Christiaan van der Klaauw นาฬิกาดาราศาสตร์ Grand Planetarium Eccentric Meteorite อัจฉริยะแห่งจักรวาล
หากพูดถึงแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาดาราศาสตร์ระดับตำนาน Christiaan van der Klaauw คือชื่อที่ถูกจารึกไว้ในหมู่ผู้หลงใหลความงดงามของกลไกและจักรวาล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1974 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ แบรนด์นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทรงเกียรติที่สุด ด้วยจุดยืนอันชัดเจนในการรังสรรค์เรือนเวลาที่หลอมรวมศาสตร์แห่งดวงดาวเข้ากับศิลปะเชิงวิศวกรรมอย่างแยบยล
Christiaan van der Klaauw มีความโดดเด่นไม่เพียงแค่ในเชิงเทคนิค แต่ยังถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของอวกาศผ่านดีไซน์ที่เปี่ยมเสน่ห์ หนึ่งในผลงานที่ถือเป็นหมุดหมายแห่งความภาคภูมิใจคือ Grand Planetarium Eccentric นาฬิกา Grande Complication สุดพิเศษ ที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวสะท้อนแสง สื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง
เสี้ยวแห่งดวงดาว ผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลา Grand Planetarium Eccentric Meteorite
ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าคุณได้สวมใส่เศษเสี้ยวหนึ่งของจักรวาลไว้บนข้อมือ ที่ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่กลับคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ Grand Planetarium Eccentric Meteorite เรือนเวลาสุดพิเศษจาก Christiaan van der Klaauw ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2025 ณ เมืองนาเดน
Louis Vuitton ตีความกลไกคอมพลิเคชั่นสุดไอคอนิก Spin Time และนำเสนอผ่านผลงานใหม่ 6 รุ่น ซึ่งมีทั้งรุ่นที่สวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงผลงานมาสเตอร์พีซสุดซับซ้อน
Spin Time คือกลไกคอมพลิเคชั่นที่ Louis Vuitton พัฒนาขึ้นจนขึ้นแท่นผลงานไอคอนิก บรรจุอยู่ในตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น Tambour จนส่งให้เมซงเป็นที่จับตาในโลกนาฬิกาชั้นสูง… ในวันนี้ Louis Vuitton ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ในชื่อ Tambour Taiko Spin Time ซึ่งเป็นผลงานลิมิเต็ดเอดิชั่นรวม 6 เวอร์ชั่น โดยยังคงเอกลักษณ์การแสดงชั่วโมงแบบจัมปิ้งที่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังทำงานด้วยกลไกอินเฮาส์ที่พัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton
คอนซ็ปต์ของ Spin Time กำเนิดขึ้นเมื่อปี 2007 โดย Michel Navas และ Enrico Barbasini มาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ผู้ก่อตั้ง เวิร์คช็อปผลิตกลไกคอมพลิเคชั่น La Fabrique du Temps แม้จะเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาตามขนบ แต่ทั้งสองก็ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังเช่น กลไกคอมพลิเคชั่น Spin Time ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจากป้ายแสดงข้อมูลในสถานีรถไฟและสนามบิน จนเกิดเป็นการแสดงชั่วโมงด้วยลูกบาศก์สามมิติจำนวน 12 ลูกที่พลิกแสดงข้อมูลเวลาแบบทันที
กลไก Spin Time ปรากฏอยู่ในนาฬิกาชั้นสูงของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ปี 2009 โดยเป็นกลไกแรกที่ทาง La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นเพื่อ Lovis Vuitton และเป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ของทั้งสองจนนำไปสู่การผนวก La Fabrique du Temps เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton ในปี 2011 ตอกย้ำการที่เมซงเข้ามาผลิตนาฬิกาชั้นสูงอย่างจริงจัง โดยเปิดตัวโรงงานผลิตในเขตเมย์แรง (Meyrin) เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่ผลิตกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และเทคนิคหัตถศิลป์หลายแขนง)
“หากปราศจาก Spin Time เราคงไม่ได้ออกเดินทางสู่ความท้าทายในการผลิตนาฬิกาชั้นสูง” Jean Asrnault ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Louis Vuitton กล่าว “และถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็คงไม่ได้ผนวก La Fabrique du Temps เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา ซึ่งเป็นช่วงเวลาแรกเริ่มในการผลิตนาฬิกาของเรา”
ตำนานบทใหม่
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คอมพลิเคชั่น Spin Time ได้รับการตีความโดยนวกเข้ากับฟังก์ชั่นอื่นๆ มาแล้วหลายครั้ง เช่น Regatta และ GMT เช่นเดียวกับปีนี้ Louis Vuitton ได้นำเสนอคอมพลิเคชั่น Spin Time ผลงานใหม่ ในชื่อ Tambour Taiko Spin Time ซึ่งตีดวามออกมา 6 รุ่น โดยชื่อ Tambour นั้นมาจากกลองในภาษาฝรั่งเศส ส่วนคำว่า Taiko นั้นมาจากชื่อกลองในพิธีการของญี่ปุ่น
กล่าวได้ว่าตัวเรือนใหม่ที่สง่างามและทันสมัยนี้เป็นตัวเรือนที่ซับซ้อนที่สุดที่ทาง La Fabrique du Temps Louis Vuitton เคยผลิตมา โดยผสานเทคนิคการขัดแต่งเล่นแสงอย่างกลมกลืน ตลอดจนองค์ประกอบการตกแต่งเล่นระดับเพื่อเพิ่มมิติ
