Home Blog Page 32

Wrist Check: อาโป-อีจุนโฮ เจิดจรัสใน Piaget ‘Shapes of Extraleganza’ ที่บาร์เซโลนา

Wrist Check: บาร์เซโลนาเดือดระอุ! ส่องลุคสุดปัง ‘อาโป-จุนโฮ’ ในคืนเปิดตัว ‘Shapes of Extraleganza’ ไฮจิวเวลรี่แห่งปีจาก Piaget

ก่อนหน้านี้ เราเพิ่งได้เห็นลุคสุดชิคของ อาโป-ณัฐวิญญ์ และ อีจุนโฮ ตั้งแต่ก่อนบินลัดฟ้าสู่บาร์เซโลนาไปแล้วใช่ไหมล่ะ? ตอนนี้ได้เวลาอัปเดตแบบเรียลไทม์ถึงวันงานจริงกันแล้ว เพราะว่า Piaget (เพียเจต์) ได้เปิดตัวคอลเลกชันเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงประจำปี 2025 อย่างเป็นทางการกับ “Shapes of Extraleganza” ซีรีส์ไตรภาค Extraleganza บทที่สอง ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ภายในงานนี้เหมือนเป็นการพาเราไปสำรวจแก่นแท้ของสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญในการเล่นกับรูปทรง ความหรูหราที่มาพร้อมความสนุกสนาน และพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งทำให้ “Shapes of Extraleganza” เป็นคอลเลกชันที่เปี่ยมด้วยความร่วมสมัยและมีความหมายทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งบอกเล่าความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของเพียเจต์ที่มีต่องานศิลปะ การร่วมมือกับศิลปิน และเหล่านักสะสมระดับตำนาน

แม้ว่าเครื่องประดับแต่ละชุดภายใต้คอลเลกชันนี้จะถ่ายทอดมุมมองทางศิลปะต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกชิ้นไว้ได้อย่างเหนียวแน่นคือการบรรจบกันของอดีตและปัจจุบัน ประวัติศาสตร์และความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไม่เพียงเท่านั้น ยังแฝงด้วยจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนาน เย้ายวน และความคาดเดาไม่ได้ในแบบฉบับของเพียเจต์

โดยผลงานทั้ง 51 ชิ้นในคอลเลกชันนี้ เน้นการเล่นกับลายเส้นกราฟิก รูปทรงเรขาคณิต สามเหลี่ยมที่เฉียบคม ไปจนถึงรูปทรงที่เป็นอิสระ นอกจากนี้ยัง อ้างอิงถึงศิลปะแนว Pop Art, Op Art ลวดลายก้นหอยจากแฟชั่นยุค 70s และเส้นโค้งมนอันเป็นดีไซน์เฉพาะตัวของยุค 60s เรียกได้ว่า เป็นการพบกันระหว่างโลกแห่งจิวเวลรี่ชั้นสูงและวัฒนธรรมป็อปที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์

กาล่าดินเนอร์สุดหรู ส่องลุค Global Ambassador แห่งค่ำคืน

กาล่าดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่จัดขึ้นที่ Seminari Conciliar de Barcelona ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่อันงดงามของบาร์เซโลนา และ ในค่ำคืนนั้น สามโกลบอลแอมบาสเดอร์คนสำคัญของแบรนด์ก็มาปรากฏตัวอย่างพร้อมเพรียง นำทีมโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ จากประเทศไทย, เจียนนา จอน และ อีจุนโฮ จากฝั่งเกาหลีใต้ ร่วมด้วย Ella Richards แบรนด์เฟซชาวอังกฤษ (หลานสาวของ Keith Richards วง The Rolling Stones) และนักแสดงชาวอเมริกัน Amber Valletta ในฐานะเฟรนด์ของแบรนด์คนล่าสุด

มาดูกันว่าสองหนุ่มฮอตของเราเลือกสวมใส่อะไรในค่ำคืนสุดพิเศษนี้

Wrist Check: Barcelona's Extravaganza – Apo and Lee Junho Dazzle at Piaget's High Jewellery Unveiling

LOOK 1

ลุคของ ‘อาโป-ณัฐวิญญ์’: Andy Warhol รุ่น High Jewellery เวอร์ชั่นล่าสุดที่สะกดทุกสายตา

อาโป เลือกสวมใส่เรือนเวลา Andy Warhol รุ่น High Jewellery เวอร์ชั่นล่าสุด ที่บอกเลยว่าไม่ธรรมดา! หน้าปัดของเรือนนี้ถูกรังสรรค์จาก โอปอล ที่แต่งแต้มไปด้วยประกายสีน้ำเงินและสีเขียวหลากโทน ซึ่ง ดูเหมือนภาพสะท้อนจากกล้องสลับลาย ให้ความรู้สึกแฟนตาซีและมีมิติสุดๆ

ที่สำคัญคือ นี่คืออีกหนึ่งชิ้นงานที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการคัดสรรของ Piaget จนสามารถ เฟ้นหาโอปอลที่มีขนาดใหญ่พอกับตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตรได้อย่างเหมาะเจาะ นอกจากนี้ยัง ประดับแซฟไฟร์ทรงบาแกตต์ที่จัดเรียงอย่างสมบูรณ์แบบเป็นสามแถวล้อมรอบขอบตัวเรือน เพิ่มความโดดเด่นให้สไตล์ของอาโปแบบไร้ที่ติ ไม่เพียงเท่านั้น

อาโปยังเพิ่มความเฉลียวฉลาดให้ลุคด้วยการนำต่างหูคอลเลกชัน Treasures มาประดับเป็นเข็มกลัดบนปกสูทได้อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่ลงตัว แสดงให้เห็นถึงรสนิยมและสไตล์อันโดดเด่นของเขา

LOOK 2

ลุคของ ‘อีจุนโฮ’: Arty Pop หน้าปัดมาลาไคท์ ผสานความหรูหราแบบมีชั้นเชิง ด้าน อีจุนโฮ อีกหนึ่งตัวแทนจากเกาหลีใต้ ก็มาพร้อมลุคที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของคอลเลกชันไฮจิวเวลรี่ “Shapes of Extraleganza” ได้อย่างน่าค้นหา เขาเลือกสวมนาฬิกา Arty Pop หน้าปัดมาลาไคท์ ซึ่งหยิบเอาความหลากหลายทางด้านรูปทรงและเส้นสายมาเชื่อมโยง ซ้อนทับกันอย่างมีสไตล์ เป็นการแสดงออกถึงศิลปะ Pop Art ที่เข้ากับยุคสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามตามแบบฉบับ Piaget

พร้อมกันนี้ จุนโฮยังจับคู่กับแหวน Graphic Prism ที่ประดับมรกตและเพชร ซึ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับธีมของนาฬิกา ทำให้ ลุคของเขาดูมีมิติ มีความซับซ้อนแต่ก็ลงตัว สะท้อนถึงรสนิยมที่เข้าใจในงานศิลปะและดีไซน์อย่างแท้จริง

Wrist Check: Barcelona's Extravaganza – Apo and Lee Junho Dazzle at Piaget's High Jewellery Unveiling

และนี่ก็คือค่ำคืนนี้ที่บาร์เซโลนา ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวคอลเลกชันไฮจิวเวลรี่ หากแต่ คือการเฉลิมฉลองการบรรจบกันของศิลปะ แฟชั่น และบุคคลผู้ทรงอิทธิพล ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ความงดงามเหนือกาลเวลาได้อย่างน่าทึ่ง

แล้วพบกันใหม่ใน Wrist Check ครั้งหน้านะ! สัญญาว่าจะพาไปส่องไอเท็มเด็ดๆ พร้อมเรื่องราวสุดพิเศษจากวงการแฟชั่นและเรือนเวลาแน่นอน ดังนั้น อย่าลืมติดตามกัน

LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO เปิดตำนานเรือนเวลาซับซ้อนจาก Vacheron Constantin

LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO ไขปริศนาแห่งกาลเวลา จากห้องทำงานลับ สู่สุดยอดงานฝีมือบนข้อมือคุณ

เคยไหมที่รู้สึกว่ากาลเวลาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจจับต้องได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตให้ดำเนินต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง? หลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์เฝ้าคิดค้นและประดิษฐ์กลไกอันซับซ้อนเพื่อที่จะ “จับ” ห้วงเวลาเหล่านั้นไว้ให้ได้ แน่นอนว่าการเดินทางของสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “นาฬิกา” นั้นช่างยาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่ง เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวที่จะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปค้นพบในวันนี้

ในโลกของเรือนเวลาชั้นสูง หรือที่เรียกกันว่า Haute Horlogerie นั้น มีตำนานเล่าขานถึงเหล่าช่างฝีมือผู้เปรียบเสมือนจิตรกรเอก หรือนักประพันธ์ชั้นครู ที่ซุ่มรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกอยู่ในห้องทำงานลับที่เรียกว่า “Cabinotiers”

ย้อนกลับไปในยุคศตวรรษที่ 18 ณ ใจกลางเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา เหล่าช่างฝีมือเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ประกอบกลไกเข้าด้วยกัน แต่ใส่จิตวิญญาณ ความรู้ และความหลงใหลลงไปในทุกองค์ประกอบ จนเกิดเป็นผลงานที่เหนือกว่าแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือ งานศิลปะเคลื่อนไหวที่สะท้อนความงดงามของวิศวกรรมอันล้ำเลิศ

และวันนี้ ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวทั่วไป หากแต่จะเจาะลึกถึงหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ถือกำเนิดขึ้นจากปรัชญาอันลึกซึ้งและมรดกทางช่างฝีมืออันยาวนานของ Vacheron Constantin เมซงผู้บุกเบิกในโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงมาเกือบ 270 ปี

นั่นคือเรือนเวลาที่ชื่อว่า “LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO GRAND COMPLICATION OPENFACE” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ชื่อที่ยาว แต่คือการรวมตัวของสุดยอดความซับซ้อนทางกลไกและสุนทรียภาพแห่งการดีไซน์ ที่ยากจะหาใครเทียบเคียง

เหตุผลที่เลือกเล่าเรื่องเรือนนี้อย่างออกรสออกชาติ เพราะไม่ใช่แค่ “นาฬิกาเรือนหนึ่ง” แต่มันคือบทสรุปของประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการ และความท้าทายอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ในการพยายามทำความเข้าใจและควบคุมกาลเวลา

ลองจินตนาการถึงงานฝีมือที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูงสุด ความเข้าใจในกลไกที่ลึกซึ้ง และความอดทนอันไม่สิ้นสุด เพื่อจะรังสรรค์ผลงานที่รวมเอาสามสุดยอดกลไกที่ซับซ้อนที่สุดเข้าไว้ด้วยกันในนาฬิกาข้อมือเพียงเรือนเดียว ใช่ โครโนกราฟจับเวลาแบบ Split-Seconds, กลไก Minute Repeater (กลไกบอกเวลาด้วยเสียง) และ Tourbillon (กลไกที่ช่วยต้านแรงโน้มถ่วง) ซึ่งเป็นความท้าทายที่ช่างนาฬิกาทั่วโลกใฝ่ฝันจะพิชิตให้ได้

สิ่งที่ทำให้เรือนนี้พิเศษยิ่งกว่าคือการที่มันถูกรังสรรค์ขึ้นเพียง “เรือนเดียวในโลก” (Single-piece edition) โดยเปิดเปลือยให้เห็นความงามอันน่าทึ่งของกลไกภายในผ่านหน้าปัดแซฟไฟร์ใสแจ๋วราวกับไม่มีอะไรมาบดบัง ราวกับจะเชื้อเชิญให้ดำดิ่งสู่โลกอันซับซ้อนของกลไกจักรกลที่กำลังเต้นระรัวอยู่ตรงหน้า เปรียบได้กับการเปิดม่านการแสดงโอเปร่าอันยิ่งใหญ่ ที่ทุกองค์ประกอบล้วนถูกจัดวางอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย

วิวัฒนาการจากศาสตร์โบราณ สู่ความล้ำหน้าแห่งยุคสมัย

หากจะกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของ LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO GRAND COMPLICATION OPENFACE ก็อดไม่ได้ที่จะต้องย้อนรอยไปทำความเข้าใจถึงรากฐานอันแข็งแกร่งของเมซง Vacheron Constantin ที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการประดิษฐ์นาฬิกามาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่แค่การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่มันคือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้กลไกเก่าแก่เหล่านั้นก้าวทันโลก และตอบโจทย์ความต้องการของกาลเวลาที่เปลี่ยนไป

ลองนึกภาพย้อนกลับไปในปี 1819 เมื่อ Vacheron Constantin สร้างสรรค์นาฬิกาพกเรือนหนึ่งที่มีกลไก “Independent Deadbeat Seconds” และ “Quarter Repeater” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมแรกๆ ในยุคนั้น กลไก Deadbeat Seconds คือการที่เข็มวินาทีจะก้าวไปทีละเสี้ยววินาทีอย่างแม่นยำ ไม่ใช่การเดินแบบกวาดเรียบเหมือนนาฬิกาทั่วไป ซึ่งเป็นความพยายามที่จะจับเวลาในหน่วยที่เล็กมากๆ ได้อย่างละเอียด

และนี่เองคือ บรรพบุรุษของกลไกโครโนกราฟในปัจจุบัน ที่สามารถหยุดและเริ่มการจับเวลาได้อย่างอิสระ หลังจากนั้นไม่นาน Vacheron Constantin ก็ไม่รอช้าที่จะนำกลไกจับเวลาแบบเข็มเดียว (Single-hand system) ในปี 1831 และแบบสองเข็ม (Two-hand configuration) ในปี 1838 มาใช้กับนาฬิกาพกของตนเองอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด

เสียงแห่งกาลเวลา สุนทรียภาพแห่งกลไกบอกเวลาด้วยเสียง

สำหรับกลไก Minute Repeater หรือกลไกที่บอกเวลาด้วยเสียงนั้น ก็มีประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน Vacheron Constantin ได้รังสรรค์นาฬิกาตีระฆังบอกเวลามานานกว่าสองศตวรรษแล้ว บันทึกการผลิตแรกสุดของนาฬิกาตีระฆังจาก Vacheron Constantin คือนาฬิกาพกทองคำที่ตีบอกเวลาเป็นควอเตอร์ (Quarter-repeating pocket watch) ที่ถูกบันทึกไว้ในปี 1806 นับแต่นั้นมา เมซงแห่งนี้ก็สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านกลไกตีระฆังและบอกเวลาด้วยเสียงมาอย่างต่อเนื่อง

มีตัวอย่างอันน่าทึ่งมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญนี้ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา Vacheron Constantin เรือนแรกที่มีกลไก Grand Sonnerie และ Petite Sonnerie ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1827 หรือจะเป็น Reference 4261 จากช่วงต้นทศวรรษ 1940 ที่รวมกลไก Minute Repeater เข้าไว้ในกลไกที่มีความหนาเพียง 3.28 มม.

และที่น่าทึ่งที่สุดคือ Reference 57260 ที่อัดแน่นด้วย 57 กลไกความซับซ้อน ซึ่งรวมถึง Grand et Petite Sonnerie (แบบ Westminster Chimes), Minute Repeater และ Alarm เข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าเหลือเชื่อ

การปฏิวัติแรงโน้มถ่วง อัจฉริยภาพแห่ง Tourbillon

เช่นเดียวกันกับ Tourbillon กลไกที่ช่วยยกระดับความเที่ยงตรงของนาฬิกาได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงของโลก บันทึกของเมซงชิ้นแรกที่กล่าวถึงกลไกนี้คือคำสั่งซื้อในปี 1901 จากลูกค้าชาวปารีสที่ต้องการนาฬิกาที่ซับซ้อนและมีกลไก Tourbillon นี้อยู่ด้วย ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ช่างนาฬิกาของ Vacheron Constantin ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนากลไก Tourbillon ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

โดยเฉพาะการคิดค้นโซลูชั่นทางเทคนิคแบบหลายแกน ซึ่งเป็นที่มาของผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Les Cabinotiers Tourbillon Armillaire bi-axial ที่มาพร้อมกับ spherical hairspring (ชุดสปริงบาลานซ์ทรงกลม) และ Les Cabinotiers – The Berkley Grand Complication ที่โดดเด่นด้วย triple-axis tourbillon (Tourbillon สามแกน)

การรวมเอาสามกลไกที่ซับซ้อนอย่างโครโนกราฟ Minute Repeater และ Tourbillon เข้าไว้ในนาฬิกาข้อมือจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง แม้จะเคยปรากฏในนาฬิกาพกอันน่าทึ่งบางเรือน แต่ในโลกของนาฬิกาข้อมือกลับแทบไม่เคยมีใครทำได้ นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่ Vacheron Constantin จะได้แสดงศักยภาพและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกตามธรรมเนียมของนาฬิกา Grand Complication ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมซงมาตลอด 270 ปี

ในปี 2022 Vacheron Constantin ได้เปิดตัว Calibre 2757 ในนาฬิกา Les Cabinotiers รุ่นพิเศษเพียงเรือนเดียว ซึ่งเป็นการรวมกันของสามกลไกอันหายากนี้ในกลไกเดียว และสำหรับ Les Cabinotiers Temporis Duo Grand Complication Openface นี้ เหล่าช่างฝีมือจาก Les Cabinotiers ได้พัฒนากลไกเวอร์ชั่นใหม่

โดยเพิ่ม spherical hairspring เข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเวลาให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอในรูปแบบของนาฬิกา “เรือนเดียวในโลก” ที่เผยให้เห็นความงามและความซับซ้อนของกลไกผ่านหน้าปัดที่ออกแบบมาให้โปร่งใส ราวกับกำลังชมงานศิลปะที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า

สุดยอดแห่งวิศวกรรมการบอกเวลา ความอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ภายใน

หัวใจสำคัญของเรือนเวลามหัศจรรย์นี้คือกลไก Calibre 2757 S ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 696 ชิ้น การออกแบบกลไก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของฟังก์ชันโครโนกราฟนั้น ได้รับการคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงานเป็นหลัก แม้จะมีความซับซ้อน แต่ช่างนาฬิกาของ Vacheron Constantin ก็สามารถสร้างสรรค์กลไกที่บางเฉียบได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยความสูงเพียง 10.4 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 33.3 มม. ซึ่งยังคงรักษาปรัชญาความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงไว้อย่างครบถ้วน

ในการพัฒนากลไก Calibre 2757 ดั้งเดิม แผ่นกลไกเสริมของโครโนกราฟแบบ Split-Seconds ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยจัดเรียงองค์ประกอบต่างๆ ให้มีความลึกซึ้งซับซ้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มประสิทธิภาพของปริมาตรเพื่อรักษาความบางของกลไกนี้ยังเสริมด้วยการใช้วัสดุใหม่ๆ ที่ทันสมัย เช่น ล้อบางส่วนในชุดเกียร์ที่ผลิตจาก ไทเทเนียม หรือผ่านกระบวนการ electroformed ด้วย นิกเกิล-ฟอสฟอรัส พร้อมโปรไฟล์ฟันเฟืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Vacheron Constantin เพื่อให้การเคลื่อนที่ของฟันเฟืองเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ ป้องกันการสั่นสะเทือนของเข็มวินาที

หลังจากทำการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน เข็มวินาทีของโครโนกราฟก็ถูกผลิตจาก อะลูมิเนียม ซึ่งได้รับเลือกจากคุณสมบัติที่แข็งแรงและเบาเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ซิลิคอน ซึ่งเป็นวัสดุที่เบาเป็นพิเศษและไม่ต้องหล่อลื่น ก็ถูกนำมาใช้สำหรับคันโยก Split-Seconds ตัวหนึ่งและฉนวนของมัน การลดน้ำหนักและแรงเสียดทานของชิ้นส่วนเหล่านี้ช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากเมนสปริง ซึ่งส่งผลให้สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 50 ชั่วโมง แม้จะเปิดใช้งานโครโนกราฟอยู่ก็ตาม และสามารถตรวจสอบได้จากจอแสดงผลด้านหลังของนาฬิกา

ด้วยความแม่นยำในการจับเวลาถึง 1/5 วินาที อันเป็นผลจากความถี่ในการสั่นสะเทือนของกลไกที่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง เวลาที่ผ่านไปจะถูกแสดงบนมาตรวัดนาทีรอบนอกด้วยเข็มวินาทีกลางสองเข็ม พร้อมกับหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา เนื่องจากฟังก์ชันนี้ต้องการความแม่นยำสูง ช่างนาฬิกาของ Vacheron Constantin จึงเลือกใช้โครงสร้างที่มี “Column-Wheels” สองชุด ชุดหนึ่งสำหรับโครโนกราฟ และอีกชุดสำหรับเข็ม Split-Seconds โดยเฉพาะ

การควบคุมโครโนกราฟทำได้ด้วยปุ่มกดเดียวที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาสำหรับฟังก์ชันพื้นฐาน (เริ่ม/หยุด/รีเซ็ต) และปุ่มกดที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาสำหรับ Split-Seconds (หยุด/รีเซ็ต) การกดปุ่มหลังจะหยุดเข็มวินาทีที่สองที่เวลาปานกลาง ในขณะที่เข็มแรกยังคงเดินต่อไป เมื่อกดอีกครั้ง เข็ม Split-Seconds จะกลับมารวมกับเข็มแรกทันทีเพื่อจับเวลาต่อไป

หัวใจสำคัญของการเดินเวลา Centripetal Regulator และ Spherical Hairspring

กลไก Minute Repeater ที่อยู่ใน Calibre 2757 S ก็ได้รับการพัฒนาทางเทคนิคจาก Vacheron Constantin เช่นกัน ซึ่งรวมถึง “Flying Strike Governor” ที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด อุปกรณ์นี้มีน้ำหนักสองชิ้นที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเบรกบนแกนหมุนของ Governor ทำให้พลังงานที่ปล่อยออกมาจากสปริงของ Repeater มีความสม่ำเสมอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ มันใช้แรงหนีศูนย์กลางและแรงสู่ศูนย์กลางที่ตรงข้ามกัน เมื่อ Governor หมุน แรงหนีศูนย์กลางจะหมุนปลายด้านหนึ่งของน้ำหนักออกไปด้านนอก เพื่อให้ปลายอีกด้านหนึ่งทำหน้าที่เป็นเบรกบนแกนกลางเพื่อควบคุมการหมุนและการตีระฆังให้มีความเร็วที่คงที่

กลไก Governor นี้ทำงานได้อย่างไร้เสียงรบกวน โดยควบคุมทั้งจังหวะและระยะเวลาของลำดับเสียง เพื่อให้เสียงโน้ตแต่ละเสียงดังชัดเจน ปราศจาก “เสียงรบกวน” จากกลไก จุดเด่นของระบบนี้คือลูกตุ้มบินสองชิ้นที่ออกแบบรูปทรงมาเป็นพิเศษเพื่อสร้างแรง “เบรกมอเตอร์” ด้วยแรงสู่ศูนย์กลางที่กระทำต่อแกนหมุนของ Governor ซึ่งช่วยปรับสมดุลพลังงานที่ปล่อยออกมาจากกลไก Minute Repeater

Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา มาพร้อมกับ spherical hairspring (ชุดสปริงบาลานซ์ทรงกลม) ซึ่งรูปทรงนี้ทำให้สปริงขยายและหดตัวเป็นวงกลม ทำให้ช่วยเพิ่มความเที่ยงตรงได้อย่างมีนัยสำคัญ กรง Tourbillon ที่โดดเด่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากกางเขนมอลตา สัญลักษณ์ของเมซง โดยยึดไว้ด้วยสะพานที่ขัดขอบด้วยมือ Tourbillon จะหมุนครบหนึ่งรอบต่อนาที และเข็มที่ติดตั้งบนแกนของมันจะแสดงวินาทีเล็ก

ความเป็นเลิศทางเทคนิคที่ประดับประดาด้วยงานฝีมือชั้นสูง (Haute Horlogerie Finishes)

หน้าปัดแซฟไฟร์โปร่งใสคือเอกลักษณ์ทางสุนทรียภาพของ Les Cabinotiers Temporis Duo Grand Complication Openface เรือนใหม่นี้ ด้วยความหนาเพียง 0.5 มม. โดดเด่นด้วยการผสมผสานการตกแต่งที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง พื้นผิวที่ขัดเงาและเคลือบด้านสลับกันบนหน้าปัดย่อย ซึ่งล้อมรอบด้วยวงแหวนทอง 5N ที่ใช้เทคนิค metallisation บนพื้นผิวด้านล่างของแผ่นแซฟไฟร์ ตัวเลขบอกชั่วโมงถูกเคลือบด้วย NAC สีเทา และตัวเลขบอกโครโนกราฟถูกแกะสลักและลงหมึก

เข็มจับเวลา 30 นาทีของโครโนกราฟและเข็มวินาทีโครโนกราฟทั้งสองทำจากอะลูมิเนียมเคลือบ PVD ซึ่งมีสีเขียวมะกอกเข้ากันกับสายหนังจระเข้สีเขียวที่ยึดตัวเรือนทองชมพูขนาด 45 มม. เข้ากับข้อมือ

หน้าปัดแซฟไฟร์และฝาหลังเผยให้เห็นคุณภาพของงานขัดแต่งด้วยมือบนส่วนประกอบของกลไก เน้นย้ำความงามของงานศิลปะที่เคลื่อนไหวนี้ พื้นผิวต่างๆ ได้รับการขัดขอบ ขัดเงา ขัดด้าน เคลือบด้าน เคลือบวงกลม แกะสลัก และยิงทราย สร้างการเล่นแสงและเงาที่น่าหลงใหล

เมื่อมองผ่านหน้าปัด จะเห็นด้านข้างของสะพานที่ถูกskeletonized ได้รับการขัดและลบคมด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ส่วนพื้นผิวของสะพานได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายวงกลม ล้อเฟืองที่มีซี่ล้อลบคมได้รับการรีดและขัดเงา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้เครื่องมือพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อล้อทำจากไทเทเนียม สีโลหะของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวตัดกับสีดำของสารเคลือบ NAC บนสะพานและแผ่นฐานหลักอย่างลงตัว

LES CABINOTIERS TEMPORIS DUO: The Art of Time's Masterpiece

ส่วนด้านหลังของกลไก ช่างนาฬิกาได้รังสรรค์การตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นผิวของสะพานที่ผ่านการรมดำถูกคว้านออก จากนั้นนำไปพ่นทรายด้วยมืออย่างประณีต และขอบด้านนอกถูกขัดเงาแบบกระจก บริเวณช่องเจาะสำหรับอัญมณีและสกรูที่ได้รับการลบคมด้วยมือก็ถูกขัดเงาแบบกระจกเช่นกัน

ความงามของโครงสร้างกลไกถูกเสริมให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยความแตกต่างระหว่างสะพานสีดำ ขอบที่ขัดเงา และโทนสีทองของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว Governor สำหรับการตีบอกเวลาได้รับการแกะสลักด้วยตัวอักษร JMV เพื่อเป็นเกียรติแก่ Jean-Marc Vacheron และยึดไว้ด้วยสะพานครึ่งวงกลมที่ได้รับการขัดเงากลมด้วยมือ ซึ่งการขัดเงาเพียงอย่างเดียวก็ใช้เวลาถึงแปดชั่วโมงในการทำงานอย่างพิถีพิถัน

ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดอย่างประณีตบรรจงกับกลไกชิ้นนี้ ทำให้การขัดแต่งส่วนประกอบต่างๆ ใช้เวลาถึงสองเท่าของการประกอบและติดตั้งลงในตัวเรือน เฉกเช่นเดียวกับช่าง “cabinotiers” ในศตวรรษที่ 18 ช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวเป็นผู้รับผิดชอบนาฬิกาทั้งเรือน ตั้งแต่การขัดแต่งส่วนประกอบทุกชิ้น ไปจนถึงการประกอบทุกขั้นตอน การปรับตั้ง และการติดตั้งกลไกเข้ากับตัวเรือน วิธีการทำงานนี้เป็นเครื่องพิสูจน์อันทรงพลังถึงความมุ่งมั่นของ Vacheron Constantin ในการรักษามรดกการส่งต่อความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาจากรุ่นสู่รุ่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Vacheron Constantin

Dr. Woo x Roger Dubuis การเดินทางบทใหม่ของ Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III

เปิดตำนานบทใหม่ Roger Dubuis และ Dr. Woo พาสำรวจกาแล็กซีทูร์บิญองใน Excalibur Monotourbillon Episode III

ใจเต้นตึกตักเหมือนได้พบรักครั้งใหม่… นั่นแหละคือความรู้สึกต่อเรือนเวลาชิ้นเอกที่กำลังจะอัปเดตให้ฟัง ทำไมถึงกล้าพูดขนาดนี้? อาจเป็นเพราะเรื่องราวของมันไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า แต่ถักทอขึ้นจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของความร่วมมือที่น่าทึ่ง

การได้สัมผัสเรือนเวลาที่เปรียบดั่งผลงานศิลปะชิ้นนี้ ชวนให้นึกถึงยุคเรอเนซองส์… ใช่แล้ว! ยุคที่ศิลปินและช่างฝีมือชั้นครูต่างร่วมกันรังสรรค์สิ่งงดงามไร้กาลเวลา เปรียบได้กับการบรรจบกันของสองอัจฉริยะแห่งยุคอย่าง Roger Dubuis แบรนด์นาฬิกาสุดล้ำ กับ Dr. Woo ศิลปินรอยสักผู้พลิกโฉมวงการให้กลายเป็นงานศิลป์ชั้นสูง

ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว มีน้อยครั้งที่เราจะได้เห็นการผสานรวมกันของสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ ดุจเดียวกับการโคจรมาพบกันของ Roger Dubuis และ Dr. Woo ที่ไม่ได้เป็นเพียงการร่วมงานกันธรรมดา หากแต่เป็นการหลอมรวมจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ ความกล้าหาญในการฉีกกฎ และความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาสุดพิเศษ Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III ที่เปรียบดั่งบทสรุปของการเดินทางอันน่าตื่นตาตื่นใจในภาคที่สามนี้

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III
Roger Dubuis จับมือ Dr. Woo

เส้นทางแห่งการร่วมมือ จากพื้นโลกสู่ห้วงอวกาศ

ย้อนกลับไปในปี 2021 จุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความร่วมมือนี้ได้ถือกำเนิดขึ้น Dr. Woo ได้นำปรัชญา “เวลาคือสิ่งล้ำค่าที่สุด” มาถักทอลงบนนาฬิกา Excalibur Monotourbillon ด้วยสไตล์การสักเข็มเดี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นในปี 2023 การเดินทางบนห้วงจักรวาลยังคงดำเนินต่อไปกับ Excalibur Monobalancier ที่มาพร้อมตัวเรือนเซรามิก และการตีความดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ในมุมมองใหม่ ที่ชวนให้เราใคร่ครวญถึงการเคลื่อนที่ของเวลาในกาแล็กซีของเรา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ลายเซ็นต์ของ Dr. Woo ไม่เคยเลือนหายไปจากผลงาน ไม่ว่าจะเป็น รูปแมงมุมอันเป็นสัญลักษณ์ ภาษาลึกลับของเขา และที่ขาดไม่ได้คือ จรวดนักเดินทาง ที่โลดแล่นไปบนเส้นทางแห่งรูปทรงดาวอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Excalibur และในปี 2025 นี้ ทั้งสามองค์ประกอบอมตะนี้ก็กลับมาปรากฏอีกครั้ง พร้อมนำเสนอผ่านเทคนิคการสักเข็มเดี่ยว (single needle) ที่แตกต่างจากการสักแบบดั้งเดิมที่เน้นเส้นหนาและสีสันสดใส Dr. Woo เลือกใช้สไตล์ที่เรียบง่าย เน้นโทนสีเดียว และรูปทรงเรขาคณิตอันสมบูรณ์แบบ ซึ่งสะท้อนถึงความประณีตและความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III Roger Dubuis จับมือ Dr. Woo

แรงบันดาลใจจากกาแล็กซีอันไกลโพ้น การเดินทาง 31 ล้านปีแสงสู่ “Tourbillon Galaxy”

สำหรับ Episode III นี้ Roger Dubuis และ Dr. Woo ได้พาทุกท่านทะยานออกไปไกลถึง 31 ล้านปีแสง สู่กาแล็กซีอันห่างไกลนามว่า “Tourbillon Galaxy” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Messier 51a หรือ Whirlpool Galaxy กาแล็กซีรูปกังหันนี้ถูกถ่ายภาพโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2023 เผยให้เห็นแขนกังหันอันโดดเด่นที่ทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตดาวฤกษ์ ก่อกำเนิดกระจุกดาวใหม่ๆ นับไม่ถ้วน

สำหรับสองสุดยอดนักสร้างสรรค์ เบื้องหลังเรือนเวลาชิ้นใหม่นี้ มีความเชื่อมโยงอันชัดเจนระหว่างการหมุนตามเข็มนาฬิกาของ Tourbillon Galaxy กับการเคลื่อนที่ของกลไกทูร์บิญอง (tourbillon) ที่แม่นยำในการวัดเวลา รวมถึงรูปทรงแอสตรัลอันเป็นเอกลักษณ์ของ Roger Dubuis

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III

จรวดนำพาสันติภาพ สารจากอีกฟากหนึ่งของอวกาศ

จรวดของ Dr. Woo ที่เริ่มต้นการเดินทางในเรือนเวลาชิ้นแรกเมื่อปี 2021 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความร่วมมือกับ Roger Dubuis และปรากฏอีกครั้งในรุ่นนี้ บนพื้นผิวด้านบนของกระจกแซฟไฟร์ของนาฬิกา

งานฝีมืออันพิถีพิถันเริ่มต้นด้วยการสร้างรูปทรงสามมิติด้วยกระบวนการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าบนกระจก ตามด้วยการเคลือบโลหะสีพิงก์โกลด์รูปจรวดและเส้นทางรูปดาว ลองสังเกตให้ดี คุณจะพบข้อความอันลึกซึ้ง “We Come in Peace” เขียนอยู่ในเส้นทางนั้น

การสำรวจยังไม่สิ้นสุด! ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา แมงมุมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Dr. Woo ถูกจัดวางไว้อย่างละเอียดอ่อน สร้างสรรค์ขึ้นจากการแกะสลักด้วยเลเซอร์แล้วเติมด้วยหมึกสีดำ ซึ่งเป็นการพยักหน้าเล็กๆ ให้กับสไตล์การสักของศิลปิน ถัดจากนั้น ใต้กระจกแซฟไฟร์ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา จะปรากฏเนบิวลาเคลือบโลหะสีพิงก์โกลด์สามจุด เมฆก๊าซและฝุ่นที่ส่องสว่างเหล่านี้คือจุดที่เรือนเวลาดำเนินเรื่องราวต่อไป ชวนให้ผู้สวมใส่ดำดิ่งสู่ “หลุมดำ” เบื้องล่าง

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III

ทะลุผ่านมิติเวลา สู่กาแล็กซีทูร์บิญอง

เนบิวลาเคลือบโลหะเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบ เพื่อนำผู้สวมใส่ไปสู่กาแล็กซีทูร์บิญอง เราต้องเดินทางข้าม “ทางเดินแห่งกาลเวลา”

ระหว่างตำแหน่ง 10 ถึง 11 นาฬิกา Roger Dubuis ได้วางองค์ประกอบรูปเกลียวที่แสดงถึงทางเข้า “หลุมดำ” ชิ้นส่วนนี้ทำจากสเตนเลสสตีลและเคลือบด้วยพิงก์โกลด์ ถูกแกะสลักด้วยเลเซอร์และสร้างเอฟเฟกต์ที่ชวนหลงใหล

พลิกนาฬิกาดู คุณจะเห็นทางออกของ “หลุมดำ” นี้ จากฝาหลัง ชิ้นส่วนเดียวกันนี้ถูกเติมด้วยสีดำ และล้อมรอบด้วยลวดลายกังหันตารางหมากรุกขนาดใหญ่ที่แผ่ออกไปบนกระจกแซฟไฟร์ด้วยการเคลือบโลหะแบบเลือกสรร นี่คืออีกหนึ่งสัมผัสที่สื่อถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศและการบิดเบือนของกาลเวลา

โปรดสังเกตถ้อยคำอันมีความหมายที่ล้อมรอบฝาหลัง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่สิ่งมีชีวิตจากแดนไกลอีกฟากหนึ่งของอวกาศ: “Let’s work together to uncover the mysteries of the cosmos and unlock the secrets of the universe. To whoever finds this message, know that we are seekers of knowledge and explorers of the unknown.”

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III

การแปลงโฉมทูร์บิญอง ศิลปะและความเที่ยงตรงที่ผสานกัน

กลไกคาลิเบอร์ RD515 ของโรงงานผลิตนี้โดดเด่นด้วยกลไกทูร์บิญองอันทรงเกียรติ ซึ่งเป็นกลไกที่เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาของ Roger Dubuis รายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ทูร์บิญองแบบบินได้ที่ตำแหน่ง 7 นาฬิกา ถูกนำมาใช้ในกลไกนี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้วิสัยทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของ Dr. Woo เป็นจริงขึ้นมา ช่างนาฬิกาของ Roger Dubuis ได้ปรับเปลี่ยนกรงของมันเล็กน้อย: ในขณะที่กรงด้านล่างยังคงเป็นไทเทเนียมน้ำหนักเบา สะพานด้านบนถูกลดขนาดให้เหลือรูปทรงที่เรียบง่ายที่สุด (เพียง 3 แขน) เพื่อรองรับเกลียวที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Tourbillon Galaxy การตกแต่งนี้สร้างขึ้นจากสเตนเลสสตีลโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นวัสดุที่ดีที่สุดสำหรับรูปทรงที่ซับซ้อน และยังช่วยให้ Roger Dubuis สามารถทำการขัดเงากระจกอันเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ชิ้นงานมีผิวที่เปล่งประกาย

นอกจากพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมงแล้ว กลไกคาลิเบอร์ RD515 ยังได้รับการรับรองจาก Poinçon de Genève ซึ่งไม่เพียงแต่ประเมินแหล่งที่มาและความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพของงานฝีมืออีกด้วย ชิ้นส่วนทั้ง 193 ชิ้นของกลไกแต่ละชิ้นได้รับการตกแต่งด้วยมือโดยใช้การตกแต่งที่น่าทึ่งถึง 16 รูปแบบที่แตกต่างกัน

จักรวาลเคลื่อนไหว ความซับซ้อนที่โลดแล่นบนข้อมือ

ที่ตำแหน่ง 1 นาฬิกา ความซับซ้อนของอวกาศถูกแสดงออกมาอีกครั้ง ฝาครอบบาร์เรลทรงกลมมีพื้นหลังสีดำด้าน พร้อมการถ่ายทอดเพิ่มเติมด้วยพิงก์โกลด์ที่แสดงถึงดาวเคราะห์ วงแหวน และเนบิวลาภายในกาแล็กซีอันไกลโพ้น

ลวดลายอันโดดเด่นนี้เคลื่อนที่ในอัตราเดียวกับบาร์เรล พัฒนาไปตลอดทั้งวันเพื่อเผยให้เห็นกาแล็กซีจากมุมที่แตกต่างกัน สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วขึ้นเมื่อไขลานนาฬิกาผ่านเม็ดมะยม

วัสดุสองสีและความลึกลับ  การผนวกความสง่างามและความแข็งแกร่ง

เพื่อรวบรวมรายละเอียดที่สร้างแรงบันดาลใจทั้งหมดไว้ในเรือนเวลา Excalibur ชิ้นนี้ Roger Dubuis ได้ใช้การผสมผสานวัสดุสองสีที่หายากอย่าง ทองคำชมพู 18K และไทเทเนียม วัสดุเหล่านี้ปรากฏในตัวเรือนขนาด 42 มม. รวมถึงสายรัดข้อมือพร้อมระบบ Quick Release System ซึ่งมอบประโยชน์ทั้งความสง่างาม ความทนทาน และน้ำหนักเบา

และเพื่อทิ้งรอยประทับสุดท้าย ภาษาการออกแบบอันลึกลับของ Dr. Woo ถูกแกะสลักด้วยเลเซอร์รอบขอบตัวเรือนและข้อต่อกลางของสายรัดข้อมือ สัญลักษณ์เหล่านี้เปิดกว้างสำหรับการตีความ ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างผู้สวมใส่และศิลปินให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III
การกลับมาของตำนาน! Roger Dubuis จับมือ Dr. Woo ผนึกกำลังสร้างสรรค์ Excalibur Monotourbillon Episode III อีกขั้นของนวัตกรรมและศิลปะ ที่ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่คือนิยามใหม่ของ Hyper Horology

ความหายากบนข้อมือ การผสมผสานของศิลปะและกลไกชั้นสูง

Excalibur Monotourbillon Dr. Woo Episode III เป็นตัวอย่างพิเศษของสิ่งที่ Roger Dubuis นำเสนอสู่โลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงการผลิตนาฬิการะดับสูงอย่างมีพลวัต แต่ยังเป็นการนำเสนอเรื่องราวและศิลปะในรูปแบบละครอีกด้วย

ด้วยนาฬิกาเรือนนี้ที่ ผลิตจำกัดเพียง 28 เรือนทั่วโลก กลไกทูร์บิญองที่ได้รับการปรับเปลี่ยนผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์อันสนุกสนานของ Dr. Woo ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองโลกแห่งการแสดงออกมาบรรจบกัน

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พอจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษของเรือนเวลานี้บ้างไหม? นี่คือนาฬิกาที่พร้อมออกเดินทาง การสำรวจ และการค้นพบที่ไม่มีวันสิ้นสุด และนี่คืออัปเดตล่าสุดที่ชวนให้ตื่นเต้นที่สุด!

ภาพ | Roger Dubuis

Tick & Talk: เมื่อชัยชนะอยู่ใน DNA สัมผัสหัวใจแห่ง “Designed to Win” จาก TAG Heuer

พลิกโฉมวงการ TAG Heuer กับแคมเปญ ‘Designed to Win’ ที่ปลุกจิตวิญญาณแห่งชัยชนะเหนือกาลเวลา

กล่าวทักทายมิตรรักนักอ่านที่หลงใหลในเสียงของเข็มนาฬิกาที่ก้าวเดินไปข้างหน้า และเรื่องราวเบื้องหลังที่สั่นสะเทือนวงการทุกคน! เคยไหมที่ประโยคคมๆ แค่ประโยคเดียวก็สามารถจุดประกายไฟในตัวให้ลุกโชนได้?

