Santos de Cartier Small Model รุ่นใหม่ได้ฟื้นคืนตำนานนั้นด้วยความสง่างามที่โดดเด่น เป็นการพิสูจน์ว่าไอคอนที่แท้จริงจะไม่มีวันตกจากท้องฟ้าหรือตกยุคไปเลย
ดีไซน์ที่เกิดขึ้นในห้องนักบินเมื่อ 120 ปีที่แล้ว แต่ยังคงความเท่และทันสมัยอย่างเหลือเชื่อ Santos de Cartier Dual Time คือบทพิสูจน์ว่าไอคอนที่แท้จริงไม่เคยตกยุค
เล็กแต่ยิ่งใหญ่ Santos de Cartier Small Model ปี 2025
ในปีนี้ ในงาน Watches and Wonders 2025 แบรนด์ได้ย้ำเตือนเราว่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางเรื่องสามารถแสดงออกในบทที่เล็กลงได้ พบกับคอลเลกชัน Santos de Cartier Small Model ใหม่ ซึ่งเป็นการนำสาระสำคัญของรุ่นดั้งเดิมกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่ตอบสนองรสนิยมร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
ด้วยขนาด 27 มม. x 34.5 มม. รุ่น Small Model ใหม่นี้สะท้อนสัดส่วนของนาฬิกา Cartier Santos ยุคแรกๆ มีให้เลือกในตัวเรือนสแตนเลสล้วน ทองคำเยลโลว์โกลด์ หรือโลหะผสมทองและสแตนเลส รุ่นใหม่เหล่านี้มอบความแม่นยำดุจเครื่องประดับบนข้อมือ เปล่งประกายความสง่างามที่ผสมผสานกับประโยชน์ใช้สอยอันเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier
นาฬิการุ่น Santos de Cartier Small Model ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ คือการรื้อฟื้นดีไซน์ดั้งเดิมของนาฬิกา Santos ที่ Louis Cartier สร้างขึ้นให้กับ Alberto Santos-Dumont นักบินผู้บุกเบิกในอดีต โดยเป็นการนำเสนอความสง่างามเหนือกาลเวลาในขนาดที่เล็กและประณีตยิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับนาฬิกา Santos สมัยใหม่ทั้งหมด รุ่น Small Model มาพร้อมกับระบบ QuickSwitch System ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Cartier ซึ่งทำให้การเปลี่ยนระหว่างสายโลหะกับสายหนังทำได้อย่างตรงไปตรงมา สายโลหะยังคงการผสานรวมที่สะดวกสบายและไม่มีสกรู และมาพร้อมกับเทคโนโลยีการปรับขนาด SmartLink ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับขนาดสายได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ รุ่นใหม่นี้สามารถสลับเปลี่ยนได้ง่ายเหมือนกับรุ่นที่ใหญ่กว่าในคอลเลกชัน โดยมีตัวเลือกเป็นสายโลหะหรือสายหนัง สายหนังทำจากหนังลูกวัวสำหรับรุ่นที่ไม่ใช่โลหะมีค่า และจากหนังจระเข้สำหรับรุ่นทองคำล้วน ซึ่งมาพร้อมกับหัวเข็มขัดแบบ ardillon ในโลกที่ความฟุ่มเฟือยมักจะได้รับความนิยม รุ่น Small Model กลับแสดงความมั่นใจในความเรียบง่ายที่ไม่ฉูดฉาด
ตำนานของ Santos
แม้ว่าจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับ Santos de Cartier Small Model ในแง่ของแฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือต้องไม่มองข้ามตำนานของมัน นี่ไม่ใช่นาฬิกาที่ถูกคิดค้นขึ้นมาสำหรับรันเวย์ มันถือกำเนิดขึ้นในห้องนักบินของเครื่องบิน โดยถูกรัดไว้ที่ข้อมือของชายผู้ท้าทายแรงโน้มถ่วง Santos-Dumont ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักบิน เขาคือนักประดิษฐ์ นักอนาคตนิยม และไอคอนแห่งสไตล์ก่อนที่คำนี้จะมีอยู่จริง
จุดเริ่มต้นในปี 1830 ที่หมู่บ้าน Les Bois ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่ง Louis Joseph Baume ได้ก่อตั้งธุรกิจนาฬิกาขึ้นด้วยปณิธานอันแรงกล้าที่จะสร้างสรรค์แต่ผลงานคุณภาพสูงสุดเท่านั้น
ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อปี 1830 ที่หมู่บ้าน Les Bois ในสวิตเซอร์แลนด์ โดย Louis Joseph Baume ได้เปิดร้านนาฬิกาเล็กๆ และจากคำพูดของเขาเองที่ว่า “รับแค่ของที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น และผลิตนาฬิกาคุณภาพดีที่สุดเท่านั้น” จนกลายเป็นหลักการสำคัญที่ลูกชายของเขานำมาใช้เมื่อก่อตั้งบริษัทในชื่อ Frères Baume และด้วยหลักการนี้เอง พวกเขาก็สร้างสรรค์นาฬิกาคุณภาพสูงจนธุรกิจเติบโตเร็วมาก