อย่างด้านข้างของขอบตัวเรือนซึ่งใช้เทคนิคการขัดแบบด้าน ตัดกับตัวอักษรสะกดเป็นชื่อ LOUIS VUITTON ซึ่งขัดแบบเงารวมถึงขาตัวเรือนสุดซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญในการขัดแต่ง โดยด้านข้างเว้าเข้ามาพร้อมพื้นผิวแบบ frost ตัดกับด้านนอกที่ขัดเงาก่อนนำไปติดเข้ากับตัวเรือน
นาฬิกาทุกรุ่นของ Tambour Taiko Spin Time ทำงางานด้วยกลไกอินเฮาส์ที่ La Fabrique du Temps Louis Vuitton พัฒนาขึ้นเพื่อคอลเลกชั่นของเมซงโดยเฉพาะ กลไกอัตโนมัติที่ใช้เป็นเบสในผลงานใหม่นี้ตกแต่งแบบร่วมสมัยในสไตล์เดียวกับกลไก LFT023 ที่ใช้ในนาฬิกา Tambour เมื่อปี 2023
ไม่เพียงเท่านั้น ตัวลูกบาศก์ยังได้รับการดีไซน์ใหม่ให้มีความโค้งมนมากขึ้นกว่ารุ่นดั้งเดิม ซึ่งให้ลุคที่นุ่มนวลและเล่นแสงได้ดี อีกทั้งยังได้รับการอัพเกรดการทำงาน โดยทาง La Fabrique du Temps Louis Vuitton ได้พัฒนาเฟืองมอลทีสติดตั้งไว้ที่ฐานของลูกบาศก์
อีก 2 รุ่นมีชื่อว่า Tambour Taiko Spin Time Air ตัวเรือนขนาด 42.5 มม. พร้อมหน้าปัดแบบโปร่ง เสริมความโดดเด่นให้กับลูกบาศก์แสดงชั่วโมง ซึ่งดูราวกับลอยอยู่กลางอากาศ มีทั้งรุ่นเรียบง่ายสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และรุ่นประดับเพชรแบบพาเว่กว่า 1,000 เม็ด
ส่วนใครที่หลงใหลในกลไกคอมพลิเคชั่นชั้นสุด ยังมีรุ่น Tambour Taiko Spin Time Air Antipode ซึ่งมาพร้อมคอมพลิเคชั่นเวิลด์ไทม์ แสดงเวลา 24 ไทม์โซน พร้อมเวลากลางวัน-กลางคืน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องเดินทางรอบโลกและเน้นย้ำดีเอ็นเอศิลปะการเดินทางของ Louis Vuitton
คอมพลิเคชั่น Antipode นี้คิดค้นโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton แสดงเวลาท้องถิ่นด้วยเข็มนาทีแบบสเกเลตันและเข็มชั่วโมงสีเหลืองซึ่งได้แรงบันดาลมาจากด้ายเย็บเครื่องหนังของ Louis Vuitton ซึ่งติดตั้งบนแผ่นดิสก์ก็ตกแต่งเป็นลายแผนที่โลก ส่วนเวิลด์ไทม์นั้นแสดงโดยลูกบาศก์ทั้ง 12 ในคอมพลิเคชั่น Spin Time ซึ่งหมุนแผนที่โลกอีกที ตัวเลขชั่วโมงซึ่งอยู่ใกล้กับแต่ละลูกบาศก็บ่งบอกเวลาของสองเมืองที่มีชื่อปรากฏบนลูกบาศก์
สุดท้ายคือ Tambour Taiko Spin Time Air Tourbillon ซึ่งเป็นการผนวก Spin Time เข้ากับคอมพลิเคชั่นทูร์บิญองเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก ซึ่งในการติดตั้งกลไกทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยความท้ายลูกบาศก์กินพื้นที่รอบหน้าปัดส่วนใหญ่ จึงต้องติดตั้งฟลายอิ้งทูร์บิญองไว้กลางหน้าปิด และทำให้ต้องโมดิฟายกลไกอัตโนมัติใหม่
และเพื่อบ่งบอกถึงความเป็น Louis Vuitton จึงได้ออกแบบกรงทูร์บิญองเป็นรูปทรง Monogram Flower ราวกับมีดอกไม้เบ่งบานอยู่กลางหน้าปัดซึ่งหมุนครบรอบทุกๆ หนึ่งนาที
ในภาพยนตร์นี้ Gérald Genta ได้รับการถ่ายทอดโดยนักแสดง Anthony Watterson ขณะที่ Hannes Pantli อดีตผู้อำนวยการฝ่ายขายของ IWC รับบทโดย Matt Schaal และ Alexandre Ott อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ IWC รับบทโดย Brett Williams
ผู้กำกับของภาพยนตร์คือ Rune Milton ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกำกับภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเรื่องราวการก่อตั้งของ IWC ในชื่อ “Born of A Dream” (2020) ส่วนผู้กำกับภาพคือ Daniel Voldheim ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการกำกับภาพในเรื่อง “Presumed Innocent” การผสมผสานของทีมงานที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในภาพยนตร์นี้ทำให้เรื่องราวของ Ingenieur SL ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์และความท้าทายในทุกมุมมองอย่างเต็มที่
และในยุคที่การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ Gucci ก็ไม่ลืมใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ อย่างการให้บริการใบรับประกันแบบดิจิทัล ที่สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านเว็บไซต์ โดยใช้หมายเลข Serial Number ที่สลักอยู่ด้านหลังตัวเรือน เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานยุคใหม่อย่างแท้จริง
หน้าปัดแสดงวินาทีแบบ small seconds ที่วางไว้ใต้โลโก้ Interlocking G ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ด้านฟังก์ชัน แต่ยังเป็นการประกาศตัวตนของ Gucci อย่างชัดเจนบนเรือนเวลาที่ออกแบบมาอย่างประณีต
และเช่นเดียวกับรุ่นสีเขียว Gucci มอบประสบการณ์หลังการขายที่พรีเมียมด้วยระบบรับประกันแบบดิจิทัล ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพียงใช้ Serial Number ด้านหลังตัวเรือน เพื่อดาวน์โหลดใบรับประกันออนไลน์
เมื่อพูดถึงนาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ หลายคนอาจนึกถึงรุ่นคลาสสิกที่มีดีไซน์ดุดันและสมรรถนะสูง ทว่าในโลกที่เทคโนโลยีการผลิตเรือนเวลาเดินหน้าไปไม่หยุดเช่นทุกวันนี้ การออกแบบเพื่อความทนทานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องรวมถึงความเที่ยงตรง ความงาม และความรู้สึกเมื่อสวมใส่ด้วย และนี่เองคือเหตุผลที่ TAG Heuer Aquaracer Professional 300 Date โดดเด่นในหมู่คู่แข่ง
