ความสดใส มีชีวิตชีวา สดชื่น และผ่อนคลาย ทุกความรู้สึกถูกถ่ายทอดผ่านโทนสีเหลืองที่เชื้อเชิญให้คุณได้ปลดปล่อยตัวเองจากความเร่งรีบ พบกับคาแรกเตอร์ Mr. Martin ยืนโพสต์ท่าชิลๆ ที่ศิลปินตั้งใจอยากให้สัมผัสได้ถึงโมเมนต์ที่ได้เพลิดเพลินแม้ในช่วงเวลาที่แสนจะวุ่นวาย
ปิดท้ายด้วย The ‘S’ Book – Booklet ที่สร้างจากความตั้งใจของศิลปิน เพื่อต้องการตีความผ่านนิยาม 3 คำสำคัญ Seiko Special Edition Sketchbook ซึ่งอยู่ภายในกล่องนาฬิกาทุกเรือน
จินตนาการถึงวินาทีอันทรงเกียรติ จากห้องแต่งตัวสู่สนาม Centre Court อันศักดิ์สิทธิ์ของ The Championships, Wimbledon แม้จะเป็นระยะทางเพียงสองนาทีครึ่ง แต่ช่วงเวลานี้กลับยิ่งใหญ่และเป็นที่จดจำที่สุดในโลกเทนนิส นักเทนนิสระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ล้วนเคยย่างกรายผ่านโถงทางเดินของ All England Lawn Tennis & Croquet Club (AELTC) แห่งนี้มาแล้วทั้งสิ้น
“ในวัยเด็ก ผมมีความฝันอยู่สามอย่างครับ หนึ่งคือการได้เป็นตัวแทนทีมชาติสวีเดน ลงแข่งขันในศึก Davis Cup สองคือการได้เดินลงสู่สนาม Centre Court ที่วิมเบิลดันและได้เล่นแมตช์หนึ่ง และสามคือการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมสักหนึ่งรายการ” นี่คือถ้อยคำที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจอันบริสุทธิ์ของนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่
ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์บนสนามหญ้าแห่งตำนาน
ตั้งแต่วินาทีที่พิธีกรประกาศเชิญผู้เล่นลงสู่สนาม Centre Court เหล่านักกีฬาจะได้รับการนำทางผ่านโถงทางเดินของ All England Clubhouse ลัดเลี้ยวผ่านหน้า Royal Box และรูปถ่ายของอดีตแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนจะก้าวลงบันไดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถ้วยรางวัลและบอร์ดรายชื่อผู้ชนะในประวัติศาสตร์ และจะหยุดอยู่ ณ จุดหนึ่งเป็นเวลา 20 วินาทีอย่างพอดิบพอดี จากจุดนั้นเอง พวกเขาจึงจะได้ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันอันเป็นตำนานเก่าแก่ที่สุดของวงการเทนนิส
ภายในหน้าปัดเปลือยโปร่งใส รวมถึงฝาหลังแซฟไฟร์ ยังเผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติความถี่สูง El Primero 3620 SK ที่ถูกปรับแต่งให้เข้ากับโครงสร้างตัวเชื่อมรูปดาว โดยมาในโทนสีฟ้าอ่อน ทำให้หน้าปัดดูเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกัน
ตลอดประวัติศาสตร์ นาฬิกา ZENITH ได้ร่วมเดินทางไปกับผู้บุกเบิกที่กล้าฝันใหญ่และทำสิ่งพิเศษ ตั้งแต่การบินประวัติศาสตร์ข้ามช่องแคบอังกฤษของ Louis Blériot ไปจนถึงการกระโดดร่มดิ่งพสุธาจากชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ทำลายสถิติของ Felix Baumgartner จิตวิญญาณอันกล้าหาญนี้ยังคงขับเคลื่อน Maison ในขณะที่กำหนดอนาคตของการผลิตนาฬิกาสวิส