Clifton Club Indian Motorcycle (Ref. M0A10403) ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพื่อยกย่องแบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่าง Indian Motorcycle Company โดดเด่นด้วยหน้าปัดโครโนกราฟที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและโลโก้บนฝาหลัง
Hampton: งานศิลปะ Art Deco บนข้อมือ
ถ้าคุณเบื่อนาฬิกาทรงกลม Hampton คือตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของรุ่นนี้มีที่มาจากยุค Art Deco ในช่วงปี 1920s ซึ่งเป็นช่วงที่ Paul Mercier เข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบ Hampton จึงเป็นมากกว่านาฬิกา แต่เป็นเหมือนชิ้นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ การมีนาฬิการุ่นนี้ในคอลเลกชันแสดงให้เห็นถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใครและความเข้าใจในเรื่องของศิลปะอย่างแท้จริง
แนะนำ Hampton “Hommage à Pierre Soulages” (Ref. M0A10741) ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานศิลปะของจิตรกรชื่อดัง Pierre Soulages โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำสนิทที่มีเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัว ทำให้เป็นชิ้นงานที่แสดงออกถึงศิลปะได้อย่างลึกซึ้ง
เรือนเวลาแทนความร่วมมือครั้งล่าสุด Richard Mille RM 43‑01 Tourbillon Split-Seconds Chronograph Ferrari
WORDS : Celine Yap แปลและเรียบเรียงโดย: Pisuthinee Buasup
Richard Mille และ Ferrari เผยโฉมเรือนเวลาแทนความร่วมมือครั้งล่าสุด Richard Mille RM 43‑01 Tourbillon Split-Seconds Chronograph Ferrari ณ งานแถลงข่าวสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จัดขึ้นใน Palais de Tokyo กรุงปารีส ทางแบรนด์ได้มุ่งเน้นดีเอ็นเอ Formula 1 และสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างวงการยานยนต์ โดยปกติแล้วงานเปิดตัวครั้งสำคัญเช่นนี้ เจเนอเรชันที่สองของ Richard Mille แบรนด์ไดเรกเตอร์ และบุคลากรหลักของ Ferrari จะมาร่วมงานเพื่อแสดงมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และกระบวนการพัฒนาเบื้องหลังนาฬิการุ่นนั้น ๆ ในงานนี้ผู้เป็นตัวแทนมาร่วมงานกลับเป็น Felipe Massa แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกแห่งครอบครัว Richard Mille อันยิ่งใหญ่ ความร่วมมือระหว่าง Ferrari เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องไปยังอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างต่ำ ด้วยผลงานความร่วมมือระดับความแรงสูงอีกหลายรุ่นต่อแถวเข้าคิวอยู่ในไลน์การผลิต
ระยะเวลา 5 ปีนั้นไม่ใช่เวลานานนักสำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่ภายในช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้ ความร่วมมือระหว่าง Richard Mille และผู้ผลิตซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาเลียนอย่าง Ferrari นั้นรุดหน้าไปไกลเหนือจินตนาการ ภายในระยะเวลา 2 ปี หลังจากที่ลงหมึกเซ็นต์สัญญาในปี 2020 ทั้งสองบริษัทก็พร้อมที่จะเผยผลผลิตรุ่นแรกจากความร่วมมือของทั้งคู่
นั่นคือในปี 2020 ที่เปิดตัว RM UP-01 Ferrari นาฬิกาเรือนบางเฉียบเหลือเชื่อที่มีตัวเรือนหนาเพียงแค่ 1.75 มม. RM UP-01 Ferrari นั้นไม่ใช่นาฬิกาธรรมดาๆ มันเปิดตัวอย่างลือลั่นด้วยการเลื่อนชั้นเข้าไปอยู่ในหมวดหมู่นาฬิกาเรือนบางเฉียบแห่งอุตสาหกรรมนาฬิกา ราวกับยอดมนุษย์ Kool-Aid ที่ระเบิดกำแพงอิฐ ส่งสารเสียงดังและแจ่มแจ้ง การร่วมมือกับ Ferrari ในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหนๆ ที่เคยทำมาก่อน Richard Mille มาพร้อมดีเอ็นเอฝังรากลึกในการแข่งรถ Formula 1 และ Ferrari แบรนด์ยนตรกรรมที่สร้างตำนานของตัวเองได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่มีแบรนด์ไหนจะเหมาะสมซึ่งกันและกันยิ่งกว่านี้อีกแล้ว
