โดยผลงานทั้ง 51 ชิ้นในคอลเลกชันนี้ เน้นการเล่นกับลายเส้นกราฟิก รูปทรงเรขาคณิต สามเหลี่ยมที่เฉียบคม ไปจนถึงรูปทรงที่เป็นอิสระ นอกจากนี้ยัง อ้างอิงถึงศิลปะแนว Pop Art, Op Art ลวดลายก้นหอยจากแฟชั่นยุค 70s และเส้นโค้งมนอันเป็นดีไซน์เฉพาะตัวของยุค 60s เรียกได้ว่า เป็นการพบกันระหว่างโลกแห่งจิวเวลรี่ชั้นสูงและวัฒนธรรมป็อปที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์
กาล่าดินเนอร์สุดหรู ส่องลุค Global Ambassador แห่งค่ำคืน
กาล่าดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่จัดขึ้นที่ Seminari Conciliar de Barcelona ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่อันงดงามของบาร์เซโลนา และ ในค่ำคืนนั้น สามโกลบอลแอมบาสเดอร์คนสำคัญของแบรนด์ก็มาปรากฏตัวอย่างพร้อมเพรียง นำทีมโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ จากประเทศไทย, เจียนนา จอน และ อีจุนโฮ จากฝั่งเกาหลีใต้ ร่วมด้วย Ella Richards แบรนด์เฟซชาวอังกฤษ (หลานสาวของ Keith Richards วง The Rolling Stones) และนักแสดงชาวอเมริกัน Amber Valletta ในฐานะเฟรนด์ของแบรนด์คนล่าสุด
ลุคของ ‘อีจุนโฮ’: Arty Pop หน้าปัดมาลาไคท์ ผสานความหรูหราแบบมีชั้นเชิง ด้าน อีจุนโฮ อีกหนึ่งตัวแทนจากเกาหลีใต้ ก็มาพร้อมลุคที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของคอลเลกชันไฮจิวเวลรี่ “Shapes of Extraleganza” ได้อย่างน่าค้นหา เขาเลือกสวมนาฬิกา Arty Pop หน้าปัดมาลาไคท์ ซึ่งหยิบเอาความหลากหลายทางด้านรูปทรงและเส้นสายมาเชื่อมโยง ซ้อนทับกันอย่างมีสไตล์ เป็นการแสดงออกถึงศิลปะ Pop Art ที่เข้ากับยุคสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามตามแบบฉบับ Piaget
และวันนี้ ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวทั่วไป หากแต่จะเจาะลึกถึงหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ถือกำเนิดขึ้นจากปรัชญาอันลึกซึ้งและมรดกทางช่างฝีมืออันยาวนานของ Vacheron Constantin เมซงผู้บุกเบิกในโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงมาเกือบ 270 ปี
นั่นคือเรือนเวลาที่ชื่อว่า “LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO GRAND COMPLICATION OPENFACE” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ชื่อที่ยาว แต่คือการรวมตัวของสุดยอดความซับซ้อนทางกลไกและสุนทรียภาพแห่งการดีไซน์ ที่ยากจะหาใครเทียบเคียง
หากจะกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของ LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO GRAND COMPLICATION OPENFACE ก็อดไม่ได้ที่จะต้องย้อนรอยไปทำความเข้าใจถึงรากฐานอันแข็งแกร่งของเมซง Vacheron Constantin ที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการประดิษฐ์นาฬิกามาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่แค่การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่มันคือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้กลไกเก่าแก่เหล่านั้นก้าวทันโลก และตอบโจทย์ความต้องการของกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะการคิดค้นโซลูชั่นทางเทคนิคแบบหลายแกน ซึ่งเป็นที่มาของผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Les Cabinotiers Tourbillon Armillaire bi-axial ที่มาพร้อมกับ spherical hairspring (ชุดสปริงบาลานซ์ทรงกลม) และ Les Cabinotiers – The Berkley Grand Complication ที่โดดเด่นด้วย triple-axis tourbillon (Tourbillon สามแกน)
การรวมเอาสามกลไกที่ซับซ้อนอย่างโครโนกราฟ Minute Repeater และ Tourbillon เข้าไว้ในนาฬิกาข้อมือจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง แม้จะเคยปรากฏในนาฬิกาพกอันน่าทึ่งบางเรือน แต่ในโลกของนาฬิกาข้อมือกลับแทบไม่เคยมีใครทำได้ นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่ Vacheron Constantin จะได้แสดงศักยภาพและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกตามธรรมเนียมของนาฬิกา Grand Complication ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมซงมาตลอด 270 ปี
