แต่มาวันนี้ รหัสสีแดงเพลิงระดับตำนานกลับมาโลดแล่นอีกครั้งบน Black Bay 58 ในดีไซน์แบบ tone-on-tone ที่ไล่เฉดจากขอบเบเซิลสู่หน้าปัด พร้อมงานขัดซันเรย์ที่ช่วยขับให้สีสันโดดเด่นขึ้นไปอีกระดับ
นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นขึ้น Black Bay 58 ยังได้รับการยกระดับด้านกลไกด้วยเช่นกัน โดยมาพร้อมเครื่อง Calibre MT5400-U แบบไขลานอัตโนมัติ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS ซึ่งหมายความว่านาฬิการุ่นนี้มีความเที่ยงตรงในระดับ 0/+5 วินาทีต่อวัน และสามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้สูงถึง 15,000 gauss ยกระดับทั้งความแม่นยำและประสิทธิภาพให้เหนือชั้นขึ้นไปอีก
สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดคือ การปรับปรุงสาย โดยการใช้ขอบสายด้านข้างที่เรียบ แทนการใช้หัวหมุดย้อนยุคที่พบในรุ่น Black Bay อื่นๆ เพิ่มความล้ำสมัยให้กับตัวเรือนมากยิ่งขึ้น
Black Bay 68 มาพร้อมกับกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Calibre MT5601-U ที่ได้รับการรับรองจาก METAS ซึ่งรับประกันความแม่นยำในระดับ 0/+5 วินาทีต่อวัน ความต้านทานสนามแม่เหล็กสูงถึง 15,000 เกาสส์ และกำลังสำรอง 70 ชั่วโมง
Tudor ได้เปิดตัวการอัปเดตใหม่ของ Black Bay Pro โดยรุ่นใหม่มาพร้อมกับ หน้าปัด Opaline สีขาวที่สดใส ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นหน้าปัดดำที่เปิดตัวในปี 2022 รุ่นนี้ยังคงรักษาคุณสมบัติที่สำคัญไว้ครบถ้วน ขนาดตัวเรือน 39 มม. ที่ใช้งานได้สะดวก ขอบหน้าปัดสเตนเลสสตีลแบบคงที่ และกลไก MT5652 Manufacture Calibre ที่มาพร้อมฟังก์ชัน GMT ในตัว
เข็ม GMT แบบ “Snowflake” สีเหลืองของ Black Bay Pro ทำการหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบทุก 24 ชั่วโมง ขณะที่เข็มเวลาท้องถิ่นที่สั้นกว่าสามารถปรับไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ด้วยฟังก์ชัน jumping hour ที่สะดวกและใช้งานง่าย
Tudor Black Bay Pro รุ่นใหม่มาพร้อมกับเข็ม GMT สีเหลือง “Snowflake” ที่หมุนรอบตัวเองในเวลา 24 ชั่วโมง ขณะที่เข็มแสดงเวลาท้องถิ่นที่สั้นกว่าสามารถปรับขึ้นหรือลงได้อย่างสะดวกด้วยฟังก์ชัน jumping hour ซึ่งช่วยให้การตั้งเวลาท้องถิ่นทำได้รวดเร็วและง่ายดาย
สำหรับรุ่นนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ Rolex Explorer II เพราะเป็นนาฬิกาสตีลที่ทนทานหน้าปัด Opaline สะอาดตา มีแค่การเติมสีสันเล็กน้อยที่เข็ม GMT สีเหลือง เรียบง่ายและไม่ผิดหวังแน่นอน
คอลเลกชัน Pont des Amoureux เรื่องราวของ “สะพานแห่งความรัก”
ในปีค.ศ. 2010 Van Cleef & Arpels ได้สร้างสรรค์นาฬิกา “สะพานแห่งความรัก” หรือ Pont des Amoureux เรือนแรกขึ้น ซึ่งถือเป็นผลงานต้นแบบจากคอลเลกชัน Poetic Complications และนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกที่ใช้กลไกซ้อนระบบขับเคลื่อนอย่างประณีต โดยสามารถคว้ารางวัลจากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (กรองด์ ปรีซ์ ดอรลอเชรี เดอ เชอแนฟว) ตั้งแต่ครั้งแรกที่เผยโฉม ผลงานในคอลเลกชันนี้ได้ร่วมกันเล่าเรื่องราวของการพบปะระหว่างหนุ่มสาวคู่รักที่ยืนอยู่บนสะพานกลางมหานครปารีส
รอบข้อมือของนาฬิกาในคอลเลกชัน Pont des Amoureux ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันดุจแถบแพรที่รองรับงานฝังเพชรสลับไพลินไล่เฉดสีที่น่าทึ่ง โดยไพลินสีชมพูอ่อนถูกนำมาใช้ในผลงานรุ่น Aube (โอบ) หรือ “แสงอรุณ” ซึ่งสะท้อนถึงความงามของช่วงเวลาตอนเช้าที่เต็มไปด้วยความสดใสและความหวัง
Lady Arpels Pont des Amoureux Soirée watch นาฬิกาข้อมือเลดี อารเปลส์ “สะพานแห่งความรัก” แสงอัสดง ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบประดับเพชร, ไพลินสีชมพู และงานลงยา กลไกขับเคลื่อนแบบขึ้นลานอัตโนมัติในตัวร่วมกับกลไกเข็มตีกลับระบบคู่ และหุ่นกลบอกเวลาตามสั่ง
Lady Arpels Pont des Amoureux Clair de Lune watch นาฬิกาข้อมือเลดี อารเปลส์ “สะพานแห่งความรัก” กลางแสงจันทร์ ตัวเรือนทองคำสีขาวประพับเพชร, ไพลิน และงานลงยา กลไกขับเคลื่อนแบบขึ้นลานอัตโนมัติในตัวร่วมกับกลไกเข็มตีกลับระบบคู่ และหุ่นกลบอกเวลาตามสั่ง
Lady Arpels Bal des Amoureux Automate, a fresh chapter
เพื่อสานต่อเรื่องราวสุดโรแมนติกบน “สะพานแห่งความรัก” จากนาฬิกาข้อมือ Pont des Amoureux ซึ่งเมซง Van Cleef & Arpels ได้สร้างสรรค์บทใหม่ของเรื่องราวความรักในผลงานนาฬิกาหุ่นกล Lady Arpels Bal des Amoureux Automate นาฬิกาเรือนนี้เล่าเรื่องของ “นาฏกรรมแห่งความรัก” ที่เกิดขึ้นในลานเต้นรำของคาเฟ่ชานเมืองปารีส สถานที่ยอดนิยมของคู่รักในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นฉากหลังของการเต้นรำอันแสนโรแมนติกระหว่างคู่รัก
นาฬิกาเรือนนี้ใช้กลไกขับเคลื่อนหุ่นกลคู่รักให้มาจูบทักทายกันในช่วงเวลาเที่ยงวันและเที่ยงคืน และยังมีปุ่มกดบนตัวเรือนเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถสั่งงานฉากรักนี้ได้ทุกเวลาตามต้องการ นอกจากนี้ กลไกเข็มตีกลับซ้อนระบบ double retrograde system ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชันนี้ ได้รับการติดตั้งดาวสองดวงที่ทำหน้าที่บอกชั่วโมงและนาที ท่ามกลางงานตกแต่งหน้าปัดที่ประณีต
เสน่ห์ที่ชวนฝันและจินตนาการในงานออกแบบนาฬิกาข้อมือหุ่นกล Lady Arpels Bal des Amoureux Automate นั้น เกิดขึ้นจริงด้วยความพิถีพิถันและการใส่ใจในทุกรายละเอียดของทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากแผนกผลิตนาฬิกาข้อมือ Van Cleef & Arpels ที่กรุงเจนีวา หลังจากสี่ปีกับการศึกษา วิจัย และพัฒนา ทีมผู้เชี่ยวชาญสามารถสร้างสรรค์กลไกหุ่นกลรุ่นใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในคอลเลกชันของเมซง
เรแนร แบรนารด์ หัวหน้างานวิจัยและพัฒนาแผนกนาฬิกาข้อมือของ Van Cleef & Arpels ได้กล่าวว่า “สำหรับนาฬิกาข้อมือหุ่นกล Lady Arpels Bal des Amoureux Automate เราต้องการให้ตัวละครคู่รักของเรามีท่วงท่าและอากัปกิริยาที่สมจริงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นั่นหมายถึงการออกแบบชิ้นส่วนที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งในลักษณะเดินเข้าหากันและโค้งตัวมาจับมือประสานกัน ความท้าทายในการสร้างสรรค์อยู่ที่การทำให้ทุกชิ้นส่วนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในท่าทางต่างๆ คล้ายกับคนจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่กระทบต่อความแม่นยำของกลไกในการบอกเวลา”
Hamilton Khaki Field Mechanical: สไตล์วินเทจสำหรับนักเดินทาง
สำหรับคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของนาฬิกาสไตล์วินเทจ Hamilton Khaki Field Mechanical คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทหารยุคเก่า ผสานกับความทนทานและฟังก์ชันที่เรียบง่ายแต่ไว้ใจได้ เราเลือกใส่นาฬิกาเรือนนี้ระหว่างเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี และมันเข้ากับทุกชุดของเราได้อย่างลงตัว
สิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้พิเศษคือ กลไกไขลาน H-50 ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาฬิกาแบบไขลานของ Hamilton สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง ทำให้ไม่จำเป็นต้องไขลานบ่อยๆ และยังคงเดินเที่ยงตรงได้แม้ว่าจะถอดวางไว้เป็นเวลาหลายวัน
ฟังก์ชัน Global Radio-Controlled ช่วยให้การบอกเวลามีความแม่นยำสูง ปรับเวลาตามสัญญาณวิทยุจากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมระบบ World Time ที่รองรับหลายโซนเวลา และสามารถแสดงเวลาแบบ Dual Time เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการติดตามเวลาของบ้านเกิดและจุดหมายปลายทางได้พร้อมกัน
นอกจากนี้ยังเหมือนเป็นการแสดงความเคารพต่อกลไกดูอัลไทม์สุดคลาสสิกแบบที่ Patek Philippe เคยเปิดตัวในยุค 1950s แต่ยกระดับขึ้นด้วยความสามารถในการรีเซ็ตเข็มเวลาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกว่าเดิม
Zenith Pilot Type 20 Extra Special คือเรือนเวลาสำหรับคนที่เชื่อว่าการบินไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นทางในอากาศ แต่มันคือเรื่องของเสรีภาพ สัญชาตญาณ และความหลงใหลในการผจญภัย นี่คือนาฬิกาที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อ “คนธรรมดา” แต่เพื่อผู้ที่มีหัวใจแบบนักบินในทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในห้องนักบินหรือบนถนนในเมืองใหญ่
Zenith Pilot Type 20 Extra Special ไม่ใช่นาฬิกาที่พยายามจะเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือเรือนที่ “พูด” ได้ด้วยตัวมันเอง เก่าแต่เก๋า คลาสสิกแต่ทันสมัย และพร้อมลุยไปกับคุณในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะอยู่บนท้องฟ้า หรือกำลังมองหาเส้นทางใหม่บนแผนที่ชีวิต
Bell & Ross BR 03-92 สิ่งที่ทำให้เรือนนี้พิเศษ ไม่ใช่แค่ดีไซน์ที่ดูแตกต่าง มันคือฟีลลิ่งเวลาคุณใส่มัน
คุณอาจเคยชินกับนาฬิกานักบินหน้ากลมแบบคลาสสิก แต่ Bell & Ross เลือกเดินทางคนละเส้นทางด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมชัดเจนที่ได้แรงบันดาลใจตรงจากเครื่องวัดบนแผงควบคุมของค็อกพิทเครื่องบินทหาร มันคือดีไซน์ที่ไม่เพียงแค่โดดเด่น แต่กลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ที่คนเห็นแล้วจำได้ทันที
ขนาดหน้าปัด 43 มม. ถือว่าเป็นขนาดที่สมดุล ลงตัวสำหรับการใช้งานที่ไม่รู้สึกเกะกะแม้ต้องใส่ระหว่างการบิน หรือตอนที่คุณเดินทางไปสำรวจป่าเขาลำเนาไพร ฟังก์ชันต่างๆ เช่น UTC world time zone หรือ chronograph small counters ที่ให้คุณจับเวลาทุกช่วงเวลาได้แม่นยำจากนาฬิกานี้เลย
ดีไซน์ที่แข็งแกร่ง เรือนนี้มาพร้อมกับตัวเรือน Trip-Tick® construction ที่ทนทานต่อการขีดข่วน ด้วยการเคลือบ DLC ซึ่งทำให้คุณมั่นใจได้ว่าแม้ว่านาฬิกาจะเจอสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ตัวเรือนก็จะยังคงคงทนและดูใหม่ได้ตลอดเวลา ฟังก์ชัน rotating bi-directional bezel ที่สามารถหมุนเพื่อใช้กับฟังก์ชัน world time zone ทำให้คุณสามารถควบคุมเวลาโลกได้ง่ายๆ เพียงหมุนคราวน์ที่ 8 นาฬิกา
TAG Heuer Watches and Wonders 2025: เปิดตัว Carrera, Monaco Chronograph และ Formula 1 Solargraph
WORDS Celine Yap
การออกแบบใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคอลเลคชัน Carrera กับ Monaco ที่มีฟังก์ชันสูงในลุค Formula 1 และกลไกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับนาฬิกา Formula 1
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา TAG Heuer มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งการแต่งตั้ง CEO คนใหม่และการปรับโครงสร้างการบริหารในเครือ LVMH ปี 2025 จึงดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับแบรนด์ และจนถึงตอนนี้ที่งาน Watches and Wonders 2025 แบรนด์ TAG Heuer ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
ในฐานะที่เป็นแบรนด์นาฬิกาอย่างเป็นทางการของ Formula 1 Grand Prix TAG Heuer เริ่มต้นปีอย่างกระฉับกระเฉงที่ Australian Grand Prix ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสองเดือนหลังจาก LVMH Watch Week 2025 เราจึงคาดหวังเป็นอย่างมากจาก TAG Heuer ที่งาน Watches and Wonders 2025 ซึ่งถือเป็นงานแสดงนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี
ฤดูกาล F1 ปี 2025 เริ่มต้นขึ้นที่ Australian Grand Prix ในเมืองเมลเบิร์น
ไฮไลท์หลักของ TAG Heuer ที่งาน Watches & Wonders 2025 มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคอลเลคชัน Carrera นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้ย้อนกลับไปยังความทรงจำด้วยการนำเสนอคอลเลคชัน Formula 1 ที่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง
ในการพัฒนาคอลเลคชัน Carrera TAG Heuer ได้ยืนยันตัวตนของตนอีกครั้งในฐานะนาฬิกาที่สวยงามและมีความซับซ้อน โดยการนำกลับมาซึ่งสายข้อมือที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสม ซึ่งถูกมองข้ามมานาน นั่นคือสายข้อมือแบบ Beads-of-Rice นอกจากนี้ การออกแบบสายข้อมือนี้ยังเชื่อมโยงอดีตอันงดงามของ TAG Heuer เข้ากับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยพลังของแบรนด์ เช่นเดียวกับกระจกแซฟไฟร์แบบกล่องที่นำเสนอในปี 2023
Carrera Glassbox Chronograph และสายข้อมือ Beads-of-Rice
Carrera Beads-of-Rice Bracelet
ทศวรรษ 1960 เป็นยุคทองสำหรับโครโนกราฟของ Heuer ซึ่งได้รับความไว้วางใจบนสนามแข่งและเป็นที่ชื่นชอบของสุภาพบุรุษที่มีสไตล์ ในช่วงเวลานั้น โครโนกราฟ Heuer Carrera หลายรุ่นถูกจับคู่กับสายข้อมือ Gay Frères ที่ประณีต ซึ่งมักมีการออกแบบแบบเกลียวคู่และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ TAG Heuer Carrera ที่เข้ามาในทศวรรษ 1970 และยังคงเป็นแหล่งความตื่นเต้นสำหรับผู้ชื่นชอบ Heuer ในปัจจุบัน
ดังนั้น การกลับมาของสายข้อมือ Carrera Beads-of-Rice จึงถือเป็นก้าวสำคัญในยุคปัจจุบันของคอลเลคชันนี้ TAG Heuer ไม่ได้ทำการจำลองแบบเก่า แต่ได้ตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย ซึ่งแสดงถึงความงดงามที่เรียบหรูและทันสมัย
การนำแรงบันดาลใจจากวินเทจมาผสมผสานกับงานฝีมือที่ทันสมัย วิศวกรของ TAG Heuer ได้ปรับปรุงด้านการใช้งานของสร้อยข้อมือเพื่อให้มั่นใจว่ามีความสบายสูงสุด เพราะการมีสายข้อมือที่หรูหรานั้นจะไร้ค่า หากมันไม่พอดีกับข้อมืออย่างเหมาะสม
การกลับมาของสายข้อมือ Carrera Beads-of-Rice ถือเป็นก้าวสำคัญในยุคปัจจุบันของคอลเลคชันนี้ สิ่งที่น่าสังเกตคือ TAG Heuer ไม่ได้เพียงแค่จำลองแบบเก่า แต่ได้ทำการตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย ซึ่งช่วยเสริมความงามที่เรียบหรูและทันสมัย
การนำแรงบันดาลใจจากวินเทจมาผสมผสานกับงานฝีมือที่ทันสมัย โดยทีมวิศวกรของ TAG Heuer ได้ปรับปรุงด้านการใช้งานของสายข้อมือเพื่อให้มั่นใจว่ามีความสบายสูงสุด เพราะจะมีประโยชน์อะไรกับสายข้อมือที่สวยงาม ถ้ามันไม่พอดีกับข้อมือ?
Calibre TH20-00 automatic chronograph
สายข้อมือ Carrera Beads-of-Rice ใหม่ประกอบด้วยแถวของข้อใหญ่แบบแบนที่สลับกับข้อกลางที่เล็กและกลม ไม่เพียงแค่ทำให้รู้สึกนุ่มนวลเมื่อสัมผัสจากข้อหนึ่งไปยังอีกข้อหนึ่ง แต่ยังช่วยให้โค้งรับกับรูปทรงของข้อมือได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ข้อแบบแบนยังได้รับการขัดแบบแนวตั้ง ซึ่งตัดกับพื้นผิวที่เงางามของข้อกลมได้อย่างลงตัว
ในขณะเดียวกัน ตัวล็อคบานพับของสายข้อมือก็ได้รับการขัดอย่างประณีตและเงางาม โดยมีปุ่มกดความแบบคู่และโลโก้ TAG Heuer ที่ประดับอยู่ สำหรับสายข้อมือ Beads-of-Rice ใหม่นี้ จะถูกจับคู่กับโครโนกราฟ Carrera สีดำและสีน้ำเงิน รวมถึงโครโนกราฟ Panda และโครโนกราฟ Dato สีเขียวเทา
Carrera Chronograph ที่มีหน้าปัดสีน้ำเงิน
ถัดมาคือนาฬิกา Carrera Chronograph ที่มีหน้าปัด Panda
ต่อด้วย Carrera Chronograph ที่มีหน้าปัดแบบตรงกันข้ามกับหน้าปัด Panda
นาฬิกา Carrera Dato Chronograph ที่มีหน้าปัดสีเขียวเทา
Carrera Day-Date และ Date Twin Time
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการออกแบบ Beads-of-Rice ไม่ใช่สายข้อมือชุดแรกในคอลเลคชันนี้ โดยก่อนหน้านี้สาย Carrera ได้เปิดตัวสายข้อมือแบบ H-link คลาสสิกไปเมื่อปีที่แล้ว และยังคงใช้ในรุ่นใหม่อย่าง Carrera Day-Date และ Twin Time
TAG Heuer Formula 1 ถือเป็นไอคอนแห่งยุคสำหรับผู้ชื่นชอบนาฬิกาในช่วงทศวรรษ 80 ซึ่งในขณะนั้น นาฬิกาเรือนนี้เป็นที่ต้องการของทุกคน TAG Heuer ได้นำเสน่ห์ของมันกลับมาอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ผ่านความร่วมมือสุดพิเศษกับสตูดิโอออกแบบ Kith ที่สร้างความสนุกสนานและน่าตื่นเต้น แต่ครั้งนี้ TAG Heuer Formula 1 กลับมาอย่างถาวร พร้อมกับเซอร์ไพรส์สำคัญ นั่นคือกลไก Solargraph ที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในคอลเลคชันนี้
TAG Heuer Formula 1 มาพร้อมกลไก Solargraph เป็นครั้งแรก
กลไก Solargraph หรือที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อคาลิเบอร์ TH50-00 ถือเป็นนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของ TAG Heuer ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมประสิทธิภาพและส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมนาฬิกา ด้วยความสามารถในการแปลงพลังงานจากทั้งแสงธรรมชาติและแสงสังเคราะห์ จึงช่วยขจัดความจำเป็นในการเปลี่ยนแบตเตอรี่
นอกจากนี้ กลไกดังกล่าวยังถูกติดตั้งไว้ใต้หน้าปัดกึ่งโปร่งแสง ซึ่งช่วยให้แสงสามารถส่องผ่านไปยังเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อดีไซน์ของตัวเรือน นับเป็นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับเอกลักษณ์ความสง่างามในสไตล์สปอร์ตของ TAG Heuer ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาเรือนเวลาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน
TAG Heuer Formula 1 38mm Date Solargraph สีเขียว
TAG Heuer Formula 1 38mm Date Solargraph สีแดง
