ทำไมนาฬิกาบางเรือนดูเก่า…แต่กลับเท่? แล้วบางเรือนก็ใหม่…แต่ดูเก๋า?
เคยมั้ย? เวลานั่งดูนาฬิกาสวย ๆ แล้วรู้สึกงงกับคำศัพท์ที่โผล่มาในรีวิว ดีไซน์วินเทจ…สไตล์เรโทร และบางเรือนก็ดูมีกลิ่นอายเฮอริเทจ พอเปิด Google หาคำแปลก็ได้คำอธิบายที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งงงกว่าเดิม ว่าแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า…
แล้ว Vintage, Retro, Heritage มันต่างกันยังไงกันแน่… และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของบทความนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่แบรนด์นาฬิกาชั้นนำพากันขุดสมบัติเก่ากลับมาสร้างใหม่ในเวอร์ชันที่เท่กว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดก็เต็มไปด้วยเรือนเวลาที่ดูย้อนยุคบ้าง เก่าแท้บ้าง หรือแค่ได้กลิ่นอายอดีตแบบครึ่งๆ กลางๆ
พอเจอบ่อย ๆ เข้า มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า…ของเก่าจริง ๆ กับของใหม่ที่แต่งให้เก่า แบบไหนกันแน่ที่ตรงใจเรา…และเพราะอยากไขข้อข้องใจนี้ เราเลยขุดลึกลงไปในโลกของนาฬิกาจากมุมมองของนักออกแบบ นักประวัติศาสตร์ และนักสะสม ผ่านบทความจาก Revolution Watch เพื่อหาคำตอบว่าคำพวกนี้มีที่มาอย่างไร? ต่างกันตรงไหน? แล้วคุณเหมาะกับสไตล์ไหนที่สุด?
ถ้าคุณเคยตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกัน คุณมาถูกที่แล้ว เพราะบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักและเข้าใจแก่นของแต่ละสไตล์ พร้อมแนะแนวทางการเลือกให้เข้ากับตัวตนของคุณ
Vintage = ของจริงจากวันวาน ที่กาลเวลาก็ทำอะไรไม่ได้
มาเริ่มกันที่ Vintage watches ซึ่งก็คือ นาฬิกาของแท้จากยุคอดีต ไม่ใช่แค่ดีไซน์ย้อนยุค แต่เป็นชิ้นงานที่ผลิตขึ้นจริงในช่วงเวลาในอดีตนั้น ๆ โดยทั่วไปถือว่านาฬิกาที่มีอายุมากกว่า 20-30 ปีขึ้นไปจะถูกจัดอยู่ในหมวดวินเทจซึ่งมักจะสะท้อนยุคสมัยทั้งในด้านเทคโนโลยี วัสดุ และกลไก
นาฬิกาวินเทจไม่เคยพยายามเป็นอะไรเลย มันเป็นแค่นาฬิกา ที่บังเอิญรอดมาได้จนถึงวันนี้ พร้อมรอยถลอกบางจุด กระจกขุ่นนิดๆ หรือรอยด่างที่อาจทำให้บางคนเมินผ่าน แต่กับบางคน นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น
มันเคยอยู่บนข้อมือของใครบางคนในยุคที่โลกยังไม่มีอินเทอร์เน็ต บางเรือนอาจเคยเดินทางข้ามประเทศผ่านสนามบินที่ไม่มี Wi-Fi ด้วยซ้ำ มันแบกเรื่องราวเอาไว้มากมาย ทั้งวันที่ดี วันที่โคตรเหนื่อย และวันที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเงียบ นี่กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าทางจิตใจให้กับนักสะสม
นาฬิกาวินเทจไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ความสมบูรณ์แบบเป็นของใหม่ ของสะอาด ของไม่มีเรื่องราว แต่นาฬิกาแบบนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งที่คนรุ่นใหม่เรียกว่าคาแรกเตอร์ บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากครอบครองแค่สิ่งของ… แต่อยากครอบครองความรู้สึกที่มันให้เราต่างหาก
แต่ที่สำคัญอีกอย่างที่ต้องเข้าใจก็คือนาฬิกาวินเทจ กับนาฬิกาสไตล์วินเทจ นั้นต่างกัน และความต่างนั้น “สำคัญมาก” โดยเฉพาะในสายตานักสะสมและคนรักนาฬิกา
นาฬิกาวินเทจ (Vintage Watches)
คือของจริงจากอดีต เป็นนาฬิกาที่ผลิตขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต (โดยมากมักหมายถึงนาฬิกาที่มีอายุตั้งแต่ 20-30 ปีขึ้นไป) ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของยุคนั้นทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และกลไก เช่น
Omega Speedmaster Ultraman 1968 Ref. 145.012-67
หนึ่งในนาฬิกาวินเทจที่มีชื่อเสียงและหาภาพได้ง่ายคือ Omega Speedmaster Ultraman 1968 Ref. 145.012-67 นาฬิการุ่นนี้มีความโดดเด่นด้วยเข็มวินาทีสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้มันได้รับความสนใจจากนักสะสมทั่วโลก