ดังนั้น หลังจากเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปแล้ว การเดินทางดำเนินต่อไปในปีนี้ด้วยเรือนเวลาผลงานความร่วมมือรุ่นถัดไป Richard Mille RM 43-01 Tourbillon Split-Seconds Chronograph Ferrari
นาฬิกาโครโนกราฟเพื่อนักประลองความแรง
แวบแรกที่เหลือบมอง RM 43-01 Tourbillon Split-Seconds Chronograph Ferrari ก็แลดูเหมือนนาฬิการุ่นอื่นๆ ของ Richard Mille อันที่จริงแล้ว เราไม่อยากโกหกว่า ความจริงเราคาดหวังว่า ผลงานความร่วมมือชิ้นที่สองระหว่าง Richard Mille x Ferrari จะนำเสนอนาฬิการุ่นช็อคโลก หรือมาในแนอวองการ์ดสุดขั้วอีกสักรุ่น กลับกลายเป็นว่า RM 43-01 หน้าตาเรียบร้อยกว่า RM UP-01 เป็นไหน ๆ เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือ Richard Mille สำหรับ Ferrari นั่นหมายความว่า คุณต้องส่องเข้าไปดูข้างใต้ถึงจะเห็นแก่นแท้ของมัน ต้องขอบคุณที่นาฬิการุ่นนี้ไม่ได้ซ่อนความลับอะไรไว้ ไม่ว่าจะเป็น ด้านหน้าหรือด้านหลัง ทุกชิ้นส่วนของคาลิเบอร์ 43-01 สามารถมองเห็นได้ถนัดตา เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่า นาฬิการุ่นนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Richard Mille และ Ferrari ซึ่งคุณต้องดำดิ่งลงไปสำรวจในรายละเอียด
ในฐานะนาฬิกาทูร์บิญองแบบระบบจับเวลาแยกสองรายการ สำหรับช่างนาฬิกาแล้ว Richard Mille RM 43-01 Ferrari ไม่ใช่นาฬิการุ่นแรกในเผ่าพันธุ์นี้ ต้องให้เกียรติ RM 008 ที่เปิดตัวในปี 2003 ส่วนนาฬิกาทูร์บิญองแบบระบบจับเวลาแยกสองรายการรุ่นอื่นๆ ของ Richard Mille นั้นประกอบไปด้วย RM 050 Felipe Massa, RM 50‑02 ACJ (Airbus Corporate Jets), RM 50-03 McLaren F1 และ RM 50-04 Kimi Raikkonen
กลไกที่ผ่านการพัฒนาให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น
ในบรรดานาฬิการุ่นล่าสุดของ Richard Mille นาฬิการุ่นนี้เป็นเจ้าภาพในการริเริ่มใช้เทคนิคที่ผ่านการพัฒนาขึ้นใหม่ RM 43-01 มาพร้อมกลไกขับเคลื่องฟังก์ชัน split-second เจเนอเรชันรุ่นล่าสุดที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Richard Mille and Audemars Piguet Le Locle (APLL).
การแก้ปัญหาทางเทคนิคนี้ทำให้คาลิเบอร์อันซับซ้อนทำให้ได้มาซึ่งน้ำหนักที่ช่วยเสริมความทนทานอย่างสูงสุด โดยผ่านการทดสอบในโรงงานของ Richard Mille ภายใต้แรงสั่นสะเทือนสูงถึง 5,000 จี นับเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งสำหรับนาฬิกาที่ผสานเอสเคปเมนต์ของทูร์บิญองเข้ากับกลไกโครโนกราฟ split-seconds อันซับซ้อน
Salvador Arbona ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคแห่งแผนกกลไก อธิบายไว้เช่นนั้น
ออกแบบด้วยความประณีต
Centro Stile ศูนย์ออกแบบของ Ferrari มีบทบาทสำคัญในการออกแบบองค์ประกอบหลักของนาฬิกา นับตั้งแต่ภาพรวมในเชิงสุนทรียะไปจนถึงรายละเอียดอย่างเช่น เม็ดมะยม เข็มนาฬิกาและสาย ซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายเบาะที่หนังของซูเปอร์คาร์รุ่น Purosangue ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงอิทธิพลจากสไตล์อันเฉพาะตัวของ Ferrari หัวหน้าแผนกสิทธิบัตรและความร่วมมือ Francesca Vernia กล่าวว่า “นาฬิการุ่นใหม่นี้มีความเป็น Ferrari สูงกว่ารุ่นก่อนมาก” ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า RM 43-01 มีลักษณะที่อ้างอิงได้จากซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาเลียนอยู่หลายประการ ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นดั่งตัวแทนถ่ายทอดคุณลักษณะของผู้ผลิตสุดยอดยานยนต์ได้อย่างล้ำเลิศ
เพื่อเป็นการน้อมนำหลักอากาศพลศาสตร์อันล้ำสมัยมาใช้ Richard Mille RM 43-01 Ferrari จึงมาในตัวเรือนที่มีให้เลือก 2 วัสดุ โมเดลแรกมาในตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมขอบคาร์บอน TPT อีกโมเดลมาในตัวเรือนคาร์บอน TPT ล้วน วัสดุที่มีน้ำหนักเบาและยังเป็นวัสดุคอมโพสิตที่บางเบาแต่ทนทาน ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับสไตล์อันเชื่อถือได้ของ Richard Mille