Tick & Talk: Designed to Win TAG Heuer's New Era of Victory

สำหรับคอลัมน์ “Tick & Talk” ในวันนี้ มีประโยคหนึ่งที่ยังก้องอยู่ในห้วงความคิด และเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้ต้องหยิบขึ้นมาเขียนถึงแบรนด์นาฬิกาสุดแกร่งแบรนด์นี้… นั่นคือคำพูดอมตะจากนักแข่งรถระดับตำนานอย่าง Ayrton Senna ที่ว่า “ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นที่สอง หรือที่สาม ผมเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ”

Tick & Talk: Designed to Win TAG Heuer's New Era of Victory

คำประกาศกร้าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปรัชญาส่วนตัวของนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนานอย่าง TAG Heuer ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการมานานกว่า 165 ปี ในฐานะผู้บุกเบิกทั้งด้านวัฒนธรรมและงานประดิษฐ์ชั้นสูง

และในวาระสำคัญในปี 2025 นี้ แบรนด์ไม่ได้มาพร้อมแค่คอลเลกชันใหม่ แต่มาพร้อมการประกาศจุดยืนครั้งสำคัญระดับโลก ด้วยแคมเปญใหม่ที่ทรงพลังภายใต้ชื่อ “Designed to Win” หรือ “เกิดมาเพื่อชนะ”

นี่ไม่ใช่แค่ข่าวประชาสัมพันธ์แห้งๆ ที่เคยอ่าน แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่กลั่นมาจากหัวใจ ที่จะพาทำความเข้าใจว่า “ชัยชนะ” ในแบบของ TAG Heuer นั้นลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่าแค่การคว้าอันดับหนึ่ง แต่มันคือเรื่องของ พลังใจ ความแม่นยำภายใต้แรงกดดัน วินัย ความอุตสาหะ และการไม่ยอมแพ้ต่อเป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้คือ DNA ที่หล่อหลอมแบรนด์มาตลอดเส้นทางแห่งนวัตกรรมระดับอาวองการ์ด

จุดกำเนิดแห่งชัยชนะ จากสนามแข่งสู่ปรัชญาชีวิต

ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน 2025 ที่เจนีวา แบรนด์ได้เปิดตัวแคมเปญ “Designed to Win” นี้อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งปรัชญา “เกิดมาเพื่อชนะ” ของ Ayrton Senna ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง แต่มันคือ “ดาวเหนือ” ที่นำทางในบทใหม่ของแบรนด์ ปรัชญานี้ส่งเสริมให้ทุกคนกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เอาชนะความกลัว และไล่ล่าความฝันอย่างไม่ลดละ

ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายเป็นหัวใจของแบรนด์ในปัจจุบัน และกำหนดทิศทางสู่อนาคตอย่างชัดเจน เพราะโดยพื้นฐานแล้ว นี่คือแบรนด์ที่เฉลิมฉลองศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองเพื่อไปให้ถึงความฝันอันสูงสุด

“Designed to Win” จึงสะท้อนแก่นแท้ของ “Kairos” ซึ่งเป็นห้วงเวลาสำคัญที่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ในเสี้ยววินาที นั่นคือช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจและลงมือทำ ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในจักรวาลของ TAG Heuer

Tick & Talk: Designed to Win TAG Heuer's New Era of Victory

บทบาทผู้บุกเบิก แคมเปญโฆษณาที่สร้างตำนาน

TAG Heuer ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในพลังทางการตลาดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการนาฬิกา ด้วยแคมเปญโฆษณาที่โดดเด่นและกลยุทธ์ที่ทรงพลัง ซึ่งมักถูกเลียนแบบแต่ไม่เคยมีใครแทนที่ได้

แบรนด์นี้บุกเบิกการจับเวลาในการแข่งขันกีฬามาตั้งแต่เข้าร่วมโอลิมปิกช่วงทศวรรษ 1920 และเชื่อมโยงอย่างกลมกลืนกับโลกมอเตอร์สปอร์ตผ่านวิสัยทัศน์ของ Jack Heuer ผู้ซึ่งนำโลโก้ขึ้นไปอยู่บนรถแข่ง Formula 1® เป็นครั้งแรกในปี 1969 และเป็นพาร์ตเนอร์กับทีมในปี 1971

ตลอดเส้นทาง แบรนด์สร้างสรรค์วิธีสื่อสารอันล้ำหน้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุค 60s ที่ Jack Heuer จ้างทีมงาน Ries Cappiello & Calwell ในนิวยอร์กสร้างแคมเปญสิ่งพิมพ์ชุดแรก ซึ่งกลายเป็นการประกาศจุดยืนด้านภาพลักษณ์อันทรงพลังของแบรนด์ทันที

ปี 1990 แบรนด์ได้เปิดตัวสโลแกนอันเป็นตำนานอย่าง “Don’t Crack Under Pressure” ซึ่งกลายมาเป็น DNA สำคัญของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน แคมเปญดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากด้วยภาพขาวดำทรงพลังตัดกับโลโก้สีสันสดใส พร้อมนักกีฬาหลากหลายสาขา อาทิ นักปั่นจักรยาน นักฟันดาบ นักยิงธนู นักสกี และนักแข่งระดับตำนานอย่าง Ayrton Senna และ Michael Schumacher ในช่วงเวลาแห่งการตัดสินของโชคชะตา

ต่อมาในปี 1995 แบรนด์ยกระดับอีกขั้นด้วยแคมเปญ “Success, It’s a Mind Game” ที่โดดเด่นด้วยภาพโฆษณาอันน่าจดจำ ซึ่งนำเสนอภาพนักกีฬาที่กำลังเผชิญสถานการณ์สุดท้าทาย อาทิ นักกอล์ฟพัตต์ลูกครั้งสุดท้ายลงหลุม รายล้อมด้วยแจกันล้ำค่า รถแข่ง Formula 1® แข่งกับเครื่องบินรบ นักล่องเรือแข่งกันบนยอดน้ำตก นักขี่ม้ากระโดดข้ามตึกสูงตระหง่าน และทีมรักบี้ปะทะกันริมหน้าผา ทุกภาพล้วนสร้างความประทับใจและสะกดสายตาผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง

นอกจากนี้ยังมีแคมเปญอื่นๆ ที่ตามมาอย่าง “Inner Strength” ในปี 1998 “What Are You Made Of” ในปี 2002 และ “In Theory” ในปี 2014 ล้วนแต่เป็นการสืบทอดและยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

“Designed to Win” ยุคใหม่แห่งชัยชนะ

นี่ถือเป็การถ่ายทอดอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในฐานะผู้นำนาฬิกาสวิส ที่เป็นที่รู้จักจากนวัตกรรมอันล้ำสมัยและดีไซน์ที่ขับเคลื่อนด้วยฟังก์ชัน แนวคิดเรื่องความสำเร็จฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เหล่านักกีฬาระดับโลกที่เคยทดสอบขีดความสามารถของตนด้วยโครโนกราฟของ TAG Heuer

แคมเปญนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงชัยชนะของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชัยชนะที่เกิดจากความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะทีมในการแข่งขันชิงแชมป์ หรือความร่วมมือในโปรเจกต์การปฏิวัติวงการ และความสำเร็จนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจหมายถึงการเอาชนะตัวเอง และผลักดันศักยภาพไปให้ไกลยิ่งขึ้น

แนวทางการสื่อสารใหม่นี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์อันโดดเด่น ด้วยภาพขาวดำที่ทรงพลัง ตัดกับสีของผลิตภัณฑ์และโลโก้เพื่อสร้างความโดดเด่น พร้อมโฟกัสที่สายตาและวิสัยทัศน์ของผู้แข่งขัน ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแบรนด์ได้อย่างแท้จริง

ภาพแคมเปญชุดใหม่ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญของเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก อาทิ Ryan Gosling นักแสดงรางวัลการันตีมากมาย, Sydney McLaughlin-Levrone นักวิ่งและนักวิ่งข้ามรั้วเจ้าของ 4 เหรียญโอลิมปิก, Summer McIntosh นักว่ายน้ำเจ้าของ 3 เหรียญทองโอลิมปิก และ Tommy Fleetwood นักกอล์ฟผู้คว้าแชมป์ European Tour หลายรายการ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแชมป์โลก Formula 1® ถึงสามสมัยอย่าง Ayrton Senna และแชมป์โลกสี่สมัย Max Verstappen เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับโลกของ Formula 1® ซึ่งกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้บอกเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันในปี 2025 โดยยังมีภาพรถแข่งที่กำลังแย่งชิงตำแหน่งกันอย่างดุเดือดบนสนามและบนถนนของโมนาโก สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Formula 1® และ Automobile Club de Monaco

แคมเปญนี้ยังมาพร้อมภาพยนตร์สั้นที่ถ่ายทอดแนวคิด “Designed to Win” ผ่านเสียงบรรยายของ Ryan Gosling ซึ่งสคริปต์ในภาพยนตร์สะท้อนถึงแก่นแท้ของปรัชญานี้อย่างชัดเจน แคมเปญทั้งหมดได้เปิดตัวในรูปแบบมัลติมีเดียอย่างครบวงจรทั่วโลก เพื่อสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกกับแนวคิด “ผู้ชนะ” ในแบบฉบับของ TAG Heuer

Antoine Pin ซีอีโอ กล่าวว่า “ปี 2025 คือปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ TAG Heuer ในโอกาสที่เราฉลองครบรอบ 165 ปีของแบรนด์ ด้วยผลิตภัณฑ์รุ่นเด่นตลอดทั้งปี และการเป็นพันธมิตรใหม่กับ Formula 1 จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการนิยามตัวตนของแบรนด์ยุคใหม่อีกครั้ง” เขากล่าวเสริมว่า “Designed to Win คือปรัชญาใหม่ที่สะท้อนถึงพลัง ความมุ่งมั่น วินัย และความอดทน เพื่อให้เราแสดงศักยภาพสูงสุดออกมา และเป็นบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นของแบรนด์”

ด้าน George Ciz ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เสริมว่า “การได้ร่วมงานกับทีมที่ยอดเยี่ยมของ TAG Heuer และ DDB Paris ในการสร้างแคมเปญนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก ด้วยประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยแคมเปญระดับตำนาน และชื่อเสียงด้านกลยุทธ์การสื่อสารอันล้ำสมัยในวงการนาฬิกา เรารู้ดีว่าเราต้องสร้างสิ่งที่พิเศษจริง ๆ เพื่อให้แคมเปญนี้สะท้อนจุดแข็งของแบรนด์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ผ่านความสำเร็จของเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์และพันธมิตรของเราอย่างแท้จริง”

Tick & Talk: Designed to Win TAG Heuer's New Era of Victory

ติดตาม “Tick & Talk” ได้ที่นี่!

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเรื่องราวเบื้องหลังของแคมเปญ “Designed to Win” จาก TAG Heuer ที่ไม่เพียงเป็นการเปิดตัวสโลแกนใหม่ แต่ยังเป็นการตอกย้ำปรัชญาและจิตวิญญาณแห่งชัยชนะที่ฝังลึกในทุกอณูของแบรนด์ หวังว่าคอลัมน์นี้จะจุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัด และไล่ล่าชัยชนะในแบบของตัวเอง

หากหลงใหลในโลกของนาฬิกา ความงดงามของกลไก และเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าค้นหาเช่นกัน ก็ไม่ควรพลาดคอลัมน์ “Tick & Talk” เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันใหม่ใน สัปดาห์หน้า สำหรับเรื่องราวของเวลา…ที่ไม่มีวันสิ้นสุด!

ภาพ | TAG Heuer

The Collector’s Perspective EP.3 | RECAP: Watches and Wonders 2025

0


พาไปรีแคปงานนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี Watches and Wonders 2025
ผ่านสายตาและประสบการณ์ตรงของสองนักสะสมนาฬิกาตัวจริง คุณหนุ่ย และคุณจนิษฐ์

ร่วมพูดคุยถึงบรรยากาศภายในงาน ไฮไลต์เด็ด ๆ และ 2 เรือนเวลาที่ทั้งคู่คัดสรรมานำเสนอ พร้อมเล่าความรู้สึกแบบเจาะลึกที่คนรักนาฬิกาห้ามพลาด

รับชมคลิปเต็มของ The Collector’s Perspective EP.3 ได้วันเสาร์นี้ ทาง YouTube ช่อง REVOLUTION WATCH THAILAND

ติดตามเราเพิ่มเติมได้ที่:
➡️ Instagram: instagram.com/revowatchthai
➡️ Facebook: facebook.com/RevoWatchThai
➡️ Website: revolutionthailand.com

Wrist Luck: พลังแห่งสีสัน เลือกสีนาฬิกาให้ถูกโฉลก เสริมดวงได้จริง!

รู้ไหมว่าสีหน้าปัดนาฬิกาก็เสริมดวงได้? เจาะลึก 5 เฉดสีนำโชคบนข้อมือคุณ ดึงดูดความสงบ การเติบโต ความสำเร็จ และความมั่งคั่ง กับ Wrist Luck ในสัปดาห์นี้

คอลัมน์ Wrist Luck ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่เราได้สำรวจกันไปแล้วในสัปดาห์ที่แล้วว่าการเลือกสไตล์นาฬิกาที่ “ใช่” สามารถเสริมพลังและโชคชะตาให้กับคุณได้อย่างไรบ้าง ในสัปดาห์นี้ เราจะมาเจาะลึกถึงพลังอันน่าทึ่งของ “สีสัน” บนหน้าปัดนาฬิกา ว่าแต่ละสีนั้นมีความหมายอย่างไร และจะช่วยเสริมดวงและนำพาโชคลาภอะไรมาให้คุณได้บ้าง

นอกจากสไตล์แล้ว สีสันของนาฬิกาก็มีผลต่อพลังงานที่คุณดึงดูดเข้ามาในชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ ลองพิจารณาสีที่สวมใส่บ่อยในสัปดาห์นี้ หรือสีที่คุณรู้สึกว่าช่วยเสริมพลังให้คุณ

หน้าปัดสีน้ำเงิน: สีแห่งความสงบ ความมั่นคง และสติปัญญา

หน้าปัดสีน้ำเงิน คือภาพสะท้อนของท้องทะเลลึกและท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับความรู้สึกสงบ นิ่ง และมั่นคงในจิตใจ ในทางจิตวิทยา สีน้ำเงินช่วยลดความกังวลและเพิ่มสมาธิ ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น นี่จึงเป็นสีที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องใช้ความคิด การวางแผน หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ที่ต้องการความชัดเจนและไม่หวั่นไหว

ตัวอย่างเสริมพลัง: Tissot PRX Powermatic 80 (รุ่น T1374071104100)

สำหรับผู้ที่ต้องการดึงดูดพลังแห่งความน่าเชื่อถือและความมั่นคง Tissot PRX Powermatic 80 หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มเรือนนี้คือคำตอบที่ใช่ ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 70’s อย่างตัวเรือนรูปทรงถังบาร์เรล (Barrel Shape) ขนาด 40 มม. ที่ผสานเข้ากับสายสเตนเลสสตีล 316L ในตัว (Integrated Bracelet) อย่างลงตัว

ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงสะท้อนความสุขุมนุ่มลึก แต่ยังมอบความรู้สึกแข็งแกร่งและทันสมัยในเวลาเดียวกัน นาฬิกาเรือนนี้จะเป็นดั่ง “สัญลักษณ์แห่งความพร้อม” ด้วยกลไกออโตเมติก Swiss Made ที่มาพร้อมพลังงานสำรองสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง คุณจึงมั่นใจได้ว่านาฬิกาจะทำงานได้อย่างแม่นยำและไม่หยุดนิ่ง เปรียบได้กับความมั่นคงและต่อเนื่องในการทำงานของคุณเอง

กระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนช่วยให้หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มดูโดดเด่นและอ่านเวลาได้ชัดเจนเสมอ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในห้องประชุมที่มีความกดดัน หรือกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องใช้สติ การสวมใส่ Tissot PRX Powermatic 80 จะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลัง สุขุม และพร้อมที่จะจัดการกับทุกความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ นี่คือนาฬิกาที่ช่วยเสริมให้คุณเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ และตัดสินใจได้อย่างรอบคอบในทุกๆ วัน


หน้าปัดสีเขียว: สีแห่งการเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ และการเริ่มต้นใหม่

หน้าปัดสีเขียว คือสีแห่งธรรมชาติ การเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ การเริ่มต้นใหม่ และการเยียวยาจิตใจ ถ้าพูดถึงในทางจิตวิทยา สีเขียวช่วยปลอบประโลมจิตใจ ลดความเครียด และกระตุ้นความรู้สึกสงบและความหวัง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานบวก ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือกำลังฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า สีเขียวจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา และพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา

ตัวอย่างเสริมพลัง: Hamilton Jazzmaster Open Heart Auto 42mm (Reference H32705160)

สำหรับผู้ที่ต้องการปลุกพลังแห่งการเติบโตและการเริ่มต้นใหม่ หน้าปัดสีเขียวไล่ระดับอันน่าทึ่งเรือนนี้คือตัวเลือกที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของคุณได้อย่างชัดเจน ด้วยหน้าปัดแบบ Open Heart ที่เผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติ H-10 อันเที่ยงตรงภายใน เปรียบเสมือนการเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และแสดงออกถึงความโปร่งใสในแนวคิดของคุณ

นาฬิกาเรือนนี้มีความสวยงามด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลและกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน และยังเปี่ยมด้วยพลังสำรองที่น่าประทับใจถึง 80 ชั่วโมง และสปริงบาลานซ์ Nivachron™ ที่ทนทานต่อสนามแม่เหล็ก ซึ่งหมายถึงความน่าเชื่อถือและความพร้อมในทุกสถานการณ์ที่คุณต้องเผชิญ ไม่ว่าคุณจะกำลังเริ่มโปรเจกต์ใหม่ หรือมองหาแรงบันดาลใจในการก้าวไปข้างหน้า Hamilton Jazzmaster Open Heart Auto จะเป็นนาฬิกาที่ช่วยเสริมพลังแห่งความสดชื่น ความกระตือรือร้น และความพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าในทุกเส้นทางที่คุณเลือกได้อย่างมั่นใจ นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้คุณเปิดรับโอกาสใหม่ๆ และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

Wrist Luck: สีหน้าปัดนาฬิกาเสริมดวง

หน้าปัดสีดำ/เทา: สีแห่งความลึกลับ ความแข็งแกร่ง และความเป็นมืออาชีพ

หน้าปัดสีดำหรือสีเทา เป็นสีที่สื่อถึงความลึกลับ ความแข็งแกร่ง อำนาจ และความเป็นมืออาชีพ ในทางจิตวิทยา สีดำและเทาเป็นสีที่สะท้อนถึงความจริงจัง ความมุ่งมั่น และการควบคุม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางอารมณ์ ต้องการควบคุมสถานการณ์ และเสริมบารมีให้ตัวเอง สีเหล่านี้จะช่วยให้คุณดูน่าเชื่อถือ มีอำนาจในการตัดสินใจ และจัดการกับความท้าทายได้อย่างเด็ดขาด

Wrist Luck: สีหน้าปัดนาฬิกาเสริมดวง
ตัวอย่างเสริมพลัง: Citizen CA4625-02H

สำหรับผู้ที่ต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ไม่หวั่นไหว และความเป็นมืออาชีพในทุกด้าน เรียกได้ว่านี่คือนาฬิกาที่จะเข้ามาเสริมพลังนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยหน้าปัดสีดำสนิทที่ให้ความรู้สึกดุดันและทรงพลัง ตัดกับตัวเรือนสเตนเลสสตีลสีดำขนาด 39 มม. ที่ดูมั่นคง และสายยางยูรีเทนสีดำที่เสริมความพร้อมลุยในทุกสถานการณ์

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Eco-Drive Caliber B620 ของ Citizen ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพลังงานสำรองยาวนานถึง 270 วัน ซึ่งเปรียบเสมือนพลังงานในตัวคุณที่ไม่รู้จักหมดสิ้น ช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ฟังก์ชันโครโนกราฟสำหรับการจับเวลา 1/5 วินาที สูงสุด 60 นาที และความสามารถกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร) ยังตอกย้ำถึงความแม่นยำและประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความเด็ดขาด การตัดสินใจสำคัญ หรือการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ Citizen CA4625-02H จะเป็นเสมือน “เครื่องมือ” บนข้อมือที่ช่วยเสริมให้คุณรู้สึกมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว มีสมาธิ และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สะท้อนถึงบุคลิกที่ลึกลับ น่าเกรงขาม และเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง


หน้าปัดสีขาว/เงิน: สีแห่งความบริสุทธิ์ ความสะอาด และความทันสมัย

หน้าปัดสีขาวหรือสีเงิน คือสีแห่งความบริสุทธิ์ ความสะอาด ความเรียบง่าย และความทันสมัย ในทางจิตวิทยา สีขาวและเงินช่วยสร้างความรู้สึกปลอดโปร่ง ความสงบ และการเริ่มต้นใหม่ เปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่าพร้อมสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุล การเริ่มต้นใหม่ที่สดใส และความชัดเจนในชีวิต สีเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้สึกโล่ง โปร่งสบาย และพร้อมที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยความคิดที่แจ่มใสและปราศจากความวุ่นวาย

ตัวอย่างเสริมพลัง: Frederique Constant Classics Index Automatic (Ref. FC-303NS5B6)

สำหรับผู้ที่ต้องการดึงดูดพลังแห่งความบริสุทธิ์ ความสมดุล และการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส หน้าปัดสีเงินเรือนนี้คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความคลาสสิกเหนือกาลเวลาและความเรียบง่ายที่สะท้อนรสนิยมอันประณีต ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ที่มีความบางเพียง 10.3 มม. ทำให้รู้สึกสบายบนข้อมือ ไม่โดดเด่นจนเกินไป แต่กลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามที่ดึงดูดสายตา

หน้าปัดสีเงินมาพร้อมพื้นผิวแบบด้าน (Matt finish) ที่ดูสะอาดตา ไร้ซึ่งสิ่งรบกวน พร้อมกับหลักชั่วโมงแบบขีด (Applied Indexes) ที่ถูกบรรจงติดตั้งอย่างพิถีพิถัน สร้างความคมชัดและอ่านง่าย สื่อถึงความชัดเจนในความคิดและจุดยืนของคุณอย่างแท้จริง ช่องบอกวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่เรียบง่ายและเป็นประโยชน์

ขับเคลื่อนด้วยกลไก Automatic Caliber FC-303 (Base SW200) ที่มีพลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและทนทาน เสริมความมั่นใจในทุกช่วงเวลาของชีวิต เปรียบเสมือนจังหวะการใช้ชีวิตที่มั่นคงและสมดุลของคุณ สายหนังลูกวัวสีน้ำตาลคุณภาพดีพร้อมลายหนังจระเข้ช่วยเพิ่มสัมผัสของความหรูหราแบบคลาสสิกที่ตัดกับความโมเดิร์นของหน้าปัดได้อย่างลงตัว

การสวมใส่ Frederique Constant Classics Index Automatic จึงช่วยเสริมลุคให้ดูภูมิฐาน และยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ลดทอนความวุ่นวาย และโฟกัสกับสิ่งสำคัญได้อย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลในชีวิตประจำวัน และพร้อมที่จะเปิดรับการเริ่มต้นใหม่ด้วยความคิดที่แจ่มใสและบริสุทธิ์ในทุกๆ วัน

Wrist Luck: สีหน้าปัดนาฬิกาเสริมดวง

หน้าปัดสีทอง/โรสโกลด์: สีแห่งความมั่งคั่ง ความหรูหรา และโชคลาภ

หน้าปัดสีทองหรือโรสโกลด์ ไม่ได้เป็นเพียงสีสัน แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ความหรูหรา โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองที่ส่องประกายดึงดูดใจ ในทางจิตวิทยา สีเหล่านี้ช่วยกระตุ้นความรู้สึกมั่นใจ ความทะเยอทะยาน และความสำเร็จ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดึงดูดโอกาสทางการเงิน การประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน หรือการเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง สีทองและโรสโกลด์จะช่วยเสริมออร่าแห่งความร่ำรวย ดึงดูดสิ่งดีๆ และโอกาสแห่งความสำเร็จให้เข้ามาในชีวิตคุณ

ตัวอย่างเสริมพลัง: Maurice Lacroix AIKON Automatic Titanium Chronograph (Ref. AI6038-TT032-530-1)

สำหรับผู้ที่ต้องการแสดงออกถึงความมั่งคั่ง ความสำเร็จ และพลังแห่งการควบคุมอย่างมีสไตล์ เรือนนี้คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ ด้วยหน้าปัด สีทอง ที่โดดเด่นพร้อมลวดลายสี่เหลี่ยมจัตุรัส (“Clous de Paris”) อันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความมั่งคั่งและความละเอียดอ่อนในการออกแบบ ตัวเรือนขนาด 44 มม. ทำจาก ไทเทเนียม ที่ผ่านการพ่นทรายและขัดเงา ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งแต่ยังคงน้ำหนักเบาสบาย และทนทานต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างไม่น่าเชื่อ

นาฬิกาเรือนนี้ไม่เพียงแต่ดูดี แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจากกลไก Automatic Caliber ML112 อันซับซ้อนที่สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 48 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟเต็มรูปแบบที่ช่วยในการจับเวลาได้อย่างแม่นยำสูง (แสดงวินาทีกลาง, 30 นาที, 1/10 วินาที) และฟังก์ชันแสดงวันที่/วันในสัปดาห์ การมีเครื่องมือจับเวลาอันทรงพลังอยู่บนข้อมือจะช่วย

เสริมสร้างความรู้สึกของการควบคุมเวลาและการจัดการโอกาสต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสำเร็จ หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบสีดำที่ตัดกับหน้าปัดสีทองอย่างชัดเจน ทำให้สามารถอ่านเวลาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ กระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนสองชั้นและคุณสมบัติกันน้ำ 20 ATM (200 เมตร) ยิ่งตอกย้ำถึงความทนทานและความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างเฉียบขาด หรือเฉลิมฉลองความสำเร็จในงานสังคม Maurice Lacroix AIKON Automatic Titanium Chronograph จะเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ความมั่นใจ และความสามารถในการดึงดูดโอกาสดีๆ มาสู่ชีวิตของคุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เลือกสีที่ใช่…เพิ่มพลังดวงให้ชีวิตเปล่งประกา

ในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นแล้วว่าสีสันบนหน้าปัดนาฬิกานั้นมีอิทธิพลต่อพลังงานและโชคชะตาของคุณได้อย่างไร การเลือกสีที่สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายในแต่ละวัน จะช่วยเสริมความมั่นใจและดึงดูดสิ่งที่คุณปรารถนาให้เข้ามาใกล้มากขึ้น จงเลือกสีนาฬิกาที่ทำให้คุณรู้สึกมีพลังและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

โปรดติดตาม “Wrist Luck” ตอนสุดท้ายในสัปดาห์หน้า! เราจะพาคุณไปสำรวจ “พลังแห่งวัสดุ” ของตัวเรือนและสายนาฬิกา ว่าวัสดุแต่ละชนิดจะส่งผลต่อโชคชะตาของคุณได้อย่างไร… ห้ามพลาดนะ

ภาพ | Frederique Constant,Citizen,Hamilton,Tissot,Maurice Lacroix,

เผยโฉม Helix โดย Hautlence ปฏิวัติเวลา สถาปัตยกรรมแห่งอนาคตบนข้อมือ

พลิกโฉมเรือนเวลา เมื่อนวัตกรรมและสุนทรียะหลอมรวมเป็น “Helix” การเดินทางสู่มิติใหม่แห่งการบอกเวลาที่ Hautlence กล้าบุกเบิก

ไหนๆ จะคุยเรื่องนาฬิกาแล้ว ขอเปิดด้วยเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์สักหน่อยก็แล้วกัน เพราะโลกของเวลาไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อวาน แต่ผูกพันกับมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ลองจินตนาการย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือเก๋ๆ ไม่มีสมาร์ทวอทช์ล้ำๆ แต่ผู้คนก็ยังคงรับรู้และเข้าใจถึง “เวลา” ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะจากการเฝ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นลง การสังเกตเงาของต้นไม้ หรือแม้กระทั่งการตีระฆังบอกเวลาในวิหารโบราณ สิ่งเหล่านี้ล้วนหล่อหลอมให้เราตระหนักถึงความสำคัญของทุกวินาที และยิ่งไปกว่านั้นคือการค้นหาวิธีที่จะ “จับเวลา” ให้แม่นยำที่สุด

จากยุคที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ สู่ยุคที่มนุษย์เริ่มประดิษฐ์กลไกซับซ้อนอย่างนาฬิกาแขวนผนัง นาฬิกาพก จนมาถึงนาฬิกาข้อมือที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การพัฒนาทางเทคนิค แต่มันคือการเดินทางทางปรัชญาที่สะท้อนความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ การท้าทายขีดจำกัด และการค้นหาความหมายของการมีอยู่

และในโลกของนาฬิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่ง วันนี้ขอทุกคนไปเปิดประสบการณ์กับนาฬิกาที่เป็นเสมือน “งานศิลปะบนข้อมือ” ที่จะนำพาเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งอนาคต นั่นคือ HELIX BY HAUTLENCE

เกี่ยวกับ HAUTLENCE ศิลปะการสร้างสรรค์เวลาที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับเรือนเวลาเรือนใหม่ ขอพาไปทำความรู้จักกับความเป็นมากันซักหน่อย Hautlence นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ชื่อของแบรนด์นี้คือการสลับตัวอักษรของคำว่า Neuchâtel ซึ่งเป็นการยกย่องบ้านเกิดแห่งศิลปะการผลิตนาฬิกา แบรนด์นี้ได้รับการยกย่องจากนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาทั่วโลก ในฐานะผู้ที่นำพลวัตใหม่มาสู่งานศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง

ในปี 2022 แบรนด์ได้เริ่มต้นบทใหม่ในประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรับปรุงและพัฒนารหัสที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปพร้อมกับการนำเสนอแนวทางใหม่ที่ร่วมสมัยและสปอร์ตมากขึ้น ด้วยโครงสร้างใหม่ เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่พิเศษยิ่งขึ้น และอัตลักษณ์ทางภาพที่สอดคล้องกับตำแหน่งของแบรนด์ Hautlence จึงมีทรัพยากรที่พร้อมจะยืนยันสถานะของตัวเองในฐานะแบรนด์อิสระชั้นนำ

ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 200 เรือนต่อปี Hautlence มีกลไกที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นเองภายในโรงงานถึง 9 แบบ ในขณะเดียวกันก็ยังคงพึ่งพาพันธมิตรภายนอกสำหรับกลไกที่ใช้ในบางคอลเลกชัน

ในเชิงกลยุทธ์ Hautlence ได้รับการสนับสนุนจาก MELB Holding ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทนาฬิกาอิสระของครอบครัวที่ได้นำเสนอประสบการณ์และเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2012 โดยจะมีการทำงานร่วมกันระหว่าง Hautlence และกลุ่มบริษัทมากขึ้นในอนาคต

Hautlence กำลังผลักดันขอบเขตของรหัสการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม โดยการรวมเข้ากับนวัตกรรมกลไกและจักรวาลอันไร้ขีดจำกัดที่ยืมมาจากศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ สถาปัตยกรรม และการเคลื่อนไหว แบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านี้เพื่อสร้างแนวทางใหม่ในการแสดงเวลา ซึ่งนำไปสู่การยกระดับมิติสำคัญสองประการ คือ มิติของพื้นที่และเวลา Hautlence ตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงหน้าที่กับความงามเสมอ และได้ประดิษฐ์นาฬิกาที่มีรูปทรงและความลึกที่แปลกใหม่ โดยเคารพทุกขั้นตอนและทุกคนที่เกี่ยวข้องในการผลิต

HELIX SERIES 1

HELIX BY HAUTLENCE นิยามใหม่แห่งกาลเวลา

มีบางช่วงเวลาอันแสนหายากที่วงการนาฬิกาดูจะสั่นสะเทือนด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง เมื่อวิศวกรรมเข้ามาผสานกับปรัชญาอย่างแนบเนียน และเมื่อการออกแบบหยุดเลียนแบบอดีตเพื่อเริ่มต้นบิดเบือนอนาคต นั่นคือจังหวะที่ Helix โดย Hautlence ปรากฏตัว

นี่ไม่ใช่เพียงเรือนเวลาอิสระที่ถือกำเนิดขึ้นใน Schaffhausen หากแต่ได้รับการรังสรรค์ด้วยความหาญกล้าของผู้ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์สิ่งใด นอกจาก “อิสรภาพ” ของตนเอง นี่เป็นการประกาศกร้าวถึงสุนทรียภาพ นั่นคือสถาปัตยกรรมในห้วงการเคลื่อนไหว

รูปทรงที่เฉียบคมบนข้อมือ

เริ่มต้นที่รูปทรง Hautlence นำเสนอตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบใหม่ล่าสุด ที่มีขนาดเล็กลงแต่คมชัดยิ่งขึ้น ตัวเรือนที่ผ่านการตัดแต่งจาก ไทเทเนียมน้ำหนักเบา สะท้อนภาษาแห่งการออกแบบที่เรียกว่า “Brutalism ที่ประณีต” ซึ่งเป็นความลงตัวระหว่างความแข็งกร้าว ความเด็ดขาด และความยิ่งใหญ่ดุจอนุสาวรีย์ มันคือแท่งหินขนาดมหึมาที่บรรจุอยู่ในกรอบของข้อมือคุณ

ไม่ใช่แค่การปรากฏตัว แต่คือสมรรถนะอันเหนือชั้น

และมันไม่ได้เป็นเพียงการปรากฏตัวอันโดดเด่น หากแต่ยังเป็นเรื่องของสมรรถนะอีกด้วย ตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กันน้ำได้ลึกถึง 10 ATM นี้ ถูกปกคลุมด้วย กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม ที่เพิ่มสัมผัสแห่งความนุ่มนวล ความโค้งมนอันบริสุทธิ์และแม่นยำนี้สามารถหักเหแสงได้ตามต้องการ การสร้างกระจกเช่นนี้คือความบ้าคลั่งทางเทคนิคอย่างแท้จริง แต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามหาศาล มันดึงดูดทุกสายตาให้พุ่งตรงสู่ใจกลางของนาฬิกา ราวกับเลนส์ที่กำลังโฟกัสไปยังการปฏิวัติครั้งสำคัญ นั่นคือ Cylindrical Tourbillon ที่อยู่ตรงกลาง

Helix เป็นมากกว่านาฬิกา เพราะนี่คือวิสัยทัศน์ เป็นเสมือนแถลงการณ์ที่กำลังเคลื่อนไหว Cylindrical Tourbillon ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางกายภาพ หากแต่ มันคือแก่นแท้ คือแกนหลักทางแนวคิดของเรือนเวลานี้ มันหมุนวนเป็นเกลียวดุจ DNA กลายเป็นประติมากรรมจลน์ที่เพิ่มมิติที่สามให้กับ Tourbillon ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ขนาบข้าง Tourbillon นี้คือหน้าปัดแสดงผลแบบ Retrograde สองตำแหน่ง สำหรับชั่วโมงและนาที ซึ่งดำเนินจังหวะการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด

HELIX SERIES 1

หัวใจแห่งกลไก Calibre D51 อัตโนมัติ

หัวใจสำคัญของ Helix Series 1 คือกลไกอัตโนมัติ Calibre D51 ซึ่งได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นเองทั้งหมดภายในโรงงาน (in-house) โดยมี Micro-rotor ที่ช่วยให้ได้สัดส่วนที่สมดุลและกะทัดรัด โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพ กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วน 235 ชิ้น ทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ และมอบพลังงานสำรองได้นานถึง 65 ชั่วโมง

HELIX SERIES 1

Hautlence ไม่เคยชื่นชอบความซ้ำซากจำเจเลยนับตั้งแต่ก่อตั้ง แบรนด์ที่ถือกำเนิดใน Neuchâtel และปัจจุบันตั้งอยู่ใน Schaffhausen แห่งนี้ มักจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความหลงใหลในกลไกกับพลังแห่งสุนทรียภาพอันบริสุทธิ์ Helix ดำเนินรอยตามเส้นทางนี้ มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวัดเวลา หากแต่ มันนิยามเวลาใหม่สำหรับนักสะสม รวมไปถึงผู้ที่มองว่าเวลาไม่ใช่แค่ วงกลม หากแต่เป็น เกลียว เพราะทุกช่วงเวลาล้วนผุดขึ้นมา พัฒนา และไม่เคยซ้ำรอยเดิม

สรุปข้อมูลทางเทคนิค
HELIX SERIES 1 (REFERENCE: CD51-TI00)

ตัวเรือน ส่วนกลางตัวเรือนและขอบหน้าปัดทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดด้านและขัดเงา เม็ดมะยมเป็นไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา พร้อมวงแหวนยางสีดำและสลักโลโก้ HAUTLENCE กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมแข็งพิเศษ เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน ส่วนฝาหลังเป็นคริสตัลแซฟไฟร์ สลักข้อความ “HAUTLENCE” ตัวเรือนมีขนาด 37.0 x 45.10 x 11.8 มม. (10.5 มม. หากไม่รวมคริสตัลแซฟไฟร์) และกันน้ำได้ลึก 10 ATM

หน้าปัด หน้าปัดมีโครงสร้างแบบ Skeletonized และชุบโรเดียม พร้อมพื้นผิวแบบขัดลายแนวตั้ง หน้าปัดแสดงชั่วโมงและนาทีเป็นทองเหลืองชุบโรเดียม เคลือบ ALD สีน้ำเงิน ตัวเลขชั่วโมงและนาทีใช้เทคโนโลยี Globolight®

รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 28 เรือน

กลไก ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลอัตโนมัติ D51 พร้อม Micro-rotor มีฟังก์ชันแสดงชั่วโมงและนาทีแบบ Retrograde และ Cylindrical Tourbillon แบบกลาง สามารถสำรองพลังงานได้ อย่างน้อย 65 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่ 21,600 VPH (การสั่นสะเทือน/ชั่วโมง) ประกอบด้วยชิ้นส่วน 235 ชิ้น และมีทับทิม 36 เม็ด

สาย มาพร้อมสายยางสีเทา พร้อมแถบผ้าสีน้ำเงินเข้ม หัวเข็มขัดทำจากไทเทเนียมเกรด 5 และมีฟังก์ชันถอดเปลี่ยนสายได้รวดเร็ว

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | HAUTLENCE

THE REASON WHY: Louis Erard x Konstantin Chaykin III “The Time Eater” การกลับมาของอสูรกายแห่งกาลเวลา

ทำไม “Time Eater” ถึงได้ครองใจนักสะสมทั่วโลก? ค้นหาคำตอบและร่วมสัมผัสการกลับมาของอสูรกายแห่งกาลเวลาจาก Louis Erard x Konstantin Chaykin III

ถอดรหัสเบื้องหลังการกลับมาของ “Time Eater” อสูรกายบนข้อมือที่เขย่าโลกนาฬิกา

ณ มุมหนึ่งของห้วงเวลาอันซับซ้อน… เราอาจคุ้นชินกับการเดินทางผ่านประวัติศาสตร์แห่งกาลเวลา ด้วยหน้าปัดนาฬิกาที่หมุนวนเป็นวงกลม บอกเล่าเรื่องราวอย่างสัตย์ซื่อและเป็นระเบียบ ทว่าบางครั้ง… กลับมีบางสิ่งที่ฉีกกฎเกณฑ์ แหวกกรอบความคุ้นเคย และเชื้อเชิญให้เราดำดิ่งสู่มิติแห่งความสนุกสนาน ปลดปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นไปกับห้วงเวลาที่ไม่ธรรมดา

วันนี้ เราจะพาทุกท่านไปสำรวจเบื้องลึกเบื้องหลังของเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เป็นดั่งงานศิลปะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความขบถ ซึ่งทำให้ทุกวินาทีของคุณเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์…แล้วทำไมนาฬิกาเรือนนี้ถึงได้ครอบครองใจผู้คนมากมายจนต้องกลับมาอีกครั้ง? คำตอบทั้งหมดซ่อนอยู่ในคอลัมน์ “THE REASON WHY” ฉบับนี้

เบื้องหลังการกำเนิดอสูรกายแห่งกาลเวลา: LOUIS ERARD ตำนานแห่งการเข้าถึงหัตถศิลป์ชั้นสูง (ก่อตั้งปี 1929)

ปลุกเร้าความสนใจเพื่อทำความเข้าใจแก่นแท้ของเรือนเวลาที่กำลังจะกล่าวถึง เราต้องย้อนไปทำความรู้จักกับสองเสาหลักผู้รังสรรค์มันขึ้นมาเสียก่อน…

ย้อนกลับไปในปี 1929 ท่ามกลางอุตสาหกรรมนาฬิกาที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม Louis Erard ถือกำเนิดขึ้นพร้อมปรัชญาที่ท้าทายทุกสิ่ง ทำอย่างไรให้หัตถศิลป์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น? นี่คือจุดเริ่มต้นของเรือนเวลาสุดพิเศษที่หยั่งรากลึกในงานฝีมือเชิงศิลปะ กล้าผสานความดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ด้วยวิสัยทัศน์ของช่างฝีมือผู้เปี่ยมจินตนาการที่พร้อมผลักดันขีดจำกัดของโลกแห่งเวลา

นับตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้ง อิสรภาพ ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนแบรนด์นี้ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของเทือกเขาจูร่าในสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนอยู่ในนาฬิกา Regulator อันเป็นเอกลักษณ์ และนาฬิการะบบกลไกทุกเรือน ภายใต้การนำของ Manuel Emch ซีอีโอคนปัจจุบัน Louis Erard ให้ความสำคัญกับ นวัตกรรม เหนือกว่าการคล้อยตามกระแส มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศที่ยั่งยืน แทนที่จะเร่งสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกเขาสร้างเส้นทางของตัวเองในวงการนาฬิกาอย่างไม่เหมือนใคร และการร่วมมือกับนักสร้างสรรค์สุดล้ำ อย่าง Alain Silberstein, Vianney Halter และ Konstantin Chaykin ได้พา Louis Erard ก้าวข้ามขีดจำกัดทางศิลปะ เล่นกับรหัสใหม่ๆ เพื่อรังสรรค์นาฬิกาที่นิยามและพลิกโฉมแก่นแท้ของกาลเวลาไปอย่างสิ้นเชิง

KONSTANTIN CHAYKIN อัจฉริยะผู้ให้กำเนิด WristMonsters (เกิดปี 1975)

Konstantin Chaykin ไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์นาฬิกาธรรมดาๆ เขาคือ “นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องแห่งกาลเวลา” ปรมาจารย์แห่งความซับซ้อน ผู้หลงใหลในการประดิษฐ์ และขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันไร้ขีดจำกัด นับตั้งแต่ปี 2003 เขาได้สร้างโลกของตัวเอง สร้างโรงงานผลิตของตัวเอง ด้วยการรังสรรค์เรือนเวลาที่ประหลาดแต่เปี่ยมด้วยอัจฉริยภาพทีละเรือน ทีละเรือน

จาก Tourbillons ที่เขาเป็นคนแรกที่สร้างสรรค์ในรัสเซีย ไปจนถึงนาฬิกาที่สามารถคำนวณวันอีสเตอร์ของนิกายออร์โธดอกซ์! ด้วยสิทธิบัตรกว่า 94 ฉบับและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มากกว่านักประดิษฐ์นาฬิกาคนใดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง จาก Clown สู่ Joker และจาก Minotaur สู่ Harley Quinn นาฬิกาทุกรุ่นของเขาคือตัวละครที่มีชีวิต เป็นของสะสมที่ทุกคนใฝ่หา เขาเป็นสมาชิกชาวรัสเซียเพียงคนเดียวของสมาคม AHCI และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานอีกด้วย ผลงานของเขาโดดเด่นในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève จนคว้ารางวัล Audacity Prize กลับบ้านในปี 2018 และสร้างสถิติใหม่ด้วย Martian Tourbillon ซึ่งกลายเป็นนาฬิการัสเซียที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีการจำหน่ายมาในปี 2021

Konstantin Chaykin ไม่ได้สร้างแค่นาฬิกา…เขาเสกสรรค์ “อสูรกาย” ต่างหาก และโชคดีสำหรับพวกเราที่เขายังคงปล่อยพวกมันออกมาให้โลกได้ยลโฉมอยู่เสมอ

Louis Erard x Konstantin Chaykin III "The Time Eater"

การกลับมาของ “Time Eater” และสิ่งที่แตกต่าง

สองปีที่แล้ว โลกแห่งเรือนเวลาต้องสั่นสะท้าน เมื่อ Louis Erard และ Konstantin Chaykin ได้ปลดปล่อยอสูรกายตัวแรกออกสู่สายตาชาวโลก มันคือปีศาจตาเดียวที่ผุดออกมาจากตำนานปรัมปราของชาวสลาฟ…ครึ่งหนึ่งคือเทพนิยาย ครึ่งหนึ่งคือจอมตลก แต่เต็มเปี่ยมด้วยความบ้าคลั่ง! ผุู้คนต่างขนานนามมันว่า “Time Eater” หรือ “จอมเขมือบเวลา” มันจ้องมองคุณ…มันทำให้ทุกวินาทีที่ล่วงเลยไปเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และที่สำคัญ…มันหมดเกลี้ยงภายในพริบตา

และวันนี้…มันกลับมาแล้ว! หิวกระหายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พร้อมกับสองเวอร์ชันใหม่ของ Regulator ที่หลายคนเรียกร้อง และเราก็มิอาจปฏิเสธได้! นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การร่วมมืออันเป็นตำนานครั้งนี้จะถูกจำหน่ายโดยทั้ง Louis Erard และ Konstantin Chaykin พร้อมกัน

THE REASON WHY: เจาะลึกความพิเศษ อสูรกายบนข้อมือที่ไม่ธรรมดา

อะไรที่ทำให้ Time Eater รุ่นใหม่นี้พิเศษจนคุณต้องครอบครอง? เรามาดูกันทีละส่วน

  • สองอสูรกายแห่งการสะสม: คุณมีโอกาสเลือกอสูรกายของคุณได้เลย เรือนหนึ่งจำหน่ายโดย Louis Erard อีกเรือนโดย Konstantin Chaykin ให้คุณได้ตัดสินใจว่าจะเก็บสะสมตัวไหนดี
  • ดวงตาปีศาจ: จุดเด่นที่สะดุดตาที่สุดคือ ดวงตาที่นูนเด่น สีขาวตัดกับรูม่านตาสีดำ…ราวกับมีชีวิต! มันเฝ้ามองคุณอยู่เสมอ และนี่คือจานบอกชั่วโมงที่ตั้งอยู่ในหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 12 นาฬิกา สื่อถึงความลึกลับแต่ก็มีชีวิตชีวา
  • เข็มนาทีจอมขบถ: เข็มนาทีกลางที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์การบอกเวลาทั่วไป ปลายด้านหนึ่งชูนิ้วท้าทาย ส่วนอีกด้านหนึ่งส่งสัญญาณร็อกแอนด์โรลสุดเหวี่ยง สะท้อนความไม่ยอมตามใครได้อย่างชัดเจน
  • ปากฟันเฟือง: จานหมุนฟันคมกริบที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทำหน้าที่เป็นหน้าปัดย่อยบอกวินาที เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังเคี้ยวเวลา
  • ใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์: วงแหวนนาทีหลากสีสัน ที่เป็นเสมือนใบหน้าของอสูรกาย พร้อมโลโก้ Louis Erard ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และชื่อ Konstantin Chaykin ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยมีสีแดงสำหรับ Chaykin และสีน้ำเงินสำหรับ Louis Erard บอกเล่าเรื่องราวของความร่วมมือนี้อย่างชัดเจน
  • เม็ดมะยม: ประทับตราด้วยเอกลักษณ์ของ Chaykin เพราะ WristMonster ทุกเรือนย่อมต้องการเครื่องหมายของผู้สร้าง เพื่อยืนยันตัวตนอันโดดเด่น

เสียงจากผู้สร้าง เบื้องหลังการโทรศัพท์ปริศนาจาก Konstantin Chaykin

“ครั้งนี้ คอนสแตนตินเป็นฝ่ายโทรมาหา…พร้อมรอยยิ้มกริ่มแน่นอน ” Manuel Emch ซีอีโอของ Louis Erard เล่าด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์ให้เราฟังในบทสัมภาษณ์ “เขาบอกว่า ‘การสร้างนาฬิกาด้วยกันมันสนุกนะ แต่ถ้าผมสามารถขายได้บ้างจะไม่ดีกว่าเหรอ?’ นี่แหละสไตล์คอนสแตนติน ครึ่งหนึ่งจอมป่วน ครึ่งหนึ่งจอมอัจฉริยะ…แต่ในการสนทนานั้น…รอยยิ้มนั้น…มันมีอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น…เป็นความรู้สึกที่บอกว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป!'”

“ดังนั้น สองปีหลังจาก Cyclops รุ่นแรก ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างตำนานสลาฟกับจอมตลกแห่งวงการนาฬิกา ได้กลับมาพร้อมภาคต่อใหม่ล่าสุด สองเวอร์ชันใหม่ของ Regulator สีแดงหรือสีน้ำเงิน เพราะเป็นครั้งแรกที่อสูรกายตัวนี้ถูกจำหน่ายโดยแบรนด์เดียวกันทั้งคู่ นั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แค่เลือกสี เรื่องราวไม่ได้หยุดแค่นี้ นี่ไม่ใช่การร่ำลา อสูรกายกำลังวิวัฒนาการ ความร่วมมือยังคงดำเนินต่อไป แล้วอะไรคือสิ่งต่อไปน่ะเหรอ? มันกำลังซุ่มซ่อนอยู่ข้างนอกแล้ว พร้อมที่จะปรากฏตัว คุณได้รับคำเตือนแล้วนะ“

เลือกอสูรกายของคุณ Regulator สีน้ำเงินหรือสีแดง? 42mm หรือ 39mm?