Hublot Big Bang Unico Ceramic เป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ โดยมีการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว การเลือกใช้เซรามิคในการผลิตทั้งตัวเรือนและขอบตัวเรือน ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงแค่ทนทานต่อการใช้งาน แต่ยังคงความเงางามที่คงทนตลอดเวลา อีกทั้งการออกแบบที่ทันสมัยและดีไซน์ที่โดดเด่นยังทำให้ Big Bang Unico Ceramic กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาแนวสปอร์ตหรู
ตัวเรือนของ Big Bang Unico Ceramic มีขนาด 42 มม. × 14.5 มม. ทำจากเซรามิคขัดเงาในสี Mint Green และ Petrol Blue ซึ่งเป็นการออกแบบที่ไม่ซ้ำใครและดึงดูดความสนใจทันทีที่มองเห็น ตัวเรือนเซรามิคนี้ไม่เพียงแค่สวยงามแต่ยังมีความทนทานสูง พร้อมความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร
นอกจากนี้ยังมีรุ่น Big Bang One Click Petrol Blue and Mint Green Ceramic Diamonds ที่เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชร 0.76 กะรัตบนตัวเรือนเซรามิคขัดเงา ขนาดตัวเรือนเล็กลงที่ 33 มม. × 10.55 มม. แต่ยังคงเสน่ห์ของความหรูหราและความทันสมัยไว้ครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาขนาดกะทัดรัดและดูโดดเด่นในทุกๆ การสวมใส่
ในทางกลับกัน Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 42mm มาพร้อมตัวเรือนเซรามิคสีดำทั้งเรือนและสายเซรามิคที่เข้ากันได้อย่างลงตัว โดยที่ความโดดเด่นเดียวในดีไซน์คือสกรูบนขอบตัวเรือนที่มีจำนวนแปดตัวที่ทำจากสเตนเลสสตีล
นาฬิกาทั้งสองรุ่นของ Royal Oak Offshore นี้สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Audemars Piguet ที่สามารถรักษาความคลาสสิกของดีไซน์และเพิ่มความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการเลือกใช้เซรามิคสีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ทุกการออกแบบมีความสดใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 43 มม. ที่มาพร้อมความสดใสของสีเขียว หรือรุ่น 42 มม. ที่ดูดำมืดและดุดัน ทั้งสองรุ่นนี้พร้อมที่จะมอบความหรูหราและสปอร์ตไปพร้อมกันในทุกการสวมใส่
BR-03 Skeleton Black Ceramic
ในกลุ่มนาฬิกาเซรามิกล่าสุดจาก Bell & Ross หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นและน่าสนใจที่สุดคือ BR-03 Skeleton Black Ceramic ซึ่งเป็นหนึ่งในสามรุ่นภายใต้คอลเลกชัน A trio of BR-03 skeleton watches in black ceramic ที่เน้นการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีกับงานออกแบบที่ให้กลิ่นอายอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว
ภาพจาก Bell & Ross
BR-03 Skeleton Black Ceramic ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ Bell & Ross ด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นซิกเนเจอร์ แต่คราวนี้ถูกยกระดับให้ทันสมัยและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยวัสดุ เซรามิคสีดำแบบ micro-blasted ที่ให้ผิวสัมผัสด้านอย่างมีชั้นเชิง พร้อมความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตัวเรือนขนาด 41 มม. มีความบางเพียง 10.6 มม. ช่วยให้สวมใส่สบาย แม้ในกิจกรรมที่ต้องการความคล่องตัว
สำหรับสายสะสมตัวจริง แค่ผ่าน COSC อาจยังไม่พอ แต่ Tudor Black Bay 58 Burgundy ก้าวข้ามมาตรฐานเดิมไปอีกขั้น ด้วยการได้รับการรับรองจาก METAS (The Swiss Federal Institute of Metrology) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่โหดและเข้มงวดที่สุดในโลกนาฬิกา
หากคุณเคยสัมผัสนาฬิกาหรูระดับพรีเมียม คุณจะรู้ดีว่าการขัดเงาและแปรงลายของตัวเรือนและสายคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นาฬิกาดูแพงและ Tudor Black Bay 58 Burgundy ก็คือสุดยอดการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความทนทาน ด้วยการขัดผิวที่มีความพิถีพิถันระดับสูง
การขัดผิวแบบผสมผสานนี้ไม่ได้แค่สร้างความสวยงาม แต่ยังช่วยปกป้องผิวของตัวเรือนจากรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาในทุกมิติที่ทำให้ Black Bay 58 Burgundy ดูหรูหราและทนทานในเวลาเดียวกัน
การกันน้ำระดับนี้ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่น่าชื่นชมของ Black Bay 58 Burgundy และยังทำให้มันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทุกการผจญภัย ไม่ใช่แค่การสวมใส่ในงานทางการหรืองานเลี้ยง แต่ยังสามารถใช้ในกิจกรรมที่มีความท้าทายได้อย่างเต็มที่
Bell & Ross ที่งาน Watches And Wonders 2025: BR-03 Skeletons และ BR-05 รุ่น Mini
WORDS Katherine Arteche