คุณสมบัติเด่น
- กลไก: Caliber 321
- ขนาดตัวเรือน: 42 มม.
- วัสดุตัวเรือน: สเตนเลสสตีล
- ปีที่ผลิต: 1968
- การปรากฏตัวในสื่อ: ปรากฏในซีรีส์โทรทัศน์ญี่ปุ่นเรื่อง “Ultraman” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่น “Ultraman”
Breitling Navitimer Pilot’s Chronograph Ref. 806 (Circa 1950s)
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า Breitling Navitimer คือหนึ่งในนาฬิกาที่โดดเด่นและได้รับความนิยมอย่างมากในวงการ aviator watches หรือนาฬิกานักบิน เรือนนี้มาพร้อมกับ slide rule บนหน้าปัดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงต้นยุค 40s บนรุ่น Chronomat
และต่อมาในปี 1952 บน Navitimer ซึ่งเป็นนาฬิกาจริงจังที่มีประโยชน์ต่อการคำนวณการบิน เป็นเครื่องมือที่ช่วยนักบินในยุคแรกๆ สำหรับคำนวณการบินในเครื่องบินผ่านระบบ slide rule และยังคงมีการใช้ในบางวงการจนถึงปัจจุบัน


คุณสมบัติเด่น
- กลไก: เครื่องจักรกลอันยอดเยี่ยมที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการการคำนวณในยามบิน
- ขนาดตัวเรือน: 41 มม. ที่ทำให้มันทั้งดูดีและเหมาะสมกับทุกข้อมือ
- วัสดุตัวเรือน: สเตนเลสสตีลที่ทั้งแข็งแรงและทนทาน พร้อมหน้าปัดที่สวยงามและใช้งานได้จริง
- ความสำคัญ: เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ใช้ในห้องนักบินจริงๆ และยังคงเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมแม้ว่าจะผ่านมาเกือบ 70 ปี
Breitling Navitimer คือสุดยอดนาฬิกาที่เป็นตำนานของนักบิน ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่เฉพาะตัว นอกเหนือจากความโดดเด่นในด้านการใช้งานแล้ว มันยังเป็น Vintage ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของการบิน และกลายเป็น iconic piece ในวงการนาฬิกาผู้ที่ชื่นชอบการสะสมของที่มีความหมาย
Tudor Prince Oysterdate, Circa 1960s
นี่คือแบรนด์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1926 โดย Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex เพื่อให้ผู้คนสามารถครอบครองนาฬิกาที่มีคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึงมากขึ้น Tudor ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่สะท้อนถึงความทันสมัย แต่ยังคงสืบทอดความทนทานและความคลาสสิคจาก Rolex ด้วยการใช้ตัวเรือนที่เหมือนกัน วัสดุคุณภาพดี รวมถึงกลไกที่แม่นยำ