หนึ่งปาก หนึ่งตา สองเข็มที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์…การร่วมมืออันเป็นเอกลักษณ์ระหว่าง Louis Erard และ Chaykin กลับมาแล้วในรูปแบบ Regulator พร้อมหน้าปัดคู่ ในจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 178 เรือน กับสองสีสันใหม่สุดเย้ายวนใจ

  • Le Régulateur Louis Erard x Konstantin Chaykin III Blue: ขนาด 42 มม. พร้อมสายหนังคางคกสุดพิเศษ เรือนนี้จะจำหน่ายโดย Louis Erard เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความโดดเด่นสะดุดตา
  • Le Régulateur Louis Erard x Konstantin Chaykin III Red: ขนาด 39 มม. พร้อมสายหนังลูกวัวลายเกรน รุ่นนี้จะจำหน่ายเฉพาะโดย Konstantin Chaykin เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความกระชับและสะสมความเป็นเอกลักษณ์ของ Chaykin โดยเฉพาะ
Louis Erard x Konstantin Chaykin III “The Time Eater”

ทั้งสองเรือนมาพร้อมหน้าปัดที่โดดเด่น ผสมผสานการแสดงผลแบบ Regulator แนวตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Erard เข้ากับใบหน้า WristMonster ที่ไม่ผิดเพี้ยนของ Chaykin กลไกไขลานอัตโนมัติแบบ Regulator มาพร้อมจานบอกชั่วโมงแบบตาเดียวที่สะกดจิต ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา จานหมุนฟันเฟืองสำหรับบอกวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเข็มนาทีกลางจอมขบถ

มีเพียงรุ่นละ 178 เรือนเท่านั้น และเมื่อหมดแล้วคือหมดเลย! นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “การเขมือบครั้งสุดท้ายของ Regulator”

ข้อมูลทางเทคนิค
Le Régulateur Louis Erard x Konstantin Chaykin III Blue
  • รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น จำนวน 178 เรือนเท่านั้น
  • กลไก: Automatic regulator-type Sellita Caliber SW266-1 ขนาด Ø 25.6 มม. หนา 5.6 มม. 31 ทับทิม ความถี่ 28,800 VPH (4 Hz) กลไกตกแต่งอย่างประณีตพร้อมโรเตอร์เปลือยสลักสัญลักษณ์ Louis Erard เคลือบสีดำ พลังงานสำรองประมาณ 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที (เข็มชั่วโมงในหน้าปัดย่อยที่ 12 นาฬิกา เข็มนาทีกลาง เข็มวินาทีในหน้าปัดย่อยที่ 6 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด Ø 42 มม. ความกว้างหูสาย 22 มม. Lug-to-lug 49.60 มม. หนา 12.25 มม. โครงสร้าง 3 ส่วน กระจกแซฟไฟร์โดมเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลังโปร่งใสเผยให้เห็นกลไก กันน้ำ 5 บาร์ (50 ม. / 165 ฟุต) เม็ดมะยมประทับตรา Konstantin Chaykin ฝาหลังสลักคำว่า “Limited Edition 1 of 178”
  • หน้าปัด: วงแหวนนาทีสีน้ำเงินเงางาม แผ่นหน้าปัดด้านล่างสีเทาพร้อมลายคลื่น Sunburst ขอบหน้าปัดชั่วโมงซาตินกลมสีเทาแอนทราไซต์ ขอบหน้าปัดวินาทีสีแดงเงางาม ตัวอักษรสีขาว คาร์ทูชขัดซาตินกลมพร้อมโลโก้สีดำ (Louis Erard ที่ 6 นาฬิกา และ Konstantin Chaykin ที่ 12 นาฬิกา)
  • เข็ม: จานชั่วโมงสีขาวเงางามพร้อมตัวอักษรสีดำ จานวินาทีรูปดาวสีดำด้าน เข็มนาทีสีดำด้านพร้อมปลายเข็มรูปมอนสเตอร์สองหัว
  • สาย: หนังคางคกสีดำเย็บด้วยด้ายสีน้ำเงิน บุด้วยหนังกระต่ายสีน้ำเงิน หัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลขัดเงา สปริงบาร์แบบปลดเร็วเพื่อเปลี่ยนสายได้ง่าย
ข้อมูลทางเทคนิค
Le Régulateur Louis Erard x Konstantin Chaykin III Red
  • รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น จำนวน 178 เรือนเท่านั้น จำหน่ายเฉพาะโดย Konstantin Chaykin
  • กลไก: Automatic regulator-type Sellita Caliber SW266-1 ขนาด Ø 25.6 มม. หนา 5.6 มม. 31 ทับทิม ความถี่ 28,800 VPH (4 Hz) กลไกตกแต่งอย่างประณีตพร้อมโรเตอร์เปลือยสลักสัญลักษณ์ Louis Erard เคลือบสีดำ พลังงานสำรองประมาณ 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที (เข็มชั่วโมงในหน้าปัดย่อยที่ 12 นาฬิกา เข็มนาทีกลาง เข็มวินาทีในหน้าปัดย่อยที่ 6 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด Ø 39 มม. ความกว้างหูสาย 20 มม. Lug-to-lug 45.9 มม. หนา 12.82 มม. โครงสร้าง 3 ส่วน กระจกแซฟไฟร์โดมเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลังโปร่งใสเผยให้เห็นกลไก กันน้ำ 5 บาร์ (50 ม. / 165 ฟุต) เม็ดมะยมประทับตรา Konstantin Chaykin ฝาหลังสลักคำว่า “Limited Edition 1 of 178”
  • หน้าปัด: วงแหวนนาทีสีแดงเงางามพร้อมโลโก้สีขาว (Louis Erard ที่ 6 นาฬิกา และ Konstantin Chaykin ที่ 12 นาฬิกา) แผ่นหน้าปัดด้านล่างสีเงินพร้อมลายคลื่น Sunburst ขอบหน้าปัดชั่วโมงซาตินกลมสีเทาแอนทราไซต์พร้อมตัวอักษรสีขาว ขอบหน้าปัดวินาทีสีแดงเงางาม
  • เข็ม: จานชั่วโมงสีขาวเงางามพร้อมตัวอักษรสีดำ จานวินาทีรูปดาวสีดำด้าน เข็มนาทีสีดำด้านพร้อมปลายเข็มรูปมอนสเตอร์สองหัว
  • สาย: หนังลูกวัวลายเกรนสีดำเย็บด้วยด้ายสีเดียวกัน บุด้วยหนังลูกวัวสีดำ หัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลขัดเงา สปริงบาร์แบบปลดเร็วเพื่อเปลี่ยนสายได้ง่าย

คุณได้รับคำเตือนแล้ว! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกัดคำแรกของ Louis Erard x Konstantin Chaykin III “The Time Eater” ในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ รุ่นสีน้ำเงินจะวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและบูติกออนไลน์ของแบรนด์ ส่วนรุ่นสีแดงจะจำหน่ายเฉพาะโดย Konstantin Chaykin เท่านั้น

และเรื่องราวแห่งเวลาที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นนี้จะยังคงดำเนินต่อไป…โปรดติดตามคอลัมน์ “THE REASON WHY“ ของเราทุกวันพฤหัสบดี ว่าเรือนเวลาเรือนใดจะมาเผยเบื้องลึกเบื้องหลังให้คุณได้ค้นพบอีกครั้ง!

ภาพ | Louis Erard

Wrist Check: ส่องลุค’ออม-กรณ์นภัส’ กับ OMEGA Speedmaster 38 บินตรงสู่เกียวโต ร่วมงานเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่

เกียวโตอิสคอลลิ่ง…เมื่อดาวรุ่งดวงใหม่กับตำนานเรือนเวลา OMEGA Speedmaster 38 เตรียมเขียนบทกวีแห่งเวลาในดินแดนอาทิตย์อุทัย

บางครั้ง…จังหวะชีวิตก็พาเราไปสู่ห้วงเวลาที่บรรจบกันอย่างพอดิบพอดี เช่นเดียวกับ ช่วงเวลาที่ เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ซึ่งอวลไปด้วยมนต์ขลังของประวัติศาสตร์ วัดวาอารามอันงดงาม และกลิ่นอายของวัฒนธรรมที่สืบทอดมานับพันปี กำลังจะกลายเป็นฉากหลังของการเดินทางครั้งพิเศษ ที่เชื่อมโยงความคลาสสิกเข้ากับความสดใหม่ของยุคสมัย

หากพูดถึงเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยเรื่องเล่า ตำนานบทแล้วบทเล่าที่ฝังรากลึกอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ดังนั้น ชื่อของ OMEGA (โอเมก้า) ย่อมผุดขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ เมซงผู้บุกเบิกและเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญมากมาย ตั้งแต่การพิชิตอวกาศไปจนถึงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก OMEGA ได้หลอมรวมความแม่นยำเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยมาโดยตลอด และยิ่งไปกว่านั้น ในอีกไม่กี่อึดใจนี้ เกียวโตก็กำลังจะเป็นหมุดหมายแห่งการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ ที่จะมาสานต่อเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของแบรนด์นี้

Wrist Check: Kyoto Calling – How a Rising Star and a Legendary Timepiece Align in the Land of the Rising Sun

แน่นอนว่า ในห้วงเวลาสำคัญเช่นนี้ การปรากฏตัวของบุคคลผู้เป็นตัวแทนของพลังงานใหม่ๆ ย่อมสร้างความน่าสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ นักแสดงสาวดาวรุ่งพุ่งแรง ผู้เป็น Special Guest ของ OMEGA Thailand ฉะนั้นแล้ว การเดินทางของเธอสู่เกียวโต จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมงานอีเวนต์ ทว่า คือการเป็นส่วนหนึ่งของบทใหม่ที่ OMEGA กำลังจะเขียนขึ้น เคียงข้างไปกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมือง และเรือนเวลาคู่ใจที่เธอเลือกสวมใส่ ยิ่งเพิ่มความน่าติดตามให้กับทุกย่างก้าว

สำหรับผู้ที่หลงใหลในรายละเอียดและเรื่องราวเบื้องหลังความงาม ด้วยเหตุนี้ การได้เฝ้ามองการเดินทางครั้งนี้ของออม ก็เปรียบเสมือนการได้เปิดหน้าต่างบานใหม่สู่โลกแห่งเรือนเวลา ที่ไม่เพียงบอกเวลา หากแต่ ยังบอกเล่าถึงรสนิยม สไตล์ และจิตวิญญาณของผู้สวมใส่ แล้วคุณล่ะ…พร้อมที่จะดำดิ่งไปในมนต์เสน่ห์แห่งเวลาที่เกียวโตกับ OMEGA และออมแล้วหรือยัง?

เจาะลึก Wrist Check: ก่อนออกเดินทาง
ส่องลุค “ออม-กรณ์นภัส” กับ OMEGA Speedmaster 38

ในวันที่ ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ เตรียมตัวออกเดินทางสู่เกียวโตเพื่อร่วมงานเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ของ OMEGA ก่อนอื่นเลย สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาและสะท้อนถึงรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอได้อย่างชัดเจนคือเรือนเวลาบนข้อมือ นั่นก็คือ OMEGA Speedmaster 38 mm ซึ่งเป็นรุ่นที่ผสมผสานความคลาสสิกของตระกูล Speedmaster เข้ากับความทันสมัยและความหรูหราได้อย่างลงตัว

มาทำความรู้จักเรือนนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นกันอีกนิด

  • ตำนาน Speedmaster ที่มาพร้อมความลงตัวของขนาด: แม้ตระกูล Speedmaster จะโด่งดังจากตำนานแห่งการพิชิตอวกาศและการเป็น “Moonwatch” แต่รุ่น 38 มม. นี้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึง “ความเรียบง่าย ขนาด และสีสัน” เป็นหลัก ทำให้ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกและความเป็นโครโนกราฟอันโด่งดังของ OMEGA ไว้ครบถ้วน แต่ปรับให้เข้ากับข้อมือที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะสุภาพสตรี หรือผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาขนาดกลางที่ไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป
  • การผสมผสานวัสดุสุดหรู: Steel – Sedna™ Gold ตัวเรือนของนาฬิกาเรือนนี้เป็นงานศิลปะที่ผสานความแข็งแกร่งของ สเตนเลสสตีล เข้ากับความอบอุ่นหรูหราของ ทอง Sedna™ Gold 18K ซึ่งเป็นทองโรสโกลด์สูตรพิเศษของ OMEGA ที่ให้สีชมพูอมแดงที่สวยงามและคงทนเป็นพิเศษ การผสมผสานสองวัสดุนี้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ซับซ้อน แต่ลงตัว สะท้อนรสนิยมของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี
  • หน้าปัด “Cappuccino” และขอบหน้าปัดสองสไตล์ที่สะกดสายตา: เสน่ห์ที่ยากจะต้านทานของเรือนนี้คือ หน้าปัดสี “Cappuccino” หรือสีน้ำตาลอมเทาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและวินเทจเล็กน้อย ตัดกับ วงหน้าปัดย่อยรูปวงรีสีน้ำตาลเข้ม ที่จัดวางในแนวนอนอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นฟังก์ชันโครโนกราฟที่ใช้งานได้จริง และช่องแสดงวันที่รูปวงรีแนวตั้งที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพิ่มความน่าสนใจยิ่งขึ้น

แต่ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ ขอบหน้าปัดแบบ Dual Bezel Design หรือการออกแบบขอบหน้าปัดสองชั้น:

  • วงใน: เป็น แหวนอะลูมิเนียมสีน้ำตาล พร้อมสเกล Tachymeter สำหรับวัดความเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิกาตระกูล Speedmaster
  • วงนอก: ประดับด้วย เพชรเจียระไนอย่างประณีต ทำให้เรือนนี้เปล่งประกายระยิบระยับทุกครั้งที่แสงตกกระทบ เป็นการผสมผสานฟังก์ชันการใช้งานเชิงเทคนิคเข้ากับความหรูหราได้อย่างชาญฉลาด
  • รายละเอียดที่เปล่งประกาย: เข็มและหลักชั่วโมงทอง Sedna™ Gold หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นเข็มชั่วโมง เข็มนาที หรือเข็มวินาทีของโครโนกราฟ ล้วนผลิตจาก ทอง Sedna™ Gold 18K เช่นเดียวกับตัวเรือน เพื่อความกลมกลืนและเพิ่มความหรูหราให้หน้าปัด พร้อมทั้งเคลือบสาร Super-LumiNova สีขาว บนเข็มชั่วโมง นาที และวินาทีโครโนกราฟ เพื่อให้สามารถอ่านค่าได้แม้ในที่แสงน้อย นี่คือความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่ OMEGA มอบให้
  • ความสมบูรณ์แบบบนข้อมือ: สายหนังจระเข้สี Taupe-Brown นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อม สายหนังจระเข้สี Taupe-Brown ซึ่งเป็นสีน้ำตาลอมเทาที่ดูคลาสสิกและเรียบหรู เข้ากันได้ดีกับหน้าปัดและตัวเรือน เป็นสายที่ให้ความรู้สึกสบายในการสวมใส่ และเสริมลุคให้ดูภูมิฐานยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วย ตัวล็อกแบบ Foldover clasp ที่ทำจากสเตนเลสสตีล เพื่อความแข็งแรงทนทานและใช้งานง่าย
  • หัวใจแห่งความเที่ยงตรง: กลไก OMEGA Co-Axial Calibre 3330 ภายใต้ฝาหลังที่ประดับด้วยเหรียญรูปม้าน้ำ (Seahorse medallion) อันเป็นสัญลักษณ์ของ OMEGA คือกลไก OMEGA Co-Axial Calibre 3330 ซึ่งเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติ (Self-winding) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและความทนทานเป็นพิเศษ ด้วยนวัตกรรม Co-Axial Escapement เอกสิทธิ์เฉพาะของ OMEGA ทำให้การบำรุงรักษาลดลงและรักษาสมรรถนะได้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมพลังงานสำรองถึง 52 ชั่วโมง

สำหรับ OMEGA Speedmaster 38 mm เรือนนี้ที่ออม-กรณ์นภัสเลือกสวมใส่ ราวกับการรวมตัวของมรดกทางเทคนิค ความหรูหราของวัสดุ และดีไซน์ที่งดงาม ที่พร้อมจะพาเธอไปร่วมสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ของ OMEGA ในดินแดนเกียวโตอันทรงเสน่ห์

อัปเดต ตามติด ‘ออม-กรณ์นภัส’
กับหลากลุคสุดเก๋ในคอลเลกชัน OMEGA Aqua Terra 30mm ที่เกียวโต

และแล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ Special Guest ของ OMEGA Thailand ก็ได้ปรากฏตัวในงานสุดพิเศษที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับสร้างสรรค์ลุคสุดเก๋ที่มีสไตล์และแฝงไปด้วยความน่าค้นหาในทุกโมเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตามหาเรือนเวลาจากคอลเลกชัน Aqua Terra 30mm. ที่ถูกใจ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

แน่นอนว่าเธอได้คอมพลีทหลากลุคด้วยนาฬิกาจากคอลเลกชัน OMEGA Aqua Terra 30mm. ที่มีดีไซน์เรียบหรูแต่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส พร้อมทั้งแต่ละรุ่นยังมาพร้อมกับกลไกอันยอดเยี่ยมที่เข้ากับทุกลุคของออมได้อย่างลงตัว มาดูกันว่าเธอเลือกสวมใส่เรือนไหนบ้างในงานสำคัญครั้งนี้

LOOK 1

OMEGA Seamaster Aqua Terra 150M Co-Axial Master Chronometer 30mm. (หน้าปัด Grey Sun-brushed ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ขอบล้อมเพชร)

เรือนนี้มาพร้อมหน้าปัดสีเทาอมเทาที่เปล่งประกายแบบ Sun-brushed ให้ความรู้สึกเรียบหรู คลาสสิก แต่ก็แฝงความทันสมัย ตัวเรือนและสายเป็น สเตนเลสสตีล แข็งแกร่งทนทาน และที่เพิ่มความหรูหราได้อย่างลงตัวคือขอบหน้าปัดที่ล้อมด้วย เพชรเจิดจรัส ทำให้ลุคของออมดูสง่างามและมีระดับ

LOOK 2

OMEGA Seamaster Aqua Terra 150M Co-Axial Master Chronometer 30mm. (หน้าปัด Blue Sun-brushed ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล)

อีกหนึ่งเรือนที่สะกดสายตาคือรุ่นหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มแบบ Sun-brushed ที่ให้ความรู้สึกสดใสและมีชีวิตชีวา เข้ากันได้ดีกับตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ที่ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว และเพิ่มความหรูหราและเล่นกับแสงได้อย่างสวยงาม ทำให้ลุคนี้ของออมดูโดดเด่นและน่าค้นหา

LOOK 3

OMEGA Seamaster Aqua Terra 150M Co-Axial Master Chronometer 30mm. (หน้าปัด Brown Sun-brushed ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลและ Sedna™ Gold)

เรือนนี้คือการผสมผสานความอบอุ่นของโทนสีเข้ากับวัสดุสุดหรู ด้วยหน้าปัดสีน้ำตาล Sun-brushed ที่ให้ความรู้สึกวินเทจแต่ยังคงความร่วมสมัย ตัวเรือนและสายผสมผสานระหว่างสเตนเลสสตีลและทอง Sedna™ Gold ซึ่งเป็นทองโรสโกลด์สูตรพิเศษของ OMEGA ทำให้เกิดความคอนทราสต์ที่ลงตัว มอบลุคที่ดูภูมิฐาน อบอุ่น และมีรสนิยมอย่างแท้จริง

LOOK 4

OMEGA Seamaster Aqua Terra 150M Co-Axial Master Chronometer 30mm. (หน้าปัด Silvery ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล)

สำหรับลุคที่ต้องการความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความสง่างาม ออมเลือกเรือนหน้าปัดสี Silvery ที่ดูสะอาดตาและคลาสสิกสุดๆ มาพร้อมตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีล ทั้งหมด ทำให้เรือนนี้สามารถเข้าได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นลุคทางการหรือลุคสบายๆ ก็ยังคงความเนี้ยบและมีสไตล์

LOOK 5

OMEGA Seamaster Aqua Terra 150M Co-Axial Master Chronometer 30mm. (หน้าปัด Mother-of-Pearl ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลและ Moonshine™ Gold)

ปิดท้ายด้วยเรือนที่เปี่ยมด้วยความงามอันละเอียดอ่อน ด้วย หน้าปัด Mother-of-Pearl (เปลือกหอยมุก) ที่มอบความเงางามและเล่นกับแสงได้อย่างน่าทึ่ง ผสมผสานกับตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลที่ผสานทอง Moonshine™ Gold ซึ่งเป็นทองเยลโลว์โกลด์สูตรพิเศษของ OMEGA ที่ให้สีเหลืองทองที่นุ่มนวลและคงทนเป็นพิเศษ ทำให้เรือนนี้ดูหรูหรา สง่างาม และมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การปรากฏตัวของ ออม-กรณ์นภัส ในหลากหลายลุคกับนาฬิกา OMEGA Seamaster Aqua Terra 30mm. ที่เกียวโต นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำว่า เรือนเวลาเหล่านี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ที่หลากหลายได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นลุคที่เน้นความหรูหรา ความคลาสสิก หรือความทันสมัย ด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer อันยอดเยี่ยม ทุกเรือนจึงไม่เพียงสวยงาม แต่ยังเที่ยงตรงและทนทาน พร้อมเป็นคู่ใจในการเขียนบทกวีแห่งเวลาบทใหม่ในชีวิตของเธอและของ OMEGA

แล้วพบกันใหม่ใน Wrist Check ครั้งหน้า สัญญาว่าจะพาไปส่องไอเท็มเด็ดๆ พร้อมเรื่องราวสุดพิเศษจากวงการแฟชั่นและเรือนเวลาแน่นอน อย่าลืมติดตามกันนะ

ภาพ | ที่มา: omega

Wrist Check: บาร์เซโลนาในวันที่ประวัติศาสตร์คูลขึ้นเป็นกอง…เมื่อสองไอคอนระดับโลกแลนดิ้ง!

Wrist Check: ส่องลุคก่อนแลนดิ้ง! อาโป-จุนโฮ กับเรือนเวลาและจิวเวลรี่คู่ใจ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ไฮจิวเวลรี่ที่บาร์เซโลนา

ใครว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าเบื่อ? ลองดู บาร์เซโลนา ตอนนี้สิ! เมืองที่ปกติก็ปังเรื่องสถาปัตยกรรมชิคๆ ฟีลอาร์ตๆ อยู่แล้ว ตอนนี้กำลังจะทวีคูณความคูลขึ้นไปอีก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวธรรมดา แต่คือการรวมตัวของความงามไร้กาลเวลา กับสองตัวท็อปแห่งยุค ที่จะมาสาดออร่าให้เมืองร้อนระอุ!

ลองนึกภาพ ถนนเก่าแก่ที่มีกลิ่นอายความขลังของยุคก่อนๆ แต่ทุกซอกทุกมุมก็มีงานอาร์ตสุดล้ำของกาอูดีซ่อนอยู่ นี่แหละบาร์เซโลนา เมืองที่ทุกก้าวเดินคือแรงบันดาลใจ และในวันที่โลกหมุนเร็วแบบติดสปีด ก็ยังมีแบรนด์ที่ยืนหนึ่งเรื่องความละเอียด ความเนี้ยบ และการสร้างสรรค์สิ่งที่คงอยู่เหนือกาลเวลา

นั่นคือปรัชญาของ Piaget (เพียเจต์) แบรนด์จิวเวลรี่และนาฬิกาไฮเอนด์จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่เตรียมจะพาเราวาร์ปไปสู่ยุคทองของการออกแบบสุดกล้าหาญ ผ่านคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า “Shapes of Extraleganza”

และบอกเลยว่างานนี้ ไม่ได้มาแค่แบรนด์ แต่มาพร้อมตัวแทนสุดฮอต นั่นคือ อาโป-ณัฐวิญญ์ และ อีจุนโฮ สองโกลบอลแอมบาสเดอร์สุดปัง ที่เพิ่งแลนดิ้งที่บาร์เซโลนา เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์ประวัติศาสตร์นี้ นี่ไม่ใช่แค่ทริปทำงาน แต่คือการพาย้อนไปดูแก่นแท้ของงานฝีมือระดับตำนาน ที่หลอมรวมกับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของสองหนุ่ม จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องปักหมุดรัวๆ

เมื่อไทม์แมชชีนพาความหรูหราสู่ยุคใหม่ ส่องลุคสองไอคอนก่อนลัดฟ้าสู่ใจกลางไฮจิวเวลรี่

ย้อนไทม์ไลน์กลับไปในยุคที่ช่างฝีมือสร้างงานศิลปะด้วยจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม นั่นแหละคือต้นกำเนิดของ Piaget เมซงเก่าแก่จากสวิตเซอร์แลนด์ที่ส่งต่อความประณีตและความกล้าในการดีไซน์มานับร้อยปี

การมาบาร์เซโลนาครั้งนี้ เพื่อจัดนิทรรศการและกาล่าดินเนอร์เปิดตัวคอลเลกชัน “Shapes of Extraleganza” จึงไม่ใช่แค่โชว์เครื่องเพชรธรรมดา แต่มันคือการฉลองมรดกแห่งงานฝีมือที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และที่พีคกว่าคือการมาของ อาโป-ณัฐวิญญ์ และ อีจุนโฮ สองไอคอนผู้เป็นที่รักจากเอเชีย ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่นี้!

สำหรับสายแฟที่อินเรื่องเบื้องหลังความงาม การได้เห็น Piaget เคลื่อนไหว พร้อมกับการปรากฏตัวของสองหนุ่มระดับโลก ก็เหมือนได้เปิดตำราประวัติศาสตร์ฉบับพิเศษ ที่เล่าถึงวิวัฒนาการของรสนิยมและความหรูหราจากอดีตสู่ปัจจุบัน และวินาทีที่เห็นภาพทั้งคู่ก่อนออกเดินทางเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา บอกเลยว่าสะกดทุกสายตา! ลุคของอาโปและอีจุนโฮในชุดจาก Piaget คือนิยามของความสง่างามที่ไม่มีวันเอาต์

Wrist Check: LOOK 1

มาเจาะลึกดีเทลกันหน่อยกับ อาโป มาในลุคสุดชิคกับ นาฬิกา Andy Warhol หน้าปัดมาลาไคท์ ตัวเรือนโรสโกลด์ เรือนนี้คือแรร์ไอเทมที่นักสะสมทั่วโลกตามหา! สะท้อนรสนิยมที่ลึกซึ้งและเข้าใจถึงคุณค่าของศิลปะบนข้อมือได้อย่างไร้ที่ติ

เจาะลึก Andy Warhol Watch (Ref. G0A48239): เมื่อศิลปะ Pop Art บรรจบกับเรือนเวลาสุดหรู

ในลุคของเรือนเวลาสุดพิเศษที่ อาโป-ณัฐวิญญ์ เลือกสวมใส่ นั่นก็คือ Andy Warhol watch (Ref. G0A48239) เรือนนี้บอกเลยว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนหลงใหล

  • แรงบันดาลใจจากตำนาน Pop Art: Andy Warhol ชื่อของนาฬิกาเรือนนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ศิลปิน Pop Art ระดับโลกผู้พลิกโฉมวงการศิลปะในศตวรรษที่ 20 วอร์ฮอลเป็นที่รู้จักจากผลงานที่ฉีกกรอบ ขบถต่อขนบ และนำเอาสิ่งธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวันมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่มีคุณค่า การที่ Piaget ตั้งชื่อนาฬิการุ่นนี้ตามชื่อเขา จึงบ่งบอกถึงความกล้าหาญในการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด และการมองเห็นศิลปะในสิ่งที่ไม่คาดคิด ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญของ Piaget เช่นกัน
  • ดีไซน์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร: ขนาด 45 x 43 มม. ตัวเรือนของ Andy Warhol watch มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยขนาด 45 x 43 มม. ซึ่งไม่ใช่ทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมทั่วไป แต่เป็นรูปทรงที่ดูทันสมัย มีความล้ำสมัย และโดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น เป็นดีไซน์ที่สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งความคิดสร้างสรรค์และศิลปะที่กล้าลองอะไรใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
  • ความหรูหราจากวัสดุชั้นเลิศ: ตัวเรือนโรสโกลด์ 18K แน่นอนว่าความหรูหราจะสมบูรณ์แบบได้ก็ต้องมาพร้อมวัสดุระดับท็อป! ตัวเรือนของนาฬิกาเรือนนี้ทำจาก โรสโกลด์ 18K ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสง่างาม โรสโกลด์เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสามารถเข้าได้กับทุกสีผิวและให้ลุคที่ดูทันสมัยไม่เหมือนทองคำทั่วไป
  • หน้าปัดมาลาไคท์ (Malachite Dial) สุดหายากและมีเสน่ห์: นี่คืออีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้พิเศษสุดๆ! หน้าปัดทำจาก มาลาไคท์ ซึ่งเป็นอัญมณีสีเขียวเข้มที่มีลวดลายตามธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำกันในแต่ละเรือน การที่ Piaget เลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่มีความเปราะบางและต้องใช้ความประณีตสูงในการตัดแต่งมาเป็นหน้าปัด แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือที่เหนือระดับ นอกจากความสวยงามแล้ว สีเขียวของมาลาไคท์ยังให้ความรู้สึกสงบ ลึกลับ และดึงดูดสายตาได้อย่างน่าทึ่ง ผสานกับหลักชั่วโมงที่ทำจากโรสโกลด์ 18K ยิ่งเพิ่มความหรูหราและอ่านค่าง่ายขึ้นไปอีก
  • ขุมพลังภายใน: กลไกอัตโนมัติ Manufacture 534P ความงามภายนอกต้องมาพร้อมกับสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมภายใน นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วย กลไกอัตโนมัติ (Automatic Mechanical Movement) Manufacture 534P ซึ่งเป็นกลไกที่ Piaget พัฒนาและผลิตขึ้นเองทั้งหมด (Manufacture) แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคนิคและความเป็นเลิศด้านการผลิตนาฬิกาของเมซง กลไกอัตโนมัติหมายความว่านาฬิกาจะทำงานโดยอาศัยการเคลื่อนไหวของข้อมือผู้สวมใส่ ไม่ต้องไขลานบ่อยๆ ซึ่งเป็นความสะดวกสบายที่มาพร้อมความซับซ้อนทางวิศวกรรม

อย่างที่บอกว่า Andy Warhol watch (G0A48239) เป็นเหมือนชิ้นงานศิลปะบนข้อมือ ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ศิลปะ Pop Art ความหรูหราของทองคำและอัญมณีหายาก และความแม่นยำของกลไกชั้นเลิศเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่แปลกใจเลยที่เรือนนี้กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่ นักสะสม ต่างต้องการครอบครอง และ อาโป ก็เลือกสวมใส่เพื่อสะท้อนรสนิยมอันลึกซึ้งของเขา

Wrist Check: LOOK 2

มาถึงคิวของหนุ่มอีจุนโฮ เลือกความเนี้ยบกับ นาฬิกา Piaget Polo Skeleton ตัวเรือนสตีล ที่เผยให้เห็นกลไกแบบสเกเลตันสุดบางเฉียบอันเป็นซิกเนเจอร์ของเมซง ที่รวมความแข็งแกร่งเข้ากับความประณีตขั้นสุด นี่แหละคือปรัชญาของ Piaget ที่กล้าฉีกกฎและสร้างสรรค์สิ่งที่เหนือความคาดหมาย

เจาะลึก Piaget Polo Skeleton Watch มนต์เสน่ห์แห่งกลไกเปลือยเปล่าบนข้อมือ

ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ผสมผสานความสปอร์ตเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว แถมยังมีกิมมิกสุดคูลโชว์เรือนภายใน นาทีนี้ต้องยกให้ Piaget Polo Skeleton watch (Ref. G0A45004) เรือนที่ อีจุนโฮ เลือกสวมใส่ก่อนออกเดินทางสู่บาร์เซโลนา เรือนนี้เป็นงานศิลปะเคลื่อนไหวได้บนข้อมือเราจริงๆ ลองมาดูกันว่าทำไมถึงน่าสนใจขนาดนี้

  • ดีไซน์สุดไอคอนิกและขนาดที่ลงตัว: ด้วยขนาด 42 มม. ถือเป็นไซส์ที่กำลังดีสำหรับข้อมือผู้ชายส่วนใหญ่ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป คงเอกลักษณ์ความกลมมนผสมผสานทรงคุชชั่น (cushion-shaped) อันเป็นซิกเนเจอร์ของคอลเลกชัน Polo ที่ดูสปอร์ตแต่แฝงความหรูหราไว้เต็มเปี่ยม ทำให้ใส่ได้หลากหลายโอกาส ตั้งแต่ลุคสบายๆ ไปจนถึงลุคทางการ
  • ตัวเรือนสตีล…ที่ไม่ได้ธรรมดา: แม้จะเป็นตัวเรือนสตีล หรือเหล็กกล้า แต่ Piaget ก็ใส่ใจในรายละเอียดอย่างที่สุด ด้วยการขัดแต่งผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน ทั้งแบบขัดเงาและขัดด้าน ให้มิติที่สวยงามและซับซ้อนกว่านาฬิกาสตีลทั่วไป ทำให้รู้สึกถึงความพรีเมียมและงานฝีมือที่ประณีต
  • หัวใจหลักที่เปลือยเปล่าแต่สง่างาม: กลไก Skeleton นี่คือจุดเด่นที่สุดของเรือนนี้! คำว่า “Skeleton” หมายถึงการที่ช่างนาฬิกาได้เจาะ สลัก และฉลุชิ้นส่วนกลไกออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยยังคงความสามารถในการทำงานไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เราสามารถมองทะลุผ่านหน้าปัดและเห็นการเคลื่อนไหวอันซับซ้อนของเฟือง จักร และชิ้นส่วนเล็กๆ นับร้อยได้อย่างชัดเจน มันเหมือนกับการได้ชมหัวใจของนาฬิกาที่กำลังเต้นอยู่ตรงหน้าเราเลยค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น กลไกที่ใช้คือ Manufacture 1200S1 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติ (Automatic Movement) ที่ Piaget ผลิตขึ้นเอง (Manufacture) และโดดเด่นด้วยความบางเฉียบเป็นพิเศษ ตัวกลไกยังมีการเคลือบผิวสีน้ำเงิน (blue-hued) ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและมิติให้กับงานศิลปะบนข้อมือนี้อีกด้วย
  • ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ (Sapphire Crystal Case Back): ไม่ได้โชว์แค่ด้านหน้า แต่ด้านหลังก็ยังโชว์ การมีฝาหลังแบบกระจกแซฟไฟร์ช่วยให้เราสามารถชื่นชมความงามของกลไกได้จากอีกมุมหนึ่งด้วย แซฟไฟร์คริสตัลยังขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อรอยขีดข่วน ทำให้มั่นใจได้ว่าความงามนี้จะคงอยู่ไปนานๆ
  • มาพร้อมสายสำรอง: เปลี่ยนลุคได้ไม่จำเจ: จุดนี้คือความใส่ใจที่หลายคนชื่นชอบ! การที่นาฬิกามาพร้อมกับสายสำรองอีกเส้น ทำให้เจ้าของสามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตามอารมณ์หรือโอกาส จะใส่แบบสปอร์ตเต็มตัว หรือเปลี่ยนเป็นลุคที่ดูสุภาพขึ้นอีกนิดก็ได้หมด นับเป็นการเพิ่มมูลค่าและความหลากหลายในการใช้งานให้กับนาฬิกาเรือนโปรด

และที่ขาดไม่ได้คือเครื่องประดับจากคอลเลกชัน Possession ที่ทั้งอาโปและอีจุนโฮหยิบมาแมตช์ลุคได้อย่างลงตัว ทั้งสร้อยคอ กำไล และแหวน ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์หมุนได้ สัญลักษณ์ของพลังงานดีๆ ความสุข โชค และความรัก การเลือกใส่เครื่องประดับเหล่านี้อย่างมีชั้นเชิง ทำให้ลุคของทั้งคู่คอมพลีทสุดๆ สะท้อนถึงรสนิยมที่ไม่ได้แค่อวดความแพรวพราว แต่คือการเล่าเรื่องผ่านทุกชิ้นที่เลือกสรรมา

เส้นทางสู่ศิลปะ “Shapes of Extraleganza” ในเมืองที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ

การที่ Piaget เลือกบาร์เซโลนาเป็นจุดนัดหมายสำคัญในการเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างงานฝีมือสุดประณีตกับแรงบันดาลใจจากสิ่งสวยงามรอบตัวเรา บาร์เซโลนาขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมของกาอูดี ที่เต็มไปด้วยเส้นสายอิสระและรูปทรงเรขาคณิตสุดว้าว

ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแนวคิดการออกแบบของ Piaget ในยุค 60s และ 70s ที่กล้าบุกเบิกและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คอลเลกชัน “Shapes of Extraleganza” จึงเป็นการนำมรดกอันสร้างสรรค์เหล่านั้นกลับมาตีความใหม่ในบริบทของยุคปัจจุบัน ให้ดูสดใหม่และน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม

การเดินทางของอาโปและอีจุนโฮครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การไปร่วมอีเวนต์ แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงยุคสมัย ศิลปะ และความงามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้สวมใส่ แต่คือผู้ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Piaget สู่สายตาคนทั้งโลก ตอกย้ำว่าความงามระดับโลกนั้นสามารถเปล่งประกายผ่านบุคคลที่เป็นตัวแทนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

พร้อมแล้วหรือยัง? กับบทสรุปแห่งความหรูหราที่กำลังจะเฉิดฉาย

เตรียมตัวให้พร้อม! พบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของคอลเลกชัน “Shapes of Extraleganza” ในวันที่ 17-18 มิถุนายน นี้ ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงบาร์เซโลนา บอกเลยว่านี่จะเป็นบทใหม่ที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ของ Piaget และมั่นใจว่าเรื่องราวจากงานนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและให้ฟีล “Extraleganza” แบบจัดเต็มให้ทุกคนที่ได้เห็นอย่างแน่นอน

แล้วชาวเราล่ะ…พร้อมจะเปิดโลกความงามนี้ไปพร้อมกันหรือยัง? อย่าพลาดทุกการอัปเดตนะ

MB&F HM8 Mark 2 Purple: เมื่อซูเปอร์คาร์โลดแล่นบนข้อมือ

นาฬิกา MB&F ซูเปอร์คาร์ บทใหม่แห่งความหลงใหลในกลไกและแรงบันดาลใจจากยานยนต์

เปิดฉากสีสันใหม่แห่งจักรกลเวลา

ย้อนกลับไปในปี 2023 ที่ผ่านมา MB&F ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในมหากาพย์แห่งแรงบันดาลใจจากยานยนต์ ด้วยการเปิดตัว HM8 Mark 2 เรือนเวลาที่สะท้อนความงามบริสุทธิ์ของสีขาวดุจหิมะ ซึ่งยังคงโลดแล่นในสายการผลิตจนถึงปัจจุบัน

เรือนเวลานี้ออกเดินทางเคียงคู่กับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันประจำปี 2023 ในเฉดสีเขียว British Racing Green อันสุขุม ตามมาด้วยรุ่นสีน้ำเงินเข้มเงาวับในปี 2024 ซึ่งทั้งสองรุ่นผลิตจำกัดเพียง 33 เรือนเท่านั้น

MB&F HM8 Mark 2 Purple: เมื่อซูเปอร์คาร์โลดแล่นบนข้อมือ

วันนี้…ถึงเวลาที่เราจะเปิดม่านต้อนรับ HM8 Mark 2 Purple Limited Edition ประจำปี 2025 ที่จะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจอีกครั้งด้วยจำนวนจำกัดเพียง 33 เรือนเช่นกัน โดดเด่นด้วยตัวเรือนสีม่วงเจิดจรัสที่ชวนให้นึกถึงความหรูหราของซูเปอร์คาร์ระดับไฮเอนด์

สีสันอันเป็นเอกลักษณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงดงามที่สะกดสายตา แต่ยังเปล่งประกายด้วยความแวววาวอันเป็นเอกลักษณ์ จากเม็ดสีเมทัลลิกที่ได้จากแร่ธรรมชาติ คล้ายคลึงกับที่ใช้ในสีรถยนต์ระดับไฮเอนด์ เม็ดสีเหล่านี้ถูกผสานเข้ากับเรซินโปร่งแสงด้วยกระบวนการอันซับซ้อนและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ที่ต้องควบคุมทั้งเวลา อุณหภูมิ ความเร็ว และระยะเวลาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ทั้งความลึกซึ้งทางสุนทรียะและความเป็นเลิศทางวิศวกรรม

MB&F HM8 Mark 2 Purple: เมื่อซูเปอร์คาร์โลดแล่นบนข้อมือ
MB&F HM8 Mark 2 Purple: เมื่อซูเปอร์คาร์โลดแล่นบนข้อมือ

เส้นทางแรงบันดาลใจ จากความฝันสู่เรือนเวลาแห่งนักขับ

เรื่องราวความผูกพันของ MB&F กับดีไซน์ยานยนต์นั้นหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ความฝันในวัยเด็กของ Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง ที่ครั้งหนึ่งเคยจินตนาการถึงอนาคตในการเป็นนักออกแบบรถยนต์ แม้ว่าเส้นทางของเขาจะนำไปสู่การประดิษฐ์นาฬิกาในท้ายที่สุด แต่ความฝันดั้งเดิมนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ในเรือนเวลาหลายต่อหลายรุ่นของ MB&F

ย้อนกลับไปที่ HM5 (2012) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเพื่อคารวะซูเปอร์คาร์ระดับตำนานแห่งยุค 70s ตามมาด้วย HMX (2015) ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ และ HM8 “Can-Am” (2016) ซึ่งเฉลิมฉลองพลังดิบของ Canadian-American Racing Championship เรือนเวลาเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกันด้วยหน้าปัดสไตล์มาตรวัดความเร็วที่โดดเด่นสะดุดตาบริเวณด้านข้างตัวเรือน ชวนให้นึกถึงดีไซน์ที่กล้าหาญและล้ำสมัยของทศวรรษ 1970

สำหรับ HM8 Mark 2 นี้ ถือเป็นสุดยอดแห่งสายเลือดนักแข่ง เรือนเวลานี้หลอมรวมสไตล์ตัวถังรถยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ HM5 รูปทรงกะทัดรัดที่คำนึงถึงการยศาสตร์จาก HMX และกลไกที่เผยให้เห็นภายในอัน “มีชีวิตชีวา” ของ HM8 ซึ่งมาพร้อมโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติบนหน้าปัด

ทั้งหมดนี้ถูกประกอบขึ้นภายใต้โครงสร้างที่เพรียวบางราวกับแซนด์วิช ทำให้ HM8 Mark 2 เป็นเสมือนซูเปอร์คาร์ข้อมืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเปรียบเสมือน นาฬิกาสำหรับนักขับตัวจริง ด้วยหน้าปัดบอกเวลาด้านข้างที่ช่วยให้คุณอ่านเวลาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

วิศวกรรมอันล้ำลึก หัวใจแห่ง HM8 Mark 2 Purple

HM8 Mark 2 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงามภายนอก แต่ยังอัดแน่นด้วยวิศวกรรมอันซับซ้อนที่บรรจุไว้ในทุกมิติ ตัวเรือน สร้างสรรค์จาก ไทเทเนียมเกรด 5 ผสานแผง CarbonMacrolon® ซึ่งในรุ่น Limited Edition ปี 2025 นี้มาในสีม่วงสด ขนาด 47 x 41.5 x 19 มม. และประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 42 ชิ้น

กระจกแซฟไฟร์ทุกด้านได้รับการเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน เพื่อความชัดเจนสมบูรณ์แบบ ระบบเม็ดมะยม “Double Disengagement” ยังเป็นนวัตกรรมเฉพาะที่ช่วยให้การปรับตั้งค่าเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัย ตัวเรือนออกแบบมาให้กันน้ำได้ลึก 30 เมตร

หัวใจแห่งการบอกเวลาคือ “เครื่องจักรกลแห่งการบอกเวลาแบบสามมิติ” ที่พัฒนาโมดูลหลักโดย MB&F เอง โดยใช้กลไกพื้นฐานจาก Girard-Perregaux กลไกนี้โดดเด่นด้วยการแสดง ชั่วโมงแบบกระโดดสองทิศทาง (Bi-directional jumping hours) และ นาทีแบบลาก (Trailing minutes) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

การแสดงผลอันน่าทึ่งนี้จะถูกฉายขึ้นในแนวตั้งบริเวณด้านข้างตัวเรือนผ่าน ปริซึมคริสตัลแซฟไฟร์ (Sapphire crystal prisms) สะท้อนแสงคู่พร้อมเลนส์ขยายในตัว ทำให้ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักขับ สามารถเหลือบมองเวลาได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องละสายตาจากสิ่งรอบข้าง

MB&F HM8 Mark 2 Purple: เมื่อซูเปอร์คาร์โลดแล่นบนข้อมือ

กลไกนี้ขับเคลื่อนด้วยโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติรูปขวานรบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำจากทอง 22K สำรองพลังงานได้ถึง 42 ชั่วโมง และเดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) โดยรวมแล้ว กลไกอันซับซ้อนนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วน 247 ชิ้น และทับทิม 30 เม็ด

สำหรับการใช้งาน ผู้สวมใส่สามารถขึ้นลานนาฬิกาได้โดยการปลดล็อกเม็ดมะยมด้วยการกดเข้าไปแล้วหมุนทวนเข็มนาฬิกา เมื่อปลดล็อกแล้ว (ตำแหน่ง 1) ให้หมุนเม็ดมะยมตามเข็มนาฬิกาสองสามครั้งเพื่อขึ้นลาน ส่วนการตั้งเวลา เพียงดึงเม็ดมะยมออกมา (ตำแหน่ง 2) แล้วสามารถหมุนเพื่อตั้งเวลาไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ เมื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า ให้ดันเม็ดมะยมกลับเข้าไปจนสุดแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกาเพื่อล็อกให้เข้าที่อย่างแน่นหนา

ปิดท้ายด้วย สายยางสีขาว ที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อมอบทั้งความสบายสูงสุดในการสวมใส่ และเสริมความโดดเด่นของตัวเรือนสีม่วงให้สะดุดตายิ่งขึ้น พร้อมหัวเข็มขัดแบบเข็มที่ทำจากไทเทเนียม เพื่อความแข็งแรงและน้ำหนักเบา

และนี่คือเรื่องราวของ HM8 Mark 2 Purple ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกาบอกเวลา แต่ยังเป็นงานศิลปะที่บอกเล่าความฝัน ความหลงใหล และนวัตกรรมที่ไร้ขีดจำกัด สวมใส่ซูเปอร์คาร์บนข้อมือของคุณ แล้วคุณล่ะ…พร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครนี้แล้วหรือยัง?

ข้อมูลทางเทคนิค
HM8 Mark 2 Purple

ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ผสาน CarbonMacrolon® สีม่วงสด ขนาด 47 x 41.5 x 19 มม. พร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันสะท้อนทุกด้าน และระบบเม็ดมะยม “Double Disengagement” กันน้ำ 30 เมตร

หน้าปัด: แสดง ชั่วโมงแบบกระโดดสองทิศทาง และ นาทีแบบลาก ในแนวตั้งด้านข้างตัวเรือน ผ่าน ปริซึมคริสตัลแซฟไฟร์ พร้อมเลนส์ขยาย เพื่อการอ่านค่าที่สะดวกสำหรับนักขับ

กลไก: “เครื่องจักรกลแห่งการบอกเวลาแบบสามมิติ” พัฒนาโดย MB&F (ใช้กลไกพื้นฐาน Girard-Perregaux) มาพร้อมโรเตอร์ทอง 22K สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) ประกอบด้วย 247 ชิ้นส่วน และ 30 ทับทิม

สาย: มาพร้อม สายยางสีขาว มอบทั้งความสบายในการสวมใส่และเสริมความโดดเด่นของตัวเรือนสีม่วง พร้อมหัวเข็มขัดแบบเข็มทำจากไทเทเนียมเพื่อความแข็งแรง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | MB&F

Tick&Talk: Alain Delon เมื่อรสนิยมแห่งโลกภาพยนตร์มาบรรจบกับเรือนเวลา

ถอดรสนิยมเรือนเวลาของ Alain Delon จากไอคอนจอเงินสู่ผู้สร้างเทรนด์ สัญลักษณ์แห่งความสง่างาม

สัปดาห์นี้ขอเปิดคอลัมน์ “Tick&Talk” ด้วยเรื่องราวที่แตกต่างออกไปสักหน่อย ไม่ได้เจาะลึกกลไกหรือเทรนด์ล่าสุด แต่เป็นการพาไปสำรวจ แรงบันดาลใจ

ช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสย้อนดูภาพยนตร์คลาสสิกหลายเรื่องของ Alain Delon (อาแล็ง เดอล็อง) นักแสดงชาวฝรั่งเศสผู้เป็นตำนานแห่งความสง่างามและมีสไตล์อันโดดเด่น ยิ่งได้เห็นลุคของเขาบนจอเงิน ก็ยิ่งจุดประกายความสงสัยว่า ชายผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่เหนือกาลเวลาผู้นี้ มีรสนิยมด้านเรือนเวลาเป็นอย่างไร? นาฬิกาที่เขาเลือกสวมใส่ทั้งในจอและนอกจอ สะท้อนอะไรในตัวเขา และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนาฬิกาในยุคนั้นอย่างไรบ้าง?

