Home Blog Page 33

Deep Dive EP. 1: Vacheron Constantin | เจาะลึกประวัติศาสตร์ กับ 3 เรือนเอกที่นักสะสมต้องมี!

0

เจาะลึกทุกเรื่องราวของ Vacheron Constantin แบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ไม่เคยหยุดดำเนินกิจการ มีประวัติน่าสนใจมากมาย Revolution พาคุณเจาะลึกทุกแง่มุม พร้อมเผย 3 รุ่นเด็ดที่ต้องจับตา

ดำดิ่งสู่โลกของ Vacheron Constantin กับ Revolution Deep Dive! ใน EP นี้ เราจะพาคุณ เจาะลึกประวัติศาสตร์ กว่า 270 ปี พร้อมสัมผัส 3 รุ่นไฮไลต์ ที่นักสะสมตัวจริงห้ามพลาด (Traditionnelle Tourbillon, Overseas Perpetual Monophase และ American 1921) ติอตามเรื่องราวแบบจัดเต็ม ได้ที่นี่!

รับชมคลิปเต็มได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง REVOLUTION WATCH THAILAND ติดตามวิดิโอตัวเต็ม และติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND
➡️ Instagram: /revowatchthai/
➡️ Facebook: /RevoWatchThai/
➡️ website: https://revolutionthailand.com/
➡️ https://www.tiktok.com/@revowatchthai

The Reason Why: 5 เหตุผลที่ Excalibur Biretrograde Calendar จาก Roger Dubuis ควรถูกพูดถึงอีกครั้ง 

The Reason Why: 5 เหตุผลที่ Excalibur Biretrograde Calendar จาก Roger Dubuis เปรียบดังบทกวีแห่งกลไก

Before the Reasons ทำไมนาฬิการุ่นนี้จึงควรกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง

ช่วงหนึ่ง Roger Dubuis เคยถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่เสียงดังเกินไป กลไกอลังการ หน้าปัดเร้าอารมณ์จนบางครั้งกลบความละเมียดของงานฝีมือที่ควรจะเป็นหัวใจของนาฬิกาชั้นสูง เส้นทางที่แบรนด์เลือกเดินดูเหมือนจะชัดเจนว่าไม่ใช่สำหรับทุกคน

แต่ Excalibur Biretrograde Calendar รุ่นล่าสุดกลับทำให้ต้องหยุดมองใหม่ ไม่ใช่เพราะมันเรียบร้อยขึ้น หากแต่เป็นเพราะมันเลือกจะพูดน้อยลงในแบบที่เฉียบคมกว่าเดิม

ถ้าเปรียบเป็นเพลงร็อคเพลงหนึ่ง นาฬิกาเรือนนี้เปรียบได้กับจังหวะเว้นวรรคในท่อนโซโล่ที่เคยดุดัน มันยังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณเดิมของ Roger Dubuis เลือกที่จะลดทอนการโหมโรงลง แล้วเปิดพื้นที่ให้รายละเอียดอันประณีตได้เปล่งเสียงของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพื่อย้อนกลับไปยึดติดกับอดีต แต่เพื่อวางบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสง่างาม

นี่ไม่ใช่บทความรีวิวหรือบทโฆษณา เพราะบทความนี้คือบันทึกเหตุผลว่าเพราะอะไรเรือนเวลาเรือนนี้จึงสมควรได้รับการพิจารณาใหม่ ด้วยสายตาที่ไม่ใช่แค่ของนักสะสม ยังรวมไปถึงสายตาของคนที่สนใจในความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ เวลา และตัวตน

และนี่คือ 5 เหตุผลที่ Excalibur Biretrograde Calendar จึงควรถูกพูดถึงอีกครั้ง เพราะครั้งนี้มันเข้าใจจังหวะของตัวเองได้ดีขึ้นกว่าเดิมและอยากให้ลองเปิดใจ

5 เหตุผลที่ Excalibur Biretrograde Calendar จาก Roger Dubuis

1. Art × Mechanics เมื่อกลไกคือภาษาของศิลป์

ต้องบอกว่า Roger Dubuis คือเรือนเวลาแห่งศิลปะที่ไม่เคยถูกแยกออกจากวิศวกรรมศาสตร์ และ Excalibur Biretrograde Calendar รุ่นล่าสุด ก็คือบทสรุปอันบริสุทธิ์ของแนวคิดนั้นอย่างแท้จริง

ภายใต้หน้าปัดแบบซ้อนชั้นทั้ง 7 ชั้น ซึ่งถูกออกแบบอย่างซับซ้อนแต่ยังคงไว้ซึ่งความสมดุล มีจังหวะการเรียงตัวของวัสดุ พื้นผิว และระดับความสูงต่ำที่ให้ความรู้สึกคล้ายสถาปัตยกรรมแบบ low-relief ที่ถูกแกะสลักอย่างมีจังหวะ จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ความงามทางสายตาเท่านั้น ยังรวมไปถึงวิธีที่แต่ละชั้นรังสรรค์ให้เข้ากันอย่างแนบเนียน

หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกอัตโนมัติรุ่นใหม่ Calibre RD840 ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดภายในโรงงานของแบรนด์เอง พร้อมผ่านการขัดแต่งและตกแต่งจนได้รับตรารับรองคุณภาพระดับสูงสุด Poinçon de Genève ซึ่งเป็นตราประทับที่ใช้การได้ในเชิงการตลาด นี่เปรียบเหมือนหลักฐานของการใส่ใจในรายละเอียดทุกระนาบ ทุกเหลี่ยม ทุกเส้นสาย ระดับที่ต้องมองผ่านกล้องขยายจึงจะเข้าใจว่างานฝีมือนี้จริงจังแค่ไหน

ราวกับว่ากลไกนี้ไม่ได้มีไว้ทำหน้าที่แค่ทำงาน แต่ถูกยกระดับขึ้นเป็นภาษาของศิลป์ และเมื่อปล่อยให้เสียงจักรกลเดินไปตามจังหวะของมันเอง จึงไม่รู้สึกถึงกลไกลของเครื่องจักร แต่กลับได้ยินเสียงของศิลปินที่กำลังขับขานจินตนาการ ที่แสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวของฟันเฟือง การดีดกลับของเข็ม และการขยับเข้าออกของจักรกลอย่างมีชีวิต

2. เวลาไม่ได้เป็นเส้นตรง และ Roger Dubuis ก็ไม่เชื่อในเส้นตรงนั้น

การแสดงผลวันและวันที่ในแบบ Biretrograde ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกเล่นทางเทคนิค ยังเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญว่าทำไมเวลา…ต้องเดินหน้าเสมอ?

ย้อนกลับไปในปี 1989 คุณ Roger Dubuis ได้ร่วมจดสิทธิบัตรกลไก Biretrograde ของตัวเอง ซึ่งภายหลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของเรือนเวลาเรือนแรกของแบรนด์ ด้วยแนวคิดที่ไม่ยึดติดกับการมองเวลาในรูปแบบเส้นตรง

มันบ่งบอกถึงความเชื่อที่ว่าเวลาไม่ได้เป็นแค่เส้นตรงที่ไหลไปข้างหน้าในทิศทางเดียว แต่สามารถวนกลับไปหาอดีตได้เช่นกัน โดยการแสดงผลของวันและวันที่ในกลไก biretrograde นี้ เข็มที่เคลื่อนไปแล้วดีดกลับไปที่จุดเริ่มต้นมันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการไม่ยอมให้ตัวเองถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาที่ยึดมั่น

ปีนี้ Roger Dubuis จึงเลือกที่จะย้อนกลับ ไปยังจุดเริ่มต้นนั้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะความคิดถึง แต่เพราะมันคือการกลับมามองจากมุมของผู้ที่เคยเดินมาจนถึงจุดนี้แล้วและได้เข้าใจว่า บางครั้ง ความหมายของการเดินไปข้างหน้าก็อาจไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับการรู้จักย้อนกลับไปสู่จุดที่เริ่มต้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ทางตรง เพราะบางทีสิ่งที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเดินถอยหลังเพื่อทบทวนและเริ่มต้นใหม่

และนั่นคือความงามที่ซ่อนอยู่ในกลไก biretrograde  เข็มที่เดินไปแล้วดีดกลับไปยังจุดเริ่มต้น เป็นการเตือนให้เรารู้ว่า เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะ เริ่มใหม่ ได้เสมอ โดยไม่จำเป็นต้องกลัวการหวนกลับ

3. ความ “กล้าแตกต่าง” ไม่เคยเป็นทางเลือก หากแต่มันคือพันธุกรรม

Excalibur รุ่นนี้ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของการออกแบบใหม่ ยังเป็นผลผลิตของแบรนด์ที่ไม่เคยเล่นตามกติกา การสร้างสรรค์ของ Roger Dubuis คือการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าสิ่งที่ดีที่สุด ต้องเป็นสิ่งที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงวันนี้ แบรนด์ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าความงามไม่จำเป็นต้องปลอดภัยเสมอไป

ในปี 2024 นี้ การใช้วัสดุที่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ เช่น พิงค์โกลด์ 18K และ Mother-of-Pearl ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมโอนอ่อนไปตามกระแส ที่แสวงหาความเสถียรและความคุ้นเคย ด้วยวัสดุที่ Roger Dubuis เคยเป็นผู้บุกเบิกเมื่อหลายทศวรรษก่อน การเลือกใช้สิ่งเหล่านี้ใน เรือนเวลารุ่นใหม่เป็นการย้อนกลับไปสู่ความคลาสสิค และยังทำให้เห็นถึงพันธุกรรมของแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาและไม่เคยกลัวการทดลอง

หน้าปัดของเรือนนี้ บอกเล่าเรื่องราวของความสมมาตรที่ไม่เคยเรียบง่าย แม้ว่าเส้นสายจะดูสมดุลและลงตัว แต่มันยังคงมีความงามที่ไม่สนใจการเอาใจใคร มันดูเหมือนจะหลุดจากกรอบความคาดหวังทั่วไปและไม่ใช่แค่สวยในสายตาคนทั่วไป ยังเป็นความงามที่มีเสน่ห์ลึกลับและไม่ยอมให้ใครมาคาดเดา

มันอาจเป็นเสน่ห์ที่บางคนไม่สามารถเข้าใจได้ในทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วจะรู้ทันทีว่านี่แหละ…ของจริงมาแล้ว เพราะสิ่งที่คุณเห็นนั้นหาใช่เพียงแค่การออกแบบที่สะดุดตา กลับกลายเป็นคำประกาศอำนาจที่บอกว่า การแตกต่างคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา

4. การเล่าเรื่องแบบ Symbolic หรือเมื่อการดีดกลับของเข็ม คือนัยของชีวิต

บนหน้าปัด Excalibur Biretrograde Calendar มีสองวงโค้งที่ตัดกันอย่างแยบยล ถูกขนานนามว่า Ecliptic Counters คำเรียกที่ดูเหมือนจะเป็นศัพท์เทคนิคจากดาราศาสตร์ แต่แท้จริงแล้วคือการเล่าเรื่องด้วยภาษาสัญลักษณ์ในแบบของ Roger Dubuis อย่างชัดเจน

“Ecliptic” ตามความหมายตรงตัว คือเส้นทางโคจรของดวงอาทิตย์ แต่ในบริบทของเรือนเวลานี้ มันไม่ได้สื่อถึงจักรวาลภายนอกเท่านั้น หากยังชี้ย้อนเข้ามาภายใน ว่าเส้นทางของชีวิตก็ไม่ได้เป็นวงกลมที่สมบูรณ์แบบ หรือเส้นตรงที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเสมอไป

การดีดกลับของเข็มในระบบ biretrograde ไม่ได้เป็นแค่กลไกที่ดูน่าตื่นตา มันคือบทกวีแห่งการเปลี่ยนแปลง เข็มที่กวาดจากซ้ายไปขวา และดีดกลับไปเริ่มต้นใหม่อย่างรวดเร็วในทุกรอบ กำลังบอกว่า “ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงได้” ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ไม่ว่าจะไปไกลแค่ไหน เราก็มีโอกาสย้อนกลับไปเริ่มต้นอีกครั้ง

ชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน…บางจังหวะ เราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ควบคุมไม่ได้ บางจังหวะ เราหายไปจากวงโคจรของใครบางคน และบางจังหวะ เราก็กลับมา พร้อมความเข้าใจที่ลึกกว่าเดิม

Excalibur รุ่นนี้จึงไม่ได้แค่บอกวันและวันที่ แต่มันบอกเล่าเรื่องราวของเวลา ในฐานะสิ่งที่ทั้งหมุนเวียน ย้อนกลับ และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

5. เวลาในฐานะกระจกสะท้อนตัวตน

ดั่งคำที่เคยกล่าวไว้ว่า:

“This is a watch of today, inspired but not restricted to the past, projected into a future that belongs to us.” เอาจริงๆ ประโยคนี้ไม่ได้แค่ฟังดูดี หรือสวยหรู ถ้าพิจารณาถึงรายละเอียดจะเห็นว่ามันปรากฏอยู่ในทุกเส้นสาย ทุกพื้นผิว และทุกความตั้งใจของ Excalibur Biretrograde Calendar

เรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้พยายามแต่งตัวให้เหมือนวันวาน ไม่ได้ย้อนยุคเพื่อเอาใจใคร หากแต่มันเลือกจะเป็นตัวของตัวเองอย่างกล้าหาญ ในแบบที่ยังรับรู้และเคารพรากเหง้าของตัวเอง

จากกลไกที่เชื่อมโยงกับอดีต วัสดุที่เคยถูกบุกเบิกเมื่อหลายสิบปีก่อน ถ่ายทอดผ่านแนวคิดที่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความคิดถึง มันเกิดจาก ความเข้าใจในเวลา ในแบบที่ไม่ได้มองว่ามันผ่านไปเฉย ๆ แต่เลือกจะดึงมันกลับมา เพื่อสร้างบางอย่างที่มีคุณค่าในปัจจุบัน

Excalibur Biretrograde จึงเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา เพราะนี่คือการประกาศตัวตนอย่างเงียบ ๆ แต่หนักแน่น และหากเลือกจะสวมใส่มัน นั่นอาจไม่ใช่เพราะอยากได้ความหรูหรา คงเป็นเพราะอยากบอกกับตัวเองว่า “ฉันรู้ว่าฉันเป็นใคร และฉันเลือกจะเดินไปข้างหน้า ด้วยตัวตนที่แท้จริงของฉัน”

ข้อมูลทางเทคนิค
Roger Dubuis Excalibur Biretrograde Calendar (RDDBEX1179
)
  • ขนาดตัวเรือน: 40 มม.
  • วัสดุ: พิงค์โกลด์ 18K
  • กลไก: Calibre RD840 อัตโนมัติ ผลิตภายในโรงงาน
  • ฟังก์ชันเด่น: Biretrograde ปฏิทินวัน-วันที่ เข็มคู่
  • หน้าปัด: มุกธรรมชาติ (Mother-of-Pearl) โครงสร้างหน้าปัด 7 ชั้น ดีไซน์สมมาตร ใช้ฟอนต์วินเทจ
  • ฝาหลัง: โชว์กลไก ตกแต่งด้วยคำพูดจากผู้ก่อตั้ง
  • มาตรฐาน: รับรอง Geneva Seal (Poinçon de Genève)

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Roger Dubuis 

ย้อนตำนานสีม่วงแห่งกษัตริย์ Blancpain Ladybird Colors พลิกโฉมความหรูหราเหนือกาลเวลา

ย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่มนุษย์ค้นพบสีม่วง… สีที่เคยเป็นของสูงส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีม่วงเข้มหรือสีม่วงไทเรียน (Tyrian Purple) เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความมั่งคั่ง และความลึกลับของชนชั้นกษัตริย์และชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะเม็ดสีม่วงนั้นหายากแสนยาก ต้องสกัดจากหอยทากทะเลกว่าหมื่นตัว

มาถึงวันนี้ Blancpain ได้นำเอามนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหลของ “สีม่วงรอยัล” นี้ มาบรรจุลงในคอลเลกชัน Ladybird Colors อย่างวิจิตรบรรจง ทำให้สีม่วงที่เคยเป็นของสูงส่งกลับมาผงาดอีกครั้งในโลกแห่งเรือนเวลา

เสน่ห์สีม่วงแห่งราชัน เมื่อ Ladybird โอบรับความสง่างามเหนือกาลเวลา

แต่เดิม Ladybird Colors ก็มีพาเล็ตต์สีสันสดใสที่ชวนใจละลายอยู่แล้ว ทั้ง สีชมพูราสเบอร์รี่ ม่วงไลแลค น้ำเงินเที่ยงคืน ฟ้าคอรัล เขียวแอปเปิล เขียวพีค็อก เขียวฟอเรสต์ เทอร์ควอยซ์ เหลืองเลมอนซอร์เบต์ และ ขาวบริสุทธิ์

แต่การมาของคอลเลกชันแคปซูล Ladybird Colors Royal Purple นี้ ถือเป็นการผสานศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาเข้ากับศิลปะเครื่องประดับได้อย่างไร้ที่ติ ดุจการจับเอาแสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นมาบรรจุไว้บนข้อมือ

เพราะ สีม่วง ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่สี แต่เป็นเทรนด์! มันสะกดทุกสายตาด้วยความซับซ้อนที่ลงตัว มีมิติที่น่าค้นหา และที่สำคัญคือ เข้ากันได้อย่างไร้ที่ติกับความนุ่มนวลเหลือบมุกของ “Nacre Perlée” หรือเปลือกหอยมุกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สะท้อนแสงระยิบระยับยามต้องแสง ราวกับมีชีวิตบนหน้าปัดเรือนเวลา

ตำนานแห่งเรือนเวลาสตรีที่สืบทอดเกือบศตวรรษ

Blancpain มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและน่าสนใจในโลกของนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิต แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพย้อนไปในปี 1933 เบ็ตตี้ ฟีชเตอร์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเมซงแห่งนี้ และยังคงกุมบังเหียนยาวนานไปจนถึงปี 1967 เธอไม่เพียงเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นเจ้าของและบริหารแบรนด์นาฬิกาสวิส แต่ภายใต้การนำของเธอนี่แหละที่ Blancpain ได้ปฏิวัติวงการนาฬิกาในยุค 1930s ด้วยการสานต่อการพัฒนานาฬิกา “Rolls” ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมืออัตโนมัติเรือนแรกสำหรับผู้หญิง

การถือกำเนิดของ Ladybird ในปี 1956 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ มันไม่ใช่แค่เพียงนาฬิกา แต่คือความกล้าหาญที่สวนกระแสในยุคที่นาฬิกาผู้หญิงมักจะถูกซ่อนเร้นไว้ในเครื่องประดับอันวิจิตรซับซ้อน Ladybird ได้รับการออกแบบให้รวมเอาเครื่องกลไกแบบกลมที่เล็กที่สุดในยุคนั้น (กลไก R-52 ขนาดเพียง 11.85 มม.) ไว้ในตัวเรือนที่เรียบง่ายที่สุด โดยย้ายเม็ดมะยมไปอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร

Ladybird ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังเช่นในปี 1995 ที่มีการนำเสนอ Calibre 615 กลไกอัตโนมัติบางเฉียบ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Ladybird Ultraplate ในปัจจุบัน ความเชี่ยวชาญในการผสมผสานระหว่างการย่อส่วน

การออกแบบ และประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมนี้เองที่หล่อหลอมรวมกันเป็น DNA ของคอลเลกชัน Ladybird Colors ทุกวันนี้ ทำให้ทุกเรือนเวลาจากคอลเลกชันนี้เป็นดั่งเครื่องบ่งบอกถึงมรดกอันล้ำค่าและความเป็นเลิศที่ Blancpain มอบให้กับสุภาพสตรีมาเกือบหนึ่งศตวรรษ

หน้าปัดเปลือกหอยมุก Nacre Perlée ความงามอันวิจิตรจากธรรมชาติ

หน้าปัด Nacre Perlée ที่เปล่งประกายและมีมิติ คือหัวใจสำคัญของ Ladybird Colors รุ่นใหม่นี้ ความพิเศษของเปลือกหอยมุกชนิดนี้คือคุณภาพที่เหนือกว่า เพราะมันถูกค้นพบในปริมาณที่จำกัดมาก และต้องผ่านการสกัดอย่างประณีตจากหอยเลี้ยงพิเศษ ซึ่งแต่ละตัวสามารถให้เปลือกหอยมุกเพื่อทำหน้าปัดได้เพียงหนึ่งถึงสองชิ้นเท่านั้น

การแกะสลักหน้าปัดต้องทำจากส่วนที่โค้งที่สุดของเปลือกหอย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ Nacre Perlée ที่สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 28 มม. และคิดเป็นสัดส่วนเพียง น้อยกว่า 2% ของเปลือกหอยมุกทั้งหมดที่ใช้งานได้ ส่วนที่เหลือมักจะถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่คัดเลือกน้อยกว่า

Nacre Perlée โดดเด่นด้วยพื้นผิวที่มีลายเส้นละเอียดอ่อน ซึ่งก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยคอลเลกชันแคปซูล Ladybird Colors รุ่นใหม่นี้ Blancpain ตอกย้ำถึงความสามารถอันเป็นเลิศในการผสานรวมวัสดุชั้นเลิศ งานฝีมืออันประณีต แรงบันดาลใจจากเครื่องประดับ และความเป็นเลิศด้านการผลิตนาฬิกาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ความประณีตที่ส่องประกายในทุกอณู เมื่ออัญมณีและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่ง

Ladybird สีม่วงรอยัลไม่ได้เพียงแค่สวยงามจับตาจากภายนอก แต่ยังซ่อนความประณีตไว้ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ตัวเรือนที่เปล่งประกายไปจนถึงกลไกภายในอันซับซ้อน ตัวเรือนทองคำแดงหรือทองคำขาว 18 กะรัตถูกประดับประดาด้วยเพชรกว่า 2 กะรัตที่จัดวางอย่างวิจิตรบรรจงทั่วทั้งหน้าปัด ขอบตัวเรือน เม็ดมะยม ขาตัวเรือน และแม้กระทั่งหัวเข็มขัด ทำให้ Ladybird Colors เปรียบเสมือนผลงานศิลปะเครื่องประดับชั้นสูงที่สวมใส่ได้จริง

ด้วยขนาดตัวเรือน 34.9 มม. ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเชี่ยวชาญ เรือนเวลานี้จึงมอบสมดุลอันน่าทึ่งระหว่างความหรูหราสง่างามและความสะดวกสบายในการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสพิเศษหรือวันสบายๆ Ladybird ก็พร้อมเป็นเพื่อนคู่กายของคุณ

ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 1163L อันทรงพลัง ซึ่งสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานกว่าสี่วันเต็ม ไม่เพียงเท่านั้น ยังโดดเด่นด้วยฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรม (moon phase) ที่เพิ่มเสน่ห์ชวนฝัน และเข็มวินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ทางเทคนิคอันเป็นที่จดจำของไลน์การผลิตนี้

บนหน้าปัดอันวิจิตรบรรจง คุณจะพบกับเลขโรมัน 12 ตัวสีม่วงรอยัลที่ถูกทำมุมลาดเอียงเล็กน้อย วางลงบนหน้าปัดเปลือกหอยมุกโดยตรงอย่างประณีต รายล้อมด้วยวงกลมเพชร 70 เม็ดสองวงที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว สร้างมิติและประกายระยิบระยับยามต้องแสง และตามแบบฉบับของ Blancpain เข็มนาฬิกาทรงใบเสจแบบโปร่งก็ถูกนำมาใช้เพื่อบ่งบอกชั่วโมงและนาทีได้อย่างสง่างาม

ปิดท้ายด้วยสายหนังจระเข้สีม่วงอันน่าหลงใหล ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์ล่าสุดจากโรงฟอกหนังชั้นนำ สะท้อนถึงงานฝีมืออันประณีตที่ไม่อาจมองข้าม คุณจะสังเกตเห็นถึงการไล่ระดับสีที่ละเอียดอ่อน สีม่วงรอยัลอ่อนๆ บนเกล็ดหนังตัดกับสีที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในระหว่างเกล็ด

เมื่อผสานรวมกัน คุณสมบัติเหล่านี้สร้างสรรค์ผลลัพธ์ทางสายตาที่เต็มไปด้วยพลังและสมดุลอย่างเหนือชั้น ไร้ที่ติในทุกมุมมอง ทำให้ Ladybird สีม่วงรอยัลเป็นมากกว่านาฬิกา แต่คือเครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมและความเป็นคุณได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
Ladybird Colors Royal Purple
  • หน้าปัด: รังสรรค์จาก Nacre Perlée เปลือกหอยมุกหายากที่สุดในวงการนาฬิกา พร้อมเข็มทรงใบเสจอันเป็นเอกลักษณ์ และดัชนีเลขโรมันสีม่วงรอยัลแบบทูโทน
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วย Calibre 1163L ของ Blancpain เอง มีฟังก์ชันชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และข้างขึ้นข้างแรม เป็นระบบไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ยาวนาน 4 วันเต็ม ขนาด 26.20 มม. หนา 4.58 มม. ความถี่ 3 Hz (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง) ประกอบด้วยทับทิม 30 เม็ด และ 243 ชิ้นส่วน
  • ตัวเรือน: ผลิตจากทองคำ 18 กะรัต (ไวท์โกลด์หรือเร้ดโกลด์) มาพร้อมกระจกหน้าปัดและฝาหลังแซฟไฟร์ กันน้ำลึก 3 ATM (30 เมตร) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 34.90 มม. หนา 10.43 มม. และระยะห่างระหว่างขาตัวเรือน 18.00 มม.
  • สาย: เป็นหนังจระเข้สีม่วงรอยัลสุดหรูหรา เลือกได้ทั้งหัวเข็มขัดแบบเข็มหรือแบบบานพับ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | ที่มา: Blancpain

จากนาฬิกาพกสู่เรือนเวลาบนข้อมือ Longines Spirit Zulu Time กับ 100 ปีแห่งการเชื่อมโลก

Longines Spirit Zulu Time กับการเดินทางของเวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุด  

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังยืนอยู่บนจุดที่เวลาเชื่อมโลกเข้าหากัน… เพราะกว่าศตวรรษที่แบรนด์ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านการจับเวลาข้ามไทม์โซน วันนี้แบรนด์แห่งความสง่างามนี้จึงภูมิใจนำเสนอ Longines Spirit Zulu Time 1925 ที่จะพาคุณย้อนรอยประวัติศาสตร์ 100 ปีของนาฬิกาข้อมือแสดงเวลาสองไทม์โซนเรือนแรกของแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1925

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบศตวรรษนี้ เฮนรี่ คาวิลล์ (Henry Cavill) แอมบาสเดอร์ผู้สง่างามของ Longines ก็ได้ร่วมถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกและการเดินทางข้ามพรมแดนเวลาในแคมเปญใหม่ที่ตั้งคำถามง่ายๆ แต่แฝงความหมายลึกซึ้งว่า “What time is it there?” (เวลาตอนนี้ที่นั่นกี่โมงนะ?)

Longines Spirit Zulu Time 1925

ย้อนเวลาตามเข็ม…มรดกแห่งการเดินทางข้ามไทม์โซน

รู้ไหมว่า Longines ไม่ได้เพิ่งมาเป็นเจ้าแห่งเวลาข้ามทวีป ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 แบรนด์นี้ก็เริ่มคิดค้นโซลูชันสุดแม่นยำให้นักเดินทางผู้ต้องเผชิญหน้ากับเขตเวลาที่หลากหลายแล้ว ซึ่งมรดกชิ้นสำคัญที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจนคือ “นาฬิกาตุรกี” นาฬิกาพกสุดเก๋าที่สร้างสรรค์ขึ้นตามคำสั่งของจักรวรรดิออตโตมันในปี 1908 ความพิเศษของมันคือสามารถบอกเวลาของตุรกีและเวลาของโลกตะวันตกได้พร้อมกันในเรือนเดียว 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมวงการมาถึงในปี 1925 เมื่อ Longines เปิดตัวนาฬิกาข้อมือแสดงเวลาสองไทม์โซนเรือนแรกของโลกในชื่อ “Zulu Time” ตัวอักษร “Z” ที่ว่านี้ไม่ได้มาลอยๆ แต่มาพร้อมกับธงเดินเรือหลากสีที่ประดับอยู่บนหน้าปัด ซึ่งสื่อถึงเวลาที่เส้นเมริเดียนศูนย์ ณ เมืองกรีนิช ลอนดอน หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า UTC +0 (เวลาสากลเชิงพิกัด)

ในโลกของการบินมืออาชีพ เขตเวลา UTC +0 นี้ถูกเรียกขานกันง่ายๆ ว่า “Zulu Time” และการใช้ระบบเวลาแบบ 4 หลักนี้เองที่ช่วยขจัดความสับสนระหว่าง AM และ PM ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องมานั่งคิดเลยว่าตกลงเป็นเช้าหรือบ่าย และถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน Zulu Time ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่นักบินและนักเดินเรือทั่วโลกใช้ในการสื่อสารวิทยุ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการติดต่อจะชัดเจนและไร้ข้อผิดพลาดเสมอ

Longines Spirit Zulu Time 1925

จากประวัติศาสตร์สู่ยุคปัจจุบัน การถือกำเนิดใหม่ของ Zulu Time

ในปี 2022 Longines ก็ได้หยิบเอาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของนาฬิกาเรือนนี้มาตีความใหม่ ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชัน Longines Spirit Zulu Time ที่ผสานเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว คอลเลกชันนี้สร้างชื่อได้อย่างรวดเร็วในฐานะเพื่อนร่วมทางที่ขาดไม่ได้สำหรับนักเดินทางทั่วโลกยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชัน GMT ที่แม่นยำและการออกแบบที่โดดเด่นสะดุดตา

1925 สู่ 2025 การเฉลิมฉลองครบรอบศตวรรษ

และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของนาฬิกาแห่งการปฏิวัติวงการนี้ Longines Spirit Zulu Time 1925 จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2025 นี้เอง นาฬิการุ่นพิเศษนี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. ที่ดูภูมิฐาน มาพร้อมกับขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทางซึ่งครอบด้วย โรสโกลด์ 18K สุดหรูหรา และที่พิเศษสุดๆ คือแผ่นขอบหน้าปัดลายขัดวงกลม ซึ่งเป็นครั้งแรกของคอลเลกชันนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยสเกล 24 ชั่วโมง ผู้สวมใส่ก็สามารถติดตามไทม์โซนที่สามได้อย่างง่ายดาย ตัวเลขและอินเด็กซ์ที่สลักอย่างประณีตช่วยเพิ่มมิติและความงดงามให้กับดีไซน์ ส่วนการเลือกใช้โรสโกลด์ ที่มีส่วนผสมของทองแดง ก็ไม่ได้แค่สวยงามเท่านั้น

ยังเป็นการคารวะแด่แถบทองแดงที่ทำเครื่องหมายเส้นเมริเดียนแรก (หรือ “ศูนย์”) ที่ฝังอยู่บนพื้น ณ หอดูดาวหลวงกรีนิช ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 350 ปีก่อน บอกเลยว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละที่ทำให้ Zulu Time 1925 ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นเหมือนชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ที่อยู่บนข้อมือคุณ

สิ่งที่น่าสนใจคือกว่าจะมาเป็นนาฬิกา Zulu Time ที่เราเห็นกันวันนี้ Longines ต้องผ่านการพัฒนาและสร้างสรรค์อะไรมาบ้าง

Longines Spirit Zulu Time 1925

รายละเอียดที่ตรึงตา การผสานความงามและฟังก์ชัน

เมื่อสายตาคุณจับจ้องไปที่หน้าปัดของ Longines Spirit Zulu Time 1925 คุณจะสัมผัสได้ถึงความลงตัวระหว่างความเข้มขรึมของหน้าปัดสีดำแมตต์ ที่ตัดกับความอบอุ่นของเข็มนาฬิกาและอินเด็กซ์สีโรสโกลด์ ได้อย่างน่าทึ่ง การจัดวางที่พิถีพิถันนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม ยังช่วยให้คุณอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษในทุกสถานการณ์

และไม่ว่าคุณจะอยู่ในสภาพแสงแบบไหน ก็หมดห่วงเรื่องการมองเห็น เพราะทั้งเข็มและเครื่องหมายบอกชั่วโมงต่างได้รับการเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้คุณอ่านค่าได้อย่างแม่นยำที่สุด

Longines Spirit Zulu Time 1925

นอกจากนี้ หน้าปัดยังโดดเด่นด้วย ดาวห้าดวง ที่จัดวางอย่างสง่างามเหนือช่องแสดงวันที่ขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นเหมือนตราประทับของคุณภาพและความแม่นยำตามแบบฉบับของ Longines

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษอย่างสมบูรณ์แบบ บนหน้าปัดยังมีการสลักปี “1925 – 2025” อย่างประณีตด้วยสีโทนเดียวกันอย่างกลมกลืน บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางอันยาวนานของนาฬิกาเรือนนี้ได้อย่างเงียบงันแต่เปี่ยมความหมาย

ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นคือรุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับสองฟีเจอร์ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในคอลเลกชันนี้มาก่อน นั่นก็คือ ฝาหลังแบบใสที่เผยให้เห็นการทำงานอันซับซ้อนของกลไกภายใน และที่พิเศษสุดๆ คือ โรเตอร์ที่เคลือบ PVD สีโรสโกลด์ พร้อมการสลักภาพแผนที่โลกแบบพิเศษ

โดยมีเส้นเมริเดียนแรกพาดผ่านตรงกลางอย่างโดดเด่น ราวกับเป็นงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกและเวลาได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยก็ว่าได้ แล้วคุณล่ะ คิดว่ารายละเอียดไหนของนาฬิกาเรือนนี้ที่ทำให้คุณประทับใจมากที่สุด

แม่นยำทุกองศา ขุมพลังแห่งเวลาที่ไร้เทียมทาน

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน Longines Spirit Zulu Time 1925 ให้เป็นนาฬิกา GMT ที่แท้จริง (หรือที่เรียกกันว่า “สำหรับนักเดินทาง”) คือกลไกสุดล้ำอย่าง Longines L844.4 กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์นี้

ที่นอกเหนือจากความซับซ้อนแล้ว ยังมาพร้อมกับซิลิคอน บาลานซ์ สปริง และส่วนประกอบล้ำสมัยอื่นๆ ที่ทำให้มันทนทานต่อสนามแม่เหล็กได้สูงกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึง 10 เท่า ลองนึกภาพดูสิว่ามันจะแม่นยำแค่ไหนเมื่อต้องเผชิญกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

นอกจากความทนทาน กลไกความเที่ยงตรงสูงนี้ยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานสูงสุดถึง 72 ชั่วโมง ให้คุณมั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดทุกการนัดหมายสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ที่สำคัญคือได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ จากสถาบันทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการของสวิส (COSC) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความแม่นยำที่ไม่มีที่ติ

Longines Spirit Zulu Time

สวมใส่สบายในทุกสไตล์ ความลงตัวของดีไซน์และฟังก์ชัน

แบรนด์เข้าใจดีว่าความสะดวกสบายคือหัวใจสำคัญในการเดินทาง จึงมาพร้อมกับตัวเลือกสายนาฬิกาถึงสองแบบให้คุณเลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นสายสเตนเลสสตีล ที่มาพร้อมกับตัวล็อกแบบพับสองชั้นพร้อมปุ่มกดเพื่อความปลอดภัย ให้ความรู้สึกมั่นคงและทนทาน หรือจะเป็น สาย NATO สีดำ ที่มาพร้อมตัวล็อกแบบบัคเก็ต มอบลุคสปอร์ตเท่ๆ ที่คล่องตัวในทุกการเคลื่อนไหว

และเพื่อเป็นการสะท้อนความสำคัญของนาฬิกาที่ระลึกถึงวาระครบรอบหนึ่งศตวรรษนี้ Longines Spirit Zulu Time 1925 ยังถูกนำเสนอใน กล่องรุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับนาฬิกาเรือนพิเศษนี้ให้เป็นของสะสมที่ล้ำค่าและคู่ควรแก่การครอบครองอย่างแท้จริง

การขยายคอลเลกชัน Longines Spirit Zulu Time

นอกเหนือจากรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษนี้แล้ว แบรนด์ยังคงเดินหน้าขยายคอลเลกชัน Spirit Zulu Time อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เอง คุณจะได้พบกับดีไซน์ใหม่ที่มาในขนาดตัวเรือนที่หลากหลาย ทั้ง 39 มม. และ 42 มม. ซึ่งจะวางจำหน่ายให้คุณได้เลือกสรรกันเร็วๆ นี้

Longines Spirit Zulu Time

นาฬิการุ่นใหม่เหล่านี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้วยขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทาง แต่เพิ่มเติมความพิเศษด้วยขอบเซรามิก ที่มาพร้อมสเกล 24 ชั่วโมง และมีการแบ่งเป็นสองเฉดสี คือ สีดำแมตต์ และ สีดำเงาเข้ม เพื่อสื่อถึงช่วงเวลากลางวันและกลางคืนได้อย่างงดงามน่ามอง และเช่นเดียวกับรุ่นฉลองครบรอบ

ทุกเรือนในคอลเลกชันใหม่นี้ยังคงใช้หน้าปัดสีดำที่สวยงามและส่วนประกอบสีโรสโกลด์เช่นเดียวกัน สร้างความสอดคล้องกันทางสุนทรียศาสตร์ทั่วทั้งคอลเลกชัน พร้อมทั้งนำเสนอตัวเลือกขนาดและวัสดุเพิ่มเติมสำหรับความชอบที่หลากหลายของคุณ

Longines Spirit Zulu Time

การยกย่องมรดกและนวัตกรรม หัวใจสำคัญของ Longines

เรือนเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกย่องอดีตแห่งนวัตกรรมของแบรนด์เท่านั้นนะ แบรนด์ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละของ Longines ในด้านความเที่ยงตรง ความสง่างามและจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์มาโดยตลอดประวัติศาสตร์

นาฬิกาเรือนนี้เป็นเหมือนสะพานเชื่อมโยงมรดกอันยาวนานของการผลิตนาฬิกาเข้ากับความต้องการร่วมสมัยของนักเดินทางทั่วโลกในปัจจุบัน รุ่นพิเศษฉลองครบรอบนี้จึงเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่าศิลปะแห่งการผลิตนาฬิกาชั้นสูงนั้นสามารถเชื่อมโยงทั้งกาลเวลาและระยะทางได้อย่างไร และยังคงมีความสำคัญในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันในปัจจุบันไม่ต่างจากเมื่อหนึ่งศตวรรษที่แล้วเลย

การผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยกับนวัตกรรมล้ำสมัยของ Longines Spirit Zulu Time 1925 ทำให้คุณรู้สึกถึงคุณค่าและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกาเรือนนี้ใช่ไหมล่ะ

ข้อมูลทางเทคนิค
Longines Spirit Zulu Time 1925 (รุ่นฉลองครบรอบ 100 ปี)

รุ่นพิเศษที่รวบรวมความเชี่ยวชาญกว่าศตวรรษของ Longines ในการสร้างสรรค์นาฬิกาแสดงเวลาหลายไทม์โซน:

ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. หรือ 42 มม. วัสดุ สเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือนหมุนได้สองทิศทาง มาพร้อมขอบเซรามิกสเกล 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นสองเฉดสี (ดำแมตต์และดำเงาเข้ม) ซึ่งแสดงถึงเวลากลางวันและกลางคืนได้อย่างสง่างาม และมีรายละเอียดพิเศษด้วย โรสโกลด์ 18K (5N)
หน้าปัด: สีดำด้าน รายละเอียดเข็มและอินเด็กซ์สีโรสโกลด์เคลือบ Super-LumiNova® อ่านค่าได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง มีดาวห้าดวงเหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา (ช่องแสดงวันที่ขนาดเล็ก) และสลักปี “1925 – 2025” อย่างประณีตเพื่อฉลองครบรอบ
กลไก: Longines Caliber L844.4 (กลไกไขลานอัตโนมัติ) เอกสิทธิ์เฉพาะของ Longines คุณสมบัติมาพร้อมซิลิคอน บาลานซ์ สปริง และส่วนประกอบล้ำสมัย ทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูงกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึง 10 เท่า พลังงานสำรอง สูงสุด 72 ชั่วโมง
การรับรอง: ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC (Contrôle Officiel Suisse des Chronomètres)
สายนาฬิกา: สายสเตนเลสสตีล

ข้อมูลทางเทคนิค
Longines Spirit Zulu Time (คอลเลกชันทั่วไป)

นี่คือนาฬิกา GMT ที่ผสานความสง่างามเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย สำหรับนักเดินทางยุคใหม่

ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. หรือ 42 มม. วัสดุ สเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือน หมุนได้สองทิศทาง มาพร้อมขอบเซรามิกสีน้ำเงินที่มีสเกล 24 ชั่วโมง
หน้าปัด: สีดำแมตต์ หรือ สีแอนทราไซต์พ่นทราย
รายละเอียด: เข็มและอินเด็กซ์สีเยลโลว์โกลด์เคลือบ Super-LumiNova® มีดาวห้าดวงเหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา (ช่องแสดงวันที่ขนาดเล็ก)
กลไก: Longines Caliber L844.4 (กลไกไขลานอัตโนมัติ) เอกสิทธิ์เฉพาะของ Longines คุณสมบัติมาพร้อมซิลิคอน บาลานซ์ สปริง และส่วนประกอบล้ำสมัย ทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูงกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึง 10 เท่า พลังงานสำรอง: สูงสุด 72 ชั่วโมง
การรับรอง: ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC
สายนาฬิกา: สายสเตนเลสสตีล

ไทม์ไลน์ 100 กว่าปีแห่งความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเครื่องบอกเวลาหลายไทม์โซน

Longines Spirit Zulu Time

1908: The Turkish Watches
นาฬิกาพกเรือนแรกที่แสดงสองเขตเวลาบนหน้าปัดเดียว (จดสิทธิบัตรปี 1911) ขนาด 49 มม. กลไกไขลานมือ Longines calibre 18.69N

Longines Spirit Zulu Time

1925: Longines Zulu Time
นาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่แสดงเวลาท้องถิ่นและเขตเวลาที่สอง (UTC+0) มีธงเดินเรือ “Z” ใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต ขนาด 34 x 24 มม. กลไกไขลานมือ Longines calibre 10.68N

1930: Longines Weems
นาฬิกาข้อมือสำหรับนักบินที่มีเข็มสองชุด ปรับตั้งอิสระ ตัวเรือนเงิน 47.5 มม. กลไก calibre 18.69N

1931: Longines Cockpit Clock
นาฬิกาบอกเวลาสำหรับห้องนักบินของนักบินผู้บุกเบิก Clyde Pangborn และ Hugh Herndon หน้าปัด 24 ชั่วโมง ขนาด 90.5 มม. กลไกไขลานมือ Longines calibre 18.69N

1935: Longines pilot’s watch with inner rotating bezel, ref. 3775
นาฬิกาสำหรับนักบินที่มีหน้าปัดคู่แบบเคลื่อนที่ได้ พร้อมขอบตัวเรือนหมุนได้ที่ป้องกันด้วยกระจก (นวัตกรรมแรกของ Longines) ขนาด 32.5 มม. กลไกไขลานมือ Longines calibre 12.68Z

1937: Longines Cockpit Clock
เครื่องมือสำหรับห้องนักบินที่มีขอบตัวเรือนหมุนได้และอินดิเคเตอร์เรืองแสง แสดงสองเขตเวลาขนาด 82.5 มม. กลไก calibre 18.69N

2022: Longines Spirit Zulu Time, ref. L3.812.4.63.2
เปิดตัวคอลเลกชันรุ่นแรก ตัวเรือน 42 มม. ขอบเซรามิก กลไกอัตโนมัติ Longines calibre L844.4 GMT COSC-certified

2025: Longines Spirit Zulu Time 1925, ref. L3.803.5.53.6
รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปีนาฬิกาข้อมือแสดงเวลาสองเขตเวลาเรือนแรก ตัวเรือน 39 มม. ขอบตัวเรือนมีส่วนครอบขอบทองชมพู กลไกอัตโนมัติ Longines calibre L844.4 GMT COSC-certified

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Longines

ทำความรู้จัก 5 แบรนด์นาฬิกาอิสระที่จับใจนักสะสมระดับแถวหน้า

ในโลกแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง 5 แบรนด์นาฬิกาอิสระเหล่านี้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่หลุดกรอบ ที่พิสูจน์แล้วว่าทำไมพวกเขาสามารถขึ้นแท่นเป็นขวัญใจนักสะสมระดับโลก

ในโลกแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง บรรดาแบรนด์นาฬิกาต่างแข่งขันกันนำเสนอผลงานออกสู่ตลาด ยังมีผู้ผลิตอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกได้ว่า ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ หรือที่วงการนาฬิกาให้ชื่อเล่นเท่ๆ ว่า ‘แบรนด์นาฬิกาอินดี้’ ที่เลือกสร้างสรรค์ผลงานบนจุดยืนที่แตกต่าง เน้นใช้ความคิดสร้างสรรค์เชิงศิลปะนำหน้า ถ่ายทอดด้วยฝีมือสุดประณีต และมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ต้องแลกมาด้วยกระบวนการทำงานอันสุดแสนจะซับซ้อน บวกกับทักษะความเชี่ยวชาญของช่างเฉพาะทางหลากหลายสาขา และต้องทุ่มเทเวลาอย่างมหาศาล ทำให้จำนวนผลงานที่ออกมาให้แฟนนาฬิกาได้สัมผัสมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับแบรนด์กระแสหลักในแวดวง

แต่ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะอันยากจะเลียนแบบ และจำนวนการผลิตที่น้อยนิดนี่เอง ยิ่งทำให้ผลงานของแบรนด์นาฬิกาอินดี้กลายเป็นไอเท็มทรงคุณค่าที่นักสะสมตัวจริงต่างแสวงหา และสุดยอดนวัตกรรมบอกเวลาจากทั้ง 5 แบรนด์นาฬิกาอิสระ ซึ่งแบรนด์ผู้ผลิตต่อไปนี้ คือข้อพิสูจน์ถึงเหตุผลที่ทำให้แบรนด์นาฬิกาอินดี้เหล่านี้ขึ้นแท่นเป็นนาฬิกาสุดฮอตในหมู่นักสะสมระดับแถวหน้าจากทั่วโลก

Jacob & Co: Extravagance Redefined

ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1986 โดย Jacob Arabo ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ในฐานะผู้พลิกโฉมความหรูหรา ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและกลไกที่ล้ำสุดๆ เช่น ผลงาน Astronomia และ Bugatti Chiron Tourbillon นอกจากนี้ Jacob & Co ยังเป็นเจ้าของสิทธิบัตร constant force device นวัตกรรมชิ้นส่วนที่ไม่เพียงช่วยควบคุมความเสถียรของการจ่ายพลังงาน แต่ยังควบคุมความเร็วในการหมุนของกลไกให้เร็ว แรง และแม่นยำคงที่ได้อย่างน่าประทับใจ 

Jacob & Co: Extravagance Redefined นิยามใหม่แห่งความหรูหราอลังการ

ผลงานของ Jacob & Co ทุกเรือน ดูโดดเด่น อลังการ ด้วยการออกแบบจัดวางองค์ประกอบทั้งการประดับตกแต่ง กลไก และการเลือกใช้วัสดุและอัญมณีได้ยิ่งใหญ่ สะดุดตาแบบที่ไม่อาจละสายตาได้ ด้วยความเจิดจรัสระดับนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานของ Jacob & Co ได้มีโอกาสปรากฏโฉมบนข้อมือคนดังระดับโลกอย่าง Cristiano Ronaldo, Jay-Z, และ แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล แห่ง GOT7 

H. Moser & Cie : Simplicity with Substance

ก่อตั้งขึ้นในปี 1828 โดย Heinrich Moser โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมัล เรียบ หรู แต่มีเอกลักษณ์ พร้อมเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมสุดล้ำ ทั้งในคอลเลกชันอย่าง Endeavour, Streamliner, Pioneer, และ Heritage แถมยังมีกลไกที่พัฒนาและผลิตเองแบบอินเฮ้าส์ทั้งหมด 18 ชุด เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ เอกลักษณ์ของแบรนด์อยู่ที่หน้าปัดอันสวยงามทรงคุณค่าเชิงศิลปะที่มีชื่อว่า ‘Fumé’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ชนิดที่เรียกได้ว่า คนรักนาฬิกามองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนาฬิกา H. Moser & Cie การผลิตหน้าปัด Fumé แต่ละชิ้น ต้องผ่านกระบวนการมากกว่า 200 ขั้นตอน เพื่อให้ได้แสงเงาและการไล่เฉดสีที่ดูลุ่มลึกน่าหลงใหล 

H. Moser & Cie: Simplicity with Substance เรียบง่ายแต่ลุ่มลึกด้วยศิลปะและกลไก

และแม้ว่า H. Moser & Cie จะมีอายุเกือบสองศตวรรษแล้ว แต่ทุกวันนี้แบรนด์ยังคงดำเนินธุรกิจในแบบครอบครัว โดยมีพนักงานราว 100 คน และจำกัดกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 3,000 เรือนต่อปีเท่านั้น ทำให้การได้ครอบครองหรือแม้แต่ได้สัมผัสผลงานของแบรนด์อย่างใกล้ชิดสักครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

F.P. Journe: A Testament to Precision

แบรนด์ F.P. Journe ตั้งชื่อตาม François-Paul Journe ผู้ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นในปีค.ศ. 1999 ถึงแม้จะเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน แต่ก็กลายเป็นแบรนด์ที่นักสะสมนาฬิกาทั่วทุกมุมโลกต่างใฝ่ฝันถึง ด้วยความหลงใหลในนาฬิกาคลาสสิกและความเป็นอัจริยะของ Mr. Journe เอง ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นล้วนอัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมที่ทั้งเหนือชั้นและเหลือเชื่อ เช่นผลงาน Chronometre à Resonance นาฬิการุ่นเดียวในโลก ที่อาศัยปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างการสั่นพ้อง หรือ Resonance มาใช้เสริมความแม่นยำให้กับกลไก ด้วยความพิเศษระดับนี้จึงเป็นที่แน่นอนว่า ได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อย 

F.P. Journe: A Testament to Precision การรังสรรค์เวลาด้วยความเที่ยงตรงระดับอัจฉริยะ
กลไกไขลานด้วยมือ (เม็ดมะยม 31 รอบ) ตัวเรือนโรสโกลด์ 18K

F.P. Journe ยังตอกย้ำความล้ำหน้า ด้วยกลไกที่พิสูจน์แล้วว่า เที่ยงตรง แม่นยำ สูงกว่าระดับ “Chronometre Certified” ที่เป็นมาตรฐานสากลของนาฬิกาสวิสเสียอีก ด้วยการทำงานควบคู่ของ Remontoirs d’egalité และ Differential และปิดท้ายความเป็นที่สุดและหนึ่งเดียวของ F.P. Journe ด้วย FPJ x FFC Blue นาฬิกาเรือนเดียวในโลกซึ่งใช้นิ้วมือโลหะทำหน้าที่บอกเวลาแทนเข็มนาฬิกา แหวกแนวและสร้างสรรค์ขนาดนี้ นาฬิการุ่นดังกล่าวจึงทุบสถิติการประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 168 ล้านบาท

MB&F: Art in Motion

MB&F หรือ Maximilian Büsser & Friends เปิดตัวในปีค.ศ. 2005 เพียงแค่จุดเริ่มต้นอย่างชื่อแบรนด์ ก็ทำให้ MB&F แตกต่าง เพราะผู้ก่อตั้ง Maximilian Büsser ตั้งใจยกย่องให้เกียรติ “Friends” หรือเหล่าเพื่อนพ้องพันธมิตร ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์แต่ละแขนง ที่ได้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่มีความขบถ นอกกรอบ และเหนือจินตนาการ อันเป็นหัวใจของแบรนด์ นาฬิกา MB&F ทุกเรือนมีความเป็นศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ (kinetic art) ทุกองค์ประกอบไม่เพียงแต่ทำหน้าที่บ่งบอกเวลา แต่ยังเป็นเสมือนประติมากรรมชั้นสูงแบบสามมิติที่มีความละเอียด ลุ่มลึก ทั้งสัดส่วน รูปทรง และขับเคลื่อนด้วยความเป็นเลิศทางวิศวกรรมของจักรกลอันล้ำยุค สะท้อนผ่านสองคอลเลกชันได้แก่ 

MB&F: Art in Motion ศิลปะการบอกเวลาที่เคลื่อนไหวได้ เหนือจินตนาการ

Legacy Machines ความสวยงามคลาสสิกที่หลอมรวมลูกเล่นล้ำๆ ไว้อย่างแยบยล อย่างเช่น LM Sequential EVO นาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของแบรนด์ ที่ประกอบไปด้วยคอลัมน์วีลโครโนกราฟสองตัว และสวิตช์สองสถานะ Twinverter ที่ช่วยในการจับเวลาได้หลายโหมด รวมถึงโหมด split-second และ lap timer ซึ่งนับเป็นการผสมผสานที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน 

Horological Machines เครื่องบอกเวลาที่ล้ำหน้าเหนือจินตนาการจากโลกอนาคต จนดูเหมือนยกจักรกลที่มีชีวิตจิตใจมาไว้บนข้อมือ ด้วยแรงบัลดาลใจจากภาพยนตร์ sci-fi รถแข่ง การบิน และสิ่งมีชีวิตรอบตัวๆ ไม่ว่าจะเป็นแมงกะพรุน หรือเจ้าสุนัขบูลด็อก ซึ่งเป็นที่มาของ HM10 Bulldog ที่บ่งบอกพลังงานสำรองที่เหลือผ่านมาตรวัดรูปขากรรไกรของเพื่อนสี่ขาผู้ซื่อสัตย์ 

Akrivia: Mastery of the Details

Akrivia ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 2012 โดย Rexhep Rexhepi ช่างนาฬิกาดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการนาฬิกาที่ก้าวขึ้นมาสู่เวทีแบรนด์นาฬิกาอินดี้ระดับโลกได้อย่างไร้ข้อกังขา โดย Akrivia มาจากคำในภาษากรีกที่แปลว่า “ความแม่นยำ” และนาฬิกาของแบรนด์ทุกรุ่น ล้วนแต่ผ่านการวางแนวคิด ออกแบบ และผลิตเองภายในสตูดิโอของเขาในทุกกระบวนการ และนาฬิกาแต่ละเรือน จะใช้ช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ในทุกกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น จนจบ ทุกพื้นผิว ทุกชิ้นส่วนของนาฬิกา  ตกแต่งและประกอบขึ้นอย่างละเอียดประณีต 

ตัวอย่างที่อธิบายตัวตนของ Akrivia ได้ครบถ้วนที่สุดย่อมเป็น  Chronomètre Contemporain II หรือ RRCCII ที่รวมความล้ำสมัยของวิศวกรรมกลไกในยุคปัจจุบันเข้ากับความคลาสสิกอย่างลงตัว และคว้ารางวัลนาฬิกาผู้ชายยอดเยี่ยมแห่งปี จากเวที GPHG ปี 2022 ด้วยมาตรฐานทั้งด้านนวัตกรรมและศิลปะชั้นสูง ทำให้ Akrivia สามารถผลิตผลงานออกมาเพียงราว 40 เรือน ต่อปี ย้ำว่า ต่อปี เท่านั้น เมื่อคุณค่าเชิงสุนทรียะและความเที่ยงตรง บวกกับจำนวนการผลิตเพียงน้อยนิด ยิ่งทำให้นาฬิกา Akrivia เป็นความพิเศษที่นักสะสมนาฬิกาทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอย

5 แบรนด์นาฬิกาอิสระ
5 แบรนด์นาฬิกาอิสระ
Akrivia: Mastery of the Details สุดยอดงานฝีมือแห่งความแม่นยำและรายละเอียด

ความชื่นชอบที่ไต่ระดับเป็นความหลงใหล จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมนาฬิกาหรูนั้น ล้วนมาจากความตระหนักในคุณค่าของนาฬิกา ที่เป็นมากกว่าเครื่องบ่งบอกเวลามาทุกยุคทุกสมัย ความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะ แนวคิดที่แตกต่าง สร้างสรรค์ และมาตรฐานระดับสูง กลายเป็นสิ่งสำคัญที่แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ สามารถหยิบยื่นและตอบโจทย์ความท้าทาย ที่นักสะสมเสาะแสวงหา ซึ่งทั้ง Jacob & Co, H. Moser & Cie, F.P. Journe, MB&F และ Akrivia ก็คือ 5 แบรนด์นาฬิกาอินดี้ระดับท็อปในใจคนรักนาฬิกาได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

ถึงตรงนี้แล้ว คนรักนาฬิกาเช่นคุณเองล่ะ มีคำตอบในใจแล้วหรือยังว่าแบรนด์นาฬิกาอินดี้แบรนด์ใด รุ่นไหน ที่จะเป็นเป้าหมายให้คว้ามาครอบครอง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ
Watch Trick: 5 เทคนิคการเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับคุณ อัพลุคดูดี มีสไตล์ พร้อมสร้างความประทับใจ

IWC Schaffhausen เผยโฉมนาฬิกา Pilot’s Watch รุ่นใหม่สุดอลังการ แรงบันดาลใจจาก The Little Prince

มาพร้อมตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินสุดเท่ และแพลทินัมสุดหรู ที่อุทิศแด่ The Little Prince ตัวแทนแห่งความฝัน

IWC Schaffhausen เปิดตัวสองเรือนเวลาเจ้าชายน้อยสุดตระการตา

เมื่อ IWC Schaffhausen สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Pilot’s Watch สองรุ่นใหม่ล่าสุด ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดีนวนิยายคลาสสิก “The Little Prince” ของอ็องตวน เดอ แซ็งเต็กซูเปรี

สำหรับเรื่องราวอมตะของอ็องตวน เดอ แซ็งเต็กซูเปรี อย่าง “เจ้าชายน้อย” ยังคงเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 80 ปีแล้ว ด้วยภาษาที่เรียบง่าย แต่กินใจ ทำให้ถูกแปลไปแล้วกว่า 600 ภาษาและสำเนียง

นักเขียนและนักบินชาวฝรั่งเศสผู้นี้ได้สำรวจประเด็นทางปรัชญาอันลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นความรัก การสูญเสีย และมิตรภาพ IWC Schaffhausen จึงได้ร่วมมือกับทายาทของอ็องตวน เดอ แซ็งเต็กซูเปรี รวมถึงมูลนิธิเยาวชนอ็องตวน เดอ แซ็งเต็กซูเปรี มาตั้งแต่ปี 2006

และในโอกาสนี้ ผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิสก็ได้เพิ่มนาฬิกาเรือนพิเศษ “The Little Prince” สองรุ่นใหม่เข้าสู่คอลเลกชัน Pilot’s Watches อย่างเป็นทางการ ได้แก่ Big Pilot’s Watch Perpetual Calendar Tourbillon Le Petit Prince (Ref. IW504901) และ Big Pilot’s Watch 43 Tourbillon Le Petit Prince (Ref. IW329501)

สองสุดยอดกลไกซับซ้อนในหนึ่งเดียว

มาเริ่มกันที่ Big Pilot’s Watch Perpetual Calendar Tourbillon Le Petit Prince ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน ถือเป็นนาฬิกา “เจ้าชายน้อย” รุ่นแรกของ IWC ที่รังสรรค์ขึ้นจากเซรามิก ตัวเรือนขนาด 46.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันที่อุทิศให้แก่นวนิยาย

ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน หน้าปัดสีน้ำเงิน ไปจนถึงสายยางสีน้ำเงินที่มาพร้อมผิวสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ ตัดกันอย่างลงตัวกับขอบฝาหลังและเม็ดมะยมที่ผลิตจากทองคำ 18 กะรัต 5N เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบทองยังได้รับการเติมเต็มด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการอ่านค่าเวลาที่ชัดเจนที่สุดในทุกสภาพแสง

นาฬิกา Big Pilot’s Watch เรือนนี้เป็นการผสมผสานสุดยอดกลไกซับซ้อนถึงสองอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งปฏิทินถาวรและกลไก flying minute tourbillon ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 82 ชิ้น และมีน้ำหนักเพียง 0.635 กรัม จัดเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง

กลไกทูร์บิญองถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อแก้ไขผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงที่มีต่อระบบการแกว่งของนาฬิกา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบอกเวลา โดยกลไกนี้จะวางแท่นพัลเลท-เลเวอร์ (pallet lever) และล้อจักร (escape wheel) ไว้ภายในกรงขนาดเล็กที่หมุนรอบแกนของตัวเองหนึ่งครั้งทุกนาที

ส่วนปฏิทินถาวรที่พัฒนาขึ้นโดยนักประดิษฐ์นาฬิกาผู้เป็นตำนานอย่าง เคิร์ต เคลาส์ (Kurt Klaus) ในช่วงปี 1980 นั้น จะแสดงข้อมูลปฏิทินบนหน้าปัดย่อยสามตำแหน่ง โดยหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาจะแสดงวันที่ควบคู่ไปกับมาตรวัดพลังงานสำรอง

ขณะที่หน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาจะแสดงทั้งเดือนและข้างขึ้นข้างแรมถาวร แต่แทนที่จะแสดงรูปดวงจันทร์ หน้าปัดนี้กลับแสดงภาพเจ้าชายน้อยยืนอยู่บนดาวเคราะห์น้อยของเขา ด้วยระบบเกียร์ทด (reduction gear train) ที่มีล้อกลางสองวง ทำให้มีความคลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งวันในทุกๆ 577.5 ปี

และหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาจะแสดงวันในสัปดาห์ นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมหน้าต่างแสดงปีแบบสี่หลักอีกด้วย ปฏิทินนี้ได้รับการตั้งโปรแกรมทางกลไกให้จดจำความยาวของแต่ละเดือน และจะเพิ่มวันอธิกวาร (หรือ Leap Day คือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ในปีอธิกสุรทิน) โดยอัตโนมัติทุกสี่ปี เนื่องจากจอแสดงผลทั้งหมดทำงานพร้อมกัน ทำให้สามารถปรับตั้งได้ง่ายๆ ผ่านเม็ดมะยมเท่านั้น

IWC Schaffhausen Unveils Two New "The Little Prince" Pilot's Watches

กลไกซับซ้อนทั้งสองนี้ขับเคลื่อนด้วย IWC-manufactured 51950 calibre ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 447 ชิ้น โรเตอร์ของระบบขึ้นลานอัตโนมัติที่มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบเปิดเปลือยนั้นผลิตจากทองคำแท้

และได้รับการออกแบบเป็นรูปเจ้าชายน้อยยืนอยู่บนดาวเคราะห์น้อยของเขา ซึ่งคล้ายกับในนวนิยายชื่อดังของอ็องตวน เดอ แซ็งเต็กซูเปรี ที่ดาวเคราะห์น้อย B612 ถูกปกคลุมไปด้วยต้นบาโอแบบที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ

นาฬิกาแพลทินัมพร้อม FLYING MINUTE TOURBILLON

มาต่อกันที่ Big Pilot’s Watch 43 Tourbillon Le Petit Prince ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาด 43 มิลลิเมตร ที่รังสรรค์จากแพลทินัม โลหะล้ำค่าที่หายากที่สุดในบรรดาโลหะมีค่าทั้งมวล

วัสดุชนิดนี้ไม่เพียงคงความเงางามและประกายขาวนวลได้ยาวนานอย่างไม่จำกัด แต่ยังทนทานต่อการกัดกร่อนและการหมองคล้ำได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวเรือนและเม็ดมะยมแพลทินัมผสานเข้ากับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่มาพร้อมพื้นผิวซันเรย์อันประณีต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของนาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันของ IWC ที่อุทิศให้แก่ “เจ้าชายน้อย”

เข็มและเลขอารบิกชุบโรเดียมได้รับการเติมเต็มด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการอ่านค่าเวลาที่ง่ายดาย และนาฬิกาเรือนนี้ยังมาพร้อมกับสายหนังลูกวัวสีน้ำตาลพร้อมตัวล็อกแบบพับได้ที่ทำจากแพลทินัม

IWC Schaffhausen Unveils Two New "The Little Prince" Pilot's Watches

กลไก flying minute tourbillon ถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ประกอบด้วยชิ้นส่วน 56 ชิ้น และมีน้ำหนักเพียง 0.635 กรัม เมื่อกลไกนี้หมุนตัดกับพื้นหลังสีเข้ม ทำให้ดูราวกับกำลังลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ด้วยคุณสมบัติหยุดทูร์บิญองที่รวมอยู่ในตัว ผู้สวมใส่สามารถหยุดกลไกได้โดยสมบูรณ์ เพียงแค่ดึงเม็ดมะยมออก และตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำถึงระดับวินาที

ชิ้นส่วนสำคัญอย่างแท่นพัลเลท-เลเวอร์ (pallet lever) และล้อจักร (escape wheel) ได้รับการเคลือบด้วยสารพิเศษ ซึ่งพัฒนาโดย IWC ด้วยเทคโนโลยี Diamond Shell® อันเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะนี้ ช่วยลดแรงเสียดทาน ปรับปรุงการไหลของพลังงานในกลไก และส่งผลให้มีพลังงานสำรองที่น่าประทับใจถึง 80 ชั่วโมง

Big Pilot’s Watch 43 Tourbillon Le Petit Prince ขับเคลื่อนด้วยกลไก IWC-manufactured 82905 calibre พร้อมระบบขึ้นลานแบบ Pellaton ซึ่งพัฒนาโดย อัลเบิร์ต เพลลาตัน (Albert Pellaton) อดีตผู้อำนวยการด้านเทคนิคของ IWC ในช่วงทศวรรษ 1950 โดยระบบนี้ใช้การเคลื่อนไหวของโรเตอร์ทั้งสองทิศทางเพื่อขึ้นลานเมนสปริง

ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงสูง เช่น ล้ออัตโนมัติ ถูกผลิตจากเซรามิกเซอร์โคเนียมออกไซด์ที่แทบไม่มีการสึกหรอ จุดเด่นพิเศษคือโรเตอร์ ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นรูปเจ้าชายน้อยยืนอยู่บนดาวเคราะห์น้อยของเขา รายละเอียดการออกแบบนี้เป็นการย้ำเตือนถึงนวนิยายที่ยังคงสร้างความบันเทิงและแรงบันดาลใจให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างไม่รู้จบ

IWC Schaffhausen Unveils Two New "The Little Prince" Pilot's Watches

รายละเอียดอันน่าประทับใจที่สะท้อนเรื่องราวอมตะ

นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ถือว่าโดดเด่นและสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ ที่ไม่เพียงเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของกลไกภายใน ยังนำเสนอภาพโรเตอร์ที่ได้รับการรังสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงเป็นรูป เจ้าชายน้อยยืนอยู่บนดาวเคราะห์น้อยของเขา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับมีความหมายที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน มันเป็นมากกว่าแค่การตกแต่ง

แต่คือการเชื่อมโยงงานฝีมือชั้นสูงเข้ากับเรื่องราวอันเป็นอมตะของความรัก มิตรภาพ และการค้นพบตัวเองได้อย่างงดงามลึกซึ้ง ทุกครั้งที่มองไปที่ฝาหลังนี้ ก็ราวกับได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งนวนิยายที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้หวนรำลึกถึงสิ่งสำคัญในชีวิตได้อย่างไม่เคยจางหายไปเลย

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Pilot’s Watch Perpetual Calendar Tourbillon Le Petit Prince (Ref. IW504901)
  • กลไก: IWC-manufactured 51950 calibre ขึ้นลานอัตโนมัติ ประกอบด้วย 447 ชิ้น พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ปฏิทินถาวร พร้อม flying minute tourbillon ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ข้างขึ้นข้างแรมถาวร (รูปเจ้าชายน้อยบนดาวเคราะห์น้อย) แสดงวัน เดือน วันที่ ปีสี่หลัก มาตรวัดพลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีน้ำเงิน ขนาด 46.5 มิลลิเมตร ขอบฝาหลังและเม็ดมะยมทำจากทองคำ 18 กะรัต 5N ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบทองพร้อม Super-LumiNova®
  • สาย: สายยางสีน้ำเงินมีผิวสัมผัส (textured rubber strap)
ข้อมูลทางเทคนิค
Big Pilot’s Watch 43 Tourbillon Le Petit Prince (Ref. IW329501)
  • กลไก: IWC-manufactured 82905 calibre ระบบขึ้นลาน Pellaton ประกอบด้วย 56 ชิ้น (เฉพาะทูร์บิญอง) พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: มาพร้อม flying minute tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมฟังก์ชัน tourbillon stop
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 43 มิลลิเมตร ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินเข้มพร้อมพื้นผิวซันเรย์ (sunray finish) เข็มและเลขอารบิกชุบโรเดียมพร้อม Super-LumiNova®
  • สาย: หนังลูกวัวสีน้ำตาล ตัวล็อกแบบพับได้ทำจากแพลทินัม

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: IWC

Wrist Luck: Zodiac Watches 12 ราศี 12 เรือนเวลา กับนาฬิกาที่ใช่สำหรับคนชอบมูแต่ไม่อยากตะโกน (Part 2)

มัดรวม 12 ราศี 12 เรือนเวลาที่เติมเต็มพลังงานดีๆ ให้คุณทุกวันไปกับหน้าปัดหินธรรมชาติสุดพิเศษ

มาต่อกันกับ 6 ราศีที่เหลือ เพื่อค้นหานาฬิกาที่เหมาะกับบุคลิกสำหรับคุณ (ติดตามอ่านพาร์ท 1 ที่นี่)

Libra (ราศีตุลย์)
Hublot Classic Fusion Elements II Special Edition for The Hour Glass (Nephrite Jade)

  • คาแรกเตอร์: มีเสน่ห์ รักความสมดุล สง่างาม มีศิลปะ

ชาวราศีตุลย์เกิดมาพร้อมกับความต้องการในสมดุลและความงามที่ไร้ที่ติ พวกเขามีรสนิยมที่ดีเยี่ยมและชื่นชอบศิลปะในทุกรูปแบบ นาฬิกาสำหรับชาวราศีตุลย์จึงต้องเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความสง่างาม ความประณีต และความลงตัวอย่างแท้จริง

นาฬิกา Hublot Classic Fusion Elements II Special Edition for The Hour Glass หน้าปัด Nephrite Jade คือการผสมผสานที่ลงตัวของความสง่างาม ความล้ำสมัย และศิลปะ ตัวเรือนขนาด 42 x 10.4 มม. ที่ผสมผสานวัสดุไทเทเนียมและทองคำเข้าด้วยกัน

สะท้อนถึงการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ที่เน้นการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างกันอย่างลงตัว เหมาะกับชาวตุลย์ที่มักมีหลายมิติในชีวิต ด้านหนึ่งคือความเรียบง่ายสงบ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือความหรูหราที่ซ่อนอยู่

จุดเด่นสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือ หน้าปัด Nephrite Jade (หยกเนไฟรต์) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกหน้าปัดหินธรรมชาติอันงดงามจากคอลเลกชัน Elements II ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ The Hour Glass หน้าปัดหยกเนไฟรต์สีเขียวเข้มที่มีลวดลายธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ มอบความรู้สึกสงบ สมดุล และงดงามอย่างแท้จริง สะท้อนถึงความรักในศิลปะและความกลมกลืนของชาวราศีตุลย์

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre HUB1110 มอบความเที่ยงตรงและพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง สายหนังจระเข้สีดำเข้าคู่กับตัวเรือนได้อย่างลงตัว ทำให้ Hublot Classic Fusion Elements II Special Edition เป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกโอกาส ไม่ว่าจะในชีวิตประจำวันหรือในงานสังคมที่ต้องการความโดดเด่นอย่างมีรสนิยมและสะท้อนตัวตนที่รักความสมดุลได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
Hublot Classic Fusion Elements II Special Edition for The Hour Glass (Nephrite Jade)

กลไก: กลไกอัตโนมัติ HUB1110 พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
ตัวเรือน: ไทเทเนียมและทองคำ ขนาด 42 x 10.4 มม.
หน้าปัด: หิน Nephrite Jade (หยกเนไฟรต์) (นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกหน้าปัด Pink Jasper, Turquoise, Sodalite, Lunar Meteorite)
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที
กันน้ำ: 50 เมตร
สาย: หนังจระเข้สีดำ

Scorpio (ราศีพิจิก)
นาฬิกาที่แนะนำ: Dior Grand Bal Milly La Nuit

  • คาแรกเตอร์: ลึกลับ ทรงพลัง มีเสน่ห์ดึงดูด น่าค้นหา

ชาวราศีพิจิกเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความลึกลับ มีเสน่ห์ดึงดูด และพลังอันมหาศาล พวกเขาไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย และมักจะซ่อนความเข้มแข็งไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูสงบนิ่ง นาฬิกาสำหรับชาวพิจิกจึงต้องสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความซับซ้อน และความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

Dior Grand Bal Milly La Nuit คือนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบที่สะท้อนแก่นแท้ของชาวพิจิกได้อย่างน่าทึ่ง ด้วย หน้าปัดที่ทำจากหินมาลาไคต์ (Malachite) สีเขียวเข้มลึกพร้อมลวดลายคล้ายใบไม้ มาลาไคต์เป็นหินที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังในการปกป้องและช่วยเสริมสร้างพลังงานบวก มันสื่อถึงความลึกลับของธรรมชาติ ความลึกซึ้ง และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของชาวราศีพิจิกได้อย่างลงตัว

ตัวเรือนขนาด 36 มม. ประดับด้วยเพชรและทองชมพู เปล่งประกายหรูหรา ขณะที่กลไกอัตโนมัติ Calibre Dior Inversé 11 ½ ที่มีมวลเหวี่ยง (oscillating weight) ประดับด้วยดอกไม้และฝังแซฟไฟร์กับเพชรอยู่ด้านหน้าปัด ทำให้การเคลื่อนไหวของเวลาดูราวกับการเต้นรำของชุดราตรีสุดหรู สิ่งนี้สะท้อนถึงความงามที่ซ่อนเร้นและความซับซ้อนภายในที่ชาวพิจิกชื่นชอบได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ใช่แค่นาฬิกาบอกเวลา แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดและความหมาย

Dior Grand Bal Milly La Nuit จึงเป็นนาฬิกาที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแสดงออกถึงตัวตนที่ทรงพลัง มีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ และยังคงความลึกลับน่าค้นหา เปรียบเสมือนอัญมณีที่เปล่งประกายพลังงานภายใน

ข้อมูลทางเทคนิค
Dior Grand Bal Milly La Nuit
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 36 มม.
  • ขอบหน้าปัดทองชมพูประดับเพชรหน้าปัด: หินมาลาไคต์ พิมพ์ลายใบไม้
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre Dior Inversé 11 1/2 พิงค์โกลด์ประดับดอกไม้ แซฟไฟร์ และเพชร อยู่ด้านหน้าปัด พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • สาย: ผ้าซาตินสีดำ หัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลประดับเพชร

Sagittarius (ราศีธนู)
Hermès Heure H watch (Small model 25 mm)

  • คาแรกเตอร์: รักอิสระ ชอบการเดินทาง มีความกล้าหาญ มองโลกในแง่ดี

ชาวราศีธนูเป็นนักผจญภัยโดยกำเนิด พวกเขามักจะมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ และรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด นาฬิกาสำหรับชาวธนูจึงควรเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเดินทาง ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการสำรวจโลกในมุมมองใหม่ๆ

นาฬิกา Hermès Heure H watch (Small model 25 mm) เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับชาวราศีธนู ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนรูปตัว “H” ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Hermès นาฬิกาเรือนนี้ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใครของชาวธนู

ตัวเรือนโรสโกลด์ 750/1000 ขนาด 25 มม. (สูงจาก Lug to Lug) ประดับด้วยเพชร 124 เม็ดอย่างประณีต หน้าปัดมาลาไคต์ (malachite) สีเขียวสดใสก็ประดับด้วยเพชรอีก 56 เม็ด สร้างประกายระยิบระยับที่ดึงดูดสายตาและสะท้อนถึงความรักธรรมชาติของชาวธนู

Zodiac Watches 2025 Collection: 12 Zodiac Signs Part 2

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ Swiss Made มอบความเที่ยงตรงและฟังก์ชันบอกชั่วโมงและนาที สายหนังจระเข้สีเขียวเรียบเนียนยาวพิเศษที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ เพิ่มความหรูหราและเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของชาวธนู นาฬิกา Hermès Heure H watch ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นเครื่องประดับที่สวยงามที่พาคุณไปสัมผัสกับความงามของโลกได้อย่างมีสไตล์และเป็นอิสระ

ข้อมูลทางเทคนิค
Hermès Heure H watch (Small model 25 mm)
  • กลไก: ควอตซ์ (Quartz movement, Swiss Made)
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 750/1000 ประดับเพชร 124 เม็ด (0.418 กะรัต) ขนาดสูงจาก Lug to Lug 25 มม. กว้าง 21 มม.
  • หน้าปัด: มาลาไคต์สีเขียว (Malachite dial) ประดับเพชร 56 เม็ด (0.036 กะรัต)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • กันน้ำ: 3 บาร์ (หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำขณะสวมใส่นาฬิกา Hermès สายหนัง)
  • สาย: หนังจระเข้สีเขียวเรียบเนียนแบบยาวพิเศษ (long single tour strap in smooth green alligator) พร้อมหัวเข็มขัดโรสโกลด์

Capricorn (ราศีมังกร)
Vacheron Constantin Traditionnelle Perpetual Calendar Ultra-Thin

  • คาแรกเตอร์: จริงจัง มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่น สู่ความสำเร็จ

ชาวราศีมังกรเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นสูง มีวินัย และให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความยั่งยืน พวกเขาชื่นชอบความคลาสสิกที่เหนือกาลเวลา และลงทุนในสิ่งที่ให้คุณค่าระยะยาว นาฬิกาสำหรับชาวมังกรจึงต้องสะท้อนถึงความประณีตทางเทคนิค ความเป็นเลิศ และความน่าเชื่อถือที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

Zodiac Watches 2025 Collection: 12 Zodiac Signs Part 2

Vacheron Constantin Traditionnelle Perpetual Calendar Ultra-Thin เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับชาวราศีมังกร ด้วยการผสมผสานความซับซ้อนของกลไกปฏิทินตลอดชีพ (Perpetual Calendar) เข้ากับความบางเฉียบของตัวเรือน

นาฬิกาเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศทางเทคนิคและศิลปะการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 36.5 มม. ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับสุภาพสตรี พร้อมขอบตัวเรือนประดับอัญมณี และหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีน้ำเงินอมเทาที่เป็นประกาย แสดงถึงความสง่างามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

กลไกอัตโนมัติ Calibre 1120 QP ที่มีความบางเพียง 4.05 มม. ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่แสดงวัน วันที่ เดือน และปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำ แต่ยังโดดเด่นด้วยความบางและพลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง กลไกนี้ยังได้รับเครื่องหมาย Geneva Seal ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพและความประณีตสูงสุดในการผลิตนาฬิกา

สายหนังจระเข้สีฟ้าอ่อนที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ เข้าคู่กับตัวเรือน ทำให้ Traditionnelle Perpetual Calendar Ultra-Thin เป็นนาฬิกาที่เหมาะสำหรับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการประชุมทางธุรกิจที่สำคัญ หรือการเฉลิมฉลองความสำเร็จส่วนตัว มันเป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงความฉลาดในการเลือก ความมุ่งมั่น และความสำเร็จที่ชาวมังกรภูมิใจ

ข้อมูลทางเทคนิค
Vacheron Constantin Traditionnelle Perpetual Calendar Ultra-Thin
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 1120 QP ความหนา 4.05 มม. พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง ได้รับการรับรอง Geneva Seal
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 36.5 มม. ความหนา 8.43 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์แบบโปร่งใส
  • หน้าปัด: มาเธอร์ออฟเพิร์ลสีน้ำเงินอมเทา (Blue opaline mother-of-pearl) พร้อมพระจันทร์สีเงินโอพาลีนและท้องฟ้าสีน้ำเงินอมเทาโอพาลีน สเกลนาทีแบบรางรถไฟ เข็มชั่วโมง/นาทีทรงโดฟีนรังสรรค์จากทอง 18K พร้อมหลักชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกปฏิทินถาวรด้วยเข็มนาฬิกา เข็มแสดงเดือน เข็มแสดงวัน บอกชั่วโมง บอกนาที บอกปีอธิกสุรทินด้วยตัวจับเวลา 48 เดือน ระบบข้างขึ้นข้างแรม
  • กันน้ำ: 30 เมตร
  • สาย: หนังจระเข้สีฟ้าอ่อน (light blue alligator leather) สามารถถอดเปลี่ยนได้ พร้อมหัวล็อคแบบหัวเข็มขัดทำจากไวท์โกลด์

Aquarius (ราศีกุมภ์)
Audemars Piguet Royal Oak Offshore Grande Complication

  • คาแรกเตอร์: ล้ำหน้า มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง ไม่เหมือนใคร

ชาวราศีกุมภ์เป็นผู้บุกเบิกและมีวิสัยทัศน์ พวกเขามักจะนำหน้าเทรนด์และไม่กลัวที่จะแตกต่าง นาฬิกาสำหรับชาวกุมภ์จึงควรเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงนวัตกรรม ความทันสมัย และการออกแบบที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

Zodiac Watches 2025 Collection: 12 Zodiac Signs Part 2

Audemars Piguet Royal Oak Selfwinding ในเยลโลว์โกลด์ พร้อมหน้าปัด Turquoise (เทอร์ควอยซ์) เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับชาวราศีกุมภ์ ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Royal Oak ที่ผสมผสานความแข็งแกร่งเข้ากับความสง่างาม ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 37 มม. ที่เปล่งประกายงดงาม พร้อมขอบหน้าปัดแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ แสดงถึงความมั่นคงในขณะที่ยังคงความลื่นไหล

จุดเด่นสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือ หน้าปัดเทอร์ควอยซ์สีน้ำเงินเขียวธรรมชาติ ที่มีชีวิตชีวา มอบการผสมผสานที่หรูหราของวัสดุที่แตกต่างกัน ความงามของเทอร์ควอยซ์สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่ไม่เหมือนใครของชาวราศีกุมภ์ หลักชั่วโมงและเข็ม Royal Oak ทำจากเยลโลว์โกลด์ พร้อมเคลือบสารเรืองแสง เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนแม้ในที่แสงน้อย

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 5900 ที่ผลิตภายในโรงงานของ Audemars Piguet ซึ่งบางเฉียบเพียง 3.9 มม. และเที่ยงตรงสูงด้วยความถี่ 4 Hz (28,800 vph) มอบพลังงานสำรองถึง 60 ชั่วโมง

สายโลหะเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัตแบบ Integrated ที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรือน พร้อมตัวล็อคแบบพับได้ (AP folding clasp) มอบความรู้สึกสบายในการสวมใส่และเป็นเอกลักษณ์ของ Royal Oak ที่ไม่เหมือนใคร

Audemars Piguet Royal Oak Selfwinding พร้อมหน้าปัดเทอร์ควอยซ์สีสันสดใส เน้นย้ำถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องบอกเวลา ยังเป็นดั่งงานศิลปะที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก นวัตกรรม และสไตล์ที่ไม่เหมือนใครของชาวราศีกุมภ์อีกด้วย

ข้อมูลทางเทคนิค
Audemars Piguet Royal Oak Selfwinding (Turquoise Dial)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre 5900 จำนวนทับทิม 29 เม็ด ความถี่ 4 Hz (28,800 vph) หนา 3.9 มม. พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต คริสตัลแซฟไฟร์กันแสงสะท้อนและฝาหลัง ขนาด 37 มม. ความหนา 9.3 มม.
  • หน้าปัด: เทอร์ควอยซ์ (Turquoise dial) หลักชั่วโมงและเข็ม Royal Oak ทำจากเยลโลว์โกลด์พร้อมเคลือบสารเรืองแสง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีกลาง วันที่
  • กันน้ำ: 50 เมตร
  • สาย: สายโลหะเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัตแบบ Integrated พร้อมตัวล็อคแบบพับได้ (AP folding clasp)

Pisces (ราศีมีน)
Breguet Marine Haute Joaillerie 9509 Poseidonia

  • คาแรกเตอร์: ช่างฝัน อ่อนโยน มีจินตนาการ ศิลปิน

ชาวราศีมีนเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน มีจินตนาการสูง และมักจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความฝัน พวกเขามีความซับซ้อนในอารมณ์และชื่นชอบความงดงามที่มีเอกลักษณ์ นาฬิกาสำหรับชาวมีนจึงควรเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อน ความประณีต และความฝันที่จับต้องได้

Zodiac Watches 2025 Collection: 12 Zodiac Signs Part 2

Breguet Marine Haute Joaillerie 9509 Poseidonia คือตัวเลือกที่น่าหลงใหลสำหรับชาวราศีมีน นาฬิกาเรือนนี้เป็นผลงาน Haute Joaillerie (เครื่องประดับชั้นสูง) ที่ Breguet สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องต้น Posidonia ซึ่งเป็นพืชน้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 35.8 มม. ประดับด้วยเพชรเจียระไนแบบบาแกตต์ 123 เม็ด รวม 6.64 กะรัตบนตัวเรือน และเม็ดมะยมประดับด้วยเพชรเจียระไนแบบคาโบชอง 1 เม็ด สะท้อนความหรูหราสง่างามและประกายระยิบระยับดุจผืนน้ำยามต้องแสง

จุดเด่นของนาฬิกาเรือนนี้คือ หน้าปัด Nacre naturelle de Tahiti perlée (เปลือกหอยมุกธรรมชาติจากตาฮิติ) ที่ใช้เทคนิคการฝังแบบซ่อน (invisible setting) ผสมผสานกับเพชรเจียระไนแบบบาแกตต์ 85 เม็ด รวม 1.98 กะรัตอย่างประณีต ซึ่งอาจผสมผสานกับอัญมณีสีอื่นๆ ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

การสร้างสรรค์หน้าปัดนี้ใช้เวลาหลายเดือนเพื่อให้ได้แสงเงาและเฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละเรือน สะท้อนถึงความลึกลับและจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดของชาวราศีมีน เข็มนาฬิกาทรง Pomme แบบเหลี่ยม Rhodium-plated ที่ทำจากโรสโกลด์ ตัดกับหน้าปัดอย่างสวยงาม

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 591C ซึ่งเป็นกลไก In-house ที่ประดับเพชรบริลเลียนต์ 31 เม็ด รวม 0.093 กะรัต มอบความเที่ยงตรงสูงด้วยความถี่ 4 Hz และพลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง

สายหนังจระเข้เข้ากับตัวเรือนอย่างลงตัวพร้อมตัวล็อคแบบพับสามทบที่ทำจากไวท์โกลด์ประดับเพชร Breguet Marine Haute Joaillerie 9509 Poseidonia จึงไม่เพียงแต่เป็นเครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อน จินตนาการ และความงามอันเหนือกาลเวลาของชาวราศีมีนที่เชื่อมโยงกับโลกใต้น้ำอันลึกลับ

ข้อมูลทางเทคนิค
Breguet Marine Haute Joaillerie 9509 Poseidonia

กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre 591C หนา 3.1 มม. จำนวนทับทิม 25 เม็ด ความถี่ 4.00 Hz (28,800 vph) พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K ทรงกลม ขนาด 35.8 มม. ความหนา 10.5 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ เม็ดมะยมแบบไม่ขันเกลียว ประดับเพชรบาแกตต์ 123 เม็ด (6.64 กะรัต) และเพชรคาโบชอง 1 เม็ด
หน้าปัด: Nacre naturelle de Tahiti perlée (เปลือกหอยมุกธรรมชาติจากตาฮิติ) ประดับเพชรบาแกตต์ 85 เม็ด (1.98 กะรัต)
เข็ม: เข็ม Breguet Pomme Facettée Vide (ทรงลูกแอปเปิ้ล)
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีกลาง กันน้ำ 50 เมตร
สาย: หนังจระเข้สีน้ำตาลอมเทา (taupe alligator) พร้อมบัคเคิลแบบหัวเข็มขัดโรสโกลด์

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Hermès / Hublot / Breguet / Audemars Piguet / Vacheron Constantin

เส้นทางแห่งความฝันของ Angelo Bonati ซีอีโอ Panerai กับบทสัมภาษณ์สุดท้ายที่สะเทือนวงการ

หนึ่งในบทสัมภาษณ์สุดท้ายของคุณ Angelo Bonati ในนามซีอีโอแห่ง Panerai

บทความโดย: Tracey Llewellyn 
เรียบเรียงใหม่โดย: Chakhriya S.

นี่คือหนึ่งในบทสนทนาสุดท้ายก่อนที่คุณแอนเจโล โบนาติ จะอำลาตำแหน่งผู้นำสูงสุดของแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกอย่าง Panerai ผู้ชายที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์สัญชาติอิตาลีที่กลายเป็นที่รักของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลกมาเกือบสองทศวรรษ

บทสัมภาษณ์ฉบับแรกนี้เคยเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2018

เมื่อเดือนมีนาคม 2018 เดินทางมาถึงปลายทาง หนึ่งในยุคทองของการบริหารในกลุ่ม Richemont ก็ปิดฉากลงเช่นกัน หลังจากแบรนด์ Officine Panerai ฝ่าคลื่นสู่ความสำเร็จระดับโลกนานถึง 21 ปี คุณแอนเจโล โบนาติ ก็ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้กับ ฌอง-มาร์ก ปงทรุ อดีตผู้บริหารจาก Roger Dubuis มารับหน้าที่แทน

ในฐานะที่เขาเป็นทั้งผู้สนับสนุนตัวยงของ Revolution และเป็นเพื่อนสนิทของผู้ก่อตั้งนิตยสารอย่าง Wei Ko เราจึงไม่อาจปล่อยช่วงเวลาแห่งการอำลาไปแบบเงียบๆ ได้ ดังนั้น นี่คือหนึ่งในบทสัมภาษณ์สุดท้ายของคุณโบนาติ ในฐานะซีอีโอแห่ง Panerai ที่เราขอส่งท้ายด้วยความเคารพและความทรงจำอันงดงาม

The Dream Weaver: Angelo Bonati's Final Interview as Panerai CEO
โมเมนต์ประวัติศาสตร์ Wei Koh (ซ้าย) ผู้ก่อตั้ง Revolution มอบรางวัล Lifetime Achievement Award จาก Revo Awards 2018 ให้กับ Angelo Bonati (ขวา) อดีตซีอีโอ Panerai ผู้สร้างตำนานนาฬิกาโลก นี่คือการยกย่องความทุ่มเทและวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

21 ปีกับ Panerai ความทรงจำที่ประทับใจที่สุดในการปลุกปั้นแบรนด์คืออะไร?

“ตอนที่เราเริ่มต้นกับ Panerai นะครับ เรานำเสนออะไรที่แตกต่างสุดขั้วให้ตลาดนาฬิกา… มันเป็นอะไรที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนจริง ๆ แล้วเราก็ไม่แน่ใจเลยว่าฟีดแบ็กจะออกมาเป็นยังไง” คุณโบนาติเล่า “แต่กลายเป็นว่าทุกคนต้องอ้าปากค้างครับ ช็อกไปเลย และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เราก็พยายามที่จะสร้างความตกใจให้ผู้คนมาโดยตลอด”

“ไม่ใช่ด้วยการเสนออะไรที่ไร้สาระหรือฉาบฉวยนะครับ แต่เป็นการส่ง ‘ตัวท็อป‘ ลงสู่สังเวียนนาฬิกาอย่างจริงจัง” เขาย้ำ “วงการนาฬิกามันเต็มไปด้วยผลงานชั้นครู และการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เราก็ทำได้ ถามว่าทำได้ยังไงน่ะเหรอครับ? ก็เพราะว่าตั้งแต่เริ่มต้น เราเริ่มจาก ‘การฝัน‘ ครับ และในการฝันนี่แหละ เราเจอพลังที่จะรับมือกับความท้าทาย และพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น

The Dream Weaver: Angelo Bonati's Final Interview as Panerai CEO

แล้วความฝันนั้น…เป็นของใครกันล่ะ?

“มันเป็นความฝันที่เรามีร่วมกันมาตลอดครับ” คุณโบนาติเผย “และไอ้ความสามารถในการแบกรับความฝัน แบกรับอารมณ์ความรู้สึกนี้แหละ คือหัวใจสำคัญเลย ใช่ครับ เรามีกลยุทธ์นะ แต่ถ้าคุณไม่ยอมทิ้งเรื่องของเหตุผลไปบ้างในบางครั้ง คุณก็ไม่มีทางไปถึงเป้าหมายได้หรอก”

“ถ้าทุกอย่างมันง่ายไปหมด คุณก็ไม่มีแรงจูงใจอะไรเลยจริงไหมล่ะ” เขากล่าวต่อ “ถ้าคุณมาเจอพวกเรานะ คุณจะเห็นเลยว่าเรายังมีความกระตือรือร้นเหมือนกับวันแรกที่เราเริ่มทำ Panerai เลยแหละ และนี่แหละคือแก่นแท้ของ Panerai มันเต็มไปด้วยผู้คนที่รักและศรัทธาในแบรนด์นี้อย่างสุดใจ

Panerai ยังคงเป็น Panerai ไม่ว่าจะนวัตกรรมใหม่แค่ไหน?

“ใช่ครับ มันต้องเป็นแบบนั้นแหละ” คุณโบนาติยืนยันหนักแน่น “บอกตามตรงว่าบางทีเราก็แอบลองทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเลยนะ แต่สุดท้ายพอเราหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาดู แล้วรู้สึกว่า ‘นี่มันไม่ใช่ Panerai’ เราก็หยุดโปรเจกต์นั้นทันทีเลยครับ”

มีดีไซน์ไหนที่โดนปัดตกไปเยอะไหม?

“มีครับ คุณต้องพยายามทำอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง เพราะในชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน” คุณโบนาติกล่าว “แต่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในแง่ของสุนทรียะให้กับ Panerai เนี่ยมันยากสุด ๆ ไปเลยครับ นั่นแหละคือเหตุผลที่เราทุ่มเทกับ ‘เนื้อใน’ เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นกลไกหรือวัสดุ ซึ่งทั้งหมดนี้จะยังคงเชื่อมโยงกับ DNA ของแบรนด์เราเสมอ”

“นวัตกรรมด้านวัสดุเนี่ย เป็นอะไรที่ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของบริษัทเลยนะ มันเชื่อมโยงกับฟังก์ชันของนาฬิกามาตลอด” เขาอธิบายเสริม “วันนี้ฟังก์ชันมันอาจจะเปลี่ยนไปบ้างแล้วล่ะ มันเกี่ยวกับว่าทำยังไงให้ลูกค้าของเราเกิดความคลั่งไคล้ในนาฬิกาของเรามากกว่า… พูดง่าย ๆ คือ ส่งต่อแพสชันของเราไปให้พวกเขานั่นแหละครับ”

“เวลาผมเจอคุณลูกค้านะ พวกเขาจะกระตือรือร้นสุด ๆ ที่จะโชว์นาฬิกาตัวเอง แล้วก็ขอถ่ายรูปกับผม” คุณโบนาติเล่าด้วยรอยยิ้ม “โห… มันสุดยอดมากเลยนะ สำหรับผม นั่นแหละคือภาพรวมของ Panerai อย่างแท้จริง เราต้องสร้างสรรค์นาฬิกาให้คนเหล่านี้ต่อไป โดยที่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกาเรา“

ถ้าต้องเลือกนาฬิกาแค่เรือนเดียวเพื่ออธิบาย Panerai ให้มือใหม่ฟัง จะเป็นรุ่นไหน?

“ไม่ต้องสงสัยเลยครับ Luminor Marina เท่านั้น” คุณโบนาติตอบทันที “ผมรักนาฬิกา Panerai ทุกเรือนนะ แต่ Luminor Marina ก็คือ Luminor Marina ครับ มันบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างได้ครบถ้วนจริง ๆ”

The Dream Weaver: Angelo Bonati's Final Interview as Panerai CEO

ตลอดสองทศวรรษกับ Panerai มีนาฬิการุ่นไหนที่คุณภูมิใจเป็นพิเศษอีกบ้าง?

“คุณรู้ไหมว่า… เวลาที่ผมฝันถึงกลไกทูร์บิญอง พวกวิศวกรกับช่างนาฬิกาของเราก็จัดทูร์บิญองมาให้ พอผมฝันถึงนาฬิกาบอกเวลาตีบอกนาที (minute repeater) พวกเขาก็สร้าง minute repeater มาให้ผมอีกทุกครั้งที่ผมขออะไรจากคนกลุ่มนี้นะ พวกเขาก็ทำได้หมด แถมยังทำด้วยความกระตือรือร้นสุด ๆ มันสุดยอดมากจริง ๆ ครับ” คุณโบนาติเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

“แต่จริง ๆ แล้วนะ ผมรักทุกอย่างเลยครับ เพราะทุกชิ้นมันคือตัวแทนของช่วงเวลาหนึ่ง ๆ คือเรื่องราวหนึ่ง ๆ” เขากล่าวต่อ “ดังนั้น การตอบคำถามของคุณจึงยากมากครับ เพราะนาฬิกาทุกเรือนมีความพิเศษสำหรับผม แต่ก็มีบางช่วงเวลาที่พิเศษยิ่งกว่าครับ อย่างเช่นตอนที่เราสร้างกลไกอินเฮาส์ (in-house movement) ตัวแรกได้สำเร็จ”

“นั่นมันให้ความรู้สึกเหมือนเราชนะศึกเล็ก ๆ ได้เลยนะ แล้วมันก็หมายความว่าผมสามารถพานาฬิกาเราไปสู้กับแบรนด์อื่น ๆ ในระดับที่สูงขึ้นได้ โดยมีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียว” คุณโบนาติอธิบาย “จากนั้นก็มาถึงการปฏิวัติวัสดุครับ และ Panerai นี่แหละครับที่นำเทรนด์ด้วยการใช้ไทเทเนียม ไม่มีแบรนด์ไหนเลยที่มีจำนวนรุ่นที่ใช้วัสดุนี้มากเท่าเรา”

ภายใต้การนำของคุณ Panerai พลิกโฉมจากแบรนด์เล็ก ๆ เฉพาะกลุ่ม สู่หนึ่งในแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ Richemont Group เมื่อสำเร็จมากก็ย่อมมีคนอยากโจมตี คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้?

“ผมรู้สึกเสียใจครับ” คุณโบนาติเผยความในใจ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการโจมตีเหล่านั้นมาจากคนในวงการเดียวกัน การที่ใครบางคนพยายามจะผลักคุณให้ล้มลง มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลยจริง ๆ”

“ผมชื่นชมแบรนด์อื่น ๆ เยอะมากนะครับ ทั้งนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ หรือความสามารถในการสร้างอารมณ์ความรู้สึก” เขากล่าวต่อ “ผมชอบนะที่เห็นคนทำงานที่ Audemars Piguet มีนาฬิกา Panerai ไว้ในครอบครอง หรือคนที่ Panerai ก็ชื่นชม Patek Philippe แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะทรยศแบรนด์ตัวเองเสียหน่อย”

“แน่นอนครับ การแข่งขันมันต้องมีการวิเคราะห์ว่าแบรนด์อื่นทำอะไรบ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติและดีต่อวงการ” คุณโบนาติอธิบาย “แต่การโจมตีแบบไร้เหตุผลน่ะ… ไม่ใช่แนวทางของผมเลยครับ อย่างไรก็ตาม ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมก็ยินดีที่จะยืนยันว่า เราแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับมันได้เสมอ“

หลังจากนี้ คุณจะยังคงเข้ามามีส่วนร่วมกับ Panerai ไหม?

“ไม่ครับ” คุณโบนาติตอบชัดเจน “ในใจผมจะใกล้ชิด Panerai เสมอครับ แต่ไม่ใช่ทางกายภาพ ผมต้องส่งไม้ต่อให้ผู้สืบทอด และให้เขาได้สานฝันของตัวเองให้เป็นจริง มันคงยากเกินไปที่จะยืนมองอยู่ใกล้ ๆ แบบเงียบ ๆ”

“ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้คงเป็นช่วงที่ยากลำบาก” เขาเปรียบเปรย “ผมอยากจะมีจรวดสักลำ แล้วพุ่งไปดวงจันทร์ เพื่อมองสิ่งต่าง ๆ จากที่ไกลแสนไกลโน่นเลย! แต่ก็นะ… ชีวิตก็แบบนี้แหละครับ ทุกคนต้องเดินตามเส้นทางของตัวเอง ผมทำงานมา 21 ปีแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่ผมจะกลับไปบ้านที่ Argentario”

“ผมมีบ้านอยู่ที่นั่นครับ และคิดว่าการอยู่ตรงนั้นน่าจะดีกว่า” คุณโบนาติกล่าวทิ้งท้าย “แต่ผมจะไม่มีวันอยู่ห่างไกลแน่นอน ในอิตาลีเรามีคำกล่าวที่ว่า: ‘คุณจะไม่มีวันลืมรักแรกของคุณ’“

The Dream Weaver: Angelo Bonati's Final Interview as Panerai CEO
Angelo Bonati กับเรือ Eileen ที่มากกว่าแค่โปรเจกต์ แต่คือความรักและการผจญภัยครั้งสุดท้ายของผู้ชายที่กล้าฝัน

Eilean เรือใบสุดคลาสสิกที่คุณปลุกปั้นกับ Panerai จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยากจะทิ้งไปใช่ไหม?

“เธอเป็นโปรเจกต์ของผมครับ แต่ก็น่าเสียดายที่เธอไม่ใช่ของผมซะทีเดียว” คุณโบนาติบอกเล่า “ผมคุยกับคุณ Rupert แล้วครับ และแม้จะยังไม่ได้บอกภรรยา แต่ผมอยากจะลงแข่งในรายการ Transat Classique เดือนมกราคม 2019 ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปกับ Eilean ถือเป็นการผจญภัยครั้งสุดท้ายของผมเลย”

The Dream Weaver: Angelo Bonati's Final Interview as Panerai CEO

คุณเดินทางมาไกลมากจริง ๆ

“ตอนเริ่มต้นเรามีกันแค่ไม่กี่คนเท่านั้นครับ แต่ตอนนี้เรามีพนักงานถึง 720 ชีวิตทั่วโลก 320 คนอยู่ในโรงงานผลิต” คุณโบนาติกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ผมรู้สึกภูมิใจในพนักงานทุกคนของ Panerai ทุกเช้าเลยครับ เรามีจักรวาลเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความรัก ความหลงใหล โศกนาฏกรรม และเรื่องตลก“

“ในจักรวาลแห่งนี้ พนักงานกว่า 700 คนสามารถเติบโต คิดได้ เจ็บปวดได้ ร้องไห้ได้ มีความสุขได้ และรักได้ มันสุดยอดมากครับ” เขาย้ำ “คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะอยู่กับ Panerai ไปนาน ๆ เลยครับ อันที่จริง เราครองสถิติการรักษาพนักงานไว้ได้มากที่สุดใน Richemont Group เลยนะ ผู้คนรักที่จะอยู่กับเรา เพราะ ‘โชว์’ ของเรามันมหัศจรรย์”

“ผมหวังว่าสิ่งนี้จะดำเนินต่อไปในอนาคตครับ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์ของเราแตกต่างจากคนอื่น ๆ อย่างแท้จริง”

แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ Panerai พิเศษไม่เหมือนใคร?

“มันคือความสามารถในการเชื่อมั่นในโปรเจกต์ เชื่อมั่นในความฝัน และทำให้มันเกิดขึ้นจริงครับ” คุณโบนาติบอก “คนของเราต้องรู้สึกมากกว่าแค่การเป็นพนักงาน ต้องมีความกระตือรือร้น และทำงานกันแบบเป็นกันเอง”

“ประตูห้องทำงานผมเปิดอยู่เสมอครับ แล้วผมก็ไม่ค่อยใช้โทรศัพท์ด้วย” เขากล่าวต่อ “ผมชอบเรียกคนมาคุยกันที่ออฟฟิศมากกว่า นั่นแหละครับคือสัญลักษณ์ของ Panerai“

คุณได้สร้างตำนานในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาชั้นสูงไปแล้ว แต่คุณอยากจะให้ผู้คนจดจำอะไรในฐานะมรดกของคุณ?

“เวลาที่ผมนึกถึงสิ่งที่ผมทำมาตลอด 21 ปี ผมสามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เยอะเลยครับ” คุณโบนาติกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักระดับโลก การเปิดบูติกสองแห่งแรก กลไกอินเฮาส์ตัวแรกของเรา นาฬิกากลไกซับซ้อนเรือนแรก โรงงานผลิตแห่งใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่สุด ผมอยากถูกจดจำในฐานะซีอีโอที่ ‘กล้าฝัน’ ครับ”

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Revolutionwatch

5 สุดยอดนาฬิกา GMT & World Time สำหรับนักเดินทางผู้รักการผจญภัย

0

คัดสรร 5 นาฬิกา GMT และ World Time รุ่นใหม่ปี 2025 ที่ตอบโจทย์นักผจญภัยทั่วโลก ทั้งในแง่ฟังก์ชัน ความเที่ยงตรง และดีไซน์ระดับตำนาน

สำหรับผู้ที่ชื่นชมทักษะฝีมือที่เหนือชั้นและฟังก์ชันอันล้ำสมัย นาฬิกาที่บ่งบอกเวลาได้มากกว่าหนึ่งเขตไทม์โซนคือหัวใจสำคัญของนักเดินทางมืออาชีพ เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ที่ไม่เพียงบ่งบอกว่าผู้สวมใส่ให้ความสำคัญกับเวลาในทุกๆ ก้าว แต่ยังสะท้อนความเป็นมืออาชีพในการเลือกนาฬิกาคู่ใจ

ด้วยคอมพลิเคชันที่ถือว่าเหนือชั้นในโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อเปิดเส้นทางธุรกิจใหม่ที่นิวยอร์ก ชมความยิ่งใหญ่ของมหาพีระมิดในกรุงไคโร หรือสำรวจสีสันยามค่ำคืนในโตเกียว นาฬิกา GMT และ World Time ก็คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับเส้นทางชีวิตที่โคจรไปตามเขตเวลาต่างๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง 

และเรือนเวลาที่เปิดตัวใหม่ในปี 2025 ทั้ง 5 เรือนต่อไปนี้ ก็คือเรือนเวลาที่ออกแบบมาเพื่อผู้รักการเดินทาง เพราะไม่ได้วัดความเป็นเลิศเพียงความแม่นยำเท่านั้น แต่ยังผ่านการออกแบบมาให้สามารถตั้งค่าเวลาตั้งแต่สองไทม์โซนขึ้นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อ่านค่าเวลาเมืองหลักทั่วโลกได้ชัดเจน ง่ายดาย มั่นใจได้เลยว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เวลาหมุนไปพร้อมกับคุณเสมอ

Patek Philippe Calatrava Pilot Travel Time 5524G-010

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

Patek Philippe 5524G-010 Calatrava Pilot Travel Time คือเรือนเวลาที่ผสานมรดกแห่งอุตสาหกรรมการบินเข้ากับฟังก์ชันการเดินทางสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับนักผจญภัยและผู้ที่ต้องเดินทางข้ามไทม์โซนตลอดเวลา ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกานักบินในประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

โดยรุ่นที่นำมาตีความใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมตัวเรือนไวท์โกลด์ และหน้าปัดสีขาวงาช้างเคลือบแล็คเกอร์ เพิ่มความชัดเจนและอ่านค่าได้ง่ายในทุกสภาพแสง ตัวเลขเคลือบสารเรืองแสงและเข็มนาฬิการูปทรงดาบอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้การอ่านเวลามีความแม่นยำแม้อยู่ในที่มืด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางออกสำรวจผจญภัยในสิ่งแวดล้อมที่ยากต่อการควบคุม 

กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 26-330 S C FUS ช่วยให้สามารถติดตามเวลาสองไทม์โซนได้อย่างง่ายดาย ระบบปุ่มกดที่พัฒนามาเพื่อให้สามารปรับตั้งเวลาท้องถิ่นอย่างเป็นอิสระ ไม่ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำ หน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แสดงวันที่ซึ่งปรับตั้งตามเวลาท้องถิ่นโดยอัตโนมัติ

ไม่ว่าจะจัดการตารางงานระดับนานาชาติ หรือเดินทางสำรวจความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติข้ามทวีป กลไกอันชาญฉลาดของนาฬิการุ่นนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่รับรู้เวลา กำหนดวางแผน และบรรลุเป้าหมาย ผ่านการบ่งบอกเวลาเมืองที่อยู่ในปัจจุบันและเวลาอีกหนึ่งไทม์โซนได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกเหนือจากความสามารถทางเทคนิคแล้ว Patek Philippe Calatrava Pilot Travel Time ใหม่ ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มม. นี้ ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยด้วยสายนาฬิกาคอมโพสิตสีเขียวกากี ที่จับคู่กับตัวล็อควัสดุไวท์โกลด์แบบหัวเข็มขัด (Clevis Prong) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสายรัดนิรภัยของนักบิน

การผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งและความหรูหรา ทำให้เรือนเวลานี้เป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่ต้องการทั้งฟังก์ชันและความสง่างาม ระบบปุ่มกดปรับไทม์โซนยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตร

เพื่อป้องกันการปรับตั้งค่าโดยไม่ได้ตั้งใจ เพิ่มความมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความแม่นยำสูง ด้วยแรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมการบิน ตัวเรือนที่แข็งแกร่ง และการช้งานที่ง่าย สะดวก และปลอดภัย

ทำให้ Patek Philippe Calatrava Pilot Travel Time จัดได้ว่า เป็นนาฬิกาที่เชื่อมต่อความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมแห่งเรือนเวลาเข้ากับจิตวิญญาณของนักเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ คู่หูที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตเหนือขอบเขตของเวลาและสถานที่

TUDOR BLACK BAY PRO OPALINE DIAL

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

สำหรับผู้ที่หลงใหลในการออกเดินทางสำรวจโลกกว้าง Tudor Black Bay Pro หน้าปัดสีขาวเหลือบประกาย คือนาฬิการะดับมืออาชีพและเป็นทั้งเครื่องมือคู่ใจที่เชื่อถือได้ในทุกสถานการณ์ท้าทายในยามออกผจญภัย

หน้าปัดทรงโดมสีขาวเหลือบประกายมาพร้อมกับขีดเครื่องหมายหลักชั่วโมงวัสดุเซรามิก และเข็มสโนว์เฟลกหรือเข็มทรงเกล็ดหิมะ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Tudor เคลือบสาร Super-LumiNova พร้อมเสริมด้วยการใช้เส้นขอบสีดำ ช่วยให้สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจนในทุกสภาพแสง

ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลกที่น้ำแข็งปกคลุมจนขาวโพลน หรือในถ้ำคูหามหึมาที่มืดมิด ขณะที่เข็ม GMT สีเหลือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถติดตามเวลาต่างไทม์โซนได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นคู่หูที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลาและภูมิภาคอยู่เสมอ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. พร้อมขอบหน้าปัดแสดงค่าเวลา 24 ชั่วโมง ขัดแต่งพื้นผิวแบบด้าน และความสามารถกันน้ำได้ถึง 200 เมตร ทำให้ Tudor Black Bay Pro ใหม่ มีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมสุดขั้ว

กลไกคาลิเบอร์ MT5652 ผ่านการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรง COSC มอบพลังงานสำรองสูงถึง 70 ชั่วโมง และยังเลือกใช้ซิลิคอนแฮร์สปริงเพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนจากสนามแม่เหล็ก เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความแม่นยำในทุกสถานการณ์

นาฬิกาที่มีความเป็นมืออาชีพรอบด้านนี้ยังมาพร้อมสายนาฬิกาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสายผ้า สายยาง หรือสายสตีล พร้อมตัวล็อคระบบ T-fit ที่สามารถปรับขนาดได้อย่างละเอียด เพื่อการสวมใส่ที่แน่นกระชับ สบาย รับกับสรีระที่สุด

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

JAEGER-LECOULTRE REVERSO TRIBUTE GEOGRAPHIC

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

เรือนเวลาที่ทรงคุณค่าครบถ้วนในตัว ทั้งประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความล้ำหน้าด้านนวัตกรรม และงานฝีมือเป็นเลิศ ต้องไม่พลาด Reverso Tribute Geographic เพราะไม่ว่าคุณจะชื่นชอบความเรียบเท่ของตัวเรือนสตีลหรือความสวยหรูแบบตัวเรือนพิงค์โกลด์ 18K ที่เป็นลิมิเต็ดอิดิชันเพียง 150 เรือนทั่วโลก

กลไกคาลิเบอร์ 834 ก็พร้อมเป็นนาฬิกาคู่ใจไม่ว่าจิตวิญญาณที่รักการออกสำรวจผจญภัยของคุณจะพาคุณไปพบความตื่นเต้น ณ ที่ไหนๆ ในโลก เพราะนอกจากหน้าปัดหลักที่ประกอบไปด้วยการแสดงเวลาหน่วยชั่วโมง นาที ช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาแล้ว 

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

และเมื่อพลิกตัวเรือนอีกด้านของ Reverso Tribute Geographic ก็จะพบกับฟังก์ชันเวิลด์ไทม์ที่แสดงเวลาในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วโลก ในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร เป็นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ที่ Jaeger-LeCoultre มอบให้คนที่หลงใหลในคอมพลิเคชันชั้นสูงอย่างเวิลด์ไทม์

ด้วยการสลักชื่อเมืองสำคัญๆ ที่เป็นตัวแทนเขตแบ่งเวลาแต่ละไทม์โซนไว้บนตัวเรือน ล้อมรอบวงแหวนแสดงเวลา 24 ชั่วโมงที่แสดงเวลากลางวัน-กลางคืนด้วยการแบ่งสีทูโทน ล้อมรอบแผนที่โลกที่สลักลงรายละเอียดมหาสมุทรแต่ละแห่งด้วยเลเซอร์อย่างละเอียดประณีตเพื่อเสริมให้คมชัดและสร้างมิติ

PANERAI LUMINOR PERPETUAL CALENDAR GMT PLATINUMTECH PAM01575

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

Luminor Perpetual Calendar GMT Platinumtech PAM01575 คือนาฬิกาที่รวบรวมทั้งความล้ำค่าของวัสดุ Platinumtech™ ความก้าวหน้าทางกลไก และดีไซน์ที่เท่เหนือกาลเวลา

โดยตัวเรือนขนาด 44 มม. วัสดุ Platinumtech™ ซึ่งผสมผสานแพลตินัมบริสุทธิ์ 95% และผ่านกระบวนการปรับสภาพทำให้มีความแข็งแกร่งกว่าแพลตินัมปกติถึง 40% ทำให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนมากขึ้น เหมาะสำหรับนักเดินทางและนักสำรวจที่ต้องการความทนทานและความแม่นยำ

พร้อมเสริมการปกป้องด้วยคราวน์การ์ดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เข็มและขีดเครื่องหมายบอกเวลาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® X2 ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษแม้อยู่ในที่แสงน้อย โดยดีไซน์สีน้ำเงินเข้มยังสะท้อนถึงมรดกทางทะเลของ Panerai 

หัวใจสำคัญของเรือนเวลานี้คือกลไก P.4100 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากงานวิจัยที่ใช้เวลายาวนานกว่า 10 ปี ตลับลานคู่ภายในช่วยให้สามารถการสำรองนานถึงสามวัน ระบบการปกป้องกลไกจากแรงกระแทกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และฟังก์ชัน GMT ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถติดตามเวลาสองไทม์โซนได้อย่างง่ายดาย

ทำให้ Luminor Perpetual Calendar GMT Platinumtech PAM01575 เป็นเรือนเวลาคู่ใจที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางและนักสำรวจที่ต้องคำนึงถึงเวลาหลายภูมิภาคแม้อยู่ในสภาวะที่ต้องสมบุกสมบันเป็นพิเศษ

นอกจากนี้คาลิเบอร์ P.4100 ยังมีคอมพลิเคชันปฏิทินถาวร แสดงวันที่ได้อย่างแม่นยำต่อเนื่องไปจนถึงปี 2399 และสามารถปรับตั้งค่าได้ง่ายด้วยเม็ดมะยม เลือกจับคู่กับสายหนังจระเข้สุดหรูหรือสายยางเพื่อความคล่องตัว PAM01575 ไม่เพียงเป็นเรือนเวลาที่งามสง่า แต่ยังเป็น คู่หูที่แข็งแกร่งสำหรับการเดินทางทุกรูปแบบ

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

Ressence Type 7

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

Ressence Type 7 เป็นนาฬิกา GMT รุ่นแรกที่ Ressence สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อพลิกโฉมนาฬิกาที่เป็นอุปกรณ์ประจำตัวระดับมืออาชีพสำหรับนักเดินทาง ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ที่บ่งบอกเวลาด้วยจานหมุนบนหน้าปัดทรงนูน ที่ช่วยขจัดแสงสะท้อนและการบิดเบือน ช่วยให้การอ่านค่าเวลาถูกต้องแม่นยำ

ภายในตัวเรือนส่วนบนบรรจุ Silicon-based Oil หรือน้ำมันที่เป็นของเหลวโพลีเมอร์สังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีความเสถียรสูง คงรูปแม้อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่ค่อนข้างหลากหลาย มอบประสบการณ์ใหม่ในการแสดงค่าเวลาที่นอกจากจะอ่านค่าได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีความคมชัด สวยแปลกตา ทำให้หลายๆ คน อดนึกถึงจอแสดงผลแบบดิจิทัลไม่ได้ 

ตัวเรือนวัสดุจากไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 41 มม. มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ให้ความทนทานโดยไม่ลดทอนความสบาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการความแม่นยำในทุกสถานการณ์

ฟังก์ชัน GMT ที่เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรกสำหรับ Ressence ช่วยให้ติดตามเวลาหลายไทม์โซนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับนักสำรวจ อีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าสนใจบนหน้าปัดของ Ressence Type 7 นี้ ยังอยู่ที่การแสดงอุณหภูมิผ่านแถบสีต่างๆ

ทั้ง 11 สี ในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ -5 ถึง 55 องศาเซลเซียส ซึ่งครอบคลุมช่วงอุณหภูมิที่ผู้สวมใส่อาจต้องเผชิญขณะเดินทางออกสำรวจผจญภัยในภูมิอากาศสุดโหด

The GMT & World Time Watches for Global Adventurers

เรือนเวลานี้ขับเคลื่อนด้วยโมดูล ROCS 7 ซึ่งทำงานร่วมกับกลไก ETA 2824-2 ให้กำลังพลังงานสำรอง 36 ชั่วโมง ตัวเรือนของ Ressence Type 7 แบ่งเป็นสองส่วนปิดผนึกแยกกันอย่างชัดเจน คือส่วนกลไกด้านล่าง และส่วนบนน้ำมัน Silicon-based ปริมาณ 2.95 มล. ไว้เต็ม

และใช้แม่เหล็กซึ่งติดตั้งไว้ตรงตำแหน่งเดียวกันทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เป็นกลไกที่ส่งผ่านข้อมูล “เวลา” จากคาลิเบอร์ในห้องเครื่องด้านล่างมาแสดงผลบนหน้าปัดส่วนบน ซึ่งระบบแม่เหล็กนี้ได้รับการปกป้องด้วยระบบซับแรงกระแทกไฮดรอลิกอันชาญฉลาด

ลักษณะการทำงานคล้ายปั๊มไฮดรอลิกที่ส่วนใบพัดจะหมุนเพื่อซับแรงกระแทกเมื่อมีการกระทบจากภายนอก นอกจากนี้ฝาหลังไทเทเนียมยังทำหน้าที่เสมือนเป็นเม็ดมะยมสำหรับการตั้งค่าเวลาอีกหนึ่งฟังก์ชัน

Ressence Type 7 ผลิตออกมาสองแบบ สองสไตล์ ได้แก่ สี Night Blue หรือ สี XV Aquamarine ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 15 ปีที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 80 เรือน

จับคู่กับสายนาฬิกาและตัวล็อควัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ที่สามารถปรับขนาดได้ 5 ตำแหน่งเพื่อการสวมใส่ที่กระชับ และตัวเลือกสายยางสำหรับวันที่ต้องการความคล่องตัวควบคู่กับความแข็งแกร่งทนทาน เป็นการผสมผสานนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยยังคงความมีลูกเล่นแฝงอยู่ในดีไซน์และรูปแบบการแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัดอย่างลงตัว

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Ressence / PANERAI / JAEGER-LECOULTRE / TUDOR / PATEK PHILIPPE

Deep Diver Legacy Edition การกลับมาของไอคอนแห่งเรือนเวลาในรูปแบบใหม่ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์

Girard-Perregaux Deep Diver Legacy Edition ตำนานแห่งเรือนเวลากลับมาอีกครั้งในโฉมใหม่ที่กล้าหาญยิ่งกว่าเดิม

ในปี 1969 Girard-Perregaux ได้เปิดตัว Deep Diver นาฬิกาสปอร์ตที่รวมเอารูปลักษณ์ที่โดดเด่นเข้ากับกลไก Gyromatic อันล้ำหน้าในยุคนั้น และในวันนี้ ความคลาสสิกบทนั้นได้หวนกลับมาอีกครั้งในโฉมใหม่สุดพิเศษ Legacy Edition รุ่นลิมิเต็ดที่เกิดจากการผสานฝีมือของ Girard-Perregaux เข้ากับเซนส์อันเฉียบของ Bamford Watch Department คอลแลบสุดพิเศษที่ตีความตำนานบทเก่าให้มีชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างมีชั้นเชิง

Girard-Perregaux Deep Diver Legacy Edition

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับตำนานที่ก้าวผ่านกาลเวลากว่า 234 ปี Girard-Perregaux เข้าใจดีว่าความคลาสสิกแท้จริงไม่เคยจางหายไปไหน และเพื่อยกย่องผลงานไอคอนิกในอดีต แบรนด์จึงได้ปลุกชีพนาฬิกาบางรุ่นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบ Legacy Editions การตีความใหม่ที่หลอมรวมงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับวัสดุสมัยใหม่ และมุมมองร่วมสมัยที่ไม่ทิ้งกลิ่นอายความคลาสสิก

Deep Diver Legacy Edition จึงเป็นดั่งบทบันทึกแห่งกาลเวลา ที่บอกเล่าความสำเร็จ ความกล้า และจินตนาการของยุคสมัยที่น่าจดจำ ผ่านรายละเอียดที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตในทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้าง ไปจนถึงกลไกภายใน

THE RISE OF A LEGEND การถือกำเนิดของตำนาน

หากย้อนกลับไปยังยุค 1960 ทศวรรษแห่งความฝัน ความเร็ว และความกล้าท้าทายขอบเขตของจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางอวกาศ (Space Race) หรือการปฏิวัติรูปทรงและวัสดุในโลกดีไซน์ ยุคที่เครื่องบินคอนคอร์ดทะยานสู่ท้องฟ้า และเก้าอี้พลาสติกชิ้นเดียวของ Verner Panton กลายเป็นไอคอนแห่งยุค

ในห้วงเวลานั้น Girard-Perregaux ก็ก้าวเข้าสู่เวทีแห่งนวัตกรรมอย่างไม่เกรงกลัว ด้วยการเปิดตัว Deep Diver รุ่น Reference 9108 นาฬิกาดำน้ำที่ไม่ได้มีดีแค่ฟังก์ชัน แต่คือการประกาศตัวของ ดีไซน์กล้าแกร่ง และ กลไกที่ล้ำหน้า

ดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมมนอันโดดเด่น ขอบตัวเรือน 14 เหลี่ยม และหน้าปัดสีแดงสะดุดตา กลายเป็นภาพจำอันยากจะลืมเลือน พร้อมระบบ Gyromatic ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีกลไกที่ล้ำหน้าที่สุดในยุคนั้น

Deep Diver จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือของนักดำน้ำ แต่เป็นเหมือน สัญลักษณ์ของความกล้าหาญทางเทคนิค และ บทบันทึกแห่งยุคสมัย ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ Girard-Perregaux ได้อย่างสง่างาม ผลงานที่ได้รับการจดจำในทันที และกลายเป็นตำนานที่โลกนาฬิกาต้องกล่าวถึง

และหลังจากครึ่งศตวรรษผ่านไป ตำนานบทนี้ได้ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง…ในเวอร์ชันที่ร่วมสมัยยิ่งกว่าเดิม

Girard-Perregaux Deep Diver Legacy Edition

กลไกแห่งยุคที่ถูกรังสรรค์ใหม่

กว่า 234 ปีแห่งความเป็นเลิศ Girard-Perregaux ได้สถาปนาตนเองเป็นเสาหลักของวงการ Haute Horlogerie แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยผลงานที่มากกว่านาฬิกา หากแต่คือศิลปะแห่งกลไกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความหลงใหลไม่รู้จบ

กว่า 80 สิทธิบัตร และ กลไกต้นแบบกว่า 30 แบบ ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์เองตั้งแต่ปี 1791 จนถึงผลงานระดับตำนานอย่างกลไก Tourbillon with Three Bridges ในปี 1867 สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานของการมองการณ์ไกลและความมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบ

และในปัจจุบัน Girard-Perregaux ไม่ได้เพียงรักษามาตรฐานเท่านั้น ทั้งยังเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานที่จินตนาการใหม่จากรากเหง้า อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตภายในแบบครบวงจร การออกแบบอย่างพิถีพิถัน หรือการใช้วัสดุและเทคนิคที่สะท้อนความร่วมสมัย ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์อันทรงคุณค่า

เพราะสำหรับ Girard-Perregaux ความเป็นตำนาน ไม่ได้จบอยู่ที่อดีต…มันคือแรงบันดาลใจที่ต่อเนื่องในทุกจังหวะของกาลเวลา

Girard-Perregaux Deep Diver Legacy Edition

ดีไซน์อันกล้าหาญ กับความสบายและความยืดหยุ่นเหนือระดับ
(Bold Design, Absolute Comfort and Versatility)

ในโลกของเรือนเวลาที่ดีไซน์ต้องไม่เพียงงดงามแต่ต้องลงตัวกับการใช้งานจริง Deep Diver รุ่นใหม่นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความงาม ความแม่นยำ และความสบาย สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การเลือกใช้ ไทเทเนียมเกรด 5 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องน้ำหนักเบาและความแข็งแกร่ง มอบความรู้สึกสบายแม้สวมใส่ทั้งวัน ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมขอบมน ขนาด 40.30 x 38.00 มม. ถ่ายทอดมรดกแห่งการออกแบบจากอดีต สู่ความเรียบหรูในยุคใหม่อย่างแนบเนียน

สีสันอย่าง น้ำเงินเข้ม ส้มสด และขาวบริสุทธิ์ ถูกนำมาใช้ในการตกแต่งอย่างมีชั้นเชิง สะท้อนจิตวิญญาณของยุคเรโทร-ฟิวเจอริสติกในทศวรรษ 1960 ที่แบรนด์เคยจารึกไว้ นาฬิกายังมาพร้อม ขอบตัวเรือน 14 เหลี่ยมหมุนได้ ปรับผ่านเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ดั้งเดิมที่ Girard-Perregaux นำกลับมาตีความใหม่อย่างสง่างาม

เข็มและมาร์กเกอร์เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เปล่งแสงฟ้าในที่มืด พร้อมด้วย ตัวเลขแบบเรโทรอันเป็นเอกลักษณ์ และหน้าปัดประดับโลโก้ GP อันสง่างาม ซึ่งมาพร้อม ลายเซ็นของ Bamford สะท้อนความร่วมมือที่ผสานทั้งฝีมือเชิงวิศวกรรมและวิสัยทัศน์ร่วมสมัยอย่างลงตัว

สายรัดแบบ quick-release ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนสายได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ทุกเรือนมาพร้อม สายยางสีน้ำเงินคลาสสิก และ สายเสริมสีส้ม สำหรับวันที่ต้องการความสดใสและความแตกต่าง

หัวใจแห่งจักรกล ด้วยกลไก GP03300

หัวใจของ Deep Diver คือกลไกภายใน GP03300 ซึ่งถูกออกแบบและผลิตขึ้นอย่างประณีตในโรงงานของ Girard-Perregaux ณ เมือง La Chaux-de-Fonds แหล่งกำเนิดแห่งศาสตร์การทำนาฬิกาชั้นสูงของสวิตเซอร์แลนด์ กลไกนี้มีความบางเพียง 3.36 มิลลิเมตร แต่เปี่ยมด้วยศักยภาพที่น่าทึ่ง พร้อมพลังงานสำรองไม่น้อยกว่า 46 ชั่วโมง

กลไกอัตโนมัตินี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไมโครเมคานิกส์ของแบรนด์ ทั้งในด้านฟังก์ชันและความงาม ด้านหลังตัวเรือนเผยให้เห็นโรเตอร์ที่ตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève แบบวงกลม

ขณะที่สะพานจักรประดับลวดลายแบบเส้นตรง เสริมความหรูหราด้วยการขัดเงาขอบสะพาน สกรูที่ผ่านการขัดเงา และการตกแต่งพื้นผิวแบบวงกลมอย่างพิถีพิถัน ทั้งหมดนี้มองเห็นได้ผ่าน ฝาหลังแซฟไฟร์เคลือบฟ้าเมทัลลิซด์ ที่ประทับตราสัญลักษณ์ตรีศูล ซึ่งเป็นการอุทิศให้แก่เทพเนปจูน ผู้ปกครองแห่งท้องทะเล และเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอันลึกล้ำของผลงานในคอลเลกชัน Deep Diver

Girard-Perregaux Deep Diver Legacy Edition

บทใหม่ของตำนาน คอลเลกชัน Legacy Editions

การกลับมาของนาฬิการุ่นในตำนานของ Girard-Perregaux ภายใต้คอลเลกชัน “Legacy Editions” ไม่ใช่เพียงแค่การรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการยกระดับความคลาสสิกให้เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยเริ่มจาก Casquette 1976 จนมาถึง Deep Diver รุ่นใหม่ ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมคอลเลกชันนี้ นาฬิกาในกลุ่ม Legacy Editions จะมีจำนวนจำกัด วางจำหน่ายเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในหมู่นักสะสมและผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

นาฬิกาเหล่านี้ไม่ใช่การผลิตซ้ำตามแบบเดิม แต่คือ การตีความใหม่ อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ดีไซน์ ไปจนถึงวัสดุและเทคโนโลยีกลไก เพื่อให้ทุกองค์ประกอบมีชีวิตชีวาในแบบร่วมสมัย การร่วมงานกับ Bamford Watch Department แห่งสหราชอาณาจักร ได้เติมเต็มความทันสมัยอย่างเหนือชั้นในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเคารพต่อรากเหง้าดั้งเดิม

จิตวิญญาณแห่งห้วงลึก การกลับมาของ Deep Diver

นาฬิกา Deep Diver รุ่นใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็น บทกวีแห่งการสืบทอดตำนาน Girard-Perregaux ที่บรรจบกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มันคือผลงานศิลป์ที่รวมไว้ซึ่งความงามแบบเรโทร เสน่ห์ของฟังก์ชันดำน้ำ และนวัตกรรมกลไกอันซับซ้อน สวมใส่ง่าย คล่องตัว พร้อมเปลี่ยนสายได้ง่ายผ่านระบบ Quick-Release เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ในทุกโอกาส

ผลิตเพียง 350 เรือนทั่วโลก Deep Diver คือสมบัติล้ำค่าที่หาซื้อได้ผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Girard-Perregaux และทางออนไลน์ผ่าน bamfordwatchdepartment.com สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน

ข้อมูลทางเทคนิค
Girard-Perregaux Deep Diver, Legacy Edition
  • Ref. : GP03300-2339
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ
  • ขนาด: 25.95 มม. (111/2’’’)
  • ความหนา: 3.36 มิลลิเมตร
  • ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 Hz)
  • ชิ้นส่วนรวม: 218 ชิ้น
  • ทับทิม: 27 เม็ด
  • พลังงานสำรอง: 46 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Girard-Perregaux

Wrist Luck: Zodiac Watches ไขรหัสเวลา 12 ราศี กับ 12 เรือนเวลาที่บอกตัวตนคุณได้ชัดเจนกว่าใคร (Part 1)

12 ราศี 12 เรือนเวลา กับนาฬิกาที่ใช่สำหรับคนชอบมูแต่ไม่อยากเว่อร์

ลองนึกเล่นๆ ว่าคุณเลือกเสื้อผ้าตามสีมงคลของวัน แล้วทำไมกับนาฬิกา จะไม่เลือกแบบที่ใช่ตามสไตล์สายมูบ้างล่ะ? จริงๆ นาฬิกาที่มีหินมงคล หรือมีวัสดุที่ถือว่ามีพลังดีๆ นี่แหละ คือกิมมิคที่เพิ่มความมั่นใจให้กับคนที่อยากมีแรงผลักดันในชีวิต

แม้จะไม่ต้องมูให้เว่อร์วัง แค่รู้สึกว่าใส่แล้ว ‘ใช่’ ใส่แล้ววันนั้นจะเจอแต่เรื่องดีๆ แบบไม่ตั้งใจมันก็เกิดขึ้นได้ แล้วถ้าใครอยากรู้ว่าจะมีนาฬิกาเรือนไหนเหมาะกับตัวเองบ้าง นี่คือลิสต์ 12 ราศี 12 เรือนเวลาที่จะพาให้แต่ละวันคุณพบเจอแต่พลังงานดีๆ ในทุกวัน มาเริ่มกันที่ราศีแรกกันเลย…

Aries (เมษ)
Bvlgari Divas’ Dream (Malachite Dial)

สำหรับคนเกิดราศีเมษเป็นเหมือนไฟที่ไม่มีวันดับ ความกล้าหาญและความสดใสในตัวเองคือแรงขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้าเสมอ ปีนี้การเลือกนาฬิกาที่สะท้อนพลังงานและความสง่างามจึงสำคัญ นาฬิกา Bvlgari Divas’ Dream รุ่นนี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งกับเมษ

หน้าปัดทำจาก Malachite หินสีเขียวสดใสที่มีลวดลายธรรมชาติพริ้วไหวราวกับกระแสลมที่พัดผ่านในทุกการผจญภัย Malachite เป็นหินที่เชื่อกันว่าช่วยเพิ่มพลังและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่ ซึ่งตรงกับนิสัยของคนเมษที่ไม่กลัวความท้าทายและพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงสวยงามแต่ยังผสมผสานความคลาสสิกด้วยการใช้วัสดุโรสโกลด์ชั้นดีและเพชรเจียระไนอย่างประณีต ตัวเรือนขนาด 33 มิลลิเมตรที่พอดีไม่ใหญ่เกินไป สวมใส่ได้ทั้งในวันทำงานหรือวันออกทริปผจญภัย ทุกวินาทีจึงเต็มไปด้วยความหมายและความสง่างาม

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power
Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power
ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Divas’ Dream (Malachite Dial)
  • สาย: โรสโกลด์พร้อมเพชรเจียระไน 362 เม็ด
  • ตัวเรือน: 18 กะรัต โรสโกลด์ ขนาด 33 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: Malachite สีเขียวธรรมชาติ ประดับเพชรเจียระไนแบบ Brilliant-cut จำนวน 48 เม็ด
  • กลไก: ระบบควอตซ์ กันน้ำ 30 เมตร

Taurus (พฤษภ)
Piaget Limelight Gala Aventurine Ref. G0A47162

เรือนเวลาแห่งความละเมียดละไม ที่แฝงไว้ด้วยพลังของความมั่นคงและความหรูหราอันสงบนิ่ง

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

เวลาคุยถึง “คนพฤษภ” มักจะนึกถึงคำว่า มั่นคง รักความสบาย มีรสนิยม แต่ในความเรียบง่ายนั้น…ใครจะรู้ว่าลึกลงไปมีความซับซ้อนของคนที่รู้จัก “เลือก” และ “รักตัวเอง” อย่างเงียบๆ ไม่ต้องการแสงสีเยอะ

ไม่ต้องการคำชมพร่ำเพรื่อ ขอแค่สิ่งที่เลือก อยู่ได้นาน สะท้อนตัวตนได้จริง และ “ดีพอ” ในทุกมิติที่จับต้องได้ และถ้าให้นิยามความสวยสงบที่หรูหราแบบไม่ต้องพูดเยอะ Piaget Limelight Gala Aventurine เรือนนี้…คือคำตอบที่ตรงหัวใจของคนพฤษภแบบไม่มีตกหล่น

ตัวเรือนทองคำขาว 18K ที่โค้งรับข้อมืออย่างประณีต ประดับเพชรเจียระไน 62 เม็ดไว้อย่างพอดี ไม่เว่อร์วัง ไม่จงใจให้โดดเด่นจนข่มทุกอย่าง แต่วิธีที่มัน “เปล่งประกาย” กลับนุ่มนวลและน่าหลงใหล ราวกับแสงจันทร์ที่ตกกระทบบนผืนน้ำตอนกลางคืน นั่นแหละคือพฤษภ 

หน้าปัด Aventurine glass สีน้ำเงินลึกเจือประกายดาว คือลมหายใจของผู้หญิงที่รักความสวยแบบมีชั้นเชิง ไม่ได้เปล่งแสงแรงแบบซาโฟร์ หรือเจิดจ้าแบบไพลิน แต่มันค่อยๆ ดึงสายตาด้วยความลึก…เหมือนกำลังมองฟ้ายามดึกที่ไม่มีวันเบื่อ มันคือความสงบที่ขับเคลื่อนภายใน เป็นความหรูหราที่ไม่ต้องการให้ใครรับรู้ แต่อยากให้ใคร “รู้สึกได้”

สาย Milanese mesh ทองคำขาวเคลือบโรเดียม คืออีกหนึ่งจุดที่ทำให้เรือนนี้ ลื่นไหล เรียบหรู ใส่ได้ทุกสถานการณ์ ในขณะที่กลไกอัตโนมัติแบบ Manufacture Movement ของ Piaget รุ่น 501P1 ทำหน้าที่อย่างเงียบ งดงามราวกับหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะช้าๆ …แต่ไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียว สำหรับคนพฤษภนั้นเข้าใจความหมายของเวลา ไม่ใช่เพราะกลัวแก่ แต่เพราะรู้ว่า “อะไรที่ควรรอ” และ “อะไรที่ควรเลือก”

ข้อมูลทางเทคนิค
Piaget Limelight Gala Aventurine Ref. G0A47162
  • กลไก: ระบบ Self-winding (Automatic) Piaget 501P1 พลังงานสำรอง: 42 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ทองคำขาว 18K ประดับเพชร 62 เม็ด (ประมาณ 1.64 กะรัต) ขนาด 32 มม. / ความหนา 8.91 มม.
  • หน้าปัด: Aventurine glass สีฟ้า เข้มราวท้องฟ้ายามค่ำ กันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: ทองคำขาวชุบโรเดียมแบบถัก Milanese mesh พร้อมบัคเคิลประดับเพชร
  • จำนวนผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชัน 300 เรือนทั่วโลก
Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

Gemini (เมถุน)
Van Cleef & Arpels Sweet Alhambra Watch (Blue Agate)

วัสดุเด่น: หิน Blue Agate, Yellow Gold, สายหนังจระเข้มันเงาสีฟ้า
คาแรกเตอร์: ร่าเริง ฉลาดเฉียบ มีเสน่ห์เป็นธรรมชาติแบบ “พูดเก่งแต่ไม่กวนใจ”

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

“ชีวิตเมถุนเหมือนเรื่องราวสั้นๆ ที่เล่าได้ไม่มีวันจบ และถ้าเวลาคือเครื่องประดับ นาฬิกาเรือนนี้ก็คือ ‘พาร์ทเนอร์’ คู่เล่าเรื่องของคุณ”

เมถุนคือราศีที่อยู่ภายใต้การปกครองของ Mercury เทพแห่งการสื่อสาร การเดินทาง และความอยากรู้อยากเห็นแบบไม่มีที่สิ้นสุด คุณชอบเรียนรู้ ชอบเล่า และชอบมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมนาฬิการุ่นนี้ถึง “คลิก” กับคุณอย่างแท้จริง

ถ้าพูดถึง Van Cleef & Arpels Sweet Alhambra Watch Blue Agate ตัวเรือนทรงจตุรัสขนาด 22.7 x 22.7 มม. ทำจากทองคำ 18K Yellow Gold ทั้งตัวเรือนและขอบตัวเรือน (bezel) แกะลาย guilloché ละเอียดอ่อนเป็นคลื่นแสง ชวนให้นึกถึงเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเมถุนเวลาทำให้ใครหลงเสน่ห์ไปแบบไม่รู้ตัว

หน้าปัดทองสลักลายระยิบแสงเหมือน “ความคิด” ที่วิบวับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่ง เปลี่ยนตามอารมณ์ได้วันละหลายรอบ แต่น่าหลงใหลทุกครั้งที่ได้มอง

สิ่งที่โดดเด่นอีกจุดคือสาย หนังจระเข้เงาสีฟ้า (VCA Blue Alligator) ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้เอง (self-interchangeable) เข้ากับสไตล์ของเมถุนที่รักการเปลี่ยนลุค ไม่ชอบอะไรซ้ำเดิม เพราะแฟชั่นของเมถุนคือการ “รีเฟรชตัวเอง” ทุกครั้งที่ลุกขึ้นจากเตียง

และถ้าถามว่า “มันเที่ยงตรงแค่ไหน?” คำตอบคือ กลไก Quartz ที่ให้ความแม่นยำในระดับที่แม้แต่เมถุนยังต้องยอมแพ้ มันคือสมดุลของความสดใสและความเที่ยงตรงแบบที่หาได้ยากในจักรวาลนี้

ลองจินตนาการภาพคุณกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างบนเครื่องบิน ข้อมือห้อยนาฬิกาเรือนนี้ พราวแสงฟ้าจากหน้าต่างสะท้อนเข้าหน้าปัดสีทองแกะลาย หิน Blue Agate ให้เฉดสีฟ้าที่นิ่งและสงบ เหมือนตัวคุณในชั่วขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเขียนจดหมายรักที่ไม่เคยกล้าส่งให้ใคร… ใช่ค่ะ เมถุนก็มีมุมโรแมนติกลึก ๆ อยู่เสมอ

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power
Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power
ข้อมูลทางเทคนิค
Van Cleef & Arpels Sweet Alhambra Watch
  • ตัวเรือน: ขนาด: 22.7 x 22.7 มม. วัสดุทองคำ 18K Yellow Gold ขอบตัวเรือน (Bezel): Guilloché Yellow Gold
  • หน้าปัด: Guilloché 18K Yellow Gold
  • กลไก: ระบบ Quartz movement (เดินตรงแม่นยำ ไม่ต้องไขลาน) กันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: มีทั้งเวอร์ชันที่เป็นสายสร้อย (bracelet) และสายหนังสีน้ำเงิน (Blue Alligator leather strap) เป็นหนึ่งในตัวเลือกสายที่นิยม เพราะช่วยเพิ่มความหรูหราแต่ยังคงความคล่องตัวและสวมใส่สบาย เปลี่ยนสายเองได้ (Self-interchangeable) หัวเข็มขัดแบบ Ardillon (ทอง 18K Yellow Gold)

Cancer (กรกฎ)
Chopard Happy Diamonds Icons (Ref. 204292-1301)

กรกฎไม่ใช่คนที่เปิดเผยความรู้สึกง่าย ๆ แต่ทุกการกระทำกลับเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและจริงใจ ความอ่อนไหวของคุณไม่ใช่ความอ่อนแอ หากแต่เป็นความละเอียดละเมียดที่หยั่งถึงอารมณ์ของผู้คนรอบข้างได้อย่างนุ่มนวล

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

นาฬิกา Chopard รุ่น Happy Diamonds Icons Ref. 204292-1301 จึงเป็นตัวแทนที่สะท้อนบุคลิกของราศีกรกฎได้อย่างมีชั้นเชิง ด้วยตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัตขนาด 28.8 มม. ผสานหน้าปัดมุกแกะลาย Guilloché ที่เล่นกับแสงได้อย่างละเมียดละไม นาฬิกาเรือนนี้นำเสนอดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chopard ผ่านองค์ประกอบที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย

จุดเด่นที่สุดคือ floating diamonds จำนวน 5 เม็ด ที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระอยู่ระหว่างกระจกแซฟไฟร์สองชั้น กลไกการประดับนี้เป็นซิกเนเจอร์ของตระกูล Happy Diamonds มาตั้งแต่ปี 1976

โดยเพชรแต่ละเม็ดจะหมุนและเคลื่อนคล้อยไปตามแรงขยับของข้อมือ เสมือนความรู้สึกอ่อนไหวของกรกฎที่ไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายตรง ๆ แต่สามารถสัมผัสได้ผ่านความเคลื่อนไหวเล็ก ๆ เหล่านี้

กลไกควอตซ์ช่วยเสริมความเที่ยงตรงและใช้งานง่ายแบบไม่ต้องปรับบ่อย ในขณะที่สายหนังจระเข้สีดำแบบมันเงาก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ของความหรูหรา สงบ และนุ่มนวลในแบบที่กรกฎให้คุณค่ากับความเรียบง่ายที่ไม่ต้องอธิบาย

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power
ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard Happy Diamonds Icons
  • Ref. : 204292-1301
  • ตัวเรือน: ทองคำขาว 18 กะรัต ขนาดตัวเรือน 28.8 มม. ความหนา 6.25 มม.
  • หน้าปัด: มุกแกะลาย Guilloché กระจก แซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน เคลือบสารกันแสงสะท้อน floating diamonds น้ำหนักรวม 0.91 กะรัต 
  • กลไก: ระบบควอตซ์
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที การกันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: หนังจระเข้สีดำแบบมันเงา หัวเข็มขัดสแตนเลสสตีล

Leo (สิงห์)
Cartier Joaillère Panthère Bondissante Saphir

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

คาแรกเตอร์: มั่นใจ ร้อนแรง มีออร่าแห่งอำนาจ

ความเป็น “สิงห์” ไม่เคยเงียบ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีพลังที่แผ่ซ่านอย่างชัดเจน ดวงอาทิตย์ที่ปกครองราศีนี้ไม่ได้ให้แค่ความร้อนแรง ยังให้ความกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างสุดขีด เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ และมีสไตล์ที่ไม่ต้องร้องขอให้ใครมอง แต่ใคร ๆ ก็ไม่อาจละสายตา

ถ้านึกถึงชาวราศีนี้นาฬิกา Cartier Joaillère Panthère Bondissante Saphir คือการยืนหยัดของ “พลัง” และ “ความหรูหรา” อย่างเต็มรูปแบบ ดีไซน์เสือแพนเตอร์กำลังกระโจนอย่างทรงพลังถูกจินตนาการขึ้นใหม่ในรูปแบบของจิวเวลรี่นาฬิกา ที่ทั้งเป็นเครื่องประดับ และเป็นถ้อยคำที่บอกเล่าตัวตนของสิงห์ได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด

ตัวเรือนและสายทำจากไวท์โกลด์ 750/1000 ผิวสัมผัสโรเดียม ประดับแซฟไฟร์ลูกปัดถึง 52 เม็ด น้ำหนักรวมกว่า 40.60 กะรัต เพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์และบาแก็ตต์อีกนับร้อย เพิ่มแสงระยิบระยับที่ดึงดูดสายตาในทุกมุมมอง แม้ไม่ใช่สิงโต แต่ก็เป็นเสือแพนเตอร์ที่มีลวดลายจุดประดับด้วยแซฟไฟร์ บวกกับดวงตาสีเขียวจากมรกต และจมูกที่ทำจากออนิกซ์ สร้างรายละเอียดที่น่าหลงใหลไม่แพ้บุคลิกของชาวสิงห์เลยแม้แต่น้อย

ภายใต้ความสวยงามอลังการนั้น กลับซ่อนกลไกจักรกลไขลานด้วยมืออย่าง Calibre 101 หนึ่งในกลไกที่เล็กที่สุดในโลก แต่เที่ยงตรงและแข็งแกร่ง เป็นเหมือนหัวใจของสิงห์ที่แม้จะเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่อยู่บนพื้นฐานของความมั่นใจและการควบคุมตัวเองอย่างเด็ดขาด

หน้าปัดสีเงินเคลือบแลคเกอร์แบบซันเรย์ โทนโปร่งแสงสะท้อนกับแสงอย่างมีชั้นเชิง เข็มทรงดาบที่ทำจากสตีลผิวโรเดียมเฉียบคมในทุกรายละเอียด เปรียบเสมือนการฟาดฟันทางสายตาอย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์

สิงห์คือคนที่เกิดมาเพื่อ “แสดงออก” อย่างยิ่งใหญ่ Cartier เรือนนี้สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องบอกเวลา และยังบ่งบอกถึง “ตัวตน” ที่มีแต่ความกล้า ความมั่นใจ และรัศมีที่ใครก็เทียบไม่ได้

ข้อมูลทางเทคนิค
Joaillère Panthère Bondissante Saphir
  • กลไก: จักรกลแบบไขลานด้วยมือ (Calibre 101)
  • ตัวเรือนและสาย: ไวท์โกลด์ 750/1000 ผิวสัมผัสโรเดียม ประด้วย
    ▪ แซฟไฟร์ลูกปัด 52 เม็ด (40.60 กะรัต)
    ▪ เพชรทรงบาแก็ตต์ 12 เม็ด (1.49 กะรัต)
    ▪ เพชรทรงบริลเลียนท์ 748 เม็ด (4.79 กะรัต)
    ▪ ดวงตา: มรกต 2 เม็ด
    ▪ จมูก: ออนิกซ์
  • หน้าปัด: สีเงิน เคลือบแลคเกอร์โปร่งแสงแบบซันเรย์ เข็มนาฬิกาทรงดาบทำจากสตีลผิวโรเดียม กันน้ำ 30 เมตร
  • ขนาดข้อมือ: 165 มม.
Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

อีกหนึ่งเรือนที่คู่ควรกับสิงห์ผู้เป็นราชา คือ Chanel
รุ่น Lion of Mademoiselle Toi & Moi Ring Watch

Chanel Lion of Mademoiselle Toi & Moi Ring Watch คือการท้าทายขีดจำกัดของการออกแบบเครื่องบอกเวลาในรูปแบบที่น้อยคนจะกล้าคิด และยิ่งน้อยคนจะกล้าสวมใส่ แหวนที่แฝงฟังก์ชันของนาฬิกา พร้อมรูปลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่เกินตัวราวกับว่าคือคำประกาศอำนาจที่ละเอียดอ่อนแต่เด็ดขาด

จุดเด่นที่สุดของเรือนนี้คือ สิงโตสองตัว ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตและมีมิติ เปรียบได้กับเสาคู่ของวิหาร (Caryatids) ที่ไม่เพียงแต่แบกรับโครงสร้างของตัวเรือน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความสง่างาม เหมือนจิตวิญญาณของชาวราศีสิงห์ที่มักยืนตระหง่านอยู่เหนือสถานการณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในเวทีไหนก็ตาม

ตัวเรือนทำจากทองเยลโลว์โกลด์ 18K แฝงความหรูหราและความคลาสสิกในเวลาเดียวกัน เสริมความโดดเด่นด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ บนแผงคอของสิงโตและฐานของแหวน สะท้อนแสงระยิบระยับในทุกมุมมอง

หน้าปัดของนาฬิกาซ่อนอยู่ในวงแหวนที่ปูด้วยเพชรทรงบาแก็ตต์ ทั้งหมดล้อมด้วยขอบหน้าปัดทรงตัว C อันเป็นเอกลักษณ์ของ Chanel และจบท้ายด้วยเพชรทรงปรินเซสสองเม็ดวางคู่กัน เสมือน “Toi & Moi” แนวคิดแห่งความสัมพันธ์ของสองสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืน

การออกแบบนี้ไม่เพียงท้าทายความสามารถของนักออกแบบ แต่ยังสะท้อนจิตวิญญาณของชาวราศีสิงห์ได้อย่างลึกซึ้ง เพราะสิงห์ไม่ได้ต้องการแค่การเป็นที่หนึ่ง ยังต้องการเป็นที่หนึ่งในแบบที่ไม่มีใครลืมได้ Leo คือราศีที่คู่ควรกับสิ่งที่พิเศษเกินธรรมดา และนาฬิกาเรือนนี้คือสิ่งที่พูดแทนคำว่า ฉันคือผู้นำ โดยไม่ต้องเอ่ยปาก

ข้อมูลทางเทคนิค
Lion of Mademoiselle Toi & Moi Ring Watch
  • วัสดุ: ทองคำ 18K สีเหลือง (18K Yellow Gold) ประดับ เพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ (Brilliant-Cut Diamonds) รอบแผงคอของสิงโตและตัวเรือน เพชรเจียระไนทรงบาแก็ตต์ (Baguette-Cut Diamonds) ปูทั่วหน้าปัด และเพชรเจียระไนทรงปรินเซส (Princess-Cut Diamonds) 2 เม็ดบนตัวเรือน
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (แบบแหวน)
  • ดีไซน์: สิงโตสองตัวสไตล์คารียาติส (Caryatids)
  • จุดเด่น: งานแกะสลัก 3 มิติ มาพร้อมความหรูหราแบบเหนือความคาดหมาย

Virgo (ราศีกันย์)
Roger Dubuis Velvet DBVE0106

คาแรกเตอร์: รอบคอบ ประณีต ละเมียดละไม รักความสมบูรณ์แบบ

Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

ราศีกันย์เป็นสัญลักษณ์ของความละเอียดรอบคอบและความประณีต พวกเขามีสายตาที่เฉียบคมและใส่ใจในรายละเอียดอย่างแท้จริง ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบและถูกต้องตามมาตรฐาน การเลือกนาฬิกาสำหรับราศีกันย์จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องสะท้อนถึงความเทคนิคและศิลปะแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลา

นาฬิกา Roger Dubuis Velvet DBVE0106 คือผลงานชิ้นเอกที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับบุคลิกของราศีกันย์ ตัวเรือนทำจากแพลตตินัม PT950 ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบาแก็ตต์และทรงมรกตที่ประณีต หน้าปัดเต็มไปด้วยเพชรเจียระไนทรงบาแก็ตต์และมรกตที่จัดวางอย่างพิถีพิถัน ด้านหลังตัวเรือนเปิดเผยกลไกอัตโนมัติ RD821 ที่ผ่านการขัดแต่งอย่างประณีตตามมาตรฐาน Poinçon de Genève กลไกนี้มอบความแม่นยำและความทนทาน ด้วยพลังงานสำรองถึง 48 ชั่วโมง

สายหนังลูกวัวสีดำพรีเมียม ให้ความรู้สึกหรูหราและคลาสสิก พร้อมหัวเข็มขัดทองคำขาว 18K ประดับเพชรบาแก็ตต์ 30 เม็ด นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นทั้งเครื่องประดับและเครื่องมือบอกเวลา ที่สะท้อนตัวตนของผู้ที่รักความสมบูรณ์แบบและมีความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน

นาฬิการุ่นนี้จึงเปรียบเสมือนงานศิลปะสมัยใหม่ที่ผสมผสานความสวยงามและความซับซ้อนทางเทคนิคอย่างลงตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความละเอียดอ่อนและมีมาตรฐานสูงในการเลือกสรรเรือนเวลาคู่ใจ

สรุปข้อมูลทางเทคนิค
Roger Dubuis Velvet DBVE0106
  • ตัวเรือน: แพลตตินัม PT950 ประดับเพชร ขนาด 38 มม. ความหนา 3.43 มม.
  • หน้าปัด: กระจกแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันแสงสะท้อน ปูด้วยเพชรทรงบาแก็ตต์และมรกตเจียระไน 
  • กลไก: อัตโนมัติ (Automatic) รหัส RD821 พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง การกันน้ำ 30 เมตร ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (vph)
  • จำนวนทับทิมในกลไก: 33 เม็ด
  • สาย: หนังลูกวัวสีดำพรีเมียม หัวเข็มขัดทองไวท์โกลด์ 18K พร้อมเพชร 30 เม็ด (0.75 กะรัต)
Zodiac Timepieces: Wear Your Star Power

และนี่เพิ่งแค่ครึ่งทางเท่านั้นนะ สำหรับราศีที่เหลืออีก 6 ราศี จะมีเรื่องราวและนาฬิกาเรือนหรูที่เหมาะกับบุคลิกของแต่ละราศีอย่างไร รอติดตามในพาร์ท 2 ที่จะมาเร็ว ๆ นี้ รับรองว่าน่าสนใจไม่แพ้กันแน่นอน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Bvlgari / Piaget / Van Cleef & Arpels / Chopard / Cartier / Roger Dubuis

บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย

พบกับนายแพทย์กิจจา ฤดีขจร หรือ คุณหมอตง ผู้เป็นสารานุกรมของวงการนาฬิกาไทย พร้อมแนะนำเทคนิคและฟังก์ชันเฉพาะของแต่ละรุ่นให้แฟนๆ นาฬิกาทั้งหลายได้ลุ้นกัน

INTERVIEW BORDIN CENVIBOON

คุณตงเป็นหนึ่งในคนไทยที่มี Jaeger-LeCoultre Reverso เยอะมาก แล้วทำไมวันนี้ถึงเลือกเรือนนี้มาครับ

จุดที่ชื่นชอบ Jaeger-LeCoultre Reverso หลัก ๆ เป็นเรื่องของขนาดและฟังก์ชันครับ ตัวที่นำมาวันนี้เป็นเรือนที่มาจากช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่ Jaeger-LeCoultre ฉลองครบรอบ 60 ปี ซึ่งตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ Reverso ในแทบทุกมิติ ทั้งกลไก ฟังก์ชัน รูปแบบ รวมถึงขนาดของตัวเรือนด้วย

TURNING BACK TIME WITH KITJA RUEDEEKHAJORN เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก

โดยตัวเรือนที่ถือว่ามีขนาดกำลังดีตามมาตรฐานปัจจุบันนั้นถูกเรียกด้วยชื่อที่ดูยิ่งใหญ่ว่า Grand Taille ขนาดตัวเรือนที่พัฒนาจากยุควินเทจ สมัยที่นิยมหน้าปัดขนาดเล็กๆ ณ เวลานั้น ช่วงนั้นยังเป็นยุคที่ Reverso มีฟังก์ชันไม่เยอะ

ส่วนใหญ่จะเป็นแค่สองเข็มครึ่งหรือสามเข็ม แต่ตัวนี้พิเศษตรงที่มันเป็น Day-Date บอกทั้งวันและวันที่ ซึ่งถือว่าเป็นฟังก์ชันที่เริ่มเข้ามาในยุคนั้น และทำให้เรือนนี้มีความน่าสวสนใจมากขึ้น 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในยุคนี้คือความพิถีพิถันในงานขัดแต่งตัวเรือน ซึ่งในยุคนั้นให้ความสำคัญกับงานอาร์ตและความสมดุลอย่างชัดเจน ทุกรายละเอียดต้องดูลงตัวและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการลบมุมขอบ หรือการเซาะร่อง ซึ่งทำให้ตัวเรือนดูมีความพรีเมียมและมีเอกลักษณ์

นอกจากนี้ ยังให้ความใส่ใจอย่างมากกับการเลือกฟอนต์บนหน้าปัด โดยรุ่นนี้ใช้ฟอนต์ถึง 4 แบบด้วยกัน โดยคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสม หรือความหนา-บาง ต้องบาลานซ์ให้เหมาะสมเพื่อให้ดูสบายตาและกลมกลืนกับดีไซน์โดยรวม

อีกเรือนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกัน อยากให้คุณตงช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ

เรือนนี้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและตัวแทนของ Reverso ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากปี 1931 เมื่อ Jaeger-LeCoultre เปิดตัว Reverso พร้อมกับกระแสอาร์ตเดโค โดยฟังก์ชันพลิกตัวเรือนทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่หลายแบรนด์อยากนำไปใช้บ้าง

แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ Cartier แบรนด์ที่เน้นดีไซน์ที่โดดเด่น ต้องการสร้างนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมสะท้อนอาร์ตเดโคเช่นกัน โดยที่ Cartier เลือกใช้กลไก Basculante ที่พลิกกลับได้ เพื่อรักษาความสง่างามของสไตล์อาร์ตเดโคไว้ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจาก Reverso อย่างชัดเจน

นาฬิกาของ Cartier รุ่นนี้ผลิตระหว่างปี 1931-1932 เท่านั้น และยังมีดีไซน์ตัวเรือนที่บางกว่า Reverso มาก ซึ่งในช่วงแรก Cartier ไม่ได้ผลิตกลไกนาฬิกาเอง แต่เน้นออกแบบตัวเรือนและรายละเอียดทั้งหมด จากนั้นจึงหาผู้ผลิต โดย Jaeger รับผิดชอบผลิตตัวเรือนให้

ส่วน Lecoultre ก็ทำหน้าที่ผลิตกลไกให้ โดยสิทธิบัตรทั้งหมดเป็นของ Cartier ในเวลาต่อมา Jaeger และ Lecoultre รวมกันเป็น Jaeger-Lecoultre ซึ่งกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ปัจจุบันนาฬิกาแบบนี้ไม่ได้ผลิตแล้ว เหลือแค่ตระกูล Tank ที่ยังคงมีอยู่

TURNING BACK TIME WITH KITJA RUEDEEKHAJORN เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก

มีเรือนไหนที่คุณตงอยากเอามาให้ผู้อ่านดูกันอีกไหมครับ 

สองเรือนแรกมีลูกเล่นที่ผ่านมาจัดเต็มรายละเอียดมากแล้ว มาถึงนาฬิกาเรือนนี้ที่สะท้อนความมินิมอลของ H. Moser อย่างแท้จริง ด้วยหน้าปัดที่เรียบง่าย ไม่มีมาร์คเกอร์ มีเพียงเข็มนาฬิกาและเทคนิคฟูเม่ที่ทำให้หน้าปัดมีเฉดสีเขียวอมฟ้าแบบบลูลากูน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสีของท้องทะเล

กระบวนการขัดผ่านกว่า 200 ขั้นตอน ช่วยสร้างมิติและความลึกให้กับสีหน้าปัดอย่างน่าทึ่ง การผลิตมีจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ที่แมทช์กับสีหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมการขัดที่ประณีตทั้งในส่วนของเซาะร่องและขัดเงา ในส่วนของกลไกก็ละเอียดไม่แพ้กัน โดย H. Moser ทำทุกอย่างเองอย่างพิถีพิถัน จึงไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า Swiss Made เพราะทุกส่วนคือ Swiss Made อยู่แล้ว

สำหรับเรือนถัดไปที่ใช้กลไก Dead Beat เช่นกัน พอจะแนะนำรุ่นอื่นที่มีความพิเศษในแบบเดียวกันนี้เพิ่มเติมได้ไหมครับ

เรือนนี้มีความพิเศษที่เข็มวินาทีแบบ Jumping Second โดยเฉพาะ ตัวเรือนมาจากแบรนด์ Harbing ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์จากทั้งสองสามีภรรยาที่เป็นช่างนาฬิกาจากออสเตรีย โดยที่ Harbing II คือการเพิ่มเลข 2 แสดงถึงรุ่นที่สองของการทำงานร่วมกัน

จุดเด่นที่ทำให้เรือนนี้น่าสนใจคือเข็มวินาทีเล็กที่มีความละเอียดถึง 1/8 วินาที ซึ่งสะท้อนถึงประวัติของคุณ Harbing ที่เคยออกแบบกลไก 7750 โครโนกราฟอันโด่งดัง และตอนนี้เขากำลังสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยที่ยอดผลิตในแต่ละปีไม่เกินหลักร้อยเรือน ราคาจึงไม่สูงมาก เพราะไม่มีบูติกหรือการตลาดที่เข้มข้น

เรือนถัดไปคือ Jaeger ที่ผลิตในปี 1948 ถือเป็นนาฬิกาวินเทจที่สะท้อนความงามในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวเรือนมีการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและสดใส การฟื้นตัวหลังจากช่วงเวลาของความเศร้าโศกและความเงียบเหงาในช่วงสงคราม

การออกแบบในยุคนั้นเน้นความกลมและบางเป็นหลัก ตัวเรือนมีสัดส่วนที่ลงตัวและขนาดที่กระทัดรัด พร้อมขาตัวเรือนทรงหยดน้ำ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสำคัญของดีไซน์ในช่วงเวลานั้น ความโค้งและมิติของตัวเรือนถูกทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นเลิศ ตัวเรือนบางและขอบตัวเรือนลาดเอียง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ดูบางลงเมื่อสวมใส่ นี่คือแนวคิดหลักในการออกแบบนาฬิกาในยุคนั้น ที่เน้นความสวยงามแบบเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด

เรือนสุดท้ายของวันนี้ เรือนน้องใหม่ที่คุณตงเพิ่งได้มา

เรือนนี้เป็นไมโครแบรนด์ Ophium ซึ่งดึงดูดความสนใจของผมด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิกกับนวัตกรรมในสไตล์นีโอ วินเทจ โดยการนำเอาแรงบันดาลใจในอดีตกลับมาตีความใหม่อย่างมีสไตล์ ตัวเรือนมีขาทรงหยดน้ำที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Kari Voutilainen ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนาฬิกา

ซึ่งแสดงถึงความประณีตและความใส่ใจในรายละเอียด ขาของเรือนนี้รังสรรค์ผ่านเทคโนโลยี CNC ที่ให้ความแม่นยำสูง แต่ยังคงต้องใช้ฝีมือในการขัดและปรับมุมด้วยมือ เพื่อให้ได้ความโค้งมนและมิติที่สวยงามในทุกมุมมอง

อีกจุดเด่นที่ทำให้ผมชอบนาฬิกาเรือนนี้คือสีแซลมอนที่ใช้ในหน้าปัด ซึ่งให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและมีเสน่ห์ ส่วนรายละเอียดของหน้าปัดก็ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะการใช้ลายกิโยเช่ลายตะกร้า (Basketweave) ซึ่งเป็นหนึ่งในลายกิโยเช่ที่ยากที่สุดในการผลิต ด้วยความละเอียดและการขัดแต่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง นาฬิกานี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัยอย่างลงตัว

TURNING BACK TIME WITH KITJA RUEDEEKHAJORN เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก

อยากให้คุณตงช่วยฝากถึงนักสะสมหรือลูกค้าที่ชื่นชอบนาฬิกาว่าควรมีแนวทางในการสะสมอย่างไรบ้างครับ

แนะนำให้เริ่มจากความชอบของตัวเองครับ ความสวยงามนั้นสำคัญ แต่ต้องไม่ลืมว่าคุณคือคนที่จ่ายเงิน มันควรขึ้นอยู่กับความชอบของเราเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อให้คนอื่นชื่นชม จุดเริ่มต้นอยากจะให้เริ่มต้นที่อินเนอร์ของตัวเอง ใช้เวลาในการศึกษาและดูรายละเอียดว่าตัวเองชอบแบบไหนจริง ๆ ไม่ต้องรีบร้อน และไม่ต้องเชื่อคนอื่นมากเกินไป


สามารถรับชมบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่
และติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

PHOTO BY: มโนสิทธิ์ บุญนนท์ (เก้า)

บันทึกแห่งขอบโลกไปกับ Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson เมื่อธารน้ำแข็งกลายเป็นแรงบันดาลใจของเวลา 

0

Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition การผสานระหว่างกลไกประสิทธิภาพสูงและการออกแบบที่แรงบันดาลใจจากยอดเขา

ทำไมนาฬิกาเรือนหนึ่งถึงต้อง ไม่มีออกซิเจน?

คำถามนี้แวบเข้ามาทันทีที่เราเห็นชื่อ Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Edition เรือนเวลาที่ถูกออกแบบมาให้พร้อมลุยในสภาพแวดล้อมสุดโหดอย่างเทือกเขาในแอนตาร์กติกา จุดที่อุณหภูมิและความกดอากาศต่ำถึงขีดสุด

ไม่ต้องเป็นนักไต่เขาระดับเอเวอเรสต์ก็สงสัยได้ว่า… แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคนทั่วไป?

เราว่ามันน่าสนใจตรงที่ นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้แค่พยายามจะทนทาน แต่มันแอบซ่อนแนวคิดบางอย่างที่พูดถึงความพยายามของมนุษย์ ในการออกแบบสิ่งเล็ก ๆ ให้พร้อมสำหรับเงื่อนไขที่เกือบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราว่ามันมีเสน่ห์เฉพาะตัวอยู่

ไม่ต้องปีนเขา ก็พกจิตวิญญาณแบบนั้นติดตัวไว้ได้เหมือนกัน

บางครั้งนาฬิกาเรือนหนึ่งก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อบอกเวลาเพียงอย่างเดียว มันถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องของความพยายาม การเอาชนะข้อจำกัดบางอย่าง และจิตวิญญาณที่ผลักดันมนุษย์ให้ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนกับ Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition เรือนนี้ มีเรื่องราวที่มาที่ไปที่น่าสนใจกว่าที่คิด

แรงบันดาลใจของเรือนเวลาเรือนนี้ เริ่มต้นจากยอดเขา Mount Vinson จุดที่สูงที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกา และเป็นสถานที่ที่ Reinhold Messner นักปีนเขาระดับตำนาน ปิดฉากภารกิจ “Seven Summits” ด้วยการพิชิตยอดเขาสูงสุดของทั้งเจ็ดทวีป โดยไม่ใช้ออกซิเจนเสริมในปี 1986

Montblanc เลยเลือกตัวเลข 986 มาเป็นจำนวนการผลิตของเรือนพิเศษนี้ ไม่มาก ไม่น้อย แต่พอให้รู้ว่าพวกเขาจำปีนั้นได้ดี และอยากให้นาฬิกานี้เป็นตัวแทนของความกล้าที่ไม่มีเงื่อนไข

วัสดุและดีไซน์ของตัวเรือน

Montblanc 1858 Geosphere รุ่นนี้ใช้ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 43.5 มิลลิเมตร เป็นวัสดุที่เบา แข็งแรง และเหมาะกับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมสมบุกสมบัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือชั้นกลางของตัวเรือนที่ไม่ได้มาแค่เติมลูกเล่น พร้อมวัสดุผสมที่เลือกใช้ ควอตซ์ไฟเบอร์ อลูมิไนซ์บะซอลต์ไฟเบอร์ แคลเซียมคาร์บอเนต และเรซินสีฟ้าใส สร้างพื้นผิวที่ดูแปลกตา ราวกับชั้นน้ำแข็งโบราณที่แยกชั้นกันอยู่ตามธรรมชาติ ที่ทำให้รู้สึกถึงความตั้งใจ

ด้านข้างตัวเรือนมีเส้นเรืองแสงที่ลากเป็นรูปสันเขาของ Mount Vinson เส้นนี้ในตอนกลางวันอาจดูแค่เป็นดีเทลเล็ก ๆ แต่พอตกค่ำ มันจะค่อย ๆ เรืองแสงออกมาเป็นสีฟ้าเย็น ๆ คล้ายแสงจากธารน้ำแข็งที่กำลังสะท้อนแสงจันทร์ ไม่ใช่ลูกเล่นอลังการอะไรนัก แต่ก็ให้บรรยากาศบางอย่างที่ทำให้เราหยุดมองได้จริง ๆ

Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition

หน้าปัดที่พูดถึงเวลา…ในแบบของธารน้ำแข็ง

หน้าปัด “Glacier Dial” คือภาพจำที่ยากจะลืม มาพร้อมเทคนิคการตกแต่งแบบ gratté-boisé ที่ให้พื้นผิวมิติสูง เล่นแสงได้อย่างสมจริง เหมือนหยิบธารน้ำแข็งสีฟ้าเขียวอ่อน ๆ มาวางลงตรงหน้าแบบจับต้องได้ แต่ละหน้าปัดต้องผ่านขั้นตอนกว่า 30 ขั้นตอน ใช้เวลานานกว่าปกติถึง 4 เท่า เพื่อผลลัพธ์ที่งดงามเกินบรรยาย

ขอบหน้าปัดอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีเทาอ่อน เสริมด้วยเม็ดสีเรืองแสง แปลกตาแต่ใช้งานจริงได้ดีในทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะเป็นยอดเขาหิมะหรือกลางป่าเทือกเขา

ไม่มีออกซิเจน แต่มีแรงบันดาลใจ

หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจที่สุดของเรือนนี้คือระบบ Zero Oxygen ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Montblanc ที่ซีลตัวเรือนให้ปลอดจากออกซิเจนอย่างสมบูรณ์

ภายนอกอาจดูไม่ต่างจากนาฬิกาทั่วไป แต่ความเปลี่ยนแปลงอยู่ข้างใน การไม่มีออกซิเจนช่วยลดโอกาสการเกิดฝ้าเวลาใช้งานในที่เย็นจัด และช่วยยืดอายุชิ้นส่วนกลไกที่อาจเกิดการออกซิเดชันเมื่อเวลาผ่านไป

ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องใส่นาฬิกาไปปีนเขา หรือเจออุณหภูมิต่ำติดลบเป็นกิจวัตร ซึ่งการออกแบบให้รับมือได้กับสถานการณ์แบบนั้น คือการสะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้เชื่อถือได้

Montblanc ยังให้ใบรับรองพิเศษมากับนาฬิกาทุกเรือน เพื่อยืนยันว่ามาตรฐาน Zero Oxygen ได้ถูกตรวจสอบจริงในแต่ละชิ้น ไม่ใช่เพียงแค่คำโฆษณาชวนเชื่อ

Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition

ระบบแสดงเวลาทั่วโลก

ภายในตัวเรือนที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี บอกเลยว่ากลไก MB 29.25 นี้ไม่ธรรมดา ตัวระบบ Worldtime ที่มาพร้อมลูกโลกหมุนสามมิติ ที่สามารถบอกเวลาทั่วโลกได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในซีกโลกเหนือหรือใต้ นอกจากนั้นยังมีฟังก์ชันกลางวัน/กลางคืน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินทางไปทั่วโลกอย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจไม่ใช่แค่ความสามารถในการแสดงเวลา แต่ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ถูกฝังเอาไว้อย่างชาญฉลาด เช่น จุดแสดงยอดเขาทั้งเจ็ด รวมถึง Mont Blanc ที่ประทับอยู่บนลูกโลก ที่เป็นเหมือนของขวัญเล็ก ๆ สำหรับคนที่ชอบสังเกต และเข้าใจความหมายเบื้องหลังในทุกการหมุนของลูกโลก

กลไกนี้เก็บพลังงานได้ถึง 42 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในระหว่างวัน และไม่ต้องกังวลเรื่องการไขลานบ่อยเกินไป

Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition
Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition

การเล่าเรื่องผ่านฝาหลังสุดประณีต

ด้านหลังของเรือนนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะภาพสลักของยอดเขา Mount Vinson ที่ปรากฏบนฝาหลังนั้น ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีการเลเซอร์ 3 มิติ ซึ่งสลักได้อย่างละเอียดประณีตจนเกือบจะเหมือนภาพถ่ายจริง สัมผัสถึงความลึกและมิติได้อย่างชัดเจน

ความพิเศษอยู่ที่การควบคุมความนูน ความด้าน และการไล่สีที่เกิดจาก เลเซอร์อ็อกซิเดชัน ทำให้ภาพสลักนี้มีความสมจริงสูง บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะของ Montblanc ที่ยากจะหาจากแบรนด์อื่นๆ ทุกการสลักล้วนแต่สะท้อนถึงศิลปะและความตั้งใจในการนำเสนอเรื่องราวที่ลึกซึ้ง ผ่านเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะสามารถทำได้

มันไม่ใช่แค่การสลักรูปภาพ และมันคือการเล่าเรื่องผ่านเทคนิคที่ละเอียดสุด ๆ เหมือนกับการย้อนเวลาไปยังยอดเขา Mount Vinson พร้อมกับสัมผัสทุกๆ ย่างก้าวในการพิชิตยอดเขาที่ยากที่สุดของโลก

สายใหม่ ดีไซน์ใหม่ สวมใส่ได้จริง

และอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ 1858 Geosphere รุ่นนี้โดดเด่นมากขึ้นคือการปรับดีไซน์ของสายให้ทันสมัยและใช้งานได้จริง ครั้งแรกที่ Montblanc เลือกใช้สายยางแบบเปลี่ยนง่ายที่เหมาะกับการใช้งานในทุกวัน สีฟ้าเขียวที่เลือกมานั้นได้รับแรงบันดาลใจจากธีมของภูเขา และยังมีลายโปรไฟล์ภูเขาที่ซ่อนอยู่ด้านในของสาย เป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับภูมิประเทศและการผจญภัยในธรรมชาติ

สำหรับมุมมองส่วนตัวแล้ว สิ่งที่ทำให้สายนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะกับการใช้งานจริงคือการออกแบบที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ทำให้สวมใส่สบายในทุกสภาพอากาศ และด้วยดีไซน์ที่เรียวลงในช่วงข้อมือและระบบปรับระดับความพอดี ทำให้ผู้สวมใส่สามารถปรับความกระชับได้ตามต้องการ โดยไม่ลดทอนความเท่และเสน่ห์ของสายที่มีความเป็นแฟชั่นสูง

จึงไม่แปลกที่รุ่นนี้จะถูกมองว่าเป็นนาฬิกาที่สวยและใช้งานได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและการผจญภัยบนยอดเขา

Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition
ข้อมูลทางเทคนิค
Montblanc 1858 Geosphere 0 Oxygen Mount Vinson Limited Edition
  • Ref. : 134019
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ MB 29.25 ขับเคลื่อนระบบ Worldtime พร้อมฟังก์ชันแสดงเวลาทั่วโลกและการแสดงเวลาแบบสองไทม์โซน รวมถึงวันที่แบบแผ่นดิสก์ โดยมีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมงและจำนวนทับทิม 26 เม็ด
  • ตัวเรือน: ทำจากวัสดุผสมฟ้าเขียวและ CO₂ ดักจับ ขนาด 43.5 มม. พร้อมขอบไทเทเนียมหมุนได้สองทิศทาง และกระจกแซฟไฟร์โดมที่ทนต่อรอยขีดข่วน ฝาหลังไทเทเนียมสลักภูเขา Mount Vinson 3 มิติ
  • หน้าปัด: มีลวดลายธารน้ำแข็งสีฟ้าเขียว พร้อมเข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบโรเดียมเรืองแสง และลูกโลกแสดงเวลาซีกโลกเหนือ/ใต้
  • สาย: สายยางฟ้าเขียวดีไซน์ใหม่สามารถเปลี่ยนได้ พร้อมลายเชือกและตัวล็อคบานพับคู่ที่ปรับขนาดได้
  • ความพร้อมในการจำหน่าย: รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 986 เรือน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Montblanc

Louis Vuitton High Watchmaking 2025: ที่สุดแห่งศิลปะการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง

สะท้อนอารมณ์แห่ง métiers d’arts อย่างถึงแก่น โดย La Fabrique du Temps ผู้สร้างตำนานด้วยความประณีตไร้ที่ติ

WORDS Celine Yap

ไม่แน่ใจว่าคุณสังเกตหรือยัง แต่คอลเลกช์นาฬิการุ่นล่าสุดจาก Louis Vuitton นั้นเรียกได้ว่าเปล่งประกายสุด ๆ แบรนด์เปิดศักราช 2025 ด้วยไลน์อัปเรือนเวลาใหม่จาก LVMH Watch Week ที่เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างน่าทึ่ง

โดยไฮไลต์เด่นที่กลายเป็นจุดสนใจหลักคงหนีไม่พ้น Tambour Convergence ซึ่งเรามีรีวิวเชิงลึกไว้ให้ตามอ่านกันแล้วที่นี่แต่หากจะมองข้าม Tambour Taiko Spin Time คอลเลกชันใหม่ไป ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อย เพราะผลงานชิ้นนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กันยังไม่หมดเพียงเท่านั้น

เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนงาน Watches & Wonders 2025 จะเริ่มต้นขึ้น Louis Vuitton ก็เปิดตัวคอลแลบเรือนเวลาระดับอินดี้ร่วมกับ Kari Voutilainen ในนาม Louis Vuitton x Kari Voutilainen LVKV-02 GMR 6 ที่ทั้งฟังก์ชันและดีไซน์ชวนตะลึง และล่าสุด แบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่กลับมาอีกครั้งพร้อมเรือนเวลาชั้นสูงรุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Louis Vuitton High Watchmaking 2025 ที่รอให้คุณได้สัมผัสความงดงามในทุกจังหวะของเวลา

Louis Vuitton High Watchmaking 2025: เปิดตัวนาฬิกาใหม่ในคอลเลกชัน Tambour Bushido Automata

ด้วย Tambour Bushido Automata Louis Vuitton ยังคงเสริมสร้างเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2021 ปีนั้นแบรนด์ได้เปิดตัวเรือนเวลาอันน่าหลงใหล (แม้จะมีความน่าสะพรึงอยู่บ้าง) อย่าง Tambour Carpe Diem ซึ่งนำเสนอการตีความที่ทันสมัยของกลไก jacquemart

ต่อมาในปี 2023 Louis Vuitton ได้นำกลไกนี้กลับมาทำใหม่อีกครั้งสำหรับงาน Only Watch โดยในครั้งนี้ได้แสดงความเคารพต่อบิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่ Albert Einstein สามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรือนเวลาและผลงานอื่นๆ สำหรับ Only Watch ได้ที่นี่ ในปีเดียวกันนั้นเอง แบรนด์ได้เปิดตัว Tambour Opera Automata ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากศิลปะจีนดั้งเดิมอย่าง bian lian

ความงดงามที่หลอมรวมศิลปะงานฝีมือในทุกมุมของ Tambour Bushido Automata ทั้งขอบตัวเรือนและหน้าปัด
ความงดงามที่หลอมรวมศิลปะงานฝีมือในทุกมุมของ Tambour Bushido Automata ทั้งขอบตัวเรือนและหน้าปัด

สำหรับผลงานก่อนหน้านี้ Louis Vuitton ได้เรียกใช้ทักษะเฉพาะทางจากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับเคลือบ Anita Porchet และผู้แกะสลักมืออาชีพ Dick Steenman รวมถึงความชาญฉลาดด้านกลไกจากช่างนาฬิกามือทองของ La Fabrique du Temps อย่าง Michel Navas และ Enrico Barbasini

โดยที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ปี 2024 Steenman ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Director of Métiers d’Arts ที่ La Fabrique du Temps โดยเฉพาะ เพื่อดูแลแผนก métiers d’arts ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น La Fabrique des Arts

ดังนั้น Tambour jacquemart รุ่นล่าสุดที่เข้าร่วมในครอบครัวเล็กๆ แต่กำลังเติบโตของนาฬิกานี้จึงเป็นรุ่นที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถันที่สุด Louis Vuitton Tambour Bushido Automata เป็นความสุขทางสายตาที่ไม่เพียงแค่รอบๆ หน้าปัด ยังครอบคลุมทั้งตัวเรือนและฝาหลังของนาฬิกาอีกด้วย

Bushido ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “ทางของนักรบ” ซึ่งเป็นหลักจรรยาบรรณและปรัชญาที่ได้ชี้นำชนชั้นซามูไรในยุคญี่ปุ่นศักดินา เหมือนกับในซีรีส์โทรทัศน์ FX เรื่อง Shōgun ส่วนสำคัญของหลักการ bushido ก็คือหน้ากาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเกราะของซามูไรที่สวมใส่ในระหว่างการรบ เพื่อสร้างความหวาดกลัวและรักษาความไม่เปิดเผยตัวตน

Tambour Bushido Automata | Savoir-Faire | LOUIS VUITTON

งานฝีมือประณีตจาก La Fabrique des Arts

ทุกองค์ประกอบของนักรบได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือจาก La Fabrique des Arts โดยใช้เวลาในการแกะสลักเพียงอย่างเดียวถึง 140 ชั่วโมง ต่อจากนั้นยังมีงานเคลือบเคลือบหลายประเภทที่ทำขึ้นภายในโรงงาน 

ซึ่งทั้งหมดรวมกันแล้วใช้เวลาในการทำงานด้วยมือถึง 120 ชั่วโมง Steenman และทีมงานของเขาได้ทุ่มเทให้กับการทำหมวกเกราะซามูไรที่รู้จักกันในชื่อ kabuto ชิ้นนี้ถูกปั้นจากพิงค์โกลด์ และจากนั้นได้ผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงด้วยส่วนผสมของแร่แคลามีน (แร่สังกะสี) ซึ่งจะได้ชั้นของสารคาร์บอนดำ จากนั้นชั้นคาร์บอนนี้จะถูกขัดออกที่ขอบ เพื่อเปิดเผยทองคำที่อยู่ภายใน ซึ่งยังคงความบริสุทธิ์ไร้ที่ติ

การประดิษฐ์หมวกเกราะนักรบญี่ปุ่นด้วยมืออย่างประณีต

บนยอดของหมวกเกราะ kabuto ประดับด้วยสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เรียกว่า yokai ซึ่งถูกแกะสลักด้วยความแม่นยำสูงสุดด้วยมือ ตามธรรมเนียม หมวกเกราะ kabuto มักจะมีการตกแต่งเล็กๆ ด้านหน้าเรียกว่า maedate และนักรบหลายคนมักเลือกดีไซน์ที่มีการแสดงภาพของ yokai เพื่อช่วยสร้างความน่าเกรงขามให้กับศัตรู