Richard Mille RM 43-01 Ferrari ตัวเรือนคาร์บอน TPT
Richard Mille RM 43-01 Ferrari ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5
กลไกนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นจากกลไกทูร์บิญองพร้อมระบบจับเวลาแยกสองรายการแบบขึ้นลานด้วยมือ ที่อยู่ในแคตตาล็อกของ Richard Mille มาตั้งแต่โมเดล RM 008 แต่การปรับแต่งในสไตล์ Ferrari ได้ดึงเอากลิ่นอายแบบเครื่องยนต์ Formula 1 เข้ามา ผิวเมทัลลิกบนเบสเพลตสะท้อนความเที่ยงตรงในแบบอุตสาหกรรมของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่หล่อด้วยทราย ขณะที่สะพานจักรที่ผ่านการขัดไมโครบลาสต์ให้ผิวสัมผัสแบบแมตต์ที่ดูแข็งแกร่งทำให้นึกถึงฝาครอบเครื่องยนต์ของ Ferrari
โครงสร้างชิ้นส่วนมีเหลี่ยมมุมตกแต่งด้วยริ้วนูนเล็ก ๆ โทนสีที่ตัดกัน และชิ้นส่วนรองรับรูปตัว X ขนาดเล็ก แทรกอยู่ร่วมกับสกรูหัวหกเหลี่ยมสีทอง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงลวดลาย ชิ้นส่วน และรายละเอียดที่ฉีดขึ้นรูปแบบเดียวกับที่พบในบล็อกเครื่องยนต์และฝาสูบของ Ferrari
“’ความร่วมมือเช่นนี้ ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ความคล้ายคลึงในรูปลักษณ์ระหว่างเครื่องยนต์ Ferrari หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ กับองค์ประกอบที่นำมาใช้ในนาฬิกาเท่านั้น แต่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานร่วมกันในเชิงคุณค่า” Flavio Manzoni ผู้บริหารฝ่ายออกแบบของ Ferrari กล่าวต่อว่า “ในแง่ของประสิทธิภาพ ทุกอย่างที่ออกแบบขึ้นด้วยจุดประสงค์ในเชิงเทคนิคสามารถออกแบบให้สวยงามได้ แนวคิดเรื่องความงามที่ใช้งานได้จริงคือสิ่งที่เราหลงรักอย่างแท้จริง”
คำกล่าวของ Manzoni สะท้อนปรัชญาการผลิตนาฬิกาของ Richard Mille ได้อย่างสมบูรณ์แบบ: สิ่งใดที่มีจุดประสงค์เชิงเทคนิค ก็สามารถเป็นสิ่งที่ดูงดงามได้ เพราะเทคนิคเป็นตัวกำหนดการออกแบบ อย่างที่ Mille บอกไว้หลังจากผ่านการไตร่ตรองอย่างดี และคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงอะดรีนาลีนที่สูบฉีดทั่วร่างเมื่อได้สวมใส่นาฬิกาอย่าง Richard Mille RM 43‑01 Tourbillon Split‑Seconds Chronograph Ferrari บนข้อมือ
น่าจะเป็นอีกโมเดลที่หลายคนเกิดรักแรกพบตั้งแต่เห็นสีฟ้าใสบริสุทธิ์บนหน้าปัดโมเดลยอดนิยมอย่าง Black Bay 54 เพราะเป็นสีที่บ่งบอกว่า ฤดูร้อนได้มาถึงแล้ว เพราะสีสันบนหน้าปัดบ่งบอกชัดเจนว่า เราคงต้องปิดเครื่องมือสื่อสาร แล้วพานาฬิการุ่นนี้ออกไปพักผ่อนริมชายหาดทรายขาว น้ำทะเลใสแจ๋วสักแห่ง
Fifty Fathoms For Her ยังเป็นนาฬิกาที่รังสรรค์มาเพื่อเพศหญิงโดยแท้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่รางวัล Ocean Photographer of the Year ที่ทาง Blancpain ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2020 ได้มีนาฬิกาที่ถูกสร้างมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ นั่นก็คือ Fifty Fathoms For Her รุ่นนี้ที่เกิดมาเพื่อมอบพลังให้ผู้หญิงได้ถ่ายทอดความงดงามของโลกใต้บาดาลให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมสืบไป
กลไกคุณภาพจากญี่ปุ่น: ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Cal.F6724 Made in Japan ซึ่งเป็นกลไกที่ Orient พัฒนาเอง การมีทับทิม 22 เม็ด และฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Hacking) แสดงถึงความเที่ยงตรงและใส่ใจในรายละเอียด
ความแม่นยำระดับโลก: นาฬิกาหลายรุ่นในคอลเลคชั่นนี้มาพร้อมฟังก์ชันรับสัญญาณเวลา (Radio-Controlled) และฟังก์ชัน World Time แสดงเวลาโลก ให้ความเที่ยงตรงไม่ว่าจะอยู่ที่ไทม์โซนใดก็ตาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักบินและนักเดินทางบ่อยครั้ง
