Home Blog Page 31

Cartier Panthère Jewellery Watch เมื่อสถาปัตยกรรมแห่งเวลาถูกรังสรรค์ให้มีชีวิต

Cartier Panthère Jewellery Watch เปิดมิติใหม่แห่งเรือนเวลาจิวเวลรี เมื่อเสือแพนเตอร์อันเป็นตำนานโลดแล่นบนข้อมือคุณ

เคยไหมที่รู้สึกว่าผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งสามารถสะท้อนความงดงามและเรื่องราวที่ซับซ้อนได้อย่างน่าทึ่ง? สำหรับ Panthère Jewellery Watch เรือนเวลารุ่นนี้จาก Cartier เป็นดั่งสถาปัตยกรรมบนข้อมือที่หลอมรวมความเชี่ยวชาญระดับเมซงเข้ากับจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด จนเกิดเป็นเสือแพนเตอร์ที่ราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

เปิดมิติใหม่ หน้าปัดคู่ในเรือนเดียวที่ผสานความงามและกลไก

สิ่งแรกที่สะกดสายตาและทำให้ประหลาดใจกับเรือนเวลานี้ นั่นก็คือการออกแบบหน้าปัดสองหน้าในเรือนเดียว นอกจากจะเป็นการฉีกกฎการออกแบบนาฬิกาทั่วไป ยังเป็นการผสมผสานศาสตร์แห่งประดิษฐกรรมนาฬิกาเข้ากับงานจิวเวลรีได้อย่างลงตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงอย่าง “Toi & Moi” ที่หนึ่งด้านเป็นรูปเสือแพนเตอร์สามมิติ ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำเมซง และอีกด้านคือหน้าปัดนาฬิกาอันบางเฉียบ

โครงสร้างของเรือนเวลานี้ที่รังสรรค์จาก เยลโลว์โกลด์ หรือ ไวท์โกลด์ ถ่ายทอดความงามสง่าของเสือแพนเตอร์ในท่วงท่าทะยานได้อย่างสมจริงจนน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นมัดกล้ามที่พลิ้วไหว รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างใบหู จมูก และอุ้งเท้า ล้วนถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจง สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกอณูของงานฝีมือ นี่คือการสร้างสรรค์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้เห็นเสือแพนเตอร์ตัวจริงกำลังกระโจนออกมาจากตัวเรือน

เปล่งประกายดุจราชาแห่งป่า สัมผัสความงามที่เหนือระดับ

สำหรับเรือนเวลา Panthère Jewellery Watch ในแบบเยลโลว์โกลด์ เสือแพนเตอร์ถูกแต่งแต้มอย่างมีชีวิตชีวา ตัวเรือนทำจากเยลโลว์โกลด์ขัดเงา ตัดกับลายจุดที่ลงแลคเกอร์สีดำสนิท ดวงตาที่ฝังด้วย ซาโวไรท์ สีเขียวสดใส ดูมีพลังและดึงดูดใจเป็นพิเศษ เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นว่าทั้งหมดนี้ตัดกันอย่างมีมิติกับหน้าปัดแลคเกอร์สีดำและความระยิบระยับของขอบหน้าปัดที่ฝังเพชร สิ่งเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืนด้วยจุดบอกเวลาที่ 12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเพชรเม็ดเดี่ยวที่ส่องประกายอย่างโดดเด่น นี่คือความงามที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดที่ซ่อนอยู่

จากเรือนเวลาสู่งานศิลป์ชั้นสูง ประสบการณ์แห่งความหรูหรา

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในความระยิบระยับของเพชร Panthère Jewellery Watch ในแบบไวท์โกลด์ จะทำให้คุณต้องมนต์สะกด เรือนเวลานี้ประดับประดาด้วยเพชรกว่า 1,100 เม็ดที่เปล่งประกายทั่วทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกา ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่างฝีมือของเมซงใช้เวลาถึง 230 ชั่วโมงในการบรรจงรังสรรค์ ขัดแต่งผิว และฝังอัญมณีแต่ละเม็ดอย่างพิถีพิถัน นี่คือการสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นจากความอดทนและความเชี่ยวชาญในระดับสูงสุด

หนึ่งในเทคนิคที่ทำให้เสือแพนเตอร์เรือนนี้ดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่งคือ การฝังอัญมณีแบบ Fur Setting ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของ Cartier ที่ทำให้โลหะถูกพันรอบออนิกซ์คล้ายเส้นขน สร้างความรู้สึกที่สมจริงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อรวมกับดวงตาที่ฝัง มรกต สีเขียวเข้ม เสือแพนเตอร์ตัวนี้จึงดูเหมือนจะจ้องมองกลับมาหาคุณอย่างมีชีวิตชีวา และแน่นอนว่าเพชรน้ำงามที่ประดับประดาอยู่ทั่วทั้งชิ้นงานก็ยิ่งขับเน้นให้เสือแพนเตอร์ดูโดดเด่นและมีพลังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าปัดนาฬิกาที่ฝังเพชรแบบเต็มพื้นที่ และสายนาฬิกาที่ใช้เทคนิค Snow Setting ฝังเพชรหลากหลายรูปทรง เพื่อสร้างพื้นผิวสัมผัสที่น่าตื่นตาตื่นใจและเล่นกับแสงได้อย่างงดงาม

Cartier Panthère Jewellery Watch
Cartier Panthère Jewellery Watch

มรดกที่ไม่มีวันสิ้นสุด และการกลับมาของสัญลักษณ์แห่งพลัง

Panthère Jewellery Watch นับว่าเป็นหนึ่งในเรือนเวลาชิ้นใหม่ ที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกอันยาวนานของ Cartier เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เสือแพนเตอร์ได้ปรากฏโฉมในผลงานสร้างสรรค์ของเมซงมานับครั้งไม่ถ้วน และในครั้งนี้ เสือแพนเตอร์ก็ถูกพลิกโฉมอีกครั้งด้วยการออกแบบที่น่าทึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจและความมุ่งมั่นของแบรนด์ ที่ยึดมั่นในคุณค่าของสัตว์สัญลักษณ์ประจำเมซงได้อย่างไม่มีที่ติ

การได้สัมผัส Panthère Jewellery Watch จึงเหมือนเป็นการได้สวมใส่ผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความประณีต และความทุ่มเทของช่างฝีมือ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณของเมซงที่ยังคงสร้างสรรค์ผลงานที่น่าทึ่งและไร้กาลเวลาอยู่เสมอ

Cartier Panthère Jewellery Watch

ข้อมูลทางเทคนิค
Panthère Jewellery Watch

เยลโลว์โกลด์

  • ทนแรงดันน้ำ 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร)
  • ฝังเพชรบริลเลียนท์คัท 23 เม็ด (0.78 กะรัต)
  • ดวงตาเสือแพนเตอร์ฝังซาโวไรท์ จมูกและลายจุดฝังออนิกซ์
  • กลไกควอตซ์
  • ขนาดข้อมือ 150/160/170 มม.

ไวท์โกลด์

  • ทนแรงดันน้ำ 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร)
  • ฝังเพชรบริลเลียนท์คัท 1,103 เม็ด (11.90 กะรัต)
  • ดวงตาเสือแพนเตอร์ฝังมรกต จมูกและลายจุดฝังออนิกซ์
  • กลไกควอตซ์
  • ขนาดข้อมือ 150/160/170 มม.
Cartier Panthère Watch

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
BLAST [SPARKLING RAINBOW] เมื่อ Ulysse Nardin เนรมิตแสงรุ้งบนข้อมือ
เปิดโลก Hermès Arceau Locomotion ผ่านนาฬิกาศิลปะแห่งจินตนาการจาก Ugo Bienvenu

Chopard L.U.C Qualité Fleurier ฉลอง 20 ปีแห่งปรัชญาที่สะท้อนผ่านเรือนเวลา

ย้อนรอยสองทศวรรษแห่งมาตรฐานสูงสุดของการประดิษฐ์นาฬิกาสวิส ที่ Chopard ภาคภูมิใจนำเสนอผ่านเรือนเวลา L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition อันงดงาม

ในโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและงดงาม มีเพียงไม่กี่มาตรฐานที่จะสามารถยืนหยัดและสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง และในวาระครบรอบ 2 ทศวรรษนี้ Qualité Fleurier คือตราประทับแห่งคุณภาพ ที่เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับความสมบูรณ์แบบสูงสุดในการรังสรรค์นาฬิกาสวิส

Chopard L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition

L.U.C 96.09-L Caliber จิตวิญญาณแห่งความเที่ยงตรงที่งดงามเหนือคำบรรยาย

ภายใต้ความเรียบง่ายสง่างามของเรือนเวลา Chopard ที่คุณเห็นนั้น ซ่อนหัวใจสำคัญที่เต้นเป็นจังหวะแห่งความสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ กลไก L.U.C 96.09-L คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ได้รับการรับรองสองชั้น” ซึ่งฟังดูเป็นเทคนิคอลเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือบทพิสูจน์ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของตัวเลขความเที่ยงตรง รวมไปถึงการบรรจงสร้างสรรค์ด้วยมือของช่างผู้เชี่ยวชาญ ทุกส่วนประกอบ ทุกการขัดแต่ง ล้วนเป็นงานศิลปะที่สะท้อนถึงมาตรฐานสูงสุดในโลกแห่งนาฬิกาสวิส

และที่น่าทึ่งคือ กลไกชิ้นนี้ยังมาพร้อมพลังสำรองอันน่าประทับใจยาวนานถึง 65 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี Chopard Twin Technology ลองนึกภาพดูสิว่า พลังงานที่ส่งต่อได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ มันเปรียบเสมือนลมหายใจของงานศิลปะที่ไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความงามดั้งเดิมของงานฝีมือ และนวัตกรรมที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

ย้อนอดีต… เพื่อก้าวสู่อนาคตแห่งสุนทรียะ

เพื่อร่วมฉลองหมุดหมายสำคัญนี้ Chopard ได้รังสรรค์เรือนเวลาพิเศษ L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อมองดูตัวเรือนขนาด 39 มิลลิเมตรที่ผลิตจากทองคำ Ethical 18 กะรัต คุณจะรู้สึกได้ถึงความใส่ใจ ในแง่วัสดุที่หายาก และยังรวมถึงปรัชญาของ Chopard ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ด้วย

ส่วนหน้าปัดนั้น ชวนให้หวนรำลึกถึงกลิ่นอายความงามเหนือกาลเวลาของยุค 1950s ด้วยดีไซน์แบบ Sector-type dial ที่มีเสน่ห์ดึงดูดสายตา ผสานกับขาตัวเรือนที่ได้รับการแกะสลักอย่างพิถีพิถัน ทุกเส้นสาย ทุกโค้งเว้า ล้วนสะท้อนถึงความประณีตและความเข้าใจในสุนทรียะ เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงอดีตอันรุ่งโรจน์กับความงามในปัจจุบันได้อย่างน่าชื่นชม

Chopard L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition

Qualité Fleurier ตราประทับที่เล่าเรื่อง “ความเชื่อมั่น”

คุณอาจจะสงสัยว่า “Qualité Fleurier” นั้นสำคัญอย่างไร? นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์สวยๆ บนหน้าปัดแล้ว มันคือคำมั่นสัญญาที่เข้มแข็งที่สุดคำหนึ่งในวงการนาฬิกา นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา นาฬิกาที่จะได้รับตรานี้ต้องผ่านบททดสอบที่ “โหดหิน” ถึงสามขั้นตอน เพื่อยืนยันว่านาฬิกาเรือนนั้นสมบูรณ์แบบจริงๆ นั่นก็คือ…

  • COSC (Official Swiss Chronometer Testing Institute): การพิสูจน์ความเที่ยงตรงระดับเทพ ที่ต้องแม่นยำทุกวินาที
  • Chronofiable tests: การทดสอบความแกร่งและความทนทาน เสมือนการจำลองชีวิตจริงที่นาฬิกาต้องเผชิญ
  • Fleuritest: บททดสอบสุดท้ายที่พิเศษสุด เพราะเป็นการจำลองการสวมใส่บนข้อมือมนุษย์จริงๆ เพื่อให้แน่ใจว่านาฬิกาจะทำงานได้อย่างไร้ที่ติในชีวิตประจำวันของเรา

ทั้งหมดนี้คือหลักประกันว่า เมื่อคุณสวมใส่นาฬิกาที่ประดับตรา Qualité Fleurier คุณจะได้ครอบครองงานศิลปะที่แม่นยำ ได้เพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้ และพร้อมไปกับคุณในทุกช่วงเวลาของชีวิต

Chopard L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition

บทสรุปของหัวใจที่ลงตัวกับ L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition (Ref. Number: 161992-0001) 

การเปิดตัวเรือนเวลาเยลโลว์โกลด์ L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition นี้ จึงเป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี มันคือการตอกย้ำปรัชญาของ Chopard ในงาน Haute Horlogerie หรือศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Fleurier Quality Foundation องค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานอันไร้ที่ติ

นาฬิกาเรือนนี้เป็นพยานที่ชัดเจนถึงความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมอันเป็นเลิศจาก Chopard Manufacture ขับเคลื่อนด้วยกลไก L.U.C 96.09-L ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ ผสานกับเทคโนโลยี Chopard Twin Technology แต่เหนือกว่าตัวเลขทางเทคนิคใดๆ คือการที่ตราประทับจาก Fleurier Quality Foundation เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณกำลังจะได้ครอบครองนาฬิกาที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่เป็นงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ ความคงทน และความงดงามทางสุนทรียภาพในทุกรายละเอียด

Chopard L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition
ข้อมูลทางเทคนิค
L.U.C Qualité Fleurier 20th Anniversary Edition
  • ตัวเรือน: ทองคำ Ethical 18 กะรัต ขนาด 39 มม. พร้อมฝาหลังแซฟไฟร์โปร่งใส กันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีทอง ขัดแต่งลาย Sunburst กลางหน้าปัด พร้อมวงแหวน Chapter ring สีน้ำตาล
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ L.U.C 96.09-L สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง (L.U.C Twin Technology) ได้รับการรับรอง COSC และ Qualité Fleurier
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวสีน้ำตาลอ่อน เย็บด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัด Pin buckle ทองคำ Ethical 18 กะรัต

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
จากเบรสชาสู่โรม Chopard กับมหากาพย์ Mille Miglia และเรือนเวลาแห่งตำนาน
Classique Tourbillon Sidéral 7255 เรือนเวลาพิเศษจาก Breguet ซึ่งนำเสนอ flying tourbillon เป็นครั้งแรก

Seiko 5 Sports x MillionsMonster Limited Edition เมื่อแรงบันดาลใจจาก “รอยแตกของกำแพง” ถักทอเป็นเรือนเวลา

เจาะลึกการร่วมงานสุดพิเศษระหว่าง Seiko และ ‘AnOfficerDies’ สตรีทอาร์ตติสต์ไทยผู้สร้างสรรค์ MillionsMonster จากเรื่องราวชีวิตจริงสู่ 3 เรือนเวลาที่ไม่ควรพลาด

“มันก็เหมือนกับว่าเวลาที่ผมวาดรูป พนักงานประจำคนนั้นได้ตายไปแล้ว…”

นี่คือประโยคที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งเบื้องหลังนามปากกา ‘AnOfficerDies’ ของ คุณกอล์ฟ-ฐิติภูมิ เพ็ชรสังข์ฆาต สตรีทอาร์ตติสต์ชื่อดังชาวไทย ผู้ให้กำเนิดเหล่า ‘MillionsMonster’ แก๊งมอนสเตอร์สี่ตาสุดน่ารักจาก “รอยแตกของสีกำแพงบ้าน” สู่ผลงานศิลปะบนผืนผ้าใบแห่งกาลเวลา

จากงานอดิเรกสู่เส้นทางศิลปิน การเดินทางของ MillionsMonster

จุดเริ่มต้นของเหล่า MillionsMonster ไม่ได้มาจากสตูดิโอศิลปะหรูหรา แต่มาจาก “งานอดิเรกบนกำแพงบ้าน” ของคุณกอล์ฟ จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับขยายไปสู่ชิ้นงานศิลปะบนพื้นที่สาธารณะ และออกเดินทางไปคอลแลบส์กับแบรนด์ชั้นนำมากมายในหลากหลายวงการ

คุณกอล์ฟได้ร่วมผจญภัยไปพร้อมกับ MillionsMonster ด้วยการสร้างสรรค์ศิลปะที่ถักทอจากความสุขและความรักในสิ่งที่ทำ เขาเองก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากใจนี้จะพาเขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของประเทศไทยได้ในปัจจุบัน

ทำความรู้จัก MillionsMonster มอนสเตอร์สี่ตา ตัวแทนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน

MillionsMonster คือแก๊งมอนสเตอร์สี่ตาที่คุณกอล์ฟตั้งใจออกแบบให้มี ความน่ารัก ขี้เล่น และสดใส ลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เพียงทำให้จดจำง่าย แต่ยังสะท้อนแนวคิดและเรื่องราวจากชีวิตประจำวันได้อย่างน่าสนใจ หลายคนอาจรู้จักคุณกอล์ฟในฐานะหนุ่มออฟฟิศตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ แต่อีกด้านของชีวิต เขาคือศิลปินชาวไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานลายเส้นอันโดดเด่นมากมาย

เส้นทางศิลปินของคุณกอล์ฟเริ่มต้นจากการเป็นหนุ่มออฟฟิศในตำแหน่งกราฟิกดีไซน์ ซึ่งเขายอมรับว่าไม่ได้เรียนจบมาตรงสายมากนัก แม้จะจบจากสาขานิเทศศาสตร์ แต่หัวใจของคุณกอล์ฟกลับเปี่ยมด้วยความรักในการออกแบบอย่างเต็มเปี่ยม และได้เริ่มต้นเส้นทางการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว

แต่ในชีวิตที่ต้องทำงานหนัก ความเหนื่อยล้าเป็นเรื่องปกติ คุณกอล์ฟจึงเลือก “การวาดรูป” เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจิตใจ และนี่คือที่มาของนามปากกาที่ฟังดูแปลกแต่เปี่ยมความหมายอย่าง ‘AnOfficerDies’ ที่เขาให้นิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “…มันก็เหมือนกับว่าเวลาที่ผมวาดรูป พนักงานประจำคนนั้นได้ตายไปแล้ว…” ซึ่งสะท้อนถึงการปลดปล่อยตัวตนจากกรอบเดิมๆ

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเล่นกับแมวอย่างสบายๆ อยู่หน้าบ้าน สายตาของคุณกอล์ฟเหลือบไปเห็น “รอยแตกของสีบ้าน” ที่ดูคล้าย “สัตว์ประหลาด” ทันใดนั้น เขาก็รีบวิ่งไปหยิบปากกามาวาดตา วาดหน้าให้กับรอยแตกนั้น และรู้สึกหลงใหลจนหยุดไม่ได้ที่จะตามหามอนสเตอร์ตัวอื่นๆ รอบบ้าน นี่คือจุดกำเนิดของการสเก็ตช์คาแรกเตอร์ตัวแรกในชื่อ Mr. Martin และก่อเกิดเป็นเหล่าชาวแก๊ง ‘MillionsMonster’ กลุ่มผองเพื่อนสุดน่ารักที่มาพร้อมลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย

3 เรือนเวลา 3 เรื่องราวจาก “Perfect Time”

และ Seiko 5 Sports ก็ไม่พลาดโอกาสที่จะร่วมงานกับศิลปินหนุ่มมากความสามารถคนนี้ พร้อมเชื้อเชิญเหล่าชาวแก๊ง MillionsMonster มาโลดแล่นบนหน้าปัดนาฬิกาคอลเลกชันพิเศษ Seiko 5 Sports x MillionsMonster Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ‘Perfect Time’ กับ 3 เรือนเวลาสุดพิเศษสำหรับชาวสตรีทแฟชั่นโดยเฉพาะ

Nighttime 4 Eyes: รหัส SRPL67K

เรือนเวลาแห่งความลึกลับยามค่ำคืน โดดเด่นด้วย สัญลักษณ์ 4 ตา อันเป็นเอกลักษณ์ของ MillionsMonster ที่ถูกนำมาเป็นรายละเอียดหลักบนหน้าปัด ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลมาในโทนสีดำเคลือบ IP-Coating สะท้อนความรู้สึกทั้งลึกลับและเงียบสงบในเวลาเดียวกัน

สีฟ้าอันเป็นภาพจำของคาแรกเตอร์ ถูกนำมาใช้ตัดขอบ Chapter ring และชุดเข็มอย่างลงตัว รวมถึงเม็ดมะยมที่ประดับด้วยอะคริลิกสีเดียวกัน และฝาหลังแบบ See-through ที่มาพร้อมลายเซ็น AnOfficerDies ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกอิสระและความฝันที่ไร้ขอบเขต เป็นความสนุกที่เรียบง่ายแต่ยังคงน่าค้นหา

Morning Friendship: รหัส SRPL69K

ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยเรือนที่สองในหน้าปัดโทนสีชมพูอ่อนละมุน สะท้อนความอ่อนโยนของแสงแรกยามเช้า เปรียบเสมือนการเริ่มต้นวันใหม่ไปพร้อมกับ มิตรภาพที่ดีงาม จากลายเส้นของเหล่าแก๊งมอนสเตอร์ทั้งสี่บนหน้าปัดที่รายล้อมกันอย่างมีความสุข และตัดด้วยขอบเบเซลสีดำเพื่อให้หน้าปัดดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

จุดเล็กๆ ที่น่าสนใจอยู่บนหลักชั่วโมง 9 นาฬิกา ที่ได้หยิบเอา กิมมิกของเจ้ามอนสเตอร์สี่ตา มาประดับเอาไว้ พร้อมทั้งเม็ดมะยมประดับอะคริลิกสีเดียวกัน และฝาหลังแบบ See-through ที่เผยให้เห็นลวดลายมอนสเตอร์ขนปุยน่ารัก

Afternoon Chillin’: รหัส SRPL65K

ความสดใส มีชีวิตชีวา สดชื่น และผ่อนคลาย ทุกความรู้สึกถูกถ่ายทอดผ่านโทนสีเหลืองที่เชื้อเชิญให้คุณได้ปลดปล่อยตัวเองจากความเร่งรีบ พบกับคาแรกเตอร์ Mr. Martin ยืนโพสต์ท่าชิลๆ ที่ศิลปินตั้งใจอยากให้สัมผัสได้ถึงโมเมนต์ที่ได้เพลิดเพลินแม้ในช่วงเวลาที่แสนจะวุ่นวาย

เรือนนี้จัดเต็มทุกรายละเอียด ตั้งแต่ขอบเบเซลสีขาวที่ตัดกับตัวเรือนสีดำเคลือบ IP-Coating ชนิดด้าน และจับคู่มากับสายหนังสีเหลืองที่ประดับลายเส้นของเหล่า MillionsMonster ไม่เพียงเท่านั้น ยังมาพร้อมเม็ดมะยมประดับอะคริลิกสีเดียวกัน และฝาหลังแบบ See-through พร้อมโลโก้ MillionMonster ถือเป็นการปิดท้ายรายละเอียดที่อัดแน่นกว่าใครๆ

กลไกแห่งความแม่นยำ และรายละเอียดที่พิเศษสุด

Seiko 5 Sports x MillionsMonster Limited Edition ทั้ง 3 เรือน มาพร้อม กลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 บนพื้นฐานตัวเรือนทรงสปอร์ต สไตล์สตรีทแฟชั่นยอดนิยมตลอดกาลของ Seiko 5 Sports อย่าง SKX Series ขนาดหน้าปัด 42.5 มม. นอกจากนั้นยังมาพร้อม สายผ้าสไตล์นาโต้สีดำ ลวดลายพิเศษจาก MillionsMonster และที่สำคัญคือ กล่องนาฬิกาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่นตามสีหน้าปัดของตัวเรือนนั้นๆ โดยเฉพาะ

ปิดท้ายด้วย The ‘S’ Book – Booklet ที่สร้างจากความตั้งใจของศิลปิน เพื่อต้องการตีความผ่านนิยาม 3 คำสำคัญ Seiko Special Edition Sketchbook ซึ่งอยู่ภายในกล่องนาฬิกาทุกเรือน

สำหรับใครที่สนใจ สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทาง www.seikoboutiquethailand.com หรือเลือกชมสินค้าจริงได้ที่ Seiko Boutique เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม 9 และ เคาน์เตอร์ Seiko ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ข้อมูลทางเทคนิค

SRPL65K (หน้าปัดสีเหลือง)

  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 (สำรองพลังงาน 41 ชม.)
  • ฟังก์ชัน: แสดงวันและวันที่ หยุดเข็มวินาทีได้
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล เคลือบ Black IP-Coating ด้าน (ขนาด 42.5 มม. หนา 13.4 มม. Lug-to-lug 46 มม. กว้างขาสาย 22 มม.)
  • หน้าปัด: สีเหลือง กระจกฮาร์ดเล็กซ์ Lumibrite ที่หลักชั่วโมง
  • สาย: สายหนังสีเหลืองประดับลาย พร้อมสายผ้าไนลอนสีดำ (สไตล์นาโต้)
  • ฝาหลัง: See-through ขันเกลียว Limited Edition (000/500)
  • กันน้ำ: 100 เมตร 

SRPL67K (หน้าปัดสีดำ)

  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 (สำรองพลังงาน 41 ชม.)
  • ฟังก์ชัน: แสดงวันและวันที่ หยุดเข็มวินาทีได้
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล เคลือบ Black IP-Coating (ขนาด 42.5 มม. หนา 13.4 มม. Lug-to-lug 46 มม. กว้างขาสาย 22 มม.)
  • หน้าปัด: สีดำ กระจกฮาร์ดเล็กซ์ Lumibrite ที่ชุดเข็มและหลักชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล เคลือบ Black IP-Coating พร้อมสายผ้าไนลอนสีดำ (สไตล์นาโต้)
  • ฝาหลัง: See-through ขันเกลียว Limited Edition (000/500)
  • กันน้ำ: 100 เมตร

SRPL69K (หน้าปัดสีชมพู)

  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 (สำรองพลังงาน 41 ชม.)
  • ฟังก์ชัน: แสดงวันและวันที่ หยุดเข็มวินาทีได้
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (ขนาด 42.5 มม. หนา 13.4 มม. Lug-to-lug 46 มม. กว้างขาสาย 22 มม.)
  • หน้าปัด: สีชมพู กระจกฮาร์ดเล็กซ์ Lumibrite ที่ชุดเข็มและหลักชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล พร้อมสายผ้าไนลอนสีดำ (สไตล์นาโต้)
  • ฝาหลัง: See-through ขันเกลียว Limited Edition (000/500)
  • กันน้ำ: 100 เมตร

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT ตำนานความแข็งแกร่งคู่กายนักดำน้ำสู่ความเรียบหรูสุดปอร์ตแห่งโลกกีฬาทางทะเล
จากยอดเขาสูง ดำดิ่งถึงก้นทะเล เมื่อ Seiko Prospex 1968 GMT คือนิยามของ ‘เพื่อนร่วมทาง’ ที่แท้จริง

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์

0

Wimbledon กับ Rolex เส้นทางสู่บัลลังก์แห่งแชมป์ที่ถักทอด้วยหัวใจและความเที่ยงตรง

เจนีวา ฤดูใบไม้ผลิ 2025… Rolex เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งชัยชนะของนักเทนนิส ด้วยการรำลึกถึงเส้นทางอันเปี่ยมด้วยความทุ่มเทและอารมณ์ความรู้สึก ที่หลอมรวมเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จอันมิได้จำกัดเพียงแค่การคว้าถ้วยรางวัล ทว่าคือการเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง

จินตนาการถึงวินาทีอันทรงเกียรติ จากห้องแต่งตัวสู่สนาม Centre Court อันศักดิ์สิทธิ์ของ The Championships, Wimbledon แม้จะเป็นระยะทางเพียงสองนาทีครึ่ง แต่ช่วงเวลานี้กลับยิ่งใหญ่และเป็นที่จดจำที่สุดในโลกเทนนิส นักเทนนิสระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ล้วนเคยย่างกรายผ่านโถงทางเดินของ All England Lawn Tennis & Croquet Club (AELTC) แห่งนี้มาแล้วทั้งสิ้น

ไม่เว้นแม้แต่นักกีฬาในครอบครัว Rolex อย่าง บียอร์น บอร์ก (Björn Borg) โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (Roger Federer) การ์บิญเญ่ มูกูรูซา (Garbiñe Muguruza) และสองดาวเด่นแห่งยุคปัจจุบันอย่าง เบลินดา เบ็นซิช (Belinda Bencic) และ คาร์ลอส อัลคาราซ (Carlos Alcaraz) ต่างเคยเผชิญหน้ากับโชคชะตาภายใต้สายตาของคนทั่วโลก ณ ที่แห่งนี้

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex

หนึ่งศตวรรษแห่งประวัติศาสตร์และพันธมิตร

นับตั้งแต่ปี 1877 ที่การแข่งขันวิมเบิลดันได้ถือกำเนิดขึ้น ประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของทัวร์นาเมนต์นี้ก็ได้ถูกจารึกผ่านกาลเวลาและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จนกระทั่งหนึ่งศตวรรษต่อมาในปี 1978 Rolex ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timekeeper) ของวิมเบิลดัน

บียอร์น บอร์ก เจ้าของแชมป์วิมเบิลดัน 5 สมัยติดต่อกัน (1976-1980) และ 11 แชมป์แกรนด์สแลม ตลอดอาชีพที่รุ่งโรจน์ของเขา ได้กล่าวถึงช่วงเวลานั้นไว้อย่างน่าประทับใจว่า

“การได้เป็นส่วนหนึ่งของยุคทองในทศวรรษ 1970 ถือเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมากครับ เทนนิสได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกีฬาระดับโลก และการที่ Rolex เข้ามามีบทบาทในวงการก็ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่ง วิมเบิลดันเป็นการแข่งขันที่พิเศษมากครับ เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมต่างๆ และนั่นก็ทำให้การแข่งขันรายการนี้เป็นเสมือนจุดสูงสุดของวงการเทนนิสเลยทีเดียว”

เขายังเล่าถึงความฝันในวัยเด็กว่า

“ในวัยเด็ก ผมมีความฝันอยู่สามอย่างครับ หนึ่งคือการได้เป็นตัวแทนทีมชาติสวีเดน ลงแข่งขันในศึก Davis Cup สองคือการได้เดินลงสู่สนาม Centre Court ที่วิมเบิลดันและได้เล่นแมตช์หนึ่ง และสามคือการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมสักหนึ่งรายการ” นี่คือถ้อยคำที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจอันบริสุทธิ์ของนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex

ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์บนสนามหญ้าแห่งตำนาน

ตั้งแต่วินาทีที่พิธีกรประกาศเชิญผู้เล่นลงสู่สนาม Centre Court เหล่านักกีฬาจะได้รับการนำทางผ่านโถงทางเดินของ All England Clubhouse ลัดเลี้ยวผ่านหน้า Royal Box และรูปถ่ายของอดีตแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนจะก้าวลงบันไดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถ้วยรางวัลและบอร์ดรายชื่อผู้ชนะในประวัติศาสตร์ และจะหยุดอยู่ ณ จุดหนึ่งเป็นเวลา 20 วินาทีอย่างพอดิบพอดี จากจุดนั้นเอง พวกเขาจึงจะได้ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันอันเป็นตำนานเก่าแก่ที่สุดของวงการเทนนิส

บนสนามหญ้าอันเขียวขจี ท่ามกลางผู้ชมกว่า 15,000 คนในสนาม และผู้ชมอีกหลายล้านคนทั่วโลก การเดินเข้าสู่สนามแห่งนี้ถือเป็นประสบการณ์อันทรงเกียรติและไม่เหมือนใคร ซึ่งยากจะเตรียมตัวล่วงหน้าได้ เป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้เฉพาะนักกีฬาผู้ที่ได้รับโอกาสชิงถ้วยเกียรติยศในศึกวิมเบิลดันเท่านั้น

ในฤดูร้อนนี้ วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน คาร์ลอส อัลคาราซ แชมป์วิมเบิลดันคนปัจจุบัน เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 4 สมัย และเป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2022 ได้กล่าวถึงความรู้สึกของเขาว่า

“วิมเบิลดันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษจริงๆ ครับ ทันทีที่คุณเดินผ่านประตูเข้าสู่สนาม เหมือนกับได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต มันให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังเดินตามรอยของตำนานผู้ยิ่งใหญ่ นักกีฬาทุกคนล้วนสวมชุดสีขาวลงแข่ง และสโมสร All England Club ก็งดงามเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเล่นเทนนิสครับ ความเป็นเลิศและความสง่างามที่การแข่งขันนี้นำมาสู่วงการเทนนิส ทำให้วิมเบิลดันมีความพิเศษ และเป็นการจับคู่กับ Rolex ที่สมบูรณ์แบบ”

วิมเบิลดันยังคงเป็นเพียงการแข่งขันแกรนด์สแลมเพียงรายการเดียวที่ยังคงจัดขึ้นบนพื้นสนามแบบดั้งเดิมของกีฬาเทนนิส โดยหญ้าในสนามจะได้รับการดูแลให้มีความสูงอยู่แค่ 8 มิลลิเมตรตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ของการแข่งขัน ขณะที่บรรดาแชมป์ของวงการกำลังเตรียมก้าวลงสู่สนามแห่งประวัติศาสตร์นี้ พวกเขาต่างมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานความแม่นยำในทุกแต้มและทุกเกม เพื่อเดินตามรอยความสำเร็จของวีรบุรุษผู้มาก่อน และมีเพียงผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์และทักษะของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น ที่จะพร้อมเผชิญหน้าบนเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของวงการเทนนิส และมีโอกาสได้สัมผัสถ้วยรางวัลแห่งวิมเบิลดันอันทรงเกียรติอย่างแท้จริง

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex

ROLEX และพันธสัญญาแห่งเทนนิส

Rolex เฉลิมฉลองความสำเร็จของมนุษย์ ด้วยการยกย่องการเดินทางที่เต็มไปด้วยหมุดหมายแห่งความมุ่งมั่น และอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จจากการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของตัวเองที่ไม่ใช่เพียงแค่การคว้าถ้วยรางวัลมาครอง ความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างกีฬาเทนนิสกับผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสอย่าง Rolex ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาอันยั่งยืนนี้เริ่มต้นย้อนกลับไปเกือบครึ่งศตวรรษ เมื่อ Rolex ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับการแข่งขันวิมเบิลดันเป็นครั้งแรกในปี 1978

นับแต่นั้นเป็นต้นมา Rolex ได้กลายเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timekeeper) ให้กับการแข่งขันระดับ Grand Slam ทั้ง 4 รายการ ได้แก่ Australian Open, Roland-Garros, The Championships, Wimbledon และ US Open ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตำนานแห่งวงการเทนนิสมากมายได้ก้าวเข้าสู่ครอบครัว Rolex Testimonee ไม่ว่าจะเป็น ร็อด เลเวอร์ (Rod Laver), บียอร์น บอร์ก (Björn Borg), คริส เอเวิร์ต (Chris Evert) และ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (Roger Federer)

ความมุ่งมั่นของ Rolex ต่อวงการเทนนิสยังขยายครอบคลุมถึงสมาคมนักเทนนิสอาชีพชาย (ATP) และสมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง (WTA) การแข่งขันรายการใหญ่อย่าง Masters 1000, WTA 1000, Nitto ATP Finals, WTA Finals และการแข่งขันประเภททีมชั้นนำอย่าง Laver Cup และ Davis Cup Finals ในการแข่งขันเหล่านี้ บรรดา Rolex Testimonee ยังคงมุ่งมั่นผลักดันขีดจำกัดของความสามารถและความพยายามในสนามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ Grand Slam คนล่าสุดอย่าง คาร์ลอส อัลคาราซ (Carlos Alcaraz), โคโค กอฟฟ์ (Coco Gauff), ยานนิก ซินเนอร์ (Jannik Sinner) และ อีกา ชฟียอนเต็ก (Iga Świątek) รวมถึงนักกีฬารุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง มีร์รา อันเดรเยวา (Mirra Andreeva), เทย์เลอร์ ฟริตซ์ (Taylor Fritz), เบน เชลตัน (Ben Shelton), สเตฟานอส ซิตซิปาส (Stéfanos Tsitsipás) และ ฉินเหวิน เจิ้ง (Qinwen Zheng) ซึ่งต่างได้รับการสนับสนุนจาก Rolex ในการแสวงหาความเป็นเลิศสูงสุดของวงการเทนนิสในยุคปัจจุบัน

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
จุดเริ่มต้นตำนาน: Rolex ‘Rainbow Zenith’ Daytona ที่หาได้เพียงเรือนเดียวในโลก
ย้อนยุค 1920s ทศวรรษทองคำ ที่เขย่าวงการนาฬิกาข้อมือ

Zenith & Time+Tide แท็กทีมส่งท้ายไตรภาค “Surfer Trilogy” กับ “White Surfer Ceramic” สีขาวคลีน สุดคูล

ปิดฉากไตรภาคแห่งความสำเร็จ ZENITH และ Time+Tide ผนึกกำลังสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นส่งท้าย “Surfer Trilogy” ที่มาพร้อมดีไซน์สะอาดตาและกลไก Skeleton สุดล้ำ

หนังบล็อกบัสเตอร์มักมีภาคต่อ แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบจริง ๆ มันต้องมี “ภาค 3” ถึงจะครบ หลังจากที่เคยสร้างปรากฏการณ์ Sold Out มาแล้วกับ DEFY Classic Skeleton Night Surfer ในปี 2021 และ DEFY Skyline Skeleton Night Surfer El Primero ในปี 2023

คราวนี้ ZENITH และ Time+Tide ขอปิดฉากความร่วมมือสุดปังใน “Surfer Trilogy” อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเผยโฉม DEFY Skyline Skeleton White Surfer Ceramic ลิมิเต็ด อิดิชั่นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ยังคงคอนเซ็ปต์หน้าปัดแบบเปลือยสีน้ำเงินไล่เฉด ที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสามเวอร์ชั่น นี่คือความลงตัวที่เหมือนฝันของฤดูร้อน ผสมผสานกลิ่นอายชายหาดสุดชิลล์

White Surfer Ceramic ความสดใหม่กว่าที่เคย

หลังจากสองรุ่นแรกที่มาในตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายสีเข้ม การร่วมมือครั้งที่สามระหว่าง Manufacture และผู้บุกเบิกด้านสื่อและค้าปลีกอย่าง Time+Tide ก็ได้มอบมุมมองใหม่ให้กับนาฬิกาดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์สถาปัตยกรรมชิ้นนี้

เรือนนี้มาพร้อมตัวเรือนขนาด 41 มม. สีขาว ดูล้ำสมัย ใส่สบาย และคล่องตัวสุด ๆ เพราะน้ำหนักเบา แถมยังทนทานต่อรอยขีดข่วน ไม่ต้องกังวลแม้จะใช้ชีวิตกลางแจ้งริมหาดทั้งวัน ด้วยเม็ดมะยมแบบขันเกลียว และกันน้ำลึก 100 เมตร บอกเลยว่า DEFY Skyline Skeleton White Surfer Ceramic พร้อมลงน้ำลุยคลื่นไปกับคุณทุกเมื่อ

