Home Blog Page 28

Oris กลับสู่มหาสมุทรด้วยนาฬิกา New York Harbor Limited Edition II

0

Oris ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูมหาสมุทรอีกครั้ง

WORDS: Tracey Llewellyn | Aug 19, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

Oris New York Harbor Limited Edition II สนับสนุนภารกิจของโครงการ Billion Oyster Project ที่ตั้งเป้าฟื้นฟูหอยนางรมหนึ่งพันล้านตัวในอ่าวนิวยอร์กภายในปี 2035 พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชาวนิวยอร์กกว่าหนึ่งล้านคนได้มีส่วนร่วมในการศึกษาเกี่ยวกับทะเล ตัวนาฬิกาเองสะท้อนปรัชญาของ Oris ในเรื่องดีไซน์ที่มาพร้อมเป้าหมาย โดยมีหน้าปัดทำจาก เปลือกหอยมุกสีเขียวอมฟ้า ที่ได้แรงบันดาลใจจากเปลือกหอยนางรม

เมื่อ Oris เปิดตัวนาฬิกา New York Harbor Limited Edition รุ่นแรกในปี 2022 ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสอิสระรายนี้ ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับหนึ่งในโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในโลก นั่นก็คือการฟื้นฟูหอยนางรมหนึ่งพันล้านตัวในอ่าวนิวยอร์ก และในตอนนี้ การเปิดตัวนาฬิกา New York Harbor Limited Edition II ก็เป็นการย้ำเตือนเราอีกครั้งว่าความหรูหราที่ดีที่สุดนั้นสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้

สถิติที่น่าตกใจ ในช่วงปี 1600s น่านน้ำที่ต่อมากลายเป็นอ่าวนิวยอร์กเคยเป็นที่อยู่อาศัยของแนวปะการังหอยนางรมประมาณ 220,000 เอเคอร์ หอยนางรมตัวเต็มวัยหนึ่งตัวสามารถกรองน้ำได้ถึง 50 แกลลอนต่อวัน แนวปะการังของพวกมันสร้างปราการธรรมชาติเพื่อป้องกันพายุและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลนับไม่ถ้วน พวกมันเปรียบเสมือนต้นไม้ในป่าสำหรับมหาสมุทร

Oris สนับสนุนการฟื้นฟูท่าเรือนิวยอร์กอย่างไร?

แบรนด์ให้การสนับสนุนการฟื้นฟูอ่าวนิวยอร์กด้วยการระดมทุนจากการจำหน่ายนาฬิการุ่น New York Harbor Limited Edition โดยรายได้จากยอดขายจะนำไปใช้โดยตรงในการสร้างแนวปะการังหอยนางรมและการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่ผู้คน

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การเก็บเกี่ยวมากเกินไป มลภาวะ และระบบท่อน้ำทิ้งที่เสื่อมโทรมได้ทำให้อาณาจักรหอยนางรมใกล้สูญพันธุ์ และกว่ากฎหมาย Clean Water Act ปี 1972 จะสามารถยับยั้งน้ำเสียและของเสียจากอุตสาหกรรมได้ เตียงหอยนางรมส่วนใหญ่ก็แทบไม่หลงเหลืออยู่เลย

Pier 101 EcoDock เป็นฐานปฏิบัติการของโครงการ Billion Oyster

โครงการ Billion Oyster Project ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย Pete Malinowski และ Murray Fisher กำลังแก้ไขปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา ภารกิจของพวกเขามีความทะเยอทะยาน ก็คือการนำหอยนางรมหนึ่งพันล้านตัวกลับคืนสู่อ่าวภายในปี 2035 และในกระบวนการนี้จะดึงดูดชาวนิวยอร์กหนึ่งล้านคนให้เข้าร่วมการฟื้นฟูนี้ด้วย ปัจจุบัน มีการนำหอยนางรมกว่า 150 ล้านตัวกลับคืนสู่แนวปะการัง 17 แห่ง มีการรีไซเคิลเปลือกหอยที่ถูกทิ้งจากร้านอาหาร 2.9 ล้านปอนด์ และมีนักเรียนกว่า 30,000 คนได้มีส่วนร่วมในโปรแกรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงปฏิบัติ

Malinowski ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของหอยนางรม “มันคือการส่งเสริมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการศึกษา การมีส่วนร่วมของสาธารณะ และวิทยาศาสตร์ชุมชน หอยนางรมเป็นเครื่องมือที่เราใช้เชื่อมโยงชาวนิวยอร์กกลับคืนสู่อ่าวของพวกเขา”

พีท มาลินอฟสกี้ ผู้อำนวยการบริหารโครงการ Billion Oyster

สำหรับ Oris นี่เป็นมากกว่าความร่วมมือชั่วคราว บริษัทได้สร้างตัวตนที่ทันสมัยขึ้นมาไม่ได้เป็นเพียงเพราะความแข็งแกร่งของนาฬิกาเท่านั้น ยังมาจากความมุ่งมั่นที่แท้จริงต่อความยั่งยืนด้วย โดย Oris ได้รับสถานะเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2021 ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซ 10% ต่อปี และสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอ

ทว่านาฬิการุ่น New York Harbor อาจเป็นรุ่นที่สร้างความประทับใจได้ลึกซึ้งที่สุด นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นแรกที่ออกในปี 2022 ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในหมู่นักสะสม โดยผสมผสานหน้าปัดสีเขียวสดใสเข้ากับจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน รายได้ถูกนำไปใช้โดยตรงในการสร้างแนวปะการังและการศึกษา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการผลิตนาฬิกาสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้

นาฬิกาดำน้ำรุ่น Aquis Date ขนาด 41.5 มม. ตัวเรือนสแตนเลสสตีลมีหน้าปัดสีเขียวน้ำทะเลไล่เฉดสี

นาฬิการุ่น Limited Edition II ใหม่นี้สานต่อความสำเร็จดังกล่าว โดยสร้างขึ้นบนพื้นฐานของนาฬิกาดำน้ำ Aquis Date ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลขนาด 41.5 มม. กันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร มาพร้อมขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว และใช้กลไกอัตโนมัติ Calibre 733 (พื้นฐาน Sellita SW200-1) ซึ่งให้พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง

คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือหน้าปัด เปลือกหอยมุกสีเขียวอมฟ้าแบบไล่ระดับ ที่ชวนให้นึกถึงเปลือกหอยนางรมที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ใต้น้ำในอ่าว นาฬิกาทั้ง 2,000 เรือนมีหมายเลขกำกับแต่ละเรือน และฝาหลังสลักรูปเปลือกหอยนางรมสามตัว ตัวนาฬิกามาพร้อมสายสเตนเลสสตีล และมีสายยางแถมให้อีกหนึ่งเส้นเพื่อเน้นย้ำถึงความหลากหลายในการใช้งานทั้งในเมืองและในทะเล

นาฬิกาทั้ง 2,000 เรือนมีหมายเลขกำกับแต่ละเรือน และฝาหลังสลักรูปเปลือกหอยนางรมสามตัว

ความเป็นมา (provenance) จุดมุ่งหมาย (purpose) และความเป็นหุ้นส่วน (partnership) ตอนนี้มีความสำคัญพอ ๆ กับความซับซ้อนและคุณภาพของกลไกนาฬิกา และนาฬิการุ่นนี้มีคุณสมบัติครบทั้งสามประการ นั่นก็คือ มรดกในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาเครื่องมือที่ซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ จุดมุ่งหมายในการระดมทุนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในโลกจริง และการเป็น หุ้นส่วน กับโครงการที่สะท้อนประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของหนึ่งในเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นาฬิกาเรือนนี้เป็น Aquis อย่างแท้จริง ทั้งแข็งแกร่ง ใช้งานได้จริง และทันสมัย แต่สิ่งที่ยกระดับให้มันพิเศษยิ่งขึ้นคือเรื่องราวเบื้องหลังและเจตนารมณ์ของมัน

แน่นอนว่าความท้าทายที่อ่าวยังคงมีอยู่มหาศาล น้ำท่วมจากท่อระบายน้ำเสียรวมยังคงเป็นภัยคุกคามต่อคุณภาพน้ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ แต่สัญญาณที่เห็นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเพิ่มขึ้น ความใสของน้ำดีขึ้น และแม้แต่วาฬก็กลับมาสู่อ่าวอีกครั้งหลังจากหายไปนานหนึ่งศตวรรษ สำหรับ Malinowski และทีมของเขา แนวปะการังใหม่ทุกแห่งคือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวนั้นเป็นไปได้ สำหรับ Oris นาฬิกาที่ขายได้ทุกเรือนก็คือเครื่องเตือนใจถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ของการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะสมกัน

ในแง่นี้ นาฬิกา New York Harbor Limited Edition II จึงเป็นมากกว่านาฬิกา มันคือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความอดทน และความหวัง สำหรับผู้สวมใส่ มันมอบความพึงพอใจจากนาฬิกาดำน้ำที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสวยงามพร้อมหน้าปัดที่ไม่เหมือนใคร ส่วนสำหรับอ่าวนิวยอร์ก มันเป็นอีกหนึ่งก้าวไปสู่เป้าหมายที่กล้าหาญ หนึ่งพันล้านเหตุผลที่ดีที่จะเชื่อว่าแม้แต่ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมที่สุดก็สามารถฟื้นคืนชีวิตได้

ข้อมูลทางเทคนิค
Oris New York Harbor Limited Edition II
  • กลไก: Caliber 733 แบบไขลานอัตโนมัติ (พื้นฐาน SW200-1) พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง วันที่แบบทันที หยุดเข็มวินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 43.5 มม. × 13.1 มม. สแตนเลสสตีล ขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียวพร้อมสเกลนาทีแบบนูนต่ำ กันน้ำได้ลึก 300 ม.
  • หน้าปัด: เปลือกหอยมุกสีเขียวอมฟ้าพร้อมเอฟเฟกต์เปลือกหอยนางรม
  • สาย: สายสแตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกแบบพับ สายยางสีเขียวอมฟ้าเพิ่มอีกหนึ่งเส้นพร้อมตัวล็อกสแตนเลสสตีลแบบพับ
  • การวางจำหน่าย: 2,000 เรือน มีหมายเลขกำกับเป็นรายชิ้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
Maurice Lacroix เปิดตัว AIKONIC นาฬิการุ่นใหม่ที่ต่อยอดความสำเร็จด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสุดล้ำ
Omega Seamaster Aqua Terra เปล่งประกายสีเทอร์ควอยซ์รับซัมเมอร์ 2025
Breitling x IRONMAN…เปิดตัว Endurance Pro IRONMAN 2025 และทำไมนาฬิการุ่นลิมิเต็ดนี้ถึงเป็นที่จับตาของนักสะสม?

WATCH’S UP | This or That: ฌอห์ณ จินดาโชติ กับการค้นหานาฬิกาที่ใช่ในสไตล์คุณ

0

คุณเคยสงสัยไหมว่านาฬิกาเรือนโปรดของ ฌอห์ณ จินดาโชติ คือแบบไหน?

มาร่วมกันค้นหาคำตอบและสไตล์นาฬิกาที่ใช่ไปพร้อมกับฌอห์ณ ในเกม “This or That แบบไหนคือใช่ฌอห์ณ”

เกมที่จะพาคุณไปเจาะลึกอีกมุมหนึ่งของนักแสดงหนุ่มคนนี้ กับการตัดสินใจเลือกนาฬิกาในแบบที่สะท้อนตัวตนของเขาได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาคลาสสิกเหนือกาลเวลา หรือนาฬิกาสปอร์ตสุดเท่

ถึงเวลาเลือกคำตอบของคุณ แล้วไปร่วมชมการตัดสินใจของฌอห์ณกัน!

มาร่วมไขความลับและความมหัศจรรย์ของนาฬิการุ่นนี้ไปพร้อมกัน

รับชมรายการฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ คลิกเลยที่ ลิงก์รายการบน YouTube
Deep Dive EP.2: Bulova | จากร้านเล็กสู่แบรนด์นาฬิการะดับโลก
Deep Dive EP. 1: Vacheron Constantin | เจาะลึกประวัติศาสตร์ กับ 3 เรือนเอกที่นักสะสมต้องมี!
Deep Dive Episode 3 | ดิ่งลึกสู่จิตวิญญาณแห่ง Orient Star!

ติดตาม Revolution Thailand ได้ทุกช่องทาง

#RevolutionThailand

Maurice Lacroix เปิดตัว AIKONIC นาฬิการุ่นใหม่ที่ต่อยอดความสำเร็จด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสุดล้ำ

AIKONIC นวัตกรรมแห่งงานฝีมือจาก Maurice Lacroix

ในปี 2016 Maurice Lacroix ได้เปิดตัวนาฬิกา AIKON ซึ่งกลายเป็นนาฬิกาที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และในวันนี้ แบรนด์จากเขต Franches Montagnes ได้สร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ในตระกูลเดียวกัน นั่นคือ AIKONIC ที่ยังคงเอกลักษณ์ของ AIKON และเพิ่มเติมด้วย ‘นวัตกรรมแห่งงานฝีมือ’ หรือ ‘IC’ ตามที่เรียกกันที่โรงงานของแบรนด์ ซึ่งนาฬิการุ่นใหม่นี้ได้รวมเอาวัสดุและเทคโนโลยีสุดล้ำเข้ามาไว้ด้วยกัน

AIKONIC นิยามใหม่ของความเป็นเจ้าของ AIKON

AIKONIC คือการต่อยอดจากความสำเร็จของ AIKON โดยเป็นเหมือนการแสดงออกขั้นสูงสุดของการเป็นเจ้าของ AIKON แม้จะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่คอลเลกชันใหม่นี้ได้นำ ‘นวัตกรรมแห่งงานฝีมือ’ หรือ ‘IC’ เข้ามาใช้ ซึ่งหมายถึงการใช้วัสดุใหม่สำหรับหน้าปัดและตัวเรือน การเพิ่มกลไกที่ถูกปรับปรุงให้มีความประณีตเป็นพิเศษ และการนำระบบ ML Easy Change ที่ชาญฉลาดและจดสิทธิบัตรแล้วมาใช้

หน้าปัดที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมกลิ่นอายท้องถิ่น

หน้าปัดของรุ่นนี้ทำจาก คาร์บอน ที่แตกต่างจากทั่วไป โดยคาร์บอนส่วนใหญ่มักถูกถักทอเป็นลวดลาย แต่หน้าปัดของ AIKONIC นั้นจะประกอบด้วยเส้นใยจำนวนมากที่เรียงตัวจากบนลงล่างในทิศทางเดียว ปรากฏเป็นเส้นสีเทาและดำ การจัดเรียงเส้นใยคาร์บอนในกระบวนการผลิตหน้าปัดจะแตกต่างกันเล็กน้อยเสมอ ทำให้หน้าปัดแต่ละเรือนมีรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์

ปกติแล้วหน้าปัดคาร์บอนมักใช้ในนาฬิการะดับสูง (Haute Horlogerie) แต่ Maurice Lacroix ทำให้สิ่งนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยแบรนด์ได้ร่วมมือกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ห่างจาก Saignelégier ประมาณ 40 กม. เพื่อสร้างหน้าปัดคาร์บอนให้กับ AIKONIC ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของแบรนด์ที่ต้องการสร้างนาฬิกาที่มีกลิ่นอายท้องถิ่นที่โดดเด่น

วัสดุใหม่สำหรับตัวเรือน

ผู้ที่ชื่นชอบ AIKON จะจดจำได้ทันทีถึง ขาคู่หกจุด ที่ประดับอยู่บนขอบตัวเรือน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มีมาตั้งแต่รุ่นแรกในปี 2016 ขาเหล่านี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเข็มชั่วโมง เข็มนาที หลักชั่วโมง และเม็ดมะยมอีกด้วย

เม็ดมะยมมีพื้นผิวที่จับกระชับมือ ทำให้ใช้งานง่าย และเช่นเดียวกับขอบตัวเรือน เม็ดมะยมทำจาก เซรามิกด้าน ซึ่งเป็นวัสดุที่ป้องกันรอยขีดข่วนและสีไม่ซีดจางตามกาลเวลา