Montblanc Star Legacy Automatic Date เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในนาฬิกากลไกแบบดั้งเดิมที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความโดดเด่นของหน้าปัด ต้องการนาฬิกาที่บ่งบอกถึงรสนิยมอันลึกซึ้ง และชื่นชมงานฝีมือที่พิถีพิถันจากแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ความเป็นลิมิเต็ด อิดิชั่นยังเพิ่มคุณค่าในการสะสมอีกด้วย
หากกำลังมองหานาฬิกาที่รวมเอาความสง่างามเหนือกาลเวลา คุณค่าทางศิลปะ และความพิเศษเข้าไว้ด้วยกัน Montblanc Star Legacy Automatic Date คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง
นาฬิกาเรือนนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของความประณีตในคอลเลคชั่น Belluna Royal ซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราแบบสุขุมและประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้
ภาพรวมเด่นๆ ของ Mido Belluna Royal Gent M024.507.16.071.00:
TAG Heuer Aquaracer Professional 200 Solargraph เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความทนทานในระดับสูง ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่สมดุลและมีรสนิยม
หากกำลังมองหานาฬิกาที่จะเติมเต็มความสนุกสนานในวันหยุด พร้อมทั้งแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในคุณภาพและนวัตกรรม TAG Heuer Aquaracer Professional 200 Solargraph คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
Constant Kwong ผู้เขียนบทความนี้กล่าวว่าวงการนาฬิกาเอเชียกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์นาฬิกาอิสระอย่าง Atelier Wen, Kiu Tai Yu, Behrens Watches และ Fam Al Hut ที่กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดและดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ถูกมองข้ามในวงการนี้คือ Benjamin Chee นักกฎหมายชาวสิงคโปร์ที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการ เขาเป็นนักสะสมผู้หลงใหลและเป็นผู้สนับสนุนศิลปะการทำนาฬิกาจีนอย่างกระตือรือร้น
แจกันโดย Xiong Songtao ชื่อ Sings in Praise of Auspiciousness ที่มีรูปนกกระเรียนเก้าตัวเคลือบอยู่ เครดิต: homofaber
นาฬิกา Patek Philippe Dome สำหรับ Maison Patek Philippe Shanghai ref. 1644M ในปี 2012 เครดิต: Europa Star
ปรมาจารย์ Xiong Songtao เครดิต: homofaber
ในฐานะช่างฝีมือรุ่นที่สามของ Xiong’s Enamel ซึ่งเป็นสตูดิโอครอบครัวที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1969 เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้รักษา มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในประเทศจีน และผลงานของเขาก็สะท้อนถึงมรดกนั้นในทุกรายละเอียด ศิลปะการลงยาของเขาได้รับมอบหมายจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Piaget และ Cartier และในปี 2012 เขาก็ได้สร้างสรรค์นาฬิกาตั้งโต๊ะทรงโดมสำหรับ Patek Philippe เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว Maison Patek Philippe Shanghai ด้วยรหัสรุ่น 1644M “新上海” (New Shanghai)
หนึ่งในใบไม้สิบหกใบจาก Immortal Blossoms of an Eternal Spring วาดโดย Lang Shining (1688–1766) ซึ่งมีภาพนกและดอกไม้ เครดิต China Online Museumนกแก้วห้าสีบนต้นแอปริคอตที่กำลังออกดอก โดยจักรพรรดิฮุ่ยจง
ในวงการนาฬิกาปัจจุบัน การขยายพลังงานสำรองกลายเป็นหนึ่งในการแสดงความสำเร็จทางเทคนิคที่แบรนด์ต่างๆ แข่งขันกันด้วยความทะเยอทะยานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ A. Lange & Söhne มีกลไกที่สำรองพลังงานได้ถึง 31 วัน Patek Philippe ก็ทัดเทียมด้วยนาฬิกาตั้งโต๊ะ Hublot เคลมว่าทำได้ 50 วัน และ Vacheron Constantin ก็เป็นอันดับหนึ่งที่ 65 วัน
