานสำรอง
  • หน้าปัด คาราเมลไล่ระดับ
  • ตัวเรือน ทองสัมฤทธิ์ Cupro-Aluminium ขนาด 40.5mm × 11.9mm / กันน้ำได้ถึง 100 เมตร
  • สาย สายทองสัมฤทธิ์ Cupro-Aluminium
ข้อมูลทางเทคนิค
Terra Nova 42.5mm Chronograph Bronze
  • สาย สายทองสัมฤทธิ์ Cupro-Aluminium / หนังนูบัคสีเขียว / สาย NATO สีดำและเขียว
  • การเคลื่อนไหว ออโตเมติกปรับแต่ง Caliber 13 1/4”’ BE-50AV (SW510BH a) / พลังงานสำรอง 56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน ชั่วโมง / นาที / วินาทีเล็ก / วันที่ / โครโนกราฟ
  • หน้าปัด เขียวไล่ระดับ
  • ตัวเรือน ทองสัมฤทธิ์ Cupro-Aluminium ขนาด 42.5mm × 14.8mm / กันน้ำได้ถึง 100 เมตร

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Seiko Prospex Alpinist GMT Asia Limited Edition inspired by Hornbills

แรงบันดาลใจจากนกเงือกและผืนป่า สู่ดีไซน์ที่สะท้อนความงามแห่งธรรมชาติ

คุณเคยได้ยินคำว่า The Farmer of the Forest หรือยัง? นี่คือนามของสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังสำคัญมากสำหรับระบบนิเวศของป่า และก็เป็นที่มาของแรงบันดาลใจในนาฬิกาเรือนนี้ นั่นก็คือนกเงือก หรือยัง? ชื่อของสัตว์ที่เห็นได้ชัดแต่เห็นได้ชัดเจนสำคัญมากสำหรับการควบคุมของป่าและเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในนาฬิกาเรือนนี้ก็คือนกเงือก

นกเงือก เป็นสัตว์ป่าที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของป่า ฝูงนกเงือกจะช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์และรักษาอารมณ์ของป่าผ่านการกินผลไม้สุกและขย้อนเมล็ดทิ้ง ซึ่งช่วยให้พืชใหม่ ๆ เติบโตในป่าได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมันยังเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ยั่งยืน เพราะนกเงือกมีพฤติกรรมผสมพันธุ์แบบ Monogamy หรือการมีคู่ชีวิตเพียงตัวเดียว ที่สำคัญความรักนี้ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเมื่อคู่หนึ่งสูญเสียชีวิตไป อีกคู่จะตรอมใจจนตายตามไป

นกเงือกที่อาศัยในป่าฝนเขตร้อนมีลักษณะเด่นด้วยสีสันสดใสและปากขนาดใหญ่ที่โดดเด่น ซึ่งแบรนด์ได้นำแรงบันดาลใจเหล่านี้มาผสมผสานในการออกแบบนาฬิการุ่น SPB493J ที่มีดีไซน์ที่สะท้อนความงามและเอกลักษณ์ของนกเงือกได้อย่างลงตัว

หน้าปัดของนาฬิกามีลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากสีดำขลับของขนของนกเงือก พร้อมกับโทนสีทองที่ประดับอยู่บนเข็มและหลักชั่วโมง ซึ่งช่วยเสริมความหรูหราและสวยงาม สายของนาฬิกาก็ไม่ธรรมดา ทำจากหนังลูกวัวคัดเกรดสูง พร้อมกับกระจก Sapphire Crystal ทรงโค้งที่ให้สัมผัสที่หรูหรา อีกหนึ่งความพิเศษคือฟังก์ชัน GMT ที่ช่วยให้คุณสามารถบอกเวลาในไทม์โซนที่สองได้อย่างสะดวก สายหนังสีดำคัดติ้งด้วยสีส้มเบจ เพิ่มความโดดเด่นให้กับการดีไซน์ที่แปลกใหม่

และที่สำคัญที่สุด กล่องบรรจุนาฬิกายังทำจากหนังรีไซเคิลสีเข้มลายธรรมชาติที่เหมือนกับโพรงของต้นไม้ใหญ่ เป็นการสื่อถึงการปกป้องธรรมชาติจากภยันตรายต่างๆ เช่นเดียวกับที่พ่อนกและแม่นกเงือกเลือกโพรงนี้ให้ลูก ๆ ของพวกมัน รุ่นนี้มีการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลกที่ทำให้คอลเลคชั่น Asia Limited Edition นี้กลายเป็นที่ต้องการในหมู่ผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาหรูและรักธรรมชาติ

ต้องบอกว่าคอลเลคชั่นนี้ คือการรวมเอาจิตวิญญาณของการผจญภัยในธรรมชาติและความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ในนาฬิกาเรือนเดียว ถ่ายทอดเรื่องราวของนกเงือกผ่านการออกแบบและรายละเอียดที่สะท้อนถึงความงดงามและความสำคัญของมันในป่าอย่างลึกซึ้ง

หากคุณสนใจ เรือนนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2025 ในราคา 55,800 บาท ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่เว็บไซต์หลักของ Seiko หรือที่บูติก Seiko และเคาน์เตอร์ Seiko ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

ข้อมูลทางเทคนิค Seiko Prospex Alpinist Asia Limited Edition รุ่น SPB493J ได้รับแรงบันดาลใจจากนกเงือก (Hornbill)

  • กลไก อัตโนมัติ ขึ้นลานด้วยมือผ่านเม็ดมะยม
  • เครื่องคาลิเบอร์ 6R54
  • สำรองพลังงาน 72 ชม. (3 วัน)
  • หน้าปัด สีดำ เทคนิค Press Dial
  • ฟังก์ชั่น หยุดเข็มวินาทีขณะตั้งเวลา / ฟังก์ชัน GMT บอกเวลาไทม์โซนที่สอง

ตัวเรือนและสาย

  • ขนาดตัวเรือน 39.5 มม.
  • ความหนา 13.6 มม.
  • ความกว้างขาสาย 20 มม.
  • Lug-to-lug 46.4 มม.
  • วัสดุ สเตนเลสสตีล
  • กระจก Sapphire crystal ทรงโค้ง เคลือบสารกันสะท้อนด้านใน
  • ฝาหลัง แบบ See-through สลักคำว่า ‘Limited Edition’ และหมายเลขประจำตัวเรือน
  • การกันน้ำ 200 เมตร
  • สาย สายสามทบพร้อมล็อคแน่นหนา หรือสายหนังลูกวัวสีดำคัตติ้งท้องสายสีส้มเบจที่ได้รับการรับรองโดย LWG (Leather Working Group)

สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่ 

  • Website: www.seikoboutiquethailand.com 
  • FB: Seiko Club by Seiko Thailand
  • IG: Seiko_thailand
  • LINE OA: @Seiko_Thailand 
  • TikTok: Seiko Club by Seiko Thailand

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-255-1245 ต่อ 888

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

When Two Worlds Collide BVLGARI x MB&F Serpenti

BVLGARI x MB&F Serpenti สองโลกที่แตกต่าง แต่เชื่อมโยงกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่เรือนเวลาสุดเซอร์ไพรส์

BVLGARI ก่อตั้งขึ้นในปี 1884 และเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่รังสรรค์งานฝีมือชั้นสูงเข้ากับเอกลักษณ์แบบอิตาเลียน ผสานเข้ากับความเที่ยงตรงของวิศวกรรมสวิส ผ่านคอลเลกชันระดับตำนานอย่าง Serpenti และ Octo Finissimo ส่วน MB&F ที่ก่อตั้งในปี 2005 มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประติมากรรมกลไกสามมิติ สำหรับข้อมือ Horological Machines ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไซไฟ รถซูเปอร์คาร์ และอาณาจักรแห่งสรรพสัตว์

จากบทสนทนา สู่การรังสรรค์เรือนเวลาสุดไอคอนิก

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากการพบกันโดยบังเอิญของ Fabrizio Buonamassa Stigliani (ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของแบรนด์) และ Maximilian Büsser (ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์) ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือครั้งแรกในปี 2021 กับเรือนเวลา MB&F x BVLGARI LM FlyingT Allegra ที่นำโลกแห่งจิวเวลรี่สุดหรูมาผสานเข้ากับกลไกแห่งอนาคต

สำหรับความร่วมมือครั้งที่สองนี้ ทั้งคู่ได้เลือกนำ Serpenti ไอคอนแห่งความเป็นนิรันดร์และการแปรเปลี่ยน มาตีความใหม่ให้เข้ากับจักรวาลแห่งกลไกอันซับซ้อนของ MB&F จนเกิดเป็นคอลเลคชันใหม่ล่าสุด เรือนเวลาที่ต้องมีการออกแบบกลไกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกลไกภายใน การออกแบบตัวเรือน หรือกระบวนการผลิต ทุกองค์ประกอบได้รับการคิดมาให้ผสานกันอย่างไร้รอยต่อ

ดีไซน์ที่ท้าทายและกลไกที่ไม่เหมือนใคร

Fabrizio เคยกล่าวไว้ว่า งานออกแบบเป็นเรื่องสนุก อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่เบื้องหลังนั้นคือร่างสเก็ตช์กว่าหลายร้อยภาพ และแบบจำลอง 3D นับสิบ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความซับซ้อนของดีไซน์นี้ ซึ่งจะแตกต่างจากนาฬิกาทรงกลมทั่วไป BVLGARI x MB&F Serpenti มาพร้อมตัวเรือนที่มีเส้นโค้งซับซ้อน ต้องอาศัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมขั้นสูง ทั้งตัวเรือนและกระจกแซฟไฟร์ 5 ชิ้น รวมถึงกระจกด้านหลังแบบ multi-facetted ที่ทำให้กระบวนการผลิตซับซ้อนกว่าที่เคย อีกทั้งยังต้องมั่นใจว่าสามารถกันน้ำได้ลึก 30 เมตร

ภายในตัวเรือนซ่อนกลไกที่พลิกโฉมแนวคิดดั้งเดิมของศาสตร์การทำนาฬิกา พัฒนาโดย MB&F ซึ่งนำโดมหมุนแสดงเวลา สำหรับชั่วโมงและนาทีมาทำหน้าที่เป็นเหมือนดวงตาแห่งอสรพิษ โดมเหล่านี้ถูกกัดเซาะขึ้นจากอะลูมิเนียมตันเพื่อให้มีน้ำหนักเบาสุด ๆ ผ่านกระบวนการกัดกลึงพิเศษที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง

หัวใจของกลไกนี้คือล้อบาลานซ์แบบลอย (Flying Balance Wheel) ขนาด 14 มม. ที่ยึดด้วยสะพานบาลานซ์แบบสามมิติ สะท้อนความเชี่ยวชาญเชิงวิศวกรรมและศิลปะ ได้อย่างไร้ที่ติและเมื่อพลิกตัวเรือนขึ้นมาจะพบกับ อินดิเคเตอร์พลังงานสำรองพร้อมเผยให้เห็นกลไกสุดซับซ้อนที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนกว่า 310 ชิ้น ซึ่งรังสรรค์ขึ้นด้วยมือทั้งหมด แบรนด์ยังคงรักษามาตรฐานงานฝีมือระดับสูง และด้วยความประณีตในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถสร้าง BVLGARI x MB&F Serpenti ได้เพียง 6-8 เรือนต่อเดือนเท่านั้น

DNA ของอสรพิษ กับจิตวิญญาณแห่งยานยนต์

แม้จะเป็นเรือนเวลาที่เกิดจากแรงบันดาลใจของ Serpenti แต่ Fabrizio และ Max ต่างก็เป็นแฟนตัวยงของโลกยนตรกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่เรือนเวลานี้จะมีดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเป็นซูเปอร์คาร์ ตัวเรือนที่มีเส้นสายลื่นไหลดั่งตัวถังรถ กระจกแซฟไฟร์แบบ stepped ที่คล้ายปีกหลังของรถแข่ง เม็ดมะยมไขลานที่ดูราวกับล้อแม็ก และแม้แต่บางส่วนของกลไกภายในก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องยนต์ พร้อมลวดลาย hexagonal scale motif ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Serpenti

BVLGARI x MB&F Serpenti เปิดตัวในสามเวอร์ชันที่แตกต่างกัน โดยแต่ละเวอร์ชันผลิตเพียง 33 เรือนเท่านั้น ได้แก่ ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมโดมแสดงเวลาสีฟ้า / ตัวเรือนทองคำโรส 18K พร้อมตาเขียวเจิดจ้า / และตัวเรือนสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำพร้อมตาแดงสดใส

Price Tag The Cost of Craftsmanship

  • Titanium & Stainless Steel: CHF 132,000 + VAT (USD 148,000 / EUR 140,000 + tax)
  • 18K Gold: CHF 152,000 + VAT (USD 170,000 / EUR 161,000 + tax)