ความสัมพันธ์ระหว่าง Girard-Perregaux และ Aston Martin ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างฉาบฉวย หากเป็นการหยั่งรากลึกจากความเข้าใจร่วมกันว่า “ขนาดไม่ใช่สิ่งกีดขวางนวัตกรรมและความประณีต” ในทางกลับกัน มันคือโอกาสที่จะแสดงออกถึงคุณค่าที่ไม่ประนีประนอมในขนาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากเครื่องยนต์อันทรงพลังที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง สู่กลไกนาฬิกาเล็กจิ๋วที่เที่ยงตรงในเสี้ยววินาที ทั้งสองต่างล้วนถูกสร้างสรรค์ด้วยปรัชญาเดียวกัน นั่นคือการแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง
Lawrence Stroll ประธานบริหารของ Aston Martin และ Patrick Pruniaux ซีอีโอของ Girard-Perregaux ได้ตอกย้ำความสัมพันธ์นี้ด้วยการต่อสัญญาความร่วมมือ เพราะต่างฝ่ายต่างตระหนักถึง “ผลลัพธ์อันงดงามที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง” ดังที่ Patrick Pruniaux เคยกล่าวไว้ว่า “นี่ไม่ใช่แค่การนำชื่อ Aston Martin มาวางบนนาฬิกาของเรา นาฬิกาเรือนนี้คือผลลัพธ์อันน่าประทับใจของการทำงานร่วมกันอย่างมีพลังของสองบริษัท” คำพูดนี้สะท้อนชัดเจนว่า หัวใจของการเป็นพันธมิตรครั้งนี้คือการ “แบ่งปันแนวคิด” และ “องค์ความรู้” ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของแต่ละวงการ เพื่อส่งมอบ “ความสุข” และ “ความอัศจรรย์ใจ” ให้กับผู้ที่ได้สัมผัส
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Girard-Perregaux และ Aston Martin ได้รังสรรค์เรือนเวลาอันน่าทึ่งออกมาหลายรุ่น ซึ่งแต่ละเรือนล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงการหลอมรวมปรัชญาและจิตวิญญาณของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Tourbillon with Three Flying Bridges Aston Martin Edition: นี่คือนาฬิการุ่นแรกที่เปิดตัวความร่วมมืออันยิ่งใหญ่นี้ โดดเด่นด้วยกลไก Tourbillon ที่ลอยอยู่บนสะพานสามอันอันเป็นเอกลักษณ์ของ GP ตัวเรือนไทเทเนียม DLC สีดำสนิท ให้ความรู้สึกดุดัน ลึกลับ และยังคงความหรูหราสง่างาม สะท้อนถึงความซับซ้อนทางวิศวกรรมของทั้งนาฬิกาและรถยนต์
The New Laureato Absolute Chronograph Aston Martin F1 Edition: เรือนเวลานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโลกแห่ง Formula 1 ของ Aston Martin ตัวเรือนผสานไทเทเนียมและคาร์บอนที่สกัดจากรถแข่ง F1 จริงๆ ทำให้มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งเป็นพิเศษ หน้าปัดสีเขียว Aston Martin Racing Green อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟที่แม่นยำ สะท้อนถึงความเร็ว ประสิทธิภาพสูงสุด และความตื่นเต้นในสนามแข่งได้อย่างแท้จริง
Laureato Chronograph Aston Martin Edition: อีกหนึ่งโครโนกราฟในตระกูล Laureato ที่ยังคงความสปอร์ตหรูหรา ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 น้ำหนักเบา หน้าปัดสีเขียวเหลือบแสงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีรถยนต์ ทำให้เกิดมิติที่น่าค้นหาในทุกมุมมอง
สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้เป็นมากกว่าแค่การตลาด คือเห็นได้จากความจริงใจ เพราะนี่คือการต่อสัญญาความร่วมมือระหว่าง Lawrence Stroll ประธานบริหารของ Aston Martin และ Patrick Pruniaux ซีอีโอของ Girard-Perregaux ซึ่งพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่า “ขนาดไม่ใช่สิ่งกีดขวางนวัตกรรมและความประณีต” มันคือการแสดงออกถึงคุณค่าที่ไม่ประนีประนอมในขนาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Patrick Pruniaux ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “นี่ไม่ใช่แค่การนำชื่อ Aston Martin มาวางบนนาฬิกาของเรา นาฬิกาเรือนนี้คือผลลัพธ์อันน่าประทับใจของการทำงานร่วมกันอย่างมีพลังของสองบริษัท” คำพูดนี้ตอกย้ำสิ่งที่คนเป็นแฟนคลับให้เข้าใจดีว่า เมื่อสองแบรนด์ที่ต่างมี “ดีเอ็นเอ” แห่งความเหนือชั้นมาเจอกัน แทนที่จะเป็นแค่การรวมพลัง กลับกลายเป็นการ “ปลดล็อก” ศักยภาพใหม่ๆ ที่เหนือกว่าการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทั่วไป นี่คือการส่งมอบ “ความสุข” และ “ความอัศจรรย์ใจ” ให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง
ในมุมมองสำหรับเราแล้ว Neo Bridges Aston Martin Edition นาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่มีเพียง 250 เรือนทั่วโล มันคือการประกาศก้องว่า ความหลงใหลในความเร็ว ความแม่นยำ และความงามของจักรกล สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเรือนเวลาที่สะท้อนถึงการเดินทาง ที่ทุกรายละเอียดบอกเล่าเรื่องราว และทุกการเคลื่อนไหวของกลไกชวนให้จินตนาการถึงเครื่องยนต์ที่กำลังคำรามอยู่ใต้ฝากระโปรงรถ Aston Martin
มาแกะรอยความพิเศษว่า ทำไม TERRA NOVA JUMPING HOUR จึงเป็นเรือนเวลาที่ไม่เหมือนใคร
หากมองเผินๆ TERRA NOVA JUMPING HOUR อาจดูเป็นนาฬิกา Field Watch ที่แข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วมันคือผลงานศิลปะที่ซ่อนความซับซ้อนไว้ในทุกรายละเอียด นี่คือสิ่งที่ทำให้เรือนนี้โดดเด่น
ตัวเรือนที่เหนือกว่ามาตรฐาน: 904L Stainless Steel กับ Cushion Case ที่มีชีวิต
TERRA NOVA JUMPING HOUR จึงเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในการบุกเบิกนวัตกรรม เป็นเครื่องยืนยันถึงงานฝีมืออันประณีต และเป็นเพื่อนร่วมทางสำหรับผู้ที่ต้องการ “ค้นพบสิ่งใหม่” ในทุกๆ วันของชีวิต
Wrist Check: TAG Heuer Koreaส่องเรือนเวลาไอคอนิกบนข้อมือเหล่าซุปตาร์เกาหลี ในงาน TAG Heuer Gala Dinner ณ กรุงโซล
ค่ำคืนวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา กรุงโซลแทบจะลุกเป็นไฟเพราะ TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ จัดงานกาล่าดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่ที่ Oil Tank Culture Park ใจกลางเมืองหลวงเกาหลี
งานนี้จัดเพื่อฉลองการกลับมาเป็นผู้บอกเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน Formula 1 ซึ่งเป็นหัวใจของ TAG Heuer อยู่แล้ว และยังเป็นการประกาศเปิดตัว TAG Heuer Korea อย่างเป็นทางการด้วย