ตัวเรือนเหล็กมีพื้นผิวที่ตัดกันระหว่างการขัดเงาแบบซาตินและแบบขัดเงา ทำให้ AIKONIC มีความงดงามที่ประณีต ขณะที่สายนาฬิกาถูกยึดติดกับตัวเรือนด้วยชิ้นส่วนที่แวววาว ด้านข้างตัวเรือนมีขอบมน (chamfreins) ที่มีความกว้างต่างกันไป ซึ่งสามารถสะท้อนกับแสงได้ดี ทำให้รู้สึกถึงคุณภาพที่สูงขึ้น และเพื่อให้หน้าปัดอ่านง่ายที่สุด กระจก แซฟไฟร์ ได้รับการเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ โดยสารเคลือบนี้ถูกเคลือบทั้งสองด้าน ทำให้การส่องผ่านของแสงดีขึ้นและทนทานต่อน้ำเค็มได้ดีขึ้น

ระบบ ML Easy Change ที่จดสิทธิบัตรแล้ว

มาพร้อมกับสายยางสปอร์ตที่มีผิวสัมผัสคล้ายผ้า ระบบ ML Easy Change เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ระบบนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถถอดสายนาฬิกาออกเพื่อเปลี่ยนลุคได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ และไม่มีตัวล็อกหรือคันโยกที่มองเห็นได้ เมื่อแถวข้อต่อตรงกลางมาบรรจบกับตัวเรือน มันจะหมุนได้ ทำให้สามารถแยกสายนาฬิกาออกจากตัวเรือนได้ การใส่สายกลับเข้าไปก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่วางให้ตรงและดันเข้าไปจนได้ยินเสียง “คลิก”

กลไก ML1000 Calibre

เพื่อสร้างกลไกอัตโนมัติที่คู่ควรกับนาฬิการะดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ Maurice Lacroix ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ Soprod ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกที่อยู่ห่างจาก Saignelégier ไม่ถึง 10 กม. กลไกใหม่ ML1000 Calibre ได้รับการปรับปรุงอย่างพิถีพิถันหลายอย่าง ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบโปร่งใส

สะพานจักรลานถูกยึดด้วยสกรูสองตัว ทำให้มีความมั่นคงที่เหนือกว่าและสมมาตรที่สวยงาม มวลการแกว่ง (oscillating mass) มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และมีการเจาะลาย (openworked) ทำให้สามารถมองเห็นกลไกที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

การตกแต่งกลไกประกอบด้วย สกรูสีน้ำเงิน ลายเพิร์ลเลจ (perlage) และลาย Côtes de Genève ซึ่งเป็นระดับความประณีตที่หาได้ยากในนาฬิกาช่วงราคานี้ นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้ว กลไก ML1000 ยังมีความเที่ยงตรงที่น่าประทับใจ โดยมีอัตราความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ ± 4 วินาที และมีพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง

คำกล่าวจาก Stéphane Waser

Stéphane Waser กรรมการผู้จัดการของ Maurice Lacroix กล่าวว่า “AIKON ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับบริษัทของเรา และหวังว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี ด้วย AIKONIC เราต้องการแสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของเราโดยการสร้างนาฬิกาที่ผสมผสานนวัตกรรมแห่งงานฝีมือเข้ากับชิ้นส่วนที่มาจากท้องถิ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกาที่มีคุณสมบัติสูง โดดเด่นด้วยวัสดุใหม่ แนวคิดใหม่ และการตกแต่งระดับสูง ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันอยู่ในนาฬิกาที่มีรสชาติโดดเด่นของ Jura ที่นำเสนอความเป็นเลิศที่เข้าถึงได้”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย
Omega Seamaster Aqua Terra เปล่งประกายสีเทอร์ควอยซ์รับซัมเมอร์ 2025
เผยโฉม GMT Guilloche สองสีใหม่ งานฝีมือชั้นสูงจาก Moritz Grossmann

Moritz Grossmann: เจาะลึกประวัติ เบื้องหลังงานฝีมือและ 5 รุ่นน่าสะสม

การเดินทางของจิตวิญญาณแห่งงานฝีมือ เจาะลึกเรื่องราวของ Moritz Grossmann แบรนด์ที่สานต่อตำนานงานฝีมือแห่งเยอรมันจาก Glashütte

หากจะเล่าเรื่องราวของแบรนด์นาฬิกาที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ คำตอบคงต้องย้อนกลับไปยังดินแดนแห่งงานฝีมืออย่างเมือง กลาสฮุตเทอ (Glashütte) ประเทศเยอรมนี ณ ที่แห่งนี้ ในศตวรรษที่ 19 ชายผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์และพรสวรรค์นามว่า คาร์ล โมริตซ์ กรอสส์มันน์ ได้สร้างรากฐานที่สำคัญให้กับวงการนาฬิกาโลก หลังจากออกเดินทางไปทั่วเพื่อสั่งสมความรู้ เขากลับมาพร้อมกับความตั้งใจที่แน่วแน่ และก่อตั้งโรงงานของเขาขึ้นในปี 1854 กรอสส์มันน์ คือผู้บุกเบิกในหลายด้าน เขาเป็นนักประดิษฐ์ผู้คิดค้นกลไกที่ซับซ้อน นักวิชาการผู้ถ่ายทอดความรู้ และยังเป็นผู้ก่อตั้ง German School of Watchmaking ที่เป็นรากฐานสำคัญของการผลิตนาฬิกาในภูมิภาคนี้ แต่แล้วเรื่องราวของเขาก็ต้องหยุดลงอย่างกะทันหันในปี 1885

กว่าศตวรรษผ่านไป ชื่อของ กรอสส์มันน์ ได้รับการฟื้นฟูโดยผู้หญิงคนหนึ่งที่เล็งเห็นคุณค่าในมรดกที่เขาทิ้งไว้ นั่นคือ คริสติน ฮัทเทอร์ เธอต้องการนำจิตวิญญาณแห่ง “Schönstes deutsches Handwerk” หรือ “งานฝีมือเยอรมันที่ดีที่สุด” กลับมาอีกครั้ง ในปี 2008 Grossmann Uhren จึงถือกำเนิดขึ้น ณ เมืองกลาสฮุตเทอ และได้นำเสนอผลงานชิ้นแรกในชื่อ BENU ในปี 2010

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือความบริสุทธิ์ของงานฝีมือ ทุกองค์ประกอบถูกสร้างสรรค์ด้วยความตั้งใจ เส้นสายของตัวเรือนมีเสน่ห์ที่เรียบง่ายและดูเหนือกาลเวลา ลองจินตนาการถึงวงล้อความสมดุล (Balance Wheel) ที่แกว่งไปมาอย่างช้าๆ มีจังหวะที่สงบและมั่นคง เข็มนาฬิกาที่บางเฉียบราวกับใบมีด ถูกเผาด้วยความร้อนจนเกิดเป็นสีน้ำเงินเข้ม สะท้อนถึงขั้นตอนการทำแบบดั้งเดิมที่หายาก ชิ้นส่วนกลไกด้านในเผยให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียด ทุกชิ้นถูกขัดเงาและตกแต่งอย่างประณีต จนเกิดเป็นประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสง

การเดินทางของ Moritz Grossmann จึงเป็นการนำความงามของอดีตมาผสานเข้ากับความก้าวหน้าของปัจจุบัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์

บุคคลสำคัญ ผู้ให้กำเนิดและผู้ฟื้นฟู

Carl Moritz Grossmann ผู้บุกเบิกแห่งยุคแรก

เรื่องราวของ คาร์ล โมริตซ์ กรอสส์มันน์ เริ่มต้นที่เมืองเดรสเดินในปี 1826 แม้จะเติบโตขึ้นในฐานะลูกชายของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แต่เขาก็มีความหลงใหลในเทคโนโลยีและความซับซ้อนของกลไกเวลาอย่างแรงกล้า ด้วยความกระหายใคร่รู้ เขาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสั่งสมความรู้ด้านการทำนาฬิกา และเมื่อกลับมายังบ้านเกิดในปี 1854 เขาก็ได้ทำตามความฝันด้วยการตั้งสตูดิโอของตัวเองขึ้นที่เมืองกลาสฮุตเทอ กรอสส์มันน์ เป็นทั้งนักประดิษฐ์ นักวิชาการ และผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำนาฬิกา ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความรู้และงานฝีมือให้กับคนรุ่นหลัง

Christine Hutter ผู้ฟื้นฟูมรดก

กว่าหนึ่งศตวรรษผ่านไป เรื่องราวของ กรอสส์มันน์ ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำมือของ คริสติน ฮัทเทอร์ ผู้ซึ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นช่างทำนาฬิกาเช่นกัน เธอหลงใหลในความงามเหนือกาลเวลาของนาฬิกากลไกโบราณ เธอสั่งสมประสบการณ์ในบริษัทนาฬิกาชั้นนำมากมาย จนกระทั่งได้ค้นพบมรดกทางศิลปะของ กรอสส์มันน์ แรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของเขาทำให้เธอตัดสินใจซื้อสิทธิ์ในชื่อแบรนด์นี้มา และในที่สุดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2008 เธอก็ได้ก่อตั้ง Grossmann Uhren GmbH ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อปรัชญา “Schönstes deutsches Handwerk”

สไตล์นาฬิกา มรดกและความงามอันอ่อนช้อย

นาฬิกาของแบรนด์นี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ BENU LINE และ TEFNUT LINE แต่ละไลน์ก็มีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป

BENU LINE (มรดกที่ยังคงเดินหน้า)

  • HERITAGE: สะท้อนแก่นแท้ของความคลาสสิกที่สืบทอดมาจากอดีต ด้วยหน้าปัดที่มีตัวเลขอารบิกคมชัดและเข็มนาฬิกาทรงใบไม้ (lance-shaped hands) ที่ดูสง่างาม
  • CONTEMPORARY: ผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ที่ทันสมัย หน้าปัดแบบเปิดเผยกลไกที่ซับซ้อนและงดงามราวกับงานศิลปะ เป็นการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับอนาคตได้อย่างลงตัว

TEFNUT LINE (ความงามอันอ่อนช้อย)

  • CLASSIC: เน้นดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่มีระดับ ตัวเลขโรมันที่ประณีตและหน้าปัดที่ดูสะอาดตา ทำให้รู้สึกถึงความสงบและหรูหรา
  • JEWELLERY: จุดสูงสุดของความหรูหราและงานศิลปะ ด้วยการประดับเพชรหรืออัญมณีล้ำค่าอื่น ๆ ที่ขอบตัวเรือนและหน้าปัด รวมถึงการเผยกลไกด้านในที่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง

แนะนำรุ่นน่าสะสม สำหรับผู้ที่หลงใหลในงานฝีมือ

สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดเริ่มต้นในการสะสมนาฬิกาของแบรนด์นี้ หรือต้องการรุ่นยอดนิยมที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์ ไม่หวือหวา หรือตะโกนก็จะมีรุ่นที่อยากแนะนำดังนี้

BENU Power Reserve: หากจะเริ่มสะสมนาฬิกาของแบรนด์นี้ นี่คือรุ่นที่อยากแนะนำให้ลองสัมผัสเป็นอันดับแรกๆ ด้วยความเรียบง่ายที่ดูสง่างาม แต่ซ่อนลูกเล่นที่ฉลาดไว้ภายใน การแสดงสถานะพลังงานสำรองบนหน้าปัดที่ดูคลาสสิกแต่มีดีไซน์ที่ทันสมัย ทำให้รุ่นนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมที่ชื่นชอบนาฬิกาที่ดูดีในทุกโอกาส และยังใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เป็นการผสมผสานระหว่างความงามเหนือกาลเวลาและฟังก์ชันที่จำเป็นได้อย่างลงตัว

BENU Tourbillon: สำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกของนาฬิกาขั้นสูง นี่คือรุ่นที่ต้องมีไว้ในคอลเล็กชัน ความโดดเด่นของ Tourbillon ที่เปิดเปลือยให้เห็นบนหน้าปัดราวกับเป็นงานศิลปะที่กำลังเต้นระบำอยู่ตลอดเวลา ทำให้รุ่นนี้มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่ยากจะปฏิเสธ มันคือการแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคระดับสูงสุดของแบรนด์ และเป็นหนึ่งในรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Moritz Grossmann อย่างแท้จริง ทำให้เป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสมทั่วโลก

TEFNUT Twist:

รุ่นนี้คือตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาคลาสสิกที่แตกต่างออกไป ด้วยดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายสง่างาม แต่ซ่อนกลไกการเปลี่ยนสายนาฬิกาที่ง่ายดายไว้ภายใน ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนลุคได้ตามต้องการ รุ่นนี้จึงตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่สามารถเป็นได้ทั้งเพื่อนคู่กายในชีวิตประจำวันและเครื่องประดับชิ้นสำคัญในโอกาสพิเศษ

TEFNUT Lady Butterfly: หากจะพูดถึงความพิเศษทางด้านศิลปะ นี่คือรุ่นที่ไม่อาจมองข้าม การนำงานศิลปะมาบรรจงวาดบนหน้าปัดด้วยมืออย่างประณีต ทำให้รุ่นนี้เป็นมากกว่านาฬิกา ราวกับว่าคืองานศิลปะชั้นสูงที่สวมใส่ได้ เป็นที่ต้องการในหมู่ผู้ที่หลงใหลในความงามอันละเอียดอ่อนและต้องการนาฬิกาที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว

และหากพูดถึงนาฬิการุ่น UNIVERSALZEIT ของ Moritz Grossmann นี่คือรุ่นที่น่าสนใจอย่างยิ่งและแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ อย่างชัดเจนในหลายมิติ หากจะพิจารณาว่าน่าสะสมหรือไม่ ลองพิจารณาจากมุมมองเหล่านี้ดูก่อน

ในเชิงของการออกแบบและความโดดเด่น

นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็นด้วยดีไซน์ที่ไม่มีใครเหมือน แม้การนำแผนที่โลกมาไว้บนหน้าปัดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การจัดวางอย่างมีระเบียบและใช้หน้าต่างขนาดเล็กเพื่อแสดงเวลาใน 6 เมืองหลักทั่วโลก ทำให้รุ่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง ซึ่งการที่หน้าต่างเวลาแต่ละบานสอดคล้องกับพิกัดทางภูมิศาสตร์และชื่อเมืองยังมีประโยชน์ในการใช้งานจริงอีกด้วย นอกจากนี้ รายละเอียดอย่างการทำพื้นผิวแผนที่โลกและเส้นแวงเส้นรุ้งที่ประณีต ก็สะท้อนถึงงานฝีมือในระดับที่สูงมากเช่นกัน

ในเชิงของกลไกและความซับซ้อน

รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคนิคของ Moritz Grossmann ได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้กลไก Calibre 100.7 ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อการแสดงเวลาในหลายไทม์โซนโดยเฉพาะ กลไกนี้ทำให้ผู้สวมใส่สามารถดูเวลาใน 6 เมืองพร้อมกันได้ในทันที และยังมีระบบการปรับเวลาที่ง่ายดายผ่านเม็ดมะยมและปุ่มกด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานจริงจะรู้สึกชื่นชม การที่กลไกได้รับการควบคุมอย่างพิถีพิถันและประกอบด้วยมือทั้งหมด ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องของความเที่ยงตรงและความทนทาน

แล้วน่าสะสมหรือไม่?