หัวใจแห่งการบอกเวลาที่เรืองแสงในยามค่ำคืน

สิ่งที่เข้ากันอย่างลงตัวกับตัวเรือนและสายเซรามิกสีขาว ก็คือหน้าปัดเปลือยสีน้ำเงินไล่เฉด พร้อมกลไก Skeleton ที่เผยให้เห็นการทำงานอันซับซ้อนตามคอนเซ็ปต์เดิมจากการร่วมมือสองครั้งแรกของ ZENITH x Time+Tide หน้าปัดเปลือยจะไล่เฉดสีจากน้ำเงินเข้มด้านบนไปหาน้ำเงินอ่อนระบายด้านล่าง

ตัวเชื่อมของหน้าปัดถูกออกแบบให้เป็นรูปดาวห้าแฉก ซึ่งประดับด้วย Super-LumiNova เพื่อเพิ่มความโดดเด่นในยามค่ำคืน ฟีเจอร์นี้เป็นการย้อนกลับไปใช้ดีไซน์จากรุ่น DEFY Classic Skeleton Night Surfer ดั้งเดิม ซึ่งเป็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ ZENITH เคยใช้โลโก้ดาวเรืองแสงนี้

กลไก El Primero สุดล้ำ

ภายในหน้าปัดเปลือยโปร่งใส รวมถึงฝาหลังแซฟไฟร์ ยังเผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติความถี่สูง El Primero 3620 SK ที่ถูกปรับแต่งให้เข้ากับโครงสร้างตัวเชื่อมรูปดาว โดยมาในโทนสีฟ้าอ่อน ทำให้หน้าปัดดูเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกัน

กลไก El Primero 3620 SK นี้พัฒนามาจากกลไกโครโนกราฟ El Primero ความถี่สูงอันโด่งดังของ ZENITH ซึ่งแสดงผลชั่วโมงและนาทีได้อย่างเที่ยงตรง พร้อมด้วยเข็มวินาทีที่ 1/10 วินาที ซึ่งขับเคลื่อนโดยตรงจาก Escapement ที่เดินด้วยความถี่ 5Hz (36,000 VpH) กลไก ‘Hacking Seconds’ ช่วยให้การตั้งเวลาแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบไขลานอัตโนมัติแบบสองทิศทางให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 55 ชั่วโมง และเพื่อให้เข้ากับธีมของนาฬิกาอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งฐานเครื่อง ตัวเชื่อม และโรเตอร์รูปดาว ต่างถูกตกแต่งด้วยผิวสีฟ้าที่สะดุดตา

ความลงตัวที่ปรับเปลี่ยนได้ตามใจคุณ

DEFY Skyline Skeleton White Surfer Ceramic ที่ใช้งานได้หลากหลาย มาพร้อมสายเซรามิกสีขาวในตัว นอกจากนี้ยังมีสายยางสีขาวลายดาวแบบพิเศษมาให้ด้วย ช่วยให้คุณสนุกกับการเปลี่ยนสายนาฬิกาได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ด้วยระบบเปลี่ยนสายที่ชาญฉลาด

คุณ Benoît de Clerck, CEO ของ ZENITH กล่าวว่า “ในบทที่สามของการร่วมมือกันครั้งนี้ เราไม่ได้แค่สานต่อเรื่องราวเท่านั้น แต่เรากำลังยกระดับมันขึ้นไปอีกขั้น แต่ละรุ่นได้เจาะลึกบทสนทนาเชิงสร้างสรรค์ของเรา และการเปิดตัวครั้งใหม่นี้คือการแสดงออกที่กล้าหาญที่สุดของสิ่งที่เราสามารถทำร่วมกันได้”

ด้าน คุณ Andrew McUtchen, ผู้ก่อตั้ง Time+Tide เสริมว่า “การพยายามสร้างไตรภาคในขณะที่สองรุ่นแรกได้รับความนิยมอย่างล้นหลามนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก แต่เมื่อเราเห็นต้นแบบของ ‘Night Surfer’ ในเวอร์ชั่น ‘กลับด้าน’ ที่มาในตัวเรือนเซรามิกสีขาวขัดเงา เราก็ต้องทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้เลย และหน้าปัดสีฟ้าอ่อนไล่เฉดก็คือตัวตัดสิน นี่คือนาฬิกาสำหรับฤดูร้อนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยครับ”

DEFY Skeleton White Surfer Ceramic รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น โดยจะวางจำหน่ายที่ Time+Tide ร้านค้าปลีกของแบรนด์ ที่ได้รับอนุญาตทั่วโลก รวมถึงบูติก ZENITH ทั้งแบบหน้าร้านและออนไลน์ทั่วโลก

ZENITH หัวใจแห่งการรังสรรค์นาฬิกา

ZENITH ก่อตั้งขึ้นในปี 1865 ณ เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นแบรนด์แถวหน้าของวงการนาฬิกาสวิสมานานกว่า 160 ปี ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกและการแสวงหาความแม่นยำอย่างไม่หยุดยั้ง ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแห่งแรกที่มีการผลิตแบบครบวงจร (vertically integrated) ZENITH ได้ปฏิวัติวงการนาฬิกาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาและผลิตกลไกภายในโรงงานของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง El Primero ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติชุดแรกของโลกที่เปิดตัวในปี 1969 มีชื่อเสียงในด้านความแม่นยำที่ไม่มีใครเทียบและประสิทธิภาพความถี่สูง

นาฬิกาของ ZENITH เฉลิมฉลองความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและงานฝีมืออันยอดเยี่ยม คอลเลกชั่น CHRONOMASTER เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการสร้างโครโนกราฟที่มีความแม่นยำสูง คอลเลกชั่น DEFY นำเสนอความล้ำหน้าทางเทคนิคและดีไซน์ที่โดดเด่น ในขณะที่คอลเลกชั่น PILOT เฉลิมฉลองมรดกทางด้านการบินอันเก่าแก่ของแบรนด์ ด้วยนาฬิกาที่โดดเด่นพร้อมสำหรับการผจญภัย

ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อความแม่นยำนี้ได้รับการยอมรับด้วยรางวัล Chronometry ถึง 2,333 รางวัล ซึ่งตอกย้ำถึงมรดกอันยาวนานของ ZENITH ในด้านความเป็นเลิศ กลไก Calibre 135 ซึ่งได้รับรางวัลส่วนใหญ่ ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัย โดยผสานรวมโซลูชันทางเทคนิคและวัสดุที่ทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และ ZENITH ได้ตัดสินใจนำเสนอในคอลเลกชัน G.F.J. ที่เปิดตัวใหม่

ตลอดประวัติศาสตร์ นาฬิกา ZENITH ได้ร่วมเดินทางไปกับผู้บุกเบิกที่กล้าฝันใหญ่และทำสิ่งพิเศษ ตั้งแต่การบินประวัติศาสตร์ข้ามช่องแคบอังกฤษของ Louis Blériot ไปจนถึงการกระโดดร่มดิ่งพสุธาจากชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ทำลายสถิติของ Felix Baumgartner จิตวิญญาณอันกล้าหาญนี้ยังคงขับเคลื่อน Maison ในขณะที่กำหนดอนาคตของการผลิตนาฬิกาสวิส

กว่าศตวรรษครึ่งแห่งความเป็นเลิศ นวัตกรรม และจุดมุ่งหมาย ZENITH ยังคงเป็นผู้นำในวงการนาฬิกาสวิส สนับสนุนผู้ที่ท้าทายขนบธรรมเนียมและมุ่งมั่นสู่ความยิ่งใหญ่ จาก Le Locle สู่ทั่วโลก จากปี 1865 สู่ปัจจุบัน ZENITH คือหัวใจแห่งการรังสรรค์นาฬิกา

TIME+TIDE ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสื่อและการค้าปลีก

Time+Tide ก่อตั้งโดย Andrew McUtchen ในปี 2014 มีชื่อเสียงในด้านการนำเสนอวัฒนธรรมนาฬิกาข้อมืออย่างมีชีวิตชีวาในทุกรูปแบบของสื่อดิจิทัลและสิ่งพิมพ์ โดยเข้าถึงผู้คนนับล้านในแต่ละเดือน ซึ่งหลายคนเป็นผู้ที่เพิ่งสนใจในเรื่องนี้ ด้วย ‘Watch Discovery Studios’ ในเมลเบิร์น ลอนดอน และนิวยอร์ก (กำลังจะมาในฤดูใบไม้ร่วงปี 2025) Time+Tide เสริมสร้างการเข้าถึงแบบดิจิทัลด้วยประสบการณ์จริง โดยเน้นที่กิจกรรมสำคัญ แบรนด์นาฬิกาที่ได้รับความนิยม และขับเคลื่อนโดยชุมชนผู้ติดตามและแฟนคลับที่ภักดี

ข้อมูลทางเทคนิค
ZENITH DEFY SKYLINE SKELETON WHITE SURFER CERAMIC

รหัสสินค้า: 49.9309.3620/85.I001
กลไก: El Primero 3620 SK อัตโนมัติ ความถี่ 36,000 VpH (5 Hz) พลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาทีตรงกลาง ตัวนับ 1/10 วินาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา การตกแต่ง ฐานเครื่องและโรเตอร์อัตโนมัติสีฟ้าอ่อน พร้อมการขัดเงาแบบซาติน
วัสดุ: เซรามิกสีขาว การกันน้ำ 100 เมตร
ตัวเรือน: 41 มม.
หน้าปัด: สีน้ำเงินไล่เฉด หลักบอกเวลาชุบโรเดียม เจียระไน และเคลือบด้วย SuperLuminova SLN C1 เข็มนาฬิกาชุบโรเดียม เจียระไน และเคลือบด้วย SuperLuminova SLN C1
สาย & บานพับ: สายเซรามิกสีขาวและบานพับแบบพับได้ มาพร้อมสายยางสีขาวลายท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวและบานพับแบบพับได้
จำนวนจำกัด: 100 เรือน

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดประตูสู่ตำนานบทใหม่ CHRONOMASTER ORIGINAL สีน้ำเงิน
Must-Have Pilot Watches | รวม 5 นาฬิกานักบินที่ควรมีในชีวิต

The Collector’s Perspective EP. 4 | เปิดมุมมองนักสะสมนาฬิกา “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ”

0

EP นี้จะพาทุกคนไปสำรวจโลกแห่งการสะสมนาฬิกาและงานศิลปะผ่านมุมมองของ “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ” ผู้ซึ่งหลงใหลในความงามและรายละเอียดในทั้งสองแขนง คุณจะได้เข้าใจว่านาฬิกาคือผลงานศิลปะที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย

คุณแบงค์จะแบ่งปันว่าอะไรคือนิยามของความงามและคุณค่าที่ทำให้เขามองว่านาฬิกาก็คือศิลปะแขนงหนึ่ง ตั้งแต่ความหายาก สภาพ ไปจนถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่นหน้าปัดที่เหมือนภาพวาดจาก Grand Seiko GMT, ความไม่ซ้ำใครของ Rolex Daytona Meteorite หรือความสมดุลของ Jaeger-LeCoultre Reverso Duoface 8 Days การสะสมสำหรับเขาคือความสุขส่วนตัวและความซาบซึ้งในผลงาน มากกว่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว

อ่านบทความฉบับเต็มเพื่อเจาะลึกมุมมองของนักสะสมท่านนี้ได้ที่ บทสัมภาษณ์พิเศษ: เจาะลึกโลกนักสะสมนาฬิกาและงานศิลป์กับ “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ”

รับชมรายการเต็มได้ในวันเสาร์ ทาง YouTube และติดตามคอนเทนต์น่าสนใจเพิ่มเติมของ REVOLUTION THAILAND ได้ที่:

➡️ Instagram: instagram.com/revowatchthai
➡️ Facebook: facebook.com/RevoWatchThai
➡️ Website: revolutionthailand.com

Time To Drive….จิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง สู่ข้อมือคุณ เรื่องราวของ Girard-Perregaux และ Aston Martin ที่คุณต้องรู้

เมื่อเครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามประสานกับกลไก ความหลงใหลที่ถูกถักทอไว้ในเรือนเวลา Girard-Perregaux และ Aston Martin

ในโลกของนาฬิกาหรูและยานยนต์สมรรถนะสูงนั้น ไม่ใช่ทุกผลงานสร้างสรรค์จะถูกจดจำเพียงเพราะความ “ใหม่แกะกล่อง” เสมอไป ทว่าอยู่ที่ “จิตวิญญาณ” ที่ถูกหลอมรวมอยู่ในผลงานชิ้นนั้นๆ ต่างหาก สำหรับผู้ที่หัวใจเต้นแรงยามได้ยินเสียงเครื่องยนต์คำรามประสานกับจังหวะการเต้นของกลไกนาฬิกาละเอียดอ่อนอย่างแท้จริงแล้วนั้น…การได้สัมผัสและทำความรู้จักกับ Neo Bridges Aston Martin Edition จึงเป็นประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การชื่นชมนาฬิกา มันคือการค้นพบบางสิ่งที่เร้าอารมณ์ ชวนให้หยุดนิ่ง และอยากจะบอกเล่าให้โลกรู้ในทันที

จุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพ เมื่อคุณค่าเดียวกันถูกถ่ายทอดสู่ผลงาน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Girard-Perregaux และ Aston Martin ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างฉาบฉวย หากเป็นการหยั่งรากลึกจากความเข้าใจร่วมกันว่า “ขนาดไม่ใช่สิ่งกีดขวางนวัตกรรมและความประณีต” ในทางกลับกัน มันคือโอกาสที่จะแสดงออกถึงคุณค่าที่ไม่ประนีประนอมในขนาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากเครื่องยนต์อันทรงพลังที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง สู่กลไกนาฬิกาเล็กจิ๋วที่เที่ยงตรงในเสี้ยววินาที ทั้งสองต่างล้วนถูกสร้างสรรค์ด้วยปรัชญาเดียวกัน นั่นคือการแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง

Lawrence Stroll ประธานบริหารของ Aston Martin และ Patrick Pruniaux ซีอีโอของ Girard-Perregaux ได้ตอกย้ำความสัมพันธ์นี้ด้วยการต่อสัญญาความร่วมมือ เพราะต่างฝ่ายต่างตระหนักถึง “ผลลัพธ์อันงดงามที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง” ดังที่ Patrick Pruniaux เคยกล่าวไว้ว่า “นี่ไม่ใช่แค่การนำชื่อ Aston Martin มาวางบนนาฬิกาของเรา นาฬิกาเรือนนี้คือผลลัพธ์อันน่าประทับใจของการทำงานร่วมกันอย่างมีพลังของสองบริษัท” คำพูดนี้สะท้อนชัดเจนว่า หัวใจของการเป็นพันธมิตรครั้งนี้คือการ “แบ่งปันแนวคิด” และ “องค์ความรู้” ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของแต่ละวงการ เพื่อส่งมอบ “ความสุข” และ “ความอัศจรรย์ใจ” ให้กับผู้ที่ได้สัมผัส

บทพิสูจน์แห่งการผสานจิตวิญญาณ ผลงานอันน่าทึ่งจากความร่วมมือ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Girard-Perregaux และ Aston Martin ได้รังสรรค์เรือนเวลาอันน่าทึ่งออกมาหลายรุ่น ซึ่งแต่ละเรือนล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงการหลอมรวมปรัชญาและจิตวิญญาณของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Tourbillon with Three Flying Bridges Aston Martin Edition: นี่คือนาฬิการุ่นแรกที่เปิดตัวความร่วมมืออันยิ่งใหญ่นี้ โดดเด่นด้วยกลไก Tourbillon ที่ลอยอยู่บนสะพานสามอันอันเป็นเอกลักษณ์ของ GP ตัวเรือนไทเทเนียม DLC สีดำสนิท ให้ความรู้สึกดุดัน ลึกลับ และยังคงความหรูหราสง่างาม สะท้อนถึงความซับซ้อนทางวิศวกรรมของทั้งนาฬิกาและรถยนต์

The New Laureato Absolute Chronograph Aston Martin F1 Edition: เรือนเวลานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโลกแห่ง Formula 1 ของ Aston Martin ตัวเรือนผสานไทเทเนียมและคาร์บอนที่สกัดจากรถแข่ง F1 จริงๆ ทำให้มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งเป็นพิเศษ หน้าปัดสีเขียว Aston Martin Racing Green อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟที่แม่นยำ สะท้อนถึงความเร็ว ประสิทธิภาพสูงสุด และความตื่นเต้นในสนามแข่งได้อย่างแท้จริง

Laureato Chronograph Aston Martin Edition: อีกหนึ่งโครโนกราฟในตระกูล Laureato ที่ยังคงความสปอร์ตหรูหรา ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 น้ำหนักเบา หน้าปัดสีเขียวเหลือบแสงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีรถยนต์ ทำให้เกิดมิติที่น่าค้นหาในทุกมุมมอง



ผลงานล่าสุดของสองวิญญาณแห่งความสมบูรณ์แบบที่ถักทอร่วมกัน

นี่คือการบรรจบกันที่เหนือกว่าเพียงแค่ความร่วมมือทางธุรกิจ เป็นการถักทอความหลงใหลร่วมกันระหว่างสองขั้วอำนาจแห่งงานฝีมืออย่าง Girard-Perregaux และ Aston Martin จนก่อกำเนิดเป็นชิ้นงานที่สะกดสายตาและปลุกวิญญาณของนักชื่นชมได้อย่างหมดจด ไม่ต้องรอให้ถึงคิว ไม่ต้องสนว่าใครเพิ่งออกอะไร… เพราะบางความพิเศษนั้น มันเรียกร้องให้เราหยิบมาเล่าสู่กันฟังอย่างหมดเปลือกจริงๆ

หลายคนอาจคิดว่า “ก็แค่เอาโลโก้มาแปะบนนาฬิกา” ใช่ไหม? บอกเลยว่านั่นคือความเข้าใจผิดมหันต์! จากมุมมองของคนที่มองลึกเข้าไปในทุกเส้นสายของรถยนต์ และทุกชิ้นส่วนของกลไกเวลา นี่คือการทำงานร่วมกัน ที่เป็นการ “รู้ใจ” กันอย่างแท้จริง ระหว่างสองแบรนด์ที่หลงใหลใน “ความสมบูรณ์แบบ” ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะในระดับ “ซูเปอร์ทัวเรอร์” บนท้องถนน หรือ “สุนทรียะแห่งจักรกล” บนข้อมือ

เมื่อหัวใจของซูเปอร์ทัวเรอร์โลดแล่นบนข้อมือ

ปกติแล้วเวลาที่เรามองนาฬิกา ก็จะเห็นหน้าปัดสวยๆ กลไกต่างๆ ซ่อนอยู่ด้านหลัง แต่กับ Neo Bridges Aston Martin Edition นี่มันพลิกโฉมทุกสิ่ง เริ่มตั้งแต่สิ่งแรกที่สะกดสายตาแบบไม่ให้มีโอกาสคิดเป็นอื่น คือการที่มัน “ไม่มีหน้าปัดแบบดั้งเดิม” เลยสักนิด เพราะถูกแทนที่ด้วยการเผยให้เห็น “กลไกกลับหัว” หรือที่เรียกว่า Calibre GP08400-00-2164 ซึ่งนำเอาชิ้นส่วนที่ปกติจะซ่อนอยู่ด้านหลังมาจัดวางให้เป็นพระเอกอยู่ด้านหน้า

สำหรับคนที่หลงใหลในความงามของวิศวกรรมการเคลื่อนไหว การได้เห็นเฟืองเล็กๆ หมุนไปมา สะพานเครื่อง (Bridges) ที่เป็นรูปทรง Neo-shaped คอยประคองชุดเกียร์และบาลานซ์วีลอย่างสง่างาม… บอกเลยว่ามันคือ “บทเพลงแห่งจักรกล” ที่กำลังบรรเลงอยู่ตรงหน้า ในทุกองค์ประกอบที่ควรจะแค่ “ทำหน้าที่” กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “งานศิลปะ” ที่ดึงดูดสายตาได้อย่างเหลือเชื่อ และด้วยความเป็น Girard-Perregaux ทุกการจัดวางของชิ้นส่วนกลไกก็ยังคงรักษา “ความสมมาตร” อันเป็นเอกลักษณ์ สร้างความกลมกลืนที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

ความรู้สึกที่ได้รับจากการจ้องมองนาฬิกาเรือนนี้ มันคล้ายคลึงกับการได้นั่งหลังพวงมาลัยของ Aston Martin DB12 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซูเปอร์ทัวเรอร์” คันแรกของโลก ที่ตั้งใจจะมอบประสบการณ์การเดินทางไกลที่สะดวกสบาย แต่กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นในทุกไมล์ที่เคลื่อนไป Neo Bridges Aston Martin Edition ก็มีปรัชญาเดียวกัน เพราะทุกเส้นโค้ง ทุกเหลี่ยมมุมของนาฬิกา เกิดจากการคิดค้นมาอย่างยาวนาน เพื่อมอบประสิทธิภาพและประสบการณ์การสวมใส่ที่เหนือระดับ วัสดุต่างๆ ที่นำมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนไทเทเนียม DLC สีดำสนิท หรือสายยางสีดำที่ให้สัมผัสเหมือนผ้า พร้อมการเดินด้ายสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Aston Martin… พูดได้เต็มปากเลยว่ามันกระตุ้นทั้ง “จิตวิญญาณ” และ “สัมผัส” ให้คล้อยตามไปกับความหรูหราที่มาพร้อมความดุดัน

เมื่อมิตรภาพและการแบ่งปันความรู้ คือหัวใจแห่งนวัตกรรม

สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้เป็นมากกว่าแค่การตลาด คือเห็นได้จากความจริงใจ เพราะนี่คือการต่อสัญญาความร่วมมือระหว่าง Lawrence Stroll ประธานบริหารของ Aston Martin และ Patrick Pruniaux ซีอีโอของ Girard-Perregaux ซึ่งพวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่า “ขนาดไม่ใช่สิ่งกีดขวางนวัตกรรมและความประณีต” มันคือการแสดงออกถึงคุณค่าที่ไม่ประนีประนอมในขนาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นาฬิกา Girard-Perregaux Aston Martin

Patrick Pruniaux ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “นี่ไม่ใช่แค่การนำชื่อ Aston Martin มาวางบนนาฬิกาของเรา นาฬิกาเรือนนี้คือผลลัพธ์อันน่าประทับใจของการทำงานร่วมกันอย่างมีพลังของสองบริษัท” คำพูดนี้ตอกย้ำสิ่งที่คนเป็นแฟนคลับให้เข้าใจดีว่า เมื่อสองแบรนด์ที่ต่างมี “ดีเอ็นเอ” แห่งความเหนือชั้นมาเจอกัน แทนที่จะเป็นแค่การรวมพลัง กลับกลายเป็นการ “ปลดล็อก” ศักยภาพใหม่ๆ ที่เหนือกว่าการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทั่วไป นี่คือการส่งมอบ “ความสุข” และ “ความอัศจรรย์ใจ” ให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง

การได้สัมผัสพวงมาลัยของ Aston Martin หรือสวมนาฬิกา Girard-Perregaux บนข้อมือ… จึงให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสองแบรนด์ต่างดำเนินงานอยู่ในโลกที่หาได้ยากของ “ความเป็นเลิศ” การสร้างสรรค์วัตถุหายากที่มอบเสน่ห์และอารมณ์ที่ยั่งยืน สไตล์ ความสง่างาม ประสิทธิภาพ และเหนือสิ่งอื่นใด คือความปรารถนาร่วมกันที่จะหลอมรวม “แพชชั่น” เข้าไว้ในรถยนต์และเรือนเวลาที่ผลิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่นิยามความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการร่วมมือครั้งนี้ มิตรภาพและความเข้าใจร่วมกันในเรื่องของความหรูหรา คือรากฐานสำคัญ และด้วยการทำงานร่วมกัน ได้แบ่งปันแนวคิดและองค์ความรู้ ทำให้ทั้งสองก้าวหน้าไปด้วยกัน นำเสนอความคิดสร้างสรรค์และความเป็นเลิศที่เหนือกว่าในแต่ละสาขาของตน

ในมุมมองสำหรับเราแล้ว Neo Bridges Aston Martin Edition นาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่มีเพียง 250 เรือนทั่วโล มันคือการประกาศก้องว่า ความหลงใหลในความเร็ว ความแม่นยำ และความงามของจักรกล สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเรือนเวลาที่สะท้อนถึงการเดินทาง ที่ทุกรายละเอียดบอกเล่าเรื่องราว และทุกการเคลื่อนไหวของกลไกชวนให้จินตนาการถึงเครื่องยนต์ที่กำลังคำรามอยู่ใต้ฝากระโปรงรถ Aston Martin

ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่เข้าใจความรู้สึกนี้… สัมผัสถึง “จิตวิญญาณ” ของความเร็วที่อยู่ในทุกอณูของเครื่องจักร และชื่นชมในงานฝีมือที่หลอมรวมความซับซ้อนเข้ากับความสง่างาม… เชื่อว่าคุณก็คงจะหลงรักเรือนเวลานี้ไม่ต่างจากที่เราหลงรัก

นาฬิกา Girard-Perregaux Aston Martin
นาฬิกา Girard-Perregaux Aston Martin
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
Neo Bridges Aston Martin Edition (รุ่นลิมิเต็ด 250 เรือน)

สาย: ยางสีดำลายผ้า เดินด้ายสีเขียว พร้อมตัวล็อคไทเทเนียม DLC แบบพับสามทบ

ชื่อรุ่น: Neo Bridges Aston Martin Edition

ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบ DLC ขนาด 45 มม. หนา 12.18 มม. กันน้ำ 30 เมตร ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์พร้อมโลโก้ Aston Martin

หน้าปัด: ไม่มีหน้าปัด เผยกลไกแบบกลับด้าน (inverted movement)

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที

กลไก: Calibre GP08400-2164 ไขลานอัตโนมัติ (self-winding) ความถี่ 21,600 รอบ/ชั่วโมง (3Hz) ทับทิม 29 เม็ด พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง

ติดตามเรื่องราวความหลงใหลได้ที่นี่

หวังว่าบทความ “เมื่อสองตำนานแห่งความเร็วและเวลา ผสานจิตวิญญาณ” นี้จะสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงความหลงใหลในโลกของนาฬิกาและรถยนต์ให้กับผู้อ่านทุกท่าน หากคุณก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชมงานฝีมืออันประณีตและเรื่องราวเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความสมบูรณ์แบบ ห้ามพลาด

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าที่จะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของเวลาและกลไกที่น่าสนใจอีกมากมาย เพราะสำหรับคนรักนาฬิกาอย่างเรา… ทุกวินาทีมีเรื่องราวให้ค้นพบเสมอ!

ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
Jean-Pierre Hagmann จิตวิญญาณแห่งช่างทำเรือนนาฬิกาผู้ไร้เทียมทาน
Breitling x ศึกแห่งตำนาน Top Time B01 ท้าทายเวลาพร้อมกลิ่นอายแห่งอดีต

Panerai ร่วมมือกับ Luna Rossa เผยสองนาฬิการุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก America’s Cup

Panerai และ Luna Rossa คู่แท้แห่งผืนน้ำ

WORDS: Tracey Llewellyn
แปลโดย: Chakhriya

อะไรจะลงตัวได้เท่ากับการที่แบรนด์นาฬิกาชื่อดังอย่าง Panerai โคจรมาเจอกับทีมเรือใบระดับโลกอย่าง Luna Rossa ซึ่งความร่วมมือระหว่างสองยักษ์ใหญ่สัญชาติอิตาเลียนนี้ ช่างสมบูรณ์แบบราวกับถูกลิขิตมา นอกเหนือจากการออกแบบที่สวยงามลงตัว ยังรวมไปถึงการผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการเดินเรือเข้าไว้ด้วยกันอย่างแท้จริง

ทีม Luna Rossa ถือกำเนิดขึ้นในค่ำคืนเดือนกุมภาพันธ์ปี 1997 ที่มิลาน จากการพบกันของนักธุรกิจ Patrizio Bertelli และ Germán Frers นักออกแบบเรือยอชต์ชาวอาร์เจนตินา ซึ่งทั้งคู่ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน America’s Cup ครั้งที่ 30 (ภาพ: Panerai)

ถักทอตำนานจากผืนน้ำ สู่จุดเริ่มต้นที่ลงตัว

ย้อนกลับไปในปี 1860 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี Panerai เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเครื่องมือความเที่ยงตรงสูงให้กับกองทัพเรืออิตาลี จนกลายเป็นแบรนด์ที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับท้องทะเลมาอย่างยาวนาน ส่วน America’s Cup นั้นก็ไม่ใช่แค่การแข่งขันเรือใบธรรมดา ๆ เพราะนี่คือที่สุดของการพัฒนานวัตกรรมทางทะเล ประสิทธิภาพสุดขีด และเทคโนโลยีล้ำสมัยบนผืนน้ำ

เมื่อสองสุดยอดแห่งวงการมารวมตัวกัน ความลงตัวจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เรือแข่ง America’s Cup สมัยใหม่อย่าง AC75 monohull ที่ทีม Luna Rossa Prada Pirelli ใช้ สร้างขึ้นจากวัสดุสุดล้ำอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ ไทเทเนียม และเหล็กเคลือบเซรามิก ซึ่งออกแบบมาเพื่อความลื่นไหลทั้งทางอากาศและใต้น้ำ Panerai เองก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการผลิตนาฬิกาที่ทนทาน ใช้วัสดุแปลกใหม่อย่าง Carbotech และ Ti-Ceramitech พร้อมกลไกที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ทั้งเรือและนาฬิกาต่างก็ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อรับมือกับสภาวะสุดหฤโหด ผลักดันขีดจำกัดในสาขาของตัวเองให้ก้าวไปอีกขั้น

ทีมภาคพื้นดินของ Luna Rossa แบ่งออกเป็นหลายหน่วยงาน ได้แก่ ทีมผลิตวัสดุคอมโพสิตและคาร์บอน ทีมไฮดรอลิกส์ ทีมอิเล็กทรอนิกส์ ทีมช่างเครื่องเรือ (riggers) ทีมช่างตัดใบเรือ (sailmakers) ทีมช่างกล ทีมอุปกรณ์บนดาดฟ้าเรือ และทีมพ่นสี หน้าที่หลักของทีมนี้คือการบำรุงรักษาเรือ และสร้างชิ้นส่วนขนาดเล็กถึงกลางตามสั่ง เพื่อเชื่อมต่อส่วนประกอบมาตรฐานของเรือเข้ากับชิ้นส่วนเฉพาะทางที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น (ภาพ: Panerai)

โลโก้ที่เป็นดั่งจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน

แล้วอะไรที่ทำให้ความร่วมมือของ Panerai กับ Luna Rossa แตกต่างจากพาร์ทเนอร์ชิปกีฬาอื่นๆ? เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะในการแข่งขัน America’s Cup นั้น เสี้ยววินาทีคือตัวตัดสินแพ้ชนะ การจับเวลาที่แม่นยำ การนับถอยหลัง และนาฬิกาจับเวลาที่ไว้ใจได้ เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การแข่งขัน Panerai จึงออกแบบนาฬิกา โดยเฉพาะรุ่นโครโนกราฟและเรกัตต้าไทม์เมอร์ ให้ตอบโจทย์สถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การเป็นพันธมิตรนี้ ทำให้ Panerai ได้พิสูจน์ความทนทานและความชัดเจนของนาฬิกาในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่สมบุกสมบันและมีการแข่งขันสูง และด้วยการที่สมาชิกทีม Luna Rossa สวมใส่นาฬิกาเหล่านี้จริงๆ และนำไปทดสอบใช้งาน ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวผลิตภัณฑ์ไปอีกขั้น

ความร่วมมือของ Panerai กับ Luna Rossa ยังเหนือกว่าการแปะโลโก้เฉยๆ เพราะ Panerai มักจะนำวัสดุ แนวคิดการออกแบบ และข้อมูลเชิงลึกจากทีม Luna Rossa และเรือของพวกเขา มาใช้ในการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษ ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาเหล่านี้ “มีธีม” ที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงจากความต้องการของกีฬาและของทีม

ความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2019 สำหรับการแข่งขัน America’s Cup ครั้งที่ 36 และจะยาวไปจนถึงการแข่งขันครั้งที่ 38 ในปี 2027 ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา Luna Rossa ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในนาฬิกาตระกูล Luminor และ Submersible ของ Panerai อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำวัสดุอย่าง Carbotech (วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใช้ในเรือ AC75) มาใช้ หรือการใส่ลูกเล่นการออกแบบที่เชื่อมโยงกับ Luna Rossa อย่างสีแดง ขาว ดำ เทา ซึ่งเป็นสีประจำทีม

นอกจากนี้ Luna Rossa ยังมีส่วนร่วมในนาฬิกาตระกูล Experience Edition ของ Panerai ซึ่งมอบโอกาสสุดพิเศษให้เจ้าของได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับทีม Luna Rossa เช่น การเข้าร่วมการฝึกซ้อมหรือการแข่งขันจริงๆ

สองสมาชิกใหม่สุดคูล Panerai × Luna Rossa สำหรับปี 2025

ล่าสุด Panerai ก็ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดที่เกิดจากความร่วมมือกับ Luna Rossa นั่นคือ Luminor Chrono Flyback Luna Rossa PAM01654 และ Luminor Luna Rossa PAM01653

Luminor Chrono Flyback Luna Rossa PAM01654 ความแม่นยำเพื่อชัยชนะ

มาเริ่มกันที่ตัวท็อปอย่าง Luminor Chrono Flyback Luna Rossa PAM01654 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 150 เรือนทั่วโลก ตัวเรือนขนาด 44 มม. สุดบึกบึนทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ปัดด้าน ขอบตัวเรือนเป็นไทเทเนียมขัดเงา กันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร หน้าปัดสีเทาด้านแบบแซนวิชใช้ Super-LumiNova X1 สีขาวเรืองแสงชัดเจน ส่วนเข็มนาทีและวินาทีของโครโนกราฟ รวมถึงรายละเอียดบนหน้าปัดเป็นสีแดงสดใสตามสีประจำทีม Luna Rossa ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกามีหน้าปัดย่อยบอกชั่วโมงโครโนกราฟ ส่วน 9 นาฬิกามีหน้าปัดย่อยวินาทีขนาดเล็ก และมีเครื่องหมายบอกเวลา Tachymeter พิมพ์อยู่บนขอบด้านใน

หัวใจสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือกลไก P.9100 อัตโนมัติที่แบรนด์สร้างขึ้นเอง มีชุดกระปุกลานคู่ที่สำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชัน Flyback Chronograph ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการจับเวลาแต่ละช่วงของการแข่งขันเรือใบ

นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมสายนาฬิกา 2 เส้น สายยางสีดำและสายผ้าทอสีเทาแบบ bi-material ที่มีแถบสีแดง Luna Rossa อันเป็นเอกลักษณ์ และสายยางสีดำเสริมอีกเส้น

Luminor Luna Rossa PAM01653 เรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง

อีกรุ่นหนึ่งคือ Luminor Luna Rossa PAM01653 ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ยังคงกลิ่นอายของ America’s Cup เอาไว้ ตัวเรือนขนาด 44 มม. เช่นกัน กันน้ำได้ 100 เมตร แต่คราวนี้เป็นเวอร์ชันสเตนเลสสตีลที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่า ไม่ใช่แค่เหล็กธรรมดาๆ แต่เป็นเหล็กกล้าไร้สนิม AISI 316LVM ซึ่งเป็นเหล็กชนิดพิเศษที่ผ่านกระบวนการหลอมใหม่ด้วยสุญญากาศ (vacuum arc remelting) เพื่อเพิ่มความบริสุทธิ์และเสริมความทนทานต่อการกัดกร่อน

เช่นเดียวกับรุ่นโครโนกราฟ รุ่นนี้ก็มาพร้อมหน้าปัดแซนวิชสีเทาด้านพร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova X1 สีขาว โลโก้ Luna Rossa เด่นชัดอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเข็มวินาทีขนาดเล็กที่ 9 นาฬิกาเป็นสีแดง เข้ากันกับสีของทีม

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก P.6000 แบบไขลานด้วยมือ ที่สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง และมีกลไกหยุดเข็มวินาที (stop-seconds) เช่นเดียวกับรุ่นพี่ ก็มาพร้อมสายยางสีดำและสายผ้าทอสีเทาที่มีแถบสีแดง Luna Rossa และสายยางสีดำเสริมอีกเส้น

นี่คือสองสุดยอดนาฬิกาที่ Panerai สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันแข็งแกร่งกับทีม Luna Rossa Prada Pirelli ลองจินตนาการดูสิว่าความแม่นยำและจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของนาฬิกาสองรุ่นนี้จะนำคุณไปสู่ประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นแค่ไหน

ข้อมูลทางเทคนิค
Panerai Luminor Chrono Flyback Luna Rossa PAM01654
  • กลไก: อัตโนมัติ P.9100 อุปกรณ์กันกระแทก Incabloc สองกระปุกลาน 302 ชิ้นส่วน สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาทีกลาง วินาทีขนาดเล็ก โครโนกราฟฟลายแบ็ค
  • ตัวเรือน: 44 มม. ตัวเรือนกลาง ตัวล็อค และเม็ดมะยมทำจากไทเทเนียมปัดด้าน ขอบตัวเรือนไทเทเนียมขัดเงา ฝาหลังไทเทเนียมแบบขันเกลียวโชว์กลไก กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: แซนวิชสีเทาพร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova X1 สีขาว มาตรวัดชั่วโมงโครโนกราฟที่ 3 นาฬิกา วินาทีขนาดเล็กที่ 9 นาฬิกา เข็มวินาทีและนาทีโครโนกราฟกลาง
  • สาย: สายยางสีดำและสายผ้าทอสีเทาแบบ bi-material พร้อมแถบสีแดง Luna Rossa หัวเข็มขัดแบบสี่เหลี่ยมคางหมูไทเทเนียมเกรด 2 สายยางสีดำเสริม
  • ความพร้อมการจำหน่าย: ลิมิเต็ดเอดิชั่น 150 เรือน

Tech Specs: Panerai Luminor Luna Rossa PAM01653

  • กลไก: ไขลานด้วยมือ P.6000 อุปกรณ์กันกระแทก Incabloc 110 ชิ้นส่วน สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาทีกลาง วินาทีขนาดเล็ก กลไกหยุดเข็มวินาที (stop-second)
  • ตัวเรือน: 44 มม. ตัวเรือนกลางและขอบตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีล AISI 316LVM – 1.4441 ขัดเงา และตัวล็อคกับเม็ดมะยมปัดด้าน ฝาหลังสเตนเลสสตีล AISI 316LVM – 1.4441 กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: แซนวิชสีเทาพร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova X1 สีขาว วินาทีขนาดเล็กที่ 9 นาฬิกา
  • สาย: สายยางสีดำและสายผ้าทอสีเทาแบบ bi-material พร้อมแถบสีแดง Luna Rossa หัวเข็มขัดแบบสี่เหลี่ยมคางหมูสเตนเลสสตีล AISI 316LVM– 1.4441 สายยางสีดำเสริม

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม:
Must-Have Pilot Watches | รวม 5 นาฬิกานักบินที่ควรมีในชีวิต
Panerai Radiomir 8 Giorni Eilean Experience Edition
ลม น้ำ และนาฬิกา: Panerai ในการแข่งขัน America’s Cup ครั้งที่ 37

