Home Blog Page 30

The Collector’s Perspective Episode 7 | ดำดิ่งสู่โลกส่วนตัวของณอห์ณ จินดาโชติ กับความหลงใหลในโลกของเวลา

0

The Collector’s Perspective EP นี้ พาคุณไปสัมผัสมุมมองนักสะสมของฌอห์ณ จินดาโชติ

ชื่อที่คุ้นเคยกันดีในฐานะนักแสดงเปี่ยมเสน่ห์และผู้กำกับที่สร้างสรรค์งานอันน่าจับตา แต่เบื้องหลังแสงสีและบทบาทที่โลดแล่น ยังมีอีกมิติหนึ่งที่ซ่อนอยู่ นั่นคือความหลงใหลในโลกของเวลา

REVOLUTION THAILAND ขอชวนคุณดำดิ่งสู่โลกส่วนตัวของณอห์ณ ในรายการ The Collector’s Perspective Episode 7 เพื่อค้นหาว่า เหตุใดนาฬิกาแต่ละเรือน จึงเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือพยานแห่งเรื่องราว ความทรงจำ และตัวตนที่ไม่เหมือนใคร เพราะนี่คือการเปิดเผยความลับของเวลาผ่านมุมมองของศิลปินผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง และผู้ที่รู้ดีว่าทุกวินาทีมีคุณค่าและเรื่องเล่าในตัวเอง รับชมรายการเต็มของ The Collector’s Perspective ได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand รวมถึงสามารถติดตามบทสัมภาษณ์และรูปภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟของฌอห์ณได้ในเล่ม REVOLUTION THAILAND ISSUE 02 เร็ว ๆ นี้

อ่านบทความฉบับเต็มเพื่อเจาะลึกมุมมองของนักสะสมท่านอื่นได้ที่
สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ผู้หลงใหลในการสะสมนาฬิกา
บทสัมภาษณ์พิเศษ: เจาะลึกโลกนักสะสมนาฬิกาและงานศิลป์กับ “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ”
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย

รับชมรายการเต็มได้ในวันเสาร์ ทาง YouTube และติดตามคอนเทนต์น่าสนใจเพิ่มเติมของ REVOLUTION THAILAND ได้ที่:
➡️ Instagram: instagram.com/revowatchthai
➡️ Facebook: facebook.com/RevoWatchThai
➡️ Website: revolutionthailand.com

Wrist Check: ส่องลุคคนดังในงานเทศกาลภาพยนตร์และโทรทัศน์นานาชาติที่เซี่ยงไฮ้

คาร์เทียร์เฉิดฉายกลางเซี่ยงไฮ้ ส่องลุคสุดหรูของเหล่าคนดัง และความสำเร็จของ “ซ่ง เจีย” แอมบาสเดอร์คาร์เทียร์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์และโทรทัศน์นานาชาติ

ท่ามกลางแสงสีและความยิ่งใหญ่ของเทศกาลภาพยนตร์และโทรทัศน์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ประจำปีนี้ คาร์เทียร์ (Cartier) เมซงเครื่องประดับและเรือนเวลาอันทรงเกียรติ ได้ร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความทรงจำอันน่าภาคภูมิใจ โดยบุคคลอันทรงเกียรติหลายท่านได้เลือกสวมใส่ผลงานการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ในงานสำคัญนี้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวดีที่ทำให้คาร์เทียร์ร่วมเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ คือการที่ ซ่ง เจีย (Song Jia) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญของคาร์เทียร์ ได้รับรางวัล “นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม” จากเวที Magnolia Awards ในงานเทศกาลโทรทัศน์เซี่ยงไฮ้เป็นครั้งที่สอง! นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจที่ตอกย้ำถึงความโดดเด่นทั้งในด้านศิลปะและความงาม

Cartier at The 27th Shanghai International Film Festival Closing Ceremony

งานปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เป็นอีกหนึ่งเวทีที่คาร์เทียร์ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเฉลิมฉลอง Friends of the Maison อย่าง หย่ง เหม่ย (Yong Mei) และ จาง โหย่วหาว (ZHANG Youhao) ได้ปรากฏตัวอย่างสง่างามในผลงานการสร้างสรรค์จากคาร์เทียร์ที่สะท้อนรสนิยมอันโดดเด่น

LOOK 1

หย่ง เหม่ย (Yong Mei):

สง่างามเหนือกาลเวลาด้วย Panthère de Cartier หย่ง เหม่ย มาพร้อมชุดเครื่องประดับ Panthère de Cartier ที่งดงามสะกดทุกสายตา เธอบรรจงเลือกสวมใส่ต่างหู Panthère de Cartier ที่ทำจากไวท์โกลด์ ประดับด้วยนิล มรกต และเพชรอย่างประณีต เข้าชุดกันกับแหวน Panthère de Cartier ที่ทำจากไวท์โกลด์เช่นกัน ประดับด้วยมรกต นิล และเพชร

ลุคนี้ของหย่ง เหม่ย ถ่ายทอดความสง่างามและความลึกลับของเสือแพนเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

LOOK 2

จาง โหย่วหาว (ZHANG Youhao):

ความเท่แบบโมเดิร์นกับ Juste un Clou และ Santos de Cartier จาง โหย่วหาว เลือกสไตล์ที่ผสมผสานความเท่แบบโมเดิร์นเข้ากับความคลาสสิก โดยเขาเลือกสวมใส่แหวน Juste un Clou ที่ทำจากไวท์โกลด์ พร้อมด้วยเข็มกลัดเนคไท Juste un Clou ที่ทำจากไวท์โกลด์เช่นกัน

คอมพลีทลุคด้วยนาฬิกา Santos de Cartier รุ่นใหญ่ ตัวเรือนและสายสตีล ระบบอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Dual Time Zone ลุคของจาง โหย่วหาว สะท้อนถึงบุคลิกที่มั่นใจ หรูหรา และทันสมัย

Cartier at The 30th Shanghai TV Festival

และในวันที่ 27 มิถุนายน 2568 คาร์เทียร์ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จอันน่าประทับใจของ ซ่ง เจีย (Song Jia) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของคาร์เทียร์ ในงานเทศกาลโทรทัศน์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 30 ที่เธอสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม Magnolia Awards เป็นครั้งที่สองได้สำเร็จ นอกจากนี้ Friends of the Maison ได้แก่ อู๋ เยว่ (Wu Yue) ว่าน เฉียน (Wan Qian) และ เหนียน หยวน (Nie Yuan) ก็ต่างเปล่งประกายในผลงานการสร้างสรรค์จากคาร์เทียร์เช่นกัน

LOOK 3

ลุคในงาน Magnolia Gala Night:

สวยคลาสสิกกับ Love Collection ในคืนงานกาล่า ซ่ง เจีย เลือกชุดเครื่องประดับจากคอลเลกชัน Love เธอบรรจงสวมใส่ แหวน กำไล และต่างหู ทั้งหมดทำจากไวท์โกลด์ประดับเพชรอย่างงดงาม

ลุคนี้ของซ่ง เจีย สะท้อนถึงความรักที่เธอมีต่องานแสดง และความสง่างามที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา

LOOK 4

ลุคในงาน Magnolia Awards Ceremony: เจิดจรัสกับ Panthère de Cartier และ Agrafe ในค่ำคืนที่สำคัญที่สุดของการประกาศรางวัล ซ่ง เจีย ปรากฏตัวอย่างเจิดจรัสด้วยชุดเครื่องประดับ Panthère de Cartier ที่เธอเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน

แหวน ต่างหูห่วง กำไล และสร้อยคอ Panthère de Cartier ทั้งหมดนี้ทำจากไวท์โกลด์ ประดับด้วยมรกต นิล และเพชร ที่สะท้อนความสง่างามอันดุดันของเสือแพนเตอร์

เสริมความหรูหราด้วยกำไล Agrafe ที่ทำจากโรสโกลด์ประดับเพชร และเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยต่างหู Essential Lines แหวน Essential Lines และสร้อยคอ Reflection de Cartier ทั้งหมดทำจากไวท์โกลด์ประดับเพชรเช่นกัน ลุคนี้ของซ่ง เจียคือบทสรุปของความสำเร็จที่เปล่งประกายไปทั่วทั้งงาน

LOOK 5

ว่าน เฉียน (Wan Qian)ในงาน Magnolia Gala Night:

เสน่ห์อันน่าหลงใหลของ Panthère de Cartier ว่าน เฉียน สวมใส่เครื่องประดับจากคอลเลกชัน Panthère de Cartier ที่เน้นความงดงามและเสน่ห์อันน่าหลงใหล เธอเลือกแหวน ที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ ประดับด้วยโกเมนซาโวไรต์และแล็กเกอร์ เข้าชุดกับกำไล และเสริมความหรูหราด้วยสร้อยคอยาว ที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ ประดับเพชร มรกต และนิล

ปิดท้ายด้วย ต่างหูสตั๊ด Panthère de Cartier ที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ ประดับโกเมนซาโวไรต์และนิล ลุคนี้ของว่าน เฉียน สะท้อนความซับซ้อนและน่าค้นหาของเธอบนพรมแดง

LOOK 6

ลุคในงาน Magnolia Awards Ceremony:
เรียบหรูแต่โดดเด่นด้วย Essential Lines และ Reflection de Cartier ในคืนประกาศรางวัล ว่าน เฉียน มาในลุคที่เน้นความเรียบหรูแต่แฝงด้วยความโดดเด่น เธอเลือกสวมใส่ ต่างหู และแหวน Essential Lines ที่ทำจากไวท์โกลด์ประดับเพชร ซึ่งให้ความรู้สึกมินิมอลแต่หรูหรา และคอมพลีทลุคด้วย สร้อยคอ Reflection de Cartier ที่ทำจากไวท์โกลด์ประดับเพชรเช่นกัน

ลุคนี้ของว่าน เฉียน แสดงให้เห็นถึงรสนิยมที่สง่างามและทันสมัย ที่สามารถดึงความสนใจจากรายละเอียดที่ประณีตได้เป็นอย่างดี

LOOK 7

อู๋ เยว่ (Wu Yue) ในงาน Magnolia Awards Ceremony:
ความงามเรียบหรูด้วย Agrafe ในคืนแห่งการประกาศรางวัล อู๋ เยว่ เลือกคอมพลีทลุคด้วยกำไล Agrafe ที่ทำจากโรสโกลด์ประดับเพชร ดีไซน์ที่เรียบหรูแต่แฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อนของ Agrafe สะท้อนถึงรสนิยมที่คลาสสิกและสง่างามของเธอ

LOOK 8

เหนียน หยวน (Nie Yuan)ในงาน Magnolia Awards Ceremony:
ความเป็นชายชาตรีกับ Panthère de Cartier และ Santos de Cartier Skeleton เหนียน หยวน ปรากฏตัวในลุคที่ดูภูมิฐานและมีสไตล์ เขาเลือกสวมใส่ แหวน Panthère de Cartier ที่ทำจากไวท์โกลด์ ประดับเพชร มรกต และนิล พร้อมด้วยเข็มกลัด Panthère de Cartier ที่ทำจากไวท์โกลด์เช่นกัน

ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ นาฬิกา Santos de Cartier Skeleton รุ่นใหญ่ตัวเรือนสตีล ที่เผยให้เห็นกลไกไขลานอันซับซ้อนภายใน ลุคของเหนียน หยวน ถ่ายทอดถึงความกล้าหาญ ความเป็นผู้นำ และความชื่นชมในงานฝีมืออันประณีต

ในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองนี้ คาร์เทียร์ได้ตอกย้ำสถานะของการเป็นเมซงที่ไม่เพียงรังสรรค์เครื่องประดับและเรือนเวลาอันเลอค่า แต่ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวแห่งเกียรติยศและความสำเร็จในระดับโลก

แล้วพบกันใหม่ใน Wrist Check ครั้งหน้านะ! สัญญาว่าจะพาไปส่องไอเท็มเด็ดๆ พร้อมเรื่องราวสุดพิเศษจากวงการแฟชั่นและเรือนเวลาแน่นอน ดังนั้น อย่าลืมติดตามกันนะ

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
Wrist Check: อาโป-อีจุนโฮ เจิดจรัสใน Piaget ‘Shapes of Extraleganza’ ที่บาร์เซโลนา
Wrist Check: ส่องลุค’ออม-กรณ์นภัส’ กับ OMEGA Speedmaster 38 บินตรงสู่เกียวโต ร่วมงานเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่
Wrist Check: ส่องลุค ‘โรมัน เรเนซองส์’ กลางกรุง กับ Pop-up BVLGARI ที่ Central Chidlom บอกเลยว่าหรูหราสะกดทุกสายตา

ย้อนรอยชีวิต Johnny Cash จากนักร้องนอกกฎสู่ไอคอนผู้สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมเรื่องราว Rolex ที่ Sotheby’s

จอห์นนี แคช ตำนานเพลง ผู้กล้า และ Rolex คู่กายที่ประมูลไปในราคาชวนอึ้ง

WORDS: James Sherwood | Jul 18, 2025

ใครจะเชื่อว่านาฬิกา Rolex เรือนโปรดของ จอห์นนี แคช (Johnny Cash) ศิลปินระดับตำนาน ผู้เป็นดั่งเข็มทิศทางศีลธรรมแห่งวงการคันทรี และบุรุษผู้เป็นสัญลักษณ์ของความ “คูล” ตลอดกาล จะถูกประมูลไปในราคาเพียง 7,200 เหรียญสหรัฐฯ ที่ Sotheby’s นี่เรียกว่าเป็นเรื่องราวของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่ใช้ชื่อเสียงของเขาต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และอคติในสังคม

จาก “ไปทำบาปซะ” สู่ “Man in Black” ผู้กวาดทุกชาร์ตเพลง

ก่อนที่เขาจะกลายเป็น J.R. “Johnny” Cash ผู้เชี่ยวชาญดนตรีหลากหลายแนวทางและเป็นที่ยอมรับในทุกมิติ แพตตี้ สมิธ เคยขนานนามเขาว่า “เข็มทิศทางศีลธรรมของดนตรีคันทรี” (the moral compass of country music) เหมือนกับเอลวิส เพรสลีย์ สหายร่วมยุค แคชเริ่มต้นเส้นทางจากดนตรีแนว Gospel เมื่อเขาเดินทางมายังเมมฟิส รัฐเทนเนสซี ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เพื่อตามหาค่ายเพลง

ตำนานเล่าว่า แซม ฟิลลิปส์ ผู้บริหารค่าย Sun Records บอกกับแคชให้ “กลับบ้านไปทำบาปซะ แล้วค่อยกลับมาพร้อมเพลงที่ฉันจะบันทึกให้ได้” (go home and sin, then come back with a song I can record) และแล้วในปี 1956 ซิงเกิลแจ้งเกิดของเขา “I Walk the Line” ก็พุ่งทะยานขึ้นอันดับ 1 อยู่บนชาร์ตนานถึง 43 สัปดาห์ และทำยอดขายได้กว่าสองล้านก๊อปปี้

แคชคือภาพสะท้อนที่ตรงกันข้ามกับนักร้องคันทรี เวสเทิร์นทั่วไปที่ใส่รองเท้าบู๊ตคาวบอย หมวกสเต็ตสัน และเสื้อประดับเลื่อม เขากลับปรากฏตัวในชุดสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมทรงผมปอมปาดัวร์และแววตาอันคมกริบ ส่งมอบบทเพลงบัลลาดอันมืดหม่นด้วยเสียงเบส-บาริโทนอันลึกก้องและกีตาร์คู่ใจ “Man in Black” ผู้นี้คือสัญลักษณ์ของนักเลงนอกกฎหมาย ผู้พิทักษ์คนที่ยืนหยัดปกป้อง และผู้ถูกทอดทิ้ง

Johnny Cash Rolex Sotheby's จอห์นนี แคช นาฬิกา
เรือนเวลาคู่กายของ “บุรุษชุดดำ” Rolex Oyster Perpetual yellow-gold 14 กะรัต ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและจิตวิญญาณแห่งตำนาน

อัลบั้มแสดงสดที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาอย่าง “At Folsom Prison” และ “At San Quentin” ถูกบันทึกเสียงต่อหน้าผู้ชมที่เป็นนักโทษตัวจริง สิ่งเดียวที่ประดับกายเขาคือ Rolex Oyster Perpetual เยลโลว์โกลด์ 14 กะรัต เรือนที่ถูกประมูลไปในราคาเพียง 7,200 ดอลลาร์ในปี 2004 ที่ Sotheby’s นั่นเอง

Johnny Cash Rolex Sotheby's จอห์นนี แคช นาฬิกา

The Good, The Bad และ Day-Date คู่ใจ

เสน่ห์ของนักร้องบัลลาดแห่ง “ความฝันอเมริกันที่พังทลาย” ของจอห์นนี แคช ถูกเสริมให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยการต่อสู้กับสิ่งเสพติด เขายอมรับว่าเป็นนักดื่มตัวยง และสารภาพว่าได้ “ลองยาทุกชนิดเท่าที่จะลองได้” เพื่อรับมือกับตารางคอนเสิร์ตที่พุ่งสูงถึง 300 ครั้งต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีเพลงฮิตอย่าง “Ring of Fire” และ “Understand Your Man”

ในปี 1965 เขาถูกจับกุมและคุมขังข้ามคืนในเมืองเอล ปาโซ รัฐเท็กซัส เมื่อพบยา Dexedrine ในกล่องกีตาร์ของเขา แคชเคยกล่าวถึงการใช้ยาของเขาว่า “ผมใช้ยาอยู่พักหนึ่ง แล้วยาเหล่านั้นก็เริ่มครอบงำผม” ก่อนที่เขาจะเลิกยาได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือจากคู่หูนักร้องและภรรยาคนที่สองอย่าง จูน คาร์เตอร์ แคช (June Carter Cash) ซึ่งเขาแต่งงานด้วยในปี 1968

แม้แคชจะต้องกลับไปบำบัดที่ Betty Ford ในปี 1983 แต่การแต่งงานกับจูน คาร์เตอร์ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูจิตวิญญาณ การกลับคืนสู่สุขภาพที่ดี และจุดสูงสุดของอาชีพการงานกับรายการ “The Johnny Cash Show” ทางช่อง ABC ในปี 1969 แคชรับหน้าที่เป็นพิธีกรและแสดงร่วมกับนักดนตรีหลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น Louis Armstrong, Neil Young, Bob Dylan, Neil Diamond, Kenny Rogers, James Taylor และ Ray Charles นี่คือจุดที่สถานะของเขาในฐานะนักดนตรีที่ข้ามทุกแนวเพลงถูกตอกย้ำ

อย่างไรก็ตาม ในปี 1979 เพลง “Ghost Riders in the Sky” กลับกลายเป็นเพลงฮิตสุดท้ายของเขาก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงตกอับ นานนับทศวรรษ โดยออกทัวร์ในวงการทหารผ่านศึก ในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะบนเวทีหรือนอกเวที เขาก็ยังคงสวม Rolex Day-Date เยลโลว์โกลด์ คู่กับสาย President ที่เข้าชุดกันเสมอ

Flight Of The Phoenix การคืนชีพอย่างเหนือความคาดหมาย

การกลับมาของจอห์นนี แคช นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนและน่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง Rick Rubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Def Jam Recordings ได้ผลักดันให้เขาบันทึกผลงานเดี่ยวชุดใหม่ ซึ่งเขาได้แสดงสดในปี 1993 ที่คลับ The Viper Room ของจอห์นนี เดปป์ บนถนน Sunset Strip

Johnny Cash Rolex Sotheby's จอห์นนี แคช นาฬิกา
บรรยากาศจาก “The Johnny Cash Show” ในปี 1969 รายการโทรทัศน์ที่ตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะศิลปินผู้ข้ามทุกแนวเพลง และเป็นตำนานที่ยังคงอยู่ในใจแฟนเพลง

อัลบั้ม “American Recordings” ถูกปล่อยออกมาในปี 1994 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ Kate Moss ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอเพลง “Delia’s Gone” และจอห์นนี แคช ได้ขึ้นแสดงเป็นเฮดไลน์ที่เทศกาล Glastonbury แคชบันทึกเพลงของศิลปินร่วมสมัยอย่าง Tom Waits

และในปี 2002 เขาได้คัฟเวอร์เพลง “Hurt” ของ Nine Inch Nails ซึ่งเป็นบทเพลงที่กล่าวถึงการติดยาและการทำร้ายตัวเอง เมื่อเพลง “Hurt” แพ้รางวัลแกรมมี่สาขาวิดีโอยอดเยี่ยมให้กับ Justin Timberlake ในปี 2002 นักร้องรุ่นน้องก็ได้กล่าวชื่นชมแคช โดยบอกว่า “ผมคิดว่าเขาสมควรได้รับรางวัลนี้มากกว่าพวกเราทุกคนที่นี่ในคืนนี้”

Johnny Cash Rolex Sotheby's จอห์นนี แคช นาฬิกา
จอห์นนี แคช ศิลปินผู้เป็นดั่งเข็มทิศทางศีลธรรมแห่งวงการดนตรี ด้วยแววตาอันคมกริบและบุคลิกที่ไม่อาจลืมเลือน

จอห์นนี แคช เสียชีวิตด้วยวัย 71 ปีในปี 2003 เพียงไม่กี่เดือนหลังจากสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รัก เขาเป็นหนึ่งในศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการจารึกชื่อใน Gospel Music, Rock ’n‘ Roll และ Country Music Halls of Fame ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงอิทธิพลและความสามารถในการเข้าถึงผู้คนทุกแนวเพลงอย่างแท้จริง

หลังการจากไปของเขา เขายังคงเข้าถึงแฟนเพลงและคอภาพยนตร์รุ่นใหม่ เมื่อในปี 2005 รีส วิเธอร์สปูน ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการรับบทเป็นจูน คาร์เตอร์ แคช ในภาพยนตร์ชีวประวัติของจอห์นนี แคช เรื่อง “Walk The Line” ที่นำแสดงโดยวาคีน ฟีนิกซ์

เรื่องราวของจอห์นนี แคช และ Rolex ของเขา อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่าบางครั้งคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งของก็ไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ถูกประเมิน แต่กลับอยู่ที่เรื่องราวและตำนานที่ผู้ครอบครองได้สร้างสรรค์ขึ้นมาต่างหาก คุณว่าไหม?

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
เผยปริศนานาฬิกาคู่ใจของปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินอัจฉริยะผู้พลิกวงการ
Jean-Pierre Hagmann จิตวิญญาณแห่งช่างทำเรือนนาฬิกาผู้ไร้เทียมทาน

เผยโฉมนาฬิกาดำน้ำ OMEGA Seamaster Diver 300M ในเฉดสีส้ม สุนทรียะแห่งการผจญภัย

Seamaster Diver 300M สู่มิติใหม่แห่งนาฬิกาดำน้ำสีสันสดใส ที่มาพร้อมประสิทธิภาพในตำนานของ OMEGA

ในโลกของเรือนเวลาดำน้ำชั้นสูง ชื่อของ OMEGA Seamaster Diver 300M คือสัญลักษณ์แห่งตำนานที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน ด้วยประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์นับตั้งแต่ปี 1993 ที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพอันไร้ที่ติ และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ครองใจนักผจญภัยใต้ท้องทะเลทั่วโลก และล่าสุด OMEGA ได้นำเสนอความสดใหม่ให้แก่คอลเลกชั่นอันโดดเด่นนี้ ด้วยการแต่งแต้มเฉดสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่เพียงเสริมเรื่องทัศนวิสัยใต้น้ำ แต่ยังเพิ่มมิติแห่งสุนทรียะที่มิอาจปฏิเสธได้

นาฬิกาดำน้ำ OMEGA Seamaster Diver 300M Orange

เฉดสีส้มอันเป็นเครื่องหมาย วิวัฒนาการสู่ไอคอนิกบทใหม่

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา สีส้มได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ในดีไซน์นาฬิกาดำน้ำของ OMEGA โดยเฉพาะในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการมองเห็นและความปลอดภัยใต้น้ำ สีส้มอันเปี่ยมด้วยพลังนี้ได้สร้างความมีชีวิตชีวาและรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับหลากหลายคอลเลกชั่นของ Seamaster และในปีนี้ OMEGA ได้นำเฉดสีอันเป็นสัญลักษณ์นี้มาสู่ตระกูล Diver 300M ที่ได้รับการกล่าวขาน ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่โดดเด่นถึงสองสไตล์ในตัวเรือนสเตนเลสสตีล

คอลเลกชั่น Seamaster Diver 300M ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยรายละเอียดที่ยกระดับขึ้น อาทิ สายแบบ Mesh Bracelet ดีไซน์ใหม่ กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม และขอบหน้าปัดอะลูมิเนียมอะโนไดซ์แบบ Oxalic ซึ่งรุ่นล่าสุดนี้ยังคงรักษาธีมการออกแบบที่ยอดเยี่ยมนั้นไว้ พร้อมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านการผสมผสานสีดำและส้มได้อย่างลงตัว

รายละเอียดที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ผสานฟังก์ชันและความงาม

เรือนเวลาขนาด 42 มม. แต่ละเรือนโดดเด่นด้วยหน้าปัดอะลูมิเนียมสีดำสนิท ซึ่งเป็นฉากหลังที่ขับเน้นความคมชัดของเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงแบบโครงกระดูก (Skeletonized Hands and Indexes) ที่เคลือบด้วยโรเดียม พร้อมเติมเต็มด้วยสาร Super-LumiNova สีขาวคุณภาพสูง ซึ่งจะเปล่งประกายสีน้ำเงินเรืองรองในที่มืด เพื่อประสิทธิภาพการอ่านค่าในสภาวะแสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเข็มวินาทีกลางที่ได้รับการเคลือบด้วยสีส้มอันสดใส รวมถึงหลักชั่วโมงในตำแหน่งหลัก (12 / 3 / 6 / 9 นาฬิกา) ก็ได้รับการแต่งแต้มสีส้มเช่นกัน นอกจากนี้ ชื่อ “Seamaster” ที่อยู่ใต้โลโก้ OMEGA ก็ยังเป็นสีส้ม โดยมีโลโก้ OMEGA ที่ถูกถ่ายทอดด้วยสีขาวอย่างลงตัว ทุกรายละเอียดถูกออกแบบมาเพื่อความกลมกลืนทางสายตาและการใช้งานจริง

มรดกแห่งฟังก์ชันอันเป็นตำนาน หัวใจของ Diver 300M

สิ่งสำคัญคือ OMEGA ยังคงรักษาคุณสมบัติอันเป็นตำนานทั้งหมดของ Diver 300M ไว้ครบถ้วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกการออกแบบที่นิยามคอลเลกชั่นนี้มาตั้งแต่ปี 1993 คุณสมบัติเหล่านี้รวมถึง วาล์วปล่อยฮีเลียม ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ยังมี ขอบหน้าปัดแบบหยัก (Scalloped Bezel) อันเป็นที่จดจำ พร้อม Crown Guards (การ์ดปกป้องเม็ดมะยม) ที่ยื่นออกมาอย่างแข็งแกร่ง และ มาตรวัดการดำน้ำบนขอบหน้าปัด ซึ่งได้รับการเคลือบด้วย Super-LumiNova สีขาวในรุ่นพิเศษนี้ เพื่อการใช้งานในที่มืดได้อย่างแม่นยำ

สไตล์สีส้มใหม่นี้ถูกนำเสนอในสองรูปแบบที่แตกต่างกัน ให้เลือกสรรตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็น สาย Mesh Bracelet แบบปัดด้านพร้อมตัวล็อกที่แข็งแกร่ง หรือสายยางสีส้ม ที่ถูกออกแบบมาอย่างกลมกลืนกับตัวเรือน พร้อมตัวล็อกแบบพับได้

กลไก Master Chronometer Calibre 8806 หัวใจหลักแห่งความเที่ยงตรง

ภายในตัวเรือน แต่ละเรือนถูกขับเคลื่อนด้วยกลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ซึ่งสามารถชื่นชมความซับซ้อนของกลไกได้ผ่านกระจกแซฟไฟร์ที่ฝาหลัง ประสิทธิภาพด้านความเที่ยงตรง ความทนทาน และความสามารถในการต้านทานสนามแม่เหล็กได้รับการรับประกันด้วยมาตรฐาน Master Chronometer Certification ซึ่งผ่านการทดสอบอันเข้มงวดจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งสหพันธรัฐสวิส (METAS) มั่นใจได้ถึงคุณภาพที่เหนือกว่าในทุกมิติ

OMEGA Seamaster Diver 300M ในเฉดสีส้มนี้ จึงเป็นนาฬิกาดำน้ำที่มาพร้อมเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของสุภาพบุรุษผู้รักการผจญภัย คุณคิดว่าสีส้มนี้จะเข้ามาเติมเต็ม Seamaster Diver 300M ได้อย่างสมบูรณ์แบบแค่ไหน?

นาฬิกาดำน้ำ OMEGA Seamaster Diver 300M Orange

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: OMEGA Seamaster Diver 300M (ในเฉดสีส้ม)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. พร้อมขอบหน้าปัดอะลูมิเนียมอะโนไดซ์แบบ Oxalic วาล์วปล่อยฮีเลียมที่ 10 นาฬิกา ขอบหน้าปัดแบบหยัก และ Crown Guards
  • หน้าปัด: อะลูมิเนียมสีดำสนิท พร้อมเข็มและหลักชั่วโมงแบบโครงกระดูกเคลือบโรเดียมและ Super-LumiNova สีขาว (เรืองแสงสีน้ำเงิน) เข็มวินาทีกลางและหลักชั่วโมงสี่เสาหลักเป็นสีส้ม ชื่อ Seamaster สีส้ม โลโก้ OMEGA สีขาว
  • กลไก: OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 (อัตโนมัติ) มองเห็นกลไกผ่านกระจกแซฟไฟร์ที่ฝาหลัง ได้รับการรับรอง Master Chronometer จาก METAS
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) มาตรวัดการดำน้ำบนขอบหน้าปัด
  • สาย: มีให้เลือก 2 แบบ คือสาย Mesh Bracelet แบบปัดด้านพร้อมตัวล็อก และสายยางสีส้มแบบบูรณาการพร้อมตัวล็อกแบบพับได้

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ผสานความขบถเข้ากับความสดใสแห่งซัมเมอร์
เปิดตัว Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานฝีมือชั้นสูงและดีไซน์ร่วมสมัย

เปิดตัว Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานฝีมือชั้นสูงและดีไซน์ร่วมสมัย

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone เมื่อความหรูหราที่ซ่อนเร้นมาพร้อมความแข็งแกร่งอย่างมีรสนิยม

WOERDS: Joyceline | Jul 17, 2025

ในโลกของเรือนเวลาชั้นสูง Parmigiani Fleurier คือหนึ่งในไม่กี่ชื่อที่ยืนหยัดอย่างโดดเด่นด้วยปรัชญาแห่ง “ความหรูหราที่ซ่อนเร้น” (Stealth Luxury) และงานฝีมืออันประณีตไม่มีใครเทียบเคียง ตั้งแต่การพลิกฟื้นแบรนด์ในปี 2021 ด้วย Tonda PF Micro Rotor ไปจนถึง Tonda PF GMT Rattrapante หน้าปัดสีเขียว Lake-Green ที่เปิดตัวในปี 2025 ความสำเร็จของตระกูล Tonda PF คือเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแก่นแท้ของ Horology ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม และวันนี้ Parmigiani Fleurier พร้อมแล้วที่จะนำเสนออีกหนึ่งบทบาทอันน่าหลงใหล นั่นคือ Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone

เมื่อความงามสง่าผสานเข้ากับพลังแห่งสปอร์ตชีค

สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเรียบหรูของ Tonda PF Collection การมาถึงของ Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone นับเป็นการยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น นี่คือการต่อยอดความสำเร็จจาก Tonda PF Sport ที่เปิดตัวในปี 2023 โดยยังคงความเพรียวบางของ Tonda PF ดั้งเดิม แต่เพิ่มมิติของความแข็งแกร่งและสปอร์ตชีคที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นล่าสุดนี้คือการเลือกใช้โรสโกลด์ 18 กะรัต ทั้งยังมาพร้อมหน้าปัดโทนสีใหม่สุดเฉียบ และการจัดวางหน้าปัดย่อยแบบ Tri-Compax ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ด้วยการตัดช่องหน้าต่างวันที่ออกไปอย่างชาญฉลาด ผลลัพธ์ที่ได้คือความสมมาตรอันงดงามที่เพิ่มความรู้สึก “Luxe” ได้อย่างชัดเจน ยิ่งกว่าคำว่า “Sport” เสียด้วยซ้ำ

รายละเอียดที่รังสรรค์ด้วยความใส่ใจ จากขอบหน้าปัดถึงพื้นผิวหน้าปัด

เอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Tonda PF และ Tonda PF Sport ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างครบถ้วนในเรือนเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ขอบหน้าปัดแบบ Knurled ที่เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยร่อง 160 หยัก (เทียบกับ 225 ร่องในรุ่น Urban) หรือเข็ม Delta แบบโปร่งแสงที่มาพร้อมปลายเคลือบสารเรืองแสงสีดำที่ดูทะมัดทะแมงขึ้น

พื้นผิวหน้าปัดถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยลวดลาย “Clou Triangulaire guilloché” ซึ่งให้ความรู้สึกที่คมชัดและมีเหลี่ยมมุมมากกว่าลวดลาย Grain d’Orge ที่เน้นความละเมียดละไมใน Tonda PF รุ่นอื่นๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้รุ่น Rose Gold Sandstone นี้พิเศษยิ่งขึ้นคือการจับคู่กับ หน้าปัดย่อยสี Sandstone ที่ตัดกันอย่างมีรสนิยม และหลักชั่วโมงโรสโกลด์ที่ถูกติดตั้งด้วยมือ พร้อมเคลือบสาร Super-LumiNova® สีดำอย่างแนบเนียน ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ดู หรูหราและร่วมสมัย อย่างแท้จริง การไร้ซึ่งช่องหน้าต่างวันที่ยังช่วยเสริมความสมมาตรของ Tricompax ได้อย่างยอดเยี่ยม แก้ไขจุดที่อาจดูไม่เข้าที่นักในรุ่น Chronograph ดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone
กลไกอัตโนมัติ Caliber PF070 ที่ได้รับการรับรอง COSC จาก Parmigiani Fleurier หัวใจแห่งความเที่ยงตรงสูง พร้อมพลังงานสำรองถึง 65 ชั่วโมง

หัวใจแห่งความแม่นยำ กลไกอัตโนมัติ Caliber PF070

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเรือนเวลารุ่นนี้คือกลไกอัตโนมัติ In-House Caliber PF070 อันทรงเกียรติ ทำงานด้วยความถี่สูง 5 Hz (36,000 Vph) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับ COSC-Certified มอบพลังงานสำรองที่น่าประทับใจถึง 65 ชั่วโมง

กลไกอันซับซ้อนนี้สามารถชื่นชมความงดงามได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส เผยให้เห็นโรเตอร์ทองคำ 22K ที่ได้รับการฉลุหรือเจาะให้โปร่ง การออกแบบอย่างประณีต ซึ่งสะท้อนถึงงานฝีมือระดับสูงของ Parmigiani Fleurier ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone

ความลงตัวระหว่างขนาดและการสวมใส่ แข็งแกร่งแต่นุ่มนวล

ด้วยขนาดตัวเรือน 42 มม. และความหนา 12.9 มม. Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone ตอบโจทย์ความรู้สึก “สปอร์ต” ได้อย่างเต็มตัว แต่แบรนด์ก็ไม่ละทิ้งความสบายในการสวมใส่ ด้วยการออกแบบขาตัวเรือน (Lugs) ที่กว้างแต่สั้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความกระชับบนข้อมือ

มาพร้อมกับสายยางคุณภาพสูงที่ให้สัมผัสคล้ายหนัง แต่มีพื้นผิวลายผ้า Cordura ที่เพิ่มความทนทานในแบบสปอร์ต ผสานเข้ากับตัวล็อกแบบพับได้ทำจากโรสโกลด์ 18 กะรัตอย่างลงตัว แม้จะมีความสามารถในการกันน้ำ 100 เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่เรือนเวลาระดับนี้คงจะเหมาะกับการใส่ดื่มด่ำบรรยากาศบนเรือยอชต์เลียบชายฝั่ง Amalfi Coast มากกว่าการลงไปว่ายน้ำอย่างจริงจัง ซึ่งนั่นก็สะท้อนถึงเจตนาของการเป็น Luxury Sports Watch ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone
ข้อมูลทางเทคนิค
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph in Rose Gold Sandstone
  • รหัส Ref.: PFC931-2020021-400182
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Caliber PF070 (ผลิตโดยโรงงาน) ได้รับการรับรอง COSC-Certified พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) วินาทีเล็ก ฟังก์ชันโครโนกราฟ
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18 กะรัต ขนาด 42 มม. หนา 12.9 มม. พร้อมขอบหน้าปัดแบบ Knurled กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเงินและ Sandstone ตกแต่งด้วยลวดลาย Clou Triangulaire guilloché
  • สาย: สายยางลายผ้า (textile pattern) พร้อมตัวล็อกแบบพับได้ทำจากโรสโกลด์ 18 กะรัต

สำหรับ Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone เรือนนี้คือบทพิสูจน์ว่า “ความหรูหราที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องตะโกนบอกใคร” คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่านี่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานฝีมือชั้นสูงและความเข้าใจในรสนิยมที่เหนือกว่า?

