TAG Heuer Watches and Wonders 2025: เปิดตัว Carrera, Monaco Chronograph และ Formula 1 Solargraph
WORDS Celine Yap
การออกแบบใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคอลเลคชัน Carrera กับ Monaco ที่มีฟังก์ชันสูงในลุค Formula 1 และกลไกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับนาฬิกา Formula 1
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา TAG Heuer มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งการแต่งตั้ง CEO คนใหม่และการปรับโครงสร้างการบริหารในเครือ LVMH ปี 2025 จึงดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับแบรนด์ และจนถึงตอนนี้ที่งาน Watches and Wonders 2025 แบรนด์ TAG Heuer ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
ในฐานะที่เป็นแบรนด์นาฬิกาอย่างเป็นทางการของ Formula 1 Grand Prix TAG Heuer เริ่มต้นปีอย่างกระฉับกระเฉงที่ Australian Grand Prix ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสองเดือนหลังจาก LVMH Watch Week 2025 เราจึงคาดหวังเป็นอย่างมากจาก TAG Heuer ที่งาน Watches and Wonders 2025 ซึ่งถือเป็นงานแสดงนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี

ไฮไลท์หลักของ TAG Heuer ที่งาน Watches & Wonders 2025 มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคอลเลคชัน Carrera นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้ย้อนกลับไปยังความทรงจำด้วยการนำเสนอคอลเลคชัน Formula 1 ที่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง
ในการพัฒนาคอลเลคชัน Carrera TAG Heuer ได้ยืนยันตัวตนของตนอีกครั้งในฐานะนาฬิกาที่สวยงามและมีความซับซ้อน โดยการนำกลับมาซึ่งสายข้อมือที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักสะสม ซึ่งถูกมองข้ามมานาน นั่นคือสายข้อมือแบบ Beads-of-Rice นอกจากนี้ การออกแบบสายข้อมือนี้ยังเชื่อมโยงอดีตอันงดงามของ TAG Heuer เข้ากับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยพลังของแบรนด์ เช่นเดียวกับกระจกแซฟไฟร์แบบกล่องที่นำเสนอในปี 2023

Carrera Beads-of-Rice Bracelet
ทศวรรษ 1960 เป็นยุคทองสำหรับโครโนกราฟของ Heuer ซึ่งได้รับความไว้วางใจบนสนามแข่งและเป็นที่ชื่นชอบของสุภาพบุรุษที่มีสไตล์ ในช่วงเวลานั้น โครโนกราฟ Heuer Carrera หลายรุ่นถูกจับคู่กับสายข้อมือ Gay Frères ที่ประณีต ซึ่งมักมีการออกแบบแบบเกลียวคู่และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ TAG Heuer Carrera ที่เข้ามาในทศวรรษ 1970 และยังคงเป็นแหล่งความตื่นเต้นสำหรับผู้ชื่นชอบ Heuer ในปัจจุบัน


ดังนั้น การกลับมาของสายข้อมือ Carrera Beads-of-Rice จึงถือเป็นก้าวสำคัญในยุคปัจจุบันของคอลเลคชันนี้ TAG Heuer ไม่ได้ทำการจำลองแบบเก่า แต่ได้ตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย ซึ่งแสดงถึงความงดงามที่เรียบหรูและทันสมัย
การนำแรงบันดาลใจจากวินเทจมาผสมผสานกับงานฝีมือที่ทันสมัย วิศวกรของ TAG Heuer ได้ปรับปรุงด้านการใช้งานของสร้อยข้อมือเพื่อให้มั่นใจว่ามีความสบายสูงสุด เพราะการมีสายข้อมือที่หรูหรานั้นจะไร้ค่า หากมันไม่พอดีกับข้อมืออย่างเหมาะสม
การกลับมาของสายข้อมือ Carrera Beads-of-Rice ถือเป็นก้าวสำคัญในยุคปัจจุบันของคอลเลคชันนี้ สิ่งที่น่าสังเกตคือ TAG Heuer ไม่ได้เพียงแค่จำลองแบบเก่า แต่ได้ทำการตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย ซึ่งช่วยเสริมความงามที่เรียบหรูและทันสมัย
การนำแรงบันดาลใจจากวินเทจมาผสมผสานกับงานฝีมือที่ทันสมัย โดยทีมวิศวกรของ TAG Heuer ได้ปรับปรุงด้านการใช้งานของสายข้อมือเพื่อให้มั่นใจว่ามีความสบายสูงสุด เพราะจะมีประโยชน์อะไรกับสายข้อมือที่สวยงาม ถ้ามันไม่พอดีกับข้อมือ?