คุณสมบัติเด่น
- กลไก: ใช้กลไก ETA Calibre 2483 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพและความแม่นยำสูง พร้อมกับการลงลายเซ็น “TUDOR AUTO-PRINCE” บนโรเตอร์
- ขนาดตัวเรือน: 34 มม. ที่ลงตัวกับข้อมือทุกขนาด พร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่ทนทานและกันน้ำ
- หน้าปัด: หน้าปัดสีดำด้านที่มีโลโก้ดอกกุหลาบและตัวเลขอารบิกที่ส่องสว่างในที่มืด เพิ่มความโดดเด่นด้วยเข็มชั่วโมงและนาทีที่ออกแบบมาอย่างมีเอกลักษณ์
- วัสดุ: นาฬิกามาพร้อมกับสายนาฬิกา Oyster-type bracelet ที่ใช้วัสดุสเตนเลสสตีลและมีการล็อกแบบพับคล้องแบบคลาสสิก
ความเป็นเอกลักษณ์
สิ่งที่ทำให้ Tudor Prince Oysterdate เป็นนาฬิกาที่น่าสนใจคือการผสมผสานของความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งการใช้ในชีวิตประจำวันและการสะสมสำหรับนักสะสมที่มองหาความคลาสสิกจากยุคอดีต
Tudor Prince Oysterdate เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกา Vintage ที่มีประวัติศาสตร์และคุณภาพในเรือนเดียวกัน
Certina TPT 402, Circa 1960s-1970s
การเลือก Certina TPT 402 มาจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพการผลิตที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ Certina กลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในวงการนาฬิกาสปอร์ต

Certina ก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดยพี่น้อง Alfred และ Adolf Kurth ในเมือง Grenchen สวิตเซอร์แลนด์ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา Jura ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบในการเริ่มต้นธุรกิจผลิตนาฬิกาที่มีคุณภาพสูง โดยเริ่มจากการผลิตนาฬิกาในโรงงานขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในบ้านของครอบครัวในช่วงต้นๆ

คุณสมบัติเด่น
- ความแม่นยำสูง: Certina ได้รับการยอมรับในด้านความแม่นยำและความทนทาน ด้วยประวัติยาวนานกว่า 130 ปีในการผลิตนาฬิกา
- วัสดุ: TPT 402 มีตัวเรือนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และไม่ผ่านการขัดเงา / วัสดุเรืองแสงที่ยังคงใช้งานได้ดี / และมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่ภายในหน้าปัดเท่านั้น
- ดีไซน์: ดีไซน์ที่เรียบง่ายและคลาสสิค ทำให้ Certina TPT 402 เหมาะกับทั้งการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและการสะสม
- ความทนทาน: ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแกร่งและความทนทาน Certina TPT 402 ยังคงรักษาคุณสมบัติของการใช้งานได้ดีแม้ผ่านเวลามาหลายสิบปี
ความเป็นเอกลักษณ์
Certina TPT 402 คือตัวแทนของการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและคุณสมบัติที่ไม่เป็นรองใคร ในฐานะหนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตที่ได้รับความนิยมในวงการการดำน้ำและการทดสอบสมรรถภาพในหลายโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการ Sealab II ของกองทัพเรือสหรัฐฯ
Certina ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นด้วยความทนทาน แต่ยังคงรักษาความเรียบง่ายและความสวยงามในแต่ละเรือนอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการที่ TPT 402 เป็นนาฬิกาวินเทจที่มีสภาพสมบูรณ์แบบและดูหรูหราในเวลาเดียวกัน มันจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาคุณภาพที่สามารถใช้งานได้จริงและยังมีค่าในเชิงการสะสม
เรือนเวลาเหล่านี่คือตัวอย่าง “Vintage แท้” ที่ผ่านกาลเวลา มีร่องรอย มีประวัติ และมักมีคุณค่าทั้งทางวัตถุและจิตใจ
นาฬิกาสไตล์วินเทจ (Vintage-Style Watches)
นี่คือของใหม่ที่ออกแบบให้ดูเหมือนของเก่า เป็นนาฬิกาที่แบรนด์ผลิตขึ้นมาใหม่ แต่ตั้งใจให้มีหน้าตาหรือบรรยากาศคล้ายของยุคก่อน เช่น ใช้ฟอนต์วินเทจ หน้าปัดสีครีม เข็มทรงคลาสสิก หรือสายหนังเก่า เพื่อให้ได้อารมณ์วินเทจ
ตัวอย่างเช่น