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
Tissot ร่วมเฉลิมฉลอง Tour de France ถ่ายทอดนวัตกรรมผ่านการผสานจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันลงบนข้อมือ
Bell & Ross รังสรรค์เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผสานกลไกซับซ้อนเข้ากับความงามสง่าของเซรามิกสีดำ

Bremont และ Henley Royal Regatta เมื่อความแม่นยำถักทอตำนานบทใหม่แห่งเวลา

เปิดตำนานบทใหม่แห่งความสง่างามของ Bremont ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ Henley Royal Regatta

ในโลกที่ทุกสิ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรม บางสิ่งกลับยืนหยัดอย่างสง่างามเหนือกาลเวลา นั่นคือ มรดกอันล้ำค่า และ งานฝีมืออันประณีต ลองนึกภาพการบรรจบกันระหว่าง Bremont แบรนด์นาฬิกาสุดหรูจากอังกฤษ กับ Henley Royal Regatta มหกรรมเรือพายที่เก่าแก่และทรงเกียรติที่สุดในโลก การรวมตัวกันครั้งนี้คือการถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความเป็นเลิศจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง ซึ่งแบรนด์ได้เข้ามาเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ

Henley Royal Regatta มรดกแห่งความยิ่งใหญ่ที่ยังคงรุ่งโรจน์

ก่อนจะลงลึกถึงเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ เราควรทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของ Henley Royal Regatta เสียก่อน นอกเหนือจากเป็นการแข่งขันเรือพาย นี่คือมหกรรมที่หยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์อังกฤษ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 1839 บนแม่น้ำเทมส์อันเป็นสัญลักษณ์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะการแข่งขันที่รวบรวมไว้ซึ่ง มรดกที่หาใดเทียบได้ จิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน และบรรยากาศทางสังคมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ Regatta แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของฤดูร้อนในอังกฤษ และเป็นปฏิทินสำคัญของการแข่งเรือระดับนานาชาติอย่างมิอาจมองข้าม

ตลอดหกวันของการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการประลองฝีมือกว่า 400 รายการ เราจะได้เห็นนักกีฬาโอลิมปิก แชมป์โลก และดาวรุ่งจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์การแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุด การเฉลิมฉลองทั้งความเป็นเลิศและประเพณีดั้งเดิม Henley Royal Regatta มอบประสบการณ์ ความเป็นอังกฤษที่แท้จริง ที่ซึ่งการแข่งขันระดับโลกดำเนินไปพร้อมกับฉากหลังของเสื้อเบลเซอร์สีสันสดใส ความหรูหรามีระดับริมฝั่งน้ำ และบรรยากาศที่หาจากที่ใดไม่ได้ เป็นสถานที่ที่ประวัติศาสตร์ถูกจารึกและมรดกถูกสร้างขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

Bremont x Henley Royal Regatta
การผจญภัยครั้งใหม่ของ Bremont เป็นการตอกย้ำปรัชญา “Take It Further” และความมุ่งมั่นในการเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ Regatta อันทรงเกียรติ

Supermarine 300M Henley Royal Regatta สุนทรียะแห่งความแม่นยำบนข้อมือสุภาพบุรุษ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 Bremont ได้เปิดตัวเรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ Supermarine 300M Henley Royal Regatta ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเป็นพันธมิตรกับงานแข่งเรืออันทรงเกียรตินี้โดยเฉพาะ เรือนเวลานี้คือ งานศิลป์ที่สะท้อนรสนิยมอันลึกซึ้ง และยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้าใจในแก่นแท้ของทั้งสองโลกอย่างถ่องแท้

จากพื้นฐานของ Supermarine 300M ที่หลายคนคุ้นเคย ตัวเรือนขนาด 40 มม. ถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันจาก สเตนเลสสตีลเกรด 904L ซึ่งโดดเด่นเรื่องความทนทานขั้นสุดยอดและผิวที่เปล่งประกายงดงาม ดุจดังโลหะที่ถูกหล่อหลอมมาเพื่อบุรุษผู้สง่างามโดยเฉพาะ และเพื่อเป็นการคารวะต่อสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของ Henley Royal Regatta หน้าปัดสีขาวนวลสะอาดตาจึงถูกประดับด้วยตราสัญลักษณ์ประจำ Regatta และโลโก้ Bremont Wayfinder สีเทาเข้ม ที่ตัดกับขอบหน้าปัดอะลูมิเนียมอะโนไดซ์สองทิศทางสีน้ำเงินสดใส ซึ่งทั้งหมดนี้คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัยอย่างไร้ที่ติ

Bremont ไม่ได้แค่ให้ความสำคัญกับความสวยงามภายนอก แบรนด์ยังออกแบบนาฬิกาเรือนนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยสวมใส่คู่กับสายข้อมือสเตนเลสสตีล 904L พร้อมระบบปลดล็อกแบบรวดเร็วและระบบปรับละเอียดเพื่อความกระชับบนข้อมือทุกขนาด และด้วยความสามารถในการ กันน้ำลึก 300 เมตร Supermarine 300M Henley Royal Regatta จึงพร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจไม่ว่าจะอยู่บนผืนน้ำหรือในโอกาสสำคัญนอกสนามแข่ง

Bremont x Henley Royal Regatta
Bremont x Henley Royal Regatta
ภาพประวัติศาสตร์ของบอลลูน Bremont ที่ผงาดเหนือแม่น้ำเทมส์ สะท้อนการประกาศศักดาแห่งพันธมิตร Bremont และ Henley Royal Regatta สู่สายตาโลกอย่างยิ่งใหญ่
Bremont x Henley Royal Regatta

ภาพบอลลูน Bremont เหนือลำน้ำเทมส์ เป็นการประกาศศักดาที่ไม่ธรรมดา

การเฉลิมฉลองการเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่องกับ Henley Royal Regatta ในปีนี้ Bremont ได้สร้าง ปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยการปล่อย บอลลูนลมร้อน Bremont ลำมหึมาเหนือแม่น้ำเทมส์ บอลลูนสีขาวและน้ำเงินที่ผงาดอย่างสง่างามนี้คือการคารวะต่อ Supermarine 300M HRR เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวพร้อมกับการแข่งขัน

ภาพของบอลลูนที่ลอยละล่องอย่างนุ่มนวลท่ามกลางแสงอรุณยามเช้าเหนือผืนน้ำอันเป็นประวัติศาสตร์ สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันร่อนผ่านเมือง Henley-on-Thames ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “The Wing” สำนักงานใหญ่ของ Bremont นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2002 การกระทำนี้เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของ Bremont ในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า “Take It Further” หรือ “ก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม” สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและการบุกเบิกที่อยู่ใน DNA ของ Bremont อย่างชัดเจน

Bremont x Henley Royal Regatta
ความประณีตของ Supermarine 300M Henley Royal Regatta ไม่ได้อยู่แค่ดีไซน์ แต่ยังรวมถึงจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและความแม่นยำที่ถูกถักทอไว้ในทุกรายละเอียด

Bremont และ Henley Royal Regatta คือเรื่องราวของการผสานรวมที่สมบูรณ์แบบระหว่าง ความสง่างาม ความแม่นยำ และมรดกอันล้ำค่า เป็นการยืนยันว่าบางสิ่งในโลกนี้ ยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า และยิ่งเข้าใจในรากเหง้า ยิ่งสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ยืนยงเหนือกาลเวลาได้ แล้วคุณว่าไหมว่าการรวมตัวกันครั้งนี้คือการยกย่องแก่นแท้ของทั้งสองโลกอย่างแท้จริง?

Bremont x Henley Royal Regatta
เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่นอันทรงคุณค่า ที่หลอมรวมความสง่างามเหนือกาลเวลาเข้ากับประสิทธิภาพอันเป็นเลิศ ด้วยตัวเรือน 904L และหน้าปัดสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนรสนิยมแห่งสุภาพบุรุษผู้เข้าใจในรายละเอียด
Bremont x Henley Royal Regatta
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Supermarine 300M Henley Royal Regatta (ลิมิเต็ด 50 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 904L ขนาด 40 มม. ขอบหน้าปัดอะลูมิเนียมสีน้ำเงินแบบหมุนทิศทางเดียว ฝาหลังแบบขันเกลียว กันน้ำลึก 300 ม.
  • หน้าปัด: สีขาวด้าน พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มเคลือบ Super-LumiNova® (เรืองแสงสีน้ำเงิน) ประดับโลโก้ HRR ที่ 6 นาฬิกา กระจกแซฟไฟร์โค้งกันแสงสะท้อน
  • กลไก: อัตโนมัติ Bremont BB63-AH พลังงานสำรอง 56 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 BPH (4Hz)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที (กลาง)
  • สาย: สเตนเลสสตีล 904L พร้อมตัวล็อกแบบปลดเร็วและระบบปรับละเอียด

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ผสานความขบถเข้ากับความสดใสแห่งซัมเมอร์
MIDO Ocean Star Worldtimer โฉมใหม่ เรือนเวลาของคนจริงที่รักการผจญภัย

MIDO Ocean Star Worldtimer โฉมใหม่ เรือนเวลาของคนจริงที่รักการผจญภัย

MIDO Ocean Star Worldtimer เรโทรดีไซน์ที่ผสานฟังก์ชันนักเดินทาง

นับเป็นนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนที่สะดุดตาเอามากๆ จาก มิโด (MIDO) แบรนด์ที่อยู่ในวงการมานานกว่าศตวรรษ การกลับมาครั้งนี้เป็นการปลุกสไตล์เรโทรสุดคลาสสิกให้ฟื้นคืนชีพ ผสมผสานความเท่แบบวินเทจเข้ากับฟังก์ชันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ใครที่เป็นนักเดินทางตัวจริง หรือหลงใหลการผจญภัย และกำลังมองหานาฬิกาที่มีเรื่องราว ต้องฟังทางนี้เลย

NettetÈ 8x
NettetÈ 7x

เมื่อตำนานกลับมาโลดแล่นอย่าง Ocean Star Worldtimer กับสไตล์ที่ไม่มีวันตาย

สำหรับนักสะสมและคนรักนาฬิกาอย่างเราๆ คงรู้ดีว่าคอลเลกชัน Ocean Star ของ MIDO นั้นมีที่มายาวนานแค่ไหน ครั้งนี้แบรนด์เลือกที่จะนำเสนอรุ่น Ocean Star Worldtimer ในโฉมใหม่ ที่เห็นปุ๊บก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเรโทรสุดเท่ จุดเด่นที่สะกดตาตั้งแต่แรกเห็นคือ หน้าปัดลายตารางหมากรุกสีดำสลับแดง ที่บ่งบอกถึงความกล้าที่จะแตกต่าง

นาฬิกาเรือนนี้แค่หน้าตาก็กินขาด และยังคงหัวใจหลักของ Ocean Star เอาไว้อย่างครบถ้วน นั่นก็คือความสามารถในการกันน้ำลึกที่เชื่อถือได้ และที่สำคัญคือ ฟังก์ชัน Worldtimer ที่แสดงเวลาได้ทั่วโลก ออกแบบมาเพื่อเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์แห่งการผจญภัยอย่างแท้จริง และแน่นอนว่ามันควรค่าแก่การเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันสำหรับผู้ที่มองหาความพิเศษบนข้อมือ

NettetÈ 4x position 2 (moins de bracelet en haut)
Date et cadran pas dÈformÈ avec le verre

เรื่องราวเบื้องหลัง MIDO กับปรัชญาที่เหนือกาลเวลา

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1918 Georges Schaeren ได้ก่อตั้ง MIDO ที่เมืองโซโลธูร์น สวิตเซอร์แลนด์ ด้วยปรัชญาที่ชัดเจน นั่นคือการสร้างสรรค์นาฬิกาที่อยู่เหนือกาลเวลา ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย เลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมที่ให้ทั้งความหรูหรา ความทนทาน และยังคงฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน จนกลายเป็น DNA ที่ MIDO ยึดมั่นมาตลอด 100 กว่าปี

คอลเลกชันนี้เองก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีของความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกากันน้ำของ MIDO ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และความสำเร็จนี้ยิ่งถูกตอกย้ำด้วย Ocean Star Worldtimer โฉมใหม่ ที่ไม่เพียงคงคุณสมบัติกันน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ครอบคลุมเมืองสำคัญในโซนเวลา GMT ได้อย่างแม่นยำ จะดำดิ่งใต้ทะเลหรือท่องโลกกว้าง ก็หายห่วง

สัมผัสแห่งรสนิยม รวมถึงรายละเอียดที่บอกเล่าตัวตน

มาดูกันที่รายละเอียดกันบ้าง สำหรับ Ocean Star Worldtimer เรือนนี้ มีตัวเลือกสายหนังสีดำสไตล์ Bund ซึ่งเป็นสายที่ชวนให้นึกถึงลุคของนักบินในยุคก่อนๆ ดูคลาสสิกและมีเรื่องราว หรือถ้าอยากเปลี่ยนอารมณ์ ก็มีสายยางเรียบสีดำเดินด้ายแดงให้เลือกเปลี่ยนเพื่อลุคที่โฉบเฉี่ยวทันสมัย ตัวเรือนขนาด 40.5 มิลลิเมตร กำลังพอดีข้อมือ ทำจาก สเตนเลสสตีล ที่ผ่านการขัดลายซาตินและขัดเงาสลับกันอย่างประณีต หน้าปัดลายตารางหมากรุกสีดำตัดแดงนั้นสวยงามโดดเด่น พร้อมโลโก้ MIDO สไตล์วินเทจ ที่ดูลงตัวสุดๆ เข็มนาฬิกาหลักชั่วโมง นาที และวินาที ถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ที่อ่านเวลาในที่มืดได้สบายตา ส่วนช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ก็ชัดเจน ไม่ต้องเพ่ง

ความพิเศษที่ซ่อนอยู่คือฝาหลังที่สลักลายปลาดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคอลเลกชัน Ocean Star แถมยังเพิ่มกลิ่นอายยุค 70 ด้วยการใช้กระจกแซฟไฟร์ทรง Glassbox ที่มีการเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน มองเห็นกลไกได้ชัดเจน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

หัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้คือกลไก Caliber 80 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำและเที่ยงตรง ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาผิดเพี้ยน แถมยังสำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 80 ชั่วโมง คือจะถอดวางไว้ 3 วัน ก็ยังเดินต่อได้สบายๆ นอกจากนี้ยังเสริมความแกร่งด้วยบาลานซ์สปริงที่ผลิตจาก Nivachron™ ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษที่ช่วยให้ทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็กได้อย่างยอดเยี่ยม และแน่นอนคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับนาฬิกาตระกูล Ocean Star คือความสามารถในการกันน้ำสูงสุดถึง 200 เมตร ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตอกย้ำว่า MIDO มีความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาดำน้ำมานานแค่ไหน

Eclairage structure – NettetÈ 11x
LumiËres diffÈrentes corne en haut ‡ gauche

เลือกนาฬิกาให้มีคุณค่า เคล็ดลับจาก MIDO สำหรับนักสะสม

นอกจากนี้ MIDO ยังให้คำแนะนำดีๆ สำหรับนักสะสมนาฬิกามือใหม่ ในการเลือกเรือนเวลาเพื่อสะสมและใช้งานจริงในระยะยาว ประเด็นแรก ควรเลือกนาฬิกาที่มี ดีไซน์คลาสสิก ไม่ตกยุค เพื่อให้สวมใส่ได้ในหลายโอกาส และยังคงดูดีสง่างามอยู่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าจะล้าสมัย ประการที่สองคือให้ความสำคัญกับ กลไกที่มีความแม่นยำและทนทาน เพื่อการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ต้องส่งซ่อมบ่อยๆ และสุดท้าย ควรเลือกเรือนที่ผสาน ฟังก์ชันการใช้งานกับความสวยงามได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่างเช่น Ocean Star Worldtimer เรือนนี้ ที่ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ย้อนยุคที่น่าหลงใหล เพราะมาพร้อมฟังก์ชันเวลาโลกที่ตอบโจทย์นักเดินทาง และกลไก Caliber 80 ที่ทั้งแม่นยำและทนทาน ทำให้เหมาะทั้งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการสะสมเพื่อเพิ่มคุณค่าในอนาคต

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Ocean Star Worldtimer
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40.5 มม. ขัดลายซาตินสลับขัดเงา กระจกแซฟไฟร์ทรง Glassbox เคลือบสารกันสะท้อนสองด้าน ฝาหลังสลักลายปลาดาว กันน้ำ 20 บาร์ (200 เมตร)
  • หน้าปัด: ลายตารางหมากรุกสีดำตัดแดง โลโก้ MIDO วินเทจ เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® สีขาว หน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ที่ 3 นาฬิกา
  • กลไก: ออโตเมติก Caliber 80 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง บาลานซ์สปริง Nivachron™ ทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และเวลาโลก (Worldtimer)
  • สาย: สายหนังสีดำสไตล์ Bund หรือสายเรียบสีดำเดินด้ายแดง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
สืบสานจิตวิญญาณการออกแบบชั้นสูง ผ่าน Gucci High Watchmaking ผลงานสุดล้ำ 7 รุ่นใหม่
A ‘TIME’ WELL-KEPT: ถนอมคุณค่าแห่งเวลา สะท้อนทุกมิติแห่งรสนิยม

FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ผสานความขบถเข้ากับความสดใสแห่งซัมเมอร์

Frank Muller x #FR2 สู่ฤดูร้อนอันสดใสกับ Vanguard Beach Limited Edition

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการร่วมงานกันครั้งแรกในปี 2023 แฟรงค์ มุลเลอร์ แบรนด์นาฬิกาสุดหรู และ #FR2 แบรนด์สตรีทแวร์สุดฮิปจากโตเกียว ก็กลับมาสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกอีกครั้งกับ #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition นาฬิการุ่นใหม่ที่ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานและแนวคิดนอกกรอบของ #FR2 เข้ากับดีไซน์สปอร์ตเปี่ยมชีวิตชีวาของคอลเลกชัน Vanguard Beach ได้อย่างลงตัว เพื่อต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition

การกลับมาของกระต่ายจอมกวน ไอคอนแห่งสตรีทแวร์

#FR2 หรือที่รู้จักกันในนาม Fxxking Rabbits โดดเด่นด้วยลวดลายกระต่ายอันเป็นเอกลักษณ์ที่กลายเป็นไอคอนของวงการสตรีทแวร์ การร่วมงานกับแฟรงค์ มุลเลอร์ครั้งแรกเมื่อสองปีก่อนในรุ่น #FR2NCK MULLER Vanguard ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่แฟน ๆ สตรีทแวร์ ด้วยกราฟิกที่เป็นสัญลักษณ์ของ #FR2 และดีไซน์ที่ทันสมัย ล้ำยุค

สำหรับการร่วมงานกันในปีนี้ แฟรงค์ มุลเลอร์ และ #FR2 ยังคงนำเสนอเอกลักษณ์ของลวดลาย Fxxking Rabbits แต่เสริมด้วยเฉดสีแบบโมโนโครมใหม่ในรุ่น #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ที่มาพร้อมสีสันสดใสชวนให้นึกถึงแสงแดดและลมทะเลแห่งฤดูร้อน เป็นการหวนคืนสู่ต้นกำเนิดของคอลเลกชัน Franck Muller Vanguard Beach ที่เปิดตัวไปในปี 2023

ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากฤดูร้อน

นาฬิการุ่น #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition มีให้เลือก 3 เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลกชัน Vanguard Beach ดั้งเดิม ได้แก่ Heatwave Red (สีแดงคลื่นความร้อน) Surf Blue (สีน้ำเงินทะเล) และ Tropical Green (สีเขียวเขตร้อน) แต่ละรุ่นผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน

องค์ประกอบต่าง ๆ ของนาฬิกาถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อต้อนรับฤดูร้อนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหน้าปัดที่นำเสนอสีสันและรายละเอียดอันสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน เริ่มจากการหลอมแก้วที่อุณหภูมิ 1,500°C เพื่อดึงเส้นใยโลหะละเอียดสูง จากนั้นจึงทำให้เย็นลงและขึ้นรูปเป็นแผ่นโลหะต่าง ๆ ภายใต้อุณหภูมิ 700°C ก่อนจะนำไปชุบในอ่างสีพิเศษเพื่อให้ได้เฉดสีที่ต้องการ แล้วจึงนำไปอัดเป็นแท่งกลาสไฟเบอร์คอมโพสิตที่สมบูรณ์

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition
#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition

รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ เห็นได้จากความสนุกสนานบนหน้าปัด

ไอคอน Fxxking Rabbits ถูกตกแต่งเพิ่มเติมด้วยองค์ประกอบที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน เช่น ร่มชายหาด เซิร์ฟบอร์ด และ พืชพรรณเขียวชอุ่ม เพื่อเติมเต็มฉากแห่งความสดใส นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้ย้ายช่องแสดงวันที่มาไว้ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา เพื่อให้เข้ากับสไตล์ที่เป็นไอคอนิกของ #FR2 และเสริมความโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกายอยู่เหนือช่องวันที่ เพื่อเพิ่มมิติและความสามารถในการมองเห็นในที่มืด ลวดลายกระต่ายและเข็มสไตล์สเกเลตันอันเป็นเอกลักษณ์ยังถูกฝังด้วยสารเรืองแสง Super-Luminova ทำให้หน้าปัดเรืองแสงได้อย่างสวยงามในที่มืด

เทคโนโลยีและความสบายในการสวมใส่

นาฬิกาคอลเลกชัน #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ยังคงนำเสนอการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ของแฟรงค์ มุลเลอร์ ด้วยความซับซ้อนทางเทคนิคที่ปรากฏบนหน้าปัด ควบคู่ไปกับความสบายในการสวมใส่ ตัวเรือนทรงตอนโน (Tonneau) ของ Vanguard ถูกขึ้นรูปจากกลาสไฟเบอร์คอมโพสิต ซึ่งมอบความเบาแต่ยังคงความแข็งแกร่งทนทาน เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกวัน

แต่ละเรือนยังมาพร้อมสายผ้าไนลอนที่โดดเด่นสะดุดตา บุด้วยหนังด้านใต้ พร้อมตัวปิดล็อกแบบตะขอและห่วง (Velcro) ที่ให้ความสะดวกสบาย สายนาฬิกาเหล่านี้พิมพ์ด้วยรายละเอียดการตกแต่งที่แตกต่างกัน ทั้งข้อความและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ชวนให้นึกถึงสุนทรียภาพสไตล์สตรีทแวร์ของญี่ปุ่น รวมถึงกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งขยายต่อเนื่องมาจากลวดลายบนหน้าปัด

ภายในเรือนเวลาแต่ละเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ MVT 2536-SCDT2H ซึ่งเป็นคาลิเบอร์กลไกที่มอบทั้งความสะดวกสบายและความเที่ยงตรงที่เชื่อถือได้

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition
#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition
#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition

คำกล่าวจากผู้บริหาร

ชารอน ลิม (Sharon Lim) ซีอีโอของ แฟรงค์ มุลเลอร์ เอเชีย แปซิฟิก แสดงความคิดเห็นว่า “แฟรงค์ มุลเลอร์ และ #FR2 ทั้งคู่ล้วนเป็นแบรนด์ที่มีแนวคิดขบถและกล้าหาญในสาขาของตนเอง และพวกเขายังเป็นตัวแทนถึงความกล้าและทัศนคติอันเป็นขบถที่สร้างซึ่งจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงถึงกันเช่นนี้ ด้วยคุณค่าที่มีร่วมกันเหล่านี้ได้มอบซึ่งการถือกำเนิดของความร่วมมือที่ได้สร้างคลื่นลูกใหม่ทั้งจากโลกแห่งสตรีทแวร์และอุตสาหกรรมนาฬิกาหรู โดยเริ่มต้นขึ้นจากผลงานรุ่น #FR2NCK MULLER Vanguard ในปี ค.ศ. 2023 เราภูมิใจที่ได้เดินรอยตามความสำเร็จนี้ด้วยเรือนเวลารุ่นใหม่ของ #FR2NCK MULLER Vanguard Beach ซึ่งยังคงเดินทางออกสำรวจถึงโอกาสแห่งความเป็นไปได้ที่แตกต่าง เมื่อสตรีทแฟชั่นได้มาพบกันเครื่องบอกเวลาชั้นสูง”

วางจำหน่ายทั่วเอเชียแปซิฟิก

นาฬิกาคอลเลกชัน #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition จะวางจำหน่ายทั่วเอเชียแปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 เป็นต้นไป โดยแต่ละรุ่นมีจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนเท่านั้น คุณคิดว่านาฬิการุ่นนี้จะฮิตเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ไหม? สีไหนที่คุณคิดว่าน่าสนใจที่สุด?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition (รหัส V 41 SC DT BEACH FR2)
  • ตัวเรือน: ทรง Vanguard ผลิตจาก กลาสไฟเบอร์คอมโพสิต แข็งแรงแต่เบา ขนาด 41 x 49.95 x 12.2 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร พร้อมกระจกแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: สีขาวด้านตกแต่งด้วยลวดลาย กระต่าย Fxxking Rabbits ที่เรืองแสงด้วย Super-Luminova และตัวเลขอารบิก PVD สีดำ
  • กลไก: กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ MVT 2536-SCDT2H สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง พร้อมการตกแต่งระดับสูง เช่น Côtes de Genève และ Perlage
  • ฟังก์ชัน: แสดงผล ชั่วโมง นาที วินาที และ วันที่ ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา
  • สาย: สายผ้า ไนลอนสีขาว พิมพ์ข้อความและสัญลักษณ์ รองด้วยหนัง พร้อมตัวล็อกแบบ Velcro

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
Tissot ร่วมเฉลิมฉลอง Tour de France ถ่ายทอดนวัตกรรมผ่านการผสานจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันลงบนข้อมือ
Bell & Ross รังสรรค์เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผสานกลไกซับซ้อนเข้ากับความงามสง่าของเซรามิกสีดำ

สืบสานจิตวิญญาณการออกแบบชั้นสูง ผ่าน Gucci High Watchmaking ผลงานสุดล้ำ 7 รุ่นใหม่

Gucci High Watchmaking เผยโฉมเรือนเวลาล้ำสมัย สดุดีงานฝีมือระดับสูงและมรดกทางศิลป์

เมื่อเรือนเวลาเป็นเสมือนประตูสู่โลกอันลึกซึ้งซับซ้อน นำพาเราไปสัมผัสกับความงดงามของศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งในแง่มุมที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์บนหน้าปัด รูปทรงตัวเรือน หรือกลไกอันประณีต ไปจนถึงความรู้สึกและเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านมิติอันหลากหลายของเรือนเวลา

High Watchmaking ถือเป็นสายงานนาฬิกาชั้นสูงของแบรนด์ Gucci ที่ถ่ายทอดความสง่างามของทุก ๆ องค์ประกอบบนเครื่องบอกเวลาที่จับต้องได้ ไปพร้อม ๆ กับอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน ผ่านการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย ควบคู่ไปกับงานฝีมือชั้นเลิศ โดยมุ่งเน้นที่ความประณีตในรายละเอียด การเลือกสรรวัสดุคุณภาพระดับสูง รวมถึงการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมื่อเส้นทางแห่งกาลเวลาเดินทางมาจนถึงลำดับที่ 5 ของคอลเลกชัน High Watchmaking ความสำเร็จทางด้านงานฝีมือของ Gucci จึงได้ถูกต่อยอดผ่านนวัตกรรมนาฬิกาใหม่ 7 รุ่น จากไลน์ G-Timeless, GUCCI 25H และ Gucci Interlocking ซึ่งเป็นดั่งก้าวสำคัญของแต่ละไลน์ ที่รวมเทคนิคสุดล้ำ ประกอบกับการประดับตกแต่งที่ดึงเอาคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละไลน์ มาผสมผสานกับความแม่นยำระดับยอดเยี่ยม กลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบชั้นยอด

จากผ้าพันคอไหมโบราณสู่ศิลปะ Métiers d’Art อันงดงาม บน G-Timeless

เริ่มต้นไลน์แรกด้วย G-Timeless ที่ได้อ้าแขนต้อนรับนาฬิกา 5 เรือนหรู ซึ่งล้วนใช้เทคนิคศิลปะ Métiers d’Art อันละเอียดประณีต ผสานแรงบันดาลใจจากผ้าพันคอไหม เติมเต็มให้หน้าปัดแต่ละเรือนเป็นเสมือนผืนผ้าใบขนาดจิ๋ว แต่ยังคงความงดงามราวกับผลงานศิลป์ชั้นสูง รังสรรค์จนเกิดเป็นตัวเรือนขนาด 40 มม. พร้อมกลไก Tourbillon ประดับเพชร และฝาหลังแกะสลักด้วยมือ

เมื่อลายผ้าพันคอ Flora อันโด่งดังของ Gucci รังสรรค์โดยศิลปินชาวอิตาลี Vittorio Accornero ถูกต่อยอดเป็นสวนดอกไม้ขนาดย่อมประดับเพชรบนหน้าปัดสีขาวเรียบหรู เคลือบอีนาเมล grand feu ผ่านการวาดอย่างพิถีพิถัน เสริมความสง่าด้วยงานแกะสลักจากวัสดุธรรมชาติและอัญมณี อาทิ หยกสีม่วง มุก และหินเวอร์ไดต์ จับคู่สายหนังจระเข้สีดำขลับ

ราวกับถูกเชื้อเชิญสู่การผจญภัยบนท้องทะเลยามค่ำคืน ผ่านเรือนเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ผ้าพันคอ Velieri ถ่ายทอดลงบนหน้าปัดหอยมุกแกะสลักและพ่นสีด้วยมือ โดดเด่นด้วยลวดลายเรือไม้สองลำตระหง่านตาและปืนใหญ่สามมิติ ล้อมรอบด้วยเพชร ดาว และพระจันทร์อย่างละเมียดละไม มาพร้อมโลโก้ Gucci เรืองแสงและตัวเรือนไวท์โกลด์

ดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องมหาสมุทรไปพร้อมกับผ้าพันคอ Perle ในซีรีส์ Animalia ต้นแบบของเรือนเวลาที่เหมือนเรากำลังได้ดูสัตว์น้ำเริงระบำอย่างอ่อนช้อย ผ่านหน้าปัดไวท์โกลด์ ประดับด้วยคริโซเพรส หยก และลูกแก้วมูราโน่จากเวนิส พร้อมสายหนังจระเข้สีขาว