สายข้อมือ Carrera Beads-of-Rice ใหม่ประกอบด้วยแถวของข้อใหญ่แบบแบนที่สลับกับข้อกลางที่เล็กและกลม ไม่เพียงแค่ทำให้รู้สึกนุ่มนวลเมื่อสัมผัสจากข้อหนึ่งไปยังอีกข้อหนึ่ง แต่ยังช่วยให้โค้งรับกับรูปทรงของข้อมือได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ข้อแบบแบนยังได้รับการขัดแบบแนวตั้ง ซึ่งตัดกับพื้นผิวที่เงางามของข้อกลมได้อย่างลงตัว
ในขณะเดียวกัน ตัวล็อคบานพับของสายข้อมือก็ได้รับการขัดอย่างประณีตและเงางาม โดยมีปุ่มกดความแบบคู่และโลโก้ TAG Heuer ที่ประดับอยู่ สำหรับสายข้อมือ Beads-of-Rice ใหม่นี้ จะถูกจับคู่กับโครโนกราฟ Carrera สีดำและสีน้ำเงิน รวมถึงโครโนกราฟ Panda และโครโนกราฟ Dato สีเขียวเทา




Carrera Day-Date และ Date Twin Time
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการออกแบบ Beads-of-Rice ไม่ใช่สายข้อมือชุดแรกในคอลเลคชันนี้ โดยก่อนหน้านี้สาย Carrera ได้เปิดตัวสายข้อมือแบบ H-link คลาสสิกไปเมื่อปีที่แล้ว และยังคงใช้ในรุ่นใหม่อย่าง Carrera Day-Date และ Twin Time

มีนาฬิกาใหม่จำนวนห้ารุ่นสำหรับ Carrera Day-Date ขนาด 41 มม. แต่ละรุ่นมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปในด้านการออกแบบหน้าปัด, วัสดุตัวเรือน และการเลือกสายหรือสร้อยข้อมือ ตัวเลือกสีที่เป็นกลาง ได้แก่ หน้าปัดสีดำที่มีลายข้าวเหนียวบนตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมสายหนังลูกวัวสีดำ, หน้าปัดสีดำแบบโอปาลินบนตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมสร้อยข้อมือที่ตรงกัน, หรือสเตนเลสสตีลแบบสองสีที่เคลือบทองกุหลาบพร้อมสร้อยข้อมือที่ตรงกัน
Carrera Day-Date ขนาด 41 มม. เปิดตัวพร้อมกันทั้งหมดห้ารุ่น แต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านดีไซน์หน้าปัด วัสดุตัวเรือน และตัวเลือกสาย สำหรับโทนสีที่เรียบหรูและคลาสสิก มีตัวเลือกหน้าปัดสีดำแบบเกรนบนตัวเรือนสเตนเลสสตีล จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีดำ
รวมถึงหน้าปัดสีดำแบบโอพาลินบนตัวเรือนสเตนเลสสตีล ที่มาพร้อมสายข้อมือสเตนเลสสตีลแบบเข้าชุด นอกจากนี้ ยังมีรุ่นทูโทนที่ผสานระหว่างสเตนเลสสตีลและโรสโกลด์ชุบ มาพร้อมสายข้อมือที่เข้ากันอย่างลงตัว



ตัวเลือกสีประกอบด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินแบบซันเรย์บรัชบนตัวเรือนสเตนเลสสตีล จับคู่กับสายข้อมือในโทนเดียวกัน ตามมาด้วยหน้าปัดสีแดงสโมกกี้แบบโอพาลินอันโดดเด่นบนตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมสายข้อมือที่เข้าชุดกัน


กลไกที่ใช้ในทุกรุ่นนี้คือ Calibre TH31-02 ซึ่งผลิตขึ้นโดยเฉพาะสำหรับ TAG Heuer โดย AMT ซึ่งเป็นแผนกผลิตกลไกระดับไฮเอนด์ของ Sellita

