Home Blog Page 34

Nicolas Bonneville ออกแบบน้ำหอมสุดพิเศษ 3 กลิ่นสำหรับ Jaeger-LeCoultre

WORDS Katherine Arteche

ถ้าหาก Reverso มีชีวิต..จะมีกลิ่นแบบไหน?

เอาจริงๆ พอได้อ่านเรื่องนี้ใหม่อีกครั้งก็รู้สึกว่า นี่มันเป็นการร่วมงานที่น่าสนใจมาก ถึงแม้บทความนี้จะไม่ได้ใหม่แล้ว แต่กลับทำให้เราเห็นมุมมองที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยจริงๆ กับการจับมือกันระหว่าง Jaeger-LeCoultre และ Nicolas Bonneville นักปรุงน้ำหอมชื่อดังจากฝรั่งเศส

ในโปรเจกต์ “Made of Makers” ของ Jaeger-LeCoultre ที่เป็นโครงการที่ผสมผสานงานศิลปะและความเชี่ยวชาญจากหลายๆ สาขา ทั้งยังคงคอนเซ็ปต์ของการสร้างสรรค์ที่มุ่งมั่นและไร้กาลเวลา โดย Nicolas Bonneville ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักปรุงน้ำหอมที่มีความคิดสร้างสรรค์และล้ำหน้าของยุคนี้ ได้ออกแบบน้ำหอมสุดพิเศษถึง 3 กลิ่น

กลิ่นแรกคือ “The Timeless Stories” ที่ดึงดูดความรู้สึกถึงประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าเรื่องผ่านเวลานับร้อยปี”The Celestial Odyssey” ที่พาเราก้าวไปสู่การผจญภัยในจักรวาลที่ไม่มีที่สิ้นสุด และ “The Precision Pioneer” ที่เฉลิมฉลองความแม่นยำอันเป็นสัญลักษณ์ของ Jaeger-LeCoultre

ทุกกลิ่นไม่เพียงแค่เป็นน้ำหอมที่หรูหรา แต่เป็นการเล่าเรื่องของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง และเป็นการสร้างสัมผัสที่พิเศษและยากจะลืมเลือน เสมือนกับการที่ Reverso ซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร กลับกลายเป็นเรื่องราวที่จับต้องได้ในรูปของกลิ่นหอมอันล้ำค่า

ใครจะคิดว่าในโลกของนาฬิกาหรู ยังสามารถสร้างสรรค์งานที่หลากหลายและสะท้อนความหรูหราออกมาได้ในหลายมิติแบบนี้? เอาจริงๆ ตอนนี้น้ำหอมสามกลิ่นนี้เริ่มจะเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้นแล้ว และถ้าคุณยังไม่ได้ลองหามาสักขวด…อาจจะยังไม่รู้เลยว่าคุณพลาดอะไรไป

3 กลิ่นดั้งเดิมสำหรับ Jaeger-LeCoultre

กลิ่นแรก “The Timeless Stories” ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Reverso อันเป็นสัญลักษณ์ โดย Nicolas Bonneville ได้ผสมผสานกลิ่นไม้และหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นของอานหนังและหญ้าที่เพิ่งตัดใหม่ กลิ่นของใบไวโอเล็ต ออริส และหนังผสานกันอย่างลงตัว สร้างกลิ่นที่ทั้งแข็งแกร่งและประณีต เพื่อสะท้อนถึงธรรมชาติของ Reverso ที่มีความหลากหลายและคู่ขนานเหมือนกันสวยงามแต่ทนทาน

กลิ่นนี้เหมือนกับการถ่ายทอดความคลาสสิกของ Reverso ที่ไม่เคยตกยุค แต่อยู่ในทุกช่วงเวลาอย่างไร้ที่สิ้นสุด มันเหมือนเป็นการผสมผสานของความดิบและความสง่างามอย่างสมบูรณ์แบบที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปของน้ำหอมที่บอกเล่าความประณีตและความสง่างามของแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้ง

น้ำหอม Nicolas Bonneville Jaeger-LeCoultre

ถัดมาที่กลิ่นที่สอง “The Celestial Odyssey” เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองการเดินทางในจักรวาลด้วยกลิ่นที่อบอุ่นและเผ็ดร้อน ซึ่งผสมผสานของแพตชูลี แอมเบอร์วูดส์ และวานิลลา ให้ความรู้สึกเหมือนกับท้องฟ้าที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงจันทร์ เป็นการแสดงความเคารพต่อดวงดาวที่เคยเป็นผู้ชี้นำทางเดินของนักเดินเรือในอดีต พร้อมทั้งเป็นการอ้างอิงทางกวีถึงความชำนาญของ Jaeger-LeCoultre ในศาสตร์ทางดาราศาสตร์ของการทำนาฬิกา

กลิ่นนี้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ได้สัมผัสเหมือนกับได้เดินทางผ่านเส้นทางของจักรวาล เหมือนการล่องลอยไปในคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาว ที่ให้ความรู้สึกถึงความลึกลับและความอัศจรรย์ของสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากโลกนี้ และเช่นเดียวกับ Reverso ที่เป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและประวัติศาสตร์ น้ำหอมกลิ่นนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางที่ไม่สิ้นสุดในโลกของเวลาและความรู้ทางดาราศาสตร์

และสุดท้าย…กลิ่นที่สามกับชื่อว่า “The Precision Pioneer” กลิ่นนี้เหมือนการพาทุกคนเข้าไปนั่งอยู่กลางโรงงานผลิตนาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre ในหุบเขา Vallée de Joux ที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์

Nicolas Bonneville เลือกใช้อินเซนส์ (ธูปหอม) และกลิ่นไม้ที่อบอุ่นเพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณของช่างนาฬิกาได้อย่างละเมียดละไม กลิ่นของอินเซนส์สื่อถึงไฟอันรุ่มร้อนในเตาหลอมของช่างเหล็ก ที่ทุกประกายเปลวไฟคือจุดเริ่มต้นของผลงานชิ้นเอก ขณะเดียวกัน Vibrant Wood ก็ชวนให้นึกถึงกลิ่นโต๊ะทำงานของช่างนาฬิกา โต๊ะที่เต็มไปด้วยเครื่องมือจิ๋ว ฝุ่นไม้ละเอียด และความเงียบที่มีเพียงเสียงจักรกลจังหวะสม่ำเสมอของเวลา

ทั้งหมดนี้หลอมรวมเป็นกลิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของงานฝีมือ ความละเอียดอ่อน และมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนกับกลไกของนาฬิกาที่ไม่มีวันหยุดเดิน นิ่ง เงียบ แต่น่าเกรงขามในทุกวินาทีที่ผ่านไป

ขอเล่าย้อนไปถึงเรื่องราวของ Nicolas Bonneville เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ดินแดนที่เขาเติบโตและซึมซับวัฒนธรรมของกลิ่นหอมตั้งแต่วัยเยาว์ จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุเพียง 12 ปี การได้เดินทางไปยังเมือง Grasse เมืองหลวงแห่งวงการน้ำหอมของฝรั่งเศส กลายเป็นประสบการณ์ที่จุดประกายความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในโลกของกลิ่น

ตั้งแต่นั้นมา Bonneville ก็เริ่มเดินทางในเส้นทางของตัวเองอย่างเงียบๆ โดยไม่รอให้ใครมาปูทาง เขาฝึกฝนด้วยตัวเอง ทดลองปรุงกลิ่นจากวัตถุดิบรอบตัวภายในบ้านอย่างจริงจัง ราวกับนักเล่นแร่แปรธาตุที่เชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง

ความมุ่งมั่นและพรสวรรค์ของเขาไม่ได้ถูกซ่อนไว้นานนัก ไม่นานก็ได้รับการชี้แนะจากสองปรมาจารย์แห่งโลกน้ำหอม Jacques Maurel และ Francis Kurkdjian ที่เล็งเห็นแววและคอยแนะนำเขาในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพ เส้นทางที่ในวันนี้ได้พาเขามาร่วมสร้างกลิ่นหอมแห่งตำนานร่วมกับ Jaeger-LeCoultre อย่างสง่างาม

“ในโลกของน้ำหอมก็ไม่ต่างอะไรกับการวาดภาพ” Bonneville กล่าวอย่างจริงจัง “ความบริสุทธิ์ของการผสมเป็นหัวใจสำคัญ”

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การรังสรรค์น้ำหอมที่ดีไม่ใช่เรื่องของการใส่ทุกอย่างที่มีกลิ่นหอมลงไปจนล้น แต่กลับกัน ต้องรู้จักควบคุมปริมาณของวัตถุดิบแต่ละชนิดให้พอดี เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของกลิ่นดั้งเดิมไว้ ไม่ให้มันถูกเจือจางจนเสียเสน่ห์

“หลักการ ‘น้อยแต่มาก’ คือสิ่งที่ผมยึดถือมาเสมอ” เขากล่าว “เพราะน้ำหอมที่ดี ไม่ได้ต้องการความซับซ้อนเกินจำเป็น แต่มันควรมีความชัดเจน ลุ่มลึก และแสดงตัวตนอย่างมีเอกลักษณ์”

น้ำหอม Nicolas Bonneville Jaeger-LeCoultre

น้ำหอมทั้งสามกลิ่นที่รังสรรค์โดย Nicolas Bonneville ไม่ได้ถูกวางจำหน่ายทั่วไป หากแต่ถูกจัดเตรียมขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะตัวให้กับลูกค้าของ Jaeger-LeCoultre โดยเฉพาะ

กลิ่นหอมเหล่านี้จะถูกใช้เป็นเสมือนสัมผัสสุดท้ายของความพิถีพิถันในบริการ เป็นกลิ่นที่ห่อหุ้มความหรูหรา ความตั้งใจ และจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้ในแต่ละหยด และในอนาคต น้ำหอมเหล่านี้ยังอาจจะปรากฏอยู่ในกิจกรรมหรือแคมเปญพิเศษอื่น ๆ ที่แบรนด์จะหยิบมาใช้ เพื่อสื่อสารเรื่องราวของศิลปะ งานฝีมือ และมรดกที่แบรนด์ภาคภูมิใจ

เพราะสำหรับ Jaeger-LeCoultre แล้ว…ทุกสัมผัส แม้แต่กลิ่น ก็ควรจะเล่าเรื่องได้อย่างไร้ที่ติ

สำหรับโครงการ “Made of Makers” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า Jaeger-LeCoultre ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรังสรรค์นาฬิกา แต่ยังให้ความสำคัญกับโลกของศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ

Made of Makers ศิลปะที่มีชีวิตจากหลากสาขา

ภายใต้โครงการนี้ แบรนด์ได้เชิญชวนศิลปินและนักสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขามาร่วมตีความคุณค่าหลักของ Jaeger-LeCoultre ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม ประเพณี หรือความเชี่ยวชาญเชิงช่าง ผ่านมุมมองและภาษาของตนเอง เปรียบเสมือนการจับมือกันระหว่างศิลปะดั้งเดิมกับจินตนาการร่วมสมัย

ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ เสียง ดนตรี หรือแม้กระทั่งน้ำหอม แต่ละชิ้นงานที่เกิดขึ้นภายใต้ Made of Makers ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ความคลาสสิกยังคงเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา และสามารถพูดกับผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้งไม่แพ้วันวาน

จนถึงตอนนี้ ชุมชน Made of Makers ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการรวมตัวของศิลปินผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์จากหลากหลายวงการ ตั้งแต่งานศิลปะร่วมสมัย ศิลปะจัดวาง ดนตรี จนถึงศาสตร์แห่งอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีศิลปินระดับนานาชาติร่วมสร้างสรรค์มาแล้วมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น Zimoun ศิลปินสื่อผสมจากสวิตเซอร์แลนด์, Michael Murphy เจ้าของผลงานแอนาโมร์โฟซิสจากสหรัฐฯ, Guillaume Marmin ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะแสงจากฝรั่งเศส, Alex Trochut ศิลปินอักษรวิจิตรจากสเปน/สหรัฐฯ, เชฟขนมหวาน Nina Métayer, มิกโซโลจิสต์ชื่อดัง Matthias Giroud, Yiyun Kang ศิลปินดิจิทัลจากเกาหลีใต้, นักดนตรีผู้มากฝีมือ TØKIO M¥ERS จากสหราชอาณาจักร, Brendi Wedinger ศิลปินมัลติมีเดียจากสหรัฐฯ, เชฟ Himanshu Saini จากอินเดีย ไปจนถึง Roy Wang ศิลปินไฟถนนจากจีน

และล่าสุด การร่วมงานกับ Nicolas Bonneville ก็ได้ขยายพรมแดนของโครงการนี้เข้าสู่โลกของ “น้ำหอม” อย่างเป็นทางการ กลิ่นหอมที่เขารังสรรค์จึงเปรียบดังผลงานจากปลายจมูก และคือบทสนทนาใหม่ของศิลปะ ที่ Jaeger-LeCoultre ตั้งใจจะให้มันสื่อสารกับทุกประสาทสัมผัสของผู้รับอย่างงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Jaeger-LeCoultre

Christiaan van der Klaauw ศิลปินแห่งจักรวาล ผู้ออกแบบเวลาให้เคลื่อนไหวตามดวงดาว

Christiaan van der Klaauw นาฬิกาดาราศาสตร์ Grand Planetarium Eccentric Meteorite อัจฉริยะแห่งจักรวาล

หากพูดถึงแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาดาราศาสตร์ระดับตำนาน Christiaan van der Klaauw คือชื่อที่ถูกจารึกไว้ในหมู่ผู้หลงใหลความงดงามของกลไกและจักรวาล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1974 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ แบรนด์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทรงเกียรติที่สุด ด้วยจุดยืนอันชัดเจนในการรังสรรค์เรือนเวลาที่หลอมรวมศาสตร์แห่งดวงดาวเข้ากับศิลปะเชิงวิศวกรรมอย่างแยบยล

Christiaan van der Klaauw มีความโดดเด่นไม่เพียงแค่ในเชิงเทคนิค แต่ยังถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของอวกาศผ่านดีไซน์ที่เปี่ยมเสน่ห์ หนึ่งในผลงานที่ถือเป็นหมุดหมายแห่งความภาคภูมิใจคือ Grand Planetarium Eccentric นาฬิกา Grande Complication สุดพิเศษ ที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวสะท้อนแสง สื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง

เสี้ยวแห่งดวงดาว ผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลา Grand Planetarium Eccentric Meteorite

ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าคุณได้สวมใส่เศษเสี้ยวหนึ่งของจักรวาลไว้บนข้อมือ ที่ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่กลับคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ Grand Planetarium Eccentric Meteorite เรือนเวลาสุดพิเศษจาก Christiaan van der Klaauw ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2025 ณ เมืองนาเดน

ผลงานชิ้นนี้คือบทกวีของดวงดาวที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากชิ้นส่วนอุกกาบาตแท้ ๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของแกนกลางดาวเคราะห์น้อยที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศมาอย่างยาวนานหลายพันล้านปี ก่อนจะเดินทางไกลตกลงสู่พื้นโลกเมื่อราว 50,000 ปีก่อน และวันนี้ เศษเทหวัตถุโบราณชิ้นนั้น ก็ถูกนำมาหลอมรวมเข้ากับศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาอันล้ำเลิศ จนกลายเป็นเรือนเวลาที่ราวกับมีชีวิตของจักรวาลอยู่ในตัว

หัวใจของเรือนเวลานี้ ก็คือกลไกระดับตำนาน Eccentric Planetarium ที่นอกจากจะล้ำยุคสุดขีด ยังเป็นกลไกแบบ Grand Planetary Complication หนึ่งเดียวในโลกที่สามารถแสดงวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ทั้งแปดในระบบสุริยะได้อย่างเที่ยงตรง ตั้งแต่ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลกและดวงจันทร์ ดาวอังคาร ไปจนถึงดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูน

ครั้งนี้นับเป็นการจำลอง “ท่วงท่า” ของระบบสุริยะราวกับการแสดงบัลเลต์ของจักรวาล ที่เคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ มีเรื่องราว และเต็มไปด้วยความงดงามเกินบรรยาย ทุกองค์ประกอบสื่อถึงความมหัศจรรย์ของทั้งดาราศาสตร์และศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างไร้ที่ติ

Christiaan van der Klaauw Grand Planetarium Eccentric Meteorite
Christiaan van der Klaauw Grand Planetarium Eccentric Meteorite
Christiaan van der Klaauw Grand Planetarium Eccentric Meteorite

ผสานวิทยาศาสตร์และศิลปะในมิติแห่งจักรวาล

ในโลกของการประดิษฐ์นาฬิการะดับสูง มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถถ่ายทอดความลึกล้ำของจักรวาลลงสู่ข้อมือได้อย่างวิจิตรเท่ากับ พิม โคสลาก (Pim Koeslag) ช่างนาฬิการะดับมาสเตอร์ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และความหลงใหล เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เรือนเวลาสุดพิเศษ ที่ไม่เพียงบอกเวลา ยังบอกเล่าต้นกำเนิดของทุกสิ่งผ่านศิลปะแห่งกลไก

ตัวเรือนน้ำหนัก 47 กรัมนี้ถูกสกัดขึ้นอย่างพิถีพิถันจากอุกกาบาตน้ำหนัก 1.09 กิโลกรัม ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในวัฏจักรอันซับซ้อนของจักรวาล ท่ามกลางความร้อนและแรงดึงดูดที่หล่อหลอมกันนานนับพันล้านปี ก่อนจะตกสู่โลกและกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่หายากที่สุดบนผืนดิน

เส้นสายอันโดดเด่นที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิว รู้จักกันในชื่อ “ลวดลายวิธมันสแตทเทน” (Widmanstätten Pattern) คือผลงานของธรรมชาติที่ใช้เวลานับล้านปีในการวาดลายโลหะให้เย็นตัวอย่างช้า ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่มีทางเกิดขึ้นบนโลก ทุกเส้นลายคือบันทึกของกาลเวลา ทุกชิ้นงานจึงมีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาล

เรือนเวลานี้จึงเปรียบเหมือนบทกวีแห่งวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และความงามทางศิลปะที่ผสานรวมกันไว้อย่างกลมกลืนและสมบูรณ์แบบ แต่ละองค์ประกอบของ Grand Planetarium Eccentric Meteorite ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อความงาม หากยังเป็นการรวบรวมปรากฏการณ์จากฟากฟ้ามาสู่ข้อมืออย่างแท้จริง

บนหน้าปัดที่เปล่งประกายราวดวงดาวระยิบยามค่ำคืน ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากแก้วอะเวนทูรีน (Aventurine Glass) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า โกลด์ฟลัซ (Goldfluss) แก้วชนิดพิเศษนี้มีประกายระยิบที่ส่องสะท้อนราวกับท้องฟ้าเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า สื่อถึงจักรวาลที่ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน

ในขณะเดียวกัน กลไก Eccentric Planetarium ก็เปรียบเสมือนโรงละครย่อส่วนที่แสดงการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะ ผ่านจานแสดงวงโคจรที่ลงสีด้วยมือทุกชิ้นอย่างพิถีพิถันและประณีต

อีกหนึ่งจุดไฮไลต์ที่ไม่อาจมองข้าม คือแถบระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ซึ่งจำลอง แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) เอาไว้ได้อย่างงดงาม โดยชิ้นส่วนของแถบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเชิงสัญลักษณ์ หากถูกหล่อหลอมขึ้นจาก หินอุกกาบาตที่มีต้นกำเนิดจากดาวอังคาร โดยตรง Martian Nakhlite Meteorite

นี่คือชิ้นส่วนจากอีกโลกในระบบสุริยะ ที่เดินทางข้ามเวลาหลายล้านปี สู่ข้อมือของผู้ครอบครองเรือนเวลาที่ไม่ธรรมดาเรือนนี้ ความน่าอัศจรรย์ที่มองเห็นได้นี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องราวของเอกภพที่ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม

Christiaan van der Klaauw Grand Planetarium Eccentric Meteorite

วิศวกรรมที่เหนือชั้น ถ่ายทอดสู่กลไกอันล้ำเลิศของ Grand Planetarium Manufacture

หากแสงดาวคือแรงบันดาลใจทางสายตา กลไกภายในของ Grand Planetarium Eccentric Meteorite ก็เปรียบได้กับหัวใจของเรือนเวลาที่เต้นไปอย่างสง่างามภายใต้เปลือกจักรวาลที่ห่อหุ้มไว้ เรือนไม่ได้โดดเด่นเพียงรูปลักษณ์ แต่เป็นการผสานศาสตร์แห่งกลไกสวิสเข้ากับจิตวิญญาณของนักประดิษฐ์อย่างไร้ข้อจำกัด

กลไกภายในได้รับการพัฒนาและประกอบขึ้นอย่างพิถีพิถันภายในโรงงานของแบรนด์เองทุกขั้นตอน การออกแบบให้สามารถไขลานอัตโนมัติในทิศทางเดียวช่วยให้เก็บพลังงานได้ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง โดยยังรักษาความเสถียรและแม่นยำของการเดินเข็มไว้อย่างน่าทึ่ง

องค์ประกอบภายในแต่ละชิ้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขับเคลื่อนเวลา แต่ยังเปี่ยมด้วยความประณีต แฮร์สปริงหมุนอิสระทำงานร่วมกับบาลานซ์วีลที่สามารถปรับตุ้มถ่วงน้ำหนักได้ ส่งผลให้จังหวะการเดินสม่ำเสมอและมั่นคงยิ่งขึ้น ทับทิมกันสึกจำนวน 32 เม็ดช่วยลดแรงเสียดทานขณะกลไกทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง หรือ 3Hz จังหวะที่แม่นยำอย่างต่อเนื่อง

ระบบเอสเคปเมนต์แบบสวิสเลเวอร์และตลับลูกปืนประดับทับทิมช่วยให้กลไกทำงานได้ราบรื่นยิ่งขึ้น ในขณะที่สะพานจักรรูปดาวที่ได้รับการขัดแต่งด้วยมือ ถ่ายทอดความประณีตผ่านลวดลายวงกลมและพื้นผิวที่ขัดเงาจนแสงสะท้อนเกิดประกายลึกในทุกมิติ

โรเตอร์ที่ออกแบบในแบบสเกเลตัน เผยให้เห็นโครงสร้างภายในซึ่งสลักโลโก้ CVDK ลงบนทองเหลืองที่ชุบโรสโกลด์อย่างหรูหรา เสริมด้วยวัสดุทังสเตนเคลือบโรเดียมเพื่อถ่วงน้ำหนัก เพิ่มสมรรถนะของกลไกให้ทรงประสิทธิภาพและแม่นยำทุกการเคลื่อนไหว

ทุกองค์ประกอบที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้าปัดและตัวเรือนจึงไม่ใช่แค่กลไก แต่คือกวีบทหนึ่งที่แต่งขึ้นด้วยเครื่องจักร ความวิจิตรของกลศาสตร์ที่ทำให้ช่วงเวลาทุกวินาทีมีน้ำหนัก และจังหวะของจักรวาลไม่เคยขาดตอน

Christiaan van der Klaauw Grand Planetarium Eccentric Meteorite

เรือนเวลาที่อยู่เหนือกาลเวลา

ใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมขนาด 44 มม. คือโลกอีกใบที่แปรเปลี่ยนภาพของจักรวาลให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ตัวเรือนที่รังสรรค์จากอุกกาบาตแท้ เปี่ยมไปด้วยร่องรอยแห่งห้วงเวลาและพลังงานดิบจากฟากฟ้า ห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่ออกแบบอย่างละเมียดละไม ทุกเสี้ยววินาทีที่เข็มหมุนวนคือการจำลองจังหวะของดาวฤกษ์ที่หมุนรอบแกนกลางของตนเอง

เมื่อพลิกดูด้านหลัง กระจกแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นหัวใจแห่งจักรกลซึ่งทำงานอย่างไร้ที่ติ รายละเอียดเล็กจิ๋วของชิ้นส่วนแต่ละชั้น ถูกขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต ราวกับชิ้นงานศิลปะที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ใช่แค่กลไก แต่คือเรื่องราวที่ร้อยเรียงมาจากเศษเสี้ยวของจักรวาล

สายหนังสีน้ำเงินกรมท่าที่เย็บด้วยมือประสานความหรูหรากับความเข้มขรึมไว้ได้อย่างพอดิบพอดี จับคู่กับตัวล็อกแบบบานพับที่เลือกใช้วัสดุแพลทินัม ทุกองค์ประกอบจึงคลี่คลายออกมาเป็นผลงานศิลป์ที่ครอบครองความลึกล้ำแห่งเอกภพไว้ได้อย่างสมบูรณ์

Grand Planetarium Eccentric Meteorite จึงเป็นเรือนเวลาที่เหมือนประตูที่เปิดสู่ห้วงจักรวาล เป็นบทกวีที่เขียนขึ้นด้วยฝุ่นดาวและแรงโน้มถ่วง ความหมายของกาลเวลาถูกตีความใหม่ให้เป็นเครื่องเตือนใจถึงการเดินทางอันแสนยาวไกลของมวลสารหนึ่งชิ้น ที่เคยล่องลอยอยู่ในอวกาศ ก่อนจะตกลงมาบนโลก และถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเรือนเวลาที่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้พันธนาการของเวลา

ทุกครั้งที่มอง เข็มวินาทีที่หมุนอยู่ตรงหน้า ก็อาจเป็นเสียงสะท้อนจากการระเบิดของดาวฤกษ์เมื่อหลายพันล้านปีก่อน ที่ยังดังกังวานอยู่ในความเงียบงันของจักรวาล

ผลงานลิมิเต็ด อิดิชัน สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ควรค่าแก่การสะสม

ในโลกของศาสตร์นาฬิกาชั้นสูง มีเพียงไม่กี่ชิ้นที่สามารถก้าวข้ามคำว่าหรูหรา และกลายเป็นวัตถุแห่งตำนานได้อย่างแท้จริง Grand Planetarium Eccentric Meteorite คือหนึ่งในนั้น ผลงานที่ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพียงเพื่อบอกเวลา หากแต่เพื่อจารึกความลึกล้ำของจักรวาลไว้บนข้อมือของมนุษย์

จำนวนการผลิตที่จำกัดสูงสุดเพียง 3 เรือน อาจฟังดูเป็นเพียงตัวเลข แต่ในความจริงแล้ว มันคือข้อพิสูจน์ถึงความเคร่งครัดในการเลือกใช้วัสดุหายากอย่างหินอุกกาบาตจากนอกโลก ที่ต้องผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันทั้งในด้านคุณภาพ ความสมบูรณ์ และศักยภาพในการรังสรรค์เป็นเรือนเวลาอันประณีต

จนถึงปัจจุบัน มีเพียง 2 เรือนเท่านั้นที่ถือกำเนิดขึ้นจากมือของ Christiaan van der Klaauw ด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด นั่นทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่ใช่แค่หายาก แต่กลายเป็นงานศิลป์ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตวิญญาณและความหมายทางจักรวาล

การครอบครองนาฬิกาเรือนนี้ จึงไม่ใช่แค่การสะสมอีกหนึ่งเรือนในคอลเลกชัน แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของเสี้ยวดาว ที่บรรจุไว้ด้วยเรื่องราวแห่งการกำเนิดและการล่มสลายของดวงดาว การเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันไร้จุดจบ และท้ายที่สุด การได้หยุดนิ่งอยู่ในมือของผู้ที่มองเห็นคุณค่าของเวลาอย่างแท้จริง

Christiaan van der Klaauw Grand Planetarium Eccentric Meteorite

Grand Planetarium Eccentric Meteorite ผลงานลิมิเต็ด อิดิชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ในโลกของเรือนเวลาที่ล้ำเส้นระหว่างศิลปะกับวิศวกรรม มีบางสิ่งที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนเข้าถึง แต่เพื่อรอคอยใครบางคนที่เข้าใจคุณค่าของจักรวาลที่ถูกหล่อหลอมไว้ในหนึ่งเดียว Grand Planetarium Eccentric Meteorite คืองานศิลป์เช่นนั้น

เรือนเวลานี้ไม่ได้ถูกผลิตตามจำนวนที่ตลาดเรียกร้อง แต่ขึ้นอยู่กับการมาถึงของชิ้นส่วนจากห้วงอวกาศ วัสดุอุกกาบาตที่ไม่ใช่เพียงแค่หายาก แต่ยังต้องเปี่ยมด้วยคุณภาพพิเศษในระดับที่สามารถฝังเรื่องราวของจักรวาลไว้ในโครงสร้างเรือนนาฬิกาได้อย่างสง่างาม และนั่นคือเหตุผลที่จนถึงปัจจุบัน มีเพียง 2 เรือนเท่านั้นที่ถือกำเนิดขึ้นจากมือของ Christiaan van der Klaauw

นาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่ของสะสม แต่คือสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่มีจิตวิญญาณของดวงดาวหลอมรวมอยู่ในกลไก กลายเป็นร่องรอยเล็ก ๆ ของห้วงเวลานอกโลกที่พร้อมจะเดินทางต่อไปกับผู้ครอบครองที่เข้าใจว่าความพิเศษบางอย่าง ไม่สามารถผลิตซ้ำได้อีกเลย

ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Planetarium Eccentric Meteorite

กลไก
ระบบไขลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 60 ชม. ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชม. ทับทิม 32 เม็ด เอสเคปเมนต์ Swiss lever โรเตอร์สเกเลตันชุบโรสโกลด์-ทังสเตน (Tungsten)

ตัวเรือน
หินอุกกาบาต ขนาด 44 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม ฝาหลังแซฟไฟร์โชว์กลไก

สายและตัวล็อก
สายหนังเย็บมือสีน้ำเงินกรม ตัวล็อกแพลทินัมแบบบานพับ

จำนวนการผลิต
จำกัดสูงสุด 3 เรือน ปัจจุบันผลิตได้เพียง 2 เรือน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Christiaan van der Klaauw

การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับนาฬิกา ARCEAU Rocabar จาก Hermès

ARCEAU Rocabar de rire ศิลปะการเล่าเรื่องผ่านการสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดด้วยนาฬิกาที่สะท้อนความขี้เล่นและหรูหรา

ในโลกของนาฬิกาหรู เรามักจะเห็นดีไซน์ที่สะท้อนถึงความหรูหราและความประณีตในทุกๆ รายละเอียด แต่บางครั้งก็มีการออกแบบที่ทำให้เราหยุดและยิ้มออกมาได้ เช่นเดียวกับนาฬิกาอาร์โซ (Arceau) รุ่น Rocabar ที่ทำให้เราเห็นภาพม้าแสนขี้เล่นได้อย่างชัดเจน ภายใต้การออกแบบที่สวยงาม ที่ยังเป็นการเล่าเรื่องผ่านเทคนิคสุดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร ด้วยการนำเสนอลายขนม้า งานแกะสลักละเอียด และการวาดภาพย่อส่วนที่ถ่ายทอดความเป็นม้าในแบบที่เราคาดไม่ถึง การใส่ลูกเล่นเข้าไปเป็นการสร้างโลกใหม่ที่เราอยากจะเข้าไปสำรวจ

นาฬิกาอาร์โซ Rocabar นั้นเป็นนาฬิกาหรูที่สวมใส่ได้ในทุกวัน เป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่มีการเล่าเรื่องที่พาดผ่านสัญลักษณ์แห่งความสง่างามที่ถูกตีความใหม่อย่างสร้างสรรค์จนทุกๆ ครั้งที่มองไปที่หน้าปัด เราแทบจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของม้าที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสน่ห์ที่แอบแฝงอยู่ในทุกๆ ลายเส้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ARCEAU Rocabar de rire

นาฬิกาอาร์โซ (Arceau) และม้าแสนขี้เล่นในโลกแห่งจินตนาการ การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร 

ย้อนกลับไปในปี 1978 การออกแบบนาฬิกาอาร์โซ (Arceau) ของอองรี ดอริญี (Henri d’Origny) ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการนาฬิกาหรู ด้วยการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และฝีมืออันประณีตจากบ้านแอร์เมส (Hermès) ที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับการท้าทายขอบเขตของการออกแบบ งานของดอริญีไม่ได้แค่เพียงสร้างนาฬิกาเท่านั้น แต่ยังสื่อสารถึงเอกลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ที่สามารถทำให้เราไม่เพียงแค่ดูนาฬิกา แต่รู้สึกถึงเรื่องราวและจิตวิญญาณที่อยู่ในทุกๆ ส่วนของมัน

ตัวเรือนรูปทรงกลมที่ดูเรียบง่ายภายนอกนั้น กลับซ่อนความน่าสนใจไว้ในรายละเอียดหูตัวเรือนที่ออกแบบให้มีรูปร่างเหมือนโกลนม้าแบบอสมมาตร ซึ่งเป็นการตีความรูปลักษณ์ของม้าผ่านงานหัตถศิลป์ที่เรียบหรูและเต็มไปด้วยความพิเศษ ถ้าคุณมองมันจากมุมไหนก็ตาม จะเห็นความกลมกลืนระหว่างศิลปะและเทคนิคที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันแต่กลับผสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

และสำหรับรุ่น Rocabar ที่ได้มีการออกแบบภาพม้าแสนขี้เล่นในหน้าปัด เราจะเห็นถึงการผสมผสานอย่างลงตัวของงานฝีมือการแกะสลักและการวาดภาพย่อส่วนที่ถูกถ่ายทอดโดย ดิมิทรี ไรบัลต์เชนโค่ (Dimitri Rybaltchenko) ซึ่งเป็นผู้ที่เคยสร้างผลงานนี้ในรูปแบบของผ้าพันคอไหม “โรคาบาร์ เดอ เยร์” (Rocabar de rire) มาก่อนหน้านี้ ผลงานของเขามักจะสะท้อนถึงโลกแห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน จนกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของการคิดนอกกรอบที่ไม่เคยหยุดอยู่กับความเป็นไปได้ที่จำกัด

สิ่งที่น่าสนใจคือว่า งานออกแบบนี้ไม่ได้แค่เพียงสร้างม้าในรูปแบบที่เราคุ้นเคย แต่มันทำให้เรารู้สึกเหมือนม้าในหน้าปัดมีชีวิต ขยับตัวและส่งความรู้สึกสนุกสนานให้กับผู้ที่ได้สัมผัส และนี่คือการนำเสนอที่เหนือกว่าความคาดหมายจากแอร์เมส ที่ไม่เพียงแต่เน้นความหรูหรา แต่ยังมีความละเอียดในทุกรายละเอียด ที่ทุกการมองเห็นจะทำให้เราค้นพบมุมใหม่ๆ ของความงามที่ซ่อนอยู่ในงานศิลป์อันยอดเยี่ยมนี้

ARCEAU Rocabar de rire

ความขี้เล่นของม้าและการเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวา

ม้าแสนซนที่ดูเหมือนจะชอบการหยอกล้อและเล่นอย่างอ่อนโยนนี้ ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาในแบบที่ไม่เคยคาดคิด ราวกับเป็นตัวตลกที่พร้อมจะทำให้ผู้ชมยิ้มได้ทุกเมื่อ ด้วยท่าทางที่หยอกเย้าและขี้เล่น ม้าตัวนี้รักที่จะวิ่งเหยาะๆ และชอบการวิ่งเล่นที่ดูเหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันยังมีความน่ารักในแบบที่ไม่ธรรมดา เมื่อซุกตัวใต้ผืนผ้าห่มขนสัตว์ที่ตกแต่งด้วยลวดลายแถบ สีสันสดใส ราวกับได้พบกับความอบอุ่นที่เติมเต็มความสุขในใจ

ไม่เพียงแค่ภาพที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างอ่อนหวาน แต่ความขี้เล่นของม้ายังได้รับการถ่ายทอดผ่านการเคลื่อนไหวที่แทบจะไม่เหมือนกับสิ่งใด โดยการใช้จักรกลสปริงที่เชื่อมต่อกับปุ่มกดที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา การขับเคลื่อนเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของม้าในแต่ละท่าทางที่แสดงออกอย่างพริ้วไหว เหมือนกับการเล่นซ่อนหากับลิ้นที่แลบออกมาอย่างขบขัน

งานแกะสลักมือและการวาดภาพที่ประณีตนี้ถูกผสมผสานเข้ากับเทคนิคการต่อลายขนม้าที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน บนพื้นหลังที่เต็มไปด้วยลวดลายแถบ ซึ่งกลายเป็นฉากที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่มันยังเปล่งประกายความสนุกสนานที่น่าสนใจ ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้มาจากการออกแบบแค่เพียงด้านความงามเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากการทุ่มเทและการใส่ใจในทุกรายละเอียดของการสร้างสรรค์ การหลอมรวมเทคนิคต่างๆ ให้กลายเป็นชิ้นงานที่มีคุณค่าในทุกๆ การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายใต้หน้าปัดที่มีขนาดเล็กมาก

ทุกๆ ส่วนของการออกแบบนี้เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ที่ทำให้ม้าตัวนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวละครในภาพวาด แต่กลายเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา บนเรือนเวลาที่มีความซับซ้อนในความเรียบง่าย

การเล่นกับมิติและลวดลายที่ประณีต

ในทุกๆ รายละเอียดของงานนี้ ช่างแกะสลักได้ใช้วิธีการดั้งเดิมในการสร้างสรรค์รูปร่างของม้า ด้วยการใช้สิ่วและเครื่องมือสลักที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทุกการเคลื่อนไหวของมือช่างนั้นล้วนเต็มไปด้วยความใส่ใจ และเปี่ยมไปด้วยความละเอียด ที่เปลี่ยนรูปทรงธรรมดาให้กลายเป็นความงามที่มีมิติอย่างลงตัว เหมือนกับการปลุกชีวิตให้กับรูปร่างที่เคยสงบในจินตนาการ

เมื่อรูปร่างของม้าได้รับการสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว, ศิลปินที่มีทักษะในการวาดภาพย่อส่วนจึงเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการค้นหาโทนสีที่สมบูรณ์แบบเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของภาพ เขาใช้ความชำนาญในการเลือกสีที่เข้ากันอย่างประณีต ก่อนจะเริ่มวาดระบายภาพลงบนพื้นผิวที่เตรียมไว้ ซึ่งทุกชั้นของสีที่ถูกทาแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันในแต่ละขั้นตอน จากนั้นภาพที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย ก็เผยให้เห็นถึงเฉดสีที่หลากหลายและซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ภายใน ผลงานนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การระบายสี แต่คือการนำสีต่างๆ มาสร้างมิติที่ลึกซึ้งให้กับรูปร่างของม้า และทำให้มันดูเหมือนจะเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวาในทุกๆ มุม

ขั้นตอนสุดท้ายในการสร้างสรรค์ความสมบูรณ์แบบนั้นต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ช่างฝีมือจะต้องค่อยๆ เลือกสรรเส้นขนม้าทุกเส้นอย่างละเอียดรอบคอบ ทรงเส้นของขนม้าที่เปล่งประกายอยู่ในเฉดสีต่างๆ ถูกนำมาตัดและติดกาวลงบนฐานทองเหลืองทีละชิ้น ความเรียบง่ายในขั้นตอนนี้กลับซ่อนความยุ่งยากและความประณีตในทุกๆ การเคลื่อนไหวที่ต้องการความเชี่ยวชาญในการทำให้แต่ละชิ้นส่วนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกับการสร้างลวดลายที่ซ่อนอยู่ในความงามที่ไม่มีที่สิ้นสุด

การผสมผสานทั้งหมดนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความละเอียดในการทำงาน แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงจินตนาการที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหรูหราและศิลปะที่พริ้วไหวในทุกรายละเอียด

ความหรูหราและความประณีตในทุกการออกแบบ

นาฬิกา อาร์โซ นั้นไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์จากแอร์เมส แต่ยังเป็นการผสมผสานความหรูหราและศิลปะเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ลวดลายสัญลักษณ์ของการขี่ม้า “โรคาบาร์” ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านผ้าห่มลวดลายแถบตกแต่งพู่บนชายแบบดั้งเดิมของเครื่องอานม้าของแอร์เมส กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความประณีตของงานฝีมือและการรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันมีคุณค่าของแบรนด์ อารมณ์ของม้าแสนขี้เล่นในหน้าปัดนั้น ถูกล้อมกรอบด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ที่หรูหรา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ที่ช่วยเสริมให้เรือนเวลานี้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ARCEAU Rocabar de rire

ทุกฟังก์ชันในนาฬิกา อาร์โซ นั้นถูกขับเคลื่อนโดยกลไกแมนูแฟคเจอร์ แอร์เมส เอช1837 (H1837) ที่มาพร้อมความแม่นยำในการแสดงชั่วโมง นาที และฟังก์ชัน “ออน-ดีมานด์ อิมพัลส์” ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความประณีตของการตกแต่งยังถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ผ่านการออกแบบสะพานจักรและโรเตอร์ที่ตกแต่งด้วยลวดลาย “สปริงกลิ้ง ออฟ เอชส” ซึ่งสามารถชมได้ผ่านฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่ใสสะอาด การออกแบบทั้งหมดนี้สร้างความประทับใจในความสง่างามและความพิถีพิถันที่ไม่เคยตกยุค

นาฬิกาทุกเรือนยังมีการเสริมความโดดเด่นด้วยสายหนังจระเข้ที่ถ่ายทอดความหรูหราไปยังทุกๆ ส่วนของตัวเรือน สายหนังที่มีเฉดสีเทา แดง และสีฟางนั้นไม่เพียงแค่เสริมความงามให้กับนาฬิกา แต่ยังแสดงถึงการสรรสร้างความสมบูรณ์แบบในทุกมิติของการออกแบบ อีกทั้งนาฬิกาแต่ละเรือนยังได้รับการประทับหมายเลขประจำตัวเรือน เพื่อยืนยันว่าเป็นรุ่นผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 12 เรือน ซึ่งทำให้ความพิเศษของนาฬิกานี้ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น

ความประทับใจกับเจ้าม้าขี้เล่นเรือนนี้

ทุกครั้งที่ได้เห็นเข็มนาฬิกาค่อยๆ เคลื่อนผ่านม้าตัวน้อยบนหน้าปัด ความรู้สึกบางอย่างก็แทรกซึมขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว ไม่ใช่เพราะวัสดุหรู ไม่ใช่เพราะชื่อแบรนด์ แต่เพราะความเงียบสงบในจังหวะเคลื่อนไหวของรายละเอียดเล็กๆ เหล่านั้น… ทำให้หยุดมองอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ควรจะเป็น

เจ้าม้าจอมซนเหมือนกำลังหัวเราะเบาๆ อยู่ในโลกเล็กๆ ของตัวเอง ลวดลายขนม้าที่ถูกร้อยเรียงอย่างประณีตบนหน้าปัด ทำให้เผลอจินตนาการถึงเสียงฝีเท้าในทุ่งโล่ง งานสลักและภาพย่อส่วนที่บรรจงลงสีทีละชั้น สะกดสายตาราวกับอยู่ตรงหน้าจริงๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เมื่อมองนานเข้า… กลับรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังเงียบเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องโดยไม่ใช้คำพูดเลยสักคำ

ทุกอย่างเกิดขึ้นบนพื้นที่เล็กจิ๋วเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร แต่กลับเต็มไปด้วยชีวิต ช่วงเวลา และอารมณ์ที่แน่นขนัด คล้ายกับว่าใครบางคนซ่อนจินตนาการของทั้งชีวิตไว้ในกลไกที่ซ่อนอยู่หลังหน้าปัดนี้ไม่ได้รู้สึกว่าอยากมีไว้ครอบครอง แค่รู้สึกขอบคุณที่ได้เห็น ได้สัมผัส และได้เงียบอยู่กับมันสักพัก เหมือนบทสนทนาเงียบๆ ที่ไม่ต้องเอ่ยคำใด

ARCEAU Rocabar de rire

คุณลักษณะทางเทคนิค
ARCEAU Rocabar de rire 

(รุ่นผลิตจำนวนจำกัด 12 เรือน)

กลไก: กลไก แมนูแฟคเจอร์ แอร์เมส เอช1837 (Manufacture Hermès H1837) จักรกลไขลานอัตโนมัติ รังสรรค์ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง: 26 มม. (11 ½’’’) ความหนา 3.7 มม. 

สำรองพลังงาน: 50 ชั่วโมง 

ความถี่: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) แท่นเครื่องตกแต่งลายเกรนวงกลมและลายขดก้นหอย สะพานจักรและโรเตอร์ขึ้นลานตกแต่งด้วยงานขัดแบบซาติน พร้อมด้วยลวดลาย ‘สปริงกลิ้ง ออฟ เอชส’ (‘sprinkling of Hs’) 

ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, ภาพซึ่งเคลื่อนไหวได้แบบ “ออน-ดีมานด์ อิมพัลส์” (“on-demand impulse”) โดยเปิดใช้งานด้วยปุ่มกด ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ตัวเรือน รูปทรงกลม, ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ไวท์โกลด์ กระจกหน้าปัดและฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน กันน้ำได้ระดับ 30 เมตร ปุ่มกด ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา 

หน้าปัด: ประดับฝังไว้ด้วยรูปหัวของม้าบนฐานทองเหลือง ภาพซึ่งเคลื่อนไหวได้แบบ “ออน-ดีมานด์ อิมพัลส์” รูปม้าแบบนำมาติดบนหน้าปัดเคลื่อนไหวได้ตกแต่งด้วยงานแกะสลักมือ และการวาดภาพย่อ

สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม หรือบลูอะบิสส์ (Bleu abysse)

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
ภาพ | ที่มา: Hermès

การกลับมาของ Blancpain Fifty Fathoms รุ่นใหม่ในสเตนเลสสตีล

Fifty Fathoms 42mm รุ่นใหม่ในสเตนเลสสตีล การกลับมาของตำนานนาฬิกาดำน้ำ

เมื่อพูดถึงนาฬิกาดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับตำนาน คงไม่มีใครไม่รู้จัก Fifty Fathoms จาก Blancpain ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานระหว่างความเป็นเลิศทางการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย จนทำให้เป็นที่รักของนักดำน้ำมืออาชีพและนักสะสมนาฬิกาทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1953 เมื่อการออกแบบได้รับการยอมรับว่าเป็น นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกที่แท้จริง ซึ่งรองรับการใช้งานในสภาวะสุดขีดของการดำน้ำ ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางกายภาพมากมาย ทั้งแรงดันน้ำที่สูงและสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายใต้ทะเล

Blancpain Fifty Fathoms Automatique 42mm

Fifty Fathoms ไม่เพียงแต่เป็นนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในกิจกรรมดำน้ำเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานในน้ำลึกได้อย่างสมบูรณ์แบบ และถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ วันนี้ Fifty Fathoms Automatique 42mm รุ่นใหม่ในวัสดุ สเตนเลสสตีล ได้กลับมาพร้อมกับความงามที่ทนทานและทันสมัยในตัวเอง ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์และดีไซน์ที่สะท้อนความคลาสสิคจากต้นฉบับ

หลังจากที่ Blancpain ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษในปี 2023 อย่าง Fifty Fathoms 70th Anniversary Act 1 รวมถึงรุ่นที่ใช้วัสดุ ไทเทเนียมเกรด 23 และ ทองแดงแดง ในปีที่ผ่านมา การกลับมาของรุ่นนี้ไม่เพียงแค่การยกย่องให้กับ Fifty Fathoms ในปี 1953 แต่ยังเพิ่มความล้ำหน้าของการออกแบบให้กลายเป็นเครื่องหมายแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่ไม่หยุดนิ่งในแง่ของเทคโนโลยีและสุนทรียศาสตร์

การออกแบบใหม่ในรุ่นนี้จึงถือเป็นการสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับความทันสมัยโดยไม่ทิ้งรากฐานที่มีมาอย่างแข็งแกร่งจากรุ่นดั้งเดิม ซึ่งการเฉลิมฉลองให้กับอดีต คือการมองไปข้างหน้าด้วยความกล้าในการแนะนำ สเตนเลสสตีล ซึ่งเป็นวัสดุที่มีทั้งความแข็งแรงและความเงางามอันโดดเด่น ที่สะท้อนแสงในทุกมุมมอง

ความงามในทุกการเคลื่อนไหว

รุ่นใหม่ในขนาด 42 มม. ถูกออกแบบให้ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลที่เงางามเป็นพิเศษ และด้วยความทนทานที่โดดเด่น ยังมีความสวยงามที่สามารถสะท้อนแสงได้ในทุกมุมมอง ยิ่งเมื่อแสงตกกระทบที่พื้นผิวของตัวเรือน จะเห็นการสะท้อนแสงที่ละเอียดและงดงามอย่างไร้ที่ติ

ด้วยการออกแบบที่กะทัดรัดและสมดุล ขนาดของตัวเรือนพอดีไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป จึงทำให้มันเข้ากับข้อมือของผู้สวมใส่ได้อย่างลงตัว ดูไม่หนักหรือเบาเกินไป และเหมาะสมกับการสวมใส่ในทุกโอกาส

หน้าปัดดำที่ได้รับการออกแบบด้วยเทคนิคซันเบิร์สต์ ให้ความรู้สึกถึงความลึกและมิติ ทำให้แต่ละการเคลื่อนไหวของเข็มนาฬิกาเหมือนเป็นการสะท้อนแสงที่เปลี่ยนไปตามการรับแสงต่างๆ ตัวบอกเวลาที่เรืองแสงขนาดใหญ่ยังช่วยเสริมการอ่านเวลาให้สะดวกสบาย แม้ในที่มืดหรือใต้น้ำลึก

การเพิ่มรายละเอียดที่โดดเด่นด้วย ขอบหมุนทิศทางเดียว ที่มาพร้อมกับแซพไฟร์ทรงโดม ยิ่งทำให้การออกแบบดูมีเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความดิบแต่หรูหราในเวลาเดียวกัน เป็นเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร และยืนยันถึงการมอบความสมบูรณ์แบบในทุกๆ การเคลื่อนไหว

Blancpain Fifty Fathoms Automatique 42mm

การเคลื่อนไหวที่แม่นยำ

สิ่งที่ยกระดับให้ Fifty Fathoms กลายเป็นตำนานของวงการนาฬิกา ไม่เพียงแค่ดีไซน์ที่สวยสง่าหรือความทนทานระดับมืออาชีพเท่านั้น ยังรวมไปถึงหัวใจสำคัญอยู่ที่กลไกภายในที่เปี่ยมด้วยความสามารถ ตัวเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วย Caliber 1315 กลไกอัตโนมัติระดับสูงที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักสะสมนาฬิกาและผู้เชี่ยวชาญในด้านความเสถียร ความแม่นยำ และความทนทานในระยะยาว

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือ พลังงานสำรองที่นานถึง 5 วัน จากการออกแบบด้วยบาร์เรลที่เชื่อมต่อกันถึง 3 ชุด ทำให้มั่นใจได้ว่าตัวนาฬิกาจะสามารถเดินได้อย่างต่อเนื่องแม้ถอดออกจากข้อมือ และยังมาพร้อม สปริงบาลานซ์ที่ทำจากซิลิกอน ซึ่งมีความต้านทานต่อสนามแม่เหล็กและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำแม้ในสถานการณ์สุดขั้ว ไม่ว่าจะอยู่ใต้ทะเลลึกหรือบนภูเขาหิมะ

และสำหรับผู้ที่หลงใหลในศิลปะของเครื่องบอกเวลา เพียงแค่พลิกดูด้านหลังผ่าน กระจกแซฟไฟร์ คุณจะได้พบกับโลกอีกใบของการสร้างสรรค์ ที่ซ่อนอยู่ในกลไกอันซับซ้อนนั้น ความงดงามของการตกแต่งอย่างประณีตตามขนบนาฬิกาชั้นสูงสะท้อนออกมาผ่าน โรเตอร์ทองคำแดง 18 กะรัต ที่ได้รับการเคลือบด้วย NAC สีเข้ม ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้กลิ่นอายย้อนกลับไปยังรุ่นดั้งเดิมปี 1953 อย่างมีชั้นเชิง

ในทุกการขยับของเฟือง ทุกการสั่นไหวของบาลานซ์ Fifty Fathoms รุ่นนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวของนวัตกรรมและความหลงใหลในศาสตร์แห่งเวลาอย่างแท้จริง

เสน่ห์ที่ไม่เคยหายไป

ความสวยงามของ Fifty Fathoms ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายนอกตัวเรือนที่เงางามหรือกลไกภายในอันล้ำเลิศ ซึ่งยังขยายไปถึงทุกองค์ประกอบที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องของ สายรัดข้อมือ ที่ถูกออกแบบและเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อเติมเต็มความหรูหราและสมรรถนะของนาฬิการะดับตำนานเรือนนี้ให้ครบถ้วน

ผู้ใช้สามารถเลือกได้ระหว่าง สายสเตนเลสสตีลขัดเงา ที่ผลิตขึ้นอย่างประณีตด้วยมือ โดยมีลวดลายและการลงรายละเอียดที่ตอบรับกับตัวเรือนได้อย่างไร้รอยต่อ ให้ความรู้สึกหรูหรา หนักแน่น แต่ยังคงความคล่องตัว หรือจะเลือกเป็นสายยางแบบ Tropic ซึ่งมีจุดเด่นทั้งในด้านความเบา ยืดหยุ่น และทนทานต่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบมืออาชีพ พร้อมกลไกการล็อกแบบบัคเคิลหรือคลิปเสริมที่ให้ทั้ง ความปลอดภัยและความมั่นใจ ทุกครั้งที่สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นใต้น้ำลึกหรือบนบก

ดีไซน์ของรุ่นนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำอดีตกลับมาเทิดทูนเท่านั้น แต่เป็นการตีความใหม่อย่างชาญฉลาด โดยเคารพจิตวิญญาณของรุ่นปี 1953 อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็ปรับให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของนักดำน้ำ นักผจญภัย และนักสะสมในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านความสะดวกในการใช้งาน ความคงทนต่อสภาพแวดล้อม และความสง่างามที่สามารถแมตช์กับเสื้อผ้าได้ตั้งแต่ชุดว่ายน้ำไปจนถึงชุดสูท

Fifty Fathoms ใหม่นี้จึงเหมือนเป็นการถ่ายทอดตำนานบทใหม่ ของการตีความคลาสสิคสู่ความร่วมสมัย ที่กลมกลืนอย่างลงตัวระหว่างโลกใต้น้ำและโลกแห่งแฟชั่น เป็นคำตอบของผู้ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องของฟังก์ชันและฟอร์มในทุกมิติของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำลึกหรือการเดินเข้าสู่ห้องประชุมด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

