
หากพูดถึงอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ มาเตอร์วอทช์เมกเกอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Breguet ย่อมต้องนึกถึง ทูร์บิญอง (Tourbillon) สิ่งประดิษฐ์ที่เขาได้จดสิทธิบัตรไว้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801 เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกมีผลต่อการเดินของนาฬิกา เบรเกต์จึงแก้ไขด้วยการนำเอา บาลานซ์วีล บาลานซ์สปริง และเอสเคปเมนต์ ใส่เข้าไปในกรงที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการชดเชยความคลาดเคลื่อน ทำให้แสดงเวลาได้อย่างแม่นยำที่สุด และการหมุนนั้นก็เป็นที่มาของชื่อทูร์บิญง ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าการหมุนหรือการโคจร และในช่วงชีวิตของเขา มีบันทึกว่าได้มีการจำหน่ายนาฬิกาทูร์บิญองไปทั้งหมด 35 เรือน โดยหนึ่งเรือนจะใช้เวลามากกว่าหกปี ซึ่งยาวนานกว่านาฬิกาปกติสองเท่า และผู้ที่ซื้อไป ส่วนใหญ่จะเป็นราชวงศ์และชนชั้นสูง
“ทูร์บิญอง ซึ่งคิดค้นโดย อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ เมื่อปี 1801 ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา ความเชี่ยวชาญในการสร้างกลไกนี้สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางเทคนิคที่ Breguet ยึดมั่นมาโดยตลอด 200 ปี” Gregory Kissling ซีอีโอของ Bregeut กล่าว

ในวาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ ทาง Breguet จึงได้สร้างสรรค์ผลงานพิเศษออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเฉลิมฉลอง และผลงานลำดับที่ 4 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวล่าสุดก็คือ Classique Tourbillon Sidéral 7255 ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น โดยเบสมาจากนาฬิกกข้อมือ tourbillon เรือนแรกของแบรนด์ รหัส 3350 ซึ่งเปิดตัวในปี 1990 ความพิเศษของผลงานนี้ก็คือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีการนำเสนอ flying tourbillon ซึ่งต่างจาก tourbillon ทั่วไปตรงที่ยึดด้วยบริดจ์ด้านล่างเพียงจุดเดียว และปราศจากบาร์ยึดจากด้านบน ทำให้ดูราวกับลอยอยู่
กลไก tourbillon ในรุ่นนี้ยังได้รับการออกแบบให้ยกตัวขึ้นเพื่อเน้นมิติของกลไกและให้ความรู้สึกเหมือนกำลังลอยตัว โดยสูงขึ้นจากแผ่นเพลท 2.2 มม. และลอยเหนือหน้าปัด 0.9 มม. และ Breguet ยังได้เพิ่ม Mysterious complication ซึ่งเป็นการทำให้แต่ละชิ้นส่วนของกลไกเคลื่อนไหวโดยดูราวกับไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ โดยอาศัยเรกูเลเตอร์ที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งบริดจ์ล่างและฐานรองกรงทูร์บิญองยังผลิตจากกระจกแซฟไฟร์เคลื่อบสารกันสะท้อน จึงดูโปร่งใส ก่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์เหมือนลอยได้

ผลงานนี้ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงกับดาราศาสตร์ โดยคำว่า Sidéral หมายถึงดวงดาว อีกทั้ง tourbillon ยังสื่อถึงการโคจร และอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ :ซึ่งมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ และยังได้ทำงานกับนักดาราศาสตร์มากมายในช่วงชีวืตของเขา และเหนืออื่นใด จุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์ครุ่นคิดเรื่องเวลายังมาจากการสังเกตดวงดาวบนฟ้า
ด้วยเหตุนี้ ทาง Breguet จึงเลือกตกแต่งหน้าปัดด้วยอีนาเมล aventurine เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นศาสตร์ที่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 (คำว่า aventura แปลว่า โดยบังเอิญ เนื่องช่างเป่าแก้วมูราโนบังเอิญทำเศษทองแดงตกไปในแก้วหลอม) เกิดจากการเอาแก้วมาบดผสมผงโลหะ และนำมาเคลือบบนหน้าปัดและเผาในเตาด้วยอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เมื่อเย็นลง อนุภาคโลหะเหล่านั้นจะก่อให้เกิดประกาย ผลลัพธ์จึงออกมาดูราวกับท้องฟ้ายามค่ำที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว โดยเฉดสีน้ำเงินสุกสว่างนั้นได้มาจากผลึกโคบอลต์


ผลงานนี้ยังผลิตจาก Breguet gold ซึ่งเป็นโลหะผสมที่เปิดตัวในปีนี้ โดยเป็นสีทองโทนอุ่นเจือชมพู ทั้งยังสลักลายกิโยเช่แบบ Quai de l’Horloge ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยชื่อมาจากสถานที่ตั้งร้านแรกของเบรเกต์ในปารีส และได้แรงบันดาลใจมาจากสายน้ำในแม่น้ำแซน
“นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Breguet ที่มีการนำเสนอ flying tourbillon ซึ่งเป็นการยกย่องสิ่งประดิษฐ์ของปรมาจารย์ อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์” มร. คิสลิ่ง กล่าว “ผมกล้าพูดเลยว่า Classique Tourbillon Sidéral 7255 คือบทกวีที่แต่งให้กับทูร์บิญองโดยแท้ จนการบอกเวลายังดูเหมือนเป็นเรื่องรองไปเลย”

ข้อมูลทางเทคนิค
Breguet Classique Tourbillon Sidéral (7255BH/2Y/9VU)
กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 187M1 ความถี่ 2.5 เฮิร์ตซ์ พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที ทูร์บิญองซึี่งหมุนครบรอบทุกๆ 1 นาที
ตัวเรือน: Breguet gold 18k ขนาด 38 มม. ขอบข้างตัวเรือนแบบเซาะร่อง ฝาหลังสลักแบบกิโยเช่เป็นลาย Quai de l’Horloge สลักคำว่า BREGUET 250 Years กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: อีนาเมล Aventurine หน้าปัดแสดงเวลา ณ 12 นาฬิกา และ flying tourbillon ณ 6 นาฬิกา
สาย: หนังจระเข้เกล็ดใหญ่สีน้ำเงิน ตัวล็อก Breguet gold 18k แบบพับสามทบ
ผลิต: จำนวนจำกัด 50 เรือน โดยสลัก 1/50 ถึง 50/50 ที่ฝาหลัง
บทความอื่นที่น่าสนใจ:
Breguet Classique 7145: ศิลปะแห่งกิโยเช่ การแกะสลัก และภาพวาดจิ๋วในเรือนเวลา
BLAST [SPARKLING RAINBOW] เมื่อ Ulysse Nardin เนรมิตแสงรุ้งบนข้อมือ