จากมุมมองผู้เขียน Universalzeit เป็นนาฬิกาที่น่าสะสมอย่างยิ่ง เพราะมาพร้อมความซับซ้อนของกลไก และยังเป็นเพราะมันคือการผสมผสานระหว่างงานศิลปะ (แผนที่โลกบนหน้าปัด) ฟังก์ชันการใช้งานที่ชาญฉลาด (การแสดงเวลาหลายโซน) และงานฝีมือในระดับสูงสุด (กลไกที่ทำด้วยมือ)

สำหรับนักสะสมที่มองหานาฬิกาที่มีเรื่องราว มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสะท้อนถึงนวัตกรรมที่ไม่เหมือนใครของแบรนด์นี้ รุ่น Universalzeit ถือเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด

ในท้ายที่สุด Moritz Grossmann คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง กลับมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและมีคุณค่าสำหรับผู้ที่มองหาความพิเศษที่แท้จริงในงานฝีมือของนาฬิกา ถ่ายทอดเรื่องราวของการอุทิศตนเพื่อความสมบูรณ์แบบที่มองเห็นได้จริงในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเส้นขัดเงาบนกลไกที่ประณีตจนขึ้นเงาราวกับกระจก เข็มนาฬิกาสีน้ำเงินเข้มที่ผ่านการเผาด้วยมือ หรือแม้แต่เสียงเดินของกลไกที่ฟังดูหนักแน่นและมั่นคง ซึ่งนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในแบรนด์นี้อย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะนาฬิกาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นงานศิลปะที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ที่รอให้ผู้ที่มองเห็นคุณค่าได้ค้นพบและสัมผัสด้วยตัวเอง

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
การเติบโตอย่างมีรากฐานของ Hermès Horloger: เมื่อการลงทุนคือการร้อยเรียงอดีตสู่ปัจจุบัน
Hublot Big Bang One Click Joyful: การกลับมาของสีสันที่สดใสในตำนาน
บทสัมภาษณ์พิเศษ | A Narrator through ‘Time’: ฌอห์ณ จินดาโชติ กับเรื่องราวเบื้องหลัง “เวลา” ที่เป็นมากกว่านาฬิกา

เผยโฉม GMT Guilloche สองสีใหม่ งานฝีมือชั้นสูงจาก Moritz Grossmann

Moritz Grossmann เปิดตัวนาฬิกา GMT Guilloche สองรุ่นใหม่ ด้วยหน้าปัดกิลโยเช่ที่ทำด้วยมือในเฉดสีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและการเดินทาง พร้อมฟังก์ชัน GMT ที่ใช้งานง่ายและกลไกที่ซับซ้อน

ในโลกที่ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็วและขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Moritz Grossmann ได้นำเสนอเรือนเวลาที่เชื้อเชิญให้เราหยุดพักและพิจารณาถึงคุณค่าที่แท้จริงของการสร้างสรรค์อีกครั้ง การเปิดตัว GMT Guilloche สองรุ่นล่าสุดเป็นเครื่องยืนยันว่างานฝีมือแบบดั้งเดิมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวในอดีต มันเป็นศิลปะที่มีชีวิตและสามารถอยู่ร่วมกับฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Moritz Grossmann GMT Guilloche

สิ่งที่ทำให้ GMT Guilloche แตกต่างจากเรือนเวลาอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง คือหน้าปัดที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคกิลโยเช่ (guilloché) แบบดั้งเดิม ซึ่งต้องใช้ทักษะและความอดทนขั้นสูงจากช่างฝีมือแต่ละคน ไม่ใช่แค่การพิมพ์ลายลงไปบนโลหะ เพราะเป็นกระบวนการแกะสลักอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง เส้นสายที่บรรจงสร้างขึ้นอย่างแม่นยำทีละเส้นนั้นล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณของช่างผู้สร้าง ทุกครั้งที่แสงตกกระทบลงบนหน้าปัด ลวดลายจะเล่นกับเงาและมิติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าหลงใหล ทำให้หน้าปัดแต่ละเรือนมีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ด้วยเครื่องจักร

Moritz Grossmann GMT Guilloche

สำหรับการเลือกใช้เฉดสีบนหน้าปัด GMT Guilloche ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความหมาย หน้าปัดสีเขียวด้านได้แรงบันดาลใจจากความสงบเงียบของทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่ไพศาล สีเขียวนี้ให้ความรู้สึกสดชื่นและเชื้อเชิญให้เราจินตนาการถึงการเดินทางสู่ธรรมชาติที่ยังไม่ถูกมนุษย์รบกวน ในขณะที่หน้าปัดสีส้มเปล่งประกายนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันปลุกเร้าความอบอุ่นและความโรแมนติกของแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไป เป็นสีที่บอกเล่าเรื่องราวของการผจญภัยและการค้นพบใหม่ ๆ อยู่เสมอ การเลือกใช้สีที่เปี่ยมด้วยอารมณ์เหล่านี้ทำให้นาฬิกาเรือนนี้พร้อมเป็นเครื่องมือ รวมถึงเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่สะท้อนถึงบุคลิกภาพและความใฝ่ฝันของผู้สวมใส่

Moritz Grossmann GMT Guilloche

ในด้านฟังก์ชันการใช้งาน GMT Guilloche ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว การแสดงเวลาในเขตเวลาที่สองบนหน้าปัดช่วยให้คุณไม่พลาดการติดต่อกับโลกภายนอกไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน และที่สำคัญคือกลไกการปรับเวลาถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดและเรียบง่าย ด้วยเม็ดมะยมแยกที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ผู้ใช้งานสามารถปรับตั้งเวลาของเขตเวลาที่สองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยไม่ต้องกระทบกับการทำงานของเข็มนาฬิกาหลัก การออกแบบที่เน้นความสะดวกสบายนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า Moritz Grossmann ให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงเทียบเท่ากับความงามทางสุนทรียภาพ

Moritz Grossmann GMT Guilloche
Moritz Grossmann GMT Guilloche

หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไก Calibre 100.8 ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมืออย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในเมือง Glashütte ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนาฬิกาคุณภาพสูงในประเทศเยอรมนี ทุกชิ้นส่วนภายในกลไกล้วนได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และประกอบขึ้นอย่างแม่นยำเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุด กลไกภายในที่สามารถชื่นชมได้ผ่านฝาหลังแบบเปิดจึงเป็นอีกหนึ่งผลงานศิลปะทางวิศวกรรม การขัดแต่งที่ละเอียดอ่อนไปจนถึงการแกะสลักด้วยมือบนส่วนสำคัญของกลไก ทำให้ GMT Guilloche เป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลัง ซึ่งมอบความสุขให้กับผู้ที่ได้ครอบครองอย่างแท้จริง

Moritz Grossmann GMT Guilloche จึงเป็นนาฬิกาที่ยืนยันว่าคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในความสมบูรณ์แบบที่ไร้ชีวิต หากแต่คือความงามที่ถูกทอขึ้นจากความตั้งใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นการลงทุนในงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นของสะสมที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 8 เรือนต่อสี นาฬิการุ่นนี้จึงเป็นของที่ระลึกที่เล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวของมันเอง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความพิเศษและชื่นชมงานฝีมือที่ไม่เหมือนใครในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: GMT Guilloche
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.0 มม. และความหนา 11.85 มม.
  • หน้าปัด: ทำจากเงินแท้ สลักลายกิลโยเช่ มี 2 สีให้เลือกคือ สีเขียวด้านและสีส้มเปล่งประกาย
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีบนหน้าปัดย่อย สามารถบอกเวลาเขตไทม์โซนที่สองแบบ 24 ชั่วโมงได้
  • กลไก: กลไกผลิตในโรงงาน (manufactory calibre) รุ่น 100.8 เป็นแบบไขลานด้วยมือ มีชิ้นส่วน 253 ชิ้น และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมงเมื่อขึ้นลานเต็ม
  • สาย: สายหนังจระเข้ตัดเย็บด้วยมือพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
Time to Muvie | นับถอยหลังสู่การมีชีวิต…เมื่อนาฬิกาเป็นทุกสิ่งในภาพยนตร์ “In Time”
Breitling x IRONMAN…เปิดตัว Endurance Pro IRONMAN 2025 และทำไมนาฬิการุ่นลิมิเต็ดนี้ถึงเป็นที่จับตาของนักสะสม?
TUDOR Royal เผยโฉมเรือนเวลาที่มาพร้อมกับนิยามใหม่ของคำว่า Sport-Chic

เบื้องหลังการเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มีอิทธิพลต่อยอดขายระดับโลก เมื่อดาราคือ “พลังขับเคลื่อน” วงการนาฬิกาหรู

เจาะลึกกลยุทธ์การตลาดนาฬิกาหรู: กับเหล่าผู้มีอิทธิพลขับเคลื่อนแบรนด์ คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมถึงยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าตัวคนดังเหล่านี้?

เทรนด์การใช้ “แบรนด์แอมบาสเดอร์” หรือ “Friend of the House” ของแบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์ (High-end Watch) กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนในวงการอย่างต่อเนื่อง เพราะในโลกของสินค้าหรูหรา ภาพลักษณ์คือทุกสิ่ง การเลือกบุคคลที่มี “ตัวตน” สอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ นอกเหนือจากการจ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง นี่คือการสร้างเรื่องราว แรงบันดาลใจ และที่สำคัญที่สุดคือ “อิทธิพล” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้คนทั่วโลก

บทความนี้จะพาไปสำรวจดาราและคนดังที่เป็นกระแส และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดนาฬิกาหรูในปัจจุบัน โดยเราจะทำความเข้าใจถึงความสำคัญของตำแหน่งเหล่านี้ซึ่งแบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์ให้ความสำคัญอย่างมาก และมีการแบ่งระดับความสัมพันธ์อย่างชัดเจน

  • Global Brand Ambassador / Brand Ambassador: เป็นตำแหน่งสูงสุดที่แสดงถึงความผูกพันระยะยาวและเป็นตัวแทนระดับโลกของแบรนด์ ซึ่งบทบาทของบุคคลเหล่านี้จะรวมถึงการถ่ายโฆษณาแคมเปญหลัก การร่วมพัฒนาสินค้า และเป็นหน้าเป็นตาของแบรนด์ในระดับสากล
  • Friend of the House / Friend of the Brand: เป็นตำแหน่งที่รองลงมาแต่ก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญเช่นกัน บุคคลเหล่านี้จะทำหน้าที่โปรโมตแบรนด์ในแคมเปญต่างๆ และเข้าร่วมงานสำคัญของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

ดาราจีน หนึ่งในกุญแจสำคัญสู่ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทำไมถึงต้องเลือกพวกเขา? แบรนด์นาฬิกาหรูต่างมองเห็นศักยภาพมหาศาลของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเลือกดาราจีนชื่อดังเป็นการใช้พลังของ “แฟนด้อม” (Fandom) ที่มีความภักดีสูงและพร้อมที่จะสนับสนุนศิลปินที่พวกเขารัก แบรนด์จึงได้ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อและพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่น

The Strategic Shift in Luxury Watch Marketing การตลาดนาฬิกาหรู

เฉิง อี้ (Cheng Yi) กับ TUDOR

นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์ยอดนิยมอย่าง Love and Redemption ได้รับการแต่งตั้งเป็น Brand Ambassador ของ TUDOR โดยเขาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Born to Dare” ของแบรนด์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและกล้าหาญ การร่วมงานนี้ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและมีสไตล์ของ TUDOR ในตลาดจีน

การตลาดนาฬิกาหรู
คอลเลคชั่นพิเศษของอี้ป๋อกับนาฬิกา CHANEL J12 BLEU (Limited Edition) ถ่ายที่สะพาน Pont Maria Casarès ในปารีส ฝรั่งเศส (11 Mar 25)
Photographer: Oliver June
By YIBO-Official
Yibo CHANEL House Ambassador

หวังอี้ป๋อ (Wang Yibo) กับ Chanel J12

การตลาดนาฬิกาหรู

หวังอี้ป๋อเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงและศิลปินผู้มีอิทธิพลสูง บุคลิกที่หลากหลายของเขาในฐานะนักแสดง นักเต้น และนักแข่งรถมืออาชีพ ทำให้เขาเป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของความกล้าที่จะแตกต่างและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ การได้รับเลือกเป็น Friend of the House จึงเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของ Chanel J12 ที่ผสานความสง่างามเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการท้าทายได้อย่างลงตัว และยังช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การตลาดนาฬิกาหรู

อวี๋ซูซิน (Esther Yu) กับ Tissot

นักแสดงสาวผู้เป็นที่รักจากซีรีส์ Love Between Fairy and Devil ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Brand Spokesperson ของ Tissot การเลือกอวี๋ซูซินที่มีบุคลิกสดใสและเป็นที่ชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและหรูหราของ Tissot ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น


อิทธิพลของ K-Pop กับเหล่าไอดอลผู้กำหนดเทรนด์ระดับโลก

ทำไมถึงต้องเลือกพวกเขา? พลังของศิลปิน K-Pop นั้น นับว่าแข็งแกร่งและมีอิทธิพลต่อแฟนคลับทั่วโลก ทำให้แบรนด์นาฬิกาหันมาใช้ไอดอลเหล่านี้เป็นสื่อกลางในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปิน K-Pop อย่าง Lisa BLACKPINK และ V (BTS) คือตัวอย่างที่ทรงพลังของ “มหาอำนาจทางวัฒนธรรม” ที่ไร้พรมแดน การที่พวกเขาเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นและมีอิทธิพลต่อแฟนคลับทั่วโลก ทำให้การเลือก Lisa โดย Bulgari และการเลือก V โดย Cartier กลายเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมที่สุดในการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความทันสมัยและหรูหราพร้อมกันในทุกทวีป เพราะการเคลื่อนไหวของพวกเขาเพียงครั้งเดียวสามารถสร้างกระแสและการรับรู้ได้อย่างมหาศาล

Lisa BLACKPINK กับ Bulgari

การร่วมงานของทั้งคู่ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้านเครื่องประดับ และยังรวมถึงนาฬิกาด้วย บุคลิกที่ทันสมัย แข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยความสามารถของ Lisa สะท้อนภาพลักษณ์ของ Bulgari ได้อย่างลงตัว และช่วยขยายฐานลูกค้าไปทั่วเอเชียและยุโรป

การตลาดนาฬิกาหรู
การตลาดนาฬิกาหรู

V (BTS) กับ Cartier

การตัดสินใจเลือก V ศิลปินระดับโลกจากวง BTS ให้เป็น Brand Ambassador ของ Cartier สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่เฉียบคมของแบรนด์อย่างชัดเจน ด้วยรสนิยมทางแฟชั่นที่เรียบหรูและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เขากลายเป็นแฟชั่นไอคอนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล บวกกับบุคลิกที่สง่างามและมีเสน่ห์ของตัวศิลปินเอง จึงเป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของ Cartier ในฐานะแบรนด์ที่สื่อถึงความหรูหราและความสง่างามเหนือกาลเวลา


กระแสนักแสดงซีรีส์วาย (Boys’ Love) ของไทย จากเอเชียสู่การเป็นไอคอนระดับโลก

ทำไมถึงต้องเป็นพวกเขา? การบุกเบิกตลาดใหม่ด้วย “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทย กระแสความนิยมของซีรีส์วายและซีรีส์ยูริได้ส่งให้นักแสดงไทยหลายคนกลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิด “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่ทรงพลังและเป็นปรากฏการณ์ที่แบรนด์หรูไม่ควรมองข้าม การตัดสินใจของ Piaget ในการแต่งตั้ง ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ (อาโป) เป็น Global Brand Ambassador จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์กล้าที่จะบุกเบิกตลาดใหม่และยอมรับว่าอิทธิพลในโลกยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฮอลลีวูดหรือวงการเพลง K-Pop แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ที่มีแฟนคลับที่แข็งแกร่งและพร้อมจะขับเคลื่อนยอดขายอย่างแท้จริง

ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ (อาโป) กับ Piaget

การเลือก ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ (อาโป) ผู้โด่งดังจากซีรีส์วายเรื่อง KinnPorsche The Series ให้เป็น Global Brand Ambassador ของ Piaget ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญและฉลาดหลักแหลมของแบรนด์นาฬิกาหรูจากสวิตเซอร์แลนด์อย่างยิ่ง เพราะการตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ยอมรับและมองเห็นพลังของ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทยที่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก ก่อให้เกิดกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นและมีพลังในการขับเคลื่อนสูง ซึ่งไม่เพียงแค่ติดตามผลงานเพียงอย่างเดียว ยังพร้อมที่จะสนับสนุนและสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ที่ร่วมงานกับศิลปินที่พวกเขารักอย่างแท้จริง