Blancpain Fifty Fathoms Automatique 42mm
ข้อมูลทางเทคนิค
Blancpain Fifty Fathoms Automatique 42mm
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา (Polished Stainless Steel) เงางามสะท้อนแสงได้โดดเด่นจากทุกมุม
  • ขนาดตัวเรือน: 42 มิลลิเมตร ขนาดใหม่ที่สมดุลระหว่างความสง่างามและการใช้งานจริง
  • หน้าปัด: สีดำแบบซันเบิร์สต์ (Sunburst Black Dial) พร้อมหลักชั่วโมงเรืองแสงขนาดใหญ่ (XXL Luminescent Indexes) เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนแม้ใต้น้ำ
  • ขอบหน้าปัด: หมุนได้ทางเดียว (Unidirectional Bezel) มาพร้อมอินเสิร์ตแซฟไฟร์ทรงโดม (Domed Sapphire Insert) ที่ช่วยเสริมความเงางามและทนทาน
  • กลไก: คาลิเบอร์ 1315 (Caliber 1315) แบบอัตโนมัติ ให้พลังงานสำรองสูงสุดถึง 5 วัน (120 ชั่วโมง) ใช้บาลานซ์สปริงซิลิคอน ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็ก และรักษาความแม่นยำได้สูงในทุกสภาวะ
  • ฝาหลัง: กระจกแซฟไฟร์โชว์กลไก มองเห็นโรเตอร์ทองคำ 18 กะรัต เคลือบ NAC ซึ่งออกแบบให้อ้างอิงกับรุ่นต้นแบบปี 1953
  • สายนาฬิกา: มีให้เลือกทั้งสายสเตนเลสสตีลขัดเงา หรือสายยาง Tropic พร้อมหัวเข็มขัดแบบปกติ (pin buckle) หรือหัวเข็มขัดพับ (deployant clasp)
  • ความพร้อมในการจำหน่าย: รุ่นผลิตถาวร (ไม่ใช่ลิมิเต็ดอิดิชัน) เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันประจำของ Blancpain

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
(ที่มา: คลังข้อมูล Blancpain)

Singer Reimagined คืนชีพกลไก Valjoux 236 สู่นิยามใหม่ของนาฬิกาโครโนกราฟ

0

Singer Reimagined รังสรรค์มรดกกลไก Valjoux 236 ให้กลับมาอย่างสง่างาม พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานใหม่แห่งความแม่นยำ

การบูรณะความเป็นเลิศในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาโดย Singer Reimagined นั้นไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการยกระดับนวัตกรรมและความแม่นยำที่ไม่มีวันตกยุค กลไก Valjoux 236 ซึ่งถือเป็นการพัฒนาและปรับปรุงจาก Valjoux 23 ทำให้กลไกนี้มีความแม่นยำสูงขึ้น

การทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ทำให้การจับเวลามีความเสถียรและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่ Singer ใช้เทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ทันสมัยในการฟื้นฟูกลไกในตำนานให้กลับมาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ

Singer Reimagined Valjoux 236

Heritage Collection จึงไม่เพียงแค่ชุบชีวิตกลไกเก่าๆ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโลกของนาฬิกา โดยมีการออกแบบตัวเรือนสตีลขนาด 38.8 มม. ที่สะท้อนความเป็นวินเทจ แต่ยังคงความเป็นสมัยใหม่ผ่านการตกแต่งที่พิถีพิถัน ทั้งในแง่ของการขัดเงา การเคลือบหน้าปัด และการสลักคำที่ฝาหลังเป็นสัญลักษณ์ของความประณีต

การฟื้นฟูบูรณะโดย Singer Reimagined ถือเป็นการผสมผสานศิลปะและวิศวกรรมที่สูงส่งเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการสร้างสมดุลระหว่างอดีตและปัจจุบันในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงที่ยังคงครองความสง่างามและมีความแม่นยำในทุกการเคลื่อนไหวของกลไก

การฟื้นฟูกลไก Valjoux 236 ความละเอียดในการยกระดับกลไกโบราณให้ทันสมัย

กลไก Valjoux 236 เป็นการพัฒนาต่อยอดจากกลไก Valjoux 23 ที่มีชื่อเสียงในวงการนาฬิกาโครโนกราฟ โดยทาง Singer Reimagined ได้นำกลไกนี้มาปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำให้ดียิ่งขึ้น กลไกนี้ไม่ใช่แค่การฟื้นฟู แต่เป็นการยกระดับให้เหมาะสมกับความต้องการของนักสะสมนาฬิกาหรูในปัจจุบัน

Singer Reimagined Valjoux 236
Singer Reimagined Valjoux 236

การปรับปรุงที่สำคัญของ Valjoux 236 คือการเพิ่มความถี่การทำงานของกลไกที่สูงขึ้นถึง 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) ซึ่งทำให้การทำงานของกลไกมีความแม่นยำและเสถียรมากขึ้น เมื่อเทียบกับ Valjoux 23 ที่มีความถี่ต่ำกว่า อีกทั้งยังทำให้การหมุนของเข็มวินาทีมีความนุ่มนวลและสะดวกในการอ่านเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในนาฬิกาโครโนกราฟที่ใช้งานได้ในทุกสถานการณ์

ไม่เพียงแค่การปรับปรุงทางเทคนิคเท่านั้น แต่กลไกนี้ยังผ่านการตรวจสอบและการปรับแต่งอย่างพิถีพิถันจากทีมงานของ Singer Reimagined ซึ่งได้ทำการซ่อมแซมและตรวจสอบทุกชิ้นส่วนอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าทุกการทำงานของกลไกจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานในยุคปัจจุบัน โดยยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของ Valjoux 236 ที่เคยมีมา

การฟื้นฟูนี้ยังเน้นไปที่การรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ของกลไกที่มีการออกแบบการทำงานของโครโนกราฟที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงการเพิ่มความท้าทายในการขึ้นลานด้วยมือ (Manual Winding) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะที่ทำให้นาฬิกาโครโนกราฟยังคงได้รับความนิยมในหมู่นักสะสม

สุดท้ายแล้ว การฟื้นฟู Valjoux 236 ไม่ได้เป็นแค่การซ่อมแซม แต่ยังเป็นการเพิ่มมิติความสวยงามให้กับกลไกด้วยการตกแต่งผิวที่ละเอียดและประณีต รวมไปถึงการใส่รายละเอียดที่ช่วยให้กลไกดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น กลไกนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ไม่เพียงแต่เหมาะสมกับนักสะสมที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของนาฬิกา แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการความแม่นยำและคุณภาพในทุกๆ ด้านได้เป็นอย่างดี

การออกแบบ Heritage Collection ผสานความคลาสสิกและความทันสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ

การออกแบบของนาฬิกาจาก Heritage Collection ของ Singer Reimagined ถือเป็นการผสมผสานระหว่างความงดงามของดีไซน์คลาสสิกและเทคโนโลยีทันสมัยอย่างลงตัว ตัวเรือนขนาด 38.8 มม. ที่เลือกใช้วัสดุสตีลเกรดพรีเมียม มีความลงตัวในการรับมือกับการใช้งานประจำวันและยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นวินเทจของยุคสมัยก่อน การออกแบบดังกล่าวยังทำให้สามารถใส่ได้อย่างสะดวกสบายในทุกๆ โอกาส ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในงานพิเศษต่างๆ

การตกแต่งตัวเรือนนั้นมีความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่การขัดเงาเพื่อเพิ่มความเงางามของสตีลที่ดูหรูหราและสะท้อนแสงในทุกมุมมอง ทำให้ตัวเรือนดูมีชีวิตชีวาและมีเสน่ห์ อีกทั้งยังมีการเคลือบหน้าปัดที่ช่วยให้การอ่านเวลาเป็นไปอย่างชัดเจนและมีความทนทานต่อการใช้งานได้ยาวนาน

จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการสลักคำว่า “Restored by Singer” บนฝาหลังของนาฬิกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการฟื้นฟูและปรับปรุงกลไกของ Singer Reimagined ที่ยังคงความพิเศษในการบ่งบอกถึงการคัดสรรและการปรับปรุงที่มีคุณภาพระดับสูง คำสลักนี้ไม่เพียงแค่เป็นการแสดงถึงความเชี่ยวชาญของทีมงานในการฟื้นฟูนาฬิกา แต่ยังเป็นเครื่องหมายของความหลากหลายที่ทำให้นาฬิกาชิ้นนี้กลายเป็นงานศิลป์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในงานฝีมือที่สมบูรณ์แบบ

การออกแบบ Heritage Collection จึงไม่ใช่แค่การทำซ้ำของการดีไซน์ที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของการฟื้นฟูและความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้านทั้งจากมุมมองการใช้งานและด้านสุนทรียศาสตร์ ซึ่งทำให้ Heritage Collection กลายเป็นการผสมผสานของอดีตและอนาคตที่สวยงามและน่าจดจำ

การสร้างมาตรฐานใหม่ การยกระดับคุณภาพนาฬิกาในยุคใหม่

คอลเลกชัน Heritage Collection จาก Singer Reimagined ไม่ได้เพียงแค่ฟื้นฟูกลไกนาฬิกาเก่าที่มีค่า แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตนาฬิกาให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในปัจจุบัน กลไกที่ได้รับการฟื้นฟูนั้นไม่เพียงแต่มีการรักษาคุณภาพเดิมที่ดีเยี่ยม แต่ยังได้รับการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน โดยยังคงความสมบูรณ์แบบในด้านความแม่นยำและความทนทาน

การบูรณะกลไกนี้ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมชิ้นส่วนเก่าเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิศวกรรมอย่างลงตัว ทีมงานของ Singer Reimagined ใช้ความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงกลไกและการออกแบบใหม่ โดยการผสมผสานเทคนิคทางวิศวกรรมที่ทันสมัยและการทำงานฝีมือที่พิถีพิถัน เพื่อให้กลไกใหม่มีความเสถียรและการทำงานที่น่าประทับใจ

สิ่งที่ทำให้ Heritage Collection แตกต่างจากนาฬิกาคอลเลกชันอื่นๆ คือการรักษาความเป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบและการใช้งาน พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานของการผลิตในอุตสาหกรรมนาฬิกาไปอีกขั้น คอลเลกชันนี้จึงเป็นมากกว่านาฬิกาเครื่องหนึ่ง แต่มันคือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลกแห่งนาฬิกาหรู ที่ทุกๆ รายละเอียดและการสร้างสรรค์มีความหมายและคุณค่าที่ยั่งยืน

การบูรณะกลไกของ Heritage Collection จึงเป็นการบ่งบอกถึงความพยายามในการรักษามรดกที่มีคุณค่าในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยนำเอาเทคโนโลยีและวิศวกรรมใหม่ๆ มาผสมผสานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุด

การคัดสรรวัสดุคุณภาพสูง

การใช้วัสดุที่ดีที่สุดเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Heritage Collection ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านการยืดอายุการใช้งานและการคงความสวยงามตลอดเวลา ตัวเรือนนาฬิกาทำจากสตีลคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการเคลือบและขัดเงาอย่างละเอียด เพื่อให้ได้พื้นผิวที่มันวาวและทนทาน นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคการเคลือบหน้าปัดเพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน และเพิ่มความคมชัดในการอ่านเวลา

การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงยังรวมไปถึงการใช้กระจกแซฟไฟร์ซึ่งมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการแตกหัก นอกจากนี้ กระจกยังถูกเคลือบสารกันแสงสะท้อน (anti-reflective coating) เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการดูเวลาในทุกสภาพแสง

ในส่วนของกลไกนาฬิกา Heritage Collection ได้รับการปรับปรุงด้วยวัสดุคุณภาพสูง เช่น สปริงขดที่มีความแม่นยำสูงและทนทานต่อการสึกหรอ ทำให้การทำงานของนาฬิกามีความเสถียรและแม่นยำยิ่งขึ้น การใช้วัสดุชั้นเยี่ยมนี้ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดเพื่อให้ผู้สวมใส่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือชั้น และเพิ่มมูลค่าความหรูหราให้กับนาฬิกา

การคัดสรรวัสดุระดับพรีเมียมนี้จึงไม่เพียงแค่ตอบสนองในด้านความสวยงามและความทนทานเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของ Heritage Collection ที่ผู้สวมใส่สามารถมั่นใจได้ว่าแต่ละชิ้นจะคงความสวยงามและทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบไปอีกหลายปี

ข้อสรุปกลไก

กลไก Valjoux 236 เป็นหัวใจสำคัญของ Heritage Collection ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่มีความแม่นยำและสวยงาม การเลือกใช้กลไกโครโนกราฟแบบขึ้นลานด้วยมือ (manual winding chronograph) ในคอลเลกชันนี้เป็นการคำนึงถึงความคลาสสิกและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและศิลปะในการผลิต

กลไก Valjoux 236 มาพร้อมกับฟังก์ชันโครโนกราฟที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการแสดงผลหน่วยวินาทีที่ช่วยให้การวัดเวลาในระยะสั้นสามารถทำได้อย่างแม่นยำและมีความละเอียดสูง ความสามารถในการจับเวลาได้ในระดับที่แม่นยำนี้ทำให้กลไกนี้เป็นที่นิยมในวงการนาฬิกาหรูหรา

การขัดแต่งพื้นผิวของกลไกและตัวเรือนนาฬิกานั้นยังได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน โดยการขัดผิวแบบละเอียดที่ทั้งสวยงามและมีความทนทาน โดยเฉพาะการทำให้พื้นผิวต่างๆ มีความเงางามและเรียบเนียน ซึ่งไม่เพียงแค่เพิ่มความหรูหราให้กับนาฬิกา แต่ยังช่วยในการดูแลรักษาและทำให้การทำงานของนาฬิกามีความเสถียรและประสิทธิภาพสูง

กลไก Valjoux 236 ที่มีการปรับปรุงอย่างละเอียดในทุกส่วน จึงทำให้ Heritage Collection มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของความแม่นยำ และยังเป็นการแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดในทุกกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสวยงามและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อมูลทางเทคนิค Heritage Collection

กลไก Valjoux 236
กลไก Valjoux 236 เป็นโครโนกราฟที่ขึ้นลานด้วยมือ มีฟังก์ชันจับเวลาที่สามารถจับเวลา 30 นาทีและแสดงวินาทีบนหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง และทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง

ตัวเรือนและดีไซน์
ตัวเรือนทำจากสตีล ขนาด 38.8 มม. ความหนา 11.75 มม. ขัดตกแต่งแบบซันเรย์และขัดเงา มีหน้าปัดแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน ฝาหลังแซฟไฟร์โชว์กลไกบูรณะใหม่ ตัวเรือนกันน้ำได้ 50 เมตร ปุ่มพุชเชอร์ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของฟังก์ชันโครโนกราฟ

หน้าปัดและเข็มนาฬิกา
หน้าปัดมีให้เลือกสองสี: เขียว Empire Green และดำ Black Lacquered เข็มชั่วโมงและนาทีชุบโรเดียมและเคลือบด้วย Orange Super-Luminova เข็มวินาทีสีส้ม Singer Orange พร้อมหัว cabochon ทอง

สายนาฬิกา
สายหนังสีดำหรือผ้าสีเขียวกากี วัสดุทนทาน การเย็บด้ายตัดกันมีสีน้ำตาล Testa di Moro หรือเขียวกากี ตัวล็อคหัวเข็มขัดทำจากสเตนเลสสตีล ขัดซาติน

ราคาและการวางจำหน่าย
ราคา CHF 16,700 (ไม่รวมภาษี) วางจำหน่ายในจำนวนจำกัด ผ่านบูติก Singer Reimagined และตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ และที่มา SINGER

A Whole New Spin Louis Vuitton

Louis Vuitton ตีความกลไกคอมพลิเคชั่นสุดไอคอนิก Spin Time และนำเสนอผ่านผลงานใหม่ 6 รุ่น ซึ่งมีทั้งรุ่นที่สวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงผลงานมาสเตอร์พีซสุดซับซ้อน

A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time

Spin Time คือกลไกคอมพลิเคชั่นที่ Louis Vuitton พัฒนาขึ้นจนขึ้นแท่นผลงานไอคอนิก บรรจุอยู่ในตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น Tambour จนส่งให้เมซงเป็นที่จับตาในโลกนาฬิกาชั้นสูง… ในวันนี้ Louis Vuitton ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ในชื่อ Tambour Taiko Spin Time ซึ่งเป็นผลงานลิมิเต็ดเอดิชั่นรวม 6 เวอร์ชั่น โดยยังคงเอกลักษณ์การแสดงชั่วโมงแบบจัมปิ้งที่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังทำงานด้วยกลไกอินเฮาส์ที่พัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton

กำเนิด Tambour และ Spin Time 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 คอลเลกชั่น Tambour สุดไอคอนิกเปิดตัวครั้งแรก นาฬิกาตัวเรือนกลมนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “กลอง” มาพร้อมดีไซน์ขอบข้างตัวเรือนที่ลาดเอียงเล็กน้อย คอลเลกชั่นนี้ได้รับการตีความนำเสนอพร้อมกลไกคอมพลิเคชั่นในหลายเวอร์ชั่น แต่หนึ่งในรุ่นที่ได้ชื่อว่าไอคอนิกที่สุดก็ต้องยกให้ Tambour Spin Time ซึ่งโดดเด่นเรื่องการนำเอาคอมพลิเคชั่น jumping hour มาตีความใหม่จนเกิดเป็นการแสดงชั่วโมงแบบจัมปิ้งที่ไม่เหมือนใคร

คอนซ็ปต์ของ Spin Time กำเนิดขึ้นเมื่อปี 2007 โดย Michel Navas และ Enrico Barbasini มาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ผู้ก่อตั้ง เวิร์คช็อปผลิตกลไกคอมพลิเคชั่น La Fabrique du Temps แม้จะเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาตามขนบ แต่ทั้งสองก็ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังเช่น กลไกคอมพลิเคชั่น Spin Time ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจากป้ายแสดงข้อมูลในสถานีรถไฟและสนามบิน จนเกิดเป็นการแสดงชั่วโมงด้วยลูกบาศก์สามมิติจำนวน 12 ลูกที่พลิกแสดงข้อมูลเวลาแบบทันที

กลไก Spin Time ปรากฏอยู่ในนาฬิกาชั้นสูงของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ปี 2009 โดยเป็นกลไกแรกที่ทาง La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นเพื่อ Lovis Vuitton และเป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ของทั้งสองจนนำไปสู่การผนวก La Fabrique du Temps เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton ในปี 2011 ตอกย้ำการที่เมซงเข้ามาผลิตนาฬิกาชั้นสูงอย่างจริงจัง โดยเปิดตัวโรงงานผลิตในเขตเมย์แรง (Meyrin) เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่ผลิตกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และเทคนิคหัตถศิลป์หลายแขนง)

“หากปราศจาก Spin Time เราคงไม่ได้ออกเดินทางสู่ความท้าทายในการผลิตนาฬิกาชั้นสูง” Jean Asrnault ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Louis Vuitton กล่าว “และถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็คงไม่ได้ผนวก La Fabrique du Temps เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา ซึ่งเป็นช่วงเวลาแรกเริ่มในการผลิตนาฬิกาของเรา”

A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time

ตำนานบทใหม่

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คอมพลิเคชั่น Spin Time ได้รับการตีความโดยนวกเข้ากับฟังก์ชั่นอื่นๆ มาแล้วหลายครั้ง เช่น Regatta และ GMT เช่นเดียวกับปีนี้ Louis Vuitton ได้นำเสนอคอมพลิเคชั่น Spin Time ผลงานใหม่ ในชื่อ Tambour Taiko Spin Time ซึ่งตีดวามออกมา 6 รุ่น โดยชื่อ Tambour นั้นมาจากกลองในภาษาฝรั่งเศส ส่วนคำว่า Taiko นั้นมาจากชื่อกลองในพิธีการของญี่ปุ่น

ในแง่ของดีไซน์ของ Tambour Taiko สืบทอดมาจากเส้นสายอันงามสง่าของ Tambour รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปี 2023 โดยด้านข้างตัวเรือนยังคงเอกลักษณ์ความลาดเอียงหมือนกลองดังเดิม แต่ปรับให้ดูเพรียวบางขึ้น มาพร้อมกับดีไซน์ขาตัวเรือนแบบใหม่ที่ดูเพรียว รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่ปรับโฉมใหม่ ทั้งอินเด็กซ์ เข็ม ฟอนต์ รวมถึงคำว่า ‘Fab. En Suisse’ (ซึ่งหมายถึง ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์) และเพื่อให้ผลงานทั้ง 6 รุ่นมีความสอดคล้องกัน จึงผลิตตัวเรือนด้วยไวท์โกลด์ ตกแต่งด้วยเฉดสีฟ้าอมเทาหรือที่ทางเมซงเรียกว่า dolphin grey เป็นหลัก ดังที่ปรากฏอยู่บนพื้นหน้าปัดและตัวลูกบาศก์ทั้ง 12 (ยกเว้นด้านที่ทำหน้าที่แสดงชั่วโมงซึ่งมาในเฉดสีเทาอ่อน)

A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time

กล่าวได้ว่าตัวเรือนใหม่ที่สง่างามและทันสมัยนี้เป็นตัวเรือนที่ซับซ้อนที่สุดที่ทาง La Fabrique du Temps Louis Vuitton เคยผลิตมา โดยผสานเทคนิคการขัดแต่งเล่นแสงอย่างกลมกลืน ตลอดจนองค์ประกอบการตกแต่งเล่นระดับเพื่อเพิ่มมิติ

อย่างด้านข้างของขอบตัวเรือนซึ่งใช้เทคนิคการขัดแบบด้าน ตัดกับตัวอักษรสะกดเป็นชื่อ LOUIS VUITTON ซึ่งขัดแบบเงารวมถึงขาตัวเรือนสุดซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญในการขัดแต่ง โดยด้านข้างเว้าเข้ามาพร้อมพื้นผิวแบบ frost ตัดกับด้านนอกที่ขัดเงาก่อนนำไปติดเข้ากับตัวเรือน

นาฬิกาทุกรุ่นของ Tambour Taiko Spin Time ทำงางานด้วยกลไกอินเฮาส์ที่ La Fabrique du Temps Louis Vuitton พัฒนาขึ้นเพื่อคอลเลกชั่นของเมซงโดยเฉพาะ กลไกอัตโนมัติที่ใช้เป็นเบสในผลงานใหม่นี้ตกแต่งแบบร่วมสมัยในสไตล์เดียวกับกลไก LFT023 ที่ใช้ในนาฬิกา Tambour เมื่อปี 2023

ทั้งโรเตอร์ทองตกแต่งด้วยโมทีฟ LV พร้อมด้วยบริดจ์ที่ตกแต่งด้วยเทคนิคไมโคร-แซนด์บลาสต์ พร้อมขอบขัดเงา เมนเพลทขัดเป็นลายวนให้ลุคตามขนบ ตัดกับอัญมณีสังเคราะห์ไร้สีที่ทำให้ลุคดูอาวองต์การ์ด ทั้งยังทำงานที่ความถี่ 4 เฮิร์ตช์ สำรองพลังงานนาน 45 ชั่วโมง

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวลูกบาศก์ยังได้รับการดีไซน์ใหม่ให้มีความโค้งมนมากขึ้นกว่ารุ่นดั้งเดิม ซึ่งให้ลุคที่นุ่มนวลและเล่นแสงได้ดี อีกทั้งยังได้รับการอัพเกรดการทำงาน โดยทาง La Fabrique du Temps Louis Vuitton ได้พัฒนาเฟืองมอลทีสติดตั้งไว้ที่ฐานของลูกบาศก์

ทำให้การพลิกกระโดดของลูกบาศก์สองลูกเกิดขึ้นพร้อมกันในทันทีเมื่อสิ้นสุดชั่วโมงก่อนและเข้าสู่ชั่วโมงใหม่ ทั้งยังให้สะดวกในการปรับตั้งเวลา โดยสามารถหมุนไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ ต่างจาก jumping hour แบบดั้งเดิม ที่หมุนปรับเวลาไปข้างหน้าได้อย่างเดียวเท่านั้น

A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time
นาฬิการุ่น Tambour Taiko Spin Time Air ระบบ
อัตโนมัติ 42.5 มม. ไวท์โกลด์
A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time
นาฬิการุ่น Tambour Taiko Spin Time Air ระบบอัตโนมัติ
42.5 มม. Hwak’s eye ประดับเพชร
A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time
นาฬิการุ่น Tambour Taiko Spin Time Air Antipode
ระบบอัตโนมัติ 42.5 มม. ไวท์โกลด์
A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time

Tambour Taiko Spin Time หลากรุ่น

ผลงานใหม่ 6 รุ่นนี้ ประกอบด้วย Tambour Taiko Spin Time ตัวเรือนขนาด 39.5 มม. 2 รุ่น ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดและฝาหลังทึบ และกันน้ำได้ลึก 100 เมตร โดยมีทั้งรุ่นเรียบง่ายเหมาะแก่การสวมใส่ในชีวิตประจำวัน และรุ่นประดับเพชรบาแก็ตต์บนขอบและขาตัวเรือนรวม 4.3 กะรัต รับกับกลางหน้าปัดซึ่งขัดแต่งลายแบบ hawk’s eye 

อีก 2 รุ่นมีชื่อว่า Tambour Taiko Spin Time Air ตัวเรือนขนาด 42.5 มม. พร้อมหน้าปัดแบบโปร่ง เสริมความโดดเด่นให้กับลูกบาศก์แสดงชั่วโมง ซึ่งดูราวกับลอยอยู่กลางอากาศ มีทั้งรุ่นเรียบง่ายสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และรุ่นประดับเพชรแบบพาเว่กว่า 1,000 เม็ด

A WHOLE NEW SPIN Tambour Taiko Spin Time

ส่วนใครที่หลงใหลในกลไกคอมพลิเคชั่นชั้นสุด ยังมีรุ่น Tambour Taiko Spin Time Air Antipode ซึ่งมาพร้อมคอมพลิเคชั่นเวิลด์ไทม์ แสดงเวลา 24 ไทม์โซน พร้อมเวลากลางวัน-กลางคืน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องเดินทางรอบโลกและเน้นย้ำดีเอ็นเอศิลปะการเดินทางของ Louis Vuitton

คอมพลิเคชั่น Antipode นี้คิดค้นโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton แสดงเวลาท้องถิ่นด้วยเข็มนาทีแบบสเกเลตันและเข็มชั่วโมงสีเหลืองซึ่งได้แรงบันดาลมาจากด้ายเย็บเครื่องหนังของ Louis Vuitton ซึ่งติดตั้งบนแผ่นดิสก์ก็ตกแต่งเป็นลายแผนที่โลก ส่วนเวิลด์ไทม์นั้นแสดงโดยลูกบาศก์ทั้ง 12 ในคอมพลิเคชั่น Spin Time ซึ่งหมุนแผนที่โลกอีกที ตัวเลขชั่วโมงซึ่งอยู่ใกล้กับแต่ละลูกบาศก็บ่งบอกเวลาของสองเมืองที่มีชื่อปรากฏบนลูกบาศก์

โดยสองเมืองที่อยู่บนลูกบาศก์เดียวกัน เวลาจะห่างกัน 12 ชั่วโมง และยังใช้สีฟ้าเทาแสดงช่วงเวลากลางคืน และสีเทาอ่อนแสดงช่วงเวลากลางวัน การแสดงชื่อสองเมืองบนลูกบาศก็เดียวกันนี้ทำให้กลไกนี้แตกต่างคอมพลิเคชั่นเวิลด์ไทม์ทั่วไป ทั้งยังสามารถอ่านค่าเวลาได้ง่ายและชัดเจนด้วย

สุดท้ายคือ Tambour Taiko Spin Time Air Tourbillon ซึ่งเป็นการผนวก Spin Time เข้ากับคอมพลิเคชั่นทูร์บิญองเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก ซึ่งในการติดตั้งกลไกทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยความท้ายลูกบาศก์กินพื้นที่รอบหน้าปัดส่วนใหญ่ จึงต้องติดตั้งฟลายอิ้งทูร์บิญองไว้กลางหน้าปิด และทำให้ต้องโมดิฟายกลไกอัตโนมัติใหม่

และเพื่อบ่งบอกถึงความเป็น Louis Vuitton จึงได้ออกแบบกรงทูร์บิญองเป็นรูปทรง Monogram Flower ราวกับมีดอกไม้เบ่งบานอยู่กลางหน้าปัดซึ่งหมุนครบรอบทุกๆ หนึ่งนาที

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

รูปภาพจาก Louis Vuitton

IWC Ingenieur SL ความล้มเหลวที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกาหรู

0

IWC Ingenieur SL จากนาฬิกาที่ไม่ถูกจริตตลาด สู่งานออกแบบระดับตำนานที่คนรักนาฬิกาต่างตามหา

IWC Schaffhausen เป็นแบรนด์นาฬิกาหรูที่มีประวัติยาวนานกว่า 150 ปี และได้รับการยอมรับในวงการนาฬิกาโลกในด้านความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ผสมผสานระหว่างฝีมือชั้นเยี่ยมและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1868 โดย Florentine Ariosto Jones ผู้ก่อตั้งที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังมีความแม่นยำและทนทานต่อการใช้งานในระดับมืออาชีพ

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงเรื่องราวของ IWC Schaffhausen ตั้งแต่การออกแบบนาฬิกาสปอร์ตหรูระดับโลกอย่าง Ingenieur SL ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Gérald Genta นักออกแบบนาฬิกาชื่อดังในยุค 1970s จนถึงการเดินหน้าของแบรนด์ในยุคปัจจุบันที่ยังคงยึดมั่นในหลักการยั่งยืนและการสร้างสรรค์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาอนาคตของเด็กและเยาวชนทั่วโลก

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

ในวันที่ 13 เมษายน 2025 ที่งาน Goodwood Members’ Meeting, IWC Schaffhausen ได้เปิดตัวภาพยนตร์สั้นที่น่าติดตามเกี่ยวกับนาฬิกา Ingenieur SL รุ่น 1832 ที่มาพร้อมกับสายที่บูรณาการในตัว ซึ่งถูกออกแบบโดย Gérald Genta นักออกแบบนาฬิกาชื่อดังจากเจนีวา นาฬิกานี้ผลิตจากสแตนเลสสตีลและถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความสวยงามและการใช้งานที่ลงตัว

แม้ว่า IWC จะทำการตลาด Ingenieur SL นี้ให้กับกลุ่มวิศวกรโดยเฉพาะ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในเชิงพาณิชย์ และกลายเป็นเพียงสมบัติลับที่นักสะสมและคนวงในต่างแสวงหา ด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุค 1970

ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า “The most brilliant failure” (ความล้มเหลวที่ยอดเยี่ยมที่สุด) ที่เล่าถึงเรื่องราวของนาฬิกา Ingenieur SL พร้อมกับการเพิ่มเนื้อเรื่องแฟนตาซีเกี่ยวกับนาฬิกาเรือนหนึ่งที่มีหน้าปัดสีเขียว ซึ่งในที่สุดก็ได้เดินทางไปอยู่ในมือของนักแข่งรถที่มีชื่อเสียง

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

การเปิดตัวภาพยนตร์สั้นนี้ในงาน Goodwood Members’ Meeting เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของ Ingenieur SL รุ่น 1832 ที่แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในตลาด แต่ก็ยังคงถูกจดจำในใจของนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในโลกนาฬิกาหรูอย่างไม่เสื่อมคลาย

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

หลังจากการเปิดตัวคอลเลคชัน Ingenieur ใหม่ที่งาน Watches and Wonders Geneva, IWC Schaffhausen ก็ได้เปิดตัวภาพยนตร์สั้นที่น่าดึงดูดใจเกี่ยวกับนาฬิกา Ingenieur SL รุ่น 1832 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีสายบูรณาการจากยุค 1970 ที่มีลักษณะเด่นในด้านการออกแบบที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร

ภาพยนตร์สั้นนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงเสน่ห์ของนาฬิกา Ingenieur SL ในยุค 70 เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับการออกแบบ IWC Ingenieur รุ่นใหม่ในปัจจุบัน การฉายภาพยนตร์ครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน 82nd Members’ Meeting ที่ Goodwood ใน West Sussex สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการฉลองความสำเร็จของคอลเลคชันนี้ในเวทีที่สำคัญระดับโลก

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

IWC SCHAFFHAUSEN “ความล้มเหลวที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

ในช่วงทศวรรษ 1970 อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสถูกเขย่าจนถึงแกนกลางจากวิกฤตควอตซ์และราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น ในบรรยากาศเช่นนี้ IWC Schaffhausen จึงหันไปหา Gérald Genta นักออกแบบนาฬิกาชื่อดังจากเจนีวา เพื่อให้เขามาออกแบบนาฬิกา Ingenieur ใหม่

โดย Ingenieur รุ่นแรกนั้นเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1950 และถูกพัฒนาขึ้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีสนามแม่เหล็กแรงสูง เช่น นักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ขณะนั้น Genta กำลังอยู่ในช่วงที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และได้ออกแบบ Ingenieur SL รุ่น 1832 ซึ่งมาพร้อมกับขอบหน้าปัดที่มีร่องห้าเส้นและสายบูรณาการที่เข้ากับตัวเรือน

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

ในขณะที่แบรนด์นาฬิกาอื่น ๆ ที่เคยขอให้ Genta ออกแบบต่างเริ่มมองเห็นเทรนด์ใหม่และนำเสนอการออกแบบที่เน้นสายบูรณาการเป็นนาฬิกากีฬาหรูสเตนเลสสตีล ซึ่งกลายเป็นหมวดหมู่สินค้าระดับใหม่ในอุตสาหกรรม แต่ IWC เลือกที่จะใช้แนวทางที่แตกต่าง ด้วยการมุ่งเป้าไปที่วิศวกรเป็นหลัก

แม้ว่าการออกแบบของ Genta จะดูหรูหราและทันสมัยเกินไปสำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้ ผลลัพธ์คือระหว่างปี 1976 และ 1983 ได้มีการผลิตและจำหน่ายออกไปเพียง 598 เรือนเท่านั้น ซึ่งกลายเป็น “ความล้มเหลวที่ยอดเยี่ยมที่สุด” ของ IWC ที่ยังคงเป็นเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ในวงการนาฬิกาจนถึงทุกวันนี้

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

ภาพยนตร์สั้นนี้เล่าถึงเรื่องราวจริงของนาฬิกา Ingenieur SL ที่กลายเป็น “ความล้มเหลวที่ยอดเยี่ยมที่สุด” ของ IWC โดยเนื้อเรื่องได้ผสมผสานกับการแต่งเติมเรื่องราวแฟนตาซีเกี่ยวกับนาฬิกาเรือนหนึ่งที่มีหน้าปัดสีเขียวในภาพยนตร์ โดยนาฬิกาเรือนนี้ถูกส่งให้กับนักแข่งรถเพื่อทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทกในสนามแข่ง

จากนั้นภาพยนตร์จะพาเราไปย้อนดูการเปิดตัวของ Ingenieur SL ที่งาน Basel Watch Exhibition ในปี 1976 และตามติดการพยายามของ Hannes Pantli ผู้อำนวยการฝ่ายขายในการขายนาฬิกาให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เขาคิดว่าจะชื่นชอบ นั่นคือวิศวกร แต่เมื่อการตลาดไม่สามารถสร้างความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ได้ นาฬิกา Ingenieur SL ก็ถูกมองข้ามไปจนถึงช่วงเปลี่ยนศตวรรษ

แต่แล้วก็มีการค้นพบ Ingenieur SL ใหม่ในหมู่นักสะสมและผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาหรู โดยเฉพาะการออกแบบที่ไม่มีใครแตะต้องของ Gérald Genta ที่ทำให้ราคาของนาฬิกาเรือนนี้พุ่งสูงขึ้นในงานประมูล และมันเริ่มปรากฏบนข้อมือของนักแสดง นักดนตรี และดารากีฬาชื่อดัง

ในภาพยนตร์ เราได้เห็นการประมูลนาฬิกา Ingenieur SL ที่มีหน้าปัดสีเขียว โดยมีลูกสาวของนักแข่งรถที่เคยทดสอบนาฬิกาเป็นผู้ได้ครอบครอง ในที่สุดลูกสาวคนนี้ก็เดินตามรอยพ่อไปในเส้นทางการแข่งรถ ภาพยนตร์สั้นนี้เล่าถึงนาฬิกาเรือนนี้เป็นตัวแทนของเรื่องราวที่นาฬิกา Ingenieur SL รุ่น 1832 แต่ละเรือนที่ผลิตขึ้นสามารถเล่าได้ในปัจจุบัน

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

การเล่าเรื่องในแบบภาพยนตร์

โปรเจกต์ภาพยนตร์สั้นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Evelyne Genta คู่ชีวิตและพันธมิตรทางธุรกิจของ Gérald Genta มานาน รวมถึงลูกสาวของพวกเขา Alexia Genta ซึ่ง Evelyne Genta ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Gérald Genta Heritage Association ที่มุ่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของ Genta และสนับสนุนทาเลนต์รุ่นใหม่

ในภาพยนตร์นี้ Gérald Genta ได้รับการถ่ายทอดโดยนักแสดง Anthony Watterson ขณะที่ Hannes Pantli อดีตผู้อำนวยการฝ่ายขายของ IWC รับบทโดย Matt Schaal และ Alexandre Ott อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ IWC รับบทโดย Brett Williams

ผู้กำกับของภาพยนตร์คือ Rune Milton ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกำกับภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเรื่องราวการก่อตั้งของ IWC ในชื่อ “Born of A Dream” (2020) ส่วนผู้กำกับภาพคือ Daniel Voldheim ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการกำกับภาพในเรื่อง “Presumed Innocent” การผสมผสานของทีมงานที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในภาพยนตร์นี้ทำให้เรื่องราวของ Ingenieur SL ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์และความท้าทายในทุกมุมมองอย่างเต็มที่

IWC Ingenieur SL: The Most Brilliant Failure in Luxury Watch History

ประวัติศาสต์ IWC SCHAFFHAUSEN

IWC Schaffhausen คือหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิสที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ที่เมือง Schaffhausen ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยคอลเลกชันอันหลากหลาย เช่น Portugieser และ Pilot’s Watches ทำให้แบรนด์นี้ครอบคลุมตั้งแต่นาฬิกาหรูไปจนถึงนาฬิกาสปอร์ต

ในปี 1868 Florentine Ariosto Jones วิศวกรและช่างทำนาฬิกาชาวอเมริกัน ได้ก่อตั้ง IWC โดยมีแนวคิดในการผสมผสานการประดิษฐ์นาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างฝีมือมนุษย์และนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

ตลอดระยะเวลากว่า 150 ปี IWC ได้สร้างชื่อเสียงในด้านการออกแบบนาฬิกาเครื่องมือสำหรับมืออาชีพ และฟังก์ชันที่ซับซ้อน เช่น โครโนกราฟและปฏิทิน ซึ่งมีความชาญฉลาด ทนทาน และใช้งานง่ายสำหรับผู้ใช้ นอกจากนี้ IWC ยังเป็นผู้นำในการใช้วัสดุที่ทันสมัย เช่น ไทเทเนียมและเซรามิก รวมถึงวัสดุขั้นสูงอย่าง Ceratanium® และไทเทเนียมอลูมินิไดด์ สำหรับเคสนาฬิกา

ในฐานะผู้นำในการผลิตนาฬิกาหรูที่คำนึงถึงความยั่งยืน IWC ใส่ใจในการจัดหาวัสดุอย่างรับผิดชอบและมีการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลักการโปร่งใส การหมุนเวียน และความรับผิดชอบ

แบรนด์นี้สร้างนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่ออยู่กับลูกค้าไปอีกหลายรุ่น พร้อมทั้งปรับปรุงทุกขั้นตอนการผลิต การกระจาย และการบริการผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปในทางที่รับผิดชอบที่สุด IWC ยังร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่ทำงานทั่วโลกเพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: IWC

The Collector’s Perspective’ Episode 1 กับไบเบิ้ล วิชญ์ภาส

สามารถติดตามบทสัมภาษณ์และรูปภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟของไบเบิ้ลได้ใน REVOLUTION THAILAND ฉบับ 01

Episode 1 ของรายการ The Collector’s Perspective จาก REVOLUTION THAILAND นำทัพด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษคนแรก ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส สุเมตติกุล @biblesumett ที่จะมาพูดคุยถึงเรื่องราวของเรือนเวลา 7 เรือนที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน! รวมถึงบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความชอบและมุมมองที่มีต่อวงการนาฬิกา

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND
➡️ Instagram: /revowatchthai/
➡️ Facebook: /RevoWatchThai/
➡️ website: https://revolutionthailand.com/
➡️ https://www.tiktok.com/@revowatchthai


#RevolutionThailand #RevoTHxTheCollectorsPerspective #BibleWichapas

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Gucci Interlocking Watch นิยามใหม่ของความงามเหนือกาลเวลา

“เวลาคือสิ่งล้ำค่า” แต่หากเวลานั้นถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกของงานศิลป์ล่ะ? มันจะกลายเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

ถ้าลองจินตนาการในบ่ายวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ เราเดินผ่านหน้าร้าน Gucci บนถนน Via Monte Napoleone ในมิลาน แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนกับกระจกเงาวับที่จัดวางเรือนเวลารุ่นใหม่ไว้ในกล่องโชว์อย่างประณีต ไม่มีเสียงใดในหัวเลยในตอนนั้น นอกจากเสียงหัวใจที่เต้นช้าลงอย่างจงใจ…เมื่อดวงตาสบกับสัญลักษณ์ Interlocking G ที่ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดนาฬิกาอย่างละเมียดละไม

เราไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังตกหลุมรักดีไซน์ หรือกำลังถูกดูดเข้าไปในเสน่ห์ของกาลเวลาที่หยุดนิ่งในขณะนั้น

Gucci ไม่เคยเล่าเรื่องเวลาในแบบที่ธรรมดา และ คอลเลกชันนี้ก็เปรียบเสมือนบทกวีที่เขียนขึ้นด้วยกลไกจักรกลอันซับซ้อน ทั้งสง่างาม เต็มไปด้วยรายละเอียด และบอกเล่าอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างแนบเนียน

ในปีนี้ Gucci กลับมาอีกครั้ง พร้อมเสิร์ฟแรงบันดาลใจผ่าน 4 เรือนเวลาดีไซน์ใหม่ ที่เปรียบดั่งเครื่องประดับประจำตัวของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมากกว่าการบอกเวลา… แต่ต้องการ นิยามของความเป็นตัวเอง ที่หรูหราและไม่เหมือนใคร

ลองปล่อยให้ความรู้สึกพาคุณดำดิ่งไปกับเรื่องราวของเรือนเวลาทั้ง 4 รุ่นนี้…แล้วคุณอาจจะค้นพบว่า บางครั้ง…การตกหลุมรักก็เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาทีเดียวจริง ๆ 

นิยามใหม่ของความงามเหนือกาลเวลาผสานความทันสมัย

ในโลกของเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยความประณีตและเรื่องราว แบรนด์ยังคงยืนหนึ่งในด้านของการรังสรรค์ผลงานที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้ง หนึ่งในคอลเลกชันที่เปรียบเสมือนตัวแทนของความโมเดิร์นที่ผสานความคลาสสิกได้อย่างกลมกลืนคือ คอลเลกชันที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมนำเสนอการตีความใหม่ของสัญลักษณ์ผ่านดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยความร่วมสมัย

ในปีนี้ Gucci กลับมาพร้อม การอัปเดตคอลเลกชันด้วย 4 ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ในสองแนวทาง สไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยว และความงามแบบเฟมินีนที่เปล่งประกายด้วยความละเอียดอ่อน

Gucci Interlocking Chronograph 41mm สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเท่และฟังก์ชันที่ครบครัน

ถ้าจะมีสักเรือนที่สะท้อนถึงความกล้าในการดีไซน์และความทันสมัยในแบบที่ยังคงรากเหง้าแห่ง Gucci ไว้อย่างงดงาม เรือนนี้คือคำตอบ หน้าปัดสีเขียวเข้มดูโดดเด่นแบบมีชั้นเชิง ร้อยเรียงด้วยรายละเอียดที่เล่นกับแสงอย่างสง่างาม สวมบนข้อมือแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของความสดใหม่และความกล้าท้าทายแบบสปอร์ตลักชัวรี

Gucci Interlocking Watch

ตัวเรือนขนาด 41 มม. ผลิตจากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งแต่ไม่เทอะทะ เสริมด้วยสายยางลายเพชรสีเขียวที่รับกับสีหน้าปัดได้อย่างลงตัว สายนี้ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ แต่ยังออกแบบมาให้กระชับ สวมใส่สบาย พร้อมรองรับขนาดข้อมือตั้งแต่ 155 มม. ถึง 195 มม.

จุดที่น่าสนใจคือฟังก์ชัน chronograph ที่ควบคุมผ่านปุ่ม pushers คู่ด้านข้าง ช่วยให้การจับเวลาละเอียดและแม่นยำ หน้าปัดยังมีการวางตำแหน่ง sub-dials อย่างสมดุล โดยเฉพาะตำแหน่งแสดงวินาทีแบบ small seconds ที่ประดับด้วยโลโก้ Interlocking G อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ตกแต่ง แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของมรดกทางดีไซน์ที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนาน

กระจกหน้าปัดผลิตจาก Sapphire เคลือบสารกันแสงสะท้อน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนในทุกมุมแสง พร้อมความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร หรือ 10 ATM จึงมั่นใจได้ว่าเรือนนี้พร้อมลุยไปกับคุณในทุกกิจกรรม ตั้งแต่ประชุมเช้าไปจนถึงวันพักผ่อนริมทะเล

และในยุคที่การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ Gucci ก็ไม่ลืมใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ อย่างการให้บริการใบรับประกันแบบดิจิทัล ที่สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านเว็บไซต์ โดยใช้หมายเลข Serial Number ที่สลักอยู่ด้านหลังตัวเรือน เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานยุคใหม่อย่างแท้จริง

Gucci Interlocking Chronograph 41mm  (รุ่นสีดำ)

ถ้ารุ่นหน้าปัดสีเขียวคือความกล้าและความสดใหม่ รุ่นสีดำนี้ก็คือความนิ่ง สุขุม และความคลาสสิกที่ไม่มีวันตกยุค หน้าปัดสีดำสนิทจับคู่กับสายยางสีดำลายเพชร ให้ความรู้สึกสุขุมแต่เต็มไปด้วยพลังในแบบที่แค่เหลือบตามองก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ธรรมดา

โครงสร้างหลักยังคงเหมือนกับรุ่นสีเขียว ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. ที่ให้สัมผัสแน่นหนาและแข็งแรงในทุกการเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่แตกต่างคือ mood & tone ที่เรือนนี้สร้างขึ้น มันเหมาะกับผู้ชายที่ต้องการลุคเนี้ยบ เท่ และมีอำนาจเงียบที่ไม่ต้องพยายามเรียกร้องความสนใจ

ระบบจับเวลาแบบ chronograph ยังคงมาในรูปแบบเดียวกัน ใช้งานง่าย และให้ความแม่นยำสูงเช่นเดิม พร้อมกระจก sapphire เคลือบสารกันแสงสะท้อนและความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร ทำให้เหมาะกับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงกิจกรรมเอาต์ดอร์ที่ต้องการความทนทาน

หน้าปัดแสดงวินาทีแบบ small seconds ที่วางไว้ใต้โลโก้ Interlocking G ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ด้านฟังก์ชัน แต่ยังเป็นการประกาศตัวตนของ Gucci อย่างชัดเจนบนเรือนเวลาที่ออกแบบมาอย่างประณีต

และเช่นเดียวกับรุ่นสีเขียว Gucci มอบประสบการณ์หลังการขายที่พรีเมียมด้วยระบบรับประกันแบบดิจิทัล ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพียงใช้ Serial Number ด้านหลังตัวเรือน เพื่อดาวน์โหลดใบรับประกันออนไลน์

Gucci Interlocking Watch

ข้อมูลทางเทคนิค
Gucci Interlocking watch 41mm

ขนาดตัวเรือน: 41 มม. ตัวเรือนสเตนเลสสตีล
หน้าปัด: สีเขียว สำหรับรุ่นเขียว และหน้าปัดสีดำ สำหรับรุ่นดำ
โลโก้: Interlocking G ที่หน้าปัดแสดงวินาทีขนาดเล็ก (Small seconds display)
กระจก: แซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน
สาย: สายยางสีเขียวและดำลายเพชร พร้อมสีตัดสีแดงหรือขาว
ระบบกลไก: Quartz (ควอตซ์) พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟ กันน้ำลึกถึง 100 เมตร (10 ATM)
ขนาดข้อมือที่รองรับ: 155 มม. – 195 มม.
ผลิตในประเทศ: Swiss Made

Gucci Interlocking 29mm รุ่นสายขาว เสน่ห์แห่งความโมเดิร์นที่แฝงความอ่อนโยนไว้อย่างมีชั้นเชิง

บางครั้ง ความงามที่น่าจดจำไม่ได้มาจากความฟุ่มเฟือยจนเกินพอดี แต่มาจากเส้นสายที่แม่นยำ รายละเอียดที่คิดมาอย่างเฉียบขาด และกลิ่นอายของความเรียบหรูที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม Gucci Interlocking รุ่นใหม่ขนาด 29 มิลลิเมตรเรือนนี้ คือบทพิสูจน์ที่สวยที่สุดของแนวคิดนั้น

ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาดกะทัดรัดพอดีข้อมือ ผสานเข้ากับสายยางสีขาวดีไซน์สปอร์ตที่มีลวดลาย diamond pattern เพิ่มมิติและพื้นผิวสัมผัสที่ชวนหลงใหล Gucci ออกแบบนาฬิกาเรือนนี้ให้เปล่งประกายอย่างเรียบง่าย ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

Gucci Interlocking Watch

แต่สิ่งที่ดึงดูดทุกสายตาอย่างแท้จริงอยู่ที่หน้าปัดเงินแบบ Silver Sunbrushed Dial ที่สะท้อนแสงอย่างละมุนละไม ราวกับแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านม่านขาวบาง พร้อมแซมด้วย ดีเทลสีพิงก์โกลด์ ที่เพิ่มกลิ่นอายความเฟมินีนอย่างมีระดับ ขณะเดียวกันก็ประดับด้วย เพชรแท้ 8 เม็ด ที่จัดวางแทนหลักชั่วโมงอย่างพอดิบพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

ในตำแหน่งวินาทีเล็กซ้ายล่าง เป็นเอกลักษณ์ที่ทั้งแฟนตัวจริงของแบรนด์และผู้หลงใหลในดีไซน์นาฬิกาสามารถจดจำได้ทันที Interlocking G motif อันเป็นสัญลักษณ์คู่ของ Gucci ที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับหน้าปัด และสื่อถึงรากฐานทางศิลป์ของแบรนด์อย่างแยบยล

Gucci Interlocking Watch

ตัวเครื่องใช้ระบบควอตซ์ที่เที่ยงตรง ดูแลรักษาง่าย พร้อมฟังก์ชันกันน้ำที่ระดับ 5 ATM (50 เมตร) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันสบายริมทะเลไปจนถึงงานดินเนอร์เรียบหรูในเมือง

นี่คือนาฬิกาที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่เล่าเรื่องราวของผู้สวมใส่ได้อย่างนุ่มนวลชัดเจน สำหรับผู้หญิงที่รักความหรูในแบบไม่โฉ่งฉ่าง มีสไตล์โดยไม่ต้องตะโกน และเข้าใจว่า ‘น้อย’ บางครั้งก็เป็นนิยามที่ลึกซึ้งของ ‘มากที่สุด’

ข้อมูลทางเทคนิค
Gucci Interlocking 29mm (สายยางสีขาว)

ขนาดตัวเรือน: 29 มิลลิเมตร
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (Stainless Steel)
หน้าปัด: สีเงินแบบ Sunbrushed พร้อมตกแต่งด้วยเพชร 8 เม็ด และรายละเอียดชุบพิงก์โกลด์
สัญลักษณ์พิเศษ: Interlocking G small seconds display
กระจก: Sapphire glass พร้อมเคลือบสารกันแสงสะท้อน (Antireflective coating)
สาย: สายยางสีขาว ลวดลาย diamond pattern
ระบบกลไก: Quartz (ควอตซ์)
ระดับการกันน้ำ: 5 ATM (50 เมตร / 164 ฟุต)
ขนาดข้อมือที่รองรับ: 135 มม. – 175 มม.
ผลิตในประเทศ: สวิส (Swiss Made)

Gucci Interlocking watch 29mm

หากรุ่นสายยางสีขาวคือความสปอร์ตหวานซ่อนเปรี้ยว…Gucci Interlocking 29mm รุ่นหน้าปัดดำ ก็คือความสง่างามที่แนบแน่นไปกับเสน่ห์ของ ‘Modern Classic’ อย่างแท้จริง

ตัวเรือนขนาด 29 มิลลิเมตรที่ถูกขัดเงาอย่างประณีตด้วยสเตนเลสสตีล โอบล้อมหน้าปัดสีดำแบบ sunbrushed ที่เล่นกับแสงอย่างมีชั้นเชิง เสริมประกายด้วยเพชรแท้ที่วางตำแหน่งเป็นอินเด็กซ์ 8 จุด พร้อมรายละเอียดเคลือบพิงก์โกลด์ ที่ให้อารมณ์หรูแบบไม่หวานจนเกินไป

Gucci Interlocking Watch

ใจกลางของหน้าปัดยังคงเอกลักษณ์ของไลน์นี้อย่าง Interlocking G small seconds display ที่เปลี่ยนการดูวินาทีให้กลายเป็นจุดเด่นเหนือเวลา

แม้จะไม่มีสายยาง แต่ความเพรียบพร้อมของรุ่นนี้ก็ยังโดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ครบถ้วนตามแบบฉบับ Gucci ทั้งด้าน ดีไซน์ ความทนทาน และคุณภาพจาก Swiss Made ซึ่งมาพร้อม กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน และระบบควอตซ์ที่แม่นยำ กันน้ำได้ถึง 5 ATM หรือ 50 เมตร

Gucci Interlocking Watch

Gucci Interlocking 29mm รุ่นหน้าปัดดำ จึงเหมาะกับผู้หญิงที่ต้องการนาฬิกาเรือนหรูแบบ Everyday Piece ที่สามารถใส่ได้ทั้งในวันทำงานหรือวันสำคัญแบบไร้ข้อจำกัด

ข้อมูลทางเทคนิค
Gucci Interlocking 29mm (หน้าปัดดำ)

ขนาดตัวเรือน: 29 มิลลิเมตร
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (Stainless Steel)
หน้าปัด: สีดำแบบ Sunbrushed ประดับเพชรแท้ พร้อมรายละเอียดเคลือบพิงก์โกลด์
สัญลักษณ์พิเศษ: Interlocking G small seconds display
กระจก: Sapphire glass พร้อมเคลือบสารกันแสงสะท้อน (Antireflective coating)
สาย: สายสเตนเลสสตีล
ระบบกลไก: Quartz (ควอตซ์)
ระดับการกันน้ำ: 5 ATM (50 เมตร / 164 ฟุต)
ขนาดข้อมือที่รองรับ: 130 มม. – 190 มม.
ผลิตในประเทศ: สวิส (Swiss Made)