ในปี 2022 Vacheron Constantin ได้เปิดตัว Calibre 2757 ในนาฬิกา Les Cabinotiers รุ่นพิเศษเพียงเรือนเดียว ซึ่งเป็นการรวมกันของสามกลไกอันหายากนี้ในกลไกเดียว และสำหรับ Les Cabinotiers Temporis Duo Grand Complication Openface นี้ เหล่าช่างฝีมือจาก Les Cabinotiers ได้พัฒนากลไกเวอร์ชั่นใหม่
จรวดของ Dr. Woo ที่เริ่มต้นการเดินทางในเรือนเวลาชิ้นแรกเมื่อปี 2021 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความร่วมมือกับ Roger Dubuis และปรากฏอีกครั้งในรุ่นนี้ บนพื้นผิวด้านบนของกระจกแซฟไฟร์ของนาฬิกา
งานฝีมืออันพิถีพิถันเริ่มต้นด้วยการสร้างรูปทรงสามมิติด้วยกระบวนการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าบนกระจก ตามด้วยการเคลือบโลหะสีพิงก์โกลด์รูปจรวดและเส้นทางรูปดาว ลองสังเกตให้ดี คุณจะพบข้อความอันลึกซึ้ง “We Come in Peace” เขียนอยู่ในเส้นทางนั้น
โปรดสังเกตถ้อยคำอันมีความหมายที่ล้อมรอบฝาหลัง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สิ่งมีชีวิตจากแดนไกลอีกฟากหนึ่งของอวกาศ: “Let’s work together to uncover the mysteries of the cosmos and unlock the secrets of the universe. To whoever finds this message, know that we are seekers of knowledge and explorers of the unknown.”
Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III เป็นตัวอย่างพิเศษของสิ่งที่ Roger Dubuis นำเสนอสู่โลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงการผลิตนาฬิการะดับสูงอย่างมีพลวัต แต่ยังเป็นการนำเสนอเรื่องราวและศิลปะในรูปแบบละครอีกด้วย
ด้วยนาฬิกาเรือนนี้ที่ ผลิตจำกัดเพียง 28 เรือนทั่วโลก กลไกทูร์บิญองที่ได้รับการปรับเปลี่ยนผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์อันสนุกสนานของ Dr. Woo ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองโลกแห่งการแสดงออกมาบรรจบกัน
“Designed to Win” จึงสะท้อนแก่นแท้ของ “Kairos” ซึ่งเป็นห้วงเวลาสำคัญที่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ในเสี้ยววินาที นั่นคือช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจและลงมือทำ ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในจักรวาลของ TAG Heuer
บทบาทผู้บุกเบิก แคมเปญโฆษณาที่สร้างตำนาน
TAG Heuer ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในพลังทางการตลาดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการนาฬิกา ด้วยแคมเปญโฆษณาที่โดดเด่นและกลยุทธ์ที่ทรงพลัง ซึ่งมักถูกเลียนแบบแต่ไม่เคยมีใครแทนที่ได้
แบรนด์นี้บุกเบิกการจับเวลาในการแข่งขันกีฬามาตั้งแต่เข้าร่วมโอลิมปิกช่วงทศวรรษ 1920 และเชื่อมโยงอย่างกลมกลืนกับโลกมอเตอร์สปอร์ตผ่านวิสัยทัศน์ของ Jack Heuer ผู้ซึ่งนำโลโก้ขึ้นไปอยู่บนรถแข่ง Formula 1® เป็นครั้งแรกในปี 1969 และเป็นพาร์ตเนอร์กับทีมในปี 1971
ภาพแคมเปญชุดใหม่ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญของเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก อาทิ Ryan Gosling นักแสดงรางวัลการันตีมากมาย, Sydney McLaughlin-Levrone นักวิ่งและนักวิ่งข้ามรั้วเจ้าของ 4 เหรียญโอลิมปิก, Summer McIntosh นักว่ายน้ำเจ้าของ 3 เหรียญทองโอลิมปิก และ Tommy Fleetwood นักกอล์ฟผู้คว้าแชมป์ European Tour หลายรายการ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแชมป์โลก Formula 1® ถึงสามสมัยอย่าง Ayrton Senna และแชมป์โลกสี่สมัย Max Verstappen เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับโลกของ Formula 1® ซึ่งกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้บอกเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันในปี 2025 โดยยังมีภาพรถแข่งที่กำลังแย่งชิงตำแหน่งกันอย่างดุเดือดบนสนามและบนถนนของโมนาโก สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Formula 1® และ Automobile Club de Monaco