เท่ากับว่าแบรนด์บุกตลาดเกาหลีแบบเต็มตัวเลยทีเดียว ในงานยังมีการนำเสนอแคมเปญ “Designed to Win” ที่สื่อถึงปรัชญาของแบรนด์ ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความกล้าท้าทาย และดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา
เหล่าเซเลบริตี้ทุกคนจัดเต็มลุคหรูหราสะท้อนสไตล์ส่วนตัวกันสุดๆ ที่สำคัญคือแต่ละคนใส่นาฬิกา TAG Heuer รุ่นไอคอนิกมาร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็นคอลเลกชัน TAG Heuer Carrera ที่ดูสปอร์ตหรู หรือ Monaco ที่เป็นตำนานไม่เหมือนใคร บอกเลยว่าเป็นค่ำคืนที่โลกแห่งความเร็วกับแฟชั่นมาบรรจบกันได้อย่างลงตัวจริงๆ
รู้จักกับ DANIEL ENGELBERG ศิลปินผู้นิยามศิลปะบนข้อมือ
Daniel Engelberg คือศิลปินประติมากรและจิตรกรชาวมิวนิก เป็นที่รู้จักจากการหลอมรวมศาสตร์ทั้งสองแขนงได้อย่างกลมกลืนผ่านผลงานของเขา ด้วยพื้นฐานการศึกษาจาก Academy of Fine Arts ในเมืองนูเรมเบิร์กและมิวนิก เขาได้พัฒนาผลงานทางศิลปะที่เปี่ยมด้วยความแม่นยำและใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนของกระบวนการสร้างสรรค์ Engelberg สร้างสรรค์ผลงานโดยเริ่มจากการแกะสลักไม้ ลงสีด้วยอะคริลิก และเคลือบผิวด้วยเรซินอีพ็อกซี่ กระบวนการที่สร้างสรรค์งานศิลปะเชิงเรขาคณิตอันเปี่ยมไปด้วยมิติและความประณีต แรงบันดาลใจในช่วงเริ่มต้นจากสถาปัตยกรรมและงานก่อสร้าง ได้หล่อหลอมให้เขาหลงใหลในเส้นสายที่สะอาดตาและจังหวะของโครงสร้าง ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญในผลงานของเขาจนถึงทุกวันนี้
นาฬิการุ่นใหม่ TYPE 8 DE1 และ DE2 สร้างบนพื้นฐานการออกแบบของนาฬิกา TYPE 8 ที่สะท้อนปรัชญา “Less is More” ของ Ressence ซึ่งเน้นความเรียบง่ายทั้งดีไซน์และการใช้งาน ด้วยการตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก TYPE 8 ได้สกัดแก่นแท้ของการสร้างนาฬิกาให้อยู่ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือการนำเสนอประสบการณ์การอ่านเวลาที่ตรงไปตรงมา ผ่านการแสดงชั่วโมงและนาทีบนหน้าปัดหมุนทรงกลมที่จดสิทธิบัตรของ Ressence หรือที่เรียกว่า Orbital Convex System (ROCS)
เรือนนี้หายากมากและมีความพิเศษที่ Extra Thin ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของมัน ผู้ออกแบบคือ Gérald Genta ผู้สร้างสรรค์ Audemars Piguet Royal Oak และ Patek Philippe Nautilus ซึ่งเป็นสองรุ่นไอคอนิกของโลกนาฬิกา เรือนนี้คือ Ref. 5402 รุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อ 50 ปีก่อน และเป็นต้นแบบของทุกโมเดลที่ตามมา คนส่วนใหญ่ที่รู้จัก Royal Oak มักคุ้นเคยกับรุ่น 15400 และ 15500 แต่ 5402 คือบรรพบุรุษตัวจริง โดยเปิดตัวเป็นซีรีส์ A, B, C ซึ่งแต่ละซีรีส์ผลิตเพียง 1,000 เรือน
Vacheron Constantin Mercator กับแผนที่ประเทศไทยและคำว่า “Siam” ที่สลักอย่างประณีต มีเพียง 30 เรือนในโลก!
ในฐานะแฟนพันธุ์แท้ของ A. Lange & Söhne อะไรทำให้คุณหลงใหลในแบรนด์นี้ และเพราะเหตุใด Datograph ถึงเป็นเรือนที่คุณต้องมีในคอลเลกชัน?