ทิวทัศน์ของสัตว์ป่าหลากชนิดในทุ่งหญ้าสะวันนา แรงบันดาลใจจากลาย Safari ปี 1969 ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดหอยมุกไวท์โกลด์ ส่งเสริมความเขียวขจีของธรรมชาติด้วยสายหนังจระเข้สีเขียว

ขาดไม่ได้กับกีฬาขี่ม้า หนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Gucci สะดุดตาด้วยงานแกะสลักพิงค์โกลด์รูปม้าและผู้ควบคุมม้า ตกแต่งด้วยเทคนิค micro-marquetry และไม้โอลีฟจากอิตาลีกว่า 40 ชิ้น สร้างความแตกต่างแต่ดูสง่างามอย่างมีระดับ

ทลายขอบเขตแห่งการออกแบบเรือนเวลาของ GUCCI 25H

จากการเปิดตัวกลไกแรกของ Gucci ในปี 2021 ต่อด้วย skeleton flying tourbillon ปี 2022 perpetual calendar ในปี 2023 และ minute repeater ในปี 2024 คอลเลกชัน GUCCI 25H ยังคงเดินหน้าสร้างความล้ำหน้าในโลกแห่งกาลเวลา ด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ 40 มม. โดดเด่นด้วยโครงสร้าง skeleton tourbillon ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก โคลอสเซียม สนามกีฬาสุดคลาสสิกของกรุงโรมสุดยิ่งใหญ่ ด้านตัวเรือนประกอบด้วยโรสโกลด์หลายชั้น แต่ถูกสร้างสรรค์อย่างประณีตให้เหลือความบางเพียง 8.4 มม. หน้าปัดประดับเพชรบาเก็ตต์แบบ 3 มิติล้อมรอบขอบอย่างหรูหรา สายหนังจระเข้สีน้ำตาล และหัวเข็มขัดตกแต่งเพชร เรียกได้ว่าเป็นเรือนเวลาที่แสดงบทใหม่อันน่าตื่นเต้นของวิวัฒนาการคอลเลกชัน GUCCI 25H

Gucci Interlocking เปล่งประกายราวดวงดาวรายล้อม

คอลเลกชัน Gucci Interlocking เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 และปีนี้ขยายเพิ่มด้วยรุ่นใหม่ขนาด 41 มม. ตัวเรือนโรสโกลด์ที่ประดับด้วยโมเสกเพชรขนาดต่าง ๆ อย่างประณีต มาพร้อมตัวเรือนทรงหมอนหนา 10.7 มม. และกลไก tourbillon ที่ประดับโลโก้ Interlocking G และกลไก jumping hours ผสมผสานอย่างลงตัว ตัวเรือนตกแต่งด้วยเพชรหลายขนาดที่สะท้อนแสงได้อย่างงดงาม หน้าปัดสีดำหลายชั้น ประกบคู่จานชั่วโมงเคลือบแลคเกอร์ซ่อนอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์สีรมควัน และจานนาทีอยู่ด้านหลังแผ่นกระจกอเวนทูรีน ตัวเข็มนาทีเคลื่อนไหวตามน้ำหนักแกว่ง สร้างเสน่ห์น่าล้ำลึกและน่าค้นหาให้กับเรือนเวลาเรือนนี้

บทความอื่นที่น่าสนใจ:
การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับนาฬิกา ARCEAU Rocabar จาก Hermès
เปิดโลก Hermès Arceau Locomotion ผ่านนาฬิกาศิลปะแห่งจินตนาการจาก Ugo Bienvenu

“Suzanne” บทเพลงแห่งการฉลอง 150 ปีของ Audemars Piguet จาก Mark Ronson และ RAYE

Audemars Piguet ฉลอง 150 ปี เมื่อจังหวะแห่งดนตรีหลอมรวมกับกาลเวลา

เวลาพูดถึง Audemars Piguet ใครๆ ก็นึกถึงความล้ำเลิศในโลกของนาฬิกาชั้นสูง แต่ปีนี้ AP ไม่ได้ฉลองครบรอบ 150 ปีแค่ด้วยนวัตกรรมทางกลไกเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เลือกทำคือการเฉลิมฉลองด้วย ดนตรีซึ่งเป็นภาษาสากลที่เข้าถึงใจคนได้ง่ายที่สุด

AP จับมือกับ Mark Ronson โปรดิวเซอร์ระดับโลกที่เป็นเพื่อนสนิทกับแบรนด์มานาน และต้อนรับ RAYE ศิลปินดาวรุ่งผู้มากความสามารถที่กำลังมาแรงสุดๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว AP

Audemars Piguet x Mark Ronson x RAYE

บทเพลงที่มีชื่อว่า “Suzanne” นี้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในค่ำคืนแสนพิเศษ ณ 180 Studios ในลอนดอน เป็นการรวมตัวของคนในวงการ ศิลปิน และเพื่อนพ้องของแบรนด์ที่มาร่วมแบ่งปันความหลงใหลในเสียงเพลงและศิลปะ

ภาพยนตร์สารคดีสั้นชื่อ “Syncing Sounds 150” ก็จะตามมา เพื่อพาไปเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานและแรงบันดาลใจของ Mark Ronson และ RAYE นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของโปรแกรม APxMusic ที่ AP ตั้งใจสร้างขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การดูนาฬิกา แต่มันคือการเชื่อมโยงผู้คนผ่านคุณค่าที่แท้จริง

“Suzanne” บทเพลงที่ซ่อนเรื่องราว และหัวใจของครอบครัว

เพลง “Suzanne” ไม่ใช่แค่เพลงฉลองครบรอบธรรมดาๆ เพราะเป็นผลงานที่ซ่อนเรื่องราวของมรดกตกทอด และจิตวิญญาณของครอบครัว ไว้ได้อย่างลึกซึ้งผ่านการถ่ายทอดจาก RAYE และ Mark Ronson ที่ผสมผสานดนตรีคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างลงตัว สร้างสรรค์ท่วงทำนองที่เร้าใจ เสริมด้วยเสียงร้องที่ทรงพลังของ RAYE

สิ่งที่น่าทึ่งคือจุดเริ่มต้นของชื่อ “Suzanne” ในตอนแรก RAYE เสนอชื่อนี้ขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่ปรากฏว่ามันไปสอดคล้องกับบุคคลสำคัญในชีวิตของ Mark Ronson ก่อนที่ทั้งคู่จะมารู้ภายหลังว่าชื่อนี้ยังเชื่อมโยงไปถึง Suzanne Audemars บรรพบุรุษโดยตรงของทั้งสองตระกูลผู้ก่อตั้งแบรนด์ AP ผู้หญิงคนนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการบุกเบิกและวางรากฐานของบริษัท เรื่องราวความบังเอิญที่งดงามนี้ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดในบทความ AP Chronicles เป็นการยืนยันว่าชื่อเพลงนี้ถูกเลือกมาอย่างเหมาะสมที่สุดจริงๆ

เพื่อแบ่งปันความเข้าใจในกระบวนการสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง ภาพยนตร์ “Syncing Sounds 150” กำกับโดย Theodor Guelat จะพาผู้ชมไปสัมผัสเบื้องหลังการทำงานของ RAYE และ Mark Ronson จากแรงบันดาลใจดิบๆ สู่การบันทึกเสียงในสตูดิโอ

การทำงานร่วมกันของทั้งสอง ซึ่งมีสไตล์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลับสะท้อนแก่นแท้ของ AP ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น งานฝีมือที่ประณีต ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ และการร่วมมือกัน สไตล์ที่สุขุม ลุ่มลึกของ Mark Ronson ผสานเข้ากับพลังงานที่สดใสและดิบของ RAYE ได้อย่างลงตัว ทั้งสองเป็นตัวอย่างที่ดีของความสมดุลระหว่าง ขนบธรรมเนียมกับนวัตกรรม ความเป็นธรรมชาติกับความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทั้งในการทำนาฬิกาและสร้างสรรค์ดนตรี

ค่ำคืนอันน่าจดจำ AP150 ที่ลอนดอน

งานเปิดตัวเพลง “Suzanne” จัดขึ้นที่ 180 Studios ในลอนดอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญ บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตให้เหมือนได้ก้าวเข้าไปในบ้านของ AP ที่ Le Brassus โดยจำลองภูมิทัศน์ธรรมชาติของที่นั่นมาไว้กลางกรุง พร้อมเพลงที่คัดสรรโดย Benji B. ที่ช่วยสร้างมู้ดได้ยอดเยี่ยม การตกแต่งแบบอินเทอร์แอคทีฟยังนำเสนอประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายของครอบครัว AP และความลับของช่างนาฬิกาอย่างน่าสนใจ ก่อนจะนำไปสู่โซนลับที่เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ

ค่ำคืนนั้นดำเนินไปพร้อมกับอาหารค่ำในบรรยากาศสบายๆ แต่ยังคงความอบอุ่น ได้แรงบันดาลใจจากสตูดิโอเพลง เพื่อสะท้อนแก่นแท้ของโปรแกรม APxMusic จุดที่สร้างความประหลาดใจและประทับใจคือการแสดงสดอันเร้าใจของ RAYE ก่อนที่จะมีการเปิดตัวเพลง “Suzanne” อย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้ฟลอร์เต้นรำร้อนแรงขึ้นมาทันที และปิดท้ายด้วย DJ Set จาก Mark Ronson ที่รวมศิลปิน ลูกค้า และเพื่อนๆ ของแบรนด์ มาร่วมสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่น่าจดจำ เป็นการเฉลิมฉลองที่เปี่ยมด้วยความหลงใหล การทำงานเป็นทีม และพรสวรรค์

RAYE ดาวดวงใหม่ที่เปล่งประกายในครอบครัว APxMusic

Audemars Piguet ยินดีต้อนรับ RAYE หรือ Rachel Agatha Keen เข้ามาเป็น Friend of the Brand คนล่าสุดอย่างเป็นทางการ เป็นศิลปินที่ได้รับการฝึกฝนดนตรีคลาสสิก แต่กลับมีความสามารถในการผสมผสานดนตรีดั้งเดิมเข้ากับแนวทางสมัยใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในนักร้องที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการตอนนี้

ในปี 2024 RAYE สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้ารางวัล BRIT Awards สูงสุดถึง 6 รางวัล รวมถึง Best Artist, Album และ Song ทำให้เป็นศิลปินที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในการประกาศรางวัลครั้งเดียว และเป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัล Songwriter of the Year ชื่อเสียงของเธอยังถูกตอกย้ำด้วยการเป็นหนึ่งในนักดนตรีที่มีผลงานสตรีมมิ่งมากที่สุดในโลก และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy ถึง 3 สาขา ตอกย้ำสถานะของเธอในฐานะไอคอนแห่งวงการเพลงอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากแนวทางดนตรีที่ไร้ขีดจำกัดและความสามารถที่หลากหลายแล้ว RAYE ยังมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับ AP อย่างยิ่ง นั่นคือ ความผูกพันกับครอบครัว มุมมองที่เปิดกว้างหลากหลายวัฒนธรรม และความทุ่มเทในงานฝีมือ การที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับพ่อแม่ รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างเส้นทางของตัวเอง สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระที่ AP ยึดมั่นมาตั้งแต่ปี 1875 การร่วมงานครั้งแรกนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

เพลง Suzanne Audemars Piguet (Audemars Piguet x Mark Ronson x RAYE)
(Audemars Piguet x Mark Ronson x RAYE)

AP และดนตรี สายสัมพันธ์ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Audemars Piguet ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันสร้างสรรค์ระหว่างการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงกับโลกแห่งดนตรีผ่านความร่วมมือต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ปี 2006 ที่ผนึกกำลังกับ EPFL (École Polytechnique Fédérale de Lausanne) และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี เพื่อวิจัยและปรับปรุงคุณภาพเสียงของนาฬิกากลไกตีระฆัง

ความมุ่งมั่นในโลกดนตรีของ AP ยังต่อเนื่องไปถึงการสนับสนุน Montreux Jazz Digital Project ตั้งแต่ปี 2010 เพื่อแปลงข้อมูลและเก็บรักษาคลังข้อมูลภาพและเสียงของเทศกาล ซึ่งได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในปี 2019 AP ได้เป็น Global Partner ของ Montreux Jazz Festival และเปิดตัวโปรแกรม APxMusic เพื่อสนับสนุนศิลปินโดยตรง

โปรเจกต์ต่างๆ เช่น มินิซีรีส์ ‘180’ ในปี 2020 ที่เล่าถึงกระบวนการสร้างสรรค์ของศิลปิน หรือซีรีส์คอนเสิร์ต Audemars Piguet Parallel ในปี 2022 ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินแสดงในสถานที่พิเศษ ล้วนเป็นสิ่งที่ AP ทุ่มเททำมาตลอด และในปีเดียวกันนั้นเอง Mark Ronson ก็ได้เข้าร่วมเป็น Friend of the Brand เริ่มต้นความร่วมมือด้วยซีรีส์วิดีโอที่บันทึกการทำงานร่วมกันของเขากับ Lucky Daye และในปี 2023 Ronson ก็ได้รับมอบหมายให้จัดปาร์ตี้ปิด Montreux Jazz Festival ด้วย

Audemars Piguet x Mark Ronson x RAYE
Audemars Piguet x Mark Ronson x RAYE

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า AP ไม่ได้มองแค่ธุรกิจนาฬิกา ซึ่งยังเปิดกว้างรับมุมมองใหม่ๆ และสนับสนุนศิลปะอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ได้อย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน AP ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์โปรเจกต์ความร่วมมือกับศิลปินดนตรีต่างๆ ทั่วโลก และ RAYE ก็เป็นพรสวรรค์ล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มครอบครัว AP

Ilaria Resta ซีอีโอของ Audemars Piguet ได้กล่าวไว้ว่า “โปรแกรม APxMusic เป็นการขยายความมุ่งมั่นในการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และพรสวรรค์ ตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้นำ RAYE และ Mark Ronson มารวมกันในช่วงเวลาครบรอบ 150 ปี เพื่อนำเสนอเพลงต้นฉบับที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะสะท้อนถึงชุมชน AP และสาธารณชนไปอีกหลายปี” และอย่างที่กล่าวไว้… “The beat goes on” (ดนตรีจะดำเนินต่อไป)

เป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าการผสมผสานระหว่างโลกของนาฬิกาชั้นสูงและดนตรีจะสร้างสรรค์อะไรที่น่าสนใจต่อไปอีกบ้าง?

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
จากกลไกแรร์ไอเทมสู่สปอตไลต์วงการนาฬิกา Tourbillon
เปิดมุมมองใหม่แห่งกลไก Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต

เปิดมุมมองใหม่แห่งกลไก Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีล้ำยุคผสานวัสดุคลาสสิก Blast Free Wheel Maillechort จาก Ulysse Nardin

WORDS: Felix Scholz | Jul 16, 2025

วันนี้มีเรื่องราวของเรือนเวลาที่น่าหลงใหลมานำเสนอ เป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนทั้งความลึกลับและความเชี่ยวชาญในแบบฉบับของ Ulysse Nardin ลองนึกภาพนาฬิกาที่เผยกลไกอันซับซ้อนให้เห็นจากด้านหน้า… ซึ่งบ่อยครั้งที่พบเห็นเทคนิคนี้ แต่ไม่บ่อยนักที่จะได้สัมผัสความงามและความเฉียบขาดในระดับเดียวกับ Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนนี้

โดยปกติแล้ว เมื่อกล่าวถึงนาฬิกาที่โชว์กลไกจากหน้าปัด มักเป็นกลไกแบบดั้งเดิมที่ถอดหน้าปัดออกและตกแต่ง Bridge หรือพื้นผิวให้สวยงาม แต่ Ulysse Nardin ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปไกลมากแล้ว ได้รังสรรค์ประสบการณ์การบอกเวลาที่ทั้งลึกลับน่าค้นหา และน่าทึ่งในเชิงเทคนิคอย่างแท้จริง

Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต
ตัวเรือนทองคำขาว 45 มม. โดดเด่นด้วยเหลี่ยมมุมเฉียบคม สร้างสรรค์ด้วยเลเซอร์อันซับซ้อน
Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต
เส้นสายเรขาคณิตผสานกับกระจกแซฟไฟร์ ‘Ultra-Glass Box’ เผยกลไกปริศนาให้เห็นชัดเจนจากทุกมุม

ความท้าทายทางวิศวกรรมสู่สุนทรียะแห่งการลอยตัว

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือวิธีที่แต่ละองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น กระปุกลานคู่ (Double Mainspring Barrels) ที่เผยให้เห็นชัดเจนอยู่ด้านบนของหน้าปัด ไปจนถึงเฟืองหลัก (Main Wheels) และที่พลาดไม่ได้คือ ฟลายอิ้งทูร์บิญอง (Flying Tourbillon) ซึ่งมาพร้อมกับกลไก Ulysse Anchor Constant Escapement อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์… ทุกอย่างดูเหมือนจะแยกส่วนและลอยตัวอย่างอิสระบนหน้าปัด

กลไกที่ลอยได้เหล่านี้ไม่เพียงเป็นความท้าทายทางเทคนิคที่ซับซ้อนเท่านั้น เพราะยังมอบสุนทรียะอันน่าทึ่งที่เผยให้เห็นถึงแก่นแท้ของนาฬิกา ในขณะเดียวกันก็มอบรูปลักษณ์แห่งอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Ulysse Nardin มาตั้งแต่ที่เปิดตัวนาฬิการุ่น Freak ในปี 2001

Maillechort วัสดุคลาสสิกที่กลับมาเฉิดฉาย

แม้ว่า Blast Free Wheel Maillechort จะเผยให้เห็นองค์ประกอบการทำงานหลักอยู่ด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านาฬิกาเรือนนี้ไม่มีหน้าปัด ในทางกลับกัน แบรนด์ได้ทุ่มเทอย่างมากเพื่อสร้างรูปลักษณ์ที่สะอาดตาและเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยการใช้ประโยชน์จาก Maillechort อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นโลหะผสมของทองแดง สังกะสี และนิกเกิล ที่รู้จักกันในชื่อ Nickel silver หรือ German silver วัสดุนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการผลิตนาฬิกา ด้วยโทนสีเงินอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ความทนทาน และที่สำคัญคือ Patina อันงดงามที่จะพัฒนาไปตามกาลเวลา

แม้ Maillechort จะเป็นวัสดุที่ขึ้นรูปยากกว่าทองเหลืองทั่วไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ากับการลงทุน Ulysse Nardin นำโลหะผสมนี้มาใช้ในวงกว้าง ทั้งบนพื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์คล้ายการตอกด้วยค้อน ตกแต่งกระปุกลานด้วยแผ่นดิสก์ รวมถึงแผ่นด้านหลังตัวเรือน

Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต
การออกแบบตัวเรือนที่เปิดกว้าง เปลือยกลไกสู่สายตา ผ่านแซฟไฟร์และแผ่น Maillechort สุดประณีต

ดีไซน์แห่งอนาคตในตัวเรือน White Gold

ในขณะที่ Maillechort เป็นการคารวะอดีตแห่งการผลิตนาฬิกา ทุกองค์ประกอบอื่นๆ ของ Blast Free Wheel กลับดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45 มม. ถูกออกแบบมาอย่างเฉียบคม มีเหลี่ยมมุมที่ดุดัน พร้อมกับแซฟไฟร์คริสตัลชิ้นเดียวขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งด้านหน้าและด้านข้างของตัวเรือน มอบเอฟเฟกต์ “Glass Box” ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สามารถมองเห็นกลไกอันลึกลับได้อย่างเต็มตา

สิ่งที่แบรนด์บรรลุผลสำเร็จด้วย Blast Free Wheel Maillechort คือการสร้างสรรค์นาฬิกาที่สามารถเคารพและยึดมั่นในขนบของการผลิตนาฬิกาคลาสสิก แต่ทำในรูปแบบที่ล้ำยุคที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นผลงานที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง

Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต
caption 3
Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนเวลาแห่งอนาคต
ข้อมูลทางเทคนิค
Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort
  • Reference: 1760-401LE-4A-MAIL/3A
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Caliber UN-176 จากโรงงาน Ulysse Nardin สำรองพลังงาน 7 วัน
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที; ฟลายอิ้งตูร์บิญอง; ตัวแสดงพลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนทองคำขาว 18K ขนาด 45 มม. หนา 12.4 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัด Maillechort
  • สาย: สายยางสีน้ำเงินกันน้ำ (Velvet Effect) พร้อมบานพับล็อกทำจากทองคำขาว
  • ความพร้อมในการจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
ดาวรุ่งแห่งจักรวาลเรือนเวลา Naoya Hida & Co. จับมือ Revolution ปลุกตำนานใหม่ Type 3B-2 ‘Rising Star’
Universal Genève ปลุกตำนานนาฬิกาหรู กับยุคใหม่แห่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม

A ‘TIME’ WELL-KEPT ถนอมคุณค่าแห่งเวลา สะท้อนทุกมิติแห่งรสนิยม

THE WAY A TIMEPIECE IS STORED REFLECTS THE TASTE OF ITS OWNER.

เรือนเวลาที่อยู่ในครอบครองของเหล่านักสะสมเป็นมากกว่าทรัพย์สมบัติ มูลค่าสูง แต่คุณคำทางจิตใจที่แต่ละเรือนมอบให้นั้นไม่อาจประเมินค่าได้ การเก็บรักษาเรือนเวลาให้คงสภาพสมบูรณ์สูงสุดจึงเป็นสิ่งที่ผู้หลงไหลในเรือนเวลาทุกคนต่างให้ความสำคัญ

กล่องหมุนนาฬิกา TIME ZONE

การเก็บรักษาที่สะท้อนถึงตัวตน

ถ้าหากมีทางเลือกที่สามารถทำให้การจัดเก็บเรือนเวลาเป็นไปอย่างสะดวก ปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยไม่ปิดกั้นโอกาสในการชื่นชมสิ่งที่เดิมความสุขให้นักสะสมได้ทุกวัน ยิ่งถ้าการเก็บรักษาเรือนเวลาที่หวงแหนสามารถสะท้อนรสนิยมของผู้ครอบครองได้คงจะเป็นทางเลือกที่นักสะสมทุกคนพึงพอใจ

เราได้ค้นพบทางเลือกนั้นผ่าน TIME ZONE BOX ที่ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นกล่องเก็บรักษานาฬิกา แต่ยังเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยมส่วนตัวที่พร้อมดูแลเรือนเวลาอย่างดีที่สุด เพราะกล่องเก็บรักษาแต่ละแบบมาพร้อมฟีเจอร์ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เพื่อยืดอายุขัยของกลไกขับเคลื่อนภายในให้ยืนยาว โครงสร้างภายในที่ออกแบบมาเพื่อกันแรงกระแทก แรงสั่นสะเทือน พร้อมป้องกันฝุ่นละอองที่อาจทำให้นาฬิกาเรือนเงางามดูหม่นหมอง

กล่องหมุนนาฬิกา TIME ZONE
กล่องหมุนนาฬิกา TIME ZONE BOX

ดีไซน์ควบคู่ฟังก์ชัน

ดีไซน์ที่ดีย่อมต้องเดินหน้าไปพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ ซึ่งดีไซน์ของ TIME ZONE BOX ก็มาในสไตล์คลาสสิกแต่ยังดูร่วมสมัย วัสดุหลักที่ใช้ผลิตตัวกล่องขนาดต่างๆ ทำจากไม้เนื้อ อย่างไม้มะฮอกกานี บุผ้าหนังกลับชั้นดี หุ้มหนังวัวผิวเรียบเนียน ตัดเย็บอย่างประณีตในทุกฝีเข็ม ตกแต่งวัสดุโรสโกลด์ขัดเงาที่ช่วยเติมแต่งความหรูสไตล์โมเดิร์นด้วยประกายเงางาม ไม่ว่าจะเป็น ในรูปแบบกล่องตั้งโต๊ะ แนวนอนขนาดย่อม กล่องตั้งพื้นแนวตั้ง หรือกล่องตู้ลิ้นชักขนาดใหญ่ ที่นอกจากจะใช้เก็บรักษานาฬิกาแล้วยังสามารถใช้ตกแต่งห้องแทนเฟอร์นิเจอร์สไตล์เรียบหรูได้อย่างลงตัว

ทุกดีไซน์มาพร้อมฟีเจอร์ที่สร้างสภาวะเหมาะสมสำหรับการจัดเก็บนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็น ระบบรักษาความปลอดภัยอันล้ำสมัย กระจกนิรภัย ไฟส่องสว่าง ระบบการหมุนเพื่อสะสมพลังงานในนาฬิกากลไกไขลานอัตโนมัติ ลดความคลาดเคลื่อนในการบอกเวลา และช่องลิ้นชักเก็บทรัพย์สินที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ

กล่องหมุนนาฬิกา TIME ZONE BOX

TIME ZONE BOX จึงเป็นทางเลือกที่แสดงออกถึงความพิถีพิถันในการเลือกสรรสั่งที่เหมาะสมที่สุด สำหรับเก็บรักษาเรือนเวลาอันทรงคุณค่า ให้อยู่ร่วมสร้างช่วงเวลาอันน่าจดจำไปกับเหล่านักสะสมตราบนานเท่านาน

ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
เมื่อหมู่ดาวพร่างพราวบนข้อมือ Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to The Celestial
Chopard L.U.C Qualité Fleurier ฉลอง 20 ปีแห่งปรัชญาที่สะท้อนผ่านเรือนเวลา

SLIM D’HERMÈS Faubourg of Dreams สัมผัสโลกแห่งความฝันที่โบยบินบนข้อมือ

Slim d’Hermès Faubourg of Dreams ถ่ายทอดมุมมองศิลปะแห่งกาลเวลา พร้อมปลดปล่อยห้วงจินตนาการลงบนข้อมือ

ในโลกที่กาลเวลาถูกกำหนดอย่างชัดเจน นาฬิกาได้ก้าวข้ามบทบาทผู้บอกเวลาไปไกลกว่านั้น กลายเป็นพื้นที่แห่งการถ่ายทอดจินตนาการและความรู้สึก Slim d’Hermès Faubourg of Dreams เชื้อเชิญให้เราสำรวจพรมแดนแห่งความฝัน สู่จักรวาลที่วัตถุหลากหลายโบยบินอย่างอิสระไร้น้ำหนัก เรื่องราวอันน่าทึ่งนี้ถูกบันทึกไว้บนหน้าปัดอันประณีตผ่านทักษะงานฝีมือชั้นสูง เรือนเวลานี้จึงเหมือนประตูสู่โลกแห่งมิติฝัน ที่ซึ่งความงาม ความละเอียดอ่อน และความคิดสร้างสรรค์มารวมกันอยู่บนข้อมือของเรา

เส้นทางแห่งกำเนิด จิตวิญญาณแห่ง Slim d’Hermès

Slim d’Hermès ถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 โดย Philippe Delhotal สะท้อนแก่นแท้ของแอร์เมสไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือการผสานที่ลงตัวระหว่างความเรียบง่ายที่มั่นคงกับความสง่างามอันละเอียดลออ ด้วยรูปทรงที่บริสุทธิ์ สะอาดตา และคงความร่วมสมัย ชวนให้นึกถึงสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่เน้นย้ำความสมดุลและความสุขุม แต่ก็เปิดกว้างสำหรับการแสดงออกทางศิลปะได้อย่างไร้ขีดจำกัด

สำหรับรุ่น Faubourg of Dreams นี้ เป็นการนำลวดลายอันโด่งดังจากผ้าพันคอไหมในชื่อเดียวกัน มาตีความใหม่บนหน้าปัดนาฬิกา การบรรจบกันของสองผลงานสร้างสรรค์นี้ ไม่ใช่เพียงการนำเสนอซ้ำ เพราะนี่คือการเปิดเรื่องราวบทใหม่ ชักชวนให้เราดำดิ่งสู่โลกแห่งจินตนาการของแอร์เมส ความรู้สึกของการล่องลอย ความใฝ่ฝัน และอิสรภาพ จึงถูกหลอมรวมอยู่ในเรือนเวลาขนาดเล็กนี้ เปรียบเสมือนแคปซูลที่พร้อมจะพาเราทะยานสู่ห้วงอวกาศแห่งความคิดสร้างสรรค์

หน้าปัดแห่งความมหัศจรรย์ กับการผสานโลกศิลปะ

งานศิลปะบนหน้าปัดของ Slim d’Hermès Faubourg of Dreams ดึงดูดสายตาด้วยมนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหล Stuart Patience ศิลปินผู้มากฝีมือ ได้ใช้ปลายดินสออันเฉียบคมหลอมรวมโลกแห่งความจริงกับจินตนาการเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง เขาพลิกโฉมร้าน Hermès อันเป็นสัญลักษณ์ ณ ถนน 24 Faubourg Saint Honoré ในกรุงปารีส ให้กลายเป็นยานอวกาศแห่งความใคร่รู้ ที่พร้อมนำพาเราออกสำรวจขอบฟ้าอันกว้างใหญ่

นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยการผสมผสานอันน่าทึ่งระหว่าง สองทักษะเชิงศิลป์ ที่หาชมได้ยากยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพย่อส่วน และการแกะสลักบนชิ้นส่วนที่นำมาประดับ มอบมิติอันลุ่มลึกให้กับภาพที่ปรากฏบนหน้าปัด ลองจินตนาการถึงแผ่นดิสก์อะเวนจูรีน ซึ่งเป็นดั่งฐานของจักรวาลขนาดจิ๋ว ส่องประกายระยิบระยับด้วยเกล็ดทองคำที่ประดับอย่างวิจิตร ดุจดวงดาวนับล้านที่กระพริบระยับ ในขณะที่ภาพของดาวเคราะห์และดวงดาวที่ถูกวาดด้วยมืออย่างประณีตก็ปรากฏอยู่บนพื้นผิวราวกับกำลังลอยละล่องอยู่จริง

เหนือขึ้นไปคือวงแหวนกระจกแซฟไฟร์ที่เผยภาพวัตถุหลากหลายอันน่าพิศวง ราวกับกำลังโบยบินอยู่กลางเวหา กระเป๋าที่เปิดอ้าออก สัญลักษณ์แห่งการเดินทางและอิสรภาพ เกือกม้า ซึ่งอาจสื่อถึงโชคลาภหรือการผจญภัย ไปจนถึงหูฟังโทรศัพท์และโทรศัพท์มือถือ อันเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงและการสื่อสาร วัตถุเหล่านี้ล้วนรังสรรค์ขึ้นด้วยปลายพู่กันที่ละเอียดอ่อนที่สุด บนฉากหลังที่ถ่ายทอดด้วยโทนสีที่ตัดกันอย่างงดงามระหว่างสีเหลืองและสีน้ำเงินเข้ม สร้างความรู้สึกของความลึกและความลึกลับที่ชวนค้นหา

ท่ามกลางห้วงอวกาศแห่งจินตนาการนี้ ม้าสีเงินสง่างามผงาดขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเป็นการแกะสลักอย่างปราณีตบรรจงเพื่อถ่ายทอดมิติของเหลี่ยมมุมอันซับซ้อน รวมถึงการย้อมสีที่เชื่อมโยงกับขั้นตอนการสลักร่องลาย ม้าตัวนี้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของแอร์เมสที่กำลังทะยานอย่างอิสระ ไร้ขีดจำกัด โดยถูกประดับไว้บนศูนย์กลางของหน้าปัดอย่างกลมกลืน บริเวณอกของม้าบรรจุเข็มชี้ชั่วโมงและนาทีทรงบาตองสองเข็ม ซึ่งบอกเวลาได้อย่างแม่นยำ ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ H1950 อันเป็นหัวใจสำคัญที่มอบชีวิตให้กับเรือนเวลานี้ กลไกซับซ้อนนี้ติดตั้งอยู่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ของ Slim d’Hermès ที่เปล่งประกายความหรูหราอย่างไม่โอ้อวด และปิดท้ายด้วยสายหนังจระเข้สีเทากราไฟท์ หรือ สีน้ำเงินเข้ม (Bleu Abysse) ซึ่งแสดงออกถึงงานหัตถศิลป์ด้านเครื่องหนังอันเชี่ยวชาญของแอร์เมสได้อย่างสมบูรณ์แบบ นาฬิการุ่นพิเศษนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 24 เรือน ทั่วโลก ทำให้เป็นชิ้นงานที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ปรารถนายิ่ง

เวลาแห่งความสุขจาก Hermès

สำหรับ Hermès แล้ว เวลานอกเหนือจากการวัดค่า หรือการควบคุม คือการสำรวจห้วงเวลาอีกมิติหนึ่ง ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก เปิดม่านสู่สิ่งใหม่ๆ และสร้างพื้นที่แห่งความเป็นธรรมชาติและความสุขอย่างแท้จริง Slim d’Hermès Faubourg of Dreams จึงเป็นมากกว่านาฬิกา มันคือชิ้นงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินผู้มากฝีมือ เพื่อเป็นดั่งเพื่อนคู่ใจสำหรับผู้สวมใส่ ทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความงดงาม ผลลัพธ์จากทักษะความเชี่ยวชาญที่หาได้ยากยิ่งนี้ ทำให้ผลงานชิ้นนี้เปี่ยมล้นด้วยชีวิตชีวาที่เหนือความคาดหมาย เปลี่ยนชีวิตประจำวันให้เป็นดั่งสนามเด็กเล่น ที่ทุกขณะเวลากลายเป็นช่วงเวลาอันแสนพิเศษ เป็นความสุขที่เราสามารถประดับไว้บนข้อมือ เป็นส่วนหนึ่งของจินตนาการที่เราสามารถสัมผัสได้ในทุกวินาที

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: Slim d’Hermès Faubourg of Dreams (รุ่นผลิตจำนวนจำกัด 24 เรือน)
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ทรงกลม ขนาด 39.5 มม. กระจกหน้าปัดและฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน กันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • หน้าปัด: ตกแต่งด้วยงานวาดภาพย่อส่วนบนกระจกแซฟไฟร์และอะเวนจูรีน พร้อมโครงสร้างสตีลแบบนำมาประดับ
  • กลไก: Manufacture Hermès H1950 จักรกลไขลานอัตโนมัติ สร้างสรรค์ในสวิตเซอร์แลนด์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มม. หนา 2.6 มม. สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • สาย: หนังจระเข้สีกราไฟท์ หรือหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม (Bleu Abysse)