Baume & Mercier Capeland 10094, Automatic Chronograph – 44mm
เรือนนี้คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการออกแบบที่หรูหราและความแม่นยำทางเทคนิคที่ล้ำลึก รุ่นนี้เป็นที่รู้จักกันดีในวงการนาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาวินเทจ มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบครัน ทั้ง flyback chronograph, tachymeter, telemeter และฟังก์ชันการแสดงวันที่ ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับทั้งการใช้งานประจำวันและการสะสมสำหรับผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาเก่า
คุณสมบัติเด่น
- การเคลื่อนไหว: ขับเคลื่อนด้วยกลไกการหมุนอัตโนมัติ Lajoux-Perret ที่มีความแม่นยำสูง เป็นที่ยอมรับในวงการนาฬิกาทั่วโลก
- การออกแบบ: หน้าปัดสีเทา slate-grey ที่ดูคลาสสิกและมีความลึกซึ้งให้ความรู้สึกวินเทจ โดยมาพร้อมกับการตกแต่งที่ละเอียดอ่อน
- ฟังก์ชันครบครัน: Flyback chronograph ที่ช่วยให้การจับเวลาทำได้สะดวก รวดเร็ว Tachymeter สำหรับการคำนวณความเร็ว Telemeter สำหรับการวัดระยะทาง และฟังก์ชันวันที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
- พลังงาน: สำรองพลังงานได้ถึง 42 ชั่วโมง ซึ่งสามารถเห็นกลไกภายในผ่านฝาหลังซาฟายร์ที่โปร่งใส
- ความทนทาน: มีความทนทานต่อน้ำที่ 5ATM เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ดีไซน์และสไตล์
Capeland 10094 เป็นนาฬิกาที่ผสมผสานความหรูหราและการใช้งานได้จริงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่โดดเด่นทำให้มันสามารถจับคู่กับทั้งชุดทางการและชุดลำลองได้อย่างลงตัว การตกแต่งในรายละเอียด เช่น วงแหวน tachymeter รอบหน้าปัดและหน้าปัดที่มีความลึก ทำให้ Capeland เป็นนาฬิกาที่เหมาะสมสำหรับนักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกาวินเทจ
ความพิเศษ
ด้วยกลไกที่มีความซับซ้อนและฟังก์ชันครบครัน Baume & Mercier Capeland 10094 จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาอัตโนมัติที่มีฟังก์ชันและความงดงามแบบคลาสสิกในเรือนเดียวกัน

Breitling B01 Top Time Racing และ Top Time Martini Racing® Chronographs
เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานกับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นใหม่ล่าสุด ที่กลับมาสร้างตำนานด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์จากยุค 1960s พร้อมฟังก์ชันการจับเวลาในแบบฉบับที่ทำให้ Top Time กลายเป็นนาฬิกาในตำนานที่นักสะสมต้องการ

Top Time Racing Limited Edition
ย้อนกลับไปในยุค 1960s, Willy Breitling ได้นำเสนอนาฬิกา Top Time สำหรับผู้ที่มีชีวิตในโลกของความเร็วโดยเฉพาะ และในวันนี้ Breitling ได้นำดีไซน์คลาสสิกมาใช้ในรุ่น B01 Top Time Racing ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดเทคโนโลยีของนาฬิกาสมัยใหม่ แต่ยังคงคอนเซ็ปต์การออกแบบในยุคก่อน
มีทั้งหมด 2 สี:
- หน้าปัดดำ-ขาว คู่กับสายหนังสีเบจ
- หน้าปัดเขียว-ขาว คู่กับสายหนังเจาะรูสีเขียวที่มีดีไซน์คล้ายถุงมือขับรถสไตล์คลาสสิก
- นาฬิกาทุกเรือนจะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 750 เรือนเท่านั้น โดยแต่ละเรือนจะมีการสลัก “One of 750” ที่ฝาหลัง
ข้อมูลเทคนิค
- การเคลื่อนไหว: กลไกอัตโนมัติ Breitling Caliber 01 (COSC-certified) พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก และการจับเวลา (Chronograph)
- ขนาดตัวเรือน: 38mm × 13.3mm สแตนเลสสตีล กันน้ำ 100m
- สาย: สายหนังลูกวัวสีเบจหรือเขียวที่มีลายเจาะรู มีตัวล็อคพับ
- จำนวนจำกัด: 750 เรือน
Top Time Martini Racing Limited Edition
สำหรับรุ่นถั B01 Top Time Martini Racing เป็นการร่วมมือครั้งแรกของ Breitling กับทีม Martini Racing ที่มีชื่อเสียง โดยได้แรงบันดาลใจจากลวดลายสัญลักษณ์ของทีมซึ่งประกอบด้วยแถบสีฟ้าและแดงที่สะดุดตา โดยการออกแบบดัชนีบนหน้าปัดที่มีรูปแบบ “squircle” (ไม่กลมไม่สี่เหลี่ยม) ซึ่งเป็นสไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 1960s
หน้าปัดสีขาวและแถบสีฟ้า แดง และน้ำเงินที่สะท้อนถึงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของทีม Martini Racing พร้อมกับตัวเรือนทรงหมอนขนาด 38mm ที่ทำจากสแตนเลสสตีล โดยมาพร้อมกับสายหนังสีน้ำเงินที่มีลายเจาะรู
ข้อมูลเทคนิค
- การเคลื่อนไหว: กลไกอัตโนมัติ Breitling Caliber 01 (COSC-certified) พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก และการจับเวลา (Chronograph)
- ขนาดตัวเรือน: 38mm × 13.3mm สแตนเลสสตีล กันน้ำ 100m
- สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำเงินที่มีลายเจาะรู มีตัวล็อคพับ
- จำนวนจำกัด: 750 เรือน
ดีไซน์และฟังก์ชัน
เรียกได้ว่านาฬิกาทั้งสองรุ่น Top Time Racing และ Top Time Martini Racing สะท้อนถึงความเร็วและความตื่นเต้นจากสนามแข่งในยุค 1960s พร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำและมีฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์นักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกาที่มีสไตล์และฟังก์ชันการใช้งานสูง