เช่นเดียวกับหน้ากากของนักรบที่ถูกแกะสลักอย่างพิถีพิถันเพื่อให้มีรายละเอียดและการเคลือบที่สมจริง Menpo หน้ากากนี้ถูกสร้างขึ้นจากไวท์โกลด์โดยใช้เทคนิค bas-relief ซึ่งเป็นการแกะสลักลวดลายลงบนพื้นผิวเรียบเพื่อให้ผลงานสุดท้ายมีลักษณะยกสูงขึ้นและมีมิติ

ต่อจากนั้นหน้ากากนี้จะถูกทาด้วยอีพ็อกซี่สีแดงสองชั้น และเสริมด้วยชั้นที่สามซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดูแมตต์ ราวกับโบราณ ตัวตาของซามูไรทำจากการผสมผสานของเคลือบ cloisonné และเคลือบ paillonné โดยที่แผ่นทองคำบางๆ ถูกแทรกไว้เคียงข้างกับเคลือบสีฟ้าเพื่อสร้างความงามขั้นสุดท้าย และฟันของเขาเปล่งประกายเมื่อโดนแสง ดูเหมือนธรรมชาติอย่างยิ่ง เพราะถูกแกะสลักจากมุกแท้

การประยุกต์ใช้การแกะสลักทองคำของ yokai ด้วยมืออย่างประณีต

งานเคลือบยังคงดำเนินต่อไปที่ส่วนป้องกันคอของหมวกเกราะ ซึ่งถูกเคลือบด้วยสีดำและประดับด้วยลาย LV monogram ที่มีการทำเครื่องหมายด้วยสีแดง ที่ภายในปากของซามูไรยังมีการใช้เคลือบสีแดงและสีดำ โดยแสดงตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่เขียนว่า bushido ด้วยตัวอักษรคันจิ

ถัดไป การทำปมดั้งเดิมใต้หน้ากากก็ได้รับการประดิษฐ์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน ทีมงานของ Steenman สามารถแกะสลักทองคำออกมาให้มีลักษณะที่ดูยืดหยุ่นและนุ่มนวล ก่อนที่จะถูกทาด้วยอีพ็อกซี่สีแดงและเผาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่ดูคล้ายกำมะหยี่

การแสดงภาพอย่างมีชีวิตชีวา แม้แต่ katana ขนาดย่อมก็เต็มไปด้วยรายละเอียด

งานเคลือบและการแกะสลักรายละเอียดภายใน

งานเคลือบทั้งหมดใน Tambour Bushido Automata ได้รับการทำขึ้นภายในโดย La Fabrique des Arts รวมถึงทุกการทำงานที่เกิดขึ้นรอบตัวเรือน ทุกอย่างถูกตั้งอยู่บนพื้นหลังสีทองที่ระยิบระยับซึ่งทำขึ้นโดยใช้เทคนิค paillonné ครั้งนี้ ช่างฝีมือทำงานบนพื้นฐานของเคลือบสีชมพูและตกแต่งด้วยแผ่นเงินแทนการใช้ทอง

ต่อจากนั้น เคลือบสองชั้นของอีพ็อกซี่โปร่งแสงจะถูกทาลงไปเพื่อสร้างเอฟเฟกต์สีทองอ่อนๆ สุดท้าย พื้นผิวทั้งหมดจะถูกเคลือบด้วย fondant enamel เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เงางามและเปล่งประกาย และที่ด้านหลังจะมีภาพของ ภูเขาฟูจิ ตัดกับพระอาทิตย์ขึ้นสีแดง โดยที่ยอดภูเขาถูกทาด้วยเคลือบสีขาว ส่วนลาดเขาถูกแต่งแต้มด้วยการไล่เฉดสีที่มืดลงเล็กน้อยเพื่อเน้นความสง่างามของภูเขา

หน้าปัดตกแต่งด้วยแผ่นเงินที่ทาบทับลงบนพื้นฐานของเคลือบสีชมพู

ความหลากหลายทางศิลปะของ La Fabrique des Arts ยังคงแผ่ขยายไปถึงขนาดใหญ่ของตัวเรือน Tambour ที่ได้รับการแกะสลักเพื่อแสดงภาพทิวทัศน์ของ ภูเขาฟูจิ และพระอาทิตย์ขึ้นที่ประดับด้วย Louis Vuitton Monogram Flower โดยมีการผสมผสานของพื้นผิวและการตกแต่งที่หลากหลาย ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดออกมาอย่างพิถีพิถันและมีเอกลักษณ์

ตัวเรือนทำจากพิงค์โกลด์และประดับด้วยการเคลือบสีแดงและการแกะสลักด้วยมือทั้งหมด

เริ่มต้นด้วยการตกแต่งพื้นหลังด้วยพื้นผิวที่ถูกตีให้เป็นลายด้วยมือและทาทับด้วยเคลือบสีแดงโปร่งแสง เคลือบจะถูกทาลงไปในรอยแยกทุกๆ จุดและจากนั้นนำไปเผา เนื่องจากพื้นผิวของตัวเรือนเป็นทรงโค้งไม่ใช่แบนราบ และถูกตีให้มีรอยบุ๋มเล็กๆ นับพันครั้ง กระบวนการนี้จึงเสี่ยงมาก โดยมีโอกาสที่ตัวเรือนจะแตกหักได้เสมอ

ภาพการเดินทางของนักรบทั่วประเทศญี่ปุ่น

แต่ทว่า ช่างฝีมือจาก La Fabrique des Arts ก็ยังคงประสบความสำเร็จ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาในการทำงานถึง 200 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ขอบตัวเรือนยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยเส้นลายที่ดูสง่างามและเมฆที่เหมือนลอยจากขอบตัวเรือนเข้าสู่ตัวเรือนและเคลื่อนที่ไปจนถึงปุ่มกดที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ซึ่งถูกแกะสลักในรูปแบบของ yokai กดปุ่มนี้เพื่อเริ่มเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์อัตโนมัติ ตามที่เห็นในวิดีโอนี้

ข้อมูลทางเทคนิค
Tambour Bushido Automata

กลไก: Manual-winding La Fabrique du Temps Caliber LV 525 พลังงานสำรอง 100 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: กลไก Automata ที่มีการแสดงภาพเคลื่อนไหว 5 รูปแบบ ชั่วโมงกระโดด นาทีย้อนกลับ, และการแสดงพลังงานสำรอง
ตัวเรือน: ขนาด 46.8mm x 14.4mm พิงค์โกลด์ 18K ปุ่มกดประดับด้วยทับทิมสองเม็ด กันน้ำที่ความลึก 30 เมตร
หน้าปัด: การเคลือบแบบ paillonné, cloisonné และเทคนิคการเคลือบแบบจิ๋ว การแกะสลักด้วยมือ
สาย: สายหนังลูกวัวสีแดงพร้อมหัวเข็มขัดพับคู่สีทองชมพู

การเดินทาง แรงบันดาลใจจากทุกมุมโลกและอวกาศ

การเดินทางถือเป็นธีมหลักที่ Louis Vuitton หยิบยกขึ้นมาเสมอ โดยแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากทุกที่ที่ห่างไกล แม้กระทั่งขอบฟ้าของจักรวาล แต่การเดินทางนี้ไม่ได้เป็นแค่ทริปสั้นๆ 10 นาทีในอวกาศจริงๆ

ในปี 2009 แบรนด์ Louis Vuitton ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีการลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรก โดยการรวบรวมสามนักบินอวกาศในแคมเปญ “A Journey Beyond” อันโด่งดังของแบรนด์ และในปี 2021 เพื่อฉลองครบรอบ 200 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ Maison ได้นำเสนอนาฬิกา Tambour Jacquemart Minute Repeater ที่มีเสียงระฆังในโบสถ์ ซึ่งหน้าปัดได้แสดงความเคารพต่อธีมของการเดินทางในอวกาศ

การยกย่องล่าสุดของ Louis Vuitton ต่อจักรวาลคือ Tambour Taiko Galactique นาฬิกาที่ผสานความยอดเยี่ยมทั้งในแง่ของความซับซ้อนทางกลไกและความลึกซึ้งของงานศิลป์จาก La Fabrique du Temps

การตีความใหม่ของนาฬิกา jacquemart minute repeater แบบร่วมสมัย

เช่นเดียวกับ Tambour Jacquemart Minute Repeater 200th Years นาฬิกา High Watchmaking รุ่นใหม่นี้ผสมผสานกลไก minute repeater เข้ากับกลไก automata ถึงเจ็ดตัวที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาพร้อมกับเสียงระฆัง เสียงตีของค้อนกระทบกับ cathedral gongs ที่ล้อมรอบกลไกสองรอบ เพื่อให้เสียงที่มีคุณภาพทุ้มลึกและกลมกล่อม ขณะเดียวกันก็สามารถบอกเวลา ชั่วโมง นาที และไตรมาสตามคำขอ

อย่างไรก็ตาม กลไกในนาฬิกานี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง Caliber LFT AU14.02 ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Tambour Taiko Galactique โดยต้องใช้เวลา 220 ชั่วโมงในการประกอบส่วนประกอบทั้งหมด 459 ชิ้น การดันสไลเดอร์ที่ด้านข้างของตัวเรือนจะทำให้กลไกการตีและกลไกออโตมาติกทำงานพร้อมกัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวขององค์ประกอบทั้ง 9 ชิ้นรอบๆ หน้าปัด

Caliber LFT AU14.02 ประกอบด้วยชิ้นส่วน 459 ชิ้น โดยต้องใช้เวลา 220 ชั่วโมงในการประกอบ

ทันทีที่การตั้งค่าถูกเปิดใช้งาน นักบินอวกาศเริ่มลอยอยู่ในที่เดียวกัน โบกธง LV สีทองอมส้มด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกข้างยังคงทรงตัวอยู่ได้ ส่วนเสาสัญญาณของดาวเทียม แผงโซลาร์เซลล์ และเครื่องยนต์เริ่มทำงาน

ขณะที่สองดาวตกพุ่งผ่านพื้นผิวของดวงจันทร์ไป ดวงอาทิตย์หมุนไปมาและเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าเหมือนลูกไฟยักษ์ ทุกอย่างเคลื่อนไหวในความเร็วที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศของความสมจริงตลอดการแสดง

Tambour Taiko Galactique | Savoir-Faire | LOUIS VUITTON

เทคนิคเคลือบที่แตกต่าง

โดยการใช้ความเชี่ยวชาญทั้งหมดภายใน La Fabrique des Arts ทีมงานของ Steenman ได้รับหน้าที่ในการแกะสลักอีกครั้ง นักบินอวกาศและธง ดาวเทียม ดาว และดวงอาทิตย์ทั้งหมดถูกสร้างจากไวท์โกลด์

“ดาวและธงถูกแกะสลักด้วยมือ ขณะที่นักบินอวกาศและดาวเทียมถูกปั้นขึ้นโดยช่างแกะสลักของเราเพื่อสร้างความรู้สึกของมิติ” Matthieu Hegi ผู้อำนวยการศิลป์ของ La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าว

“ความประณีตขององค์ประกอบที่เคลื่อนไหวบนหน้าปัดนั้นน่าทึ่ง ในการถ่ายทอดความรู้สึกไร้น้ำหนักและให้มิติแก่ฉาก เราเล่นกับสีท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงและดาวเคราะห์ที่มีขนาดต่างกันถูกจัดเรียงในลักษณะไม่สมมาตร”

ออโตมาตะที่เคลื่อนไหวได้รับการทำมือจากไวท์โกลด์และทาสีด้วยเคลือบย่อยขนาดเล็ก
ช่างแกะสลักมือระดับปรมาจารย์จาก La Fabrique des Arts, Dick Steenman ได้ดูแลการแกะสลักทั้งหมดด้วยมือ

การใช้เทคนิคเคลือบอีแมลแบบดั้งเดิม 4 แบบจากช่างฝีมือที่มีทักษะทำให้หน้าปัดนี้มีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ โดยใช้การวาดภาพขนาดเล็กสำหรับดาวเคราะห์โลกด้วยการผสมผสานของสีส้ม สีเขียว สีขาว และสีน้ำเงินบนโทนสีต่างๆ ถึง 7 โทน

ศิลปินได้จับความซับซ้อนของเมฆได้อย่างยอดเยี่ยมโดยการสลับระหว่างการปัดแปรงที่เบลอและชัดเจน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโทนสีน้ำเงิน เพิ่มมิติให้กับภาพโดยการทำให้ด้านที่ไกลที่สุดของดาวเคราะห์โลกมืดลงเพื่อเพิ่มความลึกและระยะห่าง

การวาดภาพขนาดเล็กสร้างดาวเคราะห์โลกที่มีความสมจริงอย่างสวยงาม

การเคลือบเซรามิกแบบปายอนเน่ (Paillonné enamel) นำความแสงสว่างอันเร่าร้อนมาสู่ดวงอาทิตย์ โดยใช้ปาโยนเยลโลวว์โกลด์ที่ถูกนำมาวางอย่างพิถีพิถันบนพื้นผิวของเซรามิกสีส้มและแดง เทคนิคเดียวกันนี้ยังช่วยเพิ่มประกายอันละเอียดรอบๆ เข้ากับดวงดาวที่ห่างไกล บนหน้าปัดสีน้ำเงินมืดที่มีความลึก

การเคลือบเซรามิกแบบปายอนเน่ (Paillonné enamel) สร้างดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงร้อนแรง

การเคลือบเซรามิกแบบแชมปล์เว่ (Champlevé enamel) ถูกใช้สำหรับนักบินอวกาศ โดยทาสีด้วยสีขาว สองเฉดของสีน้ำเงิน สีแดง และสีดำ ดอกไม้ Monogram สีแดงที่ประดับบนชุดของนักบินอวกาศถูกทาสีด้วยเทคนิคการทาสีแบบจิตรกรรมขนาดเล็ก ขนาดที่เล็กและการทาสีสามชั้นแสดงถึงความแม่นยำในการทำงานที่สูงสุด สุดท้าย การเคลือบทั้งหมด 8 ชั้นให้ผลลัพธ์เป็นพื้นผิวที่มันวาว

การเคลือบเซรามิกแบบแชมปล์เว่ (Champlevé enamel) ถูกใช้สำหรับนักบินอวกาศ

การเคลือบเซรามิกแบบกริไซล์ (Grisaille enamel) ถูกใช้สำหรับพื้นผิวของดวงจันทร์และหลุมอุกกาบาต โดยศิลปินเริ่มต้นด้วยการใช้เซรามิกสีดำเป็นพื้นฐาน จากนั้นใช้เซรามิกสีขาวหลายชั้นเพื่อสร้างเอฟเฟกต์แสงและเงาที่ละเอียดอ่อน (chiaroscuro effect)

การเคลือบเซรามิกแบบกริไซล์ (Grisaille enamel) สร้างความละมุนและความละเอียดอ่อนให้กับพื้นผิวของดวงจันทร์

La Fabrique des Boîtes

การเคลื่อนไหวของนาฬิกาในรุ่นนี้ผลิตโดย La Fabrique du Temps การตกแต่งทำโดย La Fabrique des Arts และตัวเรือนทำโดย La Fabrique des Boîtes โดยในรุ่นนี้ หลุยส์ วิตตองได้ออกแบบตัวเรือน Tambour ในแนวทางที่ทันสมัย

ซึ่งสอดคล้องกับธีมจักรวาลบนหน้าปัดของนาฬิกา โดยตัวเรือนนี้ทำจากไททาเนียมและทองคำขาว ซึ่งขอบนาฬิกาและชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ปุ่มลมและขาเรือนทำจากทองคำขาว ในขณะที่ส่วนหลักของตัวเรือนทำจากไททาเนียม

นอกจากนี้ การออกแบบยังมีการเพิ่มความโดดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้แตกต่างจาก Tambour รุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะการออกแบบขาเรือนที่เจาะและมีพื้นผิวผสมผสานระหว่างการขัดเงาและการพ่นทราย รวมถึงตำแหน่งของปุ่มลมที่อยู่ที่ 12 นาฬิกา ซึ่งอาจได้รับแรงบันดาลใจจากธีมจักรวาล

โดยจินตนาการถึงเรือนเวลาเหมือนกับยานอวกาศ ในขณะที่ชิ้นส่วนการเลื่อน (slide piece) ได้รับการออกแบบให้มีเพชรสีฟ้าและทับทิมสีฟ้าที่ถูกตัดในลักษณะบาเก็ตที่มีความเข้มข้นแตกต่างกันของสีฟ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวทางที่ Tambour Jacquemart Minute Repeater ใช้ไว้

การประดับเพชรสีฟ้าและทับทิมสีฟ้าบนชิ้นส่วนการเลื่อน เติมเต็มความงามอันงดงามของนาฬิกา

เมื่อคุณพลิกนาฬิกาไปด้านหลัง จะพบกับการแสดงผลที่แตกต่างออกไป แต่ไม่ด้อยไปกว่าความมหัศจรรย์ที่อยู่ด้านหน้าเลยแม้แต่น้อย สะพานขับเคลื่อนถูกออกแบบอย่างกลมกลืน รูปทรงโค้งที่สวยงามเข้ากันกับธีมกาแล็กซี่อย่างลงตัว

การตกแต่ง Côtes de Genève รูปวงกลมสลับกับการตกแต่งแบบ grainé นอกจากนี้ เมื่อแฮมเมอร์เริ่มเคลื่อนไหว มันจะกระทบกับกลองสี่เหลี่ยมที่ล้อมรอบการเคลื่อนไหวสองรอบ และสปริงหลักขนาดใหญ่ใต้ฝาครอบกระบอกเปิดทำให้มีพลังสำรองถึง 100 ชั่วโมง

ตัวเรือนมีขาแบบไวท์โกลด์ที่เจาะช่องในตัวเรือนทิทาเนียม
ข้อมูลทางเทคนิค
Tambour Taiko Galactique
  • ระบบเคลื่อนไหว: La Fabrique du Temps Caliber LFT AU14.02 แบบหมุนด้วยมือ สำรองพลังงาน 100 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: กลไก Automata ที่มีแอนิเมชั่นเจ็ดแบบ เครื่องบอกเวลาแบบ minute repeater ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 46.7mm x 14.6mm ทิทาเนียมและไวท์โกลด์ 18K ชิ้นเลื่อนประดับด้วยทับทิมและทอปาซ์แบบบาเก็ตคัต กันน้ำได้ถึง 30 เมตร
  • หน้าปัด: งานเคลือบอีนามี Paillonné, Cloisonné และเทคนิคการทำอีนามีจิ๋ว การแกะสลักที่ทำด้วยมือ
  • สาย: สายยางสีฟ้า พร้อมหัวเข็มขัดพับไวท์โกลด์ 18K

Louis Vuitton High Watchmaking 2025: นาฬิกาพก Escale en Amazonie

ในปี 2025 นี้ Louis Vuitton ได้เปิดตัวนาฬิกาพกที่มีชื่อว่า Escale en Amazonie ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Escale Autour du Monde ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกในปีที่แล้วผ่านนาฬิกาพก Escale à Asnières โดยก่อนหน้านี้นาฬิกาพกที่ Louis Vuitton ผลิตจะถูกจัดทำขึ้นสำหรับการสั่งซื้อพิเศษเท่านั้น แต่ในปีนี้มีการนำเสนอนาฬิกาพกอย่างเป็นทางการมากขึ้นให้กับผู้ที่สนใจ

นาฬิกาพกรุ่น Escale à Asnières ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะเป็นครั้งแรกที่บ้านประวัติศาสตร์ของ Louis Vuitton ที่ตั้งอยู่ใกล้กับปารีส ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของคอลเลกชันนาฬิกาพก Escale เนื่องจาก “Escale” ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง “การหยุดแวะ” และ “Autour du Monde” หมายถึงการเดินทางรอบโลก

ในปีนี้ คอลเลกชันนี้ได้เดินทางไปยังแหล่งที่เปี่ยมไปด้วยความหลากหลายของโลกธรรมชาติ นั่นคือ Amazon Rainforest หรือป่าฝนแอมะซอน ด้วยนาฬิกาพกรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Escale en Amazonie

นาฬิกาพกเรือนที่สองจาก Louis Vuitton ยังเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดที่บ้านแห่งนี้เคยทำ

Escale Autour de Monde

ไม่ว่าการเดินทางของนาฬิกาพก Escale จะไปถึงที่ใดบนโลกใบนี้ มันก็ยังคงเดินทางไปอย่างมีสไตล์ และการเดินทางอย่างมีสไตล์ในบริบทของ Louis Vuitton มักจะเกี่ยวข้องกับกระเป๋าเดินทางอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านนี้

ใน Escale à Asnières กระเป๋าเดินทางถูกวางซ้อนกันอย่างสูงบนรถม้าอันสง่างาม และใน Escale en Amazonie กระเป๋าเดินทางจะถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อยบนเรือไม้ดั้งเดิมที่เรียกว่า “พิโรเก” ซึ่งเป็นพาหนะหลักของชุมชนพื้นเมืองในแม่น้ำแอมะซอน นอกจากนี้ในนาฬิกาพก Escale Autour du Monde ทุกเรือนยังมีเข็มทิศทองคำที่หมุนได้ในรูปทรงของดาว Louis Vuitton อยู่เสมอ

พิโรเกไม้ที่ประดับลวดลายด้วยการแกะสลักทอง ที่บรรจุกระเป๋าเดินทางจิ๋วอันสง่างาม

อย่างไรก็ตาม Escale en Amazonie เป็นผลงานที่โดดเด่นและทรงพลังด้วยตัวเอง นาฬิกานี้ถือเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดที่ Louis Vuitton เคยสร้างมา โดยใช้เวลาในการสร้างนาฬิกานี้ถึง 2.5 ปี และใช้เวลาทำงานทั้งหมด 1,000 ชั่วโมงจากช่างทำนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญ ช่างเคลือบอีนาเมล และช่างแกะสลัก ที่ทำงานร่วมกันอย่างละเอียดและปราณีต 

มากไปกว่านั้น ทุกกระบวนการการผลิตถูกทำขึ้นภายในที่ La Fabrique du Temps Louis Vuitton โดยตัวเรือนถูกทำขึ้นโดย La Fabrique des Boîtiers กลไกภายในทำขึ้นโดย La Fabrique des Mouvements

และหน้าปัดที่ได้รับการออกแบบอย่างล้ำลึกตามธีมธรรมชาติโดย La Fabrique des Arts ความร่วมมือระหว่างสามหน่วยงานนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาที่ Louis Vuitton มีอยู่ในปัจจุบัน

Caliber LFT AU14.03 เป็นกลไกที่ซับซ้อนและมีความแม่นยำสูง ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่น่าทึ่ง ประกอบด้วย tourbillon, minute repeater, jacquemarts และ 8 days power reserve

ความเชี่ยวชาญด้านกลไกและการตกแต่งที่ไร้ที่ติ

การกล่าวว่า La Fabrique du Temps Louis Vuitton ได้สร้างสรรค์นาฬิกาชิ้นนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย นาฬิกานี้น่าทึ่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีเหตุผลต่างกันออกไป กลไกที่อยู่ภายใน Caliber LFT AU14.03 ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับนาฬิกาชิ้นนี้

และเหมือนกับ Tambour Taiko Galactique ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ มันผสมผสานฟังก์ชั่น minute repeater กับการเคลื่อนไหวของ jacquemart แต่ Escale en Amazonie ก็ยกระดับไปอีกขั้นโดยการเพิ่ม tourbillon เข้าไปในกลไก และการตกแต่งของกลไกนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่งดงามที่สุดที่ Louis Vuitton เคยทำมา

ล้อทองคำบริสุทธิ์และเข็มทองคำสำหรับเพชรในกลไก

กลไกนี้ไม่เพียงแต่ซับซ้อนด้วยส่วนประกอบทั้งหมด 555 ชิ้น แต่ยังได้รับการออกแบบและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงนาฬิกาพ็อกเก็ตในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้สะพานนิ้วสำหรับทูร์บียอง และเฟืองที่ถูกทำจากทองคำบริสุทธิ์ หนึ่งในช่างนาฬิกาได้ทำการประกอบกลไกทั้งหมดจากเริ่มต้นจนเสร็จสมบูรณ์ และให้ความสนใจกับการตกแต่งทุกส่วนอย่างละเอียด

โดยเฉพาะการตกแต่งมุมภายในกลไกทั้งหมดที่ทำได้อย่างน่าทึ่ง การทำมุมที่เฉียบคมได้ทำในทุกมุมภายในจำนวน 646 มุม เน้นการตกแต่งขอบของสะพานและฟันเฟือง บางชิ้นส่วนต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงในการทำให้เสร็จสมบูรณ์

มุมภายในที่คมชัดแสดงถึงการตกแต่งมือที่แท้จริงและการทำมุมอย่างเชี่ยวชาญ

นอกจากการทำมุมบนสะพานแล้ว การเคลือบผิวของการเคลื่อนไหวยังมีเทคนิคการตกแต่งแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมากมาย เช่น การขัดผิวบนบาร์เรล การสลักมือบนสะพาน การขัดเงาส่วนประกอบหลายชิ้น เช่น สกรู กงส์ ตัวกลไกทัวร์บิยง และแรตเช็ต

นอกจากนี้ยังมีการขัด Côtes de Genève บนสะพานและแผ่นปิด และการใช้มือใบไม้ที่มีสีฟ้าไฟเป็นครั้งแรก โลวีส์ วิตตองยังใช้ปีกทองคำเหลืองสำหรับอัญมณีของกลไกเป็นครั้งแรก โดยรวมแล้วการประกอบและการตกแต่งมือทั้งหมดของกลไกนี้ต้องใช้เวลาทั้งหมด 500 ชั่วโมง แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความละเอียดของ La Fabrique du Temps Louis Vuitton

เข็มใบไม้แบบเปิดให้เห็นไม่บดบังความงดงามของการตกแต่งกลไกที่ทำอย่างประณีต

La Fabrique des Arts การแกะสลักด้วยมือ

การแสดงภาพเหตุการณ์ที่น่าทึ่งในใจกลางป่าฝนอเมซอน ดิสก์นี้เป็นการนำเสนอความสามารถในการทำงานของออโตมาตาและการฝึกฝีมือศิลปะอย่างยอดเยี่ยม ดึงและปล่อยตัวเลื่อนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อเริ่มการเคลื่อนไหวของฉาก

Escale en Amazonie | Savoir-Faire | LOUIS VUITTON

เรือพิโรเกลลื่นไหลไปตามแม่น้ำอย่างนุ่มนวล ขณะที่กระเป๋าเดินทาง Louis Vuitton เปิดออกเพื่อเผยให้เห็นดอกไม้ Monogram สามดอก นกแก้วกางปีกสีแดงสดและขยับหัวไปมาอย่างอยากรู้อยากเห็น งูเลื้อยไปมา ส่ายหัวและหางอย่างเฉื่อยชา ลิงค่อยๆ เข้ามาใกล้ เคลื่อนไปตามเถาวัลย์ที่ยื่นออกไป

ทั้งหมดนี้เป็นการเคลื่อนไหวของออโตมาตาทั้งเจ็ดที่ทำให้มีการเคลื่อนที่ของ 15 องค์ประกอบบนหน้าปัด แต่ละตัวมีการเคลื่อนไหวและจังหวะที่แตกต่างกัน

บ้าน Louis Vuitton ใช้เวลาทั้งหมด 2.5 ปีในการผลิตผลงานชิ้นเอกนี้ โดยมีการทำงานรวม 1,000 ชั่วโมงจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ

การสร้างสรรค์สัตว์ป่าของอเมซอนในขนาดจิ๋วเป็นงานที่ท้าทายมาก แม้ว่าจะมีขนาดเล็กมาก ช่างฝีมือที่ La Fabrique des Arts ก็ยังคงสร้างสรรค์ประติมากรรมจิ๋วที่ละเอียดที่สุดออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ตัวอย่างเช่น งูที่มีความยาวไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร แต่ก็ถูกแกะสลักด้วยเกล็ดนับร้อยทั่วทั้งลำตัว

นกแก้วก็ถูกแกะสลักขนนกจนดูเหมือนจะบินไปตามลม ข้อเท้าของมันก็ถูกแกะสลักอย่างพิถีพิถันจนมีความสมจริงมาก และตามที่ Louis Vuitton บอกไว้ว่า ส่วนที่ท้าทายที่สุดบนหน้าปัดนี้คือเรือแคนู

การปั้นงูจากไวท์โกลด์ โดยการสลักเกล็ดแต่ละเกล็ดด้วยมืออย่างพิถีพิถัน

นี่เป็นเพราะช่างฝีมือจำเป็นต้องสลักทองที่ความลึกต่างๆ เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ที่เหมือนกับเปลือกไม้ธรรมชาติ แต่ละชิ้นใช้เวลาช่างฝีมือ 140 ชั่วโมงในการสร้างสรรค์ ขณะที่ตัวเรือนซึ่งก็ประดับด้วยลวดลายดั้งเดิมของอเมซอน ยังใช้เวลาฝีมือการแกะสลักอีก 60 ชั่วโมง

แต่ละตัวออโตมาติกที่เคลื่อนไหวจะเคลื่อนไหวตามจังหวะและความเร็วของตัวเอง

La Fabrique des Arts การเคลือบเคลือบสีที่ทาสีด้วยมือ

ความลึกซึ้งทางกลศาสตร์นาฬิกาที่แสดงออกมาใน Escale en Amazonie นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง และการทำงานกับอีนาเมลนั้นก็สุดยอดไม่แพ้กัน La Fabrique des Arts ใช้เพียงสองเทคนิคการเคลือบอีนาเมลเท่านั้น คือ paillonné และการทาสีด้วยมือ เพื่อจับภาพความงดงามของป่าฝนแอมะซอนที่เขียวขจี

เพื่อดึงความงามตามธรรมชาติและพืชพรรณอันอุดมสมบูรณ์ของป่าให้เด่นชัด ช่างฝีมือใช้สีถึง 31 สีที่ประกอบไปด้วยเฉดสีเขียว ฟ้า น้ำตาล และขาว รวมถึงการใช้สามประเภทของอีนาเมล คือ อีนาเมลโปร่งแสง ทึบแสง และออปาเลสเซนต์ ซึ่งส่งผลต่อการกระจายแสงและความลึกที่แตกต่างกันไปตามส่วนต่าง ๆ ของหน้าปัด

การทาสีด้วยมือขนาดเล็กสำหรับฉากหลังที่น่าทึ่งของป่าฝนเขียวขจีและน้ำตกที่ยิ่งใหญ่

การทาสีขนาดเล็กปกคลุมทั้งหน้าปัดที่ดูเหมือนจะขยายลึกไปในระยะไกล จนถึงน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณเขียวขจี ดูว่าผู้ช่างฝีมือผสมสีอย่างชำนาญและทาสีด้วยเอฟเฟกต์เบลอเพื่อให้ดูเหมือนน้ำตกที่ตกลงมา ใกล้ๆ ต้นปาล์มถูกวาดขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยที่ใบแต่ละใบทาสีด้วยโทนสีเขียวอ่อนและเข้มต่างๆ และในฉากหน้า มีเรือแคนูและผู้โดยสารเพียงคนเดียวล่องไปตามแม่น้ำ ซึ่งถูกถ่ายทอดในสีทองระยิบระยับโดยใช้เทคนิคปาโยนน์

เทคนิคปาโยนน์เพิ่มประกายเรืองรองให้กับแม่น้ำที่ประดับไปด้วยดอกไม้ลายโมโนแกรมของ Louis Vuitton

ช่างศิลป์ได้ผสมผสานอีนาเมลที่เปล่งประกายกับแผ่นทองคำเพื่อสร้างแม่น้ำทองคำที่แทบจะเหมือนในเทพนิยายและดอกไม้ลายโมโนแกรมของ Louis Vuitton โดยต้องใช้การเผาถึง 30 ครั้งเพื่อให้ได้โทนสีที่แม่นยำ สดใส และมีมิติของหน้าปัดนี้

การทาสีอีนาเมลในสามมิติ

นอกจากหน้าปัดแล้ว ส่วนประกอบของแต่ละตัวออโตมาติกยังได้รับการตกแต่งด้วยการทาสีจิ๋วอีกด้วย ต้องจำไว้ว่านี่คือวัตถุที่มีขนาดเล็กมาก ดังนั้น ช่างทาสีอีนาเมลต้องทำงานด้วยความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

ซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญมากเพราะหากมีส่วนใดของอีนาเมลหนาเกินไป ก็อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวของออโตมาติกถูกขัดขวางได้ ต่างจากหน้าปัด ส่วนประกอบเหล่านี้เป็นวัตถุสามมิติที่สมบูรณ์ ช่างทาสีต้องระมัดระวังไม่ให้อีนาเมลหยดหรือขังในบริเวณที่ไม่ถูกต้อง

งานเคลือบอีนาเมลที่ประณีตบนออโตมาติกที่เคลื่อนไหว

ในบางพื้นที่ ความหนาของอีนาเมลกลับเป็นสิ่งสำคัญ เช่นใบหน้าที่กลมและน่ารักของลิงที่สร้างขึ้นโดยการเคลือบด้วยอีนาเมลเจ็ดสีที่ทาอย่างละเอียดในระดับความหนาที่ต้องการ

การนำลิงจิ๋วมาให้ชีวิตด้วยสีสันและปริมาตร

ความชำนาญของช่างเพนต์อีนาเมลยังสะท้อนออกมาในการใช้สีแดงสำหรับขนของนกแก้ว ซึ่งต้องใช้ความอดทนและประสบการณ์สูงมาก เนื่องจากอีนาเมลสีแดงสดเป็นหนึ่งในสีที่เปราะบางที่สุด อีกทั้งยังมีการใช้เทคนิคอีนาเมลโปร่งแสงอย่างละเอียดด้วย

โดยทาอีนาเมลโปร่งแสงทั้งหมดห้าชั้นบนใบไม้เพื่อดึงรายละเอียดที่ซับซ้อนออกมา เช่น เส้นใบ นอกจากนี้ยังทาอีนาเมลโปร่งแสงสี่ชั้นบนงูเพื่อให้เกิดการไล่สีที่ละเอียดและมอบลักษณะเงางามเหมือนผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลาน

นกมาคอว์สีแดงสดที่ประดิษฐ์ด้วยรายละเอียดที่โดดเด่น

จุดสุดท้ายที่ต้องกล่าวถึงเกี่ยวกับการทาสีเคลือบอีนาเมลของ Escale en Amazonie คือการที่แม้แต่คริสตัลแซฟไฟร์ที่ด้านหน้าของนาฬิกาก็ยังถูกทาด้วยอีนาเมล ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ใบไม้สีเขียวสดจะเพิ่มมิติและความน่าสนใจ เมื่อมันปิดบังส่วนหนึ่งของหน้าปัดไว้

คุณสมบัตินี้ต้องการการทาสีอีนาเมลบนแซฟไฟร์คริสตัลจำนวน 5 ชั้น ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนที่ Louis Vuitton หรือในอุตสาหกรรมนี้ นี่อาจเป็นการทดสอบทักษะของช่างทาสีอีนาเมลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เนื่องจากการทาสีอีนาเมลบนแซฟไฟร์คริสตัลนั้นมีความเปราะบางมาก เมื่อมันถูกนำเข้าเตาอบ สีจะคงที่ทันที ต้องใช้การทาสีที่สมบูรณ์แบบในครั้งแรกและไม่สามารถแก้ไขได้หากเกิดข้อผิดพลาด

การทาสีอีนาเมลที่ด้านล่างของคริสตัลแซฟไฟร์เพิ่มมิติและความลึกให้กับนาฬิกา

นาฬิกาพ็อกเก็ต Escale en Amazonie ประดับด้วยอัญมณี 60 เม็ด ซึ่งประกอบด้วยอีเมอรัลด์ ทาซาไวต์ ทัวร์มาลีน และแซฟไฟร์สีเหลือง ที่ตรงกับการไล่เฉดสีของหน้าปัดอย่างลงตัว เพิ่มความระยิบระยับให้กับนาฬิกาที่มีความล้ำค่าในทุกมิติ นาฬิกานี้ถูกส่งมาพร้อมกับกล่องที่ออกแบบพิเศษจาก Louis Vuitton และกระเป๋าสตีลสไตล์หมอที่ทำจากหนังสีเขียวหายากเฉพาะ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสีของนาฬิกา

ข้อมูลทางเทคนิค
นาฬิกาพ็อกเก็ต Escale en Amazonie
  • การเคลื่อนไหว: ระบบไขลานด้วยมือ La Fabrique du Temps Caliber LFT AU14.03 พลังงานสำรอง 8 วัน
  • ฟังก์ชัน: กลไก Jacquemart พร้อมการเคลื่อนไหว 7 แบบ การทำนาฬิกาเสียง (minute repeater) ทัวร์บิยง  ชั่วโมงและนาที
  • เคส: ขนาด 50 x 19 มม. ไวท์โกลด์ 18K ขอบเซ็ตด้วยอัญมณีสี กระจกแซฟไฟร์โดมพร้อมเคลือบอีนาเมลและการป้องกันแสงสะท้อน กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: การเคลือบอีนาเมลแบบ paillonné และเทคนิคการเพนต์อีนาเมลขนาดเล็ก การแกะสลักด้วยมือ
  • สาย: สายโซ่ไวท์โกลด์ 18K ที่ทำด้วยมือ มาพร้อมกับกระเป๋าสำหรับนาฬิกาชั้นสูงและกล่องแบบพิเศษ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Revolution watch

Seiko ขอนำเสนอ 3 คอลเลกชันใหม่ ตอบโจทย์ทุกความหลงใหลของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก

พบกับ 3 คอลเลกชันใหม่จาก Seiko ที่มาพร้อมดีไซน์ สไตล์ และฟังก์ชันอันหลากหลาย

โดยเฉพาะหนึ่งในไฮไลต์ประจำปีนี้ กับการเฉลิมฉลองวาระ ครบรอบ 60 ปีของนาฬิกาดำน้ำ ผ่านผลงานแห่งแรงบันดาลใจจากมรดกทางทะเลอันทรงคุณค่า ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบนาฬิการุ่นพิเศษ ที่ผสานระหว่างอดีตและอนาคตไว้อย่างลงตัว

Seiko Diver’s 60th Anniversary

ความลึกซึ้งของเวลา กับ 3 คอลเลกชันเรือนเวลาที่ตีความความคลาสสิกในแบบร่วมสมัย

เดือนนี้ ขอพาทุกท่านดำดิ่งสู่โลกแห่งการออกแบบที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ผ่านผลงานสร้างสรรค์ 3 คอลเลกชันใหม่ล่าสุด ซึ่งสะท้อนตัวตนที่แตกต่างกันทั้งในด้านดีไซน์ สไตล์ และฟังก์ชันอย่างลงตัว

ไม่ว่าจะเป็นความยิ่งใหญ่ของมรดกทางทะเลจาก Seiko Prospex ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของ Seiko Astron หรือความหรูหราเหนือระดับในอีกคอลเลกชันที่เตรียมเผยโฉม ล้วนถูกถ่ายทอดด้วยความตั้งใจ ผ่านรายละเอียดที่พิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ

และในวาระครบรอบ 60 ปีของตำนานนาฬิกาดำน้ำ Seiko Prospex นี่คือการสดุดีที่ยิ่งใหญ่ต่อจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความกล้า ความแม่นยำ และการไม่หยุดพัฒนา นำไปสู่เรือนเวลารุ่นพิเศษที่ผสานทั้งประวัติศาสตร์และนวัตกรรมไว้ในเรือนเดียว

Seiko Prospex 1965 Heritage Diver’s 60th Anniversary Limited Edition

ห้วงลึกของเวลา กับตำนานที่ยังคงเต้นอยู่ในทุกจังหวะ

เริ่มต้นที่คอลเลกชันแรก ในวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการถือกำเนิดของเรือนเวลาที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญท่ามกลางสายน้ำ Prospex ได้จารึกอีกหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยการเผยโฉมคอลเลกชันใหม่สุดพิเศษ ที่เปรียบเสมือนบทสดุดีแด่นาฬิกาดำน้ำรุ่นบุกเบิกของปี 1965

แรงบันดาลใจจากมรดกทางทะเลได้ถูกสานต่ออย่างประณีต ผ่านหน้าปัดลวดลายคลื่นอันเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิม ซึ่งปรากฏอยู่บนฝาหลังของนาฬิกาดำน้ำ Prospex มานานนับทศวรรษ โดยในรุ่น SPB511J นี้ ลวดลายถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคนิค Press pattern สะท้อนความเคารพต่อรากเหง้าแห่งการออกแบบ และสื่อถึงพลังที่ไม่หยุดนิ่งของทะเลลึก

Seiko Diver’s 60th Anniversary
Seiko Diver’s 60th Anniversary

บทใหม่ของตำนานนาฬิกาดำน้ำ…ที่ไม่เคยลืมจุดเริ่มต้น

Prospex 1965 Heritage Diver’s ไม่ได้เป็นเพียงแค่การย้อนรำลึกถึงอดีต แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความแกร่ง สู่อนาคตของเรือนเวลาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ

ตัวเรือนสีเงินสง่างาม ได้รับการออกแบบเพื่อยกย่องเรือนต้นแบบในปี 1965 ที่รู้จักกันในชื่อ “62MAS” นาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของญี่ปุ่นที่กลายเป็นตำนาน ด้วยความสามารถในการทนแรงดันน้ำได้ลึกถึง 150 เมตร และเคยฝ่าภารกิจโหดในทวีปแอนตาร์กติกาอย่างสมศักดิ์ศรี

Seiko Diver’s 60th Anniversary
The 1965 diver’s watch “62MAS” นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของแบรนด์จากปี 1965 กับกลไกอัตโนมัติ กันน้ำลึก 150 ม.
เคยผ่านการพิสูจน์สมรรถนะจริงในทวีปแอนตาร์กติกา วางรากฐานสู่นาฬิกาดำน้ำรุ่นต่อมาอย่างมั่นคง
Seiko Diver’s 60th Anniversary
The 1968 diver’s watch นาฬิกาดำน้ำปี 1968 มืออาชีพด้วยกลไก Hi-beat กันน้ำ 300 ม. ดีไซน์ขอบหมุนและเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา นวัตกรรมแห่งยุค

จุดเด่นแห่งความมั่นใจในทุกสภาวะ กับสมรรถนะเหนือระดับ พลังงานจาก Caliber 6R55

ภายใต้รูปลักษณ์คลาสสิก SPB511J ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 6R55 รุ่นใหม่ ที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง พร้อมมาตรฐานการกันน้ำระดับมืออาชีพที่ 300 เมตร ซึ่งพัฒนาให้ตอบโจทย์นักดำน้ำในทุกภารกิจ

ให้ความแม่นยำและเชื่อถือได้ พร้อมความสามารถกันน้ำลึกสูงสุดถึง 300 เมตร ตอบโจทย์การใช้งานจริงในโลกใต้น้ำอย่างแท้จริง การเคลือบสารเรืองแสง Lumibrite บนชุดเข็มและหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่ง ช่วยให้มองเห็นเวลาได้ชัดเจนแม้ในสภาพแสงน้อยหรือขณะดำดิ่งลึกใต้มหาสมุทร

ขอบตัวเรือนหมุนทิศทางเดียว พร้อมจุดเรืองแสงที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ช่วยให้สามารถจับเวลาใต้น้ำได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำ ตัวล็อกสายแบบใหม่สามารถปรับขนาดได้อย่างง่ายดายถึง 15 มม. ใน 6 ระดับ เพื่อให้พอดีกับข้อมือแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากแรงดันน้ำหรืออุณหภูมิ

Seiko Diver’s 60th Anniversary
ข้อมูลทางเทคนิค
Prospex 1965 Heritage Diver’s 60th Anniversary Limited Edition (SPB511J)

จำนวนผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชั่น 6,000 เรือนทั่วโลก

ระบบขับเคลื่อน: อัตโนมัติ Caliber 6R55 ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (6 บีท/วินาที) สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง (3 วัน)

ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล เคลือบ Super-hard coating / กระจก Sapphire crystal ทรงโค้ง เคลือบกันสะท้อนด้านใน / เม็ดมะยมแบบขันเกลียว / ฝาหลังแบบขันเกลียว / การเรืองแสง Lumibrite บนชุดเข็มและหลักชั่วโมง

ขนาดตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 40.0 มม. หนา 13.0 มม. กันน้ำลึก 300 เมตร / ป้องกันสนามแม่เหล็ก 4,800 A/m

สาย: สเตนเลสสตีล เคลือบ Super-hard coating พร้อมบานพับสามทบ ปุ่มคลายล็อค บานพับนิรภัย และตัวปรับล็อคสาย

Seiko Presage Style60’s The Timeless Color Palettes
ชุดสีแห่งความคลาสสิก เหนือกาลเวลา

ถัดมาที่คอลเลกชันที่สองกับ Presage “Style60’s” คอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Crown Chronograph เรือนแรกของแบรนด์และของญี่ปุ่นในปี 1964 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งตำนานนาฬิกาข้อมือที่ผสานทั้งประวัติศาสตร์และงานฝีมืออย่างลงตัว

ในปี 2025 นี้ Style60’s ได้กลับมาพร้อมกับการเติมเต็มเสน่ห์ความวินเทจ ผ่านเฉดสี Timeless color palettes ที่เน้นโทนสีเอิร์ธโทนแบบร่วมสมัย โดยหยิบยืมสไตล์ Mid-century Modern มาผสมผสานกับความคลาสสิกของการออกแบบในยุค 60s อย่างละเมียดละไม

โทนสีหลักที่นำมาใช้ ได้แก่ สีดำ น้ำตาล ครีม ขาว และทอง ซึ่งล้วนเป็นสีที่สื่อถึงความวินเทจ คลาสสิก และความสง่างามในทุกมิติของตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นกระจกทรงกล่อง (Box-shaped) ที่มีความโค้งมนสวยงาม หลักชั่วโมงแบบแหลมคมชัดเจน และตัวเรือนทรงกลมที่ขัดเงาอย่างพิถีพิถัน

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในรุ่นปี 2025 คือเฉดสีหน้าปัด 3 แบบที่เติมชีวิตชีวาให้กับซีรีส์นี้ผ่านแรงบันดาลใจจากสไตล์ Mid-century Modern ซึ่งเน้นความเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและใกล้ชิดธรรมชาติ

Seiko Diver’s 60th Anniversary

Seiko Presage Style60’s Timeless Color Palettes 

Ice Green (SRPL71J)

สีเขียวอ่อน ที่สื่อถึงความสงบร่มรื่นของธรรมชาติ ผสานกับคอนเซ็ปต์การออกแบบที่เน้นให้บ้านเปิดรับแสงธรรมชาติ และความใกล้ชิดกับต้นไม้ สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นเมื่อมองนาฬิกาเรือนนี้

Silver Violet (SRPL73J)

สีเทาแกมม่วง ที่โดดเด่นด้วยความเรียบง่าย สะอาดตา ลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก เพื่อสะท้อนสไตล์ Mid-century Modern ที่ให้ความรู้สึกเปิดกว้างและอิสระ

Seiko Diver’s 60th Anniversary
Seiko Diver’s 60th Anniversary

Golden Yellow (SRPL75J)

สีเหลืองทองโดดเด่นที่เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นพิเศษในบ้าน Mid-century Modern เติมเต็มความอบอุ่นและชีวิตชีวาอย่างกลมกลืนกับสายหนังวัวสีน้ำตาล เพิ่มเสน่ห์วินเทจให้กับเรือนนี้อย่างชัดเจน

รายละเอียดกลไกและตัวเรือน

นาฬิกาในซีรีส์นี้มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ Caliber 4R35 ที่ขึ้นลานด้วยมือได้ สำรองพลังงานนานถึง 41 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาทีขณะตั้งเวลา และหน้าต่างวันที่ที่ถูกจัดวางใหม่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพื่อความสมดุลและสบายตา

ตัวเรือนขนาด 35.9 มม. หนา 12 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล ขอบเบเซลอลูมิเนียมโค้งมนเข้ากับตัวเรือนอย่างลงตัว กระจก Box-shaped Hardlex ที่เสริมความแข็งแรง และเคลือบ Lumibrite บนเข็มและหลักชั่วโมง เพิ่มความชัดเจนในที่มืด

สำหรับสาย รุ่น SRPL71J และ SRPL73J ใช้สายสเตนเลสสตีลแบบสามทบ พร้อมปุ่มกดปลดล็อคที่ใช้งานง่าย ส่วนรุ่น SRPL75J เลือกใช้สายหนังวัวสีน้ำตาล เพิ่มสัมผัสของความวินเทจอย่างแท้จริง กันน้ำได้ระดับ 50 เมตร (5 บาร์) เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ

Seiko Presage Style60’s Timeless color palettes พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 พฤษภาคม 2025 ผ่านเว็บไซต์ seikoboutiquethailand.com และร้าน Boutique ทุกสาขา รวมถึงเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ข้อมูลทางเทคนิค
Presage Style60’s SRPL71J (Ice Green)
  • กลไก: อัตโนมัติ (Caliber 4R35) ขึ้นลานมือได้ สำรองพลังงาน  41 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: หยุดเข็มวินาทีขณะตั้งเวลา หน้าต่างวันที่ (ตำแหน่ง 6 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล, ขนาด 35.9 มม. หนา 12 มม. Lug-to-lug 46.2 มม.
  • หน้าปัด: กระจก Box-shaped Hardlex เคลือบ Lumibrite ที่เข็มและหลักชั่วโมง ขอบเบเซลอลูมิเนียมโค้งมน ฝาหลังขันเกลียวแบบ See-through กันน้ำ 50 เมตร 
  • สาย: สเตนเลสสตีล พร้อมบานพับสามทบและปุ่มคลายล็อค และสำหรับ Seiko Presage Style60’s SRPL75J (Golden Yellow) มาพร้อมสายหนังวัวสีน้ำตาลแทนสายสเตนเลสสตีล

Seiko Astron GPS Solar Dual-Time Chronograph รุ่นใหม่ล่าสุด ปี 2025

ถัดมาที่คอลเลกชันที่สามกับนิยามใหม่ของความแม่นยำเหนือระดับในทุกมิติ…

Seiko Diver’s 60th Anniversary

ในปี 2012 แบรนด์ได้เปลี่ยนโลกแห่งเวลาครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัว Astron GPS Solar นวัตกรรมที่ใช้เพียงพลังแสง แต่สามารถรับสัญญาณ GPS และปรับเวลาอัตโนมัติตามตำแหน่งที่อยู่บนโลกได้อย่างแม่นยำ จนกลายเป็นเรือธงของวงการนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีใครเทียบ

และในปี 2025 นี้ แบรนด์ได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น ด้วยกลไกรุ่นใหม่ล่าสุด Caliber 5X83 ที่รวมฟังก์ชัน Dual-Time และ Chronograph เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ถึง 4 รุ่น ที่หรูหราและแข็งแกร่งในทุกรายละเอียด

Seiko Diver’s 60th Anniversary

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับกลไก 5X Series ที่มอบประสบการณ์การใช้งานนาฬิกา GPS Solar อย่างชาญฉลาดและแม่นยำ ล่าสุด Astron ได้เปิดตัวกลไกใหม่ Caliber 5X83 ที่รวมความสามารถของฟังก์ชัน Dual-Time และ Chronograph เข้าไว้ในเรือนเดียวอย่างลงตัว

โดยกลไกใหม่นี้สามารถเชื่อมต่อกับ GPS เพื่อปรับเวลาให้แม่นยำอัตโนมัติวันละสองครั้ง และสามารถเชื่อมต่อแมนนวลได้ง่ายเพียงปุ่มเดียว พร้อมทั้งรองรับระบบ Daylight Saving Time และแสดงเวลาโลก 38 เขตเวลา รวมถึงมีปฏิทินถาวรที่แม่นยำไปจนถึงปี 2100

Seiko Diver’s 60th Anniversary

เรือนเวลารุ่นใหม่นี้มีดีไซน์ที่แสดงออกถึงความประณีตและทันสมัยยิ่งกว่าเดิม ตัวเรือนไทเทเนียมถูกขัดแต่งด้วยเทคนิค hairline และ mirror finish อย่างพิถีพิถัน เสริมด้วยขอบตัวเรือนที่ใช้กระจกแซฟไฟร์แบบโค้งสองด้าน

พร้อมเคลือบ Super-clear coating ซึ่งไม่เพียงช่วยลดแสงสะท้อน แต่ยังช่วยให้การอ่านค่าเวลาทำได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ในมุมใดก็ตาม ขณะที่หน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลายแนวนอนแบบสามมิติ ช่วยสร้างมิติให้กับเรือนเวลาอย่างมีชั้นเชิง และเพิ่มความโดดเด่นด้วยหลักชั่วโมงทรง Diamond cut ที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา

สายของนาฬิการุ่นนี้ก็ไม่ธรรมดา ด้วยวัสดุไทเทเนียมแบบหลายแถวที่ขัดเงาสลับด้านเพื่อให้ดูหรูหราและใส่ง่าย แม้ตัวเรือนจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่การออกแบบจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ทำให้นาฬิกาแนบสนิทกับข้อมือและไม่รู้สึกหนักแม้สวมใส่ตลอดวัน

โดยเฉพาะในรุ่น SSH180J ที่เป็นรุ่น Limited Edition ผลิตเพียง 1,500 เรือนทั่วโลก มีความพิเศษตรงที่ขอบตัวเรือนและเข็มต่าง ๆ ถูกตกแต่งด้วยสีโรสโกลด์ ส่วนข้อสายกลางเป็นเซรามิกสีดำเงางาม สร้างความคอนทราสต์ที่หรูหราและทันสมัยในคราวเดียวกัน

Seiko Diver’s 60th Anniversary

นอกจาก SSH180J ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษแล้ว คอลเลกชันใหม่นี้ยังมาพร้อมอีกสามรุ่นที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น SSH175J ที่มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินเทา สะท้อนความสงบเยือกเย็นแบบคลาสสิก SSH177J กับหน้าปัดสีเทาที่แฝงเสน่ห์แบบมีระดับ และ SSH179J ที่ใช้การเคลือบ Black super hard coating ทั้งตัวเรือนและสาย เสริมลุคแบบสปอร์ตลักซ์ที่แข็งแกร่งและเท่จัดเต็ม

Seiko Diver’s 60th Anniversary
เซรามิกสีดำที่เงางามบนข้อกลางของสายนาฬิกา ยิ่งเพิ่มความหรูหราให้กับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันนี้

กลไก 5X83 ที่ใช้ในทั้งสี่รุ่นนี้ นอกจากจะรองรับการเชื่อมต่อ GPS แล้ว ยังสามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/20 วินาที พร้อมแสดงค่า Dual-Time ได้พร้อมกันสองเมืองบนหน้าปัด มีตัวนับเวลาแบบ 12 ชั่วโมงที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และยังสามารถแสดงค่า AM/PM ได้ด้วย ซึ่งทำให้เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องเดินทางระหว่างประเทศหรือทำงานข้ามไทม์โซนอย่างแท้จริง

Seiko Diver’s 60th Anniversary

Seiko Astron GPS Solar Dual-Time Chronograph รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2025 โดยรุ่น SSH175J และ SSH177J จะวางจำหน่ายในราคา 120,100 บาท

ส่วนรุ่น SSH179J และ SSH180J Limited Edition จะมีราคาจำหน่ายที่ 127,800 บาท ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับคุณภาพ เทคโนโลยี และงานดีไซน์ระดับไฮเอนด์ที่แบรนด์ใส่ใจในทุกรายละเอียด

Seiko Diver’s 60th Anniversary

    

กลไก 5X83

  • การปรับเวลาและเขตเวลาควบคุมด้วย GPS
  • Dual-Time พร้อมการแสดงผล AM/PM
  • Chronograph พร้อมตัวจับเวลา 1/20 วินาทีที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
  • ตัวนับ 12 ชั่วโมง (ชั่วโมงและนาที) ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาขณะใช้งาน chronograph
  • ปฏิทินถาวรที่ถูกต้องจนถึงปี 2100
  • ฟังก์ชันปรับเวลาออมแสงอัตโนมัติ
  • การปรับเขตเวลาแบบความเร็วสูง
  • ฟังก์ชันการถ่ายโอนเวลา
  • การแสดงผลผลลัพธ์การรับสัญญาณ
  • ฟังก์ชันเวลาโลก (38 เขตเวลา)
  • ฟังก์ชันประหยัดพลังงาน
  • ความแม่นยำ: +/-15 วินาทีต่อเดือน (เมื่อไม่ได้รับสัญญาณ GPS และอุณหภูมิระหว่าง 5°C ถึง 35°C)

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือนไทเทเนียมและสายนาฬิกาที่เคลือบ Super hard coating (SSH175J, SSH177J, SSH180J) และเคลือบBlack super hard coating (SSH179J)
  • สายนาฬิกาข้อกลางทำจากเซรามิก (SSH180J)
  • ขอบตัวเรือนไทเทเนียมพร้อมเคลือบกระจกคริสตัลแซฟไฟร์
  • กระจกหน้าปัด Dual-curved แซฟไฟร์ พร้อมเคลือบ Super clear coating
  • ประสิทธิภาพการกันน้ำ 10 บาร์
  • ความต้านทานสนามแม่เหล็ก: 4,800 A/m
  • เส้นผ่านศูนย์กลาง: 44.1mm, ความหนา: 14.4mm (SSH175J, SSH177J, SSH179J)
  • เส้นผ่านศูนย์กลาง: 44.3mm, ความหนา: 14.4mm (SSH180J)
  • ตัวล็อคสามพับที่ปรับง่าย พร้อมปุ่มกดเพื่อปลดล็อค

และติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ / ที่มา: Seiko

Vintage vs. Retro vs. Heritage แตกต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้ตรงสไตล์

0

ทำไมนาฬิกาบางเรือนดูเก่า…แต่กลับเท่? แล้วบางเรือนก็ใหม่…แต่ดูเก๋า?

เคยมั้ย? เวลานั่งดูนาฬิกาสวย ๆ แล้วรู้สึกงงกับคำศัพท์ที่โผล่มาในรีวิว ดีไซน์วินเทจ…สไตล์เรโทร และบางเรือนก็ดูมีกลิ่นอายเฮอริเทจ พอเปิด Google หาคำแปลก็ได้คำอธิบายที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งงงกว่าเดิม ว่าแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า…

แล้ว Vintage, Retro, Heritage มันต่างกันยังไงกันแน่… และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของบทความนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่แบรนด์นาฬิกาชั้นนำพากันขุดสมบัติเก่ากลับมาสร้างใหม่ในเวอร์ชันที่เท่กว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดก็เต็มไปด้วยเรือนเวลาที่ดูย้อนยุคบ้าง เก่าแท้บ้าง หรือแค่ได้กลิ่นอายอดีตแบบครึ่งๆ กลางๆ

พอเจอบ่อย ๆ เข้า มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า…ของเก่าจริง ๆ กับของใหม่ที่แต่งให้เก่า แบบไหนกันแน่ที่ตรงใจเรา…และเพราะอยากไขข้อข้องใจนี้ เราเลยขุดลึกลงไปในโลกของนาฬิกาจากมุมมองของนักออกแบบ นักประวัติศาสตร์ และนักสะสม ผ่านบทความจาก Revolution Watch เพื่อหาคำตอบว่าคำพวกนี้มีที่มาอย่างไร? ต่างกันตรงไหน? แล้วคุณเหมาะกับสไตล์ไหนที่สุด?