แคมเปญนี้ยังมาพร้อมภาพยนตร์สั้นที่ถ่ายทอดแนวคิด “Designed to Win” ผ่านเสียงบรรยายของ Ryan Gosling ซึ่งสคริปต์ในภาพยนตร์สะท้อนถึงแก่นแท้ของปรัชญานี้อย่างชัดเจน แคมเปญทั้งหมดได้เปิดตัวในรูปแบบมัลติมีเดียอย่างครบวงจรทั่วโลก เพื่อสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกกับแนวคิด “ผู้ชนะ” ในแบบฉบับของ TAG Heuer
Antoine Pin ซีอีโอ กล่าวว่า “ปี 2025 คือปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ TAG Heuer ในโอกาสที่เราฉลองครบรอบ 165 ปีของแบรนด์ ด้วยผลิตภัณฑ์รุ่นเด่นตลอดทั้งปี และการเป็นพันธมิตรใหม่กับ Formula 1 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการนิยามตัวตนของแบรนด์ยุคใหม่อีกครั้ง” เขากล่าวเสริมว่า “Designed to Win คือปรัชญาใหม่ที่สะท้อนถึงพลัง ความมุ่งมั่น วินัย และความอดทน เพื่อให้เราแสดงศักยภาพสูงสุดออกมา และเป็นบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นของแบรนด์”
ด้าน George Ciz ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เสริมว่า “การได้ร่วมงานกับทีมที่ยอดเยี่ยมของ TAG Heuer และ DDB Paris ในการสร้างแคมเปญนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก ด้วยประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยแคมเปญระดับตำนาน และชื่อเสียงด้านกลยุทธ์การสื่อสารอันล้ำสมัยในวงการนาฬิกา เรารู้ดีว่าเราต้องสร้างสิ่งที่พิเศษจริง ๆ เพื่อให้แคมเปญนี้สะท้อนจุดแข็งของแบรนด์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ผ่านความสำเร็จของเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์และพันธมิตรของเราอย่างแท้จริง”
Konstantin Chaykin ไม่ได้สร้างแค่นาฬิกา…เขาเสกสรรค์ “อสูรกาย” ต่างหาก และโชคดีสำหรับพวกเราที่เขายังคงปล่อยพวกมันออกมาให้โลกได้ยลโฉมอยู่เสมอ
การกลับมาของ “Time Eater” และสิ่งที่แตกต่าง
สองปีที่แล้ว โลกแห่งเรือนเวลาต้องสั่นสะท้าน เมื่อ Louis Erard และ Konstantin Chaykin ได้ปลดปล่อยอสูรกายตัวแรกออกสู่สายตาชาวโลก มันคือปีศาจตาเดียวที่ผุดออกมาจากตำนานปรัมปราของชาวสลาฟ…ครึ่งหนึ่งคือเทพนิยาย ครึ่งหนึ่งคือจอมตลก แต่เต็มเปี่ยมด้วยความบ้าคลั่ง! ผุู้คนต่างขนานนามมันว่า “Time Eater” หรือ “จอมเขมือบเวลา” มันจ้องมองคุณ…มันทำให้ทุกวินาทีที่ล่วงเลยไปเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และที่สำคัญ…มันหมดเกลี้ยงภายในพริบตา
และวันนี้…มันกลับมาแล้ว! หิวกระหายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พร้อมกับสองเวอร์ชันใหม่ของ Regulator ที่หลายคนเรียกร้อง และเราก็มิอาจปฏิเสธได้! นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การร่วมมืออันเป็นตำนานครั้งนี้จะถูกจำหน่ายโดยทั้ง Louis Erard และ Konstantin Chaykin พร้อมกัน
THE REASON WHY: เจาะลึกความพิเศษ อสูรกายบนข้อมือที่ไม่ธรรมดา
อะไรที่ทำให้ Time Eater รุ่นใหม่นี้พิเศษจนคุณต้องครอบครอง? เรามาดูกันทีละส่วน
สองอสูรกายแห่งการสะสม: คุณมีโอกาสเลือกอสูรกายของคุณได้เลย เรือนหนึ่งจำหน่ายโดย Louis Erard อีกเรือนโดย Konstantin Chaykin ให้คุณได้ตัดสินใจว่าจะเก็บสะสมตัวไหนดี
Le Régulateur Louis Erard x Konstantin Chaykin III Blue: ขนาด 42 มม. พร้อมสายหนังคางคกสุดพิเศษ เรือนนี้จะจำหน่ายโดย Louis Erard เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความโดดเด่นสะดุดตา