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Gucci

รวมสุดยอดนาฬิกาดำน้ำปี 2025

Explore the Ocean นาฬิกาดำน้ำที่ดีที่สุดแห่งปี 2025

ก้าวเข้าสู่เดือนเมษาเชื่อว่าหลายๆคนมีแพลนหาวันลาเพื่อไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว และภาพของการดำน้ำลึกใต้ท้องทะเล สัมผัสกับโลกที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าการเดินทางใด ๆ นั่นคือช่วงเวลาที่การเลือกนาฬิกาดำน้ำดี ๆ กลายเป็นมากกว่าการแค่เลือกเครื่องมือ มันคือการตัดสินใจที่จะพาตัวเองไปสู่ประสบการณ์ที่ท้าทายที่สุด 

ในปี 2025 นาฬิกาดำน้ำไม่ได้มีแค่ฟังก์ชันล้ำๆ แต่มักจะเต็มไปด้วยความลับที่ซ่อนอยู่ในทุกชิ้นส่วน ตั้งแต่การคำนวณทุกการหมุนของเข็มนาฬิกาไปจนถึงความแข็งแกร่งที่พร้อมเผชิญกับความลึกที่ไม่มีใครคาดถึง มันเหมือนกับการได้เข้าไปอยู่ในโลกที่ไม่เคยหยุดหมุน และในทุกการหายใจใต้ผิวน้ำ

ความตื่นเต้นนั้นก็รออยู่ตรงหน้า บางครั้งการเลือกนาฬิกาก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่คือความรู้สึกที่ยากจะหาได้จากที่ไหน และในปีนี้ นาฬิกาดำน้ำที่กำลังจะพูดถึงนั้น บางรุ่นจะทำให้ทุกการลึกลงไปในทะเลนั้นมีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

ปีนี้นาฬิกาดำน้ำยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าหรูหราที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการออกแบบที่สวยงาม วันนี้เรามีการรวบรวมนาฬิกาดำน้ำที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้จากแบรนด์หรูระดับโลก มาเริ่มสำรวจไปพร้อมกันในบทความนี้

Longines ULTRA‑CHRON CARBON

เริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปยังปี 1968 เมื่อ Longines เปิดตัว Ultra-Chron Diver ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกที่ติดตั้งกลไกความถี่สูง ทำให้มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนในโลกของนาฬิกาดำน้ำ รุ่นนี้ถือเป็นนาฬิกาที่มีความโดดเด่นในด้านการออกแบบและการทำงาน โดยเฉพาะการนำเอาความเที่ยงตรงของกลไกความถี่สูงมาใช้ ซึ่งทำให้ Longines เป็นผู้นำในด้านนี้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1900

Best Dive Watches 2025
ภาพ Longines

Ultra-Chron รุ่นใหม่ในปัจจุบันได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ทนทานยิ่งขึ้น ใช้วัสดุไทเทเนียมและคาร์บอนที่ทั้งเบาและแข็งแกร่ง ตัวเรือนขนาด 43 มม. เหมาะกับข้อมือของนักดำน้ำที่ต้องการนาฬิกาที่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานจริง มีการใช้กลไกอัตโนมัติที่มีความถี่ 36,000 รอบต่อชั่วโมง ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในทุกการเคลื่อนไหว และที่สำคัญคือสามารถเก็บพลังงานได้ถึง 52 ชั่วโมง

Best Dive Watches 2025
ภาพ Longines

ด้วยระบบการกันน้ำที่ระดับ 300 เมตร เม็ดมะยมแบบ Screw-in และกระจกแซปไฟร์ที่ป้องกันการขีดข่วน พร้อมเคลือบป้องกันการสะท้อนแสงสองด้าน ตัวนาฬิกาจึงพร้อมสำหรับทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำลึกหรือการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทายมากที่สุด

Ultra-Chron ในรุ่นนี้ไม่เพียงแค่พัฒนาเทคโนโลยีความถี่สูงที่ Longines เคยเป็นผู้นำมาแต่ในอดีต แต่ยังผสมผสานสไตล์ที่โดดเด่นเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะสมกับนักดำน้ำมืออาชีพและผู้หลงใหลในนาฬิกาที่พร้อมท้าทายทุกการผจญภัย

Ulysse Nardin Diver [AIR]

ถัดมาคือนาฬิกาดำน้ำแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์อย่าง Ulysse Nardin Diver [AIR] เรือนเวลาที่เกิดจากความกล้าคิด กล้าทลายกรอบ และกล้าจะเบากว่าคลื่นใต้น้ำ

Diver [AIR] ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาดำน้ำ แต่มันคือผลงานแห่งการออกแบบเชิงนวัตกรรมที่เกิดจากการผสานระหว่างศิลปะทางวิศวกรรมและจิตวิญญาณนักสำรวจ ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ตัวเรือนไทเทเนียมรีไซเคิล 90% ไปจนถึงขอบตัวเรือน CarbonFoil สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทั้งสมรรถนะ ความยั่งยืน และความเบาสบายในการสวมใส่ เหมาะกับนักดำน้ำที่ไม่ต้องการแค่ทนแรงดันใต้ผิวน้ำ แต่ต้องการจะล่องลอยเบา ๆ เหมือนอากาศกลางมหาสมุทร

Best Dive Watches 2025
ภาพ Ulysse Nardin

ภายในเรือน Skeletonized ขนาด 44 มิลลิเมตรนั้นบรรจุกลไก UN-374 ที่มีกำลังลานสำรองยาวนานถึง 90 ชั่วโมง เพียงพอสำหรับทุกการเดินทางที่อาจกินเวลาหลายวันในทะเลลึก หรือแม้แต่การสำรวจจิตใจตัวเองในช่วงเวลาที่โลกทั้งใบเงียบสงบเหมือนใต้ผิวน้ำ

Best Dive Watches 2025
ภาพ Ulysse Nardin

สายผ้าสีส้มยืดหยุ่นได้ที่มาพร้อมกับสายสีขาวอีกเส้น เพิ่มกลิ่นอายของความเป็นไลฟ์สไตล์ให้กับจิตวิญญาณแห่งนักดำน้ำในเมืองยุคใหม่ มันไม่ใช่นาฬิกาที่เรียกร้องความสนใจ แต่จะอยู่ข้าง ๆ ผู้สวมใส่ในทุกช่วงจังหวะที่ต้องการความมั่นใจที่สุด ไม่ว่าจะในใต้มหาสมุทร หรือในชีวิตประจำวันบนผิวน้ำแห่งความเร่งรีบ

นี่คือ Diver [AIR] การดำน้ำที่ไม่ใช่แค่ลึกลงไปในน้ำ แต่คือการลอยตัวขึ้นเหนือขีดจำกัดของการออกแบบนาฬิกาดำน้ำแบบเดิม ๆ

Blancpain Fifty Fathoms Tech BOC IV

ต่อเนื่องจากนาฬิกาดำน้ำที่พาใจล่องไปกับสายลมแห่งนวัตกรรม มาถึงอีกหนึ่งตำนานที่ไม่เคยหายไปจากสมรภูมิของเรือนเวลาดำน้ำ Blancpain Fifty Fathoms Tech BOC IV

ไม่ต้องพูดพล่ามถึงชื่อเสียงของ Fifty Fathoms เพราะมันคือหนึ่งในรากฐานของนาฬิกาดำน้ำสมัยใหม่อยู่แล้ว แต่รุ่น Tech BOC IV นั้นไปไกลกว่าคำว่าคลาสสิก เพราะมันเป็นเหมือนเรือดำน้ำเฉพาะกิจที่พร้อมจะดำดิ่งไปกับผู้สวมใส่สู่ความลึกในระดับที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากหัวใจถึงกลไก

Best Dive Watches 2025
ภาพ Blancpain

ตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตรที่ดูหนักแน่น แต่กลับเบาสบายด้วยไทเทเนียมเกรด 23 แบบ satin-brushed ให้สัมผัสแบบโปรเฟสชันนัล ไม่วาวเกินแต่ดุดันพอจะพาใจไปลึกถึงก้นมหาสมุทร ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวฝัง black ceramic inlay เสริมทั้งความแกร่งและความคมของดีไซน์อย่างลงตัว

Best Dive Watches 2025
ภาพ Blancpain

หัวใจภายในคือกลไก Caliber 1315A ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง และสามารถเก็บพลังงานได้ถึง 120 ชั่วโมง ยาวพอจะลืมไปเลยว่ายังไม่ได้ไขลาน แต่ยังเดินนิ่งดุจกระแสน้ำลึก ฟังก์ชันบอกเวลาพร้อมเข็มวินาทีขนาดย่อยและวันที่ ถูกจัดวางบนหน้าปัดสีดำที่เคลือบสารเรืองแสงบนมาร์กเกอร์อย่างแม่นยำ ทำให้ไม่ว่าจะมืดแค่ไหน ก็ยังรู้ได้ว่าเวลานั้นล้ำค่าเพียงใด

สายยางสีดำแบบอินทิเกรตเสริมความมั่นใจว่ามันจะไม่ปล่อยให้หลุดแม้ในแรงดันสูงระดับ 300 เมตรใต้ผิวน้ำ และด้วยจำนวนผลิตเพียง 100 เรือนทั่วโลก Tech BOC IV คือสิ่งที่ไม่ได้มีไว้แค่สวมใส่ แต่คือสัญลักษณ์ของคนที่รู้ว่า “การดำน้ำ” ไม่ใช่แค่เรื่องของลมหายใจ… แต่มันคือความรักในรายละเอียดที่ไม่มีวันจาง

Omega Seamaster Diver 300M Titanium and Bronze Gold

จากใต้ท้องมหาสมุทรลึกสู่ผืนฟ้าที่ฉาบด้วยทองแดง Omega Seamaster Diver 300M Titanium and Bronze Gold คือการปลุกเร้าความรู้สึกของนักสำรวจในตัวทุกคน ที่มีความกล้าแกร่งและรสนิยมอันซับซ้อนพอจะเลือกนาฬิกาดำน้ำที่ไม่เดินตามใคร

Best Dive Watches 2025
ภาพ Omega

เรือนเวลารุ่นนี้คือผลลัพธ์จากการทดลองที่ประสบความสำเร็จระหว่าง Titanium เกรด 2 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเบาแต่ทนทาน และวัสดุใหม่ที่โอเมก้าคิดค้นขึ้นเองอย่าง Bronze Gold โลหะผสมที่ส่องประกายอบอุ่นแบบทองแดงแต่ไม่หม่นคล้ำง่าย พร้อมให้ลุคที่เต็มไปด้วยชีวิต เหมือนเรือดำน้ำโบราณที่ถูกหล่อหลอมใหม่ให้มีเสน่ห์แบบสมัยใหม่

ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร วางองค์ประกอบได้อย่างสง่างาม พร้อมกรอบหน้าปัดบรอนซ์ที่ตัดกับหน้าปัดสีเขียวแบบเข้มลึกเหมือนเงาสะท้อนของทะเลตอนพลบค่ำ ทำให้เรือนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแค่ใส่ลงน้ำ แต่คือการแต่งตัวแบบเต็มสูตรของนักดำน้ำที่หลงใหลในดีไซน์

Best Dive Watches 2025
ภาพ Omega

กลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 เป็นหัวใจที่แม่นยำระดับสุด ด้วยการรับรองจาก METAS พร้อมฟังก์ชันวาล์วปล่อยฮีเลียม การันตีว่านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาสวย แต่คือเครื่องมือสำหรับมืออาชีพตัวจริง สายไทเทเนียมแบบถักเสริมความหรูหรา หรือจะเปลี่ยนเป็นสายยางเขียวก็เพิ่มความลุยได้ทันที

เรือนนี้ไม่ใช่แค่การดำน้ำ มันคือการลงลึกไปในสุนทรียะของวัสดุและงานช่างระดับสูง เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้แค่อยากดูเวลา…แต่ต้องการรู้สึกถึง “ความหมายของมันในทุกวินาทีที่ผ่านไป”

TAG Heuer Aquaracer Professional 300 Date

เมื่อพูดถึงนาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ หลายคนอาจนึกถึงรุ่นคลาสสิกที่มีดีไซน์ดุดันและสมรรถนะสูง ทว่าในโลกที่เทคโนโลยีการผลิตเรือนเวลาเดินหน้าไปไม่หยุดเช่นทุกวันนี้ การออกแบบเพื่อความทนทานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องรวมถึงความเที่ยงตรง ความงาม และความรู้สึกเมื่อสวมใส่ด้วย และนี่เองคือเหตุผลที่ TAG Heuer Aquaracer Professional 300 Date โดดเด่นในหมู่คู่แข่ง

Best Dive Watches 2025

รุ่น WBP5111.BA0013 นี้คือผลลัพธ์ของการพัฒนานาฬิกาดำน้ำที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่อง “ลึก” แต่ยังละเอียดในทุกมิติ ตั้งแต่ตัวเรือนสตีลขนาด 42 มิลลิเมตรที่ผ่านกระบวนการขัดเงาและขัดด้านอย่างประณีต ให้สัมผัสที่หรูหราและทนทานในทุกการใช้งาน ความหนาเพียง 12 มิลลิเมตร ทำให้เรือนนี้นั่งอย่างมั่นคงบนข้อมือโดยไม่เทอะทะ แม้จะต้องเผชิญกับแรงดันน้ำระดับ 300 เมตรก็ตาม

หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มแบบ Sunray ที่ตัดกับมาร์กเกอร์ชั่วโมงแบบ Applied นั้น ชวนให้นึกถึงเงาสะท้อนของแสงแดดที่กระทบผิวน้ำทะเลในยามเช้า ขับให้หน้าปัดเรือนนี้ดูเคลื่อนไหวตลอดเวลาแม้ยามอยู่บนบก ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวทำจากเซรามิก ให้ทั้งความแข็งแรงและความทนทานต่อรอยขีดข่วน เหมาะกับทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจแนวปะการังลึก หรือเพียงล่องเรือยอร์ชในวันพักผ่อน

ภายในเรือนเวลา TAG Heuer ได้ติดตั้งกลไกอัตโนมัติ Calibre TH31-00 ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC อย่างเป็นทางการ บ่งบอกถึงความมั่นใจในระดับมิลลิเมตรของการเดินเข็มทุกวินาที ที่สำคัญคือมีกำลังลานสำรองยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ยาวพอสำหรับการลืมไขลานไปทั้งสุดสัปดาห์ แล้วกลับมาสวมใส่ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งเวลาใหม่

Best Dive Watches 2025

สายสตีลที่มาในโทนสีเงินแบบผิวขัดเงาสลับขัดด้าน เพิ่มความเรียบหรูให้ตัวนาฬิกา พร้อมบัคเคิลแบบพับที่เปิด–ปิดง่ายด้วยปุ่มกดทั้งสองด้าน ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานได้แม้มือเปียกหรือต้องรีบสวม–ถอดในสถานการณ์เฉพาะหน้า

Aquaracer Professional 300 Date จึงไม่ได้มีดีแค่ความสามารถในการดำน้ำ แต่มันคือเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ชอบความลึกในแง่ของสมรรถนะ และความลุ่มลึกในแง่ของดีไซน์ มันไม่ใช่แค่เพื่อนคู่ใจในทุกการเดินทางทางทะเล แต่มันคือความมั่นใจที่อยู่บนข้อมือ ทั้งในโลกใต้น้ำ และทุกวันที่ต้องลุยไปข้างหน้า

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

5 นาฬิกาเซรามิค เรือนเวลาแห่งความงามที่แฝงความทนทาน

จากวัสดุที่เคยถูกมองข้าม สู่ความหรูหราเหนือกาลเวลา นาฬิกาเซรามิคกำลังเขียนนิยามใหม่ของความงามที่ทนทาน

เคยรู้สึกไหมที่เดินผ่านร้านนาฬิกาแล้วสะดุดตากับเรือนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเรียกหาให้หยุดมอง? ความรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดจากแค่ความสวยงามที่เห็น แต่คือความสง่างามที่ซ่อนอยู่ในทุกมุมของตัวเรือน ความทนทานที่แฝงไปกับความเรียบหรู และดีไซน์ที่ดูแตกต่าง ทำให้ไม่เพียงแค่บอกเวลา แต่ยังสะท้อนบุคลิกและรสนิยมที่ต้องการจะบอกโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วัสดุที่ใช้ในการผลิตนาฬิกามีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจากการใช้สเตนเลสสตีลในรุ่นเก่า ๆ จนมาถึงการใช้ “เซรามิค” ที่กลายเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการนาฬิกา ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและยังคงรักษาความเงางามได้เป็นเวลานาน ทำให้เซรามิคกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่สะท้อนความสมัยใหม่และการใช้งานที่ยาวนาน

เมื่อได้หยิบจับนาฬิกาเซรามิคมาสวมใส่ มักรู้สึกถึงความมั่นคงและความพิเศษที่มันมี ไม่ว่าจะใส่ไปในวันทำงานหรือออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ก็ยังคงสะท้อนความเรียบหรูในทุกๆ การเคลื่อนไหว นาฬิกาเซรามิคไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือเครื่องประดับที่สะท้อนถึงรสนิยมและความเป็นตัวตนของเจ้าของ

และบางครั้ง นาฬิกาก็ไม่ใช่แค่สิ่งที่สวมใส่ แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จหรือประสบการณ์ในช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่อาจลืมเลือน หรือเป็นเครื่องเตือนใจให้รู้จักคุณค่าของเวลามากขึ้น

วันนี้จะมาพูดถึง 5 รุ่นนาฬิกาเซรามิคที่น่าสะสม ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ดีไซน์ที่สวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยเรื่องราวและคุณค่าที่ทุกการสะสมต้องการ เมื่ออ่านบทความนี้เสร็จ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับนาฬิกาเหล่านี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความพิเศษที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้

Omega Seamaster Planet Ocean Ceramic

Omega Seamaster Planet Ocean ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักสะสม โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้เซรามิคในขอบตัวเรือน ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานและความเงางามให้กับนาฬิกา การใช้เซรามิคนี้ทำให้ขอบตัวเรือนทนทานต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานที่ยาวนานขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ความสวยงามของนาฬิกาดูทันสมัยและมีระดับมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบการสะสม

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Omega

การออกแบบของ Omega Seamaster Planet Ocean Ceramic ไม่ได้โดดเด่นแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเน้นความทนทานและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะระบบกันน้ำที่ลึกถึง 600 เมตร ซึ่งทำให้เหมาะสำหรับนักดำน้ำและผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจ

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Omega

รุ่น Omega Seamaster Planet Ocean Deep Black ETNZ Edition มีความโดดเด่นในหลายด้าน โดยใช้กลไก Caliber 9900 เป็นการเคลื่อนที่อัตโนมัติที่มีพลังงานสำรองถึง 60 ชั่วโมง พร้อมกับฟังก์ชั่นชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และโครโนกราฟ ตัวเรือนทำจากเซรามิคสีดำขนาด 45.5 มม. × 19 มม. ซึ่งรองรับการกันน้ำลึกถึง 600 เมตร ขณะที่สายนาฬิกาทำจากยางสีดำที่มีสายเสริมสีฟ้าคราม เพิ่มความพิเศษและสไตล์ที่ลงตัว

รุ่นนี้สามารถหาได้ที่ Omega boutiques และตัวแทนจำหน่ายของ Omega และถือเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาที่มีทั้งดีไซน์ที่หรูหราและฟังก์ชั่นการใช้งานที่เต็มเปี่ยม

Hublot Big Bang Unico Ceramic

Hublot Big Bang Unico Ceramic เป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ โดยมีการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว การเลือกใช้เซรามิคในการผลิตทั้งตัวเรือนและขอบตัวเรือน ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงแค่ทนทานต่อการใช้งาน แต่ยังคงความเงางามที่คงทนตลอดเวลา อีกทั้งการออกแบบที่ทันสมัยและดีไซน์ที่โดดเด่นยังทำให้ Big Bang Unico Ceramic กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาแนวสปอร์ตหรู

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Hublot

นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกับ กลไก Unico ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ซึ่งไม่เพียงแต่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจ ด้วยความสามารถในการสำรองพลังงานถึง 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น flyback chronograph ที่ช่วยให้การบันทึกเวลาและหยุดเวลาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความละเอียดในการใช้งานนาฬิกา

ตัวเรือนของ Big Bang Unico Ceramic มีขนาด 42 มม. × 14.5 มม. ทำจากเซรามิคขัดเงาในสี Mint Green และ Petrol Blue ซึ่งเป็นการออกแบบที่ไม่ซ้ำใครและดึงดูดความสนใจทันทีที่มองเห็น ตัวเรือนเซรามิคนี้ไม่เพียงแค่สวยงามแต่ยังมีความทนทานสูง พร้อมความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร 

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Hublot

ทำให้มันเหมาะกับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่กิจกรรมที่ต้องการการปกป้องจากน้ำ

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Big Bang One Click Petrol Blue and Mint Green Ceramic Diamonds ที่เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชร 0.76 กะรัตบนตัวเรือนเซรามิคขัดเงา ขนาดตัวเรือนเล็กลงที่ 33 มม. × 10.55 มม. แต่ยังคงเสน่ห์ของความหรูหราและความทันสมัยไว้ครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาขนาดกะทัดรัดและดูโดดเด่นในทุกๆ การสวมใส่

Chanel J12 Bleu Diamond Tourbillon Watch

มาถึงการเจาะลึกที่รุ่น Chanel J12 Bleu Diamond Tourbillon Watch ซึ่งถือเป็นการผสมผสานระหว่างนาฬิกาหรูและงานศิลปะที่แท้จริง ในการออกแบบของ J12 Bleu Diamond Tourbillon ทุกๆ องค์ประกอบได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุนทรียะที่ทันสมัยอีกด้วย

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Chanel

ตัวเรือนของนาฬิกานี้ผลิตจาก เซรามิคน้ำเงินด้าน ที่ทนทานและมีความมันวาวอ่อนๆ ทั่วทั้งเรือน ส่วนขอบตัวเรือนประดับด้วย เพชรน้ำเงินทรงบาเกต 34 เม็ด ที่เน้นสีมากกว่าความแวววาว ช่วยทำให้โทนสีของเซรามิคฟ้าดูนุ่มนวลและเรียบหรู ซึ่งการใช้เพชรน้ำเงินในลักษณะนี้ช่วยทำให้ความหรูหราของนาฬิกาไม่ได้ไปอยู่ที่แสงสะท้อนจากเพชร แต่กลับเป็นการเน้นที่การออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์

ส่วนที่เด่นที่สุดคือ Caliber 5 Flying Tourbillon ซึ่งเป็นกลไกที่แสดงให้เห็นถึงความชำนาญในการผลิตนาฬิกาของ Chanel โดยที่ tourbillon จะลอยตัวอยู่ในช่องเปิดของหน้าปัด นาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องมือที่แสดงถึงการพัฒนาทางเทคนิคในการผลิตนาฬิกาที่มีความซับซ้อน

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Chanel

นาฬิกานี้มาพร้อมกับ สายเซรามิคน้ำเงินด้าน ที่มีการขัดเงาที่ขอบอย่างพิถีพิถัน และตัวบัคเคิลสามจุดที่ทำจากเหล็กชุบสีดำ ซึ่งมีการออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับตัวเรือนได้อย่างลงตัว การใช้งานยังคงสะดวกสบายและสมบูรณ์แบบในทุกๆ วัน

Chanel J12 Bleu Diamond Tourbillon Watch ไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกาหรูระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นงานศิลปะที่สะท้อนถึงความหรูหราที่มีทั้งความงามและการออกแบบที่คิดถึงในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง ความสมบูรณ์แบบนี้ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่เหล่านักสะสมและผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาหรูหายากต้องการครอบครอง

Audemars Piguet Royal Oak Offshore กับเซรามิคสีใหม่

Royal Oak Offshore จาก Audemars Piguet ถือเป็นนาฬิกาไอคอนที่ผสมผสานความทันสมัย ความสปอร์ต และความหรูหราได้อย่างลงตัว การแนะนำเซรามิคสีใหม่ในคอลเล็กชัน Offshore Chronograph ยิ่งเพิ่มความโดดเด่นและทันสมัยให้กับดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ของนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการผสมผสานเทคนิคการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมเข้ากับวัสดุนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 43mm รุ่นนี้มาพร้อมกับขนาด 43 มม. ที่มีตัวเรือนเซรามิคสีดำและการตกแต่งด้วยเซรามิคสีเขียวและไทเทเนียม ซึ่งให้ความรู้สึกสปอร์ตและมีชีวิตชีวา แต่ไม่ดูฉูดฉาดเกินไป

ขอบตัวเรือนเซรามิคสีเขียวและหน้าปัด Mega Tapisserie ที่มีสีเขียวโดดเด่นตัดกับตัวเรือนเซรามิคสีดำ กลายเป็นจุดเด่นที่สะดุดตา ขณะที่ส่วนที่ทำจากไทเทเนียม เช่น กรอบด้านหลังตัวเรือน การ์ดปุ่มกด และหมุดที่เชื่อมสายทำจากไทเทเนียม ช่วยลดความหนักหน่วงของสีเข้ม และสร้างสมดุลให้กับการออกแบบโดยรวม

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Audemars Piguet

ในทางกลับกัน Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 42mm มาพร้อมตัวเรือนเซรามิคสีดำทั้งเรือนและสายเซรามิคที่เข้ากันได้อย่างลงตัว โดยที่ความโดดเด่นเดียวในดีไซน์คือสกรูบนขอบตัวเรือนที่มีจำนวนแปดตัวที่ทำจากสเตนเลสสตีล

ส่วนหน้าปัดก็เป็นสีดำทั้งหมด รวมถึงเข็มชั่วโมงและนาทีที่ทำจากทองคำขาวสีดำและวัสดุเรืองแสงสีเทา ซึ่งทำให้ทั้งเรือนดูดุดันและลึกลับแบบสุดๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดีไซน์ที่มีความซับซ้อนและเฉียบคม

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Audemars Piguet

นาฬิกาทั้งสองรุ่นของ Royal Oak Offshore นี้สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Audemars Piguet ที่สามารถรักษาความคลาสสิกของดีไซน์และเพิ่มความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการเลือกใช้เซรามิคสีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ทุกการออกแบบมีความสดใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 43 มม. ที่มาพร้อมความสดใสของสีเขียว หรือรุ่น 42 มม. ที่ดูดำมืดและดุดัน ทั้งสองรุ่นนี้พร้อมที่จะมอบความหรูหราและสปอร์ตไปพร้อมกันในทุกการสวมใส่

BR-03 Skeleton Black Ceramic

ในกลุ่มนาฬิกาเซรามิกล่าสุดจาก Bell & Ross หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นและน่าสนใจที่สุดคือ BR-03 Skeleton Black Ceramic ซึ่งเป็นหนึ่งในสามรุ่นภายใต้คอลเลกชัน A trio of BR-03 skeleton watches in black ceramic ที่เน้นการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีกับงานออกแบบที่ให้กลิ่นอายอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Bell & Ross

BR-03 Skeleton Black Ceramic ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ Bell & Ross ด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นซิกเนเจอร์ แต่คราวนี้ถูกยกระดับให้ทันสมัยและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยวัสดุ เซรามิคสีดำแบบ micro-blasted ที่ให้ผิวสัมผัสด้านอย่างมีชั้นเชิง พร้อมความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวเรือนขนาด 41 มม. มีความบางเพียง 10.6 มม. ช่วยให้สวมใส่สบาย แม้ในกิจกรรมที่ต้องการความคล่องตัว

ความโดดเด่นที่สุดของรุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัดแบบโปร่งใส ซึ่งเผยให้เห็นกลไกภายใน Calibre BR-CAL.328 ที่ผลิตด้วยระบบขึ้นลานอัตโนมัติ พร้อมพลังงานสำรองสูงสุด 54 ชั่วโมง หน้าปัดแบบ transparent fumé นั้นมีการไล่ระดับความทึบแสงอย่างประณีต เพิ่มมิติและความลึกให้กับการมองเห็นกลไกภายใน โดยยังคงความอ่านค่าเวลาได้ชัดเจนผ่านชุดเข็มที่มีความคมชัดและสมดุล

5 Must-Have Luxury Ceramic Watches
ภาพจาก Bell & Ross

แม้จะเป็นนาฬิกาแนว skeleton แต่ BR-03 รุ่นนี้ยังคงเน้นฟังก์ชันการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการกันน้ำลึก 100 เมตร หรือสายยางสีดำที่มาพร้อมหัวเข็มขัดแบบ PVD สีดำด้าน ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนาฬิกาที่เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องการลุคดุดัน โมเดิร์น และกลไกที่เปี่ยมด้วยรายละเอียด นอกจากนี้ ในเซ็ตยังมีสายผ้าไนลอนสีดำมาให้เปลี่ยนเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน

BR-03 Skeleton Black Ceramic จึงไม่ใช่แค่นาฬิกาแนว skeleton ธรรมดา แต่เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของความแม่นยำทางกลไก สู่ดีไซน์ร่วมสมัยที่สะท้อนทั้งความแข็งแกร่งและความพิถีพิถันอย่างมีสไตล์ในทุกมุมมอง

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

การกลับมาของ Frederique Constant Classic QP พร้อมดีไซน์ที่เปี่ยมไปด้วยความประณีต

Frederique Constant ที่งาน Watches and Wonders 2025: ดีไซน์ใหม่และกลไก FC-776 ที่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

WORDS Troy Barmore

ที่งาน Watches and Wonders 2025 ครั้งนี้ Frederique Constant ยังคงตอกย้ำปรัชญาแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลาสวิสที่มอบ “คุณค่าเหนือราคา” ได้อย่างไร้ข้อกังขา ด้วยผลงานที่คลาสสิกแต่จับต้องได้จริง ในราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับกลไกระดับ complication ที่มักจะอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป

แต่สำหรับแฟนๆ ทุกอย่างล้วนถูกทำให้เป็นไปได้ โดยไม่ลดทอนคุณภาพของงานขัดแต่งหรืออารมณ์ที่นาฬิกาชั้นดีพึงมี และในปีนี้ พวกเขาได้สานต่อเจตจำนงนี้อีกครั้ง ผ่านการอัปเดตหนึ่งในรุ่นที่น่าประทับใจที่สุดของแบรนด์

Frederique Constant Classic Perpetual Calendar 2025
Classic Perpetual Calendar Manufacture รุ่นล่าสุดจาก Frederique Constant มาพร้อมโฉมใหม่ในตัวเรือนคลาสสิกที่ได้รับการปรับเส้นสายให้ละมุนตายิ่งขึ้น ตัวเรือนเรียวยาวอย่างมีสไตล์ และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่กระชับลงเหลือเพียง 40 มม. สวมใส่สบายขึ้นแต่ยังคงความสง่างามตามแบบฉบับดั้งเดิม

รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการปรับปรุงในแทบทุกมิติ เริ่มจากตัวเรือน Classic case ขนาดใหม่ 40 มม. ที่ทำจาก stainless steel เล็กลงจากรุ่นเดิมซึ่งมีขนาด 42 มม. โครงสร้างโดยรวมได้รับการออกแบบให้ดูนุ่มนวลขึ้น พร้อมเส้นสายที่โค้งมนและงดงามยิ่งกว่าเดิม ขา ตัวเรือน ถูกขยายให้มีน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย เสริมความสมดุลให้กับรูปลักษณ์โดยรวม

หน้าปัด Salmon-toned sunray โดดเด่นด้วยการออกแบบที่แฝงรายละเอียดอย่างแยบยล ไม่ว่าจะเป็น Sub-register แบบ recessed สำหรับแสดง calendar functions หรือช่องหน้าต่าง Moonphase สีฟ้าเรียบหรู ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เส้น indices แบบ Diamond-cut ที่ผ่านการขัดเงาอย่างประณีตและเข็ม Dauphine ทรงเรียวบาง ทำให้หน้าปัดรุ่นใหม่นี้มีมิติเชิงสายตามากขึ้น และชวนมองยิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้า

Frederique Constant Classic Perpetual Calendar 2025
หน้าปัดได้รับการเติมเสน่ห์ด้วยโทนสี salmon ใหม่ล่าสุด ผสานกับ hour markers ทรงเรียวที่เพิ่มความประณีตแบบมีชั้นเชิง

แต่ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก เพราะ Classic Perpetual Calendar Manufacture รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับหัวใจกลไกใหม่ล่าสุดอย่าง FC-776 automatic movement ซึ่งพัฒนาโดยทีมงานของแบรนด์เองอย่างเต็มรูปแบบ

กลไกใหม่นี้งดงามแม้จะใช้เทคนิคตกแต่งแบบเรียบง่าย เช่น perlage และ Geneva stripes ที่สะท้อนงานฝีมืออย่างมีชั้นเชิง ที่สำคัญคือ มาพร้อมพลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง และเดินด้วยความถี่ 4Hz ซึ่งถือว่าเสถียรและน่าเชื่อถืออย่างมาก

นี่คือ calibre ลำดับที่ 34 ที่ Frederique Constant ได้พัฒนาขึ้นเองในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1988 ซึ่งถ้ามองในแง่สถิติ ก็เท่ากับว่าพวกเขาได้สร้างกลไกใหม่เกือบทุกปี ความสำเร็จที่น่าทึ่งและคู่ควรกับการจับตามอง

Frederique Constant Classic Perpetual Calendar 2025
กลไก Manufacture FC-776 calibre รุ่นใหม่นี้นับเป็นกลไกเรือนที่ 34 ที่ Frederique Constant พัฒนาขึ้นเองภายในโรงงาน และมาพร้อมพลังงานสำรองที่รองรับการใช้งานได้ยาวนานถึงสามวันเต็ม
Frederique Constant Classic Perpetual Calendar 2025
FC-776 automatic movement

นี่คือการอัปเกรดที่น่าชื่นชมอย่างแท้จริงสำหรับไลน์โปรดัคส์ของ Frederique Constant ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มาแค่ดีไซน์ใหม่ แต่ยังยกระดับในหลายจุดที่สำคัญ

หากย้อนกลับไปยังปี 2016 ที่แบรนด์เปิดตัว Slimline Perpetual Calendar รุ่นแรก ซึ่งมาพร้อมกลไก FC-775 manufacture movement ในราคาเพียง 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องบอกว่า รุ่นใหม่ที่อัปเกรดทุกอย่างตั้งแต่กลไกไปจนถึงดีไซน์ตัวเรือนและหน้าปัด แต่กลับมีราคาที่ยังไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์ฯ ถือว่า “น่าทึ่ง”

ถ้าพิจารณาจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัดในทุกองค์ประกอบ เทียบกับราคาที่ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย (และยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อกว่า 2,000 ดอลลาร์ฯ) คุณกำลังได้ครอบครองนาฬิกาที่ “ให้มากกว่า” ในราคาที่ยังคง “คุ้มอย่างเหลือเชื่อ”

ข้อมูลทางเทคนิค
Frederique Constant Classic Perpetual Calendar Manufacture

รุ่น: FC-776SAL3H6
กลไก: กลไก self-winding FC-776 Manufacture movement พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีย่อย ปฏิทินถาวร (วัน เดือน ปีอธิกสุรทิน) Moon phases
ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. × 12.1 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำ 50 ม.
หน้าปัด: หน้าปัด salmon พร้อมการขัดเงา sunray
สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้มพร้อม folding clasp
การวางจำหน่าย: ฤดูใบไม้ร่วง 2025

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ/ที่มา: Frederique Constant

Alpina เปิดตัวสุดยอดนาฬิกาที่จะสะกดทุกสายตาในงาน Watches and Wonders 2025 

Watches and Wonders 2025 ปีนี้ Alpina พร้อมเปิดตัวสองสุดยอดนาฬิกาที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง 

WORDS Troy Barmore

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Alpina ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มและปรับปรุงรุ่นต่างๆ ในซีรีส์ Alpiner Extreme และ Seastrong Extreme ได้ครองใจผู้หลงใหลในนาฬิกามาอย่างยาวนาน โดยมีการเพิ่มขนาดตัวเรือน สีสัน ฟังก์ชั่น และคุณสมบัติใหม่ๆ มาอย่างไม่หยุดยั้ง

และในปีนี้ การเสริมทัพยังคงต่อเนื่องด้วยการเพิ่มสีใหม่ในรุ่น Alpiner Extreme Automatic พร้อมกับการนำคลาสสิคตัวจริงจากแบรนด์นาฬิกากีฬาสัญชาติสวิสมารีเฟรชอีกครั้ง

Alpiner Extreme Automatic Ice Blue

สำหรับหลายคน Alpiner Extreme คือสัญลักษณ์ของยุคสมัยใหม่ของ Alpina ที่กำหนดทิศทางของแบรนด์ให้เป็นผู้ผลิตนาฬิกากีฬาที่มองไปข้างหน้า โดยมุ่งเน้นที่สภาพแวดล้อมสุดโต่งและกิจกรรมที่ต้องการความทนทานเป็นพิเศษ

การออกแบบตัวเรือนแบบหลายชิ้นที่มีมุมเหลี่ยม และโครงสร้างที่แข็งแกร่งสะท้อนความทันสมัยและความทนทานได้อย่างลงตัว การผสมผสานระหว่างการขัดเงาและการขัดด้าน รวมกับคุณภาพการผลิตที่ยอดเยี่ยม และราคาที่อยู่ที่ประมาณ 2,200 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ Alpiner Extreme เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในโลกของนาฬิกาสวิส

Alpina Watches and Wonders 2025 

ในช่วงเวลาหลังมานี้ Alpina ได้เพิ่มสีสันใหม่ๆ ให้กับคอลเลกชันของตนอย่างหลากหลาย (ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีน้ำเงิน หรือสีเขียวมรกต เป็นต้น) และการเสริมทัพล่าสุดในปีนี้ก็ดูเป็นการเติมเต็มที่เหมือนกับว่า Alpiner Extreme Automatic รุ่นใหม่นี้ควรจะมีอยู่แล้วตั้งแต่แรก

รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าปัดสี Ice Blue ที่งดงามและการออกแบบที่ลงตัวกับ rehaut และ กรอบยางขัดลาย ที่จับคู่กับ ตัวเรือนเกลียวขนาดใหญ่ ที่ดูแข็งแกร่ง หน้าปัดสีฟ้าอ่อนนี้โดดเด่นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้ ซึ่งมาพร้อมกับขนาดตัวเรือน 39 มม. และ 40.5 มม. รวมถึง สายนาฬิกาสแตนเลสสตีลลิงค์แบน ที่ขัดเงาและขัดด้านอย่างลงตัว

Alpina Watches and Wonders 2025 

ข้อมูลทางเทคนิค
Alpina Alpiner Extreme Automatic

  • หมายเลขอ้างอิง: AL-525LB2AE6B
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre AL-525 (พื้นฐาน Sellita SW200-1) สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. × 40.5 มม. (หนา 11.5 มม.) สเตนเลสสตีล กันน้ำ 200 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีฟ้า Ice Blue ขัดซาติน
  • สาย: สายนาฬิกาสแตนเลสสตีลลิงค์แบนขัดเงาและขัดด้าน พร้อมตัวล็อคแบบพับปุ่มกด
  • ราคา: 2,195 ดอลลาร์สหรัฐ
  • วางจำหน่าย: พฤษภาคม 2025

Heritage Tropic-Proof Handwinding

แม้ว่าการออกแบบตัวเรือน Extreme จะเป็นตัวกำหนดยุคสมัยใหม่ของ Alpina แต่แบรนด์สวิสนี้ยังคงมีประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกามากว่า 142 ปีให้ใช้เป็นแนวทาง ในการย้อนไปถึงปี 1965 ไม่ว่าจะเป็นขนาด สุนทรียภาพ และการใช้งานของนาฬิกาในยุคนั้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก นาฬิกามีขนาดเล็กกว่าและมักจะเรียบง่ายกว่าที่เราเห็นในวันนี้ แต่ข้อคาดหวังนั้นกลับมีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งนาฬิกาต้องเป็นเครื่องมือที่น่าเชื่อถือและแข็งแกร่ง

Alpina Watches and Wonders 2025 

ในปี 1965 โลกได้เปิดกว้างในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ ยุคใหม่ของการผจญภัยและการเดินทางได้เริ่มต้นขึ้น นี่คือบริบทที่ Alpina ได้เปิดตัว Tropic-Proof นาฬิกาฟีลด์ที่ทนทานและสามารถใช้งานได้ในทุกที่ โดยไม่ยุ่งยาก

มันต้องมีความน่าเชื่อถือ สวมใส่สะดวก และสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่สมเหตุสมผล (หรือแม้แต่บางสภาพที่ไม่สมเหตุสมผลนัก) ตัวเรือนถูกผลิตโดย François Borgel ผู้ผลิตตัวเรือนชื่อดัง และมีขนาดที่มั่นคงที่ 34 มม.

ดังนั้นในปีนี้ Alpina จึงได้นำการออกแบบคลาสสิกจากกลางศตวรรษนี้กลับมาในรูปแบบที่เหมือนต้นฉบับที่สุด นาฬิกายังคงมีตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 34 มม. และมีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีดำหรือสีขาว กระจกซาฟไฟร์แบบ Glassbox ช่วยเพิ่มความชัดเจนในการอ่านเวลา

พร้อมทั้งเครื่องหมายตัวเลขคู่ที่เด่นชัดที่ตำแหน่ง 12 / 3 / 6 และ 9 นาฬิกาทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับสาย อัลคันทาราสีเบจ และ หัวเข็มขัดแบบพินที่มีลายเซ็นต์ของแบรนด์

Alpina Watches and Wonders 2025 

ภายในตัวเรือนหนา 9.25 มม. นี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน AL-480 ซึ่งมีสำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง และเต้นที่อัตราความถี่ 4Hz ด้วยสัดส่วนโดยรวม หน้าปัดที่สะอาดและอ่านง่าย รวมถึงโลโก้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคเก่า

นาฬิกานี้จึงเหมาะสำหรับนักสะสมนาฬิกาวินเทจที่ไม่อยากกังวลเกี่ยวกับความเปราะบางหรือความยุ่งยากของนาฬิกาวินเทจ แม้เราจะรักนาฬิกาคลาสสิกจากยุค 40s / 50s / และ 60s แต่นาฬิกาที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่เหมาะกับการผจญภัยในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ข้อความที่ว่า “พวกเขาไม่ทำของแบบนี้แล้ว” อาจจะฟังดูคุ้นหู แต่โชคดีที่บางครั้ง พวกเขาก็ยังทำอยู่

Alpina Watches and Wonders 2025 

ข้อมูลทางเทคนิค
Alpina Heritage Tropic-Proof Handwinding

  • หมายเลขอ้างอิง: AL-480S2H6
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ AL-480 สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาที 
  • ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. × 9.25 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีดำหรือสีขาวเงางาม
  • สาย: สายอัลคันทาราสีเบจ พร้อมหัวเข็มขัดพินสแตนเลสที่มีลายเซ็นต์
  • ราคา: 1,895 ดอลลาร์สหรัฐ
  • วางจำหน่าย: กรกฎาคม 2025

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ/ที่มา: Alpina

10 เหตุผลที่ทำให้ Tudor Black Bay 58 Burgundy กลายเป็นไฮไลต์แห่งปีในงาน Watches and Wonders

ทำไม Tudor Black Bay 58 Burgundy ถึงเป็นการกลับมาที่ทั้งทรงพลังและสวยสง่าในงาน Watches and Wonders 2025

ในโลกของนาฬิกา ไม่ใช่ทุกวัน… ที่เราจะได้เห็นการกลับมาที่ทั้ง สง่างาม และ ทรงพลัง อย่างแท้จริง แต่ Tudor ทำได้ และทำได้อย่างน่าจดจำอีกครั้งในงาน Watches and Wonders 2025 กับการเผยโฉม Black Bay 58 Burgundy ที่กล้าหยิบโค้ดสีในตำนานจากต้นแบบ Submariner ปี 1990 มาชุบชีวิตใหม่ ผ่านงานดีไซน์สุดประณีต และเทคโนโลยีกลไกระดับแนวหน้าของวงการ

10 Reasons Why It’s Tudor Black Bay 58 Burgundy

สำหรับแฟนนาฬิกา นี่คือการหลอมรวมระหว่าง ประวัติศาสตร์อันล้ำค่า และ มาตรฐาน METAS อันแม่นยำระดับมาสเตอร์พีซ สำหรับสายดีไซน์ นี่คือการตีความ “แดง” ให้เปี่ยมเสน่ห์ มีเลเยอร์ และสะท้อนตัวตนได้อย่างมั่นคงแต่ไม่โอ้อวด

ในปีนี้ Tudor ยังคงรักษาบัลลังก์แบรนด์ tool watch ผู้ไม่เคยเล่นตามเกมใคร กับรุ่นอัปเกรดของ Black Bay 58 ที่มาในโทน เบอร์กันดีแรงฤทธิ์ แบบ tone-on-tone สุดโดดเด่น พร้อมกลไก MT5400-U ที่อัปเลเวลทั้งในด้านความเที่ยงตรง ความทนทาน และความสามารถในการปรับใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

และสำหรับทุกคนที่หลงใหลในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ นี่คือ 10 เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ Tudor Black Bay 58 Burgundy กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่ห้ามกะพริบตาประจำปีนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมระดับโปร หรือมือใหม่ที่กำลังมองหาเรือนเวลาที่มีทั้งจิตวิญญาณและความล้ำเราขอชวนคุณมาเปิดทุกมิติความน่าสนใจของนาฬิการุ่นนี้ไปพร้อมกัน

1. สี Burgundy ที่หายาก และมีประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกเฉด

ในโลกของนาฬิกา สีไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์ แต่คือเรื่องเล่าและ Tudor ก็เล่าเรื่องได้อย่างเหนือชั้นผ่านเฉดเบอร์กันดีบน Black Bay 58 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

สีแดงเข้มแบบ tone-on-tone ตั้งแต่ขอบ bezel จรดหน้าปัด มาพร้อมผิวสัมผัสแบบ sunray-brushed finish ที่ให้ประกายหรูหราในทุกองศาแสง ไม่ใช่แค่สวย… แต่มากไปกว่านั้นคือทรงคุณค่า

เพราะสีนี้ไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาเล่น ๆ มันได้แรงบันดาลใจตรงจาก ต้นแบบ Submariner ref. 79190 ที่ผลิตขึ้นในช่วงปี 1990 แต่ไม่เคยถูกนำเข้าสู่สายการผลิตจริง นั่นหมายความว่าเฉดเบอร์กันดีสุดคลาสสิกนี้คือรหัสลับจากอดีตที่ไม่เคยถูกปลดปล่อยออกมาสู่สายตาสาธารณะ จนถึงวันนี้

การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลือกสีแต่คือการคืนชีพให้หนึ่งในไอคอนที่หลับใหลมานาน พร้อมตีความใหม่ให้เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างมีระดับและลุ่มลึก มันคือเฉดสีที่ไม่เพียงแค่ หายาก แต่ยัง มีเรื่องราว… และแฟนนาฬิกาตัวจริงรู้ดีว่า ความพิเศษแบบนี้ไม่ได้โผล่มาทุกปี

2. อัปเกรดกลไกด้วย Calibre MT5400-U กลไกที่ทั้งเที่ยงตรงและแกร่งกล้าระดับมาสเตอร์พีซ

หนึ่งในไฮไลต์ที่แฟนตัวจริงของ Tudor ไม่ควรพลาดก็คือการอัปเกรดภายในที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนิดเติมหน่อย แต่คือการยกเครื่องสู่มาตรฐานใหม่ด้วย Calibre MT5400-U กลไกใหม่ล่าสุดที่พัฒนาโดย Tudor เอง และผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสูงทั้ง COSC (Swiss Chronometer Testing Institute) และ METAS (Swiss Federal Institute of Metrology)

นั่นหมายความว่า นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงแต่เที่ยงตรงในระดับสูงสุด (0/+5 วินาทีต่อวัน) แต่ยัง ทนทานต่อสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 เกาส์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากแม้ในเรือนเวลาระดับไฮเอนด์ นี่คือการผสานระหว่าง ความแม่นยำแบบนาฬิกาดีที่สุดในโลก กับ ความทนทานแบบ tool watch ที่แท้จริง อย่างที่ Tudor เท่านั้นที่ทำได้

การได้กลไกที่ทั้งซับซ้อนทางวิศวกรรมและพร้อมลุยในชีวิตจริง นั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม Calibre MT5400-U จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ยกระดับ Black Bay 58 Burgundy ไปอีกขั้นทั้งในมุมของนักสะสมและนักใช้จริง

10 Reasons Why It’s Tudor Black Bay 58 Burgundy

3. ผ่านมาตรฐาน METAS Certification ระดับความเที่ยงตรงและทนทาน ที่มีเพียงไม่กี่แบรนด์บนโลกเท่านั้นที่เอื้อมถึง

สำหรับสายสะสมตัวจริง แค่ผ่าน COSC อาจยังไม่พอ แต่ Tudor Black Bay 58 Burgundy ก้าวข้ามมาตรฐานเดิมไปอีกขั้น ด้วยการได้รับการรับรองจาก METAS (The Swiss Federal Institute of Metrology) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่โหดและเข้มงวดที่สุดในโลกนาฬิกา

การผ่าน METAS หมายถึงว่าเรือนเวลานี้ไม่เพียงแต่มีความเที่ยงตรงระดับ 0/+5 วินาทีต่อวัน ในทุกสภาวะ แต่ยังต้องทนต่อแรงแม่เหล็กสูงถึง 15,000 เกาส์ พร้อมยังต้องผ่านการทดสอบจริงทั้งตัวเรือนไม่ใช่แค่กลไกเดี่ยว นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบแต่คือ บทพิสูจน์ว่า Tudor กำลังยกระดับจากความเป็น tool watch ไปสู่ความเป็นเลิศที่ท้าชนกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้อย่างสง่างาม

การได้รับ METAS certification ถือเป็นสิ่งที่มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในอุตสาหกรรม Swiss watchmaking ทั้งหมดจะสามารถเคลมได้ และเมื่อ Tudor ทำได้ มันคือการประกาศศักดาอย่างเงียบๆ ว่าเราพร้อมแล้วที่จะเล่นในลีกใหญ่

4. ระบบสายข้อมือ T-fit ปรับขนาดง่าย สบายทุกสถานการณ์ ความหรูหราที่มาพร้อมความใส่ใจในรายละเอียดระดับมิลลิเมตร

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ทำให้ Black Bay 58 Burgundy ตอบโจทย์การสวมใส่ในชีวิตจริงได้อย่างเหนือระดับ คือระบบปรับสายอัจฉริยะ T-fit ที่สามารถ ขยับความยาวสายได้ถึง 8 มิลลิเมตร โดย ไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เลย

ไม่ว่าจะอยู่ในอากาศหนาว ร้อน ชื้น หรือแม้กระทั่งหลังมื้อใหญ่ที่ข้อมือขยายขึ้นเล็กน้อย ระบบนี้ก็พร้อมให้คุณปรับได้ทันทีด้วยปลายนิ้ว ทั้งสะดวก ทั้งหรู ทั้ง Practical

T-fit เป็นสิ่งที่เคยสงวนไว้เฉพาะในรุ่นระดับสูงของ Tudor แต่วันนี้ถูกใส่ลงมาใน ทุกสายของรุ่นนี้ ทั้งสายเหล็ก 5 ข้อ และ 3 ข้อแบบ rivet-style ไปจนถึงสายยางแนบกระชับ เสริมภาพลักษณ์ของเรือนเวลาที่ใส่ใจทุกรายละเอียดทั้งภายนอกและภายใน เรียกได้ว่า นี่คือความหรูหราแบบสวมใส่ได้จริงที่ไม่เพียงแต่ดูดีบนข้อมือ แต่ยังรู้ใจผู้สวมใส่ในทุกจังหวะของชีวิต

5. ขนาดตัวเรือน 39 มม. ที่ลงตัว ไซส์คลาสสิกที่สวยเสมอ ไม่ว่าข้อมือแบบไหน

ในโลกของนาฬิกายุคใหม่ที่บางแบรนด์เลือกจะลดไซส์ หรือเพิ่มความใหญ่ตามกระแส แต่ Tudor Black Bay 58 Burgundy ยังคงยืนหยัดไว้ที่ขนาดตัวเรือน 39 มม. อย่างมั่นใจและมันคือ ขนาดที่ลงตัวที่สุด

ขนาดนี้คือ sweet spot อย่างแท้จริง

บนข้อมือผู้ชายก็ดูเท่พอดี ไม่ใหญ่เทอะทะ
บนข้อมือผู้หญิงก็ดูสง่างาม มีพลัง
ให้ความรู้สึก วินเทจ แต่ก็ ร่วมสมัย
สวมใส่ง่ายในทุกวัน แต่ยังคงบุคลิกเฉพาะตัวที่แฟนนาฬิการู้จักดี

ด้วยไซส์ 39 มม. นี้ยังถือเป็นภาษาลับของเหล่า watch enthusiast ที่รู้ว่าความพอดีในดีไซน์นั้นอยู่เหนือขนาดตัวเลข และในรุ่น Burgundy นี้ Tudor ก็ใช้ตัวเรือนไซส์นี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งในแง่สัดส่วนความสมดุล และสัมผัสเวลาสวมใส่จริง ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ไม่มากไม่น้อย แต่มากพอจะหลงรัก

6. ตัวเลือกสายที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกสไตล์ ด้วยดีไซน์ที่คิดมาอย่างลึกซึ้ง

Tudor เข้าใจดีว่าสาย ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบ แต่เป็นดีไซน์ภาษาที่ใส่ลงบนข้อมือของเรา ดังนั้น Black Bay 58 Burgundy จึงมาพร้อมตัวเลือกสายที่ครบทุกอารมณ์ ไม่ว่าคุณจะเป็นสายเท่แบบคลาสสิกหรือชอบฟีลสปอร์ตที่คล่องตัว ไม่ว่าจะเป็น

สายเหล็ก 5-link แบบใหม่ ที่หรูหราและสะท้อนแสงอย่างมีมิติ
สายเหล็ก 3-link แบบ rivet-style อันเป็นเอกลักษณ์ของ Tudor ที่เรียบเท่และมีกลิ่นอายวินเทจ
สายยาง แบบฟอร์มฟิต สำหรับคนที่รักความลุยและการเคลื่อนไหว

ทั้งสามแบบ มาพร้อมระบบ T-fit ที่ใส่ใจเรื่องการปรับขนาดอย่างลงตัว เสริมฟังก์ชันให้กับความงามแบบไร้ที่ติ ในยุคที่สายบ่งบอกสไตล์ไม่แพ้ตัวเรือน การมีตัวเลือกที่เข้ากับชีวิตคุณ คืออีกหนึ่งความหรูที่แท้จริง

7. งานขัดเงาและแปรงลายอย่างประณีต เสน่ห์ในทุกรายละเอียด บ่งบอกความพิถีพิถัน

หากคุณเคยสัมผัสนาฬิกาหรูระดับพรีเมียม คุณจะรู้ดีว่าการขัดเงาและแปรงลายของตัวเรือนและสายคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นาฬิกาดูแพงและ Tudor Black Bay 58 Burgundy ก็คือสุดยอดการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความทนทาน ด้วยการขัดผิวที่มีความพิถีพิถันระดับสูง