Piaget ไม่ได้เพียงแค่เลือกนักแสดงที่กำลังเป็นกระแส กลับเป็นการเลือกบุคลิกที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของอาโป ที่ดูมีชีวิตชีวาและทันสมัย เพื่อสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล การร่วมงานนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า Piaget เป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง และพร้อมที่จะเป็นผู้บุกเบิกในตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง การตัดสินใจนี้จึงเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความร่วมสมัย เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและประเพณีดั้งเดิมของแบรนด์อย่างลงตัว

The Strategic Shift in Luxury Watch Marketing การตลาดนาฬิกาหรู

ดาราฮอลลีวูด คือสัญลักษณ์แห่งความคลาสสิกที่ผสานความทันสมัย

แม้ว่าแบรนด์นาฬิกาหรูจะมุ่งหน้าสู่กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ แต่การเลือกดาราฮอลลีวูดที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในกลยุทธ์การตลาด เพราะพวกเขาคือตัวแทนของความสง่างามและความสำเร็จที่อยู่เหนือกาลเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการที่ OMEGA มี George Clooney และ Nicole Kidman เป็น Global Ambassadors มาอย่างยาวนานนั้น เป็นเหมือนการสร้างความผูกพันกับผู้คนผ่านสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม George Clooney สะท้อนภาพลักษณ์ของชายหนุ่มใหญ่ที่มีรสนิยมลุ่มลึกและสง่างาม ขณะที่ Nicole Kidman เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่สวยสง่าและมีพลังอย่างแท้จริง ทั้งคู่เปรียบเสมือนภาพสะท้อนที่มั่นคงของ OMEGA ในฐานะแบรนด์ที่สร้างสรรค์นาฬิกาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และงานฝีมือที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

ในอีกด้านหนึ่ง Ryan Gosling ถือเป็นตัวแทนของความทันสมัยที่กล้าหาญ การที่เขาเป็น Brand Ambassador ให้กับ TAG Heuer นั้น แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ต้องการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความเท่และไม่เหมือนใคร บุคลิกที่ดูสุขุม แต่เต็มไปด้วยความน่าค้นหาของ Gosling เข้ากันได้อย่างลงตัวกับภาพลักษณ์ของ TAG Heuer ที่ผสานประเพณีการสร้างสรรค์นาฬิกาเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความเร็วและการแข่งขัน

การใช้กลยุทธ์แบบผสมผสานนี้ ทำให้แบรนด์นาฬิกาหรูสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาใช้ดาราจากยุคคลาสสิกเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าเดิม และใช้ไอคอนจากยุคปัจจุบันเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างมรดกที่สืบทอดมากับความสดใหม่ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

The Strategic Shift in Luxury Watch Marketing การตลาดนาฬิกาหรู

George Clooney กับ OMEGA

George Clooney คือภาพจำของ OMEGA มาอย่างยาวนาน บุคลิกที่สุขุม ทันสมัย และมีรสนิยมของเขา สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของ OMEGA ในฐานะนาฬิกาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และนวัตกรรม

อารอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน (Aaron Taylor-Johnson) กับ OMEGA

นักแสดงชาวอังกฤษผู้มีผลงานที่หลากหลายและโดดเด่นอย่าง อารอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน ได้รับการแต่งตั้งเป็น Brand Ambassador ของ OMEGA บุคลิกที่เท่ เข้มแข็ง และมีสไตล์เฉพาะตัวของเขา ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

The Strategic Shift in Luxury Watch Marketing การตลาดนาฬิกาหรู
The Strategic Shift in Luxury Watch Marketing การตลาดนาฬิกาหรู

Ryan Gosling กับ TAG Heuer

นักแสดงหนุ่ม Ryan Gosling ได้รับเลือกให้เป็น Brand Ambassador ของ TAG Heuer ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความผูกพันกับโลกของกีฬาและความเร็ว สไตล์ที่เท่และไม่เหมือนใครของ Gosling ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวาของแบรนด์


นักกีฬาผู้เป็นแรงบันดาลใจ

โลกของนาฬิกาไฮเอนด์มีความผูกพันกับโลกกีฬามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกีฬาที่เน้นความแม่นยำ ความมุ่งมั่น และความท้าทาย แบรนด์ต่าง ๆ ใช้ความร่วมมือกับนักกีฬาเพื่อสื่อสารคุณค่าของตนเองผ่านเรื่องราวของความพยายามและความสำเร็จที่จับต้องได้

บทบาทในเชิงกลยุทธ์ เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงสองแนวทางที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการใช้ตัวตนของนักกีฬาเป็นเครื่องสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ Federer เป็นตัวแทนของความสำเร็จและมรดกที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่ Nadal เป็นตัวแทนของนวัตกรรมและความทนทาน ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงและสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Roger Federer กับ Rolex: การร่วมมือระหว่าง Roger Federer และ Rolex ถือเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในวงการ การที่ Federer เป็นนักเทนนิสระดับตำนานที่มีภาพลักษณ์สุภาพ เรียบหรู และมีเส้นทางอาชีพที่เต็มไปด้วยความสำเร็จอย่างยาวนานนั้น สอดคล้องกับปรัชญาของ Rolex ที่เน้นความเที่ยงตรง คุณภาพ และความสง่างามเหนือกาลเวลาได้อย่างลงตัว

The Strategic Shift in Luxury Watch Marketing การตลาดนาฬิกาหรู

Rafael Nadal กับ Richard Mille

Rafael Nadal กับ Richard Mille: ในทางกลับกัน การที่ Rafael Nadal ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่ดุดันและทรงพลัง ร่วมงานกันนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของแบรนด์ ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง การที่นาดาลสวมนาฬิกา Richard Mille ขณะลงแข่งขัน เป็นการพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งของนาฬิกาได้อย่างชัดเจนที่สุดว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูงและทนทานในทุกสภาวะ


ปัจจัยที่ทำให้การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์เหล่านี้ “เป็นกระแส” และ “มีอิทธิพล”

ความสำเร็จของกลยุทธ์การใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินที่จ่ายไป แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเชิงลึกที่เชื่อมโยงระหว่างตัวตนของคนดังกับพฤติกรรมของผู้บริโภค

ประการแรกคือพลังของโซเชียลมีเดีย: ในยุคนี้ แบรนด์แอมบาสเดอร์มีหน้าที่มากกว่าแค่การปรากฏตัวในโฆษณา เพราะต้องทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” ที่ทรงอิทธิพลของแบรนด์ด้วยการสื่อสารโดยตรงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและสร้างการรับรู้ในวงกว้างได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ประการที่สองคือศิลปะของการเล่าเรื่อง (Storytelling): แบรนด์ต่างๆ ได้พัฒนาไปสู่การสร้างเรื่องราวที่ผูกตัวตนของดาราเข้ากับคุณค่าของนาฬิกาอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความมุ่งมั่น ความสง่างาม หรือความกล้าที่จะแตกต่าง การสร้างเรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์และอยากเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จนั้น

ประการสุดท้ายคือผลกระทบต่อตลาดรอง (Secondary Market): การที่ดาราคนดังสวมใส่นาฬิการุ่นใดรุ่นหนึ่งไม่ได้ส่งผลแค่ยอดขายในตลาดแรกเท่านั้น ยังสร้างความต้องการอย่างรวดเร็วในตลาดรอง ซึ่งทำให้ราคานาฬิการุ่นนั้นๆ พุ่งสูงขึ้น กลายเป็น “สินค้าหายาก” ที่มีสถานะเป็นของสะสม ผลกระทบนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มมูลค่าให้กับนาฬิกา กลับยิ่งตอกย้ำถึงคุณค่าและสถานะของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ในวันนี้ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงแค่การจ้างบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่เป็นการสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงระหว่างตัวตนของคนดังกับแก่นแท้ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง แบรนด์นาฬิกาหรูต่างตระหนักดีว่าในยุคนี้ การตลาดที่ประสบความสำเร็จคือการสร้างแรงบันดาลใจและให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของแบรนด์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนยอดขายและมูลค่าของแบรนด์ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในท้ายที่สุด การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ได้กลายเป็นศิลปะที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน แบรนด์นาฬิกาหรูกำลังเดินบนเส้นทางที่ต้องรักษาความสมดุลระหว่างการใช้ตัวตนใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กับการรักษาคุณค่าและประวัติศาสตร์อันยาวนานของตนเองไว้ การสร้างสรรค์ความร่วมมือที่ฉลาดและมีวิสัยทัศน์จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถส่งต่อ “มรดกแห่งกาลเวลา” ให้ยังคงเป็นที่ต้องการในทุกยุคสมัย และเป็น “มหาอำนาจ” ในวงการนี้ได้อย่างยั่งยืน

แล้วในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าแบรนด์นาฬิกาหรูควรให้ความสำคัญกับนักแสดงจากกลุ่มใดเป็นพิเศษในอนาคต เพราะอะไร? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

Omega Seamaster Aqua Terra เปล่งประกายสีเทอร์ควอยซ์รับซัมเมอร์ 2025

หน้าปัดสีสันสดใสจับคู่กับขอบหน้าปัดเซรามิกด้านและสายยางแบบฟิตตัวเรือน มอบความสดชื่นแบบสปอร์ตให้กับนาฬิกาคลาสสิกของ Omega

Omega ได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าสีเทอร์ควอยซ์ไม่ใช่แค่สีที่ฉาบฉวย แต่มันคือความผูกพันที่จริงจัง ซัมเมอร์นี้สีดังกล่าวได้กลับมาสู่คอลเลกชัน Seamaster Aqua Terra อีกครั้งในสองขนาด คือ 38 มม. และ 41 มม. แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม นาฬิการุ่นสายโลหะเมื่อปีที่แล้วให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับนาฬิกาแบบเดรส แต่รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับลุคที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เรียบง่ายแต่มีเหตุผล: ขอบหน้าปัดทำจากเซรามิกสีดำด้าน และสายยางสีดำแบบฟิตตัวเรือนที่เดินตะเข็บด้วยด้ายสีเทอร์ควอยซ์เพื่อให้เข้ากับหน้าปัด ยังคงเป็นหน้าปัดที่สดใสเหมือนเดิม แต่มีความเงางามน้อยลงและเน้นการใช้งานมากขึ้น

Omega Seamaster Aqua Terra 150M สีเทอร์ควอยซ์ ขนาด 41 มม. (ซ้าย) และ 38 มม. (ขวา)

ส่วนประกอบอื่นๆ ยังคงเป็นคุณสมบัติที่คุ้นเคยของ Aqua Terra ซึ่งไม่ใช่เรื่องแย่ กันน้ำได้ลึก 150 เมตร เม็ดมะยมแบบขันเกลียว กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งพร้อมการเคลือบสารกันสะท้อน และฝาหลังที่สลักลวดลายคลื่นซึ่งเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่าประวัติศาสตร์ของนาฬิกาซีรีส์นี้เกี่ยวข้องกับทะเล ไม่ใช่ห้องประชุม หน้าปัดยังคงเป็นจุดเด่น: สีเทอร์ควอยซ์แล็กเกอร์ที่เข้มขึ้นบริเวณขอบหน้าปัดเพื่อสื่อถึงน้ำ พร้อมกับขีดบอกนาทีที่ตัดกันอย่างชัดเจน เข็มนาฬิกาและมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงเป็น PVD สีดำ และสารเรืองแสงจะเปล่งประกายเป็นสีน้ำเงิน

สายนาฬิกาเป็นอีกจุดที่ควรกล่าวถึง Omega ไม่ได้ใช้วิธีการต่อสายกับตัวเรือนแบบทั่วไป แต่ Aqua Terra รุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้รับกับสายยางแบบฟิตตัวเรือน ทำให้รอยต่อระหว่างตัวเรือนกับสายดูเรียบเนียนและกระชับ ในสภาพอากาศร้อนจะสวมใส่สบายกว่าสายเหล็ก และยังช่วยให้ตัวเรือนดูมีขนาดกะทัดรัดขึ้นด้วย

การใช้เซรามิกบนขอบหน้าปัดแบบตายตัวก็เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบเช่นกัน วัสดุนี้จะไม่เกิดรอยขีดข่วนเล็กๆ ที่ทำให้เจ้าของหลายคนหงุดหงิด และพื้นผิวแบบด้านก็ช่วยลดความจัดจ้านของหน้าปัดลงเล็กน้อย การใช้ขอบหน้าปัดสีดำแทนที่จะเป็นสเตนเลสสตีลขัดเงาช่วยให้ดีไซน์ดูคมขึ้น ทำให้สีเทอร์ควอยซ์ดูเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์อย่างจงใจ ไม่ใช่แค่การตกแต่ง อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังเล็กน้อยคือ แม้ว่าเซรามิกจะทนทานต่อการขีดข่วน แต่ก็อาจแตกได้หากกระแทกกับพื้นผิวแข็งแรงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ข้อดีของมันจะชัดเจนกว่ามาก

รุ่น 41 มม. มาพร้อมกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8900 ในขณะที่รุ่น 38 มม. มาพร้อมกลไก Calibre 8800

นาฬิการุ่น 41 มม. ใช้กลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8900 ขณะที่รุ่น 38 มม. ใช้ Calibre 8800 ซึ่งทั้งสองรุ่นได้รับการรับรอง Master Chronometer ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาทั้งเรือนผ่านการทดสอบเรื่องความเที่ยงตรง การกันน้ำ พลังงานสำรอง และความต้านทานสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 เกาส์

ในส่วนของสี สีเทอร์ควอยซ์ไม่ใช่สีที่หาได้ยากในโลกแห่งการผลิตนาฬิกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับน้ำ หากจะอธิบายตามหลักฟิสิกส์ อ่าวที่มีน้ำตื้นจะดูเป็นสีเทอร์ควอยซ์เพราะแสงสีแดงจะถูกดูดซับไป และแสงสีน้ำเงิน-เขียวจะส่องผ่าน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสีนี้จึงให้ความรู้สึก “ถูกต้อง” บนนาฬิกาที่เกี่ยวกับทะเล

แบรนด์ Doxa เป็นผู้บุกเบิกการใช้สีทะเลสดใสมานานแล้ว ก่อนที่โซเชียลมีเดียจะค้นพบมันเสียอีก และทั้ง TAG Heuer และ Breitling ก็มีนาฬิกาสีเทอร์ควอยซ์ในคอลเลกชันที่เกี่ยวข้องกับน้ำเช่นกัน โปรแกรม “Summer Blue” ของ Omega เองก็แสดงให้เห็นว่าแบรนด์มีความคุ้นเคยในการทำงานกับสีสันที่หลากหลาย และ Aqua Terra รุ่นใหม่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่สดใสและอบอุ่นเหล่านั้น

การสวมใส่จะเป็นอย่างไร? ในทางทฤษฎี รุ่น 38 มม. จะดูแน่นและหน้าปัดจะอ่านค่าได้ชัดเจนกว่า ส่วนรุ่น 41 มม. จะมีพื้นที่สำหรับหน้าปัดไล่เฉดสีได้มากกว่า ขอบหน้าปัดเซรามิกจะช่วยซ่อนรอยขีดข่วนจากการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าสเตนเลสสตีลขัดเงา และสายยางก็ทนทานต่อครีมกันแดด เหงื่อ และการลงน้ำได้ดีกว่า

Aqua Terra ยังคงเป็น Seamaster ที่คุณสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน กันน้ำได้จริง ทนทานต่อสนามแม่เหล็กที่ซ่อนอยู่ในชีวิตยุคศตวรรษที่ 21 และตอนนี้ก็มีกรอบที่ทำให้สีดูเป็นส่วนหนึ่งของแผนการออกแบบอย่างลงตัว หากคุณต้องการนาฬิกาที่มีขอบหน้าปัดหมุนได้ที่ดูโดดเด่น ให้ซื้อ Diver 300M แต่ถ้าคุณต้องการนาฬิกาเรือนเดียวที่ใช้ได้ทั้งในเมืองและริมทะเลได้อย่างมีสไตล์ นี่อาจเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Caliber 8800 (สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง) และ Caliber 8900 (สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง) ทั้งคู่เป็นระบบไขลานอัตโนมัติและได้รับการรับรอง METAS
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม. หรือ 41 มม. ขอบหน้าปัดเซรามิกเซอร์โคเนีย (ZrO₂) สีดำด้านแบบตายตัว กันน้ำลึก 150 เมตร
  • หน้าปัด: สีเทอร์ควอยซ์เคลือบแล็กเกอร์พร้อมการไล่เฉดสีดำ
  • สาย: ยางสีดำแบบอินทิเกรตพร้อมการเดินด้ายสีเทอร์ควอยซ์