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Bvlgari Reopens Iconic Boutique at Siam Paragon

0

Bvlgari เปิดบูติคใหม่ที่สยามพารากอน เชื่อมต่อมรดกโรมันกับความหรูหราในยุคปัจจุบัน

เปิดตัวบูติคใหม่ของ Bvlgari ที่ Siam Paragon ขยายพื้นที่ร้านค้าพร้อมนำเสนอแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองหลวงของอิตาลีอย่างโรม ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและศิลปะร่วมสมัย ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าให้แตกต่างออกไป

Bvlgari Reopens Iconic Boutique at Siam Paragon

Bvlgari ยังคงยึดมั่นในรากฐานของแบรนด์ที่มีความเชื่อมโยงกับโรม เมืองที่เป็นแรงบันดาลใจที่ยาวนานและไม่เคยเปลี่ยนแปลง สำหรับทุกการออกแบบของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เมืองหลวงแห่งอิตาลีไม่ได้เป็นแค่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แต่ยังเป็นศูนย์กลางแห่งความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์และศิลปะที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

หากพูดถึงโรม ความงามที่หลากหลายของเมืองนี้ทำให้ภาพในใจของเราคือ อาคารโบราณ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรม ความคลาสสิกที่สืบทอดต่อกันมาหลายพันปี และการผสมผสานระหว่างความดั้งเดิมกับความทันสมัย สิ่งเหล่านี้คือลักษณะเด่นที่ Bvlgari พยายามถ่ายทอดออกมาในการออกแบบของบูติคใหม่ที่สยามพารากอน ซึ่งไม่เพียงแค่คงความคลาสสิกไว้อย่างชัดเจน แต่ยังใส่ความทันสมัยเข้าไปอย่างสมบูรณ์แบบ

บูติคนี้ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง ศิลปะโรมันและความร่วมสมัย โดยการใช้หิน Travertino Navona ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมโรมันแท้ ๆ มาตกแต่งหน้าร้านและผนัง ซึ่งสอดคล้องกับหน้าร้าน Flagship ของ Bvlgari ที่ Via dei Condotti ในกรุงโรม โดยหินชนิดนี้มีการใช้เป็นพื้นฐานหลักในการสร้างประตูที่มีความสมมาตร ทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางย้อนกลับไปสู่กรุงโรมในอดีต พร้อมสัมผัสการตกแต่งที่ทันสมัย

Bvlgari ยังได้ผสมผสานความทันสมัยในการออกแบบด้วยการใช้ เทคนิคการตกแต่งแบบ Tubogas ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์มาตั้งแต่ปี 1940 การใช้เทคนิคนี้ในการเชื่อมโยงท่อโลหะสองท่อนเข้าด้วยกันโดยไม่ใช้การหลอม ช่วยสร้างรูปลักษณ์ที่ทั้งทันสมัยและคลาสสิกในเวลาเดียวกัน เพิ่มความโดดเด่นให้กับหน้าร้าน

ทั้งนี้การตกแต่งภายในร้านยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความหรูหราด้วย ห้องส่วนตัว 3 ห้อง และการตกแต่งที่ใช้ วัสดุพรีเมียมอย่าง มูราโน่กลาส และ หินออนิกซ์ เพื่อให้บูติคแห่งนี้มีทั้งความสะดวกสบายและความสง่างามในทุกมุมมอง

การเปิดตัวบูติคใหม่ของ Bvlgari ที่ Siam Paragon นี้จึงไม่ใช่แค่การนำเสนอสินค้าหรูหรา แต่เป็นการนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนถึงอารยธรรมแห่งโรมมาสู่กรุงเทพฯ ผ่านการออกแบบที่บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงของอดีตและปัจจุบันอย่างลงตัว

พิธีเปิดจะจัดขึ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 เวลา 17:30 น. ที่ Bvlgari Siam Paragon และถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เชื่อมโยงความเป็นมาของแบรนด์เข้ากับการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับลูกค้าทุกคน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Watch Trick: เคล็ดลับป้องกันความชื้นในนาฬิกาที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

Watch Trick: ป้องกันความชื้นในนาฬิกา ด้วยกาใช้เคล็ดลับง่าย ๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานและรักษานาฬิกาของคุณให้เหมือนใหม่

Essential Tips to Prevent Moisture in Watches

ระวังน้ำจากเหงื่อของตัวเอง อาจสร้างปัญหามากกว่าที่คิด

หลายคนคิดว่าความชื้นมาจากภายนอก เช่น ฝน น้ำในห้องน้ำ หรือการว่ายน้ำ แต่ เหงื่อของคุณเองก็เป็นตัวการสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศที่อากาศร้อนชื้น เหงื่ออาจซึมเข้าสายหนังหรือซอกเล็กๆ ของตัวเรือน ทำให้เกิด การกัดกร่อนของโลหะและเสื่อมสภาพของซีลกันน้ำ ควรเช็ดทำความสะอาดนาฬิกาทุกครั้งหลังสวมใส่ และถ้าเหงื่อออกมาก ควรใช้สายยางหรือสายโลหะ แทนสายหนัง

น้ำมันหอมระเหยและครีมกันแดดอาจทำให้ซีลกันน้ำเสื่อมสภาพ

น้ำมันหอมระเหย น้ำหอม โลชั่น และครีมกันแดดมีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์และสารเคมีที่สามารถกัดกร่อนยางซีลกันน้ำ โดยเฉพาะหากคุณใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ซึ่งมักมีสารที่สามารถซึมเข้าสู่ตัวเรือนได้โดยไม่รู้ตัว วิธีป้องกันคือ ทาครีมก่อน แล้วรอให้แห้งสนิทก่อนใส่นาฬิกา

ป้องกันความชื้นในนาฬิกา
Essential Tips to Prevent Moisture in Watches

อย่าผึ่งนาฬิกาบนคอนโซลรถ อาจเกิดไอน้ำจากความร้อนสะสม

หากคุณวางนาฬิกาบนคอนโซลรถที่จอดกลางแดด อุณหภูมิที่สูงภายในรถอาจทำให้เกิด ความร้อนสะสมภายในตัวเรือน เมื่อคุณนำกลับมาสวมใส่ในที่เย็น จะเกิด ไอน้ำควบแน่นภายในตัวเรือน ซึ่งอาจไม่สามารถมองเห็นได้ทันที แต่จะสะสมความชื้นในระยะยาว

อย่าหลงเชื่อ Water Resistance อย่างเดียว นาฬิกาแต่ละเรือนมีข้อจำกัด

หลายคนคิดว่าเมื่อนาฬิการะบุว่ากันน้ำ 100 เมตร หรือ 200 เมตร จะสามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ แต่ความจริงแล้ว ระดับการกันน้ำ กับ การใช้งานจริง แตกต่างกัน เช่น นาฬิกาที่กันน้ำ 50 เมตร (5 ATM) อาจเหมาะกับการล้างมือและฝนเบา ๆ แต่ไม่ควรใช้ว่ายน้ำ นาฬิกาที่กันน้ำ 100 เมตร (10 ATM) อาจใส่ว่ายน้ำได้ แต่ไม่ควรดำน้ำลึก

Essential Tips to Prevent Moisture in Watches
Watch Trick: ป้องกันความชื้นในนาฬิกา

น้ำฝนมีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ อาจทำให้ตัวเรือนบางประเภทเสื่อมสภาพ

lสำหรับการป้องกันความชื้นในนาฬิกา แม้น้ำฝนจะดูเหมือนไม่เป็นอันตราย แต่น้ำฝนในเมืองใหญ่มักมีค่า pH ต่ำกว่าน้ำประปา เนื่องจากมีมลพิษในอากาศ ซึ่งอาจส่งผลให้วัสดุบางชนิด เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel) หรือ ทองแดงผสม (Bronze) มีโอกาสเกิดออกซิเดชันหรือคราบสนิมเร็วขึ้น

ระวังน้ำยาทำความสะอาดเครื่องประดับที่อาจทำให้สารเคลือบของนาฬิกาเสียหาย

น้ำยาทำความสะอาดเครื่องประดับบางชนิด มีสารกัดกร่อนที่อาจทำลายสารเคลือบป้องกันของนาฬิกา โดยเฉพาะถ้านาฬิกามีเคลือบ PVD หรือ DLC ควรใช้น้ำสะอาดและผ้านุ่มในการเช็ดทำความสะอาดแทน

Watch Trick: ป้องกันความชื้นในนาฬิกา
Watch Trick: ป้องกันความชื้นในนาฬิกา

ห้ามเป่าลมร้อนใส่นาฬิกาเมื่อมีความชื้นเข้าไป อาจทำให้ยิ่งแย่ลง

หลายคนพอเห็นไอน้ำในหน้าปัด มักใช้ไดร์เป่าผมเป่าร้อนเพื่อไล่ความชื้น แต่วิธีนี้อาจทำให้ซีลกันน้ำเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และอาจทำให้กลไกขยายตัวผิดรูป ทางที่ดีควรใช้ วิธีดูดความชื้น เช่น ซิลิกาเจล หรือข้าวสารแทน

เช็ดกระจกหน้าปัดแบบเคลือบสารกันสะท้อนอย่างระมัดระวัง

กระจกแซฟไฟร์ที่มีสารเคลือบกันสะท้อน (AR coating) อาจ เสื่อมสภาพและเป็นรอยได้ง่ายหากใช้ผ้าเช็ดผิดประเภท ควรใช้ ผ้าไมโครไฟเบอร์สำหรับเลนส์ และหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษทิชชู่ เพราะอาจทำให้เกิดรอยขนแมวได้

Watch Trick: ป้องกันความชื้นในนาฬิกา
Essential Tips to Prevent Moisture in Watches

แบตเตอรี่นาฬิกาควรเปลี่ยนให้เร็วเมื่อหมด ลดความเสี่ยงจากความชื้นและการรั่วไหล

หากคุณใช้ นาฬิกาควอตซ์ และแบตเตอรี่หมด ควรเปลี่ยนทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะแบตเตอรี่ที่เสื่อมอาจรั่วไหลได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิด การกัดกร่อนภายในตัวเรือน และทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เสียหาย

ระวังแม่เหล็กจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจทำให้กลไกเดินไม่ตรง

แม้จะไม่เกี่ยวกับความชื้นโดยตรง แต่แม่เหล็กจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ลำโพง แล็ปท็อป หรือแท่นชาร์จไร้สาย อาจทำให้กลไกนาฬิกาเดินเร็วหรือช้าผิดปกติได้ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการวางนาฬิกาใกล้กับอุปกรณ์แม่เหล็กเป็นเวลานาน

Essential Tips to Prevent Moisture in Watches

การป้องกันความชื้นในนาฬิกาและการดูแลรักษาให้คงสภาพสมบูรณ์นั้น ไม่ใช่แค่การกันน้ำ แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ซีลเสื่อมสภาพโดยไม่รู้ตัว หากนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ คุณจะสามารถรักษานาฬิกาให้คงอยู่ในสภาพดี และยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น นาฬิกาที่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่รักษามูลค่า แต่ยังช่วยให้คุณมั่นใจในทุกครั้งที่สวมใส่

ติดตาม Watch Trick: ป้องกันความชื้นในนาฬิกา รวมไปถึงข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
เมื่อหมู่ดาวพร่างพราวบนข้อมือ Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to The Celestial
Cartier Panthère Jewellery Watch เมื่อสถาปัตยกรรมแห่งเวลาถูกรังสรรค์ให้มีชีวิต

TAG Heuer’s Grand Return to Formula 1

TAG Heuer กลับมาเป็น Official Timekeeper ของ Formula 1

TAG Heuer ฉลองการคืนสู่บทบาทผู้จับเวลาการแข่งขัน Formula 1 อย่างเป็นทางการ ด้วยอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ The Raze Arcade EmSphere พร้อมเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ Formula 1 Chronograph x Oracle Red Bull Racing ครั้งแรกในไทย หลังจากเผยโฉมในงาน LVMH Watch Week 2025 งานนี้เต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติและเซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง ดิว จิรวรรตน์ และ น้ำตาล ทิพนารี ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเร็วและความแม่นยำระดับสูง

ภายในงานยังมีไฮไลต์จากคอลเลกชันล่าสุดที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็น Carrera Chronosprint x Porsche Rallye รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 911 เรือนที่รำลึกถึงตำนานสนามแข่ง หรือ Carrera Chronograph Precious ที่โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนประดับเพชรและดีไซน์ Glassbox อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Formula 1 Chronograph รุ่นใหม่มาพร้อมสีสันดุดันที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความเร็วอย่างสมบูรณ์แบบ