Polished finish ที่สะท้อนแสงได้อย่างมีมิติ ทำให้ทุกมุมมองของตัวเรือนดูมีเสน่ห์
Satin finish ที่ให้ความทนทานและความทันสมัย ดูดีมีสไตล์ในทุกสถานการณ์

การขัดผิวแบบผสมผสานนี้ไม่ได้แค่สร้างความสวยงาม แต่ยังช่วยปกป้องผิวของตัวเรือนจากรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาในทุกมิติที่ทำให้ Black Bay 58 Burgundy ดูหรูหราและทนทานในเวลาเดียวกัน

นั่นแหละ…ความประณีตที่ Tudor ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้ทุกสัมผัสของนาฬิกานี้เต็มไปด้วยความหรูหราที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

10 Reasons Why It’s Tudor Black Bay 58 Burgundy

8. ความสามารถกันน้ำถึง 200 เมตร ทนทานทุกการผจญภัย สุดยอดความเชื่อมั่น

หากคุณเป็นคนที่รักการผจญภัยหรือชื่นชอบการใช้นาฬิกาในกิจกรรมต่างๆ อย่างดำน้ำหรือกิจกรรมกลางแจ้งสุดเร้าใจ Tudor Black Bay 58 Burgundy ได้เตรียมพร้อมให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย ความสามารถกันน้ำถึง 200 เมตร (หรือ 660 ฟุต) ที่ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า นาฬิกาเครื่องนี้จะยังคงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย

ไม่ว่าคุณจะไปดำน้ำ ปีนเขา หรือแค่ใช้ชีวิตในทุกวัน นาฬิกาของคุณจะยังคงเป็นเครื่องประดับที่พร้อมรับมือกับทุกการเคลื่อนไหวของคุณ โดยไม่เสียสมรรถภาพในการทำงานทนทานทั้งในน้ำและบนบก

การกันน้ำระดับนี้ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่น่าชื่นชมของ Black Bay 58 Burgundy และยังทำให้มันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทุกการผจญภัย ไม่ใช่แค่การสวมใส่ในงานทางการหรืองานเลี้ยง แต่ยังสามารถใช้ในกิจกรรมที่มีความท้าทายได้อย่างเต็มที่

9. ดีไซน์หน้าปัดแบบ Sunray-Brushed ความงดงามที่แสดงออกมาได้ด้วยแสง

หน้าปัดสีเบอร์กันดีที่ได้รับการขัดลาย sunray-brushed ไม่เพียงแค่ทำให้ตัวนาฬิกาดูสวยงาม แต่ยังเพิ่มความลึกและมิติให้กับการสะท้อนแสงที่สวยงามเป็นพิเศษในทุกการเคลื่อนไหว

Sunray-brushed ทำให้พื้นผิวหน้าปัดดูเหมือนมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เปลี่ยนแสงและเงาตามมุมมองต่างๆ สีเบอร์กันดีนั้นดูสุขุม แต่ก็มีเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น และยิ่งส่องแสงยิ่งทำให้ดูโดดเด่น

การขัดหน้าปัดในลักษณะนี้ถือเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมในนาฬิกาหรู เพราะมันสามารถทำให้หน้าปัดดูมีมิติและเคลื่อนไหวได้จากทุกมุมมอง พร้อมกับให้ความรู้สึกหรูหราและทันสมัยในเวลาเดียวกัน นาฬิกาที่มีพื้นผิวแบบ sunray-brushed จึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นผลงานศิลปะที่ทำให้คุณไม่สามารถละสายตาจากมันได้ แม้ในทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

10. ราคาเปิดตัวที่สมเหตุสมผลสำหรับมาตรฐานสูงระดับนี้ การลงทุนที่คุ้มค่ากับคุณภาพระดับพรีเมียม

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Tudor Black Bay 58 Burgundy กลายเป็นที่พูดถึงในวงการนาฬิกาก็คือ ราคาเปิดตัวที่สมเหตุสมผล สำหรับความคุ้มค่าที่คุณจะได้รับตัวเลือกเริ่มต้นที่ CHF 3,950 (รวม VAT) สำหรับสายยาง ถือเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับคุณภาพและเทคโนโลยีระดับสูงที่ติดตั้งอยู่ในนาฬิกาเรือนนี้

คุณสมบัติระดับ METAS และ COSC-certified ที่มอบความเที่ยงตรงและทนทาน ความสามารถในการกันน้ำ 200 เมตร และการออกแบบที่สวยงามจนไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

ในขณะที่บางแบรนด์อาจตั้งราคาในระดับสูงเกินไป Tudor ทำให้การเป็นเจ้าของนาฬิกาเครื่องระดับพรีเมียมไม่ต้องมีข้อสงสัยเรื่องราคา สุดท้ายแล้ว การลงทุนใน Black Bay 58 Burgundy จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก โดยไม่ทำให้คุณต้องเสียใจในอนาคต

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ และที่มา Tudor

เวลาหยุดเดิน…แต่นาฬิกายังคงเดินหน้าอย่างงดงามไปกับ Hermès Le temps suspendu

Hermès at Watches and Wonders 2025: การกลับมาของเรือนเวลาที่งดงามเหนือกาลเวลา

กลับมาเขย่าวงการอีกครั้งในงาน Watches and Wonders Geneva 2025 กับการคืนชีพของผลงานระดับตำนานที่เคยสะกดทุกสายตาเมื่อกว่าทศวรรษก่อน วันนี้กลับมาอีกครั้งในรูปลักษณ์ใหม่ที่ชวนให้ตกหลุมรัก พร้อมเสน่ห์ของ complication อันโดดเด่นที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ของเวลา

หัวใจหลักของ Le temps suspendu คือความสามารถในการ “หยุด” การแสดงเวลาได้อย่างมีชั้นเชิง เพียงกดปุ่มเดียว เข็มชั่วโมงและนาทีจะเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งจริงราวกับว่าเวลาได้หยุดนิ่ง เพื่อให้คุณได้สัมผัสช่วงเวลาของความสงบที่ไม่ต้องคิดถึงนาฬิกา และเมื่อคุณพร้อมจะกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง เพียงแค่กดปุ่มอีกครั้ง เข็มทั้งสองก็จะหวนกลับสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง แม่นยำราวกับไม่เคยหยุดเดิน

Hermès at Watches and Wonders 2025

นาฬิการุ่นใหม่นี้มาพร้อมตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร ผลิตจากไวท์โกลด์ที่สะท้อนแสงเงาอย่างสง่างาม บนหน้าปัดสี opaline silver โดดเด่นด้วยการจัดวางตัวเลขที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอย่างอิสระบนพื้นเวลาอันกว้างใหญ่ ในขณะที่เข็มวินาทีถูกรวมไว้บนหน้าปัดย่อย (subdial) เพื่อเน้นย้ำว่าต่อให้เราหยุดเวลาไปชั่วขณะ แต่จักรกลของชีวิตยังคงหมุนต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความมหัศจรรย์ของกลไก

Le temps suspendu (เลอ ต็องพ์ซูสป็องดู) ที่เปิดตัวในปี 2011 ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชาย และคว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์ด้วยกลไก “หยุดเวลา” ที่มีลูกเล่นมหัศจรรย์ซึ่งเป็นจุดเด่นตามชื่อ นาฬิกาเรือนนี้เป็นการผสมผสานของนวัตกรรมและศิลปะที่ทำให้ดูโดดเด่นเหนือคู่แข่งทั้งหมด

สำหรับงาน Watches and Wonders Geneva 2025 แบรนด์ได้นำเสนอสามรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกลไกซ้อนระบบ “หยุดเวลา” ด้วยการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพจากรุ่นเดิม ได้แก่ Arceau Le temps suspendu (อารโซ เลอ ต็องพ์ซูสป็องดู) Hermès Cut Le temps suspendu (แอรเมส์ คัต เลอ ต็องพ์ซูสป็องดู) และ Maillon libre (มายญง ลิบร์)

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในครั้งนี้ ศิลปิน ซาราห์-อานาอีส เดส์เบอนัวต์ ได้ออกแบบพื้นที่เสมือนจริงที่เหมือนการชมภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับกลไก “หยุดเวลา” อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางงานนิทรรศการระดับโลก ซึ่งสร้างบรรยากาศที่ไม่เหมือนใครให้กับผู้เยี่ยมชม

ตลอดเวลา ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง และไม่หยุดนิ่ง

ทุกสิ่งล้วนเคยมีอยู่และผ่านไป ภาพต่างๆ ที่ปรากฏตรงหน้ากลับเลือนหายไปและปรากฏขึ้นมาใหม่ในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิม แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบภาพมิติในงานจัดแสดง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประตูทางเข้า เป็นภาพทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านหลังช่องกระจกใสท่ามกลางการจัดแสงที่สลับสับเปลี่ยนระหว่างบรรยากาศยามรุ่งอรุณ กับยามค่ำคืนตามแต่ละสถานที่อย่างช้าๆ ไม่หยุดนิ่ง รูปทรงของสถาปัตยกรรมก็แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ให้ความรู้สึกราวกับกำลังมองผ่านช่องหน้าต่างของรถไฟ รถยนต์ หรือเรือสำราญ ขณะที่ทิวทัศน์ภายนอกค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างสวยงาม ตั้งแต่อาคารบ้านเรือนในเมืองใหญ่ที่ทอดตัวสู่ภูมิทัศน์ชายทะเล ถนนสายยาวประดับด้วยแสงไฟดวงเล็กเรียงราย ขนานไปกับอาคารสูงต่ำที่ลดหลั่นกันอย่างมีจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นหอเก็บน้ำ ศาลาริมทาง หรือแม้แต่โรงมหรสพที่ถูกหล่อหลอมเข้ากับภาพฝันนั้นอย่างแนบเนียน

ด้วยการใช้มิติของสถาปัตยกรรมเสมือนจริงที่จำลองขึ้นมา ทัศนียภาพเบื้องหน้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปตามเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เชื้อเชิญให้ผู้ชมจับจ้องและครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานว่า ภาพที่ปรากฏนั้นคือเศษเสี้ยวจากความทรงจำ หรือจินตนาการที่เคยแวบผ่าน เป็นสิ่งที่เคยดำรงอยู่จริง หรืออาจจะเคยมีอยู่เพียงบางส่วนเท่านั้น

นอกจากการแสดงภาพมิติแล้ว งานออกแบบเสียงซึ่งสอดประสานไปกับทุกย่างก้าวในพื้นที่จัดแสดงก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากตั้งใจฟังให้ดี จะได้ยินเสียงหยาดฝน เสียงสัญญาณไฟจราจร หรือแม้กระทั่งเสียงพูดคุยอย่างแผ่วเบา ราวกับสะท้อนมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู

เสียงเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการใคร่ครวญและตั้งคำถามกับตนเองว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ที่ใด? ระหว่าง ‘ภายใน’ หรือ ‘ภายนอก’ เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ปะปนไปกับฝูงชน หรือเป็นเพียงใครบางคนที่เดินผ่าน และแอบมองเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างด้วยความสงสัย?

ซาราห์-อานาอีส เดส์เบอนัวต์ ไม่เคยหยุดสังเกตและคิดทบทวนในทุกรายละเอียดของสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสถาปัตยกรรมที่ใช้ตกแต่งสถานที่เหล่านั้น และการทำงานของเธอก็เริ่มต้นจากจุดนี้

ด้วยการใช้ความคิดทบทวน วิเคราะห์ และแยกแยะร่วมกับจินตนาการถึงสถานที่ ที่ทุกสิ่งเคลื่อนที่ช้าลงซาราห์-อานาอีส เดส์เบอนัวต์ ได้รังสรรค์ภาพของเหตุการณ์ประจำวันให้กลายเป็นบรรยากาศที่ชวนฝัน

เสี้ยววินาทีของความเงียบสงัดที่ไม่อาจจับต้อง ให้ความรู้สึกเหมือนกับเราอยู่ในสถานีรถไฟยามเช้าตรู่ ที่ยังไร้ผู้โดยสาร หรืออาจเป็นโถงกลางของโรงแรมตอนสายที่เงียบสงัดไม่มีใครอยู่เลย หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นอพาร์ตเมนต์ว่างเปล่าที่ผู้คนเพิ่งจากไป เพียงแค่แวบหนึ่งจากโลกแห่งความเป็นจริง สถานที่ที่ไม่ต่างจากแดนสนธยา

ด้วยการออกแบบภาพมิติที่จำลองบรรยากาศสถานที่ที่เคยคุ้นเคย เรากลับพบว่ามันรู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน เสมือนเคยมีอยู่ หรืออาจไม่เคยมีมาก่อนเลยก็ได้ มันเป็นสถานที่ที่ดูแปลกตาแต่เหมือนจะคุ้นเคย บรรยากาศที่เต็มไปด้วยปมขัดแย้งของเวลา ที่ถูกหยุดชั่วคราวเพื่อให้เราได้คิดทบทวน…

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ/ที่มา: Hermès

สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ผู้หลงใหลในการสะสมนาฬิกา

การสะสมนาฬิกาในมุมมองของไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ความหลงใหลและเรื่องราวที่น่าสนใจ

ร่วมสัมภาษณ์ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส สุเมตติกุล นักแสดงหนุ่มผู้ที่หลงใหลในโลกของนาฬิกา ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานอดิเรก แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำที่น่าประทับใจ พบกับแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตกหลุมรักนาฬิกา และเส้นทางการสะสมที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของเขา

INTERVIEW BORDIN CENVIBOON

THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION

นาฬิกาเรือนใดมีความหมายกับคุณมากที่สุด

ต้องเป็น Omega Seamaster 300M ขนาด 36 มม. ยังคงเป็นนาฬิกาตระกูลดำน้ำ ตอนที่ผมเริ่มทำงานในวงการบันเทิงใหม่ ๆ ผมอยากได้นาฬิการุ่นนี้มาก เพราะเป็นเรือนที่ Pierce Brosnan ใส่ในบท James Bond แต่ลืมไปว่าเป็นภาคไหนของ 007 ผมคงต้องกลับไปดูอีกที พอผมได้รับเงินก้อนแรกจากการปิดซีรีส์เรื่องแรก ผมตัดสินใจซื้อทันที (หัวเราะ) ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในชีวิต เพราะสำหรับผมนาฬิกาคือความทรงจำที่จับต้องได้ ทุกครั้งที่มองเรือนนี้ ผมจะนึกถึงช่วงเวลานั้นเสมอ และทุกวันนี้ก็ยังใส่อยู่ครับ

คุณสนใจนาฬิกาดำน้ำเพราะเล่นกีฬาดำน้ำหรือเปล่า

ไม่เลยครับ (หัวเราะ) ผมไม่ได้ดำน้ำ จุดที่ทำให้ผมชอบนาฬิกาดำน้ำคือ ตอนที่ผมอยู่มัธยม พี่ชายของผมได้ใบรับรองการดำน้ำ แล้วเขาก็ได้ซื้อเรือนหนึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำ ตอนนั้นผมเห็นแล้วมันเท่ห์มาก เลยบอกตัวเองว่า “ชอบเลย” ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ชอบนาฬิกาทรงนั้นมาตลอด เพราะมันไม่ใช่แค่ดีไซน์ แต่ยังมีประวัติศาสตร์และเรื่องราวของมันด้วย ยิ่งได้รู้ว่ามันเป็นหมวดหมู่ที่ลึกมาก เพราะเกือบทุกแบรนด์ก็จะมีตระกูลนาฬิกาดำน้ำของตัวเอง

คุณมีนาฬิกาเรือนไหนที่เป็นโปรเจกต์ฟื้นฟูของคุณบ้างครับ

Tudor Big Rose รุ่นนี้มีโลโก้กุหลาบ ซึ่งหายากมาก ผมหามานานและติดต่อร้านที่รู้จักหลายแห่งกว่าจะเจอ สภาพตอนนั้นเยินมาก นี่ถือเป็นโปรเจกต์ฟื้นฟูครั้งแรกของผม ผมเลือกเรือนนี้เพราะตั้งใจอยากได้จริง ๆ จึงหาชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น เม็ดมะยมใหม่ สายและบัคเคิลใหม่ รวมถึงให้ช่างทำเซอร์วิสโรเตอร์และเกียร์ที่ต้องเปลี่ยน

เรือนนี้ผลิตในช่วงยุค 80s และผมจำได้ว่าตัวเข็มวีน่าจะงออยู่ ช่างจึงต้องดัดให้ใหม่ ถือเป็นการซ่อมที่ผมชอบมาก เพราะมันมีความหมายและเป็นความทรงจำที่ดี นอกจากนี้ ผมยังชอบดอกกุหลาบมาก ตอนเด็กอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ตอนโตขึ้นมามองว่ามันเป็นสัญลักษณ์และโมทีฟที่ดี ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับนาฬิกาเรือนนี้อีกด้วย

THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION
THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION

นาฬิกาที่เป็นไอคอนิคของคุณในคอลเลกชันคือรุ่นไหน

ผมหา Omega Speedmaster มานานมาก ตอนแรกมีตัวเลือกหลายตัว เช่น รุ่น 321 ซึ่งเป็นรุ่นวินเทจ แต่สุดท้ายผมเลือกตัวโมเดิร์นที่เป็นแบบแซพไฟร์ เพราะว่าการใช้งาน โดยเฉพาะผมเป็นคนที่ชอบแอดเวนเจอร์ อยากมั่นใจว่าใส่แล้วจะไม่เป็นไร กระจกแซพไฟร์ให้ความทนทานมากกว่ากระจกเซลลูลอยด์ ซึ่งมีฟีลเหมือนพลาสติก ที่ใช้งานอาจจะไม่สะดวก เพราะถ้าเช็ดด้วยผ้าที่ไม่สะอาดก็อาจเกิดรอยได้ง่าย 

ผมตกหลุมรักในแฟนตาซีของ Moonwatch จริง ๆ ถึงแม้ว่าตัวที่ผมได้มาไม่ใช่เรือนนี้และไม่ใช่รุ่นที่มีประวัติการเดินทางไปกับนาซ่า แต่ Speedmaster ที่ผมเลือกก็ถือเป็นทายาทของ Moonwatch ซึ่ง Omega ได้รับสัญญาจากนาซ่าและได้ใส่ในทุกภารกิจตั้งแต่ Apollo 1 จนถึง Apollo 18 โดยเฉพาะ Apollo 18 ที่มีการใช้งานฟังก์ชั่นโครโนกราฟเพื่อจับเวลา ซึ่งถือว่าช่วยชีวิตนักบินอวกาศได้จริง ๆ ผมชอบความโรแมนติกของประวัติศาสตร์นี้และความหมายที่อยู่เบื้องหลังนาฬิกาเรือนนี้มาก มันทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่และการผจญภัยในอวกาศ

คุณชอบนาฬิกากลไกออโตเมติกหรือนาฬิกาไขลาน

ขึ้นอยู่กับเรือนนั้น ๆ ครับ คอลเลกชันของผมมีทั้งแบบออโตเมติกและแบบไขลานด้วย แต่ไม่มีควอทซ์ที่นำมาโชว์ แต่ที่บ้านก็มีควอทซ์อยู่ อย่างเช่น CASIO W-8 หรือรุ่น F.P. Journe ที่เป็นควอทซ์ ซึ่งถ้าเราวางทิ้งไว้ มันจะจำเวลาได้ อันนั้นก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่ถ้าชอบจริง ๆ ก็คงจะเป็นแนวกลไก ซึ่งก็จะเลือกเป็นไม่ออโต้หรือไขลานมากกว่าครับ

มีนาฬิกาเรือนไหนที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเรือนอื่นในคอลเลกชันของคุณ?

จากทั้งหมดในคอลเลกชันของผม Oris ProPilot ไทเทเนียมน่าจะเป็นเรือนที่ดูโมเดิร์นที่สุด ผมไม่อยากให้คอลเลกชันของตัวเองซ้ำกันเกินไป เพราะมีวินเทจอยู่หลายเรือนแล้ว เลยอยากหานาฬิกาที่มีความสนุกและแตกต่างขึ้นมาหน่อย  

สิ่งที่ทำให้ผมสนใจเรือนนี้คือการใช้วัสดุที่ทันสมัย ผมมองว่าวงการนาฬิกามีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากในเรื่อง Material Science เมื่อก่อนตัวเลือกหลัก ๆ ก็จะมีสเตนเลสสตีล ทอง และทองคำขาว แต่ปัจจุบันเรามีวัสดุใหม่ ๆ เช่น เซรามิก ไทเทเนียม และคาร์บอนไฟเบอร์ 

THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION
THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION

อะไรทำให้คุณประทับใจในเรือนนี้เป็นพิเศษ

จริง ๆ ผมชอบไทเทเนียมมาก นอกจากนาฬิกาแล้ว ผมยังสะสมมีดด้วย ซึ่งวัสดุที่ใช้กับด้ามมีด ผมก็เลือกไทเทเนียมเพราะมันทั้งเบาและทน ส่วน Oris ผมรู้จักมานานแล้ว โดยเฉพาะรุ่น Big Crown Pointer Date ที่เป็นไอคอนของแบรนด์ และซีรีส์ Big Crown เองก็มีประวัติยาวนานในโลกของนักบิน

พอเห็นเรือนนี้ก็ถูกใจทันที แม้ตัวเรือนจะใหญ่ถึง 44 มม. แต่กลับเบามาก พอได้ลองใส่ก็รู้สึกว่าเหมาะกับการใช้งานทุกวัน สิ่งที่ผมชอบคือฟังก์ชันของมัน อย่างพลังงานสำรอง 10 วัน ไขลานครั้งเดียวอยู่ได้ถึง 10 วัน ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องพลังงาน แถมยังกันน้ำได้ 100 เมตร 

อีกจุดที่ชอบคือหน้าปัดสเกเลตันเพราะโชว์ฝีมือของช่างทำนาฬิกาอีกด้วย การออกแบบให้เห็นกลไกต้องผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี ไม่ใช่แค่เรื่องความซับซ้อนของกลไก แต่รวมถึงดีไซน์และสีสัน โดยเฉพาะสีของไทเทเนียมที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์นและล้ำสมัยมาก ๆ

หากต้องเลือกเรือนที่มีความหมายที่สุดในชีวิต คุณจะเลือกเรือนไหน

Rolex Datejust 16233 รุ่น ‘สามกษัตริย์’ ซึ่งจะเป็นแบบทูโทนและมีเพชรด้วย เรือนนี้มีประวัติว่าเมื่อคุณพ่อผมเริ่มทำงาน คุณปู่ให้รุ่นแบบนี้เป๊ะเลย ไม่ใช่เรือนนี้นะครับ แต่หน้าปัดนี้เป๊ะเลย ผมก็เลยอยากได้มาก แต่ว่าไม่กล้าไปขอเขา ก็อยากให้เขามีอยู่ เลยบอกว่าอยากให้เรามีนาฬิกาคู่กัน เรือนเดียวกันอะไรอย่างนี้ เราก็หานานมาก

คุณปู่ไม่ได้มีแค่นาฬิกาเรือนเดียว ทุกเรือนในคอลเลกชันที่ส่งต่อมาถึงผม ล้วนมีคุณค่าหมด ถ้าจะพูดให้ตรงความรู้สึกก็คงต้องใช้ภาษาอังกฤษว่า “It’s priceless to me.” เพราะว่ามันไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่มันคือความหมายที่อยู่เบื้องหลัง ผมอยากเก็บมันไว้ แล้วหวังว่าสักวันจะได้ส่งต่อเหมือนที่คุณปู่เคยทำ ซึ่งในบรรดานาฬิกาของเขา เรือนนี้เป็นเรือนโปรดของเขา และมันก็เลยกลายเป็นเรือนโปรดของผมไปด้วย นั่นก็คือ Rolex Day-Date หน้าหิน Onyx สีดำ คุณปู่เป็นคนที่ชอบนาฬิกาทองมาก ผมยังจำได้ว่าเขาเคยบอกผมตอนเราคุยกันเรื่องนาฬิกาว่า “ถ้าเป็นเรือนไหนก็ตาม สุดท้ายถ้ามันเป็นทอง อย่างน้อยมันก็ยังมีค่าของทองอยู่” เพราะฉะนั้น ทุกเรือนที่เขาเก็บสะสมมา จึงเป็นทองทั้งหมด

THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION
THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION
THE PASSIONATE JOURNEY OF BIBLE’S WATCH COLLECTION

สุดท้ายแล้ว นาฬิกาสำหรับคุณคืออะไร

ถ้าใครเริ่มสนใจนาฬิกา สามารถเริ่มจากตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนาฬิกาแพง ๆ หรืออะไรแบบนั้น อย่าต้องไปเป็นหนี้เพื่อซื้อมันมา สุดท้ายแล้วมันคือความสนุกและงานอดิเรกที่คุณควรเพลิดเพลินกับมัน คือความทรงจำ คือศิลปะ และคือเครื่องบันทึกเรื่องราวของชีวิตครับ

PHOTO BY: ธนัท เตรียมชาญชูชัย

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Bell & Ross ฉลองครบรอบ 20 ปี ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาใหม่ถึง 7 รุ่นในงานนี้

Bell & Ross ที่งาน Watches And Wonders 2025: BR-03 Skeletons และ BR-05 รุ่น Mini

WORDS Katherine Arteche

หลังจากสองทศวรรษที่นำเสนอนาฬิกาเรือนสี่เหลี่ยมที่มีเอกลักษณ์ให้โลกได้รู้จัก Bell & Ross ได้เปิดตัวบทใหม่ในคอลเลกชัน BR-03 อันโดดเด่น ที่ต้องไม่ลืมว่า Bell & Ross เป็นแบรนด์ที่ยังคงอายุเพียง 33 ปีเท่านั้น ทันทีที่เริ่มต้นเส้นทางนี้ ผู้ผลิตนาฬิกาสวิส-ฝรั่งเศสรายนี้ก็ได้สร้างเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่ง โดยเน้นที่ความสวยงามของ “นาฬิกากลมในกรอบสี่เหลี่ยม” ซึ่งยังคงเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นและสวยงามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เหมือนกับคนวัยหนุ่มสาวที่ต้องผ่านการทดลองและค้นหาตัวตน แบรนด์นี้ก็ได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆ มาแล้ว ลองนึกถึงลวดลาย Jolly Roger ที่พวกเขานำมาใช้ในช่วงแรกๆ ซึ่งตอนนี้ได้ถูกปรับแต่งจนกลายเป็นดีไซน์ที่สะอาดตาและมีความหรูหราในกรอบคริสตัลซัฟไฟร์ที่เจียระไนอย่างประณีต

แม้แต่การให้เกียรติการบิน รูปลักษณ์ของห้องนักบินที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาก็ได้พัฒนาไปในรูปแบบที่สร้างสรรค์มากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอบคุณความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ Patrouille de France ทีมเครื่องบินทำลายล้างของกองทัพอากาศฝรั่งเศส

และนั่นก็นำเรามาถึงคอลเลกชัน BR-03 ซึ่งต้องบอกว่าเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง ในปีที่ 20 นี้ หน้าปัดของนาฬิกาได้พัฒนาและมีความหรูหรามากขึ้นในเรื่องการออกแบบ และการใช้วัสดุทันสมัยอย่างเซรามิกสีดำก็สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของแบรนด์ในด้านนวัตกรรม

Bell & Ross กำลังเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ด้วยแคมเปญ “20 YEARS BOLD” และการเปิดตัวสามรุ่น BR-03 Skeleton ที่มีความซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงถึงมรดกของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนทิศทางในอนาคตของมันด้วย

BR-03 Skeleton ทรงเซรามิกสีดำ 3 รุ่น

Bell & Ross ได้สร้างการตีความที่แตกต่างออกไปสามแบบสำหรับ BR-03 Skeleton รุ่นแรกคือ BR-03 Skeleton Black Ceramic ในกรอบเซรามิกสีดำขนาด 41 มม. ซึ่งล้อมรอบหน้าปัดที่ทำจากคริสตัลซัฟไฟร์รมควัน การเคลื่อนไหวรูปทรง X แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้ใต้ฟิล์มสีเข้ม แต่การแสดงเวลารอบๆ ยังคงสามารถอ่านได้อย่างชัดเจนด้วยดัชนีที่โดดเด่นและเข็มเรืองแสงที่อยู่คู่กัน นาฬิกายังคงมีรูปลักษณ์ที่เพรียวบางที่ความหนา 10.6 มม. โดยมีกรอบที่กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025

นาฬิกาถูกติดตั้งบนสายที่ทำจากยางสีดำและผ้าสังเคราะห์สีดำ ผูกด้วยหัวเข็มขัดสเตนเลสที่มีการเคลือบ PVD (Physical Vapor Deposition) สีดำแบบไมโครบลาสต์ ซึ่งเสริมลุคที่เน้นความลึกลับและเข้ากันได้ดีกับดีไซน์โดยรวมของนาฬิกา

ต่อไปคือรุ่น Grey Steel ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือน ที่ทำให้การออกแบบนาฬิกาสำหรับนักบินมีความหรูหรามากขึ้น กรอบสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. ที่ผ่านการขัดเงาและการทำเสร็จแบบซาติน เข้ากันได้ดีกับลวดลายที่ถูกตัดอย่างประณีตบนหน้าปัดที่เปิดเผย ซึ่งมีการเจียระไนและเคลือบด้วยรูเธเนียมเพื่อเพิ่มความเงางามเป็นพิเศษ

Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025

การแสดงเวลาด้วยหลักบอกชั่วโมง “Baignoire-style” ที่ทำจากโลหะชุบโรเดียม และเติมเต็มด้วย Super-LumiNova® X1 สีขาว เข็มชั่วโมงและนาทีถูกเจียระไนเป็นแบบสเกเลตันและชุบโรเดียม ซึ่งทั้งสองรุ่นจะเรืองแสงสีเขียวในที่แสงน้อยเช่นกัน นาฬิกามาพร้อมกับสายรัดไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างยางสีดำและผ้าสังเคราะห์สีดำ เพื่อความทนทานและความสะดวกสบายในการสวมใส่

รุ่นที่สามในคอลเลกชันคือ Lum Ceramic ซึ่งมาพร้อมกับหน้าปัดสีดำที่เปิดเผยลักษณะการทำงาน โดยมี Super-LumiNova C3 เรืองแสงอยู่ที่ขอบหน้าปัด และตั้งอยู่บนแผ่นกระจกสีรมควันแบบโปร่งใสที่ช่วยให้มองเห็นการเคลื่อนไหวด้านล่างได้อย่างชัดเจน นาฬิกานี้มาพร้อมฟังก์ชันการแสดงเวลาแบบมาตรฐาน (ชั่วโมง นาที วินาที) ภายในกรอบเซรามิกสีดำที่ผ่านการไมโครบลาสเต็ด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม.

Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025

การเรืองแสงในรุ่นนี้ขึ้นอยู่กับแผ่น Super-LumiNova® C3 ที่เน้นขอบของโครงสร้างหน้าปัดแบบเปิด ซึ่งฐานสเกเลตันนี้ถูกเคลือบด้วยสีดำแบบซาตินที่เข้มข้น ทับบนแผ่นโปร่งใสที่มีสีรมควัน สร้างมิติและความน่าสนใจทางสายตา

ทั้งเข็มชั่วโมงและนาทีที่ถูกเจาะและเคลือบสีดำแบบซาตินนั้นเติมวัสดุเรืองแสงเพื่อการมองเห็นในยามค่ำคืน ขณะที่เข็มวินาทีมีปลายที่ทาสี C3 แบบไม่เรืองแสงและน้ำหนักด้านหลังที่ทำจากสีดำแบบซาติน นาฬิกาได้รับการยึดด้วยหัวเข็มขัดพินทำจากสแตนเลสที่เคลือบด้วย PVD สีดำแบบไมโครบลาสเต็ด จำกัดจำนวนเพียง 250 เรือนในรุ่นพิเศษ

Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025

ทุกรุ่นในคอลเลกชันนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BR-CAL.328 ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับคอลเลกชันนี้ นาฬิกาทุกเรือนมาพร้อมกับสายรัดที่สามารถเปลี่ยนได้สองแบบ ได้แก่ สายยางสีดำที่มาพร้อมหัวเข็มขัดสีดำ และสายเวลโคร (Velcro strap) สีดำ

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-03 Skeleton Black Ceramic

หมายเลขอ้างอิง: Ref. BR03A-BL-SKCE/SRB
กลไก: อัตโนมัติ calibre BR-CAL.328 กำลังสำรอง 54 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง
กรอบ: ขนาด 41 มม. × 10.6 มม. เซรามิกสีดำไมโครบลาสเต็ด กันน้ำได้ถึง 100 ม.
หน้าปัด: แผ่นโปร่งใสรมควัน
สาย: ยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัดพินสแตนเลสชุบ PVD สีดำแบบไมโครบลาสเต็ด สายผ้าสังเคราะห์สีดำ 

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-03 Skeleton Grey Steel

หมายเลขอ้างอิง: Ref. BR03A-GR-SKST/SRB
กลไก: อัตโนมัติ calibre BR-CAL.328 กำลังสำรอง 54 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง
กรอบ: ขนาด 41 มม. × 9.65 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำได้ถึง 100 ม.
หน้าปัด: หน้าปัดชุบโรเดียมแบบเปิดเจียระไนไมโครบลาสเต็ด พร้อมรายละเอียดที่เจียระไนแวววาว
สาย: ยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัดพินสแตนเลส สายผ้าสังเคราะห์สีดำ
ความพร้อมใช้งาน: ผลิตจำกัดเพียง 250 เรือน

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-03 Skeleton Lum Ceramic

หมายเลขอ้างอิง: Ref. BR03A-LM-SKCE/SRB
กลไก: อัตโนมัติ calibre BR-CAL.328 กำลังสำรอง 54 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง
กรอบ: ขนาด 41 มม. × 11.25 มม. เซรามิกสีดำไมโครบลาสเต็ด กันน้ำได้ถึง 100 ม.
หน้าปัด: แผ่นโปร่งใสรมควันที่ครอบด้วยหน้าปัดแบบเปิดและขอบเรืองแสง
สาย: ยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัดพินสแตนเลสชุบ PVD สีดำแบบไมโครบลาสเต็ด สายผ้าสังเคราะห์สีดำ
ความพร้อมใช้งาน: ผลิตจำกัดเพียง 250 เรือน

BR-05 ขนาด 36 มม.

Bell & Ross ยังได้เปิดตัวรุ่นที่มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้นของนาฬิกา BR-05 ที่ได้รับความนิยม โดยลดขนาดกรอบลงเหลือ 36 มม. (จากขนาดเดิมที่ 40 มม.) และมีความหนาเพียง 8.5 มม. รุ่นนี้ต้องมีการปรับสัดส่วนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ยังคงรักษา DNA ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bell & Ross ไว้ พร้อมทั้งมั่นใจว่าไม่ได้เป็นแค่การย่อขนาดของรุ่นใหญ่ให้เล็กลง แต่ยังคงมีความโดดเด่นและมีสไตล์เฉพาะตัว

Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025
BR-05 36mm หน้าปัดสีดำ
Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025
BR-05 ขนาด 36mm หน้าปัดสีเทา และสีฟ้า
Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025

“เราทำการออกแบบ BR-05 ขนาด 36 มม. เป็นการพัฒนาอีกขั้นของ BR-05” 

“มันไม่ใช่แค่การเน้นที่ฟังก์ชั่นหลักของนาฬิกา แต่ยังเป็นการพัฒนาในเรื่องของสัดส่วน เพื่อให้แน่ใจว่ายังคงความเป็นเอกลักษณ์ในขณะที่รักษาหลักการสำคัญของเราในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความแม่นยำ และความสะดวกสบายไว้”

Bruno Belamich Creative Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Bell & Ross กล่าว 

แล้วทำไมถึงกลับมาทบทวนสัดส่วนของ BR-05 ตอนนี้? คำตอบจาก Belamich ก็คือ 

เพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด และขยายกลุ่มเป้าหมายของคอลเลกชันให้กว้างยิ่งขึ้น

“อย่างแรกเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า BR-05 เป็นคอลเลกชันที่มีหลากหลายขนาดมาตั้งแต่แรกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ด้วยขนาด 40 มม. และก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นรุ่นที่มีฟังก์ชันซับซ้อนก็จะเพิ่มขนาดเป็น 41 มม. สำหรับ GMT และ 42 มม. สำหรับโครโนกราฟ”

Bell & Ross BR-03 Skeleton Watches And Wonders 2025
BR-05 ขนาด 36 มม. หน้าปัด White Mother-of-Pearl

ขนาดใหม่ 36 มม. ช่วยให้คอลเลกชัน BR-05 เข้าถึงกลุ่มผู้สวมใส่ที่มีข้อมือเล็กได้มากยิ่งขึ้น โดยยังคงคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของรุ่นนี้ไว้ครบถ้วน ทั้งเข็มนาฬิกาที่ดูเนี้ยบเฉียบ ตัวเลขขนาดใหญ่ และมาร์กเกอร์แบบ applied indexes ที่เคลือบด้วยสารเรืองแสงสีขาว Super-LumiNova (SLN) เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแสงแบบใด

นอกจากนี้ยังมาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดหลากสี ไม่ว่าจะเป็น black / grey / ice blue หรือ mother-of-pearl แต่ละเฉดผ่านการเคลือบเงาแบบ lacquered sunray finish เพิ่มความหรูหราและมิติของแสงที่สวยงามบนหน้าปัด ทุกรุ่นยังคงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ BR-05 อย่างชัดเจน ทำให้สามารถเลือกให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละคนได้โดยไม่หลุดจากกรอบดีไซน์หลักของคอลเลกชัน

BR-05 36mm มาพร้อมกลไกจักรกลระบบ self-winding รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มอบพลังงานสำรองได้ถึง 54 ชั่วโมง โดยเน้นการทำงานอย่างแม่นยำในฟังก์ชันหลักอย่าง ชั่วโมง นาที และวินาที

แม้จะถูกย่อขนาดลง แต่เครื่องรุ่นใหม่นี้ยังคงรักษาความบางของตัวเรือนเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ เสริมให้ BR-05 36mm เป็นเรือนเวลาที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านประสิทธิภาพและความสบายยามสวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรืองานที่ต้องการความเนี้ยบเป็นพิเศษ

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-05 36mm

หมายเลขอ้างอิง:
Ref. BR05A-S-BL-ST/SST (Sunray Black)
Ref. BR05A-S-MP-ST/SST (Mother-of-Pearl)
Ref. BR05A-S-GR-ST/SST (Sunray Grey)
Ref. BR05A-S-BU-ST/SST (Sunray Ice Blue)
การเคลื่อนไหว: กลไกจักรกลระบบ Self-winding Caliber BR-CAL.329
พลังงานสำรอง: 54 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: Hours and minutes; central seconds

ตัวเรือน: ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 36 มม. × 8.5 มม. กันน้ำลึก 100 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดเลือกได้ระหว่าง Sunray Black / Grey Sunray / Sunray Ice Blue / Mother-of-Pearl
สาย: สายสเตนเลสสตีลแบบ integrated พร้อมบานพับแบบ folding buckle

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Bell & Ross , Revolutionwatch

Ulysse Nardin: เมื่อความเป็นไปไม่ได้ ถูกทำให้เบากว่าที่เคยมีมากับ…นาฬิกาดำน้ำเบาที่สุด

Ulysse Nardin ในงาน Watches and Wonders 2025: นวัตกรรมใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงขีดจำกัดของการออกแบบและวัสดุในวงการนาฬิกาดำน้ำที่เบาที่สุด

ในจังหวะที่โลกทั้งใบแทบจะเชื่อแล้วว่า มันคงไม่มีทางเป็นไปได้ Ulysse Nardin ก็เดินหน้าฉีกทุกกฎของแรงโน้มถ่วง ด้วยการเผยโฉมนาฬิกาดำน้ำระบบกลไกที่เบาที่สุดในโลก

ปีนี้ในงาน Watches and Wonders 2025 เปิดเวทีด้วยโมเมนต์สุดเร้าใจที่บันทึกสถิติใหม่ให้กับวงการหลายรายการ หนึ่งในไฮไลต์คือการที่ Bvlgari ทวงบัลลังก์นาฬิกาทูร์บิญงที่บางที่สุดในโลกกลับคืนมา ด้วยรุ่น Octo Finissimo Ultra Tourbillon ที่บางเพียง 1.85 มิลลิเมตร นับรวมทั้งตัวเรือน หน้าปัด และ baseplate แล้วด้วย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้กันนั่นก็คือ escapement รุ่นใหม่ที่ทำจาก silicon ทั้งชิ้น ผลงานล่าสุดของ Rolex ที่เปิดตัวพร้อมกับคอลเลกชัน Land-Dweller รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างสง่างาม

ที่น่าสนใจคือ Ulysse Nardin ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้ silicon escapement เป็นรายแรกๆ ของโลก กับ Dual Direct escapement ที่แม้จะถูกยุติการผลิตไปถาวร เพื่อหวนคืนสู่ Swiss lever แบบดั้งเดิม แต่เส้นทางของนวัตกรรมสำหรับแบรนด์นี้ยังไม่สิ้นสุดง่ายๆ

เพราะในปีนี้ Ulysse Nardin เพิ่งคว้าสถิติใหม่อีกครั้ง กับนาฬิกาดำน้ำระบบกลไกที่เบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา Diver [AIR] ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 52 กรัม (รวมสายแล้ว) เบาจนเหมือนกำลังสวมศิลปะไว้บนข้อมือมากกว่าฟังก์ชันบอกเวลา

นาฬิกาดำน้ำที่เบาจนทำลายสถิติของตัวเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 Ulysse Nardin เคยสร้างความฮือฮาด้วย Diver X Skeleton นาฬิกาที่กล้าผสานดีไซน์ skeletonization เข้ากับความแกร่งแบบนาฬิกาดำน้ำอย่างไม่เกรงใจใคร แม้จะถูกตั้งคำถามเรื่องความชัดเจนในการอ่านเวลา แต่ก็ยืนหนึ่งด้วยน้ำหนักเพียง 105.8 กรัม ซึ่งเบากว่านาฬิกาดำน้ำทั่วไปถึง 15 กรัม

และวันนี้ พวกเขากลับมาพร้อมการหั่นน้ำหนักลงไปอีกถึง 53.8 กรัม ด้วยรุ่น Diver [AIR] ที่เบาเหลือเชื่อเพียง 52 กรัม เมื่อเทียบกันแล้ว นี่คือนาฬิกาที่เบากว่าเดิม “เกินครึ่ง” แบบไม่มีใครตามทัน

แม้นาฬิกาดำน้ำจะเริ่มมีบทบาทในโลกนาฬิกาตั้งแต่ยุค 1950 แต่ Ulysse Nardin นั้นล้ำหน้าไปไกลกว่านั้นหลายทศวรรษ เพราะย้อนกลับไปในปี 1893 แบรนด์ได้ผลิตเครื่องบอกเวลาที่กันน้ำได้เป็นครั้งแรก ก่อนจะตามมาด้วยนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของแบรนด์ในปี 1964

และเมื่อเข้าสู่ศตวรรษใหม่ Ulysse Nardin ก็ยังคงไม่หยุดทำในสิ่งที่ “แตกต่าง” ในปี 2001 พวกเขาเปิดตัว Aqua Perpetual ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำที่ไม่เพียงแต่กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตรเท่านั้น ยังเป็น เรือนแรกและเรือนเดียวในโลกที่รวม perpetual calendar ไว้ในเรือนเดียวกันอย่างลงตัว

การสร้างนาฬิกาดำน้ำแบบกลไกที่เบาที่สุดในโลกไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ลดน้ำหนัก” แบบตัดทิ้งไปเฉย ๆ แต่มันคือการ รื้อโครงสร้างเดิมทั้งหมด แล้วออกแบบสถาปัตยกรรมภายในใหม่ตั้งแต่ศูนย์

ต่อยอดจากกลไก UN-372 ที่เคยใช้ใน Diver X Skeleton ทีมวิศวกรของ Ulysse Nardin เดินหน้าสร้างกลไกใหม่ล่าสุดอย่าง UN-374 caliber ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานแห่งความกล้าหาญและสวนทางกับความเป็นไปได้

เพราะครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้แค่ปรับปรุง แต่ถึงขั้นรื้อทุกชิ้นส่วนแล้วออกแบบใหม่ทั้งหมด บนแนวคิดที่ดูย้อนแย้งอย่างไม่น่าเชื่อนั่นก็คือ “ยิ่งเอาเนื้อวัสดุออกไปมากเท่าไร โครงสร้างยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น”

ผลลัพธ์อันน่าทึ่งนี้เกิดขึ้นจากการออกแบบสะพานกลไกให้มีรูปทรง สามเหลี่ยม โครงสร้างที่วงการวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมยกให้เป็นรูปทรงที่ ต้านแรงบิดและแรงบิดเบี้ยวได้ดีที่สุด จักรกลไกแต่ละชิ้นบางเพียงไม่กี่มิลลิเมตร แถมยังเจาะโปร่งเพื่อ ลดน้ำหนักให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วน winding rotor ก็ถูกปรับให้เหลือเฉพาะชิ้นส่วนที่จำเป็นอย่างแท้จริง

แม้แต่ mainspring barrel เองก็ยังถูกพลิกแนวคิดใหม่หมด โดยใช้การจัดวางแบบ “flying” ซึ่งช่วยตัดน้ำหนักจากโครงสร้างด้านบนออกไปอย่างหมดจด จากการปรับโครงสร้างทั้งหมด น้ำหนักของกลไก caliber รุ่นใหม่นี้ถูกรีดลงมาเหลือเพียง 7 กรัม เท่านั้น และยังคงซ่อนพลังงานสำรอง (power reserve) ไว้ได้ถึง 90 ชั่วโมง แบบไม่ลดทอนประสิทธิภาพแม้แต่น้อย

และแม้ตัวเรือนจะประกอบด้วย “อากาศถึง 80%” และ “วัสดุเพียง 20%” แต่โครงสร้างที่ผ่านการ skeletonized อย่างประณีตก็ยังสามารถทนแรงกระแทกได้สูงถึง 5,000g (เราพูดถึง g ที่หมายถึงแรงโน้มถ่วง (gravity) ไม่ใช่แค่หน่วยกรัมธรรมดา เพราะนี่คือระดับความแกร่งที่ไม่ได้วัดกันแค่ในน้ำลึก แต่วัดกันในทุกสถานการณ์ที่ข้อมือคุณต้องเผชิญ)

Ulysse Nardin ไม่เพียงแค่สร้างนาฬิกาที่เบาที่สุด แบรนด์ยังก้าวไปไกลกว่าแค่การทำงานแบบเดิม ๆ ด้วยการเข้าไปในโลกของวิทยาศาสตร์วัสดุ

การสร้างนาฬิกาที่เบาอย่างเหลือเชื่อแบบนี้ทำให้แบรนด์ต้องมองข้ามขีดจำกัดของวัสดุในวงการนาฬิกาแบบดั้งเดิมไป โดยเลือกใช้ไทเทเนียมในการผลิตกลไก (ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์) พร้อมกับ Escapement ที่ทำจากซิลิคอน ที่ได้มาจากซิลิคอนแผ่นที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดย Sigatec

แบรนด์ไม่ได้ทำเพียงแค่ค้นหาวัสดุใหม่ ๆเท่านั้น พวกเขายังร่วมมือกับผู้นำในอุตสาหกรรมและสตาร์ทอัพ เพื่อรวมเอาส่วนประกอบที่รีไซเคิลและนวัตกรรม เข้ามาในผลิตภัณฑ์อย่างเต็มที่ ส่วนประกอบอื่น ๆ ได้แก่:

สำหรับเรือนขนาด 44 มม. Ulysse Nardin ได้พัฒนา โครงสร้างโมดูลาร์ ที่ใช้ไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ โดยคาร์บอนไฟเบอร์นั้นมีความหนาแน่นต่ำสุด ๆ ที่ 1.8g/cm³ ซึ่งช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างมหาศาลโดยไม่ทิ้งความสวยงาม แต่เพราะคาร์บอนไฟเบอร์เองไม่สามารถกันน้ำได้ตามธรรมชาติ กลไกภายในจึงถูกบรรจุในตัวเรือนขนาดกลางที่เป็นไทเทเนียม เพื่อรับประกันความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 200 เมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
Ulysse Nardin Diver [AIR]

Ref.: Ref. 3743-170-2A/0A
กลไก: กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ UN-374 Manufacture calibre พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง
ขนาดเคส: 44 มม. × 14.7 มม. ไทเทเนียมรีไซเคิล 90% (เคสกลางและฝาหลัง) Nylo®-Foil (ด้านข้าง) CarbonFoil (ขอบหมุนทรงกลมแบบเว้า) กันน้ำลึกถึง 200 เมตร
หน้าปัด: สไตล์กระดูกเปลือย (Skeletonized)
สาย: สายผ้ายืดสีส้ม สายผ้ายืดสีขาว

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพจาก:Ulysse Nardin

Seiko 5 Sports DENHAM Limited Edition การผสมผสานสุดล้ำระหว่างแฟชั่นและเทคโนโลยี

นาฬิกา Seiko 5 Sports DENHAM รุ่นลิมิเต็ด ที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และความทนทานระดับพรีเมียม สะท้อนสไตล์ Military และยีนส์ได้อย่างลงตัว

Seiko 5 Sports DENHAM Limited Edition

การร่วมมือกันของระหว่างสองอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียง สร้างความตื่นเต้นในวงการแฟชั่นและนาฬิกาได้อย่างมาก แบรนด์ยีนส์ระดับตำนานจากอัมสเตอร์ดัมที่ก่อตั้งโดย Jason Denham ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำยีนส์ตั้งแต่ปี 2008 ร่วมมือกับแบรนด์นาฬิกาสไตล์สตรีท-แฟชั่นที่มีชื่อเสียง ได้สร้างสรรค์เรือนเวลาสุดพิเศษขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ไม่เหมือนใครระหว่างโลกของแฟชั่นและเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา

ตัวเรือนของนาฬิกาเรือนนี้สะท้อนถึงกลิ่นอายของยีนส์ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกใช้สีน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถือเป็นสีที่โดดเด่นและแทบจะเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นยีนส์ไปแล้ว สีนี้ปรากฏทั้งบนหน้าปัด ขอบเบเซล และสายของนาฬิกาเอง สร้างความรู้สึกของความคลาสสิกและความทันสมัยในเวลาเดียวกันได้อย่างลงตัว

ไม่เพียงแค่การเลือกใช้สีที่สะท้อนเอกลักษณ์ของยีนส์ แต่ยังมีการออกแบบที่ละเอียดและใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด โดยที่คอลแลปนี้ยังคงรักษาความเป็นสตรีท-แฟชั่นของ Seiko 5 Sports แต่พร้อมเสริมด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงการผสมผสานกันได้อย่างมีศิลปะและมีสไตล์ รวมไปถึงการออกแบบที่ใส่ใจในรายละเอียดที่สะท้อนถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในสินค้าจำกัดเพียงไม่กี่เรือนทั่วโลก

ยีนส์ไม่ได้จำกัดแค่สีน้ำเงินเท่านั้น เพราะยีนส์จริงๆ แล้วมีความหลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม สีฟ้าอ่อน สีขาว หรือแม้แต่ยีนส์สีดำที่กำลังได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าการแต่งตัวด้วยสีน้ำเงินเดนิมอันเป็นเอกลักษณ์ ทุกเฉดสีต่างมีเสน่ห์และอารมณ์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งทำให้ยีนส์เป็นเสื้อผ้าที่สามารถตอบรับทุกลุคและความรู้สึกของผู้สวมใส่ได้อย่างลงตัว

ในรุ่นปี 2025 นี้ จึงได้เลือกนำเฉดสีใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงความหลากหลายและมิติของยีนส์ มาเป็นเฉดหลักในการออกแบบนาฬิกา รหัส SRPL37K ที่ยังคงให้ความรู้สึกคุ้นตา แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงความแตกต่างและความสดใหม่ โดยไม่ทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ทั้งสอง ทั้งในแง่ของความคลาสสิกและความทันสมัยที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

Seiko 5 Sports DENHAM Limited Edition

รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น รหัส SRPL37K

ในรุ่นนี้ ไซโก ไฟว์ สปอร์ต เลือกใช้โทนสี Military ที่ผสมผสานระหว่างสีเขียวแก่และสีดำ เป็นหัวใจหลัก สร้างความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความเป็นธรรมชาติ ที่ดูมีมิติและลึกซึ้ง ตัวเรือนที่ใช้ยังคงเป็นแบบเดียวกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง SKX Series ซึ่งโดดเด่นในเรื่องของลุคสตรีท-แฟชั่นที่เต็มไปด้วยพลังและความเป็นตัวเอง

นาฬิกาเรือนนี้ยังคงรักษาความวินเทจได้อย่างลงตัว ให้ทั้งความรู้สึกถึงความคลาสสิกและความทันสมัยในเวลาเดียวกัน เมื่อสวมใส่แล้วไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ แต่ยังรู้สึกถึงประสบการณ์ของการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและความคลาสสิกในทุกๆ การเคลื่อนไหวของเข็มนาฬิกา

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบ IP-Coating ผิวด้านที่ไม่สะท้อนแสง ทำให้สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและความเรียบหรูที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับหน้าปัดและขอบเบเซลสีดำ สร้างความสมบูรณ์แบบให้กับดีไซน์โดยรวม ชุดเข็มและหลักชั่วโมงที่เป็นสีขาวตัดขอบทอง ช่วยเพิ่มมิติและความชัดเจนในการอ่านเวลา

ทำให้ทุกครั้งที่มองนาฬิกานี้รู้สึกถึงความโดดเด่นและไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความพิเศษและย้ำเอกลักษณ์ของคอลแลปนี้ โลโก้กรรไกรของ DENHAM จึงถูกประดับไว้อย่างมีสไตล์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาและบนเม็ดมะยม พร้อมทั้งชื่อแบรนด์ที่อยู่เหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทำให้ทุกองค์ประกอบของนาฬิกานี้เป็นการผสมผสานความพิถีพิถันและความสร้างสรรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

จุดไฮไลต์ที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้สมบูรณ์แบบ คือสายผ้าสไตล์นาโต้สีเขียว ที่สะท้อนความเป็นสไตล์ Military ได้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่เพิ่มความเข้มข้นให้กับลุคของนาฬิกา แต่ยังเสริมความโดดเด่นและความแตกต่างที่ทำให้มันไม่เหมือนใคร เพิ่มมิติให้กับการสวมใส่และสร้างสรรค์ลุคที่เต็มไปด้วยความพิเศษในทุกๆ ครั้งที่คุณสวมใส่

ตบท้ายความพิเศษของ Limited Edition ด้วยการประดับคำปรัชญาหลัก “The Truth is in the Details” ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ DENHAM ที่เชื่อว่าความสมบูรณ์แบบอยู่ที่ความละเอียดถี่ถ้วนในทุกๆ องค์ประกอบของงาน