Le Régulateur Louis Erard x Konstantin Chaykin III Red: ขนาด 39 มม. พร้อมสายหนังลูกวัวลายเกรน รุ่นนี้จะจำหน่ายเฉพาะโดย Konstantin Chaykin เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความกระชับและสะสมความเป็นเอกลักษณ์ของ Chaykin โดยเฉพาะ
Louis Erard x Konstantin Chaykin III “The Time Eater”
คุณได้รับคำเตือนแล้ว! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกัดคำแรกของ Louis Erard x Konstantin Chaykin III “The Time Eater” ในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ รุ่นสีน้ำเงินจะวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและบูติกออนไลน์ของแบรนด์ ส่วนรุ่นสีแดงจะจำหน่ายเฉพาะโดย Konstantin Chaykin เท่านั้น
และเรื่องราวแห่งเวลาที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นนี้จะยังคงดำเนินต่อไป…โปรดติดตามคอลัมน์ “THE REASON WHY“ ของเราทุกวันพฤหัสบดี ว่าเรือนเวลาเรือนใดจะมาเผยเบื้องลึกเบื้องหลังให้คุณได้ค้นพบอีกครั้ง!
อัปเดต ตามติด ‘ออม-กรณ์นภัส’ กับหลากลุคสุดเก๋ในคอลเลกชัน OMEGA Aqua Terra 30mm ที่เกียวโต
และแล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ Special Guest ของ OMEGA Thailand ก็ได้ปรากฏตัวในงานสุดพิเศษที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับสร้างสรรค์ลุคสุดเก๋ที่มีสไตล์และแฝงไปด้วยความน่าค้นหาในทุกโมเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตามหาเรือนเวลาจากคอลเลกชัน Aqua Terra 30mm. ที่ถูกใจ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้
แน่นอนว่าเธอได้คอมพลีทหลากลุคด้วยนาฬิกาจากคอลเลกชัน OMEGA Aqua Terra 30mm. ที่มีดีไซน์เรียบหรูแต่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส พร้อมทั้งแต่ละรุ่นยังมาพร้อมกับกลไกอันยอดเยี่ยมที่เข้ากับทุกลุคของออมได้อย่างลงตัว มาดูกันว่าเธอเลือกสวมใส่เรือนไหนบ้างในงานสำคัญครั้งนี้
LOOK 1
OMEGA Seamaster Aqua Terra 150M Co-Axial Master Chronometer 30mm. (หน้าปัด Grey Sun-brushed ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบล้อมเพชร)
เรือนเวลานี้ออกเดินทางเคียงคู่กับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันประจำปี 2023 ในเฉดสีเขียว British Racing Green อันสุขุม ตามมาด้วยรุ่นสีน้ำเงินเข้มเงาวับในปี 2024 ซึ่งทั้งสองรุ่นผลิตจำกัดเพียง 33 เรือนเท่านั้น
ความน่าสนใจอีกอย่างคือในปี 2012 Alain Delon ได้นำนาฬิกากว่า 100 เรือนจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของเขาออกประมูล ซึ่งทำเงินไปได้กว่า 590,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไฮไลท์จากการประมูลครั้งนั้นรวมถึง Audemars Piguet Royal Oak “Jumbo”, Cartier Tank Reversible, และ Cartier Tank with a lapis lazuli bezel ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและคุณค่าของนาฬิกาที่เขาได้เก็บสะสมมาตลอดชีวิต
Ocean Photographer of the Year (OPY) คือการประกวดภาพถ่ายระดับโลกที่จัดขึ้นโดย Oceanographic Magazine ร่วมกับ Blancpain มาตั้งแต่ปี 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องภาพถ่ายมหาสมุทรที่โดดเด่นภายใต้หัวข้อที่หลากหลาย
และที่น่าสนใจคือ รางวัล Female Fifty Fathoms Award ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2021 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องช่างภาพหญิงผู้มีผลงานโดดเด่นที่เน้นย้ำถึงการอนุรักษ์มหาสมุทร ถ่ายทอดความงามและความเปราะบางของท้องทะเลผ่านเลนส์ของพวกเธอ
“รางวัล Female Fifty Fathoms Award ไม่เพียงแต่ยกย่องความเป็นเลิศด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังยกย่องความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสุภาพสตรีกับท้องทะเลอีกด้วย” คุณ Marc A. Hayek กล่าวเสริม “และตอนนี้นับเป็นครั้งแรกที่รางวัล Ocean Photographer of the Year ได้มีนาฬิกาที่ถูกอุทิศให้โดยเฉพาะ เกิดเป็นความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นระหว่างการถ่ายภาพท้องทะเลกับมรดกแห่งจักรกลเรือนเวลาของ Blancpain”