และนั่นคือที่มาของบทความในสัปดาห์นี้ ที่จะมาค้นหาคำตอบว่า ทำไมนาฬิกาบนข้อมือของ Alain Delon ถึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นส่วนหนึ่งของบทบาท ตัวตน และรสนิยมอันไร้ที่ติของเขา

Alain Delon ในวัย 83 ปี ขณะรับรางวัล Honorary Palme d’Or อันทรงเกียรติ ณ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2019
บนข้อมือของนักแสดงระดับตำนานผู้นี้ คือ Bvlgari Octo Finissimo นาฬิกาที่สะท้อนถึงรสนิยมอันลึกซึ้งและความสง่างามเหนือกาลเวลา ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สไตล์ของ Alain Delon และความประณีตของเรือนเวลาก็ยังคงอยู่คู่กันเสมอ

Alain Delon จากไอคอนจอเงินสู่ผู้สร้างเทรนด์แห่งเรือนเวลา

ถ้าพูดถึง Alain Delon ชายผู้ที่ไม่ได้เป็นแค่นักแสดง แต่คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งยุค 60s-80s ด้วยใบหน้าคมคาย ดวงตาที่อ่านยาก และบุคลิกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตราย ทำให้เขามักจะกลายเป็นที่จดจำในบทบาทมาเฟียหรือนักสืบผู้เงียบขรึมในภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาสมบูรณ์แบบอยู่เสมอก็คือ นาฬิกา ที่เลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือส่วนหนึ่งที่เติมเต็มคาแรคเตอร์และรสนิยมส่วนตัวของเขาได้อย่างแนบเนียน

Alain Delon ในบทบาทจากภาพยนตร์ The Samurai (1967) กับนาฬิกาทรง Cushion-shaped steel จาก Baume and Mercier ที่สวมโดยหันหน้าปัดเข้าด้านในข้อมือ เสริมลุคลึกลับของตัวละครได้อย่างลงตัว

นาฬิกาคู่ใจในตำนานภาพยนตร์

มาดูกันว่ามีนาฬิการุ่นไหนบ้างที่ปรากฏเคียงข้าง Alain Delon ในฉากภาพยนตร์ที่เราไม่อาจลืมเลือน:

  • Universal Genève Polerouter ใน La Piscine (1969): ในภาพยนตร์สุดคลาสสิกแห่งปี 1969 เรื่องนี้ จะได้เห็น Alain Delon สวมใส่ Universal Genève Polerouter บนข้อมือ ดีไซน์ตัวเรือนที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และสายแบบ Bracelet Fit ดูเข้ากันกับบรรยากาศอันร้อนระอุและเร่าร้อนของเรื่องราวได้เป็นอย่างดี Polerouter ไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาทั่วไป แต่เป็นผลงานการออกแบบของ Gérald Genta ซึ่งกลายเป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงสไตล์ของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน
  • Baume and Mercier ใน The Samurai (1967): ในบทบาทของนักฆ่าผู้เงียบขรึมอย่าง Jef Costello จะเห็นเขาสวมใส่นาฬิกาทรง Cushion-shaped steel timepiece จาก Baume and Mercier นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนนี้ช่วยเสริมบุคลิกที่ลึกลับและเยือกเย็นของตัวละครได้เป็นอย่างดี สะท้อนถึงดีไซน์ที่หลากหลายและน่าสนใจของยุค 60s
  • Rolex Submariner ใน Les Aventuriers (1967): แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ Alain Delon ก็เคยสวมใส่ Rolex Submariner นาฬิกาดำน้ำในตำนาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Submariner นั้นเป็นที่นิยมในหมู่นักผจญภัยและผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ทนทาน และมีสไตล์มาตั้งแต่ยุคนั้น
  • Audemars Piguet Royal Oak “Jumbo”: ขยับมาในช่วงยุค 70s และ 80s จะเห็น Alain Delon สวมใส่ AP Royal Oak “Jumbo” ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Boomerang (1976) และ Cop’s Word (1985) นาฬิกาดีไซน์ Integrated Bracelet อันเป็นเอกลักษณ์นี้ เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราแบบสปอร์ตที่เหนือกาลเวลา และบ่งบอกถึงรสนิยมระดับสูงที่เลือกสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุด
Alain Delon กับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมนาฬิกา Baumatic Micro Rotor automatic bracelet watch ref. 1185 ในภาพยนตร์ Big Guns (1973)
AP Royal Oak “Jumbo” บนข้อมือของ Alain Delon ใน Boomerang (1976), Cop’s Word (1985), และ Let Sleeping Cops Lie (1988) ตำนานคู่ตำนาน
เบื้องหลังความเท่เหนือกาลเวลาของ Alain Delon คือ AP Royal Oak “Jumbo”
Alain Delon ในช่วงบั้นปลายชีวิตกับ Breitling Chronomat บนข้อมือ
ภาพนี้ตอกย้ำว่ารสนิยมอันโดดเด่นของนักแสดงระดับตำนานผู้นี้ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา แม้จะเข้าสู่วัยชรา แต่ความสง่างามและความผูกพันกับเรือนเวลาก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเขาเสมอ

รสนิยมที่สะท้อนตัวตน จากจอเงินสู่ชีวิตจริง

นอกเหนือจากบทบาทในภาพยนตร์ Alain Delon ยังคงรักษาภาพลักษณ์ผู้ชายมีรสนิยมไว้อย่างคงเส้นคงวา เคยสวมใส่ Enicar Sherpa Ultradive ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำที่มีความทนทานและมีดีไซน์เฉพาะตัว และยังเคยมี Baumatic Micro Rotor automatic bracelet watch ref. 1185 ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจในกลไกอัตโนมัติ

ความน่าสนใจอีกอย่างคือในปี 2012 Alain Delon ได้นำนาฬิกากว่า 100 เรือนจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของเขาออกประมูล ซึ่งทำเงินไปได้กว่า 590,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไฮไลท์จากการประมูลครั้งนั้นรวมถึง Audemars Piguet Royal Oak “Jumbo”, Cartier Tank Reversible, และ Cartier Tank with a lapis lazuli bezel ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและคุณค่าของนาฬิกาที่เขาได้เก็บสะสมมาตลอดชีวิต

ความสง่างามบนข้อมือของ Alain Delon ใน La Piscine (1969) กับ Universal Genève Polerouter ดีไซน์แบบ Bracelet-fitted ที่ยังคงความอมตะจนถึงทุกวันนี้
Alain Delon ขณะอยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Diabolically Yours” (1967) เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของนักแสดงระดับตำนานในยุคทองของภาพยนตร์ (© MPP / Bestimage)
© AGENCY / BESTIMAGE
Alain Delon ในบทบาทแจ้งเกิดจากภาพยนตร์คลาสสิก Purple Noon (1960) จุดเริ่มต้นของตำนานไอคอนแห่งสไตล์และจอเงิน

ภาพจากกองถ่าย “Les Aventuriers” (1967) ที่รวมนักแสดงระดับตำนานไว้ด้วยกัน: Alain Delon (กลาง), Lino Ventura (ซ้าย) และ Joanna Shimkus (ขวา)

เบื้องหลังฉากแอ็กชัน เรามักเห็น Delon สวมใส่ Enicar Sherpa Ultradive เรือนโปรดอยู่รอบกองถ่าย แต่เมื่อถึงเวลาเข้าฉากสำคัญในภาพยนตร์ เขาได้สวม Rolex Submariner ที่เป็นตำนาน นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนว่านาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่คือส่วนหนึ่งที่สร้างบุคลิกและสไตล์ในโลกภาพยนตร์

บทสรุป นาฬิกาในฐานะส่วนหนึ่งของตำนาน

เรื่องราวของ Alain Delon และนาฬิกาของเขา ไม่ได้เป็นเพียงการบอกเล่าถึงรสนิยมส่วนตัวของนักแสดง แต่เป็นการย้ำเตือนว่านาฬิกาสามารถเป็นส่วนขยายของบุคลิกภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยได้อย่างไร นาฬิกาที่เขาเลือกสวมใส่ทั้งในภาพยนตร์และชีวิตจริง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำและตำนานของเขาไปแล้ว

หวังว่าเรื่องราวของ Alain Delon ในวันนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านทุกท่านมองนาฬิกาด้วยสายตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่คือผู้เล่าเรื่องราว และเป็นพยานแห่งกาลเวลาที่ยังคงมีชีวิตอยู่บนข้อมือ

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในคอลัมน์ “Tick&Talk”

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ:ที่มา | Revolutionwatch

สุนทรียะแห่งกาลเวลาใต้ผืนน้ำ เผยมิติใหม่ของนาฬิกาดำน้ำ Fifty Fathoms ที่รังสรรค์เพื่อเธอ

นาฬิกาดำน้ำสำหรับผู้หญิง: เมื่อคลื่นลูกใหม่แห่งประวัติศาสตร์ ซัดสาดสู่ข้อมือสุภาพสตรี

เคยไหม… ที่รู้สึกว่าบางสิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเราโดยเฉพาะ? ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังสะท้อนตัวตน แรงปรารถนา และเรื่องราวที่เราเก็บซ่อนไว้ในใจลึกๆ เหมือนบางครั้งที่ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ได้เลือกที่จะสลักบทใหม่ลงบนหน้ากระดาษ

Blancpain Fifty Fathoms Automatique รุ่นใหม่สำหรับผู้หญิง

และครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น Blancpain Fifty Fathoms Automatique สองเรือนเวลาใหม่ ที่รังสรรค์มาเพื่อคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ เปรียบดังคลื่นลูกใหม่ที่ซัดสาดนำตำนานแห่งความกล้าหาญ ความลึกซึ้ง และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้หญิงมาสู่ผืนน้ำแห่งกาลเวลา

ย้อนกลับไปในยุคที่การดำน้ำยังเป็นเรื่องของผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ท่ามกลางความท้าทายใต้ท้องทะเลลึก คุณ Jean-Jacques Fiechter อดีต CEO ผู้บุกเบิกแห่ง Blancpain ได้สังเกตเห็นสิ่งน่าสนใจอย่างหนึ่งจากนักดำน้ำหญิงในทีมของเขา… พวกเธอใช้ “อากาศน้อยกว่า” และ “อยู่ใต้น้ำได้นานกว่า” อย่างน่าอัศจรรย์!

เรื่องเล่าเล็กๆ นี้ ไม่ใช่เพียงแค่เกร็ดประวัติศาสตร์ แต่คือแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งที่หล่อหลอมให้ Blancpain มองเห็นถึงพลังและศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของผู้หญิง พลังที่ซ่อนอยู่ในความสง่างามและความละเอียดอ่อน

วันนี้ Blancpain จึงภูมิใจนำเสนอ Fifty Fathoms ในมิติใหม่ ไม่ใช่แค่การลดขนาด แต่คือการ “สร้างสรรค์ใหม่” ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยตัวเรือนขนาด 38 มม. ที่ออกแบบมาเพื่อโอบรับข้อมืออันเรียวบางของผู้หญิง พร้อมเปิดประตูสู่เรื่องราวบทใหม่แห่งการสำรวจ และการผจญภัยใต้ท้องทะเลลึก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Fifty Fathoms มาโดยตลอด

กำเนิดคลื่นลูกใหม่แห่ง Blancpain บทกวีแด่สตรีผู้หลงใหลในมหาสมุทร

วันที่ 12 มิถุนายน 2565 คือวันประวัติศาสตร์ที่คลื่นลูกใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น ณ อาณาจักร Blancpain ด้วยเรือนเวลา Fifty Fathoms Automatique แสนงดงาม 2 รุ่น ที่ถักทอมาเพื่อคุณผู้หญิงผู้หลงใหลในเสน่ห์อันลึกล้ำของมหาสมุทร และจิตวิญญาณแห่งการสำรวจอันไร้ขีดจำกัด

นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาดำน้ำในเวอร์ชันผู้หญิง แต่คือการตีความใหม่ผ่านสายตาของสุภาพสตรีสมัยใหม่ ที่เข้าใจถึงความต้องการและสไตล์เฉพาะตัวของพวกเธอ

“นาฬิการุ่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในนาฬิกาสปอร์ตที่มาพร้อมความสง่างาม และถูกออกแบบมาให้เข้ากับข้อมือที่เรียวบางได้เป็นอย่างดี” คุณ Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “มันถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาของเรา และถึงสุภาพสตรีผู้ซึ่งช่วยเผยให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของโลกใต้ท้องทะเลผ่านมุมมองเชิงศิลป์และความกล้าหาญของพวกเธอ”

Blancpain Fifty Fathoms Automatique รุ่นใหม่สำหรับผู้หญิง

เรื่องราวบทใหม่ของ 38 มม. เมื่อความสมบูรณ์แบบมาพร้อมกับขนาดที่ใช่

มาเจาะลึกกันเลยดีกว่าว่าทำไม Fifty Fathoms Automatique สองเรือนนี้ถึงได้พิเศษและน่าจับตามองขนาดนี้! นี่ไม่ใช่แค่การปล่อยนาฬิการุ่นใหม่ แต่มันคือการประกาศจุดยืนของ Blancpain ที่เข้าใจผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง

คุณเคยรู้สึกไหมว่านาฬิกาหลายรุ่นที่ทำออกมาสำหรับผู้หญิง มักจะเป็นแค่การ “ย่อส่วน” รุ่นของผู้ชายให้เล็กลง? แต่กับ Fifty Fathoms ขนาด 38 มม. นี้ไม่ใช่เลย! ทีมออกแบบของ Blancpain ตั้งใจรังสรรค์สัดส่วนใหม่ทั้งหมด ทุกโค้งเว้า ทุกมิติ ถูกปรับจูนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เข้ากับข้อมือของผู้หญิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการสร้างสรรค์ศิลปะบนข้อมือที่ลงตัวและงดงามจริงๆ แถมยังเป็นเหมือนการเปิดประตูบานใหม่สำหรับ Fifty Fathoms ให้มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นในอนาคตด้วย

เสน่ห์อันทรงพลังแห่งสีสัน ดำลึกลับ หรือ ชมพูสดใส?

หัวใจสำคัญของโมเดลใหม่นี้ คือความงดงามเปล่งประกายของ Mother-of-pearl ที่เปรียบดั่งขุมสมบัติเรืองแสงจากท้องทะเล

  • สีดำอันทรงพลัง: หน้าปัดสีดำที่ใช้เทคนิค “Dégradé” อันน่าหลงใหล ไล่เฉดสีอย่างประณีต จนเกิดเป็นมิติที่ลุ่มลึก ถูกจับคู่กับตัวเรือน Red Gold 18 กะรัต ขัดเงาที่เปล่งประกายราวกับเครื่องประดับชิ้นเอกบนข้อมือ เสริมความหรูหราด้วยสายยางแบบ Tropic ที่สวมใส่สบาย แต่ยังคงความภูมิฐาน หน้าปัดสี Smoky Black และทองคำผสมผสานกันอย่างลงตัว แสนโดดเด่นทั้งในช่วงเวลากลางวันและยามค่ำคืน ไม่ว่าจะไปทำงาน ออกงาน หรือดำน้ำ ก็สะกดทุกสายตาได้อยู่หมัด
  • สีชมพูอันแสนสดใส: เปล่งประกายพลังแห่งความเยาว์วัย ด้วยหน้าปัด Mother-of-pearl สี Petal Pink ที่เปล่งปลั่ง ล้อมด้วยตัวเรือน ไทเทเนียมปัดด้าน ในเฉดสีเทาอ่อน ที่เข้ากันได้อย่างสวยงามลงตัวกับขอบหน้าปัดสีชมพูเรืองแสง เสริมลุคให้สมบูรณ์แบบด้วยสายผ้าสีขาวที่แต่งแต้มด้วยแถบสี Electric Pink และ Petal Pink เพิ่มความมีชีวิตชีวาและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว ออกแบบมาเพื่อให้โดดเด่นและเปี่ยมไปด้วยพลังในทุกท่วงท่า

ไม่ว่าจะเลือกสีไหน เรือนเวลาทั้งสองยังคงมาพร้อมกับความเป็นเลิศทางเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ของ Blancpain อย่างครบถ้วน อาทิ ขอบหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโดมที่หมุนได้ทิศทางเดียว อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 300 เมตร และยังถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติรหัส 1153 ที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 100 ชั่วโมง หมดห่วงเรื่องการไขลานบ่อยๆ ไปได้เลย!

ความเคารพต่อมหาสมุทร… และสุภาพสตรี เมื่อนาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา

นาฬิการุ่นนี้เป็นมากกว่าเรือนเวลาที่หรูหรา แต่มันสื่อถึง Blancpain Ocean Commitment พันธสัญญาอันแน่วแน่ของเมซงแห่งนี้ที่มีต่อการอนุรักษ์มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล และที่พิเศษไปกว่านั้น คือการรำลึกถึงบทบาทอันทรงคุณค่าของสุภาพสตรีในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

Ocean Photographer of the Year (OPY) คือการประกวดภาพถ่ายระดับโลกที่จัดขึ้นโดย Oceanographic Magazine ร่วมกับ Blancpain มาตั้งแต่ปี 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องภาพถ่ายมหาสมุทรที่โดดเด่นภายใต้หัวข้อที่หลากหลาย

และที่น่าสนใจคือ รางวัล Female Fifty Fathoms Award ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2021 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องช่างภาพหญิงผู้มีผลงานโดดเด่นที่เน้นย้ำถึงการอนุรักษ์มหาสมุทร ถ่ายทอดความงามและความเปราะบางของท้องทะเลผ่านเลนส์ของพวกเธอ

“รางวัล Female Fifty Fathoms Award ไม่เพียงแต่ยกย่องความเป็นเลิศด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังยกย่องความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสุภาพสตรีกับท้องทะเลอีกด้วย” คุณ Marc A. Hayek กล่าวเสริม “และตอนนี้นับเป็นครั้งแรกที่รางวัล Ocean Photographer of the Year ได้มีนาฬิกาที่ถูกอุทิศให้โดยเฉพาะ เกิดเป็นความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นระหว่างการถ่ายภาพท้องทะเลกับมรดกแห่งจักรกลเรือนเวลาของ Blancpain”

เขาทิ้งท้ายด้วยประโยคที่กินใจว่า “ภาพแต่ละภาพจะบอกเล่าเรื่องราวของความยืดหยุ่นปรับตัว อีกทั้งความมหัศจรรย์ เฉกเช่นเดียวกับจิตวิญญาณของนาฬิการุ่นใหม่เหล่านี้ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงที่เป็นผู้นำ พร้อมความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์”

ข้อมูลทางเทคนิค
Blancpain Fifty Fathoms Automatique รุ่นใหม่สำหรับผู้หญิง
  • ขนาด: ตัวเรือน 38 มม. ที่ออกแบบมาใหม่ให้เข้ากับข้อมือผู้หญิงโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ย่อส่วน
  • วัสดุตัวเรือน: มีให้เลือก 2 แบบ คือเรดโกลด์ 18 กะรัต (สำหรับหน้าปัดสีดำ) และไทเทเนียม (สำหรับหน้าปัดสีชมพู)
  • หน้าปัด: ทำจากเปลือกหอยมุก (Mother-of-pearl) ที่มีการไล่เฉดสีสวยงาม มีสีดำและสีชมพู
  • กลไก: ใช้เครื่องระบบอัตโนมัติ Calibre 1153 ที่ผลิตโดย Blancpain เองและสามารถเก็บพลังงานสำรองได้นานถึง 100 ชั่วโมง (ประมาณ 4 วัน)
  • สาย: มีให้เลือกทั้งแบบ ยาง (Tropic) ผ้าใบ (Sail-canvas) และ ผ้า NATO

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Blancpain

ดำดิ่งสู่ห้วงเวลา เมื่ออดีตบรรจบอนาคตใน Seastar Chronograph 38mm

เมื่อตำนานแห่งท้องทะเลกลับมาอีกครั้งกับ Seastar โฉมใหม่ในขนาด 38 มม.

ในผืนประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวลมนุษยชาติ มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงสะท้อนถึงความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อน และความปรารถนาที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดอยู่เสมอ นั่นคือ “เวลา” และ “นาฬิกา” ก็คือเครื่องมืออันงดงามที่ร้อยเรียงเรื่องราวของกาลเวลานั้นเข้าไว้ด้วยกัน หากจะเปรียบประดุจบทกวีที่ร่ายรำอยู่บนข้อมือ นาฬิกาก็คือบทกวีที่ไม่มีวันจบสิ้น โดยเฉพาะนาฬิกาที่ถือกำเนิดขึ้นจากความลึกล้ำของมหาสมุทร…

บางครั้งอาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า เหตุใดจึงควรให้ความสนใจกับเรื่องราวของ Tissot Seastar Chronograph 38mm เรือนนี้ นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อได้พินิจนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อท้าทายห้วงน้ำลึก จิตใจก็พลันหวนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตอันน่าอัศจรรย์

ครั้งหนึ่ง มนุษย์เคยเชื่อว่าใต้ผืนน้ำอันเวิ้งว้างนั้นคือโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยปริศนาและความเร้นลับ แต่ด้วยความกล้าหาญและความกระหายใคร่รู้ เราก็ค่อยๆ คลี่คลายม่านหมอกแห่งความลึกลับนั้นลงทีละน้อย เฉกเช่นเดียวกับที่ Tissot ได้บุกเบิกเส้นทางแห่งนาฬิกากันน้ำมานานกว่าทศวรรษ เพื่อตอบสนองความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะพิชิตดินแดนที่ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของฟังก์ชันการกันน้ำอันแสนธรรมดา แต่มันคือการเดินทางอันยาวนานที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ความเที่ยงตรง และความงดงามที่กาลเวลาไม่อาจพรากไปได้ และในวันนี้ การเดินทางบทใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งกับ Seastar โครโนกราฟขนาด 38 มม. ที่ไม่ได้เป็นเพียงการกลับมาของตำนาน แต่เป็นการตีความใหม่ที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว และเชื่อได้เลยว่า เมื่อได้สัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังของนาฬิกาเรือนนี้ จะรู้สึกถึงความลึกซึ้งและมีชั้นเชิงในทุกรายละเอียด

Seastar โฉมใหม่ การผสานความงามและฟังก์ชัน

จากจุดเริ่มต้นในปี 1952 ที่ Seastar ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นในประสิทธิภาพของแบรนด์ วันนี้ Seastar Chronograph 38mm ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนขนาดให้กะทัดรัดขึ้น แต่เป็นการสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันพิถีพิถันและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังในทุกอณู

นาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่นี้ได้รังสรรค์การตีความ Seastar ขึ้นมาถึง 6 รูปแบบ แต่ละแบบล้วนสะท้อนแสง เล่นกับเงา และสร้างสรรค์เอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับคอลเลกชั่นได้อย่างน่าทึ่ง ลองจินตนาการถึง เรือนแรก หน้าปัดสีเงินและขาวแบบไล่เฉดสีแนวตั้งที่บรรจุอยู่ในตัวเรือนสเตนเลสสตีล จับคู่กับสายซิลิโคนสีขาวบริสุทธิ์ ให้ความรู้สึกราวกับแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบผิวน้ำระยิบระยับ ส่องประกายงดงาม

ต่อมาคือ เรือนที่สอง ที่สร้างความแตกต่างด้วยการจับคู่หน้าปัดสีน้ำเงินอมเขียวขัดเงา เข้ากับตัวเรือน PVD โรสโกลด์แบบเต็มเรือน และสายซิลิโคนสีน้ำเงินอมเขียวที่เข้ากัน การเล่นกับสีสันและอุณหภูมิของสีนี้ ให้ความรู้สึกสดใสราวกับความทรงจำอันล้ำค่าที่ถูกหล่อหลอมโดยท้องทะเลที่ลึกสุดหยั่ง

และยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีรุ่น PVD สีดำสนิทอีก 2 แบบ ทั้งแบบสายซิลิโคนและสายเหล็ก ซึ่งขยายขอบเขตของสายนาฬิกาให้ดูมีมิติและบ่งบอกความเป็นตัวตนได้มากขึ้น ดุจความลึกลับของห้วงมหาสมุทรยามค่ำคืน

สำหรับ สองรุ่นสุดท้าย มาในรูปแบบสเตนเลสสตีล โดยเรือนหนึ่งจับคู่กับหน้าปัดสีดำขัดเงา ส่วนอีกเรือนเพิ่มความหรูหราด้วย PVD ทองคำเหลืองบนสายนาฬิกา เพื่อให้ได้การตีความแบบทูโทนที่ลงตัว แต่ละเรือนนำเสนอกระแสน้ำที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว ก็จะกลายเป็นน้ำขึ้นน้ำลงที่สมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายที่มาบรรจบกันได้อย่างกลมกลืน

Tissot Seastar Chronograph 38mm

ใต้พื้นผิว ขุมพลังแห่งการดำดิ่ง

แน่นอนว่าความสวยงามภายนอกเป็นสิ่งดึงดูดใจ แต่สิ่งที่ทำให้ Seastar Chronograph 38mm น่าหลงใหลอย่างแท้จริง คือขุมพลังและฟังก์ชันการทำงานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงามนั้น

นาฬิกาโครโนกราฟควอตซ์ขนาด 38 มม. รุ่นใหม่นี้ได้ถ่ายทอดแก่นแท้ของฟังก์ชันสำหรับกีฬาทางน้ำออกมาในรูปแบบที่ทันสมัย ผลิตจากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง และสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 30 บาร์ (เทียบเท่า 300 เมตร หรือ 1,000 ฟุต) ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ หรือการดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลลึก Seastar เรือนนี้ก็พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกสถานการณ์

กลไกโครโนกราฟควอตซ์แบบสวิสที่บรรจุอยู่ภายในนั้นมาพร้อมกับกรอบสำหรับกีฬาทางน้ำแบบทิศทางเดียว และที่สำคัญคือ มีเม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียวเพื่อการปกป้องที่แน่นหนายิ่งขึ้น หมดกังวลเรื่องน้ำเล็ดลอดเข้าไปทำความเสียหาย

ส่วนหน้าปัดย่อยก็ถูกจัดวางอย่างสมดุล ช่วยให้การควบคุมและอ่านค่าเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่เข็มนาฬิกาและเครื่องหมายเรืองแสง Super-LumiNova® ก็ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้ในที่แสงน้อย หรือในห้วงน้ำที่มืดมิด

Seastar Chronograph 38mm จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบอกเวลาเท่านั้น แต่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้ที่เคลื่อนไหวราวกับสายน้ำ สงบนิ่งเหมือนผิวน้ำ แต่เปี่ยมไปด้วยพลังภายในที่ไม่มีวันสิ้นสุด และไม่เคยหวั่นเกรงที่จะดำดิ่งลงไปสู่ความลึกที่ไม่เคยมีมาก่อน… นี่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานฝีมืออันประณีต ความทนทาน และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่รอคอยการค้นพบ

ข้อมูลทางเทคนิค
Seastar Chronograph 38mm

ตัวเรือน: ขนาดกะทัดรัด 38 มม. เหมาะกับข้อมือหลากหลายขนาด ทนทานต่อรอยขีดข่วน
หน้าปัด: ใช้คริสตัลแซฟไฟร์บนหน้าปัด
ฟังก์ชันดำน้ำ: มีขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียวและเม็ดมะยมแบบขันเกลียวล็อค กันน้ำได้ถึง 300 เมตร  เหมาะสำหรับกีฬาทางน้ำและการดำน้ำลึก
กลไกสวิสเที่ยงตรง: ขับเคลื่อนด้วยระบบโครโนกราฟควอตซ์ของสวิตเซอร์แลนด์ อ่านง่ายในที่มืด เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสาร Super-LumiNova® เรืองแสง
สาย: ปรับเปลี่ยนสไตล์ได้เลือกได้ทั้งสายเหล็กและสายซิลิโคนแบบเปลี่ยนเร็ว

เรื่องราวของ Tissot Seastar Chronograph 38mm ที่นำเสนอไปนี้ ทำให้คุณผู้อ่านรู้สึกสนใจในนาฬิกาเรือนนี้มากขึ้นบ้างหรือไม่?

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ:ที่มา | Tissot

The Collector’s Perspective EP.2 | คุณหมอตง: เจาะลึกจักรกลเวลาผ่านมุมมองนักสะสม

พบกับคอลเลกชันนาฬิกาหายากและแขกรับเชิญสุดพิเศษ นายแพทย์กิจจา ฤดีขจร หรือ คุณหมอตง ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสารานุกรมแห่งวงการนาฬิกาไทย

พบกับประสบการณ์สุดพิเศษใน The Collector’s Perspective EP.2 ครั้งนี้ REVOLUTION THAILAND จะพาคุณไปเจาะลึกโลกของนาฬิกาไปกับ นายแพทย์กิจจา ฤดีขจร หรือ คุณหมอตง ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสารานุกรมแห่งวงการนาฬิกาไทย และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้ลึกรู้จริง

คุณหมอจะมาเปิดเผยเรื่องราวของเรือนเวลาสุดพิเศษที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน! รวมถึงบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความหลงใหลและมุมมองอันลึกซึ้งต่อโลกของนาฬิกา พลาดไม่ได้กับเรื่องราวที่น่าสนใจของแต่ละเรือนเวลาในคอลเลกชัน

และยังสามารถอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณหมอตงได้ที่นี่ บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย

รับชมรายการเต็มของ ‘The Collector’s Perspective’ ได้ในวันเสาร์นี้ ทาง Youtube ช่อง REVOLUTION WATCH THAILAND


ช่องทางติดตามเพิ่มเติมของ REVOLUTION THAILAND:
➡️ Follow us on Instagram – instagram.com/revowatchthai/
➡️ Find us on Facebook – facebook.com/RevoWatchThai/
➡️ Read more on our website – revolutionthailand.com/

#RevolutionThailand #RevoTHxTheCollectorsPerspective #TheCollectorsPerspective #Watches #WatchCollector #นาฬิกา #คุณหมอตง #นักสะสมนาฬิกา #เรือนเวลา #เรื่องเล่านาฬิกา

Wrist Luck: นาฬิกากับพลังแห่งโชคชะตา สวมใส่เรือนไหน..เสริมดวงให้ชีวิตคุณ “ปัง”

เปิดมิติใหม่ของนาฬิกา! ค้นหาสไตล์ที่ใช่ เสริมพลังให้คุณมั่นใจและดึงดูดโชคลาภในทุกวัน ไปกับ Wrist Luck ซีรีส์ เจาะลึก 5 สไตล์นาฬิกาคู่ใจ

ในแต่ละวันที่ผ่านไป เรามักจะเลือกสรรสิ่งของต่างๆ มาประดับกาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่งกระเป๋า แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป ทั้งๆ ที่มันอยู่บนข้อมือเราตลอดเวลา นั่นคือนักบอกเวลาคู่ใจ หรือ “นาฬิกา” นั่นเอง

นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับบอกเวลาอีกต่อไปแล้ว ในโลกปัจจุบันมันคือสัญลักษณ์ของรสนิยม สถานะ และสำหรับบางคน มันคือเครื่องรางที่ช่วยเสริมพลังบวกและนำพาโชคลาภมาให้ ลองจินตนาการดูสิว่า การเลือกนาฬิกาที่ “ใช่” อาจช่วยเสริมดวงให้คุณตลอดสัปดาห์นี้ได้จริงๆ! คอลัมน์ Wrist Luck สัปดาห์นี้จะพาคุณไปสำรวจความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างนาฬิกาที่คุณสวมใส่ กับพลังงานรอบตัวที่อาจส่งผลต่อโชคชะตาของคุณ

เปิดมิติใหม่ นาฬิกาที่เป็นดั่ง “เครื่องนำโชค”

ในวัฒนธรรมโบราณหลายแห่ง เชื่อกันว่าสิ่งของที่เราสวมใส่ใกล้ตัว สามารถซึมซับพลังงานและส่งผลต่อออร่าของเราได้ นาฬิกาก็เช่นกัน ด้วยการที่มันอยู่บนข้อมือเราตลอดทั้งวัน มันจึงเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของเรา และเป็นตัวแทนของ “เวลา” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ลองคิดดูสิว่า หากคุณเลือกนาฬิกาที่รู้สึกดี มีความหมาย หรือแม้กระทั่งเชื่อว่ามันจะนำพาโชคดีมาให้ คุณจะรู้สึกมั่นใจและมีพลังในการใช้ชีวิตมากขึ้นแค่ไหน?

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์จ๋า แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง จิตวิทยาเชิงบวก และ ความเชื่อส่วนบุคคล เมื่อคุณรู้สึกดีกับสิ่งที่คุณสวมใส่ ความมั่นใจนั้นก็จะส่งผลต่อการกระทำและการตัดสินใจของคุณ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของ “โชคดี” ที่คุณสร้างขึ้นเอง

เจาะลึกสไตล์ เลือกนาฬิกาอย่างไร ให้ส่งเสริมพลังในแต่ละด้านของชีวิต

การเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับสถานการณ์และบุคลิกของคุณ เป็นก้าวแรกสู่การเสริมพลังบวก ลองมาดูกันว่าสไตล์นาฬิกาแบบไหนที่เหมาะกับคุณในสัปดาห์นี้

1. The Classic Charmer: เสริมความน่าเชื่อถือและความเป็นผู้นำ

สัปดาห์นี้มีนัดสำคัญทางธุรกิจ? ต้องพรีเซนต์งานใหญ่? หรือพบปะลูกค้าคนสำคัญ? นาฬิกาเดรสวอทช์ (Dress Watch) คือคำตอบ ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู คลาสสิก หน้าปัดที่สะอาดตา ตัวเรือนที่บางเบา และสายหนังคุณภาพดีสีดำ น้ำตาล หรือสายโลหะสีเงินเงางาม จะช่วยเสริมลุคให้คุณดูภูมิฐาน น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพ การเลือกนาฬิกาแบบนี้จะช่วยสร้างความประทับใจแรกพบ และส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของคุณ ทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเสริมพลัง:

  • Orient Bambino: โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิก วินเทจ มีหน้าปัดโค้งมน และตัวเรือนบางเบา เหมาะกับการสวมใส่คู่กับชุดทำงาน เสริมความสุภาพและจริงจัง

Orient Bambino เป็นนาฬิกาเดรสวอทช์ยอดนิยมที่โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกและกลิ่นอายวินเทจ หน้าปัดโค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์และตัวเรือนที่บางเบา ทำให้ดูสุภาพและจริงจัง เหมาะกับการสวมใส่คู่กับชุดทำงานในทุกโอกาส

ล่าสุด Orient ได้เปิดตัว Bambino รุ่นใหม่ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับหน้าปัดสีสันสดใสอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวอ่อน สีกรมท่า สีฟ้าคราม หรือสีบรอนซ์ พร้อมจับคู่กับสายหนังที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เข้ากับสีหน้าปัดอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำตาลคาเมลสำหรับหน้าปัดสีเขียวอ่อน

หรือสายสีเบจสำหรับหน้าปัดสีกรมท่าและฟ้าคราม รวมถึงสายสีน้ำตาลสำหรับหน้าปัดสีบรอนซ์ ทำให้เป็นนาฬิกาอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งชายและหญิง และเข้ากันได้กับทุกสไตล์

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ in-house รหัส F6724 ซึ่งสามารถขึ้นลานได้ผ่านเม็ดมะยม ให้ความเที่ยงตรงสูง (+25/-15 วินาทีต่อวัน) และสำรองพลังงานได้นานถึง 40 ชั่วโมง ทำให้เป็นเรือนเวลาที่ลงตัวสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่ไม่เพียงเสริมลุคให้ดูดี แต่ยังเชื่อถือได้ในทุกช่วงเวลาสำคัญของคุณ

2. The Adventurous Spirit: ปลุกพลังแห่งความกล้าและการผจญภัย

หากสัปดาห์นี้คุณมีแพลนท่องเที่ยว ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องใช้ความทนทาน นาฬิกาสปอร์ต (Sport Watch) หรือ นาฬิกาดำน้ำ (Diver Watch) คือเพื่อนคู่ใจที่ขาดไม่ได้

นาฬิกาเหล่านี้มักมาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำ กันกระแทก ตัวเรือนแข็งแรง หน้าปัดอ่านง่าย มีฟังก์ชันเสริม เช่น โครโนกราฟ หรือขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ (Bezel) สำหรับจับเวลาดำน้ำ การสวมใส่นาฬิกาสไตล์นี้จะช่วยเสริมพลังแห่งความกล้าหาญ ความคล่องตัว และความมุ่งมั่น ทำให้คุณพร้อมรับทุกความท้าทายที่เข้ามาในชีวิต

ตัวอย่างเสริมพลัง:

  • Seiko Prospex รุ่น Turtle: นาฬิกาดำน้ำในตำนานที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยความแข็งแกร่ง ทนทาน และดีไซน์ที่ดูสมบุกสมบัน เหมาะกับผู้ที่ชอบลุยหรือต้องการความมั่นใจในทุกสถานการณ์

Seiko Prospex รุ่น King Turtle The Great Blue PADI Special Edition (SRPK01K) คือนาฬิกาดำน้ำในตำนานที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยรูปทรงตัวเรือน “Turtle” อันเป็นเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งและทนทาน

หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาสมุทร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน PADI (Professional Association of Diving Instructors) และความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 200 เมตร ตัวเรือนขนาด 45 มม. ทำจากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง พร้อมกระจกแซฟไฟร์คริสตัลที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน มั่นใจได้ในทุกสภาวะ

ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 4R36 ที่สามารถไขลานด้วยมือได้ มีความเที่ยงตรงในระดับ +45 ถึง -35 วินาทีต่อวัน และสำรองพลังงานได้นานถึงประมาณ 41 ชั่วโมง

การออกแบบที่ดูสมบุกสมบันแต่ยังคงความประณีต ทำให้ Seiko Prospex King Turtle เป็นนาฬิกาที่เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย ต้องการความมั่นใจในทุกสถานการณ์ และพร้อมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

3. The Modern Minimalist: สร้างสมดุลและความสงบในจิตใจ

บางครั้ง ความเรียบง่ายก็คือความหรูหราที่แท้จริง หากคุณต้องการความสงบ ความสมดุล และความสง่างามที่ไร้กาลเวลา นาฬิกาสไตล์มินิมอล (Minimalist Watch) ที่มีหน้าปัดเรียบๆ ไม่มีตัวเลขเยอะ สายบางๆ หรือตัวเรือนที่ดูสะอาดตา จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ลดทอนความวุ่นวาย และโฟกัสกับสิ่งสำคัญได้ดีขึ้น การสวมใส่นาฬิกาแบบนี้จะสะท้อนถึงบุคลิกที่ทันสมัย คิดเร็ว ทำเร็ว และมีความชัดเจนในตัวเอง

ตัวอย่างเสริมพลัง:

  • Daniel Wellington: เป็นที่รู้จักในเรื่องดีไซน์ที่เรียบง่าย สะอาดตา และบางเบา เหมาะกับการแต่งตัวแบบสบายๆ หรือใส่ในวันพักผ่อน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและไม่วุ่นวาย

Daniel Wellington Classic Petite Ashfield (SKU: DW00100245)

เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ที่เรียบง่าย สะอาดตา และบางเบา โดยเฉพาะรุ่น Classic Petite Ashfield (SKU: DW00100245) เรือนนี้คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของนาฬิกาสไตล์มินิมอลที่ช่วยสร้างความสงบและสมดุลให้กับผู้สวมใส่

ด้วยตัวเรือนสี Rose Gold ที่ทำจากสเตนเลสสตีลชุบ PVD และหน้าปัดสี Black ที่ตัดกันอย่างลงตัว นาฬิกาเรือนนี้มอบรูปลักษณ์ที่เรียบหรูและทันสมัยอย่างที่สุด จุดเด่นอยู่ที่ความบางของตัวเรือนเพียง 6 มม. ซึ่งให้ความรู้สึกเบาสบายและไม่เกะกะบนข้อมืออย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดการลดทอนความวุ่นวายและเน้นความโปร่งสบายของสไตล์มินิมอล

สายนาฬิกาแบบถัก Mesh สี Black ที่ทำจากสเตนเลสสตีล (316L) ไม่เพียงแต่เสริมความเนี้ยบของดีไซน์ แต่ยังให้สัมผัสที่นุ่มนวลและปรับความยาวได้ง่าย (150-205 มม.) ซึ่งช่วยให้สวมใส่ได้อย่างพอดีและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับข้อมือ ความสามารถในการเปลี่ยนสายนาฬิกา ยังเปิดโอกาสให้คุณปรับลุคได้ตามอารมณ์ในแต่ละวัน โดยที่ยังคงรักษาความเรียบง่ายและเป็นตัวของตัวเอง

ขับเคลื่อนด้วยกลไก Japanese Quartz Movement ที่เชื่อถือได้และดูแลรักษาง่าย พร้อมคุณสมบัติกันน้ำได้ถึง 3 ATM (กันฝนได้) ทำให้เรือนนี้เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้ชีวิตที่เร่งรีบได้หยุดพักและชื่นชมความงามของความเรียบง่าย นำพาความสงบและความชัดเจนมาสู่จิตใจคุณในทุกย่างก้าว

4. The Bold Statement: แสดงออกถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และความโดดเด่น

สำหรับผู้ที่ต้องการฉีกกรอบ และแสดงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ นาฬิกาที่มีดีไซน์เฉพาะตัว (Unique/Statement Watch) ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่แปลกตา สีสันที่โดดเด่น วัสดุที่ไม่เหมือนใคร หรือแม้แต่นาฬิกาวินเทจหายาก

การเลือกนาฬิกาแบบนี้จะช่วยเสริมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าที่จะแตกต่าง และความเป็นผู้นำเทรนด์ ทำให้คุณเป็นจุดสนใจในทุกที่ที่คุณไป และดึงดูดโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจเข้ามาในชีวิต

ตัวอย่างเสริมพลัง:

  • Rado True Square Thinline (Ref. R27047902) คือนาฬิกาที่สร้าง “Statement” ได้อย่างเหนือชั้น และสะท้อนถึงแก่นแท้ของการออกแบบที่ทันสมัย ด้วยการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับความเที่ยงตรงแบบสวิสอย่างลงตัว นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับความบางเฉียบเพียง 5.0 มม. ที่บ่งบอกถึงความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอันก้าวล้ำของ Rado

ตัวเรือนและเม็ดมะยมทำจาก ไฮเทคเซรามิกสีเขียวขัดเงา ซึ่งเป็นวัสดุที่ Rado มีความเชี่ยวชาญ ทำให้ได้นาฬิกาที่มีความงดงามโดดเด่นร่วมสมัย ทั้งยังเบาสบาย (น้ำหนักเพียง 86.7 กรัม) ทนทานต่อรอยขีดข่วน และให้สัมผัสที่พิเศษไม่เหมือนใคร ความทนทานของโครงสร้างแบบเป็นชิ้นเดียวผนวกกับกระจกแซฟไฟร์แบบเรียบ ช่วยให้เรือนเวลานี้มีความสง่างามเหนือกาลเวลา

หน้าปัดประดับด้วย เปลือกหอยมุกสีเขียว ที่เล่นกับแสงได้อย่างสวยงาม พร้อมเข็มนาฬิกาที่เคลือบแลกเกอร์สีเหลืองและโลโก้ Rado สีเหลืองที่พิมพ์อย่างบรรจง สร้างความตัดกันและโดดเด่นสะดุดตาอย่างมีศิลปะ สายนาฬิกาทำจากไฮเทคเซรามิกสีเขียวขัดเงาเข้าคู่กับตัวเรือนอย่างกลมกลืน และล็อกด้วยตัวล็อกไทเทเนียมแบบ 3 พับ ให้ความรู้สึกเรียบเนียนเมื่อสวมใส่

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก Quartz Rado Calibre R420 ที่เชื่อถือได้ ขนาดตัวเรือน 37.0 มม. ให้ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างสไตล์และความสามารถในการสวมใส่ จึงเหมาะสำหรับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสำคัญหรือออกงานสังคม Rado True Square Thinline เรือนนี้จึงเป็นมากกว่านาฬิกา แต่เป็นเสมือนงานศิลปะบนข้อมือ ที่ช่วยประกาศถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใคร และความกล้าที่จะโดดเด่นในแบบฉบับของคุณ

5. The Tech Savvy: พลังแห่งนวัตกรรมและการเชื่อมต่อ

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลก การผสานรวมนวัตกรรมเข้ากับชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องปกติ นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ไฮเอนด์ (High-End Smartwatch) นั้นเป็นสัญลักษณ์ของความชาญฉลาดและประสิทธิภาพสูงสุดบนข้อมือ ที่เชื่อมต่อคุณกับโลกดิจิทัลอย่างราบรื่น

ช่วยให้คุณไม่พลาดทุกข้อมูลสำคัญ ติดตามสุขภาพเชิงลึก และจัดการชีวิตได้อย่างเหนือระดับ การสวมใส่นาฬิกาประเภทนี้จะเสริมพลังแห่งความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ความคิดที่ก้าวล้ำ และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับอนาคต

ตัวอย่างเสริมพลัง:

  • TAG Heuer Connected: ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาสวิสเข้ากับเทคโนโลยีสมาร์ทวอทช์ได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา วัสดุระดับพรีเมียม และฟังก์ชันอัจฉริยะครบครัน บ่งบอกถึงความเป็นผู้ที่ชื่นชอบนวัตกรรมแต่ยังคงไว้ซึ่งรสนิยมอันโดดเด่น

TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition คือนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่ผสมผสานความหลงใหลในความเร็วและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว เป็นการแสดงออกถึงความล้ำหน้าและประสิทธิภาพสูงสุดบนข้อมือของผู้สวมใส่

นาฬิการุ่นพิเศษนี้โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาด 45 มม. ที่ทำจากไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ ซึ่งให้ความทนทานสูงและรูปลักษณ์ที่ดุดัน สื่อถึงโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างชัดเจน มาพร้อมสายนาฬิกาแบบพิเศษที่ผสมผสานวัสดุสองชนิด (bi-material) อย่างยางสีดำและหนังลูกวัวลายแอสฟัลต์สีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสีแดง ให้ความรู้สึกสปอร์ตและมีชีวิตชีวาตามสีสันของทีม Oracle Red Bull Racing

นอกจากดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตาแล้ว ภายในยังคงคุณสมบัติของ Connected Calibre E4 ไว้อย่างครบครัน ด้วยหน้าจอ AMOLED ที่คมชัดสวยงาม ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Wear OS by Google™ พร้อมนำเสนอฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย เช่น การติดตามกิจกรรมการออกกำลังกายด้วย GPS และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่แม่นยำ

รวมถึงแอปพลิเคชันพิเศษเฉพาะรุ่นที่เชื่อมโยงคุณเข้ากับโลกของ Formula 1 และทีม Oracle Red Bull Racing อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดนาฬิกาที่มีธีมเฉพาะ การอัปเดตข้อมูลการแข่งขัน และการติดตามความคืบหน้าของทีมแบบเรียลไทม์

การสวมใส่ TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition จึงเป็นการบ่งบอกถึงความเป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ชื่นชมความแม่นยำและความเร็วของ Formula 1 และมีรสนิยมในนาฬิกาหรูที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับสไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเสริมพลังแห่งความชาญฉลาด ความกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า และความพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับโลกในแบบฉบับของคุณ

ในบทความนี้ เป็นพาร์ทที่เราได้สำรวจความสัมพันธ์อันน่าทึ่งระหว่างนาฬิกาและพลังงานในชีวิตของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกสไตล์นาฬิกาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิกที่เสริมความน่าเชื่อถือ ความสปอร์ตที่จุดประกายความกล้า นาฬิกามินิมอลที่สร้างความสงบ ความโดดเด่นที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ หรือความล้ำสมัยที่สะท้อนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

การเลือกนาฬิกาที่ “ใช่” ในแต่ละวัน คือการเริ่มต้นเสริมสร้างความมั่นใจและดึงดูดพลังบวกเข้ามาสู่ชีวิต จงเลือกนาฬิกาที่ไม่เพียงแค่บอกเวลา แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของคุณ และเสริมพลังให้คุณก้าวผ่านทุกความท้าทายได้อย่างมั่นใจ!