บางเรือนอาจใช้กลไกทันสมัย วัสดุใหม่หมด แต่หน้าตาและจริตเหมือนของจากวันวาน
มาต่อกันในพาร์ของ Retro watches: กลิ่นอายจากอดีต สู่ดีไซน์ยุคใหม่
ในโลกของนาฬิกาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความนิยมใน Retro watches หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “นาฬิกายุคย้อนยุค” ได้กลายเป็นแนวทางที่ทั้งสนุกและน่าตื่นเต้น นาฬิกา Retro ไม่ได้หมายความถึงนาฬิกาเก่าที่ถูกเก็บรักษาไว้จากยุคที่ผ่านมา แต่เป็นการออกแบบนาฬิกาใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ในอดีต ซึ่งมักจะเลือกใช้สไตล์ที่โดดเด่นในช่วงปี 1960s – 1980s โดยไม่จำเป็นต้องมีรูปลักษณ์เหมือนเดิมทุกประการ
การตีความ Retro ในแบบใหม่
เมื่อเราพูดถึง Retro เรามักนึกถึงองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัยนั้น เช่น การใช้สีสันสดใส ดีไซน์เรขาคณิตที่เฉียบคม หรือการสร้างลุคที่ดูแปลกตาและล้ำสมัยในสมัยนั้น เช่นเดียวกับแนวคิด “space-age design” ซึ่งในยุคก่อนถูกจินตนาการให้ดูเป็นอนาคต แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้กลายเป็นต้นแบบที่ทรงอิทธิพลในปัจจุบัน
ในบทความของ Revolution ซึ่งได้กล่าวถึงการกลับมาของดีไซน์ Neo-retro หรือ “nodding to the past” ที่ได้รับการตีความใหม่ เช่น การนำดีไซน์ที่เคยถูกมองว่าเป็น “futuristic” กลับมาผสมผสานในยุคปัจจุบัน นี่คือการยกระดับจากการหวนกลับไปสู่อดีต ให้กลายเป็นการพัฒนาใหม่ที่ทันสมัยขึ้น พร้อมกับการคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์
นาฬิกา Retro ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์
ด้วยการพัฒนาจากดีไซน์ในยุค 1960s – 1980s นาฬิกา Retro จึงสื่อถึงความหอมหวานหรือความทรงจำของอดีต ทั้งยังสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ในการนำเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ มาผสมผสานลงไปในกลไกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามกาลเวลา
ตัวอย่างเช่น การออกแบบของแบรนด์ Breitling ซึ่งได้สร้างคอลเลกชั่น Top Time ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ในยุค 1960s – 1980s แต่ได้เติมเต็มด้วยคุณสมบัติและเทคโนโลยีของยุคใหม่
โดยเฉพาะในรุ่น Top Time Racing ที่มีดีไซน์สปอร์ตสุดเท่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่พร้อมให้ประสิทธิภาพสูงสุด การนำดีไซน์ในอดีตมาผสมผสานกับความทันสมัยเช่นนี้ ถือเป็นตัวอย่างของ Retro watches ที่ไม่ได้แค่ย้อนกลับไปสู่ความคลาสสิก แต่ยังคงความสมบูรณ์แบบของการใช้งานในปัจจุบัน
ใครเหมาะกับสไตล์ Retro watches?
Retro watches นั้นเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความสนุก สดใส และความเป็นแฟชั่นย้อนยุคในมุมมองที่ไม่จำเป็นต้องจริงจังหรือสมจริงแบบ Vintage แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ของการนำอดีตมาผสมผสานในรูปแบบที่ทันสมัย การเลือกนาฬิกา Retro จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงบุคลิกของตัวเอง โดยไม่ต้องยึดติดกับข้อจำกัดแบบวินเทจ
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นที่มีความเป็น “old-school” ในรูปแบบที่ทันสมัยและไม่จำกัดตัวเองในกรอบความคลาสสิก
ยกตัวอย่างเช่น