Seiko Prospex รุ่น King Turtle The Great Blue PADI Special Edition (SRPK01K) คือนาฬิกาดำน้ำในตำนานที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยรูปทรงตัวเรือน “Turtle” อันเป็นเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งและทนทาน
หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาสมุทร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน PADI (Professional Association of Diving Instructors) และความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 200 เมตร ตัวเรือนขนาด 45 มม. ทำจากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง พร้อมกระจกแซฟไฟร์คริสตัลที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน มั่นใจได้ในทุกสภาวะ
TAG Heuer Connected: ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาสวิสเข้ากับเทคโนโลยีสมาร์ทวอทช์ได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา วัสดุระดับพรีเมียม และฟังก์ชันอัจฉริยะครบครัน บ่งบอกถึงความเป็นผู้ที่ชื่นชอบนวัตกรรมแต่ยังคงไว้ซึ่งรสนิยมอันโดดเด่น
TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition คือนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่ผสมผสานความหลงใหลในความเร็วและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว เป็นการแสดงออกถึงความล้ำหน้าและประสิทธิภาพสูงสุดบนข้อมือของผู้สวมใส่
นาฬิการุ่นพิเศษนี้โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาด 45 มม. ที่ทำจากไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ ซึ่งให้ความทนทานสูงและรูปลักษณ์ที่ดุดัน สื่อถึงโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างชัดเจน มาพร้อมสายนาฬิกาแบบพิเศษที่ผสมผสานวัสดุสองชนิด (bi-material) อย่างยางสีดำและหนังลูกวัวลายแอสฟัลต์สีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสีแดง ให้ความรู้สึกสปอร์ตและมีชีวิตชีวาตามสีสันของทีม Oracle Red Bull Racing
นอกจากดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตาแล้ว ภายในยังคงคุณสมบัติของ Connected Calibre E4 ไว้อย่างครบครัน ด้วยหน้าจอ AMOLED ที่คมชัดสวยงาม ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Wear OS by Google™ พร้อมนำเสนอฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย เช่น การติดตามกิจกรรมการออกกำลังกายด้วย GPS และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่แม่นยำ
รวมถึงแอปพลิเคชันพิเศษเฉพาะรุ่นที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับโลกของ Formula 1 และทีม Oracle Red Bull Racing อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดนาฬิกาที่มีธีมเฉพาะ การอัปเดตข้อมูลการแข่งขัน และการติดตามความคืบหน้าของทีมแบบเรียลไทม์
การสวมใส่ TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition จึงเป็นการบ่งบอกถึงความเป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ชื่นชมความแม่นยำและความเร็วของ Formula 1 และมีรสนิยมในนาฬิกาหรูที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับสไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเสริมพลังแห่งความชาญฉลาด ความกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า และความพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับโลกในแบบฉบับของคุณ
William Wood Fearless Field Watch: นาฬิกา Field Watch สุดแกร่งที่ผสานจิตวิญญาณนักดับเพลิง ด้วยวัสดุจากอุปกรณ์ดับเพลิงรีไซเคิล และดีไซน์ที่เน้นความทนทาน
The Reason Why: ทำไม Field Watch จึงครองใจนักผจญภัย?