ดีไซน์นี้ถูกสลักบนฝาหลังขันเกลียวแบบ See-through ที่เปิดให้เห็นกลไกภายในอย่างชัดเจน พร้อมกับหมายเลขประจำตัวเรือนที่บ่งบอกความพิเศษเพียงแค่ 2,000 ชิ้นทั่วโลก ที่ทำให้ทุกเรือนมีความหมายและคุณค่าเหนือกว่าทุกครั้งที่ใส่

นอกจากนี้ยังมีกล่องพิเศษเฉพาะรุ่นในโทนสีดำสุดเข้มที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อเพิ่มความหรูหราและความน่าสะสมให้กับนาฬิกาเรือนนี้ กล่องดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเรือนเวลาของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เติมเต็มความพิเศษให้กับทั้ง Watch collector และ Jean lover ที่หลงใหลในความละเอียดและเอกลักษณ์ของทุกๆ รายละเอียด ทำให้การเก็บรักษา เรือนเวลานี้กลายเป็นการสะสมที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

รุ่นนี้ทำงานด้วยระบบกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 ซึ่งเป็นกลไกที่มีความแม่นยำและทนทาน ตัวเรือนผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลคุณภาพสูงที่ทั้งแข็งแรงและสวยงาม พร้อมกับสายผ้าไนลอนสไตล์นาโต้ที่ไม่เพียงแต่ให้ความทนทาน แต่ยังเพิ่มความโดดเด่นในลุคที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร

Seiko 5 Sports DENHAM Limited Edition

ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา มีหน้าต่างแสดงวันและวันที่ ช่วยให้การอ่านข้อมูลเวลาทำได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ตัวเรือนออกแบบในสไตล์ของ SKX Series ที่ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของ Seiko ไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของรุ่นนี้ เพิ่มความพิเศษและความสะดวกในการใช้งานในเวลาเดียวกัน

กระจกฮาร์ดเล็กซ์ที่ใช้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระจกป้องกันรอยขีดข่วนเท่านั้น ยังเป็นสัญลักษณ์ของความทนทานที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองที่คึกคัก หรือการผจญภัยในสถานที่แปลกใหม่ กระจกนี้ยืนหยัดและแข็งแกร่ง พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในคุณภาพของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ความสามารถในการกันน้ำถึง 100 เมตร ทำให้คุณไม่ต้องกังวลในทุกสถานการณ์ แม้ว่าคุณจะลุยไปในทะเล หรือดำดิ่งในน้ำลึก ความมั่นใจในการใช้งานก็ยังคงเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม

รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลก สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในสไตล์ที่โดดเด่น ที่มาพร้อมกับการผสมผสานระหว่างดีไซน์สุดล้ำและกลไกคุณภาพสูง โดยนาฬิกาเรือนนี้จะวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2025 ในราคาเพียง 16,500 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการครอบครองเรือนเวลาที่มีความพิเศษและความหายากอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสถึงความพิเศษนี้ คุณสามารถสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หลัก www.seikoboutiquethailand.com หรือเลือกไปชมสินค้าจริงที่ไซโก บูติก เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม 9 ซึ่งเป็นที่ที่คุณจะได้สัมผัสถึงความประณีตและความหรูหราของนาฬิกาเรือนนี้อย่างใกล้ชิด และเมื่อได้สัมผัสกับเรือนเวลานี้แล้ว คุณจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่เพียงแค่เป็นนาฬิกา แต่ยังเป็นการผสมผสานของงานศิลปะที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ผ่านทุกการเคลื่อนไหว

ภาพ / ที่มา: Seiko

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025

Vacheron Constantin การเฉลิมฉลองครบ 270 ปีแห่งความคลาสสิก

Words Cheryl Chia 

ในวาระครบรอบ 270 ปีแห่งตำนาน Vacheron Constantin ปีนี้ถือเป็นโอกาสที่แบรนด์ได้เฉลิมฉลองอย่างสง่างาม โดยการกลับมาแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของ Vacheron ผ่านความทะเยอทะยานทางวิศวกรรมกลไก งานตกแต่งที่ประณีตเหนือชั้น และการรังสรรค์นาฬิกาคลาสสิกที่ทั้งงดงามและร่วมสมัยยิ่งกว่าที่เคย

การทบทวนประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Vacheron Constantin พร้อมทั้งคลังกลไกที่ลุ่มลึกของแบรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่ทำให้การฟื้นคืนชีพของรุ่น 222 และการพัฒนาของไลน์ Overseas กลายเป็นหัวข้อสำคัญในวงการนาฬิกาคือการนำเสนอความพิเศษในรูปแบบที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัย

ทว่าเมื่อ Vacheron Constantin ก้าวเข้าสู่ปีที่ 270 จุดศูนย์ถ่วงของแบรนด์ได้ขยับกลับไปยังรากฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ เพื่อย้ำความชอบธรรมในฐานะ manufacture ตัวจริงแห่งวงการนาฬิกาชั้นสูง

Vacheron Constantin สร้างชื่อเสียงมายาวนานในฐานะผู้รังสรรค์เรือนเวลาที่ซับซ้อนระดับตำนาน และยังคงผลักขอบเขตของศาสตร์แห่ง complicated watchmaking ไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ในศตวรรษที่สามของแบรนด์ ด้วยผลงานที่ไม่เพียงแต่เป็นการบรรจุฟังก์ชันที่ซับซ้อนเท่านั้น แต่ยังมีความพิถีพิถันและความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นของแบรนด์คือ The Berkley ซึ่งเป็นเรือนเวลาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ด้วยจำนวนฟังก์ชันถึง 63 complications ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางด้านปริมาณเท่านั้น แต่ยังน่าทึ่งในแง่ของการถอดรหัสระบบปฏิทินจีนแบบ lunisolar ให้กลายเป็น perpetual calendar ที่มีความแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ

ในงาน Watches & Wonders ปีนี้

Vacheron Constantin กลับมาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Les Cabinotiers Solaria Ultra Complication ซึ่งกลายเป็นเรือนเวลาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ด้วยจำนวนฟังก์ชันมากถึง 43 complications โดยยกระดับมาตรฐานของวงการไปอีกขั้น ซึ่งไม่มีแบรนด์ใดในวงการที่สามารถทาบทามความสามารถและความประณีตในผลงานระดับนี้ได้

เหนือกว่าตัวเลขและสถิติ สิ่งที่ทำให้ Les Cabinotiers Solaria Ultra Complication แตกต่างอย่างแท้จริง คือการหยั่งลึกถึงจักรวาลเบื้องบน และความตั้งใจแน่วแน่ในการถ่ายทอดเส้นทางของดวงอาทิตย์ขณะเคลื่อนผ่านท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง ความสูง จุดสูงสุด (culmination) ค่าความเบน (declination) รวมไปถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้งและความเข้าใจในจักรวาลที่ไร้ขอบเขต

ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือการเปิดตัวฟังก์ชันระดับโลกครั้งแรกของโลก…split-seconds chronograph ที่สามารถทำงานร่วมกับ star chart ได้ ทำให้ผู้สวมใส่สามารถคำนวณเวลาที่ดวงดาวหรือกลุ่มดาวใดจะปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ ราวกับจับจังหวะของจักรวาลไว้ในข้อมือ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความล้ำลึกและศิลปะในการสังเกตจักรวาลที่บรรจุอยู่ในเรือนเวลา

นอกเหนือจากผลงานมาสเตอร์พีซที่สร้างขึ้นเพียงหนึ่งเดียวเพื่อเจ้าของผู้โชคดีเพียงรายเดียว Vacheron Constantin ยังได้เปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ด เอดิชัน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 270 ปี ซึ่งทุกเรือนได้รับการรังสรรค์ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด สะท้อนทั้งมรดกและวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในเรือนเวลาแต่ละเรือนอย่างสง่างาม

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025

Traditionnelle Tourbillon Perpetual Calendar

หนึ่งในไฮไลต์ใหญ่ของปีนี้คือ Traditionnelle Tourbillon Perpetual Calendar ซึ่งเป็นการผสมผสานอันยอดเยี่ยมระหว่าง tourbillon และ perpetual calendar เข้าไว้ด้วยกันในแพ็กเกจที่บางเฉียบและสง่างามอย่างน่าทึ่ง โดยยังคงรักษาความซับซ้อนทางกลไกของ Vacheron Constantin ไว้ในรูปทรงที่เรียบหรูและทันสมัย

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สองฟังก์ชันนี้เคยอยู่ร่วมกันในเรือนเดียวของ Vacheron Constantin คือรุ่น Saint-Gervais เรือนเวลาขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม. และหนาถึง 14.6 มม. ซึ่งมาพร้อมกับกลไกไขลานแบบ manual winding

ความหนาของตัวเรือนนั้นเกิดจากการใช้ four barrels เพื่อให้สามารถส่งกำลังสำรองได้ยาวนานถึง 250 ชั่วโมง การออกแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทในการสร้างสรรค์และวิศวกรรมกลไกที่ซับซ้อนในระดับสูงของแบรนด์

ผลิตจำกัดเพียง 127 เรือน Traditionnelle Tourbillon Perpetual Calendar รุ่นใหม่นี้ มาในขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. และบางเพียง 11.1 มม. เรียกได้ว่าคอนทราสต์อย่างชัดเจนกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยพื้นฐานกลไกจาก Calibre 2160 แบบ ultra-thin self-winding

กลไกนี้โดดเด่นด้วยระบบขึ้นลานแบบ peripheral rotor ซึ่งยังคงเป็นฟีเจอร์ที่หาพบได้ไม่บ่อยในโลกของ modern watchmaking ความพิเศษคือ peripheral rotor จะไม่บดบังสายตา เปิดมุมมองเต็มที่ให้เห็นงานตกแต่งกลไกสุดประณีตแบบไม่มีสิ่งใดบดบัง

อีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้ตัวเรือนบางลงอย่างน่าประทับใจ คือการขับเคลื่อน tourbillon ผ่านเฟืองที่ขอบด้านนอก แทนที่จะเป็น pinion ใต้กรงกลไกตามแบบดั้งเดิม เมื่อประกอบเข้ากับโมดูล perpetual calendar กลไก Calibre 2162 QP ก็ยังคงรักษาความบางไว้ได้อย่างน่าทึ่งที่เพียง 6.55 มม. (เมื่อเทียบกับ 5.65 มม. ในรุ่นฐานเดิม)

โดยกลไกปฏิทินทำงานผ่านโปรแกรมล้อแบบ 12 เดือน พร้อม Maltese cross satellite ที่ช่วยบริหารจัดการเดือนกุมภาพันธ์อย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ของศาสตร์ classic complicated watchmaking ที่ทำได้อย่างงดงามไร้ที่ติ

ตัวเรือนของ Traditionnelle Tourbillon Perpetual Calendar นี้รังสรรค์จากแพลทินัม ขณะที่หน้าปัดทำจากทองคำแท้ทั้งแผ่น (solid gold) ซึ่งผ่านกระบวนการ engine-turning ด้วยลวดลายเรขาคณิตสุดซับซ้อนที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบครั้งนี้โดยเฉพาะ

ในส่วนของสะพานกลไก (movement bridges) ได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายแบบใหม่ที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ซึ่งแบรนด์เรียกว่า “côte unique” เทคนิคโบราณที่แบรนด์เคยใช้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน และถูกค้นพบอีกครั้งในปี 2021

แตกต่างจาก Geneva stripes แบบดั้งเดิม ลวดลาย côte unique นั้นบางกว่า มีความโค้งอ่อนอย่างเป็นธรรมชาติ การสร้างเส้นลายให้ต่อเนื่องไร้รอยสะดุดจากสะพานกลไกทั้งสามชิ้นนั้น ต้องอาศัยทั้งฝีมือระดับปรมาจารย์ และการประสานกันอย่างแม่นยำระหว่างปลายมือกับเครื่องมือเฉพาะทาง

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ความบางเฉียบที่ไม่ละทิ้งความงาม Peripheral rotor ไม่เพียงช่วยคงความบางของกลไก แต่ยังเปิดมุมมองที่ชัดเจนให้เห็นด้านหลังตัวเรือนอย่างเต็มตา
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
เรือนเวลานี้พูดถึงทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะการผลิตนาฬิกา เป็นการสะท้อนถึงความต่อเนื่อง และความพยายามในการอนุรักษ์และพัฒนาวิธีการและคุณค่า ที่คอยหล่อเลี้ยง Vacheron มาเป็นเวลากว่าสามศตวรรษ
ข้อมูลทางเทคนิค
Traditionnelle Tourbillon Perpetual Calendar

Ref.: 6300/000P-H056
กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 2162 QP/270 |  กำลังสำรอง 72 ชั่วโมง |  ความถี่ 2.5Hz หรือ 18,000vph
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที |  tourbillon perpetual calendar (วันในสัปดาห์ วันที่ เดือน สัญลักษณ์ปีอธิกสุรทิน)
ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. × 11.1 มม. |  แพลทินัม 950 |  ความต้านทานน้ำที่ 30 ม.
หน้าปัด: ทองคำ 18K |  hand guilloché |  สีเงิน |  พร้อมลวดลายฉลองครบรอบ 270 ปี
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำเงินเข้ม พร้อมการบุด้วยหนังจระเข้เย็บด้วยมือ
จำนวนผลิต: 127 เรือน

3 รุ่นพิเศษของ Traditionnelle Openface ในแพลทินัม

หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นจาก Vacheron Constantin คือสามรุ่นที่ย้อนกลับไปสู่ฟังก์ชั่นปฏิทินดั้งเดิมผ่านมุมมองของ openworking นาฬิกาเหล่านี้ไม่ใช่ skeleton watches แบบที่คุ้นเคย แต่เป็นเรือนเวลาที่เชิญชวนผู้สวมใส่ให้มองเข้าไปในกลไก มากกว่าการมองผ่านมัน

วิธีการนี้เหมาะอย่างยิ่งกับฟังก์ชั่นบนหน้าปัด ที่การ openworking ไม่ได้แค่เป็นการตกแต่ง แต่ยังทำหน้าที่ในการเปิดเผยกลไกที่มักจะถูกซ่อนอยู่ และทำให้การทำงานของนาฬิกาเป็นจุดสนใจอย่างแท้จริง แบบที่คุณสามารถเห็นการทำงานได้อย่างชัดเจน

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025

ทั้งสามเรือนนี้ทำจากแพลทินัม และมาพร้อมกับหน้าปัดทองคำแท้ที่ผ่านการเปิดงาน openworked บางส่วน ซึ่งได้รับการสลักลวดลาย Maltese cross ที่ไม่สมมาตรเหมือนกัน ต่างจากลวดลายดั้งเดิม เช่น barleycorn หรือ basketweave ลวดลายไม่สมมาตรนี้เพิ่มความซับซ้อนทั้งในด้านการออกแบบและการผลิต โดยต้องการความแม่นยำระดับเศษมิลลิเมตรจากผู้ชำนาญการ guilloche

นอกจากนี้ หน้าปัดยังซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วยการใช้ชิ้นส่วนแซพไฟร์ที่ไม่เพียงแค่วางทับบนหน้าปัด แต่ถูกฝังลงไปในหน้าปัดอย่างแม่นยำ การฝังแซพไฟร์นี้ต้องการการมิลลิ่งทองคำอย่างละเอียดเพื่อกำหนดขอบเขตที่แยกจากกันสำหรับลวดลายที่สลักและส่วนที่เป็นโปร่งใส เช่นเดียวกับ Traditionnelle Tourbillon Perpetual Calendar การตกแต่งสะพานกลไกของทั้งสามเรือนนี้ยังคงใช้การตกแต่งแบบ ‘côte unique’ ที่เป็นเอกลักษณ์

Traditionnelle Complete Calendar Openface คือหนึ่งในตัวอย่างที่หายากของการทำฟังก์ชั่น complete calendar โดยบ้านนาฬิกาสวิสระดับชั้นนำ ซึ่งเป็นการตีความที่มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้นในรูปแบบการแสดงผลที่ดั้งเดิม สะท้อนถึงความมั่นใจของแบรนด์ในการผสมผสานศิลปะการผลิตนาฬิกาแบบคลาสสิกเข้ากับการนำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย

ในขณะที่รุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมหน้าปัดสีเทาหินและสะพานกลไกที่ผ่านการเคลือบแอนทราไซต์มีลักษณะที่ค่อนข้างขรึมและมีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น รุ่นพิเศษฉลองครบรอบนี้ที่มาพร้อมกับหน้าปัดสีเงินและการตกแต่งที่เบากว่าของกลไกทำให้ความรู้สึกโดยรวมสดใสและมีความประณีตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Vacheron Constantin Traditionnelle ปฏิทินฉบับสมบูรณ์ ภาพ (©Revolution)
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
หน้าปัดแบบโปร่งที่มาพร้อมกลไก Calibre 2460 QCL/270 เผยให้เห็นส่วนหนึ่งของกลไกไขลานอัตโนมัติที่มีส่วนประกอบ 312 ชิ้น ภาพ: Revolution ©
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ภาพ: Revolution ©
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ตัวเรือนแพลตตินัมมีความหนา 5.45 มม. ภาพ: Revolution ©
ข้อมูลทางเทคนิค
Traditionnelle Complete Calendar Openface

Ref. : 4020T/000P-H038
กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 2460 QCL/270 | กำลังสำรอง 40 ชั่วโมง | ความถี่ 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง | นาที | complete calendar พร้อมการแสดงวัน วันที่ เดือน และ moon-phase
ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. × 11.05 มม. | แพลทินัม 950 | ความต้านทานน้ำที่ 30 ม.
หน้าปัด: ไวท์โกลด์ hand-guilloché พร้อมลวดลายฉลองครบรอบ 270 ปีที่ได้แรงบันดาลใจจาก Maltese cross
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำเงินเข้ม พร้อมการบุด้วยหนังจระเข้เย็บด้วยมือ
จำนวนผลิต: 370 เรือน

หนึ่งในความน่าสนใจของ Vacheron Constantin คือการเปิดตัว perpetual calendar แบบเต็มรูปแบบในรุ่น Traditionnelle Perpetual Calendar Retrograde Date Openface ซึ่งมีการแสดงวันที่แบบ retrograde ที่ทำให้โครงสร้างกลไกของ perpetual calendar นี้แตกต่างจากปกติ โดยไม่ใช้ grand lever แบบที่มักพบในนาฬิกา perpetual calendar ทั่วไป

การออกแบบที่โดดเด่นนี้ใช้ ล้อขนาดใหญ่แบบ ratchet ที่ควบคุมการแสดงวันที่แบบ retrograde และยังขับเคลื่อนฟังก์ชันเดือนดาวอีกด้วย ในเวลาเดียวกัน ฟิงเกอร์ ที่อยู่ใต้ล้อ ratchet ทำหน้าที่สัมผัสกับ แคม (Cam) 12 เดือน ซึ่งช่วยให้การทำงานมีความประณีตและแตกต่างจากกลไก perpetual calendar ทั่วไป

แคม (Cam) คือส่วนประกอบในกลไกของนาฬิกาที่ทำหน้าที่เปลี่ยนการเคลื่อนที่แบบหมุนของชิ้นส่วนหนึ่งให้กลายเป็นการเคลื่อนที่ในลักษณะอื่น เช่น การเคลื่อนที่เชิงเส้นหรือการหมุนในทิศทางที่แตกต่างจากเดิม โดยทั่วไปจะทำงานร่วมกับ ฟิงเกอร์ (Finger) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สัมผัสกับแคมเพื่อให้เกิดการเคลื่อนที่ที่ต้องการ

กลไกนี้กลายเป็นหนึ่งใน perpetual calendars ที่ให้มุมมองที่หายาก โดยแหวกจากแนวทางดั้งเดิมอย่างชัดเจน และยังคงรักษาความสวยงามของ Complete Calendar ที่ใช้กลไกอัตโนมัติ Calibre 2460 ซึ่งพัฒนามาจาก Calibre 2450 กลไกอัตโนมัติในบ้านรุ่นแรกของ Vacheron Constantin ที่เปิดตัวในปี 2007

การออกแบบนี้ยังคงรักษาความประณีตและพิถีพิถันในทุกการทำงานของกลไก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Traditionnelle Perpetual Calendar Retrograde Date Openface แตกต่างและโดดเด่นในวงการนาฬิกาชั้นสูง

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
การเปิดมุมมองใหม่ของกลไก perpetual calendar ที่ไม่เหมือนใคร พร้อมกลไกที่แตกต่างและความละเอียดในทุกๆ ส่วน
ข้อมูลเทคนิค
Traditionnelle Perpetual Calendar Retrograde Date Openface

Ref. : 4030T/000P-H054
กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 2460 QPR31/270 | กำลังสำรอง 40 ชั่วโมง | ความถี่ 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที | perpetual calendar (แสดงวัน วันที่ เดือน ปีอธิกสุรทิน และวันที่แบบ retrograde) | moon phase
ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. × 10.94 มม. | แพลทินัม 950 |  กันน้ำที่ 30 เมตร
หน้าปัด: ไวท์โกลด์ hand-guilloché พร้อมลวดลายฉลองครบรอบ 270 ปีที่ได้แรงบันดาลใจจาก Maltese cross
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำเงินเข้ม พร้อมการบุด้วยหนังจระเข้เย็บด้วยมือ
จำนวนผลิต: 370 เรือน

สุดท้ายคอลเลกชันนี้คือ Traditionnelle Tourbillon Retrograde Date Openface

เป็นอีกหนึ่งผลงานชั้นเยี่ยมจาก Vacheron Constantin ซึ่งใช้กลไก Calibre 2162 R31/270 ที่พัฒนามาจาก Calibre 2160 ทูร์บิญองบางเฉียบในรุ่นก่อนหน้านี้ โดยที่กลไกนี้มีการใช้ระบบไขลานด้านข้าง (Side Winding System) และ Magic Lever เพื่อให้การไขลานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ความประณีตของทูร์บิญองที่บ่งบอกถึงความละเอียดในการสร้างสรรค์ พร้อมฟังก์ชั่นวันที่แบบ retrograde และกลไกที่ล้ำลึกที่พร้อมเผยให้เห็นการทำงานที่น่าทึ่ง
ข้อมูลทางเทคนิค
Traditionnelle Tourbillon Retrograde Date Openface

Ref. : 6010T/000P-H055
กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 2162 R31/270 | กำลังสำรอง 72 ชั่วโมง | ความถี่ 2.5Hz หรือ 18,000vph
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที ทูร์บิญอง | วันที่แบบ retrograde
ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. × 11.07 มม. | แพลทินัม 950 | ความต้านทานน้ำที่ 30 ม.
หน้าปัด: ไวทโกลด์ hand-guilloché พร้อมลวดลายฉลองครบรอบ 270 ปีที่ได้แรงบันดาลใจจาก Maltese cross
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำเงินเข้ม พร้อมการบุด้วยหนังจระเข้เย็บด้วยมือ
จำนวนผลิต: 370 เรือน

โมเดลพื้นฐานจากคอลเลกชัน Traditionnelle & Patrimony

นอกจากนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูงแล้ว แบรนด์ยังได้เปิดตัวการออกแบบที่ยกระดับโมเดลพื้นฐานจากทั้งคอลเลกชัน Traditionnelle และ Patrimony ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ สำหรับโมเดลที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มนี้คงไม่พ้น Traditionnelle Manual-Winding ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาสายเดรสที่ดีที่สุดที่ผลิตโดยบ้านนาฬิกาชั้นนำ มีขนาด 38 มม. × 7.77 มม.

และมีทั้งรุ่นแพลทินัมและพิงค์โกลด์ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 370 เรือนในแต่ละรุ่น หน้าปัดได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายทางเรขาคณิตเดียวกับรุ่นอื่นๆ และกลไกมีการตกแต่งด้วยเทคนิค côte unique พร้อมการสลักข้อความฉลองครบรอบ

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Vacheron Constantin Traditionnelle Manual-Winding. ภาพ: Revolution ©
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
กรอบขนาด 38 มม. ถูกติดตั้งด้วยกลไก Calibre 4400 AS/270 จากโรงงานของ Vacheron Constantin
ภาพ: Revolution ©
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Traditionnelle Manual-Winding มีจำนวนจำกัดเพียง 370 เรือนในรุ่นแพลทินัม 950 และ 370 เรือนในรุ่นพิ้งค์โกลด์ 18K 5N ภาพ: Revolution ©

ข้อมูลทางเทคนิค
Vacheron Constantin Traditionnelle Manual-Winding

Ref: 82172/000P-H062 และ 82172/000R-H118
กลไก: การขึ้นลานด้วยมือ Calibre 4400 AS/270 | สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง | 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. × 7.77 มม. | แพลทินัม 950 และพิงค์โกลดด์ 18K 5N | กันน้ำที่ 30 เมตร
หน้าปัด: สีเงิน ลวดลายเฉลิมฉลองครบรอบ 270 ปี แรงบันดาลใจจากกากบาทมอลตา
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีเทา เย็บด้ายสีเดียวกัน ลายสี่เหลี่ยม
จำนวนที่ผลิต: 370 เรือนในแต่ละรุ่น

กำลังเปิดตัวด้วยเช่นกันคือสองรุ่นที่ประดับด้วยเพชรในตัวเรือนพิงค์โกลด์ ซึ่งทั้งสองรุ่นมีหน้าปัดมุก รุ่นแรกคือ Traditionnelle Moon Phase ขนาด 36 มม. และรุ่นที่สองคือ Traditionnelle Manual-Winding ขนาดเล็กกว่า 33 มม. ทั้งสองรุ่นจำกัดจำนวนเพียง 270 เรือนเท่านั้น

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Vacheron Constantin Traditionnelle Moon Phase
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
เรือนเวลาที่สะท้อนถึงความงามและความประณีตในทุกรายละเอียด ด้วยตัวเรือนขนาด 33 มม. ที่ทำจากพิงค์โกลด์ประดับด้วยเพชร

ข้อมูลทางเทคนิค
Vacheron Constantin Traditionnelle Moon Phase

Ref. : 83570/000R-H060
กลไก: การขึ้นลานด้วยมือ Calibre 1410 AS/270 | พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง | 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก | moon phase | ตัวบ่งชี้พลังงานสำรอง
ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. × 8.9 มม. | ทองคำ 18K 5N ชุบทับด้วยเพชร 80 เม็ด | ปุ่มหมุนชุบเพชร 1 เม็ด | กันน้ำที่ 30 เมตร
เพชร: เพชร 81 เม็ด รวมทั้งหมดประมาณ 1.28 กะรัต (การรับประกันขั้นต่ำ)
หน้าปัด: มุกแม่มุก พร้อมลวดลายครบรอบ 270 ปีที่ได้แรงบันดาลใจจากกากบาทมอลตา
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีชมพู พร้อมบุหนังลูกวัวและขอบเย็บ ลายสี่เหลี่ยม
จำนวนที่ผลิต: 270 เรือน

ข้อมูลทางเทคนิค
Vacheron Constantin Traditionnelle Manual-Winding

Ref. : 1405T/000R-H061
กลไก: การขึ้นลานด้วยมือ Calibre 1440 /270 | พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง | 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง และ นาที
ตัวเรือน: ขนาด 33 มม. × 7.7 มม. | ทองคำ 18K 5N | ขอบตัวเรือนประดับเพชร 54 เม็ด | กันน้ำที่ 30 เมตร
เพชร: เพชร 54 เม็ด รวมทั้งหมดประมาณ 0.87 กะรัต (การรับประกันขั้นต่ำ)
หน้าปัด: มุกแม่มุก พร้อมลวดลายครบรอบ 270 ปีที่ได้แรงบันดาลใจจากกากบาทมอลตา
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีชมพู พร้อมบุหนังลูกวัวและขอบเย็บ ลายสี่เหลี่ยม
จำนวนที่ผลิต: 270 เรือน

ปิดท้ายด้วยสองรุ่นในคอลเลกชัน Patrimony ได้แก่ Patrimony Moon Phase Retrograde Date และ Patrimony Self-Winding ซึ่งทั้งสองรุ่นมีให้เลือกทั้งในไวท์โกลด์และพิงค์โกลด์ โดยแต่ละรุ่นจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 370 เรือนเท่านั้น

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
นาฬิกา Vacheron Constantin รุ่น Patrimony Moon Phase Retrograde Date ภาพ: Revolution ©
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
นาฬิกา Vacheron Constantin รุ่น Patrimony Self-Winding ภาพ: Revolution ©
ข้อมูลทางเทคนิค
Vacheron Constantin Patrimony Moon Phase Retrograde Date

Ref. : 4010U/000G-H057 และ 4010U/000R-H117
กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 2460 R31L/270 | สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง | 4Hz หรือ 28,800 vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วันที่แบบย้อนกลับ | Moon Phase
ตัวเรือน: ขนาด 42.5 มม. × 9.7 มม. | ไวท์โกลด์ 18K และพิงค์โกลด์ 18K 5N | กันน้ำได้ลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สีเงิน | ลวดลาย 270 ปีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปไขว้มัลทีเซส
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีเขียวเข้ม เย็บด้วยด้ายสีเดียวกัน ลายเกล็ดสี่เหลี่ยม
จำนวนที่ผลิต: 270 เรือน

ข้อมูลทางเทคนิค
Vacheron Constantin Patrimony Self-Winding

Ref.: 85180/000G-H035 และ 85180/000R-H116
กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 2450 Q6/270 | สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง | 4Hz หรือ 28,800 vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีกลาง วันที่
ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. × 8.65 มม. | ไวท์โกลด์ 18K และพิงค์โกลด์ 18K 5N | กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สีเงิน ลวดลาย 270 ปีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไม้กางเขนมอลทีส
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีเขียวเข้ม เย็บด้วยด้ายสีเดียวกัน ลายเกล็ดสี่เหลี่ยม
จำนวนที่ผลิต: 370 เรือน

คอลเลกชันพิเศษ Les Cabinotiers Tribute to the Tour de l’Ile

การเฉลิมฉลองครบรอบของ Vacheron Constantin คงจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีผลงานจาก Les Cabinotiers ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ซับซ้อนและประณีตที่สุด มีการเปิดตัวนาฬิกา สามเรือนพิเศษ ที่ทำขึ้นเพียงเรือนเดียวในแต่ละรุ่น นาฬิกาทั้งสามเรือนเป็นรุ่นแสดงเวลาเท่านั้น โดยมีขนาด 40mm และความหนา 9.42mm พร้อมฝาหลังแบบ Officer-style ซึ่งให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้น

แต่ละเรือนมาพร้อมหน้าปัดที่แสดงภาพของ Tour de l’Île ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพ lithograph ประวัติศาสตร์ และได้ถูกตีความใหม่โดยนักออกแบบของ Vacheron Constantin หอคอยที่ปรากฏในภาพเคยเป็นที่ตั้งของโรงงานของ Vacheron Constantin ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของบริษัทที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเจนีวา ทั้งในแง่ทางกายภาพและในแง่ของสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีอยู่และความสำคัญของ Vacheron Constantin ภายใต้หนึ่งในนาฬิกาสาธารณะที่โดดเด่นที่สุดในเมือง

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Vacheron Constantin Les Cabinotiers ไว้อาลัยให้กับ Tour de l’Ile
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ภายในฝาหลังแบบ Officer-style ของนาฬิกาทุกเรือนจะมีคำจารึกเป็นมอทโต้ของเมืองเจนีวา: “Post Tenebras Lux” (หลังความมืดมิด แสงสว่าง) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าแม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีอนาคตที่สดใส และเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของความมุ่งมั่นของเมืองเจนีวาในการรักษาความเสรีภาพ ความเป็นอิสระ และความก้าวหน้า

รุ่นแรกทำจากแพลตินัมและมีหน้าปัดที่ทำจากการเคลือบ Grand Feu enamel ขนาดเล็กในเฉดสีพาสเทล การทำงานสำหรับหน้าปัดนี้ใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยเริ่มต้นจากการทดสอบสีเพื่อให้แน่ใจว่าสีจะคงที่หลังจากการเผา สีที่ใช้มาจากออกไซด์ของโลหะที่มีความเสถียร แต่สีสุดท้ายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ เวลาการเผา และปฏิกิริยากับฐานของการเคลือบ

ซึ่งทำให้การทดสอบที่แม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะนำไปใช้งาน ฐานสีขาวของการเคลือบ enamel ถูกทาไปบนหน้าปัดไวท์โกลด์เพื่อสร้างพื้นผิวที่เรียบ จากนั้นภาพจะถูกสร้างขึ้นในหลายๆ ชั้น โดยทาด้วยแปรงที่ละเอียดมากและเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส

ชั้นของการเคลือบ enamel โปร่งแสงหลายชั้นถูกเพิ่มเข้าไปเพื่อปกป้องภาพและเพิ่มความลึกในการมอง การเผาทุกครั้งต้องการการควบคุมอุณหภูมิที่เข้มงวดเพื่อป้องกันข้อบกพร่อง เช่น การแตก ฟองอากาศ หรือการเปลี่ยนสี

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Les Cabinotiers รำลึกถึง Tour De L’île การลงยาแบบ Grand Feu Miniature
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ข้อมูลทางเทคนิค
Les Cabinotiers Tribute To The Tour De L’île – Grand Feu Miniature Enamelling

Ref. : 2400C/000P-418C
การเคลื่อนไหว: เครื่องกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 2460 สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง ความถี่ 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 40mm x 9.42mm แพลตินัม 950 กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: ไวท์โกลด์ 18K การเคลือบ Grand Feu enamel แบบทำมือพร้อมเทคนิคการทาสีขนาดเล็ก เป็นภาพวาด Tour de l’Île ในเมืองเจนีวา
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำตาล ลายสี่เหลี่ยม การเย็บเส้นด้ายตรงตามสี
ความพร้อมจำหน่าย:  เรือนเดียวในโลก

รุ่นที่สองของ Vacheron Constantin นี้มีตัวเรือนทำจากแพลตินัมเช่นเดียวกับรุ่นแรก และโดดเด่นด้วยการผสมผสานการทำ Guilloché ที่ทำด้วยมือกับ Grand Feu enamel ซึ่งเป็นงานฝีมือที่แสดงถึงความละเอียดและความท้าทายทางเทคนิคอย่างสูง

Guilloché เป็นเทคนิคการแกะสลักด้วยเครื่องจักรผสมผสานกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ โดยใช้ลวดลายที่ซับซ้อนเพื่อแสดงถึงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ซึ่งในกรณีนี้ไม่เพียงแค่การใช้ลวดลายทั่วไป แต่ยังต้องมีการสร้างลายใหม่ทั้งหมดเพื่อสื่อสารภาพทางสถาปัตยกรรมที่เฉพาะเจาะจงให้ชัดเจน ซึ่งทำให้กระบวนการนี้ท้าทายมากยิ่งขึ้น

การแกะสลักนี้ทำด้วยเครื่องแกะลายเส้นตรงซึ่งมักจะยากอยู่แล้ว แต่ในกรณีนี้มันยากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยรายละเอียดที่ต้องการความแม่นยำสูง อีกส่วนที่สำคัญคือ Grand Feu enamel ซึ่งใช้ในการวาดหน้าปัดในรูปแบบขนาดเล็ก และการสร้างงานนี้ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 56 ชั่วโมง ทำให้เป็นการทำงานที่พิถีพิถันและมีความท้าทายมาก

ทั้งหมดนี้คือการแสดงถึงการผสมผสานระหว่างเทคนิคการทำ Guilloché และการเคลือบ Grand Feu enamel ที่ทำให้ Vacheron Constantin สร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เหมือนใครในวงการนาฬิกา

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Les Cabinotiers รำลึกถึง Tour De L’île การลงยาแบบ Guilloché ที่เป็นรูปเป็นร่างและการลงยาขนาดจิ๋วแบบ Grand Feu
ข้อมูลทางเทคนิค
Les Cabinotiers Tribute To The Tour De L’île การแกะสลักแบบภาพเหมือนและการเคลือบ Grand Feu Miniature Enamelling

หมายเลขอ้างอิง: 2400C/000P-420C
กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Calibre 2460 พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง | 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง และ นาที
ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. × 9.42 มม. | แพลตินัม 950 | กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: เยลโลว์โกลด์18K 3N สีเหลือง ขัดทราย การแกะสลักด้วยมือ การเคลือบ Grand Feu enamel ด้วยเทคนิคการวาดภาพขนาดจิ๋ว สื่อถึง Tour de l’Île ในเมืองเจนีวา
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำตาล ลายสี่เหลี่ยม เย็บด้ายโทนสีเดียว
จำนวนที่ผลิต:  เรือนเดียวในโลก

นาฬิกาเรือนที่สามของ Vacheron Constantin ซึ่งทำจากพิงค์โกลด์นั้นถูกตกแต่งด้วยรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมผ่านการ แกะสลักด้วยมือแบบอิสระ ซึ่งเป็นกระบวนการที่แสดงถึงความพิถีพิถันอย่างสูง โดยช่างแกะเริ่มต้นจากการวาดภาพด้วยมือก่อน

จากนั้นจึงทำการแกะสลักโดยตรงบนพื้นผิวโลหะโดยใช้เทคนิค bas-relief ซึ่งไม่ใช่การตัดเส้นลงในโลหะ แต่เป็นการนำวัสดุออกจากรอบๆ โมทีฟ เพื่อให้เกิดรูปแบบในลักษณะต่ำ (low relief) วิธีการนี้ต้องการการควบคุมที่แม่นยำมาก โดยเฉพาะเมื่อทำงานในขนาดของหน้าปัด ที่ทุกเส้นต้องสร้างมุมมองและความลึกในภาพอย่างสมบูรณ์แบบ

ในกระบวนการแกะสลักนี้ ทุกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ถูกแกะสลักและตกแต่งเพื่อให้สะท้อนแสงได้แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หลังคา ถูกขัดเงาเพื่อสะท้อนแสง ในขณะที่ หน้าต่างและต้นไม้ จะถูกทำให้มืดลงผ่านการสลักด้วยเครื่องมือ ส่วนการขัดผิวแบบซาติน จะถูกใช้เลือกเฉพาะเพื่อสร้างบรรยากาศที่แตกต่าง ทำให้เมฆและท้องฟ้ามีความรู้สึกที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน

การแกะสลักในระดับนี้สามารถสร้างลำดับภาพและความลึกในพื้นที่ที่หนาไม่เกินมิลลิเมตร และกระบวนการนี้ใช้เวลาในการทำงานมากกว่า 140 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและฝีมืออันประณีตของช่างแกะสลักในการสร้างผลงานที่มีความซับซ้อนและน่าทึ่ง

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
Les Cabinotiers Tribute To The Tour De L’île – Engraving
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2025
ข้อมูลทางเทคนิค
Les Cabinotiers Tribute To The Tour De L’île Engraving

Ref. : 2400C/000R-412C
การเคลื่อนไหว: การขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 2460 พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง ความถี่ 4Hz หรือ 28,800vph
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. x 9.42 มม.พิ้งค์โกลด์ 18K 5N กันน้ำ 30 เมตร
หน้าปัด: พิ้งค์โกลด์ 18K 5N แกะสลักด้วยมือในเทคนิคบาส-รีลีฟ (bas-relief) แสดงภาพของ Tour de l’Île ในเมืองเจนีวา
สาย: หนังจระเข้ Mississippiensis สีน้ำตาล ลายสี่เหลี่ยม การเย็บแบบโทนเดียว
จำนวนที่ผลิต: เรือนเดียวในโลก

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Vacheron Constantin / Revolutionwatch

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

เปลี่ยนบรรยากาศทำงานให้เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจที่ The Great Room Park Silom

บางครั้งการทำงานในที่เดิมนานเกินไปก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มจำเจ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่คุ้นชิน เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดที่ดังเป็นจังหวะเดิม ๆ หรือแม้แต่โต๊ะทำงานที่เหมือนจะไม่ต่างจากวันแรกที่เคยนั่ง ความรู้สึกเหล่านี้ค่อย ๆ กัดกร่อนแรงบันดาลใจไปทีละน้อยโดยที่เราไม่รู้ตัว 

จากที่เคยนั่งทำงานในออฟฟิศที่คุ้นเคย ทำทุกอย่างแบบ routine วันแล้ววันเล่า จนบางครั้งรู้สึกว่ามันเริ่มหมดไฟและขาดแรงบันดาลใจ หลังจากตอนนั้นก็เริ่มอยากลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานดูบ้างซักครั้ง แล้วก็เริ่มกดค้นหาตามสไตล์วัยรุ่นเจน Z กับคำว่า “โคเวิร์กกิ้งใกล้ฉัน” จนกระทั่งได้มีโอกาสรู้จักกับ The Great Room Park Silom ซึ่งเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซที่มีความพิเศษแตกต่างจากที่อื่น แต่จะน่าตื่นเต้นยังไงเดี๋ยวในบทความนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน…

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

มาที่นี่ไม่ได้แค่มานั่งทำงาน แต่ยังเป็นสถานที่ที่กระตุ้นแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ที่มักจะหายไปจากวันธรรมดา ๆ (เปลี่ยนทุกจันทร์ให้เป็นบรรยากาศเหมือนวันศุกร์…)

ตอนแรกที่ได้ยินชื่อที่นี่ ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่ามันจะต่างจากที่อื่นยังไง แต่พอได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว ก็รู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่มันคือแหล่งเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป เพราะทุกมุมของที่นี่ถูกออกแบบมาเพื่อให้การทำงานไม่ใช่แค่เรื่องที่ต้องทำ แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุขและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การทำงานได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบยืดหยุ่น หรือการพบปะกับผู้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย 

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

ตอนแรกที่ได้ยินชื่อที่นี่ ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่ามันจะต่างจากที่อื่นยังไง แต่พอได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว ก็รู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่มันคือแหล่งเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป เพราะทุกมุมของที่นี่ถูกออกแบบมาเพื่อให้การทำงานไม่ใช่แค่เรื่องที่ต้องทำ แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุขและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การทำงานได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบยืดหยุ่น หรือการพบปะกับผู้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย 

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

ความรู้สึกก้าวแรกที่ได้สัมผัสบรรยากาศของ The Great Room มันให้ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจากที่ทำงานธรรมดาให้กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราอยากจะกลับมาทำงานทุกวัน และที่นี่เหมือนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพลังงานบวกต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เรามีสมาธิในการทำงานมากยิ่งขึ้น ด้วยพื้นที่ที่มีความกว้างขวาง และแต่ละมุมถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน มีความสวยงามทั้งในแง่ของดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว ทุกอย่างดูสะอาดตาราวกับว่าอยู่ท่ามกลางโรงแรมสุดหรู 

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

แต่สิ่งที่ทำให้ The Great Room พิเศษยิ่งขึ้น ก็คือสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มการทำงานของเราไปอีกขั้น ห้องประชุมที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาทั่วไป แต่ถูกอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ในห้องประชุมอัจฉริยะ พร้อมระบบเสียงและภาพคมชัด Business Lounge ที่ให้บรรยากาศเหมือนคลับส่วนตัว 

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

สำหรับใครที่ต้องการพักจากการทำงานหรืออยากนั่งคุยงานแบบสบาย ๆ ก็มีพื้นที่สำหรับให้ใช้บริการตลอดทั้งวัน ส่วนใครที่ชอบกาแฟดี ๆ ที่นี่ก็มีคาเฟ่ Sarnies ไว้คอยให้บริการ ซึ่งเสิร์ฟกาแฟพรีเมียมที่ทำให้รู้สึกรีเฟรชตลอดวัน

อีกหนึ่งความประทับใจที่ได้หลังจากมานั่งทำงานที่นี่ คือการทำงานไม่ได้จำกัดแค่ที่โต๊ะ แต่ที่นี่เขายังมีการจัดเวิร์กช็อป และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และขยายเครือข่าย

โดยมีทั้งเวิร์กช็อปด้านการพัฒนาธุรกิจ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และเวิร์กช็อปด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม งานทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยความรู้และโอกาสในการพบปะกับผู้คนใหม่ ๆ หรือแม้แต่การทำงานอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ ให้ได้ร่วมผ่อนคลาย เป็นกิจกรรมที่ฮีลใจแบบสุด ๆ

The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม
The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม
The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

อีกสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือทำเลที่ตั้งของที่นี่ คือเดินทางสะดวกมาก เพราะตั้งอยู่บนชั้น 29 และ 30 ของ Park Silom ซึ่งเป็นอาคารใหม่ที่โดดเด่นในย่านสีลม ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลานั่งรถติดหรือหาที่จอดรถ เพราะเพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถเดินตรงจากทางเชื่อม BTS ศาลาแดง หรือ MRT สีลม ได้ในไม่กี่นาที 

สำหรับใครที่กำลังมองหาประสบการณ์การทำงานในบรรยากาศระดับโรงแรม นั่งทำงานไปพร้อมกับชมวิวเมืองสวย ๆ และเป็นแหล่งรวมคนทำงานระดับมืออาชีพ เปิดโอกาสในการพบปะและเชื่อมโยงกับเหล่าครีเอทีฟและผู้ประกอบการจากหลากหลายวงการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จากห้องประชุมไปจนถึงคาเฟ่สุดชิค The Great Room ที่อาคาร Park Silom คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ ลองมาสัมผัสประสบการณ์การทำงานในสไตล์ที่เหนือระดับ แล้วคุณอาจจะค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ได้ที่นี่

Location: ชั้น 29-30 อาคาร Park Silom
การเดินทาง: BTS ศาลาแดง / MRT สีลม

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

ภาพ / ที่มา: More Info

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai

Luminor สัญลักษณ์แห่งนาฬิกาแห่ง Panerai ที่ไม่เคยตกยุค

“As luminescent as the Luminor” คือวลีที่สื่อถึงแก่นแท้ของคอลเลกชันนี้ได้อย่างชัดเจน ชื่อ Luminor เกิดจากสารเรืองแสงที่ Panerai พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเพื่อใช้ในอุปกรณ์ทางการทหาร ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพเรืออิตาลีที่ต้องการความทนทาน ความแม่นยำ และการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวด

สารเรืองแสงนี้กลายเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่ผลักดันให้ Panerai สร้างสรรค์นาฬิการุ่นแรกๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 แต่สิ่งที่ทำให้คอลเลกชัน Luminor แตกต่างไปจากที่เคยเห็นคือมันไม่ใช่แค่การเรืองแสง แต่ยังรวมถึงคุณสมบัติที่หลากหลายจากนาฬิกาที่โดดเด่นในยุค 90 เอาไว้ด้วยกัน

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai
รุ่น PAM03325 ของ Panerai ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 44 มม. หน้าปัดดำเสริมด้วยตัวเลขอารบิกที่อ่านง่าย พร้อมกลไก P.9000 และกันน้ำได้ถึง 300 เมตร

ในบรรดาคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้คอลเลกชันนี้มีเอกลักษณ์ คราวน์การ์ด (crown protective device) คือองค์ประกอบที่โดดเด่นและน่าจดจำที่สุดของ Luminor ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน จุดประสงค์ของการออกแบบนี้คือการป้องกันน้ำไม่ให้ซึมเข้าไปในตัวเรือน

แต่สิ่งที่ทำให้ Panerai น่าสนใจคือ การผสานความสมดุลระหว่างดีไซน์และฟังก์ชันอย่างลงตัว ทุกองค์ประกอบของนาฬิกาได้รับการคำนึงถึงเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวัดเวลา ความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจน และความยืดหยุ่นในการใช้งานที่สูงสุด

วัตถุประสงค์เหล่านี้กลายเป็นหลักสำคัญในการผลิตนาฬิกาแต่ละเรือนของ Panerai ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งคุณสมบัติอันโดดเด่นเหล่านี้ได้หลอมรวมกันเป็นดีไซน์ที่สวยงามและเป็นที่รู้จัก ด้วยคราวน์การ์ด หน้าปัดแบบแซนด์วิช และการเรืองแสงที่เพิ่มเข้ามา ทำให้คอลเลกชัน Luminor กลายเป็นสัญลักษณ์อันยากจะลืมเลือนของแบรนด์ Panerai ที่ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1993 Panerai ได้เปิดตัวเรือนเวลาคอลเลกชัน Luminor ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก โดยมีรุ่น 5218-201/A (Luminor) 5218-202/A (Luminor Marina Militare) และ 5218-301/A (Mare Nostrum) ซึ่งงานเปิดตัวจัดขึ้นบนเรือพิฆาตชั้น Durand De la Penne ของกองทัพเรืออิตาลี ณ ฐานทัพเรือทหาร La Spezia เมื่อวันที่ 10 กันยายน

โดยมีเจ้าชายอเมเดโอ ดยุกที่ 3 แห่งอาออสตา (Duke Amedeo D’Aosta) ร่วมงานในครั้งนี้ คอลเลกชัน Luminor มาพร้อมกับสุนทรียศาสตร์ที่โดดเด่น ขนาดที่มีเอกลักษณ์ และวัสดุประกอบตัวเรือนที่มีคุณค่า ซึ่งได้ปฏิวัติแนวคิดการออกแบบนาฬิกาแบบเดิม ๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกา ด้วยการผสมผสานความสง่างามและความทนทานได้อย่างลงตัวและน่าจดจำ

ปัจจุบัน Luminor คือคอลเลกชันที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Panerai ด้วยดีไซน์ที่ทนทานและใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากศูนย์วิจัย Laboratorio di Idee ของแบรนด์ คอลเลกชัน Luminor ประกอบด้วยเรือนเวลาที่ทั้งซับซ้อนและมีนวัตกรรมด้านวัสดุที่ทันสมัย ถือได้ว่าเป็นคอลเลกชันที่ครบครันและเหนือกาลเวลาในทุกมิติของการออกแบบและเทคโนโลยีของเมซง


Panerai ได้เปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด Luminor Marina ที่งาน Watches & Wonders ประจำปี 2025

Luminor Marina ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Panerai โดยโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตร่วมสมัยและประวัติศาสตร์อันยาวนานที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ในงาน Watches & Wonders 2025 แบรนด์ได้เปิดตัว Luminor Marina รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติทางเทคนิคใหม่ๆ

ทว่ายังคงรักษาแก่นแท้ของคอลเลกชันไว้อย่างครบถ้วน ทั้งความสวยงาม ความแม่นยำ และฟังก์ชันการใช้งานที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเรือนเวลารุ่นใหม่เหล่านี้มีให้เลือกทั้งตัวเรือนไททาเนียมและสตีล แต่ยังคงคาแรคเตอร์ที่สามารถจดจำได้ในทันทีตามแบบฉบับของ Panerai 

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai

องค์ประกอบหลักต่าง ๆ ของ Luminor Marina ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของ Panerai ไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่คราวน์การ์ดที่มีชื่อเสียงไปจนถึงหน้าปัดเรืองแสงบนโครงสร้างแบบแซนด์วิช ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่านค่าในทุกสภาวะ

หน้าปัดดีไซน์เรียบง่ายและสะอาดตาประกอบด้วยชื่อแบรนด์และคำว่า “Luminor Marina” พร้อมการแสดงวันที่ที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความโดดเด่นและทำให้ดูสะอาดตายิ่งขึ้น ส่วนการแสดงวินาทีแบบโรเดียมขนาดเล็กก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้งานให้กับผู้สวมใส่

โดยเฉพาะในรุ่นนี้ที่เป็นครั้งแรกในคอลเลกชันหลักของ Panerai ที่ใช้ Super-LumiNova® X2 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มความสว่างอย่างมาก ทำให้ผู้สวมใส่สามารถอ่านค่าต่าง ๆ บนหน้าปัดได้ง่าย แม้ในสภาพแสงน้อย นอกจากนี้ยังเป็นการยกย่องมรดกทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจทางทหารทางเรือของ Panerai ในอดีตด้วย

หัวใจสำคัญของเรือนเวลารุ่น Luminor Marina คือกลไก P.980 ใหม่ ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 3 วัน กลไกนี้มีการออกแบบที่ทันสมัย โดยประกอบด้วยบาลานซ์บริดจ์แบบพาดขวาง ช่วยเพิ่มความเสถียรและความแม่นยำในการทำงาน

นอกจากนี้ กลไกนี้ยังมีฟังก์ชัน stop-second ที่ช่วยให้การตั้งเวลาทำได้อย่างแม่นยำ ด้วยการหยุดเข็มวินาทีเมื่อดึงเม็ดมะยมออก อีกทั้งกลไก P.980 ยังผ่านการทดสอบแบบ six-position testing เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการทำงานตามมาตรฐานโครโนเมตริกที่เชื่อถือได้ ความงดงามของกลไกนี้สามารถเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์แบบเปิด ที่เผยให้เห็นการทำงานของกลไกที่ถูกออกแบบมาให้รักษาความแม่นยำและความเสถียรตลอดการใช้งานเป็นเวลานาน

Luminor Marina รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำได้สูงสุดถึง 500 เมตร เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับคอลเลกชันนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพในครั้งนี้สะท้อนถึงการต่อยอดจากมรดกทางประวัติศาสตร์ของ Panerai ในการรังสรรค์เรือนเวลาที่มีประสิทธิภาพสูงและความแม่นยำที่เชื่อถือได้

ในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์ให้กับกองทัพเรืออิตาลี ทุกเรือนเวลาผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดภายใต้แรงดันที่สูงกว่าค่าการกันน้ำที่เมซงรับรองถึง 25% เพื่อให้มั่นใจว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงตามมาตรฐานที่เข้มงวดของแบรนด์ ด้วยการพัฒนานี้ Luminor Marina จึงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์และคุณสมบัติในฐานะเรือนเวลาที่ทนทาน เหมาะสมสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพและผู้ที่หลงใหลในกีฬาดำน้ำได้อย่างสมศักดิ์ศรี

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai

ด้วยขนาดที่เพรียวบางยิ่งขึ้นของกลไกซึ่งมีความหนาเพียง 12½ ลิญจ์ การออกแบบตัวเรือนจึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมีความหนาที่ลดลงถึง 12% และน้ำหนักที่ลดลง 15% เพื่อมอบความสบายในการสวมใส่ตามหลักสรีรศาสตร์ ในขณะที่ยังคงรักษาความโดดเด่นของเอกลักษณ์อันเป็นเครื่องหมายการค้าของ Panerai เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ขานาฬิกายังถูกออกแบบให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และระบบ PAM Click™ release บนสายและหัวเข็มขัด ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในคอลเลกชัน Luminor Marina ทำให้การเปลี่ยนสายนาฬิกาเพื่อสะท้อนตัวตนที่หลากหลายกลายเป็นเรื่องง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใด ๆ