บทความอื่นที่น่าสนใจ:
การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับนาฬิกา ARCEAU Rocabar จาก Hermès
เปิดโลก Hermès Arceau Locomotion ผ่านนาฬิกาศิลปะแห่งจินตนาการจาก Ugo Bienvenu

เผยเบื้องลึก Breitling Chronomat Haaland สัมผัสความพิเศษที่กลั่นจากหินอุกกาบาตและจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ

Chronomat Haaland เมื่อความแม่นยำแห่งกลไก ผสานชิ้นเสี้ยวแห่งดาวฤกษ์ สู่การนิยามนิยามสไตล์อันเหนือระดับ

Breitling (ไบรท์ลิง) ผู้นำด้านนาฬิกาสุดหรู สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ผสานความล้ำค่าจากอวกาศเข้ากับจิตวิญญาณของนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland) เปิดตัวคอลเลกชัน Erling Haaland Signature Chronomat นาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ของความพิเศษและความสำเร็จที่ไม่เหมือนใคร

Chronomat ผนึกพลังจักรวาลบนข้อมือ

การร่วมมือกันระหว่าง Breitling และ Erling Haaland ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นผลงานที่เหนือความคาดหมาย นั่นคือ Erling Haaland Signature Chronomat นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน 2 รุ่น ที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดที่รังสรรค์จาก หินอุกกาบาต ชิ้นส่วนจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ทำให้แต่ละเรือนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ต่างจากนักฟุตบอลผู้เป็นตำนานคนนี้ นอกจากนี้ ยังมีรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษสุดหายาก สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อฮาลันด์และคนใกล้ชิดของเขาโดยเฉพาะ

ความล้ำค่าจากห้วงอวกาศ ผสานสไตล์ของดาวเด่น

แบรนด์ยังคงตอกย้ำความตั้งใจในการผสานวัสดุอันเป็นเลิศเข้ากับสุดยอดนักกีฬา โดยคอลเลกชันนี้เป็นผลงานการออกแบบร่วมกับเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ประกอบด้วยนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน 2 รุ่น ได้แก่ Chronomat Automatic GMT 40 ซึ่งมีตัวเรือนสเตนเลสสตีลและแพลตตินัม ผลิตเพียง 500 เรือน และ Chronomat B01 42 ที่มาพร้อมตัวเรือนทองคำแดง 18k ผลิตเพียง 250 เรือน หัวใจสำคัญของทั้งสองรุ่นคือ หน้าปัดอุกกาบาต ซึ่งหมายความว่าไม่มีนาฬิกาสองเรือนใดที่จะเหมือนกัน

Chronomat B01 42
Chronomat Automatic GMT 40

ฮาลันด์มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในทุกขั้นตอนการออกแบบ ตั้งแต่การเลือกสรรค์รุ่น Chronomat ไปจนถึงการเลือกหน้าปัดที่มาจากนอกโลกและวัสดุตัวเรือน โดยเขาได้กล่าวว่า “ผมต้องการอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร Chronomat นั้นลงตัวพอดี มันดูสะอาดตา เป็นโลหะทั้งหมดหรือมาพร้อมสายยาง ซึ่งช่วยให้คุณโดดเด่นด้วยหน้าปัด และหินอุกกาบาตทำให้แต่ละเรือนแตกต่างกัน คุณจะไม่มีทางเห็นนาฬิกาเรือนเดียวกันบนข้อมือของใครอีก” Georges Kern (จอร์จส์ เคิร์น) ซีอีโอของ Breitling ได้กล่าวเสริมว่า “เออร์ลิ่งเล่นเหมือนมาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงวัสดุ หน้าปัดหินอุกกาบาตจึงลงตัวที่สุด มันเป็นนาฬิกาที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์ไม่แพ้ตัวเขา”

Chronomat ไอคอนแห่งความแม่นยำ พร้อมรายละเอียดจากจักรวาล

Chronomat เปิดตัวครั้งแรกในปี 1983 ถือเป็นการกลับมาของ Breitling ในยุคที่นาฬิกาควอตซ์ครองตลาด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาที่สร้างขึ้นสำหรับทีมบินผาดโผน Frecce Tricolori ของอิตาลี Chronomat โดดเด่นด้วยสัดส่วนที่แข็งแกร่ง ขอบหน้าปัดแบบหมุนได้พร้อมหมุดยึดสี่จุด และสาย Rouleaux ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รุ่น Chronomat Automatic GMT 40 Erling Haaland

นาฬิกา Haaland Signature ทั้งสองรุ่นยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความเป็นเลิศทางเทคนิคและรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สำหรับ Chronomat Automatic GMT 40 Erling Haaland นั้น โดดเด่นด้วยหน้าปัดอุกกาบาตในตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมขอบหน้าปัดแพลตตินัม เข็ม GMT สีทองแดง และอักษรย่อของฮาลันด์บนเข็มวินาทีกลาง ฝาหลังสลักคำว่า “ONE OF 500” และ “ERLING HAALAND 9” ล้อมรอบด้วยภาพสลักของฮาลันด์ในท่าฉลองการทำประตูอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถเลือกจับคู่กับสาย Rouleaux สเตนเลสสตีลคลาสสิก หรือสายยาง Rouleaux สีดำได้

Chronomat B01 42 Erling Haaland

ในส่วนของ Chronomat B01 42 Erling Haaland ยกระดับความหรูหราด้วยตัวเรือนทองคำแดง 18k หน้าปัดอุกกาบาต และหน้าปัดย่อยโครโนกราฟสีดำ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก Breitling Manufacture Caliber 01 ให้พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลที่สลักคำว่า “ONE OF 250” และหมายเลข 9 ของฮาลันด์ นอกจากนี้ยังมีอักษรย่อของฮาลันด์บนเข็มวินาทีกลางของโครโนกราฟ และมีให้เลือกทั้งสายยางสีดำหรือสาย Rouleaux ทองคำแดง 18k

ส่วนรุ่นที่พิเศษสุดๆ อย่าง “ONE OF 5” ถูกสร้างขึ้นเพื่อฮาลันด์และคนใกล้ชิดของเขาโดยเฉพาะ ตัวเรือนทองคำแดง 18k พร้อมหน้าปัดอุกกาบาต ฝาหลังแบบใสเผยให้เห็นกลไก Breitling Manufacture Caliber 01 และการสลักชื่อและหมายเลขเสื้อของเขาที่ด้านข้างตัวเรือนอย่างประณีต ฝาหลังยังแสดงภาพฮาลันด์ในท่า Lotus ซึ่งเป็นท่าฉลองการทำประตูของเขา ถือเป็นเครื่องบรรณาการส่วนตัวสำหรับเส้นทางอันรุ่งโรจน์ของเขา นาฬิการุ่นนี้จะไม่มีวางจำหน่ายต่อสาธารณะ

นาฬิกาทุกรุ่นมาพร้อมกล่องไม้ที่สวยงาม พร้อมจดหมายขอบคุณพร้อมลายเซ็นจากฮาลันด์ ตอกย้ำถึงความร่วมมืออันเป็นส่วนตัวนี้

ถือกำเนิดจากอวกาศ ด้วยหน้าปัดหนึ่งเดียวในจักรวาล

อุกกาบาต Muonionalusta (มูโอนิโอนาลูสตา) ก่อกำเนิดขึ้นในใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะดับสลายเมื่อกว่า 4.5 พันล้านปีก่อน เป็นหนึ่งในวัสดุที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบบนโลก อุกกาบาตนี้ตกลงสู่โลกเมื่อเกือบหนึ่งล้านปีก่อน ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลเป็นหลัก และยังประกอบด้วยธาตุอื่น ๆ เช่น โคบอลต์และซิลิเกตหายากที่ปกติไม่พบในหินบนโลก บางส่วนยังพบสติโชไวต์ (stishovite) แร่ธาตุที่เกิดจากแรงดันสูงระหว่างการชนของอุกกาบาต ซึ่งแทบไม่เคยพบในโลก

ชิ้นส่วนของ Muonionalusta กระจัดกระจายอยู่ทั่วภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งทางตอนเหนือของสวีเดน การค้นพบแต่ละครั้งเป็นเรื่องหายาก และแต่ละชิ้นมาจากแหล่งกำเนิดที่จำกัด

เมื่อนำออกมาแล้ว อุกกาบาตจะถูกหั่นและผ่านกรรมวิธีเพื่อเผยให้เห็น ลวดลาย Widmanstätten (วิดมันสแตทเทน) ซึ่งเป็นโครงสร้างผลึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการเย็นตัวลงอย่างช้าๆ ในสุญญากาศของอวกาศ ผลลัพธ์คือลวดลายของแถบที่สอดประสานกัน มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ถือเป็นวัตถุโบราณที่แท้จริงจากระบบสุริยะยุคแรกเริ่ม ถูกเก็บรักษาไว้เหนือกาลเวลา

หน้าปัดแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยมืออย่างพิถีพิถัน และปรับแต่งให้เข้ากับตัวเรือนได้อย่างลงตัว ผสานรวมกับการประดับดัชนีและเข็มนาฬิกา Breitling นับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ได้ใช้วัสดุนี้ และผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง

พรสวรรค์ที่โดดเด่น ไม่มีผู้เล่นคนใดเหมือนฮาลันด์

ตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกในลีกดิวิชันสองของนอร์เวย์เมื่ออายุ 15 ปี จนกระทั่งกลายเป็นกองหน้าผู้ทำลายสถิติของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของเออร์ลิ่ง ฮาลันด์นั้นไม่ธรรมดา สถิติของเขากลายเป็นตำนาน ทั้งการทำแฮตทริกในแชมเปียนส์ลีก ความสำเร็จครั้งสำคัญในบุนเดสลีกา และการคว้าสามแชมป์ประวัติศาสตร์กับซิตี้ในฤดูกาลแรกของพรีเมียร์ลีก

แข็งแกร่ง รวดเร็ว และแม่นยำ ฮาลันด์เป็นตัวแทนของคุณสมบัติที่นิยาม Chronomat ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น สไตล์ที่โดดเด่น ความแม่นยำสูงสุด และความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในทุกช่วงเวลา รวมถึงความเร็วเหนือแสงในสนามของเขา “การได้เห็นนาฬิกาเรือนนี้ถือกำเนิดขึ้นมานั้นเป็นอะไรที่พิเศษมาก” ฮาลันด์กล่าว “หน้าปัด การสลัก อักษรย่อ ทุกรายละเอียดล้วนบอกเล่าเรื่องราวส่วนหนึ่งของผม ผมตื่นเต้นที่ผู้คนจะได้สวมใส่มันและรู้สึกถึงความเชื่อมโยงเดียวกัน”

Breitling Erling Haaland Signature Chronomat จึงเป็นมากกว่านาฬิกา แต่คือการผสมผสานระหว่างงานฝีมืออันประณีตของสวิส ความล้ำค่าจากอวกาศ และจิตวิญญาณแห่งชัยชนะของหนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Breitling Chronomat Automatic GMT 40 Erling Haaland (ลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มม. พร้อมขอบหน้าปัดแพลตตินัม ฝาหลังสเตนเลสสตีลสลักลายฮาลันด์ กันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: หินอุกกาบาต Muonionalusta สีเงิน มีเข็ม GMT สีทองแดง และอักษรย่อของฮาลันด์บนเข็มวินาทีกลาง
  • กลไก: Breitling Caliber 32 (อัตโนมัติ ผ่านการรับรอง COSC) พลังงานสำรองประมาณ 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) วันที่ ฟังก์ชัน GMT (บอกเวลาไทม์โซนที่ 2)
  • สาย: มีให้เลือกทั้งสาย Rouleaux สเตนเลสสตีล หรือสายยาง Rouleaux สีดำ
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Breitling Chronomat B01 42 Erling Haaland (ลิมิเต็ดเอดิชัน 250 เรือน)
  • ตัวเรือน: ทองคำแดง 18k ขนาด 42 มม. ฝาหลังทองคำแดง 18k แบบใส มองเห็นกลไกด้านใน กันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: หินอุกกาบาต Muonionalusta สีเงิน พร้อมหน้าปัดย่อยโครโนกราฟสีดำ และอักษรย่อของฮาลันด์บนเข็มวินาทีโครโนกราฟกลาง
  • กลไก: Breitling Manufacture Caliber 01 (อัตโนมัติ ผ่านการรับรอง COSC กลไกโครโนกราฟ Column Wheel) พลังงานสำรองประมาณ 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก) ฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลา วันที่
  • สาย: มีให้เลือกทั้งสาย Rouleaux ทองคำแดง 18k หรือสายยาง Rouleaux สีดำ

คุณคิดว่าความร่วมมือระหว่างโลกแห่งนาฬิกาชั้นสูงกับวงการกีฬามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง?

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
Tissot ร่วมเฉลิมฉลอง Tour de France ถ่ายทอดนวัตกรรมผ่านการผสานจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันลงบนข้อมือ
Bell & Ross รังสรรค์เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผสานกลไกซับซ้อนเข้ากับความงามสง่าของเซรามิกสีดำ

Tissot ร่วมเฉลิมฉลอง Tour de France ถ่ายทอดนวัตกรรมผ่านการผสานจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันลงบนข้อมือ

สัมผัสความแม่นยำและดีไซน์สุดพิเศษจาก Tissot ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Tour de France พร้อมฟีเจอร์ Live Cycling Activity เพื่อนักปั่นตัวจริง

ท่ามกลางความคึกคักของการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) ชื่อของ ทิสโซต์ (Tissot) กลับมาตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 170 ปี ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่ได้มาตรฐาน Swiss made นอกเหนือจากความเป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์เรือนเวลาคุณภาพสูงแล้ว ยังเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีการจับเวลาที่แม่นยำสูงสุดในโลกแห่งกีฬา บทบาทของทิสโซต์ในการกำหนดจังหวะแห่งชัยชนะของการแข่งขันระดับโลกนี้ ถูกเฉลิมฉลองด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษที่น่าจับตา พร้อมกับการอัปเกรดคอลเลกชันยอดนิยมให้ตอบโจทย์นักปั่นยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

PR100 Tour de France ถอดรหัสจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันบนข้อมือ

การตีความสุนทรียภาพแห่งความเร็ว ความแม่นยำ และความมุ่งมั่น ที่ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาได้อย่างน่าสนใจ สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาคือหน้าปัดสีดำลายพิเศษที่ถอดแบบมาจากพื้นถนนยางมะตอยที่นักปั่นต้องเผชิญในทุกสนามแข่ง มิติที่คล้ายพื้นถนนจริงนี้เป็นสัญลักษณ์ของเส้นทางอันท้าทายที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความใส่ใจในรายละเอียดถูกถ่ายทอดผ่านเข็มวินาทีรูปจักรยานสีเหลืองสดใส ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ประจำการแข่งขัน ตอกย้ำถึงพลังและความเร็ว นอกจากนี้ เข็มโครโนกราฟยังถูกเลือกใช้โทนสีที่กลมกลืน ช่วยเสริมให้ดีไซน์โดยรวมมีความลงตัว

ในด้านวัสดุ PR100 Tour de France มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีล 316L ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ฝาหลังสลักโลโก้ของการแข่งขันเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่แสดงถึงความภาคภูมิใจและเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง กลไก G10.212 Chrono Quartz ที่ขับเคลื่อนนาฬิการุ่นนี้รับประกันความแม่นยำสูง สามารถจับเวลาได้อย่างเที่ยงตรงในระดับเสี้ยววินาที พร้อมคุณสมบัติกันน้ำลึกถึง 100 เมตร (10 บาร์) ฟังก์ชันจับเวลาแบบแยกย่อย 3 หน้าปัด และช่องแสดงวันที่แบบสปอร์ตบนพื้นสีดำ ทำให้การใช้งานสะดวกและยังคงความทันสมัย สายนาฬิกาที่ผลิตจากวัสดุสองชนิด ทั้งผ้าและหนังผสมยาง พร้อมลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากแฮนด์จักรยาน และการเคลือบสาร Super-LumiNova® ช่วยให้อ่านเวลาได้ง่ายในทุกสภาวะแสง นาฬิการุ่นนี้จึงไม่เพียงเหมาะสำหรับนักสะสม แต่ยังเป็นเพื่อนคู่ใจที่สะท้อนอารมณ์ของการแข่งขันและความกล้าท้าทายบนข้อมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ

T-Touch Connect Sport ยกระดับการฝึกซ้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

อีกหนึ่งไฮไลท์ของซีซั่นนี้คือคอลเลกชัน T-Touch Connect Sport Connected Watch ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทุกกิจกรรมและทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Live Cycling Activity ถือเป็นการก้าวเข้าสู่อีกระดับของการฝึกซ้อม ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลการปั่นจักรยานแบบเรียลไทม์จากนาฬิกาไปยังแอป T-Connect บนสมาร์ทโฟน เปลี่ยนโทรศัพท์ของคุณให้เป็นแดชบอร์ดส่วนตัวที่แสดงผลข้อมูลสำคัญได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ระยะทาง โซนหัวใจ พลังงานที่เผาผลาญ และตำแหน่ง GPS บนแผนที่แบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยฟังก์ชันเสริมอย่าง Strava Integration ที่ช่วยตรวจจับรอบอัตโนมัติ และกราฟพลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพของการฝึกซ้อมให้แม่นยำยิ่งขึ้น

T-Touch Connect Sport โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการออกกำลังกายที่ครบครันบนตัวเรือนขนาดหน้าปัด 43 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ และที่สำคัญคือความสามารถในการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะกักเก็บพลังงานจากแสงสว่างผ่านหน้าปัด ช่วยให้นาฬิกาทำงานได้อย่างยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่บ่อยๆ กระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ที่มีระบบสัมผัส พร้อมหน้าจอ AMOLED ทำให้การใช้งานแต่ละฟังก์ชันสะดวกสบาย ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่ทนทาน และตกแต่งกรอบหน้าปัดด้วยขอบเซรามิกที่ผสานฟังก์ชันและสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ คุณสมบัติการเปลี่ยนสายนาฬิกาได้อย่างสะดวกยังช่วยรองรับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการออกกำลังกายไปจนถึงการรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนแบบเรียลไทม์ และที่น่าสนใจคือนาฬิกาจะได้รับการอัปเดตและปรับปรุงฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

ข้อมูลทางเทคนิค
(Tissot PR100 Tour de France Special Edition)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L
  • หน้าปัด: สีดำลายพิเศษคล้ายพื้นถนนยางมะตอย พร้อมเข็มวินาทีรูปจักรยานสีเหลือง
  • กลไก: G10.212 Chrono Quartz
  • ฟังก์ชัน: จับเวลา (Chronograph) 3 หน้าปัดย่อยแสดงวันที่
  • สาย: วัสดุ 2 ชนิด (ผ้าและหนังผสมยาง) ลวดลายได้แรงบันดาลใจจากแฮนด์จักรยาน เคลือบสาร Super-LumiNova®
ข้อมูลทางเทคนิค
(T-Touch Connect Sport)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม พร้อมกรอบหน้าปัดเซรามิก
  • หน้าปัด: ขนาด 43 มม. กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ระบบสัมผัส พร้อมหน้าจอ AMOLED
  • กลไก: ควอตซ์ (ชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์)
  • ฟังก์ชัน: Live Cycling Activity (เชื่อมต่อข้อมูลการปั่นจักรยานแบบเรียลไทม์กับแอป T-Connect) แสดงความเร็ว ระยะทาง โซนหัวใจ พลังงานที่เผาผลาญ ตำแหน่ง GPS
  • สาย: สามารถเปลี่ยนสายได้สะดวก

เคล็ดลับจาก Tissot การเลือกนาฬิกาสำหรับนักกิจกรรมตัวยง

สำหรับผู้ที่รักการเคลื่อนไหวและชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเวิร์กเอาต์ในฟิตเนส การวิ่งเทรล การปั่นจักรยาน หรือแม้แต่การเดินเขา ทิสโซต์ได้แนะนำเคล็ดลับในการเลือกนาฬิกาที่มากกว่าแค่ดีไซน์และการเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติที่ควรพิจารณาคือความพร้อมที่จะลุยไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ในทุกสถานการณ์ โดยเน้นไปที่คุณสมบัติสำคัญดังนี้:

  • ความแข็งแรงทนทาน: ต้องสามารถทนทานต่อรอยขีดข่วนและการใช้งานหนักได้
  • การกันน้ำ: เพื่อรองรับกิจกรรมทางน้ำหรือการใช้งานในสภาพอากาศที่หลากหลาย
  • ระบบจับเวลาที่แม่นยำ: เพื่อให้ทุกกิจกรรมหรือการฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • น้ำหนักเบาและสวมใส่สบาย: เพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว

การเลือกนาฬิกาจึงเหมือนเป็นการเลือกคู่หูที่จะร่วมเดินทางไปในทุกการผจญภัย และช่วยยกระดับประสบการณ์ในทุกกิจกรรมให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น แล้วคุณล่ะ พร้อมที่จะออกไปค้นพบขีดจำกัดใหม่ๆ ไปกับ Tissot แล้วหรือยัง?

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เปิดตัว King Seiko VANAC โฉมใหม่ ดีไซน์สุดล้ำ มาพร้อมกลไก 8L45 และแรงบันดาลใจจากโตเกียว
Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ

Watch Trick: 5 เทคนิคการเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับคุณ อัพลุคดูดี มีสไตล์ พร้อมสร้างความประทับใจ

Watch Trick: เลือกนาฬิกาให้เหมาะกับตัวคุณ 5 เทคนิคเจ๋ง ๆ ที่ช่วยเสริมสไตล์และบุคลิกภาพ

นาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่มันคือเครื่องประดับที่สามารถบ่งบอกถึงสไตล์และบุคลิกของเจ้าของได้อย่างชัดเจน การเลือกนาฬิกาที่เหมาะสมกับตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมลุคให้ดูดีและสะท้อนตัวตนของคุณอย่างแท้จริง หากคุณกำลังมองหานาฬิกาใหม่ที่จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเอง นี่คือ 5 เทคนิคเด็ด ในการเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับคุณ พร้อมเพิ่มสไตล์ให้โดดเด่นในทุกๆ วัน!

1. รู้จักสไตล์ของตัวเอง Classic, Sport, หรือ Streetwear?

การเลือกนาฬิกาเริ่มต้นจากการเข้าใจสไตล์ของตัวเองให้ชัดเจน เพราะนาฬิกาแต่ละแบบมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันไป

Classic: หากคุณชอบความเรียบง่ายแต่หรูหรา การเลือกนาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่มีดีไซน์สะอาดตาและไม่ล้าสมัยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เช่น TAG Heuer Carrera, Omega Seamaster, หรือ Patek Philippe Calatrava ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและเป็นทางการ เหมาะสำหรับการใช้ในงานที่ต้องการความสุภาพและคลาสสิก

Sport: สำหรับผู้ที่รักกิจกรรมกลางแจ้งหรือการออกกำลังกาย นาฬิกาสปอร์ต คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะมักจะมีความทนทาน ฟังก์ชันครบครัน และความแม่นยำสูง เช่น Casio G-Shock, Garmin Fenix, หรือ Seiko Diver’s Watch ที่พร้อมรองรับการใช้งานในทุกสถานการณ์

Streetwear: หากคุณเป็นคนที่ชอบลุคที่ดูทันสมัยและสนุกสนาน การเลือกนาฬิกาสไตล์สตรีตแวร์จะช่วยเสริมให้ลุคคุณโดดเด่น เช่น Swatch, Nixon, หรือ Fossil ที่มักจะมีดีไซน์สนุกสนานและสีสันสดใส เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

2. วัสดุสำคัญ เลือกให้เข้ากับ Lifestyle

วัสดุที่ใช้ในการผลิตนาฬิกามีผลต่อทั้งความทนทานและรูปลักษณ์ ดังนั้นการเลือกวัสดุที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

สเตนเลสสตีล (Stainless Steel):
วัสดุยอดนิยมที่ให้ความทนทานและดูหรูหรา การเลือกนาฬิกาสเตนเลสจะเพิ่มความมีระดับให้กับลุคของคุณ เช่น Audemars Piguet Royal Oak หรือ Vacheron Constantin Overseas

สายหนังแท้ (Genuine Leather):
ให้ลุคที่อบอุ่นและเป็นทางการ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความคลาสสิกและต้องการการใช้งานในโอกาสทางการ เช่น Omega De Ville หรือ Jaeger-LeCoultre กลุ่ม Master

สายยาง (Rubber) หรือ ไนลอน (Nylon):
เหมาะสำหรับคนที่ชอบลุคลุย ๆ หรือออกกำลังกาย เพราะมีความยืดหยุ่นสูงและทนทานต่อการใช้งานหนัก เช่น Casio G-Shock หรือ Seiko Prospex

เคล็ดลับ: เลือกวัสดุที่คุณรู้สึกสะดวกสบายและสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษา

How the Right Watch Can Change Your Game

3. ขนาดตัวเรือน อย่าใหญ่ไปหรือเล็กไป

ขนาดตัวเรือนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกนาฬิกา เพราะการเลือกขนาดที่พอดีกับข้อมือของคุณจะทำให้การใส่นาฬิกาดูสมส่วนและมีความสมดุล

ข้อมือเล็ก:
หากคุณมีข้อมือเล็ก ควรเลือกนาฬิกาที่มีตัวเรือนขนาด 38-40 มม. ซึ่งจะทำให้ดูไม่ใหญ่เกินไปและสามารถใส่ได้อย่างพอดี เช่น Audemars Piguet “Jumbo” Extra-thin Ref.16202 ขนาด 39 มม.

ข้อมือใหญ่:
หากคุณมีข้อมือใหญ่ การเลือกนาฬิกาที่มีหน้าปัดขนาด 42 มม. หรือมากกว่าจะช่วยให้ดูสมส่วนและมีความโดดเด่น เช่น Panerai Luminor Marina 44mm

เคล็ดลับ: ลองสวมใส่และดูว่าเรือนที่เลือกมานั้นพอดีกับข้อมือของคุณหรือไม่ เพื่อให้รู้สึกสะดวกสบายและมั่นใจในทุกๆ การเคลื่อนไหว

4. ฟังก์ชันการใช้งาน อย่าเลือกแค่ความสวยงาม

นอกจากดีไซน์แล้ว ฟังก์ชันของนาฬิกาก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อเช่นกัน ควรเลือกฟังก์ชันที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

สำหรับนักกีฬา:
หากคุณชอบการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เลือกนาฬิกาที่มีฟังก์ชัน GPS, วัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือสามารถกันน้ำได้ดี เช่น Garmin Fenix 7 หรือ Suunto 9 Baro

สำหรับนักธุรกิจ:
หากคุณทำงานในสำนักงานหรือมีงานที่ต้องการความเป็นทางการ การเลือกนาฬิกาที่มีฟังก์ชันการแสดงเวลาแบบ Dual Time หรือ World Timer จะช่วยให้คุณสามารถติดตามเวลาทั่วโลกได้สะดวก เช่น Tag Heuer Carrera Twin-Time หรือ Grand Seiko Spring Drive GMT หรือ Frederique Constant Manufacture Classic Worldtimer

5. งบประมาณ เลือกให้คุ้มค่า

การเลือกนาฬิกาก็ต้องคำนึงถึงงบประมาณที่เรามีอยู่ด้วย ควรเลือกนาฬิกาที่มีความคุ้มค่าในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความสวยงาม ความทนทาน หรือฟังก์ชัน

งบประมาณน้อย (1,000 – 5,000 บาท):
เลือกนาฬิกาที่ทนทานและใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน เช่น Casio F91W, Timex Weekender

งบประมาณกลาง (5,000 – 30,000+ บาท):
เลือกนาฬิกาที่มีความเป็นเอกลักษณ์และดีไซน์สวย เช่น Seiko Presage, Citizen Eco-Drive สไตล์เดรส

งบประมาณสูง (50,000 บาทขึ้นไป):
เลือกนาฬิกาหรูที่ให้ความรู้สึกพิเศษและมีคุณค่าตลอดเวลา เช่น TAG Heuer Carrera Chronograph, Omega Speedmaster

การเลือกนาฬิกาที่เหมาะสมไม่เพียงแค่เรื่องของการบอกเวลา แต่มันสะท้อนถึงสไตล์และบุคลิกของคุณ การเข้าใจตัวเองและเลือกนาฬิกาที่ตรงกับความต้องการ จะช่วยให้คุณดูดีและมั่นใจในทุก ๆ โอกาส ไม่ว่าคุณจะสายหรู สายลุย หรือสายสตรีท แค่เลือกนาฬิกาตามสไตล์คุณ ก็จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับทุกลุค! และนี่คือเทคนิคเด็ดในการเลือกนาฬิกาที่ใช่ ทั้งวัสดุ ฟังก์ชัน และขนาดตัวเรือน ที่จะทำให้คุณปังทุกวัน!

ถ้าบทความนี้ช่วยให้คุณเลือกนาฬิกาได้ง่ายขึ้น อย่าลืมแชร์ให้เพื่อน ๆ เพื่อช่วยกันเลือกนาฬิกาให้เหมาะกับตัวเองกันนะ!

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Dior Timepieces: บทกวีแห่งเวลาและความหรูหราเหนือระดับ
เคล็ดลับการดูแลรักษานาฬิกาหรูให้ใช้งานได้ยาวนาน

Jaeger-LeCoultre กับการเดินทางครั้งใหม่ พร้อม Global Brand Ambassador “จาง จื่ออี๋” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเหนือกาลเวลา

0

จากจอเงินสู่เรือนเวลา จาง จื่ออี๋ นักแสดงระดับโลก สู่ Global Brand Ambassador คนล่าสุดของ Jaeger-LeCoultre

วันนี้มีเรื่องราวดีๆ มาเล่าให้ฟังแบบสดๆ ร้อนๆ เกี่ยวกับวงการนาฬิกาที่ไม่ได้มีแค่เรื่องกลไก แต่ยังมีเรื่องราวของคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้โลกหมุนไปข้างหน้าได้อย่างน่าสนใจ เมื่อนาฬิกา Jaeger-LeCoultre แบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคยกับความประณีตและงานฝีมือระดับโลก ตอนนี้ได้ประกาศข่าวใหญ่ที่ทำเอาหลายคนต้องร้องว้าว นั่นคือการต้อนรับ “จาง จื่ออี๋” (Zhang Ziyi) นักแสดงหญิงระดับแถวหน้ามากฝีมือ มาเป็น Global Brand Ambassador คนล่าสุด

ฟังดูแล้วอาจจะคิดว่าก็แค่แบรนด์นาฬิกาเซ็นสัญญากับดารา ทว่าถ้าลองมองให้ลึกลงไป จะเห็นอะไรที่มากกว่านั้นเยอะเลย

Global Brand Ambassador จาง จื่ออี๋

จุดบรรจบของความมุ่งมั่นและศิลปะ

แล้วทำไมถึงเป็นจาง จื่ออี๋ เรื่องนี้ถ้ามองในมุมที่นอกเหนือจากแค่เรื่องของชื่อเสียง แต่เป็นเรื่องของ “เนื้อใน” จาง จื่ออี๋ นั้นเป็นที่รู้จักจากบทบาทการแสดงที่ทรงพลัง และความทุ่มเทอย่างหนักในทุกๆ ตัวละครที่เธอสวมบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว แววตา หรือแม้แต่รอยยิ้มเล็กๆ น้อยๆ ล้วนเต็มไปด้วยความหมายและอารมณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คล้ายคลึงกับการทำงานของช่างฝีมือแห่ง Jaeger-LeCoultre อย่างน่าประหลาดใจ

ในโลกของนาฬิกา Jaeger-LeCoultre ทุกกลไก ทุกชิ้นส่วน และทุกการแกะสลักอันละเอียดอ่อน ล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจและแม่นยำสูงสุด เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร เฉกเช่นเดียวกับ ที่จาง จื่ออี๋ ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครของเธอ นี่คือการบรรจบกันของความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในแบบของตัวเอง

ความสง่างามเหนือกาลเวลาและจิตวิญญาณแห่งอิสระ

ไม่ว่าจะในจอหรือนอกจอ จาง จื่ออี๋ ก็เป็นภาพสะท้อนของความสง่างามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สไตล์ของเธอสะท้อนถึงสุนทรียภาพและความงดงามเหนือกาลเวลาของนาฬิกา Jaeger-LeCoultre ได้อย่างลงตัว ยิ่งไปกว่านั้น จิตวิญญาณที่เป็นอิสระและความแน่วแน่ในการตัดสินใจของเธอก็ยังสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของ Jaeger-LeCoultre ที่เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม และสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบคุณภาพที่คงทนและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Global Brand Ambassador จาง จื่ออี๋

คุณค่าที่ยั่งยืน ส่งต่อถึงกัน

นอกเหนือจากความสำเร็จในเส้นทางสายศิลปะแล้ว จาง จื่ออี๋ ยังเป็นคนที่มีความเข้มแข็งเงียบๆ และให้ความสำคัญกับ “มรดก” ซึ่งเป็นค่านิยมที่ Jaeger-LeCoultre ยึดถือมาโดยตลอด การที่แบรนด์ให้ความสำคัญกับการรักษาหัตถศิลป์แบบดั้งเดิม ขณะเดียวกัน ก็ไม่หยุดที่จะผลักดันขีดจำกัดของนวัตกรรม ก็เปรียบได้กับการที่จาง จื่ออี๋ ให้ความเคารพรากฐานทางศิลปะของเธอ ในขณะเดียวกันก็เปิดรับความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ บนเวทีโลก

นี่คือการจับคู่ที่เป็นการเชื่อมโยงกันด้วย “หัวใจ” และคุณค่าที่แท้จริง Jérôme Lambert ซีอีโอของ Jaeger-LeCoultre ถึงกับเอ่ยปากว่า “พรสวรรค์ที่โดดเด่น ความทุ่มเทในงานศิลปะ และความสง่างามเหนือกาลเวลาของเธอ สอดคล้องกับค่านิยมของเมซงของเราอย่างสมบูรณ์แบบ”

การประกาศ Global Brand Ambassador คนใหม่นี้ ถือว่าเป็นการเปิดบทบาทที่น่าตื่นเต้นสำหรับ Jaeger-LeCoultre ที่จะได้ส่งต่อเรื่องราวของแบรนด์ผ่านผู้หญิงที่เปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง สง่างาม และความชื่นชมในงานฝีมืออันยั่งยืน ซึ่งคงจะได้เห็นภาพของจาง จื่ออี๋ กับแคมเปญใหม่ของแบรนด์ในเดือนกรกฎาคมนี้อย่างแน่นอน

แล้วคุณล่ะ คิดว่าการร่วมมือครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์อะไรใหม่ๆ ให้กับวงการนาฬิกาได้บ้าง ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลย

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
5 สุดยอดนาฬิกา GMT & World Time สำหรับนักเดินทางผู้รักการผจญภัย
Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ

เปิดตัว King Seiko VANAC โฉมใหม่ ดีไซน์สุดล้ำ มาพร้อมกลไก 8L45 และแรงบันดาลใจจากโตเกียว

เมื่อตำนานแห่งยุค 70s ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพ ด้วยดีไซน์ กลไก และจิตวิญญาณแห่งโตเกียวกับ King Seiko VANAC

ก่อนจะไปถึงหน้าปัด กลไก หรือสายนาฬิกา… มาคุยกันเรื่อง “พลังงาน” กันก่อนดีกว่า

โลกของนาฬิกาตอนนี้มันวิ่งเร็วซะยิ่งกว่าเข็มวินาที ใคร ๆ ก็อยากได้ของใหม่ล่าสุด ของที่ล้ำที่สุด หรือไม่ก็ย้อนไปหาของที่ “วินเทจ” แบบสุดขั้ว จนบางทีก็ลืมไปว่าการจะสร้าง “ของที่ใช่” ขึ้นมาสักชิ้น มันต้องอาศัยมากกว่าแค่ดีไซน์หรือเทคโนโลยี นั่นคือสิ่งที่ Revo สัมผัสได้เมื่อ King Seiko จุดพลุโปรเจกต์ VANAC เวอร์ชั่น 2025 ขึ้นมา

แกะรอยจิตวิญญาณ VANAC นี่คือรหัสลับแห่งการปฏิวัติ

จำ King Seiko VANAC ยุค 70s ได้ไหม? ถ้าทันก็แสดงว่าคุณไม่ใช่คนอ่อนหัดในวงการนี้แน่ ๆ ตอนนั้นมันเป็นปรากฏการณ์ ดีไซน์เหลี่ยมจัด ขอบคมกริบ แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปราวกับหลุดมาจากโลกอนาคต มันคือการ “คิดนอกกรอบ” อย่างแท้จริง

ครึ่งศตวรรษผ่านไป Seiko ตัดสินใจนำรหัสนี้กลับมาปลุกปั้นใหม่ นอกเหนือจากแค่เอาแบบเก่ามาปัดฝุ่นแล้วยัดเครื่องใหม่ แต่มันคือการ “ตีความ” คำว่า V.A.N.A.C. ขึ้นมาอีกครั้ง ในบริบทของโลกยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น

  • Vibrant: ดูโดดเด่น เปล่งประกายด้วยแสงสะท้อนบนพื้นผิว พลังงานที่แผ่ออกมา
  • Active: การเคลื่อนไหว เปี่ยมพลัง
  • Novel: ใหม่ และแตกต่าง ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่คือการสร้างกระแสใหม่
  • Alternative: การคิดนอกกรอบ DNA ที่ไม่เคยจางหายไปจาก VANAC
  • Comfortable: สวมใส่สบาย ความสมดุลที่สำคัญที่สุดในชีวิตจริง

พูดได้ว่า “แก่น” ที่ King Seiko พยายามจะสื่อออกมาจาก VANAC เวอร์ชั่น 2025 มันคือนาฬิกาสำหรับคนที่ไม่ยอมให้ใครมาตีกรอบ ชีวิตต้องมีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญ… ต้องกล้าที่จะแสดงออก

แสงสะท้อนจากโตเกียว… บนข้อมือของRyohei Suzuki

แล้วทำไมต้องเป็น Ryohei Suzuki?