นอกจากนี้ ขอบของนาฬิกายังได้รับการอัพเกรด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ TAG Heuer Formula 1 ขอบแบบ “daisy” ที่หมุนได้สองทิศทางนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำในอดีต โดยมีร่องและรอยหยักที่ชัดเจนทั่วทั้งขอบ โดยเฉพาะร่องที่มีทุก ๆ ช่วงห้านาที นอกจากนี้ เข็มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคก่อนยังช่วยเสริมให้การออกแบบย้อนกลับไปยังอดีตได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งมีขนาดที่เหมาะสมอีกด้วย
TAG Heuer Formula 1 38mm Date Solargraph สีเขียวบนสแตนเลสสตีล
TAG Heuer Formula 1 38mm Date Solargraph สีดำ
หนึ่งในการปรับปรุงที่สำคัญคือกลไกการหมุนของขอบนาฬิกา ซึ่งมอบความรู้สึกที่ราบรื่นและมีคุณภาพมากขึ้น ในอดีตทำจากวัสดุผสม แต่ตอนนี้ผลิตจากวัสดุที่ได้จากแหล่งชีวภาพ ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวทางที่มุ่งสู่ความยั่งยืนของ TAG Heuer ในการออกแบบนาฬิกา โดยมอบความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา และมีการตกแต่งแบบแมตต์ที่เรียบง่ายเหมือนกับที่พบในคอลเลคชัน TAG Heuer Formula 1 รุ่นดั้งเดิม
อีกหนึ่งในการปรับปรุงคือกลไกการหมุนของขอบนาฬิกา ซึ่งให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและมีคุณภาพมากขึ้น ในอดีต ขอบนาฬิกาทำจากวัสดุผสม แต่ปัจจุบันผลิตจากวัสดุที่ได้มาจากแหล่งชีวภาพ ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวทางที่มุ่งสู่ความยั่งยืนในการออกแบบนาฬิกาของ TAG Heuer นอกจากนี้ ขอบนาฬิกายังมีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา พร้อมการตกแต่งแบบแมตต์ที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชัน TAG Heuer Formula 1 รุ่นดั้งเดิมอีกด้วย
TAG Heuer Formula 1 38mm Date Solargraph – สีน้ำเงินบนสแตนเลสสตีล
TAG Heuer Formula 1 38mm Date Solargraph – สีดำบนสแตนเลสสตีล
Formula 1 Date ใหม่มีการผสมผสานระหว่างสเตนเลสสตีลแบบขัดทรายและ TH-PolylightTM สำหรับขอบที่หมุนได้
TAG Heuer Formula 1 Date ใหม่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิมที่มีขนาด 35 มม. นอกจากนี้ ระยะห่างจากปีกขา (lug to lug) อยู่ที่ 45.2 มม. และมีความหนาน้อยกว่า 10 มม.
Monaco Split-Seconds Chronograph F1
เมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลานี้ TAG Heuer ได้เปิดตัวโครโนกราฟจับเวลาสองเข็มรุ่นแรกในคอลเลคชัน Monaco ซึ่งเป็นการฟื้นคืนมรดกแห่งความเที่ยงตรงสูงกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งมองไปยังอนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทายงานศิลปะแห่งเรือนเวลา
แน่นอนว่าปีนี้ที่เป็นการเริ่มต้นความร่วมมือกับ Formula 1 แบรนด์จึงจำเป็นต้องมีรุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสนี้ และนี่คือ Monaco Split-Seconds Chronograph F1 ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่มีลุคเต็มรูปแบบของ F1 เพื่อคว้าใจแฟนๆ ให้กลับมาอีกครั้ง
Monaco Split-Seconds Chronograph F1 ที่มีตัวเรือนเซรามิกสีขาวและแผ่นคริสตัลแซฟไฟร์สีแดง
1815 ถือเป็นเสาหลักของ A. Lange & Söhne มาตั้งแต่การกลับมาของแบรนด์ในปี 1995 โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Ferdinand Adolph Lange ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงการผลิตนาฬิกาในแคว้นแซกโซนี หน้าปัดที่มีสัดส่วนแบบคลาสสิกยังสะท้อนถึงนาฬิกาพกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้คอลเลกชัน 1815 เป็นคอลเลคชันที่มีกลไกที่ซับซ้อน หายาก และเป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Lange
แม้จะมีความสำเร็จอย่างสูง แต่ 1815 รุ่นดั้งเดิมที่มีตัวเลขอารบิกและหน้าปัดแสดงวินาทีแบบรอง ยังคงเป็นนาฬิกาสามเข็มที่ใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบ และในปี 2025 Lange ได้นำเสนอโฉมใหม่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
พบกับ Patek Philippe ใน Watches and Wonders 2025 พร้อมด้วยรุ่น Calatrava Pilot Travel Time และ Ladies’ Nautilus
WORDS Tracey Llewellyn
Calatrava Pilot Travel Time Ref. 5524G
เปิดตัว Calatrava Pilot Travel Time รุ่นแรกในปี 2015 เป็นนาฬิกาที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่นาฬิกาสำหรับนักบินที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe Museum ณ กรุงเจนีวา รวมถึงนาฬิกาสไตล์ Military ที่แบรนด์เคยผลิตในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
ย้อนเวลาไปเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่นาฬิกาเรือนนี้เปิดตัวครั้งแรก มันเป็นเรือนเวลาที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการอย่างมาก เนื่องจาก Patek Philippe เป็นที่รู้จักจากรุ่นสปอร์ตอย่าง Nautilus และ Aquanaut รวมถึงรุ่นที่โชว์ความหรูหราสไตล์คลาสสิกอย่าง Calatrava แต่เมื่อการปรากฎโฉมของ Pilot Travel Time เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มากๆ อีกทั้งยังสร้างกระแสให้กับนักสะสมและผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ซึ่งในปัจจุบันนาฬิการุ่นนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันหลักของแบรนด์ และกลายเป็นคอลเลกชั่นที่หลายคนเฝ้ารอ
Patek Philippe Calatrava Pilot Travel Time Ref. 5524G-010 ได้รับแรงบันดาลใจจากสายรัดผ้าของนักบิน โดยมาพร้อมสายคอมโพสิตสีเขียวทหารลายทอที่ให้ลุคแข็งแกร่ง พร้อมตัวล็อกไวท์โกลด์แบบ Clevis Prong Buckle เพิ่มความคลาสสิกและใช้งานได้อย่างมั่นคง