ในขณะเดียวกัน Carrera Date Twin-Time ขนาด 41 มม. ก็มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วยหน้าปัดสีเขียวเทาแบบซันเรย์ขัดเงา ซึ่งเพิ่มฟังก์ชัน GMT ควบคู่กับการแสดงวันที่ โดยมีวงแหวนชั่วโมงรอบขอบหน้าปัดที่แบ่งออกเป็นสองโทนสี ได้แก่ สีเงินและสีเขียวเทา เข็ม GMT ที่มีปลายสีแดงช่วยเติมกลิ่นอายของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คีมคีบที่ช่างนาฬิกาใช้ในการประกอบกลไก
นอกจากนี้ การออกแบบหน้าปัดยังได้รับการปรับปรุงให้มีมิติที่เด่นชัดยิ่งขึ้น คล้ายกับ Carrera Glassbox ซึ่งช่วยเสริมทั้งความลึกและความสมดุลของดีไซน์ พร้อมทั้งเพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าอีกด้วย


Calibre TH31-03 ให้การแสดงผลของชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และไทม์โซนที่สอง สำหรับทั้ง Calibre TH31-02 และ TH31-03 มีการสำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง และมาพร้อมกับการรับประกันเป็นระยะเวลา 5 ปี
Formula 1 38mm Date Solargraph
TAG Heuer Formula 1 ถือเป็นไอคอนแห่งยุคสำหรับผู้ชื่นชอบนาฬิกาในช่วงทศวรรษ 80 ซึ่งในขณะนั้น นาฬิกาเรือนนี้เป็นที่ต้องการของทุกคน TAG Heuer ได้นำเสน่ห์ของมันกลับมาอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ผ่านความร่วมมือสุดพิเศษกับสตูดิโอออกแบบ Kith ที่สร้างความสนุกสนานและน่าตื่นเต้น แต่ครั้งนี้ TAG Heuer Formula 1 กลับมาอย่างถาวร พร้อมกับเซอร์ไพรส์สำคัญ นั่นคือกลไก Solargraph ที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในคอลเลคชันนี้

กลไก Solargraph หรือที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อคาลิเบอร์ TH50-00 ถือเป็นนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของ TAG Heuer ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมประสิทธิภาพและส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมนาฬิกา ด้วยความสามารถในการแปลงพลังงานจากทั้งแสงธรรมชาติและแสงสังเคราะห์ จึงช่วยขจัดความจำเป็นในการเปลี่ยนแบตเตอรี่
นอกจากนี้ กลไกดังกล่าวยังถูกติดตั้งไว้ใต้หน้าปัดกึ่งโปร่งแสง ซึ่งช่วยให้แสงสามารถส่องผ่านไปยังเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อดีไซน์ของตัวเรือน นับเป็นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับเอกลักษณ์ความสง่างามในสไตล์สปอร์ตของ TAG Heuer ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาเรือนเวลาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน


นอกจากนี้ ขอบของนาฬิกายังได้รับการอัพเกรด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ TAG Heuer Formula 1 ขอบแบบ “daisy” ที่หมุนได้สองทิศทางนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำในอดีต โดยมีร่องและรอยหยักที่ชัดเจนทั่วทั้งขอบ โดยเฉพาะร่องที่มีทุก ๆ ช่วงห้านาที นอกจากนี้ เข็มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคก่อนยังช่วยเสริมให้การออกแบบย้อนกลับไปยังอดีตได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งมีขนาดที่เหมาะสมอีกด้วย


หนึ่งในการปรับปรุงที่สำคัญคือกลไกการหมุนของขอบนาฬิกา ซึ่งมอบความรู้สึกที่ราบรื่นและมีคุณภาพมากขึ้น ในอดีตทำจากวัสดุผสม แต่ตอนนี้ผลิตจากวัสดุที่ได้จากแหล่งชีวภาพ ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวทางที่มุ่งสู่ความยั่งยืนของ TAG Heuer ในการออกแบบนาฬิกา โดยมอบความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา และมีการตกแต่งแบบแมตต์ที่เรียบง่ายเหมือนกับที่พบในคอลเลคชัน TAG Heuer Formula 1 รุ่นดั้งเดิม
อีกหนึ่งในการปรับปรุงคือกลไกการหมุนของขอบนาฬิกา ซึ่งให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและมีคุณภาพมากขึ้น ในอดีต ขอบนาฬิกาทำจากวัสดุผสม แต่ปัจจุบันผลิตจากวัสดุที่ได้มาจากแหล่งชีวภาพ ซึ่งเน้นย้ำถึงแนวทางที่มุ่งสู่ความยั่งยืนในการออกแบบนาฬิกาของ TAG Heuer นอกจากนี้ ขอบนาฬิกายังมีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา พร้อมการตกแต่งแบบแมตต์ที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชัน TAG Heuer Formula 1 รุ่นดั้งเดิมอีกด้วย