Rado Anatom สัมผัสเรโทรยุค 80s-90s ที่หวนกลับมาด้วยเทคโนโลยีเซรามิกสุดล้ำ
การกลับมาอีกครั้งในฐานะตัวแทนแห่งความคลาสสิกยุค 80s และ 90s ที่ผสานความเรโทรเข้ากับความล้ำยุคแบบเนียนๆ โดยยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์เหลี่ยมโค้งมนที่โดดเด่นเฉพาะตัว

สไตล์ Retro แบบ Rado คืออะไร?
โลโก้และตัวอักษรทรงวินเทจ Font ที่ใช้ และตำแหน่งโลโก้ให้ความรู้สึกย้อนกลับไปในยุคที่นาฬิกายังเป็นเครื่องประดับสำหรับคนรักแฟชั่นแนว “Modern-Classic”
ทรงเหลี่ยมมนแบบ Anatomical Case จุดเด่นของรุ่นนี้คือทรง “Anatom” ที่ออกแบบให้โค้งรับกับข้อมือซึ่งเคยเป็นดีไซน์ล้ำยุคในยุค 80s และ 90s แต่ปัจจุบันกลับมาเป็นเทรนด์อีกครั้งในโลกของนาฬิกาวินเทจ
การผสมผสานสีแบบคลาสสิก สีดำตัดทอง หรือเทาเข้มตัดโรสโกลด์ เป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงในยุคก่อน และ Rado นำมาใช้ใหม่อีกครั้งใน Anatom รุ่นนี้ เพื่อสื่อถึงกลิ่นอายความหรูหราแบบยุคทองของดีไซน์สวิส
หน้าปัดและสายที่เรียบ เท่ และดูขรึมไม่มีลวดลายเยอะ ไม่เล่นลูกเล่นสีฉูดฉาด แต่มาแบบเท่ เนี้ยบ เรียบหรู และเต็มไปด้วยเสน่ห์คลาสสิก
สรุปง่าย ๆ Rado Anatom คือการนำดีไซน์จากยุค 80s-90s กลับมาทำใหม่ ด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้ความวินเทจนั้น ดูทันสมัยขึ้นในแบบที่ยังคงความเท่แบบต้นฉบับไว้ได้อย่างครบถ้วน