ในปี 2025 Calatrava Pilot Travel Time ได้รับการดีไซน์แบบออลนิว ด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มม. โอบล้อมหน้าปัดแลคเกอร์สีไอโวรี่ที่ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและคลาสสิกยิ่งขึ้น และยังคงให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์เชิงเทคนิคในสไตล์นักบินมากกว่าความหรูหราแบบตะโกนและฉูดฉาด โดยตัวเลขที่ทำจากไวท์โกลด์ได้เคลือบสารเรืองแสง เช่นเดียวกับเข็มบอกเวลาหลักทรงดาบทำให้เพิ่มวิสัยทัศน์การมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นในที่แสงน้อย
ภายในตัวเรือนติดตั้งกลไก Calibre 26-330 S C FUS ซึ่งช่วยให้เข็มบอกเวลา Local Time สามารถปรับเลื่อนไปข้างหน้าหรือย้อนกลับทีละชั่วโมงผ่านเม็ดมะยมแบบขันเกลียวสองตัวทางด้านซ้ายของตัวเรือน การเปลี่ยนแปลงเวลานี้ยังส่งผลต่อการอัปเดตวันที่โดยอัตโนมัติที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ส่วนเวลา Home Time จะแสดงผ่านเข็มสเกเลตัน และมีหน้าต่างบอกกลางวัน/กลางคืนสำหรับทั้งสองไทม์โซนที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา
ข้อมูลทางเทคนิค Patek Philippe Calatrava Pilot Travel Time Ref. 5524G-010
Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 มาพร้อมตัวเรือนไซซ์กะทัดรัดที่บรรจุกลไกควอตซ์ Calibre E 23-250 S C มอบความเที่ยงตรงและความสะดวกสบายในการใช้งาน พร้อมดีไซน์หรูหราที่สะท้อนความสง่างามในทุกมิติ
ในขณะเดียวกัน Ingenieur ขนาด 40 มม. ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ก็กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันทองคำล้ำค่า การมาถึงของรุ่นนี้เป็นสัญญาณว่า IWC กำลังก้าวเข้าสู่สนามของนาฬิกาสปอร์ตระดับไฮเอนด์แบบสายอินทิเกรต ซึ่งมีรุ่นไอคอนิกอย่าง Patek Philippe Nautilus, Audemars Piguet Royal Oak และ Vacheron Constantin Overseas เป็นคู่แข่งสำคัญ
MISSION TO THE PINK MOONPHASE…Swatch ฉลองพิงก์มูน ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่คุณต้องตามล่า
เคยเห็นดวงจันทร์ที่ดูเล็กและน่าหลงใหลกว่าปกติไหม นั่นล่ะคือ “ไมโครมูน” ปรากฏการณ์ที่พระจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ไกลจากโลกที่สุด ทำให้ดูเล็กลงและสว่างน้อยกว่าปกติ แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะ Swatch ขอต้อนรับ ‘พิงก์มูน’ ด้วยนาฬิการุ่นใหม่ Bioceramic MoonSwatch MISSION TO THE PINK MOONPHASE ที่มาพร้อมดีไซน์และฟีเจอร์สุดล้ำ ซึ่งจะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่าน Rolling Planet ที่เป็นเหมือนภารกิจให้แฟนๆ ต้องตามหา
จำได้ไหมว่าเมื่อปีที่แล้ว Swatch เคยปล่อย MISSION TO THE SUPER BLUE MOONPHASE ฉลองซูเปอร์บลูมูนที่สว่างไสวเต็มท้องฟ้า มาปีนี้ทางแบรนด์ได้ร่วมฉลองกับอีกหนึ่งปรากฎการณ์พิงก์มูนที่น่าหลงใหลด้วยนาฬิกาโทนสีชมพูสุดละมุนที่ไม่ได้มาแค่สีสวย แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนตื่นเต้น
รายละเอียดที่ทำให้ MISSION TO THE PINK MOONPHASE พิเศษกว่าที่เคย
ชายฝั่งโค้งอันงดงามของแคว้นโพรวองซ์ กลิ่นหอมของต้นสนโบราณที่ยืนต้นอย่างสง่างามท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่เอนตัวใกล้เส้นขอบทะเล ล้วนสร้างฉากหลังแห่งความทรงจำราวบทกวี ซึ่ง F. Scott Fitzgerald เองเคยบรรยายไว้ว่าเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของเหล่าผู้หลงใหลในความงามของชีวิต
Robert Downey Jr. สวม Omega Seamaster Aqua Terra 150M 38mm ในทอง Sedna หน้าปัดประดับด้วยเพชรทรงสโนว์เซ็ตจำนวน 696 เม็ด และดัชนีที่ชั่วโมงแต่ละตำแหน่งเป็นทับทิมแดงทรงมาร์คีต
และเป็นอีกเรื่องที่น่าสังเกตเกี่ยวกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นในนาฬิกาผู้หญิง นาฬิกาจิวเวลรี่เองก็เริ่มได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน โดย Ming Liu นักเขียนด้านนาฬิกาและเครื่องประดับกล่าวว่า ผลงานที่ประดับด้วยอัญมณีทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชายกำลังได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันและกลไกที่ซับซ้อน ทำให้นาฬิกาประเภทนี้ได้รับการนำไปใช้ในงานพรมแดงที่หรูหราที่สุดทั่วโลก
นวัตกรรมวัสดุที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2025
หากงาน LVMH Watch Week เป็นตัวชี้วัดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราก็น่าจะได้เห็นนวัตกรรมวัสดุใหม่ๆ ในปี 2025 เซรามิกกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในปีนี้ โดยมีสีสันใหม่ๆ ที่น่าสนใจจาก Louis Vuitton, Hublot และ Rado และคาดว่าเราจะได้เห็นเพิ่มเติมอีกในงาน Palexpo
Hublot Big Bang Tourbillon Automatic Green Saxem
และเมื่อ Julien Tornare ซีอีโอของ Hublot สัญญาว่าจะกลับไปใช้แนวทางความแปลกใหม่ในสไตล์ Willy Wonka ของ Big Bang รุ่นแรก เราก็คาดหวังได้ว่ากรอบ SAXEM สีเขียวนีออนสำหรับ Big Bang Tourbillon ที่เปิดตัวในเดือนมกราคม ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณของสิ่งที่กำลังจะมาจากผู้พลิกโฉมวงการนาฬิกาตัวจริง
เมื่อเวลาผ่านไป เทคนิคอีนาเมลได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการผลิตนาฬิกาหรูในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในยุโรป โดยแบรนด์ที่เริ่มใช้เทคนิคนี้มีชื่อเสียงอย่าง Patek Philippe และ Breguet ซึ่งได้สร้างนาฬิกาที่มีหน้าปัดอีนาเมลเพื่อเพิ่มความงามและความทนทานให้กับนาฬิกา
สิ่งที่ทำให้ A. Lange & Söhne รู้สึกเชื่อมโยงกับนิทรรศการนี้ คือความคล้ายคลึงในลักษณะงานฝีมือที่มีความละเอียดประณีตเหมือนกับการสร้างสรรค์นาฬิกาเครื่องกลอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