Time to…Movies| นับถอยหลังสู่การมีชีวิต…เมื่อนาฬิกาเป็นทุกสิ่งในภาพยนตร์ “In Time”

ถ้าชีวิตของคุณมีเวลาจำกัด และนาฬิกาบนข้อมือคือลมหายใจ…คุณจะใช้มันไปกับอะไร? มาทบทวนชีวิตไปพร้อมกับบทเรียนจากภาพยนตร์ In Time ที่ทำให้ทุกวินาทีมีความหมาย

ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา หลายครั้งเรามักจะรู้สึกเหมือนเป็นทาสของมัน วันๆ เราพูดแต่เรื่อง “ไม่มีเวลา” “เวลาไม่พอ” หรือ “รีบหน่อย เดี๋ยวไม่ทันเวลา” จนคำว่า “เวลา” กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและมองข้ามไปในที่สุด

แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้หยุดคิดอย่างจริงจังว่า “เวลา” ที่เรามีอยู่มันมีค่ามากแค่ไหน? ในเดือนนี้ที่นิตยสาร Revolution Thailand ได้หยิบยกธีม Movie & Music มานำเสนอ เราจึงอยากชวนทุกคนมาสำรวจแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่าแค่การบอกเวลา ผ่านภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และทำให้เราตระหนักว่านาฬิกาบนข้อมือของเรา…ไม่ได้มีไว้แค่บอกเวลา แต่มีไว้เพื่อเตือนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีค่าที่สุด

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวอยู่ในโลกอนาคตที่มนุษย์ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้หยุดแก่เมื่ออายุ 25 ปี แต่จะต้องแลกมาด้วยการมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1 ปีเท่านั้น เวลาชีวิตกลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตประจำวัน โดยคนรวยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป ในขณะที่คนจนต้องดิ้นรนเพื่อเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อย่างจำกัด

ภาพจาก Prime Video: In Time
In Time” ภาพยนตร์ไซไฟที่ไม่ได้แค่เล่าเรื่องโลกอนาคต แต่ชวนให้เราตั้งคำถามถึงคุณค่าของ ‘เวลา’ ที่มีอยู่

ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ “In Time” (2011) ที่ฉายภาพโลกอนาคตอันดิสโทเปียซึ่งเวลาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือลมหายใจสุดท้ายที่เตือนเราถึงการมีอยู่…และอาจถึงจุดสิ้นสุด หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ฉายภาพโลกที่แปลกประหลาด แต่กำลังทุบหน้าเราด้วยคำถามที่เจ็บปวดว่า “ชีวิตเรามีเวลาอยู่กับมันมากแค่ไหน?” ในโลกนั้น ทุกคนหยุดอายุที่ 25 และหลังจากนั้น ชีวิตกลายเป็นเกมการเงินที่ต้อง “หาเวลา” มาซื้อความตายให้ช้าลง

ในภาพ IT-263 Will (แสดงโดย Justin Timberlake) และ Sylvia (แสดงโดย Amanda Seyfried) In Time (2011) – ภาพจาก IMDb

นาฬิกาบนแขน ราวกับเครื่องประหารชีวิตที่มองเห็นได้

สิ่งที่ติดตาที่สุดคือ นาฬิกาดิจิทัลที่ฝังบนท่อนแขน มันคือเครื่องบอกสถานะ บอกทรัพย์สิน และบอกความจริงอันโหดร้าย ฉากแรกๆ ของหนังก็สะเทือนใจพอแล้ว เมื่อเราเห็น Will Salas (Justin Timberlake) ต้องสูญเสียแม่ของเขาเพียงเพราะเวลาบนแขนหมดลง…ในขณะที่เขาวิ่งตามมาอย่างสุดชีวิตแต่มันก็ไม่ทันเวลา สิ่งที่ตามมาคือภาพของคนที่ล้มลงไปในสภาพที่ไม่ต่างจากศพ เพียงเพราะไม่มีเวลาเหลืออยู่แล้ว ฉากนี้ไม่ได้แค่แสดงถึงความตาย แต่มันคือการย้ำเตือนว่าในโลกนี้ “เวลา” คือสิ่งเดียวที่สำคัญอย่างแท้จริง

นาฬิกาบนข้อมือใน “In Time” คือลมหายใจและชะตากรรมของชีวิตทุกคน
ตัวจับเวลาดิจิทัลที่ฝังอยู่บนท่อนแขน ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่คือ ‘เวลาชีวิต’ ที่กำลังนับถอยหลังของทุกคน

คนรวยอย่างตระกูล Weis มีเวลาเป็นศตวรรษ เป็นพันปี จนแทบไม่ต้องสนใจการมีอยู่ของมัน ในฉากที่ Will ได้เข้าไปในโซนของคนรวย เราได้เห็นภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พวกเขามีเวลาเหลือเฟือจนใช้มันไปกับการพนัน การดื่มเฉลิมฉลอง หรือแม้แต่การ “ให้” เวลากันเป็นของขวัญ เหมือนกับที่ Will ได้เวลาจากชายปริศนาคนหนึ่งมาอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยทั้งหมด ฉากที่น่าสนใจอีกฉากคือการที่คนรวยแลกเปลี่ยนเวลาด้วยความเฉยชา ราวกับเงินบาทในโลกของเรา มันทำให้เราเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนว่าเมื่อคุณมีเวลามากพอ คุณก็มีอำนาจที่จะควบคุมชีวิตและกำหนดชะตากรรมของคนอื่นได้

เมื่อเวลาคือสกุลเงิน การแลกเปลี่ยนทุกวินาทีจึงหมายถึงการต่อลมหายใจในโลกที่โหดร้าย

หนังเรื่องนี้ยังทิ้งวลีที่บาดลึกไว้ในใจคนดูเสมอ อย่างคำพูดของ Henry Hamilton ชายหนุ่มรวยลึกลับที่มอบเวลาให้ Will ว่า “For a few to be immortal, many must die.” (เพื่อให้คนบางคนเป็นอมตะ คนจำนวนมากต้องตาย) ประโยคนี้ไม่ได้แค่พูดถึงในหนัง แต่เป็นการเสียดสีสังคมทุนนิยมอย่างเจ็บแสบ ที่ความมั่งคั่งของคนเพียงไม่กี่คนถูกสร้างขึ้นบนความยากลำบากและการทำงานของคนอีกนับไม่ถ้วน ในโลกของ “In Time” เวลาคือความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งนั้นถูกจำกัดเพื่อให้คนรวยมี “ชีวิต” ที่ยืนยาวออกไป

เสียงดนตรีที่เร่งเร้า…เหมือนหัวใจที่ถูกบีบคั้น

ถึงแม้ “In Time” จะไม่มีเพลงประกอบที่ดังกระหึ่ม แต่ดนตรีประกอบภาพยนตร์ (Score) ของ Craig Armstrong กลับเป็นหัวใจสำคัญที่คอยบีบคั้นอารมณ์เราไว้ตลอดเวลา เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่กระหน่ำเข้ามาในฉากที่ Will ต้องวิ่งหนีจากเงาของความตาย หรือในฉากที่เขาต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงเวลาเพียงไม่กี่วินาที มันทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจเรากำลังเต้นตามอย่างบ้าคลั่ง เสียงดนตรีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ประกอบฉาก แต่มันคือ “เสียงนับถอยหลัง” ที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลา เหมือนเตือนเราว่าไม่ว่าจะทำอะไรอยู่…เวลาในชีวิตของเรากำลังหมดไปเรื่อยๆ

นาฬิกาในหนัง In Time
นาฬิกาในหนัง In Time

บทเรียนจากภาพยนตร์สู่ชีวิตจริง เมื่อเวลาไม่ใช่นาฬิกา…แต่คือหัวใจ

ฉันกลับมานั่งคิดว่า แท้จริงแล้ว “เวลา” ในชีวิตเรามันไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือโอกาสที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป มันคือการเติบโต มันคือความรัก มันคือความเสียใจ และมันคือการที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาด หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันมองเวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ต่างออกไป มันทำให้ฉันอยากใช้ทุกวินาทีอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ผ่านมันไปเฉยๆ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกเหมือนมีเวลาเหลือเฟือ จนเผลอใช้มันทิ้งขว้างไปกับเรื่องไร้สาระ แต่เมื่อถึงวันที่เราต้องนับถอยหลังจริงๆ วันที่เราเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล หรือวันที่เราต้องเผชิญหน้ากับการจากลาของคนที่เรารัก…ในวันนั้นเราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “เวลา” ที่เราเคยมีมันมีค่ามากแค่ไหน

นาฬิกาในหนัง In Time
นาฬิกาในหนัง In Time
เวลาในชีวิตจริงของเรา อาจไม่ได้แสดงเป็นตัวเลขบนแขน แต่ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือโอกาสที่เราจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด

“In Time” อาจเป็นแค่ภาพยนตร์ไซไฟ แต่สิ่งที่มันฝากไว้คือรอยแผลที่เตือนใจเราว่า จงมีชีวิตอยู่ราวกับนาฬิกาบนข้อมือกำลังจะหมดลง จงรักอย่างไม่ลังเล จงทำในสิ่งที่อยากทำ จงใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุดก่อนที่เสียงสุดท้ายของนาฬิกาชีวิตของเราจะหยุดลงไปตลอดกาล

แล้วคุณล่ะ? วันนี้คุณได้ใช้ “เวลา” ที่มีอยู่…อย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง?

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

Breitling x IRONMAN…เปิดตัว Endurance Pro IRONMAN 2025 และทำไมนาฬิการุ่นลิมิเต็ดนี้ถึงเป็นที่จับตาของนักสะสม?

Breitling x IRONMAN 2025: เจาะลึกความลับของไทเทเนียมและ Breitlight® ที่นักกีฬาต้องหลงรัก

แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสอย่าง Breitling กลับมาจับมือกับ IRONMAN® อีกครั้ง พร้อมเปิดตัวนาฬิกา Endurance Pro รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 2 รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2025 ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเทและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของเหล่านักไตรกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก

นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อนักกีฬาที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ยังเหมาะกับทุกคนที่มองหาความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต โดยแต่ละเรือนจะสะท้อนจิตวิญญาณของการแข่งขัน IRONMAN® World Championship ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส และไคลูอา-โคนา รัฐฮาวาย รวมถึง IRONMAN® 70.3® World Championship ที่เมืองมาร์เบลลา ประเทศสเปน

Georges Kern ซีอีโอของ Breitling กล่าวว่า “หัวใจของ IRONMAN คือความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และการผลักดันตัวเองให้ไปไกลกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับแก่นแท้ของ Breitling อย่างแท้จริง นาฬิกาเหล่านี้คือเครื่องบรรณาการแด่ผู้ที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อพิชิตความท้าทาย”

Breitling x IRONMAN 2025 New Endurance Pro IRONMAN® Models

Endurance Pro IRONMAN® World Championship 2025 Edition

รุ่นนี้ผลิตขึ้นมาเพื่อฉลองการแข่งขันในเมืองนีซ (ประเภทชาย) และไคลูอา-โคนา (ประเภทหญิง) โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือน ตัวเรือนขนาด 44 มม. ทำจาก ไทเทเนียม ที่มีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลถึง 43% แต่ยังคงความทนทานสูง หน้าปัดสีเทาโดดเด่นด้วยโลโก้ IRONMAN รูปนกอินทรีและเต่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติในนีซและฮาวาย รวมถึงเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งจากภายในและความอุตสาหะที่ทำให้นักกีฬาก้าวไปถึงเป้าหมายได้

Endurance Pro IRONMAN® 70.3® World Championship 2025 Edition

นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการแข่งขันในเมืองมาร์เบลลา ประเทศสเปน ซึ่งตัวเรือนขนาด 44 มม. ทำจากวัสดุ Breitlight® เอกสิทธิ์เฉพาะของ Breitling ที่มีน้ำหนักเบากว่าไทเทเนียมถึง 3.3 เท่า และเบากว่าสเตนเลสสตีลถึง 5.8 เท่า วัสดุนี้ยังไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สัมผัสอบอุ่น และทนทานต่อรอยขีดข่วน หน้าปัดและสายนาฬิกาสีฟ้าอมเขียว (turquoise) ตัดกับดีไซน์โลโก้ IRONMAN 70.3® รูปซุ้มประตูและลวดลายกระเบื้องแบบอันดาลูเซียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ทำให้เป็นนาฬิกาที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์

Breitling x IRONMAN 2025 New Endurance Pro IRONMAN® Models

ดีไซน์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่ว่าคุณจะอยู่บนบกหรือในน้ำ นาฬิกา Endurance Pro ทั้งสองรุ่นก็พร้อมจะเป็นเพื่อนคู่ใจที่ทนทานและมีสไตล์ ด้วยกลไก SuperQuartz™ Caliber 82 ที่ได้รับการรับรองจาก COSC ทำให้มั่นใจในความแม่นยำสูง ตัวเรือนกันน้ำได้ลึก 100 เมตร และมาพร้อมฟังก์ชันสำคัญสำหรับนักกีฬา เช่น เข็มทิศพลังงานแสงอาทิตย์ วันที่ มาตรวัดชีพจร และโครโนกราฟ

คุณสามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันเหล่านี้ได้ที่ Breitling.com Breitling boutique และร้านค้าปลีกที่ได้รับเลือก หรือที่จุดจัดงานแข่งขันในเมืองนีซและมาร์เบลลา โดยรุ่น IRONMAN World Championship® มีวางจำหน่ายแล้ว ส่วนรุ่น IRONMAN 70.3 World Championship Edition จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2025

สำหรับนาฬิกา Breitling Endurance Pro นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความสำเร็จที่รอคอยคุณอยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าเส้นชัยนั้นจะอยู่บนลู่วิ่ง หรืออยู่ในชีวิตประจำวันของคุณเอง

Breitling x IRONMAN 2025 New Endurance Pro IRONMAN® Models
Breitling x IRONMAN 2025 New Endurance Pro IRONMAN® Models
ข้อมูลทางเทคนิค
Endurance Pro IRONMAN® World Championship 2025 Edition
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาด 44 มม.
  • หน้าปัด: สีเทา
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ โครโนกราฟ มาตรวัดชีพจร เข็มทิศพลังงานแสงอาทิตย์
  • กลไก: Breitling Caliber 82 / SuperQuartz™ (Thermocompensated) ได้รับการรับรองจาก COSC
  • สาย: สายยาง IRONMAN® สีน้ำเงิน
Breitling x IRONMAN 2025 New Endurance Pro IRONMAN® Models
Breitling x IRONMAN 2025 New Endurance Pro IRONMAN® Models
Endurance Pro IRONMAN® 70.3® World Championship 2025 Edition
  • ตัวเรือน: Breitlight® ขนาด 44 มม.
  • หน้าปัด: สีฟ้าอมเขียว (turquoise)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ โครโนกราฟ มาตรวัดชีพจร เข็มทิศพลังงานแสงอาทิตย์
  • กลไก: Breitling Caliber 82 / SuperQuartz™ (Thermocompensated) ได้รับการรับรองจาก COSC
  • สาย: สายยาง IRONMAN® สีฟ้าอมเขียว (turquoise)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย

เปิดตัว 5 แบรนด์ดังครั้งแรกในไทย พร้อมเผยวิสัยทัศน์และแผนการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้กับนักสะสม

เมื่อโลกของการสะสมนาฬิกาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่คุ้นเคยอีกต่อไป การมาถึงของ PRÉCIEUX (THAILAND) ในฐานะตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาอิสระระดับสูง จึงถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองและเป็นสัญญาณอันดีที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการนาฬิกาในบ้านเรา