Luminor Marina Titanio PAM003325

เรือนเวลา Luminor Marina Titanio PAM003325 คือเรือนเวลาที่สะท้อนความโดดเด่นของนวัตกรรมทางวัสดุ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์วัสดุของ Panerai และการนำสีที่เป็นเอกลักษณ์อย่างสีเขียวมะกอก (olive green) มาใช้ สีเขียวมะกอกนี้ไม่เพียงแต่สื่อถึงความงดงามที่ไร้กาลเวลา แต่ยังสะท้อนถึงมรดกทางทหารอันยาวนานของแบรนด์ ช่วยเพิ่มความลึกซึ้งและความมีเอกลักษณ์ให้กับเรือนเวลานี้

ตัวเรือนขัดเงาขนาด 44 มม. ผลิตจากไททาเนียมเกรด 5 ซึ่งมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเหล็ก แต่มีน้ำหนักเบากว่าถึง 44% ทำให้เป็นตัวเลือกวัสดุที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความทนทานควบคู่กับความสบายในการสวมใส่ ไททาเนียมเกรด 5 นี้มีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอทางกายภาพ ซึ่งเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานให้ยาวนาน เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

โดยจุดเริ่มต้นการใช้วัสดุไททาเนียมของพาเนรายย้อนกลับไปถึงทศวรรษ 1980 เมื่อแบรนด์ได้รังสรรค์เรือนเวลาต้นแบบ Millemetri prototype ขึ้นมา และในปี 1998 พาเนรายได้นำวัสดุนี้กลับมาใช้ในคอลเลกชัน Submersible โดยรุ่น PAM00025 เนื่องจากคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อน จึงเหมาะสมกับการใช้งานในกองทัพเรือ ซึ่งอุปกรณ์ต้องเผชิญกับน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

PAM003325 มาพร้อมขอบเรือนเวลาขัดเงาและหน้าปัดสีเขียวมะกอกที่มีความโดดเด่น ซึ่งจับคู่กับสายหนัง scamosciato สีเขียวเข้มที่สะท้อนถึงรูปลักษณ์วินเทจของเรือนเวลาในอดีตของพาเนราย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสายรับเบอร์สีเขียวเข้มอีกเส้นหนึ่ง ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนสไตล์ตามความชอบได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งในรูปแบบสปอร์ตและลุคที่มีความคลาสสิก

สายสตีลจากคอลเลกชัน Luminor Marina ถือเป็นไอคอนที่ได้รับการปรับโฉมใหม่เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและทันสมัย

นาฬิการุ่น Luminor Marina ขนาด 44 มม. ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการความทนทานและความแข็งแกร่งในตัวเรือน โดยผลิตจากสเตนเลสสตีล AISI 316LVM (1.4441) ซึ่งเป็นโลหะผสมคุณภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อนและการสึกหรออย่างยอดเยี่ยม

โลหะผสมนี้ได้รับการหลอมใหม่ด้วยวิธีอาร์กสูญญากาศเพื่อเพิ่มความบริสุทธิ์สูงสุด ซึ่งทำให้ได้โลหะที่มีความแข็งแกร่งสูงและสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยม เช่น การสัมผัสกับน้ำทะเลหรือสารเคมีต่าง ๆ โดยมีส่วนผสมของโครเมียม (16-18%), นิกเกิล (11-14%), และโมลิบดีนัม (2-3%) ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทั้งในด้านความแข็งแรงและความยืดหยุ่นสูงสุด

นอกจากนี้การเลือกใช้วัสดุนี้ยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพาเนรายในการผลิตนาฬิกาที่มีความคงทนและใช้งานได้ยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่มีทั้งความสวยงามและความทนทานในทุกสถานการณ์

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai

Luminor Marina PAM03323 ถูกนำเสนอผ่านผลงานดีไซน์ที่เน้นความสง่างามและนวัตกรรมใหม่ในการออกแบบสายนาฬิกา โดยเฉพาะดีไซน์รูปตัววีของสายโลหะที่แคบลงจากตัวเรือนไปจนถึงบัคเคิ้ล ซึ่งช่วยให้การสวมใส่สบายมากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน รูปลักษณ์ภายนอกของสายมีความโดดเด่นด้วยพื้นผิวขัดลายเส้นที่ข้อต่อและพื้นผิวขัดเงาที่ขอบ ทำให้เกิดเอฟเฟกต์สามมิติที่สวยงามเมื่อแสงตกกระทบมุมต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังเป็นรุ่นแรกของพาเนรายที่มีคุณสมบัติ Quick Length Adjustment ซึ่งช่วยให้สามารถขยายสายได้ข้างละ 2 มม. โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ทำให้ผู้สวมใส่สามารถปรับความยาวของสายได้ง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้นตลอดทั้งวัน แม้ขนาดข้อมืออาจมีการเปลี่ยนแปลงจากอุณหภูมิหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ข้อมือขยายหรือหดตัว

สำหรับความสะดวกในการเปลี่ยนสายนาฬิกายังมาพร้อมกับ PAM Click Release System™ ที่ทำให้สามารถเปลี่ยนสายได้ง่าย ๆ ตามความต้องการ เพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์การใช้งานและการแต่งตัวในแต่ละวัน โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ทำให้การปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องง่ายและสะดวกอย่างมาก

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai
คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai

หน้าปัดสีฟ้าอ่อนแบบ sun-brushed ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้เพิ่มความหรูหราและความร่วมสมัยให้กับเรือนเวลา โดยมีการตกแต่งที่ละเอียดอ่อน สร้างความสวยงามที่สะท้อนแสงได้อย่างลงตัว ทำให้การสวมใส่เรือนเวลานี้ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์ในทุกมุมมอง

คอลเลกชัน Luminor Marina นี้ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในสไตล์คลาสสิกอย่างครบถ้วน ด้วยตัวเลือกสายที่หลากหลาย โดยรุ่น PAM03312 มาพร้อมหน้าปัดสีดำจับคู่กับสายหนังจระเข้สีดำที่ดูทันสมัย PAM03313 ที่มีหน้าปัดสีน้ำเงินจับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินให้ความรู้สึกหรูหรา

ส่วน PAM03314 ที่มีหน้าปัดสีขาวและสายหนังจระเข้สีดำสะท้อนความร่วมสมัย ทั้งสามรุ่นยังมีสายรับเบอร์เส้นที่สองที่มาในสีเดียวกัน เพิ่มความสะดวกสบายและความหลากหลายในการเลือกใช้งานอีกด้วย

คอลเลกชัน Luminor มรดกอันยาวนานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของ Panerai

รุ่น PAM03312 ของ Panerai ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 44 มม. หน้าปัดสีดำมีสัญลักษณ์ Luminor
และฟังก์ชันการแสดงวันที่ พร้อมกลไก P.9000 และกันน้ำได้ถึง 300 เมตร

Luminor Marina PAM03312

การเคลื่อนไหว: กลไกอัตโนมัติ P.980 calibre | 12½ ลิญจ์ | ความหนา 4.2 มม. | 23 เพชร | 28,800 การสั่น/ชั่วโมง | ระบบป้องกันการกระแทก Incabloc®
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง | นาที | วินาทีเล็ก | วันที่  | สำรองพลังงาน 3 วัน
ตัวเรือน: เส้นผ่าศูนย์กลาง 44 มม. | สเตนเลสสตีล AISI 316LVM – 1.4441 ขัดด้าน | ขอบสเตนเลสสตีล AISI 316LVM – 1.4441 ขัดเงา | กระจกแซพไฟร์ | ฝาหลังมองทะลุด้วยกระจกแซพไฟร์ AISI 316LVM – 1.4441
หน้าปัด: ดำด้านแบบแซนด์วิช | ตัวเลขอารบิกและเครื่องหมายชั่วโมงกับ Super-LumiNova® X2 สีเขียว | วันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา | วินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
สาย: หนังจระเข้สีดำ เย็บด้ายสีขาว หัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล | ระบบ PAM Click Release
กันน้ำ: 500 เมตร

*Panerai ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของ Incabloc® และ Super-LumiNova® ที่จดทะเบียน

Luminor Marina PAM03313

การเคลื่อนไหว: ใช้กลไกอัตโนมัติ รุ่น P.980 ซึ่งมีความหนาของเครื่อง 4.2 มม. และสามารถหมุนได้ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีระบบป้องกันการกระแทก Incabloc® 
ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) วินาทีเล็ก วันที่
สำรองพลังงาน: 3 วัน
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. | ผลิตจากสเตนเลสสตีล AISI 316LVM (ทั้งตัวเรือนและขอบเป็นสเตนเลสแบบขัดเงา) | กระจกแซฟไฟร์ที่มีความทนทานสูง และฝาหลังที่มองทะลุได้
หน้าปัด: สีฟ้าแบบซันบรัช (เงามันวาว) | ตัวเลขและสัญลักษณ์ชั่วโมงในสีขาวพร้อม Super-LumiNova® X2 ที่เรืองแสง | วันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บด้วยด้ายสีขาว | บัคเคิลแบบทราเปซอยด์ที่ทำจากสเตนเลส | ระบบ PAM Click Release™ ที่สามารถปรับความยาวของสายได้ง่าย
กันน้ำ: 500 เมตร

*Panerai ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของ Incabloc® และ Super-LumiNova® ที่จดทะเบียน

Luminor Marina PAM03314

การเคลื่อนไหว: ใช้กลไกอัตโนมัติ รุ่น P.980 ซึ่งมีความหนาของเครื่อง 4.2 มม. และสามารถหมุนได้ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีระบบป้องกันการกระแทก Incabloc®
ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง, นาที) วินาทีเล็ก วันที่
สำรองพลังงาน: 3 วัน
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. | ผลิตจากสเตนเลสสตีล AISI 316LVM (ทั้งตัวเรือนและขอบเป็นสเตนเลสแบบขัดเงา) | กระจกแซฟไฟร์ที่มีความทนทานสูง และฝาหลังที่มองทะลุได้
หน้าปัด: สีขาว | ตัวเลขและสัญลักษณ์ชั่วโมงในสีเทา พร้อม Super-LumiNova® X2 ที่เรืองแสง | วันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
สาย: หนังจระเข้สีดำเย็บด้วยด้ายสีขาว | บัคเคิลแบบทราเปซอยด์ที่ทำจากสเตนเลส | ระบบ PAM Click Release™ ที่สามารถปรับความยาวของสายได้ง่าย
กันน้ำ: 500 เมตร

*Panerai ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของ Incabloc® และ Super-LumiNova® ที่จดทะเบียน

Luminor Marina PAM03323

การเคลื่อนไหว: ใช้กลไกอัตโนมัติ รุ่น P.980 ซึ่งมีความหนาของเครื่อง 4.2 มม. และสามารถหมุนได้ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีระบบป้องกันการกระแทก Incabloc®
ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) วินาทีเล็ก วันที่
สำรองพลังงาน: 3 วัน
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. | ผลิตจากสเตนเลสสตีล AISI 316LVM (ทั้งตัวเรือนและขอบเป็นสเตนเลสแบบขัดเงา) | กระจกแซฟไฟร์ที่มีความทนทานสูง และฝาหลังที่มองทะลุได้
หน้าปัด: สีฟ้าอ่อนแบบมันวาว (Sun-brushed) | ตัวเลขและสัญลักษณ์ชั่วโมงในสีขาว พร้อม Super-LumiNova® X2 ที่เรืองแสง | วันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
สาย: สายสเตนเลส AISI 316LVM แบบขัดเงาและขัดลาย พร้อมระบบ PAM Click Release™ ที่สามารถปรับความยาวของสายได้อย่างรวดเร็ว
กันน้ำ: 500 เมตร

*Panerai ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของ Incabloc® และ Super-LumiNova® ที่จดทะเบียน

Luminor Marina PAM03325

การเคลื่อนไหว: ใช้กลไกอัตโนมัติ รุ่น P.980 ที่มีความหนาของเครื่อง 4.2 มม. และสามารถหมุนได้ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมระบบป้องกันการกระแทก Incabloc®
ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง, นาที) วินาทีเล็ก วันที่
สำรองพลังงาน: 3 วัน
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. | ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 แบบขัดด้าน | ขอบตัวเรือนเป็นไทเทเนียมเกรด 5 แบบขัดเงา | กระจกแซฟไฟร์ที่มีความทนทานสูง และฝาหลังมองทะลุได้ที่ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5
หน้าปัด: สีเขียวอ่อนแบบมันวาว (Sun-brushed) | ตัวเลขและสัญลักษณ์ชั่วโมงในสีขาว พร้อม Super-LumiNova® X2 ที่เรืองแสง | วันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
สาย: สายหนังลูกวัวที่เย็บด้วยด้ายสีครีม | บัคเคิลทราเปซอยด์จากไทเทเนียมเกรด 5 แบบขัดด้าน พร้อมระบบ PAM Click Release™ บนสายและบัคเคิลที่สามารถปรับความยาวได้อย่างรวดเร็ว
กันน้ำ: 500 เมตร

*Panerai ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของ Incabloc® และ Super-LumiNova® ที่จดทะเบียน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Panerai

5 เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 จากเวที Watches and Wonders Geneva

เมื่อพูดถึง “ศิลปะบนข้อมือ” งาน Watches and Wonders Geneva คือเวทีระดับโลกที่รวบรวมความหรูหรา ความเชี่ยวชาญ และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของวงการนาฬิกาไว้อย่างครบครัน และในปี 2025 นี้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะบรรดาแบรนด์ระดับตำนานต่างพากันเปิดตัวเรือนเวลาที่มากด้วยนวัตกรรม ดีไซน์ล้ำสมัย และกลิ่นอายของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผสานกับรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ได้อย่างงดงาม

จากโทนสีที่มาแรงอย่าง “Blue is the New Black” ไปจนถึงการฟื้นคืนชีพของดีไซน์วินเทจ กลไกสุดล้ำ และเทรนด์แห่งความยั่งยืนที่ไม่อาจมองข้าม…บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 เทรนด์เด่น ที่กำลังเขย่าวงการนาฬิกาโลก พร้อมไฮไลต์จากแบรนด์ชั้นนำที่ไม่ควรพลาด

1.เฉดสีฟ้า และน้ำเงินมาแรง

ในโลกของเรือนเวลา สีไม่ใช่แค่เครื่องประดับสายตา แต่คือภาษาที่สื่อสารอารมณ์ รสนิยม และวิธีการมองโลกของผู้สวมใส่ และในปี 2025 นี้ “เฉดสีฟ้าและน้ำเงิน” ได้กลับมาทวงบัลลังก์ในฐานะสีหลักแห่งยุค ด้วยพลังที่ทั้ง สงบ มั่นใจ และ ร่วมสมัย

เฉดสีเหล่านี้ปรากฏในหลากหลายโทน ไล่ตั้งแต่ฟ้าอ่อนสดใสแบบ Azure Blue ไปจนถึงน้ำเงินเข้มลึกแบบ Midnight Blue และ Navy แต่ละโทนสีไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพราะความงาม แต่สะท้อนถึงแนวโน้มการมองหา “ความสมดุล” ระหว่างความหรูหราและความเรียบง่ายในยุคหลังโรคระบาด ผู้คนโหยหาความสงบทางสายตา แต่ยังคงต้องการแสดงตัวตนที่เฉียบคม และสีน้ำเงินคือคำตอบ

แบรนด์ระดับไอคอนต่างก็ร่วมถ่ายทอดจิตวิญญาณของเฉดสีนี้ไว้อย่างวิจิตร ยกตัวอย่างเช่น Patek Philippe เผยโฉม Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 ที่หน้าปัดสี Azure Blue เปล่งประกายดุจผิวน้ำยามอรุณ พร้อมสายคอมโพสิตลายผ้าสีน้ำเงิน ให้ภาพลักษณ์ของหญิงสาวยุคใหม่ที่ทั้งอ่อนโยนและทรงพลังในคราวเดียว

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 ความงามอันประณีตในเรือนเวลาขนาดกะทัดรัด ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ E 23-250 S C ภาพจาก Patek

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Patek)

Chanel พาเราก้าวเข้าสู่โลกแห่งความล้ำสมัยกับคอลเลกชัน J12 BLEU ที่ใช้เซรามิกสีน้ำเงินด้านเป็นวัสดุหลัก ตัวเรือนและสายหล่อขึ้นจากความมินิมอลแบบเยือกเย็น แฝงไว้ด้วยสไตล์สตรีทลักซ์สุดโฉบเฉี่ยว

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
J12 Bleu ขนาด 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 12.1 งดงามด้วยหลักชั่วโมงแซฟไฟร์สีน้ำเงิน และขอบตัวเรือนตกแต่งลวดลายบาแก็ตต์เซรามิก ภาพจาก Chanel

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Chanel)

Van Cleef & Arpels เติมความฝันและโรแมนติกผ่านรุ่น Lady Arpels Bal des Amoureux Automate ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักในค่ำคืนใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินลึก ตัวเรือนทำงานเสมือนฉากละครขนาดย่อม ที่เปี่ยมไปด้วยบทกวีและความรู้สึก

Lady Arpels Pont des Amoureux Matinée watch
กำเนิดจากเรื่องราวแห่งความรัก Van Cleef & Arpels จึงไม่เคยหยุดยกย่องบทกวีของความโรแมนติก ผ่านเรือนเวลาและงานสร้างสรรค์ที่ปลุกเร้าความรู้สึกอันอ่อนโยน ในยามเช้าที่ปารีส คู่รักผู้ผูกพันด้วยใจนัดพบกันบนสะพานกลางเมือง สองคนแทนเข็มบอกเวลา ฝ่ายหนึ่งคือชั่วโมง อีกฝ่ายคือนาที เคลื่อนเข้าหากันด้วยกลไกเรโทรเกรด เพื่อมอบจูบแสนหวานในทุกครั้งที่เวลาบรรจบ… ภายใต้สัญลักษณ์ของรักแท้ที่ไม่มีวันเลือน

นาฬิกาสีฟ้าและน้ำเงินในปีนี้ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือบทสนทนาใหม่ของโลก Haute Horlogerie ที่พูดถึง “ความงามของอารมณ์” ผ่านโทนสีที่ทั้งเยือกเย็นและมั่นคง เป็นสีที่อยู่ระหว่างความฝันกับความจริง ระหว่างอดีตอันคลาสสิกและอนาคตที่ชัดเจน

ข้อมูลทางเทคนิค
Van Cleef & Arpels Lady Arpels Pont des Amoureux “Matinée”

รหัสรุ่น: VCARPES500 บทกวีแห่งกาลเวลา ที่ถ่ายทอดผ่านกลไกชั้นสูงและเรื่องราวแห่งความโรแมนติกตามแบบฉบับเมซง Van Cleef & Arpels
ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. ผลิตจากทองคำขาว 18K เคลือบโรเดียม ประดับด้วยพลอยแซฟไฟร์และเพชรเจียระไนทรงกลม ขอบตัวเรือนทำจากทองคำขาว 18K เคลือบโรเดียม ประดับเพชรระยับ กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: สร้างสรรค์จากไวท์โกลด์ พิงค์โกลด์ และเยลโลว์โกลด์ 18K เคลือบโรเดียม ผสานเทคนิคลงยา grisaille enamel สีพาสเทล ถ่ายทอดภาพคู่รักในยามเช้าบนสะพานแห่งความฝัน พร้อมสะพานแกะสลักจากทองคำขาว ทุกองค์ประกอบขับเคลื่อนด้วยกลไกแอนิเมชันตามคำสั่ง (on-demand)
กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ (Valfleurier Q020) พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Van Cleef & Arpels มาพร้อมโมดูลแสดงเวลาแบบเรโทรเกรดคู่ (double retrograde) และกลไกแอนิเมชันตามสั่ง สำรองพลังงานได้ 36 ชั่วโมง
อัญมณี: ประดับเพชรจำนวน 1,542 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 31.0 กะรัต เกรด DEF / ความสะอาดระดับ IF ถึง VVS / ประดับแซฟไฟร์ทรงกลมทั้งบนตัวเรือนและสาย
สาย: มีให้เลือกทั้งสายไวท์โกลด์ 18K เคลือบโรเดียมแบบเปลี่ยนได้ ประดับแซฟไฟร์และเพชร / สายหนังจระเข้สี lapis blue แบบเงา ลายสี่เหลี่ยมพร้อมหัวเข็มขัดแบบ Ardillon ทำจากทองคำขาวประดับเพชร / แถมสายหนังจระเข้เส้นที่สอง ให้เลือกเปลี่ยนได้ในวันที่ซื้อ
ความพร้อมในการจำหน่าย: ผลิตแบบจำนวนจำกัด (Numbered Edition)

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Van Cleef & Arpels)

2. การกลับมาของดีไซน์วินเทจ

บางครั้ง…โลกก็หมุนกลับมาในจังหวะที่เราคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง และในปี 2025 วงการนาฬิกาก็กำลัง อินกับความคิดถึง อย่างเห็นได้ชัด

ที่งาน Watches and Wonders ปีนี้ ดีไซน์วินเทจกำลังเป็นกระแสที่ “กลับมาอย่างตั้งใจ” ไม่ใช่แค่เพราะแฟชั่นย้อนยุคกำลังมาแรง แต่เพราะ “เรื่องราว” และ “เสน่ห์เหนือกาลเวลา” ของนาฬิกายุคก่อนนั้น ยังสามารถสะกดคนยุคใหม่ได้อยู่หมัด

หลายแบรนด์เลือกที่จะไม่เพียงแค่ นำกลับมา แต่คืนชีวิตใหม่ให้กับดีไซน์ในตำนาน ด้วยกลไกที่ล้ำสมัยขึ้น รายละเอียดที่พิถีพิถันกว่าเดิม และความเคารพต่อประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างแท้จริง

Cartier พาผู้ชมย้อนกลับไปยุคอาร์ตเดโค ด้วยการฟื้นฟูเรือนเวลาระดับตำนานอย่าง Tank à Guichets ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1928 ตัวเรือนทรงเหลี่ยมเรียบหรู แต่หน้าปัดบอกเวลาแบบ “ดิจิทัล” ผ่านช่องเล็ก ๆ เป็นการดีไซน์ที่ล้ำยุคเกินกาลเวลามาตั้งแต่แรก และยังคงดู “ล้ำ” ไม่เปลี่ยนแม้ผ่านไปเกือบศตวรรษ

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Cartier Privé Tank à Guichets นิยามใหม่ของความคลาสสิกแห่งปี 1928 กับดีไซน์หน้าปัดแบบ “jumping hour” สุดล้ำ บนตัวเรือนแพลตตินัม ทองคำเหลือง หรือทองคำชมพู พร้อมกลไกไขลานรุ่น 9755 MC
ภาพ: Revolution © , Cartier

รายละเอียดทางเทคนิค
Cartier Privé Tank à Guichets

กลไก: ไขลานด้วยมือ รหัส 9755 MC
ฟังก์ชัน: ระบบแสดงเวลาแบบ Jumping Hour (ชั่วโมงกระโดด) และนาทีแบบลากต่อเนื่อง (Dragging Minutes)
ตัวเรือน: ตัวเรือนแพลตตินัม ทองคำเหลือง หรือทองคำชมพู ขนาด 37.6 x 24.8 x 6 มม.
สาย: หนังจระเข้ สีดำ เขียว เทา หรือเบอร์กันดี แล้วแต่รุ่น
จำนวนการผลิต: รุ่นแพลตตินัมมุมเฉียง ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือน เท่านั้น

Jaeger-LeCoultre ส่ง Reverso Tribute Nonantième เข้าสังเวียนวินเทจ ด้วยสองหน้าปัดในเรือนเดียว กลไก Flip-over ที่ให้คนใส่เลือกโชว์หน้าไหนก็ได้ เป็นทั้งของสะสมและบทสนทนาเวลาอยู่บนข้อมือ

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Geographic การตีความใหม่ของเวลาโลกในรูปแบบเรือนเหลี่ยมอันเป็นตำนานของ Reverso โดดเด่นด้วยความซับซ้อนที่สง่างามทั้งสองด้านของตัวเรือน
(©Revolution)

Piaget เลือกตีความ “ความหรูแบบสปอร์ตยุค 70s” ใหม่ในรุ่น Polo และ Piaget Sixtie ที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นและจิตวิญญาณแห่งความอิสระในยุคดิสโก้ วินเทจที่ไม่เคยหยุดสนุก

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
นาฬิกา Piaget วินเทจ เรือนทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ดีไซน์ล้ำยุคที่สะท้อนเสน่ห์เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง ภาพจาก Piaget

เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มาจากการที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหา ของที่มีความหมาย มากกว่าความใหม่เฉย ๆ นาฬิกาวินเทจจึงกลายเป็น สะพานเชื่อมระหว่างยุค เป็นเครื่องยืนยันว่า “ของบางอย่างไม่มีวันเก่า” และเมื่อถูกตีความใหม่อย่างชาญฉลาด มันก็จะกลายเป็น คลาสสิกตลอดกาล

(อ่านบทความอื่นๆ ของ TAG Heuer)

3. การผสมผสานกับวัฒนธรรมป๊อป

ในโลกที่ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน จากภาพยนตร์ฮิตที่ทำลายสถิติ ไปจนถึงสนามแข่งที่ดึงดูดสายตาจากทั่วโลก นาฬิกาเองก็ไม่อยากตกเทรนด์ ซึ่งในปีนี้ วงการเรือนเวลาขอ ซิ่งตามเทรนด์วัฒนธรรมป๊อปแบบเต็มสปีด หลายแบรนด์เลือกดึงพลังของความนิยม มาเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ขายดี แต่ยังช่วยบอกเล่า “ตัวตนของผู้สวมใส่” ได้อย่างชัดเจนและเท่แบบไม่พยายาม

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในปีนี้ต้องยกให้ TAG Heuer และ IWC ที่ต่างก็ลงสนาม Formula 1 แบบไม่มีเบรก

TAG Heuer เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากทีมแข่งชื่อดัง ด้วยดีไซน์ที่เฉียบคม เร้าใจ และสะท้อนถึงความเร็ว ความแม่นยำ และความเท่แบบนักแข่งตัวจริง ไม่ใช่แค่ใส่แล้วดูเหมือนอยู่ในพิตเลน แต่ยัง “รู้สึกเหมือนควบคุมเวลา”

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Monaco Split-Seconds Chronograph รุ่นใหม่ในโทนแดง-ขาว เรือนเวลาสปอร์ตสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อสดุดีจิตวิญญาณแห่ง Formula 1 อย่างแท้จริง

(อ่านบทความอื่นๆ ของ TAG Heuer)

IWC เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ส่งนาฬิการุ่นใหม่ที่ร่วมงานกับ Mercedes-AMG Petronas F1 Team โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสานเทคโนโลยีชั้นสูงและดีเอ็นเอของทีมแข่ง ความเรียบเฉียบของเรือนเวลาผสมผสานกับจิตวิญญาณของสนามแข่งได้อย่างลงตัว

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
แคนติลีเวอร์สปริงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับกลไกอินเฮาส์รุ่น 82915 ของ IWC ที่มาพร้อมฟลายอิ้งมินิทูร์บิญองอย่างลงตัว

รายละเอียดทางเทคนิค
IWC Big Pilot’s Watch Shock Absorber Tourbillon Skeleton XPL

รหัสอ้างอิง: Ref. IW357701
กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ IWC Manufacture รุ่น 82915
พลังงานสำรอง: 80 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที ฟลายอิ้งทูร์บิญอง ระบบกันสะเทือน SPRIN-g PROTECT®
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. × 13.1 มม. วัสดุ Ceratanium® กันน้ำลึก 100 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสเคเลตันสีดำ
สายนาฬิกา: สายยางสีดำ พร้อมบานพับ Ceratanium®
จำนวนผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชันจำนวน 100 เรือน

การจับมือกับวัฒนธรรมป๊อป โดยเฉพาะโลกของมอเตอร์สปอร์ตนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความจริงจังในการเล่าเรื่อง และการใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าที่เคย เช่น การใช้วัสดุที่เชื่อมโยงกับรถแข่งจริงๆ สีที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายทีม หรือแม้แต่ฟังก์ชันพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาในสนาม

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ IWC)

และทั้งหมดนี้สะท้อนสิ่งเดียวกันคือ “การสวมใส่นาฬิกาไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสไตล์ แต่คือการประกาศว่า ‘ฉันเป็นใคร’ ในวัฒนธรรมที่เรารัก” เมื่อโลกของเวลาและวัฒนธรรมป๊อปเดินทางมาบรรจบกัน เราจึงได้เห็นนาฬิกาที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวและตัวตนของยุคสมัยนั้นอย่างชัดเจน

4. นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

หากสีและดีไซน์คือนามธรรมที่บ่งบอกความรู้สึกของนาฬิกา กลไกและเทคโนโลยี ก็คือ “หัวใจ” ที่ทำให้นาฬิกาเรือนหนึ่งมีชีวิตจริง ๆ และในปีนี้ เราได้เห็นชัดเจนว่าแบรนด์ใหญ่ในวงการ Haute Horlogerie ไม่ได้หยุดแค่เรื่องความสวยงามอีกต่อไป แต่กำลังเร่งสปีดนวัตกรรม เพื่อวิ่งเคียงข้างโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน แม่นยำ และไร้ขีดจำกัด

นี่จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งดีไซน์ใหม่ แต่คือปีแห่งการท้าทายขีดจำกัดเมื่อแบรนด์นาฬิกาต่างเทหมดหน้าตัก พานวัตกรรมใหม่ ๆ มาประกาศว่า “ของบางอย่างยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ” ไม่ว่าจะเป็น

Rolex The Unexpected Evolution

แบรนด์ที่เราคุ้นชินกับความนิ่งสง่าและดีเอ็นเออันแน่นปึกอย่าง Rolex ก็ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัว Oyster Perpetual Land-Dweller รุ่นใหม่แบบไม่มีใครทันตั้งตัว เป็นการกลับมาในรอบหลายปีของตระกูลที่เคยหายไปจากไลน์อัพ

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva

ด้วยรูปลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกของ Explorer และความถึกทนของ Sea-Dweller เรือนใหม่นี้มาพร้อมวัสดุใหม่ระดับเทคโนโลยีสูง และกลไกที่แม่นยำราวจับเวลาชีวิตตัวเองได้แม้ในสถานการณ์สุดขั้ว นี่คือ Rolex เวอร์ชันสายลุยที่ยังไม่ทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิมแม้แต่น้อย

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Rolex)

Bulgari The Art of Thin

ทางด้าน Bulgari ก็ยังครองแชมป์ด้านดีไซน์บางเฉียบกับ Octo Finissimo Ultra ที่ไม่เพียงแค่บาง แต่ยังโปร่งใสในแบบ Skeletonized กลไกระดับ Micro-Mechanical ที่คุณมองทะลุไปถึงหัวใจของมันได้

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Octo Finissimo Tourbillon บรรลุขีดสุดแห่งความบางเฉียบ ตัวเรือน หน้าปัด และกลไก รวมความบางไว้เพียง 1.85 มม. เท่านั้น ภาพจาก Bulgari

ไม่ใช่แค่ความบางที่น่าทึ่ง แต่ยังสะท้อนปรัชญาการออกแบบที่กล้าท้าทายการจัดวางทุกชิ้นส่วนอย่างสมดุล จนกลายเป็นเรือนเวลาที่เหมือนมีชีวิตบางเฉียบ แต่แข็งแกร่งและเปล่งประกายด้วยวิศวกรรมระดับสูง

รายละเอียดทางเทคนิค
Bvlgari Octo Finissimo Ultra Tourbillon

รหัสอ้างอิง: Ref. 104313
กลไก: ไขลานด้วยมือ รุ่น BVF 900
พลังงานสำรอง: 42 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีตรงกลาง และวันที่
ตัวเรือน/หน้าปัด: ขนาด 40 มม. ความหนาเพียง 1.85 มม. ตัวเรือนไทเทเนียม ฐานเมนเพลตทำจากทังสเตนคาร์ไบด์
สายนาฬิกา: สายไทเทเนียมพ่นทราย พร้อมบานพับแบบฝังตัว ความหนาเพียง 1.5 มม.
จำนวนผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชันจำนวน 20 เรือนทั่วโลก

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Bulgari)

Zenith

ในส่วนของ Zenith นั้นได้ฉลองครบรอบ 160 ปีของแบรนด์อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยการนำกลไกระดับตำนาน Calibre 135 กลับมาปรับปรุงใหม่ให้ทันยุคทันสมัย โดยยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกของต้นฉบับ แต่เพิ่มความเสถียร ความแม่นยำ และการตกแต่งที่หรูหราขึ้นแบบเห็นแล้วใจสั่น ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนคำมั่นของแบรนด์ว่า “อดีตคือรากเหง้า แต่อนาคตคือสนามทดสอบ”

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva

นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในปีนี้ไม่ได้มาแบบเล่น ๆ แต่เป็นการเคลื่อนตัวของทั้งอุตสาหกรรม เพื่อพาเรือนเวลาไปไกลกว่าที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นด้านฟังก์ชัน วัสดุ น้ำหนัก ความบาง หรือแม้แต่การมองทะลุกลไก เพื่อยกระดับความหลงใหลสู่ระดับใหม่ของประสบการณ์

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Zenith)

นี่คือการเดินทางข้ามกาลเวลาที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถูกหลอมรวมไว้ในกลไกเดียวอย่างแท้จริง 

5. ความยั่งยืนและความคุ้มค่า เวลาที่เดินไปพร้อมกับโลกใบนี้

ถ้านาฬิกาเคยเป็นสัญลักษณ์ของสถานะ หรือความหรูหราแบบสัมผัสยาก ปี 2025 นี้คือช่วงเวลาที่ความหรูหรากำลังถูก “รีเซ็ต” ใหม่ให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมีจริยธรรม

เพราะตอนนี้… เราไม่ได้แค่ถามว่า “นาฬิกาสวยไหม?” แต่เรายังเริ่มถามว่า
“นาฬิกาเรือนนี้ เป็นมิตรกับโลกแค่ไหน?”
“คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวหรือเปล่า?”

และคำตอบก็คือ หลายแบรนด์เริ่มขยับตัวแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะกระแส แต่เพราะ “ความรับผิดชอบ” คือสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องมี

แบรนด์อย่าง Oris, Panerai หรือแม้แต่ Chopard ยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้วัสดุรีไซเคิลและโลหะที่มีที่มาที่ยั่งยืน เช่น ทอง Fairmined หรือสายนาฬิกาที่ทำจากขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งฟังดูอาจไม่หรู แต่พอมาอยู่ในงานดีไซน์ที่สวยเฉียบ มันกลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีคุณค่า เรือนเวลาที่ไม่ใช่แค่หรู แต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ หลายแบรนด์ยังปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในคอลเลกชัน entry-level หรือรุ่นลิมิเต็ดแบบราคาย่อมเยา เพื่อเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางสะสมนาฬิกา สามารถมีจุดเริ่มต้นที่ดีได้โดยไม่ต้องทุบกระปุกทุกใบในบ้าน

นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ มูฟเมนต์ คือการปรับสมดุลระหว่างความหรูหราและความยั่งยืน อย่างจริงจังและถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคำว่า “Luxury” ในยุคนี้ เริ่มมีคำว่า “Ethical” เข้ามาเคียงข้างเสมอ

ในที่สุดแล้ว นาฬิกาที่ดีในปี 2025 ไม่ได้แค่สวยงามบนข้อมือ แต่ยังสบายใจในใจด้วยว่าเรากำลังเลือกในสิ่งที่ดีต่อโลก และดีต่ออนาคตของเราเอง เพราะบางครั้ง… “ความหรูหรา” ที่แท้จริง อาจไม่ใช่สิ่งที่แพงที่สุด แต่คือสิ่งที่มีความหมายมากที่สุด

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Hublot ฉลองครบรอบ 20 ปี Big Bang ที่ Watches & Wonders 2025 ปฏิวัติวงการอีกครั้ง

การเดินทางของ Big Bang ครบรอบ 20 ปี ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและประวัติศาสตร์แห่งการออกแบบ

สำหรับการเดินทางของ Big Bang นั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยเรื่องราว ที่เริ่มต้นจากการทดลองที่กล้าหาญในปี 2005 จนกลายเป็นสนามเด็กเล่นของนวัตกรรมในวงการนาฬิกา ตั้งแต่การพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์ไปจนถึงดีไซน์ และรวมถึงการก้าวเข้าสู่พื้นที่ทางเทคนิคที่ท้าทาย ซึ่งในปีนี้ พวกเขาได้มุ่งเน้นและอุทิศให้กับความสำเร็จและการพัฒนาในด้านนี้โดยเฉพาะ

Julien Tornare ซีอีโอของ Hublot กล่าวไว้ว่า

“Hublot Big Bang คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของการออกแบบนาฬิกาในศตวรรษที่ 21 อย่างไม่ต้องสงสัย ปีนี้เราจะไม่เพียงแค่ย้อนกลับไปดูสิ่งที่ Hublot ได้บรรลุผ่าน Big Bang แต่ยังมองไปข้างหน้าเพื่ออนาคตและศักยภาพที่ยังคงรออยู่”

เมื่อ Hublot ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของการผลิต คอลเลกชัน Big Bang อันยอดเยี่ยมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนการประกาศเจตนารมณ์สำหรับอนาคตอีกด้วย เตรียมตัวให้พร้อม เพราะการเปิดตัวในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลย

Hublot Big Bang ครบรอบ 20 ปี

คอลเลกชันครบรอบปีนี้มาพร้อมกับเคสขนาด 43 มม. ที่ออกแบบใหม่ ซึ่งยังคงจับความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ ด้วยการสร้างชั้นเคสที่ซับซ้อน ตัวขาเรือนที่คมชัด และขอบขัดแบบนูนที่โดดเด่น ทั้ง 5 รุ่น (แต่ละรุ่นจะเป็นการเฉลิมฉลองวัสดุนวัตกรรมที่ได้กำหนดทิศทางและเส้นทางการทดลองอันสำคัญของ Hublot)

ขับเคลื่อนด้วยกลไก Unico automatic flyback chronograph ที่ผลิตในโรงงานของแบรนด์เอง พร้อมด้วยโรเตอร์ทองคำพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 20 ปีของคอลเลกชันนี้

ฉลองครบรอบ 20 ปีบิ๊กแบง ด้วยเซรามิกไททาเนียม ภาพ: Revolution ©

รุ่นครบรอบในวัสดุ Titanium และ King Gold with Ceramic (จำกัดเพียง 500 และ 250 เรือนตามลำดับ) ได้ถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาในยุคแรกในปี 2005 ได้อย่างสมบูรณ์ แบบ ตัวเรือนขนาด 43 มม. ที่ได้รับการอัปเดตมีขอบที่โค้งงอและขอบบีเซลที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งทำให้นาฬิกาในรุ่นแรกๆ เป็นที่จดจำ

นอกจากนี้ Hublot ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของคอลเลกชันโดยการนำปุ่มกดแบบสี่เหลี่ยมที่มีปลายยางกลับมาใช้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการออกแบบในรุ่นเริ่มแรก พร้อมทั้งหน้าปัดลายคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีรายละเอียดสีแดงเล็กน้อยเพื่อเสริมให้ดีไซน์โดดเด่นยิ่งขึ้น

Big Bang 20th Anniversary Ceramic in King Gold. Image: Revolution ©

นวัตกรรมเซรามิกสีของ Hublot ถือเป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าเซรามิกจะเป็นส่วนสำคัญของดีเอ็นเอของ Big Bang มาตั้งแต่แรก แต่การพัฒนาเซรามิกสีสันสดใสของแบรนด์นั้นถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในวิทยาศาสตร์วัสดุ Hublot ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเคมีในการพัฒนาสูตรเซรามิกสี

ซึ่งเป็นการทำงานที่ละเอียดอ่อนและต้องการการควบคุมส่วนผสม สี และอุณหภูมิอย่างแม่นยำ สีแต่ละสีต้องการสูตรเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน หากพลาดเพียงครั้งเดียว วัสดุนั้นอาจสูญเสียความแข็งแกร่งหรือความคงทนของสีได้

Hublot ได้พิชิตความท้าทายนี้ครั้งแรกในปี 2018 ด้วยการพัฒนาเซรามิกสีแดงที่เป็นการพลิกโฉมวงการ สีที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ในโลกของนาฬิกา ความสำเร็จนี้ได้ถูกยกให้เป็นจุดเด่นในรุ่น Big Bang 20th Anniversary Red Magic ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น

เคสเซรามิกสีแดงสดใสของนาฬิกา ผสานกับหน้าปัดลายคาร์บอนที่มีพื้นผิวสร้างความโดดเด่นในด้านการออกแบบที่ไม่อาจละเลยได้ ซึ่งสะท้อนความเป็น Hublot อย่างชัดเจน

คอนเซ็ปต์ All Black ของ Hublot ที่เปิดตัวในปี 2006 ถือเป็นการทดลองที่กล้าหาญในการนำเสนอแนวคิดสุดล้ำที่เรียกว่า “invisible visibility” ซึ่งหมายถึงการมุ่งสู่ความสวยงามแบบสเตลธ์ (stealth) แทนที่จะเน้นที่ความสามารถในการอ่านง่ายและฟังก์ชันที่ชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะ black-on-black เป็นการแสดงออกถึงความเท่ที่ไม่เคยตกยุค และสามารถสะท้อนถึงความล้ำสมัยในทุกยุคทุกสมัย

และในวันนี้ Big Bang 20th Anniversary All Black ก็ได้ให้เกียรติกับคอนเซ็ปต์นี้ ด้วยการเปิดตัวหน้าปัดลายคาร์บอนสีดำในเคสเซรามิกสีดำทั้งด้านและเงาขนาด 43 มม. โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น

Big Bang 20th Anniversary Ceramic in black ceramic. Image: Revolution ©
แต่ละรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไก MHUB1280.20YEARS flyback chronograph ของ Hublot ที่ผลิตเองภายใน พร้อมกับโรเตอร์ทองพิเศษที่ระลึกถึงการครบรอบ 20 ปีของคอลเลคชันนี้ ภาพ: Revolution ©
Big Bang 20th Anniversary Ceramic in Magic Gold. Image: Revolution ©

หนึ่งในนวัตกรรมวัสดุที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์คือ Magic Gold ซึ่งค้นพบครั้งแรกในโรงหล่อของพวกเขาในปี 2011 เป็นโลหะผสมทองคำ 18 กะรัตที่ทนต่อรอยขีดข่วนเพียงหนึ่งเดียวในโลก โดยมีความทนทานของเซรามิกผสมอยู่ในองค์ประกอบ ทำให้กลายเป็นวัสดุที่ไม่เหมือนใคร สำหรับรุ่นจำกัด 100 เรือนนี้ Magic Gold ได้กลับมาอีกครั้ง โดยมาพร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่น หน้าปัดลายคาร์บอนและเข็มกับสเกลสีทอง เพื่อสร้างความตัดกันของโทนสีและพื้นผิวอย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang 20th Anniversary Ceramic

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 431.NM.1337.RX / Ref. 431.OM.1338.RX / Ref. 431.CF.1313.RX / Ref. 431.CI.1340.RX / Ref. 431.MX.1330.RX
กลไก: Unico Manufacture MHUB1280.20YEARS ขึ้นลานอัตโนมัติ / สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที /  วินาทีเล็ก /  วันที่ /  ฟังก์ชันโครโนกราฟฟลายแบ็ค
เคส: ขนาด 43 มม. × 13.2 มม. / ไทเทเนียม/คิงโกลด์/เซรามิกสีแดง/เซรามิกสีดำ/Magic Gold / กันน้ำลึกถึง 100 เมตร
หน้าปัด: สลักลายคาร์บอนขัดแบบซาติน
สาย: สายยางสีดำ (หรือสีแดงและดำ) พร้อมหัวล็อกบัคลูกบิดเซรามิกสีดำ (หรือคิงโกลด์ 18K) และบัคเคิลไทเทเนียมเคลือบสีดำ

ยลโฉมเซต Big Bang ‘Materials & High Complications’

เป็นการแสดงถึงความสามารถในการผลิตนาฬิกาของ Hublot ภายในระยะเวลาเพียงสองทศวรรษ ด้วยการนำเสนอเวลานาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์จำนวน 5 เรือนที่รวมกันภายใต้ชื่อ “Materials & High Complications” เซตนี้เป็นคอลเลกชัน 1 ใน 1 ที่สะท้อนถึงสองความหลงใหลของแบรนด์ เป็นเหมือนการผลักดันขอบเขตของวิทยาศาสตร์วัสดุและการมองใหม่ในด้านฟังก์ชันซับซ้อนระดับสูงด้วยการออกแบบที่ทันสมัย

นำทัพคอลเลกชันด้วย Big Bang Tourbillon Automatic Sapphire ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์จากวัสดุผลึกที่สะท้อนความโปร่งใสอย่างแท้จริง และแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Hublot ในการผลิตเคสจากคริสตัลแซพไฟร์

การออกแบบที่สามารถมองเห็นทุกมุมมองแบบโปร่งใสทำให้สามารถมองเห็นกลไกการหมุนไมโครโรเตอร์อัตโนมัติและทูร์บิญองได้อย่างชัดเจน สำหรับเรือนนี้ ซึ่งเป็นนาฬิกาฉลองครบรอบ 20 ปี ไมโครโรเตอร์ไวท์โกลด์ 22K ได้รับการออกแบบเป็นโครงกระดูกพิเศษพร้อมสลักคำว่า “20 YEARS” เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้

การนำเสนอ Big Bang Tourbillon Automatic ในเซรามิกสีแดง เป็นการยกย่องหนึ่งในความก้าวหน้าทางวัสดุที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราได้พูดถึงความซับซ้อนในการสร้างเซรามิกสีสดที่ได้เห็นในรุ่น Big Bang 20th Anniversary Red Magic แล้ว ดังนั้นเรือนนี้จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความสามารถในการวิจัยวัสดุของ Hublot และความมุ่งมั่นในการขยายขอบเขตของการผลิตนาฬิกาไปเหนือกว่าการใช้โลหะทั่วไป

Big Bang Tourbillon Chronograph Cathedral Minute Repeater ในคาร์บอนไฟเบอร์สีดำเคลือบฝุ่นอาจจะเป็นเรือนที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมากที่สุดในคอลเลกชันนี้ นาฬิกานี้รวมฟังก์ชันสุดหรู 3 อย่างไว้ด้วยกัน ทูร์บิญอง (Tourbillon), Monopusher Chronograph และ Minute Repeater พร้อมกองเสียงแบบ Cathedral gong ทั้งหมดถูกหุ้มอยู่ในเคสคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทันสมัย

ปิดท้ายคอลเลกชันด้วย Big Bang Integrated Tourbillon Cathedral Minute Repeater ใน Blue Texalium ซึ่งเป็นวัสดุที่พัฒนาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องของลวดลายและสีสัน โดยมาในเฉดสีน้ำเงินเข้มที่สวยงาม วัสดุนี้ถูกใช้ในทั้งเคส ขอบตัวเรือน

และสายที่รวมกันเป็นเรือนเดียว ถือเป็นครั้งแรกสำหรับ Hublot ที่ใช้วัสดุนี้ทั้งหมด คุณสมบัติทางเสียงของวัสดุนี้ช่วยให้ประสบการณ์การฟังเสียงมินิทรีพีตเตอร์มีความดัง คมชัด และใสกว่าเมื่อเทียบกับเคสโลหะทั่วไป

คอลเลกชันพิเศษนี้ถูกจัดแสดงในเคสมาพร้อมตัวเรือนที่ประดับด้วยป้ายแกะสลักคำว่า “Materials & High Complications 1/1” โดยมีราคาอยู่ที่ CHF 1,000,000 / EUR 1,144,000 / USD 1,099,000 / GBP 949,000

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Tourbillon Automatic 20th Anniversary Sapphire

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 429.JX.0120.RT
การเคลื่อนไหว: ระบบไขลานอัตโนมัติ Manufacture HUB6035; พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที ทูร์บิญอง
เคส: ขนาด 44mm × 14.4mm กระจกแซพไฟร์ขัดเงา กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สเกเลตัน
สาย: สายยางใสพร้อมหัวล็อกแบบ Deployant Titanium

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Tourbillon Chronograph 20th Anniversary Water Blue Sapphire

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 427.JL.0129.RT
การเคลื่อนไหว: ระบบไขลานอัตโนมัติ Manufacture HUB6310 พลังงานสำรอง 115 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที ทูร์บิญอง ฟังก์ชันโครโนกราฟ
เคส: ขนาด 44mm × 14.4mm กระจก Water Blue Sapphire ขัดเงา กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สเกเลตัน
สาย: สายยาง Water Blue ใสพร้อมหัวล็อกแบบ Deployant Titanium

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Tourbillon Automatic 20th Anniversary Red Magic

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 427.JL.0129.RT
การเคลื่อนไหว: ระบบไขลานอัตโนมัติ Manufacture HUB6035 พลังงานสำรอง 115 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที ทูร์บิญอง
เคส: ขนาด 44mm × 14.4mm เซรามิกสีแดงขัดเงา กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สเกเลตัน
สาย: สายยางสีดำและแดงพร้อมหัวล็อกแบบ Deployant Titanium และเซรามิกสีดำ

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Tourbillon Chronograph Cathedral Minute Repeater 20th Anniversary Frosted Carbon

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 404.QK.0112.RX
การเคลื่อนไหว: ระบบไขลาน Manufacture HUB8110 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที ทูร์บิญอง ฟังก์ชันโครโนกราฟ มินิทรีพีตเตอร์แบบแคธิดรัล
เคส: ขนาด 45mm × 16.8mm คาร์บอนฝุ่นขัด กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สเกเลตัน
สาย: สายยางสีดำพร้อมหัวล็อกแบบ Deployant Titanium และเซรามิกสีดำ

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Integrated Tourbillon Minute Repeater 20th Anniversary Blue Carbon

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 458.YL.1170.YL
การเคลื่อนไหว: ระบบไขลาน Manufacture HUB8110 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที ทูร์บิญอง ฟังก์ชันโครโนกราฟ มินิทรีพีตเตอร์แบบแคธิดรัล
เคส: ขนาด 43mm × 14.15mm คาร์บอนไฟเบอร์และ Blue Texalium กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
หน้าปัด: สเกเลตันสีดำแมตต์
สาย: คาร์บอนไฟเบอร์และ Blue Texalium พร้อมหัวล็อกแบบ Deployant Titanium สีดำ

คอลเลกชัน “Master of Sapphire”

ตั้งแต่การเปิดตัว Big Bang รุ่นแรกที่ใช้แซพไฟร์ในปี 2016 และตามด้วยการเปิดตัวเคสแซพไฟร์สีในปีถัดมา Hublot ได้สำรวจวัสดุนี้อย่างละเอียดด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ การสร้างแซพไฟร์ใสที่มีสีไม่ใช่แค่การเติมสีลงไปแต่ละสีต้องการสูตรเฉพาะ

และการปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ทั้งความสวยงามและความแข็งแกร่งทางโครงสร้าง ความท้าทายนี้ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกจากการออกแบบแบบเลเยอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang ที่ต้องการความแม่นยำทางเทคนิคสูงสุด

Hublot Big Bang ‘Materials & High Complications’ Set. ภาพ: Revolution ©

เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ Hublot ได้เปิดตัวชุด Big Bang 20th Anniversary “Master of Sapphire” คอลเลกชันที่มีจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง โดยมีเพียงแค่ 5 ชุดเท่านั้นที่มีจำหน่ายทั่วโลก โดยแต่ละชุดประกอบด้วย 5 รุ่นของ Big Bang MECA-10 ที่มีการใช้เคสในสีต่างๆ ได้แก่:

  • แซพไฟร์ใส (Transparent sapphire)
  • แซพไฟร์สีฟ้า (Water Blue sapphire)
  • แซพไฟร์สีฟ้าลึก (Deep Blue sapphire)
  • แซพไฟร์สีม่วง (Purple sapphire)
  • SAXEM สีเหลืองนีออน (Neon Yellow SAXEM) ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่คล้ายแซพไฟร์

นาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชันนี้มาพร้อมกับสายโปร่งใสที่มีสีตรงกับตัวเรือน พร้อมทั้งการตกแต่งสีที่ตรงกันบนเข็มและเครื่องหมายที่ติดบนหน้าปัด สีเหล่านี้สะท้อนถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ Hublot ในการขยายขีดความสามารถด้านสีสันของแซพไฟร์ ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีและความสวยงามอย่างลงตัว เพื่อให้ทุกเรือนนาฬิกามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น

ฉลองครบรอบ 20 ปีบิ๊กแบง “มาสเตอร์ ออฟ แซพไฟร์” สี Deep Blue ภาพ: Revolution ©
ครบรอบ 20 ปีบิ๊กแบง “ปรมาจารย์แห่งแซพไฟร์” สีม่วง ภาพ: Revolution ©

และเป็นครั้งแรกที่ Hublot ได้นำกลไก MECA-10 มาใช้ภายในเคสแซพไฟร์เหล่านี้ โดยกลไกนี้มีสำรองพลังงานที่น่าประทับใจถึง 10 วัน ซึ่งจะแสดงผลผ่านระบบ “crémaillère” แบบราง ระบบเกียร์เชิงเส้นที่ทำงานร่วมกับเกียร์ทรงกลม

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang 20th Anniversary “Master of Sapphire” Set

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 424.JX.4820.RT / Ref. 424.JL.4890.RT / Ref. 424.JE.4890.RT / Ref. 424.JM.4890.RT / Ref. 424.JY.4890.RT
กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Manufacture Calibre HUB1202 สำรองพลังงาน 240 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
เคส: 44mm × 15.3mm คริสตัลแซพไฟร์สีขาวธรรมชาติ/ คริสตัลแซพไฟร์สี Water Blue/ คริสตัลแซพไฟร์สี Deep Blue/ คริสตัลแซพไฟร์สีม่วง/ คริสตัลแซพไฟร์สี Neon Yellow SAXEM / กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร
หน้าปัด: สลักลายกระดูก
สาย: ซิลิโคนโปร่งใสสีขาว/Water Blue/Deep Blue/ม่วง/Neon Yellow ทุกสีมาพร้อมกับบัคล่าสุดจากไทเทเนียม

Hublot’s Big Bang Unico Water Blue Sapphire

นี่คือการเปิดตัวครั้งที่ 3 ของแบรนด์ที่นำเสนอสี Water Blue Sapphire ซึ่งเป็นสีที่งดงามในวัสดุที่สวยงาม และมั่นใจว่าแฟนๆ ของแบรนด์ต้องชื่นชอบการนำเสนอที่หลากหลายอย่างแน่นอน ในรุ่นนี้ ตัวเรือนและขอบทำจาก Water Blue Sapphire เพื่อสร้างสีที่สะท้อนความงามของน้ำทะเลเขตร้อนที่ใสบริสุทธิ์ โดยการออกแบบที่ลงตัวนี้ช่วยเพิ่มความพิเศษให้กับนาฬิกาอย่างมาก

Hublot Big Bang Unico Water Blue Sapphire. ภาพ: Revolution ©
หุ้มด้วยคริสตัลแซฟไฟร์สีฟ้าน้ำทะเล กลไกภายในได้รับการตกแต่งด้วยโทนสีเทาสุดหรู ภาพ: Revolution ©

คัวเรือนใสของนาฬิกานี้บรรจุอยู่ภายในด้วยกลไก Unico ซึ่งเป็นโครโนกราฟอัตโนมัติรุ่นแรกของ Hublot ที่พัฒนาเอง โดยมีกลไกคลัตช์แบบคอลัมน์วีลและพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Unico Water Blue Sapphire

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 421.JL.4890.RT
กลไก: กลไกอัตโนมัติ Unico Manufacture MHUB1280 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก วันที่ ฟังก์ชั่นโครโนกราฟแบบฟลายแบ็ก
ตัวเรือน: 44mm × 14.5mm คริสตัลแซพไฟร์ Water Blue ขัดเงา ความทนทานน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: สเคเลตัน
สาย: สายยางสี Water Blue พร้อมหัวล็อกแบบดีพลอยันต์จากไทเทเนียม
จำนวนที่ผลิต: จำกัดเพียง 50 เรือน

Hublot ได้เปิดตัว Big Bang ใหม่ในสีเซรามิกสองสีที่น่าสนใจ เช่น Petrol Blue และ Mint Green ซึ่งทั้งสองสีใหม่นี้เพิ่มความสดใหม่ให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang Petrol Blue เป็นสีเซรามิกที่ลึกและทรงพลัง สื่อถึงความคลาสสิกและล้ำสมัย โดยมีเฉดสีที่ผสมผสานระหว่างสีน้ำเงินเข้มและเขียวป่า สร้างความหรูหราและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน Mint Green ceramic ซึ่งเป็นสีที่ค่อนข้างอ่อนและเบากว่า มอบความรู้สึกเย็นสบายและผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยและสดชื่น สร้างความแตกต่างและสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

Hublot at Watches & Wonders 2025

สีใหม่เหล่านี้ถูกนำมาผสมผสานในสองรุ่นของ Big Bang ได้แก่ Big Bang Unico 42mm และ Big Bang One Click 33mm โดยเฉพาะรุ่น One Click 33mm ที่สร้างขึ้นจากเซรามิกเป็นครั้งแรก และเพิ่มเติมความหรูหราด้วยการประดับด้วยเพชร 36 เม็ดรอบกรอบ นับเป็นการเพิ่มความหรูหราและความหลากหลายให้กับคอลเลกชันนี้

Hublot at Watches & Wonders 2025
Hublot Big Bang Unico Mint Green Ceramic. ภาพ: Revolution ©
Hublot at Watches & Wonders 2025
ทั้ง Big Bang Unico ขนาด 42 มม. และ Big Bang One Click ขนาด 33 มม. ในเฉดสีเซรามิกใหม่ เป็นการสร้างสรรค์พิเศษตามฤดูกาลที่มีจำนวนจำกัด สามารถหาซื้อได้ที่บูติก Hublot และตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต
ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang Unico Petrol Blue และ Mint Green Ceramic

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 441.ES.5121.RX / Ref. 441.GS.5221.RX
การเคลื่อนไหว: ระบบอัตโนมัติ Unico Manufacture MHUB1280 กำลังสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีขนาดเล็ก วันที่ ฟังก์ชันโครโนกราฟฟลายแบ็ก
เคส: ขนาด 42mm × 14.5mm เซรามิกขัดเงาสี Mint Green / Petrol Blue กันน้ำที่ 100 เมตร
หน้าปัด: กระดูกงู
สาย: สายยางขอบ Mint Green หรือ Petrol Blue พร้อมตัวล็อคสายแบบติเทเนียม

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang One Click Petrol Blue และ Mint Green Ceramic Diamonds

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 485.ES.5171.RX.1204 / Ref. 485.GS.5271.RX.1204
การเคลื่อนไหว: ระบบอัตโนมัติ MHUB1120 กำลังสำรอง 40 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีขนาดเล็ก วันที่
เคส: ขนาด 33mm × 10.55mm เซรามิกขัดเงาสี Mint Green / Petrol Blue ประดับเพชร 0.76 กะรัต กันน้ำที่ 100 เมตร
หน้าปัด: สี Mint Green หรือ Petrol Blue
สาย: สายยางขอบ Mint Green หรือ Petrol Blue พร้อมตัวล็อคสายแบบสแตนเลส

Hublot Big Bang One Click Joyful

เมื่อ Hublot เปิดตัวระบบ One Click ในปี 2000s การเปลี่ยนสายแบบง่ายๆ ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวได้กำหนดมาตรฐานใหม่ในด้านความหลากหลายของการตกแต่งนาฬิกา แนวคิดนี้กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ Big Bang 33mm กลายเป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิงที่ต้องการทั้งสไตล์และความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยเฉพาะในรุ่นแรกที่เน้นสีสันสดใส สายยางที่มีสีสันโดดเด่น และขอบที่ประดับด้วยอัญมณี ซึ่งสร้างความมีชีวิตชีวาและพลังงานสูงในยุคสมัยนั้น

ในครั้งนี้ Hublot ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่การใช้สีของอัญมณีที่สดใสและทันสมัย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อัญมณีที่สวยงามและสายยางสีสอดคล้องกันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Big Bang One Click โดยทำให้คอลเลกชันนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานความงามของอัญมณีและความสะดวกสบายในการปรับแต่งสายตามต้องการ

Hublot at Watches & Wonders 2025

จากสปินิลสีแดง (Red spinels) ไปจนถึงแซพไฟร์สีส้ม สีชมพู โทแพซสีฟ้า และทซาโวไรต์ (Tsavorites) ทุกอัญมณีแต่ละชนิดได้รับการจับคู่กับสายยางสีเดียวกันอย่างลงตัว กระบวนการในการตั้งขอบของนาฬิกานี้ถือเป็นศิลปะในตัวเอง โดยต้องใช้หินที่มีสีและคุณภาพตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยแต่ละอัญมณีจะถูกตัดและขัดอย่างพิถีพิถันก่อนที่จะถูกตั้งด้วยมืออย่างระมัดระวัง

ภายใต้หน้าปัดสีขาวเงา การเคลื่อนไหว HUB1120 แบบอัตโนมัติให้ความแม่นยำพร้อมพลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง เป็นโชคดีที่ Hublot สามารถทำได้สนุกขนาดนี้ ซึ่งทำให้นึกถึงหน้าปัดหินสีจากคอลเลกชัน Classic Fusion ของพวกเขา (แม้จะในขนาด 42 มม.) และเข้ากับแบรนด์ของพวกเขาอย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang One Click Joyful

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 485.SR.2210.RX.1213 / Ref. 485.SO.2210.RX.1206 / Ref. 485.SP.2210.RX.1233 / Ref. 485.SL.2210.RX.1207 / Ref. 485.SG.2210.RX.1222
กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ MHUB1120 พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีส่วนกลาง วันที่
ตัวเรือน: ขนาด 33 มม. × 10.5 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำที่ความลึก 100 เมตร
หน้าปัด: สีขาว
สาย: สายยางสีขาวและสีที่เข้ากัน (แดง/ส้ม/ชมพู/ฟ้า/เขียว) พร้อมกับตัวล็อคสายสเตนเลสสตีล

คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ… อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป? แบรนด์ได้พิชิตแซพไฟร์โปร่งใสในหลากหลายสีแล้ว แล้วนวัตกรรมจะก้าวไปในทิศทางไหนต่อ?