เมื่อ King Seiko เลือกนักแสดงหนุ่มคนนี้มาเป็น Global Ambassador คนแรกของตระกูล King Seiko เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่ชื่อเสียงจากหนัง ‘City Hunter’ หรือหน้าตาที่หล่อเหลา Ryohei Suzuki คือตัวแทนของคนยุคใหม่ที่เต็มไปด้วย “มิติ” เขาเป็นนักแสดงที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างลึกซึ้ง มีความมุ่งมั่น มีสไตล์เป็นของตัวเอง และที่สำคัญ… เขามีจิตวิญญาณที่คล้ายกับ VANAC

การเลือก Ryohei คงไม่ใช่แค่การ “จ้างพรีเซ็นเตอร์” เพราะนี่เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า King Seiko VANAC เป็น “คาแร็กเตอร์” ที่จับต้องได้ และ Ryohei คือกระจกที่สะท้อนคาแร็กเตอร์นั้นออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด

รูปลักษณ์ใหม่ เมื่อความสปอร์ตผนวกความคลาสสิกของโตเกียว

“ลุคใหม่” ที่ว่า ไม่ใช่แค่การแปลงโฉม แต่คือการ “ควบรวม” จิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตเข้ากับความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของมหานครโตเกียวอย่างลงตัวทั้ง 5 โมเดลที่ปรากฏสู่สายตา สะท้อนความเฉียบคมและความแกร่งที่ถูกแกะสลักในทุกมิติ ย้ำชัดถึง DNA การออกแบบที่ไม่เคยประนีประนอม

และเบื้องหลังความสง่างามนี้ คือขุมพลังของกลไก Caliber 8L เจเนอเรชั่นล่าสุดจาก Seiko ที่ไม่ได้แค่ “แม่นยำขึ้น” แต่ยัง “ยืนระยะ” ได้ยาวนานกว่าเดิม พร้อมตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิตที่ไหลไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง

8L45 คือ “มาตรฐานใหม่” ของ King Seiko

หากพูดถึงกลไก… Caliber 8L45 คือพระเอกอีกคนของการกลับมาครั้งนี้

บางคนอาจจะมองว่า “อ๋อ… 8L ก็กลไกนาฬิกาดำน้ำ Seiko นั่นแหละ” ผิด! คิดใหม่ เพราะ 8L45 ที่ถูกยัดลงไปใน VANAC นี้ ไม่ได้มาแบบดิบ ๆ มันถูก ขัดเกลา และปรับจูนมาเพื่อ VANAC โดยเฉพาะ ความเที่ยงตรงที่ +10 ถึง −5 วินาทีต่อวัน และพลังงานสำรองที่ลากยาวถึง 72 ชั่วโมง คือสิ่งที่บอกว่านี่เป็นเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “การใช้งานจริง” ในชีวิตประจำวัน ที่คุณไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องตั้งเวลาบ่อยแค่ไหน

และที่เป็นไฮไลต์เหนือไฮไลต์คือ… ฝาหลังแซฟไฟร์เปลือย นับเป็นครั้งแรกที่ King Seiko เปิดโอกาสให้คุณได้ส่องดูหัวใจของมันอย่างใกล้ชิด ลองคิดดูสิ… การได้เห็นเฟืองจักรเล็ก ๆ หมุนทำงานอย่างแม่นยำ การได้เห็นการขัดแต่งที่ประณีตบรรจงของช่างฝีมือ Seiko ผ่านฝาหลังที่ใสแจ๋ว…นอกเหนือจากเรื่องของประสิทธิภาพ ก็เปรียบได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงาน “ศิลปะ” ที่เคลื่อนไหวได้ ราวกับการแสดงความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองสร้างสรรค์ออกมา และเป็นการเชิญชวนให้ผู้สวมใส่ได้สัมผัสถึง “วิญญาณของช่างฝีมือ” ที่บรรจงสร้างสรรค์มันขึ้นมาทีละชิ้น

หนึ่งในทิวทัศน์ที่สวยงาม กับภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่โยโกฮาม่า

โตเกียวในทุกมิติ เมื่อเวลาถูกหลอมรวมกับเส้นขอบฟ้า

ถ้าคุณคิดว่า King Seiko VANAC แค่หยิบ “สี” จากโตเกียวมาแปะบนหน้าปัด… คุณคิดผิดถนัด เพราะมันคือการ “ถอดรหัส” จิตวิญญาณของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล เมืองที่เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด เต็มไปด้วยพลังงานที่ไหลเวียนไม่หยุดนิ่ง และเป็นบ้านเกิดของ King Seiko ที่สะท้อนวิสัยทัศน์อันกว้างไกลเหนือกาลเวลา

แม้ VANAC จะคงไว้ซึ่งความแกร่งดิบจากรูปทรงเหลี่ยมคมราวกับถูกแกะสลักจากเหล็กกล้าทั้งก้อน แต่การออกแบบที่ “ไร้ขอบตัวเรือน” กลับสร้างความหักมุม ให้ความรู้สึกสง่างามและบางเบาราวกับล่องลอย การออกแบบสายที่พัฒนาขึ้นใหม่ก็ไม่ใช่แค่การเอามาประกอบกัน แต่คือผลลัพธ์ของการ “ผสมผสาน” การขัดเงาและแฮร์ไลน์อย่างเชี่ยวชาญ เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ได้แค่ดูหรูหรา แต่ยังสวมใส่สบายจนแทบเป็นส่วนหนึ่งของข้อมือคุณ

บนหน้าปัด คุณจะสังเกตเห็นลวดลายเส้นขีดแนวนอนที่สื่อถึงมิติของเมือง หลักชั่วโมงถูก “ร้อยเรียง” อย่างประณีตบนวงแหวนวงใน และโดดเด่นด้วยหลัก 12 นาฬิกาที่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบของเข็มวินาทีรูปตัว “V” ที่สื่อถึงรหัส VANAC ได้อย่างชัดเจน… เป็นความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่ยากจะมองข้าม

โทนสีแห่งโตเกียวนั้น แบ่งเป็น 5 เฉดอารมณ์ตามจังหวะชีวิต

ทั้ง 5 เรือน เปรียบเหมือนการบอกเล่าเรื่องราวของกรุงโตเกียวในแต่ละช่วงเวลาอย่างลึกซึ้ง:

King Seiko VANAC SLA083J: “Evening Twilight” (พลบค่ำยามราตรี)

นี่คือช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังร่ำลา ทิ้งทิวทัศน์สีส้มทองไว้บนเส้นขอบฟ้า… ความโรแมนติกที่แสนพิเศษของโตเกียวถูกบรรจงถ่ายทอดลงบนหน้าปัดสีม่วงอมส้ม ตัดด้วยเข็มขอบทองที่เปล่งประกาย มันไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือการพาช่วงเวลาอันน่าจดจำนั้นมาอยู่บนข้อมือคุณ

King Seiko VANAC SLA085J: “Midnight” (เงียบสงัดกลางดึก)

ยามที่ท้องฟ้าไร้แสงอาทิตย์ ความเงียบสงัดอาจดูไร้สิ้น แต่พลังของมันกลับยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด เป็นแรงบันดาลใจของหน้าปัดสีกรมท่าลึก ที่สะท้อนความลึกลับและมั่นคงของโตเกียวในยามราตรี

King Seiko VANAC SLA087J: “Sunrise” (แสงแรกแห่งรุ่งอรุณ)

เช้าที่สดใสเริ่มต้นขึ้นพร้อมความรู้สึกสดชื่น ราวกับพร้อมรับวันใหม่และออกไปใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย หน้าปัดสีเงิน ตัดขอบด้วยชุดเข็มสีทอง คล้ายแสงแรกของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนมหานคร เหมือนการบอกว่าทุกวันคือการเริ่มต้นใหม่

รุ่นพิเศษ เมื่อความหรูหราถูกจำกัดด้วยคุณค่า

นอกเหนือจากสามโมเดลหลัก VANAC ยังมีสองเรือนพิเศษ ที่เป็นมากกว่านาฬิกา… มันคือ “คุณค่า” ที่จับต้องได้

King Seiko VANAC Limited Edition รหัส SLA089J: “Golden Dawn” (รุ่งอรุณสีทอง)

แสงสีทองที่สาดส่องลงบนโตเกียว… ขอบฟ้าที่เปล่งประกาย และเป็น “เช้าอันทรงพลัง” ที่ปลุกทุกชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง เป็นความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดลงบนนาฬิกาที่เต็มไปด้วยความสง่างามและลักซ์ชัวรี่ ผลิตเพียง 700 เรือนทั่วโลกเท่านั้น การครอบครองที่เหนือกว่าแค่ความสวยงาม

King Seiko VANAC Boutique Exclusive Edition รหัส SLA091J: “Bright Sunny Day” (วันฟ้าใส)

หน้าปัดสี Ice Blue สุดพิเศษเฉพาะที่ Seiko Boutique Edition ที่สื่อถึงทิวทัศน์ของโตเกียวในยามฟ้าใสไร้เมฆหมอก แสงและบรรยากาศโดยรวมของเมืองจะสะท้อนท้องฟ้าสีฟ้าโปร่ง ให้ความรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งกว่าเรือนไหน ๆ รุ่นนี้มีวางจำหน่ายเฉพาะที่ไซโก บูติก เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม 9 เท่านั้น นี่แหละความพิเศษที่ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง

และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง การออกแบบตัวเรือนที่ไร้ขอบ ที่ทำให้ VANAC ดูเพรียวบางแต่ยังคงความแข็งแกร่ง หรือ สายนาฬิกาที่พัฒนาใหม่ ให้สวมใส่สบาย และยังคงให้ความรู้สึกหรูหราด้วยการผสมผสานการขัดเงาและการขัดแบบแฮร์ไลน์ได้อย่างลงตัว… ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บอกว่า Seiko กำลังรังสรรค์ “งานศิลปะที่ใช้งานได้จริง”

การกลับมา และการเริ่มต้นใหม่

King Seiko VANAC ในปี 2025 ต้องบอกว่ากลับมาได้อย่างสมฐานะ และพร้อมสำหรับการ “เริ่มต้นใหม่” ที่ใช้รากฐานจากความยิ่งใหญ่ในอดีต มาผสมผสานกับเทคโนโลยีและความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่สะท้อนถึงตัวตน ของคนที่กล้าแตกต่าง กล้าที่จะมีพลัง และกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าคุณกำลังมองหานาฬิกาที่มีเรื่องราว มีจิตวิญญาณ และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตของคุณ… King Seiko VANAC อาจจะเป็นคำตอบ

แล้วคุณล่ะ… พร้อมที่จะให้ VANAC เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวบทต่อไปในชีวิตของคุณหรือยัง?

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Wrist Check: ส่องลุค Jonathan Bailey กับ OMEGA Railmaster เมื่อความสง่างามแห่งเวลาโคจรพบไดโนเสาร์ใน Jurassic World Rebirth
ตำนานบทใหม่บนข้อมือ เมื่อ Atlas Watch จาก Tiffany & Co. กลับมาพร้อมความล้ำค่าที่เดินด้วยระบบอัตโนมัติ
Bell & Ross รังสรรค์เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผสานกลไกซับซ้อนเข้ากับความงามสง่าของเซรามิกสีดำ

Must-Have: รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ ผสานงานศิลป์และกลไก World Time ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ

เปิดโลกการเดินทางบนข้อมือกับ 5 สุดยอดนาฬิกาหน้าปัดแผนที่ที่ผสมผสานงานศิลป์และกลไกซับซ้อนอย่างลงตัว

สำหรับนักเดินทางผู้โหยหาการผจญภัย หรือนักสะสมที่หลงใหลในงานฝีมืออันประณีต นาฬิกาเป็นเสมือนแผนที่นำทางสู่จินตนาการ เป็นสัญลักษณ์แห่งการสำรวจ และเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่รวบรวมโลกทั้งใบมาไว้บนข้อมือของคุณ

นาฬิกาหน้าปัดแผนที่ (Map Dial Watches) คือนิยามของการผสานสองโลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นภาพแผนที่โลกที่ละเอียดอ่อนบนหน้าปัด เทคนิคการลงยาอันวิจิตร หรือกลไก World Time อันชาญฉลาดที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับทุกไทม์โซนทั่วโลกได้ในพริบตา ในคอลัมน์นี้ เราจะพาคุณไปสำรวจ 5 สุดยอดนาฬิกา “Must-Have” ที่จะปลุกจิตวิญญาณนักเดินทางในตัวคุณ และพาคุณออกเดินทางรอบโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

1. Patek Philippe World Time (รุ่นที่แนะนำ: Ref. 5231G / 5231R)

แนวคิด: Patek Philippe ถือเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านนาฬิกา World Time ที่แท้จริง ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานในการพัฒนากลไกที่แสดงเวลาทั่วโลกได้อย่างชาญฉลาด รุ่น 5231G และ 5231R คือการรวมเอาสุดยอดงานหัตถศิลป์เข้ากับความซับซ้อนทางกลไกได้อย่างลงตัว หน้าปัดแผนที่โลกที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Grand Feu Cloisonné Enamel ถือเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ความโดดเด่น:

การออกแบบที่คลาสสิกและสง่างาม: ตัวเรือนทองคำขาว (5231G) หรือทองคำชมพู (5231R) ขนาดกำลังดี เข้าได้กับทุกโอกาส ผสานความหรูหราแบบดั้งเดิมเข้ากับฟังก์ชันที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว

Grand Feu Cloisonné Enamel Dial: นี่คือหัวใจสำคัญของรุ่นนี้ แผนที่โลกบนหน้าปัดถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการลงยาแบบโบราณที่ต้องใช้ความชำนาญสูงมาก ลวดลายของทวีปและมหาสมุทรถูกกั้นด้วยเส้นทองบางๆ ก่อนจะลงยาเคลือบหลายชั้นแล้วนำไปเผาในอุณหภูมิสูงกว่า 800 องศาเซลเซียสหลายครั้ง ทำให้ได้หน้าปัดที่มีสีสันสดใส ลึกซึ้ง และมีมิติเสมือนจริง แต่ละหน้าปัดจึงเป็นงานศิลปะชิ้นเดียวในโลก

ใช้งานง่าย (World Time Function): ระบบ World Time ของ Patek Philippe โดดเด่นด้วยการปรับเปลี่ยนเวลาของทุกเขตเวลาได้อย่างพร้อมเพรียงกัน เพียงแค่กดปุ่มเดียว เข็มชั่วโมง เข็มนาที และวงแหวน 24 ชั่วโมง รวมถึงชื่อเมือง ก็จะเปลี่ยนไปตามเขตเวลาที่คุณต้องการตั้งค่า

ความงดงามอันไร้กาลเวลาของ Patek Philippe World Time ที่มาพร้อมหน้าปัด Grand Feu Cloisonné Enamel รังสรรค์เป็นแผนที่โลกอันประณีต สัญลักษณ์แห่งการเดินทางและงานหัตถศิลป์ชั้นสูง
ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Caliber 240 HU (Self-winding mechanical movement)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที World Time (แสดงเวลา 24 เขตเวลาพร้อมกัน วงแหวนกลางวัน/กลางคืน) วงแหวนชื่อเมือง พลังงานสำรองประมาณ 48 ชั่วโมง กันน้ำ 30 เมตร
  • วัสดุตัวเรือน: 18K White Gold (5231G) หรือ 18K Rose Gold (5231R)
  • ขนาดตัวเรือน: ประมาณ 38.5 มม.
  • หน้าปัด: Grand Feu Cloisonné Enamel ด้วยแผนที่ทวีปยุโรป แอฟริกา อเมริกา (5231G) หรือ เอเชีย โอเชียเนีย (5231R)
  • กระจก: Sapphire crystal

2. Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to Explorer Naturalists – Cap de Bonne-Espérance (Ref. 7500U/000R-B994)

แนวคิด: Vacheron Constantin ในคอลเลกชัน Métiers d’Art (ศิลปะหัตถศิลป์) นำเสนอผลงานอันเป็นเลิศที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาเข้ากับงานศิลปะชั้นสูงได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะซีรีส์ “Tribute to Explorer Naturalists” ที่ยกย่องการเดินทางสำรวจทางวิทยาศาสตร์ของนักธรรมชาติวิทยาที่สำรวจมหาสมุทรทั่วโลกด้วยเรือ Beagle ของอังกฤษในช่วงต้นทศวรรษที่ 1830 รุ่น Cap de Bonne-Espérance นี้เป็นหนึ่งในลิมิเต็ดเอดิชั่น 4 เซ็ต ชุดละ 10 เรือน ที่เผยให้เห็นถึงสุนทรียภาพทั้งสองด้านของเรื่องราวผ่านการผสมผสานระหว่างการแกะสลักด้วยมือและการเคลือบอีนาเมลอย่างน่าประทับใจ

ความโดดเด่น:

Limited Edition: ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 10 เรือนต่อเซ็ต ทำให้เป็นนาฬิกาที่หายากและเป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างมาก

Hand-Engraved and Grand Feu Enamelled Dial: หน้าปัดของรุ่นนี้คือจุดเด่นที่แท้จริง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนักธรรมชาติวิทยาแห่งศตวรรษที่ 19 ด้านบนตกแต่งด้วยลวดลายสัตว์ที่แกะสลักด้วยมือแบบ 3 มิติ ตัดกับพื้นหลังขนาดย่อส่วนลงยาแบบกรองด์ เฟอ (Grand Feu Enamel) ที่มีความลึกและสีสันที่คงทน ถัดลงมาด้านล่างเป็นแผนที่ทางทะเลโบราณของแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ที่ถูกย่อส่วนและลงยาแบบกรองด์ เฟออย่างวิจิตรบรรจง

Satellite Time Display: โดดเด่นด้วยโมดูลดาวเทียมที่แสดงช่องชั่วโมง โดยมีหลักชั่วโมงเป็นตัวเลขอารบิก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจในการบอกเวลา

Manufacture Caliber 1120 AT/1: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Caliber 1120 AT/1 ซึ่งเป็นกลไกที่บางเฉียบและซับซ้อน กลไกนี้ได้รับการประทับตราด้วยเครื่องหมายรับรองคุณภาพของเจนีวา (Geneva Seal) ซึ่งเป็นการรับประกันถึงความเป็นเลิศในด้านงานฝีมือ ความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือ

Vacheron Constantin Métiers d’Art ผสมผสานศิลปะการแกะสลัก 3 มิติและเทคนิคลงยา Grand Feu Enamel สร้างสรรค์หน้าปัดแผนที่โบราณของแหลมกู๊ดโฮป พร้อมกลไกบอกเวลาแบบดาวเทียมสุดล้ำ
ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Caliber 1120 AT/1 (Self-winding mechanical movement)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาตามดาวเทียมโคจรสามดวง บอกนาที พลังงานสำรอง (Power Reserve) 40 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: 18K พิงค์โกลด์ ขนาดตัวเรือน 41 มม. ความหนาตัวเรือน 11.68 มม.
  • หน้าปัด: หน้าปัด Métiers d’Art ทอง 18K ตกแต่งลวดลายสัตว์แกะสลัก 3 มิติ และพื้นหลังลงยาแบบกรองด์ เฟอ พร้อมแผนที่ทางทะเลโบราณของแหลมกู๊ดโฮป กระจก คริสตัลแซฟไฟร์ (พร้อมฝาหลังแบบโปร่งใส) กันน้ำ 30 ม.
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีเขียว พร้อมหัวล็อคแบบพับสามชั้น 18K พิงค์โกลด์

3. Breguet Classique Hora Mundi (รุ่นที่แนะนำ: Ref. 5717BR/AS/9ZU)

แนวคิด: Breguet หนึ่งในแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่สุดและเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมมากมาย นำเสนอ Classique Hora Mundi ในฐานะนาฬิกา World Time ที่โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการแสดงเวลาสองเขตเวลาแบบ “Instant-Jump Time Zone” ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมหน้าปัดที่แสดงแผนที่โลกที่แกะสลักด้วยมืออย่างประณีตสะท้อนถึงความหรูหราและงานฝีมืออันเป็นเลิศ รุ่น 5717BR/AS/9ZU โดยเฉพาะหน้าปัดสีเงินพร้อมแผนที่เอเชียและโอเชียเนียที่แกะสลักด้วยมือและลงยาใส มอบความงดงามที่เหนือระดับ

ความโดดเด่น:

High-End Manufacture Movement: ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 77F0 ที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงานของ Breguet เอง ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 395 ชิ้น และได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรตามมาตรฐานสูงสุด แสดงถึงความเป็นเลิศด้านการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง

Instant-Jump Time Zone: นี่คือฟังก์ชันพิเศษที่จดสิทธิบัตรของ Breguet ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปแสดงเวลาของเขตเวลาที่สองที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพียงแค่กดปุ่มที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา โดยที่วันที่และวงแหวนกลางวัน/กลางคืนก็จะปรับตามโดยอัตโนมัติ ทำให้การเดินทางข้ามทวีปง่ายดายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

Hand-Engraved Map Dial with Translucent Lacquer: หน้าปัดของ Hora Mundi รุ่นนี้โดดเด่นด้วยแผนที่ทวีปเอเชียและโอเชียเนียที่ถูกแกะสลักด้วยมืออย่างละเอียดอ่อนบนแผ่นทองคำ และเคลือบด้วยแลคเกอร์โปร่งแสงสีน้ำตาลทอง ซึ่งเผยให้เห็นความลึกและรายละเอียดของพื้นผิวที่แกะสลักได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมีวงแหวน 24 ชั่วโมงพร้อมตัวระบุกลางวัน/กลางคืนที่แสดงดวงอาทิตย์แกะสลักด้วยมือ และดวงจันทร์ทำจากไทเทเนียม

Classic Breguet Aesthetics: นาฬิกามีการออกแบบตามแบบฉบับของ Breguet ที่เป็นอมตะ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนทองคำชมพู 18K ขนาด 43 มม. ที่มีขอบหยักอันเป็นเอกลักษณ์, ขาตัวเรือนที่เชื่อมติดอย่างประณีต, เข็ม Breguet แบบปลายกลวง และหน้าปัดย่อยวันที่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา

Breguet Classique Hora Mundi นำเสนอแผนที่โลกที่แกะสลักด้วยมืออย่างละเอียดบนหน้าปัด พร้อมฟังก์ชัน Instant-Jump Time Zone ที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบโจทย์นักเดินทางผู้เปี่ยมสไตล์
ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Calibre 77F0 (Self-winding mechanical movement)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีกลาง Instant-Jump Time Zone พร้อมแสดงชื่อเมืองและกลางวัน/กลางคืน (วงแหวน 24 ชั่วโมง) วันที่ (Aperture Date)
  • พลังงานสำรอง: 55 ชั่วโมง
  • วัสดุตัวเรือน: 18K Rose Gold
  • ขนาดตัวเรือน: 43 มม.
  • หน้าปัด: แผนที่ทวีปเอเชียและโอเชียเนียแกะสลักด้วยมือบนทองคำและเคลือบด้วยแลคเกอร์โปร่งแสงสีน้ำตาลทอง กระจก Sapphire crystal (พร้อมฝาหลังโปร่งใส) กันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้
  • ผลิตในประเทศ: สวิสเซอร์แลนด์

4. Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Calibre 948

แนวคิด: Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Calibre 948 เป็นผลงานระดับสูงที่ผสมผสานความซับซ้อนทางกลไกเข้ากับงานศิลปะอันวิจิตรได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยกลไก World Time ที่มาพร้อม Flying Tourbillon ที่หมุนรอบหน้าปัดใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ Jaeger-LeCoultre จดสิทธิบัตรไว้ หน้าปัดแผนที่โลกที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการลงยาแบบ Champlevé Enamel สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้าน Métiers Rares™ (ศิลปะหัตถศิลป์หายาก) ของแบรนด์ ทำให้เป็นนาฬิกาที่แสดงถึงความเป็นเลิศทั้งด้านเทคนิคและความงาม

ความโดดเด่น:

Elegant Case Design: ตัวเรือนทองคำชมพู 18K ขนาด 43 มม. มีการออกแบบที่หรูหราและประณีต ผสมผสานการขัดเงา การปัดลายซาติน และการพ่นทราย เพื่อสร้างมิติและความซับซ้อนที่สอดคล้องกับหน้าปัด

World Time with Orbital Flying Tourbillon: นี่คือจุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้ กลไก Calibre 948 เป็นการรวมฟังก์ชัน World Time เข้ากับ Flying Tourbillon ที่หมุนรอบหน้าปัดครบ 360 องศาใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเลียนแบบการหมุนของโลก ทำให้เป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนและน่าตื่นตาตื่นใจ

Champlevé Enamel Dial: หน้าปัดโดมรูปแผนที่โลกถูกสร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Champlevé Enamel ที่ซับซ้อน โดยการแกะสลักโลหะให้เป็นร่องแล้วเติมด้วยชั้นของอีนาเมลหลายชั้น ก่อนจะนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง ทำให้ได้แผนที่โลกที่มีมิติ สีสันสดใส และรายละเอียดที่ประณีต โดยเฉพาะรุ่นหน้าปัดสีเขียวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

Manufacture Movement Calibre 948: ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 948 ที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงานของ Jaeger-LeCoultre เอง ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 388 ชิ้น สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง

ความยิ่งใหญ่ของ Jaeger-LeCoultre Master Grande Tradition Calibre 948 ด้วยหน้าปัดโดมแผนที่โลกแบบ Champlevé Enamel และ Orbital Flying Tourbillon ที่หมุนรอบเพื่อบอกเวลาโลก
ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Calibre 948 (Self-winding mechanical movement)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที World Time (แสดง 24 เขตเวลา) แผนที่โลก Orbital Flying Tourbillon (หมุนรอบหน้าปัด 24 ชั่วโมง) พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: 18K พิงค์โกลด์ ขนาดตัวเรือน 43 มม. ความหนาตัวเรือน 14.13 มม.
  • หน้าปัด: แผนที่โลกโดมลงยา Champlevé Enamel (มักเป็นสีเขียวหรือน้ำเงิน) พร้อมวงแหวนชื่อเมืองและ 24 ชั่วโมง กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ (ทั้งด้านหน้าและฝาหลังโปร่งใส) กันน้ำ 50 เมตร
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้ (มักเป็นสีดำ) พร้อมหัวล็อคแบบพับ 18K พิงค์โกลด์
  • ผลิตในประเทศ: สวิสเซอร์แลนด์
นาฬิกา World Time หน้าปัดแผนที่

5. Hermès Arceau Le Temps Voyageur

แนวคิด: Hermès Arceau Le Temps Voyageur เป็นนาฬิกาที่นำเสนอแนวคิด World Time ที่แปลกใหม่และเปี่ยมด้วยบทกวี หน้าปัดประกอบด้วยแผนที่ “Planetary Lavish” ซึ่งเป็นภาพแผนที่โลกในจินตนาการที่ออกแบบโดย Jérôme Colliard พร้อมกลไก “Traveling Time” ที่จดสิทธิบัตรโดย Hermès Horloger ให้เข็มชั่วโมงและนาทีลอยอยู่เหนือแผนที่ และสามารถเคลื่อนที่ไปตามเขตเวลาต่างๆ ได้ด้วยการกดปุ่ม เป็นการผสมผสานศิลปะ ความซับซ้อน และจิตวิญญาณแห่งการเดินทางไว้อย่างลงตัว

นาฬิกา World Time หน้าปัดแผนที่

ความโดดเด่น:

Hermès Manufacture Movement: ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ H1837 ของ Hermès พร้อมโมดูล “Traveling Time” ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูง

“Traveling Time” Mechanism: นี่คือกลไกหลักที่โดดเด่นของรุ่นนี้ แทนที่จะมีเข็ม GMT หรือวงแหวนชื่อเมืองหมุนรอบ ระบบนี้มีโมดูลย่อยที่แสดงเวลาในรูปแบบชั่วโมงและนาทีซึ่ง “ลอย” อยู่เหนือแผนที่ และสามารถเลื่อนไปตามวงแหวนชื่อเมืองรอบนอกได้ด้วยการกดปุ่ม ทำให้การสลับเขตเวลาเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและใช้งานง่าย

“Planetary Lavish” Map Dial: หน้าปัดนำเสนอแผนที่โลก “Planetary Lavish” ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปิน Jérôme Colliard ซึ่งเป็นภาพแผนที่โลกในจินตนาการที่ละเอียดอ่อนและสวยงาม ไม่ใช่แผนที่จริง แต่เป็นการตีความที่สื่อถึงการเดินทางและโลกอันกว้างใหญ่

Arceau Case Design: ตัวเรือนทรงกลม Arceau อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hermès ที่มีหูหิ้วสายนาฬิกาแบบไม่สมมาตรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการขี่ม้า มอบความสง่างามและเป็นที่จดจำ

Hermès Arceau Le Temps Voyageur กับการนำเสนอ World Time ในรูปแบบบทกวี ด้วยหน้าปัดแผนที่ “Planetary Lavish” และกลไก “Traveling Time” ที่เคลื่อนที่ได้ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยอันเปี่ยมจินตนาการ
ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Hermès H1837 (Self-winding mechanical movement) พร้อมโมดูล “Traveling Time”
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที World Time (แสดงเวลาสองเขตเวลาด้วยโมดูล Traveling Time และวงแหวนชื่อเมือง 24 เมือง) พลังงานสำรองประมาณ 50 ชั่วโมง
  • วัสดุตัวเรือน: Stainless Steel หรือ Platinum (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) ขนาดตัวเรือน 41 มม.
  • หน้าปัด: แผนที่ “Planetary Lavish” แบบพิมพ์หรือแกะสลักพร้อมโมดูลแสดงเวลา Traveling Time กระจก Sapphire crystal (ทั้งด้านหน้าและฝาหลังโปร่งใส) กันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้หรือหนังลูกวัว (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)
  • ผลิตในประเทศ: สวิสเซอร์แลนด์
นาฬิกา World Time หน้าปัดแผนที่