หลังจากสองทศวรรษที่นำเสนอนาฬิกาเรือนสี่เหลี่ยมที่มีเอกลักษณ์ให้โลกได้รู้จัก Bell & Ross ได้เปิดตัวบทใหม่ในคอลเลกชัน BR-03 อันโดดเด่น ที่ต้องไม่ลืมว่า Bell & Ross เป็นแบรนด์ที่ยังคงอายุเพียง 33 ปีเท่านั้น ทันทีที่เริ่มต้นเส้นทางนี้ ผู้ผลิตนาฬิกาสวิส-ฝรั่งเศสรายนี้ก็ได้สร้างเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่ง โดยเน้นที่ความสวยงามของ “นาฬิกากลมในกรอบสี่เหลี่ยม” ซึ่งยังคงเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นและสวยงามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เหมือนกับคนวัยหนุ่มสาวที่ต้องผ่านการทดลองและค้นหาตัวตน แบรนด์นี้ก็ได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆ มาแล้ว ลองนึกถึงลวดลาย Jolly Roger ที่พวกเขานำมาใช้ในช่วงแรกๆ ซึ่งตอนนี้ได้ถูกปรับแต่งจนกลายเป็นดีไซน์ที่สะอาดตาและมีความหรูหราในกรอบคริสตัลซัฟไฟร์ที่เจียระไนอย่างประณีต
แม้แต่การให้เกียรติการบิน รูปลักษณ์ของห้องนักบินที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาก็ได้พัฒนาไปในรูปแบบที่สร้างสรรค์มากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอบคุณความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ Patrouille de France ทีมเครื่องบินทำลายล้างของกองทัพอากาศฝรั่งเศส
Bell & Ross กำลังเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ด้วยแคมเปญ “20 YEARS BOLD” และการเปิดตัวสามรุ่น BR-03 Skeleton ที่มีความซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงถึงมรดกของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนทิศทางในอนาคตของมันด้วย
BR-03 Skeleton ทรงเซรามิกสีดำ 3 รุ่น
Bell & Ross ได้สร้างการตีความที่แตกต่างออกไปสามแบบสำหรับ BR-03 Skeleton รุ่นแรกคือ BR-03 Skeleton Black Ceramic ในกรอบเซรามิกสีดำขนาด 41 มม. ซึ่งล้อมรอบหน้าปัดที่ทำจากคริสตัลซัฟไฟร์รมควัน การเคลื่อนไหวรูปทรง X แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้ใต้ฟิล์มสีเข้ม แต่การแสดงเวลารอบๆ ยังคงสามารถอ่านได้อย่างชัดเจนด้วยดัชนีที่โดดเด่นและเข็มเรืองแสงที่อยู่คู่กัน นาฬิกายังคงมีรูปลักษณ์ที่เพรียวบางที่ความหนา 10.6 มม. โดยมีกรอบที่กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร
Bell & Ross ยังได้เปิดตัวรุ่นที่มีขนาดกะทัดรัดมากขึ้นของนาฬิกา BR-05 ที่ได้รับความนิยม โดยลดขนาดกรอบลงเหลือ 36 มม. (จากขนาดเดิมที่ 40 มม.) และมีความหนาเพียง 8.5 มม. รุ่นนี้ต้องมีการปรับสัดส่วนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ยังคงรักษา DNA ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bell & Ross ไว้ พร้อมทั้งมั่นใจว่าไม่ได้เป็นแค่การย่อขนาดของรุ่นใหญ่ให้เล็กลง แต่ยังคงมีความโดดเด่นและมีสไตล์เฉพาะตัว
จุดไฮไลต์ที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้สมบูรณ์แบบ คือสายผ้าสไตล์นาโต้สีเขียว ที่สะท้อนความเป็นสไตล์ Military ได้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่เพิ่มความเข้มข้นให้กับลุคของนาฬิกา แต่ยังเสริมความโดดเด่นและความแตกต่างที่ทำให้มันไม่เหมือนใคร เพิ่มมิติให้กับการสวมใส่และสร้างสรรค์ลุคที่เต็มไปด้วยความพิเศษในทุกๆ ครั้งที่คุณสวมใส่
ตบท้ายความพิเศษของ Limited Edition ด้วยการประดับคำปรัชญาหลัก “The Truth is in the Details” ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ DENHAM ที่เชื่อว่าความสมบูรณ์แบบอยู่ที่ความละเอียดถี่ถ้วนในทุกๆ องค์ประกอบของงาน
คอลเลกชันพิเศษ Les Cabinotiers Tribute to the Tour de l’Ile
การเฉลิมฉลองครบรอบของ Vacheron Constantin คงจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีผลงานจาก Les Cabinotiers ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ซับซ้อนและประณีตที่สุด มีการเปิดตัวนาฬิกา สามเรือนพิเศษ ที่ทำขึ้นเพียงเรือนเดียวในแต่ละรุ่น นาฬิกาทั้งสามเรือนเป็นรุ่นแสดงเวลาเท่านั้น โดยมีขนาด 40mm และความหนา 9.42mm พร้อมฝาหลังแบบ Officer-style ซึ่งให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้น
แต่ละเรือนมาพร้อมหน้าปัดที่แสดงภาพของ Tour de l’Île ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพ lithograph ประวัติศาสตร์ และได้ถูกตีความใหม่โดยนักออกแบบของ Vacheron Constantin หอคอยที่ปรากฏในภาพเคยเป็นที่ตั้งของโรงงานของ Vacheron Constantin ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของบริษัทที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองเจนีวา ทั้งในแง่ทางกายภาพและในแง่ของสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีอยู่และความสำคัญของ Vacheron Constantin ภายใต้หนึ่งในนาฬิกาสาธารณะที่โดดเด่นที่สุดในเมือง
Vacheron Constantin Les Cabinotiers ไว้อาลัยให้กับ Tour de l’Ileภายในฝาหลังแบบ Officer-style ของนาฬิกาทุกเรือนจะมีคำจารึกเป็นมอทโต้ของเมืองเจนีวา: “Post Tenebras Lux” (หลังความมืดมิด แสงสว่าง) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าแม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีอนาคตที่สดใส และเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของความมุ่งมั่นของเมืองเจนีวาในการรักษาความเสรีภาพ ความเป็นอิสระ และความก้าวหน้า
ทั้งหมดนี้คือการแสดงถึงการผสมผสานระหว่างเทคนิคการทำ Guilloché และการเคลือบ Grand Feu enamel ที่ทำให้ Vacheron Constantin สร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เหมือนใครในวงการนาฬิกา