ถ้าคุณเคยตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกัน คุณมาถูกที่แล้ว เพราะบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักและเข้าใจแก่นของแต่ละสไตล์ พร้อมแนะแนวทางการเลือกให้เข้ากับตัวตนของคุณ

Vintage = ของจริงจากวันวาน ที่กาลเวลาก็ทำอะไรไม่ได้

มาเริ่มกันที่ Vintage watches ซึ่งก็คือ นาฬิกาของแท้จากยุคอดีต ไม่ใช่แค่ดีไซน์ย้อนยุค แต่เป็นชิ้นงานที่ผลิตขึ้นจริงในช่วงเวลาในอดีตนั้น ๆ โดยทั่วไปถือว่านาฬิกาที่มีอายุมากกว่า 20-30 ปีขึ้นไปจะถูกจัดอยู่ในหมวดวินเทจซึ่งมักจะสะท้อนยุคสมัยทั้งในด้านเทคโนโลยี วัสดุ และกลไก

นาฬิกาวินเทจไม่เคยพยายามเป็นอะไรเลย มันเป็นแค่นาฬิกา ที่บังเอิญรอดมาได้จนถึงวันนี้ พร้อมรอยถลอกบางจุด กระจกขุ่นนิดๆ หรือรอยด่างที่อาจทำให้บางคนเมินผ่าน แต่กับบางคน นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น 

มันเคยอยู่บนข้อมือของใครบางคนในยุคที่โลกยังไม่มีอินเทอร์เน็ต บางเรือนอาจเคยเดินทางข้ามประเทศผ่านสนามบินที่ไม่มี Wi-Fi ด้วยซ้ำ มันแบกเรื่องราวเอาไว้มากมาย ทั้งวันที่ดี วันที่โคตรเหนื่อย และวันที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเงียบ นี่กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าทางจิตใจให้กับนักสะสม

นาฬิกาวินเทจไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ความสมบูรณ์แบบเป็นของใหม่ ของสะอาด ของไม่มีเรื่องราว แต่นาฬิกาแบบนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งที่คนรุ่นใหม่เรียกว่าคาแรกเตอร์ บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากครอบครองแค่สิ่งของ… แต่อยากครอบครองความรู้สึกที่มันให้เราต่างหาก 

แต่ที่สำคัญอีกอย่างที่ต้องเข้าใจก็คือนาฬิกาวินเทจ กับนาฬิกาสไตล์วินเทจ นั้นต่างกัน และความต่างนั้น “สำคัญมาก” โดยเฉพาะในสายตานักสะสมและคนรักนาฬิกา

นาฬิกาวินเทจ (Vintage Watches)

คือของจริงจากอดีต เป็นนาฬิกาที่ผลิตขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต (โดยมากมักหมายถึงนาฬิกาที่มีอายุตั้งแต่ 20-30 ปีขึ้นไป) ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของยุคนั้นทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และกลไก เช่น

Omega Speedmaster Ultraman 1968 Ref. 145.012-67

หนึ่งในนาฬิกาวินเทจที่มีชื่อเสียงและหาภาพได้ง่ายคือ Omega Speedmaster Ultraman 1968 Ref. 145.012-67 นาฬิการุ่นนี้มีความโดดเด่นด้วยเข็มวินาทีสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้มันได้รับความสนใจจากนักสะสมทั่วโลก

Omega Speedmaster 145.012-67 “Ultraman” เรือนเวลาสุดเท่ที่ได้ชื่อจากซีรีส์ญี่ปุ่นระดับตำนาน The Return of Ultraman ในยุค 70s โดดเด่นด้วยเข็มวินาทีสีส้มเฉพาะตัวที่กลายเป็นซิกเนเจอร์

คุณสมบัติเด่น

  • กลไก: Caliber 321
  • ขนาดตัวเรือน: 42 มม.
  • วัสดุตัวเรือน: สเตนเลสสตีล
  • ปีที่ผลิต: 1968
  • การปรากฏตัวในสื่อ: ปรากฏในซีรีส์โทรทัศน์ญี่ปุ่นเรื่อง “Ultraman” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่น “Ultraman”
Breitling Navitimer Pilot’s Chronograph Ref. 806 (Circa 1950s)

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า Breitling Navitimer คือหนึ่งในนาฬิกาที่โดดเด่นและได้รับความนิยมอย่างมากในวงการ aviator watches หรือนาฬิกานักบิน เรือนนี้มาพร้อมกับ slide rule บนหน้าปัดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงต้นยุค 40s บนรุ่น Chronomat

และต่อมาในปี 1952 บน Navitimer ซึ่งเป็นนาฬิกาจริงจังที่มีประโยชน์ต่อการคำนวณการบิน เป็นเครื่องมือที่ช่วยนักบินในยุคแรกๆ สำหรับคำนวณการบินในเครื่องบินผ่านระบบ slide rule และยังคงมีการใช้ในบางวงการจนถึงปัจจุบัน

Breitling Navitimer Pilot’s Chronograph ref. 806, Circa 1950s นาฬิกาในตำนานจาก Breitling รุ่น Navitimer ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการคำนวณการบิน พร้อมฟังก์ชั่น slide rule ที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น

คุณสมบัติเด่น

  • กลไก: เครื่องจักรกลอันยอดเยี่ยมที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการการคำนวณในยามบิน
  • ขนาดตัวเรือน: 41 มม. ที่ทำให้มันทั้งดูดีและเหมาะสมกับทุกข้อมือ
  • วัสดุตัวเรือน: สเตนเลสสตีลที่ทั้งแข็งแรงและทนทาน พร้อมหน้าปัดที่สวยงามและใช้งานได้จริง
  • ความสำคัญ: เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ใช้ในห้องนักบินจริงๆ และยังคงเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมแม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 70 ปี

Breitling Navitimer คือสุดยอดนาฬิกาที่เป็นตำนานของนักบิน ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่เฉพาะตัว นอกเหนือจากความโดดเด่นในด้านการใช้งานแล้ว มันยังเป็น Vintage ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของการบิน และกลายเป็น iconic piece ในวงการนาฬิกาผู้ที่ชื่นชอบการสะสมของที่มีความหมาย

Tudor Prince Oysterdate, Circa 1960s

นี่คือแบรนด์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1926 โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex เพื่อให้ผู้คนสามารถครอบครองนาฬิกาที่มีคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึงมากขึ้น Tudor ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่สะท้อนถึงความทันสมัย แต่ยังคงสืบทอดความทนทานและความคลาสสิคจาก Rolex ด้วยการใช้ตัวเรือนที่เหมือนกัน วัสดุคุณภาพดี รวมถึงกลไกที่แม่นยำ

Tudor Prince Oysterdate, Circa 1960s เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียด รุ่นคลาสสิกจากยุค 60s ที่ยังคงกลิ่นอายของ Rolex ไว้อย่างแนบเนียน ทั้งตัวเรือน Oyster และสายเหล็กแท้ดั้งเดิมจากโรงงานเดียวกัน

คุณสมบัติเด่น

  • กลไก: ใช้กลไก ETA Calibre 2483 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูง พร้อมกับการลงลายเซ็น “TUDOR AUTO-PRINCE” บนโรเตอร์
  • ขนาดตัวเรือน: 34 มม. ที่ลงตัวกับข้อมือทุกขนาด พร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่ทนทานและกันน้ำ
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีดำด้านที่มีโลโก้ดอกกุหลาบและตัวเลขอารบิกที่ส่องสว่างในที่มืด เพิ่มความโดดเด่นด้วยเข็มชั่วโมงและนาทีที่ออกแบบมาอย่างมีเอกลักษณ์
  • วัสดุ: นาฬิกามาพร้อมกับสายนาฬิกา Oyster-type bracelet ที่ใช้วัสดุสเตนเลสสตีลและมีการล็อกแบบพับคล้องแบบคลาสสิก

ความเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่ทำให้ Tudor Prince Oysterdate เป็นนาฬิกาที่น่าสนใจคือการผสมผสานของความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งการใช้ในชีวิตประจำวันและการสะสมสำหรับนักสะสมที่มองหาความคลาสสิกจากยุคอดีต

Tudor Prince Oysterdate เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกา Vintage ที่มีประวัติศาสตร์และคุณภาพในเรือนเดียวกัน

Certina TPT 402, Circa 1960s-1970s

การเลือก Certina TPT 402 มาจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพการผลิตที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ Certina กลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในวงการนาฬิกาสปอร์ต

Certina TPT 402, Circa 1960s ความเรียบง่ายแบบสปอร์ตที่ซ่อนงานประกอบสุดประณีตไว้ภายใน หนึ่งในเรือนเวลาที่พิสูจน์คุณภาพจากประวัติศาสตร์กว่า 130 ปีของ Certina ได้อย่างไร้ที่ติ

Certina ก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยพี่น้อง Alfred และ Adolf Kurth ในเมือง Grenchen สวิตเซอร์แลนด์ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา Jura ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบในการเริ่มต้นธุรกิจผลิตนาฬิกาที่มีคุณภาพสูง โดยเริ่มจากการผลิตนาฬิกาในโรงงานขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในบ้านของครอบครัวในช่วงต้นๆ

คุณสมบัติเด่น 

  • ความแม่นยำสูง: Certina ได้รับการยอมรับในด้านความแม่นยำและความทนทาน ด้วยประวัติยาวนานกว่า 130 ปีในการผลิตนาฬิกา
  • วัสดุ: TPT 402 มีตัวเรือนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และไม่ผ่านการขัดเงา / วัสดุเรืองแสงที่ยังคงใช้งานได้ดี / และมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่ภายในหน้าปัดเท่านั้น
  • ดีไซน์: ดีไซน์ที่เรียบง่ายและคลาสสิค ทำให้ Certina TPT 402 เหมาะกับทั้งการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและการสะสม
  • ความทนทาน: ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแกร่งและความทนทาน Certina TPT 402 ยังคงรักษาคุณสมบัติของการใช้งานได้ดีแม้ผ่านเวลามาหลายสิบปี

ความเป็นเอกลักษณ์

Certina TPT 402 คือตัวแทนของการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและคุณสมบัติที่ไม่เป็นรองใคร ในฐานะหนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตที่ได้รับความนิยมในวงการการดำน้ำและการทดสอบสมรรถภาพในหลายโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการ Sealab II ของกองทัพเรือสหรัฐฯ

Certina ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นด้วยความทนทาน แต่ยังคงรักษาความเรียบง่ายและความสวยงามในแต่ละเรือนอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการที่ TPT 402 เป็นนาฬิกาวินเทจที่มีสภาพสมบูรณ์แบบและดูหรูหราในเวลาเดียวกัน มันจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาคุณภาพที่สามารถใช้งานได้จริงและยังมีค่าในเชิงการสะสม

เรือนเวลาเหล่านี่คือตัวอย่าง “Vintage แท้” ที่ผ่านกาลเวลา มีร่องรอย มีประวัติ และมักมีคุณค่าทั้งทางวัตถุและจิตใจ

นาฬิกาสไตล์วินเทจ (Vintage-Style Watches)

นี่คือของใหม่ที่ออกแบบให้ดูเหมือนของเก่า เป็นนาฬิกาที่แบรนด์ผลิตขึ้นมาใหม่ แต่ตั้งใจให้มีหน้าตาหรือบรรยากาศคล้ายของยุคก่อน เช่น ใช้ฟอนต์วินเทจ หน้าปัดสีครีม เข็มทรงคลาสสิก หรือสายหนังเก่า เพื่อให้ได้อารมณ์วินเทจ

ตัวอย่างเช่น
Baume & Mercier Capeland 10094, Automatic Chronograph – 44mm

เรือนนี้คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการออกแบบที่หรูหราและความแม่นยำทางเทคนิคที่ล้ำลึก รุ่นนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการนาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาวินเทจ มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบครัน ทั้ง flyback chronograph, tachymeter, telemeter และฟังก์ชันการแสดงวันที่ ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับทั้งการใช้งานประจำวันและการสะสมสำหรับผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาเก่า

คุณสมบัติเด่น

  • การเคลื่อนไหว: ขับเคลื่อนด้วยกลไกการหมุนอัตโนมัติ Lajoux-Perret ที่มีความแม่นยำสูง เป็นที่ยอมรับในวงการนาฬิกาทั่วโลก
  • การออกแบบ: หน้าปัดสีเทา slate-grey ที่ดูคลาสสิกและมีความลึกซึ้งให้ความรู้สึกวินเทจ โดยมาพร้อมกับการตกแต่งที่ละเอียดอ่อน
  • ฟังก์ชันครบครัน: Flyback chronograph ที่ช่วยให้การจับเวลาทำได้สะดวก รวดเร็ว Tachymeter สำหรับการคำนวณความเร็ว Telemeter สำหรับการวัดระยะทาง และฟังก์ชันวันที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
  • พลังงาน: สำรองพลังงานได้ถึง 42 ชั่วโมง ซึ่งสามารถเห็นกลไกภายในผ่านฝาหลังซาฟายร์ที่โปร่งใส
  • ความทนทาน: มีความทนทานต่อน้ำที่ 5ATM เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ดีไซน์และสไตล์

Capeland 10094 เป็นนาฬิกาที่ผสมผสานความหรูหราและการใช้งานได้จริงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่โดดเด่นทำให้มันสามารถจับคู่กับทั้งชุดทางการและชุดลำลองได้อย่างลงตัว การตกแต่งในรายละเอียด เช่น วงแหวน tachymeter รอบหน้าปัดและหน้าปัดที่มีความลึก ทำให้ Capeland เป็นนาฬิกาที่เหมาะสมสำหรับนักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกาวินเทจ

ความพิเศษ

ด้วยกลไกที่มีความซับซ้อนและฟังก์ชันครบครัน Baume & Mercier Capeland 10094 จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาอัตโนมัติที่มีฟังก์ชันและความงดงามแบบคลาสสิกในเรือนเดียวกัน

Breitling B01 Top Time Racing และ Top Time Martini Racing® Chronographs

เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานกับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นใหม่ล่าสุด ที่กลับมาสร้างตำนานด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์จากยุค 1960s พร้อมฟังก์ชันการจับเวลาในแบบฉบับที่ทำให้ Top Time กลายเป็นนาฬิกาในตำนานที่นักสะสมต้องการ

Top Time Racing Limited Edition

ย้อนกลับไปในยุค 1960s, Willy Breitling ได้นำเสนอนาฬิกา Top Time สำหรับผู้ที่มีชีวิตในโลกของความเร็วโดยเฉพาะ และในวันนี้ Breitling ได้นำดีไซน์คลาสสิกมาใช้ในรุ่น B01 Top Time Racing ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดเทคโนโลยีของนาฬิกาสมัยใหม่ แต่ยังคงคอนเซ็ปต์การออกแบบในยุคก่อน

มีทั้งหมด 2 สี:

  • หน้าปัดดำ-ขาว คู่กับสายหนังสีเบจ
  • หน้าปัดเขียว-ขาว คู่กับสายหนังเจาะรูสีเขียวที่มีดีไซน์คล้ายถุงมือขับรถสไตล์คลาสสิก
  • นาฬิกาทุกเรือนจะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 750 เรือนเท่านั้น โดยแต่ละเรือนจะมีการสลัก “One of 750” ที่ฝาหลัง

ข้อมูลเทคนิค

  • การเคลื่อนไหว: กลไกอัตโนมัติ Breitling Caliber 01 (COSC-certified) พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง  นาที วินาทีขนาดเล็ก และการจับเวลา (Chronograph)
  • ขนาดตัวเรือน: 38mm × 13.3mm สแตนเลสสตีล กันน้ำ 100m
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีเบจหรือเขียวที่มีลายเจาะรู มีตัวล็อคพับ
  • จำนวนจำกัด: 750 เรือน
Top Time Martini Racing Limited Edition

สำหรับรุ่นถั B01 Top Time Martini Racing เป็นการร่วมมือครั้งแรกของ Breitling กับทีม Martini Racing ที่มีชื่อเสียง โดยได้แรงบันดาลใจจากลวดลายสัญลักษณ์ของทีมซึ่งประกอบด้วยแถบสีฟ้าและแดงที่สะดุดตา โดยการออกแบบดัชนีบนหน้าปัดที่มีรูปแบบ “squircle” (ไม่กลมไม่สี่เหลี่ยม) ซึ่งเป็นสไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 1960s

หน้าปัดสีขาวและแถบสีฟ้า แดง และน้ำเงินที่สะท้อนถึงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของทีม Martini Racing พร้อมกับตัวเรือนทรงหมอนขนาด 38mm ที่ทำจากสแตนเลสสตีล โดยมาพร้อมกับสายหนังสีน้ำเงินที่มีลายเจาะรู

ข้อมูลเทคนิค

  • การเคลื่อนไหว: กลไกอัตโนมัติ Breitling Caliber 01 (COSC-certified) พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก และการจับเวลา (Chronograph)
  • ขนาดตัวเรือน: 38mm × 13.3mm สแตนเลสสตีล กันน้ำ 100m
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำเงินที่มีลายเจาะรู มีตัวล็อคพับ
  • จำนวนจำกัด: 750 เรือน

ดีไซน์และฟังก์ชัน

เรียกได้ว่านาฬิกาทั้งสองรุ่น Top Time Racing และ Top Time Martini Racing สะท้อนถึงความเร็วและความตื่นเต้นจากสนามแข่งในยุค 1960s พร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำและมีฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์นักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกาที่มีสไตล์และฟังก์ชันการใช้งานสูง

บางเรือนอาจใช้กลไกทันสมัย วัสดุใหม่หมด แต่หน้าตาและจริตเหมือนของจากวันวาน

มาต่อกันในพาร์ของ Retro watches: กลิ่นอายจากอดีต สู่ดีไซน์ยุคใหม่

ในโลกของนาฬิกาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความนิยมใน Retro watches หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “นาฬิกายุคย้อนยุค” ได้กลายเป็นแนวทางที่ทั้งสนุกและน่าตื่นเต้น นาฬิกา Retro ไม่ได้หมายความถึงนาฬิกาเก่าที่ถูกเก็บรักษาไว้จากยุคที่ผ่านมา แต่เป็นการออกแบบนาฬิกาใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ในอดีต ซึ่งมักจะเลือกใช้สไตล์ที่โดดเด่นในช่วงปี 1960s – 1980s โดยไม่จำเป็นต้องมีรูปลักษณ์เหมือนเดิมทุกประการ

การตีความ Retro ในแบบใหม่

เมื่อเราพูดถึง Retro เรามักนึกถึงองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนั้น เช่น การใช้สีสันสดใส ดีไซน์เรขาคณิตที่เฉียบคม หรือการสร้างลุคที่ดูแปลกตาและล้ำสมัยในสมัยนั้น เช่นเดียวกับแนวคิด “space-age design” ซึ่งในยุคก่อนถูกจินตนาการให้ดูเป็นอนาคต แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้กลายเป็นต้นแบบที่ทรงอิทธิพลในปัจจุบัน

ในบทความของ Revolution ซึ่งได้กล่าวถึงการกลับมาของดีไซน์ Neo-retro หรือ “nodding to the past” ที่ได้รับการตีความใหม่ เช่น การนำดีไซน์ที่เคยถูกมองว่าเป็น “futuristic” กลับมาผสมผสานในยุคปัจจุบัน นี่คือการยกระดับจากการหวนกลับไปสู่อดีต ให้กลายเป็นการพัฒนาใหม่ที่ทันสมัยขึ้น พร้อมกับการคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์

นาฬิกา Retro ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์

ด้วยการพัฒนาจากดีไซน์ในยุค 1960s – 1980s นาฬิกา Retro จึงสื่อถึงความหอมหวานหรือความทรงจำของอดีต ทั้งยังสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ในการนำเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ มาผสมผสานลงไปในกลไกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามกาลเวลา

ตัวอย่างเช่น การออกแบบของแบรนด์ Breitling ซึ่งได้สร้างคอลเลกชั่น Top Time ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ในยุค 1960s – 1980s แต่ได้เติมเต็มด้วยคุณสมบัติและเทคโนโลยีของยุคใหม่

โดยเฉพาะในรุ่น Top Time Racing ที่มีดีไซน์สปอร์ตสุดเท่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่พร้อมให้ประสิทธิภาพสูงสุด การนำดีไซน์ในอดีตมาผสมผสานกับความทันสมัยเช่นนี้ ถือเป็นตัวอย่างของ Retro watches ที่ไม่ได้แค่ย้อนกลับไปสู่ความคลาสสิก แต่ยังคงความสมบูรณ์แบบของการใช้งานในปัจจุบัน

ใครเหมาะกับสไตล์ Retro watches?

Retro watches นั้นเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความสนุก สดใส และความเป็นแฟชั่นย้อนยุคในมุมมองที่ไม่จำเป็นต้องจริงจังหรือสมจริงแบบ Vintage แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ของการนำอดีตมาผสมผสานในรูปแบบที่ทันสมัย การเลือกนาฬิกา Retro จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงบุคลิกของตัวเอง โดยไม่ต้องยึดติดกับข้อจำกัดแบบวินเทจ

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นที่มีความเป็น “old-school” ในรูปแบบที่ทันสมัยและไม่จำกัดตัวเองในกรอบความคลาสสิก

ยกตัวอย่างเช่น

Rado True Square Skeleton เรโทรยุค 70s ในร่างโมเดิร์น ตัวเรือนทรงเหลี่ยม + หน้าปัด Skeleton สุดล้ำ เผยหัวใจเวลาแบบชัดเจนในเซรามิกน้ำหนักเบา

Rado Anatom สัมผัสเรโทรยุค 80s-90s ที่หวนกลับมาด้วยเทคโนโลยีเซรามิกสุดล้ำ

การกลับมาอีกครั้งในฐานะตัวแทนแห่งความคลาสสิกยุค 80s และ 90s ที่ผสานความเรโทรเข้ากับความล้ำยุคแบบเนียนๆ โดยยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์เหลี่ยมโค้งมนที่โดดเด่นเฉพาะตัว

สไตล์ Retro แบบ Rado คืออะไร?

โลโก้และตัวอักษรทรงวินเทจ Font ที่ใช้ และตำแหน่งโลโก้ให้ความรู้สึกย้อนกลับไปในยุคที่นาฬิกายังเป็นเครื่องประดับสำหรับคนรักแฟชั่นแนว “Modern-Classic”

ทรงเหลี่ยมมนแบบ Anatomical Case จุดเด่นของรุ่นนี้คือทรง “Anatom” ที่ออกแบบให้โค้งรับกับข้อมือซึ่งเคยเป็นดีไซน์ล้ำยุคในยุค 80s และ 90s แต่ปัจจุบันกลับมาเป็นเทรนด์อีกครั้งในโลกของนาฬิกาวินเทจ

การผสมผสานสีแบบคลาสสิก สีดำตัดทอง หรือเทาเข้มตัดโรสโกลด์ เป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงในยุคก่อน และ Rado นำมาใช้ใหม่อีกครั้งใน Anatom รุ่นนี้ เพื่อสื่อถึงกลิ่นอายความหรูหราแบบยุคทองของดีไซน์สวิส

หน้าปัดและสายที่เรียบ เท่ และดูขรึมไม่มีลวดลายเยอะ ไม่เล่นลูกเล่นสีฉูดฉาด แต่มาแบบเท่ เนี้ยบ เรียบหรู และเต็มไปด้วยเสน่ห์คลาสสิก

สรุปง่าย ๆ  Rado Anatom คือการนำดีไซน์จากยุค 80s-90s กลับมาทำใหม่ ด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้ความวินเทจนั้น ดูทันสมัยขึ้นในแบบที่ยังคงความเท่แบบต้นฉบับไว้ได้อย่างครบถ้วน

เล่ามาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า อ้าว…แล้ว Retro กับ Vintage-Style ต่างกันยังไงล่ะ? Retro กับ Vintage-Style Watches แม้ว่าทั้งสองคำจะมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับการย้อนไปสู่ยุคอดีต แต่ก็มีความแตกต่างกันในแง่ของการออกแบบและแนวคิดพื้นฐาน ดังนี้

Retro คือนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ในอดีต แต่ไม่ได้หมายถึงนาฬิกาจริงๆ จากช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งนาฬิกา Retro จะมีความใหม่และทันสมัยในแง่ของวัสดุและเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่จะมีการดึงเอาองค์ประกอบจากยุค 1960s–1980s มาใช้ เช่น สีสันสดใส ดีไซน์เรขาคณิต หรือการออกแบบที่ล้ำสมัยในยุคอดีต (เช่น การออกแบบที่เคยถูกมองว่าเป็น futuristic ในยุคนั้น)

ในบางครั้ง, Retro watches อาจจะมีฟังก์ชั่นใหม่ๆ หรือการพัฒนาในกลไกที่ทันสมัย แต่ว่าดีไซน์ยังคงสะท้อนถึงลักษณะของยุคเก่า เช่น นาฬิกา Breitling Top Time ที่ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ให้ทันสมัย แต่ยังคงรักษาความเป็น Retro โดยนำเอาแรงบันดาลใจจากยุค 1960s มาผสมผสาน

Vintage-Style หมายถึงนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับนาฬิกาในยุคก่อนๆ แต่ไม่ได้หมายถึงการใช้วัสดุหรือกลไกเก่าจริงๆ แต่อย่างใด โดยส่วนมากจะใช้ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 1920s–1960s และเน้นที่ลุคคลาสสิกของนาฬิกาในช่วงนั้น เช่น การใช้หน้าปัดที่เรียบง่าย ตัวเรือนที่มีขนาดเล็ก และการออกแบบที่ไม่มีความซับซ้อน

แม้ว่าทั้งสองคำจะมีความใกล้เคียงกันในการเน้นการย้อนกลับไปสู่ดีไซน์ในอดีต แต่ Retro จะให้ความรู้สึกของการรีเฟรชดีไซน์เดิมๆ ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ๆ ส่วน Vintage-Style จะคงความเป็น “คลาสสิก” อย่างเต็มตัว โดยไม่เน้นการอัพเดตมากนัก

จริงๆ แล้วในบางกรณีการใช้คำทั้งสองอาจจะแลกเปลี่ยนกันได้ โดยเฉพาะในโลกของนาฬิกาที่ผู้ผลิตอาจใช้ทั้งสองคำเพื่อบ่งบอกถึงดีไซน์ที่มีลักษณะย้อนยุค แต่ถ้าเจาะลึกลงไปก็จะมีจุดต่างกันอยู่ในวิธีการที่นำเสนอและปรับใช้ดีไซน์จากอดีต

สรุปง่ายๆ คือ Retro จะมีการตีความดีไซน์จากอดีตให้ทันสมัยขึ้นในบางจุด ส่วน Vintage-style จะพยายามคงความเป็นแบบดั้งเดิมจากอดีตไว้มากกว่านั่นเอง

และสำหรับ เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

พาร์ของ Heritage ความเคารพต่ออดีตในเวอร์ชันปัจจุบัน

ในโลกของการออกแบบนาฬิกา คำว่า “Heritage” ไม่เพียงแค่การย้อนรำลึกถึงอดีต มันคือการนำอดีตกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบที่ยังคงความดั้งเดิมไว้แทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ปรับให้พร้อมสำหรับโลกปัจจุบัน

Heritage watches คือการรื้อฟื้นดีไซน์ต้นแบบในตำนานของแบรนด์ที่เคยสร้างชื่อไว้ในอดีต แล้วนำกลับมาผลิตใหม่ในยุคนี้ โดยมักจะถอดแบบมาจากรุ่นออริจินัลทั้งในแง่ของสัดส่วน รายละเอียดงานออกแบบ และกลไกดั้งเดิมที่เคยเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น เพียงแต่เพิ่มเติมด้วยวัสดุสมัยใหม่และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานโดยไม่ทำลายจิตวิญญาณของรุ่นต้นฉบับ

นี่ไม่ใช่แค่การ “รีเมก” ดีไซน์เก่าๆ หลายๆ คนนิยามคำนี้ว่านี่คือ การสืบทอดอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างยุคทองของแบรนด์กับผู้สวมใส่ในยุคปัจจุบัน ผ่านรูปลักษณ์ที่อาจเหมือนย้อนเวลา แต่กลับเต็มไปด้วยความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพในแบบที่คนยุคนี้ต้องการ

จากบทความใน Revolution หลายๆบทความก็ยกตัวอย่างการกลับมาของรุ่นในตำนานจากแบรนด์ใหญ่อย่าง Omega, Longines หรือ Zenith ที่ไม่ได้แค่หยิบดีไซน์เก่ามาผลิตใหม่ แต่สร้างขึ้นด้วยความเคารพต่อต้นฉบับ ทุกจุด ทุกเส้นสาย ทุกฟังก์ชันล้วนมีที่มา และเต็มไปด้วยเรื่องราว

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายของความคลาสสิก แต่ไม่ต้องการประนีประนอมเรื่องคุณภาพหรือความเที่ยงตรงทางกลไก เหมาะทั้งสำหรับการสะสม หรือสวมใส่จริงในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาแบบวินเทจแท้

ยกตัวอย่างเช่น

รุ่น Audemars Piguet Tourbillon Calibre 2870 ปี 1986

เรือนนี้ถือว่าอยู่ในหมวดหมู่ Heritage watch ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นส่วนหนึ่งของ Audemars Piguet Heritage Collection ซึ่งยืนยันว่าแบรนด์จัดให้อยู่ในกลุ่มนาฬิกาที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของแบรนด์โดยตรง

ถึงแม้รุ่น Cal. 2870 เองจะไม่ใช่ reissue หรือ re-edition (ยังไม่เคยถูกผลิตซ้ำแบบตรงตัว) แต่สถานะของมันในปัจจุบันก็คือ “Heritage Piece” มรดกทางนวัตกรรมและการออกแบบที่แบรนด์เลือกเก็บรักษาและเล่าเรื่องต่อผ่านพิพิธภัณฑ์และงานนิทรรศการต่าง ๆ
เหตุผลที่เรือนนี้คือนาฬิกาแนว Heritage
  • มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สูง รุ่นนี้คือ tourbillon อัตโนมัติเรือนแรกของโลก ที่ยังครองสถิติ cage เล็กที่สุดและเครื่องบางที่สุด มาจนถึงปัจจุบัน จุดนี้ทำให้มันเป็นหนึ่งในหมุดหมายของวิวัฒนาการนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie)
  • เป็นผลงานออกแบบโดย Jacqueline Dimier ดีไซเนอร์หญิงคนสำคัญแห่งยุค ที่ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบยุค 80s ได้ชัดเจน ทั้งยังสร้างรากฐานให้กับการออกแบบนาฬิกาสมัยใหม่ของแบรนด์
  • ถูกนำมาเก็บรักษาใน Heritage Collection ของแบรนด์ เมื่อแบรนด์เองจัดวางรุ่นนี้ไว้ในกลุ่ม “Heritage Collection” อย่างเป็นทางการ ก็แปลว่ามันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ Audemars Piguet ภูมิใจนำเสนอ
  • เป็น “จุดเปลี่ยน” ทางวัฒนธรรมในอุตสาหกรรมนาฬิกา รุ่นนี้ไม่ได้แค่สำคัญในเชิงเทคนิค แต่ยังเป็น “ตัวจุดประกาย” กระแสการกลับมาของ tourbillon หลังยุค Quartz Crisis ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางของวงการนาฬิกากลไกในยุคหลัง

อีกหนึ่งตัวอย่างคือรุ่น Alpina Heritage Tropic-Proof Handwinding

ถือเป็น Heritage Watch อย่างชัดเจนในทุกแง่มุม โดยเฉพาะในความหมายของ “การนำดีไซน์จากอดีตที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์กลับมาสร้างใหม่ด้วยเทคโนโลยีและวัสดุสมัยใหม่”

ทำไมถึงเรียกว่า Heritage

มีชื่อรุ่นว่า “Heritage” อย่างเป็นทางการ แสดงว่าแบรนด์ Alpina จงใจวางตำแหน่งให้รุ่นนี้อยู่ในกลุ่มนาฬิกา Heritage ซึ่งสื่อถึงการเคารพต่ออดีตและการฟื้นคืนมรดกทางดีไซน์

เป็นการนำกลับมา โดยตรงจากรุ่นต้นฉบับในปี 1965 ตัวนาฬิกาต้นฉบับชื่อเดียวกันคือ Tropic-Proof ซึ่งเคยเป็นนาฬิกา field watch สำหรับยุคแห่งการเดินทางและผจญภัยในช่วงกลางศตวรรษที่ 20

คงดีไซน์ดั้งเดิมไว้อย่างซื่อสัตย์ เช่น ขนาดเรือน 34mm การจัดวางหลักชั่วโมงคู่ ฟอนต์วินเทจ สายสีน้ำตาลอัลคันทาร่า เป็นการสืบทอดรูปลักษณ์จากอดีต แบบ reissue เต็มตัว

ใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่ทันสมัย เช่น กระจก sapphire แบบ Glassbox กลไก AL-480 รุ่นใหม่ กันน้ำในระดับเหมาะสม และการผลิตด้วยมาตรฐานปัจจุบัน

ถ้าสรุปสั้น ๆ เรือนนี้คือตัวอย่างของ Heritage Watch แบบ textbook เพราะมันคือการนำรุ่น Tropic-Proof ปี 1965 กลับมาผลิตใหม่อย่างซื่อสัตย์ พร้อมอัปเกรดกลไกและวัสดุให้เข้ากับยุคสมัย

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Alpina / Audemars Piguet / Rado / Omega / Breitling / Tudor

Franck Muller เผยโฉม ‘Round Triple Mystery’ เรือนเวลาลึกลับแห่งปี จากงาน WPHH 2025

การเคลื่อนไหวอันงดงามที่มาพร้อมกับศิลปะของการประดิษฐ์กลไกอันซับซ้อนใน ‘Round Triple Mystery’ จากแฟรงค์ มุลเลอร์

ที่เจนีวา เมืองหลวงแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา แฟรงค์ มุลเลอร์ ได้รังสรรค์เรือนเวลา Round Triple Mystery ที่ไม่เพียงท้าทายขนบการบอกเวลาแบบเดิม หากยังตีความ ‘วินาที’ ให้กลายเป็นผลงานศิลป์อันซับซ้อนและน่าหลงใหล ยกระดับกลไกแห่งกาลเวลาให้ล่องลอยไปพร้อมเพชรที่หมุนตัวอยู่เหนือจานสเกเลตันสุดบางเฉียบ

นี่ไม่ใช่นาฬิกา… แต่มันคือบทกวีแห่งกลไกและความลึกลับของกาลเวลา เตรียมสัมผัสความงดงามของการเคลื่อนไหวอันเปี่ยมจังหวะ ที่จะพาคุณดำดิ่งสู่เบื้องหลังการประดิษฐ์สุดล้ำ ที่สะกดทุกสายตาและหัวใจ

Franck Muller Round Triple Mystery 2025

เจนีวา เมืองแห่งความคลาสสิกและนวัตกรรม
ที่นี่เองคือบ้านของ Franck Muller แบรนด์นาฬิกาที่ไม่ได้แค่ทำตามสูตรเดิมๆ แต่กล้าท้าทายทุกกรอบของการประดิษฐ์เรือนเวลา

ล่าสุดกับ Round Triple Mystery เรือนเวลาที่เป็นเหมือนบทพิสูจน์ว่าศิลปะกับกลไกสามารถเดินไปด้วยกันได้แบบไร้ขีดจำกัด นี่คือวิวัฒนาการล่าสุดของไอเดียสุดโต่งที่ Franck Muller เชื่อมั่นมาตลอด “ทำสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน”

ทุกอย่างเริ่มจาก “ความลึกลับ” ที่สิ่งที่มองไม่เห็น คือสิ่งที่ “ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ”

ในการเดินทางครั้งหนึ่งที่ห่างไกลจากห้องเวิร์กช็อปในเจนีวา แฟรงค์ มุลเลอร์ ได้พบกับวิธีมองเวลาในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันไม่ใช่เวลาแบบที่ต้องรีบเร่ง ไม่ใช่ตัวเลขบนหน้าปัดที่ไล่หลังเราอยู่ทุกนาที แต่เป็น “เวลา” ที่ดำเนินไปตามจังหวะของชีวิตจริง ช้าบ้าง เร็วบ้าง และบางครั้งก็เหมือนไม่เคลื่อนไหวเลย

ประสบการณ์นั้นเหมือนกระซิบอะไรบางอย่างกับเขา ว่าเวลาไม่จำเป็นต้องถูกแปลด้วยเข็ม และจากความรู้สึกนั้นเอง ก่อเกิดเป็น Mystery เรือนเวลาที่กล้าท้าทายทุกแบบแผนของการบอกเวลา ไม่มีเข็ม ไม่มีแกน ไม่มีอะไรที่เป็นเส้นตรง มีเพียงจานหมุนที่ค่อยๆ เปิดเผยความลับของชั่วโมงในแบบที่อิสระที่สุด

นี่คือการประดิษฐ์ เปรียบดังบทกวีที่เขาเขียนขึ้นจากความหลงใหลในสิ่งที่เข้าใจไม่ได้

Franck Muller Round Triple Mystery 2025

การเคลื่อนไหวที่งดงาม และการออกแบบที่ละเอียดและประณีต

สองปีผ่านไปหลังจากที่แฟรงค์ มุลเลอร์ได้เปิดตัวเรือนเวลา “มิสทรี” และ “ดับเบิล มิสทรี” ซึ่งใช้จานหมุนเพียงแผ่นเดียวและสองแผ่นเพื่อแสดงเวลาอย่างลึกลับและงดงาม ในปี 2025 แบรนด์ได้ยกระดับแนวคิดนี้ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Round Triple Mystery ซึ่งเพิ่มจานหมุนแผ่นที่สามสำหรับแสดงวินาที 

เรือนเวลานี้มีหน้าปัดที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยปราศจากการแสดงค่าด้วยเข็มแบบเดิม ๆ แต่เมื่อมองดูใกล้ ๆ ก็จะเห็นการแสดงเวลาอย่างงดงามดุจการเคลื่อนไหวร่างกายของการเต้นบัลเลต์ ด้วยความซับซ้อนจากการหมุนของจาน 3 แผ่น ซึ่งแต่ละแผ่นจะทำการแสดงเวลาเป็นชั่วโมง นาที และวินาที อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การเพิ่มจานหมุนแผ่นที่สามสำหรับแสดงวินาทีไม่เพียงแต่เพิ่มความซับซ้อนทางกลไกเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาไปอีกขั้นหนึ่ง การออกแบบที่ใช้จานหมุนทั้งสามแผ่นที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระและประสานกันอย่างลงตัว ทำให้เรือนเวลานี้เป็นผลงานที่ผสมผสานระหว่างความงามและความซับซ้อนทางเทคนิคอย่างลงตัว

ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นและกลไกที่ซับซ้อน จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและความงามในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกา

การยกระดับประสบการณ์การดูเวลา

เรือนเวลา Round Triple Mystery มาในรูปทรงที่เรียบหรูแต่แฝงไปด้วยความซับซ้อน โดยมีขนาดตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง 39 มิลลิเมตร ถูกสร้างขึ้นจากวัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด ได้แก่ โรสโกลด์ และ ไวท์โกลด์ ซึ่งผสมผสานความโดดเด่นของการประดิษฐ์ประติมากรรมอันงดงามกับความประณีตในการสร้างกลไกที่ซับซ้อนอย่างลงตัว

นอกจากการออกแบบที่พิถีพิถันแล้ว การประดับเพชรน้ำงามจำนวนมากก็ช่วยเสริมความโดดเด่นอย่างไม่มีที่ติ โดยเพชรแต่ละเม็ดถูกวางเรียงตัวกันเป็นเกลียว ซึ่งดึงดูดสายตาให้มองไปยัง สัญลักษณ์บอกเวลารูปสามเหลี่ยม ที่หมุนตามจังหวะการหมุนของจาน เพชรแต่ละเม็ดเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางของตัวเองเสมือนการเต้นรำบนฟากฟ้า บอกเล่าความงามแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนไปอย่างไม่รู้จบ

นอกจากนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความหรูหรามากยิ่งขึ้น ยังสามารถเลือกเวอร์ชั่นที่ประดับด้วยเพชรเม็ดเหลี่ยม บาแกตต์-คัต บนวงขอบตัวเรือน ซึ่งให้ความแวววาวที่โดดเด่นและสะดุดตายิ่งขึ้น ทำให้เรือนเวลานี้ มีความสง่างามที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ในด้านของเทคนิคการออกแบบ การสร้างเรือนเวลาชิ้นนี้ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง เพราะมีการออกแบบจานหมุนสามแผ่นที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระโดยไม่สูญเสียความแม่นยำในการบอกเวลา

แม้การเพิ่มจานหมุนที่แสดงวินาทีเข้าไปจะทำให้การเคลื่อนไหวดูซับซ้อนขึ้น แต่กลับไม่มีการสูญเสียความสมดุลในการทำงานเลยแม้แต่น้อย การพัฒนาจานหมุนที่มีความเบาแต่สามารถหมุนได้อย่างราบรื่นก็เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการออกแบบ เพราะต้องใช้พลังงานน้อยที่สุดเพื่อให้การหมุนทุกจานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นาฬิกาเรือนนี้นับเป็นผลงานที่ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงดงามของศิลปะการสร้างนาฬิกา แต่ยังคงบรรลุถึงความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา

Franck Muller Round Triple Mystery 2025

ความท้าทายทางเทคนิค

การเพิ่มจานหมุนแผ่นที่สามสำหรับแสดงวินาทีใน เรือนเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์ที่ซับซ้อน แต่ยังเป็นการท้าทายขีดจำกัดทางเทคนิคอย่างแท้จริง เนื่องจากการเพิ่มความซับซ้อนในการเคลื่อนไหวของกลไกนั้นมีผลกระทบโดยตรงกับการใช้พลังงานในการทำงานของนาฬิกา

ซึ่งยิ่งเพิ่มความต้องการพลังงานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จานหมุนวินาทีแผ่นกลางจึงถูกออกแบบให้เป็น โครงสเกเลตันที่มีทั้งความสวยงามและน้ำหนักเบา โดยเป็นการผสมผสานทั้งการประดิษฐ์ที่งดงามและการคำนึงถึงประสิทธิภาพของกลไกอย่างลงตัว

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาจานหมุนวินาทีคือการหาวิธีทำให้มัน เบาและแข็งแรง ในขณะเดียวกัน ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงสุด การสร้าง โครงจานสเกเลตัน ที่มีน้ำหนักเพียง 0.047 กรัม

และขนาดของโครงจานที่บางเฉียบเพียง 0.3 มิลลิเมตร ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง โดยชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เช่น ลูกศรแสดงค่าและเพชรที่ประดับไว้ยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกลไก

เพื่อให้ได้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง นักประดิษฐ์ของ แฟรงค์ มุลเลอร์ จึงเลือกใช้ อะลูมิเนียม ในการผลิตจานหมุนวินาที เนื่องจากมันมีคุณสมบัติที่ลงตัวระหว่างความเบาและความทนทาน เหมาะสำหรับการสร้างชิ้นงานฉลุสเกเลตันที่ต้องการความแข็งแรงสูงในขนาดที่บางเฉียบ การกลึงชิ้นส่วนด้วยความแม่นยำในระดับสูงสุดนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากความละเอียดของการออกแบบที่ไม่อาจผิดพลาดได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

การประดิษฐ์ที่ไม่เหมือนใคร

การผลิตชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กและเบาเช่นนี้ถือเป็นงานที่ท้าทาย และเป็นการยกระดับความซับซ้อนในการสร้างสรรค์นาฬิกาอีกขั้นหนึ่ง แต่การทำงานที่สมบูรณ์แบบนี้ก็ทำให้เราได้เห็นจานหมุนวินาที ที่เคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่นและสมบูรณ์แบบ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของการจับเวลาที่ไม่เหมือนใคร

ในที่สุด แผ่นจานชิ้นกลางที่มีเพชรเม็ดเดียวติดตั้งอยู่กลางงานศิลป์นี้ ก็ได้เปิดเผยความงามที่ซับซ้อนและเหนือความคาดหมาย ด้วยลวดลายเชิงเรขาคณิตที่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง ลวดลายที่มีความคล้ายคลึงกับสไปโรกราฟ (Spirograph) อันละเอียดอ่อนนี้

ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงามในแต่ละการหมุนของจาน แต่ยังทำให้การเคลื่อนไหวดูเหมือนเป็นการเต้นรำที่สอดประสานกันระหว่าง จานชั่วโมง จานนาที และจานวินาที เสมือนการสร้างมิติใหม่ของการแสดงเวลาในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

การออกแบบนี้สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวอย่างไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งเต็มไปด้วยจังหวะและความประณีตจากการหมุนของทั้งสามจาน จานแต่ละแผ่นมีบทบาทสำคัญในการบอกเวลา แต่การหมุนร่วมกันของจานทั้งสามยังสะท้อนถึงลักษณะพิเศษของ นาฬิกาเรือนนี้นับเป็นหนึ่งในเรือนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะสะท้อนการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเวลาเอง

ทุกส่วนของดีไซน์ใน ทริเปิล มิสทรี ถูกสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มความงดงามให้กับเพชรที่ประดับบนตัวเรือน โดยเฉพาะเพชรเม็ดเล็กๆ ที่ประดับตามขอบของตัวเรือน ซึ่งทำให้แสงสะท้อนออกมาอย่างงดงามและเคลื่อนที่ตามจังหวะการหมุนของจานแต่ละแผ่น ช่วยเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สะดุดตาในทุกๆ การเคลื่อนไหวของจาน

การใช้รูปทรงเรขาคณิตในงานออกแบบยังคงทำหน้าที่เสริมความสมบูรณ์ของ การแสดงเวลา และเน้นย้ำถึงความประณีตในงานฝีมือของ แฟรงค์ มุลเลอร์ ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของจานหมุนไม่เพียงแต่เป็นการบอกเวลา แต่ยังเป็นการแสดงออกของ ความงามและศิลปะที่เคลื่อนไหวอย่างไร้ขอบเขต ลวดลายที่ซับซ้อนเหล่านี้ชวนให้มองเห็นความน่าหลงใหลในทุกๆ การหมุนวน สร้างประสบการณ์การรับชมที่ไม่เหมือนใคร

โดยเฉพาะ จานวินาที ที่ได้รับการออกแบบให้ประดับด้วยเพชรรูปทรงสามเหลี่ยม (Triangular-cut) ซึ่งไม่เพียงแต่ทำหน้าที่แสดงการเคลื่อนไหวของวินาที แต่ยังสร้างความสง่างามที่เต็มไปด้วยความหลากหลายในการจับภาพจังหวะของเวลาที่เคลื่อนที่ต่อเนื่องไปอย่างงดงาม ละเอียด และงามสง่า

ความลึกลับและเสน่ห์ของเวลา

ราวนด์ ทริเปิล มิสทรี คือผลงานที่สะท้อนถึงการเดินทางของจินตนาการและความท้าทายที่ไม่หยุดยั้ง เรือนเวลานี้ไม่ได้บอกแค่ชั่วโมงหรือนาที แต่เหมือนกับการเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหวของจานหมุนที่ลื่นไหลและสวยงาม ซึ่งเปรียบเสมือนการเต้นบัลเลต์ที่มีแสงและเวลาเป็นตัวแสดงหลัก ทุกองค์ประกอบในนาฬิกาถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้การดูเวลาเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นการสัมผัสความงดงามที่มาพร้อมกับความรู้สึกพิเศษ

ที่สำคัญที่สุด เรือนเวลานี้คือการยกระดับประสบการณ์การมองเวลาให้เป็นเรื่องที่มีความหมายมากขึ้น ความซับซ้อนของการเคลื่อนไหวของจานทั้งสามชิ้นที่หมุนไปมา พร้อมกับการประดับเพชรที่ส่องแสงในทุกมุมมอง เป็นเสมือนการสร้างงานศิลปะที่ไม่เพียงแค่แสดงเวลา แต่ยังบอกเล่าถึงความตั้งใจและความพยายามในการออกแบบ

ถือเป็นอีกหนึ่งเรือนเวลาที่เหมือนเป็นการยกย่องความลึกลับและความสวยงามที่ซ่อนอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว แม้ว่ามันจะไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนในทันที แต่กลับเป็นสิ่งที่คอยเชื้อเชิญให้เราหยุดมองและชื่นชมทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นในทุกวินาที นาฬิกานี้จึงไม่เพียงแต่เป็นเครื่องบอกเวลา แต่มันยังเป็นงานประดิษฐ์ที่ทำให้เรามองเวลาในมุมที่แตกต่างออกไป

ข้อมูลทางเทคนิค
ราวนด์ ทริเปิล มิสทรี
  • Ref: 7039 TM D 1R CD
  • ตัวเรือน: รูปทรงราวนด์ ขนาด 39 มม. x 10.05 มม. ตัวเรือนโรสโกลด์ / ไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชรทรงบริลเลียนท์คัต 206 เม็ด (5.22 กะรัต) ด้วยมือ
  • กระจก: กระจกคริสตัลแซฟไฟร์
  • กันน้ำ: กันน้ำได้สูงสุด 30 เมตร
  • หน้าปัด: ประดับเพชรบริลเลียนท์คัต 232 เม็ด (2.28 กะรัต) ด้วยมือ มีชิ้นแสดงเวลารูปสามเหลี่ยม ไทรแองเกิลคัต (0.07 กะรัต) ทำจากเพชร, มรกต, ทับทิม และแซฟไฟร์สีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที ผ่านแผ่นดิสก์ 3 จานหมุน
  • กลไก: MVD 2800-TM ขึ้นลานอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง Ø 25.6 มม. x หนา 6.7 มม. ความถี่บาลานซ์วีล 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง
  • การตกแต่งกลไก: ขัดลายวนก้นหอยบนสะพานจักร / แกะสลักบนสะพานจักร / การปัดลายซาติน / การขัดเงาแบบเพชรบนโพรงรองรับและแนวปาด / การปัดลายประกายแสงอาทิตย์บนเฟืองล้อและฝาครอบตลับลาน
  • สาย: สายหนังจระเข้ ตัดเย็บด้วยมือ ตัวล็อกโรสโกลด์ / ไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชรบริลเลียนท์คัต 8 เม็ด (0.06 กะรัต) ด้วยมือ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Franck Muller

ย้อนยุค 1920s ทศวรรษทองคำ ที่เขย่าวงการนาฬิกาข้อมือ

0

ในโลกของเครื่องบอกเวลา ไม่ใช่ทุกยุคทุกสมัยจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการได้เท่ากับทศวรรษ 1920s

การเปลี่ยนแปลงของนาฬิกาข้อมือในยุค 1920s

ยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาสวมนาฬิกาไว้บนข้อมือแทนที่จะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ เป็นช่วงเวลาที่ “เวลา” ไม่ได้ถูกมองเพียงแค่ฟังก์ชัน ยังกลายเป็นแฟชั่น ความหรูหรา และตัวตน ท่ามกลางความพลิกผันของโลกหลังสงคราม การเติบโตของอุตสาหกรรม และการปฏิวัติด้านดีไซน์ นาฬิกาข้อมือจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจับเวลาอีกต่อไป แต่มันคือเครื่องหมายแห่งยุค

อะไรทำให้ยุค 1920s กลายเป็นช่วงเวลาที่นิยามอนาคตของนาฬิกาข้อมือ? นี่คือเรื่องราวของจังหวะแห่งเวลา การออกแบบ และวิวัฒนาการ ที่ยังส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

การปรับตัวของแบรนด์นาฬิกาต่อกระแสแฟชั่นในช่วง Roaring Twenties

สำหรับผู้เขียนแล้ว ยุคที่นาฬิกาข้อมือได้รับความนิยมและเริ่มกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตผู้คน คือช่วงทศวรรษ 1920s หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ยุคทองแห่งแจ๊ส” หากมองในแง่ของวิถีชีวิตและความเปลี่ยนแปลงในสังคมในช่วงนั้น

หลายสิ่งที่เติบโตและกลายเป็นที่ยอมรับในยุคนั้นก็คือ รถยนต์ไม่ใช่แค่ของแปลกใหม่อีกต่อไป ศิลปะแบบอาร์ตเดโค ที่ยังคงเป็นสไตล์ที่สวยงามที่สุดในทุกๆ ด้าน ได้แทนที่อาร์ตนูโวที่ซับซ้อนกว่า แจ๊สกลายเป็นเสียงเพลงที่กำลังมาแรง ภาพยนตร์เสียงได้ถือกำเนิดขึ้น

รวมไปถึงการบันทึกเสียงด้วยไฟฟ้าทำให้การเล่นเพลงในยุคสมัยใหม่เป็นไปได้ กฎหมายการบินเชิงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาปี 1926 ได้วางรากฐานสำหรับการเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์ และ Bugatti สร้างรถแข่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดในด้านความสวยงามและประสบความสำเร็จ รุ่น Type 35B หากจะเล่าต่อไป มีอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น

1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
William Grover-Williams คว้าชัยใน Monaco Grand Prix ครั้งแรกในปี 1929 ด้วยการขับ Bugatti 35B ที่สมบูรณ์แบบ (ภาพ: classicargarage.com)

ในแง่ของวิวัฒนาการด้านนาฬิกา ช่วงทศวรรษนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการเปลี่ยนผ่านอันยาวนานที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1904 เมื่อ Cartier ผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรกให้กับนักบิน Santos-Dumont ก่อนจะเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914–1918) ที่บรรดาทหารเริ่มผูกสายเข้ากับนาฬิกาพกขนาดเล็ก เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นบนสนามรบ จนกระทั่งในปี 1918 Cartier ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น “Tank” ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในดีไซน์คลาสสิกที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล

กระแสนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้หญิงก็เติบโตขึ้นพร้อมกับบรรยากาศแห่งการปลดปล่อยของยุคสมัย “แฟลปเปอร์” ซึ่งเปรียบได้กับนักเฟมินิสต์รุ่นบุกเบิก ต่างสวมใส่นาฬิกาเรือนเล็กของตนด้วยความมั่นใจและรสนิยมไม่แพ้เหล่า “อิทเกิร์ล” แห่งยุคนี้ที่จับคู่ลุคกับ Royal Oak, Rolex เรือนผู้ชาย หรือ Chanel J-12 อย่างคล่องแคล่ว

1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
เหล่า “แฟลปเปอร์” แห่งยุค 1920s สัญลักษณ์ของความกล้าท้าทายกรอบสังคม ผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เลือกเป็นตัวของตัวเองทั้งในแฟชั่น ทัศนคติ และไลฟ์สไตล์

John Harwood ผู้บุกเบิกนาฬิกาอัตโนมัติที่เปลี่ยนแปลงวงการ

ในด้านเทคโนโลยี ช่วงเวลานี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ปฏิวัติโลกของนาฬิกาอย่างแท้จริง ต้องยกเครดิตให้กับช่างนาฬิกาชาวอังกฤษ John Harwood ผู้พัฒนานาฬิกาอัตโนมัติที่ใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกของโลก

ผลงานของเขาได้รับการจดสิทธิบัตรในปี 1924 และกลายเป็นรากฐานของกลไกแบบ “ออโตเมติก” ที่มีตุ้มเหวี่ยงซึ่งเรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ทุกเรือนที่ใช้ระบบนี้ล้วนสืบเชื้อสายมาจากการคิดค้นของ Harwood ทั้งสิ้น (อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลสำหรับนักประวัติศาสตร์ในอนาคต: Harwood มีความสำคัญในระดับเดียวกับ Breguet, Daniels และ Harrison และควรได้รับการยอมรับในฐานะนั้นด้วย)

1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
ต้นแบบของนาฬิกาอัตโนมัติเรือนแรกของโลกโดย John Harwood จุดเริ่มต้นของกลไกแบบตุ้มเหวี่ยงที่ยังคงเป็นหัวใจของนาฬิกาออโต้ทุกเรือนจนถึงปัจจุบัน

และหากจะพูดถึง “เหตุการณ์สำคัญสูงสุด” ที่ทำให้นาฬิกาข้อมือได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงในยุค Roaring Twenties ล่ะก็ คำตอบนั้นไม่ต้องคิดให้ยุ่งยากเลย เพราะมันคือช่วงเวลาที่แบรนด์นาฬิกาแทบจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้เกิดขึ้นได้

นั่นคือการ “ใส่นาฬิกาโดยไม่มีสปอนเซอร์” หรือที่เรียกกันทุกวันนี้ว่า organic product placement เมื่อคนดังระดับ A-list เลือกสวมนาฬิกาด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะถูกจ้าง หรือโปรโมตใดๆ เช่นเดียวกับที่ Steve McQueen เลือกใส่ Heuer Monaco ด้วยตัวเองในภายหลัง

สำหรับช่วงเวลานั้นในยุค 1920s จุดไคลแมกซ์ที่ถือว่าเป็น “Eureka โมเมนต์” คือวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 1926 เมื่อภาพยนตร์ The Son of the Sheik เข้าฉายเป็นครั้งแรก และสิ่งที่อยู่บนข้อมือของพระเอกตลอดทั้งเรื่องก็คือนาฬิกาข้อมือ ไม่ใช่แค่เป็นพร็อพประกอบฉาก แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกตัวละครที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำ

Valentino กับ Cartier Tank การใส่นาฬิกาในภาพยนตร์ที่กลายเป็นตำนาน

พระเอกของเรื่อง The Son of the Sheik ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก Rudolph Valentino ซูเปอร์สตาร์ระดับตำนานแห่งยุคหนังเงียบ ผู้มีอิทธิพลต่อแฟชั่น วัฒนธรรม และความหลงใหลในตัวบุคคลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในยุคนั้น

ถ้าจะให้นึกเทียบกับคนดังในยุคนี้ คงต้องบอกว่า “รัศมีของ Valentino ทำให้พลังดาราและเสน่ห์ของ Brad Pitt ดูเหมือนรุ่นน้องอย่าง Shia LaBeouf ไปเลยทีเดียว”

แล้วเขาทำอะไรให้นาฬิกาข้อมือเหรอ? ก็แค่สิ่งเล็ก ๆ ที่กลายเป็นความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์นาฬิกา Valentino ยืนกรานที่จะใส่ Cartier Tank เรือนโปรดของเขา ตลอดการถ่ายทำ โดยไม่มีใครสั่ง ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีพร็อพทีมเอามาให้ แต่เป็น “ตัวตน” ของเขาที่อยากใส่มันเอง และใส่มันทุกฉากแบบไม่ยอมถอด

1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
Vilma Banky และ Rudolph Valentino ในภาพยนตร์ The Son of the Sheik (1926) ว่ากันว่า Valentino ยืนกรานใส่ Cartier Tank เรือนโปรดของเขาในทุกฉาก แม้ว่าในยุคที่หนังเล่าเรื่องนั้น นาฬิการุ่นนี้จะยังไม่ถือกำเนิดก็ตาม
1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
Rudolph Valentino ในชุดคอสตูมจากภาพยนตร์ The Son of the Sheik (1926) สัญลักษณ์แห่งเสน่ห์ ความคลาสสิก และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ทำให้นาฬิกาข้อมือกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ชายในอุดมคติยุคนั้น

หนึ่งปีหลังจากที่ The Son of the Sheik เข้าฉาย ก็เกิดอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานของวงการนาฬิกา

ในปี 1927 Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำหญิงชาวอังกฤษได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษ โดยสวมใส่ Rolex Oyster ติดข้อมือตลอดการเดินทางท้าทายน้ำเย็นและกระแสน้ำเชี่ยว นาฬิกาไม่เพียงแต่อึด ถึก และทน มันยัง “รอด” มาได้พร้อมชื่อเสียงระดับพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของตำนาน Rolex บนเวทีโลก

พูดได้เต็มปากเลยว่า… ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในยุค Roaring Twenties มันเปลี่ยนเกม และยกระดับนาฬิกาข้อมือจากเครื่องมือธรรมดา ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ ความแม่นยำ และบุคลิกภาพ เรื่องนี้จบตรงนี้ล่ะ ไม่มีอะไรต้องแถลงเพิ่มแล้ว

1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
ในปี 1927 นาฬิกา Rolex Oyster ข้ามช่องแคบอังกฤษไปพร้อมกับ Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำสาวชาวอังกฤษ การว่ายน้ำกินเวลานานกว่า 10 ชั่วโมง แต่นาฬิกาก็ยังทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบจนถึงฝั่ง
1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
เพื่อเฉลิมฉลองการข้ามช่องแคบอังกฤษ Rolex ได้ลงโฆษณาขนาดเต็มหน้าหนึ่งใน Daily Mail ประกาศความสำเร็จของนาฬิกากันน้ำเรือนนี้ นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด ‘Testimonee’ (จาก Daily Mail, 1927)
1920s Turning Point in Wristwatch Evolution
นาฬิกา Rolex Oyster ของ Mercedes Gleitze (ภาพ: rolexmagazine.com)

เรื่องนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2020

ในที่สุด เราก็เห็นได้ว่าทศวรรษ 1920s ไม่เพียงแค่เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ยังเป็นช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ของนาฬิกาข้อมือได้ถูกปั้นขึ้นใหม่ นาฬิกาไม่ใช่เพียงเครื่องมือบอกเวลาอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ ความทนทาน และความแม่นยำที่ยืนยงตลอดกาล

จากการเกิดขึ้นของ Cartier Tank, Rolex Oyster ไปจนถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่ช่วยปูทางให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกา วันนี้การสวมใส่นาฬิกาข้อมือกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับและเชื่อมั่นในคุณค่าของมันอย่างไม่ต้องสงสัย

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Revolutionwatch

จากกลไกแรร์ไอเทมสู่สปอตไลต์วงการนาฬิกา Tourbillon

เพราะเสน่ห์ของกลไกจักรกลไม่เคยจาง Tourbillon กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในยุคนี้

WORDS Suan Futt Yeo

ก่อนหน้านี้ Tourbillon ถือเป็นของหายากในโลกเรือนเวลา จนกระแสความคลั่งไคล้นาฬิกากลไกย้อนยุคเริ่มกลับมาครองใจคนรักเวลาอีกครั้ง และนั่นแหละ จุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนชีพสุดคลาสสิกครั้งนี้

ในบรรดากลไกซับซ้อนทั้งหลายที่ Abraham-Louis Breguet คิดค้นขึ้น ไม่มีสิ่งใดสะท้อนความท้าทายของโลกนาฬิกาในยุคนั้นได้ชัดเจนไปกว่า Tourbillon อีกแล้ว กลไกนี้ถูกพัฒนาโดย Breguet ราวปี 1795 แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ยื่นขอสิทธิบัตรจนกระทั่งวันที่ 23 ธันวาคม ปี 1800 ซึ่งในสิทธิบัตรฉบับนั้น Breguet ได้เขียนไว้ว่า…

“ด้วยสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ผมสามารถแก้ปัญหาความผิดเพี้ยนที่เกิดจากตำแหน่งศูนย์ถ่วงของกลไกเรกูเลเตอร์ที่แตกต่างกันในแต่ละมุมของการใช้งาน ด้วยการใช้หลักการถ่วงดุลให้กลไกเคลื่อนไหวได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งกระจายแรงเสียดทานไปทั่วทุกจุดของแกนหมุนและช่องที่แกนเคลื่อนไหวอยู่

ส่งผลให้น้ำมันหล่อลื่นกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง แม้จะเริ่มเกิดการจับตัวของน้ำมันก็ตาม และท้ายที่สุด มันยังช่วยขจัดปัจจัยอื่น ๆ อีกมากที่เคยเป็นต้นตอของความคลาดเคลื่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ เราทำได้แค่ลองผิดลองถูก แถมยังไม่เคยมั่นใจได้เลยว่าจะได้ผลจริง”

แม้ว่าจะช่วยให้น้ำมันหล่อลื่นกระจายตัวได้ดีขึ้นในระดับที่ซับซ้อนกว่าเดิม แต่โดยรวมแล้ว นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า จุดประสงค์หลักของการคิดค้น Tourbillon ก็คือการรับมือกับผลกระทบแอบแฝงของแรงโน้มถ่วง ที่มีต่อความเที่ยงตรงของนาฬิกาพก