ดิว จิรวรรตน์ ปรากฏตัวในลุคสุดเท่ พร้อมสวม Formula 1 Chronograph สีแดงแรงฤทธิ์ ขณะที่ น้ำตาล ทิพนารี เลือก Carrera Chronograph Precious ที่สะท้อนความหรูหราและความประณีตของศิลปะการผลิตนาฬิกาสวิสอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมงาน อาทิ Pipe Borom กับ Monaco Skeleton, Bank Preedakorn กับ Carrera Dato และ Nicole Kittivat กับ Carrera Glassbox

เพื่อให้แขกได้สัมผัสโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างใกล้ชิด งานนี้ยังมี Racing Simulator จำลองการแข่งขัน Formula 1 ให้ทุกคนได้สัมผัสความเร็วแบบเสมือนจริง พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีเบื้องหลังความแม่นยำที่ทำให้แบรนด์ครองตำแหน่งผู้จับเวลาแห่งวงการแข่งรถมายาวนาน งานนี้ไม่เพียงเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับโลกมอเตอร์สปอร์ต แต่ยังสะท้อนดีเอ็นเอที่ผสานความหรูหรา ความเที่ยงตรง และจิตวิญญาณแห่งความเร็วได้อย่างลงตัว

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Zenith x Revolution “Cover Girl Carbon” การกลับมาของนาฬิการะดับตำนานในร่างใหม่ที่เบายิ่งกว่าเดิม

0

จากตำนานนาฬิกาเรือนหายากสู่เวอร์ชันใหม่สุดล้ำ ด้วยตัวเรือนไฟเบอร์คาร์บอนและกลไก El Primero อันเป็นเอกลักษณ์

Zenith ชวน Revolution จัดทริโลยีสุดพิเศษ พร้อมตอกย้ำสุดยอดนาฬิกาอย่าง Chronomaster Revival A3818 Cover Girl Carbon ที่มากับเคสคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูงที่ลดน้ำหนักไปอย่างมาก โดยมีน้ำหนักเพียง 55 กรัม

Zenith Cover Girl Carbon

เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Zenith x Revolution Chronomaster Revival A3818 Cover Girl Carbon คอลเลคชั่นล่าสุด ที่ถือเป็นการปิดท้ายซีรีส์การร่วมงานสุดพิเศษนี้จาก Zenith ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อย Cover Girl ในปี 2020 และตามด้วย Airweight Cover Girl ในปี 2022 ที่ทุกคนยังคงจดจำกันได้ดี

ความพิเศษของรุ่นนี้คือการลดน้ำหนักให้เบากว่าเดิม โดยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเคส / คราวน์ / ปุ่มกด / หน้าปัด หรือแม้กระทั่งสายที่ได้แรงบันดาลใจจาก Gay Frères ในสไตล์บันไดสุดคลาสสิก ซึ่งทำออกมาในจำนวนที่จำกัดเฉพาะ

ในโอกาสนี้ Wei Koh ผู้ก่อตั้ง Revolution ได้แชร์ความคิดและมุมมองเกี่ยวกับคอลเลคชั่นล่าสุดนี้ไว้ให้เราได้อ่านกันอีกด้วย

ในบรรดาวัสดุทั้งหลายที่เทพแห่งประสิทธิภาพได้มอบให้กับมนุษย์ ไม่มีวัสดุใดที่สามารถกำหนดยุคสมัยได้อย่างเด็ดขาดและเปลี่ยนแปลงวงการได้อย่างมหาศาลเท่ากับการนำคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ในกีฬาสมัยใหม่และการแข่งรถ เพราะคาร์บอนไฟเบอร์คือวัสดุที่ไม่มีใครเทียบได้ในแง่ของอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนัก / ความแข็งแกร่งต่อน้ำหนัก / และความต้านทานการกัดกร่อน ไม่มีวัสดุใดที่สามารถเอาชนะได้ ไม่มีเลย แม้แต่นิดเดียว

นอกจากนี้ คาร์บอนไฟเบอร์ยังแทบจะไม่เสื่อมสภาพจากสภาพแวดล้อม มันมีคุณสมบัติในการดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานโดยทฤษฎีถือว่าไม่จำกัด มันคือ ซูเปอร์แมน ของวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแบบไม่มีข้อกังขา

Zenith Cover Girl Carbon
RUF SCR คิดค้น Porsche 911 ขึ้นใหม่ด้วยโครงตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงเปลือกตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเพียง 15 กิโลกรัม

นอกจากนี้ ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์จากล้อจักรยานยนต์ BST ไปจนถึงตัวรับอากาศ Lingenfelter / เฟรมจักรยาน Pinarello และแผ่นแยกอากาศ Vorsteiner ล้วนแต่ดูเท่สุดๆ คาร์บอนไฟเบอร์นั้นแผ่พลังของความตั้งใจ ความเร็ว ความคล่องตัว และความแข็งแกร่งออกมาได้อย่างชัดเจน ราวกับหมวกปีกที่บ่งบอกชัยชนะที่ถูกฉีกจากศีรษะของเทพเจ้ากรีกในยุคปัจจุบัน

เมื่อคาร์บอนไฟเบอร์ถูกนำมาใช้อย่างมีศิลปะและความเชี่ยวชาญจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง กอร์ดอน เมอร์เรย์ ผู้สร้าง McLaren F1 / โฮราเชียโอ ปากานี หรือ อลอยส์ รูฟ ซินเนอร์ จาก RUF Automobile คาร์บอนสามารถสื่อถึงความงามของเครื่องจักรที่งดงาม

จนสามารถบดบังผลงานสำคัญของนักศิลปะยุคฟิวเจอริสติกชาวอิตาเลียนอย่าง Unique Forms of Continuity in Space ของบอชชิโอนีได้อย่างง่ายดาย นี่คือเหตุผลที่เราได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างบทสุดท้ายของไตรภาค Cover Girl ของ Zenith ในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แบบหลอมขึ้น

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Mclaren F1 GTR Longtail…
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
และ Pinarello Dogma F ทั้งคู่เป็นการนำคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ในกีฬามอเตอร์สปอร์ต การปั่นจักรยาน
และการใช้งานสมรรถนะสูงอื่น ๆ

“ไม่มีวัสดุใดบนโลกนี้ที่มีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนัก ความแข็งแกร่งต่อน้ำหนัก และความต้านทานการกัดกร่อนที่ดีกว่าคาร์บอนไฟเบอร์”

Zenith Cover Girl Carbon
ตัวเรือน หน้าปัด ปุ่มกด และเม็ดมะยมของนาฬิการุ่น Cover Girl Carbon ผลิตจากบล็อกคาร์บอนแข็งทั้งหมด มาพร้อมสายแบบบันไดคาร์บอนไฟเบอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Gay Frères หรือสายรัดแบบตีนตุ๊กแกที่เอฟเฟกต์คาร์บอนไฟเบอร์
Zenith Cover Girl Carbon
Cover Girl Carbon นั้นมีน้ำหนักเบามากเพียง 55 กรัมพร้อมสายรัดแบบ Velcro นับเป็นนาฬิกาจับเวลาที่เบาที่สุดของ Zenith
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Standard dial Velcro Strap
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Standard dial Carbon fiber “ladder” bracelet
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Hindu-Arabic dial Velcro Strap

คาร์บอนไฟเบอร์…เบากว่าทีเทเนียมหรืออลูมิเนียมถึง 32% มีอายุการใช้งานที่แทบจะไม่จำกัด และมีคุณสมบัติในการดูดซับแรงกระแทกที่ดีกว่า 10 ถึง 15 เท่า

เราทำนาฬิกาเรือนนี้จากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีความแข็งแกร่งสูง (High-modulus forged carbon fiber) โดยทั้งตัวเรือน ปุ่มกด ที่เก็บเม็ดมะยม และแม้แต่หน้าปัดก็ทำจากวัสดุที่เบาเหมือนขนนกนี้ทั้งสิ้น รอแม็ง มารีตตา (Romain Marietta) หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Zenith กล่าวไว้ว่า

ส่วนประกอบทุกชิ้นที่ทำจากคาร์บอนจะถูกตีขึ้นรูปจากบล็อกแข็งโดยผู้ผลิตของเราที่มาจากอุตสาหกรรมอากาศยาน ก่อนที่จะถูกตัดเฉือนอย่างพิถีพิถันด้วย CNC ที่โรงงานของเรา การเลือกใช้คาร์บอนที่มีความแข็งแกร่งสูงในเกือบทุกชิ้นส่วนทั้งในแง่ของความสวยงามและฟังก์ชันนั้นเป็นทั้งทางเลือกทางศิลปะและการใช้งานจริง

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Romain Marietta, Chief Product Officer of Zenith Watches

จากมุมมองด้านประสิทธิภาพ ไม่มีวัสดุใดที่แข็งแรง เบา และต้านทานแรงกระแทกและความเมื่อยล้าได้ดีเท่ากับคาร์บอนไฟเบอร์ เป้าหมายของเราคือการสร้างนาฬิกาในสไตล์ A384 และ A3818 ที่เบาที่สุดและทนทานต่อแรงกระแทกมากที่สุดที่เราเคยทำมา ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกาที่หนักเพียง 55 กรัม (เมื่อสวมใส่กับสายคาร์บอนไฟเบอร์แบบเวลโคร) ซึ่งรู้สึกเหมือนกับคุณไม่สวมอะไรเลยจริง ๆ

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
เสน่ห์แบบวินเทจ ประสิทธิภาพอันล้ำสมัย: Cover Girl Carbon มีขนาด 37 มม. x 12.5 มม. และพอดีกับข้อมือทุกขนาด ข้อมือของนางแบบในภาพ: 18 ซม. / 7 นิ้ว

การสร้างนาฬิกาจับเวลาอัตโนมัติที่เบาที่สุดในโลกไม่เคยเป็นเป้าหมายหลักของเรา แต่เรามุ่งไปที่เป้าหมายที่ครอบคลุมมากกว่านั้น การหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างที่เบา โครงสร้างที่สบาย การออกแบบที่สวยงาม ความสะดวกสบาย ความทนทาน และประสิทธิภาพ

การสร้างนาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติที่เบาที่สุดในโลกไม่เคยเป็นเป้าหมายเดียวของเรา แต่เรามุ่งสู่แนวทางที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่านั้น การผสมผสานระหว่างโครงสร้างน้ำหนักเบา สรีรศาสตร์ ดีไซน์ ความสบาย ความทนทาน และประสิทธิภาพ

ย้อนกลับไปในปี 2013 Zenith เคยบุกเบิกแนวคิดนาฬิกาน้ำหนักเบาด้วยรุ่น Lightweight ขนาด 45 มม. ซึ่งหนักเพียง 74 กรัม และกลายเป็นโครโนกราฟอัตโนมัติที่เบาที่สุดในยุคนั้น ด้วยตัวเรือนอะลูมิเนียมเคลือบเซรามิก ฝาหน้าและฝาหลังคาร์บอนไฟเบอร์

พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดไทเทเนียม แม้แต่สะพานจักร (Bridge) และ เพลท (Plate) ในกลไกยังทำจากไทเทเนียมทั้งหมด นาฬิกาเรือนนี้มีน้ำหนักตัวเรือนเพียง 42.68 กรัม และเมื่อรวมสายแล้ว หนักเพียง 74 กรัม

สะพานจักร (Bridge) และ เพลท (Plate) เป็นชิ้นส่วนสำคัญของกลไกนาฬิกา โดยมีหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักที่รองรับและจัดวางชิ้นส่วนต่างๆ ของกลไกให้ทำงานได้อย่างแม่นยำ

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Zenith El Primero “Lightweight” เปิดตัวในปี 2013 ถือเป็นนาฬิกาจับเวลาอัตโนมัติที่เบาที่สุดในโลก โดยมีน้ำหนัก 74 กรัม รวมสายรัด

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราได้เห็นโครโนกราฟน้ำหนักเบารุ่นอื่น ๆ ถือกำเนิดขึ้น F.P. Journe Centigraphe Sport ที่ใช้ตัวเรือนอะลูมิเนียม (2011-2014) ซึ่งหนักเพียง 55 กรัม และ Richard Mille RM 50-03 ในปี 2017 ซึ่งเป็นโครโนกราฟสปลิทวินาทีอัลตราไลท์ที่หนักเพียง 40 กรัม (รวมสาย)

แม้ Cover Girl Carbon จะมอบสัมผัสความเบาในระดับเดียวกับ Centigraphe หรือ RM 50-03 แต่มันมีข้อได้เปรียบสำคัญ นี่คือนาฬิกาอัตโนมัตไม่ใช่ไขลานมือ อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่า F.P. Journe ถึง 167,000 ดอลลาร์