ดำดิ่งสู่ตำนาน 40 ปีแห่งไอคอน กับ Citizen Aqualand 40th Anniversary Limited Edition

WORDS: Revolution
แปลโดย: Chakhriya 

นาฬิกาบางเรือนก็โดดเด่นสะดุดตา ล้ำสมัย จนก้าวขึ้นสู่ทำเนียบนาฬิกาหรู และครองใจผู้คนทั่วโลกได้อย่างสง่างาม และ Citizen Promaster Aqualand ก็คือหนึ่งในตำนานที่ว่านั้น และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 40 ปีของนักดำน้ำตัวพ่อ ซิติเซ็นจึงจัดเต็มกับ Limited Edition ที่คู่ควรกับชื่อเสียงของนาฬิกาอนาล็อก-ดิจิทัลในตำนานอย่างแท้จริง

กำเนิด “อควาแลนด์” ผู้บุกเบิกวงการ

ย้อนกลับไปในปี 1985 Aqualand เรือนแรกในรหัส C0023 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเป็น นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของโลกที่มาพร้อมมาตรวัดความลึกแบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับนักดำน้ำ และเป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง

ในยุคที่นาฬิกาดำน้ำส่วนใหญ่เน้นแค่ขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียวและกันน้ำได้ลึกๆ เจ้า Citizen Aqualand กลับพลิกโฉมด้วยฟังก์ชันที่หลากหลายในขนาดกะทัดรัดบนข้อมือ มาตรวัดความลึกอิเล็กทรอนิกส์ที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญ แต่ยังไม่หมดแค่นั้น! ยังมีตัวจับเวลาสำหรับการดำน้ำ และแม้กระทั่งตารางการลดความกดอากาศที่พิมพ์อยู่บนสายยางอีกด้วย

Aqualand กำเนิดขึ้นในช่วงที่คอมพิวเตอร์สำหรับดำน้ำเริ่มแพร่หลายมากขึ้น และนาฬิการุ่นนี้ก็ถือเป็น จุดสูงสุดของเทคโนโลยีนาฬิกาดำน้ำ และเป็น นาฬิกาดำน้ำเรือนสุดท้ายที่นักดำน้ำมืออาชีพใช้เป็นอุปกรณ์หลัก

นาฬิกาดำน้ำ Citizen Aqualand 40th Anniversary
ไอคอนแห่งท้องทะเล หวนคืนสู่ข้อมือ: Citizen Aqualand 40th Anniversary Limited Edition เรือนพิเศษฉลอง 40 ปีแห่งตำนานนักดำน้ำ

หน้าตาไม่ซ้ำใคร สู่การจดจำชั่วนิรันดร์

เสน่ห์ของ Aqualand ไม่ได้มีแค่ฟังก์ชันล้ำๆ ยังรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลายเป็นตำนาน แม้หน้าปัดจะยึดตามแบบฉบับนาฬิกาดำน้ำทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นพื้นหลังสีดำ เข็มและมาร์กเกอร์ขนาดใหญ่ พร้อมพรายน้ำสว่างไสว แต่จุดเด่นที่ทำให้สะดุดตาคือ ส่วนบนของหน้าปัดที่ถูกเจาะออกเพื่อเผยให้เห็นจอแสดงผลดิจิทัลของมาตรวัดความลึก

ส่วนมาตรวัดความลึกนี่แหละคือพระเอกตัวจริง มันยื่นออกมาเป็นทรงกลมโป่งนูนทางด้านซ้ายของตัวเรือน ความไม่สมมาตรนี้บวกกับเม็ดมะยมขนาดใหญ่และปุ่มต่างๆ สำหรับฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ทำให้ Aqualand ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผู้คน แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าจนแซงหน้าฟังก์ชันของมันไปแล้วก็ตาม

นาฬิกาดำน้ำ Citizen Aqualand 40th Anniversary
Aqualand ปี 1985: ต้นฉบับความล้ำสมัย ที่มาพร้อมมาตรวัดความลึกดิจิทัลเรือนแรกของโลก

หวนคืนสู่ข้อมือ การกลับมาที่นักสะสมต้องจับจ้อง

ทุกวันนี้ Aqualand ยิ่งได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมที่ชื่นชมไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ยังรวมถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเทคนิคของมันด้วย และแน่นอนว่าเหล่าแฟนพันธุ์แท้ของ Aqualand จะต้องประทับใจกับ Citizen Promaster Aqualand 40th Anniversary Limited Edition เรือนนี้อย่างแน่นอน เพราะนี่คือนาฬิกาที่น่าทึ่งจริงๆ

ดีไซน์ใหม่ หัวใจเดิม เติมความหรูหรา

เมื่อดูจากตัวเลขขนาดหน้าปัด 50.7 มม. อาจจะดูใหญ่โตมโหฬาร แต่ถ้าลองนึกภาพว่าส่วนใหญ่คือมาตรวัดความลึกที่ยื่นออกมา ขนาดจริงของนาฬิกาซึ่งหนา 14.8 มม. ก็ไม่ได้ใหญ่เกินจริงอย่างที่คิด

และมันก็สวยสะกดตาจริงๆ ตัวเรือนยังคงยึดดีไซน์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างซื่อสัตย์ แต่รุ่นฉลอง 40 ปีนี้ถูกยกระดับความหรูหราด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์สีทองอร่าม ไม่ว่าจะเป็นเข็มนาฬิกา กรอบเครื่องหมายบอกเวลา ขอบหน้าปัดแบบขอบหยัก เม็ดมะยมหลักที่ตำแหน่งสี่นาฬิกา รวมถึงปุ่มเสริมต่างๆ และเซ็นเซอร์วัดแรงดันน้ำ

ตัดกับรายละเอียดสีทองเหล่านี้คือ สเตนเลสสตีลที่ได้รับการเคลือบผิวสีเทาเข้มแบบด้านสุดเนี้ยบ ทำให้นาฬิกาที่เป็นเสมือนเครื่องมือช่างต้นแบบเรือนนี้ดูสง่างามอย่างน่าประหลาดใจ

นาฬิกาดำน้ำ Citizen Aqualand 40th Anniversary
เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน ความโดดเด่นของมาตรวัดความลึกบนตัวเรือน Aqualand

ความงามยังต่อเนื่องมาบนหน้าปัดที่มาในโทน สีดำเข้มเงางามแบบ Sunburst ดีไซน์ที่แฟนๆ นักดำน้ำของ Citizen คุ้นเคยกันดี หน้าจอแสดงผลดิจิทัลยังคงเป็นฟีเจอร์หลักของหน้าปัด แม้ตำแหน่งจะดูลงตัวกว่ารุ่นดั้งเดิมในยุค 80s และยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก

นอกจากมาตรวัดความลึกแล้ว กลไก Cal. C520 ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาจับเวลาละเอียด 1/100 วินาที ตัวนับเวลา 100 นาที ตัวติดตามเวลาดำน้ำ และแม้กระทั่งระบบเตือนอัตราการขึ้นสู่ผิวน้ำ ส่วนฝาหลังก็เป็นแบบขันเกลียว ทำให้กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร และยังสลักด้วยโลโก้ครบรอบ 40 ปีสุดพิเศษ

นาฬิกาดำน้ำ Citizen Aqualand 40th Anniversary
ความหรูหราที่มาพร้อมประสิทธิภาพ Aqualand 40th Anniversary Limited Edition ที่ผสานดีไซน์คลาสสิกเข้ากับความทันสมัย

สายรักษ์โลก พร้อมลุยทุกสถานการณ์

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ต้องพูดถึงสายนาฬิกาที่มาพร้อม ส่วนขยายสำหรับนักดำน้ำ และผลิตจาก BENEBiOL วัสดุโพลียูรีเทนชีวภาพ ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ช่วยเพิ่มความทนทานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ต้องบอกว่าน่าชื่นใจจริงๆ ที่ Citizen ได้รังสรรค์นาฬิกาที่ยกย่อง Aqualand ต้นฉบับได้อย่างซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์นาฬิกาดำน้ำ

Citizen Promaster Aqualand 40th Anniversary Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5,800 เรือนทั่วโลก และมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 595 ดอลลาร์สหรัฐฯ

แล้วคุณล่ะ คิดว่า Aqualand Limited Edition เรือนนี้จะกลายเป็นนาฬิกาคู่ใจในการผจญภัยใต้น้ำครั้งต่อไปของคุณหรือไม่?

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
5 สุดยอดนาฬิกา GMT & World Time สำหรับนักเดินทางผู้รักการผจญภัย
ย้อนยุค 1920s ทศวรรษทองคำ ที่เขย่าวงการนาฬิกาข้อมือ

Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A นาฬิกากลไกที่ขับเคลื่อนด้วยเมนสปริงที่แม่นยำที่สุดในโลก

หน้าประวัติศาสตร์ของ Grand Seiko ถูกขีดเขียนขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1960 เมื่อบริษัทไซโกตั้งใจจะโฟกัสการผลิตนาฬิกาหรู และได้ให้กำเนิดนาฬิกา Grand Seiko รุ่นแรกที่ทำงานด้วยกลไก Calibre 3180 ในปี 1964 ก่อนที่จะตามาด้วยผลงานระดับตำนานรุ่น 44GS ในปี 1967… เหตุที่เรียกว่าระดับตำนานก็เพราะในปี 2017 เมื่อชินจิ ฮัตโตริ ซีอีโอของบริษัท ตั้งใจจะแยก Grand Seiko ออกมาเป็นแบรนด์แยกสำหรับนาฬิหาหรูไปเลยนั้น ผลงานรุ่น 44GS ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับดีไซน์โค้ดหรือไวยากรณ์ในการออกแบบที่ลงตัว 9 ข้อของคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Evolution 9

นับตั้งแต่ก่อตั้ง ผลงานต่างๆ ของ Grand Seiko ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นผลักดันขอบเขตของการสร้างสรรค์นาฬิกาและการแสดงเวลาอย่างแม่นยำ อย่างผลงานล่าสุดที่เปิดตัวในปีนี้  Evolution 9 Spring Drive U.F.A รหัส SLGB001 และ SLGB003 นอกจากจะโดดเด่นด้วยดีไซน์โค้ดอันเป็นเอกลักษณ์ และคราฟต์แมนชิปอันประณีตในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกากลไกที่ขับเคลื่อนด้วยเมนสปริงที่แม่นยำที่สุดในโลก ณ ขณะนี้!  

ก่อนหน้านี้ แฟนๆ ของ Grand Seiko น่าจะคุ้นเคยกับตัวย่อ VFA ซึ่งย่อมาจาก Very Fine Adjusted ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 1969 ซึ่งสื่อว่านาฬิการุ่นนั้นมีความแม่นยำสูง +/-1 นาทีต่อเดือนอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี Spring Drive  แต่สำหรับนาฬิกา 2 รุ่นใหม่ ทั้ง SLGB001 และ SLGB003 หน้าปัดจารึกอักษรย่อใหม่ UFA ซึ่งย่อมาจาก  Ultra Fine Accuracy สื่อถึงความแม่นยำระดับสูงเป็นพิเศษของกลไกใหม่ Calibre 9RB2 ซึ่งให้อัตราความแม่นยำในการทำงานต่อปีอย่างน่าทึ่งถึงระดับไม่เกิน 20 วินาทีต่อปี หรือประมาณ +/-3 วินาทีต่อเดือน พร้อมกำลังลานสำรอง 72 ชั่วโมง  

กลไก Calibre 9RB2 ใช้วิธีและกระบวนการการผลิตแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นจากการใช้ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ ที่ถูกบ่มเป็นเวลา 3 เดือน และการออกแบบวงจรรวมขึ้นมาใหม่ โดยความถี่ของ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ แต่ละชิ้นจะถูกวัดที่อุณหภูมิแตกต่างกันหลายระดับ เพื่อนำมาชดเชยอุณหภูมิถูกตั้งโปรแกรมไว้ที่วงจรรวมชนิดใช้พลังงานต่ำ ทั้งออสซิลเลเตอร์และเซ็นเซอร์ถูกผนึกแบบสุญญากาศเพื่อลดความแตกต่างของอุณหภูมิและป้องกันผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ทำให้สามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ ไม่เพียงเท่านั้น นี่ยังเป็นครั้งแรกที่กลไก สปริงไดรฟ์ มีสวิตช์ควบคุมซึ่งสามารถปรับตั้งได้เมื่อทำการซ่อมบำรุง เพื่อปรับแก้ไขความคลาดเคลื่อนของความแม่นยำที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อนาฬิกาถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน ทั้งยังได้รับยการขัดแต่งอย่างพิถีพิถัน โดยได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติที่รายล้อม ชินชู วอทช์ สตูดิโอ ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบใส

นอกจากกลไกอันยอดเยี่ยมแล้ว รักแรกพบของใครหลายๆ คนน่าจะเป็นความงดงามของหน้าปัดของ Grand Seiko ซึ่งได้รับการตกแต่งเป็นลายเส้นและเท็กซ์เจอร์ที่งดงามดังโดยจำลองคงามงดงามของธรรมชาติมาไว้บนพื้นที่เล็กๆ บนข้อมือดังที่ปรากฏในหลายรุ่นก่อนหน้านี้ และสำหรับผลงานใหม่ทั้งสองรุ่นใหม่นี้ ทางแบรนด์ได้แรงบันดาลใจมาจากป่าน้ำแข็งหรือ Ice Forest ที่มองเห็นได้จากโรงงานของ Seiko   รุ่น SLGB001 หน้าปัดกดประทับเป็นลายเส้นในเฉดสีฟ้ารับกับอินเด็กต์และเข็มสีเงิน ตัวเรือนขนาด 37 มม. พอดีข้อมือ ผลิตจากแพลตินัม 950 ซึ่งเป็นรุ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดานาฬิกากลไกซีรี่ส์ 9R จับคู่กับสายหนังจระเข้ ส่วนรุ่น SLGB003 หน้าปัดกดลายเฉดสีฟ้าอ่อนอมเงินพร้อมเข็มวินาทีสีน้ำเงินโดดเด่น ตัวเรือนขนาด 37 มม. และสายผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมตัวล็อกสายแบบใหม่ที่ปรับตั้งระยะความยาวได้อย่างละเอียดถึง 3 ระดับ ในช่วงระยะละ 2 มม. 

ข้อมูลทางเทคนิค

SLGB001

ตัวเรือน: แพลตินัม 950 

ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม.  หนา 11.4 มม. 

สาย:  หนังจระเข้พร้อมบานพับสามทบ

กลไก: Spring Drive กำลังลานสำรอง 72 ชั่วโมง 

ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่

กันน้ำลึก:  100 เมตร 

จำนวน: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 80 เรือน 

ข้อมูลทางเทคนิค

SLGB003

ตัวเรือน: ไทเทเนียมความหนาแน่นสูง 

ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม.  หนา 11.4 มม. 

สาย:  ไทเทเนียมความหนาแน่นสูงพร้อมบานพับสามทบ

กลไก: Spring Drive กำลังลานสำรอง 72 ชั่วโมง 

ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่

กันน้ำลึก:  100 เมตร 

บทความอื่นที่น่าสนใจ:

Grand Seiko เชิดชูภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วยรุ่น SBGJ285 ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่สวยงามตระการตาในแบบ Fuji-Iro

Classique Tourbillon Sidéral 7255 เรือนเวลาพิเศษจาก Breguet ซึ่งนำเสนอ flying tourbillon เป็นครั้งแรก

IWC Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph มิติใหม่แห่งการรังสรรค์เวลาที่เหนือกว่า

เผยโฉมสุดยอดเรือนเวลาแห่งยุค เมื่อนวัตกรรมบรรจบกับความสง่างาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง มีนาฬิกาเพียงไม่กี่เรือนเท่านั้นที่สามารถตรึงสายตาและสะกดหัวใจของผู้หลงใหลได้อย่างแท้จริง และวันนี้เราอยากจะชวนคุณมาทำความรู้จักกับหนึ่งในสุดยอดผลงานชิ้นเอกล่าสุดจาก IWC Schaffhausen นั่นคือ Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph ที่รังสรรค์ขึ้นจาก 18-carat Armor Gold® พร้อมหน้าปัดสี Obsidian อันลุ่มลึก

เมื่อ IWC Schaffhausen ปล่อยของ

ช่วงนี้วงการเรือนเวลามีอะไรให้ตื่นเต้นไม่หยุดหย่อน และหนึ่งในไฮไลต์ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนาหู คงหนีไม่พ้นการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดจาก IWC Schaffhausen ที่บอกเลยว่า “ไม่ธรรมดา”เพราะนี่คือการประกาศความเหนือชั้นด้านนวัตกรรมและความประณีต ที่จะทำให้คุณต้องหยุดมอง

IWC Schaffhausen Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph

เผยโฉมสุดยอดเรือนเวลาแห่งยุค เมื่อนวัตกรรมบรรจบกับความสง่างาม

IWC Schaffhausen แบรนด์นาฬิกาสุดหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งจะอวดโฉมเรือนเวลาที่ผสมผสานความอัจฉริยะทางเทคนิคเข้ากับความงามอันเหนือกาลเวลา นั่นคือ Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph ที่รังสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงด้วย 18-carat Armor Gold® พร้อมหน้าปัดสี Obsidian อันลุ่มลึกน่าค้นหา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2024 เราได้เห็น IWC Schaffhausen สร้างเทรนด์ใหม่ให้กับคอลเลกชัน Portugieser ด้วยการแนะนำเฉดสีซิกเนเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฏจักรของกาลเวลาอย่าง Horizon Blue, Dune, Obsidian และ Silver Moon และในปีนี้ พวกเขาก็ได้ต่อยอดความสำเร็จนั้นไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนอโมเดลใหม่ที่ผสานสามสุดยอดกลไกซับซ้อนเข้าไว้ด้วยกันในเรือนเดียว ประดับด้วยหน้าปัดสี Obsidian ที่สะกดทุกสายตา

เจาะลึกความพิเศษ Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph

Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph (Ref. IW394009) ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนทั่วโลก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความพิเศษเฉพาะตัว ตัวเรือน ปุ่มกด และเม็ดมะยม ล้วนสร้างสรรค์ขึ้นจาก 18-carat Armor Gold® วัสดุอันเป็นเอกสิทธิ์ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างจุลภาคให้มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าทองคำอัลลอยทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

และที่ต้องปรบมือให้คือความวิจิตรของ หน้าปัดสี Obsidian ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะผ่านกระบวนการผลิตอันซับซ้อนกว่า 60 ขั้นตอน รวมถึงการเคลือบแล็กเกอร์ใสถึง 15 ชั้น ทำให้หน้าปัดมีความลึกในมิติที่เหลือเชื่อ และให้เอฟเฟกต์เหมือนมีชีวิตชีวาแบบสามมิติเลยทีเดียว หน้าปัดสีเข้มนี้ตัดกันอย่างลงตัวกับเข็มนาฬิกาเคลือบทอง และตัวเลขแอปพลิเคที่ทำจาก Solid Gold มอบความหรูหราที่สัมผัสได้ ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วยสายหนังจระเข้สีดำคุณภาพพรีเมียมจาก Santoni แบรนด์เครื่องหนังชั้นนำของอิตาลี พร้อมบานพับสายรัดที่ทำจาก 18-carat Armor Gold® อย่างประณีตบรรจง

พลังแห่งกลไก Flying Tourbillon และฟังก์ชันอันชาญฉลาด

หัวใจสำคัญที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นที่ปรารถนาคือ กลไกสุดล้ำ

IWC Schaffhausen Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph

หนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนและน่าหลงใหลที่สุดในโลกเรือนเวลา คือ Tourbillon ซึ่งโดดเด่นด้านความซับซ้อน และยังมอบความงามทางสายตาที่ยากจะหาใดเปรียบ กลไกอันประณีตนี้บรรจุคันบังคับและล้อจักรไว้ในกรงเล็กๆ ที่หมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบในทุกๆ นาที ซึ่งการหมุนอย่างต่อเนื่องนี้ช่วยลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ทำให้การบอกเวลาแม่นยำยิ่งขึ้น

Flying Minute Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา มีน้ำหนักเพียง 0.675 กรัม และประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ ถึง 56 ชิ้น ที่สำคัญคือมีระบบหยุดทูร์บิญองในตัว ทำให้สามารถตั้งเวลาได้แม่นยำถึงระดับวินาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้ คันบังคับและล้อจักรยังผลิตจากซิลิโคนและเคลือบด้วยเทคโนโลยี Diamond Shell® เอกสิทธิ์เฉพาะของ IWC ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพการสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 68 ชั่วโมง

ฟังก์ชันวันที่ย้อนยุค (Retrograde Date Display)

นอกเหนือจาก Tourbillon แล้ว Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph ยังมาพร้อมฟังก์ชันแสดงวันที่แบบย้อนยุคที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาบนหน้าปัด โดยเข็มเล็กๆ จะชี้วันที่ปัจจุบันบนมาตรวัดรูปโค้ง และเมื่อถึงสิ้นเดือน เข็มจะดีดกลับไปยังตำแหน่งเริ่มต้นอย่างรวดเร็วและสวยงาม

Flyback Chronograph สุดล้ำ

กลไกสลับซับซ้อนชิ้นที่สามคือ Flyback Chronograph ที่แสดงชั่วโมงและนาทีที่จับเวลาได้รวมกันในหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ความพิเศษของ Flyback คือความสามารถในการรีเซ็ตและเริ่มจับเวลาใหม่ได้อย่างรวดเร็วในขณะที่ฟังก์ชันกำลังทำงาน เพียงแค่กดปุ่มโครโนกราฟ เข็มจับเวลาจะรีเซ็ตกลับเป็นศูนย์ทันทีและเริ่มจับเวลาใหม่ ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความรวดเร็วและแม่นยำ

IWC Schaffhausen Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph

กลไกทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วย IWC-manufactured 89900 calibre ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่ซับซ้อน ประกอบด้วยชิ้นส่วนรวม 375 ชิ้น ที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยลวดลาย Geneva stripes และการขัดลายแบบ circular graining ความงดงามของกลไกภายในนี้สามารถชื่นชมได้อย่างเต็มตาผ่านฝาหลังแบบกระจกแซฟไฟร์ และที่เหนือกว่านั้นคือ มวลการแกว่งของระบบไขลานอัตโนมัติยังรังสรรค์จาก Solid Gold อีกด้วย

เรียกได้ว่า IWC Schaffhausen Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph คือการอัปเดตครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงการรวมกันของนวัตกรรม ศิลปะ และความเชี่ยวชาญ ที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาอย่างแท้จริง แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับนาฬิการุ่นนี้บ้าง

ข้อมูลทางเทคนิค
IWC Schaffhausen Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph
  • ตัวเรือน: ขนาด 43.5 มม. ผลิตจาก 18-carat Armor Gold® (ทองคำแข็งแกร่งพิเศษ)
  • หน้าปัด: สี Obsidian ลึกมีมิติ (เคลือบแล็กเกอร์ 15 ชั้น) พร้อมเข็มและตัวเลขทองคำ
  • ฟังก์ชัน:
    • Flying Minute Tourbillon
    • Retrograde Date (แสดงวันที่แบบย้อนกลับ)
    • Flyback Chronograph (จับเวลาพร้อมรีเซ็ตเร็ว)
  • กลไก: IWC-manufactured 89900 Calibre (ไขลานอัตโนมัติ) สำรองพลังงาน 68 ชม. โรเตอร์ Solid Gold
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ Santoni พร้อมบานพับ Armor Gold®

บทความอื่นที่น่าสนใจ:
เที่ยงคืนแห่งความหวัง เมื่อ IWC Schaffhausen รังสรรค์เรือนเวลาแห่งการแบ่งปัน Portofino Automatic Pointer Date Laureus
The Ultimate Toto Wolff Timepiece

เมื่อความกระหายยังไม่สิ้นสุด Time Eater Tourbillon จากการผนึกกำลังของ Louis Erard และ Konstantin Chaykin ถือกำเนิดขึ้น

ปลดปล่อยความบ้าคลั่งแห่งเวลา การผงาดขึ้นของ Time Eater Tourbillon สองอสุรกายที่พร้อมกัดกินทุกกฎเกณฑ์

ใครจะคิดว่าการเฝ้ารอคอยอะไรบางอย่างนานๆ จะสนุกได้ขนาดนี้? ไม่ใช่แค่กาแฟยามเช้า หรือซีรีส์เรื่องโปรดตอนใหม่เท่านั้นนะ แต่นี่เรากำลังพูดถึง Time Eater อสุรกายผู้เขมือบเวลาที่ทุกคนเคยกรีดร้องต้อนรับ กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้… บอกเลยว่าสนุกกว่าเดิมเยอะ

Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance

จำกันได้ไหมว่าเคยมีอสูรกายหน้าตาประหลาด ที่มีตาเดียว ปากเดียว และสองเข็มนาฬิกาที่ไม่เคยเดินตามใคร โผล่มาเขย่าวงการนาฬิกาให้แตกตื่น? ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงเจ้า Time Eater ที่ทุกคนเทใจให้ฉายา แต่คราวนี้มันไม่ได้กลับมาแค่เขี้ยวเล็บเดิมๆ

เพราะใต้ปากอันกว้างขวางนั้น มี “ลิ้นกลไก” ที่หมุนวนอยู่ และกลไกนี้แหละ ที่เป็นลายเซ็นของ Konstantin Chaykin อย่างไม่ต้องสงสัย ใช่แล้วนี่คือ Time Eater Tourbillon ที่ยังคงเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของความร่วมมือสุดบ้าคลั่งระหว่าง Louis Erard และ Konstantin Chaykin ไว้อย่างเต็มเปี่ยมถึงสองเวอร์ชัน หนึ่งสำหรับเขา หนึ่งสำหรับเรา โดยที่ราคาไม่กัดกระเป๋าแม้ปากจะอ้ากว้างแค่ไหน นี่คือรุ่นที่ต้องจับตา และจับจองให้มั่น

ฟังคุณ Manuel Emch ซีอีโอของ Louis Erard เล่าถึงเบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้สิครับ เขาบอกว่า “Konstantin Chaykin อยากให้มันบ้าคลั่งกว่าเดิม อยากได้ความซับซ้อนที่เหนือชั้นกว่าเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทูร์บิญอง และเมื่อ Konstantin Chaykin อยากสร้างอสุรกายขึ้นมาปั่นป่วนวงการ ใครจะกล้าปฏิเสธล่ะจริงไหม?”

เขาสายตาเป็นประกายแล้วพูดต่อว่า “และนั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ตรงนี้กับนาฬิกาสองรุ่น สองอสุรกาย ที่ยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้ครบถ้วน เพียงแต่มาพร้อมการตีความและการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งเรือนสำหรับ Chaykin หนึ่งเรือนสำหรับเรา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของกลยุทธ์เลยนะ แต่มันคือการปล่อยให้นักประดิษฐ์อิสระสองคนได้ออกนอกกรอบ สร้างสรรค์ ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่ไม่ใช่แค่นาฬิกา พวกเราสนุกกันมาก ทั้งสร้างสรรค์ ทั้งส่งเสียงดัง และปล่อยให้อสุรกายตัวนี้ได้โลดแล่นอย่างเต็มที่ เพราะเวลาไม่ได้มีแค่การเดินไปข้างหน้า เราต่างหากที่ทำให้มัน ‘กัด’ ได้ และเจ้าอสูรตัวนี้น่ะเหรอ? มันยังหิวไม่หยุด” ถ้อยคำของคุณ Emch สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความสนุกในการสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อย่างแท้จริง

Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance

เจาะลึกทุกรายละเอียดของเจ้าอสุรกายแห่งเวลา

มาทำความรู้จักกับสิ่งมีชีวิตเรือนนี้กันให้มากขึ้นดีกว่า เพราะนอกเหนือจากการเปิดตัวนาฬิกาทั่วไป นี่คือการกำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่มีกลไกซับซ้อนอย่างทูร์บิญอง (Tourbillon) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ แน่นอนว่าอสุรกายเรือนนี้มาใน 2 เวอร์ชันที่นักสะสมจะต้องเลือกไม่ถูกเลยทีเดียวว่าจะครอบครองตัวไหนดี เพราะมีทั้งรุ่นที่จำหน่ายโดย Louis Erard และอีกรุ่นโดย Konstantin Chaykin เองเลย

แต่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน คุณก็จะยังได้สัมผัสกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอสุรกายตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดบอกชั่วโมงแบบ ตาเดียว อันเป็นเอกลักษณ์ เข็มนาทีกลางหน้าปัดที่แสนจะจอมขบถ เดินอย่างอิสระ ไม่ตามใคร ไปจนถึงเม็ดมะยมที่สลักชื่อ Chaykin เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมืออันน่าตื่นเต้นนี้

และที่พิเศษไปกว่านั้นคือส่วนของปากที่มาพร้อมฟันแหลมคม ขากรรไกรที่อยู่กับที่ พร้อม “ลิ้นสีแดงกลไก” ที่หมุนวนบอกวินาที อยู่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างน่าทึ่ง ส่วนใบหน้าของเจ้าอสูรก็มีลูกเล่น ด้วยวงแหวนนาทีที่ใช้รหัสสีเป็นตัวบอกเรื่องราวทั้งหมด โดยสีเขียวจะหมายถึงรุ่นของ Louis Erard และสีน้ำเงินสำหรับ Chaykin

Tourbillon ที่ไม่ธรรมดา การกลับมาของ Time Eater Tourbillon

เมื่อการมาถึงของทูร์บิญองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจึงไม่ได้ย่างกรายเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หากแต่มาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างของเจ้าอสุรกาย ที่จริงแล้วสำหรับ Konstantin Chaykin นี่ไม่ใช่แค่กลไกซับซ้อนธรรมดา แต่มันคือเรื่องส่วนตัวที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย เพราะเขาคือผู้บุกเบิกสร้างสรรค์ Tourbillon เรือนแรกๆ ของรัสเซีย ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2021 เขายังสร้างประวัติศาสตร์ด้วย Martian Tourbillon ซึ่งกลายเป็นนาฬิการัสเซียที่มีราคาสูงที่สุดเท่าที่เคยขายมา นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า Chaykin เขาสร้างสรรค์ “อสุรกาย” ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance
Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance

เมื่อ Time Eater ได้กัดกินกลไกใหม่เข้าไป มันจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนขบถ และถูกรังสรรค์ออกมาในสองสีสันอันโดดเด่นสะดุดตา คือรุ่นวงแหวนนาทีสีเขียว ซึ่งผลิตเพียง 78 เรือน มาพร้อมสายหนังสีเขียวเข้มราวกับคางคก และเป็นรุ่นที่ Louis Erard รับหน้าที่จัดจำหน่าย ส่วนอีกรุ่นคือวงแหวนนาทีสีน้ำเงิน ที่ผลิตเพียง 28 เรือนเท่านั้น มาพร้อมสายหนังลูกวัวลายเกรน และ Chaykin จะเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว

ตัวเรือนขนาด 42 มม. ได้เผยให้เห็นความงดงามของทูร์บิญองแบบเปลือยเปล่า พร้อมลิ้นสีแดงที่หมุนวนบอกวินาทีได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ หัวใจของมันคือกลไกไขลาน Caliber BCP T02 ที่ประดับตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève แบบวงกลมละเอียดอ่อน กรงทูร์บิญองหมุนครบรอบทุกๆ 60 วินาที พร้อมมอบพลังงานสำรองให้คุณได้นานถึง 100 ชั่วโมง

Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance
Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance

และแม้ทูร์บิญองจะเป็นกลไกที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและราคาที่เข้าถึงยาก แต่อสุรกายตัวนี้กลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้างและลิ้นที่แลบออกมาอย่างเป็นกันเอง ด้วยราคาที่ไม่ได้กัดกระเป๋าเลยแม้แต่น้อย นี่คืออสุรกายทางเทคนิคที่มาพร้อมราคาที่ไม่น่ากลัวเลยแม้แต่นิดเดียว

ไม่ต้องกลัวหลงทางในโลกสีสัน

ถ้าคุณเริ่มสับสนว่าเจ้าอสุรกายตัวไหนเป็นของใครกันแน่ ไม่ต้องกังวลเลย มีวิธีจำง่ายๆ ก็คือรุ่นสีเขียวนั่นแหละที่เป็นของ Louis Erard เพราะสีเขียวนั้นเป็นการหยิบเอาความขี้เล่นจาก Time Eater รุ่นแรก และ Joker นาฬิกาสุดไอคอนิกของ Chaykin มาเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว และคุณจะต้องหลงรักมันแน่นอน

Time Eater Tourbillon: The Monster Returns with a Vengeance

จาก Regulator สู่ Tourbillon… แล้วอะไรจะเกิดต่อจากนี้?

ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่าจาก Regulator สู่ทูร์บิญองความบ้าคลั่งของผู้สร้างทั้งสองนั้นเดินทางมาไกลแค่ไหน แต่หลังจากนี้ล่ะ? อะไรกันนะที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด ไม่มีใครรู้ได้เลยจริงๆ ว่าการร่วมงานครั้งต่อไปของสองนักสร้างสรรค์นี้จะพาเราไปพบกับอะไรที่ทำให้เราต้องร้องว้าวอีกครั้ง ทุกคนคิดว่ายังไงกันบ้าง? มาลองเดาดูไหมว่าโปรเจกต์บ้าๆ ครั้งหน้าของพวกเขาจะเป็นอะไร?

ข้อมูลทางเทคนิค
Time Eater Tourbillon
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 42 มม. หนา 12.65 มม. กันน้ำ 50 เมตร เม็ดมะยมเป็นเอกลักษณ์ของ Chaykin มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์โดมกันรอยทั้งด้านหน้าและฝาหลังโชว์กลไก
  • หน้าปัด: ดีไซน์หน้าตาอสุรกาย มีดิสก์ตาเดียวบอกชั่วโมง เข็มนาทีกลางแบบขบถ และวงแหวนนาทีเป็นรหัสสี (เขียวสำหรับ Louis Erard และน้ำเงินสำหรับ Chaykin) ปากฟันแหลมคมที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมลิ้นสีแดงกลไกที่หมุนบอกวินาที (ติดตั้งบนกรงทูร์บิญอง)
  • กลไก: Caliber BCP T02 แบบไขลาน (Manual-winding) พัฒนาโดย BCP Tourbillons (Olivier Mory) เป็นกลไกทูร์บิญองที่กรงหมุนครบ 1 รอบทุก 60 วินาที ความถี่ 21,600 vph (3 Hz) และสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง ตกแต่งด้วยลาย Côtes de Genève แบบวงกลม
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง (ผ่านดิสก์ตาเดียว) นาที (เข็มกลาง) วินาที (ผ่านลิ้นบนทูร์บิญอง)
  • สาย: มีให้เลือกคือรุ่นสีเขียว มาพร้อมสายหนังคางคก (Toad leather) สีดำเดินด้ายเขียว พร้อมบุด้วยหนังกระต่ายสีเขียว ส่วนรุ่นสีน้ำเงิน มาพร้อมสายหนังลูกวัวลายเกรนสีดำ เดินด้ายสีเดียวกันทั้งสองรุ่นมาพร้อมหัวเข็มขัดสตีลขัดเงา และสปริงบาร์แบบ Quick-release ถอดเปลี่ยนง่าย

บทความอื่นที่น่าสนใจ:
THE REASON WHY: Louis Erard x Konstantin Chaykin III “The Time Eater” การกลับมาของอสูรกายแห่งกาลเวลา
The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon

จากเบรสชาสู่โรม Chopard กับมหากาพย์ Mille Miglia และเรือนเวลาแห่งตำนาน

เปิดตำนาน 38 ปีแห่งความผูกพันของ Chopard กับ Mille Miglia การแข่งขันรถยนต์คลาสสิกที่สวยงามที่สุดในโลก พร้อมเผยโฉมเรือนเวลาแห่งความเร็วและเรื่องเล่าจากเส้นทางสู่ชัยชนะ

มีบางแบรนด์ในโลกที่มิได้สร้างเพียงผลิตภัณฑ์ แต่รังสรรค์เรื่องเล่า จารึกประวัติศาสตร์ และส่งต่อมรดกอันล้ำค่าจากรุ่นสู่รุ่น Chopard คือหนึ่งในนั้น แบรนด์ที่สร้างความหลงใหลในศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความเร็วบนสนามแข่งอย่างแยกไม่ออก นี่คือการเดินทางอันยาวนาน ที่บอกเล่าเรื่องราวของความมุ่งมั่น ความเที่ยงตรง และคุณภาพที่ไม่อาจประนีประนอมได้

Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends
Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends
หัวใจแห่งความเร็วและตำนาน ณ จุดสตาร์ทของ Mille Miglia 2025 ที่เมืองเบรสชา ประเทศอิตาลี ที่ซึ่ง Chopard ยืนหยัดในฐานะผู้สนับสนุนหลักและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ สะท้อนความผูกพันอันยาวนานในโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตคลาสสิก

ณ จุดสตาร์ทแห่งตำนาน กับวิญญาณของ Mille Miglia ที่ Chopard สัมผัส

จินตนาการถึงแสงแรกของวันใหม่ที่สาดส่องกระทบตัวถังรถยนต์คลาสสิกนับร้อยคันที่เรียงรายอย่างสง่างาม ณ เมืองเบรสชา ประเทศอิตาลี กลิ่นน้ำมันเครื่องที่คละเคล้ากับเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกวอร์มขึ้นเบาๆ เป็นดุจบทเพลงปลุกเร้าก่อนการเดินทางอันทรหดจะเริ่มต้นขึ้น นี่คือภาพบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mille Miglia การแข่งขันแรลลี่รถยนต์คลาสสิกที่ Enzo Ferrari เคยกล่าวขานว่าเป็น “การแข่งขันที่สวยงามที่สุดในโลก”

และบนเส้นทางแห่งความงดงามนี้เอง ที่เราได้พบกับแบรนด์ผู้จับเวลาและผู้สนับสนุนหลักระดับโลกที่ยืนหยัดเคียงข้าง Mille Miglia มายาวนานถึง 38 ปีติดต่อกัน ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในปี 1988 นี้มิใช่เพียงการเป็นสปอนเซอร์ หากแต่เป็นสายใยแห่งความหลงใหลร่วมกันในโลกของยานยนต์คลาสสิกและศิลปะแห่งกาลเวลา Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard ผู้เป็นนักสะสมรถคลาสสิกตัวยง ได้ลงสนามในฐานะนักแข่งด้วยตัวเองถึง 37 ครั้ง

ซึ่งในปี 2025 นี้ เขาได้ร่วมเดินทางกับ Karl-Fritz ลูกชายของเขา ด้วยรถคู่ใจ Mercedes-Benz 300 SL Gullwing สี “Metallic Strawberry” อันเป็นที่รัก การได้เห็นผู้บริหารสูงสุดลงมาสัมผัสจิตวิญญาณของการแข่งขันด้วยตัวเองเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำความจริงใจและความผูกพันที่แบรนด์มีต่อ Mille Miglia อย่างแท้จริง

Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends

เพื่อนร่วมทางแห่งกาลเวลา: สองเรือนเวลาพิเศษจาก Mille Miglia Editions 2025

ถ้าพูดถึงการแข่งขัน Mille Miglia 2025 มิใช่เพียงการขับเคี่ยวบนท้องถนนทั่วไป แต่กลับเป็นเวทีที่ Chopard ได้เผยโฉมเพื่อนร่วมทางชั้นเลิศ ที่เปรียบเสมือนหัวใจที่เต้นระรัวไปพร้อมกับทุกจังหวะการขับขี่ 

Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends
Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss:

เรือนเวลาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดี Sir Stirling Moss นักแข่งรถในตำนานผู้สร้างสถิติอันมิอาจทำลายได้ใน Mille Miglia ปี 1955 ด้วยเวลา 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 70 เรือน ตัวเรือนขนาด 40.5 มม. ทำจาก Lucent Steel™ วัสดุเอกสิทธิ์ของ Chopard ที่เปล่งประกายและทนทาน

หน้าปัดสีเงิน Opaline ชวนให้นึกถึงผิวเคลือบสีเงินด้านของรถ ‘Mercedes-Benz 300 SLR’ ในยุค ‘Silver Arrows’ ที่พา Moss คว้าชัยชนะ ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เผยกลไกอันซับซ้อน พร้อมการแกะสลักธงหมากรุกที่พันกันกับ Union Jack เป็นการคารวะมรดกของนักแข่งชาวอังกฤษผู้นี้อย่างละเอียดอ่อนประณีต

ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนความกล้าหาญและความแม่นยำดุจการขับขี่ของ Moss และ Denis Jenkinson ผู้ช่วยนักขับ ที่แม้ต้องเผชิญอุปสรรคนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงมุ่งหน้าสู่ชัยชนะอย่างไร้เทียมทาน

Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends
Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends
Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss: เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน 70 เรือน ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดีสถิติอันยิ่งใหญ่ของ Sir Stirling Moss ใน Mille Miglia ปี 1955 ด้วยหน้าปัดสีเงิน Opaline ที่สะท้อนความคลาสสิกแห่งยุค ‘Silver Arrows’
Mille Miglia GTS Power Control – 2025 Race Edition:

อีกหนึ่งผลงานอันโดดเด่นที่ฉลองครบรอบ 10 ปีของคอลเลกชัน GTS (Grand Turismo Sport) ตัวเรือนขนาด 43 มม. จาก Lucent Steel™ เช่นกัน พร้อมหน้าปัดสีแซลมอนอันงดงามและกลไก Chopard 01.02-M ที่ผ่านการรับรอง Chronometer (COSC)

หน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดรถแข่งโบราณ พร้อมมาตรวัดพลังงานสำรองที่ออกแบบคล้ายมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการผสมผสานสุนทรียศาสตร์ของรถยนต์คลาสสิกเข้ากับฟังก์ชันการบอกเวลาได้อย่างลงตัว นี่คือนฬิกาที่ออกแบบมาสำหรับ “สุภาพบุรุษนักขับ” ผู้ซึ่งต้องการทั้งสมรรถนะ สไตล์ และความทนทานบนทุกเส้นทาง

เรือนเวลาแห่งสมรรถนะและสไตล์ที่รังสรรค์จาก Lucent Steel™
พร้อมหน้าปัดสีแซลมอนอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดรถแข่งโบราณ เข้ากับกลไกที่เที่ยงตรงดุจหัวใจของนักแข่ง
Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends

การเดินทางสู่เส้นชัย และบทสรุปของ Mille Miglia 2025

ตลอดห้าวันแห่งการผจญภัยอันทรหด ตั้งแต่วันที่ 17-21 มิถุนายน 2025 รถยนต์คลาสสิกกว่า 400 คันได้โลดแล่นไปตามเส้นทางรูปเลขแปดจากเบรสชาสู่กรุงโรมและวกกลับ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทางการแข่งขันดั้งเดิมในปี 1927-1938 การเดินทางผ่านเมืองที่งดงามราวภาพวาดอย่างเวโรนา แฟร์รารา ซานมารีโน และลิวอร์โน ไปจนถึงการพิชิตเส้นทางภูเขาที่ท้าทายอย่าง Futa และ Raticosa ล้วนเป็นบททดสอบทั้งเครื่องยนต์และจิตใจนักขับ

และในที่สุด ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2025 มหากาพย์การเดินทางกว่า 1,900 กิโลเมตรก็ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ที่เบรสชา ท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ ชัยชนะตกเป็นของ Andrea Vesco และ Fabio Salvinelli ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกัน

ด้วยรถ 1929 Alfa Romeo 6c 1750 Ss Spider Zagato อันเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ Mille Miglia การเฉลิมฉลองบน Viale Venezia จึงเป็นมากกว่าพิธีปิด เพราะนี่คือบทสรุปของความมุ่งมั่น ความพยายาม และจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันที่ยังคงส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends
Chopard: A Symphony of Time, Speed, and Road Legends

และนอกเหนือจากบทบาทของแบรนด์ผู้สร้างเรือนเวลา Chopard ยังเป็นผู้เล่าเรื่องราวของความหลงใหลในความเร็ว ความมุ่งมั่นในความเที่ยงตรง และการจารึกตำนานบนท้องถนน ตั้งแต่เสียงคำรามของเครื่องยนต์บนสนามแข่ง Mille Miglia ไปจนถึงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินอย่างแม่นยำ ทุกเรือนเวลาคือมรดกที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยจิตวิญญาณ และพร้อมที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้ที่เข้าใจคุณค่าของ “เวลา” ในทุกมิติอย่างแท้จริง

การได้สัมผัสเรื่องราวและผลงานของ Chopard ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า “ความสมบูรณ์แบบ” นั้น ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง นี่คือการเดินทางอันไม่หยุดนิ่งที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและหัวใจที่มุ่งมั่น แล้วคุณล่ะ…ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณนั้นแล้วหรือยัง?