เล่ามาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า อ้าว…แล้ว Retro กับ Vintage-Style ต่างกันยังไงล่ะ? Retro กับ Vintage-Style Watches แม้ว่าทั้งสองคำจะมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับการย้อนไปสู่ยุคอดีต แต่ก็มีความแตกต่างกันในแง่ของการออกแบบและแนวคิดพื้นฐาน ดังนี้
Retro คือนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ในอดีต แต่ไม่ได้หมายถึงนาฬิกาจริงๆ จากช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งนาฬิกา Retro จะมีความใหม่และทันสมัยในแง่ของวัสดุและเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่จะมีการดึงเอาองค์ประกอบจากยุค 1960s–1980s มาใช้ เช่น สีสันสดใส ดีไซน์เรขาคณิต หรือการออกแบบที่ล้ำสมัยในยุคอดีต (เช่น การออกแบบที่เคยถูกมองว่าเป็น futuristic ในยุคนั้น)
ในบางครั้ง, Retro watches อาจจะมีฟังก์ชั่นใหม่ๆ หรือการพัฒนาในกลไกที่ทันสมัย แต่ว่าดีไซน์ยังคงสะท้อนถึงลักษณะของยุคเก่า เช่น นาฬิกา Breitling Top Time ที่ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ให้ทันสมัย แต่ยังคงรักษาความเป็น Retro โดยนำเอาแรงบันดาลใจจากยุค 1960s มาผสมผสาน
Vintage-Style หมายถึงนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับนาฬิกาในยุคก่อนๆ แต่ไม่ได้หมายถึงการใช้วัสดุหรือกลไกเก่าจริงๆ แต่อย่างใด โดยส่วนมากจะใช้ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 1920s–1960s และเน้นที่ลุคคลาสสิกของนาฬิกาในช่วงนั้น เช่น การใช้หน้าปัดที่เรียบง่าย ตัวเรือนที่มีขนาดเล็ก และการออกแบบที่ไม่มีความซับซ้อน
แม้ว่าทั้งสองคำจะมีความใกล้เคียงกันในการเน้นการย้อนกลับไปสู่ดีไซน์ในอดีต แต่ Retro จะให้ความรู้สึกของการรีเฟรชดีไซน์เดิมๆ ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ๆ ส่วน Vintage-Style จะคงความเป็น “คลาสสิก” อย่างเต็มตัว โดยไม่เน้นการอัพเดตมากนัก
จริงๆ แล้วในบางกรณีการใช้คำทั้งสองอาจจะแลกเปลี่ยนกันได้ โดยเฉพาะในโลกของนาฬิกาที่ผู้ผลิตอาจใช้ทั้งสองคำเพื่อบ่งบอกถึงดีไซน์ที่มีลักษณะย้อนยุค แต่ถ้าเจาะลึกลงไปก็จะมีจุดต่างกันอยู่ในวิธีการที่นำเสนอและปรับใช้ดีไซน์จากอดีต
สรุปง่ายๆ คือ Retro จะมีการตีความดีไซน์จากอดีตให้ทันสมัยขึ้นในบางจุด ส่วน Vintage-style จะพยายามคงความเป็นแบบดั้งเดิมจากอดีตไว้มากกว่านั่นเอง
และสำหรับ เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน
พาร์ของ Heritage ความเคารพต่ออดีตในเวอร์ชันปัจจุบัน
ในโลกของการออกแบบนาฬิกา คำว่า “Heritage” ไม่เพียงแค่การย้อนรำลึกถึงอดีต มันคือการนำอดีตกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบที่ยังคงความดั้งเดิมไว้แทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่ปรับให้พร้อมสำหรับโลกปัจจุบัน
Heritage watches คือการรื้อฟื้นดีไซน์ต้นแบบในตำนานของแบรนด์ที่เคยสร้างชื่อไว้ในอดีต แล้วนำกลับมาผลิตใหม่ในยุคนี้ โดยมักจะถอดแบบมาจากรุ่นออริจินัลทั้งในแง่ของสัดส่วน รายละเอียดงานออกแบบ และกลไกดั้งเดิมที่เคยเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น เพียงแต่เพิ่มเติมด้วยวัสดุสมัยใหม่และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานโดยไม่ทำลายจิตวิญญาณของรุ่นต้นฉบับ
นี่ไม่ใช่แค่การ “รีเมก” ดีไซน์เก่าๆ หลายๆ คนนิยามคำนี้ว่านี่คือ การสืบทอดอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างยุคทองของแบรนด์กับผู้สวมใส่ในยุคปัจจุบัน ผ่านรูปลักษณ์ที่อาจเหมือนย้อนเวลา แต่กลับเต็มไปด้วยความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพในแบบที่คนยุคนี้ต้องการ
จากบทความใน Revolution หลายๆบทความก็ยกตัวอย่างการกลับมาของรุ่นในตำนานจากแบรนด์ใหญ่อย่าง Omega, Longines หรือ Zenith ที่ไม่ได้แค่หยิบดีไซน์เก่ามาผลิตใหม่ แต่สร้างขึ้นด้วยความเคารพต่อต้นฉบับ ทุกจุด ทุกเส้นสาย ทุกฟังก์ชันล้วนมีที่มา และเต็มไปด้วยเรื่องราว
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายของความคลาสสิก แต่ไม่ต้องการประนีประนอมเรื่องคุณภาพหรือความเที่ยงตรงทางกลไก เหมาะทั้งสำหรับการสะสม หรือสวมใส่จริงในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาแบบวินเทจแท้
ยกตัวอย่างเช่น
รุ่น Audemars Piguet Tourbillon Calibre 2870 ปี 1986
เรือนนี้ถือว่าอยู่ในหมวดหมู่ Heritage watch ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นส่วนหนึ่งของ Audemars Piguet Heritage Collection ซึ่งยืนยันว่าแบรนด์จัดให้อยู่ในกลุ่มนาฬิกาที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของแบรนด์โดยตรง