และเบากว่า Richard Mille ไปเกือบ 1 ล้านดอลลาร์ ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นมันยังถูกกว่ารุ่น Zenith Lightweight ที่เปิดตัวเมื่อทศวรรษที่แล้วถึง 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งในมุมมองของเรา นี่คือนิยามของ value proposition ที่แท้จริง

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
รุ่นพิเศษจำนวน 50 เรือนมาพร้อมหน้าปัดฮินดู-อาหรับเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว Revolution Arabia

ถ้าจะลงลึกถึงรายละเอียดทางเทคนิคจริง ๆ Cover Girl Carbon หรือ CGC รุ่นใหม่ที่มาพร้อมสาย Gay Frères-style ladder จากคาร์บอนไฟเบอร์เต็มรูปแบบนั้น มีน้ำหนักเพียง 59 กรัม หนักกว่ารุ่นสายเวลโครเพียง 4 กรัมเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Cover Girl Revival ตัวเรือนสตีลที่เราเปิดตัวในปี 2020 ซึ่งหนัก 110.6 กรัม หรือรุ่น Cover Girl Airweight ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ในปี 2022 ที่หนัก 78.2 กรัม

Romain Marietta กล่าวว่า Cover Girl Carbon เป็นนาฬิกาที่เบาที่สุดที่เราเคยทำมา และใส่สบายจนแทบลืมไปเลยว่ามีมันอยู่บนข้อมือ ผมใส่มันทั้งฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวตอนออกไปวิ่งและเดินเขา โดยไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันเลย

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"

“เมื่อถูกนำมาใช้ด้วยความชำนาญทางประติมากรรม… คาร์บอนไฟเบอร์สามารถถ่ายทอดความงามแห่งศิลปะแห่งเครื่องจักรได้อย่างเหนือชั้น จนบดบังแม้กระทั่งผลงานชิ้นเอกของเหล่าฟิวเจอริสต์ชาวอิตาลี”

และผมก็เห็นด้วยกับ Marietta อย่างเต็มที่ ผมมีโอกาสได้ทดลองสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้ที่ลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งตอนปีนเขาที่ Runyon Canyon, Franklin Canyon และ Will Rogers State Park ผมใส่มันไป SoulCycle และแม้กระทั่งเข้าคลาสบูตแคมป์สุดโหด 1.5 ชั่วโมง ที่คุมโดย Pauly The Shogun Solo เทรนเนอร์สุดโหดที่มีคาริสม่าเหลือร้าย และในทุกช่วงเวลานั้น ผมแทบลืมไปเลยว่ากำลังสวมนาฬิกาอยู่

Marietta เสริมว่า เพราะเราคาดหวังให้ผู้สวมใส่ใช้งานมันขณะเล่นกีฬา เราจึงออกแบบพื้นผิวทุกจุดให้โค้งมนที่สุด ไม่ว่าจะเป็น crown, pushers และฝาหลัง ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ฝาหลังของนาฬิการุ่นนี้ รวมถึงโครงบาง ๆ ที่หุ้มกลไกเป็นเพียงสองส่วนที่ใช้ PVD-treated grade 5 titanium เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและรับประกันการกันน้ำที่ระดับ 50 เมตร ซึ่งสำคัญมากสำหรับการใช้งานในกิจกรรมกีฬา

ไม่ว่าจะผ่านบททดสอบสุดโหดแค่ไหน Cover Girl Carbon ก็ยังทำงานได้อย่างไร้ที่ติ สิ่งที่ทำให้เราประทับใจที่สุดคือพื้นผิวของตัวเรือนที่ทำจาก high-modulus carbon fiber ซึ่งทนต่อรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะถูกใช้งานอย่างหนัก

Romain Marietta อธิบายว่า เหตุผลที่อุตสาหกรรมจักรยานหันมาใช้ carbon fiber ก็คือ มันช่วยให้สามารถสร้างเฟรมที่เบากว่าไทเทเนียมหรืออะลูมิเนียมถึง 32% แถมยังมีอายุการใช้งานที่แทบเป็นอมตะ และซับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิมถึง 10-15 เท่า ดังนั้น การใช้ carbon fiber เป็นตัวเรือนเพื่อปกป้องบาลานซ์วีลจากแรงกระแทกระดับไมโครที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจึงเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบ

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
แผ่น Cover Girl Carbon แต่ละแผ่นจะได้รับการตัดจากเส้นใยคาร์บอนโมดูลัสสูงแต่ละบล็อก ทำให้เกิดรูปแบบลายไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

Fusing Function and Beauty

ความเบาที่พลิกโฉมวงการ นำเสนอความงามคู่ประสิทธิภาพ การสวมใส่นาฬิกาสปอร์ตกลไกที่ทั้งเบาและสวยงามระดับนี้เป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนเกมโดยสิ้นเชิง เมื่อ Cover Girl Carbon (CGC) อยู่บนข้อมือ มันให้ความรู้สึกแบบเดียวกับนาฬิกาน้ำหนักเบาอัลตร้าไลท์ในราคาที่ต่างกันสุดขั้ว เบาจนคุณแทบลืมไปเลยว่ากำลังใส่อะไรอยู่

จนกระทั่งเหลือบมองข้อมือตัวเอง ด้วยน้ำหนักเพียง 55 กรัมบนสาย carbon fiber Velcro strap นี่คือเรือนเวลาที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ El Primero กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่เป็นตำนานของวงการนาฬิกาสวิสอย่างแท้จริง

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
ภายใน กลไกความถี่สูง El Primero เต้นที่ความถี่ 5 เฮิรตซ์ ช่วยให้อ่านค่าได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที

The Legacy of Precision and Style

จากตำนานสู่อนาคต Zenith El Primero และดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา เปิดตัวในปี 1969 Zenith El Primero คือนาฬิกาสปอร์ตกลไกอัตโนมัติแบบอินทิเกรตเรือนแรกของสวิสที่ผลิตเพื่อจำหน่ายสู่สาธารณะ โดดเด่นด้วยกลไก column wheel และ 5 Hz vibrational speed ที่สามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที

ตำนานของ El Primero ไม่เพียงอยู่บนข้อมือของ Rolex Daytona (1988–2000) หรือ Urban Jürgensen Reference 1 เท่านั้น แต่ยังสืบทอดมาสู่ Cover Girl Carbon ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกาที่เบาเป็นพิเศษหรือทนต่อแรงกระแทกสูงเท่านั้น แต่มันคือเรือนเวลาที่สวย โดดเด่น และมีสไตล์อย่างเหลือเชื่อ

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon
Cover Girl Carbon มีให้เลือกทั้งแบบหน้าปัดฮินดู-อาหรับ (ซ้าย) และแบบมาตรฐาน (ขวา)

Drew Coblitz นักสะสมรถยนต์และนาฬิกา รวมถึงบรรณาธิการด้านยานยนต์ของ Revolution กล่าวว่า เมื่อคุณบอกฉันเกี่ยวกับ Cover Girl Carbon ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก ในฐานะนักสะสมรถยนต์และคนที่ขับรถบนสนามแข่ง ฉันชื่นชอบคาร์บอนไฟเบอร์มาโดยตลอด เพราะมันช่วยเพิ่มความคล่องตัว ความเร็ว การควบคุม และแม้กระทั่งความปลอดภัย

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันหลงรักนาฬิกาเรือนนี้จริง ๆ คือการออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิคและความทันสมัยได้อย่างยอดเยี่ยม มันมีความดึงดูดใจระหว่างสองยุคสมัย คือยุค 70s และยุคปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือขนาดตัวเรือน 37 มม. ที่เล็กลงแต่กลับได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยการมุ่งเน้นที่ความงามของวัสดุที่ใช้ในการผลิต ตัวเรือน / หน้าปัด / ปุ่มกด / และกระดุมล้วนทำจากคาร์บอนเปลือย และการจัดเรียงของวัสดุนี้สร้างความแตกต่างที่น่าทึ่งระหว่างเส้นใยสีเทา ขาว และดำ

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon
สายรัดข้อมือคาร์บอนไฟเบอร์แบบบันไดที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Gay Frères มีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน

A Fusion of Heritage and Modern Innovation
การผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิคและประสิทธิภาพระดับสูง

มีคนอธิบายให้ฟังว่า เนื่องจากแต่ละชิ้นส่วนของนาฬิกาถูกตัดขึ้นจากบล็อกของคาร์บอนที่มีความแข็งสูง ทำให้ทุกเรือนเป็นเอกลักษณ์ไปในตัว และเมื่อเพิ่มดีไซน์วินเทจเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นวงแทร็คแข่ง shark tooth ที่น่าทึ่ง การผสมผสานของแทคิเมตรและพัลโซมิเตอร์ รวมถึงซับดายล์สีทูโทนที่ดูเท่สุด ๆ

นาฬิกานี้ทำให้ฉันนึกถึง Singer Porsche ของตัวเอง ที่มีดีไซน์คลาสสิคแบบเครื่องยนต์อากาศเย็นของ Porsche แต่ถูกอัปเกรดด้วยวัสดุระดับสูง โดยเฉพาะคาร์บอนฟเบอร์ สำหรับฉันเหมือนกับ Singer เรือนนี้คือการผสมผสานที่ดีที่สุดของทั้งสองโลก ดีไซน์คลาสสิคและหรูหราร่วมกับประสิทธิภาพระดับทันสมัยที่น่าทึ่ง

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon
Porsche 911 ออกแบบใหม่โดย Singer และเป็นของ Drew Coblitz บรรณาธิการบริหารของ Revolution Automotive

“นาฬิกานี้ทำให้ฉันนึกถึง Singer Porsche ของตัวเอง ซึ่งมีดีไซน์แบบเก่าของ Porsche ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ แต่ได้รับการอัปเกรดด้วยวัสดุประสิทธิภาพสูง
โดยเฉพาะคาร์บอนฟเบอร์”

ความหลงใหลในประวัติศาสตร์การออกแบบประสิทธิภาพสูง

Coblitz กล่าวต่อไปว่า “ใครก็ตามที่รักประวัติศาสตร์ของรถยนต์ประสิทธิภาพสูง จะต้องหลงใหลในคาร์บอนฟเบอร์ โดยเฉพาะในยุคแรกของ F1 กับ McLaren MP4/1 และต่อมา Williams FW18B ผมเชื่อมโยงคาร์บอนกับรถอย่าง Ferrari F50 และแน่นอนกับ McLaren F1 อันโด่งดัง การได้เห็นวัสดุนี้ถูกใช้อย่างยอดเยี่ยมในนาฬิกานี้รู้สึกเป็นความพึงพอใจอย่างยิ่ง

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon
รถ MP4/1 ของบริษัท McLaren เป็นรถ Formula 1 คันแรกที่ใช้แชสซีโมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์บนสนามแข่ง ซึ่งถือเป็นแนวคิดบุกเบิกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกีฬาประเภทนี้ในปัจจุบัน

Evolving the Cover Girl

ถึงตอนนี้ คุณอาจจะสงสัยว่าแล้ว Zenith Cover Girl คืออะไร? ก็อย่างที่ผมบอกไปในปี 1969 Zenith ได้นำเสนอการเคลื่อนไหว El Primero ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวโครโนกราฟอัตโนมัติแบบอินทิเกรตของสวิส ที่มีการสั่นสะเทือนที่ความเร็ว 5 Hz อันน่าทึ่ง

โดยการเคลื่อนไหวนี้ถูกบรรจุในตัวเรือนที่มีสองแบบ คือรุ่นกลมที่ใช้รหัส A386 และรุ่นทรงกระบอกหรือทรงโทเนา (tonneau) ที่ใช้รหัส A384 และ A385 ในปี 1971 Zenith ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษของ A385 ซึ่งมีเสน่ห์จนกลายเป็นตำนานไปในที่สุด

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon

นาฬิกาเรือนนี้ที่ชื่อว่า A3818 มาพร้อมกับเคสทรงกระบอกและสายแบบบันไดที่ออกแบบโดยผู้ผลิตสายที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นอย่าง Gay Frères นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีฟ้าสุดสวยที่มีลายขนแปรงแนวตั้ง

และวงแทร็คแข่ง shark tooth ที่ล้อมรอบขอบหน้าปัด พร้อมด้วยฟังก์ชันพัลโซมิเตอร์และแทคิเมตรที่ดูเท่ไม่เหมือนใคร ฟังก์ชันต่างๆ ทำให้สามารถวัดการเต้นของชีพจรใน 15 ครั้งแรก และจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นแทคิเมตรเพื่อวัดความเร็ว ตัวเข็มวินาทีของโครโนกราฟมีสีแดงสดเหมือนสัญญาณไฟจราจร และมีพายขนาดเล็กที่เรืองแสงอยู่บนมัน

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon
หน้าปัดดูมีชีวิตชีวาในที่มืด เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova บนเข็มนาฬิกา ดัชนี และสเกลจับเวลา