ทุกชิ้นงานล้วนผ่านการประดิษฐ์ขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด จึงสอดคล้องกับปรัชญาของ A. Lange & Söhne แบรนด์นาฬิกาสัญชาติเยอรมันที่มีจิตวิญญาณในการสร้างสรรค์กลไกบอกเวลาระดับมาสเตอร์พีซ โดยมุ่งมั่นในการบรรลุความสมบูรณ์แบบ ไม่ต่างจากความพิถีพิถันที่ปรากฎอยู่บนศิลปะชิ้นงามภายในนิทรรศการนี้
“ราชสมบัติจากหลุมฝังศพเกึมกวันชง: มงกุฎชิลลาและเข็มขัดทองคำประดับหยก สัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองและจิตวิญญาณในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่ายจาก: Korean National Museum”
นิทรรศการ “100 Ideas of Happiness: Art Treasures from Korea” นั้นตั้งอยู่ใน Royal State Apartments จัดแสดงที่ Dresden Royal Palace ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสองวัฒนธรรมอย่างน่าตื่นเต้น
100 Ideas of Happiness and a Long Life พาร์ติชันจากปลายราชวงศ์โชซอน (ศตวรรษที่ 18) ภาพถ่าย: คอลเลกชันศิลปะรัฐเดรสเดิน พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาเดรสเดิน ภาพถ่าย: ซิลเวีย เปเรยรา
งานชิ้นนี้สะท้อนถึงฝีมือที่ทำให้นาย Wilhelm Schmid ซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO ของ A. Lange & Söhne นึกถึงศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงระดับสูงของแคว้นแซกโซนี (Saxon precision watchmaking) ที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ เขากล่าวว่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกยินดีที่ได้สนับสนุนโครงการยิ่งใหญ่ของ Dresden State Art Collections ในครั้งนี้ เพราะมันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างเกาหลีและเยอรมนี รวมไปถึงยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ความเคารพซึ่งกันและกันในศิลปะและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศอีกด้วย”
ในช่วงปี 2017 และ 2018 นั้น Dresden State Art Collections ได้จัดแสดงนิทรรศการที่ชื่อว่า ‘The Dream of the King’ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเกาหลีในกรุงโซลและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกวางจู Dr. Marius Winzeler ผู้อำนวยการของ Green Vault และ Armoury ที่ Dresden State Art Collections กล่าวเอาไว้ว่า
“สมบัติต่างๆ ที่จัดแสดงจากคอลเลกชันของ Dresden ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสาธารณชนเกาหลี เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเกาหลีกลับมาอีกครั้ง กับนิทรรศการศิลปะเกาหลีที่ครอบคลุมที่สุดครั้งแรกในเยอรมนี ในรอบ 25 ปี โครงการที่ท้าทายเช่นนี้จะประสบความสำเร็จได้ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ดังนั้นเราต้องขอขอบคุณ A. Lange & Söhne สำหรับการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะทำให้เราสามารถนำเสนอความงามของศิลปะเกาหลีในเมือง Dresden ได้”
“เรารู้สึกทั้งยินดีและเป็นเกียรติที่สามารถนำเสนอคอลเลกชันสมบัติแห่งชาติที่มีค่าที่สุดของเราในเมือง Dresden หลังจากนิทรรศการ ‘The Dream of the King’ ที่น่าประทับใจในกรุงโซลและควางจู”
Kim Jae Hong ผู้อำนวยการทั่วไปของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเกาหลีกล่าวว่า “สิ่งของเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน และมีคุณลักษณะที่โดดเด่นทั้งในด้านฝีมือที่ยอดเยี่ยมและความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ความงามของมรดกทางวัฒนธรรมของเกาหลี จะเหมือนกับชื่อของนิทรรศการ ที่จะนำรอยยิ้มแห่งความสุขมาสู่ใบหน้าของผู้เยี่ยมชม ฝีมือการทำงานที่มีมรดกทางศิลปะอันยาวนานในเกาหลี ถือเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ของเรา
สิ่งที่เราอยากจะทิ้งท้ายไว้กับเรื่องราวของนิทรรศการ ‘100 Ideas of Happiness’ นี้ A. Lange & Söhne ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ศิลปะไม่ใช่เพียงแค่สะท้อนถึงความงามเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ด้วยการส่งเสริมความเข้าใจร่วมกัน ผ่านสัญลักษณ์และความหมายที่ลึกซึ้งที่สามารถสัมผัสได้จากทุกๆ ชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะเกาหลีหรือการสนับสนุนจาก A. Lange & Söhne รวมไปถึงศิลปะบนเรือนเวลาจากแบรนด์
จากหน้าปัด cloisonné ของ Patek Philippe รุ่นแรกๆ จนถึงวันนี้ ไม่มีอะไรจะเทียบเท่าความสนุกสนานของหน้าปัดเคลือบเงาที่บรรยายแผนที่โลกโดยมีเมืองต่างๆ ตั้งแต่ Santiago ไปจนถึง Samarkand
ครั้งนี้ Hermès ได้ตีความใหม่โดยใช้วัสดุและสีสันที่ทันสมัยขึ้น เช่นเดียวกับที่เราเห็นในนาฬิกา Le Temps Voyageur ที่มีหน้าปัดศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลวดลาย Planisphere dun monde équestre ของ Jérôme Colliard ที่สร้างทวีปสมมุติขึ้นเพื่อเป็นพื้นหลังให้กับการเคลื่อนไหวของจานหมุนที่ช้าและสง่างาม ที่แสดงเวลาและนาทีด้วยตัวเลขแบบดั้งเดิม
นาฬิกา Orient Star Contemporary Mechanical สายเหล็ก (RE-AV0B11E) Limited
นาฬิกา Orient Star Contemporary Mechanical สายหนัง (RE-AV0B10G)
ภายในเรือนเวลาทั้งสองขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre F6F44 ซึ่งผลิตขึ้นในโรงงานของ Orient Star โดยเฉพาะ ที่สามารถสำรองพลังงานได้สูงสุด 50 ชั่วโมง พร้อมความเที่ยงตรงระดับ +25 ถึง -15 วินาทีต่อวัน สำหรับ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น Mint Green นั้นมาพร้อมกับ หมายเลขประจำตัวเรือนสลักที่ฝาหลัง ซึ่งใช้กระจกใสเพื่อเผยให้เห็นการทำงานของกลไก เพิ่มความพิเศษและคุณค่าของการสะสม ในราคาจำหน่าย 38,000 บาท (Champagne Gold) และ 39,000 บาท (Mint Green Limited Edition)