หากมองจากอดีตเป็นเกณฑ์ Hublot จะยังคงสร้างความประหลาดใจไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะผ่านทางการพัฒนาส่วนผสมวัสดุใหม่ นวัตกรรมทางโครงสร้าง หรือการร่วมมือกับศิลปินและนักวิทยาศาสตร์ 20 ปีถัดไปของ Big Bang จะต้องเป็นการเปิดโลกใหม่ที่น่าทึ่งไม่แพ้กับสองทศวรรษที่ผ่านมา

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Hublot / Revolutionwatch

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025 กับสามนาฬิกาเซรามิกฟ้าสุดล้ำและ Calibre 135 G.F.J

Zenith ฉลองวันสำคัญด้วยการเปิดตัวนาฬิกาเซรามิกที่เป็นเอกลักษณ์ 3 รุ่นในเฉดสีใหม่ล่าสุด ที่จะทำให้วงการนาฬิกาต้องหันมามอง

ปีนี้เป็นการฉลองครบรอบ 160 ปีของบริษัทที่ก่อตั้งโดย George Favre-Jacot ที่ Le Locle ในปี 1865 ซึ่งภายหลังกลายเป็น Fabrique des Montres Zenith S.A. ในปี 1911 โดยใช้ชื่อจากกลไก “Zenith” ที่ได้รับรางวัลซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นกลไกที่แม่นยำที่สุดในยุคนั้น

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ปีสำคัญนี้ CEO Benoit de Clerck จะเปิดตัวรุ่นพิเศษในปี 2025 และยังคงให้เกียรติ 3 รุ่นยอดนิยมของแบรนด์ด้วยการนำเสนอในเวอร์ชันใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสัน พร้อมเซรามิกสีฟ้าจาก Zenith ที่ไม่มีใครเหมือน

“สีฟ้าถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของ Zenith มาตั้งแต่ยุคผู้ก่อตั้งเลยก็ว่าได้” Benoit de Clerck กล่าว “George Favre-Jacot มักจะเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือ Le Locle และสำหรับเขา… ท้องฟ้านั้นคือสีฟ้าเสมอ นั่นคือเหตุผลที่สีฟ้ามีบทบาทสำคัญในหลายองค์ประกอบของ Zenith และถูกถ่ายทอดลงสู่นาฬิกาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าเรามีการใช้เฉดสีที่หลากหลาย แต่สำหรับวาระครบรอบ 160 ปี เราอยากให้คอลเลกชันพิเศษนี้สื่อสารด้วยโทนสีเดียว เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวและทรงพลัง”

de Clerck อธิบายว่าอย่างน้อยในตอนนี้ เซรามิกสีฟ้าเฉดใหม่นี้จะถูกสงวนไว้ให้กับรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 160 ปีเท่านั้น “ตัวเรือนเซรามิกอาจฟังดูเรียบง่าย แต่ในความจริงแล้วมันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนทางเทคนิคมาก” เขากล่าว 

พร้อมเน้นย้ำถึงความท้าทายในการทำงานกับวัสดุประเภทนี้ “การสร้างสีใหม่ให้กับเซรามิกยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะสีหลายชนิดจะซีดลงเมื่อเจอกับอุณหภูมิสูง และเราต้องการเฉดสีที่สดใสจริงๆ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นการผลิตจึงมีข้อจำกัด และจะยังคงเป็นรุ่นที่มีจำนวนจำกัดอยู่เสมอ”

A Trio of Ceramic Zenith Blue

เฉดสีใหม่ของเซรามิก ที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Royal Blue และ Indigo ถือว่าแปลกตาและน่าหลงใหล เพราะวัสดุเซรามิกทำให้โทนสีดูสว่างกว่าที่เคยเห็นจาก Zenith ในอดีต

สำหรับนาฬิกา Ceramic Zenith Blue ทั้ง 3 รุ่นที่เปิดตัวในปีนี้ จะทยอยเผยโฉมอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ประกอบด้วย Pilot Big Date Flyback, Defy Skyline Chronograph และ Chronomaster Sport โดยแต่ละรุ่นจะผลิตจำกัดเพียง 160 เรือน เท่านั้น มาพร้อมโรเตอร์พิเศษสลักคำว่า “160th Anniversary”

และแน่นอนว่า นาฬิกาทั้ง 3 รุ่นนี้เป็น Chronograph ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญระดับตำนานของ Zenith โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลไกระดับไอคอนอย่าง El Primero ที่ยังคงโดดเด่นเหนือกาลเวลา

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
เฉดฟ้าน้ำเงินแบบโมโนโครมทั้งเรือนถูกเติมเต็มความเท่ด้วย เม็ดมะยมและปุ่มกดทรงสี่เหลี่ยมที่ทำจากไทเทเนียม ซึ่งช่วยขับความล้ำสมัยและความหรูหราออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ภาพ: Revolution ©

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
ภาพ: Revolution ©

ประเดิมรุ่นแรกกับ Pilot Big Date Flyback 160th

มาพร้อมตัวเรือนขนาด 41 มม. รุ่นนี้เป็นเพียงหนึ่งเดียวในสามเรือนที่ ไม่ได้ใช้สายเซรามิก แต่เลือกจับคู่กับ สายยางลาย Cordura แบบถอดเปลี่ยนได้ ในสีฟ้า Zenith และสีขาว เพิ่มมิติความสปอร์ตแบบร่วมสมัย

Zenith ยังคงเป็นแบรนด์เดียวในโลก ที่มีสิทธิ์ใช้คำว่า “Pilot” บนหน้าปัดนาฬิกา โดยมีประวัติศาสตร์ในโลกการบินย้อนไปถึงปี 1904 เมื่อแบรนด์ได้จดทะเบียนชื่อคำนี้ไว้ และนับแต่นั้น นาฬิกานักบิน ก็กลายเป็นหนึ่งในหมวดที่อยู่คู่กับ Zenith มาโดยตลอด รุ่นใหม่นี้จึงเป็นเหมือนการ ตีความใหม่อย่างเฉียบคม ของตำนานที่บินข้ามกาลเวลามากว่าศตวรรษ

ในรุ่น Pilot Big Date Flyback จะเห็นได้ถึงดีไซน์ที่ทั้งดุดันและล้ำสมัย โดยมีหน้าปัดย่อยขนาดใหญ่สองตำแหน่ง วางไว้ที่ 3 และ 9 นาฬิกา ขณะที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาคือช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่แบบ Big Date ซึ่งทำงานแบบ “เปลี่ยนเลขทันที” (Instantaneous) ด้วยกลไกจดสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์

หน้าปัดยังคงกลิ่นอายของร่องแนวนอน อันเป็นซิกเนเจอร์ของนาฬิกา Pilot รุ่นใหม่ พร้อมตัวเลขอารบิกและชุดเข็มที่เคลือบด้วย Super-LumiNova สีฟ้าและขาว เพื่อความชัดเจนในทุกสภาพแสง

ขับเคลื่อนด้วยกลไก El Primero 3652 พร้อม Column Wheel และ Lateral Clutch เสริมด้วยฟังก์ชัน Flyback Chronograph ที่ช่วยให้สามารถจับเวลาต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ต้องหยุด รีเซ็ต แล้วเริ่มใหม่ สมบูรณ์แบบทั้งในด้านฟังก์ชันและอารมณ์ความเป็นนักบินยุคใหม่อย่างแท้จริง

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
เฉดสีเข้มลุ่มลึกของตัวเรือนและสายแบบเซรามิกขนาด 42 มม. สะท้อนความโดดเด่นอย่างมีเอกภาพ ไปถึงหน้าปัด ซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักเรขาคณิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก โลโก้ดาวสี่แฉกอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ภาพ: Revolution ©
Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
ภาพ: Revolution ©

มาถึงรุ่นที่สองซึ่งเตรียมวางตลาดในเดือนมิถุนายนคือ Defy Skyline Chronograph 160th ขนาด 42 มม. ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกระดับเทพ El Primero 3600 ความละเอียดระดับ 1/10 วินาที

ไฮไลต์ของรุ่นนี้อยู่ที่ หน้าปัดแบบเปลือย (Skeletonised Dial) ที่เปิดให้ชมรายละเอียดของกลไก El Primero 3600 ได้อย่างเต็มตา เสริมความโดดเด่นด้วย สายเซรามิกสี Zenith blue พร้อมสายยางแบบถอดเปลี่ยนได้ในสีเดียวกัน สะท้อนความเฉียบคมของดีไซน์ และศิลปะแห่งความแม่นยำที่เป็นหัวใจของตระกูล Defy อย่างแท้จริง

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
เฉดสีฟ้าอันโดดเด่นยังถูกส่งต่อไปถึง หน้าปัดแบบซันเรย์ (Sunray-finished dial) ที่เปล่งประกายยามต้องแสง โดยมีจุดเด่นคือ หน้าปัดย่อยแบบซ้อนเหลื่อม 3-6-9 ในโทนสีไตรคัลเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Zenith ภาพ: Revolution ©
Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
ภาพ: Revolution ©

สุดท้ายในเดือนกันยายนจะเป็นการเปิดตัว Chronomaster Sport 160th ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด มาพร้อมตัวเรือนเซรามิกขนาด 41 มม. โดยมี ปุ่มกด chronograph แบบปั๊ม และ สายเซรามิกสีฟ้า ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว (และแน่นอนว่ามาพร้อมสายยางสี Zenith blue แบบถอดเปลี่ยนได้)

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith Pilot Big Date Flyback 160th Anniversary Edition

หมายเลขอ้างอิง: 49.4002.3652/51.I009
กลไก: อัตโนมัติ 5 Hz El Primero 3652 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก วันที่ขนาดใหญ่เปลี่ยนทันที ฟังก์ชัน Flyback Chronograph
ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. × 14.25 มม. เซรามิกไมโครบลาสต์สีฟ้า กันน้ำลึก 100 เมตร
หน้าปัด: สีฟ้า มีร่องแนวนอน
สาย: สายยางลาย Cordura สีฟ้า สายยางลาย Cordura สีขาวเพิ่มเติม ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับ หัวเข็มขัดพับสามตอน จากสแตนเลส
จำนวนผลิต: รุ่นพิเศษจำกัดเพียง 160 เรือน วางจำหน่ายกันยายน 2025

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith Defy Skyline Chronograph 160th Anniversary Edition

หมายเลขอ้างอิง: 49.9502.3600/51.I001
กลไก: อัตโนมัติ 5 Hz El Primero 3600 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก ฟังก์ชัน chronograph 1/10 วินาที วันที่
ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. × 12.7 มม. เซรามิกสีฟ้า กันน้ำลึก 100 เมตร
หน้าปัด: ลายซันเรย์สีฟ้าคล้ายท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว
สาย: สายเซรามิกสีฟ้า พร้อมหัวเข็มขัดพับสองตอน สายยางสีฟ้าเพิ่มเติม พร้อมหัวเข็มขัดพับจากสแตนเลส
จำนวนผลิต: รุ่นพิเศษจำกัดเพียง 160 เรือน วางจำหน่ายมิถุนายน 2025

ข้อมูลทางเทคนิค
Chronomaster Sport 160th Anniversary Edition

หมายเลขอ้างอิง: 49.3102.3600/51.M3100
กลไก: อัตโนมัติ 5 Hz El Primero 3600 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วันที่ ฟังก์ชัน chronograph 1/10 วินาที
ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. × 13.6 มม. เซรามิกสีฟ้า กันน้ำลึก 100 เมตร
หน้าปัด: ซันเรย์สีฟ้าพร้อมหน้าปัดย่อยสามสีที่แตกต่าง
สาย: สายเซรามิกสีฟ้า พร้อมหัวเข็มขัดพับเซรามิก สายยางสีฟ้าเพิ่มเติม พร้อมหัวเข็มขัดพับจากสแตนเลส
จำนวนผลิต: รุ่นพิเศษจำกัดเพียง 160 เรือน วางจำหน่ายกันยายน 2025

Zenith G.F.J. ฉลองครบรอบ 160 ปี

ย้อนกลับไปในยุคทองของการแข่งขัน Observatory Chronometry อันโด่งดัง ซึ่ง Zenith G.F.J. รุ่นใหม่ได้ฟื้นฟูกลไก Calibre 135 แบบแมนนวลที่เคยใช้งานระหว่างปี 1949-1962 ขึ้นมาใหม่ โดยได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Georges Favre-Jacot

G.F.J. รุ่นใหม่นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเทที่ Zenith มอบให้กับการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ของแบรนด์

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025

กลไกนี้เคยถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในปี 2022 เมื่อ Zenith ร่วมมือกับ Kari Voutilainen และ Phillips in Association with Bacs & Russo โดยได้เลือกกลไก 135 รุ่นเก่าจำนวน 10 เรือนมาทำการฟื้นฟูและปรับแต่งใหม่ให้มีมาตรฐานที่ทันสมัยอย่างยอดเยี่ยม การก้าวไปข้างหน้าครั้งแรกในปี 2022 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเกิดใหม่ของ Calibre 135 ในวันนี้ ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดซึ่ง Zenith มีอยู่ในปัจจุบัน

กลไกนี้ใช้ Breguet overcoil และทำงานที่ความถี่ 2.5 Hz โดยได้รับการปรับตั้งให้มีความแม่นยำที่ยอดเยี่ยมที่ +/- 2 วินาทีต่อวัน พลังงานสำรองได้ถูกเพิ่มขึ้นจาก 40 ชั่วโมง (ในกลไกเดิม) เป็น 72 ชั่วโมง แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าฟังก์ชันของกลไกคือการตกแต่งที่ยอดเยี่ยม

ซึ่งสามารถชมได้อย่างชัดเจนผ่านฝาหลังแซพไฟร์ ส่วนที่ถูกจรรโลงไว้อย่างพิถีพิถันด้วยการแกะลวดลาย guilloche ในรูปแบบ “blue bricks” ที่ตัดขวางด้วยการตกแต่ง anglage ที่สวยงาม นอกจากล้อบาลานซ์และ 5 ทับทิมแล้ว กลไกนี้ยังคงความเป็น monochrome ที่โดดเด่นและสะดุดตา

Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
บนหน้าปัด: วงแหวนภายนอกประดับลวดลาย “brick” guilloché, กลางหน้าปัดทำจาก Lapis Lazuli สีฟ้าลึก และ มุก บนหน้าปัดย่อยวินาทีขนาดใหญ่
Zenith โดดเด่นที่ Watches and Wonders 2025
บันทึกที่ระลึกถึงสถิติอันน่าทึ่งของ Zenith ที่ได้รับรางวัล อันดับหนึ่ง ติดต่อกันห้าปีในหมวดนาฬิกาข้อมือที่ Observatory Neuchâtel ตั้งแต่ปี 1950 ถึง 1954

หน้าปัดเป็นผลงานการผสมผสานของวัสดุและเทคนิคการตกแต่งที่ยอดเยี่ยม แบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่มีเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน หน้าปัดของ G.F.J. นั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน ส่วนวงแหวนภายนอกประดับลวดลาย “blue bricks” guilloché ที่ประณีตสวยงาม

ตกแต่งด้วยหลักชั่วโมงจาก 18 ct white gold และเม็ดทองคำขาว 40 เม็ดที่ติดด้วยมือ หลักชั่วโมงจากทองคำขาวได้รับการตกแต่งและเจียระไนอย่างงดงาม สร้างเงาสะท้อนที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางลวดลาย guilloche ที่มีพื้นผิวละเอียด

เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น หน้าปัดส่วนกลางประกอบด้วยหิน lapis lazuli ชิ้นเดียวที่มีความเข้มข้นและสีสันอันล้ำค่า ซึ่งจะทำให้แต่ละชิ้นมีลักษณะเฉพาะตัว พร้อมเนื้อสัมผัส ความแตกต่างของสี และลายเส้นทองคำ pyrite ที่งดงาม ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

หน้าปัดย่อยสำหรับวินาทีทำจากมุกสีฟ้าอ่อน ตัดกับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่หรูหราและล้ำลึก ราวกับว่าแค่กลไกและการผสมผสานของหน้าปัดยังไม่เพียงพอในการดึงดูดสายตา ทั้งหมดถูกใส่ในกรอบ 950 Platinum และจับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มอันประณีต (แม้ว่าจะมีสายข้อมือ platinum เต็มรูปแบบให้เลือก หากใครสนใจ)

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith G.F.J

หมายเลขอ้างอิง: Ref. 40.1865.0135/51.C200
กลไก: ระบบไขลานด้วยมือ Calibre 135 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีขนาดเล็ก
ตัวเรือน: ขนาด 39.15mm × 10.5mm / Platinum กันน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: Lapis lazuli มุก (หน้าปัดย่อยวินาที) ลวดลาย Blue bricks guilloché ที่วงแหวนภายนอก
สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มพร้อมหัวเข็มขัด / platinum สายหนังลูกวัวสีดำและสายหนังลูกวัว “Saffiano” สีน้ำเงินสามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมได้ / platinum สายข้อมือที่มีหัวเข็มขัดพับคู่สามารถเลือกซื้อแยกได้
การวางจำหน่าย: รุ่นจำนวนจำกัด 160 เรือน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Zenith

Bulgari ประเดิมเวที Watches and Wonders 2025 ด้วยเรือนเวลา 2 รุ่นไอคอนิก

การสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ ณ Watches and Wonders 2025

ครั้งแรกของแบรนด์จิวเวลรีและนาฬิกาชั้นสูงจากอิตาลีอย่าง Bulgari บนเวที Watches and Wonders Geneva งานสำคัญระดับโลกของวงการนาฬิกา ที่ปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของแบรนด์อย่างเป็นทางการ และแน่นอน พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ

Bulgari ขนสองไอคอนิกตัวท็อปมาเปิดตัว ได้แก่ Octo Finissimo และ Serpenti เรือนเวลาที่ไม่เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของความล้ำหน้าและความหรูหรา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและน่าตื่นตา ในแบบที่โลกไม่อาจละสายตาได้

การสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ ณ Watches & Wonders 2025

การปรากฏตัวครั้งแรกของแบรนด์บนเวที Watches and Wonders มาพร้อมพื้นที่จัดแสดงที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างหมดจด ผสานกลิ่นอายความรุ่งโรจน์แห่งโรมันเข้ากับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงอย่างกลมกลืน

สองเรือนเวลาระดับมาสเตอร์พีซถูกนำมาเปิดตัวภายใต้แสงไฟของเจนีวา เริ่มจาก Octo Finissimo Ultra Tourbillon นาฬิกาที่สร้างสถิติโลกเป็นครั้งที่ 10 ในหมวดความบางเฉียบเหนือระดับ ยืนยันสถานะความเป็นไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 และตอกย้ำบทบาทของ Bulgari ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกอันไร้คู่เปรียบ

ในขณะที่ Serpenti Aeterna ก็เผยโฉมด้วยความงามที่ชวนลุ่มหลง รังสรรค์จากจินตนาการใหม่ของอสรพิษผู้เป็นสัญลักษณ์เหนือกาลเวลา สู่ผลงานจิวเวลรีที่เปล่งประกายด้วยดีไซน์ล้ำยุค อวดโฉมความสง่างามที่ทั้งเย้ายวนและเปี่ยมพลัง

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมงาน Watches and Wonders เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำเสนอความเป็นดีเอ็นเอของเราอย่างเต็มที่ในฐานะผู้ผลิตเครื่องประดับและนาฬิกา ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ตอกย้ำสถานะการเป็นแนวหน้าของวงการนาฬิกาโดยการผสมผสานนวัตกรรมของสวิสเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และอัจฉริยภาพด้านการออกแบบของอิตาลีได้อย่างลงตัว

ขณะที่เราเฉลิมฉลอง 25 ปีแห่งนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาอันเหนือชั้นภายใต้แรงกระตุ้นของ LVMH รวมทั้งคติของเราคือ “ความหลงใหลในการสร้างสรรค์” เราได้สะท้อนสิ่งเหล่านี้ให้เห็นผ่านนวัตกรรมและงานฝีมือที่กำหนดวิสัยทัศน์ของเรา งาน Watches and Wonders ถือเป็นเวทีที่สมบูรณ์แบบในการนำเสนอเรื่องราวการเดินทางของเรา เริ่มตั้งแต่ปี 2014 ปีแรกที่ทำให้เราได้สร้างสถิติถึง 10 ปีซ้อนสำหรับนาฬิกา ออคโต ฟินิสซิโม

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวนาฬิกาครั้งที่ 13 ของเราในระยะเวลาเพียง 11 ปี ซึ่งประกอบด้วย บุลการี พิคโคลิซซิโม (Bvlgari Piccolissimo) บุลการี ไมโคร ทูร์บิญอง เลดี้ (Bvlgari Micro Tourbillon Lady) บุลการี เลดี้ โซโล เทมโป (Bvlgari Lady Solo Tempo) ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับสุดสร้างสรรค์สำหรับสตรี และยังมีนาฬิการุ่นอื่น ๆ ในงานนี้ด้วย


เรายังคงสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ สำหรับนาฬิกา ออคโต ฟินิสซิโม และ  เซอร์เพนติ เพื่อที่จะขยายขอบเขตของการออกแบบและการสร้างสรรค์นาฬิกา รวมทั้งเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับวงการนาฬิกา”

ฌอง-คริสตอฟ บาแบง ซีอีโอแห่ง LVMH Watches และบุลการี

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในวิวัฒนาการของแบรนด์ บทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของ Bulgari ในฐานะศิลปินผู้รังสรรค์เรือนเวลา ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็น “ช่างอัญมณีแห่งโรม” ไว้อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันก็พัฒนาและก้าวเข้าสู่โลกแห่งการผลิตนาฬิกาสวิสด้วยความมั่นคง

ด้วยการหลอมรวมมรดกทางศิลป์ของเมซงเข้ากับนวัตกรรมอันทันสมัย Bulgari ยังคงยืนหยัดในฐานะแบรนด์ผู้บุกเบิก ไม่หยุดที่จะทดลอง ค้นหา และสร้างอนาคตใหม่ๆ ให้กับโลกแห่งเรือนเวลาอยู่เสมอ

ลมหายใจแห่งอิตาลี ณ Watches & Wonders 2025

แบรนด์ได้สร้างปรากฏการณ์ที่งานด้วยการนำเสนอเรือนเวลาระดับไฮไลต์ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการรังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงและศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาชั้นเลิศ

โดยถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบโรมันที่หยั่งรากลึกของแบรนด์ สู่พื้นที่จัดแสดงที่ดึงดูดทุกสายตา เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอิตาเลียนอันงดงาม ผ่านองค์ประกอบการออกแบบที่เปี่ยมรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้หินอ่อนเฉดสีอันงดงาม การผสานวัสดุหรูหรานานาชนิด และองค์ประกอบทางศิลปะที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมสมัยของเมซง

ด้านหน้าของบูธโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Razionalista อันสง่างาม ซึ่งชวนให้นึกถึงความโอ่อ่าของกรุงโรมในยุครุ่งเรือง ขณะที่ภายใน บรรจุไว้ด้วยผลงานเรือนเวลาจำนวน 7 ชิ้นซึ่งได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ภายใต้ธีม “Beyond Time” นิทรรศการที่เสมือนเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดของ Bulgari เพื่อพาผู้เข้าชมก้าวเข้าสู่จักรวาลแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลา

ผลงานแต่ละชิ้นไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกา หากแต่เปรียบได้กับแต่ละบทของเรื่องเล่าอันเป็นเอกลักษณ์ ภาพถ่ายเก่าและเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ ที่จัดแสดงร่วมกันนั้น ช่วยสานต่อบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ถ่ายทอดมรดกทางศิลป์ของแบรนด์อย่างงดงาม

ภายในพื้นที่จัดแสดงซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันทุกตารางนิ้ว Bulgari เผยศักยภาพอันไร้ข้อจำกัดในการนิยามความสง่างามแห่งเรือนเวลาใหม่อีกครั้ง ผ่านฝีมือระดับปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ของการสร้างสรรค์นาฬิกา

ในโอกาสพิเศษนี้ เมซงได้เผยโฉมสองเรือนเวลาสำคัญที่กลายเป็นหัวใจของการจัดแสดง ได้แก่ Octo Finissimo Ultra Tourbillon ผลงานล่าสุดที่ตอกย้ำความเหนือระดับด้านวิศวกรรมความบางเฉียบ และ Serpenti Aeterna การตีความใหม่ของสัญลักษณ์แห่งความเย้ายวนใจในรูปแบบอัญมณีบอกเวลาที่เปี่ยมด้วยพลังและวิสัยทัศน์

Bulgari Octo Finissimo Ultra Tourbillon
นิยามใหม่ของความประณีตในทุกมิติ

Octo Finissimo Ultra Tourbillon กลับมาเหนือชั้นกว่าเดิม ด้วยการสร้างสถิติใหม่ด้านความบางของเรือนเวลา เพียง 1.85 มิลลิเมตร โดยกลไกทูร์บิญองถูกหลอมรวมอย่างไร้รอยต่อเข้ากับตัวเรือน กลายเป็นผลงานที่แสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวในการผสานศาสตร์การผลิตแบบสวิส เข้ากับวิญญาณของช่างอัญมณีแห่งโรมอย่างแยบยล

นี่คือความสำเร็จที่ไม่ได้มาเพียงเพราะเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเกิดจากวิธีการประดิษฐ์เรือนเวลาอันซับซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Bulgari แบรนด์ที่ไม่เพียงแค่สร้างนาฬิกา แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับโลกของ Haute Horlogerie

Tourbillon หัวใจกลไกที่มีความหมายสำหรับ Bulgari

กลไกทูร์บิญองไม่ใช่แค่ความซับซ้อนทางวิศวกรรม หากแต่เป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงเข้ากับตัวตนของ Bulgari มาอย่างลึกซึ้ง นับตั้งแต่การเปิดตัว Octo Finissimo Tourbillon ในปี 2014 เรือนเวลาที่วางรากฐานบทใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ด้วยการเป็นนาฬิกาบางพิเศษเรือนแรกของคอลเลกชั่นออคโต ฟินิสซิโม

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ กว่า 10 ปีแห่งการครองสถิติโลกอย่างต่อเนื่อง และการคว้ารางวัลระดับนานาชาติกว่า 60 รางวัล รวมถึง Aiguille d’Or จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดที่ใครๆ ต่างถวิลหา

Octo Finissimo จึงไม่ใช่แค่คอลเลกชันนาฬิกา แต่คือสัญลักษณ์แห่งความก้าวล้ำและความกล้า ที่ทำให้มันกลายเป็นเรือนเวลาซึ่งคว้ารางวัลมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 และยังคงเดินหน้าตอกย้ำตำนานนี้อย่างสง่างาม

จิตวิญญาณของกลไก จังหวะแห่งหัวใจในรูปแบบจักรกล

นับตั้งแต่กลไกทูร์บิญองถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งความเที่ยงตรงและศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ด้วยโครงสร้างการหมุนที่ไม่มีวันหยุด กลไกอันน่าหลงใหลนี้ไม่เพียงสะท้อนความซับซ้อนทางวิศวกรรม แต่ยังเปรียบเสมือนจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่มอบชีวิตให้กับเรือนเวลาอย่างแท้จริง

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Bulgari เริ่มต้นการเดินทางสู่โลกแห่งความบางพิเศษด้วย Octo Finissimo Tourbillon ในปี 2014 เรือนเวลาที่บุกเบิกด้วยกลไกไขลานแบบฟลายอิ้งทูร์บิญอง ที่บางเพียง 1.95 มม. ตัวเรือนรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน บ่งบอกถึงความกล้าและวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการผลักขีดจำกัดของศิลปะแห่งเวลา และในขณะนั้น มันไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาบางพิเศษ แต่มันคือฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก

ศิลปะแห่งการฉลุลาย ความโปร่งใสที่เปล่งประกาย

ในโลกของเรือนเวลาชั้นสูง “Skeletonisation” หรือการฉลุลายหน้าปัด คือการเปิดเผยความงามจากภายใน และวันนี้ Bulgari ได้นำแนวคิดนั้นก้าวไปอีกระดับกับ Octo Finissimo Ultra Tourbillon รุ่นใหม่ล่าสุด เรือนเวลาที่เผยให้เห็นความงามเชิงกลผ่านการกระจายแสงอย่างสูงสุดทั่วทั้งกลไก

เรือนเวลานี้โดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ผสานความทันสมัยและความประณีต เช่น ขอบหน้าปัดขัดเงาลาดเอียงที่หักเหแสงได้อย่างงดงาม บล็อกบาลานซ์และกลไกทูร์บิญองที่เคลือบโรเดียมอย่างละเมียดละไม รวมถึงบริดจ์ของทูร์บิญองที่เคลือบโรเดียมและตกแต่งผิวด้วยเทคนิคซันเบิร์สต์

ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างฟังก์ชันการทำงานกับความงดงามทางสายตา ทั้งความทนทาน ความแม่นยำ และความประณีตในการตกแต่ง ล้วนหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อให้การเคลื่อนไหวที่ปรากฏต่อสายตานั้น “ไร้ที่ติ” ตั้งแต่แนวคิด การผลิต ไปจนถึงชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์ นี่คือการแสดงออกถึง “ศิลปะบนข้อมือ” อย่างแท้จริง ที่ทุกการเต้นของกลไก คือบทกวีแห่งวิศวกรรม

ฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก การสานต่อมรดกโรมันสู่นาฬิกาชั้นยอด

คอลเลกชั่น Octo ของบุลการี สะท้อนถึงพลังสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมโรมัน นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1884 โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพดานวิหารของแม็กเซนเทียสและคอนสแตนติน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโรมันที่มีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

Octo ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงดงามของเมืองนิรันดร์ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์เชิงสร้างสรรค์ของบุลการี คอลเลกชั่นนี้ดึงเอาวิสัยทัศน์อันบริสุทธิ์และทันสมัยจากมรดกโรมัน และนำมาประยุกต์ใช้ผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ทันสมัยและแปลกใหม่

ความบางเฉียบของ Octo ได้สะท้อนสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการใช้สีเทาเอกรงค์ที่สร้างความรู้สึกของความบริสุทธิ์และความเป็นแก่นแท้ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการยกระดับทั้งความบางพิเศษและความซับซ้อนของการผลิตนาฬิกาให้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง ใหม่

บุลการีได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการเปิดตัว Octo Finissimo Ultra Tourbillon ซึ่งเป็นนาฬิกาทูร์บิญองที่บางที่สุดที่เคยมีมา ด้วยตัวเรือนขนาด 40 มม. และความหนาเพียง 1.85 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Tourbillon Caliber BVF 900 ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือ ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) และมีพลังสำรอง 42 ชั่วโมง

คุณสมบัติและสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นของช่างทำนาฬิกาและวิศวกรของบุลการีในการสร้างนาฬิกาที่มีความซับซ้อนและแม่นยำ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาและทูร์บิญอง

ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี (Fabrizio Buonamassa Stigliani) ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของบุลการีกล่าวว่า:

“แนวคิดของเราคือการสร้างนาฬิกาที่รวบรวมความเชี่ยวชาญทั้งหมดของเราไว้ มันไม่ใช่แค่การออกแบบที่ดีที่สุด แต่จะต้องผ่านวิธีการผลิตอันแม่นยำเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของนาฬิกาซีรีส์ Octo Finissimo ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพความสมบูรณ์ของรหัสทางสุนทรียะที่โดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ทุก ๆ รายละเอียดตั้งแต่เข็มนาฬิกาไปจนถึงโครงสร้างทูร์บิญองหน้าปัดเปลือย ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศของบุลการี”

การเดินทางของกลไก

หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญของ Octo Finissimo Ultra Tourbillon คือการใช้ แผ่นคาร์ไบด์ทังสเตน ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้บรรจุกลไกของนาฬิกาไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นาฬิกาโดยทั่วไปจะประกอบด้วยตัวเรือนที่บรรจุกลไก แต่สำหรับออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง การเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานสูงและสามารถรักษาความบางของตัวเรือนได้ ทำให้กลไกของนาฬิกามีทั้งความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการทำงาน

ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ช่างนาฬิกามักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ที่เรียบแบนเพื่อความสง่างามทางสุนทรียศาสตร์ การทำให้นาฬิกาบางลงถือเป็นความท้าทายที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งของตัวเรือนและกลไก การออกแบบในลักษณะนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความชำนาญในการเลือกใช้วัสดุที่ไม่เพียงแต่ให้ความบางและสง่างาม แต่ยังต้องทนทานและมีความน่าเชื่อถือสูง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ทีมงานของบุลการีได้พัฒนาการผสมผสานวัสดุขั้นสูงอย่างคาร์ไบด์ทังสเตน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติทนทานและแข็งแรง จึงช่วยให้การออกแบบตัวเรือนบางพิเศษและโครงสร้างทูร์บิญองมีความแข็งแกร่งพร้อมความทนทานที่เหมาะสมกับการใช้งานในระยะยาว

ออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง ใหม่ยังคงรักษาความสง่างามในทุกมิติ พร้อมกับการพัฒนาใหม่ ๆ ที่เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตัวเรือนและกรอบนาฬิกาใช้วัสดุไททาเนียมเคลือบไมโครบีดที่ให้ความแข็งแรงและความทนทานสูง พร้อมกับความเบาที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสวมใส่ แผ่นหลักของนาฬิกาทำจากคาร์ไบด์ทังสเตน ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ความแข็งแกร่ง แต่ยังช่วยให้ตัวเรือนของนาฬิกาคงความบางอย่างสมบูรณ์

การออกแบบของ ‘เม็ดมะยม’ ทรงระนาบสองเม็ดที่ยื่นออกมาจากด้านข้างของตัวเรือน (ทางซ้ายที่ 8 นาฬิกาและทางขวาที่ 3 นาฬิกา) เป็นการเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เม็ดมะยมที่ใช้สำหรับการไขลานกลไกและตั้งเวลาทั้งสองข้างทำจากสเตนเลสสตีล และเม็ดกลมที่มีลักษณะประณีตสะท้อนถึงความพิถีพิถันในการออกแบบนาฬิกาของบุลการี

นอกจากนี้การตกแต่งของเฟืองล้อกลไกที่แกะสลักด้วยลวดลายเรขาคณิตก็เป็นอีกหนึ่งลักษณะเฉพาะของเรือนนี้ โดยวัสดุที่ใช้เป็นเหล็กเม็ดกลมที่ช่วยเพิ่มความคมชัดในการอ่านเวลาได้ดีที่สุด

การอ่านเวลาที่แม่นยำและสวยงาม หน้าปัดชั่วโมงประกอบด้วยเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่ชุบโรเดียม วางบนพื้นผิวทองเหลืองพ่นทรายที่เคลือบด้วยดีแอลซี แอนทราไซต์ ซึ่งต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่ตัวกลไกชั่วโมงและนาทีมีการตกแต่งเกี่ยวเนื่องกัน โดยการใช้พื้นผิวที่พิเศษนี้ทำให้การอ่านเวลาของ Octo Finissimo Ultra Tourbillon ชัดเจนยิ่งขึ้นและมีความงดงามในตัวเอง

สายไททาเนียมเคลือบไมโครบีดของ Octo Finissimo Ultra Tourbillon เป็นองค์ประกอบที่เสริมความสมบูรณ์ให้กับนาฬิกา โดยสะท้อนถึงรูปลักษณ์ที่บางพิเศษ ซึ่งมีความหนาเพียง 1.5 มม. ความบางเฉียบนี้ยังรวมถึงตัวเกี่ยวที่สามารถพับได้ ทำให้การสวมใส่สะดวกสบายและง่ายดายขึ้น

เป็นการแสดงถึงความสามารถของบุลการีในการผสมผสานความซับซ้อนเข้ากับความสง่างามได้อย่างเชี่ยวชาญ ทุกองค์ประกอบของนาฬิกาถูกออกแบบและผลิตด้วยความประณีต เพื่อตอบสนองต่อทั้งความต้องการในเรื่องฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงามที่ไร้ที่ติ

เพิ่มขีดจำกัดตั้งแต่ปี 2014 ภารกิจในการประดิษฐ์นาฬิกาที่บางพิเศษจนได้ครองสถิติโลกถึง 10 สมัย

Octo Finissimo Ultra Tourbillon เป็นการพิสูจน์ถึงความประณีตอันยอดเยี่ยมของบุลการี ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตนาฬิกาที่บางพิเศษ พร้อมทั้งเป็นตัวแทนของความก้าวหน้าในการผลิตนาฬิกาเชิงกลในระดับใหม่

ฌอง-คริสตอฟ บาแบง ซีอีโอแห่ง LVMH Watches และบุลการี กล่าวไว้ว่า

“แต่ละสถิติเปรียบเสมือนบันไดก้าวหนึ่ง การสร้างสถิติไม่ได้เป็นเพียงแค่การก้าวข้ามอุปสรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของความเป็นไปได้ในการผลิตนาฬิกาเชิงกลอีกด้วย ความท้าทายในแต่ละครั้งทำให้เราต้องคิดใหม่ไม่เพียงแต่เทคนิคแบบดั้งเดิม แต่ยังรวมถึงวิธีการออกแบบและพัฒนาของนาฬิกาอีกด้วย”

การทบทวนหลักการดั้งเดิมของการออกแบบนาฬิกาในลักษณะสองมิติ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กล้าหาญ และได้ปลุกพลังใหม่ให้กับทีมงานของบุลการี ซึ่งส่งเสริมความร่วมมือสร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยมีการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เช่น การกลับมาใช้การแสดงผลด้วย 2 เข็มนาฬิกา ที่เพิ่มสัมผัสลึกซึ้งทางความเป็นมนุษย์ให้กับนาฬิกา

การสร้างนาฬิกาที่บางพิเศษไม่ใช่แค่การปรับปรุงเทคนิคเดิมๆ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคิดค้นกระบวนการใหม่ ๆ ซึ่งทำให้ทีมวิจัยและพัฒนาของบุลการีได้สร้างเทคนิคใหม่ๆ และได้รับสิทธิบัตรจำนวน 8 ฉบับ โดยครอบคลุมถึงนวัตกรรมต่างๆ เช่น การแสดงผลแบบดิฟเฟอเรนเชียล การออกแบบตัวเรือนที่ใช้สองวัสดุ การติดตั้งคริสตัลแบบใหม่ และการออกแบบสายนาฬิกา

การแสวงหาความบางพิเศษของบุลการีเริ่มต้นในปี 2014 ด้วย Octo Tourbillon ที่ไขลานด้วยมือ และตั้งแต่นั้นมา บุลการีก็ได้สร้างนวัตกรรมที่ทำลายสถิติในหลายด้าน เช่น มินิทรีพีทเตอร์ที่บางที่สุดในโลก (3.12 มม. ในปี 2016) ออคโต ฟินิสซิโม ออโตแมติก (2.23 มม. ในปี 2017) และตัวบอกวันที่บางที่สุดที่เคยมีมา (2.75 มม. ในปี 2021) ซึ่งได้รับรางวัล อายกิลล์ ดอร์ (Aiguille d’Or) ในงาน กรังด์ ปรีซ์ ดอร์โลเฌรี เดอ เฌอเนฟ (Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG) เมื่อปี 2012

Octo Finissimo Ultra ที่เปิดตัวในปี 2022 ถือเป็นการเปิดตัวที่เฉลิมฉลองอย่างมีสไตล์ในจตุรัสใจกลางกรุงโรม โดยได้รับรางวัล ออดาซิตี ไพรซ์ (Prix de l’Audace) ในงาน GPHG

ออคโต ฟินิสซิโม อัลตรา ทูร์บิญอง ใหม่ที่เปิดตัวล่าสุดยังคงสานต่อการแสวงหาความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนในทุกด้านของการผลิตนาฬิกาเรือนนี้ โดยจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจในการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ในอนาคต

เซอร์เพนติ เอเทอร์นา วิวัฒนาการที่กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ของไอคอนเหนือกาลเวลา

เซอร์เพนติ ผลงานสุดไอคอนิกของบุลการีได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในชื่อ เอเทอร์นา ซึ่งนำเสนอนาฬิกาแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์แห่งความทันสมัยในสไตล์อาวองการ์ด (Avant-garde) สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ที่สร้างสรรค์

รูปทรงเรขาคณิตที่มีความทรงพลังและเส้นสายที่สะดุดตาของสร้อยข้อมือแบบดั้งเดิม ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างความงามและความทันสมัยในแต่ละทุกรายละเอียด ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ในโลกแห่งการออกแบบของบุลการี

ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีงูตามปฏิทินจีน ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ เซอร์เพนติ เมื่อผสมผสาน เอเทอร์นา สู่ยุคใหม่ บุลการีได้นำสัตว์เลื้อยคลานหรืองูที่เคยเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังกลับมามีชีวิตใหม่ผ่านเครื่องประดับชั้นสูงที่วิจิตรบรรจง ด้วยความคิดสร้างสรรค์อันล้ำเลิศ

เพชรที่ส่องแสงประกายสีทองเปรียบดั่งสัตว์อันล้ำค่ามีชีวิต เปล่งประกายออกมาในทุกรายละเอียด ตัวผิวหนังสะท้อนถึงรากฐานที่มั่นคงของบุลการีมากกว่าที่เคย ทั้งยังสะท้อนสไตล์อิตาเลียนและความล้ำสมัยที่เป็นเอกลักษณ์อันไม่มีใครเหมือน ไอคอนที่คิดขึ้นใหม่นี้ไม่เพียงแต่สืบสานมรดกอันล้ำค่าจากอดีต แต่ยังขยายออกไปสู่อนาคต โดยไม่ยึดติดกับแฟชั่นและกาลเวลา

ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของบุลการี กล่าวว่า

“เอเทอร์นาเป็นมากกว่าเรือนเวลาหรือเครื่องประดับ ผลงานชิ้นนี้เป็นการแสดงออกถึงวิสัยทัศน์อันล้ำสมัยของบุลการีในระดับสูงสุด ผมต้องการที่จะนำเอาดีเอ็นเอของเซอร์เพนติมากลั่นจนเห็นเนื้อแท้แล้วนำเสนอมันออกไปในอนาคต”

ผลงานชิ้นนี้มีลักษณะเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ไม่มีตาหรือเกล็ด ไม่มีลูกเล่นซับซ้อน มีเพียงรูปร่างพื้นฐานของงูที่สะกดผู้ชมด้วยความรู้สึกที่มีพลังและการควบคุม การออกแบบจากทองล้ำค่าและการประดับเพชรอย่างพิถีพิถันทำให้มันดูสง่างามและเต็มไปด้วยความหรูหรา โอบรัดรอบข้อมือด้วยกำไลที่สะท้อนความอ่อนช้อยและความงามอย่างไม่มีที่ติ

การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ของผลงานอันเป็นเอกลักษณ์

ตั้งแต่ปี 1948 เซอร์เพนติได้ถูกคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงแก่นแท้แห่งการเกิดใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันล่อลวง ชวนให้หลงใหล และสร้างความปรารถนาในตัวผู้ชมอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับ ทูโบกาส (Tubogas) ที่ยืดหยุ่นและขดตัวรอบข้อมือ ราวกับภาพกราฟิกและประติมากรรมที่ไร้ขอบเขต ในปี 2020 เซดูโตริ (Seduttori) ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างสง่างาม แต่ยังคงรักษากลไกทูร์บิญองที่โดดเด่นเอาไว้

ในปี 2022 มิสเตริโอซี (Misteriosi) ได้แสดงถึงความสำเร็จทางเทคนิคในรูปแบบของ พิคโคลิซซิโม บีวีแอล คาลิเบอร์ 100 ซึ่งย่อขนาดของกลไกได้อย่างลงตัว ถือเป็นการย่อสัดส่วนได้เล็กลงจนกลายเป็นสถิติใหม่ที่น่าทึ่ง ตอนนี้ เลดี้ โซโลเทมโป (Lady Solotempo) ซึ่งเป็นนาฬิกากลไกอัตโนมัติที่บุลการีประดิษฐ์ขึ้นเองทั้งหมด ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการตีความใหม่ของ เซดูโตริ และ ทูโบกาส รวมถึงเรือนเวลารุ่นอื่นๆ ที่จะเปิดตัวในปี 2025

การเปิดตัวเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพื่อเฉลิมฉลองเกียรติของงูที่เป็นสัญลักษณ์อันสำคัญของบุลการี แต่ยังเป็นการฟื้นฟูวิธีการสร้างสรรค์นาฬิกาเชิงกลไกสำหรับผู้หญิง โดยยังคงรักษาความสง่างามและการประดิษฐ์ที่ละเอียดอ่อน

วันนี้ เอเทอร์นา ได้ขยายขอบเขตการออกแบบไปอีกขั้น การออกแบบของมันไม่เพียงแต่สะท้อนถึงรูปลักษณ์ของงูเท่านั้น แต่ยังเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณและพลังของงูอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งในแง่ของสไตล์ ความสร้างสรรค์ และความล้ำเลิศของการออกแบบ

ศิลปะอันประณีตแห่งการออกแบบ

“ฉันชอบที่จะออกแบบในสไตล์ร่วมสมัยที่บริสุทธิ์ ตกแต่งเพียงเล็กน้อย เพื่อวาดเส้นที่สื่อสารถึงภาษาแห่งความเป็นนิรันดร์” ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของบุลการี

ออคโต ฟินิสซิโม (Octo Finissimo) เป็นการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบของภารกิจในการออกแบบครั้งนี้ ผ่านรูปทรงที่แน่นอนและการแปรเปลี่ยนเป็น เซอร์เพนติ ในที่สุด ฟาบริซิโอ บวนนามาสซา สติหยิอานี ใช้การลากเส้นเพียงไม่กี่ครั้งในการร่างแบบของ เอเทอร์นา โดยสร้างสรรค์งูที่ถูกกลั่นกรองจนเหลือแต่ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด มีการเคลื่อนไหวเฉพาะตัว และปรับแต่งให้อยู่ในรูปแบบที่ทรงพลังที่สุดด้วยวิสัยทัศน์อันทันสมัย

เอเทอร์นา โอบรัดข้อมือด้วยกำไลขดเดียวที่มีการเคลื่อนไหวลื่นไหลและแสดงความเย้ายวนของทองคำที่สัมผัสผิว วงแหวนทรงเรขาคณิตสว่างไสวในรูปทรงเรียวแหลมมีน้ำหนักและสมดุล สร้างความรู้สึกแข็งแกร่งและสง่างามขึ้นในตัวเครื่องประดับ

เซอร์เพนติ เอเทอร์นา ไม่เพียงแต่กำหนดนิยามของตัวเองในฐานะเครื่องประดับที่มีความงามอันล้ำเลิศ แต่ยังยืนยันถึงลักษณะเฉพาะตัวของกำไลข้อมือที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตและสง่างาม ด้วยดีไซน์ที่สามารถปรับให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละบุคคลได้อย่างลงตัว ชิ้นงานนี้ยังสามารถจับคู่กับเครื่องประดับอื่น ๆ ของบุลการีได้อย่างไร้ที่ติ

การออกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้โอบรัดข้อมืออย่างลงตัว ด้วยกลไกตัวล็อคอันชาญฉลาดที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาถึง 2 ปีในการพัฒนาจนได้ผลงานที่ทั้งสวยงามตามหลักสุนทรียศาสตร์และสวมใส่ได้อย่างสบาย

เกล็ดหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการออกแบบ เซอร์เพนติ ในอดีต ถูกนำมาแกะสลักอย่างประณีตลงบนส่วนโค้งด้านใน ซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอก แต่รายละเอียดที่ประดิษฐ์อย่างละเอียดนี้ช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดของ เอเทอร์นา ที่สะท้อนถึงมรดกอันล้ำค่าของ เซอร์เพนติ อย่างสมบูรณ์