จาก Patek Philippe ที่เปรียบเสมือนงานศิลปะบนข้อมือ ไปจนถึง Hermès ที่นำเสนอการเดินทางของเวลาในรูปแบบบทกวี นาฬิกาหน้าปัดแผนที่เหล่านี้ เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความหลงใหลในการเดินทาง การสำรวจ และงานฝีมืออันประณีตที่ไร้กาลเวลา ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมตัวยง หรือกำลังมองหานาฬิกาเรือนพิเศษที่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปกับคุณทุกที่ นาฬิกาในลิสต์ “Must-Have” นี้จะช่วยเติมเต็มความฝันในการท่องโลกกว้างของคุณได้อย่างแน่นอน ลองเลือกเรือนที่สะท้อนตัวตนและแรงบันดาลใจในการเดินทางของคุณมากที่สุด แล้วให้แผนที่โลกบนข้อมือของคุณเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่

และนาฬิกาทั้ง 5 เรือนนี้เป็นตัวแทนของความปรารถนาในการค้นพบโลกกว้าง และเป็นผลงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผ่านงานฝีมืออันไร้ที่ติบนหน้าปัดแผนที่ ฝากติดตามบทความอื่นๆ ของเรา และหวังว่าคุณจะได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางผ่านเรือนเวลาเหล่านี้ หากคุณชื่นชอบการสำรวจเรื่องราวเบื้องหลังนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ หรือต้องการค้นพบโลกแห่งเรือนเวลาในแง่มุมอื่นๆ

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
5 นาฬิกาเซรามิค เรือนเวลาแห่งความงามที่แฝงความทนทาน
Must-Have: เดินทางอย่างมีสไตล์กับ 5 นาฬิกาที่คู่ควรทุกจุดหมาย
Must-Have Pilot Watches | รวม 5 นาฬิกานักบินที่ควรมีในชีวิต

Wrist Check: ส่องลุค Jonathan Bailey กับ OMEGA Railmaster เมื่อความสง่างามแห่งเวลาโคจรพบไดโนเสาร์ใน Jurassic World Rebirth

เจาะลึกเรือนเวลาคู่ใจ OMEGA Railmaster ของ Jonathan Bailey ในบทบาทนักบรรพชีวินวิทยาผู้เปี่ยมสไตล์ ทั้งในจอและบนพรมแดง

ข่าวคราวในโลกแห่งเรือนเวลาเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเชื่อมโยงเข้ากับโลกแห่งภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ วันนี้ Revo ขอพาท่านมาสัมผัสเรื่องราวสุดพิเศษที่จะทำให้คอลเลกชันของคุณมีสีสันขึ้นอย่างแน่นอน

OMEGA Railmaster

เมื่อ Railmaster บุก Jurassic World: Rebirth…

เดือนกรกฎาคมนี้ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Jurassic World Rebirth จาก Universal Pictures และ Amblin Entertainment ได้ฤกษ์เปิดม่านสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกอีกครั้ง พร้อมการกลับมาของเหล่าไดโนเสาร์ขนาดยักษ์และการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการปรากฏตัวของ คุณโจนาธาน เบลีย์ (Jonathan Bailey) นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ ผู้เป็นที่รู้จักจากบทบาทอันโดดเด่นในซีรีส์ Bridgerton และภาพยนตร์มิวสิคัลฟอร์มยักษ์ Wicked ในฐานะ Friend of the Brand ของ OMEGA โดยเขารับบทเป็นนักบรรพชีวินวิทยา ดร.เฮนรี ลูมิส ซึ่งในบทบาทนี้เอง เราจะได้เห็นเรือนเวลาสุดคลาสสิกที่ประดับอยู่บนข้อมือของเขา ทั้งในฉากภาพยนตร์และบนพรมแดงงานเปิดตัวสุดหรู

Railmaster กับความสง่างามที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อผู้ทรงภูมิ

เรือนเวลาที่ดร. ลูมิส เลือกสวมใส่ในภาพยนตร์นั้นไม่ใช่เพียงนาฬิกาทั่วไป หากแต่เป็น OMEGA Railmaster ขนาด 38 มม. (Ref. 220.10.38.20.01.002) ซึ่งเป็นรุ่นที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของการเปิดตัว Railmaster รุ่นแรกในปี 1957 นาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นในรูปแบบวินเทจอันเป็นเอกลักษณ์ และเป็นหนึ่งใน ลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 3,557 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ตัวเรือนรังสรรค์จากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer อันเที่ยงตรง และมาพร้อมหน้าปัดสีดำสนิท ซึ่งดร. ลูมิสได้เลือกจับคู่กับสายหนังสีน้ำตาล พร้อมหัวเข็มขัดประทับตรา OMEGA ที่เผยให้เห็นรสนิยมอันพิถีพิถันได้อย่างลงตัว

หากพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครและเรือนเวลา จะเห็นได้ว่าการเลือก Railmaster นั้นเป็นไปอย่างชาญฉลาด ด้วยนวัตกรรมป้องกันสนามแม่เหล็กที่โดดเด่น Railmaster รุ่นดั้งเดิมจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีสนามไฟฟ้าสูง ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของดร. ลูมิส ที่เป็นทั้งนักวิชาการผู้เปี่ยมด้วยความรู้ และนักผจญภัยผู้กล้าหาญได้อย่างสมบูรณ์แบบ

OMEGA Railmaster

สไตล์อันไร้ที่ติบนพรมแดง

นอกเหนือจากการปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ คุณโจนาธาน เบลีย์ยังคงรักษาความเชื่อมโยงกับ Railmaster อย่างต่อเนื่องบนพรมแดงงานปฐมทัศน์ของ Jurassic World Rebirth โดยเขาได้สวมใส่ Railmaster หลากหลายรุ่นจากคอลเลกชันใหม่ล่าสุด (Ref. 23512382006001 และ 23512382013001) ซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2025 นาฬิกาขนาด 38 มม. ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเหล่านี้มาพร้อมสายหนัง และมีตัวเลือกหน้าปัดสีเทาหรือสีเบจที่ไล่เฉดสีดำได้อย่างงดงาม ด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความประณีต ขนาดที่ลงตัว และการออกแบบที่หรูหรา ทั้งหมดนี้สะท้อนรสนิยมอันโดดเด่นและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของคุณโจนาธาน เบลีย์ได้อย่างไร้ที่ติ

OMEGA Railmaster
เบอร์ลิน, เยอรมนี – 18 มิถุนายน 2025: โจนาธาน เบลีย์ เข้าร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ “Jurassic World Rebirth” (Die Wiedergeburt) รอบปฐมทัศน์ ที่โรงภาพยนตร์ Zoo Palast เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 ในกรุงเบอร์ลิน, เยอรมนี (ภาพโดย Tristar Media/WireImage)

การปรากฏตัวของ Railmaster ในภาพยนตร์และบนพรมแดงครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการตอกย้ำถึงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของเรือนเวลารุ่นนี้เท่านั้น และยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในแก่นแท้ของสไตล์ ที่สามารถผสมผสานความรู้เชิงลึกด้านประวัติศาสตร์และนวัตกรรมเข้ากับความสง่างามร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับการจับคู่ที่น่าสนใจนี้บ้าง? และหากเป็นคุณ จะเลือกรุ่นใดจากคอลเลกชัน Railmaster เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพที่โดดเด่น?

OMEGA Railmaster
ข้อมูลทางเทคนิค
OMEGA Railmaster (รุ่นคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่สวมใส่บนพรมแดง)
  • ชื่อรุ่น: Railmaster (คอลเลกชันใหม่ล่าสุด)
  • รหัสรุ่น: 23512382006001 และ 23512382013001
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม.
  • หน้าปัด: สีเทา หรือ สีเบจ ไล่เฉดสีดำ
  • กลไก: กลไก OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8804 ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที)
  • สาย: สายหนัง
ข้อมูลทางเทคนิค
OMEGA Railmaster (รุ่นที่ปรากฏในภาพยนตร์)
  • ชื่อรุ่น: Railmaster (รุ่นฉลองครบรอบ 60 ปี)
  • รหัสรุ่น: 220.10.38.20.01.002
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม.
  • หน้าปัด: สีดำ
  • กลไก: Co-Axial Master Chronometer
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที)
  • สาย: สายหนังสีน้ำตาล พร้อมหัวเข็มขัดประดับตรา OMEGA (รหัส 032CUZ006676)
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชั่น 3,557 เรือน
OMEGA Railmaster

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
OMEGA Seamaster Diver 300M
สัมผัสตำนานจักรวาลบนข้อมือ OMEGA Speedmaster Moonphase Meteorite

Up Close With Episode 3 | เผยเสน่ห์สไตล์สปอร์ตไปพร้อมกับ Grand Seiko Sport Collection SBGJ237

0

รายการ Up Close With Episode 3 พร้อมเผยเสน่ห์สไตล์สปอร์ตของ Grand Seiko Sport Collection SBGJ237 อย่างทั่วถึง เริ่มด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 44.2 มม.

กระจกแซฟไฟร์คริสตัลแบบโค้งคู่ เคลือบป้องกันแสงสะท้อน หน้าปัดแสดงความประณีตผ่านสีน้ำมิทไนท์บลู และขอบที่ทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัด 24 ชั่วโมงแบบหมุนได้ ที่ทำงานร่วมกับเข็ม GMT สีขาว ทำให้สามารถแสดงเวลาได้พร้อมกันถึงสามไทม์โซนในคราวเดียว เม็ดมะยมแบบเกลียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำได้ถึงระดับ 200 เมตร ภายในขับเคลื่อนด้วย Caliber 9S85 ปิดท้ายด้วยฝาหลังแสดงความสง่าของตราสัญลักษณ์สิงโต บ่งบอกถึงคุณภาพและความมุ่งมั่นของ Grand Seiko เสมอมา

รับชมรายการ Up Close With ได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand
และช่องทางอื่นๆ

➡️ Follow us on Instagram – /revowatchthai/
➡️ Find us on Facebook – /RevoWatchThai/
➡️ Read more on our website – https://revolutionthailand.com/

The Collector’s Perspective EP.6 | เปิดมุมมองของนักออกแบบผ่านคอลเลกชันนาฬิกาของ คุณจักร จุลเกียรติ

The Collector’s Perspective EP.6 เปิดทุกมุมมองของนักออกแบบและนักสะสมผ่านคอลเลกชันเรือนเวลาของ คุณจักร จุลเกียรติ ผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียดีไซน์มากว่าสองทศวรรษ

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเขาให้มากยิ่งขึ้นผ่านรายการ The Collector’s Perspective Episode 6 พร้อมเจาะลึกแนวคิดและมุมมองในฐานะผู้นำด้านการออกแบบผู้มีความหลงใหลในเรือนเวลา เพราะมากกว่าเครื่องบอกเวลา สำหรับเขาแล้วเรือนเวลายังบอกเล่าถึงวิวัฒนาการด้านการดีไซน์ กลไกอันซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือ คุณค่าทางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

รับชมรายการเต็มของ The Collector’s Perspective ได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand รวมถึงสามารถติดตามบทสัมภาษณ์และรูปภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟของคุณจักรได้ในเล่ม REVOLUTION THAILAND ISSUE 02 เร็ว ๆ นี้

อ่านบทความฉบับเต็มเพื่อเจาะลึกมุมมองของนักสะสมท่านอื่นได้ที่ https://revolutionthailand.com/the-co…
รับชมรายการเต็มได้ในวันเสาร์ ทาง YouTube และติดตามคอนเทนต์น่าสนใจเพิ่มเติมของ REVOLUTION THAILAND ได้ที่:
➡️ Instagram: instagram.com/revowatchthai
➡️ Facebook: facebook.com/RevoWatchThai
➡️ Website: revolutionthailand.com

Video BY: มะกัน

เผยปริศนานาฬิกาคู่ใจของปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินอัจฉริยะผู้พลิกวงการ

จากภาพวาดสู่ข้อมือ…เรื่องราวเบื้องหลังนาฬิกาของปิกัสโซ

WORDS: James Sherwood . Jul 11, 2025
แปลและเรียบเรียง: Chakhriya

โลกศิลปะในศตวรรษที่ 20 คงไม่สมบูรณ์หากไร้ชื่อของ ปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินผู้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ด้วยอาชีพที่ยาวนานถึงเจ็ดทศวรรษ เขากลายเป็นจิตรกรที่ทั่วโลกต่างหมายปองในยุคใหม่นี้

“That fucking Picasso,” แจ็กสัน พอลล็อก ศิลปินแนว Abstract Expressionism เคยเปรยไว้แบบติดตลก “เขาสร้างสรรค์ไปเสียทุกอย่างแล้ว” เมื่อบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ผู้นี้จากไปในวัย 91 ปี เมื่อปี 1973 เขาทิ้งผลงานไว้มากมายมหาศาล จนได้รับการขนานนามว่าเป็นศิลปินที่สร้างผลงานได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนภาพวาดกว่า 13,500 ชิ้น, ภาพพิมพ์และภาพแกะสลัก 100,000 ชิ้น, ภาพประกอบ 34,000 ชิ้น ยังไม่รวมประติมากรรมและเครื่องเซรามิกอีกมากมาย

ภาพประวัติศาสตร์: Women of Algiers ของปิกัสโซ สร้างสถิติโลกด้วยการประมูล 179 ล้านดอลลาร์ในปี 2015

ลองจินตนาการดูสิว่าผลงานของเขามีค่าเพียงใด ในปี 2015 Christie’s สร้างสถิติโลกด้วยการประมูลภาพ “Women of Algiers” ของปาโบล ปิกัสโซในนิวยอร์กด้วยมูลค่าสูงถึง 179 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาจมีบางคนแอบกะพริบตาด้วยความสงสัยว่าเหตุใดตลาดนักสะสมงานศิลปะทั่วโลกจึงยกให้ปิกัสโซเป็นสินค้าล้ำค่าที่สุด แต่ต้องยอมรับว่า การลงทุนในผลงานของปิกัสโซนั้นมั่นคงยิ่งกว่าทองคำ น้ำมัน หรือแม้กระทั่งเพชรเสียอีก

ผลงานชิ้นเอก The Women of Algiers ที่ปิกัสโซรังสรรค์ขึ้นในปี 1955

ความลับในโรงรถ นาฬิกาปริศนาที่หายไป

ความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในตลาดศิลปะเกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อมีการค้นพบชุดผลงานของปิกัสโซที่ไม่เคยมีการบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ที่โรงประมูล Blanchet et Associés ในปารีส คอลเลคชันนี้มาจากมรดกของ มอริซ แบรสซูว์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท็ดดี้” คนขับรถส่วนตัวของปิกัสโซ ผู้ที่ทำงานรับใช้ศิลปินชาวสเปนผู้นี้ตั้งแต่ปี 1967 ถึง 1973 แบรสซูว์เสียชีวิตในปี 1991 และทายาทของเขาอ้างว่าพบผลงาน 271 ชิ้นในโรงรถของคนขับ ซึ่งทั้งหมดเป็น “ของขวัญจากศิลปิน”

ทายาทผู้ดูแลมรดก: ครอบครัวปิกัสโซ จากซ้ายไปขวา มายา, พาโลมา, แบร์นาร์ด (หลานชาย), คริสติน (ภรรยาของเปาโล ปิกัสโซ) และโคล้ด
ภาพหาดูยาก: ปาโบล ปิกัสโซ สวมนาฬิกาหน้าปัดพิเศษที่สลักชื่อเขา ในปี 1966

แน่นอนว่า กองมรดกปาโบล ปิกัสโซ ได้สั่งระงับการขายทันที โดยสันนิษฐานว่าได้รับการร้องขอจากทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ของเขา ได้แก่ ลูกสาว พาโลมา และ มายา รวมถึงลูกชาย โคล้ด แต่สำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวยง แคตตาล็อกของปิกัสโซที่หลุดออกมานั้นได้เผยให้เห็นสมบัติล้ำค่าสองชิ้นที่กลับหายไปจากสายตาสาธารณะอีกครั้ง

แม้ว่านาฬิกาทั้งสองเรือนจะไม่มีการเซ็นชื่อให้เห็นเด่นชัด แต่ตัวเลขอารบิกที่เรียงรายอยู่รอบหน้าปัดเคลือบวงกลมนั้น ถอดความออกมาเป็นตัวอักษรสิบสองตัวที่สะกดชื่อ “PABLO PICASSO” อย่างชัดเจน เรือนหนึ่งเป็นตัวเรือนทองสีเหลืองจับคู่กับสายหนังจระเข้สีแทน ส่วนอีกเรือนเป็นสเตนเลสสตีลพร้อมสายหนังสีดำ

นาฬิกาทั้งสองเรือนนี้ถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบัน และเราทราบจากภาพถ่ายสตูดิโอหลายภาพในช่วงบั้นปลายชีวิตของปิกัสโซว่า เขาไม่เคยถอดนาฬิกาออกเลยขณะวาดภาพ นั่นทำให้นาฬิกาสองเรือนนี้มีค่าประเมินมิได้สำหรับนักสะสมงานศิลปะ ไม่ต่างอะไรกับของล้ำค่าที่นักล่าสมบัติผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาตามหา

นาฬิกาตัวเรือนทองสีเหลืองของปิกัสโซมาพร้อมตัวอักษรสีดำที่เขียนด้วยมือในฟอนต์ Granjon ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี 1928 ส่วนตัวอักษรบนนาฬิกาสเตนเลสสตีลนั้นเป็นรูปแบบที่มาก่อนฟอนต์ Gotham แบบขยาย แต่ไม่ว่าจะเป็นฟอนต์หรือข้อความ “19 JEWELS” บนนาฬิกาทองของปิกัสโซ ก็ไม่ได้ให้เบาะแสเกี่ยวกับวันผลิตหรือประวัติแบรนด์ที่ชัดเจน

นาฬิกาสุดหายาก: เรือนเวลาหน้าปัดสลักชื่อปิกัสโซ ที่เคยถูกนำออกประมูลในปี 2010 ก่อนจะถูกระงับการขายไป

นาฬิกาหรูที่ซ่อนเร้น ความหลงใหลในเรือนเวลาของปิกัสโซ

อย่างไรก็ตาม เราทราบดีว่าปิกัสโซนั้นมีคอลเลคชันนาฬิกาข้อมือชั้นดีอยู่ไม่น้อย ในปี 1954 ยูซุฟ คาร์ช ช่างภาพชื่อดัง ได้จับภาพศิลปินผู้นี้ขณะสวมนาฬิกาที่ภายหลังระบุได้ว่าเป็น Jaeger-LeCoultre Triple Date Moonphase นอกจากนี้ เขายังสวม Rolex GMT-Master ตัวเรือนสเตนเลสสตีลในภาพถ่ายอันโด่งดังปี 1960 โดย Eddy Novarro ซึ่งแสดงให้เห็นศิลปินสวมหมวกขนนกอินเดียนแดงที่ได้รับเป็นของขวัญจากแกรี คูเปอร์ พระเอกภาพยนตร์คาวบอยชื่อดัง

หนึ่งในเรือนโปรด: ปิกัสโซ สวมนาฬิกา Jaeger-LeCoultre Triple Date Moonphase ในภาพถ่ายอันโด่งดัง

เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยที่จิตรกรผู้สร้างสรรค์ “Demoiselles d’Avignon” (1907) และผลงานชิ้นเอกต่อต้านสงครามอย่าง “Guernica” (1937) ซึ่งเป็นการประท้วงความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองสเปน กลับมีความหลงใหลในสิ่งของฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต แม้เขาจะเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ปิกัสโซกลับชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบชนชั้นสูง

ในปี 1919 ขณะที่เขาอยู่ในลอนดอนเพื่อวาดฉากและม่านหลังสำหรับการแสดง “The Three-Cornered Hat” ของคณะ Ballets Russes โดย Serge Diaghilev เขากับภรรยานักบัลเลต์ ออลก้า คอคลอวา ได้เข้าพักที่โรงแรม Savoy ปิกัสโซยังโน้มน้าวให้นักวิจารณ์จาก Bloomsbury Group อย่าง Clive Bell พาไปที่ Savile Row เพื่อตัดชุดสูทสั่งตัดจาก Anderson & Sheppard และไปที่ James Lock & Co. บนถนน St James’s Street เพื่อซื้อหมวกทรงโบว์เลอร์สีดำ

จุดเปลี่ยนแห่งยุค: Les Demoiselles d’Avignon ผลงานปฏิวัติวงการศิลปะของปิกัสโซ ในปี 1907

แม้ปิกัสโซจะได้รับการยกย่องในวงการศิลปะหลังจากผลงาน “Demoiselles” ซึ่งครั้งหนึ่ง Henri Matisse อาจารย์ของเขาเคยกล่าวถึงว่า “เขาคือโจรผู้ซุ่มซ่อน” แต่ศิลปินผู้นี้ก็ประสบความสำเร็จทั้งในเชิงพาณิชย์และคำวิจารณ์ เมื่อเขาและจอร์จ บราก ได้ปลดปล่อยแนวคิดคิวบิสม์สู่โลกศิลปะปารีสในปี 1907 ปาโบล ปิกัสโซเป็นศิลปินที่หาได้ยากยิ่งที่ร่ำรวยในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แทนที่จะเป็นหลังเสียชีวิต

นาฬิกา Jaeger-LeCoultre, Rolex และนาฬิกาที่สลักชื่อเฉพาะตัวที่ได้กล่าวถึงไปนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในคอลเลคชันของเขาที่มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายปรากฏ และไม่มีนาฬิกาเรือนใดปรากฏในตลาดรองเลย นั่นทำให้นาฬิกาที่มีประวัติที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากปาโบลผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็นความฝันของนักสะสมอย่างแท้จริง

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Jean-Pierre Hagmann จิตวิญญาณแห่งช่างทำเรือนนาฬิกาผู้ไร้เทียมทาน
Revolution’s Most Influential Brand Leaders Women in Watchmaking: เมื่อสตรีเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ตำนานบทใหม่บนข้อมือ เมื่อ Atlas Watch จาก Tiffany & Co. กลับมาพร้อมความล้ำค่าที่เดินด้วยระบบอัตโนมัติ

เมื่อเวลาถูกขับเคลื่อนด้วยความสง่างาม Atlas Watch โฉมใหม่จาก Tiffany & Co.

คุณเคยยืนอยู่ใจกลางมหานครนิวยอร์ก แล้วสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไม่เคยหยุดนิ่งไหม? ทุกนาทีมีค่า ทุกการเคลื่อนไหวมีความหมาย นั่นแหละคือ “New York Minute” ที่ Tiffany & Co. เข้าใจเป็นอย่างดี และในวันนี้ แบรนด์ได้นำนาฬิกา Atlas Watch กลับมาอีกครั้ง เพื่อตอบโจทย์จังหวะชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยคุณค่าในแบบฉบับปี 2025

เรื่องราวของ Atlas Watch ไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเรือนนาฬิกา แต่ย้อนกลับไปในปี 1853 เมื่อ ชาร์ลส์ ลูอิส ทิฟฟานี่ ผู้ก่อตั้งแบรนด์อัญมณีระดับโลก ได้ติดตั้งนาฬิกาเรือนมหึมาเหนือประตูทางเข้าของร้านบนถนนบรอดเวย์ แน่นอนว่าตัวนาฬิกาเองก็สวยงามตามแบบฉบับคลาสสิก ด้วยเลขอารบิกและเข็มนาฬิกาที่วิจิตรบรรจง แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนิวยอร์กอย่างแท้จริงคือ เทพแอทลาส ผู้แบกโลกตามตำนานเทพปกรณัม ที่กำลังทำหน้าที่แบกรับนาฬิกาเรือนยักษ์นี้ไว้บนบ่า

The Tiffany & Co. Atlas Clock in 1940
ย้อนวันวานสู่ปี 1940 เทพแอทลาสยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ณ ฟิฟท์อเวนิว สัญลักษณ์แห่งเวลาและตำนานของ Tiffany & Co. ที่ยังคงส่องประกายมาจนถึงทุกวันนี้

ในโลกของ Tiffany & Co. แอทลาสไม่ได้แบกโลก เขากำลังดูแล “เวลา” และนั่นทำให้ประติมากรรมชิ้นนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะย้ายมาประจำการ ณ ร้านบนถนนฟิฟท์อเวนิวในปี 1940 และยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความสำคัญและเรื่องราวที่ยาวนานของนาฬิกาแห่งไททันเรือนนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะเป็นแรงบันดาลใจอันไม่สิ้นสุดให้กับ Tiffany & Co. มาโดยตลอด และล่าสุดคือการตีความ Atlas Watch ขึ้นมาใหม่ ในสามขนาดและเจ็ดเวอร์ชันที่แตกต่างกัน เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

จากอดีตสู่ปัจจุบัน การเดินทางของ Atlas Watch

ก่อนที่จะดำดิ่งสู่รายละเอียดของ Atlas Watch โฉมใหม่นี้ ควรเล่าถึงการเดินทางของคอลเลคชันนี้สักเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาฬิกา Atlas ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาเรือนสำคัญนั้น ในยุค 80s เคยมีการนำเสนอในรูปแบบที่สะท้อนยุคสมัยนั้นอย่างชัดเจน ด้วยหน้าปัดที่เรียบง่ายและขอบหน้าปัดสลักเลขอารบิกแบบนูนต่ำ จากนั้นในช่วงกลางยุค 90s คอลเลคชันก็ได้รับการขยับขยาย โดยยังคงรักษาดีไซน์พื้นฐานเดิมไว้

The Tiffany & Co. Atlas Watch in 1983.
เมื่อตำนานถูกถ่ายทอดสู่ข้อมือ: Atlas Watch ในปี 1983 กับดีไซน์ที่สะท้อนยุคสมัยอย่างชัดเจน ก่อนจะกลับมาพลิกโฉมอีกครั้งในวันนี้

รูปโฉมใหม่ที่ยังคงหัวใจเดิม Atlas Watch 2025

มาถึงวันนี้ Atlas Watch โฉมใหม่ปี 2025 ได้นำเอาเสน่ห์ดั้งเดิมมาผสมผสานเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว หัวใจสำคัญของ Atlas คือ เลขอารบิก ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ได้ถูกย้ายมาอยู่บนหน้าปัด แต่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างมีสไตล์ โดยเว้าลึกเข้าไปในวงแหวนด้านนอกที่กว้างขวางล้อมรอบส่วนกลางของหน้าปัด ทำให้เกิดมิติและความลึกที่น่าสนใจ

สำหรับขนาดของตัวเรือน มีให้เลือกถึง 3 ขนาด ได้แก่ 29 มม. ถัดมาคือขนาด 34 มม. และ 38 มม. ทั้งหมดมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล รุ่นขนาดเล็กมีตัวเลือกขอบหน้าปัดประดับเพชรให้เลือกด้วย และทุกรุ่นมาพร้อมกับสายนาฬิกาแบบ Integrated Bracelet ที่ผสานเข้ากับตัวเรือนอย่างลงตัว โดยมีข้อต่อด้านในเป็นแบบขัดเงา

ในด้านกลไกการทำงาน รุ่นที่เล็กที่สุดขับเคลื่อนด้วยกลไกโซลาร์จาก La Joux-Perret ส่วนรุ่นอื่นๆ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มาพร้อมกับ กลไกอัตโนมัติ Swiss-made มั่นใจได้ในเรื่องความเที่ยงตรงและประสิทธิภาพการทำงาน และยังทนทานต่อแรงดันน้ำได้ถึง 100 เมตรอีกด้วย เมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติเหล่านี้ Atlas Watch จึงเป็นนาฬิกาที่แข็งแกร่งและน่าสนใจสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าสำหรับหลายๆ คน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิการุ่นนี้คงหนีไม่พ้น หน้าปัด แม้จะมีตัวเลือกหน้าปัดสีเงินที่ดูสุภาพ แต่ถ้ากำลังมองหานาฬิกาจาก Tiffany & Co. จริงๆ แล้วล่ะก็ หน้าปัดสี Tiffany Blue อันเป็นเอกลักษณ์ คือสิ่งที่ต้องมี เป็นสีที่เลียนแบบกันมากมาย แต่ไม่เคยมีใครทำได้ดีเท่าต้นฉบับเลยจริงๆ

ดูเหมือนว่า Tiffany & Co. ภายใต้การบริหารของ LVMH เพิ่งเริ่มต้นการเดินทางในโลกแห่งนาฬิกาอย่างจริงจัง แต่สัญญาณแรกๆ ที่ได้เห็นนั้นช่างน่าตื่นตาตื่นใจและเปี่ยมไปด้วยศักยภาพจริงๆ แล้วสำหรับคุณผู้อ่านคิดว่า Atlas Watch โฉมใหม่นี้ จะกลายมาเป็นอีกหนึ่งไอคอนบนข้อมือในแบบฉบับของคุณได้หรือไม่?