นาฬิกาพกมักถูกวางไว้ในหลายตำแหน่งตลอดทั้งวัน แต่ตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือ แนวตั้ง เพราะผู้คนมักพกไว้ในกระเป๋าเสื้อกั๊ก และในตำแหน่งนี้เอง แรงโน้มถ่วงจะดึงให้ hairspring ที่บอบบางเสียรูป ส่งผลต่อความแม่นยำของเวลาโดยตรง

สิ่งที่ Breguet ทำจึงคือการสร้างกลไกที่ทำให้ escapement และ balance สามารถหมุนผ่านทุกตำแหน่งในแนวตั้งได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การทำงานในแต่ละตำแหน่งเฉลี่ยออกมาอยู่ในอัตราที่คงที่ และสามารถปรับแต่งได้ง่ายในภายหลัง

คำว่า “Tourbillon” ในภาษาฝรั่งเศส แปลตรงตัวว่า whirlwind สื่อถึงลักษณะการหมุนรอบแกนของกลไกที่ชวนให้ตะลึงไม่ต่างจากพายุที่วนอยู่ในตัวเอง

ในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกา Tourbillon เคยถูกยกให้เป็นสุดยอดบทพิสูจน์ทักษะของช่างนาฬิกา เพราะการประกอบ escapement และ balance ทั้งชุดไว้ภายในกรงหมุนขนาดเล็กที่ต้องหมุนอย่างแม่นยำ ต้องอาศัยทั้งฝีมือระดับสูงและความละเอียดสุดขีดในทุกขั้นตอนของการผลิตและการปรับตั้ง

Jean-Pierre Musy ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Patek Philippe กล่าวว่า “นาฬิกาทั่วไปที่มีความถี่การแกว่งสูงและ balance ขนาดใหญ่มาก อาจเดินเที่ยงตรงกว่าทัวร์บิญองทั่วไปได้ด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าคุณอยากให้ทัวร์บิญองแม่นยำในระดับโครโนเมตริกจริง ๆ คุณต้องใช้เวลาอย่างมหาศาลในการปรับแต่งมัน”

“สำหรับทุกเรือนที่ออกจาก Patek Philippe ขั้นตอนการปรับตั้งต้องใช้เวลาสังเกตและปรับจูนยาวนานเป็นเดือน ๆ เรือนทัวร์บิญองของเราทุกเรือนได้รับใบรับรองจาก COSC ก็จริง แต่ยังต้องผ่านมาตรฐานภายในของเราที่เข้มกว่ามาก

คุณ Philippe Stern (ประธานกิตติมศักดิ์ของแบรนด์) ถึงกับตั้งเป้าว่า ต้องทำให้ค่าความเบี่ยงเบนจาก COSC เหลือเพียงหนึ่งในสาม ซึ่งบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานับร้อยชั่วโมงในการปรับแต่งกลไกแต่ละเรือนให้ได้ตามนั้น”

“นาฬิกาธรรมดาที่มีความถี่การสั่นสูง และ balance ขนาดใหญ่ อาจเดินเที่ยงตรงกว่าทัวร์บิญองส่วนใหญ่ได้แบบไม่ยากเย็นนัก ดังนั้น ถ้าอยากให้ทัวร์บิญองมีความแม่นยำระดับโครโนเมตริกจริง ๆ คุณต้องใช้เวลานับชั่วโมงในการปรับตั้งอย่างละเอียดทุกจุด”

— Jean-Pierre Musy ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Patek Philippe

ถ้าแม้แต่แบรนด์ยุคใหม่อย่าง Patek Philippe ที่มีทั้งคอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมเครื่องจักรตัดโลกระดับความแม่นยำระดับไมครอน หรือดีกว่านั้น ยังต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อสร้างทัวร์บิญองที่เที่ยงตรงในระดับโครโนเมตริก ลองจินตนาการดูว่า ในยุคของ Breguet ที่ทุกอย่างต้องทำด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขัดแต่ง การประกอบ ไปจนถึงการปรับจูนกลไก ความยากจะขนาดไหน

ยุคแรกของทูร์บิญอง 1800 ถึง 1990s

หลังจากที่ Breguet คิดค้น tourbillon ขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 กลไกนี้ก็กลายเป็นของหายากอยู่นาน จนกระทั่งช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ที่ความสนใจในศาสตร์นาฬิกากลไกกลับมาอีกครั้ง จึงเกิดการฟื้นคืนชีพของ tourbillon

ก่อนยุค 90s นั้น tourbillon มักปรากฏในนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือของช่างนาฬิกาและแบรนด์ระดับสูง ที่ต้องการประกาศความเป็นเลิศทั้งด้านความเที่ยงตรงและความงดงามทางศิลป์ ในอังกฤษเองก็ไม่มี tourbillon ให้เห็นเลยจนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19

ที่ค่าย Frodsham, Smith & Sons และ Dent เริ่มผลิต tourbillon และมักส่งเข้าประกวดวัดความเที่ยงตรงที่หอดูดาว Kew ตัวเลขโดยประมาณของ tourbillon ที่ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1801 ถึง 1945 มีไม่ถึง 900 เรือนด้วยซ้ำ  และบางข้อมูลก็ระบุว่าอาจมีเพียงแค่ 600 เรือนเท่านั้น

Reinhard Meis นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์กลไกทัวร์บิญอง ซึ่งเขียนหนังสือ Pocket Watches: From the Pendant Watch to the Tourbillon ถึงกับนับได้ว่า จนถึงปลายศตวรรษที่ 20 มีช่างนาฬิกาเพียงแค่ 250 คนเท่านั้น ที่สามารถสร้าง tourbillon ได้อย่างแท้จริง

สุดยอดงานศิลป์แห่งเวลา: Girard-Perregaux Tourbillon Three Gold Bridges, 1945 เมื่อความหรูหราและความแม่นยำมาบรรจบกัน

หนึ่งในทูร์บิญองที่โดดเด่นที่สุดในยุคเก่า และมีทายาทในรูปแบบนาฬิกาข้อมือที่ผลิตในจำนวนจำกัดในปัจจุบันคือ Girard-Perregaux Tourbillon with Three Gold Bridges การออกแบบทูร์บิญองประเภทนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Girard-Perregaux ในปี 1884

นาฬิกาทูร์บิญองเหล่านี้ถูกผลิตโดย Ernest Guinand ช่างนาฬิกาชาวสวิสผู้เกิดในปี 1810 ซึ่งผลิตทัวร์บิญองจำนวนประมาณ 20 ถึง 25 เรือนให้กับ Girard-Perregaux นอกจากนี้เขายังผลิตทัวร์บิญองคุณภาพเยี่ยมให้กับ Patek Philippe และแบรนด์อื่นๆ

นาฬิกาทูร์บิญองเหล่านี้เป็นตัวแทนของงานฝีมือที่ดีที่สุดในหลายๆ ด้าน การจัดเรียงสะพานทองคำที่เป็นเอกลักษณ์ผสมผสานกับกรงทูร์บิญองขนาดเล็กที่มีความประณีตอย่างมาก ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดย Guinand ทำให้มันเป็นหนึ่งในนาฬิกาพกที่มีการแสดงผลที่ดีที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น

ในปี 1867 ทูร์บิญองของ Guinand หมายเลข 1060 ได้รับการทดสอบที่ Neuchâtel และแสดงผลการวัดอัตราความเร็วที่แม่นยำมาก โดยมีการเพิ่มอัตราเพียงแค่ 0.15 วินาทีต่อวัน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ผิดพลาดเป็นศูนย์วินาทีต่อเกรดเซลเซียสอย่างน่าทึ่ง

ช่างนาฬิกาที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งในวงการทูร์บิญองคือ Albert Potter ช่างนาฬิกาชาวอเมริกันที่ทำงานในเจนีวา ซึ่งในช่วงเปลี่ยนศตวรรษได้ผลิตทูร์บิญองที่มีชื่อเสียงในด้านความแม่นยำระดับสูงและงานฝีมือที่ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ยังมี Bahne Bonniksen ช่างนาฬิกาชาวเดนมาร์กที่ทำงานในเมือง Coventry ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ประดิษฐ์ทูร์บิญองที่เรียกว่า Karrusel ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนจากทูร์บิญองแบบดั้งเดิมโดยการตัดกรงออกและติดตั้งกลไกทั้งหมดของ escapement และ balance บนแพลตฟอร์มหมุนแทน

นาฬิกาทั้งสองแบบนี้มีชื่อเสียงในด้านความยอดเยี่ยมในการรักษาความแม่นยำในการทำงาน และเมื่อถูกนำไปทดสอบในห้องทดลองเวลาของหอดูดาว ตามคำพูดของ Dr. George Daniels ช่างนาฬิกาชื่อดังและผู้ประดิษฐ์ escapement แบบ co-axial กล่าวว่า “พวกมันพิชิตทุกการทดสอบอย่างไม่ยากเย็น”

นาฬิกา 18K Yellow Gold ของ Bahne Bonniksen พร้อม Karrusel 52 ½ นาที ภาพ: Bonhams

ทูร์บิญองดูเหมือนจะไม่ได้ปรากฏในนาฬิกาข้อมือจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อมันเริ่มปรากฏในจำนวนที่น้อยมากในนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือที่แม่นยำที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตทูร์บิญองในนาฬิกาข้อมือโดยช่างนาฬิกามาสเตอร์ André Bornand สำหรับ Patek Philippe ในปี 1945

และหลังจากนั้นไม่นานในปี 1948 ผู้ผลิตจากฝรั่งเศส Lip ได้ผลิตนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองเพียงหนึ่งเรือน ขณะที่ Omega ก็ได้ผลิตนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองในชุดจำกัดเช่นกันในช่วงเวลาเดียวกัน

ในช่วงปี 1950s, Patek Philippe ก็ได้ผลิตนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองในชุดที่จำกัดอย่างมาก โดยผลิตโดย Bornand และดูเหมือนว่าจะมีทั้งหมดเพียง 5 เรือน ซึ่งไม่เพียงแต่มี Guillaume balance แต่ยังมีกรงทูร์บิญองที่ทำจากบรอนซ์-เบริลเลียมที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 1.018 กรัม นาฬิกาทุกเรือนได้รับการจัดอันดับ “ชั้นหนึ่ง” จากหอดูดาว และสองเรือนได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันหอดูดาวเจนีวา

กลไกหมายเลข 861,115 ที่ออกแบบโดยช่างนาฬิกามาสเตอร์ André Bornand

ทูร์บิญองได้รับความนิยมมากขึ้นในปลายศตวรรษที่ 20

เช่นเดียวกับการประดิษฐ์นาฬิการะดับสูงหลายๆ ชิ้น การสร้างทูร์บิญองถูกทิ้งไว้ในช่วงที่นาฬิกาควอตซ์เริ่มเข้ามาครองตลาด แต่ในปี 1986 ได้มีการผลิตนาฬิกาที่ภายหลังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทูร์บิญองที่ยอดเยี่ยมที่สุด และถือว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ช่วยจุดประกายความหลงใหลในทูร์บิญองที่เคยซบเซา

นาฬิกานั้นผลิตโดย Audemars Piguet และเป็นทูร์บิญองอัตโนมัติเรือนแรกที่ใช้กลไก caliber 2870 ซึ่งทำลายสถิติการย่อขนาดกรงทูร์บิญองที่เคยตั้งไว้โดย Fritz-André Robert-Charrue กรงทูร์บิญองในกลไกนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 7.2 มม. และความสูงของกลไกทั้งหมดยาวแค่ 2.5 มม. ตัวเรือนนาฬิกานี้จริงๆ แล้วคือแผ่นบนของกลไก และถ้ามองจากด้านหลังจะเห็นขาปรับเคลื่อนที่ของการเคลื่อนที่ของวงล้อ 

นอกจากนี้ กรงทูร์บิญองยังทำจากไทเทเนียม (เป็นครั้งแรก) และสะพานหลักทำจากทองคำ เรือนนี้ยังคงเป็นทูร์บิญองอัตโนมัติที่บางที่สุด ซึ่งทำได้โดยใช้ตุ้มน้ำหนักการเคลื่อนที่เล็กๆ ที่ชาร์จสปริงโดยการแตะกลไกการขึ้นลาน และเป็นทูร์บิญองที่มีกรงทูร์บิญองเล็กที่สุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ Martin Wehrli ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Audemars Piguet กล่าวไว้ว่า “แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่นาฬิกาที่มีความแม่นยำที่สุด

หรือใช้งานได้ดีที่สุด แต่มันสามารถถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของยุคทูร์บิญองสมัยใหม่ และด้วยเหตุนี้มันจึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก”

ตัวอย่างสำคัญของผลงานการออกแบบของ Jacqueline Dimier คือ Audemars Piguet Tourbillon ปี 1986 กลไก calibre 2870 ทูร์บิญองแบบขึ้นลานอัตโนมัติ ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต หมายเลข 296 กลไก calibre 2870 รุ่น 25643BA พร้อมฝาครอบบาร์ขา สายนาฬิกาขายไปในปี 1990 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Audemars Piguet Heritage Collection หมายเลขทะเบียน 1057 (ภาพ: audemarspiguet.com)

Girard-Perregaux ได้สร้าง Tourbillon with Three Gold Bridges ขึ้นใหม่ครั้งแรกในรูปแบบนาฬิกาพกในปี 1981 หลังจากนั้นพวกเขาได้พัฒนากลไกขนาดเล็กลงเพื่อให้เหมาะสมกับการทำเป็นนาฬิกาข้อมือ และหลังจากกระบวนการพัฒนาที่ละเอียดถี่ถ้วน

พวกเขาสามารถเปิดตัว Tourbillon with Three Gold Bridges ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือได้ในปี 1991 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่หลายคนเชื่อว่าในทุกรูปแบบยังคงไม่มีใครเทียบได้ในแง่ของความงามที่บริสุทธิ์ ในปี 1999 ได้มีการเปิดตัวรุ่น cal. 9600 ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัตโนมัติที่มีมิโครโรเตอร์ที่งดงามลอยอยู่เหนือบาร์เรล

อีกทั้งยังมีผู้ผลิตนาฬิกาสมัยใหม่หลายรายที่กำลังศึกษาและนำทูร์บิญองกลับมาใช้อีกครั้ง ในฐานะที่เป็นกลไกที่ซับซ้อนและน่าตื่นตาตื่นใจ ใครจะสามารถต้านทานเสน่ห์ของการหมุนวนที่น่าหลงใหลของกรงทูร์บิญองและการเต้นรำของบาลานซ์ที่เคลื่อนไหวได้?

ต้องสังเกตว่าในขณะที่ทูร์บิญองในนาฬิกาพกนั้นจะถูกวางอยู่ที่ด้านหลังของนาฬิกา แต่เริ่มตั้งแต่ Audemars Piguet ส่วนใหญ่จะสร้างทูร์บิญองให้อยู่บนหน้าปัดเพื่อโชว์ให้เห็นถึงกลไกอันสวยงามและมีชีวิตชีวาของมัน

ความงามที่ไม่เคยเก่าไปกับ La Esmeralda Tourbillon with Three Gold Bridges จาก Constant Girard นาฬิกาที่ผสมผสานความประณีตและความซับซ้อนไว้อย่างลงตัว

Franck Muller ซึ่งขึ้นชื่อในความกล้าหาญด้านการสร้างสรรค์นาฬิกา ได้นำเสนอทูร์บิยงที่จดสิทธิบัตรในปี 1995 ขณะที่ Patek Philippe ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องของการสร้างทูร์บิยงที่ได้รับการรับรองจากหอดูดาว ได้นำเสนอนาฬิกาทูร์บิยงที่มีสำรองพลังงาน 10 วันในปี 2003

ซึ่งเป็นทายาทที่สมควรแก่การสืบสานจากนาฬิกาโครโนมิเตอร์ของ Patek Philippe ในอดีต และแน่นอนว่า Breguet ซึ่งชื่อของมันเชื่อมโยงกับทัวร์บิยง ได้กลับมาครองบัลลังก์อีกครั้งในฐานะราชาแห่งทูร์บิยง (จากจำนวนการผลิต)

เนื้อหาผลิตขึ้นจากบทความโดย Yeo Suan Futt ในสำนักพิมพ์ REVOLUTION บทความฉบับก่อนหน้านี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2016

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: REVOLUTION

ดาวรุ่งแห่งจักรวาลเรือนเวลา Naoya Hida & Co. จับมือ Revolution ปลุกตำนานใหม่ Type 3B-2 ‘Rising Star’

Naoya Hida & Co. x Revolution เรือนเวลาที่เป็นงานศิลปะที่สะท้อนความประณีตและศักยภาพในวงการฮอร์โลโลจี

หลังจากที่อ่านและทำความเข้าใจบทความนี้ ทำให้เราอยากหยิบมาเล่า มารีไรท์ให้ได้อ่านกันเพลินๆ และได้ซึมซับความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบของนาฬิกา Naoya Hida & Co. ที่ไม่ได้แค่เป็นเครื่องบอกเวลาธรรมดา แต่เพราะนี่เป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร 

ต้องบอกว่าครั้งนี้การร่วมมือกับ Hida-san คือการสร้างนาฬิกาเรือนใหม่และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างและผู้สวมใส่ เป็นการสร้างมูลค่าที่ยากจะหาได้จากแบรนด์อื่น ๆ และในทุกขั้นตอนของการออกแบบก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลิตชิ้นงานที่ไม่เหมือนใครจริงๆ…

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

เมื่อจักรวาลแห่งเรือนเวลาระเบิดประกายดาวดวงใหม่

ในโลกที่เต็มไปด้วยนาฬิกานับพัน… มีไม่กี่เรือนเท่านั้นที่สามารถสะกดสายตาได้ตั้งแต่แรกเห็น และในครั้งนี้ Naoya Hida & Co. จับมือกับ Revolution สร้างสรรค์ตำนานบทใหม่ด้วย Type 3B-2 “Rising Star” เรือนเวลาที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่เปล่งประกายราวกับดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการฮอร์โลโลจี

ผสมผสานงานฝีมือญี่ปุ่นสุดประณีตเข้ากับกลิ่นอายร่วมสมัยได้อย่างไร้รอยต่อ “Rising Star” ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่มาเพื่อท้าทายทุกความคาดหวังของนักสะสมตัวจริง เตรียมพบกับความละเอียด ละเมียด และแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในทุกเข็มวินาที

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

แต่แน่นอน… Hida-san ไม่ได้มานั่งอธิบายอะไรให้ใครฟังง่าย ๆ หรอก เพราะนาฬิกาเรือนนี้ไม่ใช่ของที่ใครจะ “เข้าใจ” ได้แค่ดูผ่านหน้าจอ มันต้อง “รู้สึก” ด้วยตัวเองถึงจะเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

และนั่นแหละ ทำไมเราถึงเห็นคอมเมนต์นิรนามพิมพ์ไวๆ โผล่ในโลกโซเชียลเป็นระยะ คอมเมนต์ที่บ่นเรื่องราคานาฬิกาจากคนที่ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยใส่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรือนเวลาจากญี่ปุ่นเรือนนี้มีอะไรซ่อนอยู่ในแต่ละมิลลิเมตร อย่างที่ Wes Lang นักสะสมนาฬิกา ผู้คลั่งไคล้งานของ Naoya Hida & Co. และจิตรกรอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก กล่าวไว้แบบไม่อ้อมค้อมว่า

“เวลามีคนเข้าไปในคอมเมนต์ พิมพ์อะไรมั่วๆ ทั้งที่ไม่เคยแม้แต่จับเรือนนี้ในมือ แค่เห็นราคาก็รีบด่วนสรุปว่าไม่คุ้ม เพราะมันมาจากญี่ปุ่น… ผมนี่ขึ้นเลยนะ คุณอยากซื้อนาฬิกาอื่น? เอาเลย ไป…ซะเถอะ”

บาดลึกทั้งคำพูดและความรู้สึก เพราะนี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่นี่คืองานศิลป์ในร่างกลไก ที่ไม่แคร์สายตาคนหมู่มาก… แต่พร้อมสะกดใจคนที่เข้าใจจริงเท่านั้น และเราก็เห็นด้วยกับ Wes Lang อย่างไม่มีข้อกังขาเลยว่า คนที่กล้าพูดจาดูแคลน Naoya Hida & Co. มักเป็นกลุ่มที่ไม่เคยแม้แต่ “สัมผัส” เรือนเวลาของเขาด้วยซ้ำ

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

เพราะเมื่อคุณได้จับนาฬิกาเรือนนี้ด้วยมือของตัวเอง… เมื่อคุณได้เห็นการเล่นแสงบนตัวเรือน ได้สัมผัสเส้นสายที่คมกริบ และความประณีตในทุกจุดเล็กที่สุด คุณจะเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือศิลปะของ Neoclassical Design ที่ทรงพลังที่สุดในโลกของการทำนาฬิกายุคใหม่

ทุกเรือนของ Hida-san เปรียบเสมือนแคปซูลแห่งความละเมียด…เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ทั้งจินตนาการ ประณีต และงดงามจนหัวใจเต้นแรง และกล้าพูดเลยว่า ถ้าแอบถ่ายวิดีโอคนที่เคยสงสัยหรือแคลงใจในแบรนด์นี้

ในขณะที่เขาได้ลองสวม Naoya Hida & Co. ครั้งแรก คุณจะเห็นแววตาเปลี่ยน แววใจสั่น และสุดท้าย…อาจมีน้ำตาแห่งการตาสว่างรินออกมา เหมือนคนที่เพิ่งได้คืนดีกับพระเจ้า เพราะบางสิ่งในโลกนี้…ต้องได้เจอจริง ถึงจะรู้ว่ามันมีอยู่

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

Exclusively Crafted งานสร้างสรรค์ที่เลือกจะเล็ก เพื่อคุณภาพที่ยิ่งใหญ่

ท่ามกลางกระแสความต้องการจากทั่วโลกที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทีมงานของ Naoya Hida & Co. กลับเลือกเดินเส้นทางตรงกันข้ามอย่างสง่างาม ด้วยการรักษาขนาดของอัตตリエ (atelier) ให้อยู่ในระดับเล็กและเป็นอิสระ ไม่ขยาย ไม่เร่งผลิต ไม่ยอมแลกศิลปะเพื่อยอดขาย

หัวใจของการสร้างสรรค์ยังคงอยู่ในมือของสามบุคคลสำคัญ Naoya Hida ช่างทำนาฬิกา Kosuke Fujita และช่างแกะสลัก Keisuke Kano ทั้งสามร่วมกันทำงานในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ความสุข และศักดิ์ศรี

“พวกเราตื่นไปทำงานทุกวันด้วยความรู้สึกดีใจ” Hida-san กล่าวไว้เช่นนั้น “เราไม่มีความปรารถนาจะขยายโรงงาน ไม่มีความตั้งใจจะเติบโตในแบบอุตสาหกรรม หรือยิ่งใหญ่ทางการค้า เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่ตัวเลข แต่คือการสร้างนาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ตามความรักและความหมายที่เรายึดถือ”

ทัศนคติแบบนี้อาจดูขัดกับแนวคิดของโลกตะวันตก ที่มักผูกมูลค่าความสำเร็จเข้ากับความร่ำรวย แต่สำหรับ Hida-san และทีม ความภูมิใจไม่ได้อยู่ที่เงินในบัญชี แต่อยู่ที่การได้เห็นลูกค้ายิ้ม และรู้สึกถึงความสุขจากเรือนเวลาที่ผ่านทุกขั้นตอนด้วยมือและหัวใจของพวกเขา

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch
คณะกรรมการแห่ง Naoya Hida & Co. Kosuke Fujita ช่างทำนาฬิกา (ซ้าย) Naoya Hida ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ (กลาง) Keisuke Kano ช่างแกะสลัก (ขวา)

เมื่อความต้องการจากทั่วโลกพุ่งทะยาน แต่จำนวนการผลิตกลับถูกจำกัดอย่างตั้งใจ ช่องว่างระหว่างความอยากได้ กับ ความหาได้ ของนาฬิกา Naoya Hida & Co. จึงแทบจะกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อม

แต่ความกดดันจากโลกภายนอกนั้น แทบไม่สะเทือนแม้แต่น้อย เพราะทีมเล็กๆ ทีมนี้ เลือกที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า คือการสร้างนาฬิกาที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง โดยไม่ไหลตามกระแส ไม่เร่ง ไม่ลดทอนคุณค่าเพื่อให้ทันตลาด

Mark Cho ผู้ร่วมก่อตั้ง The Armoury และพาร์ตเนอร์ด้านการขายของ Naoya Hida & Co. ในฮ่องกงและนิวยอร์ก ชายผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการปลุกกระแสการตัดเย็บคลาสสิกให้กลับมามีชีวิต กล่าวไว้ได้น่าสนใจว่า

“หนึ่งในสิ่งที่ทำให้นาฬิกาของ Hida-san น่าหลงใหลอย่างมาก ก็คือกระบวนการสร้างที่เต็มไปด้วยความอดทน ละเอียดลออ และแน่วแน่ในความประณีต ไม่มีการลัด ไม่มีการลดขั้นตอน เพราะทุกเรือนถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบในแบบของมันเอง”

ลองสังเกตที่หน้าปัด จุดเริ่มต้นของความพิถีพิถันที่สัมผัสได้ด้วยตาเปล่า ทุกเรือนของ Naoya Hida & Co. ใช้วัสดุ German silver ทั้งแผ่นเป็นฐานหน้าปัด จากนั้นรายละเอียดสำคัญอย่าง ดัชนีตัวเลข และ ลายเซ็นบนหน้าปัด จะถูกแกะอย่างประณีตด้วยมือของ Kano-san ช่างแกะสลักประจำแบรนด์

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

เมื่อเสร็จแล้ว Hida-san จะลงมือเคลือบ Cashew lacquer ด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกชั้นของสี ทุกความเงางาม และทุกเส้นขอบเงียบสงบ ออกมาเป๊ะตามมาตรฐานของเขาเอง

แรงบันดาลใจจากดีไซน์วินเทจถูกถ่ายทอดในแบบที่สวยงามยิ่งกว่า และ ซับซ้อนกว่า อย่างเห็นได้ชัด ลองดูรายละเอียดในรุ่น Type 1D-2 และ 1D-3 จุดบอกเวลารูปวงกลมเล็กๆ บนหน้าปัดไม่ใช่แค่ “ติดลงไป” แต่ถูกเว้าเป็นหลุมเล็กๆ ด้วยความแม่นยำ ก่อนจะฝัง เม็ดทองคำแท้รูปทรงกลมจิ๋ว ลงไปทีละเม็ด

โครงสร้างหน้าปัดยังถูกออกแบบให้เป็นเลเยอร์ซ้อนกัน มีมุมขอบขัดเงาแวววาวอย่างประณีต และเข็มนาฬิกาเองก็ไม่แพ้กัน หลายรุ่นมีดีไซน์แบบ สามมิติ พร้อมสันกลางขนาดเล็กที่วิ่งผ่านกลางเข็มอย่างแยบยล

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

ทุกองค์ประกอบเปล่งประกายด้วยความรู้สึกเดียวกัน “นี่คืองานศิลปะที่เกิดจากมือและหัวใจ” เพราะในยุคที่อะไรๆ ก็ต้อง “เร็วกว่า” และ “ถูกกว่า” นาฬิกาเรือนหนึ่งที่กล้ายืนอยู่ตรงกลาง…เงียบๆ แล้วปล่อยให้คุณภาพพูดแทนเสียงโฆษณา นั่นแหละ คือของจริง

The Collection จาก Type 1 ถึง Type 5

แค่นิยามว่า “นาฬิกา” คงยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ Naoya Hida & Co. สร้างขึ้นในแต่ละรุ่นนั้น เปรียบดั่ง “บทกวีแห่งกลไก” ที่เลือกถ่ายทอดผ่านโลหะ แสงเงา และเวลา

ภายใต้ความเรียบง่ายที่มองเห็นจากภายนอก คือศัพท์เฉพาะของดีไซน์ที่แม่นยำและซับซ้อน คอลเลกชันหลักของแบรนด์ถูกจัดเรียงอย่างมีระเบียบ เริ่มตั้งแต่ Type 1 ถึง Type 5 แต่ละรุ่นมีลายเซ็นเฉพาะตัว พร้อมจุดยืนทางความงามและกลไกที่แตกต่างอย่างจงใจ

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

Type 1 เป็นการย้อนกลับไปสู่เรือนเวลาคลาสสิกของยุค ’30s และ ’40s ด้วยการออกแบบที่สะท้อนถึงความงามในยุคนั้นอย่างแท้จริง ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา มีการแสดงผล small seconds indicator ที่ให้ความรู้สึกย้อนยุค และเสริมลุคดั้งเดิมให้สมบูรณ์แบบ

เข็มนาฬิกาแบบ leaf-style ที่อวบอิ่ม สวยงาม และลงตัว กลายเป็นจุดเด่นที่ชวนให้หลงใหล ท่ามกลางตัวเลขแบบ Breguet ที่ได้รับการปรับโฉมด้วยสไตล์ละติน ซึ่งร้อนแรงและมีเสน่ห์เฉพาะตัว

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้ามคือ bezel ที่ออกแบบโดย Hida-san การออกแบบให้มีรูปทรง concave ช่วยสร้างการสะท้อนแสงที่สวยงาม และน่าหลงใหลไปทั่วผิวของมัน แต่ละมุมของเบเซลยังสะท้อนถึงความประณีต และความใส่ใจในรายละเอียดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Type 2 มาในสไตล์ที่เรียบง่ายและเน้นความคลาสสิกด้วย center seconds ที่อยู่ใจกลาง พร้อม sector-type dial ที่สร้างลุคที่สะอาดตาและมีความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบ ตัวเรือนออกแบบให้สะท้อนถึงความงามในยุค ’50s ที่ไม่วุ่นวายแต่ยังคงความโดดเด่นในทุกการเคลื่อนไหว

เข็มนาฬิกามีการออกแบบในแบบ minimalist baton hands ที่ให้ความเรียบง่ายและทันสมัย ในขณะที่ Arabic indexes ถูกแกะสลักด้วยมือและเติมด้วย cashew lacquer สร้างความลึกซึ้งและมิติที่ชัดเจน

การใช้ขอบเบเซลที่ขัดเงาอย่างพิถีพิถันแบบ flat bezel เพิ่มความสวยงามให้กับดีไซน์โดยรวม ทุกองค์ประกอบทำให้ Type 2 เป็นเรือนที่สะท้อนความล้ำสมัยของดีไซน์ยุคกลางศตวรรษได้อย่างลงตัว

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch
Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

Type 3 คือการเดินทางครั้งแรกของ Naoya Hida & Co. ในการออกแบบฟังก์ชันซับซ้อนเล็กๆ โดยเฉพาะการเพิ่ม moonphase indicator ที่สวยงามและเป็นหนึ่งในที่ดีที่สุดในวงการนาฬิกาปัจจุบัน Moonphase ถูกสร้างขึ้นจากแผ่นทองคำที่แกะสลักด้วยมือ

ซึ่งมีท้องฟ้าที่ประดับด้วยดวงดาวและพระจันทร์ที่มีความรู้สึกแสดงออกชัดเจน ในรุ่นก่อนหน้านี้พระจันทร์อาจดูเหมือนจะมีอารมณ์เคร่งขรึม แต่ในรุ่นนี้ พระจันทร์กลับมีท่าทางที่น่ารักและเป็นมิตร พร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น

ตัวเลขเป็นแบบ Roman indexes และมีเครื่องหมายจุดที่บ่งบอกเวลาอย่างละเอียด ในขณะที่เข็มนาฬิกาเป็นแบบ leaf-style ที่ให้ความสวยงามพร้อมการตกแต่งที่เรียบง่าย ขอบเบเซลที่ออกแบบมาในลักษณะ stepped bezel ทำให้ดีไซน์ของ Type 3 ดูคลาสสิกและทันสมัยไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ฟังก์ชัน moonphase ใน Type 3 ยังสามารถปรับตั้งได้ผ่านตำแหน่งที่สองของ crown ซึ่งถือเป็นการใส่ฟังก์ชันใหม่ที่สะดวกและมีความประณีต

Type 4 คือการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่ความทนทานและความคล่องตัวในแบบ sports watch ที่ยังคงความเรียบหรูอย่างไม่เหมือนใคร สิ่งที่ทำให้ Type 4 แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ คือขนาดของตัวเรือนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 36 มม. ซึ่งถือว่าเล็กที่สุดในคอลเลกชันนี้ เพราะรุ่นอื่นๆ มีขนาด 37 มม. โดยทั่วไป

เรือนนี้มาพร้อมกับ double-curved sapphire crystal ที่มีความทนทานและใสสะอาด พร้อมการสะท้อนแสงที่ดูหรูหรา เข็มนาฬิกาในรุ่นนี้ได้รับการออกแบบในลักษณะ diamond motif hands ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการออกแบบที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ เบเซลของ Type 4 ยังมีการออกแบบแบบ sloping bezel ที่มีพื้นผิวแบน ทำให้ดูสวยงามและสะท้อนความทันสมัยในเวลาเดียวกัน

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch
Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

Type 5 คือการออกแบบที่แตกต่างจากที่เคยเห็นใน Naoya Hida & Co. ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ไม่เหมือนรุ่นอื่นๆ ในคอลเลกชันนี้ 

มันมาพร้อมกับเข็มนาฬิกาสไตล์ dauphine ที่สวยงามและมีความประณีต และหน้าปัดที่ถูกขัดแต่งอย่างพิเศษให้มีลวดลายหลายระดับแบบ frosted multilevel dial ที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้ง

ตัวเลขบนหน้าปัดประกอบด้วย engraved trapezoid markers ที่ได้รับการแกะสลักอย่างละเอียด และตัวเลข Arabic 12 ที่ทำให้ตัวเรือนดูมีเอกลักษณ์และน่าสนใจ 

สิ่งที่น่าทึ่งคือ ไม่มีนาฬิกาเรือนใดจาก Naoya Hida & Co. ที่มีการผสมผสานของเบเซล เข็ม และเครื่องหมายเหมือนกัน แต่ทว่าด้วยลายเซ็นต์การออกแบบของ Hida-san ที่เป็นเอกลักษณ์ ทุกครั้งที่เห็นนาฬิกาเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้เห็นลายเซ็นต์ที่แกะสลักด้วยมือ คุณก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นนาฬิกาจาก Naoya Hida & Co.

เสน่ห์ของการเป็นเจ้าของนาฬิกาจาก Naoya Hida & Co. คือการค้นพบทุกๆ รายละเอียดและความทุ่มเทอย่างลึกซึ้งที่สอดแทรกอยู่ในปรัชญาของแบรนด์นี้

นักสะสมและผู้ค้าหรือนาฬิกาชื่อดัง Eric Ku เคยกล่าวถึงการออกแบบของ Type 2 ว่าเขามีความชื่นชมในความละเอียดของหน้าปัด ที่มีถึงสามระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งทุกระดับได้รับการตกแต่งอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแต่ที่ด้านราบของหน้าปัด แต่ยังรวมถึงบริเวณผิวแนวตั้งที่แต่ละระดับสัมผัสกันอีกด้วย การออกแบบเคสของ Hida-san นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทในการตกแต่งที่ไร้ที่ติ

ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวนาฬิกาใหม่จาก Naoya Hida & Co. มักจะผลิตในจำนวนที่จำกัด มักจะมีจำนวนไม่เกิน 10 เรือน และใช้เวลาในการส่งมอบระหว่างหนึ่งถึงสองปี การที่จะซื้อหนึ่งในนาฬิกาเหล่านี้ ผู้ที่สนใจต้องส่งใบสมัครเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

นาฬิกาทุกเรือนที่มีเคสทรงกลมจะมาพร้อมกับฝาหลังที่ทำจากวัสดุแข็งและมีลวดลายเกลียวที่คล้ายกับฝาหลังแบบ water-resistant หรือ étanche ที่พบได้ในนาฬิกาของ Borgel และแบรนด์อื่นๆ ในช่วงปี ’40

ภายในเครื่องบอกเวลาคือกลไกที่ใช้ฐานจาก Valjoux 7750 แต่ได้รับการปรับแต่งให้กลายเป็นกลไก manual winding พร้อมกับ baseplate ที่มีลายเซ็นต์เฉพาะของ Naoya Hida & Co.

Eric Ku นักสะสมนาฬิกาชื่อดังได้กล่าวถึงการเลือกกลไกนี้ของ Hida-san ว่ามีเหตุผลที่ชัดเจน นั่นคือการจัดตำแหน่งของตัวบ่งชี้ sub-seconds ที่สมบูรณ์แบบ Hida-san เลือกที่จะถอดกลไก chronograph ออก พร้อมกับชิ้นส่วนอัตโนมัติ และทำการปรับแต่งเพื่อเพิ่มความรู้สึกและเสียงในการเก็บลมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Genesis of the ‘Rising Star’

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ในปี 2019 การผลิตของ Naoya Hida & Co. ได้ดำเนินไปอย่างระมัดระวังและมีความพิเศษไม่ต่างจากผู้ผลิตไวน์ Burgundy ที่ได้รับการยกย่องในวงการ ด้วยจำนวนการผลิตทั้งหมดไม่เกิน 300 เรือน 

โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ทีมงานจาก Hida-san, Fujita-san, และ Kano-san ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนการผลิตทั้งหมดให้ผู้ที่สนใจได้ตรวจสอบ หากคุณโชคดีพอที่จะเป็นเจ้าของนาฬิกาจาก Naoya Hida & Co. คุณสามารถเช็กความจำกัดของเรือนนั้นได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่สำคัญคือ นาฬิกาจาก Naoya Hida & Co. นั้นหายากมาก ถึงขั้นที่เมื่อผมตั้งคำถามเกี่ยวกับการร่วมมือในโอกาสครบรอบ 20 ปีของนิตยสาร Revolution ในปี 2025 ผมพร้อมรับคำปฏิเสธอย่างสุภาพอยู่แล้ว

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

Hida-san ใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับข้อเสนอที่นำเสนอ เขาตอบกลับด้วยความเมตตา พร้อมกล่าวว่าเขาคิดว่าทั้ง Revolution และ The Rake ต่างมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานในวงการนาฬิกาและความหรูหราแบบคลาสสิกตามลำดับ เขาถามว่าผมสนใจอะไร ซึ่งผมตอบไปทันทีว่า “Type 3 สองโทน”

ต้องไม่ลืมว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2023 Hida-san ยิ้มและบอกว่ากำลังพิจารณาที่จะเปิดตัวนาฬิกาในรูปแบบนี้ในวัสดุสตีลและโรสโกลด์ พร้อมกับดวงจันทร์ฟาซี่จากหิน lapis lazuli ที่งดงาม

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

การออกแบบนาฬิกาที่ผมเสนอแตกต่างไปตรงที่การใช้เยลโลว์โกลด์ 3N เป็นวัสดุที่คอนทราสต์สำหรับขอบหน้าปัด เข็มนาฬิกา และแม้กระทั่งก้านหมุน ในขณะที่เวอร์ชันของ Hida-san จะใช้ก้านหมุนสตีลแทน สำหรับผมแล้ว ขอบหน้าปัดแบบขั้นบันได (stepped bezel) เป็นดีไซน์ที่ชื่นชอบ และผมถือว่า Type 3 ของ Naoya Hida & Co. มีขอบหน้าปัดที่งดงามที่สุดในวงการ 

นอกจากนี้ ผมยังเสนอการใช้ดวงจันทร์ฟาซี่จากหิน lapis lazuli แบบมือขัดที่เข้าชุดกับเยลโลว์โกลด์ 3N

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจำนวนที่คิดไว้ ผมตอบไปว่า “10 เรือน” แม้ว่าจะรู้ว่าเป็นจำนวนที่มากสำหรับการผลิตน้อยๆ แบบของ Hida-san อย่างน่าทึ่ง และด้วยความใจดีจริงๆ Hida-san ตกลงร่วมโครงการนี้

และนี่คือจุดเริ่มต้นของนาฬิกาที่เรากำลังจะเปิดตัวในวันนี้ หนึ่งในความร่วมมือที่ผมภาคภูมิใจที่สุด

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch
Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

9 จาก 10 เรือนนั้นถูกจัดสรรล่วงหน้าให้กับนักสะสมที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Hida-san และบางคนก็มีข่าวลือเกี่ยวกับความร่วมมือนี้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ได้ครอบครองเรือนที่ 1 อย่างสมควรคือ Wes Lang ผู้ซึ่งนำสายตาที่เฉียบคมมาช่วยเติมเต็มนาฬิกาด้วยรายละเอียดที่สำคัญหนึ่งอย่าง

Wes Lang และผมมีการพูดคุยกันเป็นประจำ ซึ่งมักจะเป็นช่วงเช้าเวลาในสิงคโปร์ และช่วงบ่ายของลอสแอนเจลิส เมื่อเราพูดถึงโครงการนี้ (เขาคือคนแรกที่รู้เรื่องนี้) เขากล่าวว่า “เราควรหาวิธีที่จะใส่ ดาวจากโลโก้ Revolution ลงไปในนาฬิกานี้ และชอบส่วนนี้ของโลโก้คุณจริงๆ”

Naoya Hida & Co. x Revolution: The Type 3B-2 'Rising Star' Watch

โอเค เล่ามาถึงตรงนี้ ใครที่ยังติดตามอ่านกันมาถึงพารากราฟนี้ คงจะเห็นแล้วว่าการร่วมมือกับ Naoya Hida & Co. ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสร้างนาฬิกาเรือนพิเศษ แต่ยังเต็มไปด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่สะท้อนถึงความหมายที่ลึกซึ้งและความหรูหราแบบที่หาจากที่ไหนไม่ได้ จากแนวคิดของ Hida-san ที่แกะสลักดาวและเติมสีแดงบนดิสก์ moonphase ทำให้มันไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยความหมายที่เป็นเอกลักษณ์

สุดท้ายแล้ว จะเหลือเพียงแค่เรือนเดียวที่เปิดให้จับสลากเพื่อหาผู้เป็นเจ้าของ และการเลือกตามระบบของ Naoya Hida & Co. นั้น ถือเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุดในการมอบโอกาสให้กับผู้โชคดีในการครอบครองนาฬิกาเรือนพิเศษนี้

Breitling x ศึกแห่งตำนาน Top Time B01 ท้าทายเวลาพร้อมกลิ่นอายแห่งอดีต

ศึกสองล้อในตำนานที่กลายเป็นเรือนเวลา Breitling รำลึกการแข่งขันที่ทั้งดุเดือดและอบอุ่นที่สุด

ในโลกของนาฬิกาที่หมุนเร็วไม่แพ้สนามแข่ง บางครั้งเรือนเวลาก็ไม่ได้มีไว้บอกแค่เวลาเท่านั้น แต่มันยังสามารถบันทึกเรื่องราวแห่งความทรงจำ มิตรภาพ และตำนานที่ยากจะเลือนหาย เช่นเดียวกับ Breitling Top Time B01 รุ่นล่าสุด ที่เราหยิบมาเล่าในบทความนี้ ในฐานะเครื่องบอกเวลา ที่กลับมาพร้อมบทบรรเลงแห่งความเคารพต่อสองสุดยอดนักปั่นชาวอิตาลีผู้กลายเป็นตำนาน ทั้งในฐานะ “คู่แข่งที่ดุเดือด” และ “เพื่อนแท้ตลอดชีวิต”

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของจักรยาน และก็ไม่ใช่แค่เรื่องของนาฬิกา แต่มันคือเรื่องของความหลงใหลในความเร็ว ความสัมพันธ์ที่เหนือกว่าการแข่งขัน และวิธีที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Breitling เลือกบันทึกมันไว้…ในรูปแบบของเรือนเวลาลิมิเต็ดที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของทั้งกีฬาและหัวใจ

Breitling Top Time B01 Coppi Bartali

เดือนนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งพอตัวสำหรับ Breitling Top Time B01 หลังจากเพิ่งปล่อยรุ่นใหม่สุดพิเศษที่ร่วมงานกับ Martini Racing ไปสด ๆ ร้อน ๆ พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดอย่าง Austin Butler ที่มาส่งพลังให้แบรนด์ดูร่วมสมัยยิ่งขึ้น

แต่ Spotlight ยังไม่หมดแค่นั้น… เพราะคราวนี้ Top Time B01 กลับมาอีกครั้งในแบบที่ทั้งสนุกและทรงคุณค่า กับเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 2 รุ่นที่เป็นการ สดุดีตำนานสองล้อของอิตาลี อย่าง Fausto Coppi และ Gino Bartali  สองนักปั่นที่ไม่ใช่แค่คู่แข่ง แต่ยังเป็นเพื่อนแท้ที่กลายเป็นบทกวีแห่งมิตรภาพและความทุ่มเทในโลกของกีฬา

ตำนานสองล้อ ผู้เป็นมากกว่านักกีฬา

หากนาฬิกา Breitling เรือนนี้มีหัวใจ มันคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้พูดถึงชื่อของ Fausto Coppi และ Gino Bartali สองตำนานแห่งโลกจักรยานชาวอิตาลี ผู้ไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งในสนาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของสองอุดมการณ์ที่เคยฉายชัดบนเส้นทางประวัติศาสตร์ของชาติ

ในช่วงเวลาที่อิตาลีกำลังฟื้นฟูจากบาดแผลสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนทั่วประเทศต่างจับจ้องไปที่การแข่งขันของพวกเขา มันไม่ใช่แค่การแข่งขันทางร่างกาย แต่มันคือเวทีที่สะท้อนความเชื่อ ความหวัง และทิศทางของทั้งประเทศ

Bartali เปรียบดั่งภูเขาที่มั่นคง สงบแต่หนักแน่น สื่อถึงความอดทนอย่างเป็นระบบและจิตวิญญาณแบบคาทอลิกอนุรักษนิยม ขณะที่ Coppi คือสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง พริ้วไหว ฉับไว เต็มไปด้วยกลยุทธ์และความลื่นไหลที่ราวกับการเต้นรำบนยอดเขา เขาคือภาพแทนของแนวคิดเสรี ความก้าวหน้า และความฝันของคนรุ่นใหม่

การแข่งขันของทั้งคู่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ใครจะเข้าเส้นชัยก่อน” แต่มันคือเรื่องของการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ ระหว่างอดีตที่หนักแน่น กับอนาคตที่เร้าใจ

Breitling Top Time B01 Coppi Bartali
จิโน บาร์ตาลี (ซ้าย) และ ฟาอุสโต ค็อปปี้ (ขวา) ภาพจาก: Cicli Sergio Bianchi

น้ำใจนักกีฬาที่กลายเป็นภาพจำตลอดกาล

แม้เส้นทางสายแข่งขันของทั้ง Fausto Coppi และ Gino Bartali จะเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ตราตรึง แต่ไม่มีเหตุการณ์ไหนที่จะกลายเป็นตำนานเทียบเท่า “การส่งขวดน้ำ” ในสเตจขึ้นเขาสุดโหดของ Tour de France ปี 1952

มันเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายแทบแตกสลายจากความชันของภูเขา หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยแรงกดดัน และเส้นชัยยังอยู่ไกลลิบจนแทบมองไม่เห็น… แล้วทันใดนั้น หนึ่งในสองคู่แข่งกลับยื่นขวดน้ำให้กับอีกคน  ไม่ใช่ด้วยท่าทีของศัตรูที่หมดแรง แต่ด้วยความเคารพในกันและกันอย่างแท้จริง

ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครเป็นฝ่ายยื่น และใครเป็นฝ่ายรับ แต่สิ่งที่โลกจดจำไม่ใช่ “ใคร” หากเป็น “อะไร”… นั่นคือ น้ำใจนักกีฬา ที่บริสุทธิ์เกินคำว่าแข่งขัน

ภาพถ่ายขาวดำของโมเมนต์นั้น กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังในโลกกีฬา การยืนเคียงข้างกันแม้จะอยู่คนละฝั่ง ความเป็นมนุษย์ที่ชนะเหนือชัยชนะ และความงดงามของจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อล้มคนอื่น แต่มีไว้เพื่อยืนหยัดไปด้วยกัน

ในยุคที่อิตาลียังคงสั่นคลอนจากรอยแผลของสงคราม ภาพของ Coppi และ Bartali กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจระดับชาติ เป็นบทพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ในสนาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่ได้วัดจากชัยชนะ แต่เกิดจากการเคารพและศรัทธาซึ่งกันและกัน

เรือนเวลาที่ไม่ใช่แค่ของสะสม แต่คือจดหมายถึงตำนาน

เพื่อสดุดีจิตวิญญาณของทั้ง Fausto Coppi และ Gino Bartali อย่างสมศักดิ์ศรี Breitling ได้รังสรรค์ Top Time B01 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันสองเรือน เปรียบเสมือน “จดหมายรักบนข้อมือ” ที่บอกเล่าเรื่องราวของตำนานทั้งคู่ผ่านงานออกแบบที่เฉียบคมและทรงพลัง

Top Time B01 Fausto Coppi

นาฬิกาที่ดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยหน้าปัดย่อยสี turquoise ที่ตัดกับพื้นหลังขาวสะอาดอย่างมีชั้นเชิง เฉดสีเดียวกับจักรยานคู่ใจของ Coppi ผู้เป็นเหมือนลมหมุนบนเส้นทางขึ้นเขา และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือเข็มจับเวลารูปสายฟ้าสีส้มสด สะท้อนความฉับไวเฉียบคมของชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อความชันใดในโลกใบนี้

Breitling Top Time B01 Coppi Bartali
โครโนกราฟ Breitling Top Time B01 รุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน อุทิศให้กับ Gino Bartali (ซ้าย) และ Fausto Coppi (ขวา)
Top Time B01 Gino Bartali

ขณะที่เรือนเวลาอีกฝั่งนำเสนอดีเอ็นเอของ Bartali อย่างหนักแน่น ผ่านหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง และแต้มสีเหลืองสดในรายละเอียด อิงจากเสื้อแข่งอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา นาฬิกาเรือนนี้ไม่เน้นความฉูดฉาด แต่สะท้อนพลังของความสม่ำเสมอ ความอดทน และหัวใจที่เดินหน้าโดยไม่หวั่นไหว แม้จะต้องไต่เขาอย่างเดียวดาย

คอลเลกชั่น Top Time เปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960 โดย Willy Breitling เป็นคอลเลกชั่นโครโนกราฟที่มีสไตล์และสะท้อนถึงความเร็วในการแข่งขันจักรยานและมอเตอร์สปอร์ต ในรุ่นใหม่ขนาด 41 มม. นี้ ใช้กลไก Manufacture Caliber 01 ของ Breitling ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตในบ้านเอง มอบความแม่นยำที่ได้รับการรับรองจาก COSC และมีพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 70 ชั่วโมง

จุดเด่นของเรือนนี้คือหน้าปัดย่อยทรง “สแควร์-วงรี” ที่ตั้งอยู่ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งใช้ติดตามวินาทีที่วิ่งและนาทีของโครโนกราฟ ทำให้การใช้งานสะดวกและแม่นยำในทุกการแข่งขัน

Fausto Coppi ได้รับฉายาว่า Il Campionissimo (แชมป์ของแชมป์) จากความสามารถที่ไม่เคยมีใครเทียบได้ในวงการจักรยาน ด้วยการคว้าแชมป์ Giro d’Italia ถึงห้าสมัย Tour de France สองครั้ง และแชมป์โลกอีกหนึ่งครั้ง

ขณะที่ Gino Bartali สร้างชื่อเสียงด้วยการคว้า Tour de France สองครั้ง (1938, 1948) และ Giro d’Italia สามครั้ง แม้จะเป็นคู่แข่งที่ดุเดือด แต่มีรายงานว่า Bartali ได้รับฉายา L’Intramontabile (ความอมตะ) ด้วยความถ่อมตนและนิสัยเงียบสงบที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานที่ไม่เคยเสื่อมคลาย

Breitling Top Time B01 Coppi Bartali
Breitling Top Time B01 Fausto Coppi ความเป็นตำนานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เติมเต็มทุกจังหวะการแข่งขันด้วยดีไซน์ที่เต็มไปด้วยสไตล์และความแม่นยำ
Breitling Top Time B01 Coppi Bartali
Breitling Top Time B01 Gino Bartali  สัญลักษณ์แห่งความมั่นคงและความอดทน ที่สะท้อนจิตวิญญาณของตำนานนักปั่นผู้ยิ่งใหญ่

ดังนั้น นาฬิกาของแต่ละคน ซึ่งผลิตขึ้นเพียง 750 เรือนเท่านั้น จึงมีฉายาของพวกเขาบนสเกล tachymeter และลายเซ็นของแต่ละคนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

Georges Kern ซีอีโอของ Breitling กล่าวว่า “Coppi และ Bartali มีความเป็นคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกีฬา พวกเขาผลักดันซึ่งกันและกันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จใหม่ ๆ นี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งนาฬิกาเหล่านี้ช่วยนำชีวิตของพวกเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

Breitling Top Time B01 Coppi Bartali
Breitling Top Time B01 Coppi Bartali
สรุปข้อมูลทางเทคนิค
Breitling Top Time B01 Fausto Coppi และ Gino Bartali รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน
  • รหัสรุ่น: Ref. AB01768A1A1A1 / Ref. AB01768A1A1X1 / Ref. AB01767A1C1A1 / Ref. AB01767A1C1X1
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Breitling Manufacture COSC-certified Caliber 01 พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีขนาดเล็ก ฟังก์ชันโครโนกราฟ
  • ขนาดเคส: 41 มม. × 13.3 มม. สแตนเลสสตีล กันน้ำได้ถึง 100 ม.
  • หน้าปัด: ขาวพร้อมหน้าปัดย่อยโครโนกราฟสีเทอร์ควอยซ์ น้ำเงินพร้อมหน้าปัดย่อยโครโนกราฟสีขาว
  • สาย: สายหนังลูกวัวธีมการแข่งสีเทอร์ควอยซ์หรือน้ำเงิน และสายตาข่ายสแตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกแบบผีเสื้อ
  • ความพร้อมจำหน่าย: ผลิตจำกัดเพียง 750 เรือนเท่านั้น

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Breitling / Revolution

Timepieces: กว่า 270 ปี แห่งกาลเวลาที่สร้างสรรค์ความสมบูรณ์แบบไม่รู้จบกับ  Vacheron Constantin

ถ้าคุณคิดว่านาฬิกาเป็นแค่เครื่องบอกเวลา… เราอยากชวนคุณย้อนกลับไปไกลกว่านั้น

ลองจินตนาการถึงเจนีวาเมื่อกว่า 270 ปีก่อน เมืองเล็กริมทะเลสาบที่เต็มไปด้วยเสียงเครื่องมือช่าง เสียงเหล็กกระทบกันเบา ๆ และกลิ่นของไม้เก่าที่เคยเก็บความลับของเวลาไว้ในทุกลมหายใจ ที่นั่น… ณ เวิร์กช็อปเล็ก ๆ ของชายคนหนึ่งชื่อว่า Jean-Marc Vacheron ความฝันที่ยิ่งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่แค่ฝันที่จะประดิษฐ์นาฬิกา แต่คือการจับช่วงเวลาให้อยู่ในฝ่ามืออย่างสง่างาม

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ชื่อของ Vacheron Constantin ก็กลายเป็นบทหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกนาฬิกา เป็นหลักไมล์ของความมุ่งมั่น ความประณีต และศิลปะที่ไม่เคยหยุดเดินหน้าตามกระแสโลก และใช่…เรื่องราวนี้ยังไม่จบตรงนั้น

Vacheron Constantin มรดกแห่งกาลเวลาที่สืบทอดมากว่า 270 ปี

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าเข็มวินาที มีเพียงไม่กี่สิ่งที่ยังคงอยู่กับมนุษย์มาเนิ่นนานอย่างมั่นคง Vacheron Constantin คือนาฬิกาเรือนหนึ่งในนั้น

ย้อนกลับไปในปี 1755 ที่เมืองเจนีวา ศูนย์กลางของหัตถศิลป์ชั้นสูงแห่งยุโรป ขณะที่โลกยังไม่รู้จักคำว่า “ควอตซ์” หรือ “สมาร์ตวอทช์” ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า Jean-Marc Vacheron ได้ตั้งเวิร์กช็อปเล็ก ๆ เพื่อสร้างกลไกเวลาอย่างพิถีพิถัน เขาไม่ได้ทำเพียงนาฬิกา เขาสร้างคุณค่าขึ้นในทุกฟันเฟือง

นั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งยังคงดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เคยหยุดสายการผลิตแม้แต่วันเดียว ตลอดช่วงสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

จากเวิร์กช็อปไม้เล็ก ๆ กลางเมืองกลายมาเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์ จักรพรรดิ และนักสะสมนาฬิกาชั้นนำทั่วโลก Vacheron Constantin ไม่เคยยอมลดระดับความประณีตของตนแม้จะอยู่ท่ามกลางโลกที่วิ่งเร็วขึ้นทุกวินาที

และในขณะที่หลายแบรนด์หันหานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อตามให้ทันโลก Vacheron Constantin กลับเลือกยืนอยู่ในจุดที่เหนือกว่าเวลา ด้วยหลักการที่ François Constantin ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ปี 1819 ว่า “Faire mieux si possible, ce qui est toujours possible.”