การออกแบบที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นฟังก์ชันการบอกเวลาเพียงอย่างเดียว สะท้อนถึงปรัชญาของ Field Watch ที่เน้นความน่าเชื่อถือและพร้อมใช้งานในสนามรบ เป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Hamilton: คงไม่มีใครไม่รู้จัก Hamilton Khaki Field ที่กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ Field Watch สมัยใหม่ ด้วยดีไซน์ที่คลาสสิก ตัวเลขคมชัด และความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริงในกองทัพสหรัฐฯ ยาวนานหลายทศวรรษ
สำหรับใครที่อยากได้นาฬิกาที่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์ระดับตำนาน Hamilton Khaki Field Murph 42mm คือคำตอบ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาทั่วไป แต่มันคือการนำเรือนเวลาจากภาพยนตร์ Sci-Fi ยิ่งใหญ่แห่งปี 2014 อย่าง ‘Interstellar’ มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เหมือนเป๊ะๆ ด้วยชื่อเสียงของ Hamilton ในฐานะ ‘The Movie Brand’ เรือนนี้จึงเป็นของสะสมชิ้นสำคัญที่แฟนหนัง ‘Interstellar’ ห้ามพลาด และยังเป็นไอเทมสุดพิเศษสำหรับนักสะสม Hamilton ตัวจริงอีกด้วย
ผู้ที่หลงใหลในศิลปะแขนงนี้ ย่อมเข้าใจความรู้สึกที่หัวใจเต้นรัวยามได้ยล Nebula 40 Steel Blue Edition จาก Arnold & Son เป็นครั้งแรก ราวกับการได้ค้นพบดวงดาวดวงใหม่ที่ส่องประกายระยิบระยับในห้วงอวกาศอันไพศาล นี่คือผลงานที่ถักทอความวิจิตรของกลไกเข้ากับแรงบันดาลใจจากจักรวาลได้อย่างน่าทึ่งและลงตัว ชนิดที่น้อยครั้งจะได้พบเห็น
ก่อนจะดื่มด่ำกับความงามของเรือนเวลาสุดพิเศษ เราลองย้อนเวลาไปทำความรู้จักรากฐานอันมั่นคงของแบรนด์นี้กันสักนิด Arnold & Son ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ฟังดูหรูหรา หากแต่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่สืบทอดจาก John Arnold อัจฉริยบุคคลผู้เป็นช่างนาฬิกาแห่งอังกฤษเมื่อ 260 กว่าปีก่อน
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Arnold & Son ถ่ายทอดลงบนเรือนเวลานี้ได้อย่างแยบยล โครงสร้างที่แผ่รัศมีจากศูนย์กลางไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดรูปทรงเท่านั้น แต่กลับสร้างมิติความลึกตื้นที่ชวนให้สำรวจไม่รู้เบื่อ
จากสีดำ-ทอง สู่มนต์เสน่ห์แห่งสีน้ำเงินยามรัตติกาล
ก่อนหน้านี้ ผู้ที่คลั่งไคล้เรือนเวลาคงได้ตื่นเต้นกับการเปิดตัว Nebula 40 Steel ในรุ่นสีดำและสีทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 260 ปีแห่งตำนาน John Arnold มาในครั้งนี้ การมาของรุ่นสีน้ำเงิน จึงถือเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับคอลเลกชั่นนี้อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแต่ไม่ท้ายสุด Nebula 40 Steel Blue Edition คือการผสมผสานของสีสันต่างๆ อย่างกลมกลืน ดั่งชื่อที่บ่งบอกถึงเฉดสีที่โดดเด่นคือสีน้ำเงินของกลไก ชิ้นส่วนกลไกที่อยู่ชั้นล่างทั้งหมดได้รับการเคลือบผิวด้วยเทคนิค PVD ในเฉดสีน้ำเงิน อันงดงาม ซึ่งเป็นสีที่มีอิทธิพลต่อการตกแต่งทั้งหมด ทั้งการปัดซาตินแนวนอนบนหน้าของแท่นเครื่อง และลวดลาย Rayons de la Gloire ลวดลายที่เปี่ยมเอกลักษณ์ของ Arnold & Son