โปรดติดตาม “Wrist Luck” ตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า! เราจะพาคุณเจาะลึกถึง “พลังแห่งสีสัน” ของหน้าปัดนาฬิกา ว่าแต่ละสีจะช่วยเสริมดวงและนำพาโชคลาภอะไรมาให้คุณได้บ้าง… ห้ามพลาดนะคะ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Orient / Seiko / TAG Heuer / Rado / Daniel Wellington

The Reason Why: ทำไม ‘นาฬิกา Field Watch’ จึงกลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้สำหรับนักผจญภัยยุคนี้?

เจาะลึก Field Watch: ทำไมนาฬิกาแห่งความแกร่งนี้จึงตอบโจทย์นักผจญภัยยุคดิจิทัล?

เคยสงสัยไหมว่านาฬิกาคู่ใจของเหล่านักสำรวจ ทหารหาญ หรือแม้แต่นักเดินทางยุคบุกเบิก มีหน้าตาเป็นอย่างไร? ถ้าคุณหลงใหลในความแกร่ง ทนทาน และเรื่องราวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เชื่อได้เลยว่าคุณจะต้องตกหลุมรัก ‘Field Watch’ อย่างหัวปักหัวปำ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ Field Watch กันก่อน มันคือนาฬิกาที่ถือกำเนิดขึ้นจากความจำเป็นในสนามรบ ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานสูง อ่านง่าย ใช้งานสะดวก แม้ในสภาวะสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นความมืด แสงจ้า ฝุ่น น้ำ หรือแรงกระแทกใดๆ ก็ตาม พูดง่ายๆ คือมันคือนิยามของความ “อึด ถึก ทน” ที่มาพร้อมความแม่นยำและดีไซน์ที่ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา

และวันนี้ เราจะมาไขปริศนาว่าทำไมนาฬิกาประเภทนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความพร้อม ความน่าเชื่อถือ และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่ถ่ายทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน จนกลายเป็นไอเทมที่ ‘ขาดไม่ได้’ สำหรับนักผจญภัยยุคดิจิทัลอย่างเราๆ

ภาพนาฬิกา Field Watch Edition One จาก LANG 1943 ที่สะท้อนความประณีตและมรดกของ Gerd-Rüdiger Lang

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เมื่อสมรภูมิรบคือจุดกำเนิดของความสมบูรณ์แบบ

ถ้าจะพูดถึงต้นกำเนิดของ Field Watch (มาจากคำว่า “Trench Watch” ในสมัยก่อน) เราต้องย้อนเวลากลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมรภูมิรบไม่ใช่แค่สนามรบอีกต่อไป แต่กลายเป็นห้องทดลองชั้นดีที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “นาฬิกาข้อมือ” ที่เข้ามาแทนที่นาฬิกาพกแบบเดิมๆ

ก่อนหน้านั้น ทหารส่วนใหญ่ใช้ ‘นาฬิกาพก’ ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลยเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ทุกวินาทีมีค่า ลองจินตนาการถึงการพยายามควานหานาฬิกาจากกระเป๋าเสื้อคลุมในขณะที่ต้องวางแผนการโจมตีหรือตรวจสอบพิกัดท่ามกลางกระสุนปืนดูสิ ด้วยเหตุนี้เองกองทัพจึงเริ่มมองหานาฬิกาที่ใช้งานง่าย รวดเร็ว และทนทาน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานาฬิกาที่สามารถรัดติดข้อมือได้

แบรนด์ดังอย่าง Omega และ Longines ก็ถือเป็นผู้บุกเบิกในยุคแรกๆ ที่ผลิตนาฬิกาสำหรับทหาร ด้วยการออกแบบที่เน้นความอ่านง่าย ความทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เองที่กลายเป็นรากฐานของ Field Watch ในวันนี้

นั่นหมายความว่านาฬิกาที่คุณสวมใส่อยู่บนข้อมือ คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งความกล้าหาญและนวัตกรรมเลยทีเดียว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นาฬิกาแบบ A-11 ที่ผลิตโดยผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันอย่าง Elgin, Bulova และ Waltham ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ถูกเรียกว่า “นาฬิกาที่ชนะสงคราม” ด้วยความทนทานและฟังก์ชัน “hacking seconds” ที่ช่วยให้ซิงค์เวลาได้อย่างแม่นยำ

William Wood Fearless Field Watch: นาฬิกา Field Watch สุดแกร่งที่ผสานจิตวิญญาณนักดับเพลิง ด้วยวัสดุจากอุปกรณ์ดับเพลิงรีไซเคิล และดีไซน์ที่เน้นความทนทาน

The Reason Why: ทำไม Field Watch จึงครองใจนักผจญภัย?

และนี่คือเหตุผลว่า ในยุคที่นาฬิกา Smart Watch สามารถทำได้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่ติดตามการออกกำลังกายไปจนถึงรับสายโทรศัพท์ แล้วทำไม Field Watch ที่ดูเรียบง่ายถึงยังคงเป็นที่ต้องการของนักผจญภัยตัวจริง? คำตอบอยู่ที่ “แก่นแท้” ของมันนั่นก็คือ

  1. ความทนทานดุจหินผา: ถูกสร้างมาเพื่อความบึกบึน ด้วยวัสดุที่แข็งแกร่งอย่างสเตนเลสสตีล หรือแม้แต่ไทเทเนียมในบางรุ่น พวกมันถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อแรงกระแทก น้ำ ฝุ่นละออง และอุณหภูมิที่ผันผวน ไม่ว่าคุณจะปีนเขา ฝ่าป่าลึก หรือดำดิ่งลงใต้น้ำ นาฬิกาประเภทนี้ก็พร้อมลุยไปกับคุณ
  2. อ่านง่าย สบายตา: หัวใจสำคัญของ Field Watch คือความชัดเจน หน้าปัดมักเป็นสีเข้ม (ดำ น้ำเงิน เขียว) ตัดกับตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่ หรือเครื่องหมายบอกเวลาที่เคลือบสารเรืองแสง ทำให้สามารถอ่านค่าได้อย่างรวดเร็วในทุกสภาพแสง แม้ในยามค่ำคืนที่มืดมิด นี่คือฟังก์ชันที่สำคัญยิ่งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการการตัดสินใจที่ฉับไว
  3. กลไกที่ไว้ใจได้: ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ (Automatic) หรือระบบควอตซ์ (Quartz) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเชื่อถือได้ในทุกสภาวะ แม้ในยามที่แบตเตอรี่ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อาจหมดลง Field Watch ก็ยังคงทำหน้าที่บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรง ไม่ต้องพึ่งพาการชาร์จแบตเตอรี่ นี่คือความอิสระที่นักผจญภัยยุคใหม่โหยหา
  4. ดีไซน์เหนือกาลเวลา: ด้วยความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง Field Watch จึงมีดีไซน์ที่ไม่มีวันตกยุค สามารถใส่ได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะในป่า ในเมือง หรือแม้แต่ในวันทำงานสบายๆ มันคือนาฬิกาที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของคุณได้โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย

แบรนด์ Field Watch ที่นักผจญภัยตัวจริงต้องรู้จัก!

ต้องยอมรับว่าตลาด Field Watch ในปัจจุบันนั้นกว้างขวางและมีตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่รุ่นที่คงความคลาสสิกตามแบบฉบับดั้งเดิม ไปจนถึงรุ่นที่ปรับดีไซน์ให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงแก่นแท้ของ Field Watch ไว้ได้อย่างครบถ้วน นี่คือตัวอย่างแบรนด์เด่นๆ ที่คุณไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็น

Longines Heritage Military L2.819.4.93.2
Field Watch ผู้สืบทอดจิตวิญญาณนักรบ

เป็นการนำนาฬิกาทหารในอดีตของ Longines ที่เคยผลิตให้กองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกกลับมาทำใหม่

จุดเด่นอยู่ที่หน้าปัดสีน้ำเงิน “Tropical” ที่ให้กลิ่นอายวินเทจ พร้อมตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่และชัดเจน และสารเรืองแสงสีครีม ทำให้สามารถอ่านเวลาได้อย่างรวดเร็วในทุกสภาพแสง

การออกแบบที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นฟังก์ชันการบอกเวลาเพียงอย่างเดียว สะท้อนถึงปรัชญาของ Field Watch ที่เน้นความน่าเชื่อถือและพร้อมใช้งานในสนามรบ เป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

Hamilton: คงไม่มีใครไม่รู้จัก Hamilton Khaki Field ที่กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ Field Watch สมัยใหม่ ด้วยดีไซน์ที่คลาสสิก ตัวเลขคมชัด และความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริงในกองทัพสหรัฐฯ ยาวนานหลายทศวรรษ

สำหรับใครที่อยากได้นาฬิกาที่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์ระดับตำนาน Hamilton Khaki Field Murph 42mm คือคำตอบ นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาทั่วไป แต่มันคือการนำเรือนเวลาจากภาพยนตร์ Sci-Fi ยิ่งใหญ่แห่งปี 2014 อย่าง ‘Interstellar’ มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เหมือนเป๊ะๆ ด้วยชื่อเสียงของ Hamilton ในฐานะ ‘The Movie Brand’ เรือนนี้จึงเป็นของสะสมชิ้นสำคัญที่แฟนหนัง ‘Interstellar’ ห้ามพลาด และยังเป็นไอเทมสุดพิเศษสำหรับนักสะสม Hamilton ตัวจริงอีกด้วย

Seiko: แบรนด์จากญี่ปุ่นที่โดดเด่นด้วยคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ Seiko 5 Sports หลายๆ รุ่นมีกลิ่นอายของ Field Watch ที่แข็งแกร่งและทนทาน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น หรือผู้ที่ต้องการนาฬิกาคู่ใจที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์

ถ้าอยากได้นาฬิกาฟิลด์วอทช์สุดเท่ที่พร้อมลุยไปกับคุณทุกสถานการณ์ ต้องนี่เลย Seiko 5 Sports Field series รหัส SRPG35

เรือนนี้ใช้ Caliber 4R36 เป็นกลไกออโตเมติกที่ขึ้นลานได้ทั้งแบบอัตโนมัติและด้วยมือ พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง พร้อมทับทิม 24 เม็ด ให้กลไกเดินเรียบเป๊ะ มาพร้อมฟังก์ชันพื้นฐานที่จำเป็นครบครัน ทั้ง ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที และ แสดงวัน-วันที่ ชัดเจน

ตัวเรือน สเตนเลสสตีล ขนาด 39.4 มม. หนา 13.2 มม. ใส่กำลังสวยขึ้นข้อ หน้าปัดใช้กระจก Hardlex แบบโค้ง ทนทาน พร้อมสารเรืองแสงที่เข็มและหลักชั่วโมงให้ดูเวลาในที่มืดได้สบายๆ สาย ไนลอน น้ำหนักเบาแค่ 77 กรัม ใส่สบายข้อมือสุดๆ

ความอึดหายห่วง! กันน้ำ 10 บาร์ ใส่ลุยน้ำ ลุยฝนได้สบายๆ และยังทนทานสนามแม่เหล็กได้ถึง 4,800 A/m ปิดท้ายด้วยฝาหลังแบบ See-through ที่โชว์กลไกสวยๆ ด้านใน พร้อมฝาหลังแบบขันเกลียวที่เพิ่มความแข็งแกร่ง

Citizen: ด้วยเทคโนโลยี Eco-Drive ที่ใช้พลังงานแสง Citizen ก็มี Field Watch หลายรุ่นที่น่าสนใจ เช่น Citizen Garrison ที่ให้ความทนทานและไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่

หรือตามหา Field Watch สุดล้ำที่ไปกับคุณได้ทุกที่บนโลก? นี่เลย Citizen Promaster Land Satellite Wave GPS F150 รหัส CC3060-10E เรือนแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี GPS Satellite Synchronized!

ตัวนี้ใช้กลไก Calibre F150 สุดยอดแห่งความแม่นยำ ด้วยระบบ Eco-Drive ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน เพราะชาร์จพลังงานจากแสงได้เอง ใช้งานได้ยาวนานถึง 7 ปีในโหมดประหยัดพลังงาน

ขนาดตัวเรือน 44.3 มม. ทำจาก สเตนเลสสตีล แข็งแกร่งทนทาน หน้าปัดใช้กระจก Sapphire Crystal ที่มาพร้อมสารกันแสงสะท้อน มองเห็นเวลาได้ชัดเจนทุกมุมมอง สายนาฬิกาเป็น Polyurethane ใส่สบาย เหมาะกับการลุยทุกกิจกรรม

ฟังก์ชันจัดเต็ม! ไม่ว่าจะเป็น Satellite Wave GPS ที่รับสัญญาณดาวเทียมเพื่อตั้งเวลาให้เป๊ะทุกที่ทั่วโลก World Time บอกเวลาได้หลายโซน และฟังก์ชัน Light-Level Indicator บอกระดับพลังงานแสงที่รับได้ นอกจากนี้เข็มและหลักเวลายังมี Luminous เรืองแสงในที่มืด ให้คุณดูเวลาได้ตลอดเวลา

ปิดท้ายด้วยประสิทธิภาพการกันน้ำระดับ WR200 หรือ 200 เมตร ลงน้ำลึกได้สบายๆ ตอบโจทย์สายผจญภัยอย่างแท้จริง

หรือจะเป็นตัวเลือกอื่นๆอย่างเช่น Archimede / Laco / Stowa: แบรนด์เยอรมันเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากนาฬิกานักบิน (Flieger Watch) ซึ่งมีดีไซน์ที่เน้นความอ่านง่ายและทนทานคล้ายคลึงกับ Field Watch จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ

จากสมรภูมิสู่ข้อมือนักผจญภัยยุคใหม่

ในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวนและข้อมูลท่วมท้น Field Watch เปรียบเสมือนสิ่งย้ำเตือนให้เรากลับมาสู่ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น มันไม่ได้มีฟังก์ชันหวือหวาเท่า Smart Watch แต่สิ่งที่มันมอบให้คือความเชื่อมั่นในตัวเอง ความกล้าที่จะออกไปสำรวจโลก และการเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณแห่งนักผจญภัยที่ซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน

ลองจินตนาการถึงการปีนยอดเขาที่สูงที่สุด แล้วเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือของคุณที่ยังคงเดินหน้าอย่างไม่ย่อท้อ หรือการเดินทางข้ามทวีปที่แบตเตอรี่โทรศัพท์หมด แต่คุณก็ยังคงกำหนดทิศทางและเวลาได้อย่างแม่นยำด้วยนาฬิกาเรือนเก่ง มันคือสัญลักษณ์ของการพึ่งพาตัวเอง ความพร้อม และการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้วยความมั่นใจ

สำหรับนักผจญภัยยุคนี้ “นาฬิกา” คือ “เพื่อนคู่ใจ” ที่พร้อมลุยไปในทุกสถานการณ์ เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่าโลกภายนอกยังมีอะไรให้เราค้นหาอีกมากมาย และความทนทานที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ แต่คือจิตใจที่พร้อมจะก้าวออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอ

เพราะฉะนั้น หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่สะท้อนถึงตัวตนอันแข็งแกร่ง พร้อมลุยไปกับคุณในทุกการผจญภัย ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ Field Watch คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ มันคือไอเทมที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่เชื่อมั่นในความคลาสสิก ความทนทาน และเรื่องราวที่ไม่มีวันสิ้นสุดบนเส้นทางแห่งการผจญภัยของคุณ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Citizen / Hamilton / Seiko / William Wood / LANG 1943

เจาะลึก Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition สุนทรียะแห่งกลไกใต้เงาเนบิวลา

เมื่อความงามของจักรวาล โคจรมาสถิต ณ ข้อมือ เปิดตำนาน Nebula 40 Steel Blue Edition จาก Arnold & Son

ในจักรวาลแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง ที่ทุกเข็มนาฬิกา ทุกฟันเฟือง ล้วนถักทอเรื่องราวและปรัชญาอันลุ่มลึก… มีอยู่บางเรือนที่เพียงแค่เห็นก็สะกดสายตาให้หยุดนิ่ง ไม่ใช่แค่เพราะความงดงามที่จับต้องได้ แต่เพราะความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง มาพร้อมความประณีตบรรจงที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ และงานฝีมือที่ผสานวิทยาการล้ำยุคเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนทำให้เหล่านักสะสมต่างตกหลุมรักครั้งแล้วครั้งเล่า

Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition

ผู้ที่หลงใหลในศิลปะแขนงนี้ ย่อมเข้าใจความรู้สึกที่หัวใจเต้นรัวยามได้ยล Nebula 40 Steel Blue Edition จาก Arnold & Son เป็นครั้งแรก ราวกับการได้ค้นพบดวงดาวดวงใหม่ที่ส่องประกายระยิบระยับในห้วงอวกาศอันไพศาล นี่คือผลงานที่ถักทอความวิจิตรของกลไกเข้ากับแรงบันดาลใจจากจักรวาลได้อย่างน่าทึ่งและลงตัว ชนิดที่น้อยครั้งจะได้พบเห็น

ต้นกำเนิดแห่งความอัจฉริยะ จุดเริ่มต้นที่ต้องเล่าขาน

ก่อนจะดื่มด่ำกับความงามของเรือนเวลาสุดพิเศษ เราลองย้อนเวลาไปทำความรู้จักรากฐานอันมั่นคงของแบรนด์นี้กันสักนิด Arnold & Son ไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ฟังดูหรูหรา หากแต่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่สืบทอดจาก John Arnold อัจฉริยบุคคลผู้เป็นช่างนาฬิกาแห่งอังกฤษเมื่อ 260 กว่าปีก่อน

ในยุคที่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาดวงดาวนำทางกลางมหาสมุทร ท่านผู้นี้คือผู้บุกเบิกสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาที่แม่นยำจนพลิกโฉมการเดินทางและการเดินเรือไปตลอดกาล จากวันนั้นจนถึงวันนี้ จิตวิญญาณแห่งการค้นคว้า ความประณีต และการบุกเบิก ยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของแบรนด์ ไม่เว้นแม้แต่เรือนเวลาที่เรากำลังจะกล่าวถึง

Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition
Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition

Nebula 40 Steel Blue Edition เมื่อจักรวาลสถิตอยู่ในข้อมือ

วินาทีที่ได้เห็น Nebula 40 Steel Blue Edition สิ่งแรกที่สะกดสายตาคือ ดีไซน์สเกเลตันที่เผยให้เห็นกลไกภายในอย่างหมดเปลือก ชวนให้นึกถึงสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่เปี่ยมด้วยความสมมาตรและความละเมียดละไมในทุกรายละเอียด เป็นการจัดวางองค์ประกอบอย่างจงใจและมีศิลปะ

หากลองจินตนาการถึง สะพานจักรทั้งเจ็ดชิ้นที่เรียงตัวเป็นรูปทรงคล้ายดวงดาว แผ่รัศมีออกจากจุดศูนย์กลางอย่างสมดุล ช่างคล้ายกับภาพเนบิวลาอันกว้างใหญ่ในห้วงอวกาศ ที่ทั้งลึกลับ งดงาม และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แม้แต่ชื่อ “Nebula” ก็ยังสะท้อนถึงระบบอันเป็นระเบียบของจักรวาล

ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Arnold & Son ถ่ายทอดลงบนเรือนเวลานี้ได้อย่างแยบยล โครงสร้างที่แผ่รัศมีจากศูนย์กลางไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดรูปทรงเท่านั้น แต่กลับสร้างมิติความลึกตื้นที่ชวนให้สำรวจไม่รู้เบื่อ

Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition
Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition

จากสีดำ-ทอง สู่มนต์เสน่ห์แห่งสีน้ำเงินยามรัตติกาล

ก่อนหน้านี้ ผู้ที่คลั่งไคล้เรือนเวลาคงได้ตื่นเต้นกับการเปิดตัว Nebula 40 Steel ในรุ่นสีดำและสีทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 260 ปีแห่งตำนาน John Arnold มาในครั้งนี้ การมาของรุ่นสีน้ำเงิน จึงถือเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับคอลเลกชั่นนี้อย่างแท้จริง

การเลือกใช้ สีน้ำเงิน ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มสีสัน หากแต่เป็นการสื่อถึงความลึกซึ้ง สงบนิ่ง และความลึกลับของห้วงอวกาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลองคิดดูว่า กลไกภายในที่ได้รับการเคลือบผิวด้วยเทคนิค PVD สีน้ำเงินอันงดงามนั้น ช่างขับเน้นความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาเรือนนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสมดุลที่มองเห็นได้ หัวใจของการออกแบบ

สิ่งที่ทำให้ Nebula 40 Steel Blue Edition โดดเด่นกว่านาฬิกาสเกเลตันทั่วไป คือปรัชญาแห่ง ความสมดุล ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบทุกรายละเอียด สะพานจักรที่แผ่กระจายคล้ายรัศมีจากศูนย์กลางหน้าปัด ถูกจัดเรียงไว้รอบขอบของแท่นเครื่อง (เมนเพลท) ที่ขึ้นรูปด้วยเส้นโค้งที่ตัดกัน การมาบรรจบกันตรงกลางนี้สร้างโครงสร้างที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ซึ่งนอกเหนือจากความสวยงาม ยังเป็นจุดยึดที่สำคัญ ทำให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดของกลไกภายใน

ในขณะที่สะพานจักรแต่ละชิ้นถูกติดตั้งอย่างลงตัว ชิ้นส่วนภายในของ ชุดกลไก Caliber A&S5201 ก็ถูกจัดเรียงร้อยต่อกันเป็นห่วงโซ่แห่งจลนศาสตร์อย่างชาญฉลาด มาพร้อมด้วยตลับลานขนาดใหญ่สองชุด ที่มอบพลังงานสำรองให้ได้ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง ไม่ต้องคอยไขลานบ่อยครั้ง ที่สำคัญคือการจัดวางจักรกลอกและการแสดงวินาทีบนหน้าปัดย่อยอย่างสมมาตรใน 4 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของคอลเลกชั่นนี้เลยทีเดียว

Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition
Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition

ความงามที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด เหนือกว่าที่คุณคาดคิด

Nebula 40 Steel Blue Edition เต็มไปด้วยชีวิตชีวาด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากความพิถีพิถันของ Arnold & Son ที่สร้างสรรค์ผลลัพธ์ด้านสุนทรียศาสตร์ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ลองพิจารณาดู สะพานจักรแบบโปร่งสไตล์โอเพ่นเวิร์ก ที่ถูกขัดแต่งลบเหลี่ยมมุมอย่างประณีต สะท้อนถึงฝีมือระดับปรมาจารย์ของช่างนาฬิกา

และไม่ใช่แค่นั้น ยังมีลูกเล่นน่าสนใจอย่าง กลไกเม็ดมะยมที่ถูกพัฒนาให้พลิกกลับและย้ายตำแหน่งไปไว้ที่ข้างฝาหลัง เพื่อสร้างความสมมาตรกับเฟืองตัวแรกที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ถือเป็นความชาญฉลาดในการออกแบบที่น้อยคนจะสังเกตเห็น สิ่งเดียวกันนี้ยังใช้กับสปริงคลิกแบบกว้างที่ควบคุมการคลายตัวของตลับลานชุดแรกด้วย

ส่วนเครื่องหมายหลักชั่วโมงนั้นก็ได้รับการตกแต่งด้วยดีไซน์เจียระไนแบบเดียวกับปลายเข็มนาฬิกา เพื่อให้ทุกองค์ประกอบดูเป็นหนึ่งเดียวกัน และด้วยสัดส่วนตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตร ที่มีความหนาเพียง 9.10 มิลลิเมตร ก็ทำให้เรือนนี้มอบความสง่างามที่ลงตัวเมื่ออยู่บนข้อมือของผู้สวมใส่

เสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน กับการบรรเลงของสีสันและวัสดุ

ท้ายที่สุดแต่ไม่ท้ายสุด Nebula 40 Steel Blue Edition คือการผสมผสานของสีสันต่างๆ อย่างกลมกลืน ดั่งชื่อที่บ่งบอกถึงเฉดสีที่โดดเด่นคือสีน้ำเงินของกลไก ชิ้นส่วนกลไกที่อยู่ชั้นล่างทั้งหมดได้รับการเคลือบผิวด้วยเทคนิค PVD ในเฉดสีน้ำเงิน อันงดงาม ซึ่งเป็นสีที่มีอิทธิพลต่อการตกแต่งทั้งหมด ทั้งการปัดซาตินแนวนอนบนหน้าของแท่นเครื่อง และลวดลาย Rayons de la Gloire ลวดลายที่เปี่ยมเอกลักษณ์ของ Arnold & Son

และเพื่อสร้างความตัดกันอย่างมีรสนิยมแบบพอดีๆ ทั้งสะพานจักร เฟืองขับ (ratchets), ซี่จักรของชุดเกียร์ (cogs) หรือแม้แต่จักรกลอก (balance) ล้วนได้รับการตกแต่งด้วยการเคลือบแพลเลเดียม เพื่อให้เข้ากับสีของตัวเรือนสตีลอย่างลงตัว

สำหรับสายนาฬิกา สามารถเลือกได้ทั้ง สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน ที่ให้ความรู้สึกหรูหรา หรือ สายยางสีน้ำเงิน ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตแต่ยังคงความเนี้ยบไว้ หรือหากต้องการความคลาสสิก Arnold & Son ยังมี สายสตีลแบบ 3 ข้อ ที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่กลับช่วยขับให้ตัวเรือนและกลไกดูโดดเด่นอย่างแท้จริง

Arnold & Son Nebula 40 Steel Blue Edition
ข้อมูลทางเทคนิค
Nebula 40 Steel Blue Edition 

แน่นอนว่าความงามต้องมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้ เรือนเวลานี้มาพร้อมฟังก์ชันพื้นฐานที่จำเป็นครบครัน ทั้งการบอกชั่วโมง นาที และวินาทีบนหน้าปัดย่อย

  • กลไก: หัวใจหลักคือ ชุดกลไกไขลาน Caliber A&S5201 ที่ภายในบรรจุทับทิม 24 เม็ด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 31.10 มิลลิเมตร และบางเพียง 4.18 มิลลิเมตร
  • พลังงานสำรอง: จุดเด่นที่ทำให้ใช้ชีวิตได้สบายๆ คือ พลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ หรือ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง
  • การตกแต่งกลไกภายใน: แท่นเครื่องและฝาครอบตลับลานเคลือบด้วย PVD สีน้ำเงิน พร้อมลายกิโยเช่ Rayons de la Gloire สะพานจักรชุบแพลเลเดียม ขัดเงา ลบเหลี่ยมมุม และปัดด้านแบบซาติน ส่วนเฟืองต่างๆ ถูกขัดแต่งลายก้นหอยและลบเหลี่ยมมุม หลุมทับทิมทำจาก ทองคำ 18 กะรัต และสกรูทุกตัวก็ได้รับการขัดจนเงาวับ หน้าปัดเองก็เคลือบสีน้ำเงินด้วยเทคนิค PVD และชุบโรเดียม
  • ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร หนา 9.10 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดและฝาหลังเป็น แซฟไฟร์ทรงโดม เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน สามารถกันน้ำได้ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: มีให้เลือกทั้ง สแตนเลสสตีล หนังจระเข้สีน้ำเงิน หรือสายยางสีน้ำเงิน พร้อมตัวล็อกที่เข้าชุด

และนี่คือเรื่องราวของ Nebula 40 Steel Blue Edition จาก Arnold & Son ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกา หากแต่เป็นการเดินทางสู่ห้วงจักรวาลแห่งความงดงามและความแม่นยำ เป็นผลงานที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์อันยาวนานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วผู้หลงใหลในเรือนเวลาเช่นคุณ พร้อมที่จะสัมผัส “สิ่งที่ใช่” ในโลกแห่งเรือนเวลาแล้วหรือยัง?

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Arnold & Son

จากยอดเขาสูง ดำดิ่งถึงก้นทะเล เมื่อ Seiko Prospex 1968 GMT คือนิยามของ ‘เพื่อนร่วมทาง’ ที่แท้จริง

สัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยไปกับเรื่องราวของ Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT 60th Anniversary Limited Edition ที่เป็นดั่งเพื่อนร่วมทาง

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่หมกตัวอยู่กับกองข้อมูลและเรื่องราวของ ‘เวลา’ ที่ถูกสลักเสลาอยู่ในเรือนเล็กๆ และในขณะที่สายตากำลังไถผ่านเรื่องราวของนาฬิกาดำน้ำในตำนาน อยู่ๆ ก็ไปสะดุดเข้ากับข้อมูลของนาฬิกาเรือนหนึ่งที่สะกดให้เราต้องหยุดพักจากภารกิจค้นคว้า แล้วจรดปลายนิ้วลงบนแป้นพิมพ์รัวๆ เพื่อเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวที่รอการเปิดเผย นั่นก็คือเรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองนวัตกรรมอย่าง Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT 60th Anniversary Limited Edition รหัส SPB509J 

อย่างที่เล่าไปข้างต้นว่า ในขณะที่เห็นนาฬิกาเรือนนี้ ความรู้สึกเหมือนกับว่าสายตากำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงข้อมูลอันไพศาล ราวกับนักสำรวจผู้กล้าที่ดำดิ่งสู่มหาสมุทรลึกเพื่อค้นหาความลับของกาลเวลา ทันใดนั้น แสงสว่างวาบก็พุ่งเข้าสู่โสตประสาท มันไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูล แต่มันคือประกายแห่งแรงบันดาลใจที่ผุดพ้นผิวน้ำขึ้นมา นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรือนเวลาที่เรียกได้ว่าเป็นการ “ปฏิวัติ” ในทุกมิติแห่งการสร้างสรรค์ของ Seiko Prospex 

ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฉลองครบรอบ 60 ปี แต่มันคือการประกาศก้องถึงจิตวิญญาณแห่งการแสวงหาความสมบูรณ์แบบสุดล้ำลึกที่จะทำให้เข้าใจว่าอะไรทำให้ SPB509J ถึงเป็นมากกว่าแค่นาฬิกา… มันคือ “งานศิลปะแห่งการเวลา” ที่ต้องมีไว้ในครอบครอง

Seiko Prospex 1968 GMT Limited Edition

การกลับมาของ “บางสิ่ง” ที่เราโหยหา คือมรดกแห่งความกล้าหาญที่จับต้องได้

ในโลกที่ทุกสิ่งเร่งรีบ การได้เห็นอะไรที่เชื่อมโยงเราเข้ากับอดีตอันรุ่งโรจน์จึงน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น SPB509J ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแค่ย้อนยุค หรือฉลองวันครบรอบเท่านั้น เพราะครั้งนี้เป็นการนำเอา ‘จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก’ ของ Seiko กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ซึ่งคำว่า “ตำนาน” ในพจนานุกรมของ Seiko ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ หากเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งนวัตกรรมที่งอกงามยิ่งใหญ่กว่าเดิม

Seiko Prospex 1968 GMT Limited Edition

ย้อนไปปี 1968 ซึ่งเป็นจุด “พลิกผัน” สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ Seiko ได้สร้างนาฬิกาดำน้ำที่เปี่ยมด้วยขีดความสามารถ กันน้ำลึก 300 เมตร พร้อมกลไก Hi-beat อันทรงพลัง จนได้รับความไว้วางใจจาก คุณนาโอมิ อูเอมูระ นักสำรวจผู้กล้าหาญ ให้เป็นเครื่องบอกเวลาคู่ใจในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ในปี 1970

เพียงจินตนาการถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อนาฬิกาเรือนนั้น ก็รู้สึกได้ถึงปรัชญาของ Seiko ที่สร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ให้กับผู้ใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ นั่นไม่ใช่แค่การเดินทางของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นการเดินทางของ “เวลา” ที่ถูกผนึกไว้ในนาฬิกา

สิ่งที่ทำให้ประทับใจอย่างลึกซึ้งคือ ลวดลายคลื่นสีน้ำเงินเข้มเทคนิคปั๊มจม (Press pattern) บนหน้าปัด ซึ่งนอกเหนือจากความงามทางสุนทรียะแล้ว ยังเป็นเสมือนลายเซ็นที่บอกเล่าถึงพันธสัญญาแห่งความแข็งแกร่งของ Prospex Diver นี่คือความเชื่อมโยงกับมรดกทางทะเลที่แท้จริง และการนำคุณค่าจากอดีตมาหลอมรวมกับปัจจุบันได้อย่างลงตัว

รุ่น SPB509J จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การ “ถอดแบบ” ที่เคยเห็นทั่วๆ ไป เพราะนี่คือการ “ถ่ายทอด” DNA นั้นออกมาอย่างครบถ้วน ลวดลายคลื่นนี้เป็นดั่ง ‘ตราประทับแห่งประสิทธิภาพ’ ที่บ่งบอกว่า “เรือนนี้ของจริง” เมื่อมองดูเรือนนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าเรากำลังสวมใส่ชิ้นส่วนแห่ง ‘ความกล้าหาญและไม่ยอมแพ้’ ไว้บนข้อมือ

สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในการสร้างสรรค์ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำซ้ำ แต่เป็นการต่อยอดให้ดีขึ้น นี่แหละคือเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาที่สะท้อนประวัติศาสตร์ และยืนยันว่าตำนานปี 1968 ไม่ได้หยุดนิ่ง และถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อทะยานไปข้างหน้า พร้อมกับความแข็งแกร่งกว่าเดิม

เมื่อเวลาถูกเชื่อมโยงทุกไทม์โซนด้วย GMT 

ในโลกที่ไร้พรมแดน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และ “เวลา” ก็ไม่ได้เป็นแค่เส้นตรงอีกต่อไป ในยุคที่เราเชื่อมต่อกันทั่วโลก ฟังก์ชัน GMT จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันเสริมที่น่าสนใจ หากแต่เป็นเหมือน ‘ประตู’ ที่เชื่อมโยงเรากับมิติเวลาที่แตกต่างกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การได้เห็นเข็ม GMT สีสวยค่อยๆ เดินบอกเวลาของอีกโซนหนึ่ง คู่ขนานไปกับอีกเขตเวลาหนึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบอยู่ในกำมือ

SPB509J เรือนนี้ คือเครื่องมือที่ช่วยให้ ‘ควบคุมมิติแห่งเวลา’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยกลไกอัตโนมัติ Caliber 6R54 พร้อมฟังก์ชัน GMT ที่ถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือน ทำให้การติดตามเวลาของคนที่อยู่ห่างไกล หรือการบริหารจัดการเวลาในโซนต่างๆ เป็นเรื่องง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ ความรู้สึกที่ได้รับรู้ว่าอีกซีกโลกนั้นเป็นเวลาอะไรในทันที คือความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่แท้จริงที่นักเดินทางทุกคนโหยหา

และในฐานะนาฬิกาดำน้ำที่ไว้วางใจได้ ฟังก์ชันการอ่านค่าในที่มืดคือหัวใจสำคัญ ลูมิไบร์ท ที่ส่องสว่างชัดเจนบนเข็มและหลักชั่วโมง รวมถึงขอบตัวเรือนเซรามิกหมุนทิศทางเดียว พร้อมจุดเรืองแสง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ตอกย้ำว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘สนับสนุนทุกการเดินทาง’ ไม่ว่าจะบนบก ในน้ำ หรือแม้ในความมืดมิด เป็นความมั่นใจที่คุณสัมผัสได้ในทุกสภาพแวดล้อม ทำให้ทุกการผจญภัยราบรื่นและไร้กังวล

Seiko Prospex 1968 GMT Limited Edition
Seiko Prospex 1968 GMT Limited Edition

‘ความพอดี’ ที่ปรับได้ ด้วยนวัตกรรมเพื่อความสบายสูงสุด

บ่อยครั้งที่นาฬิกาที่สวยงาม อาจไม่ได้มอบความสบายในการสวมใส่ที่แท้จริง แต่กับ SPB509J ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักสรีรศาสตร์ ซึ่งเหนือกว่าฟังก์ชันพื้นฐาน

กุญแจสำคัญของนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมคือ “ความพอดี” ซึ่ง Seiko เข้าใจถึงสรีระที่แตกต่างกัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ตัวล็อกสายแบบใหม่ ที่สามารถปรับระดับความยาวได้ด้วยการกดปุ่มด้านข้าง

โดยสามารถปรับได้ถึง 15 มม. โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ นี่คือการคิดเผื่อไปถึงการใช้งานจริง ไม่ว่าข้อมือจะขยายตัวเล็กน้อยจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปในชีวิตประจำวัน หรือการสวมทับชุดดำน้ำที่หนา ก็สามารถปรับให้กระชับพอดีได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส 

การปรับสายที่แม่นยำนี้ยกระดับประสบการณ์การสวมใส่ไปอีกขั้น เป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง ‘การใช้ชีวิตจริง’ ของผู้สวมใส่ ทำให้เรือนเวลานี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แนบชิดกับคุณอย่างแท้จริง มอบประสบการณ์การสวมใส่ที่ไร้รอยต่อ และสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่อยากให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายที่สุดในทุกสถานการณ์

ท้ายที่สุดแล้ว Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT 60th Anniversary Limited Edition รหัส SPB509J เป็นมากกว่านาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ฉลองครบรอบปีที่ 60 อย่างที่เรามักเห็นกันทั่วไป สำหรับเราแ้ลว นี่คือผลงานที่สะท้อนถึง ‘การปฏิวัติ’ ในมิติที่ลึกซึ้งกว่า ทั้งจากรากฐานตำนานการสำรวจอันยาวนาน นวัตกรรมที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของฟังก์ชัน และความใส่ใจในความสบายของผู้สวมใส่

หากคุณกำลังมองหา GMT สักเรือนที่พร้อมจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่จริงใจในทุกเส้นทางชีวิต นาฬิกาเรือนนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นในเชิงประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง หรือการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างละเอียดลออ 

และด้วยจำนวนจำกัดเพียง 6,000 เรือนทั่วโลก Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT จึงเป็นเหมือนชิ้นส่วนแห่งประวัติศาสตร์และนวัตกรรมที่จับต้องได้ เป็นมรดกที่พร้อมจะส่งต่อเรื่องราว และเป็นเพื่อนร่วมทางที่สามารถพึ่งพาได้ในทุกการผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นการดำดิ่งสู่ความลึกของมหาสมุทร หรือการทะยานสู่จุดสูงสุดของโลกก็ตาม

Seiko Prospex 1968 GMT Limited Edition

และนี่คือเรื่องราวของ  Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT 60th Anniversary Limited Edition ที่ดึงดูดความสนใจจนต้องมา ถ่ายทอดให้ทุกคนได้อ่าน หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงความพิเศษของเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์นี้ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า 

ข้อมูลทางเทคนิค
Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT 60th Anniversary Limited Edition (SPB509J)
  • กลไก: Caliber 6R54 อัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน GMT
  • ความถี่: 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (6 บีท/วินาที)
  • สำรองพลังงาน: 72 ชั่วโมง (3 วัน)
  • ตัวเรือน/สาย: สเตนเลสสตีลเคลือบ Super-hard coating มาพร้อมบานพับปรับสายได้
  • กระจก: Sapphire crystal ทรงโค้ง เคลือบ Anti-reflective ด้านใน
  • กันน้ำ: 300 เมตร (สำหรับนักดำน้ำ)
  • คุณสมบัติเด่น: ขอบตัวเรือนเซรามิกหมุนทิศทางเดียว เข็มและหลักชั่วโมง Lumibrite เม็ดมะยมและฝาหลังขันเกลียว ป้องกันสนามแม่เหล็ก 4,800 A/m
  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.0 มม. ความหนา 13.3 มม.
  • จำนวนจำกัด: 6,000 เรือนทั่วโลก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Seiko

Must-Have: Santos de Cartier เมื่อนาฬิกาไซส์มินิพาเราย้อนเวลาสู่ยุคบุกเบิกแห่งการบิน

Santos de Cartier เผยโฉมนาฬิกาไซส์มินิ ที่ยังคงจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์

ในบรรดานาฬิกาหรูที่หมุนเวียนอยู่ในแวดวงแฟชั่นและเครื่องบอกเวลา มีไม่กี่เรือนหรอกที่จะหยุดสายตาของเราไว้ได้นานพอ จนกระทั่งต้องหยิบยกขึ้นมาเขียนถึงด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น… ใช่แล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันถึง

เผยโฉมนาฬิกาไซส์มินิ Santos de Cartier เจ้าเรือนเวลาที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับบนข้อมือ แต่เป็นเหมือนเพื่อนซี้ที่พาเราย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองแห่งการบุกเบิก นั่นคือช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มท้าทายแรงโน้มถ่วง และโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่

Must-Have: Santos de Cartier

เมื่อกาลเวลาเดินทางมาบรรจบกับความฝันอันสูงส่ง

หากใครเคยได้ยินเรื่องราวของ Alberto Santos-Dumont นักบินผู้กล้าหาญชาวบราซิลผู้นั้น คงจะเข้าใจดีว่าทำไมนาฬิกาเรือนนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่ตัวเลขที่บอกเวลา เขาคือผู้บุกเบิกที่ทำให้การบินไม่ใช่แค่เรื่องในฝันอีกต่อไป และแน่นอนว่าเขาย่อมต้องการนาฬิกาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของตัวเอง

ลองนึกภาพดูสิว่าในยุคที่นาฬิกาพกยังเป็นที่นิยม และการดูเวลาต้องล้วงจากกระเป๋าเสื้อโค้ท ภาพของ Santos-Dumont ที่ต้องละมือจากการบังคับเครื่องบินเพื่อเช็คเวลา คงไม่ใช่ภาพที่สะดวกนัก ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีความหมาย การล้วงนาฬิกาขึ้นมาดูย่อมเป็นเรื่องที่เสียเวลาและอาจอันตรายด้วยซ้ำ

นี่เองคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ Louis Cartier เพื่อนซี้และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Cartier ที่สังเกตเห็นความลำบากของ Santos-Dumont จึงได้รังสรรค์สิ่งที่เป็นมากกว่านาฬิกา นั่นคือ “นาฬิกาข้อมือ” เรือนแรกของโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงบนอากาศยานโดยเฉพาะ การถือกำเนิดของ Santos de Cartier ในปี 1904 จึงไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์นาฬิกา แต่เป็นการปฏิวัติวิธีบอกเวลาของผู้คนและเปิดมิติใหม่ให้กับโลกของเครื่องประดับที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ดีไซน์ที่กล้าหาญ ท้าทายขนบเดิมๆ

สิ่งที่ทำให้ Santos de Cartier โดดเด่นไม่เหมือนใคร และกลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ คือการตัดสินใจที่ “กล้าหาญ” ของดีไซเนอร์ที่เลือกจะ “โชว์” สกรูเปลือย บนขอบหน้าปัด ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นการแหวกธรรมเนียมการทำนาฬิกาที่ต้องซ่อนทุกอย่างให้มิดชิด ความดิบเท่ของสกรูที่ตัดกับความหรูหราของตัวเรือน กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่ใครเห็นก็รู้ได้ทันทีว่านี่แหละคือ Cartier และนี่แหละคือ Santos!

สกรูเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงดีไซน์ในยุคอุตสาหกรรม และยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของส่วนประกอบเครื่องจักรกลที่แข็งแรง ทนทาน และเชื่อถือได้ เช่นเดียวกับเครื่องบินของ Santos-Dumont ที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของชิ้นส่วนต่างๆ การผสมผสานระหว่างเส้นสายที่บริสุทธิ์ของตัวเรือน ความแม่นยำของรูปทรง และความดิบของสกรูเปลือย ทำให้เรือนเวลานี้มีเสน่ห์ที่เหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ก็ยังคงความทันสมัยและโดดเด่นไม่แพ้ใคร

Must-Have: Santos de Cartier
Must-Have: Santos de Cartier

การกลับมาในขนาดใหม่ ความงามที่ย่อส่วน แต่ยังคงเสน่ห์ไว้เต็มเปี่ยม

และมาถึงวันนี้… หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการมากว่าศตวรรษ คาร์เทียร์ก็ทำให้เราเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Santos de Cartier ในขนาดที่เล็กลง บางคนอาจจะคิดว่า “เล็กแล้วไง?” แต่สำหรับคนที่มองหาความสง่างามที่เรียบง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันยาวนาน นี่คือคำตอบที่ใช่ที่สุดเลยล่ะ

เจ้าเรือนเวลาไซส์มินิเรือนนี้ไม่ได้ลดทอนความละเอียดหรือความประณีตลงแม้แต่น้อย แต่กลับให้ความสำคัญกับสัดส่วนที่งดงามและลงตัวบนข้อมือของผู้หญิง หรือแม้แต่ผู้ชายที่ชื่นชอบนาฬิกาที่ไม่ใหญ่เทอะทะ มันคือการนำแก่นแท้ของ Santos de Cartier ในอดีตกลับมาตีความใหม่ ให้เข้ากับยุคสมัยที่ความคล่องตัวและความเรียบหรูคือหัวใจสำคัญ

เจาะลึกรายละเอียด เล็กแต่แจ๋ว คุณภาพจัดเต็ม

ด้วยขนาดหน้าปัด 27 x 34.5 มม. ที่ดูบอบบางแต่แข็งแกร่ง เหมาะเจาะกับข้อมือทุกขนาด มีให้เลือกถึง 3 แบบสุดหรู ทั้งแบบ ทองคำผสมสตีล สตีลล้วน และ ทองคำล้วน เพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์และความชอบ

หัวใจหลักของรุ่นเล็กนี้คือ กลไกควอตซ์ (Quartz Movement) คุณภาพสูงที่ได้รับการปรับจูนและออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เข้ากับขนาดตัวเรือนที่เล็กลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ มั่นใจได้ในความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ Cartier ให้ความสำคัญเสมอมา นอกจากนี้ หน้าปัดยังมาพร้อมกับ ลายซันเรย์ (Sunray Dial) ที่เล่นแสงระยิบระยับทุกครั้งที่ข้อมือขยับ ช่วยเพิ่มมิติและความหรูหราให้กับนาฬิกา

และที่สำคัญ คุณยังสามารถสนุกกับการเปลี่ยนสไตล์ได้ง่ายๆ แค่สลับสาย ด้วยระบบ QuickSwitch ที่ให้คุณเปลี่ยนสายได้เอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสายหนังลูกวัวผิวเรียบสำหรับตัวเรือนสตีล หรือสายหนังอัลลิเกเตอร์สุดหรูสำหรับตัวเรือนทองคำ

แต่ละแบบล้วนมาพร้อมกับบัคเคิลแบบอาร์ดิญงที่ออกแบบมาให้กลมกลืนกับตัวเรือนได้อย่างไร้ที่ติ และหายห่วงเรื่องการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะนาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมความสามารถในการกันน้ำที่ 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร) เพียงพอสำหรับการล้างมือหรือโดนฝนปรอยๆ

Must-Have: Santos de Cartier เผยโฉมนาฬิกาไซส์มินิ

และนี่แหละคือเหตุผลที่เราอยากจะหยิบนาฬิกาเรือนนี้มาพูดถึงเพราะถึงแม้ว่าจะมาพร้อมขนาดเล็ก แต่ทุกรายละเอียดนั้นอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวมากมาย และในบทความนี้เราก็อยากชวนทุกคนมาสัมผัสกับจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก ความกล้าหาญในดีไซน์ และความประณีตในทุกรายละเอียดที่ถูกส่งต่อมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน ใครจะไปคิดว่านาฬิกาหนึ่งเรือนจะเล่าเรื่องราวได้มากมายขนาดนี้ใช่ไหม?

คุณคิดว่านาฬิกาเรือนนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งไอเทมในฝันของคุณได้หรือไม่?