ข้อมูลทางเทคนิค
Tiffany & Co. Atlas Watch (2025)
  • ชื่อรุ่น: Tiffany & Co. Atlas Watch
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล มีให้เลือก 3 ขนาด (29 มม., 34 มม., 38 มม.) โดยรุ่นขนาดเล็กมีตัวเลือกขอบหน้าปัดประดับเพชร
  • หน้าปัด: ดีไซน์เลขอารบิกแบบเว้าลึกในวงแหวนรอบนอก มีทั้งหน้าปัดสีเงิน และสี Tiffany Blue อันเป็นเอกลักษณ์
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง, นาที, วินาที), กันน้ำลึก 100 เมตร เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • กลไก: รุ่น 29 มม. กลไกโซลาร์ La Joux-Perre ส่วนรุ่น 34 มม. และ 38 มม. มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ Swiss-made (Automatic)
  • สาย: Integrated Bracelet ทำจากสเตนเลสสตีล พร้อมข้อต่อด้านในแบบขัดเงา

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
เมื่อหมู่ดาวพร่างพราวบนข้อมือ Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to The Celestial
Cartier Panthère Jewellery Watch เมื่อสถาปัตยกรรมแห่งเวลาถูกรังสรรค์ให้มีชีวิต

Bell & Ross รังสรรค์เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผสานกลไกซับซ้อนเข้ากับความงามสง่าของเซรามิกสีดำ

งานฝีมือแห่งแสงและเงาบนข้อมือ Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition 500 เรือน

Bell & Ross กลับมาอีกครั้งพร้อมนาฬิการุ่นพิเศษ BR-05 Skeleton Phantom Ceramic ที่มีจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนและสายผลิตจากเซรามิกสีดำล้วน ราวกับซ่อนตัวในเงามืดแต่กลับเต็มไปด้วยความสง่างามและพลังแห่งดีไซน์ร่วมสมัย โดยนาฬิการุ่นนี้เชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจจากโลกการบินล้ำยุค ศิลปะร่วมสมัย และแนวคิดโมเดิร์นนิสต์ได้อย่างลงตัว

Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition

ดีไซน์ที่บอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัย

ถ้าจะพูดถึง BR-05 ในปีนี้ ตัว Skeleton Phantom Ceramic เป็นบทสรุปของการเดินทางทางดีไซน์ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ 2019 นาฬิกาที่สวมใส่ได้ในเมืองใหญ่ และยังเต็มเปี่ยมด้วยความปราดเปรียวและฟังก์ชันการใช้งาน จากการผสมผสานรูปทรง “วงกลมในกรอบสี่เหลี่ยม” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องมือในห้องนักบินสมัยใหม่ สายและตัวเรือนกลายเป็นหนึ่งเดียวในงานออกแบบที่ชวนให้นึกถึงนาฬิกายุค 70s ที่กลับมาสร้างความสดใหม่อีกครั้ง

บรูโน เบลามิช ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Bell & Ross เล่าว่า “การรวมกันของตัวเรือนและสายแบบบิลต์อินนี้เป็นการต่อยอดสไตล์ที่เกิดขึ้นในยุค 70s แต่มาในเสื้อผ้าของ Bell & Ross ที่ทันสมัยและชัดเจน”

นาฬิกาเรือนนี้จึงเหมือนกับบทสนทนาที่บอกว่า คุณสามารถโดดเด่นได้โดยไม่ต้องเสียงดัง

แรงบันดาลใจจากเครื่องบินล่องหนและศิลปะร่วมสมัย

สีดำทั้งเรือนไม่ได้มาเล่นๆ เรื่อนนี้มีจิตวิญญาณของ Phantom ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของ Bell & Ross ตั้งแต่ปี 2007 โดยมีต้นแบบจากเครื่องบินสอดแนมล่องหน (Stealth Aircraft) และศิลปะสมัยใหม่ที่ชวนให้เราไตร่ตรองเรื่องแสงและเงา

เบลามิชชี้ว่า ศิลปินยุคโมเดิร์นอย่าง Pierre Soulages, Richard Serra, Mark Rothko หรือ Jackson Pollock ต่างก็ทดลองสื่อสารผ่านสีดำและการจัดวางแสงที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าใบ เหมือนวิศวกรเครื่องบินที่ออกแบบให้วัตถุ “หายไป” ในแสงน้อย นี่จึงเป็นเครื่องประดับยุคใหม่ที่รังสรรค์ความเป็นเมืองในตัวมันเอง

Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition
Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition

หน้าปัดเทคนิคแสนลึกลับและโปร่งใส

มาดูกันที่ตัวหน้าปัดของ BR-05 Skeleton Phantom Ceramic ที่ถือว่าเป็นความท้าทายของดีไซน์ ด้วยแผ่นแซฟไฟร์สีดำโปร่งใสที่เผยให้เห็นกลไกที่ผ่านการขัดแต่งอย่างพิถีพิถันของเครื่อง Skeleton ที่ชุบโรเดียม

วัสดุ Super-LumiNova® สีดำที่เติมเต็มตัวบอกเวลานั้นดูเหมือนจะหลบอยู่ในแสงวัน และเมื่อความมืดเข้ามาเยือนก็เผยแสงสีเขียวที่เพิ่มมิติทางเทคนิคให้กับนาฬิกา โดยมีเข็มวินาทีที่ชุบโรเดียมไว้เป็นจุดตัดที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ผลลัพธ์ที่ได้คือ หน้าปัดที่ไม่ทิ้งมาตรฐานความชัดเจนของ Bell & Ross แม้จะเล่นกับความมืดและแสงในรูปแบบใหม่

ศิลปะของการสเกเลตัน  เบาแต่ทรงพลัง

การสเกเลตันในวงการนาฬิกาคือศาสตร์ที่ผสมผสานความประณีตกับความแข็งแกร่ง ทีมช่าง Bell & Ross ได้คัดสรรและตกแต่งชิ้นส่วนภายในอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาประสิทธิภาพและความทนทานของเครื่อง ทำให้นาฬิกามีน้ำหนักเบาและโปร่งใส

กลไก BR-CAL.322-1 ที่ทำงานอัตโนมัติ สามารถสำรองพลังงานได้ 54 ชั่วโมง และเดินด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) นอกจากจะเห็นกลไกผ่านหน้าปัดแล้ว ด้านหลังยังใช้แซฟไฟร์เคสแบ็กโปร่งใสโชว์โรเตอร์สีดำหมุน 360 องศา ซึ่งถ่ายทอดความพิถีพิถันในทุกมุมมอง

Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition
Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition

วัสดุเซรามิก เทคโนโลยีและความงามที่ทนทาน

การเลือกใช้เซรามิกสีดำที่ใช้กับตัวเรือนและสาย เป็นมากกว่าความสวยงาม เพราะทำจากวัสดุที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ทนต่อรอยขีดข่วนและการกัดกร่อน อีกทั้งยังเบากว่าเหล็กและเหมาะกับผิวแพ้ง่าย

Bell & Ross มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลิตเซรามิกที่ขัดแต่งได้ทั้งแบบเงาและด้านอย่างสมบูรณ์แบบ พื้นผิวที่ขัดด้านผสานกับแสงที่สะท้อนบนผิวเซรามิก สร้างบรรยากาศลึกลับแต่หรูหรา พร้อมด้วยสกรูขัดเงาและขอบตัวเรือนที่เพิ่มรายละเอียดและความรู้สึกมีมิติ ขนาดตัวเรือน 41 มิลลิเมตรถูกตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เกิดสัดส่วนที่สมดุลและไม่ทับถมความดำที่ลึกเกินไป พร้อมความสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร

BR-05 Skeleton Phantom Ceramic เป็นผลงานที่บอกเล่าเรื่องราวของนาฬิกาในยุคสมัยใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ รวมเอาศิลปะ วิศวกรรม และวัสดุล้ำยุคมาไว้ในเรือนเดียว ด้วยการออกแบบที่ใส่ใจในรายละเอียดและการใช้งานจริงสำหรับคนเมืองที่ต้องการนาฬิกาไม่ซ้ำใคร รวมถึงยังคงความเรียบหรูและสง่างามในแบบของ Bell & Ross

รุ่นลิมิเต็ดนี้มีเพียง 500 เรือน และถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าความเงียบขรึมและความลึกลับ สามารถสร้างความโดดเด่นในแบบที่ไม่ต้องตะโกน

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-05 Skeleton Phantom Ceramic

สายนาฬิกา: เซรามิกสีดำ หรือ ยางสีดำ ตัวล็อกแบบบานพับ สเตนเลสสตีลขัดเงาและซาติน เคลือบ PVD สีดำ

กลไก: Caliber BR-CAL.322-1. ระบบไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง

กระจกหน้าปัด: แซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน

ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที

การกันน้ำ: 100 เมตร

ตัวเรือน: กว้าง 41 มม. หนา 11.2 มม. เซรามิกขัดเงาและซาติน เม็ดมะยมแบบขันเกลียว พร้อมที่ครอบเม็ดมะยม ฝาหลังแซฟไฟร์พร้อมโรเตอร์ 360°

หน้าปัด: แบบสเกเลตัน พร้อมแผ่นโปร่งใสย้อมสีดำ และกลไกชุบโรเดียม หลักชั่วโมงแบบนูนเคลือบ Super-LumiNova® สีเทา (เรืองแสงสีเขียว) เข็มชั่วโมงและนาทีแบบสเกเลตันเคลือบ Super-LumiNova® สีเทา (เรืองแสงสีเขียว) เข็มวินาทีชุบโรเดียม

Bell & Ross เผยโฉม BR-05 Skeleton Phantom Ceramic Limited Edition

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
เมื่อหมู่ดาวพร่างพราวบนข้อมือ Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to The Celestial
Cartier Panthère Jewellery Watch เมื่อสถาปัตยกรรมแห่งเวลาถูกรังสรรค์ให้มีชีวิต

ทำความรู้จัก De Bethune ผ่านเฉดสีน้ำเงินที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์นาฬิกาอิสระจากเมือง L’Auberson

หากลองสังเกตเทรนด์สีของนาฬิกาที่เปิดตัวใหม่ในปี 2025 นี้ จะเห็นได้ชัดว่า โทนสีเย็นตาอย่างสีฟ้าไปจนถึงสีน้ำเงินหลากเฉดกลายเป็นเฉดสีที่แบรนด์นาฬิกาชั้นนำต่างเลือกนำเสนอในคอลเลกชันของตัวเอง แต่ยังมีแบรนด์นาฬิกาอิสระที่ยึดมั่นในโทนสีน้ำเงินให้แสดงตัวตนของแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นก็คือ De Bethune แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิส ที่ก่อตั้งโดยช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์อย่าง Denis Flageollet  ณ เมือง L’Auberson ตั้งแต่ปี 2002  ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านดีไซน์ และล้ำเลิศด้านกลไก ความสำเร็จของ De Bethune ยังเกิดขึ้นได้จากวิสัยทัศน์ในการบริหารของอดีต CEO มือฉมังอย่าง Pierre Jacques ที่ปลุกปั้นให้แบรนด์นาฬิกาอิสระแบรนด์นี้กลายเป็นแบรนด์นาฬิกาอิสระที่น่าจับตามองขึ้นมาได้

และนี่คือที่มาของเรือนเวลาเฉดสีน้ำเงินเฉพาะตัวของ De Bethune ที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่นจนไม่อาจละสายตาได้ 

ไทเทเนียมสีน้ำเงิน – ผลลัพธ์แห่งการก้าวข้ามข้อจำกัดทางวัสดุ

กว่าจะได้เฉดสีที่บ่งบอกตัวตนได้อย่างไม่ง้อโลโก้แบรนด์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ทาง De Bethune ทำได้ผ่านการคิดค้นวัสดุอันแกร่งกล้าอย่างไทเทเนียมสีน้ำเงินทำให้ De Bethune ได้เป็นเจ้าของเฉดสีน้ำเงินในแบบฉบับของตัวเอง เดิมทีวัสดุโลหะเฉดสีน้ำเงินสามารถทำได้บนเหล็กกล้า (steel) และเหล็ก (iron) เท่านั้น แต่ข้อจำกัดดังกล่าวถูกทะลายลงเมื่อ De Bethune สามารถค้นคว้าวิจัยในการทำให้เกิดไทเทเนียมสีน้ำเงินขึ้นสำเร็จในปี 2006 โดยการใช้เทคนิคการนำไปผ่านความร้อนอย่างแผ่วเบาจนกว่าวัสดุจะเกิดการออกซิเดชันจนกระทั่งเปลี่ยนสี 

แผ่นหน้าปัดทำจากไทเทเนียมสีน้ำเงิน

สำหรับบาลานซ์วีล ขานาฬิกาแบบลอยตัว หน้าปัด และองค์ประกอบอื่นๆ กระบวนการทำให้เกิดสีน้ำเงินครามที่มีความเฉพาะตัวสูงนี้เริ่มจากการขัดผิววัสดุจนขึ้นเงา ก่อนจะนำไปตัดแต่งและทำความสะอาด แล้วจึงนำไปอบด้วยความร้อนอุณหภูมิ 700 องศาฯ เพื่อให้ไทเทเนียมเกิดการออกซิไดซ์จนกระทั่งกลายเป็นเฉดสีน้ำเงินอันงดงามน่าทึ่งไม่ซ้ำใคร

Blue Moon – วัสดุเรืองแสงสีน้ำเงินเข้ม

นอกจากไทเทเนียมสีน้ำเงินจะมอบเฉดสีอันมีเอกลักษณ์สูงให้กับ De Bethune แล้ว ทางแบรนด์ยังไม่หยุดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ได้เฉดสีน้ำเงินที่สมบูรณ์แบบสูงสุด กลายเป็นที่มาของ Blue Moon วัสดุเรืองแสงชนิดใหม่ที่มีส่วนผสมของคริสตัล ทำให้ได้อีกหนึ่งเฉดสีน้ำเงินที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับไทเทเนียมสีน้ำเงินตามแบบฉบับ De Bethune แต่ความแตกต่างคือ วัสดุเรืองแสงโทนสีพระจันทร์สีน้ำเงินที่ดูลึกลับสามารถเปล่งประกายภายในความมืดได้โดยยังให้ความสดเข้มเช่นเดียวกับในยามต้องแสงธรรมชาติในช่วงกลางวัน 

เฉดสีน้ำเงินคมเข้มที่มีความเฉพาะตัวสูงนี้กลายเป็นเฉดสีประจำแบรนด์ De Bethune ได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน ประกายสีน้ำเงินที่ตกกระทบแสงอาทิตย์หรือแสงไฟในยามค่ำคืนก็ยังคงเด่นชัดแบบไม่มีผิดเพี้ยน ด้วยวัสดุที่คิดค้นมาเพื่อถ่ายทอดสีน้ำเงินที่ ‘ใช่’ ในทุกสถานการณ์ทำให้โทนสีดังกล่าวขับเน้นตัวตนของ De Bethune ให้เปล่งประกายในแบบฉบับของตัวเอง   

เรือนเวลาสีน้ำเงินอันโดดเด่น

อันที่จริงแล้ว เฉดสีน้ำเงินเฉพาะตัวนี้ปรากฎอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ของเรือนเวลา De Bethune แทบทุกรุ่น แต่รุ่นเด่นที่ถ่ายทอดประกายสีน้ำเงินงามสง่าได้อย่างเต็มตาที่สุดย่อมเป็น DB28 Kind of Blue นาฬิกาที่บรรจุเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้หลายประการด้วยกัน 

  DB28 Kind of Blue

ส่วนที่โดดเด่นที่สุดแน่นอนว่า ย่อมเป็นตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 สีน้ำเงิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42.6 มม. ที่มาพร้อมขานาฬิกาแบบลอยตัว (floating lugs) ทำจากวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาเฉดสีเดียวกับตัวเรือน นอกจากจะสะดุดตาในสีที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของ De Bethune ขานาฬิกาแบบลอยตัวนี้ยังเป็นสิทธิบัตรเฉพาะอีกชิ้นหนึ่งของแบรนด์ นั่นยิ่งส่งเสริมให้ DB28 Kind of Blue เป็นตัวแทนความภาคภูมิใจของแบรนด์ที่ผลิตและออกแบบทุกชิ้นส่วนภายในโรงงานของตัวเอง 

เช่นเดียวกับหน้าปัดไทเทเนียมเกรด 5 สีน้ำเงิน ที่นอกจากสีสันของวัสดุจะเด่นสะดุดตาแล้ว การตกแต่งผิวด้วยลำแสงเลเซอร์ให้เป็นลวดลาย milky way เติมประกายด้วยเกล็ดทอง 24 กะรัต และฟังก์ชันมูนเฟสในรูปแบบดวงจันทร์ทรงกลมทำจากแพลลาเดียมและบลูสตีล ยังช่วยเติมเสน่ห์ให้ DB Kind of Blue ที่หน้าตาอาวองต์การ์ดอยู่แล้วเป็นทุนเดิมดูเสมือนงานศิลปะจากนอกโลก   

DB28 Kind of Blue Tourbillon

ความงามล้ำเลิศของ DB28 Kind of Blue ต่อยอดกลายมาเป็น DB28 Kind of Blue Tourbillon ที่ยังคงชูสีสันเฉพาะตัวของวัสดุอย่างเด่นชัด เสริมรายละเอียดที่แตกต่างกันเข้ามาอยากการตกแต่งพื้นผิวหน้าปัดที่เลือกตกแต่งลาย milky way เพียงบางส่วน และเครื่องหมายหลักชั่วโมงทำจากโรสโกลด์ก็มาในรูปแบบทรงกลมต่างจาก DB28 Kind of Blue ที่ใช้หลักชั่วโมงทำจากสตีลขัดเงา

กรงทูร์บิญองขนาดเพรียวบางเป็นพิเศษ De Bethune 30 ที่ปรากฏให้เห็นชัด ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แสดงความเป็นเลิศในความเที่ยงตรง นอกเหนือไปจากรูปลักษณ์ที่ชวนตื่นตะลึงอยู่เป็นทุนเดิม อีกทั้งเรือนเวลาสีน้ำเงินเงางามรุ่นนี้ยังขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ DB2019 ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ DB2115V4 


และด้วยความที่ซีรีส์ Kind of Blue ยืนหนึ่งในด้านสีสันของวัสดุที่อวดความเป็นเลิศของ De Bethune ได้ครบถ้วน เรือนเวลาสีน้ำเงินเงางามเลยยังคงได้มีภาคต่อในโมเดล DB28XP Kind of Blue ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาด 43 มม. ที่บางเพียงแค่ 8.5 มม. เท่านั้น ทำจากวัสดุไทเทเนียมสีน้ำเงินไมโครไลต์ที่ให้น้ำหนักเบาสูงสุด ประกอบ floating lugs วัสดุเดียวกันตลอดทั้งตัวเรือนยิ่งทำให้สีน้ำเงินเฉดสวยสะดุดตาโอบรับข้อมือได้กระชับยิ่งขึ้น

สอดแทรกสีสันที่บ่งบอกดีเอ็นเอของแบรนด์

มนตร์เสน่ห์สีน้ำเงินอันน่าค้นหาของ De Bethune แทรกซึมอยู่ในนาฬิกาแทบทุกรุ่น บางครั้งดีเอ็นเอนี้ไม่ต้องการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ทางแบรนด์จึงเลือกที่จะสอดแทรกเฉดสี De Bethune’s Blue ลงไปในสัดส่วนที่มาก/น้อยต่างกัน นับเป็นอีกทางเลือกในการแสดงตัวตนของ De Bethune ได้อย่างแยบยล เราขอนำเสนอนาฬิการุ่น Novelties ที่เพิ่งได้ไปรับชมในงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ  L’atelier by PMT The Hour Glass มาสกัดดีเอ็นเอสีน้ำเงินเฉดเฉพาะให้ชาว Revolution ได้ชมกันชัดๆ   

DB25 Monopusher Chronograph

เรียบง่ายแต่สามารถเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดีคงต้องเป็น DB25 Monopusher Chronograph เรือนเวลาที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน Watches & Wonders ครั้งล่าสุด แท้จริงแล้วรุ่นนี้โดดเด่นด้วยฟังก์ชันโครโนกราฟที่ควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียวที่ติดตั้งมาพร้อมเม็ดมะยม บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 40 มม. ที่ลดขนาดลงจาก DB25 รุ่นก่อนหน้า ทำให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น

ส่วนดีไซน์นั้นเรียบหรูในสไตล์คลาสสิก ซึ่งดูผิดไปจากรูปลักษณ์ของนาฬิกาโครโนกราฟที่เราคุ้นเคยกัน แต่ก็ยังคงรักษาซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่างเด่นชัดด้วยเข็มนาฬิกาไทเทเนียมสีน้ำเงินรับกับตัวเลขอารบิกแทนหลักชั่วโมง รวมถึงเข็มโครโนกราฟที่ยังคงซิกเนเจอร์ De Bethune’s Blue อย่างไม่แตกแถว ความเรียบง่ายแต่ชัดเจนในตัวตนของเข็มนาฬิกาไทเทเนียมสีน้ำเงินถูกขับเน้นให้เด่นชัดด้วยพื้นผิวหน้าปัดสีเงินตกแต่งด้วยด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์ นี่จึงเป็นนาฬิกาลุคแสนสุภาพบุรุษที่แอบซ่อนความเป็นตัวของตัวเองไว้อย่างแนบเนียน

ข้อมูลทางเทคนิค 

รหัส: DB25Vxs
กลไก: ไขลานด้วยมือ DB3000 สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง  
ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง และนาที ฟังก์ชันโครโนกราฟควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว จับเวลาในหน่วย 60 วินาที และ 60 นาที 
ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา ขนาด 40 มม.
หน้าปัด: เงินตกแต่งด้วยด้วยเทคนิค guilloché แผ่รังสี 12 แฉก และตกแต่งด้วยลวดลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์บริเวณหน้าปัดย่อย
สาย: หนังจระเข้

     

DB25 Starry Varius

แต่ถ้าหลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของประกายสีน้ำเงิน และลุ่มหลงในท้องฟ้ายามราตรีถึงขั้นอยากได้ทางช้างเผือกมาประดับข้อมือ DB25 Starry Varius คือ นาฬิกาที่สามารถเชื่อมความฝันสู่ความจริงได้ ด้วยแผ่นหน้าปัดใจกลางตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมสีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยเทคนิค star-studded การรังสรรค์ลวดลายทางช้างเผือกด้วยการตอกหลุมบนพื้นผิวไทเทเนียมสีน้ำเงินขัดเงาให้เป็นลวดลายกลุ่มดาวที่เราสามารถเลือก custumise ได้ตามต้องการ เรียกได้ว่า สามารถออกแบบท้องฟ้าที่เป็นของเราเองโดยเฉพาะ และยังเป็นท้องฟ้าที่ส่องประกายหรูหราด้วยประกายระยิบระยับจากกลุ่มดาวทองคำ 24 กะรัต ที่เจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้าไทเทเนียมสีน้ำเงินขัดเงาวาววับ 

ข้อมูลทางเทคนิค

รหัส: DB25VTIS3
กลไก: ไขลานด้วยมือ DB2005 สำรองพลังงานได้ 6 วัน 
ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที 
ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา ขนาด 42 มม. 
หน้าปัด:  ไทเทเนียมสีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยเทคนิค star-studded เข็มนาฬิกาทำจากโรสโกลด์
สาย: หนังจระเข้

DB28XS Starry Seas

ไม่เพียงแต่ท้องฟ้าสี De Bethune’s Blue เท่านั้นที่งดงามจับใจ แต่ท้องทะเลสีน้ำเงินเฉดเดียวกันก็น่าดึงดูดใจไม่น้อย และ DB28XS Starry Seas คือตัวอย่างของสีน้ำเงินเฉดเฉพาะที่ถูกนำมาตีความใหม่ และรังสรรค์เท็กซ์เจอร์ระลอกคลื่นด้วยเทคนิค guilloché แบบ random ซึ่งนับเป็นแบรนด์แรกในโลกที่ใช้เทคนิคนี้ ซึ่งเทคนี้ดังกล่าวยังได้ถูกถ่ายทอดลงแผ่นหน้าปัดไทเทเนียมสีน้ำเงินที่ตกแต่งด้วยเทคนิค star-studded แต่งแต้มประกายของกลุ่มดาวด้วยไวท์โกลด์ ที่มาเติมเต็มหลุมที่ตอกไว้บนแผ่นไทเทเนียม กลายเป็นภาพสะท้อนของท้องฟ้ายามราตรีบนผืนน้ำ สร้างเสน่ห์ที่แตกต่าง แต่สามารถจับใจแฟนคลับ De Bethune ได้อยู่หมัด  

ข้อมูลทางเทคนิค

รหัส: DB28XsTIS3 
กลไก: ไขลานด้วยมือ DB2005 สำรองพลังงานได้ 6 วัน 
ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที 
ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา ขนาด 38.7 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร 
หน้าปัด: เพลตวงแหวนทำจากเงินพร้อมตัวเลขอารบิกล้อมรอบแผ่นหน้าปัดไทเทเนียมสีน้ำเงิน ตกแต่งเทคนิค random guilloche
สาย: หนังจระเข้พร้อมตัวล็อกบัคเคิลทำจากไทเทเนียมเกรด 5 

นอกจากวัสดุไทเทเนียมสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งโมเดลที่ไม่เพียงแต่เลือกใช้วัสดุชนิดนี้บ่งบอกตัวตนในบางชิ้นส่วน แต่ยังเลือกใช้วัสดุเรืองแสง Blue Moon ให้สีน้ำเงินเฉดที่ถูกต้องของ De Bethune ได้เปล่งแสงแสดงดีเอ็นเอในความมืด DB28GS Swordfish นาฬิกาดำน้ำที่มากด้วยฟังก์ชันและประสิทธิภาพคือ ตัวแทนแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์ทั้งในทุกสภาวะการณ์ 

อันที่จริงแล้วถ้าไม่รวมสายแคนวาสสีน้ำเงิน และการสอดแทรกไทเทเนียมสีน้ำเงินบริเวณหน้าปัด และ floating lugs โมเดล  DB28GS Swordfish ดูเป็นนาฬิกาหน้าตาขึงขังมาแต่ไกล ด้วยตัวเรือนแบล็กเซอร์โคเนียมมาดเข้มอีกหนึ่งสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของนาฬิการุ่นนี้ แต่ทันทีที่อยู่ในที่มืด สารเรืองแสงที่เคลือบบริเวณปลายเข็มนาฬิกาทั้งสาม รวมถึงบริเวณชี้วัดหน่วยสำรองพลังงานจะเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมาเพื่อให้อ่านค่าได้ง่าย มากไปกว่านั้นโมเดลนี้ยังมาพร้อมไฟส่องหน้าปัดที่ทำงานได้ด้วยการจ่ายพลังงานจากทวินบาร์เรลส่งตรงไปยังไดนาโม ควบคุมด้วยปุ่มกดบริเวณขอบตัวเรือน ทันทีที่กดปุ่มแสงไฟสีขาวจะฉายไปยังหน้าปัดที่สอดแทรกชิ้นส่วนทำจากไทเทเนียมสีน้ำเงิน เปิดโอกาสให้สีน้ำเงิน De Bethune ได้เปล่งประกายแม้อยู่ในที่มืด 

ข้อมูลทางเทคนิค

รหัส: DB28GSV2BB
กลไก:  ไขลานด้วยมือ DB2080 กระปุกลานแบบคู่ สำรองพลังงานได้ 5 วัน 
ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที  ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียว
ตัวเรือน: แบล็กเซอร์โคเนียม ไทเทเนียมเกรด 5 และสเตนเลสสตีลเคลือบ DLC กันน้ำได้ 100 เมตร 
หน้าปัด: ไทเทเนียมเกรด 5 สีดำขัดซาติน พร้อมไฟส่องสว่างจ่ายพลังงานจากไดนาโม แสดงหน่วยสำรองพลังงาน ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
สาย: สายแคนวาสสีน้ำเงินและสายยาง        

หากเลื่อนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้วยังไม่ถูกแรงดึงดูดจากสีน้ำเงินเฉดเฉพาะของ De Bethune ชักจูงให้ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง คงต้องบอกว่า คุณเป็นคนใจแข็งมากจริงๆ   

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม:
5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงินที่ได้รับความนิยมในปี 2025 
เปิดประตูสู่ตำนานบทใหม่ CHRONOMASTER ORIGINAL สีน้ำเงิน

The Collector’s Perspective EP.5 | หวาย ปัญญริสา จะมาถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ถูกสืบทอดผ่านนาฬิกา

ถึงเวลาแล้วสำหรับนักร้องสาวผู้เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และน้ำเสียงอันทรงพลัง หวาย ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์ ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ถูกสืบทอดผ่านนาฬิกา กับเรือนเวลาสุดพิเศษที่มีคุณค่าทางใจและประวัติศาสตร์ในครอบครัว ผ่านรายการ The Collector’s Perspective Episode 5

รับชมรายการเต็มของ The Collector’s Perspective ได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand รวมถึงสามารถติดตามบทสัมภาษณ์และรูปภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟของหวายได้ในเล่ม REVOLUTION THAILAND ISSUE 01 วางแผงที่ร้านชั้นหนังสือชั้นนำทั่วประเทศแล้ววันนี้

อ่านบทความฉบับเต็มเพื่อเจาะลึกมุมมองของนักสะสมท่านนี้ได้ที่ Exclusive Interview: หวาย ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์ กับเรื่องราวสุดพิเศษของ นาฬิกาเรือนแรกที่เชื่อมโยงความรักและความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น
รับชมรายการเต็มได้ในวันเสาร์ ทาง YouTube และติดตามคอนเทนต์น่าสนใจเพิ่มเติมของ REVOLUTION THAILAND ได้ที่:

➡️ Instagram: instagram.com/revowatchthai
➡️ Facebook: facebook.com/RevoWatchThai
➡️ Website: revolutionthailand.com

Video BY: มะกัน

Jean-Pierre Hagmann จิตวิญญาณแห่งช่างทำเรือนนาฬิกาผู้ไร้เทียมทาน

Jean-Pierre Hagmann ช่างฝีมือผู้รังสรรค์เสียงแห่งเวลา และพลิกโฉมวงการนาฬิกาด้วยสองมือและหัวใจ เส้นทางชีวิตจากความบกพร่อง สู่ปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์เรือนนาฬิกาซับซ้อนที่โลกต้องจดจำ

WORDS: Tania Edwards
แปลโดย:
Chakhriya. S

ข่าวการจากไปของ ฌอง-ปิแอร์ ฮากมันน์ (Jean-Pierre Hagmann) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2025 ในวัย 84 ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของโลกแห่งนาฬิกาอย่างแท้จริง แม้ชื่อของเขาอาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างเหมือนแบรนด์นาฬิการะดับโลก แต่สำหรับนักสะสมนาฬิกาสวิสชั้นเลิศแล้ว การได้เห็นอักษรย่อ “JHP” ประทับอยู่บนตัวเรือน ก็ราวกับการค้นพบจอกศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเรือนนาฬิกาชิ้นนั้นรังสรรค์ขึ้นจากปลายพู่กันของช่างฝีมือชั้นครู ไม่ใช่การผลิตจากเครื่องจักรใดๆ

ช่างทำเรือนนาฬิกา Jean-Pierre Hagmann
Jean-Pierre Hagmann with one of the Star Caliber 2000s in the Patek Philippe Museum ฌอง-ปิแอร์ ฮากมันน์ กับหนึ่งในนาฬิกา Star Caliber 2000 ที่พิพิธภัณฑ์ Patek Philippe

เส้นทางชีวิตของ “JHP” จากเด็กผู้บกพร่องทางการได้ยิน สู่ผู้รังสรรค์เสียงแห่งเวลา

ชีวิตของฮากมันน์ที่ถือกำเนิดในปี 1940 แตกต่างจากคนทั่วไป เขาเป็นเด็กที่บกพร่องทางการได้ยินมาตั้งแต่เกิด ทำให้ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนพิเศษ ช่างน่าขันที่ข้อจำกัดทางกายภาพนี้กลับไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นผู้สร้างสรรค์เรือนนาฬิกา Minute Repeater ที่ดีที่สุดในโลก เพราะเสียงระฆังอันกังวานใสที่เปล่งออกมาจากเรือนนาฬิกาของเขานั้นหาใดเทียบได้ ราวกับว่าความบกพร่องทางการได้ยินของเขาถูกชดเชยด้วยสัมผัสอันลึกซึ้งที่มือของเขาได้รังสรรค์ขึ้นมา

ฮากมันน์เติบโตมาในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ครอบครัวแห่งการสร้างสรรค์” ที่มักจะประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ด้วยมือเสมอ เขาเริ่มต้นจากการทำของเล่นเองจากไม้และกระดาษแข็ง ก่อนจะพัฒนาไปสู่การประกอบจักรยานคันแรก และแม้กระทั่งรถยนต์คันแรก ด้วยการถอดชิ้นส่วนโมเดลเก่าๆ แล้วประกอบขึ้นมาใหม่ภายในเวลา 4-5 เดือน เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ผมสามารถสร้างอะไรก็ได้ด้วยมือของผม แต่มันต้องใช้ความคิดและการไตร่ตรองอย่างมาก ก่อนจะเริ่มโปรเจกต์ ผมจะค้นคว้า หาหนังสือในเรื่องนั้นๆ และศึกษาผู้คนที่สร้างสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผมได้เรียนรู้จากพวกเขา”

ช่างทำเรือนนาฬิกา Jean-Pierre Hagmann
Hagmann and John Reardon, Founder of Collectability ฮากมันน์ และ จอห์น รีอาร์ดอน ผู้ก่อตั้ง Collectability

ปัญหาที่ซับซ้อน? แค่แยกมันออกเป็นส่วนๆ

สำหรับฮากมันน์แล้ว ไม่มีปัญหาทางวิศวกรรมใดที่ยากเกินจะแก้ไขได้ เขามักจะบอกกับ เฮลมุท ครอตต์ (Helmut Crott) เพื่อนสนิทของเขาว่า “ถ้าคุณมีปัญหาทางกลไกที่ซับซ้อน คุณต้องแยกมันออกเป็นขั้นตอนเล็กๆ หลายๆ ขั้นตอน” และในอีกโอกาสหนึ่ง เขายังเผยเคล็ดลับที่น่าสนใจว่า “โดยธรรมชาติแล้วผมเป็นคนขี้เกียจ ผมจึงมองหาวิธีแก้ปัญหาทางเทคนิคที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดเสมอ ซึ่งบ่อยครั้งมันคือวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด” แนวคิด “เรียบง่ายแต่เฉียบคม” นี้เองที่นำไปสู่การแก้ไขความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา

ใครก็ตามที่เคยมีโอกาสได้พบกับฮากมันน์ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์น่าคบหา เขามักจะมีประกายตาที่สดใสและเรื่องราวดีๆ มาเล่าให้ฟังเสมอ ปีเตอร์ ไฟรส์ (Peter Friess) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe และเป็นเพื่อนสนิทของฮากมันน์กล่าวว่า “การได้ใช้เวลาช่วงเย็นกับเขานั้นสั้นเกินไปเสมอ” เสน่ห์อันน่าหลงใหลนี้อาจมาจากความหลงใหลในศิลปะการแสดงตลกมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุ 16-17 ปี เขาเคยสร้างขบวนพาเหรดตลกๆ สำหรับเทศกาลเจนีวา และจากรายได้ที่ได้จากการเข้าร่วมเทศกาลนั้น เขาได้ซื้อรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งคู่แรกมาลองเล่น และเช่นเดียวกับงานอดิเรกอื่นๆ ฮากมันน์กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และใช้เวลา 10 ปีต่อมาในการแสดงให้กับรายการทีวี Holiday on Ice โดยมักจะรับบทเป็นตัวตลกที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คน

Patek Philippe Ref. 3979J limited edition minute repeater made in 1989. Cases made by JP Hagmann are renowned for their unique clarity of sound Patek Philippe Ref. 3979J ลิมิเต็ด อิดิชั่น Minute Repeater ผลิตในปี 1989 ตัวเรือนที่สร้างโดย JP Hagmann มีชื่อเสียงเรื่องความใสของเสียงที่เป็นเอกลักษณ์

จุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนในอาชีพ ช่างทำเรือนนาฬิกาผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรม

มารดาของฮากมันน์มองเห็นแววมาตั้งแต่เด็กว่าเขา “จะต้องสวมเสื้อโค้ทสีขาวเสมอ” และสนับสนุนให้เขาเข้าฝึกอบรมเป็นช่างอัญมณีที่ Geneva’s School of Fine Arts ในปี 1957 เขาได้เป็นช่างฝึกหัดกับ Ponti Gennari ช่างอัญมณีชื่อดังที่มีเวิร์กช็อปอยู่ใน Atelier Rèunis ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe ที่ซึ่งผลงานชิ้นเอกของฮากมันน์หลายชิ้นถูกจัดแสดงอยู่ Ponti Gennari ได้เปิดโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาให้แก่ฮากมันน์ในวัยเยาว์

เพราะบริษัทนี้มีชื่อเสียงในการผลิตสายนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมให้กับบริษัทต่างๆ เช่น Patek Philippe ในปี 1961 เขาย้ายไปทำงานกับ Gay Frères ซึ่งเป็นช่างอัญมณีผู้ผลิตสายนาฬิกาอีกแห่ง และใช้เวลาหนึ่งปีในการประกอบสายนาฬิกาให้กับ Rolex ซึ่งเขาพบว่าน่าเบื่อ เขาจึงตัดสินใจกลับไปทำในสิ่งที่กลายเป็นความหลงใหลตลอดชีวิตของเขา นั่นคือ การบูรณะและขี่มอเตอร์ไซค์วินเทจ

ในปี 1968 ฮากมันน์เริ่มต้นอาชีพในการทำเรือนนาฬิกาอย่างเป็นทางการ เมื่อเขาเข้าร่วมกับ Gustave Brera และสร้างชื่อเสียงในฐานะช่างเทคนิคผู้มีฝีมืออย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กว่าที่แนวคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของฮากมันน์ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตจะถูกนำมาใช้กับการผลิตเรือนนาฬิกาอย่างแท้จริงนั้น ก็คือในปี 1971 เมื่อเขาเข้าร่วมกับ Jean-Pierre Ecoffey ผู้ผลิตสายนาฬิกา

หลังจากที่เขามาถึงไม่นาน Ecoffey ได้ซื้อกิจการของ Georges Croisier ผู้ผลิตเรือนนาฬิกา (ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ Genevor SA) และฮากมันน์ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแล เขาใช้สัญชาตญาณและความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อปรับแต่งเครื่องจักรและเครื่องมือในการทำเรือนนาฬิกา จัดระเบียบกระบวนการทำงานใหม่ และฝึกอบรมพนักงาน