ตำนานที่ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างมีสไตล์

ผลลัพธ์ที่ได้คือการสร้างนาฬิกากีฬาชโรโนกราฟที่มีเอกลักษณ์และมีสไตล์ที่สุดในทุกยุคสมัย ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา Cover Girl ได้กลายเป็นนาฬิกาชโรโนกราฟของ Zenith ที่ได้รับความต้องการสูงที่สุด และตอนนี้ตัวอย่างของนาฬิกานี้สามารถซื้อขายได้ในราคาที่เกือบถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ชื่อ Cover Girl มาจากการที่นาฬิกานี้ได้ปรากฏบนหน้าปกของหนังสือของ Manfred Rossler เกี่ยวกับ Zenith

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon
A3818 ได้รับความสนใจจากหนังสือ Zenith ของ Manfred Rossler จนได้รับฉายาว่า ‘Cover Girl’

แน่นอนว่า (กลไก El Primero) คือสุดยอดของตำนานที่ขับเคลื่อนทุกเรือน Rolex Daytona ตั้งแต่ปี 1988 ถึง 2000

ความงามที่เรียบง่ายของคาร์บอน

ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าสร้างคำถามว่า ทำไมเราถึงเลือกใช้หน้าปัดคาร์บอนสีดำด้านธรรมดาสำหรับรุ่นสุดท้ายในไตรภาคของเรา ต้องบอกเลยว่าเราได้ทดสอบหน้าปัดคาร์บอนสีฟ้าหลายเวอร์ชัน แต่สุดท้ายในช่วงที่เรานั่งอยู่รอบโต๊ะที่โรงงานของ Zenith ที่ Le Locle ทุกคนในทีมพัฒนาเลือกหน้าปัดคาร์บอนดิบๆ ด้วยเหตุผลเดียวคือ มันสะท้อนความสวยงามของวัสดุออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon" Zenith Cover Girl Carbon

การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Cover Girl ด้วยคาร์บอนฟเบอร์ Zenith × Revolution Cover Girl Carbon หรือ CGC จะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน พร้อมสายคาร์บอนฟเบอร์แบบเวลโครและหนังสัมผัส (textured leather strap) ในราคาต่อเรือนที่ 12,320 USD

ขณะเดียวกันยังจะมีอีก 10 เรือนที่มาพร้อมสายเหล็กคาร์บอนฟเบอร์แบบบันได (forged carbon fiber ladder-style bracelets) ในราคาต่อเรือนที่ 27,210 USD ซึ่งต้องยอมรับว่าราคาของรุ่นที่มาพร้อมสายเหล็กคาร์บอนฟเบอร์นั้นมีความต่างอย่างมากจากรุ่นปกติ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ในโอกาสนี้ ขอบคุณ Julien Tornare, Benoit de Clerck และ Romain Marietta ที่ร่วมมือกับเรามานานถึงห้าปี กับการสร้างสรรค์นาฬิกาสามเรือนที่น่าทึ่ง! การนำ A3818 Cover Girl อันเลื่องชื่อกลับมามีชีวิตและพัฒนาให้เป็นนาฬิกาแห่งประสิทธิภาพที่เบากว่า เป็นความฝันที่เป็นจริงสำหรับเรา

Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
ความร่วมมือของเรากับ Zenith เริ่มต้นจากการเปิดตัว Cover Girl Revival ในรูปแบบสแตนเลสสตีลเมื่อปี 2020 ‘Airweight Cover Girl’ ซึ่งประดิษฐ์จากไททาเนียมเกรด 5 ขยายขอบเขตของความเบาของเคส A3818 ให้กว้างขึ้น ตอนนี้ Cover Girl Carbon ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นอีกขั้น
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Zenith x Revolution Chronomaster Revival A3818 “Cover Girl Carbon”
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Standard dial
Velcro Strap
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Standard dial
Carbon fiber “ladder” bracelet
Introducing: Zenith x Revolution "Cover Girl Carbon"
Hindu-Arabic dial
Velcro Strap

A Note from Wei Koh การเปลี่ยนแปลงที่มาจากหัวใจ

เมื่อเรากำลังเตรียมตัวเปิดตัวการร่วมมือครั้งล่าสุดกับ Zenith เป้าหมายแรกของเราคือการจัดงานที่ Los Angeles ภายในสถานที่อันเป็นตำนานอย่าง Mel’s Drive-In บน Sunset Boulevard เมืองนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ทั้งในฐานะที่เป็นการอ้างอิงถึงแรงบันดาลใจจากรถยนต์ในแคมเปญของเรา และเพราะว่า Los Angeles ถือเป็นเมืองที่มีความหมายพิเศษสำหรับฉัน LA เป็นฉากหลังที่มีความทรงจำมากมาย รวมถึงการแต่งงานของฉันที่ Beverly Hills Hotel เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทำให้เราเห็นชัดว่า การดำเนินการตามแผนเดิมที่นี่ไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องท้าทาย แต่ยังไม่เหมาะสมในสถานการณ์นี้ ความหายนะจากไฟป่าไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำลายที่ดินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนและชุมชนจำนวนมากที่ต้องเริ่มต้นใหม่จากขี้เถ้า

ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจย้ายสถานที่จัดงานเปิดตัว แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานจะเป็นการปรับเปลี่ยนในเชิงโลจิสติกส์ แต่หัวใจของเรายังคงอยู่กับ Los Angeles และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้

เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เมืองนี้และสนับสนุนการฟื้นฟู เราจะบริจาค 5% ของรายได้จากการเปิดตัวนี้ให้กับ Los Angeles Fire Department เพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือและฟื้นฟูเมืองที่กำลังเผชิญกับความท้าทายนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น ความคิดของเรามีอยู่กับทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith x Revolution Chronomaster Revival A3818 Cover Girl Carbon

Movement: El Primero Caliber 400 ขึ้นลานอัตโนมัติ / พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
Functions: ชั่วโมง / นาที / วินาทีย่อย / โครโนกราฟ / และวันที่
Case: ขนาด 37mm / คาร์บอนไฟเบอร์ที่มีความแข็งสูง / กันน้ำลึก 50 เมตร
Dial: คาร์บอนไฟเบอร์สีดำด้านพร้อมสเกลโครโนกราฟแบบ shark tooth / ผิวเคลือบ Super-LumiNova บนเข็ม / สเกลโครโนกราฟ
Strap: สายคาร์บอนไฟเบอร์ Velcro หรือ สายคาร์บอนไฟเบอร์ดีไซน์แบบ Gay Frères ที่ได้แรงบันดาลใจ / พร้อมสายหนังสีดำเพิ่มเติม
Availability: ผลิตจำนวนจำกัด 150 เรือนสำหรับรุ่นสาย Velcro คาร์บอนไฟเบอร์ / 10 เรือนสำหรับรุ่นสายคาร์บอนไฟเบอร์แบบ ladder-style

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

The Credor Locomotive GCCR997: A Genta Masterpiece Reinvented for Today

0

การกลับมาอีกครั้งของ Credor Locomotive รุ่นใหม่ ที่ผสานความคลาสสิคกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว

WORD Thor Svaboe

ในโลกของการออกแบบนาฬิกาชื่อของ Gerald Genta นั้นถือเป็นตำนานที่ไม่เคยตกยุค แม้ในยุคที่การออกแบบของเขาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว แต่ Credor Locomotive GCCR997 ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งถึงพลังการออกแบบที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ผลงานของเขาที่ยังคงสะท้อนความเป็นตัวตนเดิม แต่กลับมีความทันสมัยและความแตกต่างที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

The Credor Locomotive GCCR997: A Genta Masterpiece Reinvented for Today
Original Credor Locomotive designed by Gerald Genta in 1979
The Credor Locomotive GCCR997: A Genta Masterpiece Reinvented for Today
Credor Locomotive GCCR999 launched in 2024
The Credor Locomotive GCCR997: A Genta Masterpiece Reinvented for Today
New Credor Locomotive GCCR997, 2025 edition

เริ่มต้นจากดีไซน์ที่ยังคงรูปทรง hexagonal หรือหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยให้ดูเป็นนาฬิกาที่มีความแข็งแรง ทนทาน เหมาะสมกับการใช้งานจริงไม่ว่าจะเป็นการใส่ทำกิจกรรมหรือสวมใส่ในโอกาสพิเศษ ซึ่งรุ่นใหม่ที่เผยโฉมในปี 2025 นี้ บอกเลยว่ามีความ compact และ refined กว่าเดิม หลายคนอาจจะเคยเห็นการออกแบบในรุ่นเก่าของ Credor Locomotive ที่มีการดีไซน์ที่ดูค่อนข้างล้ำยุคจากปี 1979 แต่เวอร์ชันนี้กลับมีความลงตัวและพอดีมากขึ้น

The Credor Locomotive GCCR997: A Genta Masterpiece Reinvented for Today

ฟังก์ชั่นที่ติดตัวมาพร้อมกับ Movement ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน Caliber CR01 ให้คุณความแม่นยำในการใช้งาน พร้อมทั้ง Power Reserve 45 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในทุก ๆ วัน แม้ไม่ได้เป็นฟังก์ชั่นที่เด่นในด้านการปรับเทียบเวลา แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังในการใช้งานจริง การเลือกใช้ High-intensity titanium ทำให้นาฬิกามีความเบาเพียง 78 กรัม แต่ยังคงทนทานได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งหมดนี้เพื่อการสวมใส่ที่สะดวกสบายตลอดทั้งวัน

หน้าปัดที่ได้รับการปรับปรุงให้มีลวดลาย Hexagonal pattern โทนสีเขียวที่เรียบหรู ดูลึกซึ้ง ไม่เพียงแต่จะสะท้อนแสงในลักษณะต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม ยังเสริมด้วย Date window ที่อยู่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการอ่านเวลาในชีวิตประจำวัน

The Credor Locomotive GCCR997: A Genta Masterpiece Reinvented for Today

จากที่ Gerald Genta เคยสร้างงานออกแบบที่น่าจดจำในโลกของนาฬิกา Credor Locomotive GCCR997 ก็ไม่เพียงแค่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของเขา แต่ยังนำพาความน่าสนใจใหม่ ๆ มาให้กับโลกนาฬิกาที่เต็มไปด้วยเทรนด์ใหม่ ๆ ที่จะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายปี

ข้อมูลทางเทคนิค
Credor Locomotive GCCR997

  • กลไก: เครื่องจักรไขลานอัตโนมัติ Caliber CR01 / พลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที / วินาทีกลาง / วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 38.8mm × 8.9mm / ไทเทเนียม / กันน้ำลึกถึง 100 เมตร
  • หน้าปัด: ลายหกเหลี่ยมสีเขียว
  • สาย: สายไทเทเนียมพร้อมตัวล็อคสามพับและปุ่มปลดล็อค

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Zodiac Watch Mechanism: เบื้องหลังจักรกลเรือนเวลาที่เชื่อมโยงกลไกนาฬิกาที่คุณอาจไม่เคยรู้

0

นาฬิกา Zodiac… เมื่อกลไกนาฬิกาสะท้อนพลังของจักรราศี

จักรวาลและกลไกนาฬิกามีความคล้ายคลึงกันในแง่ของความซับซ้อนและความแม่นยำ หากดวงดาวสามารถกำหนดบุคลิกของแต่ละคนได้ กลไกนาฬิกาที่เปรียบเสมือนหัวใจของเรือนเวลาจะสามารถสะท้อนพลังของแต่ละราศีได้เช่นกัน นี่คือแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน การจับคู่จักรราศีกับกลไกของนาฬิกา ที่สะท้อนบุคลิกและพลังเฉพาะของแต่ละราศี

Zodiac Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac

คุณรู้สึกไหมว่า…นาฬิกาบางเรือนถูกสร้างมาเพื่อคุณ?