Les Cabinotiers รำลึกถึง Tour De L’île การลงยาแบบ Guilloché ที่เป็นรูปเป็นร่างและการลงยาขนาดจิ๋วแบบ Grand Feu
ข้อมูลทางเทคนิค Les Cabinotiers Tribute To The Tour De L’île การแกะสลักแบบภาพเหมือนและการเคลือบ Grand Feu Miniature Enamelling
จากที่เคยนั่งทำงานในออฟฟิศที่คุ้นเคย ทำทุกอย่างแบบ routine วันแล้ววันเล่า จนบางครั้งรู้สึกว่ามันเริ่มหมดไฟและขาดแรงบันดาลใจ หลังจากตอนนั้นก็เริ่มอยากลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานดูบ้างซักครั้ง แล้วก็เริ่มกดค้นหาตามสไตล์วัยรุ่นเจน Z กับคำว่า “โคเวิร์กกิ้งใกล้ฉัน” จนกระทั่งได้มีโอกาสรู้จักกับ The Great Room Park Silom ซึ่งเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซที่มีความพิเศษแตกต่างจากที่อื่น แต่จะน่าตื่นเต้นยังไงเดี๋ยวในบทความนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน…
ความรู้สึกก้าวแรกที่ได้สัมผัสบรรยากาศของ The Great Room มันให้ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจากที่ทำงานธรรมดาให้กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราอยากจะกลับมาทำงานทุกวัน และที่นี่เหมือนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพลังงานบวกต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เรามีสมาธิในการทำงานมากยิ่งขึ้น ด้วยพื้นที่ที่มีความกว้างขวาง และแต่ละมุมถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน มีความสวยงามทั้งในแง่ของดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว ทุกอย่างดูสะอาดตาราวกับว่าอยู่ท่ามกลางโรงแรมสุดหรู
แต่สิ่งที่ทำให้ The Great Room พิเศษยิ่งขึ้น ก็คือสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มการทำงานของเราไปอีกขั้น ห้องประชุมที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาทั่วไป แต่ถูกอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ในห้องประชุมอัจฉริยะ พร้อมระบบเสียงและภาพคมชัด Business Lounge ที่ให้บรรยากาศเหมือนคลับส่วนตัว
จากโทนสีที่มาแรงอย่าง “Blue is the New Black” ไปจนถึงการฟื้นคืนชีพของดีไซน์วินเทจ กลไกสุดล้ำ และเทรนด์แห่งความยั่งยืนที่ไม่อาจมองข้าม…บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 เทรนด์เด่น ที่กำลังเขย่าวงการนาฬิกาโลก พร้อมไฮไลต์จากแบรนด์ชั้นนำที่ไม่ควรพลาด
เฉดสีเหล่านี้ปรากฏในหลากหลายโทน ไล่ตั้งแต่ฟ้าอ่อนสดใสแบบ Azure Blue ไปจนถึงน้ำเงินเข้มลึกแบบ Midnight Blue และ Navy แต่ละโทนสีไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพราะความงาม แต่สะท้อนถึงแนวโน้มการมองหา “ความสมดุล” ระหว่างความหรูหราและความเรียบง่ายในยุคหลังโรคระบาด ผู้คนโหยหาความสงบทางสายตา แต่ยังคงต้องการแสดงตัวตนที่เฉียบคม และสีน้ำเงินคือคำตอบ
แบรนด์ระดับไอคอนต่างก็ร่วมถ่ายทอดจิตวิญญาณของเฉดสีนี้ไว้อย่างวิจิตร ยกตัวอย่างเช่น Patek Philippe เผยโฉม Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 ที่หน้าปัดสี Azure Blue เปล่งประกายดุจผิวน้ำยามอรุณ พร้อมสายคอมโพสิตลายผ้าสีน้ำเงิน ให้ภาพลักษณ์ของหญิงสาวยุคใหม่ที่ทั้งอ่อนโยนและทรงพลังในคราวเดียว
Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 ความงามอันประณีตในเรือนเวลาขนาดกะทัดรัด ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ E 23-250 S C ภาพจาก Patek
Van Cleef & Arpels เติมความฝันและโรแมนติกผ่านรุ่น Lady Arpels Bal des Amoureux Automate ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักในค่ำคืนใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินลึก ตัวเรือนทำงานเสมือนฉากละครขนาดย่อม ที่เปี่ยมไปด้วยบทกวีและความรู้สึก
Lady Arpels Pont des Amoureux Matinée watch กำเนิดจากเรื่องราวแห่งความรัก Van Cleef & Arpels จึงไม่เคยหยุดยกย่องบทกวีของความโรแมนติก ผ่านเรือนเวลาและงานสร้างสรรค์ที่ปลุกเร้าความรู้สึกอันอ่อนโยน ในยามเช้าที่ปารีส คู่รักผู้ผูกพันด้วยใจนัดพบกันบนสะพานกลางเมือง สองคนแทนเข็มบอกเวลา ฝ่ายหนึ่งคือชั่วโมง อีกฝ่ายคือนาที เคลื่อนเข้าหากันด้วยกลไกเรโทรเกรด เพื่อมอบจูบแสนหวานในทุกครั้งที่เวลาบรรจบ… ภายใต้สัญลักษณ์ของรักแท้ที่ไม่มีวันเลือน
IWC เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ส่งนาฬิการุ่นใหม่ที่ร่วมงานกับ Mercedes-AMG Petronas F1 Team โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสานเทคโนโลยีชั้นสูงและดีเอ็นเอของทีมแข่ง ความเรียบเฉียบของเรือนเวลาผสมผสานกับจิตวิญญาณของสนามแข่งได้อย่างลงตัว
การเดินทางของ Big Bang ครบรอบ 20 ปี ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและประวัติศาสตร์แห่งการออกแบบ
สำหรับการเดินทางของ Big Bang นั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยเรื่องราว ที่เริ่มต้นจากการทดลองที่กล้าหาญในปี 2005 จนกลายเป็นสนามเด็กเล่นของนวัตกรรมในวงการนาฬิกา ตั้งแต่การพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์ไปจนถึงดีไซน์ และรวมถึงการก้าวเข้าสู่พื้นที่ทางเทคนิคที่ท้าทาย ซึ่งในปีนี้ พวกเขาได้มุ่งเน้นและอุทิศให้กับความสำเร็จและการพัฒนาในด้านนี้โดยเฉพาะ
