เวลาหยุดเดิน…แต่นาฬิกายังคงเดินหน้าอย่างงดงามไปกับ Hermès Le temps suspendu

Date:

Hermès at Watches and Wonders 2025: การกลับมาของเรือนเวลาที่งดงามเหนือกาลเวลา

กลับมาเขย่าวงการอีกครั้งในงาน Watches and Wonders Geneva 2025 กับการคืนชีพของผลงานระดับตำนานที่เคยสะกดทุกสายตาเมื่อกว่าทศวรรษก่อน วันนี้กลับมาอีกครั้งในรูปลักษณ์ใหม่ที่ชวนให้ตกหลุมรัก พร้อมเสน่ห์ของ complication อันโดดเด่นที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ของเวลา

หัวใจหลักของ Le temps suspendu คือความสามารถในการ “หยุด” การแสดงเวลาได้อย่างมีชั้นเชิง เพียงกดปุ่มเดียว เข็มชั่วโมงและนาทีจะเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งจริงราวกับว่าเวลาได้หยุดนิ่ง เพื่อให้คุณได้สัมผัสช่วงเวลาของความสงบที่ไม่ต้องคิดถึงนาฬิกา และเมื่อคุณพร้อมจะกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง เพียงแค่กดปุ่มอีกครั้ง เข็มทั้งสองก็จะหวนกลับสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง แม่นยำราวกับไม่เคยหยุดเดิน

Hermès at Watches and Wonders 2025

นาฬิการุ่นใหม่นี้มาพร้อมตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร ผลิตจากไวท์โกลด์ที่สะท้อนแสงเงาอย่างสง่างาม บนหน้าปัดสี opaline silver โดดเด่นด้วยการจัดวางตัวเลขที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอย่างอิสระบนพื้นเวลาอันกว้างใหญ่ ในขณะที่เข็มวินาทีถูกรวมไว้บนหน้าปัดย่อย (subdial) เพื่อเน้นย้ำว่าต่อให้เราหยุดเวลาไปชั่วขณะ แต่จักรกลของชีวิตยังคงหมุนต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความมหัศจรรย์ของกลไก

Le temps suspendu (เลอ ต็องพ์ซูสป็องดู) ที่เปิดตัวในปี 2011 ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชาย และคว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์ด้วยกลไก “หยุดเวลา” ที่มีลูกเล่นมหัศจรรย์ซึ่งเป็นจุดเด่นตามชื่อ นาฬิกาเรือนนี้เป็นการผสมผสานของนวัตกรรมและศิลปะที่ทำให้ดูโดดเด่นเหนือคู่แข่งทั้งหมด

สำหรับงาน Watches and Wonders Geneva 2025 แบรนด์ได้นำเสนอสามรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกลไกซ้อนระบบ “หยุดเวลา” ด้วยการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพจากรุ่นเดิม ได้แก่ Arceau Le temps suspendu (อารโซ เลอ ต็องพ์ซูสป็องดู) Hermès Cut Le temps suspendu (แอรเมส์ คัต เลอ ต็องพ์ซูสป็องดู) และ Maillon libre (มายญง ลิบร์)

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในครั้งนี้ ศิลปิน ซาราห์-อานาอีส เดส์เบอนัวต์ ได้ออกแบบพื้นที่เสมือนจริงที่เหมือนการชมภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับกลไก “หยุดเวลา” อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางงานนิทรรศการระดับโลก ซึ่งสร้างบรรยากาศที่ไม่เหมือนใครให้กับผู้เยี่ยมชม

ตลอดเวลา ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง และไม่หยุดนิ่ง

ทุกสิ่งล้วนเคยมีอยู่และผ่านไป ภาพต่างๆ ที่ปรากฏตรงหน้ากลับเลือนหายไปและปรากฏขึ้นมาใหม่ในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิม แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบภาพมิติในงานจัดแสดง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประตูทางเข้า เป็นภาพทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านหลังช่องกระจกใสท่ามกลางการจัดแสงที่สลับสับเปลี่ยนระหว่างบรรยากาศยามรุ่งอรุณ กับยามค่ำคืนตามแต่ละสถานที่อย่างช้าๆ ไม่หยุดนิ่ง รูปทรงของสถาปัตยกรรมก็แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ให้ความรู้สึกราวกับกำลังมองผ่านช่องหน้าต่างของรถไฟ รถยนต์ หรือเรือสำราญ ขณะที่ทิวทัศน์ภายนอกค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างสวยงาม ตั้งแต่อาคารบ้านเรือนในเมืองใหญ่ที่ทอดตัวสู่ภูมิทัศน์ชายทะเล ถนนสายยาวประดับด้วยแสงไฟดวงเล็กเรียงราย ขนานไปกับอาคารสูงต่ำที่ลดหลั่นกันอย่างมีจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นหอเก็บน้ำ ศาลาริมทาง หรือแม้แต่โรงมหรสพที่ถูกหล่อหลอมเข้ากับภาพฝันนั้นอย่างแนบเนียน