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย

งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ณ ร้าน Riedel Wine Bar & Cellar เกษรวิลเลจ ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของคุณ รวิศ เหตานุรักษ์ และ Mr. Marcel Gut ผู้ก่อตั้ง PRÉCIEUX (SWISS) ที่มองเห็นโอกาสในการนำเสนอความหลากหลายและความน่าตื่นเต้นจากแบรนด์นาฬิกาอิสระ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่แพ้แบรนด์ดัง

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย

เปิดประตูสู่โลกแห่งความพิเศษ 5 แบรนด์นาฬิกาอิสระที่คุณต้องรู้จัก

PRÉCIEUX ได้คัดสรร 5 แบรนด์นาฬิกาอิสระที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาเปิดตัวพร้อมกันในงานนี้ ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็มีปรัชญาและเทคนิคการสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร

RUDIS SYLVA

ย้อนไปอดีตในศตวรรษที่ 17 ชื่อ RUDIS SYLVA มาจาก Jean Ruedin ผู้บุกเบิกและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ฟรองซ์ มงตาญ และ SYLVA ซึ่งเป็นภาษาละตินที่หมายถึง ‘ป่า’ แบรนด์นี้ปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยชุดออสซิลเลเตอร์ฮาร์โมเนียส ซึ่งเป็นระบบที่มีบาลานซ์วีลสองชุดที่เชื่อมต่อกันแต่ขับเคลื่อนด้วยสปริงเพียงชุดเดียว นวัตกรรมนี้ให้ค่าความแม่นยำสูงกว่าตูร์บิยองแบบปกติ

โดยชุดกลไกจะทำงานที่ความถี่ 21,600 รอบต่อชั่วโมง และกรงที่ผลิตจากวัสดุพิเศษจะหมุนวน 360 องศาใน 60 วินาที ให้พลังสำรองประมาณ 70 ชั่วโมง ความแม่นยำนี้เห็นได้จากค่าแอมพลิจูดที่วัดได้ในทุกตำแหน่ง แม้ในแนวตั้งที่ได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงสูงสุด

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย
CHARLES GIRARDIER

หน้าปัดของนาฬิการุ่น Synchronaut สร้างขึ้นด้วยเครื่องจักรกึ่งอัตโนมัติจากยุค 60s ประดับด้วยลวดลายกิโยเช่แบบดั้งเดิมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลาย “กิโยเช่ แพทเทิร์น” แบบโบราณ (Ancienne Tapisserie Guillochée) ที่ชวนให้นึกถึงความซับซ้อนของผ้าทอโบราณ การสร้างสรรค์แบบดั้งเดิมนี้ต้องใช้ความชำนาญและความพิถีพิถัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการอนุรักษ์งานฝีมือโบราณ โดยเฉพาะนาฬิกาในคอลเลกชั่น GMT Synchronaut® 1863 ที่สืบทอดประเพณีความซับซ้อนของกลไกนาฬิกาอย่างแท้จริง

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ CG SYNC-1863 ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเชิดชู Henry Royce (1863) และฉลองครบรอบ 120 ปีของ ROLLS ROYCE หน้าปัดย่อยสำหรับแสดงวันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกโบราณ สอดคล้องกับสไตล์ “GIARDIER L’AINE” จากอดีตที่หรูหราพร้อมด้วยเทคนิคโบราณในการแกะสลักแบบนูนด้วยเครื่องมืออายุกว่า 60 ปี

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย
CUERVO Y SOBRINOS

CUERVO Y SOBRINOS (คูร์เอโว อี โซบรีโนส) เป็นแบรนด์นาฬิกาเพียงหนึ่งเดียวจากฝั่งละตินอเมริกาในประวัติศาสตร์นาฬิกาโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1882 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากยุคทองของฮาวานา Ramón Fernández Cuervo เริ่มต้นธุรกิจร้านเครื่องประดับในฮาวานาในปี 1862 ก่อนที่พี่น้องของเขาจะเข้ามาร่วมกันจนก่อตั้งเป็นแบรนด์ในปี 1882

ในช่วงปี 1950 ฮาวานาเป็นเมืองที่หรูหราและมีชีวิตชีวาที่สุดในอเมริกา ทำให้บูติกของแบรนด์กลายเป็นจุดหมายที่ดึงดูดผู้มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Caruso, Churchill, Einstein, Hamingway และ Neruda ในปี 2002 แบรนด์ได้จัดแสดงนาฬิกาที่งาน BASELWORLD เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น Espléndidos, Prominente และ Torpedo และในปี 2022 ได้ฉลองวาระครบรอบ 140 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแบรนด์

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย
BA111OD

BA111OD (บาโย) เป็นมากกว่าแค่แบรนด์ แต่เป็นการสานต่อตำนานนาฬิกาที่สืบทอดมายาวนานกว่า 250 ปีจากตระกูล Baillod ซึ่งมีรากฐานในเขตนูชาแตล Thomas Baillod ได้เปิดตัวแบรนด์ในปี 2019 โดยในปี 2023-2024 ได้มีการเปิดตัวคอลเลกชั่น CHPTR_A ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นนาฬิกาแบบคอมพลิเคชั่นรุ่นแรก พร้อมขยายฐานไปยังเมืองต่างๆ

และในปี 2024 ได้เปิดตัวนาฬิกาแบบเมเทียดาร์ (Métier D’Art) รุ่นแรกของแบรนด์ด้วยนาฬิกาแบบไตรภาคพร้อมชุดกลไกตูร์บิยองเพื่อฉลองครบรอบ 5 ปีของแบรนด์และเพื่อฉลองให้กับภูมิภาคนูชาแตล โลโก้ BA111OD จึงมีการดัดแปลงให้มีคำว่า “Neuchâtel” ร่วมอยู่ด้วย

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย
DOXA

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ DOXA เริ่มต้นที่เมืองเลอโลคล์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Georges Ducommun ได้เปิดธุรกิจของตัวเองในชื่อ “Georges Ducommun, Fabriques DOXA” ซึ่งเป็นชื่อแห่งคุณภาพที่มีความหมายว่าความรุ่งโรจน์ในภาษากรีก นาฬิกาพกของเขาได้รับเกียรติจัดแสดงในงานระดับโลกมากมาย และในปี 1906 ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงาน WORLD’S FAIR ที่มิลาน

จากนวัตกรรมการป้องกันสนามแม่เหล็ก ในปี 1907 Georges ได้ยื่นจดสิทธิบัตรระบบ “8-Day DOXA Caliber” ซึ่งต่อมากลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถแข่งของ BUGATTI และเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา จากนั้น DOXA ได้ก้าวเข้าสู่ยุคนาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ โดยร่วมพัฒนากับ Jacques-Yves Cousteau ทำให้รุ่น SUB กลายเป็นนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกที่เข้าถึงได้สำหรับนักดำน้ำทั่วไป และเป็นมาตรฐานสำหรับนักดำน้ำทั้งทหารและมืออาชีพมาจนถึงทุกวันนี้ สีส้มอันสดใสของหน้าปัดที่กำเนิดในปี 1964 ยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแบรนด์

PRÉCIEUX ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ เปิดโลกเรือนเวลาเหนือระดับให้แก่นักสะสมชาวไทย

อนาคตของการสะสมนาฬิกาในไทย “PRÉCIEUX Watch Lounge”

เพื่อตอบสนองความต้องการของนักสะสมชาวไทยอย่างแท้จริง PRÉCIEUX เตรียมเปิด “PRÉCIEUX Watch Lounge” แห่งแรกของแบรนด์ที่ชั้น Lobby President Tower Arcade, InterContinental Bangkok ภายใต้นิยาม “A Curated House of Independent Watchmaking” ซึ่งจะเป็นเสมือนบ้านของผู้สร้างนาฬิกาอิสระระดับสูง ที่นักสะสมจะได้สัมผัสและเป็นเจ้าของนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

การมาถึงของ PRÉCIEUX ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับนักสะสมชาวไทยเท่านั้น ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับวงการนาฬิกาในบ้านเราอีกด้วย ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เชื่อว่าเราจะได้เห็นแบรนด์นาฬิกาอิสระที่น่าสนใจอื่นๆ เข้ามาสร้างสีสันในตลาดอย่างต่อเนื่องแน่นอน

จากแบรนด์ทั้ง 5 ที่เปิดตัวไปในครั้งนี้ มีแบรนด์ไหนที่ดึงดูดความสนใจของคุณมากที่สุด และเพราะเหตุผลใด?

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT ตำนานความแข็งแกร่งคู่กายนักดำน้ำสู่ความเรียบหรูสุดปอร์ตแห่งโลกกีฬาทางทะเล

ที่สุดของนาฬิกาดำน้ำแห่งปี เปิดโลกใต้สมุทรกับ Seiko Prospex ความหรูหราที่มาพร้อมการผจญภัย

ปี 2025 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของ Seiko Prospex โดยเฉพาะในหมู่นาฬิกาตระกูล Diver Watch หรือนาฬิกาดำน้ำ ที่ก่อนหน้านี้ก็ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวไฮไลต์ 3 เรือนฉลองครบรอบ 60 ปีของ Seiko Prospex Diver’s Watch 60th Anniversary ไปแบบเรียกน้ำย่อย ให้เหล่านักสะสมได้เตรียมตัวเตรียมใจ และแน่นอนว่า Seiko ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพราะครั้งนี้พวกเขาจัดเต็มยิ่งกว่า

นาฬิกาดำน้ำมีแบรนด์อะไรบ้าง 2025

เรากำลังจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเรือนเวลาดีไซน์สปอร์ต ที่ผนวกฟังก์ชันสุดล้ำเข้ากับความสวยงามได้อย่างลงตัว พร้อมจะพาคุณดำดิ่งสู่ห้วงแห่ง “โลกกีฬาทางทะเล” ที่น่าค้นหา

Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT โทนสีจากท้องทะเล สู่ข้อมือของคุณ

แรงบันดาลใจหลักของ Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT เกิดจากการออกไปสัมผัสกิจกรรมและกีฬาทางทะเลอย่างแท้จริง ลองจินตนาการถึงความสดชื่นของเกลียวคลื่นสีครามที่ซัดสาดกาย ความกว้างใหญ่ของท้องฟ้าสีครามที่บรรจบกับหาดทรายขาวบริสุทธิ์ ทุกความรู้สึกของการผจญภัยครั้งนั้นได้ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลานี้อย่างมีชีวิตชีวา

หน้าปัดสี White-Silver

เปรียบดั่งผืนน้ำทะเลที่ทอประกายเมื่อต้องแสง สะท้อนความตื่นตาตื่นใจของโลกใต้สมุทรที่พร้อมเชื้อเชิญเหล่านักสำรวจ ให้ก้าวออกไปค้นหาคำตอบและความหมายของชีวิต

นาฬิกาดำน้ำมีแบรนด์อะไรบ้าง 2025
นาฬิกาดำน้ำมีแบรนด์อะไรบ้าง 2025

ขอบเซรามิกสีน้ำเงิน

สื่อถึงความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ และเป็นตัวแทนของท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ขีดจำกัด สถานที่ที่รอให้คุณได้ปลดปล่อยตัวตนอย่างแท้จริง

การผสมผสานที่ลงตัวของสีสันและวัสดุคุณภาพสูง ทำให้เรือนเวลานี้มอบลุคแบบ Sport Premium ให้กับผู้สวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกลไกอัตโนมัติ Caliber 6R54 และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์นักผจญภัยอย่างแท้จริง นั่นคือฟังก์ชัน GMT หรือการบอกค่าเวลาไทม์โซนที่สอง ด้วยเข็มเฉดสีแดงสดที่รับกับเข็มวินาทีและคำว่า GMT สีเดียวกันอย่างลงตัว ตัดกับหน้าปัดสีสะอาดตาได้อย่างโดดเด่น ยกระดับสมรรถนะการดำน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร และยังสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

นาฬิกาดำน้ำมีแบรนด์อะไรบ้าง 2025

ความสะดวกสบายที่ไม่เป็นรองใคร ออกแบบมาเพื่อนักผจญภัยตัวจริง

เมื่อพูดถึงนาฬิกาดำน้ำ สิ่งสำคัญที่นักผจญภัยตัวจริงมองหานอกเหนือจากความแข็งแกร่งและความเที่ยงตรง ยังรวมถึงความสะดวกสบายที่รองรับทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรือใต้ท้องทะเล และนี่คือจุดที่ Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT โดดเด่นอย่างแท้จริง

นาฬิกาดำน้ำมีแบรนด์อะไรบ้าง 2025

Seiko เข้าใจดีว่าการสวมใส่นาฬิกาคู่กับชุดดำน้ำ (Wet Suit) ที่มีขนาดค่อนข้างหนา อาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับสายนาฬิกาทั่วไปที่ปรับความยาวได้จำกัด เพื่อตอบโจทย์นี้ นาฬิการุ่นนี้จึงมาพร้อม นวัตกรรมตัวล็อกสายแบบใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อขจัดปัญหานี้โดยเฉพาะ ตัวล็อกอัจฉริยะนี้ช่วยให้คุณสามารถ ปรับขยายความกว้างของสายนาฬิกาได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย เพียงแค่กดปุ่มด้านข้าง ไม่จำเป็นต้องพกเครื่องมือ หรือไปหาช่างเพื่อตัดข้อสายให้เสียเวลาอีกต่อไป

ความพิเศษอยู่ตรงที่คุณสามารถเพิ่มความกว้างของสายได้ถึง 6 ระดับ โดยแต่ละระดับจะเพิ่มขึ้น 2.5 มิลลิเมตร รวมทั้งหมดแล้วสามารถขยายความยาวได้ถึง 15 มิลลิเมตร เลยทีเดียว ฟังก์ชันนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การสวมใส่กับชุดดำน้ำที่หนาขึ้นเท่านั้น แต่ยังมอบความยืดหยุ่นในการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าข้อมือของคุณจะขยายตัวตามอุณหภูมิ หรือคุณต้องการความรู้สึกที่สบายขึ้นในแต่ละวัน ฟังก์ชันนี้ก็พร้อมปรับให้เข้ากับทุกสถานการณ์ นี่คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักผจญภัยที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพสูงสุดและความสบายไร้ขีดจำกัดจากนาฬิกาคู่ใจ

ความสนุกที่มาพร้อมความรับผิดชอบต่อโลก

นอกเหนือจากความงามและฟังก์ชันที่โดดเด่น Seiko ยังให้ความสำคัญกับการเป็นพลเมืองโลกที่ดี ด้วยเหตุนี้ แบรนด์จึงมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล กล่องนาฬิกาทุกเรือนได้รับการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการปกป้องป่าไม้ธรรมชาติ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และคุ้มครองสิทธิของแรงงาน รวมถึงชุมชนท้องถิ่น นี่คือความใส่ใจที่แบรนด์มอบให้ ไม่ใช่แค่กับผู้สวมใส่ แต่ยังรวมถึงโลกที่เราอาศัยอยู่ด้วย

ข้อมูลทางเทคนิค
Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล แข็งแกร่ง ทนทาน
  • หน้าปัด: White-Silver ตัดกับขอบเซรามิกสีน้ำเงิน หมุนได้ทิศทางเดียว
  • ฟังก์ชัน: GMT (บอกเวลาไทม์โซนที่สอง) ดำน้ำลึก 300 เมตร
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber 6R54 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล พร้อมตัวล็อกปรับระดับได้ 6 ระดับ (รวม 15 มม.)