และนั่นเองที่ทำให้ตื่นเต้นกับ TIME TO RACE เพราะนี่ไม่ใช่แค่การนำแรงบันดาลใจจากสนามแข่งมาใส่ในนาฬิกา แต่เป็นการนำ “จิตวิญญาณ” ของความเร็ว ความแม่นยำ และแพชชั่นที่ไม่ยอมแพ้ มาหลอมรวมไว้ในผลงานศิลปะบนข้อมือ ซึ่ง Jean-Marie Schaller, CEO & Creative Director ได้กล่าวไว้อย่างกินใจว่า
WHITE FUJI: สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับสีแดงอันร้อนแรงนี้ ชวนให้นึกถึงสีสันของประเทศญี่ปุ่นที่โด่งดังในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขัน Formula One ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมานับไม่ถ้วน
RUSH: สีน้ำเงินเมทัลลิกเข้มข้นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ecurie Ecosse ทีมแข่งรถสัญชาติสกอตแลนด์ในตำนาน ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans อันโด่งดัง จนเสียงก้องกังวานของชัยชนะยังคงดังกึกก้องอยู่ในประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตจนถึงทุกวันนี้
สัมผัสแห่งชัยชนะ ประสบการณ์การสวมใส่ที่เหนือกว่า
หลังจากได้เจาะลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง และความอลังการของวิศวกรรมการจับเวลาของ TIME TO RACE ไปแล้ว ทีนี้ถึงเวลาที่จะมา “เม้าท์มอย” กันถึง “ฟีลลิ่ง” จริงๆ ยามที่เรือนเวลาระดับตำนานนี้มาอยู่บนข้อมือ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นเหมือน “เครื่องรางแห่งชัยชนะ” ที่จะปลุกอะดรีนาลีนในตัวให้ตื่นขึ้นทุกครั้งที่เหลือบมอง!
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในปี 1980 ซึ่งครั้งหนึ่งเกิดปรากฏการณ์สะเทือนวงการนาฬิกาหรู เมื่อนาฬิกาเรือนหนึ่งกล้าที่จะจับคู่ตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง นี่คือจุดกำเนิดของ Hublot ที่ตั้งชื่อตามหน้าปัดรูปช่องหน้าต่างเรือที่มีสกรูยึดเปิดเผย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “ศิลปะแห่งการผสมผสาน” หรือ Art of Fusion
ถัดมาในปี 2005 Hublot ได้ยกระดับความคิดสร้างสรรค์นี้ไปอีกขั้นด้วย Big Bang ที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ขนาดที่โดดเด่น และตัวเรือนโครงสร้างแบบหลายชั้น ในปีเดียวกันนั้น Hublot ก็ได้รับรางวัล Best Design จาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยแรงผลักดันจากแนวคิดปฏิวัติวงการนี้ Big Bang ก็ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และนั่นทำให้ Big Bang กลายเป็น “ไอคอน” เรือนแรกแห่งศตวรรษที่ 21
แนวคิดของการผสมผสานนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นหลักการนำทางสำหรับทุกคอลเลกชั่น Big Bang คือเรือนเวลาที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงของเวลา Classic Fusion คือความสมดุลระหว่างความกล้าหาญและความประณีต ในขณะที่ Exceptional Timepieces ท้าทายความคาดหวังเพื่อสร้างสรรค์วัตถุทางนาฬิกาที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแนวทางที่แหวกแนวในการท้าทายขนบธรรมเนียม DNA ของ Hublot ถูกถอดรหัสออกมาในกลไก Unico, Meca-10 และ Tourbillon ที่ผลิตขึ้นเอง เพื่อเพิ่มความหมายอีกระดับให้กับ Art of Fusion