ความสง่างามอันเป็นนิรันดร์

บุลการีเปิดตัว เซอร์เพนติ เอเทอร์นา ในสีโรสโกลด์ประดับเพชรที่สะท้อนถึงการตีความเครื่องประดับชั้นสูงในรูปแบบที่ล้ำสมัย และยังมีการออกแบบที่ประณีตในสีไวท์โกลด์ฝังเพชรพาเว่ทั้งเรือน ซึ่งทำให้เครื่องประดับเหล่านี้ส่องสว่างอย่างงดงาม เปรียบเสมือนหิมะที่ปกคลุม ผิวที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันยังประดับไปตามแนวกระดูกสันหลังยาวไปจนถึงปลายหางของงู ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์และความลุ่มลึกให้กับชิ้นงานนี้

ในรุ่นไวท์โกลด์นั้น อัญมณีขนาดใหญ่ช่วยสร้างเอกเฟกต์สามมิติที่ทำให้เครื่องประดับดูมีมิติและสวยงามมากขึ้น เพิ่มความลึกซึ้งและความน่าหลงใหลให้กับตัวนาฬิกาได้อย่างลงตัว

เซอร์เพนติ เอเทอร์นา ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำ และหัวใจที่แท้จริงของ เซอร์เพนติ ซึ่งเป็นไอคอนอันล้ำสมัยที่มีมรดกสืบทอดที่ควรค่าแก่การสัมผัสในวันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไป ราวกับหยุดเวลาที่ยังคงเดินอยู่แต่ยังคงมีความงดงามไร้กาลเวลา

กลไก
กลไกจักรกลบางพิเศษ บีวีเอฟ 900 ทูร์บิญอง พร้อมการไขลานด้วยมือ
ตัวเรือนขนาด 40 มม. ได้รับการสลักขอบตัวเรือนอย่างพิถีพิถัน โดยขอบตัวเรือนและตัวเรือนตรงกลางทำจากไททาเนียมพ่นทราย ส่วนแผ่นหลักออกแบบจากทังสเตนคาร์ไบด์ วงล้อสำหรับไขลานและตั้งเวลาออกแบบจากสเตนเลสสตีลที่ผ่านการขัดแบบวงกลม กลไกเฟืองเหล็กได้รับการตกแต่งและขัดแบบวงกลม พร้อมการสลักลายเรขาคณิตที่สะท้อนถึงความประณีต

สายนาฬิกาทำจากไททาเนียมพ่นทราย พร้อมบัคเคิลพับได้หนา 1.50 มม. ตัวนับชั่วโมงและนาทีทำจากทองเหลืองพ่นทรายพร้อมเคลือบ ดีแอลซี แอนทราไซต์ เพื่อความทนทานและล้ำสมัย เข็มนาฬิกาถูกออกแบบจากทองเหลืองขัดเงาและเคลือบโรเดียมเพิ่มความเงางามและความแม่นยำ

กลไก
กลไกควอตซ์ ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือนสีโรสโกลด์ที่มีรูปทรงโค้งมน ประดับเพชรทรงกลมแบบบรีเลียนท์คัท เม็ดมะยมสีโรสโกลด์ประดับเพชรและเพชรเจียระไนแบบบรีเลียนท์คัท กำไลข้อมือสีโรสโกลด์ประดับเพชร มีให้เลือก 2 ขนาด: 104205 (S) ขนาด 145 มม. และ 104280 (L) ขนาด 155 มม. หน้าปัดฝังเพชรพาเว่แบบบรีเลียนท์คัท พร้อมเข็มนาฬิกาโรสโกลด์

กลไก
กลไกควอตซ์ ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที
ตัวเรือนมีลักษณะโค้งมน ขอบตัวเรือนออกแบบจากทองคำขาวและประดับเพชรทรงกลมแบบบรีเลียนท์คัท เม็ดมะยมทองคำขาวประดับด้วยเพชรและเพชรเจียระไนทรงมรกตแบบบรีเลียนท์คัท กำไลข้อมือทำจากทองคำขาวและประดับเพชรอย่างพิถีพิถัน ขนาด (S): 155 มม. หน้าปัดฝังเพชรพาเว่แบบบรีเลียนท์คัท เข็มนาฬิกามีสีเขียวที่เพิ่มความโดดเด่นและมีเสน่ห์

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Bulgari

Oris at Watches & Wonders 2025

Oris at Watches & Wonders 2025: จุดมุ่งหมายยังคงเดิมคือ ทำให้นาฬิกายังคงมีรอยยิ้ม

WORDS Troy Barmore

สำหรับ Oris แล้ว ปี 2025 นี้นับเป็นปีที่ยอดเยี่ยมอีกปีหนึ่ง แม้ว่าวงการนาฬิกาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายก็ตาม ปีนี้ของ Oiris เริ่มต้นด้วย ProPilot X Miss Piggy Edition ในเดือนมกราคม และตามมาติด ๆ กับ Divers Sixty-Five 60th Anniversary Edition สองเรือนเวลาที่สะท้อนประวัติศาสตร์ 60 ปีของ Oris ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเป็นยุคแห่งความสนุกสนานอย่างแท้จริง

Oris ได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการรีเฟรชใหม่โดยมีแนวคิดหลักเพียงข้อเดียวคือ นาฬิกาของพวกเขาต้องผลิตอย่างประณีต มีรายละเอียดที่ซับซ้อน และมอบความคุ้มค่าให้กับผู้สวมใส่

แต่เหนือสิ่งอื่นใด นาฬิกาของ Oris ควรทำให้ผู้คนรู้สึกยิ้มได้ และนี่คือสิ่งที่คอลเลกชัน Watches & Wonders 2025 ของพวกเขาต้องการสื่อถึงทุกคน

Oris Big Crown Pointer Date 40mm

Oris Pointer Date เป็นนาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและต่อเนื่องมาเกือบศตวรรษ จุดเด่นของมันคือความชัดเจนของตัวเลขบนหน้าปัดและเข็มชี้วันที่ที่มองเห็น และอ่านค่าเวลาได้ง่าย ร่วมกับเม็ดมะยมขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้มันถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะนาฬิกาสำหรับนักบินที่ใช้งานได้จริงและตรงไปตรงมา แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันได้พัฒนาไปมากจนกลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชันหลักของแบรนด์

Oris at Watches & Wonders 2025
Oris Big Crown Pointer Date Calibre 403
Oris at Watches & Wonders 2025
Oris Big Crown Pointer Date

ในปีนี้ Oris ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ที่เพิ่มชีวิตชีวาให้กับนาฬิการุ่นคลาสสิกนี้ โดยใช้กลไก Calibre 403 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง มาพร้อมกับพลังงานสำรองถึง 5 วัน และมีช่วงเวลาการบำรุงรักษาที่ยาวนานถึง 10 ปี พร้อมการรับประกันที่ยาวนานขึ้นเช่นกัน

รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับตัวเลือกหน้าปัดใหม่ที่สวยงามถึงสองสี ได้แก่ เขียวมอส และ สีเทอร์ราคอตต้า ซึ่งทั้งสองเวอร์ชันสามารถเลือกจับคู่ได้กับสายหนังกวาง Cervo Volante พร้อมตัวล็อกพับ หรือสายโลหะ H-link รุ่นใหม่ ที่มีข้อตรงกลางขัดเงาและตัวล็อกแบบปีกผีเสื้อที่ออกแบบใหม่

Oris at Watches & Wonders 2025
Oris Big Crown Pointer Date Calibre 403
Oris at Watches & Wonders 2025
Oris Big Crown Pointer Date Calibre 403

นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่ใช้กลไก Calibre 754 อีก 3 รุ่น ที่เปิดตัวในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยมีสีสันสดใสและสอดคล้องกับคอนเซ็ปความสนุกสนาน ได้แก่ เหลืองสดใส ฟ้าอะความารีน และม่วงไลแลค ซึ่งเหมาะเจาะกับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึง

Oris at Watches & Wonders 2025
Oris Big Crown Pointer Date

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Crown Pointer Date Calibre 403

กลไก: Oris Calibre 403 ระบบไขลานอัตโนมัติ ป้องกันสนามแม่เหล็ก
ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็กพร้อมระบบหยุดวินาที เข็มชี้วันที่ สำรองพลังงาน 120 ชั่วโมง
ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำลึก 50 เมตร
หน้าปัด: สีเขียวมอส หรือ เทอร์ราคอตต้า พร้อมตัวเลขเคลือบสารเรืองแสง
สายนาฬิกา: สายหนังกวาง Cervo Volante พร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุด หรือ สายโลหะ H-link สแตนเลสสตีล พร้อมตัวล็อกปีกผีเสื้อ

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Crown Pointer Date

กลไก: Oris Calibre 754 ระบบไขลานอัตโนมัติ
ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็กพร้อมระบบหยุดวินาที เข็มชี้วันที่ สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำลึก 50 เมตร
หน้าปัด: สีเหลือง ฟ้า หรือ ม่วงไลแลค พร้อมตัวเลขเคลือบสารเรืองแสง
สายนาฬิกา: สายโลหะสแตนเลสสตีล พร้อมตัวล็อกแบบพับลงชื่อ Oris

Oris Big Crown 34mm

ความพิเศษของปีนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น! คอลเลกชัน Big Crown ต้อนรับสมาชิกใหม่ในขนาดที่เล็กลง ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 34 มม. รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับกลไก Oris Calibre 531 ซึ่งมอบพลังงานสำรองที่ยาวนานสูงสุดถึง 42 ชั่วโมง และทั้งสองเวอร์ชันมาพร้อมกับสายโลหะสเตนเลสสตีลแบบพับล็อกอย่างแน่นหนา

Oris at Watches & Wonders 2025

นาฬิกาในรุ่นใหม่นี้มีให้เลือกสองแบบ ได้แก่ หน้าปัดสีน้ำตาลดินเผาที่มีพื้นผิวชนิดพิเศษ พร้อมหลักชั่วโมงแบบพิมพ์คมชัด และเข็มแบบโปร่งบาง ส่วนอีกเวอร์ชันมาพร้อมหน้าปัดสีดำสุดหรูที่ประดับด้วยหลักชั่วโมงเพชรบาแก็ตต์แบบ lab-grown จำนวน 12 เม็ด

Oris at Watches & Wonders 2025

เช่นเดียวกับ Miss Piggy Edition ที่มีเพชร lab-grown ประดับที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นาฬิการุ่นนี้ยังคงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Oris ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเลือกใช้เพชรที่ปลูกในห้องปฏิบัติการแทนการทำเหมือง

Oris at Watches & Wonders 2025

ข้อมูลทางเทคนิค
Oris Big Crown

กลไก: Oris Calibre 531 ระบบไขลานอัตโนมัติ
ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที, สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขนาด 34 มม.
หน้าปัด: สีน้ำตาลดินเผาพื้นผิวแบบพิเศษ หรือ สีดำพร้อมหลักชั่วโมงเพชรบาแก็ตต์ lab-grown 12 เม็ด
สายนาฬิกา: สายโลหะสเตนเลสสตีล พร้อมตัวล็อกแบบพับลงชื่อ Oris

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: RevolutionWatch

Chanel Watch Quiz: ค้นหานาฬิกา Chanel ที่ใช่ในสไตล์คุณ

Chanel Watch Quiz: คุณคือนาฬิกาชาแนลรุ่นไหน? ค้นหาความหรูหราที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณผ่านคำถามสุดชิค

ชวนคุณมาค้นหาคำตอบ… กับนาฬิกา Chanel เรือนในฝัน บอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนของคุณ?

ถ้าคุณเชื่อว่าแฟชั่นคือภาษาที่ไร้เสียง นาฬิกาก็เปรียบเสมือนบทสนทนาที่คุณใส่ไว้บนข้อมือ เกมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อพาคุณไปสำรวจสไตล์ ความคิด และความรู้สึกของคุณผ่านดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Chanel

ตั้งแต่ความเรียบหรูของ J12 ความมั่นใจของ Boy·Friend ความประณีตของ Première ไปจนถึงความกล้าที่จะโดดเด่นของ Code Coco คำตอบของคุณจะพาเราไปสู่ผลลัพธ์ที่บอกเล่าความเป็น “คุณ” อย่างแท้จริง

ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องตั้งเวลา แค่ตอบคำถามตามหัวใจ แล้วมาดูกันว่านาฬิกา Chanel ที่ใช่ จะเป็นภาพสะท้อนของตัวคุณในแบบไหน ถ้าพร้อมแล้ว… เริ่ม

คำถามที่ 1

สีที่คุณเลือกให้นาฬิกาเรือนโปรดคือ…
A) ขาวคลีน เรียบหรูแบบมินิมอล ➜ ไป Q2
B) ดำสนิท ดูมีพลังและลึกลับ ➜ ไป Q3
C) เงิน/ทอง สะท้อนความหรูหราแบบไร้กาลเวลา ➜ ไป Q4
D) สีพาสเทล อ่อนหวานสดใส ➜ ไป Q5

คำถามที่ 2

คุณใส่นาฬิกา Chanel ไปงานเลี้ยง จะใส่ชุดแบบไหน?
A) เดรสคลาสสิกสีดำ ➜ ไป Q3
B) สูทเท่ๆ แบบ Power Look ➜ ไป Q4
C) กางเกงยีนส์ + เชิ้ต เรียบง่ายแต่ชิค ➜ ไป Q5
D) ลุคแฟชั่นจัดเต็ม ➜ ไป Q6

คำถามที่ 3

ทริปในฝันของคุณคือแบบไหน?
A) เมืองแฟชั่นในยุโรป ➜ ไป Q4
B) ทริปลักชูรีผจญภัย ➜ ไป Q5
C) หาดเงียบๆ และเวลาส่วนตัว ➜ ไป Q6
D) พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี ➜ ไป Q7

คำถามที่ 4

วันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณ = ?
A) เดินป่า ทะเล ภูเขา ➜ ไป Q5
B) ช้อปปิ้งในห้างหรู ➜ ไป Q6
C) นอนดูหนังอยู่บ้านกับคนที่รัก ➜ ไป Q7
D) งานอีเว้นท์แฟชั่นสุดชิค ➜ ไป Q8

คำถามที่ 5

ถ้านาฬิกาคุณพยากรณ์อนาคตได้ มันจะบอกว่า…
A) ทุกช่วงเวลามีค่า ➜ ไป Q6
B) ความสำเร็จกำลังมา ➜ ไป Q7
C) ความสุขอยู่ใกล้กว่าที่คิด ➜ ไป Q8
D) สนุกไว้ก่อน ค้นหาไว้ทีหลัง ➜ ไป Q9

คำถามที่ 6

เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า “นี่แหละ…เวลาของฉัน”?
A) ตอนทำงานที่รัก ➜ ไป Q7
B) อยู่กับคนที่สำคัญ ➜ ไป Q8
C) ได้ออกเดินทาง ➜ ไป Q9
D) ได้แสดงตัวตนเต็มที่ ➜ ไป Q10

คำถามที่ 7

เมื่อเจอความยากลำบาก คุณจะ…
A) ค่อยๆ หาทางออก ➜ ไป Q8
B) ปรึกษาคนที่ไว้ใจ ➜ ไป Q9
C) พักก่อน แล้วค่อยกลับมาลุย ➜ ไป Q10
D) ลงมือเลย! ➜ ไป Q11

คำถามที่ 8

ถ้าเลือกพลังพิเศษได้ 1 อย่าง คุณจะเลือก…
A) อ่านใจคน ➜ ไป Q9
B) หยุดเวลา ➜ ไป Q10
C) เดินทางข้ามเวลา ➜ ไป Q11
D) เปลี่ยนลุคได้ตามใจ ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย

คำถามที่ 9

นาฬิกาในฝันของคุณควรมีฟีเจอร์แบบไหน?
A) เปลี่ยนสีตามอารมณ์ ➜ ไป Q10
B) AI ช่วยจัดการชีวิต ➜ ไป Q11
C) เล่าเรื่องผ่านกลไก ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย
D) เปลี่ยนดีไซน์ได้ทุกวัน ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย

คำถามที่ 10

ถ้าได้อยู่ในยุคไหนก็ได้ คุณเลือก…?
A) ยุค 1920s – กลิ่นอายปารีสคลาสสิก
B) ยุค 1950s – Old Hollywood สง่างาม ➜ ไป Q11
C) ยุค 1980s – ดิสโก้จัดจ้าน
D) อนาคตสุดล้ำ ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย

คำถามที่ 11

คำว่า “หรูหรา” สำหรับคุณ = ? (➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย)
A) เรียบแต่มีดีเทล
B) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
C) ล้ำยุคและฉลาด
D) ความมั่นใจจากข้างใน


ผลลัพธ์

ถ้าคุณเลือก A — Chanel J12

เรียบง่ายแต่เท่ มีความมินิมอลแต่คลาสสิก คุณคือคนที่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ และรู้ดีว่า “น้อยแต่มาก” คืออะไร

ถ้าคุณเลือกได้ข้อนี้ คุณคงเป็นคนที่เข้าใจถึงความงามในความเรียบง่าย ความคลาสสิกที่ดูทันสมัยไม่เคยล้าสมัย คุณเป็นคนที่หลงใหลในรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างความแตกต่าง และเข้าใจดีว่า “น้อยแต่มาก”

เป็นการสะท้อนความงามที่แท้จริง เหมือนกับการเลือก Chanel J12 ที่มีความสมดุลระหว่างความเรียบง่ายและความหรูหราอย่างสมบูรณ์แบบ

Chanel Watch Quiz: What Does Your Chanel Watch Say About You?
Chanel Watch Quiz: What Does Your Chanel Watch Say About You?

ลองจินตนาการดูว่า เมื่อคุณเดินไปในที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แต่คุณกลับโดดเด่นขึ้นมาเพียงแค่การสวมใส่ Chanel J12 BLEU บนข้อมือ ขนาด 38 มม. (รุ่นใหม่สีโดนใจสุดๆ) ที่พอดีเข้ากับทุกการเคลื่อนไหว

ตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินด้านที่มีความทนทานสูงทำให้ดูแข็งแกร่งและมั่นคงในขณะที่ยังคงความสง่างามไว้อย่างเต็มที่ เหมือนกับคุณที่แม้จะมีความแข็งแกร่งแต่ก็เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและคลาสสิก

ขอบตัวเรือนที่เคลือบสีดำและลายบาแก็ตต์ทำให้เรือนเวลานี้ดูมีมิติ ไม่ซ้ำใคร แต่ยังคงความสะอาดตาและทันสมัย มีการใช้เซรามิกน้ำเงินด้านที่สะท้อนถึงความมีระดับ

แต่ยังคงดูเท่ห์และไม่โอ้อวด เกิดความสง่างามที่มาพร้อมกับความทนทานและอายุการใช้งานที่ยาวนาน นี่คือการแสดงถึงรสนิยมที่คุณมีในการเลือกสิ่งที่มีคุณค่าและใช้งานได้จริง

เม็ดมะยมที่ประดับด้วยเซรามิกน้ำเงินด้านทรงคาโบชงและสายเซรามิกที่สามารถยืดหยุ่นตามการใช้งาน ทำให้ J12 รุ่นนี้ไม่ได้มีแค่ความงามภายนอก

แต่ยังแฝงไปด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบเพื่อการใช้งานจริง คาลิเบอร์ 12.1 ระบบกลไกแบบไขลานอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูงและอายุการใช้งานประมาณ 70 ชั่วโมง ก็ยิ่งยืนยันถึงความคงทนและความน่าเชื่อถือที่นาฬิกานี้มีให้

ที่สำคัญ ความสามารถในการกันน้ำที่ 200 เมตร ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร นาฬิการุ่นนี้ก็พร้อมที่จะไปกับคุณในทุกสถานการณ์

ตั้งแต่การประชุมสำคัญจนถึงการดำน้ำสำรวจใต้ทะเลลึก ด้วยความคลาสสิกที่ไม่ต้องพยายามมากแต่ยังคงความโดดเด่นและเต็มไปด้วยความทรงคุณค่าที่ไม่มีวันหมดอายุ และนี่แหละคือเสน่ห์ของคุณที่ไม่เหมือนใคร


ถ้าคุณเลือก B — Chanel Boy·Friend

มั่นใจและมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง คุณรักความชัดเจน ตรงไปตรงมา และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

ถ้าคำตอบของคุณคือ Chanel Boy·Friend คุณคงเป็นคนที่ชอบความมั่นใจในตัวเองแบบเต็มที่ ไม่ต้องการให้ใครมาทำให้คุณเปลี่ยนความคิดและมุมมองที่คุณมีต่อสิ่งต่างๆ

การเลือก Chanel Boy·Friend คือการเลือกความเป็นตัวเองที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ทุกการตัดสินใจของคุณนั้นมีความมั่นคงและกล้าหาญ คุณไม่ต้องการอะไรที่คลุมเครือหรือซับซ้อน แต่คุณชอบสิ่งที่เรียบง่ายในแบบที่เฉพาะตัวที่สุด

Chanel Watch Quiz: What Does Your Chanel Watch Say About You?
Chanel Watch Quiz: What Does Your Chanel Watch Say About You?

ลองจินตนาการว่าเวลาคุณเดินเข้าไปในห้อง คุณสวมใส่นาฬิกา Chanel Boy·Friend ขนาดกลางที่มีสายหนังลูกวัวลายควิลท์สีดำ มันเหมือนเป็นเครื่องหมายแห่งความมั่นใจที่คุณเป็นเจ้าของมัน คุณไม่กลัวที่จะบอกให้โลกรู้ว่าคุณเป็นคนที่มองเห็นความสำคัญของสไตล์ที่ตรงไปตรงมาและไม่ซับซ้อน

Chanel Boy·Friend กับสีเบจโกลด์ 18K ที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ทุกคนที่เห็นไม่สามารถละสายตาจากคุณได้ง่ายๆ ตัวเรือนที่มีขนาด 34.6 x 26.7 มม. กำลังพอดี ไม่ใหญ่ไปและไม่เล็กไป

ทำให้คุณดูโดดเด่นแต่ไม่โอ้อวดจนเกินไป ในขณะเดียวกัน หน้าปัดสีโอพาลีนที่ตกแต่งลายกิโยเช่ ก็เป็นตัวบ่งบอกถึงความพิถีพิถันของคุณ ทุกการออกแบบถูกคิดมาอย่างรอบคอบ เหมือนกับการเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต

เม็ดมะยมที่ประดับด้วยออนิกซ์ทรงคาโบชง และสายหนังลูกวัวที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ทำให้คุณมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับแต่งนาฬิกาให้เหมาะกับความรู้สึกและสไตล์ในแต่ละวัน นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ รุ่นนี้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใคร เช่นเดียวกับคุณที่ไม่เคยยอมให้ใครมาเปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณ

การมี Chanel Boy·Friend บนข้อมือ ไม่ใช่แค่การเลือกนาฬิกา แต่เป็นการเลือกที่จะเป็นตัวเองอย่างมั่นใจและชัดเจน การเลือกความสะดวกสบายที่สามารถแสดงออกถึงความหรูหราแบบไม่ต้องพยายามเยอะ เพราะความโดดเด่นจริงๆ มันอยู่ที่ความเรียบง่ายที่มีเสน่ห์แบบไม่ต้องบอกให้ใครรู้


Chanel Watch Quiz: What Does Your Chanel Watch Say About You?

ถ้าคุณเลือก C — Chanel Première

รักศิลปะ ความประณีต และการดีไซน์ ทุกสิ่งที่คุณเลือกคือต้องมีเรื่องเล่าและคุณค่า

คุณคือคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของความคลาสสิก คุณชอบอะไรที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เพราะมันดูดี แต่เพราะมัน “มีเรื่องเล่า” คุณให้คุณค่ากับความเรียบหรู เหมือนความงามที่ไม่ต้องพยายามมาก แต่มัดใจทุกสายตาได้เสมอ

นาฬิกาที่แมตช์กับคุณคือ CHANEL PREMIÈRE ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฝาขวดน้ำหอม No.5 และโซ่กระเป๋า 2.55 คือการบอกเล่าประวัติศาสตร์แฟชั่นผ่านข้อมือคุณในทุกวัน นี่คือความสง่างามที่ไม่เอะอะ แต่ใครเห็นก็ต้องหันกลับมามองอีกครั้ง คุณคือคนที่มี “timeless aura” ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนคุณก็ดู “ใช่” เสมอ

ลองนึกภาพคุณเดินไปในห้องงานแฟชั่นสุดหรู ทุกสายตาหันมองคุณทันที เพราะคุณสวมใส่นาฬิกา Chanel Première ที่ข้อมือ มันเป็นเหมือนเครื่องประดับที่บอกว่า “คุณคือคนที่มีรสนิยมสูง” โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย ทุกคนก็จะรู้ได้เองจากการออกแบบที่เรียบหรูแต่มีความลึกซึ้งในตัว

สิ่งที่ทำให้ Chanel Première เหมาะกับคุณก็เพราะเป็นการแสดงตัวตนที่ชัดเจน ความเรียบง่ายของหน้าปัดสีดำที่เงางามแค่สัมผัสก็ทำให้รู้สึกถึงความมีระดับ ตัวเรือนที่ทำจากสตีลเคลือบด้วยเยลโลว์โกลด์ 18K ทำให้มันดูสวยงามและทนทาน คล้ายกับคนที่มีสไตล์แต่มักจะไม่เปิดเผยให้เห็นทั้งหมด ราวกับมันแอบซ่อนความหรูหราที่ไม่จำเป็นต้องอวดโชว์

แล้วที่เจ๋งที่สุดคือ เม็ดมะยมที่ประดับออนิกซ์ทรงคาโบชง ทำให้คุณรู้สึกถึงความพิถีพิถันทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมา มันเป็นเหมือนจุดเล็กๆ ที่ช่วยเสริมให้ตัวนาฬิกามีบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร เช่นเดียวกับคุณที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเกินไปเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าคุณพิเศษ

สามารถใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน เพราะมาพร้อมกลไกควอตซ์ที่แม่นยำจะทำให้เวลาของคุณไม่พลาดซักช่วงเวลา เสมือนว่าไม่มีอะไรที่คุณทำแล้วไม่สำเร็จ และถึงแม้ว่าคุณจะต้องเจอการเดินทางกลางสายฝนหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ความสามารถในการกันน้ำ 30 เมตรก็ช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

Chanel Première เป็นเหมือนการเลือกที่จะยืนหยัดในความเป็นตัวเองด้วยความหรูหราและเรียบง่ายอย่างลงตัว ที่สำคัญยังแสดงให้เห็นว่าคุณรู้ว่าอะไรดีและคุณก็กล้าที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่างที่นาฬิกาเรือนนี้ทำให้คุณรู้สึกทุกครั้งที่สวมใส่

Chanel Watch Quiz: What Does Your Chanel Watch Say About You?

ถ้าคุณเลือก D — Chanel Code Coco

กล้าหาญ เป็นตัวของตัวเอง และเต็มไปด้วยสีสัน คุณคือผู้สร้างนิยามใหม่ให้คำว่า “สไตล์”

สำหรับใครที่เลือกได้ข้อนี้ คำตอบของคุณคือ Chanel Code Coco คุณคือคนที่กล้าหาญและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร คุณไม่กลัวที่จะบอกโลกรู้ว่าคุณมีสไตล์ของตัวเอง คุณคือผู้ที่สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “สไตล์” โดยไม่ต้องยึดตามกรอบใดๆ ทั้งสิ้น ทุกสิ่งที่คุณเลือกมีความเป็นตัวของตัวเอง และเรือนนี้คือการสะท้อนออกมาในรูปแบบของนาฬิกาที่โดดเด่นและไม่ซ้ำใคร

ลองนึกภาพคุณเดินไปในที่ที่ทุกคนมองหานาฬิกาแฟชั่น แต่มีแค่คุณที่มี Chanel Code Coco บนข้อมือ นาฬิกาที่เต็มไปด้วยความกล้าและความคุ้มค่าทุกการใช้งาน ตัวเรือนสตีลที่คมชัดและขอบหน้าปัดที่ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ 52 เม็ด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 0.58 กะรัต

พร้อมด้วยหน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีดำที่ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงพริ้นเซสอีก 1 เม็ด ราวกับว่ามันกำลังบอกโลกว่า “ฉันไม่เคยกลัวที่จะเปล่งประกาย” เพชรเหล่านี้ไม่ได้แค่ส่องแสงสวยงาม แต่ยังคงมีความหมายที่ลึกซึ้งถึงความมั่นใจที่คุณมีในตัวเอง

มาพร้อมสายหนังลูกวัวสีดำลายควิลท์ที่มาพร้อมขอบสีเงินและด้านหลังที่เป็นหนังลูกวัวสีแดงเบอร์กันดี ยิ่งเพิ่มความหรูหราและเรียบหรู สายนี้สามารถเปลี่ยนลุคได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นงานกลางวันที่ดูสบายๆ หรือการออกงานกลางคืนก็ลงตัวสุดๆ

เรือนนี้ใช้ระบบกลไกแบบควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ให้คุณภาพที่ดีที่สุดในการใช้งาน แต่ยังทำให้คุณมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเป็นวันไหน นาฬิกาของคุณจะยังคงทำงานได้อย่างแม่นยำมาพร้อมคุณสมบัติการกันน้ำที่ 30 เมตร ยังทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเรือนเวลานี้พร้อมไปกับคุณในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่ฝนตกหรือเมื่อคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ โดยไม่ต้องกังวล

การเลือก Chanel Code Coco คือตัวเลือกที่จะไม่เหมือนใคร เป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อมั่นในแบบที่สะท้อนถึงความมั่นใจ ความหรูหรา และความกล้าหาญในสไตล์ที่คุณสร้างขึ้นเอง

พร้อมแชร์ผลแล้วหรือยัง? แท็กเพื่อนของคุณและมาดูกันว่าใครคือนาฬิกา Chanel รุ่นไหน!

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพจาก: Chanel

จากสนามแข่งสู่ข้อมือ…เรือนเวลา Porsche Design ที่สายสปีดไม่ควรพลาด

สัมผัสความเท่ในแบบ Porsche ที่ไม่ได้มีแค่บนท้องถนน แต่รวมถึงข้อมือของคุณ กับนาฬิการะดับไอคอนจาก Porsche Design รุ่น Chronograph Race และ Classic Chronograph – Turbo

Porsche 911 และ 718 อาจเป็นรถในฝันของใครหลายคน แต่ที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน คือเรือนเวลาจาก Porsche Design ที่ถ่ายทอดแนวคิดของมอเตอร์สปอร์ตสู่ข้อมือ

สำหรับรุ่น Chronograph Race นั้นใช้การออกแบบที่สะท้อนความแม่นยำและความเร็วจากสนามแข่ง ด้วยดีไซน์ที่เรียบ เท่ และน้ำหนักเบา ส่วนอีกรุ่นคือ Classic Chronograph – Turbo ถ่ายทอดพลังและสมดุลในแบบฉบับของ Porsche Turbo ได้อย่างลงตัว

และนี่คืออีกมุมหนึ่งของ Motor Show ที่คุณต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง…

ติดตามวิดิโอตัวเต็มและรายการอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง Youtube ช่อง REVOLUTION WATCH THAILAND
➡️ Follow us on Instagram – /revowatchthai/
➡️ Find us on Facebook – /RevoWatchThai/
➡️ Read more on our website – https://revolutionthailand.com/

#RevolutionThailand

Chopard at Watches & Wonders 2025

Chopard at Watches & Wonders 2025: เรือนเวลาสปอตไลต์อันงามสง่า

WORDS Celine Yap

งาน Watches & Wonders 2025 ครั้งนี้ นำพาเราไปสัมผัสกับแก่นแท้ของ Chopard ผ่านนาฬิการุ่นสำคัญที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและจิตวิญญาณของแบรนด์ พร้อมกับเซอร์ไพรส์สุดพิเศษที่เพิ่มความตื่นเต้นให้กับวงการนาฬิกา ทุกเรือนเวลาได้ส่องประกายแห่งอัตลักษณ์ด้านการผลิตนาฬิกาของ Chopard ที่เติบโตอย่างมั่นคงและสง่างามขึ้นเรื่อยๆ

โดยความพิเศษของในปีนี้จะเทไปที่คอลเลกชัน L.U.C ซึ่งไม่เคยดูน่าหลงใหลเท่านี้มาก่อน กลายเป็นคอลเลกชั่นที่ดึงดูดใจเหล่านักสะสม ทั้งในแง่ของความซับซ้อนทางเทคนิคและเสน่ห์แห่งการสร้างสรรค์งานศิลป์ ส่วน Alpine Eagle ก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญลักษณ์แห่งวิสัยทัศน์ของการผลิตนาฬิกา และสายสัมพันธ์ข้ามรุ่นของตระกูล Scheufele

นอกจากนี้ Happy Sport ก็ยังคงรักษาจุดยืนที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมนี้ไว้ได้อย่างงดงาม และปิดท้ายด้วย L’Heure du Diamant ก็กำลังก้าวขึ้นมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์เป็นครั้งแรก

Chopard at Watches & Wonders 2025
รุ่นแพลตตินัมรุ่นแรกในตระกูล Alpine Eagle
Chopard at Watches & Wonders 2025
คาลิเบอร์ 96.42-L มีความสูง 3.3 มม.

Alpine Eagle ตัวเรือนแพลทินัม

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 Alpine Eagle ก็ได้กลายเป็นตัวแทนของนิยามใหม่แห่งนาฬิกาสปอร์ตลักชัวรี่สมัยใหม่ของ Chopard นับตั้งแต่นั้น ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา คอลเลกชันนี้ได้รับการพัฒนาออกมาหลายเวอร์ชัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านวัสดุตัวเรือน ขนาดตัวเรือน สีของหน้าปัด หรือแม้แต่การประดับอัญมณี

ซึ่งหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดสร้างสรรค์ของ Alpine Eagle คือ Caroline-Marie Scheufele ผู้เป็นตัวแทนรุ่นที่สามของตระกูล Scheufele ร่วมกับพี่ชายของเธอ Karl-Fritz ความผูกพันทางสายเลือดและจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์นี้ ทำให้ Alpine Eagle เป็นคอลเลกชันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นนาฬิกาที่มีเพียงธุรกิจครอบครัวอย่าง Chopard เท่านั้นที่สามารถรังสรรค์ออกมาได้

Chopard at Watches & Wonders 2025

เริ่มต้นการสำรวจนาฬิการุ่นใหม่จาก Chopard Watches & Wonders ปีนี้ด้วย Alpine Eagle 41 XPS CS Platinum ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกในคอลเลกชันนี้ที่ใช้ตัวเรือนแพลตตินัม แม้ว่า Chopard จะเคยนำวัสดุนี้มาใช้กับรุ่น L.U.C มาก่อนแล้วก็ตาม

โดยทางแบรนด์เลือกใช้แพลตตินัมบริสุทธิ์ระดับ 950 platinum ซึ่งเป็นเกรดสูงสุดที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม ความโดดเด่นของแพลตตินัมคือโทนสีเงินขาวธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกที่หรูหรากว่าทองคำขาวชุบโรเดียม ซึ่งจะมีความขาวสว่างมากกว่า ดังนั้นแบรนด์นาฬิกาชั้นนำจึงมักสร้างจุดแตกต่างให้ชัดเจนระหว่างรุ่นที่ใช้แพลตตินัมและทองคำขาว

และโดยปกติแล้ว แบรนด์นาฬิกาชื่อดังจะกำหนดเอกลักษณ์เฉพาะให้กับนาฬิการุ่นที่ทำจากแพลตตินัม ตัวอย่างเช่น Patek Philippe ซึ่งมักประดับเพชรรูปทรงกลมหนึ่งเม็ดไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาของตัวเรือนแพลตตินัม แต่สำหรับ Chopard แล้วใช้สัญลักษณ์รูป ผึ้ง

โดยตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป นาฬิกาแพลตตินัมทุกเรือนจาก Chopard จะได้รับการสลักสัญลักษณ์รูป ผึ้ง ซึ่งเปรียบเสมือนตราประทับของผู้สร้าง หรือเครื่องหมายลับที่รู้กันเฉพาะผู้ครอบครองนาฬิกาแพลตตินัมของ Chopard เท่านั้น

สาเหตุที่ต้องเป็นผึ้งนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ยุคของ Louis-Ulysse Chopard ในศตวรรษที่ 19 ผึ้งได้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของโรงงานผลิตนาฬิกาแห่งนี้

เพราะผึ้งเป็นสัตว์ที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ และถ่อมตัว อีกทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศที่ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว คุณลักษณะเหล่านี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Chopard ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของนาฬิกาแพลตตินัมจาก Chopard อยู่แล้ว สามารถเลือกให้สลักตราสัญลักษณ์ผึ้งนี้ได้เมื่อส่งนาฬิกากลับมาเข้ารับบริการที่ศูนย์

Alpine Eagle 41 XPS CS Platinum มาพร้อมหน้าปัดเฉดสีใหม่ที่ทาง Chopard ตั้งชื่อว่า Shades of Ice ซึ่งเป็นโทนสีฟ้ากราเดี้ยนที่ให้ความรู้สึกเยือกเย็นราวกับธารน้ำแข็งยามต้องแสงอาทิตย์สดใส สีจะอ่อนลงตรงกึ่งกลางหน้าปัดและเข้มขึ้นบริเวณขอบ ทำให้ดูมีมิติน่าหลงใหลเป็นอย่างมาก ตัวเรือนที่บางเพียง 8 มม. และสายแพลตตินัมที่ออกแบบมาอย่างประณีต มอบสัมผัสที่ยอดเยี่ยมเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard Alpine Eagle 41 XPS CS Platinum
  • รหัสรุ่น: 295396-9001
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre L.U.C 96.42-L สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. x 8 มม. ผลิตจาก 950 platinum กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้า Shades of Ice พื้นผิวปั๊มลาย Eagle’s Iris เข็มชั่วโมงและนาทีทรงแท่งทำจากทองคำขาวที่ได้จากแหล่งที่มี Ethical white gold เคลือบสารเรืองแสง Grade X1 SuperLuminova มาร์กเกอร์ชั่วโมงแบบติดตั้งบนพื้นหน้าปัดพร้อมสารเรืองแสง Grade X1 SuperLuminova เข็มวินาทีปลายลูกศรพร้อมตุ้มถ่วงลายขนนกอินทรี (Eagle’s Feather counterweight)
  • สายนาฬิกา: สายแพลตตินัม 950 platinum ออกแบบแบบเรียว ไล่ระดับด้วยข้อต่อขัดด้านขนาดใหญ่และขอบข้างขัดเงา พร้อมบานพับสามทบ (triple folding clasp) พร้อมปุ่มกดนิรภัยใน 950 platinum และกลไกล็อคในทองคำขาวที่ได้จากแหล่งที่มี ethical white gold blades
  • การวางจำหน่าย: จำหน่ายเฉพาะที่บูติกของ Chopard
Chopard at Watches & Wonders 2025
Alpine Eagle 33 สองโทนสีแรกจาก Lucent Steel และเยลโลว์โกลด์

ในปีนี้ Chopard Watches & Wonders ได้นำเสนอรุ่นใหม่อย่าง Alpine Eagle 33 ในตัวเรือนสองโทนสีที่ผสานระหว่าง Lucent Steel และ Yellow Gold อย่างงดงาม พร้อมด้วยประกายเพชรที่ช่วยเพิ่มความเจิดจรัสให้กับเรือนเวลาเรือนนี้ โดยAlpine Eagle 33 ใหม่นี้ใช้ Lucent Steel โลหะผสมสเตนเลสสตีลที่ Chopard พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นโลหะที่มีความบริสุทธิ์สูง ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 80% และผ่านกระบวนการกลั่นขั้นสูงเพื่อให้ได้ประกายแวววาวที่โดดเด่นทัดเทียมได้กับทองคำขาว

Chopard at Watches & Wonders 2025
คาลิเบอร์ 09.01-C หนึ่งในกลไกไขลานอัตโนมัติที่เล็กที่สุดในปัจจุบัน

ตัวเรือนของนาฬิกาเรือนนี้นำเสนอความงามของสองพื้นผิวอย่างลงตัว โดย Lucent Steel ได้รับการขัดลายเส้นแนวตั้งเพื่อสร้างมิติทางสายตาให้แตกต่างจากพื้นผิว ethical yellow gold 18K บริสุทธิ์ขัดเงา ซึ่งช่วยเน้นความหรูหราอย่างมีระดับ และเพิ่มดีกรีความลักซูรี่ด้วยขอบตัวเรือนและมาร์กเกอร์ชั่วโมงที่ประดับเพชร

เสริมความเจิดจรัสให้กับดีไซน์ของนาฬิกาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เข้าคู่กับหน้าปัดโทนสีเทาอ่อนที่เรียกว่า Vals Grey และยังคงลวดลาย Eagle’s Iris ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของคอลเลกชัน Alpine Eagle นี้ ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 09.01-C ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกอัตโนมัติที่เล็กที่สุดในอุตสาหกรรมและได้รับการรับรองความเที่ยงตรงในระดับ Chronometer

ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard Alpine Eagle 33
  • รหัส: 298617-4001
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre 09.01-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 33 มม. x 7.95 มม. ผลิตจาก Lucent Steel และทองคำเหลือง 18K ethical yellow gold กันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีเทา Vals Grey พื้นผิวปั๊มลาย Eagle’s Iris เข็มชั่วโมงและนาทีทรงแท่งเคลือบทอง (Gilded baton-type hands) พร้อมสารเรืองแสง Grade X1 SuperLuminova มาร์กเกอร์ชั่วโมงประดับเพชร ตัวเลขแบบติดตั้งบนพื้นหน้าปัดเคลือบทอง เข็มวินาทีปลายลูกศรเคลือบทอง พร้อมตุ้มถ่วงลายขนนกอินทรี (Eagle’s Feather counterweight)
  • สายนาฬิกา: สาย Lucent Steel พร้อมข้อต่อกลางทำจากทองคำเหลือง 18K ethical yellow gold มาพร้อมบานพับแบบสามทบ (triple folding clasp)
Chopard at Watches & Wonders 2025
LUC Quattro ครบรอบ 25 ปี

L.U.C Quattro นำเสนอเรือนเวลาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

เฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของกลไก Quattro ด้วยการเปิดตัวตัวเรือนดีไซน์ใหม่ที่สะท้อนถึงความงามแบบร่วมสมัยของคอลเลกชัน L.U.C รุ่นล่าสุด ด้วยโครงสร้างกระปุกลานสี่ลูกที่เชื่อมต่อกันเป็นคู่แบบ series-coupled barrels รวมความยาวของสปริงทั้งหมดถึง 1.885 เมตร

ทำให้ Quattro เป็นกลไกแรกและกลไกเดียวในโลกที่มีรูปแบบเช่นนี้ สามารถสำรองพลังงานได้นาน 216 ชั่วโมง หรือ 9 วันเต็ม พร้อมส่งกำลังไปยังจักรกรอกอย่างสม่ำเสมอ (constant force) เพื่อให้เดินเที่ยงตรงตลอดระยะเวลาการใช้งาน

Chopard at Watches & Wonders 2025
LUC Quattro 25th Anniversary พร้อมสายหนังลูกวัวสีน้ำตาล

กลไก L.U.C Calibre 98.01-L เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 นับเป็นกลไกลำดับที่สองที่พัฒนาโดยโรงงานผลิตกลไกของ Chopard หลังจาก Calibre 96.01-L โดยมีเป้าหมายเพื่อยืดระยะเวลาการสำรองพลังงานให้ยาวนานขึ้น โดยไม่เพิ่มความสูงของกลไกหรือลดทอนความสวยงามของสถาปัตยกรรมกลไก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการพัฒนากลไกรุ่น Quattro ในรูปแบบต่างๆ และในปีนี้ Calibre 98.09-L ได้รับการออกแบบใหม่ โดยย้ายการแสดงพลังงานสำรองไปไว้บนสะพานจักรกลไก ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากฝาหลังแบบใส ทำให้หน้าปัดมีพื้นที่มากพอสำหรับการเพิ่มหน้าต่างแสดงวันที่แบบเข็มขนาดเล็ก (small running seconds)

Chopard at Watches & Wonders 2025
อัปเดตขนาด 98.09-L

จุดเด่นสำคัญของ L.U.C Quattro รุ่นนี้คือ ตัวเรือนดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางกว่าที่เคย ด้วยความหนาเพียง 10.4 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 39 มม. ตัวเรือนผลิตจาก ทองคำโรสโกลด์ 18K Ethical Gold ประกอบกับรูปทรงของตัวเรือนที่เป็นแบบ bassiné โดยฐานตัวเรือนจะค่อยๆ แคบลงเมื่อเทียบกับขอบเบเซลแบบโค้งโดมขัดเงา นี่คือลักษณะเดียวกับที่ใช้ใน L.U.C Lunar One และ L.U.C Flying T Twin Perpetual ซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนๆ ด้วยหน้าปัดสีน้ำเงิน Frosted Blue ซึ่งมีพื้นผิวแบบ frosted texture ให้ความรู้สึกหรูหราและมีเอกลักษณ์ หลักชั่วโมงออกแบบเป็นลาย Herringbone ทำจากทองคำโรสโกลด์ 18K ส่วนตัวเข็มชั่วโมงและนาทีทรง Dauphine fusée ผลิตจากทองคำโรสโกลด์ 18K เข็มแสดงวินาทีขนาดเล็กและเข็มวันที่ออกแบบเป็นทรงแท่ง (baton-type) และทำจากทองคำโรสโกลด์ 18K เช่นกัน

ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard L.U.C Quattro
  • รหัส: 161954-5001
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre L.U.C 98.09-L สำรองพลังงาน 216 ชั่วโมง (9 วันเต็ม)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีกลาง วันที่ และพลังงานสำรองที่ฝาหลัง
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. x 10.4 มม. ผลิตจาก ทองคำโรสโกลด์ 18K Ethical Gold กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: พื้นผิวเกล็ดน้ำแข็ง (Frosted-textured) สี น้ำเงินเข้มแบบกัลวาไนซ์ หลักชั่วโมงลาย Herringbone และเข็มทรง Dauphine fusée ทำจากทองคำโรสโกลด์ 18K
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บมือ พร้อมการตัดเย็บแบบ tone-on-tone หรือสายหนังลูกวัวสีน้ำตาล พร้อมตะเข็บสีเบจตัวล็อกแบบ Pin Buckle ทำจาก ทองคำโรสโกลด์ 18K Ethical Gold
Chopard at Watches & Wonders 2025

L’Heure du Diamant Moonphase

เฉลิมฉลองอย่างสมเกียรติในปีนี้จากคอลเลกชันเรือนเวลาสุดหรูระดับ haute joaillerie ของ Chopard ด้วยการเปิดตัว L’Heure du Diamant Moonphase ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซีรีส์นี้มาพร้อมกับ complication หรือกลไกพิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ Chopard ที่ได้พัฒนา Calibre 09.01-C กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติขนาดเล็กที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งมีขนาดเพียง 20.40 มม. x 4.6 มม.

และนอกจากความพิเศษของกลไกแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งในไฮไลต์ของ L’Heure du Diamant Moonphase เรือนนี้ นั่นก็คือหน้าปัดแสดงข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase Display) ที่ถูกออกแบบให้เหมือนผืนฟ้ายามค่ำคืน แผ่นดิสก์แสดงข้างขึ้นข้างแรมผลิตจากแก้วอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้ม (Blue Aventurine Glass) ซึ่งมีลวดลายละม้ายคล้ายดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า

ส่วนของดวงจันทร์ที่อยู่บนหน้าปัดทำจากทองคำขาว 18K สร้างความน่าสนใจ และความโดดเด่นให้กับคอลเลกชั่นนี้ได้อย่างงดงาม และที่สำคัญ มันเป็น Astronomical Moonphase ที่ให้ความแม่นยำสูงมาก โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งวันในทุกๆ 122 ปี และส่วนของหน้าปัดหลักของนาฬิกานั้น ใช้แก้วอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้ม เฉกเช่นเดียวกันกับดิสก์ Moonphase ให้สัมผัสราวกับท้องฟ้ากลางคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว

Chopard at Watches & Wonders 2025
ขนาดลำกล้อง 09.02-L

มาถึงหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ L’Heure du Diamant Moonphase เรือนนี้นั้นงดงามเป็นพิเศษ นั่นก็คือการประดับเพชรสุดประณีต ซึ่งถูกบรรจงตกแต่งบนขอบตัวเรือน และขาตัวเรือนด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า Crown Setting เทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ของ Chopard ที่ช่วยให้เพชรสามารถกระจายแสงได้สูงสุด ทำให้เกิดประกายไฟที่เจิดจ้า

โดยเพชรเม็ดเล็กๆ ถูกจัดวางลงบนหน้าปัด และดิสก์แสดงข้างขึ้นข้างแรม สะท้อนประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า หลักชั่วโมงถูกประดับด้วยเพชรทรงกลมเจียระไนแบบ Brilliant-Cut มอบกลิ่นอายของความโมเดิร์นเล็กๆ ที่เข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard L’Heure du Diamant Moonphase

รหัส: 139445-1001
กลไก: อัตโนมัติ Calibre L.U.C 09.02-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase)
ตัวเรือน: ขนาด 35.75 มม. x 9.6 มม. ผลิตจาก ทองคำขาว 18K Ethical Gold กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: ผลิตจาก แก้วอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้ม (Midnight Blue Aventurine Glass) เข็มชั่วโมงและนาทีทรงกรวย (Cone-Shaped Hands) เคลือบโรเดียม ประดับเพชรบน หลักชั่วโมง และดิสก์ Moonphase
สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้สีน้ำเงินกรมท่า (Navy Blue Alligator Leather หัวเข็มขัดผลิตจาก ทองคำขาว 18K Ethical Gold ประดับเพชร
วางจำหน่ายเฉพาะที่: Chopard Boutique

L’Heure du Diamant 26mm

นาฬิกาที่สะท้อนความหรูหราผ่านศิลปะแห่งการประดับอัญมณีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งในครั้งนี้ Chopard ได้นำเสนอในรูปแบบที่เหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยตัวเรือนทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ที่มาพร้อมหน้าปัดหินธรรมชาติหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเปลือกหอยมุกขาว โอนิกซ์ โอปอล คาร์เนเลียน อะเกต และโรสควอตซ์ รวมทั้งหมดถึง 12 สไตล์ ราวกับเป็นตัวแทนของแต่ละเดือนในหนึ่งปี

Chopard at Watches & Wonders 2025
L’Heure du Diamant 26 มม. พร้อมมุกสีขาวในตัวเรือนไวท์โกลด์

ดีไซน์ของนาฬิกาเรือนนี้ถูกออกแบบให้สามารถจับคู่ได้ทั้งกับสายหนังสีสันสดใส หรือสายโลหะ Chopard Signature Bracelet ที่มาพร้อมลวดลาย ‘Bark-Type’ อันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นาฬิการุ่นน้ำสะท้อนถึงความสนุกสนานที่ไม่ได้ทิ้งหรูหราที่งดงามเหนือกาลเวลา ตอบโจทย์ทั้งสุภาพสตรีที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและนักสะสมที่หลงใหลในงานฝีมือระดับสูง

Chopard at Watches & Wonders 2025
คาลิเบอร์ 10.01-C กลไกไขลานด้วยมือ

หัวใจสำคัญของ L’Heure du Diamant 26mm คือกลไกไขลานด้วยมือ Calibre L.U.C 10.01-C ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่เล็กและบางที่สุดในโลก โดยมีขนาดเพียง 15.70 มิลลิเมตร และความหนาเพียง 2.90 มิลลิเมตรเท่านั้น พร้อมพลังงานสำรองนานถึง 45 ชั่วโมง นับเป็นกลไกที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับนาฬิกาจิวเวลรี่ชั้นสูงที่ต้องการความประณีตในทุกดีเทลองค์ประกอบ

ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard L’Heure du Diamant 26mm

รหัส: 10A178-1301
กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre L.U.C 10.01-C สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
ตัวเรือน: ขนาด 26 มม. x 9 มม. ผลิตจาก ทองคำขาว 18K Ethical Gold เม็ดมะยมประดับ เพชรเจียระไนทรง Briolette เพิ่มความหรูหรา กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: ผลิตจาก เปลือกหอยมุกขาว (White Mother-of-Pearl) เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบโรเดียม (Rhodium-Plated Hands)
สายนาฬิกา: Chopard Signature Bracelet ผลิตจาก ทองคำขาว 18K Ethical Gold
วางจำหน่ายเฉพาะที่: Chopard Boutique Exclusive

Chopard at Watches & Wonders 2025
Happy Sport 33 หน้าปัดเลพิโดไลต์สีลาเวนเดอร์

Happy Sport 33mm

เรือนเวลาระดับไอคอนิกของ Chopard ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีเสน่ห์อันหอมหวานยิ่งขึ้นในปีนี้ โดยการนำ Lepidolite มาใช้เป็นหน้าปัด หินธรรมชาติที่เปล่งประกายเฉดสีม่วงลาเวนเดอร์อ่อน ผสานความแวววาวดุจไข่มุกและลวดลายธรรมชาติที่สะท้อนเฉดสีไลแลค ม่วงอ่อน สีพลัม และสีม่วงเข้มได้อย่างงดงามน่าประทับใจ

แม้ว่าหน้าปัดหินธรรมชาติกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่ Lepidolite กลับไม่ใช่วัสดุที่พบได้ทั่วไป ทำให้ Happy Sport 33mm มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่านาฬิกาเรือนเวลาใด ๆ

นาฬิการุ่นนี้ ผลิตเพียง 25 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนทำจาก Ethical 18K Rose Gold ให้อารมณ์ของความหรูหราที่แสนหวาน โดดเด่นด้วยเพชรกลิ้งได้ห้ากะรัตบนหน้าปัด (Dancing Diamonds) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Happy Sport เสริมด้วยขอบตัวเรือนที่ประดับเพชรน้ำงามเต็มพื้นที่ เปล่งประกายเจิดจรัสในทุกมุมมอง

ข้อมูลทางเทคนิค
Happy Sport 33mm

รหัส: 275378-5010
กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Calibre L.U.C 09.01-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: แสดงเวลา ชั่วโมง นาที และวินาทีตัวเรือน: ขนาด 33 มม. หนา 10.98 มม. / ทองคำชมพู Ethical 18K Rose Gold พร้อมเม็ดมะยมเจียระไนแบบเหลี่ยมฝังอเมทิสต์ / กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: Lepidolite ประดับเพชรกลิ้งได้ 5 เม็ด (Dancing Diamonds) / ตัวเลขโรมันเคลือบสีทอง / กรอบนาทีแบบรางรถไฟสีขาว / เข็มชั่วโมงและนาทีทรงกรวยเคลือบสีทอง / เข็มวินาทีทรง Baton-Type เคลือบสีทอง
สายนาฬิกา: หนังจระเข้เคลือบเงาสีม่วงไลแลค พร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุดทำจากทองคำชมพู Ethical 18K Rose Gold
จำนวนจำกัด: ผลิตเพียง 25 เรือน จำหน่ายเฉพาะที่บูติก Chopard

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: RevolutionWatch