รายละเอียดอื่น ๆ ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมีชั้นเชิง ได้แก่ เครื่องหมายชั่วโมงที่ถูกติดตั้งแทนที่จะพิมพ์ลงบนหน้าปัด นอกจากนี้ โลโก้ TAG Heuer ที่ตำแหน่ง 12, 6 และ 9 นาฬิกาก็ได้รับการอัปเดตให้มีรูปทรงที่ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยนาฬิกานี้ยังมีโลโก้ TAG Heuer ที่เป็นปัจจุบัน และตัวเรือนมีการตกแต่งแบบขัดทรายพร้อมขาที่เอียงและเชื่อมต่อกัน ซึ่งเรียกว่า “décroché” เพื่อเพิ่มความสบายในการสวมใส่ที่ข้อมือ

TAG Heuer Formula 1 Date ใหม่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิมที่มีขนาด 35 มม. นอกจากนี้ ระยะห่างจากปีกขา (lug to lug) อยู่ที่ 45.2 มม. และมีความหนาน้อยกว่า 10 มม.
Monaco Split-Seconds Chronograph F1
เมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลานี้ TAG Heuer ได้เปิดตัวโครโนกราฟจับเวลาสองเข็มรุ่นแรกในคอลเลคชัน Monaco ซึ่งเป็นการฟื้นคืนมรดกแห่งความเที่ยงตรงสูงกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งมองไปยังอนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทายงานศิลปะแห่งเรือนเวลา
แน่นอนว่าปีนี้ที่เป็นการเริ่มต้นความร่วมมือกับ Formula 1 แบรนด์จึงจำเป็นต้องมีรุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสนี้ และนี่คือ Monaco Split-Seconds Chronograph F1 ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่มีลุคเต็มรูปแบบของ F1 เพื่อคว้าใจแฟนๆ ให้กลับมาอีกครั้ง

เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้านี้ นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre TH81-00 ซึ่งได้รับการออกแบบโดย Carole Forrestier Kasapi ผู้อำนวยการฝ่ายกลไกของแบรนด์ หากจำกันได้ กลไกนี้มาพร้อมกับบริดจ์และเพลทที่ทำจากไทเทเนียม รวมถึงตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมและคริสตัลแซฟไฟร์

ในเวอร์ชันใหม่ที่อุทิศให้กับ F1 นี้ นาฬิกามีการออกแบบที่โดดเด่น โดยมีบริดจ์เซรามิกสีขาวอยู่ข้างหน้าปัดย่อยทรงสี่เหลี่ยม ขณะที่แผ่นคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสีแดงสดใสวางอยู่เหนือกลไก โดยมีช่องเปิดทรงกลมขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นรายละเอียดด้านล่างของหน้าปัด นอกจากนี้ เคาน์เตอร์จับเวลาโครโนกราฟได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายสนามแข่ง ด้วยพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายแอสฟัลต์

ตัวเรือนทั้งหมดผลิตจากเซรามิกสีขาว รวมถึงเม็ดมะยมและปุ่มกด ซึ่งดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแอโรไดนามิกของรถแข่ง F1 นอกจากนี้ คำว่า ‘Rattrapante’ และ ‘Chronograph’ ยังถูกแทนที่ด้วยวลี ‘Lights Out’ และ ‘& Away We Go’ ที่พิมพ์ด้วยแบบอักษรเฉพาะของ F1 เสริมด้วยรายละเอียดสุดพิเศษอย่างโลโก้ TAG Heuer สีเขียว-แดง ซึ่งผ่านการลงแล็กเกอร์ด้วยมืออย่างประณีต เช่นเดียวกับโลโก้ที่ประดับอยู่บนเม็ดมะยม

นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น โดยแต่ละเรือนมีหมายเลขกำกับเฉพาะตัว
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
ภาพ / ที่มา: Revolution