Julien Tornare ซีอีโอของ Hublot กล่าวไว้ว่า
“Hublot Big Bang คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของการออกแบบนาฬิกาในศตวรรษที่ 21 อย่างไม่ต้องสงสัย ปีนี้เราจะไม่เพียงแค่ย้อนกลับไปดูสิ่งที่ Hublot ได้บรรลุผ่าน Big Bang แต่ยังมองไปข้างหน้าเพื่ออนาคตและศักยภาพที่ยังคงรออยู่”
เมื่อ Hublot ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของการผลิต คอลเลกชัน Big Bang อันยอดเยี่ยมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนการประกาศเจตนารมณ์สำหรับอนาคตอีกด้วย เตรียมตัวให้พร้อม เพราะการเปิดตัวในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลย
นวัตกรรมเซรามิกสีของ Hublot ถือเป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าเซรามิกจะเป็นส่วนสำคัญของดีเอ็นเอของ Big Bang มาตั้งแต่แรก แต่การพัฒนาเซรามิกสีสันสดใสของแบรนด์นั้นถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในวิทยาศาสตร์วัสดุ Hublot ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเคมีในการพัฒนาสูตรเซรามิกสี
Hublot ได้พิชิตความท้าทายนี้ครั้งแรกในปี 2018 ด้วยการพัฒนาเซรามิกสีแดงที่เป็นการพลิกโฉมวงการ สีที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ในโลกของนาฬิกา ความสำเร็จนี้ได้ถูกยกให้เป็นจุดเด่นในรุ่น Big Bang 20th Anniversary Red Magic ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น
คอนเซ็ปต์ All Black ของ Hublot ที่เปิดตัวในปี 2006 ถือเป็นการทดลองที่กล้าหาญในการนำเสนอแนวคิดสุดล้ำที่เรียกว่า “invisible visibility” ซึ่งหมายถึงการมุ่งสู่ความสวยงามแบบสเตลธ์ (stealth) แทนที่จะเน้นที่ความสามารถในการอ่านง่ายและฟังก์ชันที่ชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะ black-on-black เป็นการแสดงออกถึงความเท่ที่ไม่เคยตกยุค และสามารถสะท้อนถึงความล้ำสมัยในทุกยุคทุกสมัย
และในวันนี้ Big Bang 20th Anniversary All Black ก็ได้ให้เกียรติกับคอนเซ็ปต์นี้ ด้วยการเปิดตัวหน้าปัดลายคาร์บอนสีดำในเคสเซรามิกสีดำทั้งด้านและเงาขนาด 43 มม. โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น
นำทัพคอลเลกชันด้วย Big Bang Tourbillon Automatic Sapphire ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์จากวัสดุผลึกที่สะท้อนความโปร่งใสอย่างแท้จริง และแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Hublot ในการผลิตเคสจากคริสตัลแซพไฟร์
การนำเสนอ Big Bang Tourbillon Automatic ในเซรามิกสีแดง เป็นการยกย่องหนึ่งในความก้าวหน้าทางวัสดุที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราได้พูดถึงความซับซ้อนในการสร้างเซรามิกสีสดที่ได้เห็นในรุ่น Big Bang 20th Anniversary Red Magic แล้ว ดังนั้นเรือนนี้จึงเป็นการเน้นย้ำถึงความสามารถในการวิจัยวัสดุของ Hublot และความมุ่งมั่นในการขยายขอบเขตของการผลิตนาฬิกาไปเหนือกว่าการใช้โลหะทั่วไป
Big Bang Tourbillon Chronograph Cathedral Minute Repeater ในคาร์บอนไฟเบอร์สีดำเคลือบฝุ่นอาจจะเป็นเรือนที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมากที่สุดในคอลเลกชันนี้ นาฬิกานี้รวมฟังก์ชันสุดหรู 3 อย่างไว้ด้วยกัน ทูร์บิญอง (Tourbillon), Monopusher Chronograph และ Minute Repeater พร้อมกองเสียงแบบ Cathedral gong ทั้งหมดถูกหุ้มอยู่ในเคสคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทันสมัย
ปิดท้ายคอลเลกชันด้วย Big Bang Integrated Tourbillon Cathedral Minute Repeater ใน Blue Texalium ซึ่งเป็นวัสดุที่พัฒนาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องของลวดลายและสีสัน โดยมาในเฉดสีน้ำเงินเข้มที่สวยงาม วัสดุนี้ถูกใช้ในทั้งเคส ขอบตัวเรือน
ตั้งแต่การเปิดตัว Big Bang รุ่นแรกที่ใช้แซพไฟร์ในปี 2016 และตามด้วยการเปิดตัวเคสแซพไฟร์สีในปีถัดมา Hublot ได้สำรวจวัสดุนี้อย่างละเอียดด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ การสร้างแซพไฟร์ใสที่มีสีไม่ใช่แค่การเติมสีลงไปแต่ละสีต้องการสูตรเฉพาะ
และการปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ทั้งความสวยงามและความแข็งแกร่งทางโครงสร้าง ความท้าทายนี้ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกจากการออกแบบแบบเลเยอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang ที่ต้องการความแม่นยำทางเทคนิคสูงสุด
เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ Hublot ได้เปิดตัวชุด Big Bang 20th Anniversary “Master of Sapphire” คอลเลกชันที่มีจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง โดยมีเพียงแค่ 5 ชุดเท่านั้นที่มีจำหน่ายทั่วโลก โดยแต่ละชุดประกอบด้วย 5 รุ่นของ Big Bang MECA-10 ที่มีการใช้เคสในสีต่างๆ ได้แก่:
นี่คือการเปิดตัวครั้งที่ 3 ของแบรนด์ที่นำเสนอสี Water Blue Sapphire ซึ่งเป็นสีที่งดงามในวัสดุที่สวยงาม และมั่นใจว่าแฟนๆ ของแบรนด์ต้องชื่นชอบการนำเสนอที่หลากหลายอย่างแน่นอน ในรุ่นนี้ ตัวเรือนและขอบทำจาก Water Blue Sapphire เพื่อสร้างสีที่สะท้อนความงามของน้ำทะเลเขตร้อนที่ใสบริสุทธิ์ โดยการออกแบบที่ลงตัวนี้ช่วยเพิ่มความพิเศษให้กับนาฬิกาอย่างมาก
ข้อมูลทางเทคนิค Big Bang Unico Water Blue Sapphire
หมายเลขอ้างอิง: Ref. 421.JL.4890.RT กลไก: กลไกอัตโนมัติ Unico Manufacture MHUB1280 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก วันที่ ฟังก์ชั่นโครโนกราฟแบบฟลายแบ็ก ตัวเรือน: 44mm × 14.5mm คริสตัลแซพไฟร์ Water Blue ขัดเงา ความทนทานน้ำ 50 เมตร หน้าปัด: สเคเลตัน สาย: สายยางสี Water Blue พร้อมหัวล็อกแบบดีพลอยันต์จากไทเทเนียม จำนวนที่ผลิต: จำกัดเพียง 50 เรือน
Hublot ได้เปิดตัว Big Bang ใหม่ในสีเซรามิกสองสีที่น่าสนใจ เช่น Petrol Blue และ Mint Green ซึ่งทั้งสองสีใหม่นี้เพิ่มความสดใหม่ให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang Petrol Blue เป็นสีเซรามิกที่ลึกและทรงพลัง สื่อถึงความคลาสสิกและล้ำสมัย โดยมีเฉดสีที่ผสมผสานระหว่างสีน้ำเงินเข้มและเขียวป่า สร้างความหรูหราและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน
ในขณะเดียวกัน Mint Green ceramic ซึ่งเป็นสีที่ค่อนข้างอ่อนและเบากว่า มอบความรู้สึกเย็นสบายและผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยและสดชื่น สร้างความแตกต่างและสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
สีใหม่เหล่านี้ถูกนำมาผสมผสานในสองรุ่นของ Big Bang ได้แก่ Big Bang Unico 42mm และ Big Bang One Click 33mm โดยเฉพาะรุ่น One Click 33mm ที่สร้างขึ้นจากเซรามิกเป็นครั้งแรก และเพิ่มเติมความหรูหราด้วยการประดับด้วยเพชร 36 เม็ดรอบกรอบ นับเป็นการเพิ่มความหรูหราและความหลากหลายให้กับคอลเลกชันนี้
ข้อมูลทางเทคนิค Big Bang Unico Petrol Blue และ Mint Green Ceramic
หมายเลขอ้างอิง: Ref. 441.ES.5121.RX / Ref. 441.GS.5221.RX การเคลื่อนไหว: ระบบอัตโนมัติ Unico Manufacture MHUB1280 กำลังสำรอง 72 ชั่วโมง ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีขนาดเล็ก วันที่ ฟังก์ชันโครโนกราฟฟลายแบ็ก เคส: ขนาด 42mm × 14.5mm เซรามิกขัดเงาสี Mint Green / Petrol Blue กันน้ำที่ 100 เมตร หน้าปัด: กระดูกงู สาย: สายยางขอบ Mint Green หรือ Petrol Blue พร้อมตัวล็อคสายแบบติเทเนียม
ข้อมูลทางเทคนิค Big Bang One Click Petrol Blue และ Mint Green Ceramic Diamonds
หมายเลขอ้างอิง: Ref. 485.ES.5171.RX.1204 / Ref. 485.GS.5271.RX.1204 การเคลื่อนไหว: ระบบอัตโนมัติ MHUB1120 กำลังสำรอง 40 ชั่วโมง ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีขนาดเล็ก วันที่ เคส: ขนาด 33mm × 10.55mm เซรามิกขัดเงาสี Mint Green / Petrol Blue ประดับเพชร 0.76 กะรัต กันน้ำที่ 100 เมตร หน้าปัด: สี Mint Green หรือ Petrol Blue สาย: สายยางขอบ Mint Green หรือ Petrol Blue พร้อมตัวล็อคสายแบบสแตนเลส
Hublot Big Bang One Click Joyful
เมื่อ Hublot เปิดตัวระบบ One Click ในปี 2000s การเปลี่ยนสายแบบง่ายๆ ด้วยการกดเพียงครั้งเดียวได้กำหนดมาตรฐานใหม่ในด้านความหลากหลายของการตกแต่งนาฬิกา แนวคิดนี้กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ Big Bang 33mm กลายเป็นนาฬิกาที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิงที่ต้องการทั้งสไตล์และความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยเฉพาะในรุ่นแรกที่เน้นสีสันสดใส สายยางที่มีสีสันโดดเด่น และขอบที่ประดับด้วยอัญมณี ซึ่งสร้างความมีชีวิตชีวาและพลังงานสูงในยุคสมัยนั้น
ในครั้งนี้ Hublot ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่การใช้สีของอัญมณีที่สดใสและทันสมัย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อัญมณีที่สวยงามและสายยางสีสอดคล้องกันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Big Bang One Click โดยทำให้คอลเลกชันนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานความงามของอัญมณีและความสะดวกสบายในการปรับแต่งสายตามต้องการ
เฉดสีใหม่ของเซรามิก ที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Royal Blue และ Indigo ถือว่าแปลกตาและน่าหลงใหล เพราะวัสดุเซรามิกทำให้โทนสีดูสว่างกว่าที่เคยเห็นจาก Zenith ในอดีต
สำหรับนาฬิกา Ceramic Zenith Blue ทั้ง 3 รุ่นที่เปิดตัวในปีนี้ จะทยอยเผยโฉมอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ประกอบด้วย Pilot Big Date Flyback, Defy Skyline Chronograph และ Chronomaster Sport โดยแต่ละรุ่นจะผลิตจำกัดเพียง 160 เรือน เท่านั้น มาพร้อมโรเตอร์พิเศษสลักคำว่า “160th Anniversary”
ในรุ่น Pilot Big Date Flyback จะเห็นได้ถึงดีไซน์ที่ทั้งดุดันและล้ำสมัย โดยมีหน้าปัดย่อยขนาดใหญ่สองตำแหน่ง วางไว้ที่ 3 และ 9 นาฬิกา ขณะที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาคือช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่แบบ Big Date ซึ่งทำงานแบบ “เปลี่ยนเลขทันที” (Instantaneous) ด้วยกลไกจดสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์