ข้อมูลทางเทคนิค 
Santos de Cartier
  • กลไก: ใช้ กลไกควอตซ์ (Quartz Movement) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงสูง และการใช้งานที่ง่ายดาย
  • ตัวเรือน: ขนาด 27 x 34.5 มม. กะทัดรัด สวมใส่สบาย วัสดุ มีให้เลือกทั้ง สตีล เยลโลว์โกลด์ 18K (750/1000) หรือการผสมผสานระหว่างเยลโลว์โกลด์ 18K และสตีล เอกลักษณ์โดดเด่นด้วย สกรูเปลือย 8 จุดบนขอบหน้าปัด ซึ่งเป็นลายเซ็นของคอลเลกชันนี้
  • หน้าปัด: มาพร้อม ลายซันเรย์ (Sunray) ที่ช่วยเพิ่มมิติและความหรูหรา เมื่อแสงตกกระทบ กันน้ำได้ 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร) เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือ หรือโดนฝน
  • สาย: ระบบ QuickSwitch เปลี่ยนสายได้ง่ายด้วยตัวเอง ตัวเลือก สายโลหะ (เข้าคู่กับวัสดุตัวเรือน) สายหนังลูกวัว (สำหรับตัวเรือนสตีล) หรือสายหนังอัลลิเกเตอร์ (สำหรับตัวเรือนทองคำ)
                 SANTOS DE CARTIER กลไกควอตซ์ ขนาดเล็กวัสดุสตีลทนแรงดันน้ำถึง 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร)
SANTOS DE CARTIER กลไกควอตซ์ ขนาดเล็กวัสดุเยลโลว์โกลด์ 750/1000 และสตีลทนแรงดันน้ำถึง 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร)
SANTOS DE CARTIER กลไกควอตซ์ ขนาดเล็กวัสดุเยลโลว์ โกลด์ 750/1000ทนแรงดันน้ำถึง 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร)
SANTOS DE CARTIER กลไกจักรกลแบบขึ้นลานอัตโนมัติ 1847 MCขนาดใหญ่ วัสดุสตีลทนแรงดันน้ำถึง 10 บาร์ (ประมาณ 100 เมตร)

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | CARTIER

เมื่อประวัติศาสตร์กระซิบผ่านกาลเวลา นาฬิกาตั้งโต๊ะ Bugatti Calandre

จากตำนานสู่ปัจจุบัน เจาะลึก Bugatti Calandre นาฬิกาตั้งโต๊ะที่เล่าเรื่องราวเหนือกาลเวลา

ณ จุดบรรจบของกาลเวลาและงานศิลป์อันวิจิตร บ่อยครั้งที่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวอันน่าทึ่ง ซึ่งผสานความรุ่งโรจน์ในอดีตเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยในปัจจุบัน เช่นเดียวกับบางสิ่งบางอย่างที่เปรียบได้ดั่งบทกวีแห่งกลไกอันซับซ้อน ซึ่งอุบัติขึ้นจากความร่วมมือของสามสุดยอดแห่งวงการ นั่นคือ Jacob & Co., Bugatti และ Lalique

ในฐานะผู้ที่หลงใหลในความงดงามของสิ่งที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีต มักถูกดึงดูดเข้าหาสิ่งที่เล่าเรื่องราวได้ สิ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุ แต่เป็นพยานแห่งยุคสมัย เป็นสะพานเชื่อมจากอดีตสู่ปัจจุบัน และวันนี้ อยากชวนทุกท่านมาสัมผัสเรื่องราวของ “Bugatti Calandre” นาฬิกาตั้งโต๊ะที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา หากแต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่ถักทอประวัติศาสตร์ ความหรูหรา และศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

หลังจากที่ Jacob & Co. และ Bugatti ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกด้วย Bugatti Tourbillon ในปี 2024 ดูเหมือนว่าพวกเขายังไม่หยุดยั้งความท้าทาย สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่จึงหวนกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ยกระดับความร่วมมือไปสู่มิติใหม่

ด้วยรูปแบบการประดิษฐ์เรือนเวลาที่เหนือความคาดหมาย นั่นคือนวัตกรรมแห่งนาฬิกาตั้งโต๊ะที่งดงามจับใจ “Bugatti Calandre” ไม่ใช่แค่เพียงนาฬิกา แต่มันคือการหลอมรวมเอาคุณสมบัติทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิการะดับสูง และความละเอียดอ่อนทางศิลปะเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

เบื้องหลังความวิจิตรบรรจงนี้ คือกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ยาวนานกว่าสามปี ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง Bugatti และ Lalique ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นงานฝีมืออันหาได้ยากยิ่ง ที่นำพาเรื่องราวอันรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ของ Bugatti มาผสานกับนวัตกรรมล้ำยุคในการรังสรรค์เรือนเวลาชั้นสูงของ Jacob & Co. ราวกับว่าช่างฝีมือได้บรรจงใส่จิตวิญญาณแห่งอดีตไว้ในเรือนร่างที่ทันสมัย เพื่อส่งต่อมรดกอันล้ำค่าจากรุ่นสู่รุ่น

ถอดรหัสดีไซน์ อดีตและอนาคตที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง

สิ่งที่ทำให้ Bugatti Calandre แตกต่างอย่างแท้จริง คือความสามารถอันน่าทึ่งของ Jacob & Co. ในการถอดรหัสและตีความองค์ประกอบการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แล้วนำมาถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาอันสลับซับซ้อนนี้

ตัวเรือนคริสตัลที่รังสรรค์โดย Lalique คือหัวใจสำคัญที่มอบความงดงามเหนือกาลเวลาให้กับ Bugatti Calandre มันไม่ได้เป็นเพียงกล่องใส่กลไก หากแต่เป็นการคารวะต่อมรดกทางศิลปะของ Bugatti ในอดีต ผสานรวมเข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของยานยนต์ระดับตำนานได้อย่างไร้รอยต่อ

  • Elephant Dance: สิ่งแรกที่ Jacob & Co. อ้างอิงถึงคือตำนานของ Bugatti Type 41 Royale ด้วยประติมากรรมช้างเต้นรำสองเชือกที่แกะสลักอย่างประณีต นี่คือการแสดงความคารวะทางศิลปะต่อ Rembrandt Bugatti ประติมากรผู้โด่งดังและเป็นน้องชายของ Ettore Bugatti ช้างอันสง่างามทั้งสองเชือกนี้เอนเข้าหากันอย่างสมมาตร ซึ่งเป็นสไตล์ที่ปรากฏอยู่ในงานออกแบบนาฬิกาของ Lalique มากมาย บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงทางศิลปะที่ลึกซึ้ง
  • Calandre แห่ง Bugatti: ถัดมาคือชื่อของผลิตภัณฑ์ “Calandre” ซึ่งเป็นการพยักหน้าให้รากเหง้าของ Bugatti ที่เป็นภาษาฝรั่งเศส และมีความหมายว่า “กระจังหน้าหม้อน้ำ” ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกระจังหน้ารูปเกือกม้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ในรถยนต์ Bugatti และเหนือรายละเอียดของกระจังหน้าขึ้นไป คือโลโก้แบรนด์ Bugatti ที่รู้จักกันในชื่อ “Bugatti Macaron” ซึ่งมีสีแดงเข้มอันเป็นที่จดจำของคนรักรถและนักสะสมทั่วโลก
  • หัวใจแห่งเวลา: Vertical Flying Tourbillon และท้ายที่สุด เบื้องหลังกระจังหน้ารูปเกือกม้า Jacob & Co. ได้ติดตั้งกลไกนาฬิกาอันซับซ้อน ซึ่งโดดเด่นด้วย Vertical Flying Tourbillon อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งอ้างอิงถึง Bugatti Tourbillon hyper sports car รุ่นใหม่ล่าสุดของ Bugatti ที่เพิ่งเปิดตัวไป กลไกนี้ยังเป็นการย้อนกลับไปสู่จุดประสงค์ดั้งเดิมของตูร์บิยง นั่นคือการเพิ่มความแม่นยำในเรือนเวลาที่ตั้งในแนวตั้ง Jacob & Co. ตั้งใจให้ชิ้นงานนี้ผสานประวัติศาสตร์ของ Bugatti เข้ากับงานบอกเวลาที่ร่วมสมัยได้อย่างแนบเนียน

Bugatti Calandre รวบรวมเอาสายธารศิลปะของ Bugatti เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยงานฝีมืออันประณีตจากหนึ่งในผู้ผลิตคริสตัลที่โด่งดังที่สุดอย่าง Lalique ก่อกำเนิดเป็น “objet d’art” หรือวัตถุแห่งศิลปะอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว ซึ่งรังสรรค์จากคริสตัลที่ผลิตในฝรั่งเศส งดงามและละเอียดอ่อนในทุกรายละเอียด

พร้อมทั้งซับซ้อนด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม Bugatti Calandre จึงเป็นเสมือนผืนผ้าใบที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานฝีมือชั้นสูงและการแสดงออกทางศิลปะ ทำให้ Jacob & Co. สามารถสำรวจวัสดุที่โดยทั่วไปไม่เป็นที่รู้จักในโลกของนาฬิกาข้อมือ

กลไกอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ และอัญมณีเจียระไนแบบ Jacob Cut

Jacob & Co. ได้พัฒนากลไกเฉพาะสำหรับ Bugatti Calandre โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่ Vertical Flying Tourbillon ในอดีต กลไกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับนาฬิกาและนาฬิกาตั้งโต๊ะที่อยู่ในตำแหน่งแนวตั้ง ใน Bugatti Calandre ตูร์บิยงนี้ทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิม นั่นคือการต่อต้านผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงต่อการบอกเวลา

พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของ Jacob & Co. นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนนี้มาพร้อมกับพลังงานสำรอง 8 วัน ผ่านกลไกไขลานด้วยมือ JCAM58 เพื่อคงความงดงามทางสุนทรียะ การตั้งเวลาและการไขลานจึงทำได้โดยใช้กุญแจพิเศษที่เสียบเข้ากับฝาหลังของนาฬิกา

เพื่อเพิ่มความพิเศษและเป็นการยกย่องงานจิวเวลรี่ชั้นสูงของแบรนด์ด้านบนของ Bugatti Calandre จึงประดับด้วยอัญมณีสีแดงขนาด 30 มม. สีของอัญมณีนี้สื่อถึงสีแดงหลักของ Bugatti Macaron และน้ำหนักของมันยังพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการเจียระไน Jacob & Co. ใช้การเจียระไนที่เป็นเอกลักษณ์และจดสิทธิบัตรในชื่อ Jacob Cut ซึ่งโดดเด่นด้วยเหลี่ยมเจียระไน 288 เหลี่ยม ในรูปทรงที่เกือบจะกลม

ความเชี่ยวชาญคริสตัลที่สืบทอดมายาวนานของ Lalique

ตัวเรือนคริสตัลของ Bugatti Calandre รังสรรค์ด้วยมือในเวิร์คช็อปของ Lalique ที่เมือง Wingen-sur-Moder ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 1922 ที่นี่คือแหล่งรวมเทคนิคที่ได้รับการขัดเกลามานานหลายทศวรรษ เพื่อให้ได้ความใสและความแวววาวที่เหนือกว่า คริสตัลหลอมเหลวจะถูกเทลงในแม่พิมพ์เหล็กที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งจะเย็นตัวและแข็งตัวเป็นรูปประติมากรรม ความใส ความบริสุทธิ์

และแสงสว่างภายในของคริสตัลทำให้มั่นใจได้ว่าทุกรายละเอียดจะโดดเด่นเมื่อแสงส่องผ่าน เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ช่างฝีมือจะใช้เวลาหลายเดือนในการขัดเกลาทุกพื้นผิว เพื่อให้ขอบคมชัดขึ้น เพิ่มความละเอียดของพื้นผิว และขัดเงาให้เรียบเนียน

กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการหล่อ การทำให้เย็น และการตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละชิ้นงานเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุด พื้นผิวที่ขัดเงาอย่างประณีตช่วยเพิ่มความลึกและมิติให้กับประติมากรรมช้าง ทำให้พวกมันมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ด้วยแสงและเงา

จุดร่วมของสามพันธมิตร

René Lalique เดิมทีเริ่มต้นอาชีพในฐานะช่างอัญมณี สร้างสรรค์ชิ้นงานอันล้ำค่าเช่นเดียวกับ Jacob Arabo ต่อมา René Lalique ได้ผันตัวมาเป็นช่างทำแก้ว หลังจากที่คิดค้นกระบวนการผลิตที่เป็นนวัตกรรมใหม่หลายอย่าง ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้ เขายังผลิตเครื่องประดับตกแต่งฝากระโปรงรถและนาฬิกาจำนวนมาก หนึ่งในสไตล์นาฬิกาของ Lalique คือการมีหุ่นจำลองสองตัวเอนเข้าหากันอย่างสมมาตรเหนือหน้าปัด โดยล้อมกรอบด้วยเส้นสายที่สง่างาม

นอกจากนี้ René Lalique และ Ettore Bugatti ยังมีคุณสมบัติหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ทั้งคู่เกิดนอกแคว้น Alsace ซึ่งเป็นภูมิภาคทางตะวันออกสุดของฝรั่งเศส แต่เลือกที่จะตั้งเวิร์คช็อปในพื้นที่เดียวกัน โดยอยู่ห่างกันเพียง 45 กิโลเมตร ผู้ประกอบการทั้งสองได้ค้นพบชุดทักษะพิเศษใน Alsace ซึ่งเป็นรากฐานอุตสาหกรรมของพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น René Lalique และ Ettore Bugatti ยังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจใน « Clos Sainte Odile » สถานที่พิเศษที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นร้านอาหารระดับสองดาว

Jacob & Co. Bugatti Calandre เป็นมากกว่าของสะสม มันคือการประกาศความมุ่งมั่นอันโดดเด่นของแบรนด์ในการหลอมรวมโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงและงานฝีมือทางศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน บรรจุอยู่ในหีบหนังสีแทนสั่งทำพิเศษ เช่นเดียวกับภายในรถหรูของ Bugatti นาฬิกาตั้งโต๊ะ Calandre จึงเป็นตัวแทนของการหลอมรวมความหรูหรา การออกแบบ และนวัตกรรม ที่เป็นนิยามของทั้งสามแบรนด์

ข้อมูลทางเทคนิค
Bugatti Calandre

กลไก: ขับเคลื่อนด้วย Caliber JCAM58 ที่ไขลานด้วยมือ ประกอบด้วย 189 ชิ้น ขนาด 114 x 25 มม. มอบพลังงานสำรอง 8 วัน และทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) โดดเด่นด้วย ตูร์บิยงลอยตัว 1 นาที เพื่อความแม่นยำในการบอกชั่วโมงและนาที

ตัวเรือน: ขนาด 264 x 196 มม. สร้างสรรค์จาก คริสตัล Lalique ขึ้นรูป คุณภาพสูง ประดับด้วย อัญมณีสีแดง Jacob-cut 288 เหลี่ยม ขนาด 30 มม. ตรงกลาง สะท้อนความหรูหราและเอกลักษณ์ของ Bugatti

หน้าปัด: ผลิตจาก สเตนเลสขัดเงาและอะลูมิเนียมฉลุลาย พร้อมเข็มบอกเวลาแบบฉลุลายเคลือบโรเดียม

จำนวนจำกัดและราคา: ผลิตเพียง 99 ชิ้นทั่วโลก โดยมีราคาอยู่ที่ 240,000 USD

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Jacob & Co.

Tick & Talk: เมื่อความเร็วผสานกาลเวลา สำรวจ TIME TO RACE ที่สุดแห่งเรือนเวลาจากสนามแข่ง

จากสนามแข่งสู่ข้อมือ: เจาะลึก TIME TO RACE สองเรือนเวลาสุดลิมิเต็ดที่ปลุกจิตวิญญาณแห่งความเร็วและเลขนำโชคของคุณ

พร้อมจะเหยียบคันเร่งไปกับเราหรือยัง?

เคยไหมที่เห็นอะไร “ลิมิเต็ด อิดิชั่น” แล้วใจมันเต้นระรัว ยิ่งถ้าเป็นของที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อันเร้าใจ ยิ่งกว่านั้นคือของมันต้องมี! โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง “TIME TO RACE” สองผลงานชิ้นเอกจากวงการเวลา ที่ไม่ได้มีดีแค่กลไก แต่ยังซ่อนเรื่องราวสุดคลาสสิกของโลกความเร็วเอาไว้ในทุกรายละเอียด จนอดไม่ได้ที่จะมาเล่าสู่กันฟังแบบเจาะลึก ถึงความพิเศษที่ทำให้เรือนเวลานี้ไม่ได้เป็นแค่นาฬิกา แต่เป็นเหมือนเครื่องรางนำโชคเฉพาะตัว

Tick & Talk: Time to Race – Where Motorsports Heritage Meets Your Lucky Number

ต้นกำเนิดความเร็ว จากสนามแข่งสู่ข้อมือคุณ

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษย์เราหลงใหลในความเร็วและการแข่งขันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งม้าในยุคโบราณ หรือการประลองความเร็วของรถยนต์ในปัจจุบัน ที่กลายเป็นตำนานเล่าขานส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น และแน่นอนว่า “การจับเวลา” คือหัวใจสำคัญของการแข่งขันเหล่านั้น เพราะทุกเสี้ยววินาทีคือตัวตัดสินแชมป์และความพ่ายแพ้ ยิ่งไปกว่านั้น สีสันและสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนตัวรถแข่ง ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่ถูกจดจำ

และนั่นเองที่ทำให้ตื่นเต้นกับ TIME TO RACE เพราะนี่ไม่ใช่แค่การนำแรงบันดาลใจจากสนามแข่งมาใส่ในนาฬิกา แต่เป็นการนำ “จิตวิญญาณ” ของความเร็ว ความแม่นยำ และแพชชั่นที่ไม่ยอมแพ้ มาหลอมรวมไว้ในผลงานศิลปะบนข้อมือ ซึ่ง Jean-Marie Schaller, CEO & Creative Director ได้กล่าวไว้อย่างกินใจว่า

“ประวัติศาสตร์การแข่งรถได้สร้างตำนานของมันเอง และปีนี้ ผมเลือกที่จะเฉลิมฉลองผลงานสร้างสรรค์ใหม่สองชิ้น: RUSH ที่โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกเข้มข้น และ WHITE FUJI ที่เปล่งประกายด้วยสีขาวสว่างพร้อมเน้นสีแดง นาฬิกาทั้งสองเรือนถูกสร้างขึ้นบนหลักการเดียวกัน: รหัสสีหนึ่งรหัส เลขนำโชคหนึ่งหมายเลข ชิ้นงานที่ไม่ซ้ำกันหนึ่งชิ้น”

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษที่ไม่เหมือนใครจริงๆ

Tick & Talk: Time to Race – Where Motorsports Heritage Meets Your Lucky Number

โปรไฟล์ทรงพลัง เอกลักษณ์เฉพาะตัว

ลองจินตนาการถึงความตื่นเต้นของการแข่งขันรถยนต์ที่ทุกโค้ง ทุกเส้นชัย ถูกตัดสินด้วย “โครโนกราฟ” หรือกลไกจับเวลาที่เที่ยงตรง นาฬิกา TIME TO RACE ก็ถอดแบบความละเอียดนี้มาอย่างหมดจด ด้วยรูปทรงที่แข็งแกร่งและสง่างาม ตัวเรือนทำจาก ไทเทเนียมเกรด 5 ที่ผ่านการขัดเงาและปัดด้าน น้ำหนักเบาเพียง 18 กรัม พร้อมเส้นสายที่เฉียบคมและลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ราวกับหลุดออกมาจากรถแข่งระดับตำนาน

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือโดมแซฟไฟร์ที่ครอบทับกลไกด้านบน ซึ่งเบาเพียง 15 กรัม แต่ให้มุมมองแบบพาโนรามา เห็นกลไก Column-wheel ที่ทำงานอย่างวิจิตรบรรจง และเพื่อให้แต่ละเรือนมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แต่ละเรือนยังถูกสลักด้วย ตัวเลขเดี่ยวๆ เพียงหนึ่งตัว พร้อมกับหนึ่งในหกเฉดสี ที่จะประกาศตัวตนอันโดดเด่นให้โลกได้รับรู้

RUSH และ WHITE FUJI สองตำนานแห่งสนามแข่งบนข้อมือ

การนำเสนอสองสีใหม่นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นการคารวะและรำลึกถึง “ไอคอนแห่งการแข่งรถ” ที่สร้างตำนานบนสนามแข่งมาแล้ว

WHITE FUJI: สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับสีแดงอันร้อนแรงนี้ ชวนให้นึกถึงสีสันของประเทศญี่ปุ่นที่โด่งดังในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขัน Formula One ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมานับไม่ถ้วน

RUSH: สีน้ำเงินเมทัลลิกเข้มข้นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ecurie Ecosse ทีมแข่งรถสัญชาติสกอตแลนด์ในตำนาน ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans อันโด่งดัง จนเสียงก้องกังวานของชัยชนะยังคงดังกึกก้องอยู่ในประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตจนถึงทุกวันนี้

Tick & Talk: Time to Race – Where Motorsports Heritage Meets Your Lucky Number

สัมผัสแห่งชัยชนะ ประสบการณ์การสวมใส่ที่เหนือกว่า

หลังจากได้เจาะลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง และความอลังการของวิศวกรรมการจับเวลาของ TIME TO RACE ไปแล้ว ทีนี้ถึงเวลาที่จะมา “เม้าท์มอย” กันถึง “ฟีลลิ่ง” จริงๆ ยามที่เรือนเวลาระดับตำนานนี้มาอยู่บนข้อมือ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นเหมือน “เครื่องรางแห่งชัยชนะ” ที่จะปลุกอะดรีนาลีนในตัวให้ตื่นขึ้นทุกครั้งที่เหลือบมอง!

สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีที่สวมคือ “ความเบาอย่างเหลือเชื่อ” ด้วยน้ำหนักเพียง 18 กรัมของตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ทำให้รู้สึกกระชับและพร้อมลุยไปกับทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะแอคทีฟแค่ไหน ก็ไม่เป็นภาระเลยสักนิด

เมื่อใดก็ตามที่แสงส่องกระทบกับ โดมแซฟไฟร์ ที่ครอบหน้าปัดอยู่ จะพบกับความอัศจรรย์อีกขั้น! มันไม่ใช่แค่กระจกใสๆ ทั่วไป แต่มันคือ “หน้าต่างบานใหญ่” ที่เปิดรับสายตาให้ได้ชื่นชมกับ “การเต้นระบำของกลไก” ด้านในได้อย่างเต็มตา

โดยเฉพาะกลไก Monopusher และ Column-wheel ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ราวกับกำลังชม “การแสดงโอเปร่าของเครื่องจักร” ที่มีชีวิตชีวา ยิ่งได้เห็นเฟืองเล็กๆ หมุนไปมาอย่างเที่ยงตรง บอกเลยว่าคนรักเครื่องจักรจะต้องหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ ยิ่งในยามที่แสงตกกระทบ ก็จะเกิดมิติและประกายระยิบระยับที่ชวนให้มองไม่รู้เบื่อ เป็นความงดงามที่มาจาก “ความซับซ้อน” และ “ความแม่นยำ” อย่างแท้จริง

Tick & Talk: Time to Race – Where Motorsports Heritage Meets Your Lucky Number

สำหรับฟีเจอร์เด่นอย่าง โครโนกราฟ หรือการจับเวลา การกดปุ่ม Monopusher นั้นให้ “ฟีลลิ่ง” ที่แตกต่างจากนาฬิกาจับเวลาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง! ปุ่มที่ถูกออกแบบมาให้ใหญ่และกระชับมือ ให้สัมผัสที่นุ่มนวลแต่มั่นคงทุกครั้งที่กดลงไป จะรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของกลไกภายในอย่างแม่นยำ ราวกับกำลัง “ออกสตาร์ท” การแข่งขันสำคัญอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะใช้จับเวลาอะไรในชีวิตประจำวัน มันจะทำให้ทุกกิจกรรมกลายเป็นเรื่องที่สนุกและท้าทายมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

Tick & Talk: Time to Race – Where Motorsports Heritage Meets Your Lucky Number

สิ่งที่ทำให้หลงรัก TIME TO RACE แบบหัวปักหัวปำ คือเรื่องของ “หมายเลขนำโชค” ที่สามารถเลือกได้เอง! มันไม่ใช่แค่ตัวเลขประดับหน้าปัด แต่เป็นเหมือน “ลายเซ็นส่วนตัว” ที่ทำให้เรือนเวลานี้ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ทุกครั้งที่มองไปที่หมายเลขนั้นบนหน้าปัด ก็จะรู้สึกได้ถึงความผูกพันพิเศษ ราวกับว่านี่ไม่ใช่แค่ “นาฬิกา” แต่เป็น “เพื่อนคู่ใจ” ที่จะพาก้าวข้ามทุกความท้าทาย และนำพาไปสู่ชัยชนะในแบบของตัวเอง

สำหรับคอลเลกชันนี้ เรียกได้ว่าพร้อมมอบประสบการณ์การสวมใส่ที่ผสมผสานความเบาสบาย ความแข็งแกร่ง ความสวยงามทางกลไก และความหมายส่วนตัวได้อย่างลงตัว มันไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็น “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ” และ “แรงบันดาลใจ” ที่จะติดตัวไปในทุกก้าวของชีวิต ให้ทุกวันเป็นเหมือนการแข่งขันที่ผู้สวมใส่เป็นผู้กำหนดเวลาเอง…

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเรื่องราวของ TIME TO RACE ที่พาไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งความเร็วและนวัตกรรมอันเหนือชั้น หวังว่าคงจะเต็มอิ่มกับทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสนามแข่ง กลไกที่ซับซ้อน หรือแม้แต่เรื่องราวส่วนตัวของ “เลขนำโชค” ที่ทำให้เรือนเวลานี้ไม่เหมือนใคร พร้อมจะออกสตาร์ทไปกับเราหรือยัง?

ข้อมูลทางเทคนิค รุ่นพิเศษ:
  • RUSH – สีน้ำเงินเมทัลลิก
  • WHITE FUJI – สีขาวและแดง

ตัวเรือน: ขนาด 40.7 มม. สร้างจาก ไทเทเนียมเกรด 5 ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 18 กรัม เสริมด้วยโดมแซฟไฟร์น้ำหนัก 15 กรัมที่เผยกลไกภายใน พร้อมการ์ดป้องกันเม็ดมะยมและขาตัวเรือนดีไซน์โปร่ง กันน้ำได้ 50 เมตร

กลไก โครโนกราฟปุ่มเดียวแบบ Column-wheel กลไกไขลานอัตโนมัติ | จักรกลอกแบบมีสกรู ความถี่การสั่น 28,800 รอบต่อชั่วโมง

ฟังก์ชัน: ชั่วโมง | นาที | วินาที | ตัวจับเวลาโครโนกราฟ 60 วินาที และ 30 นาที สามารถพลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง

หน้าปัด: พื้นฐานผลิตจาก คาร์บอนไฟเบอร์ทอ โดดเด่นด้วยสเกล Tachometric และการแสดงชั่วโมง-นาทีบนหน้าปัดย่อยที่ 6 นาฬิกา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “เลขนำโชค” ที่เจ้าของสามารถเลือกไดประดับด้วยทับทิม 30 เม็ด

หากหลงใหลในโลกของนาฬิกา ความงดงามของกลไก และเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าค้นหาเช่นกัน ก็ไม่ควรพลาดคอลัมน์ “Tick & Talk“ ของเราเด็ดขาด! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันใหม่ใน สัปดาห์หน้า สำหรับเรื่องราวของเวลา…ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ภาพ | Louis Moinet

นิยามใหม่แห่งทูร์บิญอง Frederique Constant เผยโฉม Classic Tourbillon Manufacture หน้าปัดเปลือกหอยมุก

สัมผัสความงามเหนือกาลเวลาของ Frederique Constant Classic Tourbillon Manufacture หน้าปัดเปลือกหอยมุก ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมไว้อย่างลงตัว

อัญมณีเวลาที่ถักทอด้วยเมฆหมอกและสายน้ำ Frederique Constant Classic Tourbillon Manufacture หน้าปัดเปลือกหอยมุก ณ Couture 2025

Frederique Constant Classic Tourbillon Manufacture

รู้ไหมว่าในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ การจะหาแบรนด์ที่กล้าฉีกกรอบและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาเนี่ย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ แต่ Frederique Constant นี่แหละ ที่ทำให้เราต้องหันมามองอีกครั้ง เหมือนกับว่าพวกเขากำลังเปิดประตูสู่โลกแห่งความงามที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว

ถ้าให้ย้อนกลับไปดู “ทูร์บิญอง” (Tourbillon) กลไกนาฬิกาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนที่สุดอย่างหนึ่งของวงการ ถือเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุดของเหล่านักประดิษฐ์นาฬิกาเลยก็ว่าได้ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลก ให้เวลาเดินได้เที่ยงตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

แม้เทคโนโลยีสมัยก่อนจะยังไม่ล้ำเท่าตอนนี้ แต่ทูร์บิญองก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะและความพยายามที่ไม่ยอมแพ้ และถึงแม้ Frederique Constant จะเพิ่งก่อตั้งมาแค่ 37 ปี แต่บอกเลยว่าพวกเขาไม่ธรรมดาเลย เพราะสามารถสร้างกลไกอินเฮาส์ได้ถึง 33 คาลิเบอร์ รวมถึงทูร์บิญองด้วย นี่แหละที่ทำให้เราต้องมาเล่าเรื่องราวของพวกเขาในวันนี้ ที่จะพาคุณไปสัมผัสจิตวิญญาณของนาฬิกาชั้นสูงในแบบฉบับที่โคตรโมเดิร์น

Frederique Constant หน้าปัดเปลือกหอยมุก
ซูมชัดๆ กับหน้าปัดเปลือกหอยมุกโฉมใหม่! เฉดสีน้ำเงินเทาที่มาพร้อมการเก็บรายละเอียดด้วยมืออย่างเหนือชั้น

Classic Tourbillon Manufacture คือรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์ “Sold Out” มาหลายครั้ง ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ด้วยขนาด 39 มม. ที่ดูพอดีข้อมือสุดๆ (ก่อนหน้านี้มีแต่ไซส์ 42 มม.) ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนพิงก์โกลด์ หน้าปัดเงิน หน้าปัดน้ำเงิน หรือแม้แต่หน้าปัดสีเขียวที่เปิดตัวต้นปี 2025 ก็ฮิตติดลมบนไปหมด

ที่พีคกว่านั้นคือรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ทำจากวัสดุพรีเมียม อย่างหน้าปัดหินอุกกาบาตในตัวเรือนแพลทินัม หรือหน้าปัด Aventurine ในตัวเรือนไวท์โกลด์ ซึ่งทุกเรือนก็คือความลักชัวรีที่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ

แต่ไฮไลต์เด็ดที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง Frederique Constant ซึ่งยกระดับ Classic Tourbillon Manufacture ไปอีกขั้น ด้วยลุคใหม่ที่สวยจนต้องตะลึง นั่นคือ ตัวเรือนไวท์โกลด์แมทช์กับหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีเทาอมฟ้าสุดสง่า พร้อมสายหนังจระเข้สีเดียวกันที่แต่งด้วยการเดินด้ายสีฟ้าอ่อนตัดกันได้อย่างมีสไตล์

Frederique Constant Classic Tourbillon Manufacture

การเลือกใช้เปลือกหอยมุกอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการนาฬิกา แต่การนำเสนอครั้งนี้มันให้ฟีลที่ค่อนข้างคอนเทมโพรารี ไม่ว่าจะเป็นแสงและเงาที่สะท้อนบนหน้าปัดเปลือกหอยมุกทำให้เกิดเฉดสีเทาและฟ้าที่ระยิบระยับ บางจังหวะก็มีประกายสีเขียวอ่อนๆ แวบขึ้นมา เหมือนเมฆที่กำลังเคลื่อนตัว หรือผิวน้ำที่พลิ้วไหว เชื่อเถอะว่าใครเห็นก็ต้องหลงเสน่ห์

บนหน้าปัดเราจะเห็นเข็มทรงใบไม้สองชิ้นที่ขัดเงามาอย่างเนี้ยบ วางตัวรับกับหลักชั่วโมงที่เจียระไนมาอย่างพิถีพิถัน ส่วนข้างในตัวเรือนก็คือหัวใจสำคัญอย่าง กลไกอัตโนมัติ FC-980 ที่ผลิตเองทั้งหมด แถมยังมีตูร์บิญองขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมเข็มวินาทีบางเฉียบที่วางอยู่ด้านบน ดีไซน์ของตัวเรือนและหูสายก็เรียบง่ายแต่ดูแพงสุดๆ และยังเสริมด้วยเม็ดมะยมทรงหัวหอมขนาดใหญ่ที่ดูคลาสสิกแต่ก็ใช้ง่าย

พลิกมาดูด้านหลังผ่าน ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ คุณจะได้เห็นความงามของกลไก FC-980 อย่างเต็มตา ทุกรายละเอียดถูกสร้างสรรค์มาอย่างปราณีต ไม่ว่าจะเป็นการลบคม การทำลายลูกปัด หรือลายก้นหอย ไปจนถึงการขัดลายเส้นตรงและการขัดเงากระจก สะท้อนความใส่ใจในทุกขั้นตอน

ที่เจ๋งกว่านั้นคือการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ด้วย อย่างจุดยึดและล้อจักรของทูร์บิญองที่ทำจาก ซิลิคอน ช่วยป้องกันสนามแม่เหล็กและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม และที่พิเศษสุดๆ คือทุกเรือนจะมีการสลักหมายเลขประจำเครื่องทั้งบนตูร์บิญองและบนตัวเรือน เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว

Frederique Constant หน้าปัดเปลือกหอยมุก

สรุปคือ Frederique Constant Classic Tourbillon Manufacture หน้าปัดเปลือกหอยมุก นั้นคือหนึ่งในผลงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ เป็นเหมือนบทกวีแห่งกาลเวลาที่ร่ายรำอยู่บนข้อมือของคุณ เป็นอะไรที่สะท้อนรสนิยมลึกๆ ของคนใส่ได้อย่างมีสไตล์ เหมือนกับการได้ “ส่องลุค” ที่ไม่ใช่แค่เห็นภายนอก แต่คือการสัมผัสถึงแก่นแท้ของความงามที่ไม่เคยล้าสมัยเลยจริงๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Caliber FC-980-4 พร้อมพลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที และกลไกตูร์บิญอง 60 วินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. ผลิตจากสเตนเลสสตีลขัดเงา กันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: เปลือกหอยมุกสีเทาอมฟ้า พร้อมหลักชั่วโมงรูปทรงเพชรสีเงินแบบนูน
  • สาย: หนังจระเข้สีเทาอมฟ้า พร้อมการเดินตะเข็บแบบกลมกลืน (tone-on-tone stitching) และบานพับล็อกสายสเตนเลสสตีล
  • ราคา: 34,995 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  • การวางจำหน่าย: รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 36 เรือนเท่านั้น เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Frederique Constant / Revolutionwatch

เปิดโหมดซัมเมอร์! ชวนสัมผัส HUBLOT BIG BANG UNICO SUMMER 2025 ที่มิโคนอส

สัมผัสประสบการณ์ซัมเมอร์สุดหรูและนวัตกรรมไร้ขีดจำกัดจาก Hublot พร้อมเปิดตัว Big Bang Unico Summer 2025 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มิโคนอส

ถ้าให้ชี้เป้าว่าอะไรคือสิ่งที่พลาดไม่ได้ในฤดูกาลนี้ ขอบอกเลยว่าคุณมาถูกทางแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ Big Bang Unico Summer 2025 หากแต่เป็นการเปิดประตูสู่ประสบการณ์ซัมเมอร์สุดพิเศษที่ Hublot ตั้งใจมอบให้

Hublot Big Bang Unico Summer 2025

ย้อนไปตั้งแต่ปี 2017 Hublot ได้สร้างสีสันให้กับชายหาดเมดิเตอร์เรเนียนสุดเอ็กซ์คลูซีฟมาแล้วหลายแห่ง การเลือกพื้นที่ที่แสงอาทิตย์สาดส่องตลอดคืน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ Hublot ต้องการส่งมอบพลังงานแห่งความสนุกที่ไม่รู้จบ

และปีนี้ การเฉลิมฉลองก็ยิ่งใหญ่กว่าเคย เมื่อ Hublot ยกทัพมายังใจกลางมิโคนอส พร้อมการรวมตัวของเหล่าคนดังอย่าง Usain Bolt แอมบาสเดอร์ของ Hublot และนักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลก รวมถึง Mattia Vitale หนึ่งในดีเจทริโอ Meduza ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความรื่นเริง ให้กับสื่อมวลชน ลูกค้าคนสำคัญ KOLs และครอบครัว Hublot ทุกคน

นับว่างานนี้เต็มไปด้วยสีสันสดใสของสีส้มที่ตัดกับสีน้ำเงินเมดิเตอร์เรเนียนอย่างลงตัว ซึ่งทั้งหมดได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Big Bang Unico Summer 2025 ที่สะท้อนถึงความสุขของวันวานใต้แสงอาทิตย์อุ่นๆ ทรายนุ่มๆ ที่ซุกอยู่ใต้เท้า และเสียงคลื่นที่ซัดสาดเบาๆ ราวกับดึงเอาความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดนั้นมาไว้บนข้อมือ

“ฤดูร้อนและจิตวิญญาณแห่งการเฉลิมฉลองเป็นสิ่งที่แบรนด์ ให้ความสำคัญมาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา” Julien Tornare ซีอีโอ เล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข “Big Bang Unico Summer 2025 เป็นเหมือนตัวแทนของสิ่งที่ Hublot เชื่อมั่น ความกล้าหาญ ความมีชีวิตชีวา และช่วงเวลาที่น่าจดจำ

นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดตัวนาฬิกาหรือจัดปาร์ตี้ แต่คือ ‘ความรู้สึก’ ที่เราอยากแบ่งปัน เป็นการเฉลิมฉลองฤดูร้อน ความสุข มิตรภาพ พลังในการทำงานร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือผู้คนอันแสนวิเศษทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของ Hublot”

นวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่สีสัน แต่เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์

มาสัมผัสหัวใจของนาฬิกาเรือนนี้กันบ้าง Big Bang Unico Summer 2025 ที่รังสรรค์จาก เซรามิกไฮเทค อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ตัวเรือนสีส้ม Micro-blasted เปล่งประกายดุจแสงอาทิตย์ยามโพล้เพล้

ส่วนขอบหน้าปัดสีฟ้าครามก็สะท้อนผืนน้ำทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาลได้อย่างลงตัว ด้วยน้ำหนักที่ เบาหวิวแต่แฝงด้วยความเฉียบคม นาฬิกาเรือนนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเชื่อมต่อกับธรรมชาติและท้องทะเลอย่างแท้จริง

ลองจินตนาการถึงความรู้สึกที่นาฬิกาเรือนนี้อยู่บนข้อมือ ด้วยน้ำหนักที่เบาราวกับลมทะเล ด้วยเซรามิก Micro-blasted ที่ละเอียดอ่อน แต่กลับแข็งแกร่งทนทาน พร้อมลุยทุกการผจญภัยด้วยเซรามิกที่มีความทนทานสูง ไม่ว่าจะปาร์ตี้ริมสระน้ำ หรือจะดำดิ่งสู่ห้วงน้ำลึก ก็มั่นใจได้ด้วยคุณสมบัติกันน้ำลึก 100 เมตรนับว่าเป็นนาฬิกาที่ชาญฉลาดและปรับตัวได้ดีเยี่ยม

สามารถสลับจากโหมดชิลริมหาดไปเป็นโหมดพักผ่อนยามชมพระอาทิตย์ตกดิน หรือแม้แต่โหมดปาร์ตี้ได้ในพริบตา ด้วยระบบสายนาฬิกา One-Click ที่จดสิทธิบัตรไว้แล้ว แถมยังอเนกประสงค์อย่างน่าประทับใจ เพราะมาพร้อมสายนาฬิกาที่สามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 สี ทั้งสีฟ้าคราม สีน้ำเงินเข้ม หรือสีส้ม โดยทั้งสามเส้นมีขอบยางสีขาว ให้คุณแมตช์ได้ตามอารมณ์และสไตล์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

Hublot Big Bang Unico Summer 2025

นอกเหนือจากความโดดเด่นที่รูปลักษณ์ภายนอกแล้ว แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมภายในอย่างแท้จริง ตั้งแต่เทคโนโลยีเซรามิกสีสันสดใสสุดล้ำ ไปจนถึงกลไก Unico manufacture ที่ผลิตขึ้นเองในโรงงาน ตั้งแต่ปี 2018 Hublot ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของเซรามิกด้วยสีสันที่โดดเด่นและจดสิทธิบัตร รวมถึงความทนทานขั้นสุด

สูตรไฮเทคของเรือนเวลาที่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อความเข้มข้น แข็งแกร่ง หนาแน่น และทนทานต่อรอยขีดข่วนมากกว่าเซรามิกทั่วไป ทั้งสดใส แตกหักยาก และเป็น Hublot 100% ส่วนกลไก Unico ตั้งแต่ปี 2010 ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนวัตกรรม ความแม่นยำ และประสิทธิภาพการทำงานของกลไกที่ผลิตขึ้นเอง การออกแบบที่เน้นความหลากหลาย โครงสร้างที่ก้าวล้ำให้ความน่าเชื่อถือและกลไกที่ล้ำสมัย กล้าแกร่ง ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน จนอยากจะลองสัมผัสเรือนจริงดูซักครั้ง

Hublot Big Bang Unico Summer 2025

เมื่อ Art of Fusion ก่อกำเนิดตำนานบทใหม่

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในปี 1980 ซึ่งครั้งหนึ่งเกิดปรากฏการณ์สะเทือนวงการนาฬิกาหรู เมื่อนาฬิกาเรือนหนึ่งกล้าที่จะจับคู่ตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง นี่คือจุดกำเนิดของ Hublot ที่ตั้งชื่อตามหน้าปัดรูปช่องหน้าต่างเรือที่มีสกรูยึดเปิดเผย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “ศิลปะแห่งการผสมผสาน” หรือ Art of Fusion

ถัดมาในปี 2005 Hublot ได้ยกระดับความคิดสร้างสรรค์นี้ไปอีกขั้นด้วย Big Bang ที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ขนาดที่โดดเด่น และตัวเรือนโครงสร้างแบบหลายชั้น ในปีเดียวกันนั้น Hublot ก็ได้รับรางวัล Best Design จาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยแรงผลักดันจากแนวคิดปฏิวัติวงการนี้ Big Bang ก็ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และนั่นทำให้ Big Bang กลายเป็น “ไอคอน” เรือนแรกแห่งศตวรรษที่ 21

แนวคิดของการผสมผสานนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นหลักการนำทางสำหรับทุกคอลเลกชั่น Big Bang คือเรือนเวลาที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงของเวลา Classic Fusion คือความสมดุลระหว่างความกล้าหาญและความประณีต ในขณะที่ Exceptional Timepieces ท้าทายความคาดหวังเพื่อสร้างสรรค์วัตถุทางนาฬิกาที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแนวทางที่แหวกแนวในการท้าทายขนบธรรมเนียม DNA ของ Hublot ถูกถอดรหัสออกมาในกลไก Unico, Meca-10 และ Tourbillon ที่ผลิตขึ้นเอง เพื่อเพิ่มความหมายอีกระดับให้กับ Art of Fusion

แบรนด์ไม่ได้สร้างสรรค์เวทมนตร์เพียงแค่ที่โรงงานเท่านั้น เพราะบางครั้งเวทมนตร์ก็เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล สร้างสรรค์ความร่วมมือกับอีเวนต์ใหญ่ๆ (FIFA World Cup™ 2010, 2014, 2018, 2022, Premier League, UEFA Champions League และ UEFA Euro™)

บางครั้งก็เกิดขึ้นที่คอนเสิร์ต บาสเกตบอล การแสดงศิลปะ หรือประสบการณ์การกินดื่มสุดพิเศษกับเชฟมิชลินสตาร์ในครอบครัว Hublot และนั่นแหละคือที่มาของ “Hublot Vibes” ที่มีชีวิตขึ้นมาจากการแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันในหมู่ Hublotistas หรือกลุ่มเจ้าของ Hublot ผู้ภาคภูมิใจ Art of Fusion นั้นเหนือกว่าสิ่งที่สัมผัสได้ มันคือวิถีชีวิต และนี่คือวิถีของแบรนด์

ครบรอบ 20 ปี การเฉลิมฉลองแนวคิดปฏิวัติวงการของ BIG BANG

ในปี 2005 Big Bang ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับยุคใหม่แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ที่สอดคล้องกับชื่อของมันอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีนาฬิกาไม่กี่เรือนที่พลิกโฉมวงการนาฬิกาในปัจจุบันได้เหมือน Big Bang ยี่สิบปีหลังจากการเปิดตัว มันยังคงเป็นตัวอย่างของโรงงานที่ผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่ไม่รู้จักอยู่เสมอ

ด้วยวัสดุพิเศษและกลไกที่ผลิตขึ้นเอง นำโดย Unico และ Meca-10, Big Bang ได้ฉีกกฎประเพณี ซึ่งเป็นแนวคิดที่มันไม่เคยโอบรับอย่างเต็มที่ โดดเด่นด้วยสุนทรียภาพที่กล้าหาญ มีความหลากหลาย และนั่นคือ Big Bang

สัมผัสวิถีแห่งซัมเมอร์กับ Hublot

และนี่ก้คือหนึ่งในเรือนเวลาไฮไลท์ในสัปดาห์นี้ กับเรือนเวลาที่เป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข ความสดใส และการผจญภัย ทั้งยังสะท้อนถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และการหลอมรวมศิลปะเข้ากับเทคโนโลยีอย่างลงตัว

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางผู้หลงใหลในทะเล หรือนักปาร์ตี้ผู้ชื่นชอบสีสัน Big Bang Unico Summer 2025 พร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมทางที่เติมเต็มทุกช่วงเวลาพิเศษของคุณ ให้ทุกวันเป็นดั่งการเฉลิมฉลองที่ไม่รู้จบ และตอกย้ำว่าวิถีของ Hublot คือการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์และไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง 

Hublot Big Bang Unico Summer 2025
ข้อมูลทางเทคนิค
HUBLOT BIG BANG UNICO SUMMER 2025
  • กลไก: HUB1280 Unico Manufacture (โครโนกราฟ Flyback ไขลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 72 ชม.)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีส้ม Micro-blasted ขนาด 42 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • ขอบหน้าปัด: เซรามิกสีฟ้าคราม Micro-blasted
  • หน้าปัด: สีฟ้าครามด้านและสีส้ม
  • สายนาฬิกา: สายยาง 3 สี (ฟ้าคราม น้ำเงินเข้ม ส้ม) พร้อมระบบ One-Click เปลี่ยนสายง่าย
  • ความพร้อมการจำหน่าย: รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 100 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | HUBLOT

เปิดตำนาน ZENITH DEFY การผจญภัยเหนือกาลเวลาสู่ห้วงลึกด้วยสองนักดำน้ำ “Shadow” โฉมใหม่

ดิ่งลึกสู่ห้วงเวลาไปกับ ZENITH DEFY EXTREME DIVER และ DEFY REVIVAL DIVER ในเวอร์ชัน “SHADOW” สุดลึกลับ!