บทความอื่นที่น่าสนใจ:
Chopard L.U.C รุ่นใหม่ พลิกโฉมตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง
5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่กำลังมาแรงในปี 2025

TERRA NOVA JUMPING HOUR ปรากฏการณ์แห่งเวลาที่เหนือกว่าแค่การบอกตัวเลข

บุกเบิกเวลา TERRA NOVA จาก Bremont นวัตกรรมนาฬิกา Jumping Hour ที่ไม่เหมือนใคร

ในโลกที่ทุกสิ่งเร่งรีบ เวลาดูเหมือนจะถูกบีบอัดจนกลายเป็นเพียงตัวเลขชุดหนึ่งบนหน้าปัด แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราหยุดคิดว่า “เวลา” นั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น? เพราะมันคือการเดินทาง คือการค้นพบ คือการก้าวข้ามขีดจำกัด เฉกเช่นเดียวกับจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยครั้งประวัติศาสตร์ของเรือสำรวจ “Terra Nova” ที่ครั้งหนึ่งเคยบุกเบิกเส้นทางสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครย่างกราย

และวันนี้ Bremont แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอังกฤษที่หัวใจเต้นแรงด้วยจังหวะแห่งการสำรวจและนวัตกรรม ก็ได้รังสรรค์เรือนเวลาที่สะท้อนแก่นแท้ของคำว่า “Terra Nova” ได้อย่างสมบูรณ์แบบกับ TERRA NOVA JUMPING HOUR นอกเหนือจากความเป็นนาฬิกาออกใหม่ นี่คือการประกาศถึงยุคสมัยใหม่ของการบอกเวลา ที่ผสานความสง่างามของกลไกอันซับซ้อนเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการค้นพบได้อย่างไร้รอยต่อ

ลืมภาพจำของนาฬิกาเข็มแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะเรือนเวลานี้จะพาไปสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่คือการเปิดเผยความลับของเวลาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

TERRA NOVA JUMPING HOUR

มาแกะรอยความพิเศษว่า ทำไม TERRA NOVA JUMPING HOUR จึงเป็นเรือนเวลาที่ไม่เหมือนใคร

หากมองเผินๆ TERRA NOVA JUMPING HOUR อาจดูเป็นนาฬิกา Field Watch ที่แข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วมันคือผลงานศิลปะที่ซ่อนความซับซ้อนไว้ในทุกรายละเอียด นี่คือสิ่งที่ทำให้เรือนนี้โดดเด่น

ตัวเรือนที่เหนือกว่ามาตรฐาน: 904L Stainless Steel กับ Cushion Case ที่มีชีวิต

ตัวเรือนขนาด 40.5 มม. มาพร้อมรูปทรง Cushion Case ที่ไม่เพียงมอบความวินเทจ แต่ยังให้ความรู้สึกโมเดิร์นและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน วัสดุที่เลือกใช้คือ สเตนเลสสตีลเกรด 904L ซึ่งต่างจากเกรด 316L ที่ใช้ในนาฬิกาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง 904L ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อการกัดกร่อนเป็นพิเศษ ความเงางามที่คงทนกว่า และสามารถขัดแต่งได้คมชัดลึกกว่า ทำให้ได้พื้นผิวที่เล่นกับแสงได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งการขัดเงาบนส่วนโค้งเว้า และการขัดด้านบนพื้นผิวเรียบ ล้วนสร้างมิติที่ทำให้ตัวเรือนมี “ชีวิต” ไม่ใช่แค่ก้อนโลหะธรรมดา ดีไซน์ Low-Profile ยังทำให้แนบกระชับกับข้อมือ สวมใส่สบายในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผจญภัยในเมืองหรือออกสำรวจธรรมชาติ

TERRA NOVA JUMPING HOUR

หน้าปัดแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วยกลไก Jumping Hour ที่กระโดดข้ามกาลเวลา

นี่คือจุดเด่นที่แท้จริงของ TERRA NOVA เรือนนี้กับกลไก Jumping Hour ที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์พิเศษเฉพาะของ Bremont อย่าง BC634 Jumping Hour calibre ไม่ต้องมองหาเข็มชั่วโมงบนหน้าปัดสีดำขลับนี้ เพราะชั่วโมงจะถูกแสดงผ่านช่องหน้าต่างที่จัดวางอย่างชาญฉลาดบนหน้าปัด และเมื่อเข็มนาทีเดินครบ 60 นาที ตัวเลขชั่วโมงจะ “กระโดด” เปลี่ยนในทันทีอย่างไร้การสะดุด นี่คือความท้าทายทางวิศวกรรมที่น้อยแบรนด์นักจะทำได้สำเร็จ และสร้างความตื่นเต้นในทุกๆ การเปลี่ยนชั่วโมงที่ยากจะหาจากนาฬิกาแบบอื่น มันคือความแม่นยำที่ผสานเข้ากับความน่าหลงใหลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดวางช่องแสดงชั่วโมงและนาทีที่เยื้องออกไปเล็กน้อยจากจุดศูนย์กลางหน้าปัดนั้นไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นการออกแบบที่คำนึงถึง “Left-To-Right Flow” ทำให้การอ่านค่าเวลาเป็นไปอย่างธรรมชาติและลื่นไหล ไม่มีอะไรมาขวางกั้นสายตาจากซ้ายไปขวา นี่คือความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้การบอกเวลาเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา

ความชัดเจนที่เฉียบคม Bold Legibility และ Super-LumiNova® เจเนอเรชันล่าสุด

แม้จะเน้นความซับซ้อนของกลไก แต่ Bremont ก็ไม่เคยละเลยเรื่องความชัดเจน หน้าปัดสีดำขลับตัดกับ มาร์กเกอร์บอกเวลาแบบนูน (applied markers) ที่เปล่งประกายคมชัด พร้อมด้วย เข็มวินาทีกลาง ที่เคลือบด้วย Super-LumiNova® เจเนอเรชันล่าสุด การันตีการอ่านเวลาที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะเป็นยามค่ำคืนหรือในพื้นที่แสงน้อย ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบมาเพื่อให้บอกเวลาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด การลงรายละเอียดของสเกลนาทีและพรายน้ำที่คมกริบ ล้วนสะท้อนถึงปรัชญาการสร้างสรรค์ที่ให้ “ความแม่นยำ” เป็นหัวใจสำคัญ

TERRA NOVA JUMPING HOUR
TERRA NOVA JUMPING HOUR

TERRA NOVA JUMPING HOUR จึงเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในการบุกเบิกนวัตกรรม เป็นเครื่องยืนยันถึงงานฝีมืออันประณีต และเป็นเพื่อนร่วมทางสำหรับผู้ที่ต้องการ “ค้นพบสิ่งใหม่” ในทุกๆ วันของชีวิต

ข้อมูลทางเทคนิค
TERRA NOVA JUMPING HOUR

สาย: (ข้อมูลจากต้นฉบับไม่ได้ระบุประเภทสาย แต่โดยปกติ Bremont จะมาพร้อมสายหนังหรือสายโลหะ)

ตัวเรือน: ขนาด 40.5 มม. ทรง Cushion ทำจากสเตนเลสสตีลเกรด 904L ขัดเงาและขัดด้าน

หน้าปัด: สีดำเงา พร้อมช่องแสดงชั่วโมงและนาทีแบบเยื้องศูนย์ (Offset Apertures) ดีไซน์ Left-To-Right Flow พร้อมมาร์กเกอร์และเข็มเคลือบ Super-LumiNova®

กลไก: Calibre BC634 Jumping Hour (Exclusive Calibre) – ระบบ High-Torque เที่ยงตรงสูง

ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงแบบ Jumping Hour (ตัวเลขกระโดด) นาที วินาทีกลาง

TERRA NOVA JUMPING HOUR

บทความอื่นที่น่าสนใจ:

Louis Vuitton Unveils The Tambour Convergence
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย

เปิดโลก Hermès Arceau Locomotion ผ่านนาฬิกาศิลปะแห่งจินตนาการจาก Ugo Bienvenu

เปิดประตูสู่ประวัติศาสตร์ เมื่อกาลเวลาไม่ใช่เส้นตรง แต่คือผืนผ้าใบแห่งจินตนาการ

เชื่อไหมว่าบางครั้ง ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ถูกจารึกไว้แค่ในตำรา แต่กลับซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดของงานศิลปะชั้นสูง ดุจดั่งเช่นการเปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่จาก Hermès ที่ชื่อว่า Arceau Locomotion ที่เป็นประตูบานใหม่ที่เปิดไปสู่โลกแห่งจินตนาการอันไร้ขอบเขต และพาเราย้อนกลับไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการเดินทางของมนุษย์ในอดีต ผสมผสานกับความล้ำสมัยแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว

เราต่างคุ้นเคยกับความงามสง่าและงานออกแบบที่โดดเด่นของคอลเลกชัน Arceau จาก Hermès โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานที่ประดับด้วยหน้าปัดลงยาอันวิจิตรบรรจงจากฝีมือของช่างฝีมือระดับปรมาจารย์อย่าง Anita Porchet ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานเหล่านั้นงดงามจนแทบหยุดหายใจ แต่ราคาก็สูงเสียดฟ้าจนทำได้แค่ฝัน แล้วนักสะสมที่หลงใหลในสไตล์ศิลปะของ Hermès แต่ต้องการสิ่งที่จับต้องได้มากกว่าล่ะ? Hermès ได้ตอบคำถามนั้นแล้ว ด้วย Arceau Locomotion เรือนนี้ ที่เป็นคำตอบที่ชาญฉลาดและน่าทึ่ง

ทะยานผ่านมิติเวลาด้วยอารมณ์ขันที่ไม่เหมือนใคร

มีอะไรบางอย่างที่น่าหลงใหลในสไตล์ของ Hermès เสมอ นั่นคือความเหนือกาลเวลาในแบบฉบับของตัวเอง การออกแบบที่ดูสะอาดตา โมเดิร์น แม้กระทั่งล้ำยุค แต่ก็ยังคงความสนุกสนานและเสน่ห์ของวันวานไว้อย่างครบถ้วน และหน้าปัดของ Arceau Locomotion ก็สะท้อนสิ่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รูปภาพของนักขี่ม้าที่กำลังทะยานไปบนพาหนะคล้ายเครื่องจักรกล คือการผสมผสานอันชาญฉลาดระหว่าง มรดก ของแบรนด์เข้ากับกลิ่นอายของ อนาคต และ สไตล์คอมมิค ที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขัน

องค์ประกอบอื่นๆ ในฉากก็เปี่ยมไปด้วยพลังงานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องบิน หรืออาคาร ล้วนจัดวางได้อย่างงดงามราวกับงานศิลปะที่เชื้อเชิญให้เราดำดิ่งไปกับความทรงจำในอดีต พร้อมๆ กับความรู้สึกที่ชวนให้ตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง สีชมพูสดใสชวนให้นึกถึงแสงนีออนและรถยนต์สุดเก๋ในยุค 70s ในขณะที่โทนสีฟ้าและเขียวก็ราวกับหลุดออกมาจากเมืองในอนาคต นี่คือสิ่งที่บ่งบอกความเป็น Hermès ได้อย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนได้อย่างน่าประหลาด เพียงแค่มองผ่านงานออกแบบเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

เบื้องหลังความมหัศจรรย์ Ugo Bienvenu ศิลปินผู้ฉีกทุกกรอบ

หากทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคย ราวกับหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนหรือภาพยนตร์ไซไฟ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพราะศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังผลงานชิ้นเอกนี้ Ugo Bienvenu ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากสิ่งเหล่านั้น Ugo คือนักวาดภาพประกอบ ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชาวฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในปารีส แต่ภูมิหลังของเขานั้นห่างไกลจากคำว่า “ธรรมดา” โดยสิ้นเชิง คุณพ่อของเขาเป็นนักการทูต ทำให้เขาเติบโตมาในหลายเมืองทั่วโลก ทั้งกัวเตมาลา ปารีส และเม็กซิโก ในขณะที่คุณแม่ของเขาทำงานเป็นนักออกแบบกราฟิกให้กับนิตยสาร Playboy ด้วยประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับสิ่งสร้างสรรค์และน่าตื่นเต้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจเป็นนักวาดภาพประกอบและผู้กำกับตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น และนั่นคือสิ่งที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน

เบื้องหลังงานดีไซน์สุดล้ำของ Hermès Arceau Locomotion คือศิลปินผู้มากความสามารถอย่าง Ugo Bienvenu ผู้คว้ารางวัล Audience Prize จากภาพยนตร์ “Arco” ในเทศกาลหนัง Champs-Élysées 2025

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา Hermès ได้ติดต่อ Ugo เพื่อสร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวและภาพยนตร์สั้นสำหรับแคมเปญโซเชียลมีเดียของแบรนด์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม นั่นนำไปสู่การร่วมมือกันในซีรีส์ผ้าพันคอผ้าไหมที่ชื่อว่า “Wow” ซึ่งโดดเด่นด้วยภาพวาดสีสันสดใสของหญิงสาวขี่ม้าอวกาศ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือการ์ตูนอเมริกันช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากและขายหมดอย่างรวดเร็ว

และตอนนี้ Ugo กลับมาอีกครั้งพร้อมสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาบนนาฬิกา Arceau แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ภาพวาดธรรมดาๆ เพราะมีการหักมุมที่ชาญฉลาดในการสร้างสรรค์หน้าปัด หากภาพที่เห็นดูมีมิติและเกือบจะสามมิติ นั่นเป็นเพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ หน้าปัดถูกเพนต์ และพื้นผิวด้านล่างของคริสตัลแซฟไฟร์ก็ถูกเพนต์เช่นกัน ซึ่งช่วยเพิ่มมิติที่ลึกซึ้งและทำให้เรือนเวลามีความฝันและขี้เล่นมากขึ้น เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาดเป็นที่สุด

หลุดจากเฟรมแอนิเมชันสู่ผ้าไหม! สัมผัส “Wow” double-face scarf 90 โดย Ugo Bienvenu ที่พา Hermès Woman ตะลุยปารีสในรูปแบบคอมมิค ผ่านการเดินทางหลากหลายรูปแบบ ดีไซน์สองด้านที่เล่นกับสีสันและภาษาได้อย่างน่าทึ่ง

รายละเอียดที่รังสรรค์ความหรูหราอย่างมีชั้นเชิง

เพื่อเสริมความมีชีวิตชีวาให้กับการออกแบบบนหน้าปัด ขอบตัวเรือนจึงถูกประดับด้วยเพชรเต็มวง เช่นเดียวกับเม็ดมะยม รายละเอียดทั้งสองนี้ทำงานร่วมกับหน้าปัดได้อย่างงดงาม เพื่อดึงเอาด้านที่หรูหราแต่เปี่ยมด้วยศิลปะของ Hermès ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนประกอบอื่นๆ ของนาฬิกายังคงยึดตามสูตรที่คุ้นเคย นั่นคือตัวเรือน Arceau ที่มีรูปทรงไม่สมมาตร ซึ่งในที่นี้เป็นทองคำขาว และขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ H1912 กลไกนี้พัฒนามาจาก Vaucher VMF 3000 และสำรองพลังงานได้นานถึง 50 ชั่วโมง

ข้อมูลทางเทคนิค
Hermès Arceau Locomotion
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Hermès H1912; สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: 38 มม.; ทองคำขาว 18K ประดับเพชร 71 เม็ด; กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: ภาพวาดขนาดเล็ก
  • สาย: หนังจระเข้สี Mauve pale
  • การวางจำหน่าย: รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 12 เรือนเท่านั้น

บทความอื่นที่น่าสนใจ:

การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับนาฬิกา ARCEAU Rocabar จาก Hermès
เวลาหยุดเดิน…แต่นาฬิกายังคงเดินหน้าอย่างงดงามไปกับ Hermès Le temps suspendu

Classique Tourbillon Sidéral 7255 เรือนเวลาพิเศษจาก Breguet ซึ่งนำเสนอ flying tourbillon เป็นครั้งแรก

หากพูดถึงอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ มาเตอร์วอทช์เมกเกอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Breguet ย่อมต้องนึกถึง ทูร์บิญอง (Tourbillon) สิ่งประดิษฐ์ที่เขาได้จดสิทธิบัตรไว้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801 เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกมีผลต่อการเดินของนาฬิกา  เบรเกต์จึงแก้ไขด้วยการนำเอา บาลานซ์วีล บาลานซ์สปริง และเอสเคปเมนต์ ใส่เข้าไปในกรงที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการชดเชยความคลาดเคลื่อน ทำให้แสดงเวลาได้อย่างแม่นยำที่สุด และการหมุนนั้นก็เป็นที่มาของชื่อทูร์บิญง ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าการหมุนหรือการโคจร และในช่วงชีวิตของเขา มีบันทึกว่าได้มีการจำหน่ายนาฬิกาทูร์บิญองไปทั้งหมด 35 เรือน โดยหนึ่งเรือนจะใช้เวลามากกว่าหกปี ซึ่งยาวนานกว่านาฬิกาปกติสองเท่า และผู้ที่ซื้อไป ส่วนใหญ่จะเป็นราชวงศ์และชนชั้นสูง 

“ทูร์บิญอง ซึ่งคิดค้นโดย อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ เมื่อปี 1801 ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา ความเชี่ยวชาญในการสร้างกลไกนี้สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางเทคนิคที่ Breguet ยึดมั่นมาโดยตลอด 200 ปี” Gregory Kissling ซีอีโอของ Bregeut กล่าว

ในวาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ ทาง Breguet  จึงได้สร้างสรรค์ผลงานพิเศษออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเฉลิมฉลอง และผลงานลำดับที่ 4 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวล่าสุดก็คือ Classique Tourbillon Sidéral 7255 ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น โดยเบสมาจากนาฬิกกข้อมือ tourbillon เรือนแรกของแบรนด์ รหัส 3350 ซึ่งเปิดตัวในปี 1990 ความพิเศษของผลงานนี้ก็คือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีการนำเสนอ flying tourbillon ซึ่งต่างจาก tourbillon ทั่วไปตรงที่ยึดด้วยบริดจ์ด้านล่างเพียงจุดเดียว และปราศจากบาร์ยึดจากด้านบน ทำให้ดูราวกับลอยอยู่ 

กลไก tourbillon ในรุ่นนี้ยังได้รับการออกแบบให้ยกตัวขึ้นเพื่อเน้นมิติของกลไกและให้ความรู้สึกเหมือนกำลังลอยตัว โดยสูงขึ้นจากแผ่นเพลท 2.2 มม. และลอยเหนือหน้าปัด 0.9 มม.  และ Breguet ยังได้เพิ่ม Mysterious complication ซึ่งเป็นการทำให้แต่ละชิ้นส่วนของกลไกเคลื่อนไหวโดยดูราวกับไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ โดยอาศัยเรกูเลเตอร์ที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งบริดจ์ล่างและฐานรองกรงทูร์บิญองยังผลิตจากกระจกแซฟไฟร์เคลื่อบสารกันสะท้อน จึงดูโปร่งใส ก่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์เหมือนลอยได้ 

ผลงานนี้ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงกับดาราศาสตร์  โดยคำว่า Sidéral หมายถึงดวงดาว อีกทั้ง tourbillon ยังสื่อถึงการโคจร และอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ :ซึ่งมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ และยังได้ทำงานกับนักดาราศาสตร์มากมายในช่วงชีวืตของเขา และเหนืออื่นใด จุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์ครุ่นคิดเรื่องเวลายังมาจากการสังเกตดวงดาวบนฟ้า 

ด้วยเหตุนี้ ทาง Breguet จึงเลือกตกแต่งหน้าปัดด้วยอีนาเมล aventurine เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นศาสตร์ที่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 (คำว่า aventura แปลว่า โดยบังเอิญ เนื่องช่างเป่าแก้วมูราโนบังเอิญทำเศษทองแดงตกไปในแก้วหลอม) เกิดจากการเอาแก้วมาบดผสมผงโลหะ และนำมาเคลือบบนหน้าปัดและเผาในเตาด้วยอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เมื่อเย็นลง อนุภาคโลหะเหล่านั้นจะก่อให้เกิดประกาย ผลลัพธ์จึงออกมาดูราวกับท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว โดยเฉดสีน้ำเงินสุกสว่างนั้นได้มาจากผลึกโคบอลต์ 

ผลงานนี้ยังผลิตจาก Breguet gold ซึ่งเป็นโลหะผสมที่เปิดตัวในปีนี้ โดยเป็นสีทองโทนอุ่นเจือชมพู ทั้งยังสลักลายกิโยเช่แบบ Quai de l’Horloge ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยชื่อมาจากสถานที่ตั้งร้านแรกของเบรเกต์ในปารีส และได้แรงบันดาลใจมาจากสายน้ำในแม่น้ำแซน

“นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Breguet ที่มีการนำเสนอ flying tourbillon ซึ่งเป็นการยกย่องสิ่งประดิษฐ์ของปรมาจารย์ อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์” มร. คิสลิ่ง กล่าว “ผมกล้าพูดเลยว่า Classique Tourbillon Sidéral 7255 คือบทกวีที่แต่งให้กับทูร์บิญองโดยแท้ จนการบอกเวลายังดูเหมือนเป็นเรื่องรองไปเลย”

ข้อมูลทางเทคนิค

Breguet Classique Tourbillon Sidéral (7255BH/2Y/9VU)

กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 187M1 ความถี่ 2.5 เฮิร์ตซ์ พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง

ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที ทูร์บิญองซึี่งหมุนครบรอบทุกๆ 1 นาที

ตัวเรือน: Breguet gold 18k ขนาด 38 มม. ขอบข้างตัวเรือนแบบเซาะร่อง ฝาหลังสลักแบบกิโยเช่เป็นลาย Quai de l’Horloge สลักคำว่า BREGUET 250 Years กันน้ำลึก 30 เมตร

หน้าปัด: อีนาเมล Aventurine หน้าปัดแสดงเวลา ณ 12 นาฬิกา และ flying tourbillon ณ 6 นาฬิกา

สาย: หนังจระเข้เกล็ดใหญ่สีน้ำเงิน ตัวล็อก Breguet gold 18k แบบพับสามทบ

ผลิต: จำนวนจำกัด 50 เรือน โดยสลัก 1/50 ถึง 50/50 ที่ฝาหลัง

บทความอื่นที่น่าสนใจ:

Breguet Classique 7145: ศิลปะแห่งกิโยเช่ การแกะสลัก และภาพวาดจิ๋วในเรือนเวลา

BLAST [SPARKLING RAINBOW] เมื่อ Ulysse Nardin เนรมิตแสงรุ้งบนข้อมือ

Wrist Check: โซลลุกเป็นไฟ! ส่องลุคจากงานกาล่าสุดอลัง รวมดาวเด่นเกาหลีคับคั่ง ฉลอง F1 และเปิดตัว TAG Heuer Korea

Wrist Check: TAG Heuer Korea ส่องเรือนเวลาไอคอนิกบนข้อมือเหล่าซุปตาร์เกาหลี ในงาน TAG Heuer Gala Dinner ณ กรุงโซล

ค่ำคืนวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา กรุงโซลแทบจะลุกเป็นไฟเพราะ TAG Heuer แบรนด์นาฬิกาหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ จัดงานกาล่าดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่ที่ Oil Tank Culture Park ใจกลางเมืองหลวงเกาหลี 

 TAG Heuer Korea

งานนี้จัดเพื่อฉลองการกลับมาเป็นผู้บอกเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน Formula 1 ซึ่งเป็นหัวใจของ TAG Heuer อยู่แล้ว และยังเป็นการประกาศเปิดตัว TAG Heuer Korea อย่างเป็นทางการด้วย

เท่ากับว่าแบรนด์บุกตลาดเกาหลีแบบเต็มตัวเลยทีเดียว ในงานยังมีการนำเสนอแคมเปญ “Designed to Win” ที่สื่อถึงปรัชญาของแบรนด์ ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความกล้าท้าทาย และดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

บรรยากาศในงานคึกคักสุดๆ เพราะมีคนดังมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสองนางเอกสาว ฮัน ฮโยจู และ พัค มินยอง ส่วนฝั่งนักแสดงหนุ่มก็มี พัค ฮยองชิก และ ซาน จากวง ATEEZ มาร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังมีนักกีฬาระดับประเทศอย่าง ชู ชินซู, ฮวาง ฮีชาน, ซน ยอนแจ และ ยุน ซองบิน ปิดท้ายด้วยโชว์สุดเดือดจาก เจย์ ปาร์ค และ ชองฮา ที่มาสร้างสีสันให้ค่ำคืนนี้ครบทุกรสชาติ

เหล่าเซเลบริตี้ทุกคนจัดเต็มลุคหรูหราสะท้อนสไตล์ส่วนตัวกันสุดๆ ที่สำคัญคือแต่ละคนใส่นาฬิกา TAG Heuer รุ่นไอคอนิกมาร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นคอลเลกชัน TAG Heuer Carrera ที่ดูสปอร์ตหรู หรือ Monaco ที่เป็นตำนานไม่เหมือนใคร บอกเลยว่าเป็นค่ำคืนที่โลกแห่งความเร็วกับแฟชั่นมาบรรจบกันได้อย่างลงตัวจริงๆ

เจาะลึก Wrist Check:
มาส่องเรือนโปรดบนข้อมือ พัค ฮยองชิก, ฮัน ฮโยจู, พัค มินยอง ในงาน TAG Heuer ที่โซลกัน

มาซูมกันชัดๆ ว่าแต่ละคนเลือกนาฬิกา TAG Heuer เรือนไหนมาใส่ในงานกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษที่โซล นอกเหนือความสวยงาม แต่ละเรือนยังบอกเล่าสไตล์ของแต่ละคนได้เป็นอย่างดีเลย

LOOK 1

พัค ฮยองชิก กับ TAG Heuer Monaco: เท่ ลึก มีสไตล์

มาในลุคที่ดูสุขุม แต่ยังคงความเท่แบบดึงดูดสายตา เขาเลือกนาฬิกา TAG Heuer Monaco มาใส่ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีดีไซน์ไม่เหมือนใคร ด้วยตัวเรือนสี่เหลี่ยมโค้งมนสุดคลาสสิกที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี 1969 นาฬิกา Monaco นับว่าเป็นนาฬิกาจับเวลาหน้าปัดสี่เหลี่ยมที่กันน้ำได้เป็นรุ่นแรกๆ ของโลก และยังเป็นตำนานที่ผูกพันกับวงการแข่งรถ

และภาพลักษณ์เท่ๆ ของ Steve McQueen ที่ใส่ในหนัง “Le Mans” การที่พัค ฮยองชิก เลือก Monaco มาใส่ บอกเลยว่าเขามีรสนิยมที่กล้าแตกต่าง ชอบอะไรที่มีเรื่องราวคลาสสิก แต่ก็ยังดูทันสมัยเข้ากับบุคลิกของเขาเป๊ะๆ

LOOK 2

ฮัน ฮโยจู กับ TAG Heuer Carrera: สปอร์ตหรู สง่างาม

นักแสดงสาวมากฝีมือ ฮัน ฮโยจู มาในลุคที่สวยสง่าและมีเสน่ห์แบบเป็นธรรมชาติสุดๆ เธอคอมพลีทลุคด้วยนาฬิกาจากคอลเลกชัน TAG Heuer Carrera คอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจจากโลกแห่งการแข่งรถเช่นกัน โดดเด่นเรื่องความหรูหราสไตล์สปอร์ต และดีไซน์ที่ดูดีอยู่เสมอ

จุดเด่นคือหน้าปัดที่อ่านง่าย ตัวเรือนที่ดูโฉบเฉี่ยว และความเที่ยงตรงขั้นสุด การที่ฮัน ฮโยจู เลือก Carrera มาใส่ สะท้อนถึงบุคลิกที่แข็งแกร่ง มั่นใจ แต่ก็ยังคงความอ่อนโยนแบบผู้หญิงได้อย่างลงตัว เพราะ Carrera ผสมผสานความสปอร์ตกับความหรูหราไว้ได้อย่างไร้ที่ติ

LOOK 3

พัค มินยอง กับ TAG Heuer Carrera: หรูหรา สดใส มีชีวิตชีวา

อีกหนึ่งนางเอกสาว พัค มินยอง ก็เลือกใส่นาฬิกาจากคอลเลกชัน Carrera เหมือนกับฮัน ฮโยจู แต่ด้วยสไตล์การแต่งตัวและบุคลิกที่แตกต่างกัน ทำให้ Carrera บนข้อมือของพัค มินยอง ดูเปล่งประกายในอีกแบบหนึ่ง เธอมาในลุคที่ดูหรูหรา มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหล

การที่เธอเลือก Carrera มาใส่ยิ่งตอกย้ำว่านาฬิการุ่นนี้ใส่ได้กับหลากหลายสไตล์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นลุคที่ดูโมเดิร์น หรือลุคที่ดูคลาสสิกสง่างาม ก็เข้ากันได้หมด สะท้อนถึงความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจมากๆ เลย 

เหล่าเซเลบริตี้ที่มาร่วมงานต่างปรากฏกายในลุคที่สง่างามสะท้อนตัวตนได้อย่างมีรสนิยม พร้อมสวมใส่เรือนเวลาระดับไอคอนจาก TAG Heuer ไม่ว่าจะเป็นคอลเลกชัน TAG Heuer Carrera ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตหรูหรา และคอลเลกชัน Monaco ที่เป็นตำนานแห่งความกล้าหาญและดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร นาฬิกาแต่ละเรือนไม่เพียงเป็นเครื่องบอกเวลา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ ที่ถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลได้อย่างลงตัว ในค่ำคืนที่เชื่อมโยงโลกแห่งความเร็วเข้ากับศิลปะของการใช้ชีวิตอย่างมีระดับได้อย่างไร้ที่ติ

อย่าลืมติดตามการอัปเดตได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา Revolution Thailand เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และได้สัมผัสกับงานฝีมืออันเป็นเลิศก่อนใคร

ภาพ | TAG Heuer

เปิดประตูสู่ตำนานบทใหม่ CHRONOMASTER ORIGINAL สีน้ำเงิน

เรื่องราวของนาฬิกา Zenith นั้นหยั่งรากลึกในหน้าประวัติศาสตร์วงการเรือนเวลามาช้านาน โดยเฉพาะในปี 1969 ที่ Zenith สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเปิดตัว El Primero กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติความถี่สูงรุ่นแรกของโลก และหนึ่งในนาฬิกาที่สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนโลกจากกลไกนี้ก็คือ Zenith A386 นาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและการบุกเบิก

วันนี้ Zenith ขอพาคุณย้อนกลับไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งตำนานอีกครั้ง กับการกลับมาของ CHRONOMASTER ORIGINAL ที่ไม่ใช่แค่การหยิบของเก่ามาเล่าใหม่ แต่เป็นการผสมผสานดีไซน์อมตะของ A386 เข้ากับเทคโนโลยีกลไก El Primero ยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ที่สามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที และที่พิเศษสุดๆ คือ ครั้งแรกของ CHRONOMASTER ORIGINAL ที่มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินสะดุดตา เข้าคู่กับวงหน้าปัดย่อยสามสีอันเป็นเอกลักษณ์ของ Zenith ที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 1969 นี่คือการตีความภาษาดีไซน์ของ A386 ในรูปแบบที่สดใหม่และน่าตื่นเต้นกว่าที่เคย

ความงามที่ลงตัว สีน้ำเงินซิกเนเจอร์ ผสานดีไซน์อมตะ

CHRONOMASTER ORIGINAL เวอร์ชั่นล่าสุดนี้กลับมาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งเป็นสีซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ที่สะท้อนถึงความสง่างามและความทันสมัยได้อย่างลงตัว การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์คลาสสิกกับความล้ำสมัยนี้ ตอกย้ำสถานะของนาฬิกาเรือนนี้ในฐานะไอคอนแห่งวงการนาฬิกาความเที่ยงตรงสูงได้อย่างชัดเจน

วงหน้าปัดย่อยแบบเหลื่อมกัน อันเป็นเอกลักษณ์ของ Zenith El Primero Ref. A386 เรือนแรก ยังคงความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับด้วยการใช้สีเทา เทาเข้ม และน้ำเงินเข้ม ตัดกับวงบอกเวลา 1/10 วินาทีสีเงินที่โดดเด่น ช่วยให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจน แม้ในสถานการณ์ที่แสงน้อยก็ไม่ต้องห่วง เพราะหลักชั่วโมงและเข็มแบบ Baton ที่เคลือบสาร SuperLuminova SLN C1 จะเรืองแสงได้อย่างงดงาม ทำให้คุณไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวของเวลา

ตัวเรือนที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ถอดแบบจากพิมพ์เขียวดั้งเดิม

หัวใจสำคัญที่ทำให้ CHRONOMASTER ORIGINAL ทรงเสน่ห์ คือตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาดกะทัดรัด 38 มม. ที่ถอดแบบมาจาก Ref. A386 ในปี 1969 อย่างซื่อตรง การผลิตตัวเรือนนี้ใช้พิมพ์เขียวดั้งเดิม ทำให้ได้รูปทรงกลมไร้ขอบตัวเรือน ปุ่มกดทรง Pump-style รายละเอียดลาดเอียง และหูตัวเรือนเหลี่ยมมุมที่คมชัด ผิวสัมผัสที่ผสมผสานระหว่างการขัดลายแบบรัศมีและการขัดเงา ทำให้เกิดมิติที่น่าสนใจ และยังกันน้ำได้ลึกถึง 5 ATM อีกด้วย

กลไก El Primero 3600 พลังขับเคลื่อนแห่งความแม่นยำ

และแน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้ CHRONOMASTER ORIGINAL โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือกลไกโครโนกราฟ El Primero 3600 อัตโนมัติ ที่ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น กลไกนี้ทำงานด้วยความถี่สูง 5 เฮิรตซ์ (36,000 VpH) ซึ่งช่วยให้สามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาทีได้อย่างไร้ที่ติ และเพื่อให้เห็นความแม่นยำนี้ เข็มวินาทีของโครโนกราฟตรงกลางจะหมุนครบรอบใน 10 วินาที แทนที่จะเป็น 60 วินาทีเหมือนนาฬิกาทั่วไป นอกจากนี้ กลไกยังมีฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (stop-seconds mechanism) และสำรองพลังงานได้นานถึง 60 ชั่วโมง