A. Lange & Söhne ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงที่ผมหลงใหลมาก เพราะความซับซ้อนและความประณีตของงาน Craftsmanship ที่พวกเขาทำออกมา การออกแบบที่ไม่เหมือนใครและละเอียดอ่อนทำให้แต่ละเรือนมีความพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะรุ่น Datograph ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในวงการนาฬิกา แม้แต่ Philippe Dufour ก็ยังพูดถึงความยอดเยี่ยมของมัน
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว A. Lange & Söhne ยังถือว่าเป็นแบรนด์ที่หลายคนไม่ค่อยรู้จัก เพราะไม่ได้อยู่ในกระแส แต่ผมโชคดีที่ได้มีเพื่อนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์นี้ ซึ่งทำให้ได้เริ่มศึกษาและค้นพบว่า ทำไมคนถึงหลงรัก Lange มันเป็นเรื่องของรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา เช่น การออกแบบ Big Date ที่มีแรงบันดาลใจจากเมืองเดรสเดน ซึ่งสื่อถึงความไอคอนิกของเมืองนั้น และการเห็น กลไกของเครื่อง ที่เปิดเผยทางด้านหลัง ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก
งานคราฟต์ที่ซับซ้อนและประณีต A. Lange & Söhne Datograph เหตุผลที่คุณแบงค์หลงใหลในแบรนด์นี้คือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในทุกส่วนประกอบ พร้อมดีไซน์ที่ลงตัวและฟังก์ชันที่ครบครัน
สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ Lange คือ ความสะดวกในการใช้งาน เช่นการตั้งวันที่ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่ม Quick Date ที่สะดวกมาก และพลังงานสำรอง 36 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะไม่มากนัก แต่ขนาดที่พอดีกับข้อมือ และความละเอียดในการออกแบบของ Lange ทำให้มันกลายเป็น Magic Number ที่ลงตัว
เมื่อดีไซน์เรโทรผสานความโมเดิร์นกับนาฬิกาทรงทีวี MIDO Multifort TV Big Date โฉมใหม่
ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งหมุนไปอย่างรวดเร็ว การได้หันกลับไปมองความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ ย่อมสร้างความตื่นเต้นได้เสมอ ราวกับได้พบกับเรื่องราวที่คุ้นเคยในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่นเดียวกับที่ MIDO Multifort TV Big Date รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้น นาฬิกาเรือนใหม่นี้กลับมาอย่างมีสไตล์ของดีไซน์ไอคอนิกที่ใครหลายคนคิดถึง
MIDO Multifort TV Big Date โฉมใหม่ มาพร้อมรูปทรงทีวีสุดคลาสสิก ที่ถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยคู่สีดำ-เหลืองสุดจัดจ้าน
บทเรียนจากอดีต สู่บทบาทที่ไปข้างหน้า
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงความน่าหลงใหลของเจ้า Multifort TV Big Date รุ่นใหม่ ขออนุญาตพาคุณย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสที่ยืนหยัดมานานกว่าศตวรรษนับตั้งแต่ Georges Schaeren ได้ก่อตั้งบริษัท MIDO G. Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์นในปี 1918
พบกับเรือนเวลาคู่ใจของคุณ Multifort TV Big Date รอให้คุณสัมผัส
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์แห่งเวลาอันสดใหม่กับ Multifort TV Big Date ดีไซน์เฉดสีดำตัดเหลือง จากแบรนด์นาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss Made พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ MIDO ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือหากสะดวกสบายยิ่งขึ้น สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada
ข้อมูลทางเทคนิค MIDO Multifort TV Big Date (ดีไซน์ใหม่)
และถ้ายังไม่เชื่อว่านาฬิกาเรือนเดียวจะสร้างความประทับใจได้ถึงขนาดนี้ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาดูกันว่า Black Bay 54 “Lagoon Blue” มีอะไรซ่อนอยู่ ที่ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่คนรักนาฬิกาตัวจริงพลาดไม่ได้!