ย้อนกลับไปในปี 1969 ยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของการสำรวจ อารมณ์แบบเจมส์ บอนด์กำลังคุกรุ่นอยู่ในอากาศ และที่นั่นเองที่ ZENITH DEFY ได้ถือกำเนิดขึ้น นาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและความเที่ยงตรงที่ไม่มีใครเทียบได้

เจ้า “ตู้เซฟแห่งกาลเวลา” เรือนนี้ถูกขนานนามเช่นนั้น เพราะความแกร่งราวกับป้อมปราการที่คอยปกป้องกลไกอันซับซ้อนภายใน ทำให้ DEFY กลายเป็นต้นแบบแห่งความทนทานชนิดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

และในบรรดาตำนานของ DEFY ทั้งหมด มีอยู่รุ่นหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษนั่นคือ DEFY Diver A3648 หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ DEFY Plongeur นี่คือนาฬิกาดำน้ำมืออาชีพตัวจริงเสียงจริง ที่มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำลึกถึง 600 เมตร พร้อมขอบหน้าปัดหมุนได้ที่ตอบโจทย์นักสำรวจใต้ทะเลได้อย่างไร้ที่ติ

แต่เรื่องราวความมันส์ยังไม่จบแค่นั้น! ในปี 2024 ZENITH กลับมาตอกย้ำพันธสัญญาแห่งประสิทธิภาพสุดขีด ด้วยการเปิดตัว DEFY Extreme Diver โฉมใหม่สุดล้ำ พร้อมกับการปลุกชีพตำนานอย่าง A3648 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในเวอร์ชัน Revival ที่ถอดแบบมาอย่างซื่อตรง

และที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นคือ วันนี้ทั้งสองรุ่นถูกนำมาตีความใหม่ในเวอร์ชัน “Shadow” ที่ใช้วัสดุไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโคร ดูลึกลับ น่าค้นหา ผสมผสานแรงบันดาลใจจากยุคเก่าเข้ากับการออกแบบที่ล้ำสมัยได้อย่างลงตัว บอกเลยว่านาฬิกาคู่หูสุดสเตลธ์คู่นี้ ถูกสร้างมาเพื่อนักผจญภัยยุคใหม่โดยเฉพาะ พร้อมแล้วที่จะพาคุณดำดิ่งสู่ห้วงลึกสุดหยั่งถึง

สู่ก้นบึ้งด้วยพลังแห่งไทเทเนียม

ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การพูดถึงงานออกแบบที่สะดุดตา แต่ DEFY Extreme Diver และ DEFY Revival Diver ยังถูกรังสรรค์มาเพื่อภารกิจสำรวจใต้ทะเลที่หฤโหดที่สุด ตัวเรือนที่มีเหลี่ยมมุมคมชัด แข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยสไตล์นั้น สร้างขึ้นจากไทเทเนียมทั้งชิ้น วัสดุที่ขึ้นชื่อเรื่องความเบาแต่แกร่งทนทานขั้นสุด ตัวเรือนผ่านการพ่นทรายแบบไมโครจนได้พื้นผิวแบบด้านสุดล้ำ เน้นย้ำเส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่ทรงพลัง และมอบลุคสุดลึกลับราวกับเงา

แม้โทนสีเข้มและพื้นผิวที่ดูสุขุมจะสะท้อนถึงความซับซ้อนทางเทคนิค แต่การแต้มสีเหลืองสดใสที่โดดเด่นเข้ามา ก็ช่วยเติมชีวิตชีวาและเพิ่มทัศนวิสัยใต้น้ำได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้สองเรือนเวลานี้ไม่เพียงแต่โดดเด่นสะดุดตา แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์นักสำรวจได้อย่างไร้ที่ติ

DEFY Extreme Diver ออกแบบมาเพื่อพิชิตห้วงลึก สร้างมาเพื่อความสุดขีด

นี่คือทายาทสายตรงของนาฬิกาดำน้ำรุ่นบุกเบิกจากปี 1969 ที่ ZENITH ภาคภูมิใจนำเสนอ! DEFY Extreme Diver ไม่ใช่นาฬิกาทั่วไป แต่คืออุปกรณ์ล้ำสมัยที่ถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับสภาวะใต้ทะเลที่ท้าทายที่สุด! เรือนเวลาสุดแกร่งขนาด 42.5 มม. นี้มาพร้อมตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโคร ที่ทั้งทรงประสิทธิภาพและงดงามจับใจ

เหนือฐานทรงสิบสองเหลี่ยมที่แข็งแกร่งคือขอบหน้าปัดเซรามิกสีดำแบบหมุนทิศทางเดียว ซึ่งเคลือบด้วย Super-LumiNova เต็มพื้นที่ เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนสูงสุด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแสงแบบใด! การทำงานที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญ และขอบหน้าปัดเซาะร่องยังช่วยให้คุณปรับตั้งค่าได้อย่างง่ายดาย แม้ขณะสวมถุงมือ

ไม่เพียงเท่านั้น นาฬิกาเรือนนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อการดำน้ำแบบ Saturation Diving โดยเฉพาะ ด้วยคุณสมบัติกันน้ำลึกถึง 600 เมตร พร้อมวาล์วฮีเลียมสำหรับระบายแก๊ส และเม็ดมะยมแบบขันเกลียวที่ได้รับการปกป้องด้วยการ์ดกันกระแทกอย่างดีเยี่ยม

หน้าปัดสีดำลายดาวโดดเด่นด้วยเครื่องหมายบอกเวลาและเข็มนาฬิกาที่เคลือบด้วย C1 Super-LumiNova ตัดกับสีเหลืองสดใสที่แทรกเข้ามาอย่างลงตัว รับประกันการมองเห็นที่ชัดเจนแม้ในที่แสงน้อยที่สุด

และนี่คือความพิเศษที่หาได้ยากสำหรับนาฬิกาที่กันน้ำได้ลึกขนาดนี้ ZENITH ได้ผสานฝาหลังแบบเปลือยโชว์กลไกไว้ด้วย ทำให้คุณสามารถชื่นชมการทำงานของกลไกอัตโนมัติ El Primero 3620 ที่ตกแต่งในโทนสีดำร่วมสมัยได้อย่างเต็มตา

กลไกแบบบอกเวลาอย่างเดียวนี้เดินด้วยความถี่สูงถึง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง มาพร้อมระบบกันสั่นสะเทือนแบบ Paramagnetic และชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตจากซิลิคอน มั่นใจได้ในความเที่ยงตรงขั้นสุด แถมระบบขึ้นลานแบบสองทิศทางยังมอบพลังงานสำรองที่แข็งแกร่งถึง 60 ชั่วโมงอีกด้วย

ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบของ DEFY Extreme Diver ด้วยสายข้อมือไทเทเนียมสามข้อพ่นทรายแบบไมโครที่เข้าชุดกัน! นอกจากนี้ยังมีสายนาฬิกาแบบเปลี่ยนได้อีกสองแบบให้เลือกใช้: สายยางสีดำที่ทนทาน พร้อมผิวสัมผัสแบบ Cordura และบานพับล็อก

หรือจะเป็นสายผ้าชิ้นเดียวสีดำตัดเหลืองที่ยึดด้วยหัวเข็มขัดแบบหมุด ด้วยกลไกการเปลี่ยนสายแบบรวดเร็วที่มาพร้อมตัวเรือน คุณจึงสามารถสลับเปลี่ยนสไตล์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดๆ เลย

DEFY Revival Diver ตำนานกลับมาเกิดใหม่ในชุดไทเทเนียม!

นี่คือการคืนชีพตำนานอย่างซื่อตรงของนาฬิกาดำน้ำ DEFY A3648 ต้นฉบับจากปี 1969! DEFY Revival Diver นำพากลิ่นอายวินเทจสุดคลาสสิกสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโครสีเข้มสุดลึกลับ ขนาด 37 มม. ที่มีเหลี่ยมมุมคมชัด ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบของ DEFY ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

ด้วยขอบหน้าปัดสิบสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่วางตัวอยู่เหนือขอบหน้าปัดหมุนทิศทางเดียวทรงกลม ซึ่งรังสรรค์จากไทเทเนียมเช่นกัน และติดตั้งด้วยกระจกแซฟไฟร์สีเหลืองอำพัน! เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

เม็ดมะยมแบบขันเกลียวจึงถูกวางตำแหน่งไว้ที่ 4:30 น. เช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม และเช่นเดียวกับพี่น้องร่วมยุค DEFY Revival Diver ก็มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำลึกถึง 600 เมตร หรือ 1,969 ฟุต ซึ่งเป็นการรำลึกถึงปีที่คอลเลกชัน DEFY ถือกำเนิดขึ้นอย่างแยบยล

ธีมสีดำตัดเหลืองสุดเข้มข้นยังคงต่อเนื่องมาถึงหน้าปัด ที่พื้นผิวสีดำด้านได้รับการเติมเต็มด้วยพลังงานจากสีเหลืองสดใสบนเข็มนาฬิกาและขีดบอกนาที! เข็มและเครื่องหมายบอกชั่วโมงได้รับการเติมด้วย Super-LumiNova สีขาว ทำให้มั่นใจได้ถึงความชัดเจนและการมองเห็นที่ยอดเยี่ยมแม้ในห้วงลึกที่มืดมิดที่สุด

หัวใจที่ขับเคลื่อน DEFY Revival Diver คือกลไกอัตโนมัติ Elite 670 ซึ่งแสดงผลชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ ที่น่าทึ่งคือ แม้จะมีความสามารถกันน้ำลึกถึง 600 เมตร และมีขนาดกะทัดรัด แต่ยังคงมาพร้อมฝาหลังแบบเปลือยโชว์กลไก ทำให้คุณได้สัมผัสกับความงามของกลไกได้อย่างเต็มตา

โรเตอร์ขึ้นลานได้รับการตกแต่งด้วยลาย Geneva Stripes และฉลุลายเป็นรูปดาว ZENITH อันเป็นเอกลักษณ์ กลไก Elite 670 ทำงานด้วยความถี่ 4 Hz และมอบพลังงานสำรองที่น่าประทับใจถึง 50 ชั่วโมง

นาฬิกามาพร้อมสายข้อมือสไตล์ Gay Frères อันเป็นเอกลักษณ์ สร้างสรรค์จากไทเทเนียมน้ำหนักเบา พร้อมพื้นผิวพ่นทรายแบบไมโครเช่นเดียวกับตัวเรือน! ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความสบายในการสวมใส่ แต่บานพับล็อกไทเทเนียมยังช่วยให้มั่นใจได้ถึงความกระชับและหรูหราอีกด้วย

ZENITH หัวใจแห่งโลกนาฬิกา

ย้อนเวลากลับไปในปี 1865 ณ เมืองเล็กๆ อย่าง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีแบรนด์นาฬิกาหนึ่งถือกำเนิดขึ้น นั่นคือ ZENITH ตลอดเวลากว่า 160 ปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตนาฬิกา แต่เป็นผู้นำแถวหน้าของวงการ ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก และความมุ่งมั่นที่ไม่หยุดยั้งเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุด

ZENITH คือผู้ผลิตนาฬิกาสวิสรายแรกที่รวมทุกกระบวนการไว้ในโรงงานเดียว (vertically integrated) พวกเขาปฏิวัติโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาอยู่เสมอ ด้วยการพัฒนาและผลิตกลไกภายในโรงงานเอง ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ El Primero โครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรกของโลกที่เปิดตัวในปี 1969 ซึ่งโด่งดังเรื่องความเที่ยงตรงไร้เทียมทานและประสิทธิภาพความถี่สูง

นาฬิกาของ ZENITH ทุกเรือนคือการเฉลิมฉลองความทุ่มเทในด้านนวัตกรรมและงานฝีมืออันประณีต อย่างคอลเลกชัน CHRONOMASTER ก็เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญด้านโครโนกราฟความแม่นยำสูง ส่วน DEFY ก็โชว์นวัตกรรมทางเทคนิคและการออกแบบที่โดดเด่น

ในขณะที่คอลเลกชัน PILOT คือการคารวะตำนานการบินอันยาวนานของ ZENITH ด้วยนาฬิกาที่พร้อมลุยทุกการผจญภัย ความมุ่งมั่นในความเที่ยงตรงนี้ได้รับการยอมรับด้วยรางวัล Chronometry ถึง 2,333 รางวัล ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มีใครเทียบได้ ตอกย้ำมรดกแห่งความเป็นเลิศที่ ZENITH สร้างสมมาอย่างยาวนาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไก Calibre 135 ที่กวาดรางวัลไปครองมากที่สุด ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการผสานโซลูชันทางเทคนิคและวัสดุล่าสุดเข้าไป และ ZENITH ก็ตัดสินใจมอบ “บ้าน” หลังใหม่ให้ในคอลเลกชัน G.F.J ที่เพิ่งเปิดตัวไป

ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ นาฬิกา ZENITH ได้ร่วมเดินทางไปกับเหล่านักบุกเบิกผู้กล้าฝันใหญ่และสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่การบินข้ามช่องแคบอังกฤษครั้งประวัติศาสตร์ของ Louis Blériot ไปจนถึงการกระโดดร่มจากชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ทำลายสถิติของ Felix Baumgartner จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญนี้ยังคงขับเคลื่อน ZENITH ให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับนิยามอนาคตแห่งการผลิตนาฬิกาสวิสขึ้นมาใหม่

ด้วยการเฉลิมฉลองความเป็นเลิศ นวัตกรรม และจุดมุ่งหมายที่ยาวนานกว่าศตวรรษครึ่ง แบรนด์ยังคงยืนหยัดอยู่แถวหน้าของโลกนาฬิกาสวิส พร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนที่ไม่ยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ และมุ่งมั่นสู่ความยิ่งใหญ่ จาก Le Locle สู่ทั่วโลก จากปี 1865 สู่ปัจจุบัน… คือหัวใจแห่งโลกนาฬิกาอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
ZENITH DEFY EXTREME DIVER

หน้าปัด: สีดำด้านตัดเหลือง ลายท้องฟ้าดวงดาว เครื่องหมายบอกเวลาและเข็มชุบโรเดียม เจียระไน และเคลือบ SuperLuminova SLN C1

ตัวเรือน: ไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโคร ขนาด 42.5 มม. หนา 15.5 มม. พร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกสีดำหมุนทิศทางเดียวเคลือบ SuperLuminova เต็มรูปแบบ กันน้ำ 600 เมตร มีวาล์วฮีเลียม และเม็ดมะยมขันเกลียว

กลไก: El Primero 3620 อัตโนมัติ ความถี่ 36,000 VpH (5 Hz) พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง บอกชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ โรเตอร์ขึ้นลานรูปดาวพร้อมพื้นผิวซาติน

สายนาฬิกา: มาพร้อม 3 แบบ: สายยางสีดำผิวสัมผัส Cordura พร้อมบานพับล็อก สายไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโครพร้อมบานพับล็อก และสายผ้าสีดำตัดเหลืองพร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุด

ข้อมูลทางเทคนิค
ZENITH DEFY REVIVAL DIVER

หน้าปัด: สีดำตัดเหลือง พร้อม SuperLuminova SLN C1 เครื่องหมายบอกเวลาพิมพ์สีขาวเคลือบ SuperLuminova SLN C1 และเข็มสีเหลืองเคลือบ SuperLumiNova SLN C1

ตัวเรือน: ไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโคร (Shadow signature) รูปทรงแปดเหลี่ยม ขนาด 37 มม. หนา 15.5 มม. โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัด 14 ด้านอันเป็นเอกลักษณ์ และขอบหน้าปัดหมุนทิศทางเดียวพร้อมกระจกแซฟไฟร์สีเหลืองอำพัน กันน้ำ 600 เมตร และเม็ดมะยมขันเกลียว

กลไก: Elite 670 อัตโนมัติ ความถี่ 28,800 VpH (4 Hz) พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง บอกชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ตำแหน่ง 4:30 น. โรเตอร์ขึ้นลานตกแต่งลาย “Côtes de Genève”

สายนาฬิกา: สายไทเทเนียมพ่นทรายแบบไมโคร พร้อมบานพับล็อก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | ZENITH

The Reason Why: 5 เหตุผลทำไม Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel นาฬิกาไร้เข็มเรือนนี้ถึงเป็นที่สุด

เปิดโลก Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] ทำไมนาฬิกาไร้เข็มเรือนนี้ถึงเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมและหัตถศิลป์

กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ “The Reason Why” คอลัมน์ที่จะพาเจาะลึกถึงเหตุผลที่ทำให้สิ่งต่างๆ น่าสนใจ และแน่นอนว่าวันนี้ก็มีเรื่องราวของ “นาฬิกา” มาฝากกันอีกเช่นเคย

ช่วงนี้กำลังง่วนอยู่กับการค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนบทความเรื่องนาฬิกาที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงนวัตกรรมและศิลปะอันล้ำค่า จนกระทั่งได้มาสะดุดตากับนาฬิกาเรือนหนึ่งที่เรียกได้ว่า “ฉีกทุกกฎ” และ “แหวกทุกขนบ” ที่เคยมีมาในวงการนาฬิกา นั่นก็คือ Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ธรรมดา

และเมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียด ก็ยิ่งพบว่านี่คือการบรรจบกันอย่างลงตัวของอดีตและอนาคต หัตถศิลป์โบราณและเทคโนโลยีสุดล้ำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ขอเชิญทุกท่านมาร่วมค้นหาเหตุผลไปพร้อมกันใน “The Reason Why” 5 ข้อที่คัดสรรมาให้คุณโดยเฉพาะ

The Reason Why: 5 Reason with Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel

1. การปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วย “Freak” ที่ไร้เข็ม ไร้หน้าปัด ไร้เม็ดมะยม!

ย้อนกลับไปในปี 2001 Ulysse Nardin ได้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการนาฬิกาชั้นสูงด้วยการเปิดตัว “Freak” นาฬิกาที่ท้าทายทุกความเชื่อเดิมๆ ด้วยการ “ไม่มีเข็ม ไม่มีหน้าปัด และไม่มีเม็ดมะยม”

ฟังดูแล้วอาจจะงงๆ ว่าแล้วมันจะบอกเวลาได้อย่างไร? นี่แหละคือความอัจฉริยะของ Ulysse Nardin ที่นำเสนอ “กลไก Flying Carousel” ที่ทั้งกลไกหมุนวนเพื่อบอกเวลาแทนเข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม ทำให้การบอกเวลาเป็นเหมือนงานศิลปะเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ยิ่งไปกว่านั้น Ulysse Nardin ยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ “ซิลิคอน” วัสดุแห่งอนาคตที่มีน้ำหนักเบา ทนทาน และต้านทานแม่เหล็กได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกาสมัยใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง

และในปี 2023 “Freak One” ก็ยังคว้ารางวัล “Iconic Watch Prize” จากเวทีอันทรงเกียรติ Grand Prix d’Horlogerie de Genève มาครองได้สำเร็จ ตอกย้ำความเป็นไอคอนของ Freak ได้อย่างชัดเจน

2. ผสาน Métiers d’Art อันประณีต “งานลงยา” ที่มีชีวิตชีวาบนข้อมือ

นอกจากนวัตกรรมกลไกสุดล้ำแล้ว Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] ยังโดดเด่นด้วยงานศิลปะชั้นสูงที่เรียกว่า “Métiers d’Art” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “งานลงยา” หรือ Enamelling ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี การลงยาคือศิลปะโบราณที่นำผงอีนาเมลมาเคลือบบนโลหะแล้วนำไปเผาด้วยความร้อนสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้สีสันที่งดงาม ลึกซึ้ง และไม่ซีดจางไปตามกาลเวลา

ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่เวิร์คช็อปในโลกเท่านั้นที่ยังคงรักษาและสืบทอดศาสตร์แขนงนี้ไว้ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ Donzé Cadrans ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติงานของช่างฝีมือลงยาภายใต้การดูแลของ Ulysse Nardin เอง การได้เห็นแผ่นดิสก์ Guilloché-Flinqué ที่สลักลายรัศมีแสงแบบเยื้องศูนย์ แล้วถูกเคลือบด้วยอีนาเมลสีน้ำเงินเข้มหลายชั้นจนเกิดความลึกและมิติที่น่าทึ่งนั้น

บอกได้เลยว่านี่คือการรังสรรค์งานศิลปะที่มีชีวิตชีวาบนข้อมืออย่างแท้จริง และที่สำคัญ แผ่นดิสก์นี้ยังทำจากทองโรสโกลด์ 22 กะรัต ที่ถูกเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อทนทานต่ออุณหภูมิสูงระหว่างการเผา นี่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ยังเป็นวิทยาศาสตร์และศิลปะที่ผสานกันอย่างลงตัว

The Reason Why: 5 Reason with Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel
The Reason Why: 5 Reason with Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel

ใน Freak [X Gold Enamel] นี้ Ulysse Nardin ได้นำเสนอ “กลไก Flying Carousel” ที่ไร้สะพานกลไกด้านบน ทำให้มองเห็นกลไกทั้งหมดเหมือนกำลัง “ลอย” อยู่เหนือแผ่นดิสก์แสดงชั่วโมง นี่คือความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจทั้งในเชิงภาพลักษณ์และกลไกการทำงาน กลไกทั้งชิ้นจะหมุนรอบตัวเองเพื่อแสดงเวลา

โดยส่วนที่บอกชั่วโมงจะอยู่ที่ปลายของกลไกที่หมุนวนไปเรื่อยๆ ส่วนเข็มนาทีจะทำหน้าที่เป็นสะพานกลไกที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนของกลไกทั้งหมด การที่ไม่มีสะพานกลไกด้านบนทำให้การมองเห็นกลไกภายในเป็นไปอย่างเต็มตา ไม่มีอะไรมาบดบังความงามของฟันเฟืองและชิ้นส่วนต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ นี่คือการแสดงออกถึงความกล้าหาญในการออกแบบและการท้าทายขีดจำกัดทางวิศวกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

4. ความลงตัวของความหรูหราและความทนทานในดีไซน์ที่โดดเด่น

Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] มาในตัวเรือนขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ทำจาก ไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงิน ซึ่งมอบความทนทานและน้ำหนักเบา เสริมความหรูหราด้วยชิ้นส่วนด้านข้างสีโรสโกลด์ สร้างคอนทราสต์ที่ดูทันสมัยและสง่างาม

หลักชั่วโมงเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้ชัดเจนแม้ในที่มืด สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บด้วยด้ายสีโรสโกลด์ และตัวล็อคสายแบบหัวเข็มขัดบานพับทำจากไทเทเนียมและโรสโกลด์ ยิ่งเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้

ที่สำคัญคือยังมาพร้อมพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการไขลานบ่อยๆ

The Reason Why: 5 Reason with Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel
The Reason Why: 5 Reason with Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel

5. Limited Edition ที่สะท้อนถึงคุณค่าแห่งการเป็นเจ้าของ

และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] น่าหลงใหลอย่างยิ่งก็คือ การเป็นรุ่น “Limited Edition” ที่ผลิตขึ้นเพียง 120 เรือนทั่วโลก เท่านั้น การเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่การมีเครื่องบอกเวลา แต่คือการครอบครองงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซึ่งทุกแผ่นดิสก์เคลือบอีนาเมลสีน้ำเงินล้วนผ่านกระบวนการทำด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงต่อหนึ่งชิ้น ทำให้ไม่มีแผ่นดิสก์ใดที่เหมือนกันทุกประการ แต่ละชิ้นจึงมีเสน่ห์ มีความลึก และมีโทนสีที่เป็นของตัวเอง นี่คือคุณค่าแห่งการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ที่สะท้อนถึงรสนิยมและความเข้าใจในคุณค่าของหัตถศิลป์อันล้ำค่า

จากเหตุผลทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา คงพอจะทำให้ท่านผู้อ่านเห็นแล้วใช่ไหมว่า Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานนวัตกรรมสุดล้ำเข้ากับหัตถศิลป์โบราณได้อย่างไร้ที่ติ มันคือการเฉลิมฉลองความกล้าหาญในการท้าทายขนบเดิมๆ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

หากกำลังมองหานาฬิกาที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใคร และหลงใหลในความงามของกลไกและศิลปะชั้นสูง Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel] คือคำตอบที่กำลังมองหา

แล้วพบกันใหม่ในคอลัมน์ “The Reason Why” สัปดาห์หน้า

ข้อมูลทางเทคนิค
Ulysse Nardin Freak [X Gold Enamel]

กลไก: ใช้ Calibre UN-230 Manufacture แบบไขลานอัตโนมัติ โดดเด่นด้วย Flying Carousel ที่หมุนแสดงชั่วโมงและนาทีโดยไม่มีเข็มดั้งเดิม ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง escapement, hairspring และ balance wheel ทำจาก ซิลิคอน ผลิตเองในโรงงาน มีโรเตอร์ทองโรสโกลด์และสะพานนาทีสีโรสโกลด์พร้อม Super-LumiNova® ประกอบด้วย 214 ชิ้นส่วน 21 ทับทิม ความถี่ 3 Hz และให้พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

ตัวเรือน: ขนาด 43 มิลลิเมตร ทำจาก ไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงิน พร้อมชิ้นส่วนด้านข้างสีโรสโกลด์ ฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงินพร้อมกระจกแซฟไฟร์เปลือย กันน้ำได้ลึก 50 เมตร

หน้าปัด: โดดเด่นด้วย แผ่นดิสก์บอกชั่วโมงเคลือบอีนาเมลสีน้ำเงิน ลาย Guilloché-Flinqué ซึ่งเป็นผลงานศิลปะจาก Donzé Cadrans พร้อมหลักบอกชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® สีขาว

สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน เดินด้ายสีโรสโกลด์ พร้อมบานพับล็อคสายจากไทเทเนียมเคลือบ PVD สีน้ำเงินและโรสโกลด์

ความพร้อมในการจำหน่าย: Limited Edition ผลิตเพียง 120 เรือนทั่วโลก

The Reason Why: 5 Reason with Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Ulysse Nardin

เจาะลึก IWC Mojave Desert สีแห่งทะเลทรายที่ผสานความแกร่งและประวัติศาสตร์

เมื่อประวัติศาสตร์การบินบรรจบกับข้อมือคุณ เผยนวัตกรรมเซรามิก 4 ทศวรรษ และเบื้องหลังความงามอันแข็งแกร่งของ IWC TOP GUN Mojave Desert

เคยไหมที่รู้สึกว่านาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นเหมือนแคปซูลที่บรรจุเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น? ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น เตรียมพบกับเรื่องราวของ IWC Schaffhausen Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert ที่จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกแห่งการบินรบอันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกอณูของเรือนเวลานี้

IWC Schaffhausen Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert

ถอดรหัสสีทะเลทราย ตำนานบทใหม่จาก IWC

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่กับการขยายคอลเลกชัน “Colors of TOP GUN” ของ IWC Schaffhausen ด้วยเรือนเวลาที่สะกดทุกสายตาอย่าง Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert หัวใจสำคัญของความงามนี้อยู่ที่ตัวเรือน

ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจาก เซรามิกสีทราย หรือที่เรียกกันว่า “Mojave Desert” สีสันอันเป็นเอกลักษณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการในทะเลทรายโมฮาวี รวมถึงภูมิประเทศอันกว้างใหญ่รอบๆ บริเวณ China Lake ซึ่งเป็นศูนย์รวมการฝึกซ้อมของเหล่านักบินระดับพระกาฬ

ความลงตัวของดีไซน์ถูกสานต่อด้วยหน้าปัดสีน้ำตาลเข้มที่มาพร้อมกับขีดบอกเวลาและเลขอารบิกในโทนสีละมุนตา และสายรัดข้อมือยางสีเบจที่ผสานใยผ้าไว้อย่างประณีต ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นงานออกแบบที่สะท้อนถึงความกลมกลืนแบบสีเดียว (monochromatic) ที่งดงามและโดดเด่นไม่เหมือนใคร

แต่ความพิเศษไม่ได้หยุดอยู่แค่รูปลักษณ์ภายนอก ภายในของเรือนเวลาอันทรงเสน่ห์นี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกผลิตเองของ IWC อย่าง Caliber 32112 ซึ่งเป็นระบบไขลานอัตโนมัติแบบ Pawl-winding system ที่มอบพลังงานสำรองได้ยาวนานเหลือเชื่อถึง 120 ชั่วโมง หรือเทียบเท่ากับ 5 วันเต็มๆ เลยทีเดียว! นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานความแม่นยำ ประวัติศาสตร์ และดีไซน์อันล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

4 ทศวรรษแห่งนวัตกรรมสีเซรามิก

รู้ไหมว่า IWC Schaffhausen ไม่ได้เพิ่งเข้ามาเล่นในวงการนาฬิกาเซรามิก พวกเขามีประสบการณ์ยาวนานเกือบสี่ทศวรรษในการผลิตตัวเรือนนาฬิกาที่ทำจากเซรามิก นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสั่งสมความเชี่ยวชาญที่ทำให้ IWC ก้าวล้ำหน้าในด้านนี้มาโดยตลอด

ในปี 2019 แบรนด์ได้เปิดตัวสีเซรามิกสีแรกในคอลเลกชัน “Colors of TOP GUN” ที่กลายเป็นที่ฮือฮา นั่นคือสี “Mojave Desert” ซึ่งเป็นโทนสีเอิร์ธโทนที่ละเอียดอ่อน มีทั้งความเบจและคากี้ผสมผสานกันอย่างลงตัว

สีสันที่โดดเด่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงภูมิทัศน์ทะเลทรายอันกว้างใหญ่รอบ China Lake ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศสำคัญของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ฝึกเหล่านักบินฝีมือดีที่สุดของประเทศ

และในวันนี้ ผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิสรายนี้ก็ได้เพิ่มเรือนเวลา “Mojave Desert” รุ่นใหม่ล่าสุดเข้ามาในคอลเลกชัน เพื่อตอกย้ำความสำเร็จและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเซรามิกของ IWC อีกครั้ง

IWC Schaffhausen Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert

เผยเบื้องหลังความแข็งแกร่ง กำเนิด “Mojave Desert”

มาเจาะลึกถึงหัวใจของความพิเศษกันบ้างกับ Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert (Ref. IW328106) ที่มาพร้อมตัวเรือนเซรามิกสีทรายซึ่งได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มิลลิเมตร แต่กว่าจะมาเป็นความงดงามที่เห็นอยู่นี้ เบื้องหลังคือกระบวนการผลิตเซรามิกทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนและใช้ความเชี่ยวชาญอย่างสูง

กระบวนการเริ่มต้นจากการนำวัตถุดิบผงมาขึ้นรูปเป็นชิ้นงานเบื้องต้น หรือที่เรียกว่า “Green Body” ซึ่งเป็นเหมือนต้นแบบที่ยังไม่ผ่านการเผา จากนั้นจึงนำไปกลึงให้ใกล้เคียงกับรูปทรงสุดท้ายที่ต้องการ

ขั้นตอนถัดมาคือการนำตัวเรือนไปเผาผนึก (sintering) ในเตาเผาที่อุณหภูมิสูงลิบลิ่ว ในระหว่างกระบวนการให้ความร้อนนี้เองที่เซรามิกจะได้รับคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งสูงสุด และความทนทานต่อรอยขีดข่วนอย่างเหลือเชื่อ

ส่วนสี “Mojave Desert” อันเป็นเอกลักษณ์นั้น ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เพราะเป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานเซอร์โคเนียมออกไซด์เข้ากับโลหะออกไซด์ชนิดอื่นๆ ในอัตราส่วนที่ถูกกำหนดไว้อย่างแม่นยำ และเนื่องจากสีของเซรามิกจะมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างกระบวนการเผาผนึก จึงต้องอาศัยการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะสามารถสร้างสรรค์สีที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

สุนทรียะแห่งสีเดียว ดีไซน์สุดลงตัวที่ผสานฟังก์ชัน

มาดูกันที่รายละเอียดดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบแบบ “Tone-in-Tone” หรือการใช้โทนสีที่กลมกลืนกันทั่วทั้งตัวเรือน

โดยตัวเรือนเซรามิกสีทรายจะเข้าคู่กับหน้าปัดสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยสเกลนาทีและเลขอารบิกในโทนสีที่นุ่มนวล แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการมองเห็นในที่มืด เพราะทุกองค์ประกอบนี้ล้วนเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® ทำให้คุณอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แสงแบบไหน

IWC Schaffhausen Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert

ความสมบูรณ์แบบของดีไซน์แบบสีเดียวนี้ถูกเติมเต็มด้วยสายรัดข้อมือยางสีเบจที่เสริมความพิเศษด้วยใยผ้าแทรกอยู่ด้านใน พร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบา วัสดุไทเทเนียมที่เบาและทนทานนี้ยังถูกนำมาใช้กับฝาหลังของตัวเรือน ซึ่งสลักด้วยโลโก้ “TOP GUN” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและแม่นยำ

นอกจากความงามภายนอกแล้ว หัวใจของเรือนเวลานี้ยังเป็นกลไกที่ IWC รังสรรค์ขึ้นเองอย่าง Caliber 32112 ซึ่งโดดเด่นด้วยบาลานซ์ที่สั่นสะเทือนด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ มั่นใจได้ถึงความเที่ยงตรงระดับสูง

กลไกนี้มาพร้อมกับระบบไขลานอัตโนมัติแบบ Pawl-winding system ซึ่งใช้การเคลื่อนที่ของโรเตอร์ทั้งสองทิศทางเพื่อสร้างพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 120 ชั่วโมง หรือเรียกง่ายๆ ว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 5 วันเต็มๆ เลยทีเดียว

โมเดลใหม่ล่าสุดนี้เข้ามาเสริมทัพนาฬิกาซีรีส์ที่มีอยู่แล้วได้อย่างลงตัว ซึ่งประกอบด้วยรุ่นยอดนิยมอย่าง Big Pilot’s Watch Perpetual Calendar TOP GUN Edition “Mojave Desert” (Ref. IW503004), Pilot’s Watch Chronograph 41 TOP GUN Mojave Desert (Ref. IW389402) และ Big Pilot’s Watch TOP GUN Edition “Mojave Desert” (Ref. IW506003) การันตีได้เลยว่า “Mojave Desert” ไม่ได้เป็นแค่สี และยังเป็นนิยามใหม่ของความแกร่ง สวย และล้ำยุคจาก IWC

ข้อมูลทางเทคนิค
IWC Pilot’s Watch Automatic 41 TOP GUN Mojave Desert (Ref. IW328106)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีทราย “Mojave Desert” ขนาด 41 มม. หนา 11.4 มม.
  • หน้าปัด: สีน้ำตาล พร้อมขีดบอกเวลาและตัวเลขเคลือบ Super-LumiNova®
  • ฝาหลัง: ไทเทเนียม สลักโลโก้ “TOP GUN”
  • สาย: ยางสีเบจพร้อมใยผ้า และหัวเข็มขัดไทเทเนียม
  • กลไก: IWC-manufactured Caliber 32112 อัตโนมัติ (Pawl winding system)
  • ความถี่: 4 Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง)
  • พลังงานสำรอง: 120 ชั่วโมง (5 วัน)
  • กันน้ำ: 100 เมตร

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพจาก iwc

Watch Trick: ไขปริศนา…ทำไมนาฬิกาเรือนโปรดถึงไม่ “ขึ้นข้อ” เราเหมือนคนอื่น?

Watch Trick เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน ปลดล็อกเรือนเวลาที่สมบูรณ์แบบด้วยการทำความเข้าใจสีผิวที่แท้จริงของคุณ

คุณเคยไหมที่ยืนมองนาฬิกาเรือนสวยในตู้โชว์แล้วรู้สึกว่า “ใช่เลย! เรือนนี้แหละที่ตามหา” หรือบางทีเห็นเพื่อนใส่แล้วดูดีมีออร่าจนอยากได้มาเป็นของตัวเองบ้าง? แต่พอคุณได้มันมาอยู่บนข้อมือ กลับรู้สึกว่า… ทำไมมันถึงไม่เปล่งประกายอย่างที่คิดนะ?

บางครั้งมันอาจจะดูสวยนะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีจนอยากหยิบมาใส่บ่อยๆ เหมือนที่คนอื่นใส่เลย เหตุผลนี้ไม่ได้อยู่ที่คุณคิดไปเอง และมันไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เหมาะสมกับนาฬิกาที่สวยงามเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ความจริงแล้วเคล็ดลับสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณค้นพบ “คู่แท้” ของนาฬิกาที่จะช่วยขับผิวของคุณให้ดูมีออร่าและเปล่งประกายอย่างไม่น่าเชื่อนั้น อยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า “อันเดอร์โทนสีผิว”

อันเดอร์โทนสีผิว กุญแจสำคัญที่คุณอาจไม่เคยรู้

อันเดอร์โทน ไม่ใช่สีผิวภายนอกที่คุณเห็นแล้วจะเปลี่ยนไปตามแสงแดดหรือปัจจัยภายนอก แต่มันคือ สีผิวที่แท้จริง ที่อยู่ภายใต้ผิวหนังชั้นนอกของเราต่างหาก ลองนึกภาพว่าผิวของเรามีหลายเลเยอร์ เหมือนชั้นดินที่ซ้อนทับกัน อันเดอร์โทนก็คือสีที่อยู่ลึกลงไปนั่นเอง

การรู้ว่าอันเดอร์โทนของคุณเป็นแบบไหน จะช่วยให้คุณเลือกสีสันของนาฬิกาที่ส่งเสริมผิวให้ดูสว่างและมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังรวมไปถึงความรู้สึกมั่นใจทุกครั้งที่ได้สวมใส่ด้วย

มาดูกันว่าอันเดอร์โทนของคุณซ่อนสีอะไรไว้บ้าง

Watch Trick เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน วิธีเช็กก็ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย แค่พลิกข้อมือขึ้นมาแล้วลองสังเกตสีเส้นเลือดที่อยู่บริเวณนั้นดู หรือจะลองหยิบเครื่องประดับสีเงินและสีทองมาเทียบกับผิวก็ได้

  • ถ้าเส้นเลือดที่ข้อมือของคุณออกสีเขียวชัดเจน นั่นหมายความว่าคุณมี อันเดอร์โทนอุ่น (Warm Undertone) และถ้าคุณลองใส่เครื่องประดับสีทองแล้วรู้สึกว่าผิวดูสว่าง มีออร่าขึ้นมาทันที นั่นแหละ คุณมาถูกทางแล้ว!
  • แต่ถ้าเส้นเลือดของคุณออกเป็นสีน้ำเงินหรือม่วง คุณน่าจะมี อันเดอร์โทนเย็น (Cool Undertone) และถ้าคุณลองใส่เครื่องประดับสีเงินแล้วรู้สึกว่าผิวดูผ่อง สดใสขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนเลย
  • แล้วถ้าคุณเห็นทั้งเส้นเลือดสีเขียวปนกับสีน้ำเงินหรือม่วง หรือไม่ว่าจะใส่เครื่องประดับสีเงินหรือสีทองก็ดูดีพอๆ กัน ไม่ได้รู้สึกว่าอันไหนดีกว่าเป็นพิเศษ ขอแสดงความยินดีด้วย! คุณคือผู้โชคดีที่มี อันเดอร์โทนกลาง (Neutral Undertone)
  • ถ้าเส้นเลือดของคุณดูเป็นสีเขียวปนน้ำเงินหรือเทา ยากที่จะระบุชัดเจน และผิวโดยรวมมีสีอมเขียวเล็กน้อย นั่นหมายความว่าคุณมี อันเดอร์โทนโอลีฟ (Olive Undertone) คุณมักจะสังเกตว่าผิวจะแทนเป็นสีน้ำตาลสวยเมื่อโดนแดด และจะดูดีเป็นพิเศษกับเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกเป็นกลาง หรือสีที่เข้มลึก

เมื่อรู้อันเดอร์โทน… คุณก็พร้อมที่จะค้นหา “คู่แท้” ของนาฬิกาแล้ว! ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะเลือกนาฬิกาที่จะเข้ามาช่วยขับให้ผิวของคุณดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

อันเดอร์โทนอุ่น (Warm Undertone) เปล่งประกายดุจแสงอาทิตย์

ลองนึกภาพถึงผิวที่เหมือนมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องกระทบอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละคือเสน่ห์ของคนที่มีอันเดอร์โทนอุ่น ซึ่งมักจะมีสีผิวออกไปทางเหลือง พีช หรือสีน้ำผึ้ง นาฬิกาที่เหมาะกับคุณจึงควรเป็นโทนสีที่อบอุ่นและขับผิวให้ดูเปล่งประกายยิ่งขึ้น

  • ตัวเรือนที่ใช่: สิ่งที่จะมาเป็น “คู่แท้” ของคุณเลยก็คือ สีทอง (Yellow Gold) ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาตัวเรือนทองเงางาม หรือสีทองด้านๆ ก็ล้วนแล้วแต่จะช่วยขับความอบอุ่นของผิวคุณให้ดูเปล่งประกาย มีออร่า และดูแพงขึ้นมาทันที เหมือนกับว่านาฬิกาเรือนนั้นถูกรังสรรค์มาเพื่อข้อมือของคุณโดยเฉพาะ หากคุณอยากได้ความละมุนและอ่อนหวานขึ้นมาอีกหน่อย สีโรสโกลด์ (Rose Gold) ก็เป็นอีกตัวเลือกที่สวยงามไม่แพ้กัน จะช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและโรแมนติกให้กับลุคของคุณได้ดีเยี่ยม หรือถ้าคุณชอบลุคที่ดูดิบ เท่ หรือมีสไตล์เฉพาะตัว ลองมองหานาฬิกา สีบรอนซ์ หรือสีทองแดง ดูสิ มันจะช่วยเสริมให้คุณดูมีเสน่ห์แบบเป็นธรรมชาติและไม่เหมือนใคร
  • หน้าปัดและสายที่ส่งเสริม: สำหรับหน้าปัดและสายนาฬิกา ลองเลือกโทนสี เอิร์ธโทน อย่างสีน้ำตาลเข้ม สีเบจ สีครีม หรือสีเขียวโอลีฟดู สีเหล่านี้จะช่วยเสริมความอบอุ่นของผิวคุณให้ดูผ่อนคลายและเป็นมิตร หรือถ้าคุณอยากเพิ่มลูกเล่นที่โดดเด่นแต่ยังคงความเข้ากันกับอันเดอร์โทน ลองมองหานาฬิกาสีแดงเข้ม หรือสีส้มอมน้ำตาลดู รับรองว่าคุณจะดูน่าสนใจยิ่งขึ้นแน่นอน

เรามาลองดูตัวเลือกนาฬิกาที่น่าสนใจสำหรับแต่ละอันเดอร์โทนอุ่นกัน

Frederique Constant Classics Premiere Manufacture

เหตุผล: แบรนด์นี้ขึ้นชื่อเรื่องนาฬิกาเดรสคลาสสิกที่หรูหรา ตัวเรือนโรสโกลด์หรือชุบโรสโกลด์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและวินเทจ เข้ากันได้ดีกับผิวโทนอุ่นที่มองหาความสง่างาม

ข้อมูลทางเทคนิค Frederique Constant Classic Perpetual Calendar Manufacture (FC-776SAL3H6)

คุณสมบัติเด่น: นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยฟังก์ชันปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Calibre FC-776 ซึ่งเป็นกลไกที่พัฒนาขึ้นเองภายในโรงงาน (In-house) ลำดับที่ 34 ของแบรนด์ ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. และหน้าปัดสีแซลมอน ซึ่งเป็นสีโปรดของนักสะสม

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Calibre FC-776 ที่พัฒนาขึ้นเอง มีกำลังลานสำรอง 3 วัน (72 ชั่วโมง)

ฟังก์ชัน: แสดงปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar)

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม.