เมื่อพลิกดูด้านหลังตัวเรือน คุณจะเห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมกลไกอันซับซ้อนผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ซึ่งเผยให้เห็น Column Wheel และโรเตอร์แบบเปลือยที่ประดับด้วยดาวห้าแฉกอันเป็นสัญลักษณ์ของ Zenith

มาพร้อมสายรัดข้อมือที่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบ

CHRONOMASTER ORIGINAL หน้าปัดสีน้ำเงินรุ่นใหม่นี้มาพร้อมตัวเลือกสายรัด 2 แบบคือ สายหนังลูกวัวสีน้ำเงินพร้อมการเย็บแบบ Tone-on-tone และสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อ ซึ่งทั้งสองแบบมาพร้อมบานพับล็อกสายที่แข็งแรงทนทาน คุณสามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ได้ที่บูติก Zenith ทุกสาขา ทางออนไลน์ หรือที่ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตทั่วโลก

ZENITH หัวใจแห่งการรังสรรค์เรือนเวลา

บอกเล่าเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลา Zenith นั้นก่อตั้งขึ้นในปี 1865 ณ เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และยืนหยัดอยู่แถวหน้าของวงการนาฬิกาสวิสมานานกว่า 160 ปี ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกและการแสวงหาความเที่ยงตรงอย่างไม่หยุดยั้ง ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแบบบูรณาการรายแรก แบรนด์ได้ปฏิวัติวงการนาฬิกาอย่างต่อเนื่องด้วยการพัฒนาและผลิตกลไกขึ้นเองทั้งหมด โดยเฉพาะ El Primero กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติรุ่นแรกของโลกที่เปิดตัวในปี 1969 ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความเที่ยงตรงและประสิทธิภาพความถี่สูง

นาฬิกาทุกเรือนสะท้อนถึงความทุ่มเทในนวัตกรรมและงานฝีมืออันประณีต คอลเลกชัน CHRONOMASTER เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญด้านโครโนกราฟความเที่ยงตรงสูง ส่วนคอลเลกชัน DEFY นำเสนอความล้ำหน้าทางเทคนิคและการออกแบบที่โดดเด่น

ขณะที่คอลเลกชัน PILOT เฉลิมฉลองมรดกด้านการบินอันยาวนานของแบรนด์ ด้วยนาฬิกาที่พร้อมสำหรับการผจญภัย ความมุ่งมั่นในความแม่นยำนี้ได้รับการยอมรับด้วยรางวัลด้านความเที่ยงตรงถึง 2,333 รางวัล ซึ่งตอกย้ำถึงมรดกแห่งความเป็นเลิศของ ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และกลไก Calibre 135 ที่คว้ารางวัลมากที่สุด ก็ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ และถูกนำไปใส่ไว้ในคอลเลกชัน G.F.J. ที่เพิ่งเปิดตัวไป

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นาฬิกา Zenith ได้ร่วมเดินทางกับผู้บุกเบิกที่กล้าคิดใหญ่และสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Louis Blériot ที่สร้างประวัติศาสตร์การบินข้ามช่องแคบอังกฤษ หรือ Felix Baumgartner ที่สร้างสถิติการกระโดดร่มจากชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญนี้ยังคงขับเคลื่อน ในการกำหนดอนาคตของวงการนาฬิกาสวิส

เฉลิมฉลองความเป็นเลิศ นวัตกรรม และจุดมุ่งหมายมานานกว่าศตวรรษครึ่ง แบรนด์ยังคงยืนหยัดอยู่แถวหน้าของวงการนาฬิกาสวิส มอบพลังให้ผู้ที่กล้าท้าทายขนบธรรมเนียมและมุ่งมั่นสู่ความยิ่งใหญ่ จาก Le Locle สู่ทั่วโลก จากปี 1865 สู่ปัจจุบัน Zenith คือหัวใจแห่งการรังสรรค์เรือนเวลาที่เต้นไม่หยุดนิ่ง

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith CHRONOMASTER ORIGINAL

รุ่น: CHRONOMASTER ORIGINAL (Ref: 03.3200.3600/52.C910)

  • กลไก El Primero 3600 อัตโนมัติ: โครโนกราฟแบบ Column-wheel ความถี่สูง 36,000 VpH (5 Hz)
  • ความแม่นยำสูง: จับเวลาละเอียดถึง 1/10 วินาที ด้วยเข็มโครโนกราฟกลางที่หมุนครบรอบใน 10 วินาที
  • สำรองพลังงาน: นานถึง 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก ช่องแสดงวันที่ (4:30 น.) กลไกหยุดเข็มวินาที
  • ดีไซน์ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 38 มม. ถอดแบบจากรุ่น A386 ปี 1969 กันน้ำ 5 ATM
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินลาย Sunray พร้อมหน้าปัดย่อยสามสี
  • สายรัด: มีให้เลือก 2 แบบ หนังลูกวัวสีน้ำเงิน และสเตนเลสสตีล

อย่าลืมติดตามการอัปเดตได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา Revolution Thailand เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และได้สัมผัสกับงานฝีมืออันเป็นเลิศก่อนใคร

ภาพ | Zenith

BLAST [SPARKLING RAINBOW] เมื่อ Ulysse Nardin เนรมิตแสงรุ้งบนข้อมือ

สัมผัสความงดงามระดับ Haute Joaillerie จาก Ulysse Nardin Blast [Sparkling Rainbow] ลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 8 เรือนทั่วโลก ที่ผสานแซฟไฟร์หลากสี 211 เม็ดเข้ากับนวัตกรรมกลไกสุดล้ำได้อย่างไร้ที่ติ

ปรากฏการณ์ใหม่ที่โลกต้องจารึก

ถ้าจะย้อนเวลาหาจุดเริ่มต้น ต้องบอกว่า Ulysse Nardin ไม่เคยหยุดนิ่ง เกือบสองศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระแห่งนี้ พลิกโฉมวงการนาฬิกากลไกมาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยหยุดขับเคลื่อน ไม่หยุดสร้างสรรค์ และหาหนทางใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพื่อเปลี่ยน “เวลา” ให้กลายเป็นวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าเป้าหมายของพวกเขาชัดเจนมาก จะทำให้เห็นว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ถ้าเรากล้าที่จะลองทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

BLAST [SPARKLING RAINBOW]

และ Blast คือผลงานที่ตอกย้ำปรัชญาของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือการหลอมรวมดีไซน์สุดล้ำเข้ากับวิศวกรรมที่เฉียบคมจนน่าทึ่ง ตอกย้ำชื่อเสียงของ Ulysse Nardin ในฐานะผู้สร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเลียนแบบได้ Blast คืออีกหนึ่งผลงานนาฬิกาสุดแหวกแนวที่ผสมผสานนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาหลายร้อยปีเข้ากับการออกแบบเชิงทดลองได้อย่างลงตัว โครงสร้างของมันชวนให้นึกถึงเครื่องบินรบ Stealth และกลไก Skeleton สุดขีด ที่ผสานฟังก์ชันการทำงานขั้นสูงเข้ากับสุนทรียภาพที่ท้าทายทุกสายตา

ระเบิดความปัง Blast Collection จุดกระแสใหม่ในปี 2020

ตั้งแต่ Blast Collection ระเบิดความดังเมื่อปี 2020 มันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Ulysse Nardin ในเรื่องของแนวคิดที่แปลกใหม่ แหวกทุกกรอบ และสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบในการออกแบบนาฬิกากลไกและการสร้างสรรค์กลไกสุดล้ำ

ด้วยความมุ่งมั่นในการบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ ของ Ulysse Nardin กลไกภายในของ Blast จึงถูกสร้างขึ้นโดยใช้หลักการผลิตนาฬิกาขั้นสูงจากเทคโนโลยีซิลิคอน ซึ่ง Ulysse Nardin เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่ปี 2001 กับนาฬิการุ่น Freak ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก

Blast โฉมใหม่มาพร้อมความสมมาตรที่ดึงดูดสายตา Micro-rotor แบบเปลือยโชว์กลไกอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา Tourbillon สุดอลังการที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และกลไกการขึ้นลานและการตั้งค่าอยู่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ด้วยการผสานดีไซน์ของกลไกเข้ากับการออกแบบตัวเรือนได้อย่างลงตัว ทำให้ Blast ถ่ายทอดความลึกลับและความน่าตื่นตาตื่นใจที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ulysse Nardin ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือนวัตกรรมที่ผู้สร้าง Freak ผู้แหวกทุกขนบเท่านั้นที่กล้าจะจินตนาการและรังสรรค์ขึ้นมาได้

และตอนนี้ Ulysse Nardin ก็กลับมาอีกครั้ง ด้วยรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษเพียง 8 เรือน ที่ประดับประดาด้วยแซฟไฟร์สีรุ้งแบบ “ไร้รอยต่อ” หรือที่เรียกว่า Invisible Setting เรียกได้ว่า Blast [Sparkling Rainbow] คือการออกแบบสุดห้าวหาญที่ดึงเอาความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาภายในองค์กร รวมถึงความสัมพันธ์อันดีกับช่างฝีมือชั้นครู (Métiers d’Art) และงานหัตถศิลป์หายากมารวมไว้ในเรือนเดียว

BLAST [SPARKLING RAINBOW]

BLAST [ SPARKLING RAINBOW ] รุ้งระยิบระยับบนข้อมือคุณ

นาฬิกาโฉมใหม่ที่เปล่งประกายด้วยแสงสีรุ้งจากแซฟไฟร์ที่ฝังแบบไร้รอยต่อ Blast [Sparkling Rainbow] นับว่าเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 8 เรือน ที่นำรูปทรงอันโดดเด่นมายกระดับให้เหนือชั้นไปอีกขั้น ด้วยแซฟไฟร์หลากสีสันที่ระยิบระยับ สร้างสรรค์ให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากโรงงาน Le Locle ของ Ulysse Nardin

ตัวเรือนใหม่ที่ประดับด้วยแซฟไฟร์หลากสีถึง 211 เม็ด ฝังแบบไร้รอยต่อทั้งบนตัวเรือน ขอบหน้าปัด (Bezel) เม็ดมะยม หน้าปัด และบัคเคิล รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 13.33 กะรัต อัญมณีเหล่านี้พลิกโฉมเรือนเวลา ให้กลายเป็นมากกว่าแค่การออกแบบสุดล้ำและงานวิศวกรรมชั้นเลิศ แต่มันยังเป็นผลงานชิ้นเอกด้านเครื่องประดับชั้นสูงอีกด้วย

นาฬิกาเรือนพิเศษนี้มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45 มม. ของ Blast พร้อมสายยางสีขาวแบบ Integrated และขับเคลื่อนด้วยกลไก Skeleton ผลิตเองของ Ulysse Nardin รุ่น UN-172 เป็นกลไก Flying Tourbillon แบบไขลานอัตโนมัติ พร้อม Micro-rotor ทำจากแพลทินัม (มองเห็นได้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา) รวมถึง Escapement และ Hairspring ที่ทำจากซิลิคอน และสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง

Métiers d’Art มนตร์แห่งการฝังอัญมณีแบบ Mystery Setting

เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นเลิศที่ Ulysse Nardin ยึดมั่นมาโดยตลอด แซฟไฟร์ที่นำมาใช้ จึงถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าอัญมณีแต่ละเม็ดจะผสานรวมกันได้อย่างลงตัว ไร้รอยต่อ สร้างสรรค์เอฟเฟกต์สีรุ้งไล่เฉดที่สวยงามน่าทึ่งหมุนวน 360 องศา รอบตัวเรือน ขอบหน้าปัด เม็ดมะยม และหน้าปัด

BLAST [SPARKLING RAINBOW]

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยมมาก จนการไล่ระดับสีรุ้งแทบจะแยกไม่ออก สิ่งที่ดูเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติแท้จริงแล้วมาจากการค้นหาอัญมณีที่เหมาะสมอย่างละเอียดอ่อนและมีความเข้มงวดสูง

ตลอดทั้งเรือน อัญมณีดูเหมือนจะถูกจัดวางแบบสุ่ม ซึ่งทำได้โดยใช้การเจียระไนถึง 85 แบบที่แตกต่างกันและเป็นเอกลักษณ์

ยิ่งไปกว่านั้น อัญมณีแต่ละเม็ดถูกฝังด้วยมือแบบไร้รอยต่อลงบนนาฬิกา โดยใช้เทคนิคงานฝีมือหายากที่เรียกว่า “Mystery Setting” ซึ่งต้องใช้การเจียระไนพิเศษเพื่อสร้างความประทับใจราวกับว่าแซฟไฟร์กำลังลอยอยู่! อัญมณีจะถูกยึดไว้จากด้านล่างด้วยโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ ทำให้มองไม่เห็นไวท์โกลด์จากด้านบน ในขณะเดียวกัน การฝังแบบนี้ยังช่วยให้แสงส่องผ่านอัญมณีได้มากขึ้น ทำให้นาฬิกาเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความงดงามที่ชวนให้หลงใหล

เทคนิคเบื้องหลังการตกแต่งอันน่าทึ่งนี้ต้องใช้ความแม่นยำอย่างยิ่ง และมีเพียงช่างฝีมือผู้มีพรสวรรค์สูงและประสบการณ์มากไม่กี่คนเท่านั้นที่เชี่ยวชาญ แม้กระบวนการจะละเอียดอ่อนมาก แต่การตกแต่งนาฬิกาแต่ละเรือนก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่สัปดาห์

Blast [Sparkling Rainbow] จึงเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้งและความหลงใหลในงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของ Ulysse Nardin และเช่นเดียวกับนาฬิกาหลายรุ่นที่ผ่านมา มันยังคงสานต่อเรื่องราวการผลิตนาฬิกาของบริษัท ศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ที่มาพร้อมกลิ่นอายร่วมสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค

ลิมิเต็ดเอดิชั่น: 8 เรือน
ตัวเรือน: ทองคำขาว 45 มม. หนา 13.35 มม. กันน้ำ 50 ม. ประดับแซฟไฟร์หลากสีรวม 149 เม็ด (ตัวเรือน 77 / ขอบหน้าปัด 64 / เม็ดมะยม 8) รวม 9.94 กะรัต ฝังแบบ Mystery Setting
หน้าปัด: Skeleton (เปลือยโชว์กลไก) ประดับแซฟไฟร์หลากสี 48 เม็ด รวม 2.46 กะรัต ฝังแบบ Mystery Setting
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง / นาที / Flying Tourbillon (ที่ 6 นาฬิกา)
กลไก: Caliber UN-172 Manufacture Skeleton Movement (ผลิตเอง) ไขลานอัตโนมัติ Micro-rotor แพลทินัม (มองเห็นได้ที่ 12 นาฬิกา) ชิ้นส่วนซิลิคอน (Escapement wheel / Anchor / Balance Spring) สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ความถี่ 18,000 vph
สาย: ยางสีขาวแบบ Integrated พร้อมตัวล็อคบานพับทองคำขาว ประดับแซฟไฟร์หลากสี 14 เม็ด รวม 0.93 กะรัต
อัญมณีรวม: แซฟไฟร์สีรุ้ง 211 เม็ด รวม 13.33 กะรัต (ทั้งหมดฝังแบบ Mystery Setting)

BLAST [SPARKLING RAINBOW]

อย่าลืมติดตามการอัปเดตได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา Revolution Thailand เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และได้สัมผัสกับงานฝีมืออันเป็นเลิศก่อนใคร

ภาพ | Ulysse Nardin

เปิดตัว Ressence TYPE 8 Daniel Engelberg งานศิลป์แห่งยุคใหม่บนหน้าปัดนาฬิกา

Ressence x Daniel Engelberg เมื่อนาฬิกา คืองานศิลปะที่มีชีวิต!

เตรียมตัวให้พร้อม เพราะวงการนาฬิกาและศิลปะกำลังจะสั่นสะเทือน Ressence แบรนด์นาฬิกาสุดล้ำจากเบลเยียม ภูมิใจนำเสนอผลงานชิ้นโบแดงล่าสุด TYPE 8 Daniel Engelberg นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จะพลิกโฉม “เวลา” ให้กลายเป็น “งานศิลป์ที่สวมใส่ได้”

คุณเคยจินตนาการไหมว่าประวัติศาสตร์ของศิลปะและนวัตกรรมจะมาบรรจบกันบนข้อมือได้อย่างไร? ย้อนไปในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ศิลปินและนักประดิษฐ์ต่างแข่งกันรังสรรค์ผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนเปี่ยมชีวิตชีวาของดาวินชี หรือกลไกอันซับซ้อนที่ขับเคลื่อนกาลเวลา วันนี้ Ressence ได้สานต่อจิตวิญญาณนั้น ด้วยการจับมือกับ Daniel Engelberg ศิลปินชาวเยอรมันผู้รังสรรค์งานศิลปะจากรูปทรงเรขาคณิตและสีสันอันสดใส เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือผลงานศิลปะที่โลดแล่นมีชีวิตชีวาบนข้อมือของคุณ

Ressence Daniel Engelberg

รู้จักกับ DANIEL ENGELBERG ศิลปินผู้นิยามศิลปะบนข้อมือ

Daniel Engelberg คือศิลปินประติมากรและจิตรกรชาวมิวนิก เป็นที่รู้จักจากการหลอมรวมศาสตร์ทั้งสองแขนงได้อย่างกลมกลืนผ่านผลงานของเขา ด้วยพื้นฐานการศึกษาจาก Academy of Fine Arts ในเมืองนูเรมเบิร์กและมิวนิก เขาได้พัฒนาผลงานทางศิลปะที่เปี่ยมด้วยความแม่นยำและใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนของกระบวนการสร้างสรรค์ Engelberg สร้างสรรค์ผลงานโดยเริ่มจากการแกะสลักไม้ ลงสีด้วยอะคริลิก และเคลือบผิวด้วยเรซินอีพ็อกซี่ กระบวนการที่สร้างสรรค์งานศิลปะเชิงเรขาคณิตอันเปี่ยมไปด้วยมิติและความประณีต แรงบันดาลใจในช่วงเริ่มต้นจากสถาปัตยกรรมและงานก่อสร้าง ได้หล่อหลอมให้เขาหลงใหลในเส้นสายที่สะอาดตาและจังหวะของโครงสร้าง ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญในผลงานของเขาจนถึงทุกวันนี้

ในผลงานซีรีส์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา “Inside Out” รูปทรงวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ พร้อมการไล่เฉดสีอย่างลงตัว แผ่ออกจากแกนกลางสีดำสนิท สร้างภาพลวงตาของมุมมองลึกที่ดึงดูดสายตาเข้าสู่ภายใน ผลลัพธ์คือความรู้สึกของมิติทางสถาปัตยกรรมบนพื้นระนาบราบ หลอมรวมระหว่างรูปทรงมินิมัลกับอารมณ์และมิติทางสายตา การผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างความชัดเจนทางรูปทรงและความสดใสของสีสันในผลงานของ Engelberg ได้รับความสนใจจากทั้งนักสะสมและผู้หลงใหลในการออกแบบ

ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงทั่วทั้งยุโรป และในปี 2025 เขาได้นำภาพอันโดดเด่นของตนเข้าสู่โลกของนาฬิกาชั้นสูง ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์นาฬิกาสัญชาติเบลเยียม Ressence ซึ่งนับเป็นการต่อยอดแนวคิดของเขา การนำศิลปะออกจากแกลเลอรีเข้าสู่ชีวิตประจำวัน ที่ซึ่งแม้แต่หน้าปัดนาฬิกาก็สามารถกลายเป็นผืนผ้าใบแห่งความคิดสร้างสรรค์และความมหัศจรรย์

Ressence Daniel Engelberg

Inside Out เมื่อสีสันและมิติผสานกันบนหน้าปัด

Ressence เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นสุดพิเศษในจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 40 เรือน เท่านั้น ได้แก่ TYPE 8 DE1 มาในโทน ชมพูสุดจี๊ด และ TYPE 8 DE2 ที่มาพร้อมโทน ฟ้าเทอร์ควอยซ์มีชีวิตชีวา แรงบันดาลใจหลักมาจากซีรีส์ผลงาน “Inside Out” ของ Daniel Engelberg ที่โดดเด่นด้วยลวดลายวงกลมซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ สร้างมิติความลึกที่ชวนให้ค้นหา ไม่ต่างจากห้วงเวลาที่หมุนวนอย่างไม่หยุดยั้ง

“นี่คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการหลอมรวมสองโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน” เบอนัวต์ มินเทียงส์ (Benoît Mintiens) ผู้ก่อตั้งและมันสมองเบื้องหลัง Ressence กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “นาฬิการุ่นนี้จะพาผู้สวมใส่ท่องไปในโลกแห่งสีสัน ความหวัง และทัศนคติเชิงบวกของ Daniel Engelberg ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยการผสมผสานความแม่นยำทางอุตสาหกรรม ความชัดเจนในเชิงประติมากรรม และจินตนาการอันเปี่ยมชีวิตชีวาในรูปแบบจิตรกรรมได้อย่างไร้ที่ติ”

Ressence Daniel Engelberg
Ressence Daniel Engelberg

ศิลปะที่สวมใส่ได้บนข้อมือ เสมือนการเต้นรำของเวลาและรูปทรง

ความร่วมมือครั้งนี้ได้ถือกำเนิด “ศิลปะที่สวมใส่ได้บนข้อมือ” อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีหน้าปัดหมุน ROCS (Orbital Convex System) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Ressence หน้าปัดที่ได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายสมมาตรตามสไตล์ Engelberg จะหมุนโคจรรอบตัวเอง นำเสนอการแสดงเวลาในรูปแบบที่เคลื่อนไหวได้ราวกับงานศิลปะที่มีชีวิต

“โปรเจกต์นี้คือคำจำกัดความของการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับนาฬิกา” มินเทียงส์ย้ำ “มันคือการหลอมรวมกันระหว่างงานศิลป์กับหน้าปัดนาฬิกา ที่ทั้งสองสื่อสารด้วยภาษากราฟิกเดียวกัน นั่นคือภาษาของรูปทรงเรขาคณิต ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ร่วมกันตั้งแต่แรก”

Ressence Daniel Engelberg

Ressence กับเส้นทางศิลปะ บทบาทที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ก่อนหน้านี้ Ressence ก็เคยสร้างความฮือฮาในวงการศิลปะมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น TYPE1 Squared White ที่ร่วมงานกับ Shantell Martin พร้อมสโลแกน “Enjoy Life” ในงาน TimeForArt 2024 หรือ TYPE 3X “Look Up” (2020) ที่จับมือกับดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Stefan Sagmeister ถ่ายทอดปรัชญา Now is Better ลงบนหน้าปัด รวมถึง TYPE1 S REV Grail Watch (2022) กับ Alain Silberstein ที่ตีความแนวคิด Carpe Diem ได้อย่างน่าสนใจ

ปรัชญา “ศิลปะที่เคลื่อนไหวได้” นี้สะท้อนถึงแนวคิดหลักของ Ressence ที่เชื่อว่าการสวมนาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกลไกหรือเทคนิค แต่คือประสบการณ์ที่สร้างความผูกพันทางอารมณ์และจุดประกายความรู้สึกแก่ผู้สวมใส่

สำหรับ Ressence แล้ว นาฬิกาสวิสของพวกเขาเปรียบเสมือนผืนผ้าใบสำหรับการสร้างสรรค์ ทั้งเพื่อความสุขส่วนตัวและเพื่อผลักดันขอบเขตของนวัตกรรมร่วมสมัย และด้วยความร่วมมือกับ Engelberg นาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลาที่แม่นยำ แต่คือ “งานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาบนข้อมือ”

Ressence Daniel Engelberg

เมื่อศิลปะมีชีวิต ความรู้สึกจากปากศิลปิน

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้จริง” Engelberg เล่าด้วยความตื่นเต้น “การได้เห็นงานออกแบบของผมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องบนหน้าปัดนาฬิกา Ressence ดึงดูดสายตาเข้าสู่ความลึกและมิติที่ชวนให้ค้นหา ถือเป็นประสบการณ์พิเศษ ราวกับว่างานศิลปะนี้มีชีวิตขึ้นทุกๆ นาที”

Ressence Daniel Engelberg

TYPE 8 คือความเรียบง่ายแต่ลุ่มลึก

นาฬิการุ่นใหม่ TYPE 8 DE1 และ DE2 สร้างบนพื้นฐานการออกแบบของนาฬิกา TYPE 8 ที่สะท้อนปรัชญา “Less is More” ของ Ressence ซึ่งเน้นความเรียบง่ายทั้งดีไซน์และการใช้งาน ด้วยการตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก TYPE 8 ได้สกัดแก่นแท้ของการสร้างนาฬิกาให้อยู่ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด นั่นคือการนำเสนอประสบการณ์การอ่านเวลาที่ตรงไปตรงมา ผ่านการแสดงชั่วโมงและนาทีบนหน้าปัดหมุนทรงกลมที่จดสิทธิบัตรของ Ressence หรือที่เรียกว่า Orbital Convex System (ROCS)

นาฬิกาทั้งสองรุ่นมาพร้อม สายยางสีสันสดใส ที่เข้าชุดกับหน้าปัด สีชมพูสำหรับรุ่น DE1 และ สีฟ้าเทอร์ควอยซ์สำหรับรุ่น DE2 นอกจากนี้ยังมี สายหนัง ให้เลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลุคที่ดูเป็นทางการมากขึ้น

TYPE 8 Daniel Engelberg เตรียมวางจำหน่ายตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2025 นี้ ผ่านร้านค้าออนไลน์ของ Ressence และตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการคัดเลือกทั่วโลก ในฐานะผลงานล่าสุดจากซีรีส์นาฬิกาศิลปะของ Ressence ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานของแบรนด์กับงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมยืนยันวิสัยทัศน์ในการรังสรรค์นาฬิกาผ่านการสื่อสารด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
มีให้เลือก 2 สไตล์โดนๆ ทั้ง TYPE 8.1 DE1 และ TYPE 8.1 DE2
  • ตัวเรือน: ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา ขนาด 42.9 มม. หนาแค่ 11 มม. บางเบาสบายข้อมือสุดๆ มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันสะท้อน และกันละอองน้ำได้ถึง 1 ATM
  • หน้าปัด: วัสดุเป็นไทเทเนียมเกรด 5 เช่นกัน ดีไซน์เป็นแผ่นดิสก์หมุน ที่แกะสลักลวดลายและตัวเลขด้วยเลเซอร์ลึก 0.5 มม. เติมด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® เกรด A สีฟ้า ให้มองเห็นชัดเจนแม้ในที่มืด
  • ฟังก์ชัน: เน้นความเรียบง่าย แต่แม่นยำ ด้วยการแสดงผลแค่ ชั่วโมง และ นาที เท่านั้น
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยระบบ ROCS 8 (Ressence Orbital Convex System) ที่จดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นกลไกอัตโนมัติที่ผ่านการปรับแต่งมาอย่างดี สำรองพลังงานได้นาน 36 ชั่วโมง มีทับทิม 20 เม็ด และเกียร์ 20 ชิ้น พร้อมลูกปืน 4 ตำแหน่ง เพื่อการทำงานที่ราบรื่นไร้ที่ติ
  • สาย: มาพร้อมสายยางสีสันสดใสที่เข้าชุดกับหน้าปัด คือสายยางสีชมพู สำหรับรุ่น DE1 และสายยางสีน้ำเงินอมเขียว สำหรับรุ่น DE2 นอกจากนี้ยังมีสายหนังสีน้ำเงิน เป็นตัวเลือกเสริมสำหรับลุคที่ต้องการความทางการมากขึ้น

อย่าลืมติดตามการอัปเดตได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา Revolution Thailand เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และได้สัมผัสกับงานฝีมืออันเป็นเลิศก่อนใคร

ภาพ | Ressence

ไขคำตอบว่า…ทำไมปี 1969 ถึงกลายเป็นขุมทองแห่งการเล่าเรื่องของวงการนาฬิกา?

ปี 1969 นัดกันหรือไง? ทำไมทุกแบรนด์ถึงพร้อมใจ “ขุด” ปีนี้ขึ้นมาเล่า!

ในคอลัมน์นี้ เราจะพาคุณไปสำรวจว่า ทำไมปี 1969 กลายเป็นขุมทองแห่งการเล่าเรื่องของวงการนาฬิกา? และวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกัน “ขุด” อดีตปีนี้ขึ้นมาบอกเล่าอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี กลไก หรือแม้แต่จุดเปลี่ยนสำคัญทางวัฒนธรรม

ช่วงนี้ใครที่ติดตามวงการนาฬิกาอย่างใกล้ชิด อาจรู้สึกเหมือนกันว่า “ปี 1969” กำลังกลายเป็นคำคุ้นหูจนน่าประหลาดใจ ไม่ว่าแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ ต่างก็พากันขุดเรื่องราวจากปีนี้ขึ้นมาเล่า ทั้งในแง่ของการออกแบบ กลไก ประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่ความรู้สึกของยุคสมัย

ในปี 1969 Zenith สร้างปรากฏการณ์ด้วย El Primero กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติความถี่สูง 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง จับเวลาละเอียดถึง 1/10 วินาที ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการและยังคงเป็นตำนานจนถึงปัจจุบัน
Seiko 6139 Speedtimer

Seiko 6139: กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติปี 1969 ที่มีขนาดกะทัดรัด (27.4 มม. สูง 6.5 มม.) และระบบขึ้นลานแบบ Magic Lever อันเป็นเอกลักษณ์ แม้เลิกผลิตในปี 1979 แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่น่าสนใจจากยุคนั้น

เราเห็น Seiko นำ 6139 กลับมาเล่าอีกครั้ง Zenith ผลัก El Primero รุ่นพิเศษออกมาไม่หยุด TAG Heuer ก็ไม่พลาดกับ Monaco ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำยุค ส่วน Omega ก็ใช้จังหวะครบรอบ Moonwatch ในปี 1969 เป็นแกนสำคัญของแคมเปญทั้งปี

TAG Heuer Monaco สร้างปรากฏการณ์ด้วยดีไซน์แหวกแนว และเป็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมเรือนแรกของโลกที่กันน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ หัวใจของมันคือ Calibre 11 หนึ่งในกลไกจับเวลาอัตโนมัติชุดแรก ที่มาพร้อมเม็ดมะยมด้านซ้ายอันเป็นเอกลักษณ์

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มันไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองแบรนด์ แต่เป็น “หลายสิบ” แบรนด์ ที่กำลังขุดคุ้ยจากแหล่งเดียวกัน คำถามคือ…นี่มันแค่ความบังเอิญจริงหรือเปล่า หรือมีอะไรมากกว่านั้น?

แล้วทำไมต้องปี 1969?

ถ้าจะเลือกปีหนึ่งในประวัติศาสตร์นาฬิกาที่มี “ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน” ปี 1969 คงอยู่ในลำดับต้นๆ นี่คือปีที่โลกนาฬิกาเหมือนถูกเขย่าจากทุกทิศทาง ทั้งเทคโนโลยี การออกแบบ และจุดเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม

  • กำเนิด Automatic Chronograph พร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย: ปีนี้คือสนามรบของกลไกจับเวลาอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น El Primero ของ Zenith ที่มาพร้อมความถี่สูงทะลุเพดาน Calibre 11 จากกลุ่มพันธมิตร Heuer-Breitling-Hamilton-Buren ที่สร้างสรรค์นาฬิกาดีไซน์ไอคอนิกอย่าง Monaco หรือ Seiko 6139 ที่หลายคนเชื่อว่าเป็น “เรือนแรกจริงๆ” ที่วางขายในตลาด
  • จุดเริ่มต้น “วิกฤตควอตซ์”: เป็นปีที่ Seiko เปิดตัว Astron Quartz เรือนแรกของโลก และปล่อยให้ “วิกฤตการณ์ควอตซ์” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นแบบเงียบๆ ซึ่งในที่สุดมันจะเขย่ารากฐานของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสอย่างรุนแรง
  • “นาฬิกาบนดวงจันทร์”: เป็นปีเดียวกับที่ Omega Speedmaster เดินทางไปกับนักบินอวกาศในการลงจอดบนดวงจันทร์ จนกลายเป็นหนึ่งในโมเดลที่ “ไม่มีใครลอกได้อีกแล้ว”
  • ดีไซน์หลุดกรอบ: และยังเป็นปีที่ดีไซน์หลายอย่างหลุดจากกรอบเดิมๆ อย่างชัดเจน เราได้เห็นนาฬิกาทรงเหลี่ยม ทรงวงรี ทรง UFO ที่วันนี้กลับกลายเป็นของสะสมที่หายากและเป็นที่ต้องการ

เรียกได้ว่า ปีนี้คือจุดที่ “โลกเก่ากำลังจะจากไป โลกใหม่เพิ่งจะเริ่มต้น” และนั่นทำให้มันกลายเป็นขุมทองของเรื่องราวที่เล่าได้ไม่รู้จบ

Seiko Quartz Astron 35SQ นาฬิกาข้อมือควอทซ์เรือนแรกของโลกที่เปิดตัวในปี 1969 โดย Kazunari Sasaki เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนาฬิกาไปตลอดกาลด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์และกลไกปฏิวัติวงการ
ผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในปี 1969″
ภาพนักบินอวกาศบนดวงจันทร์พร้อมนาฬิกา: “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ปี 1969: มนุษย์พิชิตดวงจันทร์พร้อม Omega Speedmaster คู่กาย

แล้วทำไมปีนี้ถึงถูก “ขุด” กลับมาพร้อมกัน?

คำตอบจริงๆ อาจเรียบง่ายกว่าที่คิด นั่นคือ “เพราะมันถึงเวลา” ปี 2024–2025 คือช่วงที่ครบรอบ 55 ปีของปี 1969 ซึ่งในแง่ของการตลาด นี่คือจังหวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการ “ปลุกอดีต” ขึ้นมาอีกครั้ง

ครบ 50 ปีอาจเร็วไปสำหรับหลายแบรนด์ แต่พอถึง 55 ปี ทุกอย่างเริ่มพร้อม เมื่อแบรนด์หนึ่งเริ่มก่อน อีกแบรนด์ก็เริ่มตาม ไม่ใช่เพราะลอกกัน แต่เพราะทุกคนเห็นเหมือนกันว่า “ปีนี้พูดแล้วมีของ”

ที่สำคัญ โลกนาฬิกาทุกวันนี้กำลังอยู่ในจุดที่ “ของใหม่” ไม่มีอะไรปฏิวัติเท่าเดิมอีกแล้ว แบรนด์จึงเลือกหันกลับไปหาของเก่า ที่มีน้ำหนักของเวลาอยู่ในตัวเอง นาฬิกาไม่ได้เป็นแค่วัตถุอีกต่อไป แต่มันคือตัวแทนของอดีตที่ยังหายใจอยู่ และปี 1969 คืออดีตที่เต็มไปด้วยชีวิตและจุดเปลี่ยน

เปิดตัวในปี 1969, Calibre 727 ได้รับการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยเพิ่มความถี่การเดินเป็น 3Hz ซึ่งต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนกว่า 15 ชิ้น นับเป็นการพัฒนาที่โดดเด่นของกลไกในยุคนั้น

หรือความหลัง กำลังกลายเป็นสินค้ารุ่นใหม่?

ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่พร้อมจะเล่า แต่ผู้คนก็พร้อมจะฟัง ตลาดนักสะสมกำลังโตขึ้นอย่างเงียบๆ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกำลังหันไปสนใจนาฬิกาวินเทจ เพราะรู้สึกว่ามันคือของจริงที่ไม่ต้องอธิบายเยอะ เรือนที่เคยดูเก่า วันนี้กลับกลายเป็นเรือนที่มีเรื่องราวมากกว่า และเมื่อความคลาสสิกกลายเป็นสิ่งใหม่ การเล่าย้อนจึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้เสมอ

ปี 1969 จึงกลายเป็นสนามแข่งของการเล่าเรื่องอย่างไม่ได้นัดหมาย ไม่มีใครนัดกัน แต่ทุกคนเห็นตรงกัน

ถ้าคุณถามว่า “แบรนด์นัดกันจริงมั้ย?” คำตอบคือ ไม่หรอก ไม่มีใครต้องโทรคุยกันเพื่อบอกว่า ปีนี้เราจะเล่าปี 1969 กันนะ แต่พวกเขาแค่ เห็นสิ่งเดียวกัน

  • เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในอดีตปีเดียวกัน
  • และเห็นว่าผู้คนกำลังพร้อมจะฟังเรื่องเล่าจากปีนั้นอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว เรื่องเล่าไม่เคยหายไปไหน มันแค่รอเวลาถูกปลุกขึ้นมาใหม่ ด้วยมุมมองใหม่ และผู้ฟังกลุ่มใหม่ ปี 1969 จึงไม่ใช่แค่ปีในประวัติศาสตร์อีกต่อไป เพราะมันกลายเป็น “พื้นที่ร่วมของความทรงจำ” ที่ทุกแบรนด์อยากเป็นเจ้าของชิ้นส่วนของมัน

โฆษณาสิ่งประดิษฐ์พลิกโฉมวงการจากปี 1969: Clinergic 21 escapement เทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในกลไกนาฬิกาอัตโนมัติหลายตัวในปีนั้น

บทสรุปในมุมมองแบบสาย Watch Insider:

นี่คือ “กลยุทธ์ตลาดที่หมุนเป็นวงจร” ไม่ใช่กระแสลอยๆ ของวงการนาฬิกา (โดยเฉพาะแบรนด์ระดับกลาง-สูง) ต้องมี Narrative มาเล่าเสมอ เพราะคนซื้อนาฬิกาไม่ใช่แค่ซื้อของใช้ แต่ซื้อ เรื่องราว + รสนิยม + อัตลักษณ์

และ “ปี 1969” คือปีที่มีของให้เล่าเยอะที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันมีทั้งจุดเริ่มต้นของ Quartz, Automatic Chronograph รุ่นแรกของโลก, Moon Landing กับ Speedmaster, และดีไซน์หลุดโลกแบบ Seiko UFO, Monaco เหลี่ยมๆ, El Primero

และเพราะในปี 2024–2025 นี้มัน “ครบรอบ 55 ปี” พอดิบพอดี แบรนด์เลยใช้โอกาสนี้แหละทำ Reissue รีเซ็ตภาพลักษณ์ และสร้างแคมเปญใหม่ได้พร้อมกันหมด สื่อก็เล่นด้วย เพราะมันมีเนื้อหาให้พูดถึงแบบขายได้ง่าย

แล้วใครเป็น “คนปลุก” กระแสนี้? อันนี้น่าสนใจ เพราะมันไม่ใช่แค่แบรนด์ที่เริ่ม แต่มี “คนปลุก” จากเบื้องหลัง อย่างเช่นว่า

  1. แบรนด์ใหญ่ที่มีมรดกในปีนั้น: Seiko, Zenith, TAG Heuer หรือ Omega ต่างขุดโมเดลสำคัญจากปีนั้นมาทำใหม่และสร้างแคมเปญ
  2. Auction House & Collector ใหญ่: บ้านประมูลนาฬิกาชั้นนำเริ่ม Highlight เรือนหายากจากปี 1969 บ่อยขึ้น ราคาทะลุเพดาน ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันไปหา Vintage ปีนี้มากขึ้น
  3. สื่อสาย Watch Enthusiast: เว็บไซต์ดังอย่าง Hodinkee, Fratello, Revolution, WatchTime เริ่มเขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับปี 1969 บ่อยผิดปกติมาตั้งแต่กลางปี 2023 เมื่อแบรนด์เห็นว่า “ติดตลาด” ก็ลงมือทำ Reissue กันแบบจัดเต็ม

เมื่อคอนเทนต์ถูกหมุนจากหลายทางพร้อมกัน ความรู้สึกว่า “ทำไมทุกแบรนด์พูดถึงปีนี้” เลยยิ่งชัด!

