Rolex Watches and Wonders 2025: Land-Dweller, GMT-Master II Tiger Iron, 1908 Settimo
WORDS Celine Yap
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Rolex ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการนาฬิกาด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่เหนือความคาดหมาย แม้จะเป็นแบรนด์ที่มีระบบการผลิตที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ แต่ Rolex ยังคงพัฒนาก้าวไปข้างหน้า ทั้งด้านดีไซน์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลังจากปล่อยวิดีโอทีเซอร์และสร้างเซอร์ไพรส์ผ่าน Roger Federer บน Instagram ในที่สุด ความลับของนาฬิการุ่นใหม่สำหรับ Watches and Wonders 2025 ก็ได้รับการเปิดเผย


ในภาพรวมของนาฬิการุ่นใหม่ทั้งหมดในปีนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ Rolex ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนาฬิกาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Land-Dweller ซึ่งมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ตัวเรือน สาย ขอบหน้าปัด หน้าปัด ไปจนถึงกลไกและเทคโนโลยีใหม่อย่าง Dynapulse Escapement ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงการจดสิทธิบัตรใหม่ถึง 32 รายการ โดยแบ่งเป็น 18 รายการ ที่เกี่ยวกับตัวเรือนและอีก 16 รายการ ที่เกี่ยวกับกลไก ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดโดย บรรณาธิการด้านเทคนิคของ Revolution

อีกหนึ่งไฮไลต์ของปีนี้คือ ความหลากหลายของดีไซน์สายข้อมือ ที่ Rolex ได้นำเสนอ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ สายแบนราบแบบ Jubilee ของ Land-Dweller ที่โดดเด่นไปจนถึงสาย Settimo แบบเจ็ดข้อของ Perpetual 1908 ที่สะท้อนถึงความประณีตและสง่างาม นอกจากนี้ Rolex ยังมีการพัฒนาเพิ่มเติมในสายข้อมือแบบ Oyster และ President ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
นอกจากนี้ คอลเลกชันปีนี้ยังสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ผ่านการใช้สีและวัสดุที่โดดเด่น โดย Oyster Perpetual 28 นำเสนอโทนสีพาสเทลอ่อนที่ตัดกับเฉดสีเข้มของอัญมณีธรรมชาติ เช่น Tiger’s Eye รวมถึงการเคลือบแล็กเกอร์เฉดสีสดใส ในขณะที่หน้าปัดแบบ PVD ได้รับการออกแบบให้มีเอฟเฟกต์ไล่เฉดสี ombré ที่สวยงามที่สุด
พบกับทุกรุ่นไฮไลต์จาก Rolex Watches and Wonders 2025 ที่ทุกคนต้องจับตามอง

Oyster Perpetual Land-Dweller
คอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับสิทธิบัตร 32 รายการ ถือเป็นการเปิดตัวครั้งสำคัญที่สุดของ Rolex ในปีนี้ โดยไม่เพียงแต่เติมเต็มช่องว่างในกลุ่มนาฬิกาสปอร์ตหรูที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังมาพร้อมกับกลไกใหม่ Calibre 7135 ซึ่งเป็นวิวัฒนาการจาก Calibre 7140 ที่เปิดตัวครั้งแรกใน Perpetual 1908
Calibre 7135 ถือเป็นกลไกแรกของ Rolex ที่ใช้ Dual Impulse Escapement หรือที่เรียกว่า Dynapulse Escapement ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนานานหลายทศวรรษของแบรนด์ นวัตกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Rolex ในการพาโลกแห่งเรือนเวลาเข้าสู่อนาคต