บทความอื่นที่น่าสนใจ:
จากยอดเขาสูง ดำดิ่งถึงก้นทะเล เมื่อ Seiko Prospex 1968 GMT คือนิยามของ ‘เพื่อนร่วมทาง’ ที่แท้จริง
Seiko 5 Sports DENHAM Limited Edition การผสมผสานสุดล้ำระหว่างแฟชั่นและเทคโนโลยี

Time To…Rest at SO/ Bangkok: ปล่อยให้เวลาเดินช้าๆ จากสวนลุมถึงโซแบงคอก

ความสุขของคนเมือง คือการได้ “พักใจ” ในสถานที่ที่เวลาเดินช้ากว่าปกติ กับการเดินทางสั้นๆ ที่สวนลุมพินีและโรงแรมโซ แบงคอก (SO/ Bangkok)

เมื่อเวลาเป็นมากกว่าแค่ตัวเลขที่หมุนไปในแต่ละวัน การได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้ที่จะใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริง ในฐานะเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา และผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความงามแบบไทยดั้งเดิมได้อย่างลงตัว กรุงเทพฯ จึงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ที่รอให้เราไปค้นพบ

โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
ดื่มด่ำกับวิวสวนลุมพินีจากมุมมองที่ไม่เหมือนใครที่โรงแรมโซ แบงคอก

ในใจกลางของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาถูกยืดออกไปอย่างช้าๆ นั่นคือ สวนลุมพินี หรือที่ชาวกรุงเรียกกันว่า “ปอดของกรุงเทพฯ” เช้าวันหนึ่ง เราได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่นั่นหลังจากที่ไม่ได้ไปมานาน ภาพที่เห็นคือผู้คนมากมายที่มาใช้เวลาของตัวเองอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่คนสูงอายุที่มาเดินออกกำลังกายไปจนถึงคู่รักที่มานั่งคุยกันใต้ร่มไม้ ทุกคนต่างมีช่วงเวลาของตัวเองที่นี่ บางคนใช้เวลาเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น บางคนใช้เวลาเพื่อพักผ่อนเติมพลัง และบางคนก็ใช้เวลาเพื่อการได้อยู่กับตัวเอง การได้มานั่งดูผู้คนและธรรมชาติที่สวนลุมพินี ทำให้รู้สึกว่าเวลาไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่บอกว่าเราควรทำอะไรต่อไป แต่มันคือโอกาสที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok

และเพื่อเป็นการปิดท้ายประสบการณ์แห่งการพักจากความวุ่นวายได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงตัดสินใจแวะไปที่โรงแรมที่ตั้งอยู่ตรงข้ามสวนลุมพินี นั่นคือ โซ แบงคอก (SO/ Bangkok) โรงแรมแห่งนี้โดดเด่นด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของคนเมือง และนำแนวคิดของธาตุทั้งห้า ได้แก่ โลหะ ไม้ ดิน น้ำ และไฟ มาใช้เป็นแรงบันดาลใจ การออกแบบที่สร้างสรรค์นี้เป็นผลงานชิ้นเอกที่เกิดจากการร่วมมือของนักออกแบบชั้นนำและสถาปนิกที่ได้รับรางวัลของประเทศไทย ตัวอาคารของโรงแรมถูกสร้างสรรค์ให้มีความสวยงามและแปลกตา ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและเป็นแนวโค้ง

โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
สัมผัสประสบการณ์ที่พักใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับ
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
การออกแบบที่คำนึงถึงรายละเอียดในทุกห้องพัก เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
Red Oven ห้องอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธาตุไฟ มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok

เมื่อก้าวเข้าไปในโรงแรม จะพบกับการออกแบบที่เชื่อมโยงกับธาตุต่างๆ อย่างกลมกลืน ห้องพักแต่ละห้องถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสะท้อนถึงธาตุที่แตกต่างกัน ห้องพักธาตุโลหะให้ความรู้สึกเรียบง่ายและบริสุทธิ์ ในขณะที่ห้องพักธาตุไม้ให้ความรู้สึกสงบเงียบและอบอุ่น ส่วนห้องพักธาตุดินเต็มไปด้วยจินตนาการ และห้องพักธาตุน้ำให้ความรู้สึกน่าค้นหา ด้วยอ่างอาบน้ำที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่างและผนังหินอ่อน ทำให้ผู้เข้าพักได้ดื่มด่ำกับวิวเมืองกรุงเทพฯ จากหน้าต่างกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน สำหรับพื้นที่ส่วนรวมและห้องอาหาร ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธาตุไฟ ซึ่งให้ความรู้สึกถึงพลังงานและความมีชีวิตชีวา

ห้องพักธาตุดิน ที่เต็มไปด้วยจินตนาการและการออกแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติ พร้อมภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นเอกลักษณ์
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
ห้องพักธาตุน้ำที่พร้อมให้คุณดื่มด่ำกับวิวเมืองอย่างเต็มตา
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
ห้องพักธาตุโลหะ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบง่ายและทันสมัย เน้นโทนสีขาวและเมทัลลิกที่ให้ความรู้สึกสงบและบริสุทธิ์
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
ห้องพักธาตุไม้ให้ความรู้สึกสงบเงียบและอบอุ่น

นอกจากความสวยงามด้านดีไซน์แล้ว โรงแรมยังเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน บนชั้น 10 มีสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ที่มองเห็นวิวของสวนลุมพินีได้อย่างชัดเจน และยังมีฟิตเนสเซ็นเตอร์อย่าง SO/ FIT ที่มีอุปกรณ์ครบครัน สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายอย่างแท้จริง สามารถไปที่ SO/ SPA บนชั้น 11 ซึ่งมีทรีทเมนท์อันหลากหลาย หนึ่งในทรีทเมนท์ที่เป็นเอกลักษณ์คือ “Serenity of the Five Elements” ซึ่งเป็นการนวดที่ผสานธาตุทั้งห้าเข้าด้วยกัน

โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
ปล่อยใจไปกับวิวเมืองที่สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ของโซ แบงคอก
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok
โรงแรมโซ แบงคอก สวนลุมพินี SO/ Bangkok

การใช้เวลาที่นี่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าเวลาไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ผ่านไป แต่เป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ การออกแบบที่สร้างสรรค์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันของโรงแรมโซ แบงคอก ทำให้เวลาที่นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เติมพลัง และค้นพบความหมายที่แท้จริงของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เป็นเหมือนการได้กดปุ่ม “หยุดเวลา” ชั่วขณะ เพื่อให้เราได้มองเห็นคุณค่าของเวลาในมุมที่ต่างออกไป และได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม
โรงแรมโซ แบงคอก (SO/ Bangkok):

  • ที่อยู่: 2 North Sathorn Road, Bangrak, Bangkok 10500 Thailand
  • การเดินทาง: ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ตรงข้ามสวนลุมพินี และสามารถเดินจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลุมพินีได้ภายใน 3 นาที

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
The Great Room Park Silom โคเวิร์กกิ้งสเปซสุดหรู ใจกลางสีลม

ภาพ | ที่มา: SO/, Revolution Thailand

การบูมของ F1 ในตลาดลักซ์ชัวรี กีฬาต่อไปจะเป็นจักรยานหรือเรือใบ? 

หลังจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ F1 ในฐานะแม่เหล็กดึงดูดแบรนด์นาฬิกาหรู คำถามก็คือ กีฬาประเภทใดจะกลายเป็นที่สนใจต่อไป

WORDS: Felix Scholz | Aug 12, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

กีฬาบางประเภทมีความหรูหราอยู่ในตัวเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นภาพสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีของวิมเบิลดัน เสียงดัง “ตั๊บ” ของการหวดค้อนไม้ในการแข่งขันโปโล กีฬาเหล่านี้เป็นพื้นที่ที่มีความสุขสำหรับแบรนด์หรูในการโฆษณาและส่งเสริมการขายเสมอมา นั่นคือเหตุผลที่พันธมิตรและนักกีฬาในสังกัดของแบรนด์นาฬิกาที่คุณชื่นชอบมักจะเป็นหนุ่มหล่อชาวยุโรปที่มีฝีมือในกีฬาเฉพาะกลุ่ม

Luxury brands cycling sailing:
TAG Heuer ไม่เคยลังเลที่จะประกาศบทบาทของตัวเองในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ F1

Formula 1 (F1) เป็นส่วนหนึ่งของกีฬาเหล่านี้มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ Heuer (ก่อนจะร่วมมือกับ TAG) ได้ทำข้อตกลงกับ Jo Siffert นักแข่งชาวสวิส แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเท่แบบลูกผู้ชายของการขับรถเร็วในรถยนต์ขนาดเล็กก็ได้รับความนิยมอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนใหญ่เป็นเพราะซีรีส์สารคดีดราม่าเกี่ยวกับกีฬาอย่าง “Drive to Survive” ทำให้ F1 กลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มผู้ชมที่มีความทะเยอทะยาน

ซึ่งน่าทึ่งมากที่ผู้ชมกลุ่มนี้มีอายุน้อยลงและมีสัดส่วนผู้หญิงมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มประชากรนี้เป็นเหมือนแม่เหล็กสำหรับแบรนด์หรูที่ต้องการดึงดูดคนรุ่นใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์หรูทุกยี่ห้อต่างพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเป็นพันธมิตรกับ F1 ในทุกวิถีทางที่ทำได้

ไม่มีอะไรจะแสดงให้เห็นถึงความคลั่งไคล้ F1 ได้ดีไปกว่ากลุ่มบริษัท LVMH ซึ่งได้ทำข้อตกลงสปอนเซอร์มูลค่ามหาศาลถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 10 ปีเมื่อปี 2024 ข้อตกลงนี้ทำให้แบรนด์ในเครือ LVMH เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมสำคัญตลอดฤดูกาลของ F1 ถ้วยรางวัลถูกบรรจุในกระเป๋าเดินทาง Louis Vuitton (LV) ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

แชมเปญ Moët & Chandon ถูกฉีดพ่นอย่างอิสระบนโพเดียม และแน่นอนว่า TAG Heuer ก็ทำหน้าที่จับเวลาทุกอย่าง และหากคุณโชคดีพอที่จะเป็นลูกค้าคนสำคัญของแบรนด์เหล่านี้ คุณก็จะได้รับเชิญไปยังเลานจ์สุดหรูและได้ใกล้ชิดกับนักแข่งในแพดด็อก

Luxury brands cycling sailing
ภาพยนตร์ F1 ที่นำแสดงโดย Damson Idris (ซ้าย) เป็นแคมเปญการตลาดหลักของ IWC สำหรับปี 2025 ต่อจากความสำเร็จของการรวมตัวที่คล้ายคลึงกันใน Top Gun: Maverick

แน่นอนว่า LVMH ไม่ได้ควบคุมการจัดวางสินค้าหรูหราทั้งหมดบนสนามแข่ง การเป็นสปอนเซอร์ทีมก็มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการไม่แพ้กัน IWC ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่กับการนำเสนอ F1 ในฉบับฮอลลีวูดในภาพยนตร์ชื่อเดียวกันกับกีฬานี้ หนึ่งในพันธมิตรที่ทรงพลังที่สุดในสนามแข่งคือระหว่าง Scuderia Ferrari และ Richard Mille ซึ่งเข้ามาเป็นสปอนเซอร์แทน Hublot ในปี 2021 ซึ่งเป็นคู่ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่เมื่อเพิ่ม Lewis Hamilton เข้าไปในทีมด้วย ก็ทำให้พวกเขากลายเป็นพลังที่หยุดไม่อยู่

ผลกระทบจาก Richard Mille

เมื่อพูดถึงความเฉียบแหลมทางการตลาดกีฬาแล้ว Richard Mille นั้นยากที่จะเอาชนะได้ แบรนด์นี้มีทั้งงบประมาณและสมองในการเลือกพันธมิตรที่ฉลาด โดยทำข้อตกลงระดับสูงตั้งแต่เนิ่นๆ กับ Felipe Massa ใน F1 และ Rafael Nadal ในเทนนิส รวมถึงพันธมิตรในกรีฑาและโปโล หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยในการค้นหาว่าพันธมิตรกีฬาประเภทไหนที่จะมีความสำคัญ การติดตามรายชื่อนักกีฬาของ Richard Mille เป็นวิธีที่รวดเร็ว

Luxury brands cycling sailing
นักปั่นจักรยานในตำนาน Mark Cavendish คือหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Richard Mille
Luxury brands cycling sailing
Alain Prost ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากมรดกทางมอเตอร์สปอร์ต ได้เปลี่ยนความหลงใหลในการปั่นจักรยานของเขาให้กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกา Richard Mille ที่เจ๋งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

อีกหนึ่งเวทีการกีฬาที่ Richard Mille ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ การปั่นจักรยาน Richard Mille ได้เลือกสองตำนานมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ Mark Cavendish เป็นหนึ่งในนักปั่นจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคปัจจุบัน เป็นนักสปรินเตอร์ที่คว้าแชมป์โลก เหรียญรางวัลจาก Commonwealth และที่สำคัญที่สุดคือเขามีสถิติชนะการแข่งขันใน Tour de France ถึง 35 สเตจ ซึ่งมากกว่า Eddy Merckx หนึ่งสเตจ

ส่วนแบรนด์แอมบาสเดอร์นักปั่นจักรยานอีกคนของ Richard Mille นั้นน่าประหลาดใจเล็กน้อย นั่นคือไอคอนแห่งมอเตอร์สปอร์ตอย่าง Alain Prost ในปี 2017 Richard Mille ได้ประกาศเปิดตัว RM 70-01 Tourbillon ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจจากความหลงใหลอีกอย่างหนึ่งของ Prost นั่นคือการปั่นจักรยาน

นาฬิกาที่โดดเด่นเรือนนี้ได้นำเสนอรูปทรงตัวเรือนแบบใหม่ล่าสุดในแคตตาล็อกของ Richard Mille ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่ดูไดนามิกของตัวเรือนทรงถังอันเป็นเอกลักษณ์ที่โค้งออกจากข้อมือ ทำให้สวมใส่สบายยิ่งขึ้นสำหรับการปั่นจักรยานเป็นเวลานาน และแน่นอนว่านาฬิการุ่นเริ่มต้นแต่ละเรือนมาพร้อมกับจักรยาน Colnago ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

การปั่นจักรยานจะเป็นเรื่องใหญ่ต่อไปหรือไม่?

Richard Mille ไม่ได้อยู่คนเดียวในการมุ่งเน้นไปที่นักปั่นจักรยาน Breitling สนับสนุนทีม Q36.5 Pro Cycling ซึ่งมีนักแข่ง 24 คนสวมนาฬิกา Endurance Pro ที่เบาเป็นพิเศษในขณะที่พวกเขาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน World Tour ปี 2026 นอกจากนั้น Breitling ยังได้แสดงความเคารพต่อนักปั่นจักรยานชาวอิตาลีในตำนานสองคน ได้แก่ Fausto Coppi และ Gino Bartali เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย Top Times ที่มีสีสันและชวนให้รำลึกถึงวันวาน

Luxury brands cycling sailing
นาฬิกา Top Times คู่ที่ออกเมื่อต้นปีนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่นักปั่นจักรยานคู่แข่งชาวอิตาลี Fausto Coppi และ Gino Bartali

Tudor เป็นอีกแบรนด์ที่มุ่งเน้นไปที่ความเร็วและความคล่องตัวที่จักรยานสองล้อให้ได้ ทีม Tudor Pro Cycling เปิดตัวในปี 2022 และเป็นหนึ่งในพันธมิตรด้านกีฬาที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์ นอกจากนี้ Tudor ยังเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน Giro d’Italia ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขัน Grand Tour ที่มีชื่อเสียงที่สุด

Richard Mille, Breitling และ Tudor เป็นเพียงสามตัวอย่างของผู้ผลิตนาฬิกาชั้นดีที่ลงทุนในโลกของการปั่นจักรยาน แต่คุณอาจกำลังสงสัยว่า “ทำไม?” ก็เหมือนกับ F1 การปั่นจักรยานเพื่อการแข่งขันกำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว ต้องขอบคุณการบุกเบิกของ Rapha ในช่วงปี 2000 การปั่นจักรยานเพื่อการแข่งขันได้ทิ้งภาพลักษณ์ของชายวัยกลางคนในชุด Lycra และกลายเป็นสิ่งที่เท่ขึ้น โดยยกระดับขึ้นควบคู่ไปกับเนื้อผ้าทางเทคนิคและสตรีทแวร์จนกลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์มากกว่าแค่กีฬา

ในปี 2021 Burberry กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นหรูรายใหญ่รายแรกที่เป็นพันธมิตรกับทีม Tour de France และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Louis Vuitton ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตจักรยานสั่งทำพิเศษอย่าง Maison Tamboite และ Jacquemus ก็ได้ร่วมทีมกับ Van Moof การปั่นจักรยานกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

Luxury brands cycling sailing
ทีม Tudor Pro Cycling เป็นทีมปั่นจักรยานอาชีพสัญชาติสวิสที่เปิดตัวในปี 2022

คำถามมูลค่า 64 ล้านดอลลาร์ก็คือ “ทำไม?” เสมอมา เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดอาจเป็นเพราะกลุ่มประชากรผู้บริโภคจักรยานอย่างจริงจังนั้นทับซ้อนกับตลาดหรูหราอย่างลงตัว หากคุณยินดีที่จะจ่ายเงินหลายพันเพื่อซื้อส่วนประกอบคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักจักรยานของคุณเพียงไม่กี่กรัม คุณก็จะไม่ลังเลกับราคาของนาฬิกา Tudor หรือ Breitling นอกจากนี้ยังมีภาษาและเรื่องราวทางเทคนิคที่ใช้ร่วมกัน

ซึ่งเช่นเดียวกับนาฬิกา จักรยานที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นการผสมผสานที่น่าสนใจระหว่างเทคโนโลยีเก่าแก่หลายศตวรรษกับวัสดุแห่งศตวรรษที่ 21 และสุดท้าย มันดูดี การปั่นจักรยานเป็นมากกว่าแค่กีฬาหรือวิธีการเดินทาง มันเป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาตนเอง และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับแบรนด์หรู เหตุผลสามข้อนี้เพียงพอที่จะทำให้การปั่นจักรยานน่าพิจารณาอย่างจริงจัง และยิ่งไปกว่านั้น

การแข่งขันจักรยานที่โดดเด่นที่สุดอย่าง Tour de France ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์จากแบรนด์หรูมากนัก Tissot เป็นผู้จับเวลาให้กับการแข่งขัน และ Tudor เป็นพันธมิตรทีมรายใหญ่เพียงรายเดียว นั่นคือทั้งหมด โอกาสจึงมีอยู่มากมาย

หรืออาจจะเป็นเรือใบ?