จากภาพรวมที่เห็นคือ “ปี 1969” กลายเป็นเหมือน ‘บทแรกของโลกใหม่’ สำหรับวงการนาฬิกา ซึ่งครบวาระพอดีกับช่วงที่คนรุ่นใหม่เริ่มเสพเรื่องราวจากอดีต และแบรนด์ต่างๆ ก็มองเห็นว่าการรีเฟรชประวัติศาสตร์ = การสร้างความรู้สึกร่วมแบบ Timeless ได้ดีที่สุด

คำถามคือ… ครั้งหน้า ปีไหนจะถูกขุดขึ้นมาอีก? และคุณจะยังอินอยู่หรือเปล่า?

พบกับการวิเคราะห์เจาะลึก พร้อมมุมมองที่น่าสนใจ ที่จะทำให้คุณเข้าใจโลกของเรือนเวลาได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย และอย่าพลาดติดตามเรื่องราวสนุกๆ ในครั้งต่อไป เราจะพาคุณไปค้นหาคำตอบของปรากฏการณ์และเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย

เที่ยงคืนแห่งความหวัง เมื่อ IWC Schaffhausen รังสรรค์เรือนเวลาแห่งการแบ่งปัน Portofino Automatic Pointer Date Laureus

เมื่อ IWC Schaffhausen รังสรรค์เรือนเวลาแห่งความหวัง เบื้องหลังความงามคลาสสิกของ Portofino Automatic Pointer Date Laureus คือเรื่องราว 20 ปีแห่งการให้และแบ่งปัน

ลองจินตนาการถึงคืนหนึ่งที่ผืนฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่เข็มนาฬิกาจะกระดิกเบาๆ พร้อมประกาศถึงการมาเยือนของวันใหม่ นั่นคือช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ ความหวังใหม่… และนั่นคือสิ่งที่เราสัมผัสได้ทุกครั้งที่มองดูเรือนเวลาจาก IWC Schaffhausen แบรนด์ที่ยังคงจารึกเรื่องราวของการให้และแบ่งปัน ที่ถักทอผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางสิ่งถึงมีคุณค่ามากกว่าที่เราเห็นด้วยตาเปล่า? สำหรับเรา Portofino Automatic Pointer Date Laureus เรือนนี้คือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด นี่คือหนึ่งในนาฬิกาข้อมืออันงดงาม ที่เป็นเหมือนสาส์นแห่งหัวใจที่ IWC Schaffhausen ส่งผ่านไปสู่โลกใบนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองพันธสัญญาที่ยืนยาวถึง 20 ปีกับ Laureus Sport for Good องค์กรระดับโลกที่ใช้พลังของกีฬามาจุดประกายความหวังและเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทั่วโลก

20 ปีแห่งพันธสัญญา เมื่อความหรูหรามาบรรจบกับเจตนารมณ์อันสูงส่ง

บางเรื่องราวก็งดงามจนต้องบอกต่อ… และเรื่องราวของ IWC Schaffhausen กับ Laureus Sport for Good ก็เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่ปี 2005 แบรนด์ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทของ Global Partner เคียงข้าง Laureus ในภารกิจอันยิ่งใหญ่ คือการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือทลายกำแพงแห่งความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และความไม่เท่าเทียม ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวก พลิกฟื้นชีวิตผู้คนมาแล้วนับล้าน และทุกๆ ปี IWC ก็จะรังสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญานี้… และในปีนี้ เราก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหมาย

Portofino Automatic Pointer Date Laureus ความงามที่บอกเล่าเรื่องราวในทุกจังหวะเวลา

ถึงเวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับหัวใจสำคัญของเรื่องราวในวันนี้กันแล้ว Portofino Automatic Pointer Date Laureus เรือนเวลารุ่นพิเศษลำดับที่ 17 นี้ ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มิลลิเมตร ถูกออกแบบมาให้สวมใส่สบาย เข้าได้กับข้อมือทุกขนาด และสิ่งที่สะกดทุกสายตาคงหนีไม่พ้น หน้าปัดสีน้ำเงิน Laureus Blue อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มาพร้อมผิวสัมผัสแบบ Sunray เล่นกับแสงได้อย่างมีชีวิตชีวา ราวกับผืนน้ำยามต้องแสงตะวันยามเช้า เสริมความหรูหราด้วยเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียมที่ตัดกับสีหน้าปัดอย่างลงตัว

แต่ไฮไลต์ที่แท้จริง อยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา นั่นคือ เข็มแสดงวันที่แบบอนาล็อก (Analogue Pointer-Date Indication) ซึ่งเป็นความคลาสสิกที่แสนละเอียดอ่อน เมื่อเข็มสั้นๆ กระโดดไปยังวันที่ใหม่ ณ เที่ยงคืนในแต่ละวัน มันคือภาพที่ชวนให้เฝ้ามอง เป็นการเตือนใจว่าทุกวันคือการเริ่มต้นใหม่เสมอ

ความสง่างามนี้ยังถูกเติมเต็มด้วยสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้าคู่กัน พร้อมบัคเคิลแบบปีกผีเสื้อที่ทำจากสเตนเลสสตีล ให้สัมผัสที่นุ่มนวลและสวมใส่สบาย ที่สำคัญยังมี ระบบเปลี่ยนสายแบบ Quick-Change System ที่ติดตั้งมาในตัว ทำให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือให้ยุ่งยาก

และเมื่อพลิกมาดูด้านหลังตัวเรือน คุณจะพบกับการแกะสลักโลโก้ Laureus Sport for Good อย่างประณีต ซึ่งยังเป็นการระลึกถึง การเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ของมูลนิธิ Laureus ในปี 2025 อีกด้วย ส่วนหัวใจที่ขับเคลื่อนเรือนเวลานี้คือกลไกอัตโนมัติอันเที่ยงตรง ที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาของ IWC ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

จุดประกายความฝัน เรื่องราวจากลานสเก็ตของ Figure Skating in Harlem

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าทุกๆ ปี IWC Schaffhausen จะเลือกสนับสนุนโครงการที่โดดเด่นของ Laureus Sport for Good และในปี 2025 นี้ แสงสปอตไลต์ได้สาดส่องไปที่ Figure Skating in Harlem (FSH) องค์กรที่ไม่ใช่แค่สอนสเก็ตลีลา แต่ยังผสานการสนับสนุนด้านวิชาการ การพัฒนาความเป็นผู้นำ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับเด็กผู้หญิงผิวสีในมหานครนิวยอร์ก

ลองนึกภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ บนลานสเก็ต ที่ไม่ได้เพียงแค่เรียนรู้ท่าทางอันสง่างาม แต่ยังได้ซึมซับบทเรียนชีวิต ได้สร้างความมั่นใจ ได้พัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ และได้เปิดโลกทัศน์ทางการศึกษา นี่คือสิ่งที่ FSH มอบให้ และนี่คือสิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้กำลังบอกเล่า

Portofino Automatic Pointer Date Laureus จึงเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือบอกเวลาทั่วๆไป เพราะนี่คือสะพานเชื่อมระหว่างความงดงามทางศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา กับพลังแห่งการให้ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอนาคตให้ดีขึ้น

การที่ IWC Schaffhausen เลือกที่จะนำเรื่องราวของ Figure Skating in Harlem มาเล่าผ่านเรือนเวลาอันงดงามนี้ จึงไม่ใช่แค่การสนับสนุนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายเรื่องราวของความหวัง แรงบันดาลใจ และพลังของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฉันรู้สึกผูกพันกับเรือนเวลานี้ และเชื่อว่าคุณเองก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

เรื่องราวของ Portofino Automatic Pointer Date Laureus คงทำให้คุณเห็นแล้วว่า นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นเสมือนหัวใจที่เต้นไปพร้อมกับเรื่องราวของผู้คน ความหวัง และแรงบันดาลใจจากทั่วทุกมุมโลก

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกแห่งเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ มิติที่ซับซ้อนแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงเดินของเวลา ความประณีตของกลไก หรือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเข็มนาฬิกา… อย่าลืมติดตามเพื่อร่วมกันสำรวจโลกของนาฬิกา และค้นพบว่า “เวลา” สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่สวยงามได้มากมายแค่ไหน แล้วพบกันใหม่ในวันจันทร์หน้า

ภาพ:ที่มา | IWC

บทสัมภาษณ์พิเศษ: เจาะลึกโลกนักสะสมนาฬิกาและงานศิลป์กับ “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ”

บทสัมภาษณ์พิเศษ: จากนาฬิกาสู่ผลงานมาสเตอร์พีซ เปิดมุมมองนักสะสมนาฬิกา “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ” ผู้หลงใหลในความงามเหนือกาลเวลา

เมื่อพูดถึงศิลปะและนาฬิกา เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย แบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ จึงมีความหลงใหลในการสะสมทั้งงานศิลปะและนาฬิกา โดยเฉพาะของที่หามาได้ยาก สำรวจมุมมองของเขาเกี่ยวกับศิลปะและกาลเวลากัน

INTERVIEW BORDIN CENVIBOON 

บทสัมภาษณ์พิเศษ นักสะสมนาฬิกา
บทสัมภาษณ์พิเศษนักสะสมนาฬิกา จากความหลงใหล สู่คอลเลกชันสุดพิเศษ ที่มองเห็นคุณค่าและจิตวิญญาณในทุกชิ้นงานศิลปะและนาฬิกาหายาก

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสนใจสะสมทั้งนาฬิกาและงานศิลปะ และคุณมองว่าสองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจสะสมทั้งนาฬิกาและงานศิลปะ มาจากความหลงใหลในความสวยงามและรายละเอียดของทั้งสองสิ่ง ผมสะสมงานศิลปะหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานของศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงระดับปรมาจารย์ในวงการศิลปะ โดยส่วนใหญ่เป็นภาพวาดประมาณ 80% และอีก 20% เป็นประติมากรรม เช่น งานของพี่สยามรัฐที่ปั้นพระบรมรูปในหลวงออกมาได้อย่างสมจริง หรือผลงานประติมากรรมรูปสัตว์ของอาจารย์ไพรวา ไรวา ซึ่งมีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ 

คุณมองว่าวงการสะสมนาฬิกาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อตลาดมากที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ราคานาฬิกามีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักร แต่ปัจจุบันราคากลับมาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้เรามีความสนุกในการเลือกซื้อมากขึ้น ข้อดีของนาฬิกาคือมีหลากหลายรุ่น แต่เรือนที่ตรงกับความต้องการของเรานั้นอาจมีไม่มากนัก ถือเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส  

นอกจากนี้ เรื่องของคอนดิชันก็เป็นปัจจัยสำคัญ แม้ว่านาฬิการุ่นหนึ่งอาจมีจำนวนมากในตลาด แต่สภาพที่เราต้องการหรือสเปกที่ตรงใจอาจมีมาให้เลือกเพียงปีละครั้ง ทำให้การตัดสินใจต้องรวดเร็ว เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

คุณเลือกสะสมงานศิลปะโดยเน้นที่ความชอบหรือมองเป็นการลงทุน และมีศิลปินคนไหนที่คุณชื่นชอบหรือน่าจับตามองเป็นพิเศษ

ผมมองว่าวงการศิลปะมีหลายระดับ ศิลปินรุ่นใหม่มักเริ่มจากการขายผลงานเพื่อสร้างทุนสำหรับการศึกษาและพัฒนาตัวเอง และเมื่อพวกเขาสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น มูลค่าของงานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การสะสมศิลปะสำหรับผมเป็นเรื่องของความชอบมากกว่าการลงทุน แม้ว่าราคาจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเรารักและชื่นชมในงานนั้นจริง ๆ เราก็จะมีความสุขกับการได้ครอบครองและมองเห็นมันทุกวัน

The Collector’s Perspective นักสะสมนาฬิกา
บทสัมภาษณ์พิเศษ นักสะสมนาฬิกา

ในคอลเลกชันของคุณ มีเรือนไหนที่คุณคิดว่าเป็นตัวแทนของศิลปะมากที่สุด และเพราะอะไร

เรือนที่ผมเลือกคือ Grand Seiko GMT ซึ่งเป็นรุ่นที่เพิ่งได้รับการโปรโมทในไทยไม่นานมานี้ จริง ๆ แล้ว Grand Seiko มีหลายรุ่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคอลเลกชันที่แทนฤดูกาลทั้งสี่ คือ ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน และฤดูใบไม้ผลิ แรงบันดาลใจของรุ่นนี้มาจาก ความเงียบสงัดของยามค่ำคืน มีเมฆและพระจันทร์ ซึ่งถ้าดูที่หน้าปัดแล้ว จะเห็นว่ามันมีลวดลายที่คล้ายริ้วของเมฆ พร้อมกับดีเทลที่งดงามมาก จนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นงานศิลปะที่เกิดจากการตวัดพู่กัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกเรือนนี้เป็นตัวแทนของศิลปะในคอลเลกชันของผมครับ

ความประณีตที่สัมผัสได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Grand Seiko GMT เรือนนี้เป็นตัวแทนของศิลปะในคอลเลกชันของคุณแบงค์ ลวดลายหน้าปัดที่งดงามราวภาพวาด คือเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน

นาฬิกา Jaeger-LeCoultre Reverso Duoface 8 Days มีอะไรพิเศษที่ทำให้คุณใช้เวลาหลายปีในการตามหา?

ผมเป็นคนที่ชอบ Reverso อยู่แล้ว แต่เรือนนี้พิเศษตรงที่ผมค่อย ๆ เก็บเงินเพื่อจะได้หน้าปัดแบบนี้ รุ่นนี้มีชื่อว่า 8 Days และผมหามานานเกือบสิบปีกว่าจะเจอ สิ่งที่ทำให้เรือนนี้โดดเด่นคือความสมดุลของดีไซน์ เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งหน้าปัดสีดำและสีขาว เพียงแค่พลิกด้าน ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนมีสองเรือนในหนึ่งเดียว นอกจากนี้ ผมชอบตัวฟอนต์และการวางเลย์เอาต์ที่สวยงาม และลงตัวในแบบที่ผมชอบจริง ๆ ครับ

Rolex Daytona Meteorite มีเสน่ห์อย่างไร และอะไรที่ทำให้มันเปรียบเหมือนงานศิลปะแบบ Abstract?

นี่คือ Daytona รุ่นหน้าปัด Meteorite ซึ่งทำจากก้อนอุกกาบาตที่ Rolex นำมาสไลด์เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วประกอบเข้ากับตัวเรือนไวท์โกลด์ ความพิเศษของ Meteorite คือแต่ละแผ่นมีลวดลายเฉพาะตัว ทำให้ทุกเรือนมีเอกลักษณ์และความงามที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ เข็มไวท์โกลด์ยังตัดกับสีแดงอย่างลงตัว ทำให้หน้าปัดดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ก็เหมือนกับงาน Abstract ที่แต่ละชิ้นมีเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่สามารถทำซ้ำได้ และสำหรับ Rolex แล้ว Daytona ถือเป็น “King of Rolex” อย่างแท้จริงครับ

Rolex Daytona Meteorite ความพิเศษที่ไม่อาจทำซ้ำได้ หน้าปัดที่สร้างสรรค์จากอุกกาบาตแท้ ทำให้ทุกเรือนมีลวดลายไม่เหมือนกัน ราวกับงานศิลปะ Abstract

บทสัมภาษณ์พิเศษ นักสะสมนาฬิกา

Patek Philippe Worldtime 5110 มีจุดเด่นอะไรที่ทำให้คุณต้องการเก็บสะสม?

นาฬิการุ่นนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากที่ไมโครโรเตอร์กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง อย่างเช่น Chopard ที่ออกแบบได้อย่างสวยงาม หรือในยุคก่อนหน้านั้น Universal Genève ก็มีชื่อเสียงด้านนี้เช่นกัน

ผมชอบนาฬิกายุค Neo Vintage (ช่วงปี 2000) เพราะมีความสะดวกในการใช้งานมากกว่ารุ่นเก่า จุดเด่นของ Worldtime 5110 คือ หน้าปัดที่มีการแกะสลักลวดลาย และตัวเรือนแพลทินัมที่เพิ่มความหรูหราด้วยเพชรเม็ดเล็กฝังอยู่ที่ด้านล่าง เรือนนี้เป็นรุ่นแพลทินัม ซึ่งผมชื่นชอบมากและใช้เวลาหลายปีในการตามหา เพราะมันมีมูลค่าทางการสะสมสูง รุ่นนี้จะมีให้เลือกทั้งเยลโลว์โกลด์ โรสโกลด์ และไวท์โกลด์ครับ แต่สิ่งที่ทำให้แพลทินัมโดดเด่นคือ หน้าปัดสีน้ำเงิน ที่เป็นเอกลักษณ์ ต่างจากรุ่นอื่น ๆ ที่ใช้หน้าปัดสีเดียวกันทั้งหมด

The Collector’s Perspective นักสะสมนาฬิกา

ในคอลเลกชันของคุณ มีเรือนไหนจาก Audemars Piguet ที่โดดเด่นและพิเศษสำหรับคุณที่สุด 

เรือนนี้หายากมากและมีความพิเศษที่ Extra Thin ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของมัน ผู้ออกแบบคือ Gérald Genta ผู้สร้างสรรค์ Audemars Piguet Royal Oak และ Patek Philippe Nautilus ซึ่งเป็นสองรุ่นไอคอนิกของโลกนาฬิกา เรือนนี้คือ Ref. 5402 รุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อ 50 ปีก่อน และเป็นต้นแบบของทุกโมเดลที่ตามมา คนส่วนใหญ่ที่รู้จัก Royal Oak มักคุ้นเคยกับรุ่น 15400 และ 15500 แต่ 5402 คือบรรพบุรุษตัวจริง โดยเปิดตัวเป็นซีรีส์ A, B, C ซึ่งแต่ละซีรีส์ผลิตเพียง 1,000 เรือน

ในช่วงครบรอบ 20 ปีของ Royal Oak ทางแบรนด์ได้เฉลิมฉลองด้วยการเปิดตัว Ref. 14802 โดยใช้ชิ้นส่วนที่เหลือจากการผลิต 5402 เรือนนี้มีฝาหลังใสและโรเตอร์สลักเป็น Limited Edition รุ่นสตีลมีเพียง 600 เรือน โดยแบ่งเป็นหน้าปัด สีแซลมอน และอีกสีหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นวัสดุ เยลโลว์โกลด์และโรสโกลด์ รวมกันประมาณ 1,000 เรือน สิ่งที่ทำให้เรือนนี้พิเศษคือ Extra Thin และเป็นต้นแบบของรุ่น 15202 ซึ่งยังคงแนวคิดเดียวกัน โดยรหัส 202 ในชื่อรุ่นสะท้อนถึงความบางของตัวเรือนได้อย่างชัดเจนเลยครับ

นอกจากดีไซน์แล้ว ฟีลลิ่งของเรือนนี้ยังให้อารมณ์คล้ายกับหน้าปัดทรอปิคอล ที่สีสันจะเปลี่ยนไปตามอายุ ซึ่ง AP แต่ละเรือนก็จะมีพัฒนาการของสีหน้าปัดที่ต่างกัน ผมสังเกตว่าความแตกต่างนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงงานที่ผลิต เพราะจากประสบการณ์ของผมที่สะสมนาฬิกาวินเทจ AP ที่เฟดลงจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางเรือนมาร์กเกอร์มีการละลายในแบบที่ไม่เหมือนกัน ผมมองว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ เหมือนกับมนุษย์ เมื่อเวลาผ่านไป เราทุกคนล้วนพัฒนาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความไม่สมบูรณ์แบบนี้เองที่ทำให้เรามองเห็นความงามในแบบของตัวเองครับ

ต้นแบบแห่งตำนาน Audemars Piguet Royal Oak Ref. 5402 Extra Thin นาฬิกาที่เป็นดั่งประวัติศาสตร์และงานดีไซน์ของ Gérald Genta ที่พลิกโฉมวงการ

Vacheron Constantin เรือนนี้มีความพิเศษอย่างไร และอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกว่านี่คือศิลปะบนข้อมือ

เรือนนี้เป็นนาฬิกาที่ถ้าถามคนรุ่นใหม่ หลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็น Vacheron Constantin (VC) เพราะในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักนึกถึง Overseas ซึ่งเป็นแนวสปอร์ต แต่ในยุคของผม Overseas ยังไม่มีนะ และเรือนนี้คือ Mercator เท่าที่ผมจำได้ รุ่นนี้ตั้งชื่อตาม Gerardus Mercator คนที่เคยเขียนแผนที่โลกในยุคก่อน และจุดที่ทำให้เรือนนี้พิเศษคือ หน้าปัดมีแผนที่ประเทศไทย มาพร้อมคำว่า “Siam“ ที่ถูกสลักไว้อย่างชัดเจน โดยมีเพียง 30 เรือนในโลก

ผมโชคดีมากที่ได้เรือนนี้มา เพราะมีคนสนิทไปเจอที่ต่างประเทศ หนึ่งในรายละเอียดที่ผมชอบที่สุดคือ เข็มนาฬิกาหน้าตาคล้ายวงเวียน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของฟังก์ชัน Bi-Retrograde แบ่งการแสดงผลออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสำหรับชั่วโมง อีกฝั่งสำหรับนาที ถึงแม้ว่าฟังก์ชัน Retrograde จะมีอยู่ในนาฬิการุ่นอื่น ๆ แต่ดีไซน์ของ Mercator ทำให้มันดูโดดเด่นและมีเสน่ห์มาก จริง ๆ แล้ว ผมแทบไม่ได้ตั้งเวลาเลยด้วยซ้ำ แค่ได้ดูมันก็เพลินแล้ว 

ผมเป็นคนที่ชอบ Reverso อยู่แล้ว แต่เรือนนี้พิเศษตรงที่ผมค่อย ๆ เก็บเงินเพื่อจะได้หน้าปัดแบบนี้ รุ่นนี้มีชื่อว่า 8 Days และผมหามานานเกือบสิบปีกว่าจะเจอ สิ่งที่ทำให้เรือนนี้โดดเด่นคือความสมดุลของดีไซน์ เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งหน้าปัดสีดำและสีขาว เพียงแค่พลิกด้าน ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนมีสองเรือนในหนึ่งเดียว นอกจากนี้ ผมชอบตัวฟอนต์และการวางเลย์เอาต์ที่สวยงาม และลงตัวในแบบที่ผมชอบจริง ๆ ครับ

บทสัมภาษณ์พิเศษ นักสะสมนาฬิกา

Vacheron Constantin Mercator กับแผนที่ประเทศไทยและคำว่า “Siam” ที่สลักอย่างประณีต มีเพียง 30 เรือนในโลก!

The Collector’s Perspective นักสะสมนาฬิกา

ในฐานะแฟนพันธุ์แท้ของ A. Lange & Söhne อะไรทำให้คุณหลงใหลในแบรนด์นี้ และเพราะเหตุใด Datograph ถึงเป็นเรือนที่คุณต้องมีในคอลเลกชัน?

A. Lange & Söhne ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงที่ผมหลงใหลมาก เพราะความซับซ้อนและความประณีตของงาน Craftsmanship ที่พวกเขาทำออกมา การออกแบบที่ไม่เหมือนใครและละเอียดอ่อนทำให้แต่ละเรือนมีความพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะรุ่น Datograph ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในวงการนาฬิกา แม้แต่ Philippe Dufour ก็ยังพูดถึงความยอดเยี่ยมของมัน

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว A. Lange & Söhne ยังถือว่าเป็นแบรนด์ที่หลายคนไม่ค่อยรู้จัก เพราะไม่ได้อยู่ในกระแส แต่ผมโชคดีที่ได้มีเพื่อนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์นี้ ซึ่งทำให้ได้เริ่มศึกษาและค้นพบว่า ทำไมคนถึงหลงรัก Lange มันเป็นเรื่องของรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา เช่น การออกแบบ Big Date ที่มีแรงบันดาลใจจากเมืองเดรสเดน ซึ่งสื่อถึงความไอคอนิกของเมืองนั้น และการเห็น กลไกของเครื่อง ที่เปิดเผยทางด้านหลัง ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก

งานคราฟต์ที่ซับซ้อนและประณีต A. Lange & Söhne Datograph เหตุผลที่คุณแบงค์หลงใหลในแบรนด์นี้คือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในทุกส่วนประกอบ พร้อมดีไซน์ที่ลงตัวและฟังก์ชันที่ครบครัน

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ Lange คือ ความสะดวกในการใช้งาน เช่นการตั้งวันที่ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่ม Quick Date ที่สะดวกมาก และพลังงานสำรอง 36 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะไม่มากนัก แต่ขนาดที่พอดีกับข้อมือ และความละเอียดในการออกแบบของ Lange ทำให้มันกลายเป็น Magic Number ที่ลงตัว

Datograph ถือเป็นเรือนที่ผมต้องมีในคอลเลกชันเพราะมันมี การออกแบบที่ลงตัว ฟังก์ชันที่ครบครัน และที่สำคัญคือมันสะท้อนถึง ความประณีตของการทำงาน ที่อยู่ในทุกชิ้นส่วนของนาฬิกา นอกจากนี้การที่แพลทินัมของ Lange ถูกใช้ในการสร้างสรรค์และมีหน้าปัดสีดำ ก็ยิ่งทำให้มันดูพิเศษและสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้านเลยครับ

สามารถรับชมบทสัมภาษณ์ The Collector’s Perspective เพิ่มเติมได้ที่
และติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

PHOTO BY: ธนัท เตรียมชาญชูชัย (โดนัท)

ติดตามบทสัมภาษณ์อื่นๆ เพิ่มเติม:
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย
สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ผู้หลงใหลในการสะสมนาฬิกา
สัมภาษณ์พิเศษ: Akio Naito ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation
Exclusive: Cameron Barr แชร์เรื่องราวเบื้องหลังความท้าทายและความสำเร็จในการออกแบบนาฬิกาคอลลาโบเรชันครั้งแรกกับ Zodiac

Deep Dive EP.2: Bulova | จากร้านเล็กสู่แบรนด์นาฬิการะดับโลก

0

Deep Dive: Bulova จากร้านเล็กในนิวยอร์ก สู่แบรนด์นาฬิกาผู้ปฏิวัติวงการแห่งความเที่ยงตรงและนวัตกรรมระดับโลก

ย้อนรอย Bulova แบรนด์นาฬิกาผู้บุกเบิก! จากร้านเครื่องประดับเล็กๆ ในนิวยอร์กปี 1875 โดย Joseph Bulova สู่การปฏิวัติวงการด้วยการผลิตนาฬิกาแบบอุตสาหกรรม!

https://youtu.be/PiGq9zg2lX0

ร่วมเจาะลึกบทบาทสำคัญของ Bulova ในยุคแห่งการบิน สนับสนุนนักบินผู้กล้าอย่าง Charles Lindbergh และ Amelia Earhart รวมถึงการปฏิวัติโลกด้วยนวัตกรรม Accutron นาฬิกา Tuning Fork เรือนแรกของโลก ที่แม่นยำจน NASA เลือกใช้ในภารกิจ Apollo และการเดินทางสู่ดวงจันทร์!

Bulova ยังมีส่วนสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สอง ผลิต “นาฬิกาที่ชนะสงคราม” (A-11) และแม้จะอยู่ภายใต้เครือ Citizen แต่จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมก็ยังคงอยู่! มาร่วมค้นพบเรื่องราว 150 ปีแห่งประวัติศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสำเร็จของ Bulova ไปพร้อมกัน!

พบกับความพิเศษได้ใน Deep Dive โดย REVOLUTION THAILAND
ชมวิดีโอตัวเต็มได้ที่ YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND

Instagram: @revowatchthai
Facebook: RevoWatchThai
Website: revolutionthailand.com

Wrist Luck: รู้ไหมว่าแค่ “วัสดุ” ของนาฬิกาก็ส่งผลถึงดวงคุณได้? เติมเต็มโชคให้ข้อมือคุณ

วัสดุนาฬิกาก็มีผล! เจาะลึกความหมายของตัวเรือนและสายนาฬิกา สเตนเลสสตีล ทองคำ สายหนัง หรือสายยาง วัสดุแบบไหนที่ใช่สำหรับโชคของคุณ?

คอลัมน์ Wrist Luck รอบนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของนาฬิกาและโชคชะตาไปด้วยกัน หลังจากที่เราคุยกันเรื่องสไตล์และสีหน้าปัดไปแล้ว วันนี้ถึงคิวของอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย นั่นก็คือ “วัสดุ” ที่ใช้ทำตัวเรือนและสายนาฬิกา ของเรานี่แหละ

หลายคนอาจคิดว่าวัสดุก็แค่วัสดุ แต่จริงๆ แล้วมันมีผลกับพลังงานที่เราดึงดูดเข้ามาในชีวิตได้ไม่น่าเชื่อเลยนะ เพราะวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สะท้อนถึงพลังงานที่ต่างกันออกไป ลองมาดูกันว่าวัสดุแบบไหนจะช่วยเสริมพลังให้ชีวิตคุณได้บ้าง

1. ตัวเรือนสเตนเลสสตีล: แข็งแกร่ง ทนทาน และทันสมัย

ถ้าพูดถึงนาฬิกา วัสดุแรกๆ ที่คนนึกถึงก็ต้องสเตนเลสสตีล นี่แหละ เพราะมันฮิตสุดๆ ด้วยความที่แข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อน แถมยังดูทันสมัยใส่ได้ทุกวัน ทุกโอกาส ในแง่ของพลังงาน สเตนเลสสตีลจะสื่อถึงความไม่ยอมแพ้ ความมั่นคง และความพร้อมที่จะลุยกับทุกสิ่ง เหมาะมากๆ สำหรับคนที่อยากรู้สึกมั่นคง พร้อมรับมือทุกความท้าทาย และอยากให้ตัวเองดูเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง

ตัวอย่างเสริมพลัง: Omega Seamaster Diver 300M Co-Axial Master Chronometer 42mm (Ref. 210.30.42.20.06.002)

สำหรับใครที่อยากเสริมพลังความแข็งแกร่ง ความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ และความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ Omega Seamaster Diver 300M ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มม. เรือนนี้คือที่สุดเลย ด้วยดีไซน์สปอร์ตแต่แฝงความหรูหราแบบฉบับ Omega ที่สร้างประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1993 รุ่นนี้โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ที่มีสเกลดำน้ำสลักด้วยเลเซอร์แบบยกนูน ขับเน้นความทนทาน และหน้าปัดสีเทาด้านที่รังสรรค์จากสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD พร้อมลายคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Seamaster ที่คุณมองเห็นได้ชัดเจนผ่านกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้แค่สวยนะ แต่ยังโคตรอึดและเที่ยงตรงสุดๆ

ด้วยกลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ที่สามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังตัวเรือนแบบเปลือย กลไกนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานขั้นสุดยอดจาก METAS ทำให้มั่นใจได้เลยว่าแม่นยำ ทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และเชื่อถือได้จริงๆ แถมยัง กันน้ำลึก 300 เมตร มี Helium Escape Valve และเม็ดมะยมแบบขันเกลียวอีกต่างหาก คุณสมบัติเหล่านี้ตอกย้ำความหมายของความพร้อมที่จะดำดิ่งสู่ทุกความท้าทายในชีวิตได้อย่างไม่เกรงกลัว

การใส่นาฬิกาเรือนนี้ก็เหมือนคุณกำลังบอกกับตัวเองว่า “ฉันแกร่งพอจะรับมือได้ทุกอย่าง!” พร้อมพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง ทำให้คุณมั่นใจในความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในทุกย่างก้าว

2. ตัวเรือนทองคำ/โรสโกลด์: มั่งคั่ง หรูหรา และสำเร็จ

พอพูดถึง ทองคำกับโรสโกลด์ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงความรวย ความหรูหรา และความสำเร็จจริงไหม? ถ้าพูดในทางจิตวิทยา สีทองและโรสโกลด์จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ เสริมบารมี และดึงดูดความสำเร็จทั้งเรื่องเงินๆ ทองๆ และเรื่องงานโดยตรง เหมาะมากๆ สำหรับช่วงเวลาที่คุณอยากเฉิดฉาย อยากดึงดูดโอกาสดีๆ ทางการเงิน หรืออยากให้คนสนใจในสิ่งที่คุณทำ เพราะมันจะช่วยสร้างออร่าแห่งความสง่าราศีและความน่าจับตาให้กับคุณ

ตัวอย่างเสริมพลัง: Cartier Tank Louis Cartier (Small Model, Rose Gold)

ถ้าอยากแสดงออกถึงความมั่งคั่ง ความสำเร็จ และบารมีในแบบที่เรียบหรู แต่ยังคงไว้ซึ่งรสนิยมที่สง่างามและเป็นเอกลักษณ์ เรือนนี้มาพร้อมตัวเรือน ทองคำ 18K โรสโกลด์ ทั้งเรือนคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เป็น “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตอันประณีต”

ด้วยดีไซน์ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Tank ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1917 นาฬิกาเรือนนี้สื่อถึงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาดกะทัดรัด 29.5 มม. x 22 มม. ที่บางเฉียบเพียง 6.62 มม. มอบความรู้สึกหรูหรา สง่างาม และใส่สบายอย่างเหลือเชื่อ เม็ดมะยมประดับด้วยคริสตัลแซฟไฟร์ทรง Cabochon สีน้ำเงินที่เด่นสง่า หน้าปัดทรงลูกปัดสีเงิน ประดับด้วยเลขโรมันและเข็มนาฬิกาสตีลสีน้ำเงินทรงดาบ สะท้อนถึงงานฝีมืออันประณีตของช่างนาฬิกา Cartier แม้จะใช้กระจกแบบ Mineral Crystal แต่ก็ยังคงความคลาสสิกของนาฬิกายุคเก่าไว้ได้อย่างครบถ้วน

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ (Manual Winding Mechanical Movement) ที่เน้นฟังก์ชันบอกเวลาชั่วโมงและนาทีอย่างเรียบง่าย ซึ่งเป็นการยกย่องศิลปะการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม และมาพร้อมสายหนังจระเข้สีน้ำตาลเงางามพร้อมหัวเข็มขัดโรสโกลด์

การสวมใส่ Cartier Tank Louis Cartier ตัวเรือนโรสโกลด์ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมบารมีและสถานะของคุณ แต่ยังเป็นเหมือนแม่เหล็กคอยดึงดูดความสำเร็จ โอกาสทางธุรกิจ และความมั่งคั่งให้เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและประวัติศาสตร์อันยาวนาน นาฬิกาเรือนนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของคุณในฐานะผู้ประสบความสำเร็จที่มีรสนิยมเหนือระดับอย่างแท้จริง

3. สายหนัง: คลาสสิก นุ่มนวล และอบอุ่น

สำหรับคนที่ชอบความเรียบง่าย แต่มีสไตล์ สายหนัง คือตัวเลือกที่ใช่เลย เพราะมันสื่อถึงความคลาสสิก ความนุ่มนวล และความอบอุ่น ซึ่งในทางจิตวิทยา สายหนังช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ และดูเป็นมิตรเข้าถึงง่าย เหมาะกับทั้งลุคที่เป็นทางการและลุคสบายๆ เพราะมันจะช่วยเสริมความสุภาพและน่าเชื่อถือให้กับคุณ

ตัวอย่างเสริมพลัง: นาฬิกาสายหนังจระเข้คุณภาพสูง

ใครที่อยากเสริมลุคให้ดูเป็นคนมีรสนิยม แต่งตัวดี และมีความประณีตละเอียดอ่อน นาฬิกาที่มาพร้อมสายหนังจระเข้คุณภาพสูงคือสิ่งที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นาฬิกาแบบนี้มักโดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลา หน้าปัดที่ทำอย่างประณีต และกลไกอัตโนมัติ Swiss Made ที่เที่ยงตรง

การเลือกสายหนังจระเข้แท้ๆนอกจากให้ความรู้สึกหรูหราและนุ่มสบายบนข้อมือแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมีระดับและความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนรอบข้างได้จริงๆ ความอบอุ่นของสายหนังยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นกันเองและน่าเข้าหา ทำให้คุณดูเป็นผู้ที่มี EQ ดี สุภาพ นุ่มนวล และน่าเชื่อถือ นาฬิกาที่มีสายหนังจระเข้จึงช่วยเสริมพลังแห่งความสัมพันธ์ที่ดี และความสำเร็จที่มาจากความเข้าใจผู้อื่น

ตัวอย่างเสริมพลัง: สายหนังลูกวัว

สำหรับคนที่มองหานาฬิกาสายหนังที่เน้นความคลาสสิก เรียบง่าย แต่ยังคงความหรูหราและเข้าถึงได้ง่ายกว่า IWC Portofino Automatic ที่มาพร้อมสายหนังลูกวัว คือตัวเลือกที่ลงตัว คอลเลกชัน Portofino ขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากความงามแบบเมดิเตอร์เรเนียน ตัวเรือนมีเส้นสายที่โค้งมนสง่างาม หน้าปัดดูสะอาดตา พร้อมหลักชั่วโมงเรียบง่ายที่สะท้อนความหรูหราแบบไม่ต้องตะโกน

สายหนังลูกวัวคุณภาพดีให้สัมผัสที่นุ่มนวลและสวมใส่สบายตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลอง ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติของหนังลูกวัวจะช่วยเสริมบุคลิกให้คุณดูเข้าถึงง่าย มีเสน่ห์แบบสบายๆ แต่ยังคงความน่าเชื่อถือและภูมิฐาน นาฬิกา IWC Portofino Automatic สายหนังลูกวัวจึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจถึงความสมดุลในชีวิต และพลังของการเป็นตัวเองที่แท้จริง

ตัวอย่างเสริมพลัง: IWC กับสายหนังทางเลือก (TimberTex®/MiraTex®)

สำหรับผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมองหานาฬิกาสายหนังที่ผสานความหรูหราเข้ากับความยั่งยืน IWC ที่มาพร้อมสายหนังทางเลือกอย่าง TimberTex® หรือ MiraTex® คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สายหนังนวัตกรรมเหล่านี้มอบรูปลักษณ์และความรู้สึกหรูหราไม่ต่างจากหนังแท้ โดยไม่ลดทอนคุณภาพ ความทนทาน หรือความสบายในการสวมใส่เลย