Contemporary Date 4 เฉดสีเอิร์ธโทนที่ถ่ายทอดความเป็นตัวคุณ
มาพูดถึงคอลเลกชัน Contemporary Date กันบ้าง ซึ่งได้นำแนวคิดของสีเอิร์ธโทนมาใช้เพื่อสร้างความรู้สึกเรียบหรู อบอุ่น และเป็นธรรมชาติ ด้วยการลดความอิ่มตัวของสี เพื่อให้ได้โทนสีที่นุ่มนวลและเข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ โดยสีสันที่นำเสนอนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ได้แก่ Leaf Green สีเขียวที่ถ่ายทอดความงดงามของใบไม้และเสน่ห์แห่งธรรมชาติที่สดชื่น Sand Copper โทนคอปเปอร์ที่มอบความอบอุ่น ราวกับผืนทรายในทะเลทราย Water Blue สีฟ้าใสที่ชวนให้นึกถึงความบริสุทธิ์และความสงบของสายน้ำ Rock Gray สีเทาเข้มที่สะท้อนถึงพลังและความแข็งแกร่งของหินธรรมชาติ
ในฐานะส่วนหนึ่งของพันธสัญญาระยะยาวกับวงการมอเตอร์สปอร์ต Rolexได้ให้การสนับสนุนนักแข่งผู้มากความสามารถมาตลอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมี Jamie Chadwick ซึ่งเป็น Rolex Testimonee เข้ารับตำแหน่ง Grand Marshal และทำหน้าที่ประกาศคำสั่งเตรียมออกสตาร์ทที่คอกีฬาผู้รักในความเร็วแรงต่างคุ้นเคยที่ว่า “Drivers, start your engines”
ในการแข่งขันชิงตำแหน่งจ้าวแห่งความเร็วอันทรงเกียรติ ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องประลองความทรหดภายในสนามแข่งอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง” โดย Chadwick ซึ่งจะเข้าร่วมการแข่งขันในรายการ European Le Mans Series 2025 กล่าวว่า
Frank Kelleher ประธานของ Daytona International Speedway® ได้แชร์ความชื่นชมในตัวนักแข่งชาวอังกฤษเมื่อเธอเริ่มบทบาท Grand Marshal โดยกล่าวว่า
“Jamie Chadwick คือผู้แทนที่แท้จริงของมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก และเป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบในการดำรงตำแหน่ง Grand Marshal Jamie เป็นแชมป์ในสนามแข่งตั้งแต่วันแรกของการเริ่มต้นเส้นทาง และเธอยังเป็นผู้นำในการส่งเสริมความเสมอภาคในการแข่งรถตลอดอาชีพการงานของเธอ”
L-R: Rolex Testimonees Tom Kristensen and Jamie Chadwick (2025 Rolex 24 At Daytona Grand Marshall Jamie Chadwick)
ในปี 2025 Rolex ได้กระชับความสัมพันธ์กับวงการมอเตอร์สปอร์ตและ Rolex 24 At DAYTONA ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยการดำรงฐานะเรือนเวลาอย่างเป็นทางการของ International Motor Sports Association (IMSA) โดย Scott Pruett นักแข่งผู้คว้าชัยชนะรวมทั้งหมด 5 ครั้งในรายการนี้และสมาชิก Hall of Fame ของ IMSA ได้แชร์ความรู้สึกของเขาว่า
บรรยากาศระหว่างการแข่งขัน 2025 Rolex 24 At Daytona 77 AO Racing, Porsche 911 GT3 R (992), GTD Pro; Laurin Heinrich (DEU), Klaus Bachler (AUT), Alessio Picariello (BEL)
#48 Paul Miller Racing, BMW M4 GT3 EVO, GTD PRO; Dan Harper (GBR), Max Hesse (DEU), Jesse Krohn (FIN), Augusto Farfus (BRA)
บรรยากาศรถแข่งในช่วงพระอาทิตย์ตกที่ Daytona International Speedway®
บรรยากาศถนน Pit ที่คึกคักระหว่างการฝึกซ้อม #2 ของการแข่งขัน 2025 Rolex 24 ที่ Daytona / #4 Corvette Racing by Pratt Miller Motorsports, Corvette Z06 GT3.R, GTD PRO; Tommy Milner (USA), Nicky Catsburg (NLD), Nico Varrone (ARG) / #3 Corvette Racing by Pratt Miller Motorsports, Corvette Z06 GT3.R, GTD PRO; Antonio Garcia (ESP), Alexander Sims (GBR), Daniel Juncadella (ESP) /#32 Korthoff Competition Motors, Mercedes-AMG GT3, GTD; Seth Lucas (USA), Kenton Koch (USA), Maximilian Goetz (DEU), Daniel Morad (CAN)
การเชื่อมโยงนี้รวมถึง FIA World Endurance Championship (WEC), International Motor Sports Association (IMSA) และการแข่งขันที่เป็นส่วนหนึ่งของ Triple Crown of Endurance Racing – Rolex 24 At DAYTONA, 12 Hours of Sebring และ 24 Hours of Le Mans ในช่วงเวลาเกือบสามทศวรรษ
Rolex ยังได้ให้การสนับสนุนงานแข่งรถคลาสสิกที่เต็มไปด้วยความมีสง่า งดงาม และเปี่ยมด้วยขนบประเพณี เช่น Pebble Beach Concours d’Elegance®, The Quail, A Motorsports Gathering, Rolex Monterey Motorsports Reunion
และ Goodwood Revival Rolex ได้ต้อนรับตำนานมอเตอร์สปอร์ตอย่าง Sir Jackie Stewart เข้าสู่ครอบครัว Testimonees ในปี 1968 ก่อนที่จ้าวแห่งความเร็วผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงคนอื่น ๆ จะตบเท้าตามรอยเข้าสู่ครอบครัว Rolex Testimomee
ไม่ว่าจะเป็น Tom Kristensen แชมป์ 24 Hours of Le Mans ผู้คว้าชัยชนะถึง 9 สมัย Mark Webber แชมป์ FIA World Endurance 2015 และผู้ชนะ Grand PrixTM หลายครั้ง Jenson Button แชมป์ FIA Formula 1® Drivers’ World Champion ปี 2009 ผู้ที่กำลังแข่งขันในสนามเอ็นดูแรนซ์
และในปี 2022 แบรนด์ Rolex ได้ต้อนรับนักขับหญิงชั้นนำ Jamie Chadwick ผู้ชนะการแข่งขัน Indy NXT และแชมป์ W Series 3 สมัย เข้าสู่ทีม Testimonees ของแบรนด์
การแข่งรถชนล้อกันที่ International Horseshoe ในรอบการคัดเลือกของการแข่งขัน 2025 Rolex 24 ที่ Daytona #8 Tower Motorsport, ORECA LMP2 07, LMP2; John Farano (CAN), Sebastian Alvarez (MEX), Sebastien Bourdais (FRA), Job Van Uitert (NLD) #52 PR1 Mathiasen Motorsports, ORECA LMP2 07, LMP2; Rodrigo Sales (USA), Ben Keating (USA), Benjamin Pedersen (USA), Mathias Beche (CHE)
บรรยากาศในการฝึกซ้อมกลางคืน #2 United Autosports USA, ORECA LMP2 07, LMP2; Ben Hanley (GBR), Nick Boulle (USA), Garnet Patterson (AUS), Oliver Jarvis (GBR) #78 Forte Racing, Lamborghini Huracan GT3 EVO2, GTD; Misha Goikhberg (CAN), Mario Farnbacher (DEU), Franck Perera (FRA), Parker Kligerman (USA)