Patek Philippe ได้หันมาใช้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกวินเทจมากขึ้น โดยเฉพาะในการออกแบบสะพานจักร แนวทางนี้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ Cal. 30-255 ที่เปิดตัวใน Ref. 6119 ปี 2021 แต่กลไกใหม่ Calibre 31-505 8J ก้าวไปไกลกว่านั้น สะพานจักรมีความยาวและประณีตมากขึ้น ไหลลื่นสง่างามขึ้น แทนที่จะเพียงแค่เลียนแบบรูปทรงเก่าๆ พวกเขาสามารถจับเอาจิตวิญญาณของสถาปัตยกรรมกลไกแบบดั้งเดิมมาไว้ได้ นี่อาจจะเป็นความพยายามที่แข็งแกร่งที่สุดของ Patek ในยุคปัจจุบันในการสร้างสรรค์กลไกที่ชวนให้นึกถึงนาฬิกาวินเทจ
การเพิ่มจำนวนสะพานจักรยังหมายถึงการเพิ่มจำนวนขอบที่ Patek Philippe สามารถแสดงงานขัดแต่ง โดยเฉพาะการขัดขอบแบบโค้งมนและขัดเงา แม้ว่าจะไม่กว้างหรือเงางามเท่าที่พบในนาฬิกาจากผู้ผลิตอิสระ ซึ่งดำเนินงานในขนาดที่แตกต่างกันมาก แต่ก็ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของแบรนด์จากไม่กี่ปีที่แล้วอย่างชัดเจน
Patek Philippe ใช้เมนสปริงบาร์เรลสองอันที่จัดเรียงแบบอนุกรม (in series) ซึ่งหมายความว่าพลังงานจากบาร์เรลทั้งสองจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อขยายระยะเวลาของพลังงานสำรองทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม บาร์เรลที่เชื่อมต่อแบบขนาน(in parallel) จะให้แรงบิดที่มากขึ้นแต่ไม่ได้เพิ่มระยะเวลาการทำงาน
และแน่นอนว่ากลไก escapement มาจากโครงการ Advanced Research ของ Patek Philippe โดยตรง ซึ่งเป็นความพยายามตลอดทศวรรษที่มุ่งเน้นการพัฒนาส่วนประกอบจากซิลิคอน ในกลไกนี้ ทั้ง escape wheel, balance spring และ balance ล้วนทำจากซิลิคอนที่มีน้ำหนักเบาและมีแรงเสียดทานต่ำ ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานและการสึกหรอ ส่งผลให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นและพลังงานสำรองที่ยาวนานขึ้น
กล่าวโดยเคร่งครัด เมนสปริงบาร์เรลคู่เก็บพลังงานเพียงพอสำหรับพลังงานสำรองเก้าวัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สังเกตการณ์ที่ละเอียดจะสังเกตเห็นช่องเก้าช่องบนจอแสดงพลังงานสำรอง อย่างไรก็ตาม Patek Philippe ระบุว่านาฬิการับประกันการทำงานที่แม่นยำเพียงแปดวัน วันที่เก้ามีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นระยะขอบความปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการในข้อมูลจำเพาะ
Patek Philippe Calatrava 8-Day Ref. 5328G อาจไม่ได้รับความสนใจเท่ากับรุ่นหน้าปัดสีแซลมอนที่ได้รับความนิยม แต่เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันตอบสนองมาตรฐานทั้งงานฝีมือดั้งเดิมและประสิทธิภาพที่ทันสมัย
นาฬิกาที่ Bryan Ferry เคยเป็นเจ้าของยังรวมถึง Sutton Digital Jump Hour ที่ตัวเรือนพลาสติกใสแบบไขลาน, Boucheron Reflet ตัวเรือนทองคำเหลือง และ Rolex Explorer Ref. 1016 หน้าปัดแบบ Tropical Dial ในการให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph ในปี 2016 เขาพูดถึง Timex ว่าเป็นนาฬิกาเรือนแรกของเขา และเสียใจที่ทำ Reflet หาย โดยกล่าวว่า “มันสวยงามมาก เหมือน Cartier Tank ผมยังคงเห็นมันในภาพเก่าๆ อยู่บ้าง…”
เฟอร์รี่กับ Sutton Digital Jump Hour
เฟอร์รี่กับ Boucheron Reflet
Grace Jones ศิลปินผู้มากความสามารถที่นิยามความเป็นตัวเองก่อนที่คำว่า ‘multi-hyphenate’ จะมีอยู่จริง เธออาจจะเป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดของ New Wave เลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่าเรือนเวลาที่เธอเลือกก็ไม่เคยจืดจางเช่นกัน
เรือนเด่นจากไอคอน Elvis Costello, Nick Cave และ Rusty Egan
ปิดท้ายรายชื่อนี้ด้วย Elvis Costello, Nick Cave และ Rusty Egan ทั้ง Costello และ Cave เป็นเจ้าของนาฬิกาจาก JS Watch Company แบรนด์จากเมืองเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ โดย Costello เลือก Frisland God ส่วน Cave เลือก Gilbert Bóhem JS Watch Company กลายเป็นเหมือนบททดสอบสำหรับคนดังที่หลงใหลในนาฬิกาซึ่งมาเยือนไอซ์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็น Tom Cruise, Ed Sheeran, Gordon Ramsay หรือแม้แต่ Dalai Lama
แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงระดับซูเปอร์สตาร์เท่ากับคนดังหลายคนในยุคเดียวกัน แต่ Rusty Egan ดีเจและผู้ร่วมก่อตั้ง Blitz Club อันโด่งดังในลอนดอน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ New Romantic ซึ่งเป็นกระแสย่อยของ New Wave ก็ยังคงเป็นบุคคลสำคัญในวงการ
ภาพถ่ายแสดงให้เห็นเขาข้อมือเปล่าที่ Blitz น่าจะสนใจการปาร์ตี้และแผ่นเสียงที่จะเปิดต่อไปมากกว่าการดูเวลา แต่ระดับความชื่นชอบในนาฬิกาของเขาได้พัฒนาไปอย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันเขาได้สวมนาฬิกาคู่ใจที่เคยเป็นที่นิยมในคลับช่วงปี 2010 อย่าง Audemars Piguet Royal Oak Offshore และ Panerai Luminor
เมื่อความแม่นยำของเรือนเวลา ผสานกับความมุ่งมั่นในเกมแห่งชัยชนะ ฉลอง 40 ปีแห่งความผูกพันที่ Rado มีต่อวงการเทนนิส
ในโลกของนาฬิกาและกีฬา บางความสัมพันธ์ก็ลึกซึ้งและยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับ Rado และวงการเทนนิส ที่ในปี 2025 นี้ กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีแห่งความร่วมมืออันทรงคุณค่า ภายใต้แนวคิด “Game, Set and Match” ซึ่งสะท้อนถึงการเดินทางร่วมกันระหว่างศิลปะแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลา และความท้าทายอันน่าหลงใหลของกีฬาเทนนิสระดับอาชีพตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา มันคือเรื่องราวของความมุ่งมั่น ความแม่นยำ และการก้าวข้ามขีดจำกัดที่แบรนด์ได้พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอด
The EFG Swiss Open Gstaad – 2023
Mubadala Citi DC Open, Washington – 2021
เกมแห่งสไตล์ Rado Captain Cook x Tennis Limited Edition
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ Rado ได้นำเสนอเรือนเวลารุ่นพิเศษอย่าง Rado Captain Cook x Tennis Limited Edition ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,985 เรือนทั่วโลก นับว่าเป็นการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกีฬาเทนนิสลงบนข้อมือได้อย่างแยบยล
Rado Captain Cook x Tennis Limited Edition ขับเคลื่อนด้วยกลไก Rado คาลิเบอร์ R763 ที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง และยังมาพร้อมระบบ EasyClip ที่ช่วยให้การเปลี่ยนสายนาฬิกาเป็นเรื่องง่ายดาย เรือนเวลานี้สะท้อนแนวคิด “Sporty Elegance” ทั้งในด้านเทคนิค ดีไซน์ และความหมาย ถือเป็นการหลอมรวมความคลาสสิกของงานออกแบบเข้ากับพลังแห่งการแข่งขันได้อย่างลงตัว
ตัวเรือนเม็ดมะยมและขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทำจากสแตนเลสสตีลขัดเงา พร้อมขอบหน้าปัดพลาสม่าไฮเทคแบบปัดเงารูปวงกลม ฝาหลังยังสลักข้อความพิเศษ “LIMITED EDITION, ONE OUT OF 1985” และมีการปั๊มนูนที่ถอดแบบพื้นผิวของสนามเทนนิสหลายประเภท (หญ้า ดิน และปูน) ซึ่งเป็นดีเทลที่น่าประทับใจ
พันธกิจที่สานต่อด้วยความมุ่งมั่น Rado กับวงการเทนนิส
Rado ยังเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในวงการเทนนิสมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยบทบาทผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ ATP และ Davis Cup ทำให้แบรนด์กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีความเที่ยงตรง และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่าเชื่อถือในโลกของกีฬา ความร่วมมือกับการแข่งขันระดับตำนานอย่าง French Open, Mubadala Citi DC Open และ Swiss Indoors Basel ได้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงแฟนกีฬาทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง
The Rado Swiss Open Gstaad 1985 final between Joakim Nyström and Andreas Maurer.