สายนาฬิกา TimberTex® ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้เส้นใยจากพืชที่มาจากต้นไม้ซึ่งได้รับการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ส่วนสาย MiraTex® นั้นผลิตจากวัสดุชีวภาพ 100% ไม่มีส่วนผสมของปิโตรเคมีหรือพลาสติกเลย การเลือกนาฬิกา IWC ที่มาพร้อมสายหนังทางเลือกเหล่านี้ ไม่เพียงแสดงถึงรสนิยมและความมีสไตล์ของคุณเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง วิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมพลังแห่งการเป็นผู้นำ และดึงดูดสิ่งดีๆ ที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ยั่งยืนเข้ามาในชีวิตคุณ

4. สายโลหะ: แข็งแกร่ง มั่นคง และดูเท่

ถ้าคุณเป็นคนชอบความเท่ ความทันสมัย และพร้อมลุย สายโลหะ คือตัวเลือกที่เหมาะกับคุณสุดๆ เพราะมันสื่อถึงความแข็งแกร่ง ความมั่นคง และความคล่องตัว ในทางจิตวิทยา สายโลหะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกมั่นใจ ไม่เปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ เมื่ออยู่บนข้อมือ มันจะให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและพร้อมลุยจริงๆ

ตัวอย่างเสริมพลัง: IWC กับสายโลหะคุณภาพสูง

สำหรับคนที่ต้องการความมั่นคง ความแข็งแกร่ง และสไตล์ที่เหนือกาลเวลา นาฬิกา IWC ที่มาพร้อมสายโลหะ คือคำตอบที่ตอบโจทย์ได้อย่างยอดเยี่ยมเลย วัสดุสเตนเลสสตีลที่ใช้ทำสายโลหะของ IWC ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง ทนทาน และยังทนทานต่อการกัดกร่อนสูง ไม่ว่าจะจากเหงื่อ ความชื้น หรือน้ำทะเล ทำให้เป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้ในทุกโอกาส

สายโลหะของ IWC นอกจากให้ความรู้สึกบึกบึนแข็งแรงแล้ว มันยังผสมผสานการออกแบบที่หลากหลาย ทั้งพื้นผิวแบบขัดเงาและแบบซาติน การปรับความยาวสายก็ทำได้ง่ายๆ ช่วยให้คุณรู้สึกคล่องตัวและกระชับในทุกการเคลื่อนไหว

การใส่นาฬิกาที่มีสายโลหะที่แข็งแรงแบบนี้จะช่วย เสริมพลังแห่งความมุ่งมั่น ความเด็ดเดี่ยว และความสามารถในการยืนหยัดในทุกสถานการณ์ ทำให้คุณรู้สึกมั่นคงและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงต่ออุปสรรคใดๆ เพราะคุณรู้ว่าคุณมีเครื่องมือที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้อยู่บนข้อมือเสมอ

5. สายยาง/ซิลิโคน: คล่องตัว เป็นสปอร์ต และทันสมัย

สำหรับสายแอคทีฟ หรือคนที่ชอบกิจกรรมที่ต้องลุยๆ หน่อย สายยางหรือซิลิโคน คือเพื่อนคู่ใจที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะมันสื่อถึงความคล่องตัว ความเป็นสปอร์ต และความทันสมัย ในทางจิตวิทยา สายยางช่วยปลุกพลังแห่งความกระฉับกระเฉง ความยืดหยุ่น และการพร้อมปรับตัว เหมาะกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเดินทาง หรือกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะมันทั้งทนทานและใส่สบาย

ตัวอย่างเสริมพลัง: IWC กับสายยางคุณภาพสูง

ถ้าคุณอยากแสดงออกถึงพลังงานที่เต็มเปี่ยม ความเป็นสปอร์ต และความก้าวล้ำในด้านเทคโนโลยี นาฬิกา IWC ที่มาพร้อมสายยางคุณภาพสูง คือตัวเลือกที่สะท้อนบุคลิกของคุณได้อย่างชัดเจน

สายยางของ IWC ทำจากวัสดุที่มีความอเนกประสงค์สูง ทนทาน ยืดหยุ่น และกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ให้ความสบายในการสวมใส่ที่ยอดเยี่ยมและกระชับพอดีกับข้อมือระหว่างการทำกิจกรรมต่างๆ สายยางของ IWC นั้นใส่สบายสุดๆ และมันยังมาในดีไซน์ที่หลากหลายและสีสันที่น่าดึงดูดใจ มีให้เลือกสำหรับนาฬิกาในคอลเลกชัน Pilot’s Watch, Portugieser และ Aquatimer

การใส่นาฬิกา IWC ที่มาพร้อมสายยางจะช่วย เสริมพลังแห่งความแอคทีฟ ความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด และความเป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆ ทำให้คุณเป็นคนนำสมัยในทุกด้านของชีวิต พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและมั่นใจในทุกๆ สถานการณ์

เคล็ดลับสุดท้าย: ดูแลนาฬิกาเหมือนดูแลโชคของคุณ

ไม่ว่าคุณจะเลือกนาฬิกาเรือนไหน วัสดุอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลรักษามันให้ดีอยู่เสมอ นาฬิกาที่สะอาด เงางาม และทำงานได้อย่างเที่ยงตรง มันสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความเคารพในสิ่งของของคุณเองนะ การดูแลนาฬิกาเป็นอย่างดีก็เหมือนกับการดูแล “โชค” และ “เวลา” ที่มีค่าของคุณ การเอาไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเช็คสภาพเป็นประจำ ก็เหมือนการปรับจูนพลังงานให้สมดุลและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

ดังนั้น จงเลือกนาฬิกาที่ทำให้คุณรู้สึกดีที่สุดในแต่ละวัน เพราะเมื่อคุณรู้สึกดี พลังงานบวกก็จะถูกดึงดูดเข้ามา และนั่นแหละคือ “Wrist Luck” ที่แท้จริง ที่คุณสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

เป็นยังไงบ้างสำหรับคอลัมน์ “Wrist Luck” ในสัปดาห์นี้ หวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับพลังของนาฬิกา ทั้งจากสไตล์ สีหน้าปัด และวัสดุ จะช่วยให้คุณได้ไอเดียในการเลือก “เพื่อนคู่ข้อมือ” ที่นอกจากจะสวยงามและบอกเวลา ยังช่วยเสริมพลังบวกและดึงดูดโชคลาภให้เข้ามาในชีวิตของคุณได้จริง

อย่าลืมนะว่า “Wrist Luck“ ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การเลือกนาฬิกาที่คุณรู้สึกดีที่สุดเมื่อสวมใส่ และการดูแลรักษามันให้ดีอยู่เสมอ เพราะนั่นคือการดูแล “โชค” และ “เวลา” อันมีค่าของคุณเอง

หากคุณชื่นชอบคอลัมน์นี้ และอยากติดตามเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับนาฬิกา เทรนด์ใหม่ๆ หรือเคล็ดลับดีๆ แบบนี้อีก อย่าลืมกดติดตาม “Wrist Luck” ไว้ให้ดีนะ เรายังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมายรอคุณอยู่ ห้ามพลาดล่ะ

ภาพ | IWC,Cartier,Omega

MIDO Multifort TV Big Date เมื่อเสน่ห์เรโทรถูกปลุกให้ตื่นในโลกโมเดิร์นกับนาฬิกาทรงทีวี

เมื่อดีไซน์เรโทรผสานความโมเดิร์นกับนาฬิกาทรงทีวี MIDO Multifort TV Big Date โฉมใหม่

ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งหมุนไปอย่างรวดเร็ว การได้หันกลับไปมองความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ ย่อมสร้างความตื่นเต้นได้เสมอ ราวกับได้พบกับเรื่องราวที่คุ้นเคยในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่นเดียวกับที่ MIDO Multifort TV Big Date รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้น นาฬิกาเรือนใหม่นี้กลับมาอย่างมีสไตล์ของดีไซน์ไอคอนิกที่ใครหลายคนคิดถึง

เชื่อไหมว่า “นาฬิกาทรงทีวี” มีมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวที่ดึงดูดสายตาผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย ด้วยรูปทรงที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำดีๆ ผสานกับดีไซน์ที่พัฒนาไปไม่หยุดนิ่ง และวันนี้ MIDO ก็ได้ปลุกจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกนั้นให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

พร้อมเติมเต็มความสดใหม่ด้วยกลิ่นอายสปอร์ตและเฉดสีที่เด็ดดวงเกินห้ามใจ นั่นคือการจับคู่ของสีดำและสีเหลืองที่ตัดกันอย่างมีมิติ ชนิดที่ว่าแค่เหลือบมองก็รู้แล้วว่านี่คือเรือนเวลาที่สะท้อนบุคลิกมั่นใจ และมีสไตล์อันจัดจ้านของผู้สวมใส่ได้อย่างไร้ที่ติ

MIDO Multifort TV Big Date โฉมใหม่ มาพร้อมรูปทรงทีวีสุดคลาสสิก ที่ถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยคู่สีดำ-เหลืองสุดจัดจ้าน

บทเรียนจากอดีต สู่บทบาทที่ไปข้างหน้า

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงความน่าหลงใหลของเจ้า Multifort TV Big Date รุ่นใหม่ ขออนุญาตพาคุณย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสที่ยืนหยัดมานานกว่าศตวรรษนับตั้งแต่ Georges Schaeren ได้ก่อตั้งบริษัท MIDO G. Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์นในปี 1918

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์ไม่ได้ยึดติดอยู่กับคำว่า “เก่าแก่” หากแต่เลือกที่จะ “อยู่เหนือกาลเวลา” ด้วยปรัชญาที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์งานออกแบบร่วมสมัย คัดสรรแต่วัสดุชั้นเยี่ยมที่ผสานความหรูหราเข้ากับความทนทาน และคงไว้ซึ่งฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม MIDO จึงเป็นชื่อที่นักสะสมและคนรักนาฬิกาต่างให้ความเชื่อถือเสมอมา

รูปทรงทีวีสุดคูล แต่ยังมาพร้อมกลไก Caliber 80 ที่ไว้ใจได้ในทุกจังหวะเวลาของคุณ

เฉดสีแห่งความมั่นใจ เมื่อดำ-เหลืองมาบรรจบ สู่ความลงตัวที่เหนือคาด

มาถึงดาวเด่นของเราในวันนี้ นั่นคือ Multifort TV Big Date ในดีไซน์ใหม่ล่าสุด ที่พลิกโฉมด้วยการนำคู่สีดำและเหลืองมาผสานกันได้อย่างน่าทึ่ง นอกเหนือจากแค่การเล่นสีธรรมดา นี่คือการสร้างสรรค์ที่ทำให้ความคลาสสิก สปอร์ต และความโมเดิร์น หลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จต่อเนื่องจากคอลเลกชันนี้ ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2023 และสร้างกระแสฮือฮามาแล้ว

หัวใจของเรือนนี้คือตัวเรือนทรงทีวี อันเป็นเอกลักษณ์ ทำจากสเตนเลสสตีลขัดซาติน ขนาดหน้าปัด 40 มิลลิเมตร ดูพอดีข้อมือ ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป สิ่งที่สะกดสายตาคือการตกแต่งหน้าปัดด้วยลายเส้นสีเทาบริเวณกึ่งกลางที่ค่อยๆ ไล่เฉดไปสู่สีดำสนิทบริเวณขอบตัวเรือน สร้างมิติอันลุ่มลึกที่น่ามอง

และแน่นอนว่าจุดเด่นที่ไม่อาจมองข้ามคือ ช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ที่โดดเด่น อ่านง่ายชัดเจน ไม่ต้องเพ่งให้เสียเวลา การปรับตั้งค่าต่างๆ ก็ทำได้สะดวกผ่านเม็ดมะยมแบบขันเกลียวที่ด้านข้างตัวเรือน

สัมผัสแห่งความลงตัวยังขยายมาถึงสายนาฬิกายาง ที่บุด้วยผ้าสีดำและเย็บด้วยตะเข็บสีเหลืองสดใสที่ตัดกันอย่างมีชั้นเชิง ไม่เพียงเพิ่มอารมณ์สปอร์ต แต่ยังมอบอิสระในการเปลี่ยนสไตล์ให้เข้ากับทุกลุคที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย

เพื่อให้การบอกเวลาไม่เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นประสบการณ์ที่ราบรื่น แบรนด์ได้เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ไว้ที่เข็มชั่วโมงและนาที ทำให้คุณสามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจนแม้ในที่มืด ส่วนเข็มวินาทีและหลักนาทีก็ถูกเคลือบด้วยแล็กเกอร์สีเหลือง เพิ่มความสดใสและเชื่อมโยงกับธีมสีหลักของเรือนได้อย่างงดงาม

เบื้องหลังความงามที่เห็นได้ด้วยตา คือหัวใจที่เต้นอย่างเที่ยงตรงของกลไก Caliber 80 ที่แบรนด์พัฒนาและประกอบขึ้นเองทั้งหมดภายในโรงงาน (In-house Movement) ซึ่งคุณสามารถชื่นชมการทำงานอันน่าทึ่งนี้ได้ผ่านฝาหลังแบบโปร่งใส ที่เผยให้เห็นโลโก้แบรนด์ที่สลักไว้อย่างชัดเจน

กลไกนี้มีความบางเพียง 3.97 มม. แต่กลับสามารถสำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 80 ชั่วโมง ชนิดที่ว่าถอดทิ้งไว้ก็ยังเดินต่อได้สบายๆ นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยบาลานซ์สปริงที่ผลิตจาก Nivachron™ ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็กได้อย่างยอดเยี่ยม

ปกป้องการทำงานอันละเอียดอ่อนภายในด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ที่เคลือบสารกันการสะท้อนแสงทั้งด้านนอกและด้านใน มั่นใจได้ถึงความใสคมชัดในทุกมุมมอง และไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำ เพราะเรือนนี้มีคุณสมบัติกันน้ำลึกถึง 100 เมตร พร้อมลุยไปกับทุกกิจกรรมของคุณ

ผสมผสานความเท่แบบเรโทรเข้ากับกลิ่นอายสปอร์ตโมเดิร์นได้อย่างไร้ที่ติ

MIDO’s Styling Secrets เผยเคล็ดลับเลือกนาฬิกาที่ “ใช่” ในทุกโอกาส

MIDO นำเสนอเรือนเวลาคุณภาพเยี่ยม และยังมอบ “เคล็ดลับ” การเลือกนาฬิกาให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ทุกโอกาสให้กับคุณด้วย นอกเหนือจากฟังก์ชันที่คุณชื่นชอบแล้ว สิ่งสำคัญคือการเลือกดีไซน์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ และสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์

หากคุณเป็นสายมินิมอล ที่ชอบแต่งตัวเรียบง่าย แต่อยากเพิ่มลูกเล่นให้ดูมีชีวิตชีวา การเลือกนาฬิกาที่มีดีไซน์โดดเด่น อย่างหน้าปัดทรงเรโทร หรือการใช้คู่สีที่ตัดกันอย่างมีเสน่ห์ ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ถ้าวันไหนที่ต้องการลุคแคชชวลกึ่งทางการ หรือเป็นวันทำงาน การเลือกนาฬิกาตัวเรือนสเตนเลสสตีลในโทนสีเข้ม จะช่วยเสริมให้ลุคของคุณดูเท่ สุขุม และมีความคลาสสิกเหนือกาลเวลาได้อย่างลงตัว

ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมกลิ่นอายเรโทรที่ไม่เคยจางหาย

พบกับเรือนเวลาคู่ใจของคุณ Multifort TV Big Date รอให้คุณสัมผัส

ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์แห่งเวลาอันสดใหม่กับ Multifort TV Big Date ดีไซน์เฉดสีดำตัดเหลือง จากแบรนด์นาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss Made พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ MIDO ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือหากสะดวกสบายยิ่งขึ้น สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada

ข้อมูลทางเทคนิค
MIDO Multifort TV Big Date (ดีไซน์ใหม่)
  • ตัวเรือน ขนาด 40 มม. ทรง “ทีวี” ทำจากสเตนเลสสตีลขัดซาติน มาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียว
  • หน้าปัด โดดเด่นด้วยลายเส้นสีเทาไล่เฉดสู่สีดำที่ขอบ และช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เข็มชั่วโมง/นาทีเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ส่วนเข็มวินาที/หลักนาทีเคลือบแล็กเกอร์สีเหลือง
  • กลไก ขับเคลื่อนด้วย Caliber 80 แบบอัตโนมัติ (In-house Movement) สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™ เพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก/สนามแม่เหล็ก ฝาหลังโปร่งใสและกระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน กันน้ำได้ 100 เมตร
  • สาย ยางสีดำบุผ้าและเย็บด้วยตะเข็บสีเหลือง สามารถถอดเปลี่ยนได้

อย่าลืมติดตามการอัปเดตได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา Revolution Thailand เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และได้สัมผัสกับงานฝีมืออันเป็นเลิศก่อนใคร

ภาพ | MIDO Official

3 เหตุผลว่าทำไมต้องมี Black Bay 54 “Lagoon Blue” ถึงเป็นสิ่งที่ต้องมี!

เปิดตัวเพื่อนซี้ข้อมือคนใหม่ Black Bay 54 “Lagoon Blue” ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่พาใจดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทร พร้อม 3 เหตุผลว่าทำไมต้องมี

เอาจริงนะ ตอนที่เห็น “Lagoon Blue” (M79000-0001) เรือนนี้ครั้งแรก มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า “สวยดี” แต่มันคือ เฮ้ย….นี่แหละที่ตามหามานาน! มันมีบางอย่างที่จับใจ จนต้องขอมาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก

The Reason Why: Black Bay 54 "Lagoon Blue" is Your Next Must-Have Dive Watch

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมนาฬิกาเรือนหนึ่งถึงมีเสน่ห์ดึงดูดใจได้มากขนาดนี้? ในโลกที่เต็มไปด้วยเรือนเวลานับไม่ถ้วน การที่จะทำให้ใครสักคนหันมาสนใจและรู้สึก “เชื่อมโยง” กับนาฬิกาสักเรือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่สำหรับเรือนนี้ มันต่างออกไป…

มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบอกเวลา หรือแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แต่มันคือการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่รากเหง้าอันทรงเกียรติของนาฬิกาดำน้ำในอดีต ผสานเข้ากับความทันสมัยที่ลงตัว ราวกับบทเพลงคลาสสิกที่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ด้วยทำนองที่สดใสกว่าเดิม มันคือการผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยกับความหรูหราที่สัมผัสได้ ซึ่งทำให้เรือนเวลานี้มีชีวิตชีวาและมีเรื่องราวให้เล่าขานไม่รู้จบ

และถ้ายังไม่เชื่อว่านาฬิกาเรือนเดียวจะสร้างความประทับใจได้ถึงขนาดนี้ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาดูกันว่า Black Bay 54 “Lagoon Blue” มีอะไรซ่อนอยู่ ที่ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่คนรักนาฬิกาตัวจริงพลาดไม่ได้!

The Reason Why: Black Bay 54 "Lagoon Blue" is Your Next Must-Have Dive Watch
The Reason Why: Black Bay 54 "Lagoon Blue" is Your Next Must-Have Dive Watch

เหตุผลข้อที่ 1: สี “Lagoon Blue” ที่เสมือนประตูวิเศษสู่สวรรค์

เชื่อไหมว่านาฬิกาแค่เรือนเดียวจะพาคุณหลุดไปอีกโลกได้? Black Bay 54 เรือนนี้ทำได้! สิ่งแรกที่สะกดสายตาแบบไม่ให้กระพริบเลยคือ หน้าปัดสีฟ้า “Lagoon Blue” นี่ไม่ใช่แค่สีฟ้าธรรมดาๆ ที่เราเห็นทั่วไป แต่มันคือเฉดฟ้าอมเขียวที่ชวนให้นึกถึงน้ำทะเลใสแจ๋วราวคริสตัลของลากูนลับๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเกาะสวรรค์เขตร้อน

ยิ่งได้เห็นพื้นผิวหน้าปัดแบบ “sand-textured” ที่ให้สัมผัสเหมือนเม็ดทรายนุ่มๆ ใต้เท้าแล้วนะ มันคือความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย เหมือนได้ก้าวเท้าลงสู่ชายหาดส่วนตัวในทันที แค่มองก็เหมือนได้พักร้อนแล้วจริงๆ มันคือการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวงไปสู่โลกอีกใบที่เราจินตนาการถึงได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเลย

เหตุผลข้อที่ 2: ขนาด 37 มม. ที่ “พอดีคำ” และ “พอดีใจ”

ยอมรับเลยว่าช่วงนี้นาฬิกาเรือนใหญ่ๆ มาแรง แต่สำหรับ Black Bay 54 เรือนนี้ มันเลือกที่จะกลับสู่สามัญด้วย ตัวเรือนขนาด 37 มม. และนั่นคือ “ความฉลาด” ที่แท้จริง เพราะมันเป็นขนาดที่ใส่แล้ว “พอดี” กับข้อมือแทบทุกคน ไม่ว่าจะข้อมือเล็กบอบบาง หรือข้อมือใหญ่แข็งแรง มันดูดี มีความคลาสสิกที่แฝงไปด้วยความทันสมัย ไม่เล็กจนดูเด็กไป ไม่ใหญ่จนดูเทอะทะ มันเหมือนเสื้อยืดสีขาวที่ใส่ได้ทุกโอกาส เข้ากับทุกชุด และไม่มีวันตกยุค นี่แหละคือความลงตัวที่คนรักนาฬิกาตัวจริงมองหา

The Reason Why: Black Bay 54 "Lagoon Blue" is Your Next Must-Have Dive Watch

เหตุผลข้อที่ 3: “จริต” ในรายละเอียด ที่ทำให้หลงรัก

ความน่าสนใจของ Black Bay 54 ไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์โดยรวม แต่มันซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจและรสนิยม ไม่ว่าจะเป็น

หัวใจกลไก Manufacture Calibre MT5400: เรื่องเครื่องยนต์กลไกนี่คือสิ่งสำคัญ และ TUDOR ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วย กลไกไขลานอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นเอง (Manufacture Calibre MT5400) แถมยังได้รับการรับรอง COSC เรื่องความเที่ยงตรงไม่ต้องห่วงเลยค่ะ มันพร้อมลุยไปกับคุณในทุกสถานการณ์ แถมยังมีพลังงานสำรองถึง 70 ชั่วโมง วางทิ้งไว้เกือบสามวันก็ยังเดินได้สบายๆ คือไม่ต้องคอยตั้งเวลาบ่อยๆ เลย

ขอบหน้าปัดสเตนเลสสตีลขัดเงา: แทนที่จะเป็นขอบหน้าปัดแบบด้านๆ หรือขอบฟิล์มที่เห็นบ่อยๆ ในนาฬิกาดำน้ำทั่วไป เรือนนี้กลับมาพร้อมขอบหน้าปัดที่ถูก ขัดเงาจนสะท้อนแสงวิบวับ ทำให้ดูหรูหรา มีระดับ และแตกต่างอย่างมีชั้นเชิง คือมันวับวาวจนต้องมองซ้ำๆ

สาย 5 ข้อลิงก์พร้อมตัวล็อก “T-fit”: สายสเตนเลสสตีลแบบ 5 ข้อลิงก์ ไม่ใช่แค่สวยแบบคลาสสิก แต่สัมผัสที่ได้คือความสบายข้อมือสุดๆ และที่เหนือกว่านั้นคือ ตัวล็อก “T-fit” ที่ปรับระดับความกระชับได้อย่างละเอียด แค่ขยับนิ้วก็ปรับได้ตามใจ ไม่ต้องไปง้อช่างให้เสียเวลา นี่แหละคือความสะดวกสบายที่แท้ทรู

สรุปแล้ว ทำไม Black Bay 54 “Lagoon Blue” ถึงควรอยู่ในคอลเลกชันของคุณ?

เพราะมันไม่ใช่แค่การ “ซื้อนาฬิกา” แต่มันคือการ “ลงทุนในความสุข” และ “การบอกเล่าตัวตน” มันคือสัญลักษณ์ของความคลาสสิกที่ผสานเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว เป็นเพื่อนร่วมทางที่จะพาคุณย้อนกลับไปสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยใต้ท้องทะเลลึกในอดีต พร้อมกับมอบความรู้สึกสดใสราวกับได้พักผ่อนริมหาดทรายขาวในปัจจุบัน

ถ้ากำลังมองหานาฬิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราว มีสไตล์ที่ชัดเจน และมาพร้อมคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ Black Bay 54 “Lagoon Blue” คือคำตอบที่ตามหา มันคือเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมเรือนนี้ถึงคู่ควรกับการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ และเป็นอีกหนึ่งเรือนที่ใส่แล้วมีแต่คนทัก

ข้อมูลทางเทคนิค
Tudor Black Bay 54 “Lagoon Blue”
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขนาด 37 มม. พร้อมผิวขัดเงาและซาติน หนา 11.2 มม. และขานาฬิกากว้าง 20 มม.
  • หน้าปัดและกระจก: หน้าปัดสีน้ำเงินทรงโดมพร้อมพื้นผิวแบบมีเท็กซ์เจอร์ ปกป้องด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม
  • ขอบหน้าปัด: สเตนเลสสตีลหมุนได้ทิศทางเดียว 60 นาที ขัดเงาแบบไร้มาตรวัดนาที เม็ดมะยมสเตนเลสสตีลแบบขันเกลียว สลักโลโก้ TUDOR Rose
  • กลไก: Manufacture Calibre MT5400 (COSC) กลไกไขลานอัตโนมัติที่แม่นยำ พร้อมพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง ทนทานต่อน้ำลึก 200 เมตร (660 ฟุต)
  • สายนาฬิกา: สเตนเลสสตีล 5 ข้อลิงก์ ขัดเงาและซาติน พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในโลกของเรือนเวลาที่เราอยากเล่าให้ฟัง อย่าลืมติดตามเรื่องราวใหม่ๆ ในบทความต่อไป เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลและเรื่องราวดีๆ ที่จะทำให้คุณหลงรักนาฬิกามากยิ่งขึ้น!

ภาพ | Tudor

Inside Van Cleef & Arpels’ ‘Precious Jewels Telling Time’ มนต์สะกดแห่งเวลาที่ถักทอจากประกายอัญมณี

เมื่อตำนานอัญมณีถักทอเรื่องราวแห่งเวลา Van Cleef & Arpels กับมิติเร้นลับแห่งศาสตร์นาฬิกา

WORDS Revolution
แปลและเรียบเรียงโดย ชาคริยา

ในโลกที่หมุนวนด้วยความเร่งรีบ บางครั้งเราก็ลืมเลือนไปว่า “เวลา” สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างงดงาม และมีชีวิตชีวาเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องราวนั้นถูกร้อยเรียงผ่านปลายพู่กันของนักอัญมณีผู้เปี่ยมจินตนาการ อย่างเช่นตำนานจากเมซง Van Cleef & Arpels ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นปรมาจารย์แห่งอัญมณี หากแต่ยังก้าวข้ามขีดจำกัด สู่ห้วงเวลาแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง จนทำให้เราอดใจไม่ไหวที่จะพาคุณดำดิ่งลงไปในนิทรรศการสุดพิเศษ “Precious Jewels Telling Time” ที่จะเปิดเผยทุกแง่มุมของเมซงแห่งนี้

เมื่อจิวเวลรี่โคจรมาพบกับโลกแห่งกลไก บทบันทึกที่ซ่อนเร้นในหน้าประวัติศาสตร์

เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกันว่ามรดกอันรุ่งโรจน์ของ Van Cleef & Arpels ในฐานะผู้รังสรรค์เครื่องประดับนั้น ถูกศึกษาใคร่ครวญ และหลงใหลโดยนักสะสมอัญมณีทั่วโลกอย่างถ่องแท้ เมซงแห่งนี้เปรียบดั่งผู้พิทักษ์ความงดงาม

คู่ขนานไปกับผลงานอันเป็นไอคอน และคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อวงการเครื่องประดับ Alhambra สร้อยคอ Zip เทคนิค Mystery Setting เข็มกลัด Ballerina ไปจนถึงคอลเลกชัน La Boutique… เหล่านี้คือดีไซน์ที่ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยได้ด้วยตัวมันเอง แม้จะปราศจากเครื่องหมายของผู้รังสรรค์อันทรงเกียรติก็ตาม

ทว่า ตลอดระยะเวลากว่า 119 ปีที่ผ่านมา Van Cleef & Arpels ได้รังสรรค์สิ่งที่นอกเหนือไปจากเครื่องประดับสำหรับประดับกายมากมายหลายชนิด รวมถึง “เครื่องบอกเวลา” อันวิจิตรบรรจงด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าเส้นทางแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาของเมซงอาจไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางเท่าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในด้านเครื่องประดับ

แต่สิ่งนี้ก็หาได้ลดทอนความน่าหลงใหลในสายตาของนักสะสมนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญไม่ ตลอดกว่าศตวรรษที่ผ่านมา Van Cleef & Arpels ได้สร้างสรรค์นาฬิกาหลากหลายประเภทสำหรับทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายเรือนได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนาฬิกาที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยใหม่

โฆษณาคอลเลกชัน Touch Wood ราวปี 1916 จากคลังข้อมูลของ Van Cleef & Arpels

A 119-year history of métiers d’art กว่า 119 ปีแห่งหัตถศิลป์อันปราณีต

นิทรรศการล่าสุดในชื่อ “Van Cleef & Arpels, Precious Jewels Telling Time” คือการที่เมซงแห่งนี้ได้เผยแพร่เรื่องราวการเดินทางอันยาวนานในโลกแห่งเรือนเวลาอย่างใจกว้าง มันนำเสนอเรื่องเล่าอันเปี่ยมด้วยศิลปะที่ค่อยๆ คลี่คลายไปทีละทศวรรษ เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ดำเนินเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นช่วงที่เมซงได้สร้างตัวตนที่ชัดเจนในวงการนาฬิกาชั้นสูงร่วมสมัย

ย้อนกลับไปเมื่อ Van Cleef & Arpels ก่อตั้งขึ้นในปี 1906 ผลงานสร้างสรรค์ยุคแรกเริ่มจึงสอดคล้องกับสไตล์อาร์ตนูโว (Art Nouveau) ซึ่งรุ่งเรืองตั้งแต่ปลายยุค 1800 ถึงต้นยุค 1900 โดยธรรมชาติ หนึ่งในชิ้นงานชิ้นแรกที่บริษัทซึ่งเพิ่งก่อตั้งใหม่นี้จำหน่ายคือเพชรทรงหัวใจ และหนึ่งในงานสั่งทำพิเศษช่วงแรกสุดคือของตกแต่งโต๊ะที่มีเรือยอชต์ Varuna อันเลื่องชื่อ

ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในคลังของเมซง แต่แม้จะเพิ่งเริ่มต้น เพียงแค่ปี 1916 Van Cleef & Arpels ก็ได้แสดงออกถึงสไตล์สร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์และความกล้าหาญด้านการออกแบบ ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันที่ชื่อว่า “Touch Wood” ซึ่งผสมผสานทอง 18K เข้ากับไม้มีค่า ณ จุดนี้ มันชัดเจนแล้วว่านี่คือเมซงที่จะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ในแบบฉบับของตัวเอง

ความสัมพันธ์อันยาวนานกับโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาก็เริ่มต้นขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน น้อยคนนักที่จะรู้ว่า Van Cleef & Arpels ผลิตเครื่องบอกเวลามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โดยเพิ่มความหลากหลายและสไตล์อย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ยุค Roaring Twenties ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ยุคสมัยแห่งความคิดสร้างสรรค์อันน่าตื่นตาตื่นใจที่ได้ถือกำเนิดดีไซน์ที่เต็มไปด้วยการแสดงออกอย่างน่าทึ่ง

ภายใต้การนำของ เรอเน่ ปุยซองต์ (Renée Puissant) ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและศิลปะ ซึ่งเป็นบุตรีของผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง อัลเฟรด แวน คลีฟ (Alfred Van Cleef) และ เอสแตลล์ อาร์เพลส์ (Estelle Arpels) เมซงได้โอบรับสุนทรียศาสตร์ของอาร์ตเดโคอย่างเต็มตัว โดยออกแบบชิ้นงานนับไม่ถ้วนที่โดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิตและรูปทรงอันเรียบง่าย

นาฬิกาพก Van Cleef & Arpels ที่รังสรรค์จากแพลทินัม (ปี 1926)
นาฬิกาพกโครโนกราฟแพลทินัมสำหรับสุภาพบุรุษ (ปี 1932)

From Pocket to Wrist การเดินทางของเวลาจากกระเป๋าเสื้อสู่ข้อมือ

ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 รูปแบบของนาฬิกาพัฒนาไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทั้งเทคโนโลยีและแฟชั่นเปลี่ยนแปลงไป นาฬิกาพกยังคงเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยสวมใส่กับโซ่หรือสายคล้องคู่กับเสื้อกั๊ก นาฬิกาพกส่วนใหญ่ผลิตในตัวเรือนทรงกลมคลาสสิก

โดยมีทองคำ แพลทินัม หรือเงินเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม ซึ่งมีการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง งานเคลือบอีนาเมล และการประดับอัญมณี นอกจากนาฬิกาพกแล้ว นาฬิกาแบบชาเตอเลน (Chatelaine) ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน โดยมีนาฬิกาที่ติดตั้งบนตะขอหรือเข็มกลัดประดับตกแต่งที่สวมใส่บริเวณเอวทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นาฬิกาพกสไตล์ Guichet สำหรับสุภาพบุรุษ ตัวเรือนแพลทินัม (ปี 1929)

ทั้งนาฬิกาพกและนาฬิกาชาเตอเลนพบได้ทั่วไปในคลังของ Van Cleef & Arpels ย้อนไปถึงทศวรรษ 1920 ซึ่งรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตเพื่อสร้างสมดุลระหว่างสไตล์กับสถานะ และรูปทรงกับการใช้งาน ในนิทรรศการ “Precious Jewels Telling Time” ของ Van Cleef & Arpels มีนาฬิกาชาเตอเลนสองเรือนที่รวมสองศาสตร์แห่งความรู้ที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ การประดิษฐ์นาฬิกาและการรังสรรค์เครื่องประดับ

นาฬิกาชาเตอเลนได้รับความนิยมอย่างมากตลอดศตวรรษที่ 18 และ 19 แม้ว่าในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20 จะเริ่มลดความนิยมลง เนื่องจากผู้คนค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้นาฬิกาข้อมือ ดังที่เห็นจากสองตัวอย่างนี้ นาฬิกาชาเตอเลนของเมซงนำเสนอเส้นสายเรขาคณิตและประณีตที่สะท้อนหลักการของอาร์ตเดโค รูปทรงของมันเข้ากันได้อย่างลงตัวกับเสื้อผ้าที่เรียบง่ายซึ่งเป็นที่นิยมของสตรีในยุคนั้น

นาฬิกาพกก็ปรากฏให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในคลังของ Van Cleef & Arpels ซึ่งจับสไตล์ของยุคนั้นสำหรับลูกค้าผู้มั่งคั่งและทันสมัย โดยเฉพาะนาฬิกาแบบ Guichet ได้รับความนิยมอย่างมากในเมซง ดีไซน์ที่โครงสร้างชัดเจนและเป็นเรขาคณิตของมันสอดคล้องกับสุนทรียศาสตร์ของอาร์ตเดโคในทศวรรษ 1920

Van Cleef & Arpels ปัจจุบันมีนาฬิกาประเภทนี้อย่างน้อยสองเรือนในคลัง โดยรังสรรค์จากแพลทินัมด้วยสัดส่วนที่บางและสง่างาม ในส่วนของกลไก เมซงได้เลือกใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกจากภูมิภาค Jura ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกบางเฉียบอย่าง Piaget ด้วย

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นาฬิกาชาเตอเลน (ด้านหน้าและด้านหลัง) ประมาณปี 1924 ประดับแซฟไฟร์ เพชร และนิลดำ
Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นาฬิกาติดปกเสื้อ (Lapel Watch) ทำจากแพลทินัม ประดับด้วยนิล ปะการัง และเพชร สร้างสรรค์ในปี 1923

อย่างไรก็ตาม นาฬิกาพกที่น่าหลงใหลและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในบรรดานาฬิกาพกทั้งหมด คงหนีไม่พ้นเรือนที่รู้จักกันในชื่อ Chinese Magician สร้างขึ้นในปี 1927 มีดีไซน์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยมีรูปปั้นจีนนั่งและมาตรวัดแบบย้อนกลับสองอัน แต่ไม่มีเข็มนาฬิกา Van Cleef & Arpels ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากตะวันออกไกล จึงสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาที่ใช้กลไกออโตมาตาในการบอกเวลา

กลไกนี้เคยถูกเรียกว่า “arms in the air” แต่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อกลไกแบบ double retrograde ซึ่งช่วยให้หุ่นกลที่อยู่ตรงกลางหน้าปัดสามารถทำงานได้ด้วยกลไก เมื่อกดที่เม็ดมะยม (ปุ่มที่ซ่อนอยู่ในขอบนาฬิกา) แขนของนักมายากลชาวจีนจะเคลื่อนไปตามมาตรวัดแบบย้อนกลับ โดยแสดงชั่วโมงทางซ้ายและนาทีทางขวาชั่วครู่ ก่อนที่จะกลับสู่ตำแหน่งพัก

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นาฬิกาพก Chinese Magician (ปี 1927) เรือนเวลาเปี่ยมมนตร์เสน่ห์ พร้อมกรอบทองคำสีเหลืองอร่าม ประดับด้วยหุ่นกลที่สลักจากออสเมียร์ (Osmior) เจิดจรัสด้วยทับทิมและมรกต ทุกรายละเอียดคือบทกวีแห่งเวลา

การแสดงผลแบบ double retrograde สำหรับชั่วโมงและนาที รวมถึงกลไกแบบ retrograde โดยทั่วไป ได้กลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของเมซงในนาฬิกาชั้นสูง เราสามารถพบเห็นได้ในผลงานนาฬิกาชั้นสูงร่วมสมัยมากมายของเมซง เช่น Pont des Amoureux, Lady Arpels Féerie, Butterfly Symphony และผลงานล่าสุดอย่าง Bal des Amoureux Automate

โดยพื้นฐานแล้ว กลไก retrograde ช่วยให้ Van Cleef & Arpels สามารถนำแนวคิดที่วิจิตรบรรจงที่สุดบางส่วนมาสู่ชีวิต และช่วยปูทางไปสู่การกำเนิดของคอลเลกชัน Poetic Complications ซึ่งเป็นคุณูปการสำคัญต่อการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงร่วมสมัยอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นสิ่งที่เปิดประตูสู่โลกแห่งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไม่เพียงสำหรับ Van Cleef & Arpels เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย

นาฬิกาพกยังคงมีความสำคัญต่อเนื่องไปจนถึงทศวรรษ 1930 ในขณะที่ยุคอาร์ตเดโคกำลังรุ่งเรืองเต็มที่ แม้ว่านาฬิกาข้อมือจะเริ่มเข้ามามีบทบาทแล้วก็ตาม Van Cleef & Arpels ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบสุนทรียศาสตร์อย่างแท้จริง ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด โดยการผสมผสานเครื่องบอกเวลากับเครื่องประดับเข้าไว้ด้วยกัน