วลีนี้ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่มันคือแก่นกลางของจิตวิญญาณที่ทำให้นาฬิกาของแบรนด์นี้แตกต่างจากเรือนเวลาใด ๆ บนโลก

จากห้องเวิร์กช็อปสู่การปฏิวัติเครื่องบอกเวลาในประวัติศาสตร์

ในปี 1839 แบรนด์ได้ดึงตัววิศวกรอัจฉริยะนามว่า Georges-Auguste Leschot เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการนาฬิกาไปตลอดกาล ด้วยการคิดค้นเครื่องจักรที่สามารถผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาให้มีขนาดมาตรฐาน และสามารถสลับเปลี่ยนกันได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นของการผลิตนาฬิกาแบบ interchangeable parts ที่เปรียบได้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกายุคใหม่

ในช่วงปี 1920s – 1930s

เสน่ห์ของแบรนด์ยิ่งเฉิดฉายด้วยงานออกแบบแนว Art Deco ที่ผสานความงามแบบสถาปัตยกรรมเข้ากับกลไกอันซับซ้อนของนาฬิกา กลายเป็นเครื่องประดับที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่บอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในเจนีวา แต่เริ่มขยายอิทธิพลไปสู่ตลาดอเมริกา กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ยุโรปรายแรกที่บุกตลาดใหญ่นอกทวีป และในขณะที่คนทั้งโลกยังพกนาฬิกาในกระเป๋า Vacheron Constantin กลับเริ่มผลิตนาฬิกาข้อมืออย่างต่อเนื่อง การมองเห็นอนาคตของโลกเวลาก่อนใครในยุคที่ยังไม่มีใครคิด

Vacheron Constantin's 270-Year Journey
Vacheron Constantin's 270-Year Journey
Vacheron Constantin's 270-Year Journey

ศิลปะเรือนเวลา เมื่อช่างนาฬิกาเป็นดั่งศิลปิน

ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 21 เกิดขึ้นในปี 2005 เมื่อแบรนด์เผยโฉมผลงานระดับตำนานอย่าง Tour de l’Île นาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลกในเวลานั้น ด้วยฟังก์ชันถึง 16 กลไก ในเรือนเดียว ผลงานที่ไม่ได้แค่แสดงความชำนาญของช่าง แต่คือการประกาศศักดาแห่งหัตถศิลป์ของแบรนด์ในระดับโลก

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

และเมื่อเข้าสู่ปี 2015 ในวาระครบรอบ 260 ปี ของการก่อตั้ง Vacheron Constantin ได้เปิดตัวนาฬิกาเรือนประวัติศาสตร์อีกเรือนหนึ่ง Reference 57260 ซึ่งกลายเป็น นาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก

ด้วยฟังก์ชันมหาศาลถึง 57 ประการ บรรจุอยู่ในเรือนเดียว นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือบทสรุปของสองศตวรรษครึ่งแห่งความหลงใหล ความมุ่งมั่น และการเดินหน้าท้าทายขีดจำกัดของเวลาอย่างแท้จริง

หลังจากที่ Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 260 ปีในปี 2015 ปีถัดมาพวกเขาเปิดตัวนาฬิกา Overseas รุ่นที่สาม ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยมีการพัฒนากลไกที่ผลิตภายในโรงงานของตนเอง (in-house movements)

รวมถึง Calibre 5100 สำหรับรุ่นสามเข็ม Calibre 5200 สำหรับรุ่นโครโนกราฟ และ Calibre 5300 สำหรับรุ่นผู้หญิงที่มีเข็มวินาทีขนาดเล็ก นาฬิกาชุดนี้ทำให้การผสมผสานของดีไซน์และกลไกเทคโนโลยีที่ทันสมัยกลายเป็นจุดเด่นของแบรนด์

ในปี 2017 Vacheron Constantin เปิดตัว Les Cabinotiers Celestia Astronomical Grand Complication 3600 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ นาฬิกาชิ้นนี้มาพร้อมกับฟังก์ชัน 23 รายการในตัวเรือนที่บางเฉียบเพียง 8.7 มม. จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการผลิตนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสุดขีดพร้อมดีไซน์ที่งดงาม

ส่วนในปี 2018 Vacheron Constantin ได้เปิดตัวคอลเลกชัน Fiftysix ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น 6073 ในปี 1956 การออกแบบในคอลเลกชันนี้ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัยอย่างลงตัว และเป็นการแสดงถึงการคงความเป็นเอกลักษณ์ในขณะเดียวกันก็ทันสมัยและเข้ากับยุคสมัย

ต่อมาในปี 2019 Vacheron Constantin ได้เปิดตัว Traditionnelle Twin Beat Perpetual Calendar นาฬิกาที่มีระบบการเปลี่ยนความถี่ของกลไกจาก 5Hz เป็น 1.2Hz ซึ่งทำให้สามารถยืดอายุการสำรองพลังงานสูงสุดถึง 65 วัน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการประดิษฐ์ที่ไม่เคยหยุดหย่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้งาน

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

ในปี 2021 Vacheron Constantin เปิดตัว Les Cabinotiers Sonnerie Westminster – Tribute to Johannes Vermeer นาฬิกาพกแบบสั่งทำพิเศษที่รวมความชำนาญทางศิลปะและการผลิตนาฬิกาชั้นสูงของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

ด้วยการใช้กลไกในบ้าน Calibre 3761 ซึ่งมีฟังก์ชันที่ซับซ้อนอย่าง Grande และ Petite Sonnerie, Minute Repeater, Westminster Carillon และ Tourbillon ที่พัฒนาขึ้นโดยช่างนาฬิกาที่ออกแบบ Reference 57260 ตัวเรือนได้รับการสลักด้วยมือด้วยเทคนิคต่างๆ

และได้รับการตกแต่งด้วยโบว์ที่ประดับด้วยหัวสิงโตที่สลักด้วยมือ อีกทั้งฝาหลังของนาฬิกายังมีการสร้างงานเครื่องปั้นเซรามิกของภาพสาวสวมต่างหูมุกจากผลงานของ Johannes Vermeer โดยฝีมือของ Anita Porchet

Vacheron Constantin's 270-Year Journey
Vacheron Constantin's 270-Year Journey

ในปี 2022 Vacheron Constantin เปิดตัว Métiers d’Art Tribute to Great Civilisations ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิเปอร์เซียในยุค Darius the Great สมัยทองคำของอียิปต์โบราณ ยุคเฮลเลนิสติกของกรีกโบราณ

และการขึ้นสู่อำนาจของ Augustus จักรพรรดิแห่งโรมัน คอลเลกชันนี้เกิดจากความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre) ในกรุงปารีส ซึ่งเริ่มต้นในปี 2019 และผ่านกระบวนการทำงานร่วมกับผู้ดูแลและนักประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

ปี 2023 เรียกว่าเป็นปีแห่งการสร้างสรรค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับ Vacheron Constantin เพราะพวกเขาได้สร้าง Les Cabinotiers Armillary Tourbillon (Rolls-Royce) ในการตอบสนองต่อคำขอพิเศษจากลูกค้า

รายการนี้ถูกออกแบบให้มี Tourbillon แบบสองแกน (dual-axis tourbillon) และหน้าปัดที่แสดงชั่วโมงและนาทีแบบย้อนกลับ (retrograde hours and minutes) ซึ่งจะติดตั้งลงในส่วนหน้าของรถยนต์ Rolls-Royce Amethyst Droptail

นาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้พอดีกับการตกแต่งภายในของรถยนต์ที่ออกแบบโดย Rolls-Royce โดยได้รับการทำงานร่วมกับทีมงานจาก Rolls-Royce ในการพิจารณาข้อกำหนดทางเทคนิคและการตกแต่ง

ในปีเดียวกัน Vacheron Constantin ยังได้ประกาศ การเป็นพันธมิตรกับ The Metropolitan Museum of Art (The MET) ซึ่งเป็นการร่วมมือทางศิลปะและวัฒนธรรม โดยพันธมิตรนี้มุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์และเฉลิมฉลองศิลปะและความรู้ ผ่านพันธมิตรนี้ Vacheron Constantin จะสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของ The MET และร่วมมือในการจัดงานพิเศษต่างๆ

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

ถัดมาในปี 2024 Vacheron Constantin เปิดตัว การเป็นพันธมิตรกับ Educational Institute of the Palace Museum ที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการร่วมมือระยะยาวที่มีรากฐานจากการศึกษและการส่งต่อความรู้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างแบรนด์กับประเทศจีนตั้งแต่ปี 1845

ปี 2024 ยังเป็นปีที่ Vacheron Constantin เปิดตัว Les Cabinotiers The Berkley Grand Complication ซึ่งถือเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก มีฟังก์ชันถึง 63 รายการและส่วนประกอบถึง 2,877 ชิ้น

โดยมาพร้อมกับปฏิทินจีนนิยม (Chinese Perpetual Calendar) ซึ่งมีความซับซ้อนเนื่องจากวงจรของปฏิทินจันทรสุริยะที่ไม่เป็นระเบียบ การพัฒนากลไก Calibre 3752 จนถึง 2200 ถือเป็นความสำเร็จทางการผลิตนาฬิกาที่ต้องใช้เวลากว่า 11 ปีในการพัฒนา และนาฬิกาชิ้นนี้เป็นการก้าวไปข้างหน้าของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงในประวัติศาสตร์

การแสวงหาความเป็นเลิศ

ในปี 2025 นี้ เรื่องราวแห่งกาลเวลาได้เริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่จากใจกลางอาบูดาบี เมื่อแบรนด์ได้เปิดม่านนิทรรศการฉลอง 270 ปีของแบรนด์ระดับตำนาน ภายใต้ชื่อ The Quest: 270 Years of Seeking Excellence นิทรรศการครั้งนี้เป็นการพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งศิลปะ กลไก วิสัยทัศน์ และจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนแบรนด์มาตลอดเกือบสามศตวรรษ

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

สถานที่จัดงานคือ Al Qana ริมน้ำสุดงดงามในอาบูดาบี ที่ซึ่งผู้คนจากทั่วโลกได้เข้าชมระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ถึง 15 เมษายน ที่ผ่านมา ก่อนที่นิทรรศการนี้จะเริ่มต้นการเดินทางไปทั่วโลก สัมผัสแรกที่ได้ก้าวเข้าสู่งานนี้ คือความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในปี 1755 จุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ Vacheron Constantin ที่เชื่อมั่นเสมอ

Vacheron Constantin's 270-Year Journey
ย้อนเวลากลับไปเพื่อค้นพบเหตุการณ์สำคัญของการผลิตนาฬิกาของ Vacheron Constantin

หนึ่งในหัวใจหลักของนิทรรศการคือการบอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านเรือนเวลาสุดล้ำค่า ตั้งแต่นาฬิกาแบบ pocket watch สไตล์ grand complication เครื่องประดับระดับไฮจิวเวลรี่ ไปจนถึงนาฬิกากลไกพิเศษที่มีเข็มชั่วโมงกระโดดและนาทีแบบถอยกลับ ทุกชิ้นคือหลักฐานแห่งความมุ่งมั่นและความประณีตที่ไม่เปลี่ยนแปลงของแบรนด์

Vacheron Constantin's 270-Year Journey
Vacheron Constantin's 270-Year Journey

ครั้งนี้เป็นการก้าวข้ามกาลเวลาไปยังอนาคต ห้อง Constellation Room ในงานจัดแสดงผังดวงดาวของท้องฟ้าอาบูดาบียามค่ำคืน เป็นการเชื่อมโยงระหว่างดาราศาสตร์ ศิลปะ และการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง

ในแต่ละห้องของนิทรรศการถูกเรียงร้อยเป็นบทต่าง ๆ ทั้ง The Beginning, Artistic Crafts and Finishing, High Watchmaking, The Quest, Arts and Culture The Majlis, ไปจนถึง Guests Experience ที่มอบความรู้สึกเสมือนเราได้เดินทางผ่านยุคสมัยไปพร้อมกับแบรนด์

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

อีกหนึ่งจุดที่ตรึงสายตาคือการจัดแสดงเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Watches & Wonders พร้อมกันกับเจนีวา ทั้งรุ่น Diamond-set Traditionnelle Tourbillon, Patrimony Retrograde, Égérie สีโรสโกลด์ประดับเพชร และ Historiques 222 ที่มาในสตีล ซึ่งทั้งหมดล้วนสื่อถึงความกลมกลืนระหว่างเทคโนโลยีล้ำยุคและรากฐานความงามแบบดั้งเดิม

หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดในนิทรรศการนี้คือการเผยโฉม Celestia เรือนเวลาชั้นสูงที่ประดับแผนที่ท้องฟ้าเหนืออาบูดาบียามค่ำคืน เป็นการหลอมรวมความแม่นยำทางกลไกกับความงามทางดาราศาสตร์อย่างลงตัว และยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างแบรนด์กับศาสตร์แห่งจักรวาล

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

นอกจากนี้ นิทรรศการยังได้สร้าง Majlis พื้นที่พิเศษที่ทางแบรนด์จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นสถานที่พบปะ สนทนา และเรียนรู้เรื่องราวของ haute horology อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเวิร์กช็อป การบรรยาย หรือกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่แบรนด์ได้นำเสนอโปรแกรมพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงจิตวิญญาณของฤดูกาลกับศิลปะและมรดกแห่งภูมิปัญญา

เสียงตอบรับจากผู้ชมล้นหลาม และหนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้คนในวงการต้องจับตามองคือ การกล่าวของ Christophe Ramel ผู้จัดการทั่วไปของ Vacheron Constantin Middle East ที่บอกว่า การนำเสนอ The Quest ในอาบูดาบีครั้งนี้ คือเกียรติอย่างสูงสุด เป็นการเฉลิมฉลองมรดกของแบรนด์ควบคู่กับความล้ำสมัยของเมืองหลวงแห่งนี้

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

และใช่…การเดินทางครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากปิดม่านที่อาบูดาบี นิทรรศการจะออกเดินทางไปยังเมืองสำคัญทั่วโลกตลอดปี 2025 ซึ่งรายละเอียดสถานที่จะประกาศเร็ว ๆ นี้ และไม่ว่าเมืองต่อไปจะอยู่ที่ไหน รับรองว่าจิตวิญญาณแห่งการแสวงหาความเป็นเลิศของ Vacheron Constantin จะส่องประกายไม่ต่างจากครั้งแรกที่มันถือกำเนิดในปี 1755

Vacheron Constantin's 270-Year Journey

เส้นทางของ Vacheron Constantin เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่และผลงานที่ทรงคุณค่า ซึ่งยังคงสร้างตำนานและผลักดันขอบเขตแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงไปสู่จุดสูงสุดในทุกๆ ปีและนี่คือการเดินทางอันยาวนานของ Vacheron Constantin ที่ไม่เคยหยุดยั้งในการสร้างสรรค์ผลงานสุดล้ำค่าที่ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำในวงการนาฬิกาชั้นสูงตลอดระยะเวลากว่า 270 ปี

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Vacheron Constantin / Revolution

Mido เปิดตัวนาฬิกาสปอร์ตรุ่นใหม่ Multifort Skeleton Chronograph โดดเด่นด้วยดีไซน์แรงบันดาลใจจากซูเปอร์คาร์

Mido Multifort Skeleton Chronograph มาพร้อมหน้าปัดเปลือยโชว์กลไกและฟังก์ชันจับเวลาสุดแม่นยำ

เติมพลังความมั่นใจให้ทุกจังหวะชีวิต ด้วยนาฬิกาดีไซน์สปอร์ตคอลเลกชันใหม่จาก MIDO “Multifort Skeleton Chronograph” ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากซูเปอร์คาร์ผ่านดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว หน้าปัดแบบสเกเลตันเผยให้เห็นกลไกอันทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีจับเวลาที่เที่ยงตรงเหนือระดับ มาใน 3 ดีไซน์สุดเท่ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายสายแอคทีฟ ให้มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ลงตัวกับทุกลุค

MIDO คือแบรนด์นาฬิกาที่สืบทอดตำนานความประณีตจากสวิตเซอร์แลนด์มาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ Georges Schaeren ได้ก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์นในปี 1918 ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่เหนือกาลเวลา ทั้งในแง่ของดีไซน์และการใช้งาน โดยยึดหลักการออกแบบที่ร่วมสมัย เลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมที่ทั้งหรูหราและทนทาน พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างครบถ้วน

สำหรับคอลเลกชัน Multifort Skeleton Chronograph นี้ MIDO เปิดตัวด้วย 3 ดีไซน์ที่สะท้อนคาแรกเตอร์อันหลากหลายของผู้สวมใส่ เริ่มจากรุ่นตัวเรือนสแตนเลสสตีลสีเทาแมตช์กับสายสแตนเลสสตีลและตัวล็อกแบบบานพับ ที่มอบลุคเรียบหรูแต่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ต เหมาะกับสายมินิมอลที่ยังต้องการความเนี้ยบในทุกดีเทล

ต่อด้วยรุ่นตัวเรือนสีน้ำเงินที่มาพร้อมสายยางลวดลายปั๊มนูนในโทนสีเดียวกัน เพิ่มเสน่ห์ให้ลุคดูสดใหม่ โดดเด่น และทันสมัยในทุกโอกาส และสุดท้ายกับดีไซน์ที่ดึงดูดสายตาที่สุดอย่างตัวเรือนสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำด้าน ตกแต่งหน้าปัดด้วยสีส้มอันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ มาพร้อมสายยางปั๊มนูนสีดำ ที่ตอบโจทย์ผู้ชายสายแอคทีฟที่ชอบความเท่ คล่องตัว และเต็มไปด้วยเอกลักษณ์

ทั้ง 3 ดีไซน์ในคอลเลกชัน Multifort Skeleton Chronograph มาพร้อมหน้าปัดขนาด 43 มม. ที่สะท้อนความสปอร์ตอย่างมีระดับ พร้อมปุ่มกดจับเวลาขัดเงา 2 ปุ่มด้านข้าง และเม็ดมะยมแบบขันเกลียว เพิ่มความแข็งแกร่งและใช้งานง่ายในทุกสถานการณ์

จุดเด่นอยู่ที่หน้าปัดแบบ Skeleton โชว์กลไกอัตโนมัติ Caliber 60 ได้อย่างเต็มตา ผ่านการตกแต่งอย่างประณีตด้วยเทคนิคการขัดซาติน และ Circular-graining หรือการสร้างวงกลมเล็ก ๆ ซ้อนทับกันหลายชั้น ซึ่งเป็นเทคนิคขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มมิติและพื้นผิวให้หน้าปัดดูมีชีวิตชีวา

กลไกโครโนกราฟสามวงถูกจัดวางอย่างสมดุลภายใต้หน้าปัดทรง X ที่สามารถวัดเวลาได้ตั้งแต่ 60 วินาที 30 นาที และสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง เสริมด้วยเข็มนาฬิกาและสเกลวัดความเร็ว (Tachometer) สีเงิน พร้อมการทำสีแอนทราไซต์ (Anthracite) ที่ให้ความรู้สึกล้ำสมัย หรูหราในทุกมุมมอง ทั้งยังมาพร้อมเข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว เพื่อความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาแม้ในที่แสงน้อยหรือกลางคืน

ฝาหลังโชว์จานเหวี่ยง (Oscillating weight) ที่สลักโลโก้ MIDO หมุนเคลื่อนไหวอยู่เหนือสะพานจักรที่ประดับลวดลายวงกลมอย่างประณีต เสริมด้วยเทคโนโลยีสำรองพลังงานได้นานถึง 60 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงวัสดุนวัตกรรม Nivachron™ ที่ต้านสนามแม่เหล็กและทนต่อแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 10 บาร์ หรือ 100 เมตร รองรับทุกกิจกรรมอย่างมั่นใจ

นอกจากจะเปิดตัวเรือนเวลาคอลเลกชันใหม่สุดเท่แล้ว มิโดยังแนะนำเทคนิคการเลือกนาฬิกาสปอร์ตให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของนักกิจกรรมอีกด้วย

สำหรับสายแอ็กทีฟที่ต้องการความคล่องตัวสูง การเลือกนาฬิกาที่มาพร้อมสายยางจะช่วยลดน้ำหนักของเรือนเวลา และให้ความรู้สึกเบาสบายระหว่างสวมใส่ เพิ่มประสิทธิภาพในทุกการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะสำหรับสายวิ่ง การเลือกนาฬิกาที่มีฟังก์ชันจับเวลาหรือวัดความเร็ว จะช่วยให้คุณสามารถคำนวณความเร็วได้แบบเรียลไทม์ และปรับจังหวะการวิ่งได้อย่างแม่นยำ

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบกิจกรรมในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำหรือดำน้ำลึก ควรเลือกนาฬิกาที่กันน้ำได้อย่างน้อย 100 เมตร และมีความสามารถในการต้านแรงกระแทก เพื่อความทนทานและใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์

ขณะเดียวกัน หากกำลังมองหาเรือนเวลาที่สามารถใส่ได้ทั้งวันทำงานและวันลุย นาฬิกาตัวเรือนสแตนเลสสตีลจะช่วยยกระดับลุคให้ดูทางการและเรียบโก้ขึ้น ขณะที่ดีไซน์หน้าปัดแบบ Skeleton ยังช่วยเพิ่มลูกเล่นให้กับลุคของคุณดูมีเอกลักษณ์และน่าจับตามอง

แม้นาฬิกาสไตล์สปอร์ตจะขึ้นชื่อเรื่องความอึด ทน และฟังก์ชันที่ครบครัน แต่มิโดยังเชื่อว่า “ดีไซน์” ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะเป็นไอเทมที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันแล้ว ยังช่วยเสริมความมั่นใจและบ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ คือเรือนเวลาที่แสดงออกถึงจุดร่วมระหว่างความซับซ้อนทางวิศวกรรมกับการออกแบบที่กล้าหาญ ทั้งในแง่ความงามและฟังก์ชัน กลไกเปลือยภายใต้โครงสร้างแน่นหนาไม่ได้มีไว้เพื่ออวดศักยภาพเชิงเทคนิคเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า ความงามในเรือนเวลาที่แท้จริงนั้นเกิดจากสิ่งที่ถูกเปิดเผย ไม่ใช่สิ่งที่ซ่อนเร้น

และบางครั้ง สิ่งที่ซื่อสัตย์ที่สุด อาจไม่ใช่เรือนเวลาที่บอกเวลาได้แม่นยำที่สุด แต่คือเรือนเวลาที่เล่าได้ว่าคุณเป็นใคร โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย

รายละเอียดทางเทคนิค
Multifort Skeleton Chronograph

  • กลไก: อัตโนมัติ MIDO Caliber 72 (พื้นฐานจาก ETA A31.111)
  • ขนาด: 11 ½’’ เส้นผ่านศูนย์กลาง 25.60 มม. หนา 3.85 มม.
  • จำนวนจิวเวล: 21
  • ความถี่: 25,200 ครั้งต่อชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และวันที่
  • พลังงานสำรอง: สูงสุด 72 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล Ø 40 มม. ขัดเงาและขัดซาติน
  • กระจก: คริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
  • กันน้ำ: 10 บาร์ (100 เมตร/330 ฟุต)
  • สาย: สแตนเลสสตีลขัดซาตินพร้อมตัวล็อคแบบพับ หรือสายยางลวดลายพิเศษ
  • หน้าปัด: สีดำด้าน พร้อม Super-LumiNova®
  • เข็ม: เคลือบ Super-LumiNova® เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา:MIDO

Bovet Récital ความงดงามจากบทเพลงแห่งกาลเวลา

ผลลัพธ์จากความตั้งใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ตอบโจทย์นักสะสมทั้งชายและหญิงจาก BOVET Récital 

ท่ามกลางโลกของเรือนเวลาชั้นสูง Bovet ยืนหนึ่งในฐานะแบรนด์นาฬิกาสวิสสุดหรูที่เปี่ยมด้วยความประณีตทั้งในด้านกลไกและงานศิลป์ ล่าสุดแบรนด์ได้เปิดตัว Récital 12 รุ่นใหม่

ซึ่งสืบทอดจิตวิญญาณแห่งความงามเหนือกาลเวลามาจากรุ่นยอดนิยมขนาด 40 มม. แต่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีขนาดเล็กลง เหลือเพียง 36 มม. เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงที่ชื่นชอบความเพรียวบางและพอดีบนข้อมือ

รุ่นใหม่นี้มาพร้อมสายโลหะสเตนเลสสตีลยอดนิยมที่ให้ความรู้สึกเบาสบายในการสวมใส่ พร้อมระบบเปลี่ยนสายและสร้อยที่ง่ายดาย เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานไม่ว่าจะเป็นลุคประจำวันหรืองานทางการ ตัวเรือนยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความหรูหรา ด้วยการประดับเพชรขาวถึง 56 เม็ด (~1.08 กะรัต) รอบขอบตัวเรือน สะท้อนแสงทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างมีเสน่ห์

แม้จะปรับขนาดให้เล็กลง แต่ยังคงกลไกระดับสูงแบบอัตโนมัติไว้อย่างครบถ้วน สมกับชื่อเสียงของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมจากสวิตเซอร์แลนด์

ไฮไลต์ที่เป็นเอกลักษณ์คือเข็มรูปหัวใจ ที่เกิดจากการประกบกันของเข็มชั่วโมงและนาทีในทุก ๆ ชั่วโมง รายละเอียดเล็ก ๆ ที่แฝงไว้ด้วยความโรแมนติกอย่างลุ่มลึก ไม่ว่าจะเลือกหน้าปัดกิโยเช่หลากสี หรือแบบเปลือกหอยมุกอ่อนหวาน Récital 12 ก็พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ในแบบที่สง่างามไร้ที่ติ

จุดเริ่มต้นของบทเพลงแห่งเวลา

คอลเลกชัน Récital จาก BOVET คือบทพิสูจน์อันงดงามถึงความเป็นเลิศทั้งด้านเทคนิคและศิลปะการสร้างสรรค์ที่สืบทอดกันมายาวนาน เสมือนเวทีแสดงฝีมือของเหล่าช่างนาฬิกาชั้นครูที่ร่วมกันรังสรรค์เรือนเวลาให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีเพียงหนึ่งเดียว

ชื่อ Récital ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของดนตรีคลาสสิก และเช่นเดียวกับนักดนตรีที่รวมตัวกันเพื่อซ้อมและถ่ายทอดบทเพลงอย่างกลมกลืน เหล่าช่างฝีมือของ Bovet ก็ทำงานร่วมกันอย่างประณีตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กลไกที่แม่นยำ ไปจนถึงการตกแต่งด้วยมืออันละเอียดอ่อน เพื่อหล่อหลอมเรือนเวลาให้เปี่ยมด้วยความงามทั้งภายในและภายนอก

จุดเปลี่ยนแห่งความงาม Récital 12 กับสายโลหะครั้งแรก

การเปิดตัว Récital 12 เวอร์ชันสายโลหะครั้งแรกของแบรนด์นับเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ระดับตำนาน ที่ตั้งใจพัฒนาเรือนเวลาชั้นสูงให้สามารถกลายเป็นเพื่อนคู่ใจในทุก ๆ วัน ไม่ใช่แค่เพียงในโอกาสพิเศษ

ด้วยการนำตัวเรือน Dimier อันเป็นเอกลักษณ์ มาผสานเข้ากับสายโลหะแบบครบชุดที่ทั้งสวมใส่สบายและเปี่ยมด้วยดีไซน์เหนือกาลเวลา Récital 12 จึงถือเป็นเรือนแรกของแบรนด์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานประจำวันได้อย่างแท้จริง โดยไม่ลดทอนความหรูหราแม้แต่น้อย

รายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนความพิถีพิถัน เช่น ตัวล็อกสายที่มีสัญลักษณ์ตัว “V” สุดไอคอนิกของแบรนด์ ซึ่งเมื่อปิดสนิทจะกลายเป็นรูปอินฟินิตี้ (∞) อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างมรดกแห่งประวัติศาสตร์ และความร่วมสมัย ที่แบรนด์ถ่ายทอดไว้อย่างลึกซึ้งในทุกองค์ประกอบ

Récital 12 ขอต้อนรับสู่โลกอันสวยงาม ที่คุณคือศูนย์กลางของความละเมียดละไม

สำหรับแบรนด์นี้ ความหรูหรามิใช่เพียงรูปลักษณ์ หากแต่คือปรัชญาในการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ และนั่นคือหัวใจของแนวคิด Welcome to a Beautiful World ซึ่ง Récital 12 ได้ถ่ายทอดออกมาอย่างสง่างามผ่านเรือนเวลาเวอร์ชันใหม่ขนาด 36 มม.

เรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นคำเชิญชวนให้คุณพกพางานศิลป์แห่งกลไก ติดตัวไปในทุกจังหวะชีวิต ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเวลาใด ทำงาน พบปะ หรือพักผ่อน Récital 12 ก็พร้อมสะท้อนรสนิยมของผู้สวมใส่ด้วยความเรียบหรูที่เปี่ยมด้วยความหมาย

และเมื่อคอลเลกชันนี้ขยายออกไปด้วยรุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง แนวคิดของความงามที่ BOVET สื่อสารก็แปรเปลี่ยนตามบริบทแห่งยุค แต่ยังคงไว้ซึ่งหัวใจเดียวกัน การผสานศิลปะเข้ากับชีวิตอย่างกลมกลืน

นิยามใหม่แห่งความเรียบหรู ที่เผยตัวตนผ่านทุกการเคลื่อนไหว

เช่นเดียวกับผ้าพันคอไหมชั้นดี ที่เบาบางราวอากาศแต่แฝงไว้ด้วยความประณีตทุกเส้นใย Récital 12 ขนาด 36 มม. รุ่นใหม่นี้ก็ถูกออกแบบมาเพื่อโอบรับข้อมือของคุณอย่างงดงาม สะท้อนความละเมียดละไมในแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ไม่ใช่แค่นาฬิกา หากแต่เป็นคู่หูแห่งสไตล์ ที่แต่งเติมทุกลุคให้สมบูรณ์แบบอย่าง effortless ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาที่ต้องการความเรียบเท่ หรือช่วงเวลาพิเศษที่ต้องการความเปล่งประกาย Récital 12 ก็พร้อมเติมเสน่ห์แบบมีระดับให้คุณในทุกขณะ

บทกวีแห่งเวลา ผลงานจากจินตนาการของ Pascal Raffy

Récital 12 ขนาด 36 มม. รุ่นใหม่นี้ คือการแปรเปลี่ยนจินตนาการของคุณ Pascal Raffy ผู้เป็นทั้งผู้นำและนักออกแบบผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ให้กลายเป็นรูปธรรมอันวิจิตร

ตัวเรือนสเตนเลสที่งดงาม ได้รับการประดับเพชรเจียระไนจำนวน 56 เม็ด รวมทั้งสิ้นมากกว่าหนึ่งกะรัตเต็ม โอบล้อมด้วยความเปล่งประกายที่หรูหราแต่ไม่โอ้อวด เปรียบดั่งแสงสะท้อนของความลุ่มลึกจากภายใน

ฝาหลังของนาฬิกา ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกโบราณซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และได้รับการเก็บรักษาอย่างปลอดภัยในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของ BOVET ณ Château de Môtiers ปราสาทศตวรรษที่ 14 ของแบรนด์

กลไกและรายละเอียดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังฝาหลังนั้น ไม่ต่างอะไรจากซับในไหมชั้นเลิศของเครื่องแต่งกายโอตกูตูร์ เป็นความลับที่เผยเฉพาะกับผู้ครอบครองเท่านั้น และเปล่งประกายเฉพาะยามผู้สวมใส่รู้สึกถึงมันด้วยหัวใจ

ความประณีตแห่งการสัมผัสที่ไร้ที่ติ

ทุกจุดของสายสเตนเลสที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน จะให้สัมผัสที่นุ่มละมุนราวกับแพรไหม ประดับรอบข้อมืออย่างงดงามไร้ที่ติ ตัวระบบการเปลี่ยนสายที่ทันสมัย

ทำให้การปรับเปลี่ยนสไตล์ของนาฬิกา Récital 12 ขนาด 36 มม. เป็นไปอย่างธรรมชาติ และสะดวกสบาย สร้างความหลากหลายในการใช้งานได้อย่างไร้ข้อจำกัด ตั้งแต่สายเหล็กแวววาวที่ให้ความรู้สึกสุดเท่ ไปจนถึงหนังเอลลิเกเตอรท์นุ่มนวลที่ดูหรูหรา

ไม่ว่าคุณจะสวมใส่เพื่อเสริมความเรียบหรูในทุกวัน หรือใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อเติมเต็มลุคในโอกาสพิเศษ นาฬิกาเรือนนี้ก็จะไปกับคุณทุกที่ ทั้งยังทำให้คุณดูดีขึ้นและรู้สึกดีขึ้นด้วยการสัมผัสที่ยอดเยี่ยม

ผลงานที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่แห่งกาลเวลา

หน้าปัดของนาฬิกา Récital 12 ขนาด 36 มม. ประดับด้วยลายกิโยเช่ที่สร้างความสะดุดตาอย่างมีเอกลักษณ์ และเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงินหรือราสเบอร์รี่ที่สะท้อนแสงได้อย่างสวยงาม

อีกทั้งยังสามารถเลือกตัวเรือนที่มาพร้อมกับหน้าปัดประดับเปลือกหอยมุกสีขาว ซึ่งสะท้อนความสดใสและมีชีวิตชีวา ตลอดจนแสดงถึงบุคลิกของผู้สวมใส่ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจ แต่ยังคงมีความเรียบหรูและถ่อมตน

หน้าปัดที่ประดับด้วยลวดลายกิโยเช่ “fleur de lotus” หรือ “ดอกบัว” เป็นการยกย่องมรดกและอัตลักษณ์ของ BOVET ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น

กลีบบัว 12 กลีบที่ปรากฏบนหน้าปัด แสดงถึงกลางวันและกลางคืนในช่วงเวลา 12 ชั่วโมง และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทราบถึงความสำคัญของแต่ละชั่วโมงที่ผ่านไป

ความพิถีพิถันในทุกการเคลื่อนไหว

เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีของ Récital 12 ขนาด 36 มม. จากแบรนด์ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตและพิถีพิถัน เมื่อเข็มทั้งสองบรรจบกันในแต่ละชั่วโมง จะปรากฏรูปหัวใจดวงเล็ก ๆ ที่สวยงามและน่ารัก

เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความโรแมนติกและความคิดบวก ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มองเห็น อีกทั้งยังเป็นการสื่อถึงความมุ่งมั่นในการค้นหาความงามในชีวิตประจำวันที่มีคุณค่า

กลไกอัตโนมัติที่หรูหรา

นาฬิกา Récital 12 ขนาด 36 มม. มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติที่มีความหรูหราและตอบโจทย์นักสะสมที่ต้องการนาฬิกาขนาดเล็กกว่าปกติ แต่ยังคงเต็มไปด้วยรายละเอียดที่โดดเด่นและคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในวงการนาฬิกาหรู

คำกล่าวจากคุณ Pascal Raffy เจ้าของ BOVET

คุณ Pascal Raffy เจ้าของและผู้นำของแบรนด์ได้กล่าวถึงการเปิดตัวนาฬิกา Récital 12 ขนาด 36 มม. ว่า “การเปิดตัวนาฬิกา Récital 12 ขนาด 36 มม. เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของนักสะสมของเรา”

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “เราได้สร้างสรรค์นาฬิกาแบบทำมือที่จะดึงดูดใจลูกค้าที่มีขนาดของข้อมือและสไตล์ที่ต่างกัน นาฬิกาสำหรับคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ในโลกที่ความเหมาะสมกับทั้งสองเพศเป็นเรื่องที่ควรค่าแห่งการนิยม”

คำกล่าวจากคุณ Audrey Raffy รองประธาน BOVET

คุณ Audrey Raffy บุตรสาวของคุณ Pascal Raffy และรองประธานของแบรนด์ ได้กล่าวว่า “ความงดงามของรุ่น Récital 12 ขนาด 36 มม. ไม่ได้มีเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสลับระหว่างสไตล์เก๋กับเท่ได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะสวมคู่กับสูทพอดีตัวหรือเสื้อผ้าสบาย ๆ ก็จะทำให้คนสวมใส่ดูดขี้น เหมือนกับผ้าพันคอที่เปลี่ยนจากการเป็นเครื่องประดับที่สื่อถึงความมั่งคั่งมาเป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกตัวตนได้อย่างโดดเด่น”

รุ่น Récital 12 ขนาด 36 มม. เป็นเรือนเวลาคู่หูอย่างแท้จริง ที่มาพร้อมกับสายนาฬิกาที่ถอดเปลี่ยนได้ รวมถึงหน้าปัดสีสันสดใสที่ช่วยเติมเต็มทุกการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของคุณได้อย่างสบาย ๆ เหมือนกับเสื้อผ้าชุดพอดีตัวที่ได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต นาฬิการุ่นนี้เป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นศิลปินของแบรนด์นี้ที่เชิญชวนให้คุณโอบรับเพื่อความสง่างามในทุกวัน

ข้อมูลทางเทคนิคของรุ่น
BOVET Récital 12 ขนาด 36 มม.

  • ตัวเรือน: สเตนเลส ขนาด 36 มม. / หนา 9.15 มม. / ประดับเพชร 56 เม็ด (1.08 กะรัต)
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอรส์เทอร์กอยซ์หรือราสเบอร์รี่ หรือหน้าปัดหอยมุกขาว
  • กลไก: คาลิเบอร์ 11BA15 / 91 ชิ้น / 25 อัญมณี / ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. / สำรองพลังงาน 42 ชม.
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา ชั่วโมง นาที ความสามารถกันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: สายเหล็ก / หนังเอลลิเกเตอรืแบบถอดเปลี่ยนได้

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
ภาพ / ที่มา: BOVET

5 The Billionaire Code… เรือนเวลาที่พูดได้มากกว่าชื่อแบรนด์

บางครั้งสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือสิ่งที่เงียบที่สุด พบกับ 5 เรือนเวลาสุดมินิมัลที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า

ในโลกของการสะสมนาฬิกา ไม่ใช่ทุกคนที่อยากให้โลโก้บนข้อมือประกาศศักดาเสียงดังให้โลกรู้

นักสะสมระดับสูงหลายคนเลือกในสิ่งตรงข้าม นาฬิกาที่ ไร้ชื่อแบรนด์บนหน้าปัด ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่แคร์แบรนด์ แต่เพราะเขารู้ว่าใครคือของจริง และไม่ต้องให้ใครมารับรองว่ามันแพง ต้อนรับสู่ The Billionaire Code โค้ดลับของนักสะสมตัวจริงที่เข้าใจความหมายของ “ความเงียบที่ทรงพลัง” พบกับ 5 เรือนเวลาหรูที่ไม่ได้แค่ดูดี แต่ยังบ่งบอกถึงรสนิยมที่ยอดเยี่ยมและชีวิตที่ไม่เหมือนใคร

MING 27.01 Ultra Thin “เงียบที่สุด แต่เฉียบที่สุด” 

ลองนึกภาพดูว่าในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยโลโก้และความโอ้อวด แมักจะมีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่เลือกจะไม่พูดอะไรเลย ไม่มีแม้แต่ชื่อแบรนด์บนหน้าปัด แต่สำหรับคนที่รู้…แค่เหลือบตามองก็รู้ทันทีว่านี่คือ MING 27.01 Ultra Thin

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น MING ต้องการสร้างนาฬิกาที่ย้อนกลับไปที่แก่นของความเป็นนาฬิกาจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ ไม่ใช่สัญลักษณ์สถานะ แต่เป็นงานออกแบบ ที่บอกตัวตนอย่างละเมียด โดยไม่ต้องเปล่งเสียง

หลังจากผ่านการออกแบบนับร้อยแบบ การคว้ารางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève และการเรียนรู้ CAD แบบ 3D จริงจัง MING ก็ปล่อยผลงานที่เปรียบเสมือนการจารึกบทใหม่ ในประวัติศาสตร์ของตัวเองออกมาในรุ่น 27.01

5 THE BILLIONAIRE CODE

บางที่สุด แต่มีมิติมากที่สุด

ตัวเรือนบางเฉียบเพียง 6.9 มม. แต่เวลาอยู่บนข้อมือกลับดูมีพลังอย่างประหลาด ด้วยดีไซน์แบบ layering ที่สร้างมิติระหว่างหน้าปัด-ตัวเรือน-กระจก ทำให้นาฬิกาดูลึกกว่าความจริงหลายเท่า ซึ่งตัวเรือนสเตนเลส 316L ที่มีทั้งผิวขัดเงา ปัดด้าน และ blasting finish อย่างพิถีพิถัน ประกอบเข้ากับขาแบบ Flying Blade Lugs ที่เบากริบ และซ่อนความซับซ้อนในงานกลึงไว้ภายใน

5 THE BILLIONAIRE CODE

ข้างในก็ไม่ธรรมดา

ใต้ฝาหลังซาฟไฟร์คือกลไกที่เริ่มจาก ETA Peseux 7001 แต่แทบจะยกเครื่องใหม่หมด สะพานจักร (bridges) และฐานเครื่อง (plates) ถูกออกแบบใหม่โดย Schwarz Etienne เพื่อเปิดโชว์จักรกลภายในแบบเปิดโล่ง (skeletonized bridge) เคลือบด้วยโครเมียมดำให้ดูโมเดิร์นแบบ understated มีกำลังลานประมาณ 42 ชั่วโมง

ไม่มีโลโก้ มีแต่ความเข้าใจ MING เชื่อว่า… คนที่เห็นแล้วเข้าใจ คือคนที่คุณอยากให้มองเห็นคุณจริงๆ เพราะ 27.01 ไม่ได้ทำมาเพื่อคนทั่วไป แต่มันเป็นรหัสลับ สำหรับนักสะสมที่เข้าใจว่า ของจริงไม่จำเป็นต้องตะโกน

และด้วยจุดศูนย์กลางที่สะอาดหมดจด เข็มเรียบเฉียบ และตัวเรือนบางที่แทบจะละลายไปกับข้อมือ MING 27.01 คือ statement แบบไร้เสียง เป็น luxury แบบ minimalist ที่หาได้ยากในโลกวันนี้

5 THE BILLIONAIRE CODE

ข้อมูลทางเทคนิค
MING 27.01 Ultra Thin 

  • ขนาดตัวเรือน: 38 มม. × 6.9 มม.
  • วัสดุ: สเตนเลสสตีล 316L (ขัดเงา-ด้าน-พ่นทราย)
  • กระจก: Sapphire หน้า–หลัง เคลือบกันแสงสะท้อน
  • ดีไซน์: Flying Blade Lugs ไม่มีโลโก้บนหน้าปัด
  • กันน้ำ: 50 เมตร
  • กลไก: MING 7001.M1 (ดัดแปลงจาก ETA 7001)
  • พลังงานสำรอง: ~42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที
  • สาย: หนังลูกวัวสีเบอร์กันดี (Jean Rousseau) 20 มม.
  • น้ำหนัก: 53 กรัม (รวมสาย)
  • การผลิต: Made in Switzerland
  • ซองเดินทาง: หนังทำมือจาก Studio Koji Sato
  • ความพร้อมในการจำหน่าย: Sold Out / ไม่ผลิตซ้ำ

H. Moser & Cie. The Art of Nothingness

เรือนเวลาที่กล้าทำในสิ่งที่แบรนด์อื่นไม่กล้า ตัดทุกสิ่งออกจากหน้าปัด ไม่มีโลโก้ ไม่มีชื่อแบรนด์ ไม่มีแม้แต่หลักชั่วโมง มีเพียงหน้าปัดที่สะกดสายตา กับเข็มสองเข็มล่องลอยในความว่างเปล่า แต่ถ้าคุณรู้จัก H. Moser & Cie. คุณจะรู้ว่าความว่างเปล่านี้คือศิลปะและคนที่เลือกมันคือคนที่มั่นใจในตัวเองระดับสูงสุด

THE NEW ENDEAVOUR POP COLLECTION ความหรูหราในรูปแบบใหม่

เมื่อสีสันและความสวยงามเข้ามาผสมผสานกับความเที่ยงตรงของนาฬิกา คอลเลกชัน Endeavour Pop ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของการออกแบบนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง จากความเป็นนาฬิกาสุดหรูที่คุ้นเคย เรากลับเห็นโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสและความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด นี่คือการเดินทางของนาฬิกาที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่ยังเล่าเรื่องราวแห่งสีสันและอัญมณีที่หายาก

5 THE BILLIONAIRE CODE
5 THE BILLIONAIRE CODE

คอลเลกชันนี้เป็นการฉีกกฎที่เรียบง่าย ด้วยการสร้างสรรค์ที่มีความแตกต่าง โดยเฉพาะการใช้ อัญมณีที่สดใส และ สีสันที่กล้าหาญ มาผสมผสานในทุกชิ้นงาน ความคุมโทนของการออกแบบที่มีความมินิมอลนั้นยังคงอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้คอลเลกชันนี้พิเศษคือ อัญมณี ที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันและนำมาสร้างสรรค์เป็นหน้าปัดของนาฬิกาแทนการใช้เพียงแค่การออกแบบแบบดั้งเดิม

จากหยกพม่า (Burmese Jade) ที่มีสีเขียวเข้มและลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงหินเทอร์ควอยซ์ (Turquoise) ที่ให้สีฟ้าน้ำเงินสดใสไร้ลวดลาย คอลเลกชันนี้ยังเพิ่มความหรูหราด้วยการใช้ ปะการังสีส้ม (Coral) ที่สะท้อนถึงความลึกของมหาสมุทรแปซิฟิก รวมไปถึง โอปอลสีชมพู (Pink Opal) ที่มีลวดลายเมฆธรรมชาติ และ คริโซพรีสสีเหลืองมะนาว (Lemon Chrysoprase) ที่ให้ความรู้สึกสดใสและเต็มไปด้วยพลัง

5 THE BILLIONAIRE CODE
5 THE BILLIONAIRE CODE
5 THE BILLIONAIRE CODE

นาฬิกาในคอลเลกชันนี้ไม่ได้มีแค่ดีไซน์สวยงาม ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันที่โดดเด่น เช่น Endeavour Small Seconds Concept Pop ที่มีหน้าปัดเรียบง่ายแต่แม่นยำในการแสดงผลวินาที Endeavour Tourbillon Concept Pop ที่ใช้กลไก Tourbillon ช่วยให้การเคลื่อนไหวของนาฬิกามีความแม่นยำสูง และ Endeavour Minute Repeater Tourbillon Concept Pop ที่เป็นการผสมผสานทั้ง Minute Repeater และ Tourbillon ทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาเรือนเอกที่ไม่มีใครเหมือน

ทุกการเคลื่อนไหวของเข็มนาฬิกาในคอลเลกชันนี้คือการบอกเล่าของเรื่องราวแห่ง สีสัน และ ความงาม ที่ท้าทายขอบเขตของโลกนาฬิกาหรู นี่ไม่ใช่แค่การดูเวลา แต่คือการสัมผัสความงามที่หายากและน่าหลงใหลอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
คอลเลกชัน Endeavour Pop

  • วัสดุหน้าปัด: ใช้การผสมผสานของอัญมณีหลากหลายประเภท ได้แก่ Burmese Jade, Turquoise, Coral, Pink Opal, Lapis Lazuli, และ Lemon Chrysoprase ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในแต่ละประเภท
  • ฟังก์ชัน: มี 3 รุ่นหลัก
    • Endeavour Small Seconds Concept Pop ฟังก์ชันแสดงวินาทีแบบเล็ก
    • Endeavour Tourbillon Concept Pop ใช้กลไก Tourbillon ช่วยเพิ่มความแม่นยำ
    • Endeavour Minute Repeater Tourbillon Concept Pop ฟังก์ชัน Minute Repeater และ Tourbillon ผสมผสานในเรือนเดียว
  • วัสดุของตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (Steel) / 5N Red Gold
  • สาย: หนังสีดำคุณภาพสูง
  • จำนวนรุ่น: 18 รุ่น (แบ่งตามอัญมณี 6 ชนิด)
  • การผลิต: จำกัดในจำนวนจำกัด เพื่อคงความพิเศษและหายาก
  • ดีไซน์: คอลเลกชันนี้เน้นความเรียบง่ายแบบมินิมอล พร้อมเน้นให้ความสำคัญกับการใช้สีสันและอัญมณีเป็นศูนย์กลาง

Ochs und Junior Annual Calendar

ไม่มีโลโก้ ไม่มีเลเยอร์ลวงตา ไม่มีดีไซน์ปรุงแต่ง แต่มาพร้อมกลไกปฏิทินประจำปีที่ออกแบบเองแบบมินิมัลสุด ๆ ภายใต้หน้าปัดเรียบ ๆ คือฟังก์ชันระดับสูงที่ใช้ชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้น ใครที่เลือก Ochs und Junior ไม่ได้เลือกเพราะมันสวย แต่เลือกเพราะมันซื่อสัตย์ และฉลาดลึก คล้ายกับเจ้าของเรือนเวลานั่นเอง

5 THE BILLIONAIRE CODE

Ochs und Junior เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดย Ludwig Oechslin ผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบนาฬิกา โดยเฉพาะในโมเดล Annual Calendar ที่ได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถแสดงวันที่ เดือน และวันในสัปดาห์ได้อย่างชัดเจนและใช้งานได้ง่าย นาฬิกาโมเดลนี้โดดเด่นด้วยการใช้ระบบเกียร์ที่ออกแบบขึ้นเอง ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่ไม่มากนัก โดยมีเพียงแค่สามชิ้นที่สำคัญ ได้แก่ จานเดือน จานวันในสัปดาห์ และวงแหวนวันที่

5 THE BILLIONAIRE CODE

ความพิเศษของระบบนี้คือความเรียบง่ายในการใช้งานและความเชื่อถือได้สูง เพราะยิ่งมีชิ้นส่วนที่น้อยลงก็ยิ่งลดการเสียดทานระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้เครื่องมือทำงานได้อย่างเสถียร นอกจากนี้ยังสามารถปรับนาฬิกาได้เพียงครั้งเดียวในปีในวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งแตกต่างจากนาฬิกาปกติที่ต้องปรับทุกเดือน

หน้าปัดของนาฬิกาใช้รูที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อลดความซับซ้อนในการอ่าน โดยการดูวันที่จะแสดงผ่านรูที่แบ่งออกเป็น 30+1 รูรอบขอบหน้าปัด ซึ่งสามารถบอกวันที่ได้ง่ายๆ จากการสังเกตตำแหน่งของรู ตัวเลขและวันในสัปดาห์ถูกแสดงผ่านรูที่หมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ทั้งนี้ยังสามารถอ่านเวลาได้ผ่านรูที่จัดระยะห่างระหว่างกันอย่างลงตัวในระยะ 2 นาที

แบรนด์นี้ไม่เพียงแค่เน้นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และใช้งานง่าย แต่ยังให้ความสำคัญกับวัสดุคุณภาพสูง โดยใช้ไททาเนียมเกรด 5 และสเตอร์ลิงซิลเวอร์ 925 ในการผลิตตัวเรือน และมาพร้อมคริสตัลแซฟไฟร์ที่มีการเคลือบกันแสงสะท้อน การใช้วัสดุเหล่านี้ช่วยเพิ่มความทนทานและคงทนต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

5 THE BILLIONAIRE CODE

Ochs und Junior ยังมีบริการที่ทำให้นาฬิกาของลูกค้าทุกคนเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการให้ลูกค้าสามารถออกแบบและปรับแต่งนาฬิกาของตัวเองได้ผ่านระบบออนไลน์ หรือปรึกษากับทีมงานเพื่อสร้างนาฬิกาที่ตรงกับความต้องการอย่างที่สุด ด้วยการผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 40 เรือนต่อปี ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีความพิเศษและสามารถเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการ

การรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับชิ้นส่วนที่ออกแบบโดย Ludwig Oechslin และการรับประกัน 2 ปีสำหรับตัวนาฬิกาทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ และทำให้ Ochs und Junior เป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสูง

ข้อมูลทางเทคนิค
Ochs und Junior’s Annual Calendar

  • ขนาด: 42mm / 39mm / 36mm
  • วัสดุ: Titanium เกรด 5 หรือ Sterling Silver 925
  • กลไก: ETA 2824-2 / พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
  • ความทนทานน้ำ: กันน้ำ 100m
  • กระจก: Sapphire / เคลือบกันแสงสะท้อน
  • การอ่านในที่มืด: เคลือบ Super-LumiNova X1
  • การปรับแต่ง: สามารถออกแบบได้ตามต้องการ
  • การรับประกัน: รับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับชิ้นส่วนที่ออกแบบเอง และ 2 ปีสำหรับตัวนาฬิกา
  • การผลิต: ผลิตและประกอบในสวิตเซอร์แลนด์

Cartier Tank à Guichets

ถ้าพูดถึงความอมตะแห่งเรือนเวลาสาย dress watch ก็ต้องนึกถึง Cartier Tank à Guichets เป็นหนึ่งในนาฬิกาไอคอนิกที่มีความพิเศษและมีประวัติศาสตร์ยาวนานของแบรนด์คาร์เทียร์ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1928 และผลิตออกมาเพียงไม่ถึง 400 เรือนเท่านั้น แม้ว่ารุ่นนี้จะหายไปจากตลาดไปนาน แต่การกลับมาครั้งนี้ในงาน Watches & Wonders 2025 ถือเป็นการเปิดตัวที่กว้างขวางที่สุดที่เคยมีมาและทำให้ทุกคนตื่นเต้นอย่างมาก

5 THE BILLIONAIRE CODE

นาฬิกา Tank à Guichets ใหม่ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีตัวเรือนโลหะที่ดูหรูหราและหน้าปัดที่โดดเด่นซึ่งแสดงเวลาในรูปแบบหน้าต่างสองช่องสำหรับชั่วโมงและนาที ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่แตกต่างจากนาฬิกาอื่นๆ ของคาร์เทียร์ รุ่นใหม่มีทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ Yellow Gold, Rose Gold, Platinum และรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด 200 เรือน ที่มีการออกแบบตำแหน่งของหน้าต่างเวลาที่แตกต่างออกไปอีกด้วย

การกลับมาของ Tank à Guichets นี้ไม่เพียงแค่การนำเสนอการออกแบบที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของคาร์เทียร์ในการรักษามรดกของแบรนด์ที่สืบทอดมาหลายสิบปีในวงการนาฬิกาหรู และยังสะท้อนถึงความสำคัญของการออกแบบนาฬิกาทรงรูปทรง (Shaped Watches) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาด

รุ่นนี้ไม่เพียงแค่เป็นการหวนคืนของความคลาสสิก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาในด้านนาฬิกาหรูที่ไม่หยุดนิ่งและมองไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น

ข้อมูลทางเทคนิค
Cartier Privé Tank à Guichets

  • กลไก: Manual-winding movement / 9755 MC
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงกระโดด (Jump hours) และ นาทีที่ลาก (Dragging minutes)
  • ขนาดตัวเรือน: 37.6mm × 24.8mm × 6mm
  • วัสดุตัวเรือน: แพลตินัม / เยลโลว์โกลด์ หรือโรสโกลด์
  • สาย: หนังจระเข้ในสีดำ / เขียว / เทา หรือ แดงเบอร์กันดี
  • ความพร้อมจำหน่าย: รุ่นที่ทำจากแพลตินัมสไตล์ปี 1930s จำนวนจำกัดเพียง 200 เรือน

Voutilainen Vingt-8 n°318 “Setsu-Getsu-Ka”

นาฬิกาที่ถูกสร้างขึ้นจากการร่วมงานระหว่าง Kari Voutilainen และ Tatsuo Kitamura ศิลปินลาครั่มชื่อดังจากญี่ปุ่น ได้รวมเอาความงดงามของศิลปะตะวันออกกับการออกแบบนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่และมีเอกลักษณ์ ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงการร่วมมือระหว่างสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างลงตัว

5 THE BILLIONAIRE CODE

ศิลปะลาครั่มของ Tatsuo Kitamura
Tatsuo Kitamura เป็นหนึ่งในศิลปินลาครั่มที่เก่งที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานลาครั่มที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ด้วยเทคนิคการทำลาครั่มแบบ Saiei Makie และ Somata Zaiku ซึ่งใช้เวลาในการสร้างหลายเดือน นาฬิกานี้จึงไม่เพียงแค่เป็นเครื่องบอกเวลา แต่มันคือผลงานศิลปะที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ความอดทนสูงสุด

วัสดุที่ใช้ในการสร้างหน้าปัดนั้นล้วนแต่มีความหายากและมีคุณค่าอย่างมาก เช่น Kinpun (ผงทองคำ) Jyunkin-itakane (แผ่นทองคำ) Yakou-gai (เปลือกหอยกรีนเทอร์เบิน) และ Awabi-gai (เปลือกหอยอะวาบิจากนิวซีแลนด์) ทุกชิ้นส่วนที่นำมาสร้างสรรค์นั้นต้องผ่านการเลือกสรรและการทำงานที่ละเอียดอ่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งความงามที่ไม่เหมือนใคร

Setsu-Getsu-Ka (หิมะ พระจันทร์ และดอกไม้)
ธีมของนาฬิกาชิ้นนี้มาจากแนวคิด “Setsu-Getsu-Ka” หรือ “หิมะ พระจันทร์ และดอกไม้” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและฤดูกาลที่มีความสำคัญในศิลปะญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงยุค Edo ความหมายของธีมนี้คือการถ่ายทอดความงดงามของแต่ละฤดูกาล หิมะ หมายถึงฤดูหนาว พระจันทร์ หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง และ ดอกไม้ หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ

ในนาฬิกาเรือนนี้ ทิวทัศน์ของภูเขาฟูจิ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะในฤดูหนาว ถูกสะท้อนผ่านแสงพระจันทร์ที่ส่องกระทบบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามและละเอียดอ่อนสะท้อนถึงความงามของธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น

การออกแบบและกลไก
ตัวเรือนของนาฬิกาทำจากไทเทเนียม ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ซึ่งช่วยให้การสวมใส่สะดวกสบายและทนทาน ในขณะที่หน้าปัดทำจากงานลาครั่มที่ละเอียดอ่อนและประณีต การใช้วัสดุเหล่านี้ทำให้นาฬิกาชิ้นนี้มีความเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น

การออกแบบกลไกของนาฬิกานี้ก็เป็นหนึ่งในความโดดเด่นเช่นกัน โดยใช้กลไก free-sprung balance ที่ช่วยให้การเคลื่อนที่ของนาฬิกามีความแม่นยำสูง พร้อมทั้งมีการใช้ Grossman และ Philips สำหรับการออกแบบวงล้อบาลานซ์ ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของนาฬิกามีความเสถียรและแม่นยำ

5 THE BILLIONAIRE CODE

ข้อมูลทางเทคนิค
Voutilainen Vingt-8 n°318 “Setsu-Getsu-Ka”

  • กลไก: กลไกในตัวที่ออกแบบและผลิตเอง มีฟังก์ชันการแสดงเวลา (ชั่วโมงและนาที)
  • บาลานซ์: บาลานซ์ที่ไม่มีสปริงเสริม (free-sprung balance) พร้อมวงล้อบาลานซ์ขนาด 13.60 มม. และการออกแบบของ Grossman และ Philips ที่เคลื่อนที่ที่ความถี่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง
  • เพชร: 21 เม็ด
  • เข็ม: ผลิตด้วยมือจากทองคำเหลืองและเหล็ก
  • หน้าปัด: งานศิลปะที่สร้างขึ้นโดย Tatsuo Kitamura ด้วยเทคนิคการลาครั่มที่ประณีต
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมและมงกุฎ
  • ขนาดกลไก: 30 มม. x 5.60 มม.
  • ขนาดตัวเรือน: 39 มม. x 11.5 มม.
  • จำนวนจำกัด: ตัวเดียว (1 unique piece)

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยโลโก้และการแสดงออกถึงสถานะ มีเรือนเวลาที่เลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย ไม่มีโลโก้ ไม่มีชื่อแบรนด์ แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจ เพียงแค่เหลือบตามองก็รู้ทันทีว่า นี่คือ “The Billionaire Code” หรือ รหัสลับของนักสะสมนาฬิกาคนจริงที่เข้าใจความหมายของ “ความเงียบที่ทรงพลัง” โดยไม่ต้องเปล่งเสียง

จริงๆ แล้ว นาฬิกาที่ไม่มีโลโก้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน ในทางกลับกัน มันคือการประกาศตัวตนในแบบที่เงียบที่สุด แต่เฉียบที่สุด เพราะในโลกของมหาเศรษฐีตัวจริง แบรนด์ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ “รสนิยม และความเข้าใจลึก” คือสิ่งที่บ่งบอกสถานะได้เหนือกว่า หากคุณเลือกเรือนเวลาเหล่านี้ คุณไม่ได้แค่ใส่นาฬิกา…คุณกำลังใส่จุดยืน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Voutilainen / Cartier / MING / H. Moser & Cie. / Ochs und Junior

Richard Mille เผยนิยามใหม่แห่งความประณีตผ่านการรังสรรค์ตัวเรือนแซพไฟร์

เปิดตัวแซพไฟร์โปร่งแสงในรุ่นลิมิเต็ด พร้อมกลไก Flying Tourbillon และ Flying Barrel

ในโลกของการสร้างสรรค์เรือนเวลาแห่งยุคสมัย ไม่มีใครเขย่าวงการได้อย่างต่อเนื่องเท่า Richard Mille กับผลงานล่าสุด RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire คอลเลกชันที่ตอกย้ำทั้งความเป็นผู้นำด้านเทคนิค และเสรีภาพในการออกแบบอย่างไร้ขีดจำกัด

กว่า 10 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่ Richard Mille สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเปิดตัวเคสแซพไฟร์เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกของโลกในปี 2012 ชื่อของแบรนด์จึงถูกจารึกควบคู่กับความชำนาญในวัสดุโปร่งใสสุดท้าทายนี้

และวันนี้ RM 75-01 ได้เขียนบทใหม่ของตำนานแซพไฟร์อีกครั้ง กับการเปิดตัวกลไกที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อประสานเข้ากับเคสแซพไฟร์อย่างสมบูรณ์แบบ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่พัฒนากลไกเพื่องานศิลป์โปร่งใสนี้โดยเฉพาะ

ผลงานคอลเลกชันนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดย Cécile Guenat และทีมออกแบบของเธอ ที่นำสองแรงบันดาลใจจากโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความอลังการของสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และความอ่อนช้อยของการไหลของสายน้ำ มาผสานเป็นแนวคิดหลัก

ทั้งสองอิทธิพลถ่ายทอดออกมาอย่างแยบยล ผ่านทั้งเส้นสายของตัวเรือนและโทนสีที่เลือกใช้ ตัวเรือนของ RM 75-01 ทุกชิ้นกลึงขึ้นจากบล็อกแซพไฟร์แท้ทั้งก้อนอย่างประณีต ก่อนจะเผยโฉมออกมาในแบบลิมิเต็ดอิดิชัน 3 รูปแบบ

รุ่นแรกมาในแซพไฟร์ใสไร้สี ผลิตจำนวนเพียง 15 เรือนเท่านั้น ส่วนอีกสองรุ่นโดดเด่นด้วยฝาหลังสีสันสะกดสายตา น้ำเงินและชมพูไลแลค โดยแต่ละสีมีจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนทั่วโลก

ตัวเรือนแซพไฟร์ใหม่ในสามรุ่นจำกัด

สำหรับสามรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ ตัวเรือนแซพไฟร์ได้รับการรังสรรค์ขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถันในทุกมิติ พร้อมเติมเสน่ห์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์สายยางสีเขียวน้ำทะเล ที่โอบรับความใสไร้ที่ติของตัวเรือนแซพไฟร์โปร่งแสงได้อย่างงดงาม

ขณะเดียวกัน ฝาหลังแซพไฟร์สีสันใหม่ทั้งสองเฉด ก็เผยมนต์เสน่ห์ในแบบที่แตกต่าง ไลแลคชมพูที่งดงามราวแสงสนธยาของทะเลใต้ และสีฟ้าไพลินเข้มข้นที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแห่งจินตนาการ ร้อยเรียงเป็นพาเล็ตต์แห่งความฝัน ที่เปี่ยมด้วยเสรีภาพและความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

Richard Mille RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire

“เรามองแต่ละส่วนเป็นผลงานศิลปะทางสถาปัตยกรรม” Cécile Guenat ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาของ Richard Mille กล่าว “ความกลมกลืนของความลึกและการคัดเลือกวัสดุอย่างพิถีพิถันสร้างมุมมองที่เคลื่อนไหวและน่าหลงใหล”

คำพูดจาก Guent ย้ำถึงการออกแบบที่เต็มไปด้วยความรอบคอบและการใส่ใจทุกรายละเอียด การเลือกใช้วัสดุแต่ละชิ้นมีทั้งความสวยงามและฟังก์ชันที่ลงตัว เสมือนหนึ่งการผสมผสานศิลปะกับวิศวกรรมที่ดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัด

การออกแบบที่สะกดทุกสายตา

กลไก RM 75-01 ที่ถูกออกแบบมาแบบสเกเลตันนั้นโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการติดตั้ง flying tourbillon และ barrel ที่ลอยอยู่โดยไม่มีสะพานด้านบน การออกแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงสร้างของหลังคาแบบโค้งที่มีซี่โครง (ribbed vaults) ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความมั่นคงและความซับซ้อนของการออกแบบในแบบที่ไม่เหมือนใคร

ตัวเรือนของกลไกประกอบไปด้วย flange สีทองแดงที่ถูกขัดลายแบบ microblasting และตั้งอยู่บนเสาค้ำที่ทำจากไทเทเนียมขัดด้าน ซึ่งช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวเรือนได้อย่างลงตัว และยังมีการใช้ SuperLuminova พร้อมกับขอบทองแดงด้านบนที่ไม่เพียงแต่เสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง แต่ยังเพิ่มความโดดเด่นในแสงน้อยอีกด้วย

Richard Mille RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire

แม้จะมีโครงสร้างที่เบาและทันสมัย แต่กลไกนี้ยังคงถูกออกแบบมาเพื่อความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ใช้แผ่นฐานหลายระดับที่มีรูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มมิติและความลึกให้กับกลไกที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

แผ่นไทเทเนียมที่ผ่านการชุบ PVD สีทองถูกนำมาผนึกไว้เป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักยึดให้กับกลไก และช่วยสร้างความแตกต่างเมื่อเทียบกับล้อที่ผ่านการชุบ rhodium ที่ให้ความเงางามและความหรูหราอย่างลงตัว