Corner clock, Swiss Indoors Basel – 2023
สิ่งที่น่าชื่นชมคือ Rado ยังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่สร้างแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนนักกีฬาเยาวชนผ่านโครงการ Rado YoungStars ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 และยังผลักดันให้นักกีฬาหลายคนเติบโตขึ้นเป็นแชมป์โลกจากโครงการนี้ นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับนักเทนนิสชั้นนำระดับโลกอย่าง Ash Barty, Cameron Norrie และ Barbora Krejčíková ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความผูกพันของ Rado กับวงการเทนนิส
Rado Captain Cook x Tennis Limited Edition นับเป็นอีกหนึ่งคอลเลกชันที่เฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ 40 ปีแห่งความมุ่งมั่น ความหลงใหล และชัยชนะของ Rado ในโลกเทนนิส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแฟนกีฬาและนักสะสมที่หลงใหลในความเที่ยงตรงเหนือกาลเวลา
ข้อมูลทางเทคนิค Rado Captain Cook x Tennis Limited Edition
สีขาวคมชัดและสีส้มสดใส มีมาให้เลือกสำหรับคอลเลกชันใหม่นี้ ด้วยสีส้มที่เข้าคู่กับเข็มวินาทีกลางสีส้มและตัวอักษร “TECH” บนหน้าปัดอย่างลงตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่นาฬิกาดำน้ำที่จริงจังที่สุดก็สามารถมีบุคลิกและความสนุกสนานได้ นี่คือสิ่งที่ Marc A. Hayek, President & CEO ของ Blancpain กล่าวไว้ว่า “ตอนนี้ผมชอบที่เราสามารถนำสีสันและสไตล์มาสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Tech ได้ โดยพิสูจน์ให้เห็นว่านาฬิกาดำน้ำที่จริงจังก็สามารถมีมุมไลฟ์สไตล์ได้เช่นกัน”
เรื่องราวของนาฬิกา GMT เริ่มต้นอย่างแท้จริงในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 พร้อมกับการเติบโตของการบินพาณิชย์ ในยุคนั้น Pan American World Airways (Pan Am) สายการบินยักษ์ใหญ่กำลังขยายเส้นทางบินข้ามทวีปอย่างต่อเนื่อง นักบินและลูกเรือต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ นั่นคือ “Jet Lag” และความสับสนในการจัดการเวลาเมื่อต้องบินผ่านหลายเขตเวลาในเวลาอันรวดเร็ว
ผู้โดยสารชาวอเมริกันกำลังขึ้นเครื่องบินเจ็ตของสายการบิน Pan Am ที่สนามบิน Idlewild เพื่อเดินทางไปยังยุโรป (ภาพโดย Joseph Scherschel/The LIFE Picture Collection/Getty Images)
Bvlgari เป็นที่รู้จักในฐานะเมซงที่หลอมรวมความกล้าหาญในการออกแบบแบบอิตาเลียนเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกลไกของสวิสได้อย่างไร้รอยต่อ นิทรรศการ Beyond Time จึงสะท้อนแก่นแท้นี้ไว้อย่างครบถ้วน จากประสบการณ์ที่เคยสัมผัสงานจัดแสดงของ Bvlgari ในเจนีวา
ครั้งนี้ที่สิงคโปร์ก็ยังคงรักษามาตรฐานด้านสุนทรียภาพได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการเนรมิตพื้นที่ให้เป็นแกลเลอรีแบบเปิด ที่แบ่งโซนตามเอกลักษณ์ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นความพลิ้วไหวของ Serpenti ความเฉียบคมเชิงสถาปัตยกรรมของ Octo ความซับซ้อนของ Grande Complications ไปจนถึงความวิจิตรของนาฬิกา High Jewellery ที่เห็นแล้วอดชื่นชมไม่ได้ถึงความละเอียดอ่อนของงานฝีมือ
จุดเด่นที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือประติมากรรมรูปตัว ‘B’ ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นมากกว่าสัญลักษณ์ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของงานที่ออกแบบมาเพื่อขับเน้นความงดงามของนาฬิกาไฮจิวเวลรี่ให้เปล่งประกาย การออกแบบพื้นที่โดยรวมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาแบบมินิมัลลิสต์ของ Ludwig Mies van der Rohe และ Lilly Reich ยิ่งตอกย้ำถึงความแม่นยำและเส้นสายที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง ซึ่งสอดรับกับปรัชญาของ Octo Finissimo ได้อย่างลงตัว นี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่า Bvlgari มองไปถึงบริบททางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์แต่ละชิ้น
Deep Dive Episode 3 | เตรียมพบกับเรื่องราวสุดเข้มข้นของ Orient Star หนึ่งในแบรนด์นาฬิกากลไกสัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก!
ในรายการ Deep Dive Episode 3 คุณจะได้ร่วมเดินทางไปกับเราเพื่อสำรวจทุกซอกมุมของประวัติศาสตร์อันยาวนาน พร้อมเจาะลึกรายละเอียดของ Contemporary Date เรือนเวลาที่รวมเอาความประณีต ดีไซน์เหนือกาลเวลา และนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งสีสันที่เผยให้เห็นถึงความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิก หรือความทันสมัย แต่ที่พิเศษสุดคือ สีเขียวลิมิเต็ด ที่จะทำให้คุณต้องมนต์สะกด
อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้? กลไกอันซับซ้อนที่ขับเคลื่อนทุกวินาทีของนาฬิกา Orient Star มีความลับอะไรซ่อนอยู่? มาร่วมไขปริศนาไปพร้อมกันใน Deep Dive Episode 3 ที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณแห่ง Orient Star มากยิ่งขึ้น