หลังจาก 12 ปีที่ดูแลแผนกผลิตเรือนนาฬิกา “อำนาจมันช่างเหนื่อยเหลือเกิน” เขาเคยพูดติดตลกถึงช่วงเวลานี้ เขาได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ กับการผลิตหน้าปัดนาฬิกาและเข้าร่วมกับ Stern Création อีกครั้ง เขาก็ใช้สัญชาตญาณและความสามารถโดยกำเนิดในการทำความเข้าใจทุกรายละเอียดของกระบวนการแล้วปรับปรุงมันเพื่อพัฒนาหน้าปัดนาฬิกาใหม่ๆ และนำหน้าคู่แข่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขามีความสุข และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกไล่ออกจากงาน ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาก่อตั้งบริษัทของตัวเอง

Patek Philippe Ref. 5029J ลิมิเต็ด อิดิชั่น ผลิตในปี 1997 เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดเวิร์กช็อปแห่งใหม่ที่ Plan-les-Ouates เพื่อรองรับสไลด์ของ Minute Repeater ที่ด้านข้างตัวเรือน การออกแบบอันชาญฉลาดของ JP Hagmann ได้วางบานพับของฝาหลังที่เปิดออกไว้ใต้เม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

สร้างสรรค์จากความขาดแคลน สู่ผู้จัดหาชิ้นส่วนให้แบรนด์ระดับโลก

ในปี 1984 ฮากมันน์ได้เปิดเวิร์กช็อปผลิตเรือนนาฬิกาของตัวเองในเจนีวา แม้เขาจะมีชื่อเสียงในเรื่องทักษะอันยอดเยี่ยม แต่การเริ่มต้นจากศูนย์ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเช่นเดียวกับความพยายามใหม่ๆ ทุกครั้ง เขาก็ใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาไม่มีเงินทุนมากนักสำหรับเครื่องจักร จึงดัดแปลงและปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ และเมื่อไม่มีเงินซื้อเครื่องมือมากนัก เขาก็สร้างสิ่งที่จำเป็นขึ้นมาเอง ฮากมันน์คือ “นักแก้ปัญหา” และสิ่งนี้เองที่นำพาให้เขาได้จัดหาชิ้นส่วนให้กับแบรนด์นาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ตลอด 30 ปีต่อมา เขาได้ทำงานให้กับลูกค้าถึง 33 ราย ซึ่งรวมถึง สเวนด์ แอนเดอร์สัน (Svend Anderson), อาคริเวีย (Akrivia), ออดิมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet), คองคอร์ด (Concord), ไบรท์ลิง (Breitling), บลองแปง (Blancpain), อูโบลต์ (Hublot), ฟรองค์ มุลเลอร์ (Franck Müller), โมวาโด (Movado), วาเชอรอง กงสต็องแต็ง (Vacheron Constantin) และที่โด่งดังที่สุดคือ ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe)

ด้วยการทำงานร่วมกับผู้ผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์เหล่านี้ ทำให้เขาสามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์คลาสสิกของการทำเรือนนาฬิกาได้ เมื่อกฎเหล่านี้เชี่ยวชาญแล้ว เขาก็สามารถ “แหกกฎ” ได้อย่างชาญฉลาด โดยการทำให้เทคนิคการผลิตของเขาง่ายขึ้น แต่ไม่เคยเสียสละคุณภาพและความสวยงามเลย

การทำงานกับลูกค้ารายแรกอย่าง Svend Andersen ทำให้ฮากมันน์ได้เรียนรู้การทำงานกับนาฬิกา Minute Repeater และนาฬิกาพก และทักษะเหล่านี้ไม่นานก็ทำให้ Patek Philippe กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเขา ซึ่งเขาทำงานเฉพาะกับ Minute Repeater และกลไกสลับซับซ้อน (Grand Complications) เท่านั้น ปีเตอร์ ไฟรส์ กล่าวว่า “เขาคือชายผู้อยู่เบื้องหลังตัวเรือนพิเศษที่ไม่มีใครอื่นทำได้”

The Star Caliber 2000 จัดแสดงในชุดนาฬิกา 5 แบบ ชุดละ 4 เรือน ในกล่องไม้มะเกลืออันงดงามพร้อมการสลักทอง สี่ชุดแรกประกอบด้วยนาฬิกาที่ทำจากทอง 18K (เยลโลว์โกลด์ ไวต์โกลด์ โรสโกลด์) และแพลทินัม ตัวเรือนนาฬิกาแต่ละเรือนในแต่ละชุดมีการสลักลายแบบเดียวกัน แต่แต่ละชุดมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสลักโดยช่างแกะสลักระดับปรมาจารย์ คริสเตียน ธิแบร์ (Christian Thibert) ส่วนชุดที่ห้าที่ทำจากแพลทินัมทั้งหมด แต่ละเรือนมีการสลักลวดลายที่แตกต่างกัน

เสียงที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ คือความอัจฉริยะของ JHP ในการสร้างสรรค์เรือนนาฬิกา Minute Repeater

แม้จะมีข้อจำกัดทางการได้ยิน แต่ฮากมันน์ก็เชี่ยวชาญในสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดของการผลิตนาฬิกา นั่นคือ การสร้างเรือนนาฬิกาที่เพิ่มการก้องกังวานของเสียง Minute Repeater ให้สูงสุด ไฟรส์ เล่าว่า “นาฬิกาของเขามีเสียงเหมือนระฆัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทุกคนต้องการเขา” ฮากมันน์เชื่อว่าเรือนนาฬิกาที่เล็กกว่าและเบากว่าจะให้เสียงที่ดีกว่าสำหรับ Minute Repeater โดยที่ทองเป็นโลหะที่เหนือกว่าแพลทินัมที่มีความหนาแน่นสูงกว่า และเขายกให้ โรสโกลด์ เป็นโลหะที่ดีที่สุดสำหรับเรือน Minute Repeater เนื่องจากองค์ประกอบของวัสดุทำให้มันแข็งกว่าโลหะผสมทองอื่นๆ เขายังเชื่อว่าเรือนนาฬิกา Minute Repeater ไม่ควรมีความหนาเกิน 0.5 มม. ในแต่ละด้านของกลไก และกระจกหน้าปัดควรเป็นแบบโค้ง

นวัตกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของเขาคือการออกแบบร่องที่ฝังอยู่ด้านข้างตัวเรือนนาฬิกาสำหรับสไลด์ของ Minute Repeater ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม ในอดีต สไลด์จะถูกติดตั้งที่พื้นผิวของด้านข้างตัวเรือน ยึดด้วยสกรูจากด้านใน ซึ่งตามความเห็นของฮากมันน์แล้ว อาจทำให้เกิดความไม่เสถียรและการจัดตำแหน่งที่ไม่อยู่กึ่งกลาง

Ref. 5029 นาฬิกา Minute Repeater รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นของ Patek Philippe ที่ผลิตขึ้นในปี 1997 เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดเวิร์กช็อปแห่งใหม่ที่ Plan-les-Ouates ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอก เพื่อให้สามารถรองรับสไลด์สำหรับ Minute Repeater ที่อยู่ด้านข้างตัวเรือน บานพับของฝาหลังจึงถูกออกแบบให้เปิดอยู่ใต้เม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา แทนที่จะเป็น 9 นาฬิกา การออกแบบเรือนนาฬิกาอันชาญฉลาดนี้เป็นผลงานของฮากมันน์ และปัจจุบันก็กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไปแล้ว

ฝาครอบอันวิจิตรบรรจงของ Star Caliber 2000
Patek Philippe Ref. 961 นาฬิกาพกกลไกสลับซับซ้อน (Grand Complication) โครโนมิเตอร์ พร้อมกลไกจักรกลอกแบบ Spring Detent, Minute Repeater, ข้างขึ้นข้างแรม และปฏิทินถาวร ในตัวเรือนแพลทินัมที่สร้างโดย JP Hagmann

Star Caliber 2000 มหากาพย์แห่งความซับซ้อนและความงดงาม

ผลงานชิ้นเอกที่โดดเด่นที่สุดของฮากมันน์คือ Patek Philippe Star Caliber 2000 ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้ และด้วยเรือนนาฬิกาที่ออกแบบมาอย่างอัจฉริยะ ทำให้มันเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่งดงามที่สุดเช่นกัน ฮากมันน์ต้องเผชิญกับความท้าทายในการผลิตเรือนนาฬิกาที่สามารถเข้าถึงกลไกซับซ้อนทั้ง 21 ฟังก์ชันได้ รวมถึงเสียงระฆัง Westminster ที่จำลองเสียงระฆังบิ๊กเบนของรัฐสภาสหราชอาณาจักร

นอกจากความยากแล้ว ฮากมันน์ยังต้องผลิตเรือนนาฬิกาทั้งหมด 4 เรือนในวัสดุเยลโลว์โกลด์ โรสโกลด์ ไวต์โกลด์ และแพลทินัม รวมถึงอีก 4 เรือนในแพลทินัมสำหรับชุดพิเศษชุดที่ห้า ต้นแบบของเรือนนาฬิกาชุดนี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe ซึ่งน่าแปลกที่อยู่ห่างจากจุดที่ฮากมันน์เคยทำงานสมัยที่อาคารแห่งนี้เป็น Atelier Réunis เพียง 10 เมตรเท่านั้น

ฮากมันน์ได้พัฒนารูปแบบตัวเรือนแบบ Bassine-style half-hunter ที่มีฝาปิดแบบสปริงทั้งสองด้านของหน้าปัด เพื่อเผยให้เห็นหน้าปัดและกลไกที่ซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สามารถเปิดฝาครอบแต่ละด้านแยกกันได้ ฮากมันน์และทีมของเขาที่ Patek Philippe ได้พัฒนาระบบห่วงหมุนที่ได้รับสิทธิบัตรอันชาญฉลาด ด้วยแรงกดเพียงเล็กน้อย ห่วงทั้งหมดสามารถหมุนได้ 180° และเครื่องหมาย Calatrava Cross จะบ่งบอกด้านที่ฝาครอบจะเปิดออก จอห์น รีอาร์ดอน (John Reardon) ผู้ก่อตั้ง Collectability ได้พบกับฮากมันน์เมื่อไม่นานมานี้ที่เจนีวา และเขาได้บอกความจริงที่ไม่ค่อยมีใครรู้ที่ทำให้เรือนนาฬิกาแต่ละชิ้นของเขาโดดเด่น นั่นคือ “พวกมันทั้งหมดเปิดออกที่มุม 82° เพราะในความเห็นของเขา นั่นคือมุมที่ดีที่สุดในการชมกลไกหรือฝาหลังด้านล่าง”

สัญลักษณ์แห่งความโดดเด่น: ตราประทับ JHP ที่เป็นที่ต้องการบนนาฬิกาพก Patek Philippe Ref. 961 ตัวเรือนแพลทินัม

ความอัจฉริยะที่เกิดจาก “มือและกระดาษ” การทำงานที่เหนือกว่าเทคโนโลยี

กลไกและตัวเรือนอันอัจฉริยะเช่นนี้ ไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ กลับเป็นไปตามนวัตกรรมทุกชิ้นของฮากมันน์ ปากกาและกระดาษ เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ผมน่าจะเป็นช่างทำเรือนนาฬิกาคนสุดท้ายในสวิตเซอร์แลนด์ที่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถออกแบบตัวเรือน คำนวณทุกมุมและทุกขนาด สร้างต้นแบบ สร้าง ประกอบ ขัดเงา และเก็บรายละเอียดได้ทุกส่วน สำหรับฮากมันน์แล้ว “ความกลมกลืน” คือสิ่งสำคัญที่สุด “ความกลมกลืนในขนาด ปริมาตร สีสัน สุนทรียภาพ สัดส่วน มันเป็นคำที่งดงามมาก” เขากล่าวไว้ โดยปราศจากความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์ ฮากมันน์จะทำงานในสองมิติซึ่งยากกว่ามาก และเป็นการทดสอบทักษะขั้นสูงสุดของเขา

มีการประมาณการว่าฮากมันน์ผลิตเรือนนาฬิกา Minute Repeater ได้มากถึง 1,500 เรือน ซึ่งอย่างน้อยหนึ่งในสามนั้นผลิตให้กับ Patek Philippe นักสะสมมักจะพบตราประทับ JHP อันล้ำค่าบนนาฬิกา Patek Philippe Minute Repeater เช่น Ref. 3979 ซึ่งผลิตขึ้น 75 เรือนในเยลโลว์โกลด์ 12 เรือนในไวต์โกลด์ และ 12 เรือนในแพลทินัม

ตราสัญลักษณ์ JHP จะพบได้เฉพาะบนตัวเรือนชุดแรกของ Minute Repeater พร้อมปฏิทินถาวร Ref. 3974 ส่วนตัวเรือนรุ่นหลังๆ จะประทับตรา Ateliers Réunis สถานการณ์เดียวกันนี้ใช้กับนาฬิกากลไกสลับซับซ้อน Ref. 3939 และ Ref. 5016 ทั้งสองรุ่นมี Minute Repeater และ Tourbillon ฮากมันน์ผลิตตัวเรือนชุดแรกในแต่ละวัสดุ ได้แก่ เยลโลว์โกลด์ โรสโกลด์ ไวต์โกลด์ และแพลทินัม ส่วนชิ้นที่เหลือผลิตโดย Atelier Réunis นอกจากนี้ยังมีตัวเรือนพิเศษบางรุ่น เช่น Ref. 3448 สองเรือนในแพลทินัม (หนึ่งในนั้นผลิตให้กับ Jean-Claude Biver) รวมถึงนาฬิกาพกที่ไม่เหมือนใคร 15 เรือนที่ฮากมันน์ผลิตให้กับแบรนด์นี้

นอกเหนือจากแบรนด์ใหญ่ๆ แล้ว ฮากมันน์ยังผลิตเรือนนาฬิกาให้กับผู้ผลิตนาฬิกาอิสระหลายรายในยุค 1980 และ 1990 รวมถึง ฟรองค์ มุลเลอร์ (Franck Müller) ซึ่งเขาได้พัฒนาตัวเรือนสำหรับนาฬิกาข้อมือ Tourbillon ที่แสดงผลทางหน้าปัดเรือนแรกในปี 1984 และตัวเรือน Cintree Curvex เรือนแรกด้วย

ในปี 2016 เขาได้ขายธุรกิจให้กับ Vacheron Constantin และเกษียณในปี 2017 แต่เพียงสองปีต่อมา การติดต่อจาก เร็กเชป เร็กเชปิ (Rexhep Rexhepi) ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับมาทำงานอีกครั้งและเปิดเวิร์กช็อปผลิตเรือนนาฬิกาให้กับ Akrivia

ช่างทำเรือนนาฬิกา Jean-Pierre Hagmann
เร็กเชป เร็กเชปิ (ซ้าย) ช่างนาฬิกาและผู้ก่อตั้ง Akrivia กับ ฮากมันน์

การยอมรับในบั้นปลายชีวิต และเรื่องเล่าอมตะที่สะท้อนความสำคัญ

เรื่องราวที่น่าสนใจที่ฌอง-ปิแอร์ ฮากมันน์ชอบแบ่งปันอย่างหนึ่ง สรุปได้ดีถึงความสำคัญที่ชายคนหนึ่งมีต่อโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ประมาณ 20 ปีก่อน ฮากมันน์ประสบอุบัติเหตุทางมอเตอร์ไซค์อย่างรุนแรงระหว่างการแข่งขันแรลลี่บนภูเขา และได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาอย่างหนัก เมื่อเขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในเจนีวา หัวหน้าผู้ผลิตนาฬิการายใหญ่ที่สุดทั้งหมดก็มาเยี่ยม แต่ละบุคคลสำคัญเหล่านี้ต่างขอให้แพทย์ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาดวงตาของเขา โดยที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะได้รับการคุ้มครอง นี่คือเครื่องยืนยันถึงคุณค่าและบทบาทที่เขามีต่ออุตสาหกรรมนี้

ในที่สุด หลังจากเกือบ 70 ปีในวงการ ฮากมันน์ก็ได้รับการยอมรับในความอัจฉริยะของเขา ในเดือนกันยายน 2024 เขาได้รับ Prix Gaïa สาขาหัตถศิลป์และการสร้างสรรค์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นรางวัลโนเบลของอุตสาหกรรมนาฬิกา ในสุนทรพจน์รับรางวัล ฮากมันน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “ตลอดอาชีพอันยาวนานของผม ผมได้ปรับปรุงขั้นตอนการผลิตเกือบทุกขั้นตอนในการผลิตตัวเรือนที่ทำด้วยมือ” สองเดือนต่อมา เขาได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งเขาได้กล่าวขอบคุณรายชื่อลูกค้าอันยาวเหยียดที่เปรียบเสมือนทำเนียบผู้ทรงอิทธิพลของอุตสาหกรรมนาฬิกา

ช่างทำเรือนนาฬิกา Jean-Pierre Hagmann
ฮากมันน์ได้รับรางวัล Special Jury Prize ในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ปี 2024

ก่อนที่เขาจะจากไปไม่นาน ฮากมันน์ยังคงตื่นเต้นที่จะเริ่มต้นบทใหม่ที่พาเขากลับไปสู่รากเหง้าของการเป็นช่างอัญมณี เขากำลังจะจัดตั้งเวิร์กช็อปร่วมกับ ลอรองต์ โจลเลียต (Laurent Jolliet) ช่างทำสายนาฬิกาผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้าย และนี่ผนวกกับภารกิจในการผลิตตัวเรือนต้นแบบสำหรับ Universal Genève ที่เพิ่งกลับมาเปิดตัวอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าชีวิตของฮากมันน์ไม่เคยชะลอตัวลงเลย อันที่จริง วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เขาเสียชีวิต เขาก็มีกำหนดเข้าร่วมการแข่งขันแรลลี่บนภูเขาด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ใจปี 1925 ของเขา

เมื่อถูกถามว่าเขาจะทำอะไรหากไม่ได้เป็นช่างทำเรือนนาฬิกา ฮากมันน์กล่าวว่าเขาคงเป็นช่างทำออร์แกน เพราะฟิสิกส์ของการรวมวัสดุเข้ากับเสียงนั้นไม่แตกต่างจากอาชีพที่เขาเลือก โชคดีที่ชายผู้ภาคภูมิใจในการทำงานด้วยตัวเองและใช้เพียงสัญชาตญาณกับมือคู่นั้น ได้เลือกที่จะทุ่มเททักษะอันน่าทึ่งของเขาให้กับโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา และทิ้งมรดกอันยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลังอย่างไม่มีวันลืมเลือน

ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
เมื่อหมู่ดาวพร่างพราวบนข้อมือ Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to The Celestial
Chopard L.U.C Qualité Fleurier ฉลอง 20 ปีแห่งปรัชญาที่สะท้อนผ่านเรือนเวลา

Exclusive Interview: หวาย ปัญญริสา กับเรื่องราวสุดพิเศษของ นาฬิกาเรือนแรกที่เชื่อมโยงความรักและความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น

หวาย ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์ ศิลปินอิสระสุดชิคที่ถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านทุกผลงาน

Exclusive Interview:

THE FINAL WORLD

หากพูดถึงชื่อหวาย ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์ วัยรุ่นยุค Y2K คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเธอ สาวน้อยสุดชิคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเสียงร้องอันทรงพลัง พร้อมกับลุคสดใสและความมั่นใจที่ทำให้การแสดงของเธอเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความสดใส เธอเป็นตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่กล้าฝันและมีความเป็นตัวของตัวเอง ความชอบนาฬิกาของหวายเริ่มต้นจากสมาชิกในครอบครัวที่หลงใหลในนาฬิกา โดยเธอได้รับนาฬิกาเรือนแรกตั้งแต่ตอน 3 ขวบ นั่นคือ Patek Philippe รุ่นพิเศษที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งถูกสร้างขึ้นเฉพาะสำหรับตระกูลโอสถานุเคราะห์

exclusive-interview-waii-panyarisa-thienprasit
exclusive-interview-waii-panyarisa-thienprasit

ความชอบนาฬิกาของหวายเริ่มต้นจากสมาชิกในครอบครัวที่มีความชื่นชอบในนาฬิกาเป็นทุนเดิม ไม่ว่าจะเป็น คุณตา คุณยาย คุณลุง คุณแม่ โดยเธอได้รับการส่งต่อนาฬิกาเรือนแรกนั่นคือนาฬิกา Patek Philippe รุ่นพิเศษ นาฬิกา Rolex ที่คุณแม่เธอใส่ติดข้อมือมาตั้งแต่อายุ 18 ปีนาฬิกา Longines จากคุณยายสปัน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นนาฬิกา Vintage Longines ไปแล้ว

exclusive-interview-waii-panyarisa-thienprasit

อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้หวายรู้สึกพิเศษเกี่ยวกับนาฬิกาเรือนนี้เมื่อเทียบกับเรือนอื่น ๆ

สิ่งที่ทำให้เรือนนี้พิเศษสำหรับหวาย คือมันเป็นนาฬิกาเรือนแรก และมอบให้โดยคุณตาสุรัตน์ โอสถานุเคาระห์ ซึ่งคุณแม่และหวายรักและะเคารพท่านมาก นาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ50ปีการครองราชย์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช( รัชกาลที่9) และตัวเรือนจะพิเศษที่มีเพชรล้อมรอบคะ สำหรับหวาย มันไม่ใช่แค่การบอกเวลา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ไทยที่ส่งผ่านมายังลูกหลานทุกคนที่ได้สวมใส่ ถือเป็นเกียรติที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และที่สำคัญคือเป็นนาฬิกาที่มีการผลิตเพียง 99 เรือน ส่วนเรือนนี้เป็นเรือน No. 13 ค่ะ

การได้รับนาฬิกาเรือนนี้ส่งผลต่อมุมมองของคุณต่อการสะสมนาฬิกาอย่างไร?

หวายว่าการสะสมนาฬิกาไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคุณค่าในด้านราคา หรือความหายาก แต่มันคือเรื่องราวและคุณค่าที่แฝงอยู่ ความรู้สึกในการเก็บรักษาประวัติศาสตร์และความทรงจำของครอบครัว ทำให้หวายมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการดูแลให้คงอยู่ในสภาพดี และวันนึงก็อยากที่จะส่งต่อไปยังรุ่นถัดไปเหมือนที่หวายได้รับมาเช่นกันค่ะ 

หากคุณสามารถเลือกสถานที่หนึ่งที่คุณอยากใส่นาฬิกาเรือนนี้เพื่อเป็นเกียรติ คุณจะเลือกที่ใดและเพราะเหตุใด?

ก็น่าจะเป็นวันสำคัญต่างๆ ของครอบครัวนะคะ เช่น งานเฉลิมฉลองวันเกิด การรวมตัวกันของญาติ ถ้าทุกคนในตระกูลใส่พร้อมๆกันก็น่าจะเจ๋งมากๆ เลยค่ะ (หัวเราะ)

หลายครั้งที่นาฬิกาถูกนำมาใช้เป็นสิ่งแทนใจไม่ว่าจะเพื่อการสะสมหรือมรดกทางครอบครัว เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะนาฬิกาสามารถบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของตระกูลและเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเชื่อมโยงกับคนรุ่นก่อน เสมือนการเดินทางข้ามกาลเวลาผ่านประสบการณ์ของผู้ที่เคยสวมใส่มัน แต่ละรอยขีดข่วนจากการใช้งานถือเป็นเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ

exclusive-interview-waii-panyarisa-thienprasit

PHOTO BY: ธนัท เตรียมชาญชูชัย (โดนัท)

ติดตามบทสัมภาษณ์อื่นๆ เพิ่มเติม:
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย
สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ผู้หลงใหลในการสะสมนาฬิกา

เมื่อหมู่ดาวพร่างพราวบนข้อมือ Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to The Celestial

Métiers d’Art Tribute to The Celestial มนต์เสน่ห์แห่งฟากฟ้าและจักรราศีบนข้อมือคุณ

ในห้วงจักรวาลแห่งเรือนเวลาชั้นสูง มีน้อยครั้งนักที่เราจะได้สัมผัสกับงานสร้างสรรค์ที่หลอมรวมความวิจิตรของกลไกเข้ากับงานศิลป์อันเป็นเลิศได้อย่างไร้รอยต่อ เฉกเช่นเดียวกับดวงดาวบนฟากฟ้าที่ส่องประกายยามค่ำคืน Vacheron Constantin ได้บรรจงรังสรรค์คอลเลกชัน Métiers d’Art Tribute to The Celestial ที่เป็นดั่งบทกวีแห่งจักรวาลที่ถ่ายทอดลงบนข้อมือ ผ่านปลายปากกาของช่างฝีมือผู้เปี่ยมจิตวิญญาณ

ปฐมบทแห่งความปรารถนา การเดินทางสู่ดวงดาวบนหน้าปัด

ใครจะคิดว่าความหลงใหลในหมู่ดาวที่มนุษย์เฝ้ามองมาตั้งแต่โบราณกาล จะถูกนำมาตีความใหม่ได้อย่างงดงามและเปี่ยมพลังเช่นนี้ Métiers d’Art Tribute to The Celestial ไม่ได้เริ่มต้นจากแนวคิดการสร้างสรรค์ที่ฉาบฉวยเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเดินทางอันยาวนานกว่า 270 ปีของ Vacheron Constantin ในการค้นหาความเป็นเลิศ ทั้งในเชิงเทคนิคและสุนทรียภาพ ซีรีส์ 12 เรือนนี้จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่ออุทิศแด่กลุ่มดาวจักรราศีทั้งสิบสองดวง ซึ่งแต่ละเรือนเป็นเสมือนภาพเขียนอันมีชีวิตของท้องฟ้ายามราตรีที่ประดับประดาด้วย “ดวงดาว” จากเพชรอันเจิดจรัส

บอกเล่าเรื่องราวแห่งสรวงสวรรค์ผ่านงานกิโยเช่

สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงตั้งแต่แรกเห็น คือหน้าปัดที่รังสรรค์ด้วยเทคนิค Hand-guilloché หรือการแกะสลักด้วยมืออันประณีต ซึ่ง Vacheron Constantin ได้ยกระดับงานฝีมือดั้งเดิมนี้ไปอีกขั้น ช่างกิโยเช่ของแบรนด์ไม่ได้เพียงแกะสลักลวดลายเรขาคณิตทั่วไป เพราะพวกเขาสามารถสร้างสรรค์ภาพวาดที่มีรายละเอียด figurative drawing ของสัญลักษณ์จักรราศีและกลุ่มดาวได้อย่างน่าทึ่ง

ลองนึกภาพเส้นสายที่ละเอียดอ่อนนับพันเส้นถูกแกะสลักลงบนแผ่นทองคำอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างรูปทรงและมิติที่พลิ้วไหว การใช้เทคนิคการสร้างสามเหลี่ยมเล็กๆ ที่มีมุมต่างกัน ทำให้เกิดความลึกและเงาที่น่าค้นหา ราวกับดวงดาวกำลังเต้นระบำบนผืนผ้าใบแห่งจักรวาล และกว่าจะเสร็จสิ้นหนึ่งหน้าปัดที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณนี้ ช่างฝีมือต้องใช้ความทุ่มเทถึง 16 ชั่วโมงแห่งความมุ่งมั่น ผ่านทักษะอันเชี่ยวชาญ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวลงไปในทุกๆ เส้นสาย

Vacheron Constantin Métiers d'Art Tribute to The Celestial
Vacheron Constantin Métiers d'Art Tribute to The Celestial

แสงสีจากฟากฟ้า แซฟไฟร์สีครามที่ขับเน้นความงาม

เมื่อสายตาไล่เรียงไปตามขอบตัวเรือนทองคำขาว 39 มม. เราจะพบกับแสงสีครามจากแซฟไฟร์เจียระไนทรงบาแกตต์ ถึง 96 เม็ด (ประมาณ 3.87 กะรัต) ที่ถูกฝังอย่างประณีตบนขอบตัวเรือน ขาตัวเรือน และแม้กระทั่งเม็ดมะยม การเลือกใช้การฝังแบบ channel-setting ทำให้แซฟไฟร์ดูราวกับลอยอยู่กลางอากาศ สร้างวงแหวนแห่งแสงสีน้ำเงินที่ต่อเนื่องและงดงามไร้ที่ติ สีน้ำเงินเข้มข้นนี้ไม่เพียงขับเน้นความโดดเด่นของหน้าปัด ยังสะท้อนถึงความลึกและความลึกลับของท้องฟ้ายามค่ำคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความลงตัวที่ทำให้รู้สึกราวกับได้สวมใส่ผืนผ้าแห่งจักรวาลไว้บนข้อมือ

Vacheron Constantin Métiers d'Art Tribute to The Celestial
Vacheron Constantin Métiers d'Art Tribute to The Celestial

กลไก Calibre 2160 ทูร์บิญองบางเฉียบ

เบื้องหลังความงามอันเป็นเอกลักษณ์ คือหัวใจที่เต้นรัวด้วยความแม่นยำและเที่ยงตรง Calibre 2160 กลไกไขลานอัตโนมัติพร้อมทูร์บิญอง ที่ Vacheron Constantin พัฒนาขึ้นเองนี้คืออัจฉริยภาพทางวิศวกรรม แม้จะประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 188 ชิ้น แต่กลับมีความบางเฉียบเพียง 5.65 มม. ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญของเมซงในการสร้างสรรค์กลไกซับซ้อนที่ยังคงความสง่างาม

หัวใจที่เต้นรัว:

กลไก Calibre 2160 ตูร์บิญองบางเฉียบ ที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้าน Haute Horlogerie ของ Vacheron Constantin

ความงามเบื้องหลังความเที่ยงตรง:

โรเตอร์ไขลานทองคำ 22K แบบ Peripheral เผยให้เห็นงานขัดแต่งกลไกอันประณีตระดับ Poinçon de Genève ใน Vacheron Constantin Calibre 2160

Vacheron Constantin Métiers d'Art Tribute to The Celestial

ยิ่งไปกว่านั้น โรเตอร์ไขลานแบบ Peripheral ที่ทำจากทองคำ 22K ยังช่วยให้เราสามารถชื่นชมความงดงามของกลไกภายในได้อย่างเต็มตา ไม่ว่าจะเป็นการขัดลาย Côtes de Genève บนสะพานจักร หรือการขัด Perlage บนแผ่นฐานกลไก ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนถึงมาตรฐานสูงสุดของ Poinçon de Genève ซึ่งเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและความประณีตระดับโลก

เส้นทางแห่งดวงดาว การเดินทางอันยาวนานบนสายหนังจระเข้

นาฬิกาเรือนงามนี้ถูกจับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม ที่นุ่มนวลและสง่างาม สื่อถึงท้องฟ้ายามราตรีได้อย่างไร้ที่ติ พร้อมด้วยตัวล็อกแบบพับที่ทำจากไวท์โกลด์ 18K และประดับด้วยแซฟไฟร์ทรงบาแกตต์อีก 16 เม็ด (ประมาณ 0.53 กะรัต) เป็นการปิดท้ายความสมบูรณ์แบบที่ทำให้ทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเรือนนี้เป็นดั่งงานศิลปะที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว

สำหรับ Métiers d’Art Tribute to The Celestial ซีรีส์นี้เป็นการสวมใส่ประวัติศาสตร์ งานฝีมือชั้นครู และความหลงใหลในจักรวาลไว้บนข้อมือ เป็นผลงานที่ Vacheron Constantin ได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ศิลปะและวิทยาศาสตร์สามารถถักทอเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามไร้ขีดจำกัด ราวกับว่าดวงดาวบนฟากฟ้าได้ลงมาสถิตอยู่บนหน้าปัด ให้เราได้ชื่นชมความงามและความลึกลับของมันในทุกขณะจิต

ข้อมูลทางเทคนิค
Métiers d’Art Tribute to The Celestial

ชื่อรุ่นและคอลเลกชัน: นาฬิกาซีรีส์พิเศษ Métiers d’Art Tribute to The Celestial นี้ แต่ละเรือนจะอ้างอิงถึงกลุ่มดาวและราศีต่างๆ โดยมีรหัส 6007A/000G และตามด้วยรหัสเฉพาะราศี H042 ถึง H053

ตัวเรือน: สร้างสรรค์จากไวท์โกลด์ 18K ขนาด 39 มม. หนา 10.7 มม. โดดเด่นด้วยการประดับ แซฟไฟร์เจียระไนทรงบาแกตต์ 96 เม็ด หนักประมาณ 3.87 กะรัต บนขอบตัวเรือน ขาตัวเรือน และเม็ดมะยม ฝาหลังเป็นแซฟไฟร์ใสอวดกลไกภายใน และกันน้ำลึก 30 เมตร

หน้าปัด: พื้นหน้าปัดทำจากทองคำ 5N โชว์งาน Hand-guilloché ลวดลายสัญลักษณ์จักรราศีและกลุ่มดาว พร้อมประดับ เพชร Brilliant-cut แทนดวงดาวหลักๆ หลักชั่วโมงและเข็มทรงดาบทำจากทองคำขาว 18K พร้อมผิวลายร่อง

กลไกและฟังก์ชัน: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 2160 ที่ผลิตโดย Vacheron Constantin โดยตรง เป็นกลไก ตูร์บิญอง ที่บางเพียง 5.65 มม. แม้จะมีชิ้นส่วนถึง 188 ชิ้น ให้พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่ 2.5 Hz (18,000 VpH) แสดงผล ชั่วโมง นาที และวินาทีจะอยู่บนกรงตูร์บิญอง โรเตอร์ไขลานทำจากทองคำ 22K แบบ Peripheral ให้มุมมองกลไกเต็มตา

สาย: จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม พร้อมตัวล็อกแบบพับจากทองคำขาว 18K ประดับ แซฟไฟร์เจียระไนทรงบาแกตต์อีก 16 เม็ด หนักประมาณ 0.53 กะรัต

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Vacheron Constantin Les Cabinotiers Le Temps Divin Le Temps Divin ‘Ode to the Four Guardians’
Vacheron Constantin ประกาศโครงการใหม่ของโปรแกรมนาฬิกามือสองที่ผ่านการรับรอง
Deep Dive EP. 1: Vacheron Constantin | เจาะลึกประวัติศาสตร์ กับ 3 เรือนเอกที่นักสะสมต้องมี!