Land-Dweller มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ Land-Dweller 36 และ Land-Dweller 40 โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเลือกวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น White Rolesor, Everose Gold (ทั้งแบบมีและไม่มีเพชร) และ Platinum (ทั้งแบบมีและไม่มีเพชร) ราคาสำหรับรุ่น White Rolesor เริ่มต้นที่ CHF 13,300 สำหรับขนาด 36 มม. และ CHF 14,200 สำหรับขนาด 40 มม. ส่วนรุ่น Everose Gold แบบไม่มีเพชรอยู่ที่ CHF 40,100 และ CHF 43,900 หากเลือกเวอร์ชันที่ประดับเพชร ราคาจะเพิ่มเป็น CHF 84,200 และ CHF 98,400 สำหรับรุ่น Platinum แบบไม่มีเพชร ราคาอยู่ที่ CHF 56,400 และ CHF 60,600 ขณะที่รุ่นประดับเพชรจะมีราคาสูงถึง CHF 90,500 และ CHF 111,500 ซึ่งสะท้อนถึงความหรูหราเหนือระดับและความประณีตในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับของ Rolex
Perpetual 1908 กับสายข้อมือแบบ Settimo
Perpetual 1908 คือการตีความของ Rolex ในแบบฉบับของนาฬิกาเดรสสำหรับสุภาพบุรุษที่มีความคลาสสิกเหนือกาลเวลา ปีที่แล้ว Ref 52506 กับหน้าปัดลาย rice-grain guilloché ทำให้คอลเลกชันนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก และในปีนี้ Rolex ได้ขยายขอบเขตของความหรูหราขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวสายข้อมือ Settimo ที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ทั้งตัวเรือน


สิ่งที่สะดุดตาคือนวัตกรรมของสายข้อมือแบบเจ็ดข้อต่อ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Rolex นำมาใช้ โดยมีชื่อว่า Settimo โดดเด่นและแตกต่างจากสาย Jubilee ที่ใช้ดีไซน์ข้อต่อแบบ 5 ชิ้นอย่างสิ้นเชิง สาย Settimo ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับคอลเลกชัน Perpetual 1908 ทำให้ความน่าสนใจของนาฬิการุ่นนี้เพิ่มขึ้นในหมู่ นักสะสมตัวจริง
ด้วยระบบเชื่อมต่อพิเศษที่ได้รับการจดสิทธิบัตรไว้แล้ว สาย Settimo ประกอบไปด้วยข้อต่อขนาดเล็ก 7 ชิ้น ที่ได้รับการขัดเงาอย่างประณีตสะท้อนแสงได้ทั่วพื้นผิวโค้งมน ให้ลุคที่สง่างามเหมือนสร้อยข้อมือจากแบรนด์จิวเวลลี่ระดับโลกในยุค 1950s ปิดท้ายด้วย Rolex Crownclasp ตัวล็อกแบบซ่อนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวล็อกที่หรูหราที่สุดของ Rolex
Perpetual 1908 รุ่นใหม่ที่มาพร้อมสาย Settimo ยังคงขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 7140 ซึ่งสามารถชมการทำงานอันประณีตได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Rolex ในการผสานความงามกับความล้ำสมัยอย่างลงตัว


GMT-Master II Left Hand Crown
หนึ่งในนาฬิกา Rolex ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง GMT-Master II รุ่นเม็ดมะยมซ้าย หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “Sprite” ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้นในปีนี้ ด้วยตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ ซึ่งทำให้รุ่นนี้ก้าวสู่จุดสูงสุดของงานผลิตนาฬิกาของ Rolex โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน้าปัดที่ทำจากไฮเทคเซรามิกซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์
สิ่งนี้ทำให้หน้าปัดสีเขียวของรุ่นนี้แมตช์อย่างลงตัวกับส่วนสีเขียวของขอบตัวเรือนเซราโครมแบบวัน/คืน รุ่น GMT-Master II Ref 126729 VTNR มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ CHF 44,500
Oyster Perpetual Datejust 31 หน้าปัดสีแดงแบบไล่เฉด
หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นจาก Rolex Watches and Wonders 2025 คือ Oyster Perpetual Datejust 31 ที่มีความสง่างามอย่างมาก โดยมาพร้อมกับหน้าปัดสีแดงแบบไล่เฉด (Ombré) ที่สวยงาม รายล้อมด้วย วงแหวนเพชรทรงกลมเจียระไนแบบ Brilliant Cut ซึ่งเมื่อถูกแสงจะสร้างเอฟเฟกต์สะท้อนจากเพชรและวัสดุของหน้าปัดสร้างความแตกต่างระหว่างส่วนที่สว่างและมืดที่มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น พร้อมด้วยหลักชั่วโมงที่ประดับด้วยเพชร