ความท้าทายในการทำงานกับแซฟไฟร์นั้นยากเกินกว่าจะพูดถึงได้หมด มันเป็นวัสดุที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสองรองจากเพชร และต้องการความแม่นยำสูงสุดในการตัดและการตกแต่ง ในการเพิ่มสีสันผ่าน metallic oxides ก็ยิ่งเพิ่มความท้าทายอีกขั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในระหว่างกระบวนการเติบโตอาจทำให้เกิดข้อบกพร่องได้ ซึ่งทำให้แต่ละเคสที่เสร็จสมบูรณ์กลายเป็นความสำเร็จทางเทคนิคในตัวเอง

การผลิตเคสแซฟไฟร์ของ RM 75-01 เพียงชิ้นเดียวต้องใช้เวลาในการกลึงมากกว่า 1,000 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึงการขัดที่ต่อเนื่องเป็นเวลา 40 วัน และเกือบหนึ่งในสามของเวลานั้นใช้ไปกับการขัดเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นงานที่ยากยิ่งขึ้นเมื่อคำนึงถึงรูปทรงโค้งและเสาค้ำโครงสร้างของตัวเรือนที่ซับซ้อน

ความโปร่งใสอันไร้ที่ติของแซฟไฟร์ทำให้กลไกใหม่ของ RM 75-01 ได้รับการนำเสนอในสภาพที่สมบูรณ์แบบและเด่นชัดขึ้น กลไกที่ถูกออกแบบเป็นแบบสเกเลตัน อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีทั้ง flying tourbillon และ flying barrel ที่ลอยอยู่ในอากาศโดยไม่มีสะพานรองรับที่ด้านบน การที่ตัวเรือนทั้งหมดเป็นแซฟไฟร์ทำให้กลไกภายในได้รับการเปิดเผยในความใสกระจ่างและน่าทึ่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ข้อมูลทางเทคนิค
Richard Mille RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire

  • กลไก: กลไกแบบไขลาน Caliber RM 75-01 / สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
  • เคส: ขนาด 32.9 มม. × 46.75 มม. × 14.35 มม. / คริสตัลแซพไฟร์ / กันน้ำลึกถึง 30 เมตร
  • หน้าปัด: ขอบด้านบนทำจากทองแดง 5N พร้อมเครื่องหมายสเตนเลสที่ผ่านการขัดและขัดแบบ microblasting / จุดบ่งชี้เต็มไปด้วยวัสดุเรืองแสงที่ได้รับการรับรอง
  • สาย: สายยางสีเขียวน้ำทะเล / สีไลแลค-ชมพู หรือสีขาว
  • ความพร้อมจำหน่าย: แซพไฟร์โปร่งแสง (15 ชิ้น) / แซพไฟร์สีไลแลคและฟ้าคราม (10 เรือน/รุ่น)

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: Richard Mille / Revolution

5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่กำลังมาแรงในปี 2025

มัดรวม 5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงินที่ได้รับความนิยมในปี 2025 พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นในทุกโอกาส

ปี 2025 คือปีของ “Blue Dial Renaissance” อย่างแท้จริง ยิ่งหลังจากในงาน Watches and Wonders ที่ผ่านมา โทนสีฟ้ากำลังกลายเป็นเทรนด์หลักของโลกนาฬิกาหรู ด้วยความรู้สึกสงบแต่โดดเด่น แฝงความมั่นใจและความทันสมัยในแบบที่ทั้งสายแฟชั่นและสายคลาสสิกต้องหลงรัก 

จับตาความงามใหม่แห่งโลกนาฬิกา กับสีฟ้าที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าสีฟ้า… หรือสีน้ำเงิน เป็นสีที่เราทุกคนรู้จักดี จากท้องฟ้าที่กว้างไกลยันทะเลลึกสุดลูกหูลูกตา สีฟ้าคือสัญลักษณ์แห่งความสงบ ความสดชื่น และยังคงเต็มไปด้วยความลึกลับและพลังแฝงไว้ในตัวเอง เราคงเคยเห็นการใช้สีฟ้าในหลาย ๆ ไอเท็มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรามากมาย แต่ในปี 2025 นี้ สีฟ้าในวงการนาฬิกากลับกำลังมาแรงอย่างไม่คาดคิด

รู้ไหมว่า นาฬิกาหน้าปัดสีฟ้าไม่ได้แค่ทำให้ดูสง่างาม แต่ยังสะท้อนความมีสไตล์ที่ล้ำยุคได้อย่างชัดเจน หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่จะทำให้คุณโดดเด่นขึ้นมาอีกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะธุรกิจ หรือแค่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว

เมื่อเหล่าบรรดาแบรนด์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Panerai, Zenith, Hublot, Chanel หรือ Van Cleef & Arpels ต่างก็ปล่อยนาฬิกาดีไซน์ใหม่ออกมา ก็เหมือนกับการเพิ่มเสน่ห์ในแต่ละเรือนให้คุณไม่สามารถต้านทานได้ บอกเลยว่าในปีนี้ สีฟ้าไม่ได้แค่เป็นสีที่สบายตา แต่ยังเป็นการบ่งบอกถึงความทันสมัยที่ดึงดูดทุกสายตา

แต่อย่าพึ่งคิดว่ามันแค่ “สี” ธรรมดาไปเสียทีเดียว เพราะว่าเบื้องหลังทุกเรือนนาฬิกาที่มีหน้าปัดสีฟ้านั้นมีเทคโนโลยีและความพิถีพิถันที่ทำให้มันเป็นมากกว่าความสวยงาม… มันคือศิลปะการเดินทางของเวลา หลังจากนี้ เราก็จะพาไปเจาะลึกถึงแต่ละเรือนในนาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงินที่มาแรงในปีนี้กันทีละตัว

A. Lange & Söhne 1815 นาฬิกาแห่งความประณีตและคลาสสิก

เมื่อเราได้เห็น A. Lange & Söhne 1815 34mm เราจะรู้สึกถึงความงามที่เป็นเอกลักษณ์และความลึกซึ้งทางกลไกที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์จากเมืองกลาซูเต้ นาฬิกาเรือนนี้มีขนาด 34mm กับความบางเพียง 6.4mm ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ชอบความหรูหราแต่ไม่ต้องการนาฬิกาที่ใหญ่เกินไป ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์หรือพิงค์โกลด์ 18K ซึ่งทำให้มันดูมีเสน่ห์และทนทาน

ในด้านของกลไกไขลาน L152.1 ถือเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิกานี้ มาพร้อมกับพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง และการใช้บาลานซ์สปริงอิสระและบาลานซ์สกรูขนาดใหญ่ ทำให้มั่นใจได้ถึงความแม่นยำสูงตลอดการใช้งาน ส่วนฝาหลังทำจากแซฟไฟร์คริสตัล ช่วยให้เราสามารถเห็นกลไกที่มีการตกแต่งอย่างประณีต เช่น การแกะสลักบาลานซ์ค็อกและแผ่นสามส่วนที่มีลายแกะสลักแบบดั้งเดิมจากเมืองกลาซูเต้

5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่กำลังมาแรงในปี 2025

หน้าปัดสีน้ำเงินสะดุดตา พร้อมตัวเลขอารบิกและวงนาทีแบบทางรถไฟที่เป็นเอกลักษณ์ของ Lange ช่วยเสริมความหรูหราและความคลาสสิกในตัว และเข็มรูป Lancet ที่เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับวัสดุตัวเรือน ทำให้การออกแบบดูสมดุลและน่าประทับใจ

ความประทับใจในรุ่น 1815 34mm บอกได้เลยว่าไม่เพียงแค่เป็นเรือนเวลาที่สะท้อนถึงความคลาสสิกเท่านั้น ยังผสมผสานความล้ำสมัยเข้ากับนวัตกรรมทางกลไกในตัว ทำให้เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่นักสะสมต่างให้ความสนใจและตามหา ด้วยฟังก์ชั่นที่มีประสิทธิภาพและดีไซน์ที่ไร้กาลเวลา จึงไม่น่าแปลกใจที่รุ่นนี้จะติดอยู่ในลิสต์นาฬิกาสุดหรูที่ไม่ควรพลาด

5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่กำลังมาแรงในปี 2025
ข้อมูลทางเทคนิค
A. Lange & Söhne 1815
  • รุ่น: A. Lange & Söhne 1815 34mm
  • กลไก: Manual-winding L152.1พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก
  • ขนาดตัวเรือน: 34mm x 6.4mm ไวท์โกลด์/โรสโกลด์ 18K กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน
  • สาย: สายจระเข้สีน้ำเงิน/น้ำตาล พร้อมหัวเข็มขัดทองคำ

ทริคเล็กๆ สำหรับการเลือกสาย แนะนำให้เลือกสายจระเข้สีฟ้าหรือสีน้ำตาล ซึ่งเข้ากันได้ดีกับหน้าปัดสีน้ำเงิน ทำให้เพิ่มความหรูหราและความคลาสสิกในทุกการสวมใส่

Zenith G.F.J

ในช่วงเวลาที่ Zenith ฉลองครบรอบ 160 ปี แบรนด์นี้ได้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันการจับเวลาในหอดูดาว โดยการฟื้นฟู Calibre 135 ขึ้นมาใหม่ นาฬิกานี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่อง Georges Favre-Jacot ผู้ก่อตั้งแบรนด์ แต่ยังเป็นการย้อนกลับไปสู่ความเป็นเลิศทางกลไกที่ Zenith เคยทำในอดีต

เมื่อพูดถึง Calibre 135 คนที่คลั่งไคล้กลไกนาฬิกาคงตื่นเต้น เพราะการฟื้นฟูครั้งนี้ยังได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ Breguet overcoil และการปรับแต่งที่ทำให้ความแม่นยำเพิ่มขึ้นถึง +/-2 วินาทีต่อวัน แถมยังเพิ่มพลังงานสำรองจาก 40 ชั่วโมงเป็น 72 ชั่วโมงอีกด้วย มันไม่ใช่แค่การฟื้นฟูกลไกเก่า แต่ยังเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว

หน้าปัดของ Zenith G.F.J. ก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่อาจมองข้าม ลวดลาย “blue bricks” แบบ Guilloché ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต เสริมด้วยดัชนีไวท์โกลด์ 18K และไข่มุกแม่สีอ่อนที่ใช้ในวงนาทีที่ 6 นาฬิกา ยิ่งทำให้มันดูหรูหราและไม่เหมือนใคร

ความงดงามยังไม่หมดเพียงแค่นั้น กลางหน้าปัดเป็น Lapiz Lazuli ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีลวดลายและเฉดสีที่แตกต่างกันไป ทำให้ทุกเรือนที่ผลิตออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากนั้นก็เสริมด้วยตัวเรือนที่ทำจากแพลตินัม 950 และสายหนังจระเข้สีน้ำเงินที่ช่วยยกระดับความหรูหราให้สูงขึ้นไปอีกขั้น

Zenith G.F.J. ไม่ใช่แค่นาฬิกา มันคือการผสมผสานความงดงามทางประวัติศาสตร์เข้ากับนวัตกรรมที่ทันสมัย ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่คนรักนาฬิกาหรูและนักสะสมไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

ข้อมูลทาง
Zenith G.F.J. รุ่นพิเศษ
  • อ้างอิง: Ref. 40.1865.0135/51.C200
  • กลไก: ไขลาน Calibre 135 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก
  • ตัวเรือน: ขนาด 39.15mm x 10.5mm / ทำจากแพลตินัม / กันน้ำ 50m
  • หน้าปัด: ลาพิส ลาซูลี มันเดอร์ออฟเพิร์ล (สำหรับวินาทีเล็ก) กิโลเช่ลายบลูบริค
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงิน หัวเข็มขัดแพลตินัม มีสายเสริม
  • จำนวนผลิต: 160 เรือน

ทริคเล็กๆ สำหรับการ สำหรับการสวมใส่ Zenith G.F.J. ที่มีดีไซน์คลาสสิกและหรูหรา ควรเลือกสวมในโอกาสที่ต้องการเน้นความเป็นเอกลักษณ์และความพิถีพิถันของเครื่องบอกเวลา เช่น งานเลี้ยงหรูหราหรือการประชุมสำคัญ นอกจากนี้ สายหนังจระเข้สีน้ำเงินจะเสริมลุคที่ดูสง่างาม ควรจับคู่กับเสื้อผ้าเรียบหรู เช่น สูทหรือเชิ้ตสีพื้น เพื่อให้ความงามของนาฬิกาโดดเด่นออกมาได้เต็มที่

L’Heure du Diamant Moonphase

L’Heure du Diamant Moonphase จาก Chopard คือการผสมผสานสุดพิเศษระหว่างกลไกนาฬิกาและการออกแบบเครื่องประดับระดับไฮเอนด์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร นาฬิกาเรือนนี้ใช้กลไก Calibre L.U.C 09.02-C ที่มีขนาดเล็กเพียง 20.40 มม.

ด้วยฟังก์ชัน Moonphase ที่แสดงผลด้วยกระจก Aventurine สีน้ำเงินซึ่งสะท้อนถึงท้องฟ้าในยามค่ำคืน รวมถึงการตั้งเพชรที่ขอบตัวเรือนแบบ Crown Setting ซึ่งช่วยเพิ่มความระยิบระยับของแสง

Must-Have 5 Blue Dial Renaissance

หน้าปัดของนาฬิกาทำจากกระจก Aventurine ที่สะท้อนถึงท้องฟ้าในยามค่ำคืน พร้อมทั้งการตกแต่งด้วยเพชรที่ตั้งด้วยเทคนิค Crown Setting เพื่อให้แสงสามารถผ่านได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ตัวเรือนมีความระยิบระยับจากเพชรทุกๆ ชิ้นที่ตั้งอยู่รอบๆ ขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง ส่วนของ Moonphase ก็ใช้กระจก Aventurine และเพชรที่เป็นสัญลักษณ์ของดาวฤกษ์

นาฬิกานี้ทำจากไวท์โกลด์ 18K มีขนาดตัวเรือนที่พอดีมือ 35.75 มม. และความหนาเพียง 9.6 มม. ที่ให้ความรู้สึกเรียบหรู บางเบา และสามารถกันน้ำได้ถึง 30 เมตร เพื่อให้สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ สายหนังจระเข้สีน้ำเงินที่ใช้ก็มีหัวเข็มขัดไวท์โกลด์ 18K ซึ่งเป็นการเลือกใช้วัสดุที่สะท้อนถึงความหรูหราและความพิถีพิถัน

Must-Have 5 Blue Dial Renaissance

รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัด และสามารถหาซื้อได้เฉพาะที่ร้าน Chopard Boutique เท่านั้น ด้วยฟังก์ชันและดีไซน์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จึงทำให้ L’Heure du Diamant Moonphase เป็นนาฬิกาที่สวยงาม และยังเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าทางเทคนิคอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
Chopard L’Heure du Diamant Moonphase
  • รุ่น: Ref. 139445-1001
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre L.U.C 09.02-C / สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที Moonphase แบบดาราศาสตร์ (คลาดเคลื่อนเพียง 1 วันใน 122 ปี)
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K (Ethical Gold) / ขนาด 35.75 มม. หนา 9.6 มม. / กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: กระจก Aventurine สีน้ำเงินประดับเพชร
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม หัวเข็มขัดไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร
  • วางจำหน่าย: เฉพาะที่บูติก Chopard

Breitling Top Time B01 Fausto Coppi and Gino Bartali Limited Editions

Breitling ขอกลับไปยกย่องตำนานนักปั่นจักรยานระดับโลก ผ่านการออกแบบนาฬิกาเรือนพิเศษ Top Time B01 Fausto Coppi และ Top Time B01 Gino Bartali คู่ปรับที่ต่างผลักดันกันขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการกีฬาอย่างแท้จริง

เรือนแรกที่อุทิศให้กับ Fausto Coppi “Il Campionissimo” หรือแชมป์เหนือแชมป์ มาในโทนสีขาวสะอาด ตัดกับซับไดอัลสีเทอร์ควอยซ์สุดสดใส พร้อมเข็มจับเวลาแบบสายฟ้าสีส้ม สื่อถึงจักรยานคู่ใจของเขาอย่างชัดเจน

Must-Have 5 Blue Dial Renaissance

ในขณะที่เรือนที่สอง อุทิศให้กับ Gino Bartali “L’Intramontabile” ผู้ไม่เคยเสื่อมคลายแม้กาลเวลา ด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม เติมความโดดเด่นด้วยดีเทลสีเหลืองสด สีที่ยกมาจากเสื้อแข่งอันน่าจดจำของเขา

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร ทำจากสเตนเลสสตีล กันน้ำได้ถึง 100 เมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Breitling Manufacture Caliber 01 ซึ่งผ่านการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC และสำรองพลังงานได้ราว 70 ชั่วโมง ดีไซน์ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้แฟนๆ หลงรัก ทั้งชื่อเล่นของนักแข่งที่สลักอยู่บนสเกลทาคีมิเตอร์ และลายเซ็นของพวกเขาที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

นอกจากสายหนังแนวเรซซิ่งสีเทอร์ควอยซ์หรือสีน้ำเงินสุดเท่ ยังมีตัวเลือกสายเหล็กถักแบบ Mesh พร้อมบัคเคิลแบบปีกผีเสื้อให้เลือกด้วย ใครอยากสัมผัสเสน่ห์แห่งตำนานคู่นี้ ต้องรีบหน่อย เพราะผลิตแค่ฝั่งละ 750 เรือน เท่านั้น

Breitling ถ่ายทอดเรื่องราวการแข่งขันสุดดุเดือดนี้ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา จนแทบได้ยินเสียงล้อปั่นและลมหายใจแห่งความมุ่งมั่นในทุกๆ จังหวะ

Must-Have 5 Blue Dial Renaissance
ข้อมูลทางเทคนิค
Breitling Top Time B01 Fausto Coppi และ Gino Bartali Limited Editions
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม. หนา 13.3 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Breitling Manufacture Caliber 01 (ได้รับการรับรอง COSC)
  • พลังงานสำรอง: ประมาณ 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที เข็มวินาทีเล็ก จับเวลาโครโนกราฟ
  • หน้าปัด รุ่น Gino Bartali: น้ำเงินเข้ม + ซับไดอัลสีขาว
  • สาย: สายหนังเรซซิ่งเทอร์ควอยซ์/น้ำเงิน หรือสายเหล็กถัก Mesh พร้อมบัคเคิลปีกผีเสื้อ
  • จำนวนผลิต: จำกัดรุ่นละ 750 เรือน

Panerai Luminor GMT Power Reserve Ceramica PAM01574

ถ้าพูดถึง 5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงินที่กำลังมาแรงในปีนี้ บทใหม่ของนวัตกรรมที่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Panerai อย่างสมบูรณ์แบบ

นาฬิกาเรือนนี้มากับตัวเรือนเซรามิกขนาด 44 มม. สีดำด้านที่ผ่านการขัดแต่งแบบพิเศษ สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่เบาสบายข้อมือ พร้อมลวดลายแบบ sandblasted ผสานกับผิวเงาบางจุด เพิ่มมิติให้กับตัวเรือนอย่างลงตัว กลไกภายในขับเคลื่อนด้วยเครื่อง P.9012 ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยฟังก์ชัน ทั้ง GMT สำหรับคนที่ต้องเดินทางข้ามโซนเวลา และพลังงานสำรองถึง 3 วัน พร้อมฟีเจอร์รีเซ็ตวินาทีแบบแม่นยำ

Must-Have 5 Blue Dial Renaissance

หน้าปัดสีน้ำเงินซันเรย์แบบ Sandwich Dial เผยความลึกและเสน่ห์เฉพาะตัว ตกแต่งด้วยการไล่เฉดสีสวยงาม พร้อมตัวบอกพลังงานสำรองตรงตำแหน่ง 5 นาฬิกา และเข็ม GMT 12 ชั่วโมงที่ช่วยให้การอ่านเวลาอีกประเทศทำได้อย่างง่ายดาย

เข็มและมาร์กเกอร์เคลือบด้วย Super-LumiNova® X2 และ X1 เรืองแสงสีเขียวและน้ำเงินตามการใช้งานที่ต่างกัน เพื่อให้เห็นชัดเจนแม้ในความมืด ใต้ฝาหลังแซฟไฟร์แบบรมควัน เผยให้เห็นกลไกซับซ้อนที่อัดแน่นไปด้วย 231 ชิ้นส่วน ตัวบาลานซ์บริดจ์ยึดสองด้าน พร้อมความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง เพื่อความเที่ยงตรงที่ไว้ใจได้

นอกจากความงามและฟังก์ชันแล้ว PAM01574 ยังมาพร้อมสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มสุดหรู และสายยางลุคสปอร์ตที่เปลี่ยนได้ง่ายด้วยระบบ PAM Click Release™ รองรับได้ทั้งลุคทางการและวันสบาย ๆ

การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ไหนธรรมดา แต่เป็นการเฉลิมฉลองที่ Salone del Mobile งานแฟร์ดีไซน์ระดับโลก ณ มิลาน ที่ Panerai เป็น Official Timekeeper ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม สะท้อนถึงความตั้งใจแน่วแน่ของแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดพัฒนานวัตกรรมควบคู่ไปกับความงามของงานออกแบบเสมอ

Must-Have 5 Blue Dial Renaissance

PAM01574 จึงไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า Panerai เข้าใจการสร้าง “เครื่องมือเวลา” ที่ทั้งแข็งแกร่ง นวัตกรรมสูง และยังสวยจับใจไม่เสื่อมคลาย

ข้อมูลทางเทคนิค
Panerai Luminor GMT Power Reserve Ceramica PAM01574

กลไก: อัตโนมัติ P.9012 / พลังงานสำรอง 3 วัน
ตัวเรือน: เซรามิกดำ 44 มม. / กันน้ำ 300 เมตร
หน้าปัด: น้ำเงินซันบรัช เข็ม GMT พาวเวอร์รีเซิร์ฟ
ฝาหลัง: ไทเทเนียมเคลือบ DLC + กระจกแซฟไฟร์รมควัน
สาย: หนังจระเข้น้ำเงิน + ยางน้ำเงิน เปลี่ยนสายเร็ว

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา:Panerai / Breitling / A. Lange & Söhne / Zenith

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
เพิ่มดีกรีความสนุกในหน้าร้อน ด้วยนาฬิกา 5 เรือนสุดเปรี้ยว
รวมสุดยอดนาฬิกาดำน้ำปี 2025

เฉลิมฉลอง 20 ปีของ MB&F กับผลงานที่ผสานศาสตร์แห่งเวลาและความเร็ว

0

20 Years of Mechanical Artistry ในนิทรรศการ ‘The Evolution of Legacy Machines’ และ ‘Petrolheads’

เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) จับมือกับ PMT The Hour Glass ตัวแทนจำหน่ายเพียงหนึ่งเดียวในไทย พาผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเวลาและความเร็ว ดื่มด่ำไปกับนิทรรศการ ‘The Evolution of Legacy Machines’ & ‘Petrolheads’ ฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 19 – 27 เมษายน 2568 ณ PMT The Hour Glass ชั้น M สยามพารากอน

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้จัดมาให้ชมเล่นๆ เพราะมันคือพื้นที่พิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเหล่านักสะสมตัวจริง และผู้มีหัวใจเต้นตามเสียงเครื่องยนต์ โดยเฉพาะ ที่นี่คุณจะได้ใกล้ชิดกับเรือนเวลาระดับตำนานจาก MB&F ที่ขึ้นชื่อว่า ทั้งงามทั้งกล้า ผสมผสานศิลปะเข้ากับวิศวกรรมชั้นสูงได้อย่างใกล้ชิด

ผ่านสองธีมหลัก The Evolution of Legacy Machines ที่จะพาคุณย้อนดูวิวัฒนาการของซีรีส์เครื่องกลในตำนาน และ Petrolheads ที่เล่าถึงความหลงใหลในยนตรกรรมซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงานระดับมาสเตอร์พีซของแบรนด์ตลอดสองทศวรรษ

(อ่านบทความอื่นๆ ของ MB&F)

MB&F A Vision in Motion

MB&F หรือ Maximilian Büsser & Friends เกิดขึ้นในปี 2005 ไม่ใช่แค่ในฐานะแบรนด์นาฬิกา แต่ในฐานะ ห้องแล็บแห่งอนาคต ที่บ่มเพาะจินตนาการให้กลายเป็นเรือนเวลาแบบที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้งและวิสัยทัศน์เบื้องหลังแบรนด์ ไม่ได้ตั้งใจสร้างแค่นาฬิกา เขาต้องการ ปฏิวัติ วงการ ด้วยการแปรรูปกลไกบอกเวลาให้กลายเป็น kinetic art หรือศิลปะเคลื่อนไหวสามมิติ ที่เปี่ยมด้วยดีไซน์ล้ำขอบเขตความคิด

และเขาไม่ได้ทำคนเดียว MB&F คือการรวมตัวของ “Friends” หรือพันธมิตรจากหลากวงการ ทั้งนักออกแบบ วิศวกร ศิลปิน และช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ ที่ต่างหลอมรวมพลังสร้างสรรค์ในแบบ out-of-the-box ให้กลายเป็นนาฬิกาที่ ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

คอลเลกชัน Horological Machines คือตัวแทนความกล้าแบบไม่มีกรอบ ความคิดที่ขบถอย่างมีชั้นเชิง และงานศิลป์เชิงกลไกที่ทั้งสวย แหวก และล้ำแบบไม่แคร์กฎใดๆ ทั้งสิ้น เรือนเวลาที่ดูคล้ายยานอวกาศ ซูเปอร์คาร์ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตต่างโลก ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่มันเล่าเรื่องราวของแรงบันดาลใจ

ส่วน Legacy Machines ที่เปิดตัวในปี 2011 คืออีกฝั่งของจักรวาล MB&F ที่เลือกมองย้อนกลับไปยังเสน่ห์แห่งอดีต แล้วปั้นมันใหม่ด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตัวเรือนทรงกลมสุดคลาสสิกกลายเป็นเวทีให้กลไกอันประณีตโชว์ตัวอย่างสง่างาม ทั้งหมดนี้คือการยกย่องนักประดิษฐ์ในตำนาน โดยใช้ภาษาของศตวรรษที่ 21

และเพราะสองขั้วความคิด ความล้ำสมัยที่ไม่หยุดพัฒนา กับความเคารพต่อรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ มาหลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ MB&F ยืนหยัดเป็นผู้นำที่ท้าทายทุกข้อจำกัดของโลกนาฬิกา ทั้งในแง่เทคนิคและศิลปะ อย่างภาคภูมิและน่าจับตา

The Evolution of Legacy Machines ความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่อย่างกล้าหาญ

ก้าวแรกของนิทรรศการเริ่มต้นด้วย “The Evolution of Legacy Machines” พื้นที่ที่เผยให้เห็นวิสัยทัศน์ของ MB&F ในการนำศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิม มาผสานเข้ากับนวัตกรรมร่วมสมัยอย่างแยบยล

คอลเลกชัน Legacy Machines เปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 และกลายเป็นหนึ่งในผลงานไอคอนิกของแบรนด์ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางในระดับโลก ความสำเร็จสูงสุดของซีรีส์นี้ คือ LM Sequential EVO ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Aiguille d’Or หรือ นาฬิกายอดเยี่ยมแห่งปี จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ในปี 2022 รางวัลที่เปรียบได้กับออสการ์แห่งวงการนาฬิกา

Legacy Machines คือนิยามของ “อดีตที่มีชีวิต” งานดีไซน์ที่ดูคลาสสิกแต่ไม่ล้าสมัย ด้วยตัวเรือนทรงกลม กลไกทรงโดมที่ลอยเด่นราวกับงานศิลป์ และวิธีเล่าเรื่องที่ถักทอแรงบันดาลใจจากยุคทองของการประดิษฐ์นาฬิกา มาผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์แห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างน่าทึ่ง Legacy Machines คืองานออกแบบที่ให้ความเคารพต่อประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็พาผู้ชมก้าวเข้าสู่บทใหม่ของความหรูหราเหนือกาลเวลา

เมื่อจินตนาการวัยเด็กพุ่งทะยานสู่โลกแห่งเครื่องยนต์

อีกหนึ่งไฮไลต์ของนิทรรศการก็คือโซน ‘Petrolheads’ การเฉลิมฉลองความรักอันแน่นแฟ้นระหว่าง MB&F กับโลกแห่งยนตรกรรม ที่ไม่ได้เป็นแค่แรงบันดาลใจ แต่คือจิตวิญญาณเบื้องหลังนาฬิกาหลายเรือนอันทรงเสน่ห์

แรงผลักดันสำคัญเกิดจากความฝันในวัยเยาว์ของ Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักออกแบบรถยนต์ ประกอบกับความหลงใหลในรถแข่งวินเทจของ Serge Kriknoff ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการผลิต MB&F ซึ่งทั้งหมดถูกร้อยเรียงกลายเป็นเรือนเวลาสุดล้ำที่นำมาให้ชมในนิทรรศการนี้

ตั้งแต่ HM5 ที่สะท้อนกลิ่นอายของซูเปอร์คาร์ยุค 1970, HMX ที่เหมือนบทกวีแด่ Carrozzeria Touring สุดคลาสสิกจากอิตาลี ไปจนถึง HM8 “Can-Am” ที่แรงดีไซน์ทะลุทุกกรอบตามแบบฉบับรถแข่ง Can-Am และเรือนล่าสุด HM8 Mark2 ที่ถอดแบบมาจากความเฉียบคมของ Porsche 918 Spyder พร้อมเก็บดีไซน์และฟังก์ชันเด่นจากรุ่นก่อนๆ ไว้อย่างกลมกลืน

แด่ผู้หลงใหลในศิลปะแห่งเวลา คำขอบคุณจากใจ MB&F

นิทรรศการในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่เพียงการโชว์ผลงานสุดล้ำของ MB&F เท่านั้น แต่ยังเป็น “คำขอบคุณ” ที่ตั้งใจส่งถึงนักสะสมและคนรักนาฬิกาในประเทศไทยทุกคน ผู้ที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนแบรนด์มาโดยตลอด

ความเชื่อมั่น ความหลงใหล และแรงสนับสนุนจากแฟนๆ ชาวไทย คือพลังสำคัญที่ผลักดันให้ MB&F เดินหน้าทลายกรอบเดิม ๆ และสร้างสรรค์เรือนเวลาในแบบที่ไม่เหมือนใครมานานกว่า 20 ปี

การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง MB&F และ PMT The Hour Glass พาร์ตเนอร์หลักในประเทศไทยที่ร่วมเดินทางและเติบโตมาด้วยกัน

และเหนือสิ่งอื่นใด คือคำมั่นจาก MB&F ที่จะยังคงรักษาแก่นแท้แห่งความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความประณีตอย่างที่สุด เพื่อส่งมอบศิลปะบอกเวลาชั้นยอดให้คนรักนาฬิกาไทยได้ชื่นชมอย่างต่อเนื่อง…จากนี้ไปและตลอดไป

ร่วมสัมผัสที่สุดแห่งศิลปะแห่งเวลาและยนตรกรรมเร้าใจ

MB&F ร่วมกับ PMT The Hour Glass ขอเชิญนักสะสม ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเวลา และผู้ที่ชื่นชอบโลกแห่งยนตรกรรม ร่วมเปิดประสบการณ์เหนือจินตนาการในนิทรรศการ ‘The Evolution of Legacy Machines’ & ‘Petrolheads’

สัมผัสผลงานเรือนเวลาอันล้ำสมัยที่หลอมรวมระหว่างศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาแบบคลาสสิกและนวัตกรรมที่ท้าทายทุกขีดจำกัด พร้อมเร้าใจไปกับแรงบันดาลใจจากโลกของยนตรกรรม ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบระดับมาสเตอร์พีซ

ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีแห่งการคิดนอกกรอบของ MB&F ระหว่างวันที่ 19 – 27 เมษายน 2025 ณ PMT The Hour Glass ชั้น M สยามพารากอน นิทรรศการที่ไม่เพียงจะจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังสะท้อนจิตวิญญาณของความเป็นอิสระในทุกจังหวะแห่งเวลา

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
ภาพ | ที่มา: MB&F 

เสน่ห์แห่งนาฬิกา H. Moser & Cie. ที่ผสานความหรูหราสมัยใหม่กับศิลปะแห่งการลงยา

Endeavour Tourbillon Concept Turquoise Enamel ความสวยงามในงานศิลปะการลงยา

มนตร์เสน่ห์แห่งหน้าปัด fumé ผสานความงามเลอค่าของการลงยา สองความล้ำค่า อันเป็นเอกลักษณ์จาก H. Moser & Cie.

นอยเฮาเซิน อัม ไรน์ฟัลล์  ยังคงยึดมั่นในมรดกแห่งงานฝีมือระดับสูงของ H. Moser & Cie. เรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดที่ตีความหน้าปัดฟูเม่ (fumé) อันเป็นเอกลักษณ์ในมุมมองที่ทันสมัยยิ่งขึ้น สัมผัสความงามของการลงยาแบบดั้งเดิมที่ได้รับการปรับให้มีชีวิตชีวาและเปล่งประกายยิ่งขึ้น

ผ่านกระบวนการที่สวยงามทั้งในด้านเทคนิคและศิลปะ ทำให้เฉดสีที่ได้มาเป็นที่จดจำอย่างลึกซึ้ง ด้วยพื้นผิวลวดลายค้อนทุบที่สะท้อนแสงได้อย่างน่าหลงใหล รวมถึงตัวเรือนสตีลขนาด 40 มม. ที่บรรจุกลไกอัตโนมัติ HMC 201 อันทรงพลัง ซึ่งผสมผสานระหว่างความหรูหราเหนือกาลเวลาและดีไซน์ที่โดดเด่น

นาฬิกาสามเข็มถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความคลาสสิกในโลกของเรือนเวลา ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกสัดส่วนที่ลงตัวไปจนถึงการตกแต่งระดับสูง ที่ให้ความรู้สึกของความสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง

สำหรับรุ่น Endeavour Centre Seconds Concept Purple Enamel ทาง H. Moser & Cie. ได้นำเอาความหรูหราเหนือกาลเวลา มาตีความใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยหน้าปัดที่เปล่งประกายสีที่ไม่เคยมีมาก่อน ผ่านการลงยา Grand Feu (กรองฟู) ที่ได้รับการปรับให้เข้ากับรสนิยมร่วมสมัย พร้อมนำเสนอในรูปแบบที่สะท้อนทั้งความคลาสสิกและความล้ำยุค

กระบวนการเริ่มต้นด้วยการสลักลวดลายบนพื้นฐานทองคำขาว ก่อนลงสีด้วยเม็ดสีเคลือบ 6 เฉดที่ได้รับการบดและล้างอย่างพิถีพิถัน หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ไล่สีด้วยความละเอียดอ่อน เพื่อให้ได้เฉดสีที่มีมิติและสว่างไสว โดยไม่มีรอยต่อหรือความไม่เรียบเนียนของเม็ดสี ทั้งนี้หน้าปัดต้องผ่านกระบวนการเผาหลายครั้งเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ฟูเม่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ H. Moser & Cie.

ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าปัดที่เต็มไปด้วยความงดงาม อันล้ำลึกและซับซ้อน ด้วยเฉดสี Purple Haze ที่ยากจะหามาตีความได้ ความงามนี้ได้รับการเผยแพร่โดยไม่มีโลโก้หรือหลักชั่วโมงใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้เรือนเวลานี้แสดงตัวตนอย่างแท้จริง โดยไม่ขัดขวางความบริสุทธิ์ของการออกแบบ

ตัวเรือนสตีลขนาด 40 มม. ยังบรรจุกลไก HMC 201 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติแบบ Swiss Made 100% ที่พัฒนาโดย Precision Engineering AG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ H. Moser & Cie. มาพร้อมกับ double hairspring อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ซึ่งสามารถเห็นได้จากเข็มวินาทีสีม่วงและสะพานจักรสมดุลสีน้ำเงิน โดยมีกลไกที่เปิดเผยออกมาในแบบ Skeleton เพื่อให้เห็นทุกการทำงานของระบบเกียร์และการแสดงวินาทีกลางได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับโรเตอร์ที่โปร่งใสเพื่อไม่ให้บดบังทัศนวิสัยของกลไกภายใน

ด้วยการใช้วัสดุหนัง Kudu สีม่วงที่เนียนนุ่มราวกับกำมะหยี่ สายหนังนี้เข้ากับหน้าปัดที่มีเฉดสีลึกและเข้มข้นอย่างลงตัว ขับเน้นความหรูหราของดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
นาฬิกา Endeavour Centre Seconds Concept Purple Enamel

ตัวเรือน: ตัวเรือนทำจากวัสดุสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.0 มม. และความหนา 11.2 มม. พร้อมกระจกแซฟไฟร์ที่มีฝาหลังเปลือยโชว์กลไกและเม็ดมะยมสลักตัวอักษร “M”
หน้าปัด: หน้าปัดลงยา Grand Feu ฟูเม่ Purple Haze พร้อมพื้นผิวลายค้อนทุบ และเข็มชั่วโมงและนาทีทรงใบไม้ รวมถึงเข็มวินาทีกลางสีม่วง
กลไก: คาลิเบอร์ HMC 201 ระบบไขลานอัตโนมัติ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 32.0 มม. ความหนา 5.5 มม. ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง และมีทับทิม 27 เม็ด พร้อมระบบไขลานอัตโนมัติแบบสองทิศทาง โรเตอร์ทองคำ 18 กะรัต สลักลวดลายและสำรองพลังงานได้ขั้นต่ำ 3 วัน ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที และ Original Straumann® double hairspring การตกแต่งพื้นผิวสีเทาแอนทราไซต์พร้อมลายเส้นคู่แบบ Moser และสะพานจักรสเกเลตันบางส่วน
ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง
สายนาฬิกา: สายหนัง Kudu สีม่วง เย็บด้วยมือ มาพร้อมหัวเข็มขัดสตีลแบบปีกผีเสื้อ

ศิลปะแห่งการออกแบบ Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen จาก H. Moser & Cie.

พร้อมมอบความตื่นเต้นใหม่ H. Moser & Cie. นำเสนอความงามแห่งเวลาในแบบที่ไม่เหมือนใครด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen รุ่นใหม่ล่าสุด ในคอลเลกชัน Streamliner ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่ท้าทายกาลเวลา

สองรุ่นที่มีตัวเรือนเลือกได้ทั้ง เรดโกลด์ 5N และสตีล ที่ผสานความหรูหราสง่างามและความทันสมัยได้อย่างลงตัว หน้าปัดของนาฬิกาทั้งสองรุ่นสะดุดตาด้วยเฉดสี Midnight Blue fumé บนตัวเรือนเรดโกลด์ 5N และ Matrix Green fumé บนตัวเรือนสตีล ที่โดดเด่นด้วยพื้นผิว Frosted Finish ที่ทำขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยการแกะสลักมือ โดยสะท้อนแสงในทุกมุมมองอย่างมีมิติ ภาพวาดบนหน้าปัดเหล่านี้เปรียบเสมือนศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งประกายแสงราวกับหิมะต้องแสงอาทิตย์

ด้วยปรัชญา “น้อยแต่มาก” ที่ H. Moser & Cie. ยึดถือมาโดยตลอด หน้าปัดที่ออกแบบมาอย่างมินิมอลยังคงคำนึงถึงการแสดงเวลาในรูปแบบศูนย์กลางที่สง่างาม และความเรียบง่ายในดีไซน์ ตัวเรือนที่มีการตกแต่งอย่างละเอียดและพิถีพิถันสร้างความสมดุลของงานศิลปะที่บ่งบอกถึงความทันสมัย พร้อมการเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ที่ทำให้หน้าปัดมีความสดใสไม่ว่าจะเป็นสี Midnight Blue fumé หรือ Matrix Green fumé ซึ่งทำให้หน้าปัดนั้นเปล่งประกายและมีมิติที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ยังมาพร้อมกับตัวเรือนที่มีการออกแบบโค้งมนอย่างประณีต และสามารถกันน้ำได้ถึง 12 ATM ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายด้วยสายยาง Integrated ในรุ่นเรดโกลด์ 5N และสายโลหะสตีลในรุ่นตัวเรือนสตีล การออกแบบโครงสร้างที่ลื่นไหลเหมือนกระแสลม ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภายในกลไกของนาฬิกา Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไก HMC 907 ที่พัฒนาโดย AGENHOR และได้รับการออกแบบเพื่อความเรียบง่ายและความชัดเจนในการอ่านค่า ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ที่โชว์กลไกอย่างชัดเจน

ทุกการเคลื่อนไหวถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และการตกแต่งด้วย Moser Stripes ที่ทำมุม 45° พร้อมสะพานจักรและแท่นเครื่องเคลือบโรเดียมสีเทาแอนทราไซต์ ที่ให้ลุคที่โมเดิร์นและคลาสสิกในเวลาเดียวกัน

นี่คือความพิถีพิถันที่ H. Moser & Cie. แสดงให้เห็นในทุกขั้นตอนการสร้างสรรค์ และเป็นการรวมศิลปะในการแสดงเวลาอันบริสุทธิ์ไว้ในเรือนเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค
Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen

รหัสรุ่น: 6907-0402 และ 6907-1205
วัสดุตัวเรือน: เรดโกลด์ 5N หรือ สตีล การตกแต่ง Moser Stripes โรเดียมสีเทาแอนทราไซต์
หน้าปัด: Midnight Blue fumé หรือ Matrix Green fumé พร้อมพื้นผิวแบบ Frosted Finish
สาย: สายยางสีดำแบบ Integrated หรือ สายโลหะสตีล
ระบบกันน้ำ: 12 ATM
กลไก: คาลิเบอร์ HMC 907 พัฒนาโดย AGENHOR พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

The Allure of H. Moser & Cie. Watches: Blending Modern Luxury with the Art of Enamel

Turquoise Enamel: H. Moser & Cie. เติมสีสันให้กับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

สำหรับนาฬิกา Endeavour Tourbillon Concept Turquoise Enamel (เอนเดฟเวอร์ ทูร์บิญอง คอนเซ็ปต์ เทอร์ควอยซ์ อีนาเมล) H. Moser & Cie. ได้ยกระดับศิลปะการลงยา Grand Feu ไปอีกขั้น โดยการผสมผสานทักษะดั้งเดิมกับดีไซน์อันล้ำสมัย สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยหน้าปัดสีเทอร์ควอยซ์ที่มีเฉดสีเข้มข้น ส่องประกายและสะท้อนแสงในทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือ สร้างมิติที่ทั้งหลงใหลและดึงดูดทุกสายตา เรือนเวลาชิ้นนี้บรรจุอยู่ในตัวเรือน Red Gold 5N ขนาด 40 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก HMC 805 Tourbillon ซึ่งพัฒนาโดยโรงงานของแบรนด์เอง ผสานความงดงามทางวิศวกรรมกับงานศิลป์ที่ประณีตไร้ที่ติ

แม้จะดูเรียบง่าย แต่ Endeavour Tourbillon Concept Turquoise Enamel กลับแฝงความหรูหราและความสมบูรณ์แบบที่ไร้ขีดจำกัด การออกแบบหลีกหนีจากกรอบดั้งเดิม เปิดเผยเฉพาะสีเทอร์ควอยซ์อันเปล่งประกาย ทูร์บิญองแบบลอยตัว และหน้าปัดที่สร้างความสะกดทุกสายตาด้วยมิติที่ลึกซึ้ง

ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญใช้กระบวนการลงยากว่า 3 ชั้น ลงบนพื้นผิวทองคำขาว ผ่านการเผาในเตาแต่ละรอบ เม็ดสีจะถูกหลอมรวมโดยไม่สูญเสียความเข้มข้น สร้างเอฟเฟกต์ Fumé อันโดดเด่นของ H. Moser & Cie. ที่เต็มไปด้วยความลึกและโปร่งแสงอันลงตัว

หัวใจของเรือนเวลานี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก HMC 805 ระบบไขลานอัตโนมัติที่มาพร้อมกับทูร์บิญองแบบลอยตัวหนึ่งนาที และ Double Hairspring ซึ่งพัฒนาโดย Precision Engineering AG บริษัทในเครือของ H. Moser & Cie. ชุด Double Hairspring ช่วยลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงให้กลไกทำงานได้อย่างแม่นยำและสมดุล นอกจากนี้ยังช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Isochronism เพื่อให้กลไกมีความแม่นยำสูงสุด

กลไก HMC 805 ยังออกแบบให้เผยให้เห็นความงามของโครงสร้างภายใน ด้วยสะพานจักรสเกเลตันและการเคลือบพื้นผิวสีเทาแอนทราไซต์ที่ดูหรูหรา โรเตอร์ Red Gold แบบโปร่ง เพิ่มประสิทธิภาพการขึ้นลานและเปิดให้ชื่นชมการทำงานของกลไกได้อย่างเต็มที่

นาฬิกาชิ้นนี้มาพร้อมกับสายหนังนกกระจอกเทศสีเทา ซึ่งไม่เพียงเสริมความหรูหราของหน้าปัด แต่ยังสะท้อนแนวคิด Minimalism ที่ลึกซึ้ง สะท้อนถึงแนวทางการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง

ด้วยผลงานชิ้นนี้ H. Moser & Cie. ได้ยืนยันอีกครั้งว่า ศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูงไม่เพียงแต่เกี่ยวกับความแม่นยำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผสมผสานของสัมผัส พื้นผิว แสง และอารมณ์ที่ผสานกันอย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
Endeavour Tourbillon Concept Turquoise Enamel

รหัสรุ่น: 1805-0400
ตัวเรือน: ตัวเรือนวัสดุทำจากเรดโกลด์ 5N มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.0 มม. และความหนา 11.2 มม. กระจกแซฟไฟร์ที่ฝาหลังเปลือยโชว์กลไก พร้อมเม็ดมะยมที่สลักตัวอักษร “M”
หน้าปัด: Enamel Turquoise Fumé “Grand Feu” พร้อมพื้นผิวลายค้อนทุบ เข็มชั่วโมงและนาทีทรงใบไม้
กลไก: กลไกคาลิเบอร์ HMC 805 เป็นระบบไขลานอัตโนมัติที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 32.0 มม. (14 1/4 lignes) และความหนา 5.5 มม. ความถี่ในการทำงานคือ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง โดยมาพร้อมโรเตอร์เรดโกลด์ 18K แบบสเกเลตัน พร้อมพลังงานสำรองถึง 3 วัน. ระบบ Double Hairspring และกลไกทูร์บิญองแบบลอยตัวหนึ่งนาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
สายนาฬิกา หนังนกกระจอกเทศสีเทาเย็บด้วยมือ มาพร้อมตัวล็อกสาย Red Gold 5N สลักโลโก้ H. Moser & Cie.

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | ที่มา: H. Moser & Cie.

เพิ่มดีกรีความสนุกในหน้าร้อน ด้วยนาฬิกา 5 เรือนสุดเปรี้ยว

รวมไฮไลต์จี๊ดจากแบรนด์หรู ที่แต่งแต้มสีสันให้ฤดูร้อนของคุณมีชีวิตชีวากว่าที่เคย กับนาฬิกาสีสันสดใสสำหรับซัมเมอร์

มัดรวมเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยความสดใส และสีสันอันเจิดจ้า พร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย รวมถึงแรงบันดาลใจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าสนใจ ที่จะทำให้ซัมเมอร์นี้ของคุณแฮปปี้ไม่แพ้ซีซั่นไหนๆ

Must-Have Summer Watches 2025

OMEGA Seamaster AQUA TERRA 150M

เริ่มต้นด้วยความสดใสของเฉดสีแห่งมหาสมุทรจาก OMEGA คอลเลกชัน Seamaster Aqua Terra ด้วยหน้าปัดสีเขียวเทอร์คอยซ์อันโดดเด่นสุดสะดุดตา โดยได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของท้องทะเล พร้อมดีไซน์ร่วมสมัยที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยในโลกใต้น้ำ

ตัวเรือนและสายผลิตจากสแตนเลสสตีลคุณภาพสูง ขัดเงาสลับด้าน มาพร้อมระบบปรับสายที่สะดวกใช้งาน หน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีเทอร์คอยซ์ ที่มาพร้อมกับเอฟเฟกต์ไล่เฉดสีดำ เข็มทรงเหลี่ยมและหลักชั่วโมงเคลือบ PVD สีเทาบรรจุสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว เพื่อความคมชัดแม้ในที่แสงน้อย

ขณะที่โลโก้ OMEGA และช่องแสดงวันที่ก็ถูกตกแต่งด้วย PVD สีเทาให้กลมกลืนกับดีไซน์โดยรวม ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับ OMEGA Co-Axial Master Chronometer ที่ได้รับการรับรองจาก METAS (สถาบันมาตรวิทยาแห่งสหพันธ์สวิส) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของวงการนาฬิกาสวิส ทั้งด้านความเที่ยงตรง ความทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูงถึง 15,000 เกาส์ และความเสถียรในการใช้งาน สำหรับรุ่นตัวเรือนขนาด 38 มม. และ 41 มม.

  • รุ่น 38 มม. (รหัส 220.10.38.20.03.005) ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 8800 สำรองพลังงานได้สูงสุด 55 ชั่วโมง
  • รุ่น 41 มม. (รหัส 220.10.41.21.03.006) มาพร้อมกลไก Calibre 8900 ที่มีกำลังสำรองสูงสุด 60 ชั่วโมง

เป็นคอลเลกชันที่สะท้อน และเชื่อโยงกับท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของ OMEGA ได้อย่างสง่างาม ทั้งในแง่ดีไซน์และสมรรถนะ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาสปอร์ตหรูที่ลงตัวทั้งในชีวิตประจำวันและโอกาสพิเศษ

ข้อมูลทางเทคนิค
Seamaster AQUA TERRA 150M

  • ขนาดขานาฬิกา: 20 มม.
  • ความยาวรวมขาสาย: 47.9 มม.
  • ความหนา: 13.3 มม.
  • ระบบกลไก: คาลิเบอร์ OMEGA 8900 ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ
  • พลังงานสำรอง: สูงสุด 60 ชั่วโมง
  • การกันน้ำ: ระดับ 15 บาร์ (150 เมตร / 500 ฟุต)
  • น้ำหนักโดยประมาณ: 150 กรัม
Must-Have Summer Watches 2025

เพิ่มดีกรีความเร้าใจให้กับซัมเมอร์สุคฮอตด้วยสีชมพูนีออนจากหน้าปัดของ TAG Heuer Monaco Chronograph Ref. CBL218B.FT6236 เรือนเวลาที่สะท้อนสีสันแห่งลาสเวกัส ถ่ายทอดผ่านหน้าปัด Skeleton สีชมพูสดใส ตัดกับตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 2 เคลือบ DLC สีดำ ขนาด 39 มม.

ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพลังแห่งแสง สี และจังหวะแห่งชีวิตของ Las Vegas Grand Prix ตัวเรือนดีไซน์โฉบเฉี่ยว น้ำหนักเบา มาพร้อมสายหนังและยาง ให้สัมผัสสบายขณะสวมใส่ พร้อมกลไก Calibre Heuer 02 แบบอัตโนมัติที่ผลิตโดย TAG Heuer เองสำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง โดดเด่นด้วย Column Wheel ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และตุ้มน้ำหนักตกแต่งสีชมพูที่มองเห็นได้ผ่านหน้าปัดแบบโปร่งใส

หน้าปัด Skeleton แสดงกลไกอย่างชัดเจน เพิ่มลูกเล่นด้วยสีชมพูบนหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา เข็มนาฬิกา และเข็มโครโนกราฟ โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยที่กล้าท้าทายกรอบเดิมๆ ของนาฬิกาสปอร์ตหรู และมีสไตล์

คอลเลกชั่นโครโนกราฟที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของมอเตอร์สปอร์ต แต่ยังเชื่อมโยงกับเรือนเวลาต้นแบบในอดีตที่เปิดตัวในปี 1969 และสร้างชื่อด้วยดีไซน์สี่เหลี่ยมอันโดดเด่น ร่วมด้วยความผูกพันกับภาพยนตร์ Le Mans ที่ Steve McQueen สวมใส่ในภาพยนต์อีกด้วย

ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Monaco Chronograph

  • Ref: CBL218B.FT6236
  • ตัวเรือน: DLC Titanium ขัดทราย ขนาด 39 มม. หน้าปัดสีชมพูสุดโดดเด่น มาพร้อมสายยางผสานหนังลายผ้า สีดำ ฝาหลังแซฟไฟร์เคลือบ DLC สุดเท่ พร้อมบัคเคิลแบบพับระบบปุ่มกด
  • กลไก: อัตโนมัติ In-House TH20-00
  • พลังงานสำรอง: 80 ชม.
  • ฟังก์ชัน: เวลา วันที่ จับเวลา (1/4 / วินาที 30 / นาที 12 ชม.)
  • ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชม.
  • กันน้ำ: 100 เมตร
  • ความหนา: 13.8 มม. | Lug: 22 มม.

Tudor Black Bay Ceramic “Blue”

เหมือนเราจะยังคงไม่มูฟออนจากการแข่งขัน F1 สนาม Las Vegas Grand Prix เพราะที่นี่เต็มไปด้วยสีสันที่เข้ากับซัมเมอร์อันสดใส โดยครั้งนี้เป็นเรือนเวลาสีจัดจ้าน ฟ้าสดใสไล่ไปถึงเขียวนีออนอ่อนๆ ของ Tudor รุ่นพิเศษฉลอง F1 Las Vegas Grand Prix

โดยเป็นนาฬิกาที่ใช้พื้นฐานจากรุ่น Heritage Black Bay Ceramic เพิ่มความโดดเด่นด้วยหน้าปัดและสายสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงสีอันเจิดจ้าของเมืองลาสเวกัส ดีไซน์สะท้อนเอกลักษณ์ของเมืองคนบาปอย่างลาสเวกัส อีกทั้งยังใช้เฉดสีขาวมาสร้างสรรค์เป็นประกายแสง ที่เปรียบเหมือนแสงไฟตามอาคารบ้านเรือน และยังสอดคล้องกับสีของตัวถังรถแข่งของทีม Visa Cash App Racing Bull ซึ่ง Tudor เป็นผู้สนับสนุนหลักอีกด้วย

โดยนาฬิการุ่นนี้ถูกสวมใส่โดยนักแข่ง Liam Lawson และ Yuki Tsunoda ระหว่างการแข่งขัน เพื่อเป็นการโปรโมตและตอกย้ำความสัมพันธ์ของแบรนด์กับโลกมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก

Must-Have Summer Watches 2025

ข้อมูลทางเทคนิคของ
Tudor Black Bay Ceramic “Blue”

  • หมายเลขอ้างอิง: 79210CNU-0007
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำด้าน ขนาด 41 มม. พร้อมฝาหลังแบบเปิดที่ทำจากสตีล 316L เคลือบ PVD สีดำ
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินทรงโดม พร้อมเข็มทรง Snowflake และสารเรืองแสง Super-LumiNova X1 ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียว ทำจากสตีล 316L เคลือบ PVD สีดำ พร้อมแผ่นเซรามิกสีดำลายซันเรย์
  • กระจก: แซฟไฟร์ทรงโดม
  • เม็ดมะยม: แบบขันเกลียว ทำจากสตีล 316L เคลือบ PVD สีดำ พร้อมโลโก้ดอกกุหลาบ Tudor นูน
  • กลไก: MT5602-1U ระบบอัตโนมัติ In-House พร้อมโรเตอร์แบบหมุนสองทิศทาง
  • ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz) พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
  • สาย: สายไฮบริดหนังและยาง พร้อมตะเข็บสีฟ้า และหัวเข็มขัดแบบพับทำจากสตีล 316L เคลือบ PVD สีดำ สายผ้าสีดำพร้อมแถบกลางสีน้ำเงิน การกันน้ำ 200 เมตร
Must-Have Summer Watches 2025

Mido Commander 1959 Pixel Dial

หากคุณหลงรักสีสันของความโมเดิร์นวินเทจ ซัมเมอร์นี้คุณควรต้องมี Mido Commander 1969 Pixel Dial ไว้ในครอบครอง เรือนเวลาสุดคลาสสิกที่เปล่งประกายความสดใสด้วยพลังพิกเซล เรือนเวลาที่ผสมผสานกลิ่นอายวินเทจกับความสนุกของ Pixel Art หน้าปัดสีดำแต่งแต้มด้วยสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีชมพูและน้ำเงิน พร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova® ที่เปล่งประกายในความมืด สร้างลุคสะดุดตาทั้งกลางวันและกลางคืน

ดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจาก Commander รุ่นดั้งเดิมปี 1959 มาพร้อมตัวเรือนโมโนค็อกขัดเงา เส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม. ขอบหน้าปัดแบบมินิมอล และกระจกอะคริลิก ประกอบกับสายสแตนเลสแบบถักสไตล์ Milanese ให้ความรู้สึกวินเทจอย่างแท้จริง

หัวใจของนาฬิกาคือกลไก Caliber 80 (พื้นฐานจาก ETA C07.621) พร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™ สำหรับต้านสนามแม่เหล็ก และพลังงานสำรองยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ขัดแต่งลาย Côtes de Genève พร้อมโรเตอร์ประทับโลโก้ Mido สวยงามตามแบบฉบับนาฬิกาเกรด Elabore

ข้อมูลทางเทคนิค
Mido Commander 1959 Pixel Dial

  • Ref: M8429.4.N7.11
  • ตัวเรือน: สแตนเลสชิ้นเดียว 37 มม. หนา 10.5 มม.
  • กระจก: อะคริลิกพิมพ์โลโก้ MIDO
  • กันน้ำ: 50 เมตร
  • หน้าปัด: ไล่สีพิกเซลน้ำเงิน-ชมพู พร้อม Super-LumiNova
  • เข็ม & หลักชั่วโมง: ขัดเงา เคลือบเรืองแสง
  • กลไก: Caliber 80 อัตโนมัติ | 80 ชม. พลังงานสำรอง | Nivachron
  • สาย: สแตนเลส Milanese mesh พร้อมตัวล็อกแบบเลื่อน

BR-X5 Iridescent 41 MM

ปิดท้ายสีสันสดใสจากซัมเมอร์กับ สีรุ้งสุดล้ำ บนหน้าปัดทรงเหลี่ยมของ Bell & Ross BR-X5 Iridescent โดยเป็นการเปิดตัวหลังจากที่รุ่น BR-X5 Racing ออกสู่ตลาดไปได้ไม่นาน ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่พัฒนาบนพื้นฐานของรุ่น BR-X5 เดิม แต่เพิ่มเติมที่ลูกเล่นเรื่องสีสันอันโดดเด่นสะดุดตา หน้าปัดของรุ่นนี้ผ่านกระบวนการเคลือบ PVD หลายชั้น

สร้างเอฟเฟกต์สะท้อนแสงได้มากถึง 50 เฉดสี ขึ้นอยู่กักบมุมแสงและการเคลื่อนไหวของข้อมือ เปรียบได้กับสีสันของปีกผีเสื้อหรือเกล็ดปลาทะเล โดดเด่นสวยงามด้วยหน้าปัดแบบซันเรย์มาพร้อมโทน น้ำเงิน เขียว เหลือง และม่วง ที่เปลี่ยนเฉดตามแสงที่ตกกระทบ เสริมความโดดเด่นสะกดสายตาด้วยขอบ Inner Ring สีรุ้งแบบเดียวกัน

ตัวเรือนทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ BR-X5 ถูกลบเหลี่ยมมุมให้มีความโค้งมน ใส่ง่าย และดูทันสมัย ตัวเรือนขนาด 41 มม. ผลิตจาก สเตนเลสสตีล โครงสร้างแบบ Sandwich (Multi-Layer Construction) อันเป็นดีไซน์เฉพาะของแบรนด์มีให้เลือก 2 รุ่นคือ BRX5R-IRS-ST/SST มาพร้อมกับสายสแตนเลสสตีล และBRX5R-IRS-ST/SRB ที่ใช้สายรับเบอร์สีขาว

Must-Have Summer Watches 2025

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก BR-Cal.323 อัตโนมัติ จาก Kenissi ผู้ผลิตกลไกระดับสูง มอบกำลังสำรองถึง 3 วัน และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ Chronometer หน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา แสดงระดับพลังงานสำรอง

คอลเลกชัน BR-X5 Iridescent นี้จึงถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ BR-X5 ในปี 2022 ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ผสานความทันสมัยของดีไซน์เข้ากับเทคโนโลยี อีกทั้งยังเพิ่มมิติด้าน “อารมณ์” ด้วยสีสันที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง และการตกกระทบของแสง ซึ่งไม่เพียงสื่อถึงความสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังแสดงออกถึงบุคลิกของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-X5 Iridescent 41 MM

  • กลไก: Calibre BR-CAL.323 (อัตโนมัติ) พลังงานสำรองประมาณ 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง / นาที / วินาที / วันที่ (ตำแหน่ง 3 นาฬิกา) / ตัวบ่งชี้พลังงานสำรอง (ตำแหน่ง 9 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: สตีลขัดเงาและขัดด้าน ขนาด 41 มม. หนา 12.8 มม. เม็ดมะยมขันเกลียว + การ์ดเม็ดมะยม ฝาหลังโชว์กลไก (Sapphire Case-back)
  • หน้าปัด: สีเขียวถึงม่วงเงา หลักชั่วโมงและเข็มสเกเลตันชุบโรเดียม เคลือบ Super-LumiNova® เข็มวินาทีสีขาวแบบกึ่งด้าน
  • กระจก: แซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน การกันน้ำ 100 เมตร
  • สาย: สตีลขัดเงา/ขัดด้าน หรือยางสีขาว บานพับสตีลขัดเงา/ขัดด้าน

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
(ที่มา: คลังข้อมูล Bell & Ross / Mido / Tudor / TAG Heuer / OMEGA )