ด้วยการใช้มิติของสถาปัตยกรรมเสมือนจริงที่จำลองขึ้นมา ทัศนียภาพเบื้องหน้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปตามเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เชื้อเชิญให้ผู้ชมจับจ้องและครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานว่า ภาพที่ปรากฏนั้นคือเศษเสี้ยวจากความทรงจำ หรือจินตนาการที่เคยแวบผ่าน เป็นสิ่งที่เคยดำรงอยู่จริง หรืออาจจะเคยมีอยู่เพียงบางส่วนเท่านั้น

นอกจากการแสดงภาพมิติแล้ว งานออกแบบเสียงซึ่งสอดประสานไปกับทุกย่างก้าวในพื้นที่จัดแสดงก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากตั้งใจฟังให้ดี จะได้ยินเสียงหยาดฝน เสียงสัญญาณไฟจราจร หรือแม้กระทั่งเสียงพูดคุยอย่างแผ่วเบา ราวกับสะท้อนมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู

เสียงเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการใคร่ครวญและตั้งคำถามกับตนเองว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ที่ใด? ระหว่าง ‘ภายใน’ หรือ ‘ภายนอก’ เป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ปะปนไปกับฝูงชน หรือเป็นเพียงใครบางคนที่เดินผ่าน และแอบมองเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างด้วยความสงสัย?

ซาราห์-อานาอีส เดส์เบอนัวต์ ไม่เคยหยุดสังเกตและคิดทบทวนในทุกรายละเอียดของสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสถาปัตยกรรมที่ใช้ตกแต่งสถานที่เหล่านั้น และการทำงานของเธอก็เริ่มต้นจากจุดนี้

ด้วยการใช้ความคิดทบทวน วิเคราะห์ และแยกแยะร่วมกับจินตนาการถึงสถานที่ ที่ทุกสิ่งเคลื่อนที่ช้าลงซาราห์-อานาอีส เดส์เบอนัวต์ ได้รังสรรค์ภาพของเหตุการณ์ประจำวันให้กลายเป็นบรรยากาศที่ชวนฝัน

เสี้ยววินาทีของความเงียบสงัดที่ไม่อาจจับต้อง ให้ความรู้สึกเหมือนกับเราอยู่ในสถานีรถไฟยามเช้าตรู่ ที่ยังไร้ผู้โดยสาร หรืออาจเป็นโถงกลางของโรงแรมตอนสายที่เงียบสงัดไม่มีใครอยู่เลย หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นอพาร์ตเมนต์ว่างเปล่าที่ผู้คนเพิ่งจากไป เพียงแค่แวบหนึ่งจากโลกแห่งความเป็นจริง สถานที่ที่ไม่ต่างจากแดนสนธยา

ด้วยการออกแบบภาพมิติที่จำลองบรรยากาศสถานที่ที่เคยคุ้นเคย เรากลับพบว่ามันรู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน เสมือนเคยมีอยู่ หรืออาจไม่เคยมีมาก่อนเลยก็ได้ มันเป็นสถานที่ที่ดูแปลกตาแต่เหมือนจะคุ้นเคย บรรยากาศที่เต็มไปด้วยปมขัดแย้งของเวลา ที่ถูกหยุดชั่วคราวเพื่อให้เราได้คิดทบทวน…

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ/ที่มา: Hermès

Share post:

More like this

ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon

เจาะลึกรายละเอียดน่าสนใจใน Laurent Ferrier Classic Auto Horizon นับตั้งแต่ Laurent Ferrier ได้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอิสระโดยใช้ชื่อของตัวเองที่นครเจนีวา...

H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน

H. Moser & Cie. Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ความมินิมัลนั้นกลายเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา...

การกลับมาของ Frederique Constant Classic QP พร้อมดีไซน์ที่เปี่ยมไปด้วยความประณีต

Frederique Constant เปิดตัว Classic Perpetual Calendar รุ่นใหม่ที่ Watches and Wonders 2025 พร้อมการปรับดีไซน์ที่ละเอียดอ่อนและกลไก FC-776 automatic movement ที่ให้ความเสถียรและน่าเชื่อถือมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วยพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

Alpina เปิดตัวสุดยอดนาฬิกาที่จะสะกดทุกสายตาในงาน Watches and Wonders 2025 

Alpina เปิดตัวสองรุ่นใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจในงาน Watches and Wonders 2025 ซึ่งรวมถึง Alpiner Extreme Automatic Ice Blue และ Alpina Heritage Tropic-Proof Handwinding ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบคลาสสิกในปี 1965 พร้อมกับการพัฒนาและฟีเจอร์ที่ทันสมัย