คุณเคยรู้สึกไหมว่านาฬิกาบางเรือนเหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคุณ? ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์หรือแบรนด์ แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงเข้ากับบุคลิก และจังหวะชีวิตของคุณราวกับเป็นดวงดาวที่โคจรรอบดวงชะตาของคุณ และกลไกที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเรือนก็มีจิตวิญญาณเฉพาะตัว ไม่ต่างจากจักรราศีที่แต่ละคนเกิดมาอยู่ภายใต้พลังงานของกลุ่มดาวที่ต่างกัน

ถ้าเราลองนำความลับแห่งกลไกเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับพลังของจักรราศีล่ะ ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นคำตอบของคำถามที่คุณเองก็ไม่เคยคิดจะถามมาก่อน

ราศีธาตุไฟ (Aries / Leo / Sagittarius)
กลไกแบบ High-Beat พลัง ความเร็ว และความมุ่งมั่น หรืออาจนิยามได้ถึงพลังของนักรบแห่งเวลา

หลักการทำงาน นาฬิกาทั่วไปมักเต้นที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (vph) แต่ High-Beat Movement เป็นกลไกที่เร่งจังหวะให้สูงขึ้นถึง 36,000 vph ส่งผลให้เข็มวินาทีเดินสมูทขึ้น เพิ่มความแม่นยำ และสามารถทนต่อแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวของข้อมือได้ดีกว่า นั่นไม่ต่างอะไรจากชาวราศีธาตุไฟ พลังงานที่ร้อนแรง ความมุ่งมั่น และความเร็วที่ไม่รอใคร เหมือนเครื่องจักรที่เดินหน้าไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ

Aries (เมษ)
Zenith El Primero 36,000 vph

ชาว Aries เป็นนักรบโดยกำเนิด เป็นมนุษย์ที่พร้อมจะเดินหน้าสู่เป้าหมายโดยไม่ลังเล เช่นเดียวกับกลไกระดับตำนานที่มีความถี่สูงและขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำอย่าง High-Beat เหมาะกับชาวเมษที่มีพลังและพร้อมลุยทุกสถานการณ์

ถ้าเปรียบชาวเมษเป็นนักสู้ผู้ไม่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับ El Primero ที่เป็นหนึ่งในกลไกโครโนกราฟที่แม่นยำที่สุดในโลก ความถี่สูงของมันทำให้สามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที เหมาะกับคนที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำในทุกจังหวะชีวิต

Zodiac x Watch Mechanism
Zodiac x Watch Mechanism

Leo (สิงห์)
Grand Seiko Hi-Beat 36000

นาฬิกาที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และความสง่างาม เช่นเดียวกับสิงห์ที่มีความเป็นผู้นำ มีเสน่ห์ที่โดดเด่น และนาฬิกาที่ใช้กลไกนี้ก็มักเป็นตัวเลือกของคนที่ต้องการเป็นจุดสนใจ

ถ้าเปรียบชาวสิงห์เป็นราศีที่รักความโดดเด่น นาฬิกา Grand Seiko Hi-Beat โดดเด่นด้วยงานประกอบสุดประณีตและความเที่ยงตรงเหนือระดับ กลไก Hi-Beat ทำให้มันเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่สง่างามที่สุด เหมาะกับชาวสิงห์ที่ต้องการเป็นจุดศูนย์กลาง

Sagittarius (ธนู)
TAG Heuer Mikrograph 50 Hz

กลไกที่ก้าวล้ำด้านเทคโนโลยีและเร็วที่สุด เหมาะกับกลุ่มคนที่รักการผจญภัยและการพัฒนาตัวเอง นักเดินทางและนักผจญภัยเช่นชาวธนูต้องการความแม่นยำระดับเสี้ยววินาที เหมือนกับเครื่อง Mikrograph ที่เคยใช้จับเวลาการแข่งขันโอลิมปิกปี 1916 สามารถวัดเวลาได้ละเอียดถึง 1/100 วินาที สะท้อนถึงสัญชาตญาณนักสำรวจของธนูที่ไม่เคยหยุดแสวงหาความท้าทาย

Zodiac x Watch Mechanism

ราศีธาตุน้ำ (Cancer / Scorpio / Pisces)
กลไก Spring Drive ความลื่นไหลและแม่นยำราวกับสายน้ำ

ราศีธาตุน้ำเป็นตัวแทนของความรู้สึกและสัญชาตญาณ กลไก Spring Drive เป็นกลไกไฮบริดที่ใช้ระบบผสมผสานระหว่างจักรกลและควอตซ์ ทำให้มีการเดินเข็มที่ลื่นไหลไร้การกระตุก เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของสายน้ำ

Zodiac x Watch Mechanism

Cancer (กรกฎ)
Grand Seiko SBGA413 Shunbun

เป็นราศีที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและการใส่ใจคนรอบข้าง การเลือกนาฬิกาสำหรับราศีนี้จึงต้องสะท้อนถึงความสงบและความมั่นคง Grand Seiko SBGA413 Shunbun คือรุ่นที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับบุคลิกนี้

หน้าปัดสีขาวของ SBGA413 ได้รับแรงบันดาลใจจากฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น สื่อถึงความสงบและการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและการเติบโตอย่างมั่นคง การออกแบบเรียบง่ายแต่ทรงพลังสะท้อนถึงความสงบภายในของชาวกรกฎได้เป็นอย่างดี

Spring Drive กลไกที่ผสมผสานการทำงานของจักรกลและควอตซ์ ทำให้เข็มวินาทีไหลลื่นไปอย่างสมูธ ไม่มีการกระตุก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสงบและการไหลลื่นในชีวิตของชาวกรกฎ

พิจิก (Scorpio)
Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Moon

สำหรับชาวราศีนี้เป็นคนที่มีความลึกลับและเต็มไปด้วยพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน ตัวเลือกนาฬิกาที่เหมาะสมกับราศีนี้จึงต้องสะท้อนความซับซ้อนและเสน่ห์ที่ไม่เปิดเผยในทันที Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Moon คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

นาฬิกาดีไซน์บางเฉียบที่ดูเรียบง่าย แต่ภายในเต็มไปด้วยกลไกที่ซับซ้อนและฟังก์ชัน Moonphase ที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์อย่างละเอียด นี่แสดงถึงลักษณะของพิจิกที่ลึกซึ้งและมองเห็นความหมายในทุกการเปลี่ยนแปลง แม้ในสิ่งที่ดูเหมือนจะธรรมดา

กลไก Spring Drive Caliber 868 มอบการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและแม่นยำ เหมือนกับพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวพิจิก ที่มักจะไม่แสดงออกมาทันที แต่เต็มไปด้วยพลังและความหมายที่ลึกซึ้งภายใน

Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac
Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac

Pisces (มีน)
Vacheron Constantin Traditionnelle Tourbillon

ราศีของนักฝันและผู้ที่มีจินตนาการไร้ขีดจำกัด พวกเขามักมองโลกในมุมที่ต่างออกไปและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ นาฬิกาที่เหมาะสมกับมีนจึงต้องเป็นนาฬิกาที่แสดงออกถึงความละเอียดอ่อน และความฝัน

Vacheron Constantin Traditionnelle Tourbillon คือการเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับมีน ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูและกลไกทูร์บิญองที่แสดงถึงการหมุนวนอย่างไม่สิ้นสุด เปรียบเสมือนการไหลลื่นของความคิดสร้างสรรค์ของมีนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การออกแบบที่ละเอียดและสวยงามบ่งบอกถึงจิตใจที่มีความอ่อนไหวและมองเห็นความงามในทุก ๆ สิ่งรอบตัว

กลไก Tourbillon ของ Vacheron Constantin ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบที่ไม่อาจหยุดนิ่งเหมือนกระแสความคิดของมีน ที่เต็มไปด้วยพลังและความฝันในทุกวินาที

ราศีธาตุดิน (Taurus / Virgo / Capricorn)
กลไก Manual-Winding ความแข็งแกร่งและระเบียบวินัย

ชาวธาตุดินให้ความสำคัญกับความมั่นคงและคุณค่าของสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม กลไกไขลาน (Manual-Winding) จึงเหมาะกับพวกเขา เพราะเป็นกลไกที่ต้องดูแลสม่ำเสมอและมีความประณีต

Taurus (พฤษภ)
A. Lange & Söhne 1815 หรูหราและคลาสสิก สะท้อนถึงพฤษภที่ให้คุณค่ากับความมั่นคงและงานฝีมือ

สำหรับชาวพฤษภที่มีลักษณะความมั่นคง ความพยายามและความอดทน นาฬิกา Zodiac ที่เหมาะสมต้องสะท้อนถึงคุณสมบัติเหล่านี้ ซึ่งต้องการความปราณีตและความเสถียรสูงสุดในกลไก

A. Lange & Söhne 1815 เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับพฤษภ ด้วยการออกแบบที่เรียบหรูแต่มีความซับซ้อนอยู่ในตัว กลไกการขึ้นลานด้วยมือของนาฬิกานี้สะท้อนถึงความมั่นคงและความตั้งใจในการทำงานของพฤษภที่ไม่ยอมง่าย ๆ และต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่ทำ

กลไก Manual Winding มอบความมั่นคงในทุกการหมุนของเข็ม นาฬิกานี้ต้องการการดูแลเอาใจใส่ทุกวันเพื่อให้กลไกทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของพฤษภที่ยึดมั่นในความสม่ำเสมอและพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การออกแบบของ A. Lange & Söhne 1815 ด้วยหน้าปัดสีขาวที่สะอาดตาและตัวเลขอารบิกที่อ่านง่าย ทำให้รู้สึกถึงความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง เหมือนกับบุคลิกของพฤษภที่ดูเหมือนสงบแต่มั่นคงและสามารถทนทานต่อทุกสถานการณ์

Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac
Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac

Virgo (กันย์)
Patek Philippe Calatrava Manual

กลไกที่เรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบ เหมาะกับกันย์ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด

ซึ่งเป็นราศีที่เปี่ยมไปด้วยความละเอียดอ่อน รอบคอบ และมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบ Patek Philippe Calatrava Manual คือตัวแทนของแนวคิดนี้ได้อย่างลงตัว

Calatrava Manual โดดเด่นด้วยงานออกแบบที่สะอาดตา เรียบง่าย แต่สง่างามทุกมุมมอง การจัดวางองค์ประกอบบนหน้าปัดเป็นไปอย่างพิถีพิถัน เส้นสายเรียบร้อยน้อยแต่มาก เปรียบเสมือนบุคลิกของชาวกันย์ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด

กลไก manual-winding ต้องอาศัยการขึ้นลานด้วยมือทุกวัน สะท้อนถึงระเบียบแบบแผนและความสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของราศีนี้ กันย์ไม่ใช่คนที่พึ่งพาโชคชะตา แต่เป็นนักวางแผนที่รอบคอบ และนาฬิกาเรือนนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของความตั้งใจและความประณีต

ความสมดุลระหว่างความงามและประสิทธิภาพของ Patek Philippe Calatrava Manual จึงสะท้อนจิตวิญญาณของกันย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบคลาสสิก เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย

Capricorn (มังกร)
Breguet Classique 7147

เป็นราศีแห่งความทะเยอทะยาน มีระเบียบวินัย และมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ นาฬิกาที่เหมาะสมต้องสะท้อนถึงคุณค่าเหล่านี้ ทั้งในแง่ของความแข็งแกร่ง ความคลาสสิก และความเป็นอมตะ

Breguet Classique 7147 คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับชาวมังกร นาฬิการุ่นนี้มีเสน่ห์เหนือกาลเวลาด้วยงานออกแบบที่ประณีตและซับซ้อน หน้าปัดแบบ “Clous de Paris” guilloché ซึ่งเป็นเทคนิคการแกะสลักที่เป็นเอกลักษณ์ของ แบรนด์บ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนที่แฝงไปด้วยพลัง

กลไก automatic self-winding ของรุ่นนี้สะท้อนถึงแนวคิดของชาวมังกรที่เชื่อในความมุ่งมั่นและความต่อเนื่อง นาฬิกาจะเดินได้ตลอดตราบใดที่สวมใส่ เปรียบเสมือนชาว Capricorn ที่ไม่หยุดนิ่งและพร้อมจะขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าเสมอ

ตัวเรือนทองคำขาวและสายหนังจระเข้ช่วยเพิ่มความภูมิฐาน สะท้อนถึงรสนิยมที่สุขุมและมั่นคงของชาวราศีนี้ Breguet Classique 7147 จึงเป็นตัวแทนของ Capricorn ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คลาสสิก สุขุม และเต็มไปด้วยความมั่นคง

Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac

ราศีธาตุลม (Gemini / Libra / Aquarius)
กลไก Tourbillon ความอัจฉริยะและสร้างสรรค์

ราศีธาตุลมเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์และการปรับตัว กลไก Tourbillon ที่ออกแบบมาเพื่อต้านแรงโน้มถ่วงและเพิ่มความแม่นยำ ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความฉลาดและความซับซ้อน

Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac

Gemini (เมถุน)
Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon

เหมาะกับเมถุนที่มีบุคลิกหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของการออกแบบที่ทันสมัยและกลไกที่ซับซ้อน โดยเฉพาะ flying tourbillon ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบให้ไม่มีขาตั้งสำหรับกลไก tourbillon ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวมีความลื่นไหลและไม่หยุดนิ่ง เป็นการสะท้อนถึงลักษณะของชาวเมถุนที่ไม่ชอบอยู่กับที่และชอบความท้าทายในการปรับตัวไปในทุกสถานการณ์