หน้าปัดยังคงกลิ่นอายของร่องแนวนอน อันเป็นซิกเนเจอร์ของนาฬิกา Pilot รุ่นใหม่ พร้อมตัวเลขอารบิกและชุดเข็มที่เคลือบด้วย Super-LumiNova สีฟ้าและขาว เพื่อความชัดเจนในทุกสภาพแสง
การปรากฏตัวครั้งแรกของแบรนด์บนเวที Watches and Wonders มาพร้อมพื้นที่จัดแสดงที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างหมดจด ผสานกลิ่นอายความรุ่งโรจน์แห่งโรมันเข้ากับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงอย่างกลมกลืน
คอลเลกชั่น Octo ของบุลการี สะท้อนถึงพลังสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมโรมัน นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1884 โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพดานวิหารของแม็กเซนเทียสและคอนสแตนติน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโรมันที่มีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน
Octo ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงดงามของเมืองนิรันดร์ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์เชิงสร้างสรรค์ของบุลการี คอลเลกชั่นนี้ดึงเอาวิสัยทัศน์อันบริสุทธิ์และทันสมัยจากมรดกโรมัน และนำมาประยุกต์ใช้ผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ทันสมัยและแปลกใหม่
ความบางเฉียบของ Octo ได้สะท้อนสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการใช้สีเทาเอกรงค์ที่สร้างความรู้สึกของความบริสุทธิ์และความเป็นแก่นแท้ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการผลิตนาฬิกาชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะฟลายอิ้งทูร์บิญองที่บางที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการยกระดับทั้งความบางพิเศษและความซับซ้อนของการผลิตนาฬิกาให้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
สีที่คุณเลือกให้นาฬิกาเรือนโปรดคือ… A) ขาวคลีน เรียบหรูแบบมินิมอล ➜ ไป Q2 B) ดำสนิท ดูมีพลังและลึกลับ ➜ ไป Q3 C) เงิน/ทอง สะท้อนความหรูหราแบบไร้กาลเวลา ➜ ไป Q4 D) สีพาสเทล อ่อนหวานสดใส ➜ ไป Q5
คำถามที่ 2
คุณใส่นาฬิกา Chanel ไปงานเลี้ยง จะใส่ชุดแบบไหน? A) เดรสคลาสสิกสีดำ ➜ ไป Q3 B) สูทเท่ๆ แบบ Power Look ➜ ไป Q4 C) กางเกงยีนส์ + เชิ้ต เรียบง่ายแต่ชิค ➜ ไป Q5 D) ลุคแฟชั่นจัดเต็ม ➜ ไป Q6
คำถามที่ 3
ทริปในฝันของคุณคือแบบไหน? A) เมืองแฟชั่นในยุโรป ➜ ไป Q4 B) ทริปลักชูรีผจญภัย ➜ ไป Q5 C) หาดเงียบๆ และเวลาส่วนตัว ➜ ไป Q6 D) พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี ➜ ไป Q7
คำถามที่ 4
วันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณ = ? A) เดินป่า ทะเล ภูเขา ➜ ไป Q5 B) ช้อปปิ้งในห้างหรู ➜ ไป Q6 C) นอนดูหนังอยู่บ้านกับคนที่รัก ➜ ไป Q7 D) งานอีเว้นท์แฟชั่นสุดชิค ➜ ไป Q8
คำถามที่ 5
ถ้านาฬิกาคุณพยากรณ์อนาคตได้ มันจะบอกว่า… A) ทุกช่วงเวลามีค่า ➜ ไป Q6 B) ความสำเร็จกำลังมา ➜ ไป Q7 C) ความสุขอยู่ใกล้กว่าที่คิด ➜ ไป Q8 D) สนุกไว้ก่อน ค้นหาไว้ทีหลัง ➜ ไป Q9
คำถามที่ 6
เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า “นี่แหละ…เวลาของฉัน”? A) ตอนทำงานที่รัก ➜ ไป Q7 B) อยู่กับคนที่สำคัญ ➜ ไป Q8 C) ได้ออกเดินทาง ➜ ไป Q9 D) ได้แสดงตัวตนเต็มที่ ➜ ไป Q10
คำถามที่ 7
เมื่อเจอความยากลำบาก คุณจะ… A) ค่อยๆ หาทางออก ➜ ไป Q8 B) ปรึกษาคนที่ไว้ใจ ➜ ไป Q9 C) พักก่อน แล้วค่อยกลับมาลุย ➜ ไป Q10 D) ลงมือเลย! ➜ ไป Q11
คำถามที่ 8
ถ้าเลือกพลังพิเศษได้ 1 อย่าง คุณจะเลือก… A) อ่านใจคน ➜ ไป Q9 B) หยุดเวลา ➜ ไป Q10 C) เดินทางข้ามเวลา ➜ ไป Q11 D) เปลี่ยนลุคได้ตามใจ ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย
คำถามที่ 9
นาฬิกาในฝันของคุณควรมีฟีเจอร์แบบไหน? A) เปลี่ยนสีตามอารมณ์ ➜ ไป Q10 B) AI ช่วยจัดการชีวิต ➜ ไป Q11 C) เล่าเรื่องผ่านกลไก ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย D) เปลี่ยนดีไซน์ได้ทุกวัน ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย
คำถามที่ 10
ถ้าได้อยู่ในยุคไหนก็ได้ คุณเลือก…? A) ยุค 1920s – กลิ่นอายปารีสคลาสสิก B) ยุค 1950s – Old Hollywood สง่างาม ➜ ไป Q11 C) ยุค 1980s – ดิสโก้จัดจ้าน D) อนาคตสุดล้ำ ➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย
คำถามที่ 11
คำว่า “หรูหรา” สำหรับคุณ = ? (➜ ดูผลลัพธ์ได้เลย) A) เรียบแต่มีดีเทล B) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว C) ล้ำยุคและฉลาด D) ความมั่นใจจากข้างใน
Chanel Première เป็นเหมือนการเลือกที่จะยืนหยัดในความเป็นตัวเองด้วยความหรูหราและเรียบง่ายอย่างลงตัว ที่สำคัญยังแสดงให้เห็นว่าคุณรู้ว่าอะไรดีและคุณก็กล้าที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่างที่นาฬิกาเรือนนี้ทำให้คุณรู้สึกทุกครั้งที่สวมใส่
นอกจากนี้ Happy Sport ก็ยังคงรักษาจุดยืนที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมนี้ไว้ได้อย่างงดงาม และปิดท้ายด้วย L’Heure du Diamant ก็กำลังก้าวขึ้นมาอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์เป็นครั้งแรก