และเป็นเพื่อนที่สำคัญของผม โดยไม่ร้องไห้หนักได้อย่างไร แต่สุดท้ายผมก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงช่วงเวลาแห่งอารมณ์นั้นได้ เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ผมต้องเผชิญในปีที่ผ่านมาในงาน AP Social House ที่มิลาน
แน่นอนว่านาฬิกาของ John Mayer กับหน้าปัด Crystal Sky สุดตระการตาชวนให้นึกถึงคำบรรยายของ William Miller ที่กล่าวถึงเสียงกีตาร์ของ Russell Hammond ในภาพยนตร์เรื่อง Almost Famous แต่สุดท้ายแล้วผมกลับมานั่งอยู่ในห้องพักของโรงแรม น้ำตาคลอ และมือสั่นเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ Marcel Proust เคยบรรยายไว้ “ว่าเป็นความทรงจำที่พรั่งพรูออกมาโดยอัตโนมัติ” ซึ่งทำให้ผมร้องไห้หนักกว่าการดู Hachiko เป็นครั้งแรกเสียอีก
Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar “จอห์น เมเยอร์”
และแน่นอนว่า Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการบอกค่าทั้งสัปดาห์อันเป็นเอกลักษณ์ คือนาฬิกาที่สะกดสายตาของนักสะสมรุ่นใหม่ และทำให้กลไกคอมพลิเคชั่น กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าคนดังแห่งยุค
ไม่ว่าจะเป็น ay-Z, Kevin Hart, Ed Sheeran และ Travis Scott ซึ่งเลือก Caliber 5134 สำหรับการทำงานร่วมกันใน Cactus Jack กับ Audemars Piguet และแน่นอนว่ายังมี Creative Conduit คนล่าสุดอย่าง John Mayer อีกด้วย
จากซ้าย: Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar Black Ceramic Ref. 26579CE; Black Ceramic Openworked Ref. 26585CE; White Ceramic Ref. 26579CB และ Blue Ceramic Ref. 26579CS
นาฬิกา Royal Oak Perpetual Calendar Openworked “Cactus Jack” Limited Edition ผลิตจากเซรามิกสีน้ำตาล
ไม่เพียงเท่านั้น ความสำคัญทางวัฒนธรรมและความถูกต้องทางเทคนิคของ AP Perpetual Calendar ยังมีมากมายมหาศาล หากจะกล่าวตามบทกวีของ Walt Whitman มันคือกลไกที่ยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย
ในปี 1984 กลไกนาฬิการุ่นดังกล่าวได้กลายมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบสำหรับนาฬิการุ่น Royal Oak ที่มีรูปทรงสวยงามสะดุดตา และเป็นครั้งแรกที่นาฬิกาแบบ Perpetual Calendar กลายมาเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่น่าตื่นเต้น และทันสมัยในวัฒนธรรมร่วมสมัย
ซึ่งนาฬิการุ่น Royal Oak Perpetual Calendar กลายมาเป็นสัญลักษณ์ในทันที โดยเป็นการหลอมรวมสองสิ่งที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาของ Audemars Piguet ได้แก่ นาฬิการุ่น Royal Oak ที่ไม่ซ้ำใคร และนาฬิการุ่น 2120/2800 ซึ่งเป็นนาฬิกาแบบ Perpetual Calendar อัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก
บนหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา มีตัวระบุเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งมาพร้อมกับ no correction zone ที่ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนด้วยสีแดง ความอัจฉริยะของ Caliber 7138 ก็คือ แม้ว่าผู้ใช้พยายามจะปรับตั้งค่าตัวบอกต่าง ๆ ในช่วง no correction zone ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ถึง 03.00 น. นาฬิกาก็จะไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง
นั่นหมายความว่า AP ได้กำจัดความเสี่ยงของการเกิดความเสียหายโดยไม่ตั้งใจไปโดยสิ้นเชิง กลไก Caliber 7138 และกลไกอันชาญฉลาดเป็นผลจากการพัฒนาอย่างจ่อเนื่องถึงห้าปี และนำไปสู่การจดสิทธิบัตรใหม่ถึง 3 ฉบับของ AP
ยุคใหม่ Royal Oak Perpetual Calendars และ Code 11.59 โดย Audemars Piguet Perpetual Calendar
ในปีนี้ กลไกอันยอดเยี่ยม Caliber 7138 ได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีของ Audemars Piguet โดยสองในสามรุ่นนี้เป็นรุ่น Royal Oak โดยรุ่นหนึ่งเป็นสเตนเลสสตีลเพื่อแสดงความเคารพต่อจุดเริ่มต้นของ Royal Oak
แต่ Royal Oak รุ่นนี้เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากการจัดวางตำแหน่งแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมกับกลไกปรับขนาดตัวเลขวันที่แบบก้าวหน้า (Patented Progressive Step) ช่วยให้การแสดงผลชัดเจน และอ่านง่ายอย่างน่าทึ่ง
หน้าปัดมาพร้อมกับ สีฟ้า-เทา อันเป็นเอกลักษณ์ของ AP ที่ถูกปรับให้สว่างขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์ระยิบระยับที่งดงาม และแน่นอนว่ายังคงลวดลาย Grande Tapisserie อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์
รุ่นนี้มาพร้อมกับ Royal Oak Perpetual Calendar Ref. 26674SG อันงดงามในตัวเรือน Sand Gold ใช้โลหะผสมพิเศษเฉพาะ “hovers” ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งเป็นโลหะที่อยู่ระหว่างไวท์โกลด์และพิงค์โกลด์ สีของโลหะนี้สามารถเปลี่ยนแปลงตามมุมของแสงที่ตกกระทบ บางครั้งอาจเห็นเป็นโมโนโครมเรียบหรู แต่บางครั้งมันอาจเปล่งประกายด้วยความอบอุ่นอย่างน่าหลงใหล
สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับนาฬิการุ่นนี้ และการพัฒนาเชิงนวัตกรรมของ AP ก็คือ AP ไม่เพียงแต่เป็นที่จดจำจากรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ขอบตัวเรือนแปดเหลี่ยมของ Royal Oak เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสีอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย นาฬิกาทุกรุ่นมาพร้อมกับสามสิทธิบัตรใหม่ สองฉบับเกี่ยวกับเม็ดมะยมที่เป็นนวัติกรรมใหม่ และอีกหนึ่งฉบับเกี่ยวกับกลไกปรับขนาดตัวเลขวันที่แบบก้าวหน้า