กลไกนี้มีความแม่นยำสูงมากและดูสะท้อนถึงลักษณะของความพลิ้วไหวที่ชาวเมถุนชื่นชอบ พร้อมการออกแบบที่ทันสมัยและล้ำหน้า ทำให้เป็นการเลือกนาฬิกาที่สะท้อนถึงตัวตนของเมถุนได้อย่างลงตัว

Libra (ตุลย์)
Cartier Rotonde de Astrotourbillon

ซึ่งเป็นราศีที่เน้นความสมดุล ความงาม และความยุติธรรม การเลือกนาฬิกาที่สะท้อนถึงลักษณะนี้นั้น Rotonde de Cartier Astrotourbillon คือตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

นาฬิกาที่ออกแบบมาอย่างประณีตและลงตัว มีการใช้ astrotourbillon ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นกลไกที่มีความซับซ้อน แต่ยังแสดงถึงการเคลื่อนไหวที่สวยงามและสมดุล ราวกับการหมุนของดวงดาวที่มีระเบียบในจักรวาล คล้ายกับวิธีการที่ชาวตุลย์พยายามสร้างสมดุลในชีวิต

หน้าปัดของนาฬิกามีดีไซน์ที่โดดเด่นและสะท้อนถึงความงดงามตามแบบฉบับของ Cartier โดยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและความสวยงามได้อย่างลงตัว ขณะที่กลไก astrotourbillon ทำให้เข็มวินาทีเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลและมีความแม่นยำสูง ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการความสมบูรณ์แบบที่ไม่หยุดนิ่งของชาวตุลย์

การออกแบบที่เรียบหรูและมีความสมดุลในตัวของ Cartier Rotonde de Cartier Astrotourbillon จึงเป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาในการมีชีวิตที่สมดุลและมีความงามอย่างแท้จริงของคนกลุ่มราศีนี้

Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac
Zodiac x Watch Mechanism นาฬิกา Zodiac

Aquarius (กุมภ์)

เป็นราศีที่ชื่นชอบนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นอิสระ ดังนั้น MB&F Legacy Machine FlyingT จึงเป็นนาฬิกาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับชาวกุมภ์

เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำและการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร ด้วยกลไก flying tourbillon ที่ถูกติดตั้งบนหน้าปัดในตำแหน่งที่ไม่เหมือนนาฬิกาทั่วไป การออกแบบนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ แต่ยังแสดงถึงการบิดเบือนกฎเกณฑ์แบบเดิม ๆ ที่ชาวกุมภ์ชื่นชอบ กลไกนี้ยังมีความพิเศษในการหมุนที่ลอยอยู่เหนือแผ่นหน้าปัด ซึ่งสื่อถึงการคิดนอกกรอบและความเป็นอิสระที่ลอยตัวไปตามทางของตัวเอง

การเลือกใช้ Legacy Machine FlyingT เป็นตัวแทนของชาวราศีกุมภ์ เพราะมันสะท้อนถึงความล้ำสมัยและการทลายขีดจำกัดในวงการนาฬิกา การออกแบบที่ใช้หลักวิศวกรรมที่ซับซ้อนและกลไกที่มีการเคลื่อนไหวที่น่าทึ่ง ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ชื่นชอบความแตกต่างและความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

MB&F Legacy Machine FlyingT จึงเป็นนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความแม่นยำของเวลา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการมองโลกในแง่ใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใคร และพร้อมจะท้าทายกฎเกณฑ์ของทุกสิ่ง

กลไกของคุณคืออะไร จักรวาลและเวลาเป็นสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การเลือกนาฬิกาไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของดีไซน์หรือแบรนด์ แต่ควรเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้สวมใส่ หากคุณต้องการเรือนเวลาที่เหมาะกับตัวเอง ลองพิจารณากลไกที่สะท้อนพลังของราศีคุณดู เพราะนาฬิกาที่ใช่ อาจไม่ใช่แค่เรือนที่สวย แต่เป็นเรือนที่เดินไปพร้อมกับตัวตนของคุณ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Grand Seiko SLGH027 Mountainscape

นาฬิกาที่สะท้อนจิตวิญญาณของขุนเขา

ถ้าคุณรู้จัก Grand Seiko ดี คุณคงรู้ว่าพวกเขาไม่เคยทำอะไรแบบผิวเผิน ทุกดีไซน์ ทุกกลไก ล้วนผ่านการคิดมาอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องความหรูหรา แต่เป็นการเคารพธรรมชาติ เวลา และปรัชญาการสร้างสรรค์เรือนเวลาแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง SLGH027 Mountainscape ไม่ใช่แค่นาฬิกาอีกเรือนที่มีหน้าปัดสีฟ้า แต่เป็นการตีความของขุนเขาผ่านมุมมองของแบรนด์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

แรงบันดาลใจจากขุนเขาและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

หากมองหน้าปัดของ SLGH027 ดี ๆ คุณจะสังเกตเห็นพื้นผิวที่ไม่ได้เรียบง่าย แต่มันมี Landslide Pattern ลวดลายที่จำลองการเคลื่อนตัวของดินและหินบนภูเขา คล้ายกับวิวที่คุณอาจเห็นเมื่อมองจากยอดเขาผ่านสายหมอกของญี่ปุ่น ลายเส้นที่ค่อย ๆ ไหลลงมาบนพื้นผิวของหน้าปัด ให้ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนกับกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านไปอย่างต่อเนื่อง

Grand Seiko SLGH027 Mountainscape

Grand Seiko SLGH027 Mountainscape

Landslide Pattern ลวดลายนี้ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ etching (การกัดลายด้วยสารเคมี) ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีมิติและการสะท้อนแสงที่แตกต่างกันเมื่อมองจากมุมต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือเอฟเฟกต์ที่ให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน คล้ายกับร่องรอยที่หลงเหลือหลังจากดินถล่ม ซึ่งช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับหน้าปัดสีเงินฟ้า (silver-blue) ของ SLGH027 ลวดลายนี้ไม่เพียงแต่เป็นความงามที่สะท้อนถึงธรรมชาติ แต่ยังสื่อถึงแนวคิดของ การเปลี่ยนแปลงและความแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Grand Seiko มักนำเสนอผ่านงานออกแบบของตน

นี่คือลักษณะของ Grand Seiko ที่โดดเด่น พวกเขาไม่ได้ทำแค่สีสวย แต่พวกเขาหยิบเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวมาสร้างเอกลักษณ์ โดยใช้วิธีการที่แทบไม่มีใครทำได้เหมือน

Hi-Beat 9SA5 หัวใจของความเที่ยงตรง

ถ้าจะพูดถึงอะไรที่ทำให้นึกถึงภูเขาลูกใหญ่ ในโลกของกลไก Grand Seiko Hi-Beat Automatic 9SA5 อาจทำให้มองเห็นภาพได้ดีที่สุด

หากจะพูดถึงความยอดเยี่ยมของตัวนาฬิกา คงต้องเริ่มที่กลไก 9SA5 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงของแบรนด์ในยุคปัจจุบัน กลไกนี้เดินด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง หรือที่เรียกกันว่า Hi-Beat ซึ่งช่วยให้การจับเวลามีความแม่นยำสูงกว่านาฬิกาทั่วไป ความท้าทายของกลไกประเภทนี้คือการใช้พลังงานสูงและการสึกหรอที่รวดเร็วกว่ากลไกความถี่ต่ำ แต่ Grand Seiko แก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนา Dual Impulse Escapement ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งพลังงาน ทำให้สามารถเดินได้นานขึ้นโดยไม่ลดทอนความแม่นยำ

Grand Seiko SLGH027 Mountainscape
Grand Seiko SLGH027 Mountainscape

9SA5 ยังมาพร้อมกับพลังงานสำรองถึง 80 ชั่วโมง นับว่าเป็นหนึ่งในกลไก Hi-Beat ที่ให้พลังงานสำรองได้ยาวนานที่สุดในอุตสาหกรรม เมื่อรวมกับค่าความเที่ยงตรงที่อยู่ในช่วง +5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน ทำให้ SLGH027 ไม่เพียงแต่สวยงามจากภายนอก แต่ยังเป็นนาฬิกาที่มีความสามารถเชิงกลไกที่น่าประทับใจในทุกมิติ

ในวงการนาฬิกากลไก Hi-Beat อาจถูกมองว่ากินพลังงานและสึกหรอง่าย แต่ Grand Seiko พลิกโฉมแนวคิดนี้ไปหมดสิ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้มันเดินได้เสถียรขึ้นโดยไม่เสียความแม่นยำ

Ever-Brilliant Steel สแตนเลสที่เหนือชั้น

หนึ่งในดีเทลที่หลายคนอาจมองข้าม คือการเลือกใช้วัสดุ Ever-Brilliant Steel ซึ่งเป็นโลหะที่มีค่าความต้านทานการกัดกร่อนสูงกว่าสแตนเลส 316L ทั่วไป นี่เป็นครั้งแรกที่แบรนด์นำวัสดุนี้มาใช้กับรุ่นที่ไม่ได้เป็นไทเทเนียม ผลผลิตที่ได้จึงมีความเงางามที่แตกต่าง และสามารถทนต่อสภาพอากาศได้ดีกว่า ลองนึกภาพว่านาฬิกาเรือนนี้อยู่บนข้อมือคุณ ไม่ใช่แค่ความสวยนะ แต่เป็นความมั่นใจว่าวัสดุที่คุณใส่อยู่คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่วงการนาฬิกาเคยมี

Limited Edition ที่มีเอกลักษณ์จริง ๆ

Grand Seiko Mountainscape ถูกผลิตเพียง 1,000 เรือนทั่วโลก และทุกเรือนมีหมายเลขเฉพาะ ถ้าคุณมองหานาฬิกาที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะโอกาสที่จะเห็นมันอีกครั้งในอนาคตมีน้อยมาก

Grand Seiko SLGH027 Mountainscape

Grand Seiko ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นปรัชญา

หลายคนมองว่า Grand Seiko เป็นแบรนด์ที่พูดถึงธรรมชาติมากไป แต่เมื่อคุณได้สัมผัสมันจริง ๆ คุณจะเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้แค่พูด พวกเขาทำให้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับธรรมชาติกลายเป็นของจริงบนข้อมือ และ SLGH027 Mountainscape ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของปรัชญานี้ นาฬิกาที่ไม่ได้บอกเวลาเพียงอย่างเดียว แต่บอกเล่าเรื่องราวของภูเขา สายลม และกาลเวลาที่ไหลผ่านไป

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Top Watches for Women in 2025

Top Watches for Women นาฬิกาผู้หญิงรุ่นไหนน่าสนใจในปี 2025

เมื่อพูดถึงชื่อนาฬิกาหรู หลายคนอาจจะนึกถึงรุ่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ชายที่เต็มไปด้วยความเท่ห์และแข็งแกร่ง แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันนี้ โลกของนาฬิกาหรูสำหรับผู้หญิงกำลังเติบโตอย่างเงียบ ๆ แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้เงียบเหมือนที่หลายคนคิด

ในปี 2025 นี้ นาฬิกาผู้หญิงกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่หลายคนเริ่มหันมาสนใจมากขึ้น เราพูดถึงนาฬิกาที่เป็นมากกว่าการสะสมของที่มีค่า แต่เป็นการจับตามองโลกของความหรูหรา ความทนทาน และการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป

จุดเริ่มต้นของความน่าสนใจในนาฬิกาผู้หญิง

นาฬิกาผู้หญิงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อเพื่อตามแฟชั่น หรือเพื่อเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ให้กับคนพิเศษเท่านั้น แต่ตอนนี้มันคือการตัดสินใจที่ต้องมองให้ลึกลงไปถึง ความหายาก คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงโลกของนาฬิกา เรียกได้ว่านาฬิกาผู้หญิงกลายเป็นหนึ่งในทิศทางใหม่ที่คนรักนาฬิกาต้องจับตามอง

ในช่วงเทศกาล Valentine’s Day หลายคนมองหาของขวัญพิเศษสำหรับคนที่รัก ซึ่งนาฬิกาไม่เพียงแค่เป็นเครื่องบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งการลงทุนที่ยาวนาน สำหรับนักสะสมที่กำลังมองหานาฬิกาผู้หญิงที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต นี่คือ Patek Philippe Calatrava 7200R-001 หนึ่งในตัวเลือกที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากที่สุด

Top Women's Watches to Invest In 2025

Patek Philippe
Calatrava 7200R-001 ตัวเรือนที่สะท้อนความหรูหรา

Patek Philippe เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในวงการนาฬิกาหรู และ Calatrava 7200R-001 เป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้หญิงที่ต้องการความสง่างามและหรูหรา รุ่นนี้มีขนาดตัวเรือน 36mm ที่ทำจาก Rose Gold พร้อมสายหนังจระเข้สีส้มเข้ม ซึ่งเข้ากันได้ดีอย่างลงตัวกับหน้าปัดสีขาวเรียบง่าย นาฬิการุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงความลึกซึ้งในแง่ของการออกแบบและกลไกที่แม่นยำ