การแสดงผลแบบ double retrograde สำหรับชั่วโมงและนาที รวมถึงกลไกแบบ retrograde โดยทั่วไป ได้กลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของเมซงในนาฬิกาชั้นสูง เราสามารถพบเห็นได้ในผลงานนาฬิกาชั้นสูงร่วมสมัยมากมายของเมซง เช่น Pont des Amoureux, Lady Arpels Féerie, Butterfly Symphony และผลงานล่าสุดอย่าง Bal des Amoureux Automate
ภาพสบายๆ ของนาฬิกา Pont des Amoureux ในตัวเรือน Midnight ขนาด 42 มม. หน้าปัดแสดงเวลาแบบย้อนกลับนั้นกว้างขึ้นและตัวละครสั้นลง โดยมีพื้นหลังสีน้ำเงินเข้มสำหรับการลงยาแบบ grisaille ซึ่งแตกต่างจากรุ่น Lady Arpels (ภาพโดย Revolution)
นาฬิกา Van Cleef & Arpels ทุกเรือนเริ่มต้นด้วยเรื่องราว และบางทีเรื่องราวที่ทรงพลังที่สุดของทั้งหมดก็คือเรื่องราวของคู่รักสองคนบนสะพาน Lady Arpels Pont des Amoureux ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2010 ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำหรับเมซง นับเป็นก้าวสำคัญใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ
โดยคว้ารางวัล Grand Prix d’Haute Horlogerie de Genève ครั้งแรกให้กับเมซง นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการวาง Van Cleef & Arpels ให้อยู่ในอันดับสูงสุดของวงการนาฬิกาชั้นสูง และทำให้ Poetic Complications เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ
และงานนี้ไม่ได้มีแค่จิวเวลรี่สวยๆ แต่ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดพิเศษที่ได้รับเกียรติจากเหล่าแขกคนสำคัญมากมาย นำทีมโดย ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ Friend of The House ของ Bvlgari South Asia Pacific ผู้เป็นตัวแทนของคอลเลกชัน Serpenti อันเป็นเอกลักษณ์ ตามมาด้วย มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง Friend of The House ของ Bvlgari Thailand ตัวแทนคอลเลกชัน Bvlgari Bvlgari
นอกจากนี้ยังมี แขกพิเศษอย่าง ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ ตัวแทน Divas’ Dream, มิลค์-พรรษา วอสเบียน ตัวแทน Bvlgari Tubogas และ เอส-ศุภา สังวรวงศ์ ตัวแทน B.zero1 รวมถึง H.E. Mr. Paolo Dionisi เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย, Mr. Jeffrey Hang, Regional Managing Director, BVLGARI South Asia Pacific, Ms. Warisara Praisankul, Commercial Director, BVLGARI Thailand, และผู้บริหารระดับสูงจาก BVLGARI และ Central Chidlom ซึ่ง ล้วนให้เกียรติเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้ พร้อมทั้ง มีดีเจมาสร้างสรรค์บรรยากาศสุดพิเศษตลอดค่ำคืน
ไม่เพียงเท่านั้น ด้านนอกพื้นที่จัดแสดงรูปวงกลม ยังมีพื้นที่สำหรับพักผ่อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากระเบียงแบบเปิดโล่ง (portico) ของ Il Caffè และความเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์ของ Bvlgari Hotel Roma เรียกได้ว่า เป็นการนำกลิ่นอายของ “The Eternal City” หรือ “มหานครนิรันดร์” มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองนี้ เหล่าแขกผู้มีเกียรติและ Friend of The House ต่างปรากฏตัวพร้อมเครื่องประดับจาก BVLGARI ที่สะท้อนตัวตนและคอลเลกชันอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
LOOK 1
ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่: ตัวแทนแห่งพลังและความเย้ายวนของ Serpentiใหม่ ดาวิกา ในฐานะ Friend of The House สำหรับ Bvlgari South Asia Pacific ปรากฏตัวในลุคที่สะท้อนถึงคอลเลกชัน Serpenti อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติ Serpenti หรือ “งู” เป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง พลัง และความเย้ายวน
การที่ BVLGARI เลือกเหล่า Friend of The House ที่สามารถเป็นตัวแทนของแต่ละคอลเลกชันได้อย่างมีมิติ ยิ่งทำให้งานเปิดตัว Pop-up ครั้งนี้มีความหมายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะ ผู้ชมไม่เพียงแค่ได้เห็นเครื่องประดับ แต่ ยังได้เห็นเรื่องราวและจิตวิญญาณของแต่ละชิ้นที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวบุคคลได้อย่างสมบูรณ์แบบ