ตัวเรือนและสายข้อมือแบบ President ของ Oyster Perpetual Datejust 31 ทำจากเยลโลวโกลด์ 18K เพื่อมอบสไตล์ที่เป็นอมตะอย่างแท้จริง นอกจากนี้ นาฬิกายังขับเคลื่อนด้วย Calibre 2236 ซึ่งเป็นกลไกของ Rolex รุ่นแรกที่ติดตั้ง Syloxi Hairspring
Oyster Perpetual มาพร้อมโทนสีพาสเทลใหม่
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับซีรีส์ Celebration และ Oyster Perpetual ที่มีหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ Rolex จึงไม่พลาดที่จะต่อยอดความนิยมด้วยการนำเสนอความหลากหลายใหม่ ๆ ในปีนี้ คอลเลกชัน Oyster Perpetual ได้เปิดตัวเฉดสีพาสเทลอ่อน ๆ ในโทนสีลาเวนเดอร์ เบจ และพิสตาชิโอ สิ่งที่ทำให้หน้าปัดเหล่านี้แตกต่างจากหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ทั่วไปคือ การเคลือบแบบแมตต์

หน้าปัดสีลาเวนเดอร์แบบแมตต์ถูกเปิดตัวใน Oyster Perpetual 28 Ref. 276200 และหน้าปัดสีเบจแบบแมตต์ใน Oyster Perpetual 36 Ref. 126000 ขณะที่หน้าปัดสีพิสตาชิโอแบบแมตต์ประดับอยู่บน Oyster Perpetual 41 Ref. 134300 ซึ่งยังได้รับการอัปเดตด้วยการออกแบบตัวเรือน Oyster ใหม่และ Oysterclasp ที่บางลง ทำให้เส้นสายและสัดส่วนดูมีความกลมกลืนมากยิ่งขึ้น


ในแง่ของกลไก Oyster Perpetual 28 ใช้กลไก Calibre 2232 ส่วน Oyster Perpetual 36 และ 41 ทั้งสองรุ่นใช้กลไก Calibre 3230
หน้าปัดใหม่สำหรับ Daytona, GMT-Master II และ Sky-Dweller
การสร้างหน้าปัดที่ Rolex ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการผลิตมาตรฐานทั่วไป แต่เป็นศาสตร์และศิลป์ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ แบรนด์ได้ทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาอย่างมหาศาลเพื่อนำไปสู่การสร้างหน้าปัดที่ดีที่สุด ไม่ว่าหน้าปัดจะมีรูปแบบใดก็ตาม และในปีนี้ นาฬิกาสปอร์ต 3 รุ่นที่มีชื่อเสียงจะเปิดตัวด้วยเอกลักษณ์ใหม่ที่สดใสและน่าสนใจ

เริ่มต้นด้วย Rolex Daytona ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ที่มาพร้อมกับสายข้อมือแบบ Oysterflex เพื่อให้ลุคสปอร์ตหรูอย่างมีระดับ นาฬิกานี้ถูกตกแต่งด้วยขอบเซรามิกเซราโครมสีดำ และหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีเทอร์ควอยซ์ พร้อมด้วยวงจับเวลาสีดำที่ตัดกันอย่างลงตัว

ต่อไปคือ GMT-Master II รุ่นใหม่ที่ทำจาก ทองคำ Everose 18K ซึ่งมาพร้อมกับหน้าปัดที่ทำจาก Tiger Iron ที่หลายคนคาดว่าจะเป็น Tiger’s Eye แต่แท้จริงแล้ว Tiger Iron เป็นหินธรรมชาติที่ผสมผสานระหว่าง Tiger’s Eye, Red Jasper และ Hematite ทำให้มีลักษณะผสมผสานที่น่าสนใจ พร้อมเฉดสีที่งดงามสะท้อนถึงสีสันอันสวยงามของฤดูใบไม้ร่วง

ปิดท้ายคอลเลกชันด้วย Sky-Dweller รุ่นใหม่ที่ทำจาก ทองคำเยลโลว์ 18K ซึ่งมาพร้อมกับ หน้าปัดสีเขียวสดใส โดยมี สายข้อมือแบบ Jubilee ที่ลงตัวด้วย Oysterclasp
Sky-Dweller ตัวเรือนทองคำเยลโลว์ พร้อมหน้าปัด PVD สีเขียว
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
ภาพ / ที่มา: Revolution