ทำไมถึงควรสะสม Patek Philippe Calatrava 7200R-001 รุ่นนี้มันน่าสนใจยังไง

นาฬิกาจาก Patek Philippe ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่น Calatrava ที่โดดเด่นในเรื่องของความสง่างามและการออกแบบที่ไม่ตกยุค Calatrava 7200R-001 ถือเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่า เนื่องจากการผลิตที่พิถีพิถันและการเลือกวัสดุคุณภาพสูง ซึ่งสามารถรักษามูลค่าได้ดีในตลาดนาฬิกาสะสม

การเลือก Patek Philippe รุ่นนี้ในช่วง Valentine’s Day ไม่เพียงแค่เป็นการมอบของขวัญสุดพิเศษ แต่ยังเป็นการลงทุนที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต มั่นใจได้ว่า Calatrava 7200R-001 จะยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดนาฬิกาหรูอย่างต่อเนื่อง

Top Women's Watches to Invest In 2025

Audemars Piguet

โลกของนาฬิกาผู้หญิงกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการผลิตนาฬิกาที่เน้นความประณีตและทนทาน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาผสมผสานเข้ากับงานออกแบบที่ไม่ซ้ำใคร นี่คือเหตุผลที่เราควรเริ่มต้นการลงทุนในนาฬิกาผู้หญิงตั้งแต่วันนี้

ที่สำคัญนาฬิกาหรูในปัจจุบันไม่ใช่แค่เครื่องประดับที่ไว้สวมใส่เท่านั้น แต่มันยังเป็นการสะท้อนถึงสไตล์ชีวิต และการเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน ที่นักสะสมและนักลงทุนมองหาคุณค่าระยะยาว ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในตลาดรอง

ปี 2025 นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนาฬิกาผู้หญิง ที่กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือในการสะสมและลงทุนที่มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ขอแนะนำอีกสองรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่า Calatrava

Top Women's Watches to Invest In 2025

Audemars Piguet
Royal Oak Selfwinding 34mm (Ref. 77350ST)

อีกหนึ่งแบรนด์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้เมื่อพูดถึงเรือนเวลาสำหรับผู้หญิง หนึ่งในนั้นคือนาฬิกา Audemars Piguet กับรุ่น Royal Oak Selfwinding 34mm (Ref. 77350ST) นาฬิกาในคอลเลคชั่น Royal Oak ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักสะสมมาอย่างยาวนาน การออกแบบที่มีความละเอียดและเป็นเอกลักษณ์ของลาย “Tapisserie” บนหน้าปัด เพิ่มความหรูหราและความโดดเด่นให้กับตัวเรือน Stainless Steel ขนาด 34 มิลลิเมตร ทำให้ไม่เพียงแค่มีความสวยงาม แต่นี่ยังเป็นการลงทุนที่ดีในตลาดนาฬิกาหรูที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี

Audemars Piguet Royal Oak Selfwinding 34mm (Ref. 77350ST)

Cartier Ballon Bleu de Cartier
รุ่นที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้หญิง

เมื่อพูดถึง Cartier Ballon Bleu de Cartier หนึ่งในคอลเลกชันที่โดดเด่นของ แบรนด์ หลายคนคงนึกถึงความหรูหราและสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไม่เพียงแต่มีการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นนาฬิกาที่เป็นที่ต้องการในตลาดนาฬิกาหรูทุกปี

Ballon Bleu de Cartier มาในขนาดต่าง ๆ โดยรุ่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้หญิงจะเป็น 28.5mm และ 33mm ซึ่งมีทั้งตัวเรือนที่ทำจาก Stainless Steel และ 18K Rose Gold หรือ White Gold ตัดกับหน้าปัดที่มีลาย sunburst หรือการตกแต่งที่มีความละเอียดและหรูหรา การออกแบบที่โดดเด่นและเรียบหรูนี้ทำให้ กลายเป็นนาฬิกาที่คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

ไม่เพียงแต่มีดีไซน์ที่สะดุดตา แต่แบรนด์ Cartier ยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามเวลาและเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดนาฬิกาหรู ซึ่งทำให้รุ่นนี้เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลงทุนในนาฬิกาหรูที่ยังคงความมีคุณค่าทางการเงิน

Top Women's Watches to Invest In 2025
Top Women's Watches to Invest In 2025

Jaeger-LeCoultre
Reverso One Duetto Moon

Jaeger-LeCoultre Reverso One Duetto Moon เป็นอีกหนึ่งเรือนเวลาที่มีศักยภาพสำหรับการลงทุนในปีนี้ ด้วยดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลาและกลไกที่มีความซับซ้อน ตัวเรือนขนาด 40.1 x 20 มม. ทำจาก Stainless Steel หรือ Rose Gold และมีจุดเด่นอยู่ที่ฟังก์ชัน Moonphase ซึ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับหน้าปัด

ความพิเศษของ Reverso One Duetto Moon คือดีไซน์ สองด้าน ที่สามารถหมุนกลับได้ ทำให้สวมใส่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ด้านหนึ่งให้ลุคเรียบหรูสง่างาม ส่วนอีกด้านประดับเพชรอย่างประณีต สะท้อนถึงความหรูหราที่ไร้ที่ติ

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Jaeger-LeCoultre และความนิยมของตระกูล Reverso ในแวดวงนักสะสม นาฬิการุ่นนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ในอนาคต เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ที่มีทั้งความหมาย ความโรแมนติก และคุณค่าทางการลงทุน

ความน่าเชื่อถือและการสะสมที่ยาวนาน

การเลือกนาฬิกาผู้หญิงในปี 2025 คือการมองหานาฬิกาที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับที่ใช้สวมใส่ แต่ยังเป็นทรัพย์สินที่สามารถเติบโตในมูลค่าได้ในระยะยาว โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น การผลิตในจำนวนจำกัด ความหายาก และประวัติของแบรนด์ที่มีความเชื่อถือในวงการสะสมและการลงทุน นาฬิกาที่กล่าวถึงในบทความนี้ล้วนแต่มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าในอนาคต ทั้งในแง่ของความเป็นเอกลักษณ์และความหรูหรา

ดังนั้น เทรนด์การเลือกนาฬิกาผู้หญิงในปี 2025 จึงไม่ได้เป็นแค่การซื้อของขวัญที่มีความสวยงามในตอนนี้ แต่ยังเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ เมื่อเวลาผ่านไป นาฬิกาเหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้นทั้งในแง่ของมูลค่าและความสำคัญในใจของเจ้าของ

หากคุณอยากรู้วิธีการเลือกนาฬิกาที่ดีที่สุดในปี 2025 อย่าลืมติดตามบทความถัดไปของเราที่จะมาพร้อมกับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกซื้อและวิธีการดูแลรักษานาฬิกาที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของคุณในอนาคต พร้อมทั้งยังมีรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญในวงการนาฬิกาหรูที่จะมาช่วยให้คุณเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

Hamilton Chrono-Matic 50 Auto Chrono Limited Edition Blue

ความคลาสสิกที่กลับมาในลุคสปอร์ตสุดไอคอนิก

การหวนคืนสู่ยุคทองของนาฬิกาสปอร์ตจากทศวรรษ 1970 อย่างเต็มภาคภูมิ นี่คือนาฬิกาที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม ความทะเยอทะยาน และการแข่งกันเพื่อสร้างกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรกของโลก

Hamilton Chrono-Matic 50 Auto Chrono Limited Edition

ย้อนกลับไปในปี 1966 Hamilton ได้ซื้อกิจการของ Buren แบรนด์สวิสที่เชี่ยวชาญด้านกลไกนาฬิกา การควบรวมครั้งนั้นนำไปสู่การเข้าร่วม Project 99 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Hamilton-Buren / Heuer / Breitling และ Dubois-Depraz ในการพัฒนาเครื่องโครโนกราฟอัตโนมัติ ผลลัพธ์ที่ได้คือกลไก Calibre 11 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Chronomatic ซึ่งเปิดตัวในปี 1969 แม้ว่าจะออกสู่ตลาดหลัง Zenith El Primero เพียงไม่กี่เดือน แต่ Calibre 11 ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเม็ดมะยมที่อยู่ด้านซ้ายของตัวเรือน ขณะที่ปุ่มกดโครโนกราฟอยู่ทางขวา กลายเป็นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้น

ตัวอย่างวินเทจของ Hamilton Count-Down Chrono-Matic GMT / รูปภาพโดย unwindintime.com

Chrono-Matic 50 รุ่นใหม่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Chrono-Matic GMT Count-Down ในยุค 70 แต่ตัดฟังก์ชัน GMT ออกไปเพื่อคงไว้ซึ่งกลไกที่ทรงพลังและใช้งานได้จริง ตัวเรือนทรงหมวกกันน็อกขนาดใหญ่โต ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 48.5 มิลลิเมตร ความยาว 51.5 มิลลิเมตร และความหนา 16.05 มิลลิเมตร ผิวของตัวเรือนที่ผ่านกระบวนการขัดแบบซาติน (satin-brushed) ซึ่งให้เนื้อสัมผัสด้าน ไม่เงาวาวเหมือนขัดเงา (polished) แต่มีความเรียบหรู และช่วยลดรอยขีดข่วนที่มองเห็นได้ง่าย เสริมด้วยการออกแบบตัวเรือนให้มีร่องเว้าหรือลดระดับบริเวณด้านข้างของนาฬิกาเพื่อรองรับตำแหน่งของปุ่มกดและเม็ดมะยม ซึ่งรวมถึงตัวตั้งวันที่แบบกดเร็ว

หน้าปัดใช้โทนสีที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุค 70 อย่างเต็มที่ ด้วยดีไซน์แบบแพนด้ากลับด้าน (Reverse Panda) โดยพื้นหลังเป็นสีน้ำเงินเข้มตัดกับหน้าปัดย่อยสีขาว เติมความโดดเด่นด้วยสีส้มในเข็มจับเวลา ตัวเลขนับถอยหลัง และปุ่มกด เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อความชัดเจนในทุกสภาวะแสง รายละเอียดทั้งหมดนี้รวมกันสร้างบุคลิกที่ทั้งดุดันและมีชีวิตชีวา

หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไก H-31 ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของ Valjoux 7753 มีพลังงานสำรองยาวนานถึง 60 ชั่วโมง ขับเคลื่อนการทำงานของโครโนกราฟ นาฬิกาวินาทีขนาดเล็ก และฟังก์ชันนับถอยหลัง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมสายหนังแบบเจาะรูสีน้ำเงินที่เผยให้เห็นซับในสีส้ม เข้ากับธีมสีของตัวเรือนอย่างลงตัว

Chrono-Matic 50 รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนเท่านั้น ด้วยราคาเปิดตัวที่ 2,495 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 2,620 ยูโร และ 2,545 ดอลลาร์สหรัฐ มันไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ที่นำจิตวิญญาณของยุค 70 กลับมาในดีไซน์ร่วมสมัยที่โดดเด่นและทรงพลัง

Hamilton Chrono-Matic 50 Auto Chrono Limited Edition

ข้อมูลทางเทคนิค
Hamilton Chrono-Matic 50 Auto Chrono Limited Edition

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลทรง Helmet-shaped ขนาด 48.5 มม. x 51.5 มม. x 16.05 มม. พร้อมการขัดลายซาตินแบบรัศมี
  • ปุ่มและเม็ดมะยม: ปุ่มกดจับเวลาสีส้มและเม็ดมะยมหลักอยู่ทางขวา / ปุ่มกดสีดำที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกาสำหรับตั้งวันที่อย่างรวดเร็ว / เม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาสำหรับตั้งนาฬิกานับถอยหลัง
  • กระจก: Sapphire ทรงกล่อง
  • การกันน้ำ: 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์ Reverse Panda พื้นน้ำเงิน ตัดกับวงหน้าปัดย่อยสีขาว / หน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีและเข็มวินาทีขนาดเล็ก พร้อมเข็มสีส้ม / ขอบหน้าปัดมีสเกล Tachymeter
  • กลไก: Calibre H-31 (พื้นฐานจาก Valjoux 7753 ปรับปรุงใหม่) / ระบบออโตเมติก พร้อมฟังก์ชันจับเวลาในตัว
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวสีน้ำเงิน Rally-style เจาะรูเผยให้เห็นไลเนอร์สีส้ม / หัวเข็มขัดแบบ Pin Buckle
  • REF: H51606640
  • จำนวนผลิต: ลิมิเต็ด 150 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”