ขณะเดียวกันก็ยังคงสอดคล้องกับสไตล์ของยุคนั้นอย่างลึกซึ้ง ทศวรรษ 1930 เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับเมซง สไตล์เครื่องประดับของ Van Cleef & Arpels โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดและงานฝีมือที่ไม่มีใครเทียบได้ ไอคอนอย่าง Ludo และ Cadenas ได้รับการเปิดตัวในทศวรรษนี้ รวมถึงเทคนิคที่ก้าวล้ำอย่าง Mystery Setting เครื่องบอกเวลาของเมซงได้นำเสนอสุนทรียศาสตร์ที่เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับดีไซน์เครื่องประดับของตน

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นาฬิกาติดปกเสื้อ Faceted Sphere (ปี 1937) ประกายระยิบจากทองคำเหลือง แพลทินัม และเพชร ที่สะท้อนความงดงามล้ำค่าในคอลเลกชันของ Van Cleef & Arpels
Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นี่คือนาฬิกาซ่อนเรือนรูปโบว์จากปี 1953

The Rise of Secret Watches เมื่อเวลาซ่อนตัวอยู่ในความงาม

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในเทคโนโลยีการประดิษฐ์นาฬิกาเกิดขึ้นระหว่างทศวรรษ 1930 ถึง 1940 เมื่อเครื่องบอกเวลาได้ย้ายจากกระเป๋ามาสู่ข้อมืออย่างเป็นทางการ ผลกระทบของสงครามโลกทั้งสองครั้งและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ได้ฉุดยุโรปและสหรัฐอเมริกาทั้งหมดเข้าสู่ภาวะผันผวน แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด ผู้คนก็เริ่มมองบทบาททางสังคม แนวปฏิบัติ และขนบธรรมเนียมด้วยมุมมองที่แปลกใหม่

แต่ก่อน นาฬิกาผลิตขึ้นสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทว่าตอนนี้ผู้หญิงก็เริ่มได้รับการพิจารณาเช่นกัน เพียงแต่สไตล์ในการสร้างสรรค์จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แฟชั่นของผู้หญิงระหว่างทศวรรษ 1940 ถึง 1950 ถูกกำหนดด้วยโครงร่างที่อ่อนหวานเป็นพิเศษ พร้อมการประดับประดาอันหรูหรา เพื่อให้เข้ากับรูปลักษณ์นี้และปรับให้เข้ากับบรรทัดฐานทางสังคมในยุคนั้นที่ถือว่าไม่เหมาะสมที่ผู้หญิงจะดูเวลาอย่างเปิดเผย

นักอัญมณีจึงพยายามสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาที่ผลิตขึ้นอย่างประณีต งดงามเป็นพิเศษ มักประดับด้วยอัญมณี และเหนือสิ่งอื่นใด คือความสุขุมอย่างมีรสนิยม ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการกลับมาและการเติบโตของสิ่งประดิษฐ์ในต้นศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “Secret Watches” ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญพิเศษของ Van Cleef & Arpels

แท้จริงแล้ว นาฬิกา Secret Watches ของ Van Cleef & Arpels คือจุดเด่นของศิลปะแห่งเมซง ที่ผสมผสานศาสตร์แห่งนาฬิกากับเครื่องประดับชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบที่เปี่ยมด้วยจินตนาการและบทกวี เครื่องบอกเวลาเหล่านี้ซ่อนหน้าปัดไว้ภายในวัตถุที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสวยงาม เปลี่ยนสิ่งของในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่สวมใส่ได้

นาฬิกา Secret Watches รุ่น Cadenas และ Ludo มีความโดดเด่นเป็นพิเศษและเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของเอกลักษณ์ของ Van Cleef & Arpels นาฬิกาสร้อยข้อมือที่มีตัวล็อกซ่อนอยู่และฝาปิดประดับเพชรช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถอ่านเวลาได้อย่างสุขุม โดยมักจะอยู่บนหน้าปัดขนาดเล็กพิเศษที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกเชิงกลขนาดเล็กพิเศษ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Van Cleef & Arpels ได้ปรับแต่งความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์เครื่องประดับอย่างต่อเนื่อง โดยขยายขอบเขตไปสู่นาฬิกาหลายเรือนด้วย ตัวอย่างเช่น ผลงานจากทศวรรษ 1950 แสดงให้เห็นถึงงานฝีมืออันประณีตของเมซงในการใช้โลหะมีค่าและการประดับเพชร

หนึ่งในแง่มุมที่โดดเด่นที่สุดของผลงานสร้างสรรค์ทั้งหมดของ Van Cleef & Arpels สามารถเห็นได้ในความเชี่ยวชาญด้านการประดับอัญมณี ซึ่งดำเนินการอย่างระมัดระวังและมีคุณภาพสูงจนโลหะแข็งดูราวกับผ้าไหมที่นุ่มที่สุด โดยมีเพชรระยิบระยับไหลเป็นเส้นโค้งที่พลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติ

นาฬิกาซ่อนเรือน (Secret Watch) รังสรรค์จากเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์ ประดับแซฟไฟร์และเพชร งดงามล้ำค่าจากปี 1946
Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
เรือนเวลาแห่งความลับ (Secret Watch) ในเนื้อยลโลว์โกลด์บริสุทธิ์ เคียงคู่ด้วยประกายเพชรพราวตา สร้างสรรค์ในปี 1947
ความลับที่ถูกรังสรรค์ (Secret Watch) จากแพลทินัมและเพชรอันเจิดจรัส ผลงานชิ้นเอกแห่งปี 1950

Poetic Complications นิยามใหม่แห่งนาฬิกาชั้นสูง

สะท้อนถึงความหรูหราแบบฮอลลีวูดในยุค 1950 ผลงานสร้างสรรค์มากมายของ Van Cleef & Arpels ในยุคนี้โอบรับความโอ่อ่าของเพชรแบบ pavé เต็มรูปแบบบนแพลทินัมหรือทองคำขาว เมซงยังคงมองหาแรงบันดาลใจจากโลกของโอตกูตูร์ (Haute Couture) อย่างสม่ำเสมอ โดยสร้างสรรค์สร้อยข้อมือที่ดูคล้ายขนนกและโซ่งู หรือโซ่แบบ Tubogas ที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ และสายทองคำถักที่วิจิตรบรรจง

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
เรือนเวลาแพลทินัมระยิบระยับประดับเพชรเม็ดงาม สไตล์สุดฮิตแห่งยุค 50s ที่เผยความหรูหราเหนือกาลเวลาได้อย่างลงตัว
Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นาฬิกาข้อมือทองคำเหลืองประดับเพชร ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับร้านค้าปลีก Gübelin ในปี 1951 สะท้อนความวิจิตรของยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

คงไม่เกินจริงไปนักหากจะกล่าวว่า Van Cleef & Arpels ได้ยกระดับ “เมติเยร์ ดาร์ต” (métiers d’art) ในการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างแท้จริง ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 โดยมีจุดสูงสุดคือการเปิดตัวคอลเลกชันอันเป็นสัญลักษณ์อย่าง Poetic Complications ในปี 2006 นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เมซงได้นิยามใหม่ของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง

โดยเน้นที่การเล่าเรื่อง ศิลปะ และอารมณ์ Van Cleef & Arpels ได้สนับสนุน “เมติเยร์ ดาร์ต” อย่างกล้าหาญ โดยให้ความสำคัญกับการลงยาด้วยมือ การแกะสลัก และการแกะลาย Guilloché ในฐานะคุณสมบัติโดดเด่นของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง เมซงได้นำสไตล์การลงยาที่แตกต่างกันหลายประเภทกลับมาอีกครั้ง

รวมถึงชนิดที่รู้จักกันน้อย เช่น การลงยาแบบ grisaille ซึ่งช่วยกอบกู้พวกมันจากการสูญหายไป นี่เป็นการเบี่ยงเบนที่โดดเด่นจากความสำเร็จเชิงกลล้วนๆ ที่ครอบงำการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมในเวลานั้น

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
ภาพของ Van Cleef & Arpels Midnight Planétarium Poetic Complication เรือนเวลาที่ไม่ได้บอกแค่เวลา แต่บอกเล่าเรื่องราวของจักรวาลเล็กๆ บนข้อมือ

ก่อนที่ Van Cleef & Arpels จะบัญญัติคำว่า Poetic Complications ไม่มีคำศัพท์ดังกล่าวมาก่อน กลไกซับซ้อนชั้นสูงมักจะให้ฟังก์ชันเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นโครโนกราฟ รีพีทเตอร์ หรือปฏิทินถาวร หรือเพิ่มประสิทธิภาพการบอกเวลาของนาฬิกา (chain and fusée, remontoir d’égalité หรือทูร์บิญอง) แต่ด้วย Poetic Complications นาฬิกาจะบอกเล่าเรื่องราว และกลไกที่ซับซ้อนของมันมีอยู่เพียงเพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึก

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
นางฟ้าแห่งกาลเวลาบนข้อมือ (ปี 2012)

หนึ่งในนาฬิกา Poetic Complication รุ่นแรกคือ Lady Arpels Féerie ในปี 2012 ซึ่งมีกลไกแบบ double retrograde ที่ชวนให้นึกถึงนาฬิกาพก Chinese Magician แต่มาพร้อมกับสัญลักษณ์ใหม่ที่สดใส

หลังจากนั้น คลังนาฬิกาแบบ double retrograde ของเมซงก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับซีรีส์หน้าปัดหมุนที่แสดงภาพกลางวันกลางคืน สี่ฤดู หรือวันที่สวยงามในปารีส สิ่งที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในนาฬิกาของเมซงคือลวดลายที่ชื่นชอบบางอย่าง เช่น ผีเสื้อ ดอกไม้ นักเต้น นางฟ้า และดวงดาว

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
ภาพสบายๆ ของนาฬิกา Pont des Amoureux ในตัวเรือน Midnight ขนาด 42 มม. หน้าปัดแสดงเวลาแบบย้อนกลับนั้นกว้างขึ้นและตัวละครสั้นลง โดยมีพื้นหลังสีน้ำเงินเข้มสำหรับการลงยาแบบ grisaille ซึ่งแตกต่างจากรุ่น Lady Arpels (ภาพโดย Revolution)

นาฬิกา Van Cleef & Arpels ทุกเรือนเริ่มต้นด้วยเรื่องราว และบางทีเรื่องราวที่ทรงพลังที่สุดของทั้งหมดก็คือเรื่องราวของคู่รักสองคนบนสะพาน Lady Arpels Pont des Amoureux ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2010 ถือเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำหรับเมซง นับเป็นก้าวสำคัญใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ

โดยคว้ารางวัล Grand Prix d’Haute Horlogerie de Genève ครั้งแรกให้กับเมซง นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการวาง Van Cleef & Arpels ให้อยู่ในอันดับสูงสุดของวงการนาฬิกาชั้นสูง และทำให้ Poetic Complications เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
เสน่ห์แห่ง Plque-à-jour enamel หัตถศิลป์ที่ส่องประกายผ่านแสง
Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time
Van Cleef & Arpels รังสรรค์นางฟ้าให้โลดแล่น ด้วยหลากเทคนิค métiers d’art

นับจากช่วงเวลานี้ Van Cleef & Arpels จะกลายเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมสำหรับ “เมติเยร์ ดาร์ต” แบบดั้งเดิม กวาดรางวัล “เมติเยร์ ดาร์ต” นับไม่ถ้วนในการประกาศรางวัล GPHG ครั้งต่อๆ ไป ความเชี่ยวชาญของเมซงในเรื่องนี้ครอบคลุมไปไกลกว่าการอนุรักษ์และเชี่ยวชาญงานฝีมือต่างๆ แต่ยังพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่เคยคิดไว้

ในปี 2024 ผ่านนาฬิกา Lady Arpels Jour Enchantée เมซงได้เปิดตัวเทคนิคใหม่ในการลงยาด้วยมือที่ไม่เคยมีมาก่อนถึงสามเทคนิค รวมถึงการประดับอัญมณีบนการลงยาแบบ plique-à-jour ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมซงได้เริ่มนำกลไก jacquemart หรือ automaton เข้ามาใช้ใน Poetic Complications ของตน ทำให้เกิดนาฬิกาที่ผสมผสาน “เมติเยร์ ดาร์ต” เข้ากับการประดับอัญมณีอันวิจิตร และหุ่นกลที่ประณีตอย่างยิ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวด้วยการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติที่สุด

นาฬิกาเช่น Lady Arpels Brise d’Éte คงไม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้หากปราศจากการอุทิศตนตลอดหลายทศวรรษของเมซงต่องานฝีมืออันเก่าแก่ และปราศจากวิสัยทัศน์อันโดดเด่นในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่บอกเล่าเรื่องราว ผ่านผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ Van Cleef & Arpels ได้นิยามใหม่ของนาฬิกาหรู โดยพิสูจน์ว่าเวลาสามารถบอกเล่าได้ไม่เพียงด้วยความแม่นยำ แต่ยังรวมถึงบทกวีด้วย

Van Cleef & Arpels: Precious Jewels Telling Time

ติดตามเส้นทางแห่งความงามเหนือกาลเวลา นิทรรศการ “Precious Jewels Telling Time”

สำหรับผู้ที่หลงใหลในความงามและเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์อันวิจิตรตระการตา ขอชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางอันน่าประทับใจในนิทรรศการ “Precious Jewels Telling Time” ซึ่งจัดขึ้นที่ Les Jardins Secrets by Van Cleef & Arpels ณ โรงแรม Raffles Hotel ประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึง 9 พฤศจิกายน 2025 เข้าชมฟรี อย่าพลาดโอกาสที่จะสัมผัสกับมรดกอันล้ำค่าและนวัตกรรมอันไร้ขีดจำกัดของ Van Cleef & Arpels ด้วยตัวคุณเอง

Girard Perregaux Laureato 42mm บทใหม่แห่งความสง่างามที่ถักทอด้วยหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel

เปิดตัว Laureato 42mm Infinite Grey หัตถศิลป์อีนาเมลจาก Girard Perregaux

บางคราว การหวนรำลึกถึงอดีตก็นำพาเราไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการได้สัมผัสเรื่องราวของ Girard Perregaux Laureato 42mm เรือนนี้ ที่เป็นดั่งบทบันทึกแห่งกาลเวลาที่ถักทอขึ้นอย่างพิถีพิถัน ชวนให้เราอยากจะปันประสบการณ์นี้สู่กันฟัง

ย้อนเวลากลับไปในปี 1975 โลกแห่งเรือนเวลาได้ต้อนรับ “Laureato” สู่สายตาสาธารณชน ด้วยรูปทรงที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และโดดเด่นสะดุดตา นับจากวันนั้น Laureato ก็ได้สถาปนาตนเองเป็น “ไอคอน” แห่งวงการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงอย่างไม่ต้องสงสัย หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เรือนเวลานี้ทรงอิทธิพลได้ถึงเพียงนี้? 

คำตอบนั้นเรียบง่าย หากแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันลุ่มลึกที่ซ่อนอยู่ในทุกอณู ตั้งแต่กลไกที่รังสรรค์จากใจกลางโรงงานของแบรนด์ ไปจนถึงงานขัดแต่งที่บรรจงราวกับผลงานศิลปะชิ้นเอก และในวันนี้ Girard-Perregaux ภูมิใจนำเสนอ Laureato ในขนาด 42 มม. ที่ยังคงสะท้อนถึงมรดกแห่งความเชี่ยวชาญอันยาวนาน พร้อมอวดโฉมหน้าปัดอีนาเมลสีเทาในเทคนิค Grand Feu ที่จะตรึงตราทุกสายตา…ราวต้องมนตร์สะกด

Girard Perregaux Laureato 42mm
Girard Perregaux Laureato 42mm: ไอคอนกับหน้าปัด Grand Feu Enamel ที่สะกดทุกสายตา

A Dial That Defies Time หน้าปัดที่ท้าทายกาลเวลา

หัวใจแห่งความงามอันไร้กาลเวลาของ Laureato เรือนนี้ คงหนีไม่พ้นพื้นหน้าปัด ที่แฝงไว้ด้วยความประณีตล้ำลึก โดดเด่นด้วยเฉดสีน้ำเงินอมเทาอันซับซ้อน ความงามนี้ถือกำเนิดขึ้นด้วยเทคนิคอันวิจิตรบรรจงที่เรียกว่า “อีนาเมลกรองเฟอ” (Grand Feu Enamel) ซึ่งถูกสรรค์สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันภายในโรงงานของ Sowind Group อันเป็นเครือเดียวกับ Girard Perregaux นี่คือเครื่องยืนยันถึงพันธสัญญาอันแน่วแน่ของแบรนด์ในการคงไว้ซึ่งมาตรฐานงานฝีมือชั้นสูงอย่างแท้จริง

ลองจินตนาการถึงหัตถศิลป์อันน่าทึ่งนี้ดูสิว่า อีนาเมลแต่ละชิ้นเริ่มต้นจากการผสานส่วนผสมชั้นเลิศอย่างซิลิกา มินเนียม โพแทช และโซดาเข้าด้วยกัน นำมาบดละเอียดจนได้ผงเนื้อเนียนดุจผืนผ้าไหม ก่อนจะผสมผสานกับโลหะออกไซด์เพื่อรังสรรค์เฉดสีอันลุ่มลึกและซับซ้อนที่สะท้อนแสงได้อย่างมีมิติ จากนั้น ผงอีนาเมลอันละเอียดอ่อนจะถูกเคลือบบนหน้าปัดอย่างประณีตบรรจง ก่อนจะถูกนำเข้าเตาเผาที่อุณหภูมิสูงลิบถึงประมาณ 800 องศาเซลเซียส การอบในเตานี้มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ถูกทำซ้ำถึง 5-10 ครั้ง เพื่อให้ชั้นเคลือบสีหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ เกิดเป็นผิวสัมผัสที่งดงามเปล่งประกาย และคงทนเกินต้านทาน

ด้วยความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของกระบวนการเผา ทำให้หน้าปัดบางชิ้นที่แม้มีรอยตำหนิเพียงน้อยนิดก็ต้องถูกคัดออก นี่สะท้อนถึงการควบคุมคุณภาพอันเข้มงวด ที่เผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ เพื่อส่งมอบงานศิลป์แห่งการบอกเวลาที่นอกเหนือจากความสวยงาม ยังคงคุณภาพของสีสันไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผ่านพ้นกาลเวลาไปนานเพียงใด

เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ หน้าปัดในเฉดสีเทาอมฟ้าอ่อนนี้ยังได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายซันเรย์แบบ “Flinqué” ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นอีนาเมลโปร่งแสง เผยประกายแสงที่ชวนให้หลงใหลในทุกมุมมอง การเลือกใช้อีนาเมลใน Laureato จึงไม่ใช่แค่การเลือกวัสดุ เพราะนี่คือการมอบ “จิตวิญญาณ” ให้กับชิ้นงาน เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์แห่งศิลปะอันไร้กาลเวลา สะท้อนความประณีตในทุกรายละเอียดของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงได้อย่างไร้ข้อกังขา

An In-House Design That Honors Its Heritage ดีไซน์จากภายในที่เชิดชูมรดกอันทรงคุณค่า

ถึงแม้หน้าปัดจะดึงดูดสายตาจนยากจะละเมอ นาฬิกาเรือนนี้ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์อันเป็นมรดกของ Laureato ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ขอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม ที่วางอยู่บนฐานทรงกลม และตัวเรือนทรงตอนโน (Tonneau) ซึ่งสร้างสรรค์ความกลมกลืนระหว่างเส้นสายและมิติของแสงเงาได้อย่างงดงามน่าทึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น พื้นผิวสเตนเลสสตีลที่สลับกันระหว่างการขัดเงาและการขัดแบบซาติน ยังช่วยเพิ่มความลึกและมิติที่ซับซ้อนให้กับการมองเห็น สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของงานออกแบบอย่างแท้จริง

ด้วยรูปทรงที่บางเฉียบของตัวเรือนและสายนาฬิกา Laureato เรือนนี้โดดเด่นในเรื่องของความสบายเมื่อสวมใส่ พร้อมสไตล์คลาสสิกที่คงอยู่เหนือกาลเวลา เข็มบอกชั่วโมงและนาทีเคลือบโรเดียมทรงบาตอง ส่วนเข็มวินาทีทรงเรียวบางตรงกลางประดับตุ้มน้ำหนักซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสะพานจักรกลทองคำอันเป็นเอกลักษณ์ของ Girard-Perregaux ซึ่งเป็นการรำลึกถึงรากฐานแห่งศาสตร์ของเครื่องบอกเวลาอย่างลึกซึ้ง และ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ก็ได้รับการออกแบบด้วยตัวเลขสีขาวบนแผ่นดิสก์ที่มีสีเดียวกันกับพื้นหน้าปัด เพื่อให้ทุกองค์ประกอบผสานกันได้อย่างกลมกลืนอย่างไร้ที่ติ

Precision Powered From Within พลังขับเคลื่อนแห่งความเที่ยงตรงจากภายใน

เฉกเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิมที่เปิดตัวในปี 1975 Laureato ขนาด 42 มม. รุ่นใหม่นี้ ยังคงขับเคลื่อนด้วย กลไกที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์เอง นั่นคือเครื่องอัตโนมัติคาลิเบอร์ GP01800 ซึ่งได้รับการพัฒนาและประกอบอย่างพิถีพิถัน ณ โรงงานในเมืองลาโชเดอฟองส์ ด้วยความบางเพียง 3.97 มม. กลไกไขลานอัตโนมัตินี้มอบพลังงานสำรองได้อย่างน้อย 54 ชั่วโมง มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพในการใช้งานในทุกโอกาส

ทุกรายละเอียดของกลไกล้วนสะท้อนถึงมาตรฐานอันเข้มงวดของ Girard-Perregaux ไม่ว่าจะเป็นโรเตอร์พิงค์โกลด์ที่ประดับลวดลาย Côtes de Genève แบบวงกลม สะพานเครื่องที่ตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève แบบเส้นตรง สกรูที่ขัดเงาอย่างประณีต ขอบเหลี่ยมที่ขัดแต่งอย่างบรรจง การขัดแต่งแบบวงกลมบนแผ่นฐานหลัก และการสลักลายเคลือบทอง ทั้งหมดนี้คือเครื่องหมายอันเป็นเอกลักษณ์ของงานประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ที่ทำให้แบรนด์ได้รับการยกย่องมานานกว่า 230 ปี และยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำแห่งวงการอย่างสง่างาม

Availability พร้อมให้คุณสัมผัส

เตรียมตัวให้พร้อม เพราะนาฬิกา Laureato ขนาด 42 มม. พร้อมหน้าปัดอีนาเมล Grand Feu สุดพิเศษเรือนนี้ จะพร้อมวางจำหน่ายทั่วโลกที่บูติกตัวแทนจำหน่ายของ Girard-Perregaux ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

ข้อมูลทางเทคนิค
Girard Perregaux Laureato 42mm Grand Feu Enamel

ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. ในรูปทรงตอนโน (Tonneau) อันเป็นเอกลักษณ์ ผสานขอบหน้าปัดแปดเหลี่ยมบนฐานกลมได้อย่างลงตัว รังสรรค์จากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง ที่ผสมผสานการขัดเงาและขัดซาตินอย่างประณีต

กลไก: Calibre GP01800 ซึ่งเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติ (In-house Movement) ที่พัฒนาและประกอบขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์ บางเฉียบเพียง 3.97 มม. และให้พลังงานสำรอง 54 ชั่วโมง การตกแต่งภายในกลไกแสดงถึงงานฝีมือชั้นสูง อาทิ โรเตอร์ทองชมพูประดับลาย Côtes de Genève และการขัดแต่งละเอียดบนส่วนประกอบต่างๆ

ฟังก์ชัน: ของนาฬิกาเรือนนี้ประกอบด้วยการแสดงชั่วโมง นาที วินาที (เข็มกลาง) และช่องหน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

หน้าปัด: ในเฉดสีเทาอมฟ้า ซึ่งสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคอีนาเมลกรองเฟอ (Grand Feu Enamel) อันเป็นหัตถศิลป์ชั้นสูง พร้อมลวดลายซันเรย์แบบ Flinqué ที่แฝงตัวอยู่ใต้ชั้นอีนาเมลโปร่งแสง เผยประกายแสงอันงดงาม

สาย: สเตนเลสสตีล ที่ออกแบบให้บางเฉียบและสบายข้อมือ มีการสลับผิวกึ่งเงากึ่งด้านเข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืนอย่างไร้ที่ติ

Girard-Perregaux มากกว่า 230 ปี แห่งความลุ่มลึกในศาสตร์แห่งเวลา

ด้วยกลไกกว่า 30 รุ่น และสิทธิบัตรกว่า 80 รายการ ตลอดจนมรดกอันยาวนานกว่า 230 ปี Girard-Perregaux จึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำแห่งศาสตร์ประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงอย่างไม่มีข้อกังขา

นับตั้งแต่การก่อตั้งแบรนด์ในปี 1791 Girard-Perregaux ได้ฉายแววผู้บุกเบิก โดยได้ริเริ่มแนวคิดโรงงานผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการสมัยใหม่เป็นแห่งแรก ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่อุตสาหกรรมนาฬิกาที่ตามมา ผู้ก่อตั้งและผู้นำของแบรนด์ในแต่ละยุคสมัยได้ยกระดับชื่อเสียงด้วยวิสัยทัศน์และจิตวิญญาณแห่งความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมนี้ได้นำไปสู่ความสำเร็จอันโดดเด่นมากมาย อาทิ Three Bridges Tourbillon ในปี 1867 กลไกความถี่สูงในปี 1965 ที่ทำงานด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง ความถี่ควอตซ์มาตรฐานสากล (32,768 เฮิร์ต) ในปี 1971 และกลไก Constant Escapement ในปี 2013 ซึ่งได้รับรางวัล Aiguille d’Or จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève การพัฒนาทุกก้าวล้วนเป็นผลมาจากทีมงานภายในที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นในการผลักดันขอบเขตแห่งนวัตกรรม พร้อมกันนั้นก็ยังให้ความเคารพต่อประเพณีดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด

Girard-Perregaux ให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นอันดับแรก ทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง โครงสร้าง หรือความงดงาม ถูกคิดค้น พัฒนา และสร้างสรรค์ขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ทูร์บิญองของ Three Gold Bridges ที่ได้รับรางวัลจากงานนิทรรศการสากลปารีสในปี 1889 ถือเป็นความก้าวหน้าที่ปฏิวัติวงการทั้งทางด้านเทคนิคและความงาม

ปรัชญานี้ปรากฏชัดเจนที่สุดในรุ่น Laureato ซึ่งเปิดตัวในปี 1975 โดยได้รับการออกแบบอย่างครบครันภายในโรงงาน และได้รับแรงบันดาลใจจากการดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงสมมาตร อันเป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ ซึ่งโดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดทรง 14 เหลี่ยมของรุ่น Deep Diver ในปี 1969 ที่ต่อมาได้กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่สำคัญของ Laureato

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา Laureato ได้สร้างสรรค์กลไกซับซ้อนและกลไกอัตโนมัติรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น

ปัจจุบัน Girard Perregaux ได้รับการยกย่องและชื่นชมอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติจากเหล่านักสะสมและผู้หลงใหลในนาฬิกา ด้วยแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมด้วยความประณีตในศาสตร์นาฬิกาชั้นสูง แบรนด์นี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามเหนือกาลเวลา โดยโรงงานฐานการผลิตที่ยังคงยืนหยัดต่อมรดกอันยาวนานและทรงคุณค่าอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

อย่าลืมติดตามการอัปเดตได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของเรา Revolution Thailand เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และได้สัมผัสกับงานฝีมืออันเป็นเลิศก่อนใคร

ภาพ | Girard Perregaux

Wrist Check: ส่องลุค ‘โรมัน เรเนซองส์’ กลางกรุง กับ Pop-up BVLGARI ที่ Central Chidlom บอกเลยว่าหรูหราสะกดทุกสายตา

Wrist Check: ส่องลุคดาราและเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up ที่ Central Chidlom พร้อมเจาะลึก ‘Eternally Iconic’

บางที…ความหรูหราที่แท้จริงก็ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา หรือเมืองไกลๆ แต่ สามารถมาปรากฏตรงหน้าเราได้อย่างน่าทึ่ง เช่นเดียวกับ การที่ BVLGARI (บุลการี) เมซงอัญมณีชื่อดังจากกรุงโรม ได้เนรมิตพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสเปซแห่งความงามเหนือกาลเวลา และเปิดตัว Pop-up Store แห่งใหม่ที่ Central Chidlom เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา

แน่นอนว่า BVLGARI คือชื่อที่ผูกพันกับคำว่า “Eternally Iconic” มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Serpenti, B.zero1, Tubogas, Bvlgari Bvlgari หรือ Divas’ Dream ล้วนเป็นไอคอนที่ไม่เคยตกยุค และ การมาถึงของ Pop-up แห่งนี้ ก็คือการเฉลิมฉลองการเดินทางของงานดีไซน์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งทุกชิ้นงานของ BVLGARI คือบทสรุปของการนำมรดกทางสถาปัตยกรรมโรมันมาตีความใหม่ ผ่านมุมมองของความหรูหราที่ทันสมัย

และงานนี้ไม่ได้มีแค่จิวเวลรี่สวยๆ แต่ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดพิเศษที่ได้รับเกียรติจากเหล่าแขกคนสำคัญมากมาย นำทีมโดย ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ Friend of The House ของ Bvlgari South Asia Pacific ผู้เป็นตัวแทนของคอลเลกชัน Serpenti อันเป็นเอกลักษณ์ ตามมาด้วย มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง Friend of The House ของ Bvlgari Thailand ตัวแทนคอลเลกชัน Bvlgari Bvlgari

นอกจากนี้ยังมี แขกพิเศษอย่าง ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ ตัวแทน Divas’ Dream, มิลค์-พรรษา วอสเบียน ตัวแทน Bvlgari Tubogas และ เอส-ศุภา สังวรวงศ์ ตัวแทน B.zero1 รวมถึง H.E. Mr. Paolo Dionisi เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย, Mr. Jeffrey Hang, Regional Managing Director, BVLGARI South Asia Pacific, Ms. Warisara Praisankul, Commercial Director, BVLGARI Thailand, และผู้บริหารระดับสูงจาก BVLGARI และ Central Chidlom ซึ่ง ล้วนให้เกียรติเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้ พร้อมทั้ง มีดีเจมาสร้างสรรค์บรรยากาศสุดพิเศษตลอดค่ำคืน

เจาะลึก Pop-up เมื่อสถาปัตยกรรมโรมันย้ายมาอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ

แค่ก้าวเข้ามาใน Pop-up แห่งใหม่นี้ ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกรุงโรมทันที! เพราะว่าพื้นที่รูปวงกลมกว่า 259 ตารางเมตรนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของ Il Caffè ใน Bvlgari Hotel Roma ที่สำคัญคือ Il Caffè คือคาเฟ่ที่สะท้อนเสน่ห์แบบดั้งเดิมของอิตาลี และยังเป็นตัวแทนของมรดกอันยาวนานของเมซง BVLGARI อีกด้วย

การออกแบบ Pop-up นี้โชว์ความหรูหราผ่านการใช้วัสดุอย่าง หินอ่อน และหิน Travertine ซึ่งเป็นวัสดุที่โดดเด่นในสถาปัตยกรรมโรมัน สิ่งนี้เองที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ BVLGARI ในงานฝีมืออันประณีต ดีไซน์ที่มีวิสัยทัศน์ และความสง่างามเหนือกาลเวลา

ไม่เพียงเท่านั้น ด้านนอกพื้นที่จัดแสดงรูปวงกลม ยังมีพื้นที่สำหรับพักผ่อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากระเบียงแบบเปิดโล่ง (portico) ของ Il Caffè และความเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์ของ Bvlgari Hotel Roma เรียกได้ว่า เป็นการนำกลิ่นอายของ “The Eternal City” หรือ “มหานครนิรันดร์” มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Pop-up แห่งนี้ไม่ได้มีแค่นาฬิกาและจิวเวลรี่ แต่ยังจัดแสดงคอลเลกชันไอคอนิกอย่าง Serpenti ที่เป็นสัญลักษณ์ของอิสระและความเย้ายวน รวมถึง B.zero1 ที่มีดีไซน์แบบประติมากรรม Divas’ Dream ที่งดงามประณีต และ Bvlgari Bvlgari ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ของแบรนด์

ซึ่งครอบคลุมทั้งจิวเวลรี่และเรือนเวลา นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเครื่องหนัง Eyewear และ Accessories ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ โดยทั้งหมดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลาของกรุงโรม

ผู้ที่มาเยือน Pop-up แห่งใหม่นี้ จะได้สัมผัสมากกว่าแค่ความระยิบระยับของอัญมณี เพราะจะได้ดื่มด่ำไปกับจิตวิญญาณของกรุงโรมและแก่นแท้ของงานดีไซน์แบบอิตาเลียนที่อบอวลอยู่ทั่วพื้นที่ อันที่จริงแล้ว Pop-up นี้สร้างบรรยากาศเสมือนได้เข้าไปอยู่ในบ้านพักสไตล์โรมันที่หรูหรา ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเชื้อเชิญ พร้อมทั้งยังคงดีไซน์ที่ทันสมัย แต่ก็ยังคงความเคารพต่อมรดกอันรุ่มรวยของ BVLGARI สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลาและแรงบันดาลใจจาก “มหานครนิรันดร์” ได้อย่างลงตัว

BVLGARI ขอเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชม Pop-up แห่งใหม่นี้ ซึ่ง ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของ Central Chidlom เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 น. ถึง 22:00 น.

เจาะลึก Wrist Check ส่องลุคไอคอนิกของเหล่าเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up

ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองนี้ เหล่าแขกผู้มีเกียรติและ Friend of The House ต่างปรากฏตัวพร้อมเครื่องประดับจาก BVLGARI ที่สะท้อนตัวตนและคอลเลกชันอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Wrist Check: ส่องลุคดาราและเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up

LOOK 1

ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่: ตัวแทนแห่งพลังและความเย้ายวนของ Serpenti ใหม่ ดาวิกา ในฐานะ Friend of The House สำหรับ Bvlgari South Asia Pacific ปรากฏตัวในลุคที่สะท้อนถึงคอลเลกชัน Serpenti อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติ Serpenti หรือ “งู” เป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง พลัง และความเย้ายวน

ดังนั้นใหม่จึงได้ถ่ายทอดพลังอันลึกลับและสง่างามของ Serpenti ผ่านเครื่องประดับที่โอบรัดเรือนร่างอย่างมีชีวิตชีวา ทั้งกำไล สร้อยคอ หรือนาฬิกาในรูปทรงงูที่พันรอบข้อมือ ซึ่ง ล้วนเป็นงานฝีมือที่ซับซ้อนและประณีต ทำให้ลุคของใหม่ดูทรงพลังและน่าหลงใหล

LOOK 2

มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง: ความคลาสสิกอันเป็นนิรันดร์ของ Bvlgari Bvlgari

มาย ภาคภูมิ Friend of The House ของ Bvlgari Thailand เป็นตัวแทนของคอลเลกชัน Bvlgari Bvlgari ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกและทันสมัยในเวลาเดียวกัน หัวใจหลักของคอลเลกชันนี้คือการประทับตราโลโก้ “BVLGARI BVLGARI” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหรียญโรมันโบราณ ดังนั้น เครื่องประดับของมายจึงสะท้อนถึงความเรียบหรู แต่แฝงด้วยความสง่างามเหนือกาลเวลา ไม่เน้นความหวือหวา แต่เน้นความคลาสสิกที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาสและยังคงดูมีรสนิยมอยู่เสมอ

Wrist Check: ส่องลุคดาราและเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up
Wrist Check: ส่องลุคดาราและเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up

LOOK 3

ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์: ความสง่างามแบบผู้หญิงใน Divas’ Dream

ออม-กรณ์นภัส มาในฐานะตัวแทนของคอลเลกชัน Divas’ Dream ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายโค้งมนของ Baths of Caracalla โรงอาบน้ำโรมันโบราณ ซึ่งสื่อถึงความสง่างามและความงามแบบผู้หญิง ฉะนั้นแล้ว เครื่องประดับที่ออมสวมใส่จึงเน้นดีไซน์ที่อ่อนช้อย โค้งมน ประดับด้วยอัญมณีสีสันสดใสที่จัดเรียงตัวคล้ายกลีบพัด หรือเกล็ดปลา ทำให้ลุคของออมดูละมุนละไม แต่ยังคงความหรูหราและโดดเด่นตามแบบฉบับ Diva

LOOK 4

มิลค์-พรรษา วอสเบียน: นวัตกรรม Tubogas ที่โอบรับสรีระอย่างงดงาม

มิลค์-พรรษา มาในฐานะตัวแทนของคอลเลกชัน Bvlgari Tubogas ซึ่งโดดเด่นด้วยเทคนิคการผลิตสุดพิเศษที่ชื่อว่า “Tubogas” เทคนิคนี้คือการนำเส้นโลหะมาร้อยเรียงและพันเกลียวซ้อนกันอย่างแน่นหนาต่อเนื่องกันไป จนได้ออกมาเป็นรูปทรงคล้ายท่อก๊าซ ที่มีความยืดหยุ่นสูง และที่น่าทึ่งคือ การขึ้นรูปนี้คือหัวใจสำคัญของ Tubogas ที่แสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะในงานฝีมือของ BVLGARI

ด้วยคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นและโค้งงอตามสรีระได้ดีนี้เอง ทำให้เครื่องประดับที่มิลค์สวมใส่สะท้อนถึงทั้งนวัตกรรม และดีไซน์ที่ทันสมัย มีความลื่นไหล โอบรับข้อมือหรือลำคอได้อย่างนุ่มนวล และมอบความรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ ทั้งหมดนี้ทำให้ลุคของมิลค์ดูเก๋ มีเอกลักษณ์ และบ่งบอกถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง

Wrist Check: ส่องลุคดาราและเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up
Wrist Check: ส่องลุคดาราและเซเลบในงานเปิดตัว BVLGARI Pop-up

LOOK 5

เอส-ศุภา สังวรวงศ์: สัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งและอิสระของ B.zero1

เอส-ศุภา เป็นตัวแทนของคอลเลกชัน B.zero1 ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Colosseum สนามกีฬาโรมันโบราณ จึงสื่อถึงความแข็งแกร่ง ความเป็นอิสระ และการเริ่มต้นใหม่ ดังนั้นเครื่องประดับของเอสจึงเป็นดีไซน์แบบวงแหวนเกลียวที่มีโครงสร้างแข็งแรง แต่ยังคงความทันสมัยและสวมใส่ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแหวนหรือสร้อยคอ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงพลังและความมั่นใจในสไตล์ของคนรุ่นใหม่

การที่ BVLGARI เลือกเหล่า Friend of The House ที่สามารถเป็นตัวแทนของแต่ละคอลเลกชันได้อย่างมีมิติ ยิ่งทำให้งานเปิดตัว Pop-up ครั้งนี้มีความหมายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะ ผู้ชมไม่เพียงแค่ได้เห็นเครื่องประดับ แต่ ยังได้เห็นเรื่องราวและจิตวิญญาณของแต่ละชิ้นที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวบุคคลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วพบกันใหม่ใน Wrist Check ครั้งหน้านะ! สัญญาว่าจะพาไปส่องไอเท็มเด็ดๆ พร้อมเรื่องราวสุดพิเศษจากวงการแฟชั่นและเรือนเวลาแน่นอน ดังนั้น อย่าลืมติดตามกัน