หน้าปัด: หน้าปัดสีแซลมอน (Salmon) ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมในหมู่นักสะสม

Watch Trick เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน
watch-trick-the-right-time-the-right-tone

Mido Commander Big Date

เหตุผล: ด้วยดีไซน์หน้าปัดขนาดใหญ่และตัวเรือนเคลือบ PVD สีโรสโกลด์หรือทอง มอบลุคที่ดูทันสมัยแต่ยังคงความอบอุ่น ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและมีสไตล์ เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค Mido Commander Big Date (M021.626.22.061.00)

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไก Mido ออโตเมติก Calibre 80 (พื้นฐาน ETA) มีกำลังลานสำรองสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และมีช่องบอกวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date)

ตัวเรือน: ทรงกลม ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ มีกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ และฝาหลังใส ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. หนา 12 มม. ความกว้างหูสาย 22 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร

หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดสีดำแอนทราไซต์เคลือบด้าน สะท้อนแสงอาทิตย์ หลักชั่วโมงเป็นขีดบอกเวลา

สายนาฬิกา: ทำจากสเตนเลสสตีล สีโรสโกลด์ผสมสีเทา มาพร้อมบัคเคิลแบบบานพับ

Oris Divers Sixty-Five

เหตุผล: ตัวเรือนบรอนซ์จะเกิดปฏิกิริยา Patina สร้างสีสันเฉพาะตัวที่อบอุ่นและดูเก่าแก่มีเรื่องราว ซึ่งเข้ากันได้ดีกับอันเดอร์โทนอุ่นที่ชอบความดิบเท่ หรือลุคสปอร์ตวินเทจ

ข้อมูลทางเทคนิค Oris Divers Sixty-Five Date

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 733-1 (พื้นฐานจาก Sellita SW200-1) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.60 มม. ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) และมีกำลังลานสำรอง 41 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที (เข็มกลาง) หน้าต่างบอกวันที่แบบฉับพลัน พร้อมฟังก์ชันปรับตั้งวันและวันที่ และระบบหยุดเข็มวินาทีเพื่อการตั้งเวลาที่แม่นยำ

ตัวเรือน: ทำจากโลหะบรอนซ์แบบประกอบหลายชิ้น ขอบตัวเรือนมาตรเวลานาทีสีบรอนซ์ ฝาหลังทำจากสเตนเลสสตีลแบบขันสกรูและแกะสลักพิเศษ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มม. ความกว้างหูสาย 19 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร

หน้าปัด: สีขาว สายนาฬิกา: ทำจากโลหะบรอนซ์

Watch Trick เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน

อันเดอร์โทนเย็น (Cool Undertone) สว่างสดใสดุจแสงจันทร์

สำหรับคนที่มีอันเดอร์โทนเย็น ผิวของคุณมักจะมีสีชมพู หรืออมแดง เหมือนมีแสงจันทร์ที่นุ่มนวลส่องกระทบอยู่เสมอ นาฬิกาที่จะมาเป็นคู่แท้ของคุณจึงควรเป็นโทนสีเย็น ที่ช่วยขับผิวให้ดูสว่าง สดใส และสะอาดตา

  • ตัวเรือนที่ใช่: คำตอบอันดับหนึ่งของคุณก็คือ สีเงิน (Silver) ไม่ว่าจะเป็นสเตนเลสสตีลสีเงินเงางาม หรือเงินด้าน ก็ล้วนแล้วแต่จะช่วยขับผิวของคุณให้ดูสว่าง สดใส และสะอาดตา เหมือนเปิดไฟให้ผิวของคุณมีออร่าขึ้นมาทันที หากคุณมองหาความหรูหราเหนือระดับ ลองพิจารณา แพลทินัม (Platinum) หรือไวท์โกลด์ (White Gold) ดูวัสดุเหล่านี้จะช่วยเสริมความสง่างามให้กับอันเดอร์โทนเย็นของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • หน้าปัดและสายที่ส่งเสริม: เพื่อเสริมความชัดเจนและสดใสของผิว หน้าปัดและสายนาฬิกาในโทน สีเย็น อย่างสีน้ำเงินคราม สีฟ้าอ่อน สีม่วงลาเวนเดอร์ หรือสีเขียวมรกต จะช่วยให้ผิวคุณดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น หากคุณชอบลุคที่ดูเรียบง่ายแต่ทันสมัย และยังคงความสะอาดตาให้กับผิว ลองเลือกหน้าปัดและสายสีขาว หรือสีเทาก็ดูดีไม่แพ้กัน

เรามาลองดูตัวเลือกนาฬิกาที่น่าสนใจสำหรับอันเดอร์โทนเย็นกัน

watch-trick-the-right-time-the-right-tone

Sinn 556 I

เหตุผล: นาฬิกาสไตล์ Tool Watch ที่เน้นความทนทานและอ่านง่าย ตัวเรือนสตีลเคลือบเทคโนโลยีพิเศษ และหน้าปัดสีดำหรือขาว ให้ลุคที่ดูแข็งแกร่ง คมชัด และทันสมัย เหมาะกับอันเดอร์โทนเย็นที่ชอบความเรียบง่ายแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ SW200-1 ซึ่งมี 26 ทับทิม ให้ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที และคุณสมบัติกันสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน DIN 8309 (ข้อมูลกลไกอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามการผลิต)

ตัวเรือน: ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลขัดลายซาติน กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันสะท้อนสองด้าน ส่วนฝาหลังเป็นแซฟไฟร์คริสตัลโปร่งใสเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน ยึดด้วยสกรูและเม็ดมะยมแบบขันเกลียว ออกแบบมาให้กันน้ำได้ถึง 200 เมตร และทนทานต่อแรงดันต่ำ

ฟังก์ชัน: แสดงเวลาเป็นชั่วโมง นาที วินาที และมีช่องแสดงวันที่

ขนาดและน้ำหนัก: ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 38.5 มม. ความกว้างขาสาย 20 มม. ความหนาตัวเรือน 11 มม. และน้ำหนัก 65 กรัม (ไม่รวมสาย)

หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดสีดำเงา หลักชั่วโมงและเข็มชั่วโมง-นาทีเคลือบด้วยสารเรืองแสง เพื่อการมองเห็นในที่มืด

Longines HydroConquest

เหตุผล: นาฬิกาดำน้ำยอดนิยมจากแบรนด์สวิสที่มีประวัติยาวนาน ตัวเรือนสตีลแข็งแกร่งพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินหรือดำ ให้ความรู้สึกสปอร์ตหรู และขับผิวอันเดอร์โทนเย็นให้ดูโดดเด่น

ข้อมูลทางเทคนิคของนาฬิกา Longines HydroConquest (รุ่น L3.781.4.96.6)

กลไกการทำงาน: ใช้ระบบกลไกไขลานอัตโนมัติ (Automatic) ที่มีความถี่ 25,200 รอบต่อชั่วโมง และมีกำลังลานสำรองยาวนานประมาณ 72 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: แสดงวันที่

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ (สำหรับดำน้ำ) และเม็ดมะยมแบบขันเกลียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันน้ำ

หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดสีน้ำเงินซันเรย์สวยงาม เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Swiss Super-LumiNova® เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนในที่แสงน้อย

สายนาฬิกา: ทำจากสเตนเลสสตีล มาพร้อมตัวล็อคแบบพับเพื่อความปลอดภัยสองชั้น และมีฟังก์ชันปรับขยายสำหรับการดำน้ำ (Divers’ Extension)

watch-trick-the-right-time-the-right-tone
watch-trick-the-right-time-the-right-tone

Alpina Alpiner Extreme Automatic

เหตุผล: นาฬิกาสไตล์สปอร์ต-หรูหราที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ตัวเรือนสตีลและหน้าปัดสีน้ำเงินหรือดำ ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง คมชัด และเข้ากันได้ดีกับอันเดอร์โทนเย็น

ข้อมูลทางเทคนิคของนาฬิกา Alpina Alpiner Extreme Automatic (REF AL-525N4AE6)

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ AL-525 (พื้นฐาน SW200) มี 26 ทับทิม ให้ความถี่ 28,800 รอบต่อชั่วโมง และมีกำลังลานสำรอง 38 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: แสดงเวลาเป็นชั่วโมง นาที วินาที และมีช่องแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีล 316L สีเงิน ขนาด 41×42.50 มม. ความหนา 11.5 มม. กันน้ำได้ 200 เมตร

หน้าปัด: หน้าปัดสีน้ำเงินผิวซาติน (Satin-finished)

สายนาฬิกา: เป็นสายยางสีน้ำเงิน ขนาด 75×115 มม. ความกว้างช่วงล็อกสาย 16 มม. มาพร้อมตัวล็อคแบบพับ (Folding buckle) พร้อมปุ่มกดปลดล็อค ขนาดตัวล็อค 21 มม.

อันเดอร์โทนกลาง (Neutral Undertone) ผู้โชคดีที่ใส่ได้ทุกสีสัน

คุณคือผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์จริงๆ ถ้าคุณมีอันเดอร์โทนกลาง นั่นหมายความว่าคุณสามารถใส่ได้ทั้งเครื่องประดับสีเงินและสีทองได้อย่างลงตัว ไม่ได้รู้สึกว่าสีไหนดีกว่าเป็นพิเศษ และข่าวดีก็คือนาฬิกาเกือบทุกสีก็ดูดีบนข้อมือของคุณไปซะหมด

  • ตัวเรือนที่ใช่: คุณสามารถสนุกกับการเลือกได้ทุกเฉดสีเลย ไม่ว่าจะเป็น สีเงิน (Silver) ที่ดูคลาสสิกและเรียบหรู สีทอง (Yellow Gold) ที่ดูอบอุ่นและมีเสน่ห์ สีโรสโกลด์ (Rose Gold) ที่ดูละมุนและอ่อนหวาน หรือแม้กระทั่ง นาฬิกาสองสี (Two-tone) ที่ผสมผสานระหว่างเงินและทอง ก็ล้วนแล้วแต่จะดูดีมีสไตล์บนข้อมือของคุณ
  • หน้าปัดและสายที่ส่งเสริม: สำหรับหน้าปัดและสายนาฬิกา คุณมีอิสระในการเลือกอย่างเต็มที่ สีคลาสสิก อย่างสีดำ สีกรมท่า สีขาว หรือสีเทา จะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและดูดีเสมอ ไม่ว่าจะใส่ในโอกาสไหนก็ตาม แต่ถ้าคุณอยากเพิ่มความสดใสและโดดเด่น คุณสามารถทดลอง สีสันที่หลากหลาย ได้ตามใจชอบเลย ไม่ว่าจะเป็นสีแดงสด สีเหลืองสด หรือสีเขียวสด เพราะผิวของคุณจะช่วยขับสีเหล่านั้นให้เด่นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้คุณสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ไม่รู้จบ

เรามาลองดูตัวเลือกนาฬิกาที่น่าสนใจสำหรับอันเดอร์โทนกลางกัน

watch-trick-the-right-time-the-right-tone

Maurice Lacroix Aikon Automatic (Stainless Steel)

เหตุผล: ดีไซน์ตัวเรือนและสายแบบ Integrated Bracelet ที่โดดเด่นและเป็นที่นิยม ตัวเรือนสตีลขัดแต่งอย่างสวยงาม มีหน้าปัดให้เลือกหลายสี ทำให้เป็นนาฬิกาที่ดูดีมีสไตล์ สามารถใส่ได้ทุกโอกาสและเข้ากับอันเดอร์โทนกลางได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค Maurice Lacroix AIKON AUTOMATIC DATE 39MM

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre ML115 มี 26 ทับทิม ความถี่ 28,800 vph (รอบต่อชั่วโมง) และมีกำลังลานสำรอง 38 ชั่วโมง กลไกได้รับการตกแต่งด้วยลายเพอร์ลาจ โคลิเมซง และ Côtes de Genève บนแกนหมุน

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39 มม. หนา 11 มม. กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อนสองด้าน ฝาหลังเปลือยทำจากแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันสะท้อน เม็ดมะยมแบบหมุนติด และกันน้ำได้ 200 เมตร

หน้าปัดและเข็มนาฬิกา: หน้าปัดลาย Clous de Paris หลักชั่วโมงและเข็มชั่วโมง นาที วินาที ชุบสีโรสโกลด์ และเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว

สายนาฬิกา: เป็นสายนาฬิกาสเตนเลสสตีล มีความกว้าง 23 มม. และมาพร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบง่าย (Easy Change System)

Raymond Weil Freelancer (Stainless Steel)

เหตุผล: นาฬิกาจากแบรนด์สวิสที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความโมเดิร์น ตัวเรือนสตีลมีดีไซน์หลากหลาย ทั้งแบบสปอร์ตและเดรส มักมีหน้าปัดสีที่ค่อนข้างเป็นกลาง ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและดูดีมีระดับสำหรับอันเดอร์โทนกลาง

ข้อมูลทางเทคนิค Raymond Weil Freelancer Automatic Moon Phase and Leather Strap Watch (2496-C5S-40051)

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Swiss-made Calibre RW4280 มีกำลังลานสำรอง 41 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที ฟังก์ชัน Moon Phase (ข้างขึ้นข้างแรม) และวันที่

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ รูปทรง Cushion-shaped ขนาด 34×34 มม. หนา 9.3 มม. ฝาหลังแบบกดปิดพร้อมกระจกแซฟไฟร์ เม็ดมะยมแบบขันเกลียวสลักโลโก้ ‘RW’ กันน้ำได้ 100 เมตร กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อนสองด้าน ประดับเพชร Lab-Grown แบบ Brilliant cut จำนวน 60 เม็ด (0.399 กะรัต) คุณภาพ VVS2 ถึง VS1

หน้าปัดและเข็มนาฬิกา: หน้าปัดสีครีม มีลวดลายตัว W ตรงกลาง หลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสงสีขาวและชุบโรสโกลด์ เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสง

สายนาฬิกา: เป็นสายหนังลูกวัวแท้สี Taupe (สีน้ำตาลอมเทา) มาพร้อมตัวล็อคแบบพับสเตนเลสสตีลพร้อมระบบล็อกสองชั้นเพื่อความปลอดภัย

watch-trick-the-right-time-the-right-tone
watch-trick-the-right-time-the-right-tone

Tissot Gentleman Powermatic 80 Silicium

เหตุผล: นาฬิกาสไตล์ Dressy Sport ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย ด้วยดีไซน์เรียบหรู ตัวเรือนสตีล หน้าปัดสีพื้นฐาน และกลไก Powermatic 80 ที่เชื่อถือได้ ทำให้เป็นตัวเลือกที่อเนกประสงค์และเข้ากับอันเดอร์โทนกลางได้ดีเยี่ยม

ข้อมูลทางเทคนิค Tissot Gentleman Powermatic 80 Silicium

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Swiss Made Calibre 11 1/2”’ (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.6 มม.) ซึ่งเป็นกลไก Powermatic 80 ที่มีสปริงบาลานซ์ซิลิกอน และมีกำลังลานสำรองสูงสุด 80 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และมีคุณสมบัติสปริงบาลานซ์ซิลิกอนที่ได้รับการจดสิทธิบัตร

ตัวเรือน: ทรงกลม ทำจากสเตนเลสสตีล 316L ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. หนา 11.50 มม. ระยะสลัก 21 มม. ฝาหลังเปลือย กันน้ำได้ 100 เมตร กระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมป้องกันรอยขีดข่วน พร้อมเคลือบสารป้องกันการสะท้อน

หน้าปัดและเข็มนาฬิกา: หน้าปัดสีไอซ์บลู หลักชั่วโมงเป็นจุดบอกเวลา เข็มนาฬิกาเคลือบด้วยสารเรืองแสง

สายนาฬิกา: เป็นสายสเตนเลสสตีลสีเทา มาพร้อมบัคเคิลแบบบานพับผีเสื้อพร้อมปุ่มกด และมีระบบเปลี่ยนสายแบบถอดเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว

อันเดอร์โทนโอลีฟ (Olive Undertone) เสน่ห์เฉพาะตัวที่ซับซ้อน

อันเดอร์โทนโอลีฟเป็นลักษณะพิเศษของผิวที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มอันเดอร์โทนอุ่นหรือเย็นอย่างชัดเจน แต่มักจะมี สีเขียวอมเหลือง เจืออยู่ในผิว มักจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อผิวได้รับแสงแดด หรือเมื่อเทียบกับสีเสื้อผ้าบางสี คนที่มีอันเดอร์โทนโอลีฟมักจะมีผิวสีกลางๆ ไม่ขาวหรือคล้ำจนเกินไป แต่ก็มีหลายเฉดสีผิวที่สามารถมีอันเดอร์โทนโอลีฟได้

วิธีสังเกตอันเดอร์โทนโอลีฟ:

  • ดูสีผิวโดยรวม: ผิวอาจดูมีสีเขียวอมเหลือง โดยเฉพาะบริเวณแก้มหรือหน้าผาก
  • สังเกตปฏิกิริยาต่อแสงแดด: ผิวสีโอลีฟมักจะแทนเป็นสีน้ำตาลสวย แทนที่จะแดงหรือไหม้เกรียมง่าย
  • เทียบกับเสื้อผ้า: เสื้อผ้าสีเขียวมะกอก สีเขียวเข้ม สีเทาอมเขียว หรือสีน้ำตาล จะช่วยขับผิวที่มีอันเดอร์โทนโอลีฟให้ดูสวยงามเป็นพิเศษ
  • เครื่องประดับ: โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีอันเดอร์โทนโอลีฟมักจะใส่เครื่องประดับได้ทั้งสีเงินและสีทองขึ้น แต่บางครั้งเครื่องประดับสีทองจะช่วยขับความเขียวของผิวให้เด่นชัดขึ้น

แล้วจะเลือกนาฬิกาอย่างไรให้เข้ากับอันเดอร์โทนโอลีฟ?

สำหรับคนที่มีอันเดอร์โทนโอลีฟ ถือว่าค่อนข้างโชคดี เพราะสามารถเลือกนาฬิกาได้หลากหลายสีสันที่เข้ากันได้ดี

  • ตัวเรือน: สีทอง (Yellow Gold) ช่วยขับความอบอุ่นและความเขียวอมเหลืองของผิวให้ดูสวยงามและโดดเด่น สีโรสโกลด์ (Rose Gold) ให้ความหรูหราและเข้ากันได้ดีกับความซับซ้อนของอันเดอร์โทนโอลีฟ
  • หน้าปัดและสาย: สีเอิร์ธโทน เช่น สีเขียวมะกอก สีน้ำตาล สีเทาอมเขียว สีเบจ จะช่วยเสริมความเป็นธรรมชาติของอันเดอร์โทนโอลีฟ สีโทนเย็น เช่น สีเขียวเข้ม สีกรมท่า สีม่วงพลัม ก็สามารถสร้างความ contrast ที่สวยงามได้

การเลือกนาฬิกาสำหรับคนที่มีอันเดอร์โทนโอลีฟค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถทดลองได้หลากหลายสไตล์และสีสัน สิ่งสำคัญคือการลองสวมใส่และดูว่าสีไหนที่ทำให้ผิวของคุณดูดีที่สุด และคุณรู้สึกมั่นใจเมื่อสวมใส่นาฬิกาเรือนนั้น เรามาลองดูตัวเลือกนาฬิกาที่น่าสนใจสำหรับแต่ละอันเดอร์โทนโอลีฟกัน

watch-trick-the-right-time-the-right-tone

Rado Captain Cook

เหตุผล: นาฬิกาดำน้ำดีไซน์วินเทจอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวเรือนบรอนซ์จะให้ความรู้สึกอบอุ่น หรือรุ่นสตีลที่มีหน้าปัดสีเขียวเข้ม จะช่วยขับความซับซ้อนของอันเดอร์โทนโอลีฟให้ดูโดดเด่นและมีสไตล์

ข้อมูลทางเทคนิค Rado Captain Cook Automatic Bronze (R32504317)

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยระบบกลไกไขลานอัตโนมัติ (Automatic)

ฟังก์ชัน: แสดงวันที่

ตัวเรือน: ทำจากบรอนซ์ ผสมผสานกับไฮเทคเซรามิก (บริเวณขอบหน้าปัด) และไทเทเนียม (ส่วนประกอบอื่น ๆ) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม.

สายนาฬิกา: เป็นสาย Nato ที่ผลิตจากผ้าสังเคราะห์ที่มีความทนทาน

Nomos Glashütte Club Campus

เหตุผล: แบรนด์จากเยอรมนีที่โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอล หน้าปัดสีสันแปลกตาอย่างสีน้ำเงิน Deep Ocean หรือสีเหลืองสีส้ม Future Orange บนตัวเรือนสตีล จะช่วยเสริมความสดใสและขับความเฉพาะตัวของอันเดอร์โทนโอลีฟให้ดูมีชีวิตชีวา

ข้อมูลทางเทคนิค Nomos Glashütte Club Campus Starlight (Ref. 718)

กลไกการทำงาน: ระบบไขลานแบบไขลานด้วยมือ (Manual Winding)

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีลแบบสองส่วน ฝาหลังสเตนเลสสตีลแบบขันเกลียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 36 มม. หนา 8.2 มม. ระยะจากปลายขาสายถึงปลายขาสาย (Lug-to-lug) 47.5 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลทรงโดม กันน้ำได้ 100 เมตร

หน้าปัดและเข็มนาฬิกา: หน้าปัดสีเหลือง มีการผสมผสานระหว่างตัวเลขอารบิก โรมัน และขีดบอกเวลา ซึ่งเคลือบด้วยสารเรืองแสง Superluminova สีเบจ (เปล่งแสงสีน้ำเงิน) เข็มชั่วโมงและนาทีชุบโรเดียมพร้อมสารเรืองแสง Superluminova สีขาว (เปล่งแสงสีน้ำเงิน) ส่วนเข็มวินาทีเป็นสีนีออนส้ม

สายนาฬิกา: เป็นสายกำมะหยี่ Vegan velour สีเทา ความกว้างหูสาย 18 มม.

watch-trick-the-right-time-the-right-tone

King Seiko KS1969 (Stainless Steel, Green Dial/Bezel)
เหตุผล: รุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปี 1969 โดดเด่นด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีล กระจกแซฟไฟร์คริสตัลทรงกล่องเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน น้ำหนักเบาเพียง 126 กรัม จะช่วยเสริมความเป็นธรรมชาติและขับผิวของคนที่มีอันเดอร์โทนโอลีฟให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

watch-trick-the-right-time-the-right-tone
ข้อมูลทางเทคนิค King Seiko KS1969 (SJE113)

กลไกการทำงาน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Caliber 6L35 (พร้อมกลไกไขลานแบบกำหนดเอง) มี 26 ทับทิม ให้ความแม่นยำ -10 ถึง +15 วินาทีต่อวัน (เมื่อไม่เคลื่อนไหว) และมีกำลังลานสำรองประมาณ 45 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที และฟังก์ชันปฏิทิน (วันที่)

ตัวเรือน: ทำจากโลหะสเตนเลสสตีล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.4 มม. หนา 9.9 มม. และยาว 43.6 มม. (Lug-to-lug) กระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์คริสตัลทรงกล่อง เคลือบสารกันสะท้อนที่พื้นผิวด้านใน ฝาหลังตัวเรือนเป็นแบบยึดสกรู

สายนาฬิกา: มาพร้อมตะขอแบบบานพับเปิดสองข้างพร้อมปุ่มกด ความยาวสาย 19 ซม. (ขอบนอก 200 มม.)

ประสิทธิภาพกันน้ำ: กันน้ำที่ระดับ 5 บาร์ (50 เมตร)

Watch Trick เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน เคล็ดลับจากประสบการณ์จริง ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจกับนาฬิกาเรือนโปรด

จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว การอ่านจากบทความหรือดูภาพจากแคตตาล็อกอาจจะไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณได้ไป ลองสวมนาฬิกาเรือนนั้นจริงๆ บนข้อมือของคุณ ภายใต้แสงธรรมชาติ เพื่อให้เห็นว่าสีของตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา เข้ากับสีผิวและอันเดอร์โทนของคุณได้ดีแค่ไหน บางทีนาฬิกาที่ดูธรรมดาในรูป อาจจะสวยโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจเมื่ออยู่บนข้อมือคุณก็เป็นได้

นอกจากเรื่องของอันเดอร์โทนแล้ว อย่าลืมพิจารณาถึง ความรู้สึกส่วนตัว ของคุณด้วย แม้ว่าทฤษฎีจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรู้สึกที่คุณมีต่อนาฬิกาเรือนนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าคุณรู้สึกมั่นใจ รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้สวมใส่ นั่นแหละคือนาฬิกาที่ “ใช่” สำหรับคุณอย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์ หรือตามที่คนอื่นบอกว่าดีที่สุด ขอแค่คุณมีความสุขและมั่นใจที่จะหยิบมาใส่บ่อยๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

การเลือกนาฬิกาที่เข้ากับอันเดอร์โทนสีผิว ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามภายนอกที่ทำให้คุณดูดีขึ้นเท่านั้น แต่มันคือการค้นพบว่าอะไรที่ “ส่งเสริม” และ “ขับ” ตัวตนของคุณให้เปล่งประกายออกมาได้มากที่สุด ลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้ดู แล้วคุณจะแปลกใจว่านาฬิกาเพียงเรือนเดียว สามารถเปลี่ยนลุคและความมั่นใจของคุณไปได้มากแค่ไหน!

ติดตาม Watch Trick เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน ข่าวสาร และความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

ภาพ | Raymond Weil/Mido/Oris/Sinn/Frederique Constant/Longines/Tissot/Rado/Nomos Glashütte/Seiko

เปิดตัวคอลเลกชัน Rolex 2025 ผสมผสานความหรูหราคลาสสิกและนวัตกรรมล้ำสมัย

0

Rolex เผยโฉมคอลเลกชันใหม่ 2025 นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลกแห่งเรือนเวลาไปข้างหน้า

เมื่อเร็วๆ นี้ Rolex ได้จัดงานเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ประจำปี 2025 ท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษ โดยมีสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานเพื่อสัมผัสประสบการณ์แห่งเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานงานฝีมือเหนือกาลเวลาเข้ากับความสง่างามทันสมัยได้อย่างลงตัว

การเปิดตัวครั้งนี้ตอกย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มาตรฐานที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นเลิศในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กลไก ตัวเรือน สาย การออกแบบ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุ

rolex-2025-new-watches

Oyster Perpetual Land-Dweller จินตนาการแห่งการขับเคลื่อน

Rolex ได้เริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ด้วย Oyster Perpetual Land-Dweller นาฬิกาที่ร่วมสมัยที่สุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของแบรนด์ ซึ่งเป็นผลผลิตของประสบการณ์การรังสรรค์เรือนเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษ ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีศักยภาพและขีดเขียนโชคชะตาของตนเอง รวมถึงมองเห็นโอกาสในทุกช่วงเวลาของชีวิต

Land-Dweller มาพร้อมกับสายนาฬิกาที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างกลมกลืน นาฬิกาที่ดูปราดเปรียวเรือนนี้มาพร้อมกับคาลิเบอร์ที่พร้อมปฏิวัติวงการ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมตัวเรือนที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและออสซิลเลเตอร์รุ่นใหม่อันล้ำสมัย กลไกการทำงานยังได้รับการออกแบบให้เคลื่อนไหวที่ความถี่สูง 5 เฮิรตซ์ และมีความทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูง

rolex-2025-new-watches
rolex-2025-new-watches

กลไกแห่งนวัตกรรม Land-Dweller นั้นมาพร้อมกับคาลิเบอร์ 7135 ที่ได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นโดย Rolex แต่เพียงผู้เดียว กลไกไขลานอัตโนมัติที่ล้ำสมัยนี้ประกอบด้วยนวัตกรรมสำคัญหลายอย่างที่มีการยื่นขอจดสิทธิบัตร 16 ฉบับ ถึงแม้จะบางกว่ากลไก Rolex ส่วนใหญ่ แต่ก็ยังคงมอบการทำงานที่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพ

Dynapulse ชุดกลไกปล่อยจักรแห่งอนาคต: นวัตกรรมสำคัญที่สุดในคาลิเบอร์ 7135 คือ กลไกปล่อยจักร Dynapulse ซึ่งเป็นชิ้นส่วนใหม่ล่าสุดที่เข้ามาแทนที่ชุดกลไกปล่อยจักรแบบ Swiss Lever แบบดั้งเดิม ชุดกลไกปล่อยจักรแบบ Sequential distribution รุ่นใหม่นี้ได้รับการจดสิทธิบัตรเจ็ดฉบับ

กลไกปล่อยจักร Dynapulse นี้เป็นการประสานการออกแบบอย่างมีนวัตกรรมเข้ากับชิ้นส่วนที่ผลิตจากซิลิคอนเป็นหลัก ทำให้กลไกนี้มีจุดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบที่มีน้ำหนักที่เบาอย่างยิ่ง การต้านทานกับสนามแม่เหล็กได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมอบ คุณสมบัติการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่าชุดกลไกปล่อยจักรแบบดั้งเดิมอีกด้วย

ออสซิลเลเตอร์อันล้ำสมัย ออสซิลเลเตอร์ของคาลิเบอร์ 7135 ต้านทานสนามแม่เหล็กรุนแรงด้วยวัสดุที่นำมาใช้ผลิตองค์ประกอบ โดยติดตั้งมาพร้อมกับจักรกรอกทองเหลืองที่ได้รับการปรับเพิ่มความแข็งแรง และแกนจักรกรอกที่ผลิตจากวัสดุเซรามิกจากเทคโนโลยีชั้นสูงเฉพาะทางของ Rolex เท่านั้น

แกนจักรกรอกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนี้ผลิตด้วยการกลึงด้วยลำแสงเลเซอร์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของแบรนด์ ตัวดูดซับแรงกระแทก Paraflex ที่ได้รับการยกระดับประสิทธิภาพจะติดตั้งอยู่ที่ปลายแต่ละด้านของแกนจักรกรอก ช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านแรงกระแทก

rolex-2025-new-watches

ความถี่ที่ 5 เฮิรตซ์ ออสซิลเลเตอร์ที่ทำงานร่วมกับแฮร์สปริง Syloxi ซึ่งผลิตจากซิลิคอนจะสร้างการเหวี่ยงที่คงที่ในอัตรา 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง และมีความถี่ที่ 5 เฮิรตซ์ โดยสามารถบอกเวลาได้อย่างละเอียดถึงหนึ่งในสิบของวินาที

ด้วยกลไกปล่อยจักร Dynapulse ทำให้คาลิเบอร์ 7135 ยังคงประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานได้นานถึง 66 ชั่วโมง ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมความงดงามของลูกเหวี่ยงสีทองเงาวาวและการตกแต่งแบบ Rolex Côtes de Genève อันประณีตบนสะพานจักรได้ผ่านตัวเรือนแบบโปร่งใสด้านหลัง

ทรรศนะใหม่ Oyster Perpetual Land-Dweller โดดเด่นด้วยการตีความเรือนเวลาในรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงตัวเรือนและสายนาฬิกาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว การออกแบบเน้นที่ความงดงามกลมกลืนของการเชื่อมสายนาฬิกาเข้ากับตัวเรือนอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ หน้าปัดนาฬิกา Land-Dweller ตกแต่งลวดลายกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรังผึ้ง

โดยมีให้เลือกสองขนาดหน้าปัด ได้แก่ 36 มม. และ 40 มม. ในรุ่น White Rolesor และรุ่น Everose gold 18 กะรัตที่มาพร้อมหน้าปัดสีขาวเข้ม และรุ่นวัสดุแพลทินัม 950 ที่มาพร้อมหน้าปัดสีไอซันบลู

สายนาฬิกาที่ประสานกับตัวเรือนอย่างไร้ที่ติจนเป็นหนึ่งเดียวกัน คือแนวคิดหลักของนาฬิกาเรือนใหม่นี้ ตัวเรือน Oyster ผ่านการปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเพื่อทำให้เส้นรอยต่อที่บางเฉียบดูแนบไปกับแสงเงาของสายนาฬิกา Flat Jubilee

rolex-2025-new-watches

GMT-Master II ส่วนผสมที่ลงตัว

Rolex เลือกที่จะเปิดตัวหน้าปัดเซรามิกครั้งแรกบนนาฬิการุ่น ทองคำขาว 18 กะรัต ของ Oyster Perpetual GMT-Master II นาฬิการุ่นเดียวกันนี้ยังมาพร้อมหน้าปัด Cerachrom สีเขียวเคลือบเงา และหน้าปัดเซรามิกที่มาพร้อมกับขอบหน้าปัดสีเขียวตัดครึ่งวันกับสีดำที่สะท้อนกันและกันเป็นอย่างดี

ความกลมกลืนทางภาพลักษณ์เป็นผลพวงมาจากความเป็นเลิศในการพัฒนาเซรามิกขั้นสูงอย่างหน้าปัดและขอบหน้าปัดที่ทำจากวัสดุแบบเดียวกัน หน้าปัดแบบใหม่นี้เปิดตัวครั้งแรกบนนาฬิการุ่น GMT-Master II ที่มาพร้อมเม็ดมะยมไขลานทางด้านซ้ายเช่นเดียวกับการเปิดตัวขอบหน้าปัดรุ่นสีดำ-เขียวเมื่อปี 2022

และนาฬิกาที่เปิดตัวในปีนี้จะมาพร้อมกับสายนาฬิกาแบบ Oyster และตัวล็อกนิรภัยแบบ Oysterlock การมีเข็มนาฬิกาพิเศษที่ใช้แสดงเขตเวลาที่สอง ทำให้นาฬิกา GMT-Master II เป็นผู้ช่วยสำหรับนักเดินทางในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเวลาชั่วคราวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Oyster Perpetual รูปลักษณ์ใหม่

นาฬิกา Oyster Perpetual มาพร้อมรูปโฉมใหม่ด้วยหน้าปัดหลากสีสัน ทั้ง สีม่วงลาเวนเดอร์ สีเบจทรายอันอบอุ่น และสีเขียวพิสตาชิโอแสนสดใส พร้อมการผสมผสานเฉดสีโทนพาสเทลเหล่านี้เข้ากับการเคลือบเงาอันแวววาวและการแต่งผิวแบบด้านอันเรียบเนียนอย่างลงตัว

หน้าปัดสีม่วงลาเวนเดอร์มีอยู่ในนาฬิการุ่น Oyster Perpetual 28 และหน้าปัดสีเบจมีอยู่ในนาฬิการุ่น Oyster Perpetual 36 ส่วนหน้าปัดสีเขียวพิสตาชิโอนั้นมาพร้อมกับนาฬิการุ่น Oyster Perpetual 41 รูปลักษณ์ใหม่มีการปรับสัดส่วนเล็กน้อย และมาพร้อมตัวเรือนแบบใหม่และตัวล็อกสายแบบ Oysterclasp ที่เพรียวบางลงกว่าเดิม

หน้าปัดโฉมใหม่ในสีที่อ่อนลงกว่าเดิมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Oyster Perpetual 41 โฉมใหม่ โดยรักษาอัตลักษณ์เดิมของนาฬิการุ่น Oyster ที่มุ่งเน้นความเรียบง่าย เปี่ยมไปด้วยความทนทานและความน่าเชื่อถือ

rolex-2025-new-watches
rolex-2025-new-watches

Perpetual 1908 เส้นสายรูปทรงแห่งความสง่างาม

นาฬิกา Perpetual 1908 ที่รังสรรค์ขึ้นจาก ทองคำ 18 กะรัต มีจำหน่ายแล้วในรูปแบบสายนาฬิกาที่ผลิตจากโลหะมีค่าทั้งชิ้น พร้อมมอบสัมผัสแห่งทองคำที่เบาสบายและนุ่มนวลบนข้อมือในระดับที่หาไม่ได้ทั่วไป เส้นสายรูปทรงที่ผ่านการออกแบบด้วยนวัตกรรมอย่างพิถีพิถันทำให้สายนาฬิกาชุดข้อสายแบบเจ็ดข้อนี้มีพร้อมทั้งความประณีตและความสวมใส่สบาย

สายนาฬิกา Settimo อันแวววาวนั้นรังสรรค์ด้วยชิ้นส่วนข้อสายที่มีขนาดเล็กมาก และนับเป็นสายนาฬิกาโลหะรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนาฬิการุ่น 1908 โดยเฉพาะ การประกอบที่ประณีต ผสานกับข้อสายโค้งมนเล็กน้อยที่ผ่านการขัดเงาพื้นผิวทุกระดับ ได้มอบประกายแวววาวและการเล่นแสงระยิบระยับอย่างงดงามให้กับตัวเรือน การออกแบบที่สมส่วนในทุกมิติและสายนาฬิกาที่ติดตั้งมาพร้อมตัวล็อก Crownclasp แบบซ่อน มอบกลิ่นอายของสายนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องประดับของนาฬิกาวินเทจบางรุ่น

DATEJUST มิติใหม่แห่งแสงและเงา

เฉกเช่นแสงสุดท้ายของตะวันที่ลอดผ่านขอบฟ้าเมื่อราตรีกำลังมาเยือน หน้าปัดของ Oyster Perpetual Datejust 31 รุ่นใหม่สะท้อนการสอดประสานระหว่างแสงและเงา หน้าปัดสีแดงอมเบรแสดงการไล่ระดับสีอย่างกลมกลืนจากศูนย์กลางที่ร้อนแรงดุจเพลิงเป็นความมืดมิดเข้มสนิทที่ขอบ รังสรรค์ให้เกิดศิลปะแห่งแสงและเงาที่ยิ่งเจิดจ้าด้วยเพชรที่ส่องประกายบนขอบตัวเรือนและหน้าปัด

นับเป็นครั้งแรกที่ Rolex ผลิตหน้าปัดสีแดงออมเบร ซึ่งเป็นสีที่มีความซับซ้อนในการผลิตสูงผ่าน PVD (กระบวนการเคลือบด้วยไอเชิงฟิสิกส์) หน้าปัดรุ่นพิเศษนี้มีในนาฬิกา Datejust 31 รุ่นทองคำ 18 กะรัต

rolex-2025-new-watches
rolex-2025-new-watches

Cosmograph Daytona, GMT-Master II, Sky-Dweller หน้าปัดใหม่ เปล่งประกายเหนือการคาดเดา

และปิดท้ายกันด้วยสามรุ่นที่ออกแบบด้วยความโดดเด่นท้าทาย และเรียบง่ายด้วยการจับคู่สีและวัสดุที่สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ ได้แก่ Oyster Perpetual Cosmograph Daytona, GMT-Master II และ Sky-Dweller

Cosmograph Daytona ในเฉดสีฟ้าเทอร์ควอยซ์

สำหรับเรือนเวลาที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับโลกมอเตอร์สปอร์ตและการจับเวลาในการแข่งขันอย่าง Oyster Perpetual Cosmograph Daytona มาพร้อมกับหน้าปัดเคลือบเงาสีฟ้าเทอร์ควอยซ์อันโดดเด่น และเสริมด้วยส่วนแสดงเวลาขนาดเล็กสีดำสว่าง นาฬิการุ่นใหม่นี้รังสรรค์ด้วยวัสดุทองคำ 18 กะรัต และมาพร้อมขอบตัวเรือน Cerachrom สีดำที่เป็นสเกลวัดความเร็ว ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของนาฬิการุ่นนี้ และประกอบเข้ากับสาย Oysterflex และชุดตัวล็อกนิรภัย Oysterlock

GMT-Master II เสน่ห์แห่งหินไทเกอร์ไอออน

Oyster Perpetual GMT-Master II นาฬิการ่วมสมัยที่ออกแบบขึ้นเพื่อผู้สวมใส่ที่รักในการเดินทางท่องเที่ยวโลกกว้าง โดยมาพร้อมกับหน้าปัดแบบใหม่ที่ทำจาก หินไทเกอร์ไอออน ซึ่งเป็นหินจากธรรมชาติชนิดนี้เป็นส่วนผสมระหว่างพลอยตาเสือ แจสเปอร์แดง และฮีมาไทต์ การผสมผสานนี้ได้สรรสร้างประกายอันงดงามและมอบสีสันอันน่าทึ่งให้กับผู้พบเห็น Oyster Perpetual GMT-Master II นำเสนอในวัสดุ Everose gold 18 กะรัต ที่มาพร้อมขอบหน้าปัด Cerachrom สีดำและสีน้ำตาล และประกอบเข้ากับสายนาฬิกา Oyster และชุดตัวล็อกนิรภัย Oysterlock

Sky-Dweller คงคุณค่าความงดงามและหรูหรา

Oyster Perpetual Sky-Dweller เปรียบเสมือนผู้ร่วมทางอันซื่อสัตย์ของนักเดินทางทั่วโลก สำหรับปีนี้ รุ่น ทองคำ 18 กะรัต นั้นมาพร้อมหน้าปัดผิวซันเรย์ใน สีเขียวสว่าง ซึ่งเป็นเฉดสีเข้มลึกที่ผสานเข้ากับสีของนาฬิกาได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมีสายนาฬิกา Jubilee ทองคำ 18 กะรัต ที่มาพร้อม Oysterclasp ที่ช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับนาฬิกาอีกด้วย

ความพิเศษของรุ่นนี้ยังรวมถึง ขอบตัวเรือนแบบเซาะร่อง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex ซึ่งผลิตขึ้นจากทองคำ 18 กะรัตเช่นเดียวกับตัวเรือน Oyster และสายนาฬิกา Jubilee ที่ประกอบเข้ากันอย่างลงตัว

เดิมทีขอบตัวเรือนเซาะร่องถูกออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะกับตัวเรือนให้คุณสมบัติการกันน้ำ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดประสงค์หลักด้านความสวยงาม ด้วยขนาดร่องที่เท่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้สามารถจับแสงและสร้างการสะท้อนที่ละเอียดงดงาม ขอบตัวเรือนแบบเซาะร่องนี้ถือเป็นผลงานแห่งความเชี่ยวชาญอันเหนือชั้น และได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักแห่งมรดกการออกแบบของแบรนด์

นวัตกรรมและดีไซน์อันโดดเด่นจาก Rolex ในปี 2025 เหล่านี้ ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่ผสมผสานความงามเหนือกาลเวลาเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างไร้ที่ติ และเป็นเครื่องยืนยันว่าแบรนด์ยังคงเป็นผู้นำในโลกแห่งเรือนเวลาหรูหราอย่างแท้จริง

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | ที่มา: Rolex

Tick & Talk: เจาะลึกท่วงทำนองแห่งเวลาไปพร้อม RAYMOND WEIL x AC/DC กับการเต้นของจิตวิญญาณร็อก

เมื่อเข็มวินาทีเต้นไปตามจังหวะร็อกแอนด์โรล กับนาฬิกา RAYMOND WEIL x AC/DC

คุณผู้อ่าน… เคยไหมที่จู่ๆ โลกทั้งใบก็พร้อมใจกันจัดสรรบางสิ่งบางอย่างมาให้เราแบบพอดิบพอดี? เหมือนกับที่บางทีเรากำลังคิดถึงใครสักคน แล้วอยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาพร้อมชื่อของเขา ก็เหมือนกับจังหวะเวลาที่เรากำลังจะมาเล่าให้ฟังนี่แหละ…

ในฐานะที่ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเขียนเรื่องราวต่างๆ รวมถึงความหลงใหลในเสียงดนตรีร็อกที่หนักแน่นมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พลังงานเหล่านั้นมันหล่อหลอมให้เป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีจังหวะและทำนองเป็นของตัวเอง

รวมถึง “เวลา” ที่เดินไปอย่างไม่หยุดนิ่ง… และเมื่อไม่นานมานี้เอง ในระหว่างที่กำลังขลุกอยู่กับกองข้อมูลนาฬิกาข้อมืออันวิจิตรพิสดารเพื่อเตรียมเขียนงานชิ้นใหม่ จู่ๆ เพลย์ลิสต์เพลงร็อกที่เปิดคลออยู่ก็สุ่มมาถึงเพลงหนึ่ง…

นาฬิกา RAYMOND WEIL x AC/DC

“Let there be light, sound, drums and guitars, let there be rock!” …..

เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Brian Johnson พร้อมด้วยริฟฟ์กีตาร์บาดลึกของ Angus Young จากวง AC/DC ดังกึกก้องขึ้นมาพอดิบพอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นข้อมูลนาฬิกาเรือนหนึ่ง… ใช่! มันคือนาฬิกา RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition ที่ออกมาเพื่อคารวะตำนานร็อกแอนด์โรลระดับ Hall-of-Famer อย่าง AC/DC โดยเฉพาะ! โมเมนต์นั้นมันเหมือนกับจิ๊กซอว์สองชิ้นที่ต่างกันคนละขั้ว แต่กลับมาประกอบกันได้อย่างลงตัวเป๊ะ!

จากเครื่องจักรแห่งเวลา… สู่เสียงคำรามแห่งตำนาน

ย้อนกลับไปในยุคที่นาฬิกาข้อมือยังคงเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา มันคือสัญลักษณ์แห่งความแม่นยำ ความประณีต และการเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางกลไกที่น่าทึ่ง เฉกเช่นเดียวกับดนตรีร็อกแอนด์โรลที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นเสียงสะท้อนของอิสรภาพ การปลดปล่อย และการทำลายกรอบเดิมๆ… และเมื่อสองสิ่งนี้มาบรรจบกันในนาฬิกาเรือนนี้ มันจึงไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือ “งานศิลปะ” ที่จับต้องได้ เป็น “บทเพลง” ที่สวมใส่ได้บนข้อมือ!

ลองจินตนาการถึง RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition เรือนนี้ดู… ขนาด 42 มม. ที่ดูสมบูรณ์แบบบนข้อมือชายชาตรี ตัวเรือนสเตนเลสสตีลสีดำเงา ผสานกับสายหนังสีดำสนิทที่ประดับด้วยโลโก้ AC/DC ที่บ่งบอกตัวตนได้อย่างชัดเจน

หน้าปัดสีดำสนิทไม่ได้เรียบง่ายธรรมดา แต่กลับมีลวดลาย High Voltage Bolt อันเป็นเอกลักษณ์ประทับอยู่เคียงข้างโลโก้ AC/DC ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และแทนที่จะเป็นตัวเลขบอกเวลาแบบทั่วไป พวกเขากลับใช้หมุดโลหะแบบร็อกสตั๊ดมาเป็นมาร์กเกอร์บอกชั่วโมง! แค่คิดก็กรี๊ดแล้วใช่ไหม?

และที่ชอบเป็นพิเศษคือการที่ทาง RAYMOND WEIL จงใจโชว์กลไก In-house Calibre RW1212 ผ่านฝาหลัง Sapphire Crystal ที่ขันเกลียวอย่างแน่นหนา ทำให้เราสามารถมองเห็น Balance Wheel ที่หมุนไปมาได้อย่างชัดเจน ราวกับมันกำลังเต้นรำไปตามจังหวะ “Alternating Current / Direct Current” ของวงดนตรีเลยทีเดียว!

นี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและเข้าใจในแก่นแท้ของวงร็อกระดับตำนานวงนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

อิสรภาพบนข้อมือ… คือจิตวิญญาณของ Freelancer

Elie Bernheim, CEO ของ RAYMOND WEIL ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

“There is very little doubt that AC/DC is and continues to be one of the most iconic rock bands of all time and it has been a pleasure to collaborate with them. As AC/DC perfectly quoted ‘let there be light, sound, drums and guitars, let there be rock’.”

Elie Bernheim
CEO, RAYMOND WEIL

คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในการร่วมงานกับวงดนตรีระดับโลก และยังตอกย้ำปรัชญาของคอลเลคชั่น Freelancer ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ “ชายหนุ่มผู้มีจิตวิญญาณอิสระ” ที่ต้องการควบคุมโชคชะตาของตัวเอง

นาฬิกา RAYMOND WEIL x AC/DC

นาฬิกาในคอลเลคชั่น Freelancer นั้นเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย มันคือการตีความใหม่ที่ไม่ยึดติดกับกรอบใดๆ แต่ยังคงรักษาจุดแข็งและเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับชาวร็อกผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง

และนี่เองคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เชื่อว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นมากกว่าแค่การร่วมงานกันระหว่างแบรนด์นาฬิกากับวงดนตรี แต่มันคือการนำเสนอ “วิถีชีวิต” และ “จิตวิญญาณ” ของความเป็นร็อกแอนด์โรลออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ลองคิดดูสิ… การได้สวมใส่นาฬิกาที่ไม่ได้แค่บอกเวลา แต่ยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพลังงาน ดนตรี และอิสรภาพบนข้อมือ มันจะทำให้ทุกวันของเรามีจังหวะและทำนองที่เร้าใจขึ้นอีกเท่าตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเพลง AC/DC ตัวยง หรือเป็นเพียงคนหนึ่งที่ชื่นชอบนาฬิกาที่มีเรื่องราวและพลังงานที่ไม่ธรรมดา RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition เรือนนี้คือคำตอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้!

ถ้าถามว่าแล้วประทับใจอะไรกับ RAYMOND WEIL AC/DC Limited Edition เรือนนี้?

ที่เลือกเรือนนี้มาเล่าคือ เพราะนี่คือการหลอมรวมของ “ศิลปะแห่งกาลเวลา” และ “พลังแห่งเสียงดนตรี” อย่างแท้จริง อย่างที่เครื่องบอกเวลา ที่เป็นดั่งเครื่องรางที่ช่วยปลุกจิตวิญญาณร็อกในตัวคุณในทุกวินาทีที่ผ่านไป ทำไมถึงอิน? ก็เพราะมันสื่อสารตัวตนออกมาได้อย่างชัดเจน บอกเล่าถึงความหลงใหลในเสียงเพลงที่ไม่ยอมจำนนต่อกระแสใดๆ และความชื่นชมในความประณีตของงานฝีมือ

เพราะมันคือนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อผู้ที่กล้าฝัน กล้าแตกต่าง และพร้อมที่จะเดินหน้าไปตามจังหวะชีวิตของตัวเอง เช่นเดียวกับจิตวิญญาณของ freelancer และ AC/DC ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition เป็นนาฬิกาที่บอกเล่าชิ้นส่วนของตำนาน ที่คุณสามารถครอบครองได้บนข้อมือ

เอาล่ะ… วันนี้ขอส่งเสียงกีตาร์ไฟฟ้าโซโล่ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ แล้วพบกันใหม่ในคอลัมน์ Tick & Talk ที่จะพาคุณไปค้นพบจังหวะดีๆ ของสิ่งต่างๆ รอบตัวเราอีกครั้ง… รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

ข้อมูลทางเทคนิค
RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition

นาฬิกา RAYMOND WEIL freelancer AC/DC Limited Edition เรือนนี้มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิคที่น่าสนใจคือ

  • ตัวเรือน ขนาด 42 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล ทรงกลม หนา 10.6 มม. ฝาหลังแบบขันเกลียวพร้อมกระจกแซฟไฟร์ใส ทำให้มองเห็นกลไกด้านในได้อย่างชัดเจน กันน้ำได้ลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด สีดำสนิท โดดเด่นด้วยลวดลาย “high voltage” อันเป็นสัญลักษณ์ของ AC/DC และใช้หมุดโลหะ (rock n’ roll studs) เป็นมาร์กเกอร์บอกชั่วโมง ส่วนกระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนสองด้าน เพื่อความชัดเจนสูงสุด
  • กลไก ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ In-house Calibre RW1212 ที่พัฒนาขึ้นเองภายในแบรนด์ สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 41 ชั่วโมง จุดเด่นคือเผยให้เห็นบาลานซ์วีลที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
  • สาย เป็นสายหนังลูกวัวแท้สีดำ ประทับตราโลโก้ AC/DC อย่างชัดเจน พร้อมตัวล็อกแบบพับได้ทำจากสเตนเลสสตีล มีระบบกดสองปุ่มเพื่อความปลอดภัย

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ภาพ | Raymond Weil