แบรนด์ไม่ได้สร้างสรรค์เวทมนตร์เพียงแค่ที่โรงงานเท่านั้น เพราะบางครั้งเวทมนตร์ก็เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล สร้างสรรค์ความร่วมมือกับอีเวนต์ใหญ่ๆ (FIFA World Cup™ 2010, 2014, 2018, 2022, Premier League, UEFA Champions League และ UEFA Euro™)
บางครั้งก็เกิดขึ้นที่คอนเสิร์ต บาสเกตบอล การแสดงศิลปะ หรือประสบการณ์การกินดื่มสุดพิเศษกับเชฟมิชลินสตาร์ในครอบครัว Hublot และนั่นแหละคือที่มาของ “Hublot Vibes” ที่มีชีวิตขึ้นมาจากการแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันในหมู่ Hublotistas หรือกลุ่มเจ้าของ Hublot ผู้ภาคภูมิใจ Art of Fusion นั้นเหนือกว่าสิ่งที่สัมผัสได้ มันคือวิถีชีวิต และนี่คือวิถีของแบรนด์
ครบรอบ 20 ปี การเฉลิมฉลองแนวคิดปฏิวัติวงการของ BIG BANG
ในปี 2005 Big Bang ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับยุคใหม่แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ที่สอดคล้องกับชื่อของมันอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีนาฬิกาไม่กี่เรือนที่พลิกโฉมวงการนาฬิกาในปัจจุบันได้เหมือน Big Bang ยี่สิบปีหลังจากการเปิดตัว มันยังคงเป็นตัวอย่างของโรงงานที่ผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่ไม่รู้จักอยู่เสมอ
ด้วยวัสดุพิเศษและกลไกที่ผลิตขึ้นเอง นำโดย Unico และ Meca-10, Big Bang ได้ฉีกกฎประเพณี ซึ่งเป็นแนวคิดที่มันไม่เคยโอบรับอย่างเต็มที่ โดดเด่นด้วยสุนทรียภาพที่กล้าหาญ มีความหลากหลาย และนั่นคือ Big Bang
ในปี 2019 แบรนด์ได้เปิดตัวสีเซรามิกสีแรกในคอลเลกชัน “Colors of TOP GUN” ที่กลายเป็นที่ฮือฮา นั่นคือสี “Mojave Desert” ซึ่งเป็นโทนสีเอิร์ธโทนที่ละเอียดอ่อน มีทั้งความเบจและคากี้ผสมผสานกันอย่างลงตัว
สีสันที่โดดเด่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงภูมิทัศน์ทะเลทรายอันกว้างใหญ่รอบ China Lake ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศสำคัญของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ฝึกเหล่านักบินฝีมือดีที่สุดของประเทศ
“Let there be light, sound, drums and guitars, let there be rock!” …..
เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Brian Johnson พร้อมด้วยริฟฟ์กีตาร์บาดลึกของ Angus Young จากวง AC/DC ดังกึกก้องขึ้นมาพอดิบพอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นข้อมูลนาฬิกาเรือนหนึ่ง… ใช่! มันคือนาฬิกา RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition ที่ออกมาเพื่อคารวะตำนานร็อกแอนด์โรลระดับ Hall-of-Famer อย่าง AC/DC โดยเฉพาะ! โมเมนต์นั้นมันเหมือนกับจิ๊กซอว์สองชิ้นที่ต่างกันคนละขั้ว แต่กลับมาประกอบกันได้อย่างลงตัวเป๊ะ!
Elie Bernheim, CEO ของ RAYMOND WEIL ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“There is very little doubt that AC/DC is and continues to be one of the most iconic rock bands of all time and it has been a pleasure to collaborate with them. As AC/DC perfectly quoted ‘let there be light, sound, drums and guitars, let there be rock’.”