เหตุผลที่เรือนนี้คือนาฬิกาแนว Heritage
- มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สูง รุ่นนี้คือ tourbillon อัตโนมัติเรือนแรกของโลก ที่ยังครองสถิติ cage เล็กที่สุดและเครื่องบางที่สุด มาจนถึงปัจจุบัน จุดนี้ทำให้มันเป็นหนึ่งในหมุดหมายของวิวัฒนาการนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie)
- เป็นผลงานออกแบบโดย Jacqueline Dimier ดีไซเนอร์หญิงคนสำคัญแห่งยุค ที่ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบยุค 80s ได้ชัดเจน ทั้งยังสร้างรากฐานให้กับการออกแบบนาฬิกาสมัยใหม่ของแบรนด์
- ถูกนำมาเก็บรักษาใน Heritage Collection ของแบรนด์ เมื่อแบรนด์เองจัดวางรุ่นนี้ไว้ในกลุ่ม “Heritage Collection” อย่างเป็นทางการ ก็แปลว่ามันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ Audemars Piguet ภูมิใจนำเสนอ
- เป็น “จุดเปลี่ยน” ทางวัฒนธรรมในอุตสาหกรรมนาฬิกา รุ่นนี้ไม่ได้แค่สำคัญในเชิงเทคนิค แต่ยังเป็น “ตัวจุดประกาย” กระแสการกลับมาของ tourbillon หลังยุค Quartz Crisis ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางของวงการนาฬิกากลไกในยุคหลัง
อีกหนึ่งตัวอย่างคือรุ่น Alpina Heritage Tropic-Proof Handwinding
ถือเป็น Heritage Watch อย่างชัดเจนในทุกแง่มุม โดยเฉพาะในความหมายของ “การนำดีไซน์จากอดีตที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์กลับมาสร้างใหม่ด้วยเทคโนโลยีและวัสดุสมัยใหม่”

ทำไมถึงเรียกว่า Heritage
มีชื่อรุ่นว่า “Heritage” อย่างเป็นทางการ แสดงว่าแบรนด์ Alpina จงใจวางตำแหน่งให้รุ่นนี้อยู่ในกลุ่มนาฬิกา Heritage ซึ่งสื่อถึงการเคารพต่ออดีตและการฟื้นคืนมรดกทางดีไซน์
เป็นการนำกลับมา โดยตรงจากรุ่นต้นฉบับในปี 1965 ตัวนาฬิกาต้นฉบับชื่อเดียวกันคือ Tropic-Proof ซึ่งเคยเป็นนาฬิกา field watch สำหรับยุคแห่งการเดินทางและผจญภัยในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
คงดีไซน์ดั้งเดิมไว้อย่างซื่อสัตย์ เช่น ขนาดเรือน 34mm การจัดวางหลักชั่วโมงคู่ ฟอนต์วินเทจ สายสีน้ำตาลอัลคันทาร่า เป็นการสืบทอดรูปลักษณ์จากอดีต แบบ reissue เต็มตัว
ใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่ทันสมัย เช่น กระจก sapphire แบบ Glassbox กลไก AL-480 รุ่นใหม่ กันน้ำในระดับเหมาะสม และการผลิตด้วยมาตรฐานปัจจุบัน

ถ้าสรุปสั้น ๆ เรือนนี้คือตัวอย่างของ Heritage Watch แบบ textbook เพราะมันคือการนำรุ่น Tropic-Proof ปี 1965 กลับมาผลิตใหม่อย่างซื่อสัตย์ พร้อมอัปเกรดกลไกและวัสดุให้เข้ากับยุคสมัย
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง
ภาพ | ที่มา: Alpina / Audemars Piguet / Rado / Omega / Breitling / Tudor