ก่อนที่จะพูดถึงเรือใบ ผมขอพูดถึงฟุตบอลสักครู่ ซึ่งเป็นเวทีที่ผู้สนับสนุนด้านความหรูหรารักมาก แต่ผมจะพูดถึงกรณีที่เฉพาะเจาะจงมาก และไม่ต้องกังวล ผมจะกลับมาพูดถึงเรือใบ ในปี 2021 เรื่องราวที่แปลกประหลาดที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการฟุตบอลคือเรื่องของ Wrexham AFC ทีมฟุตบอลจากเวลส์ในดิวิชัน 5 ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ แต่แล้วพลังของฮอลลีวูด (และความเฉียบแหลมทางธุรกิจที่น่าประหลาดใจ) ของ Ryan Reynolds และ Rob McElhenney ก็เข้ามาช่วย

โดยทั้งคู่ซื้อทีมที่กำลังประสบปัญหาด้วยเงินประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และดำเนินการกับฟุตบอลในสหราชอาณาจักรในแบบที่ “Drive to Survive” ทำกับ F1 ด้วยซีรีส์สารคดี “Welcome to Wrexham” ทาง Disney+ ที่ฉายแสงให้เห็นถึงบุคลิกและเรื่องราวดราม่าของสโมสร ซึ่งทั้งหมดถูกมองผ่านเลนส์ของเรื่องราวสู้ชีวิตของทีมรองบ่อนที่สร้างแรงบันดาลใจ หลายปีต่อมา เราจะเห็นได้ว่าการทดลองกับ Wrexham ได้ผล

ทีมตอนนี้อยู่ใน Championship League และรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 350% โดยมีการประเมินมูลค่าทีมอยู่ที่ประมาณ 475 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับ Ryan Reynolds แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรือใบอย่างไร?

Ryan Reynolds และ Rob McElhenney ซื้อ Wrexham AFC ในปี 2021

ในเดือนมิถุนายนปีนี้ มีข่าวว่า Ryan Reynolds ได้ร่วมมือกับเพื่อนนักแสดงและเพื่อนนักแสดงในภาพยนตร์ Deadpool & Wolverine อย่าง Hugh Jackman เพื่อลงทุนในทีม SailGP ของออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับเจ้าของร่วม คนขับ และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกอย่าง Tom Slingsby ซึ่งนำทีม BONDs Flying Roos (ชื่อจริงของทีม) คว้าแชมป์มาแล้ว 3 ครั้งใน 4 ฤดูกาล

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคาดเดาว่า Reynolds จะทำตามเส้นทางเดียวกันกับ Roos เหมือนที่เขาทำกับ Wrexham นั่นคือการใช้ชื่อเสียงของเขาเพื่อดึงดูดความสนใจอย่างมหาศาลให้กับการแข่งขันเรือใบ และเปิดกีฬานี้สู่กลุ่มผู้ชมใหม่ทั้งหมด

The America’s Cup เป็นหนึ่งในอีเวนต์การแล่นเรือที่สำคัญของ Louis Vuitton มานานกว่า 40 ปี

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สนามใหม่สำหรับแบรนด์นาฬิกาหรู Slingsby เองก็เป็น Rolex Testimonee และใบเรือหรือตัวเรือของเรือยอชท์ในการแข่งขันหลักๆ ทุกรายการล้วนมีชื่อของผู้ผลิตนาฬิกาและแบรนด์หรูอื่นๆ ประดับอยู่ ความสัมพันธ์ของ Rolex กับเรือใบได้รับความสนใจเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อนักแล่นเรือชาวอังกฤษ Sir Ben Ainslie ได้เปิดตัวนาฬิกา Yacht-Master รุ่นไทเทเนียมในปี 2020 แบรนด์หนึ่งที่มีประสบการณ์มากมายในการแล่นเรือคือ Louis Vuitton

ในความเป็นจริง ประสบการณ์นี้อาจเป็นรากฐานสำหรับข้อตกลง F1 ของ Louis Vuitton ก็ได้ แบรนด์นี้เป็นพันธมิตรกับ America’s Cup ซึ่งเป็นการแข่งเรือระดับพรีเมียร์ของโลกมาตั้งแต่ปี 1983 โดยคอยดูแลถ้วยเงินที่ประดับประดาอย่างหรูหราให้ปลอดภัยในกระเป๋าเดินทางที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

Tom Slingsby เจ้าของเหรียญโอลิมปิกและ Rolex Testimonee ในบรรยากาศการแข่งขัน

ผู้อ่านที่ฉลาดอาจจะถามในตอนนี้ว่า “ถ้าเรือใบกับความหรูหรามีประวัติที่ยาวนานขนาดนี้ ทำไมมันถึงเป็นเรื่องใหญ่ต่อไป?” นี่คือจุดที่ Ryan Reynolds และ Hugh Jackman เข้ามาเกี่ยวข้อง การที่ทีม SailGP ของออสเตรเลียดูเหมือนจะได้รับสูตรสำเร็จแบบเดียวกับ Wrexham และเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทางการตลาดกีฬาที่หลากหลาย อาจเป็นเชื้อเพลิงที่จำเป็นในการเปลี่ยนกีฬาเฉพาะกลุ่มอย่างเรือใบให้เป็น F1 ตัวต่อไป นอกเหนือจากความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพื้นดินและน้ำแล้ว ยังมีความคล้ายคลึงกันที่สำคัญหลายอย่าง

พวกเขาเป็นกีฬาที่มีอุปสรรคในการเข้าร่วมสูงและมีจุดเด่นทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำให้พวกเขาอยู่นอกกระแสหลักมาหลายปี แต่ก็มีองค์ประกอบของมนุษย์ที่แท้จริงด้วย โดยมีลูกเรือกลุ่มเล็กๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และการแข่งขันที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดเรื่องราวดราม่าที่น่าสนใจ ซีรีส์ทาง Disney+ เกี่ยวกับทีมเรือใบของออสเตรเลียอาจเป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมสำหรับความน่าดึงดูดในวงกว้างของการแล่นเรือ และถ้ามันไปได้ดี เราอาจจะได้เห็นซีรีส์ “Sail to Survive” ในเร็วๆ นี้

ตามที่ระบุไว้ในตอนต้นของเรื่องนี้ แบรนด์นาฬิกามักจะมีความชื่นชอบในกีฬาไฮเอนด์ที่มีราคาแพงมาโดยตลอด มันสมเหตุสมผลที่จะไปในที่ที่ลูกค้าของคุณอยู่ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ F1 ในช่วงปี 2020s ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังแห่งแรงบันดาลใจจากกีฬาเฉพาะกลุ่มเหล่านี้อาจมีมากกว่าที่เคยคาดไว้ เราไม่มีข้อสงสัยเลยว่า Richemont และแบรนด์อื่นๆ กำลังมองความสำเร็จของกลุ่ม LVMH ด้วยความอิจฉา และกำลังมองหาเรื่องใหญ่ต่อไปอยู่ ตอนนี้เราไม่มีลูกแก้ววิเศษ แต่ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน เรือใบ หรืออย่างอื่นอย่างสิ้นเชิง แต่ที่แน่ๆ มันจะต้องเป็น “บางสิ่ง” อย่างแน่นอน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

TUDOR Royal เผยโฉมเรือนเวลาที่มาพร้อมกับนิยามใหม่ของคำว่า Sport-Chic

TUDOR Royal นิยามใหม่ของนาฬิกา Sport-Chic ที่ผสานความหรูหราและประสิทธิภาพไว้ได้อย่างลงตัว

TUDOR Royal คือนาฬิกาคลาสสิกของแบรนด์ที่หลอมรวมความสปอร์ตและความสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยสายโลหะที่ผสานเข้ากับตัวเรือนอย่างกลมกลืน ขอบหน้าปัดอันเป็นเอกลักษณ์ และกลไกอัตโนมัติ ทำให้ Royal เป็นตัวอย่างของ “sport-chic” ที่ใช้งานได้หลากหลายมิติ ล่าสุด ทิวดอร์ได้เปิดตัว Royal หน้าปัดสีน้ำเงินที่สะดุดตา โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Cheng Yi แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ TUDOR นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการโดดเด่นและเปล่งประกาย เพราะนอกจากหน้าปัดสีน้ำเงินแล้ว ยังมีการประดับเพชรบนขอบหน้าปัดและหน้าปัดอีกด้วย ซึ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ให้ดูเรียบง่าย แต่ตั้งใจให้ดู “fabulous” หรือน่าทึ่ง

Royal เป็นนาฬิการุ่นที่มีประวัติยาวนานของ TUDOR และได้รับการพัฒนาอย่างประณีตมาตลอดหลายทศวรรษ รุ่นพิเศษใหม่นี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินเฉพาะตัว ขับเน้นความงามของ Royal ขนาด 28 มม. ที่มาพร้อมขอบหน้าปัดประดับเพชร ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีลและแบบ S&G (สเตนเลสสตีลผสมทองคำ) การผสมผสานนี้ช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับคอลเลกชันที่สง่างามอยู่แล้ว ด้วยประสิทธิภาพทางเทคนิคระดับสูงและความงามที่ละเอียดอ่อน ทำให้ Royal เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนาฬิกาคลาสสิกและนาฬิกาสปอร์ต ชื่อ Royal ถูกใช้ครั้งแรกโดย TUDOR ในยุค 1950 เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพและการออกแบบที่เหนือชั้นของนาฬิกา ซึ่งยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน

Born To Dare คือหัวใจสำคัญของ TUDOR

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1926 ภายใต้วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง Hans Wilsdorf TUDOR มุ่งมั่นที่จะผลิตนาฬิกาที่ดีที่สุดในราคาที่เข้าถึงได้ Royal จึงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกนี้ที่ให้คำมั่นว่าผู้สวมใส่จะได้รับคุณภาพที่ดีที่สุด ตัวเรือนผลิตในสวิตเซอร์แลนด์จากสเตนเลสสตีล 316L ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ และสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร (330 ฟุต) กลไกการทำงานซึ่งเป็นจุดสูงสุดของความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาสวิส ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตและปรับตั้งตามมาตรฐาน Chronometry (ศาสตร์แห่งการวัดเวลาสูงสุด) แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม สายโลหะแบบห้าข้อต่อที่เรียบเนียนและไร้รอยต่อก็โดดเด่นด้วยคุณภาพของการออกแบบ การผลิต และการตกแต่ง ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นคุณภาพอันเลื่องชื่อของ TUDOR ซึ่งเป็นปรัชญาที่สรุปไว้ด้วยคำว่า “Born To Dare” การกล้าที่จะทำสิ่งที่ดีกว่าเสมอ

และในปี 2017 TUDOR ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่พร้อมสโลแกน “Born To Dare” ซึ่งสะท้อนทั้งประวัติศาสตร์และสิ่งที่แบรนด์เป็นอยู่ในปัจจุบัน แคมเปญนี้บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยของบุคคลที่ทำสิ่งที่พิเศษในทุกสภาพแวดล้อม โดยมีนาฬิกา TUDOR อยู่บนข้อมือ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงแนวทางที่ไม่เหมือนใครที่ทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม จิตวิญญาณ “Born To Dare” ของแบรนด์ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ซึ่งความสำเร็จของพวกเขาล้วนมาจากแนวทางชีวิตที่กล้าหาญ

TUDOR Manufacture ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม

นาฬิกา TUDOR ทุกเรือนถูกประกอบและทดสอบอย่างเต็มรูปแบบตามมาตรฐานที่เหนือกว่าที่โรงงานแห่งใหม่ใน Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โรงงานที่ทันสมัยแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 2021 และรวบรวมความรู้ของผู้ผลิตนาฬิกาเข้ากับการจัดการการผลิตที่ดีที่สุดและระบบการทดสอบอัตโนมัติ โรงงานนี้เชื่อมต่อกับโรงงาน Kenissi ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกลไกของ TUDOR ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ด้วยการผนวกรวมนี้ แบรนด์จึงสามารถควบคุมการพัฒนาและการผลิตกลไกจักรกลที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถรับประกันคุณภาพของส่วนประกอบที่สำคัญได้ด้วยตนเอง

การรับประกันที่สะท้อนความมั่นใจ

จากประสบการณ์อันยาวนานและความมั่นใจในคุณภาพที่เหนือกว่า แบรนด์จึงเสนอการรับประกันห้าปีสำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมด โดยการรับประกันนี้ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือทำการตรวจเช็กตามระยะเวลา และสามารถโอนสิทธิ์ได้หากนาฬิกาเปลี่ยนเจ้าของ แบรนด์ยังแนะนำให้นำนาฬิกาเข้ารับการบริการทุกๆ ประมาณ 10 ปี ขึ้นอยู่กับรุ่นและระดับการใช้งาน นี่คือการรับประกันที่ยืนยันถึงความทนทานและความน่าเชื่อถือของนาฬิกา TUDOR ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้งานได้ยาวนาน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ขนาด 28 มม. ผลิตจากสเตนเลสสตีล 316L หรือสเตนเลสสตีล 316L ผสมเยลโลว์โกลด์ โดยผ่านการขัดแบบซาตินและขัดเงา
  • ขอบหน้าปัด: ประดับเพชรอย่างพิถีพิถัน มีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีล 316L และเยลโลว์โกลด์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินพิเศษ พร้อมมาร์กเกอร์บอกเวลาประดับเพชร และเข็มนาฬิกาทรงบาตองเคลือบสารเรืองแสง Swiss Super-LumiNova® เกรด A
  • สายนาฬิกา: แบบห้าข้อต่อในตัวที่ขัดแบบซาตินและขัดเงา มีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีล 316L และแบบทูโทนสลับเยลโลว์โกลด์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
การกลับมาของยุค 90: Timex Intrepid × Dimepiece Edition
Hublot Big Bang One Click Joyful: การกลับมาของสีสันที่สดใสในตำนาน
เผยโฉม Van Cleef & Arpels Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés เรือนเวลาที่มาพร้อมความงามจากธรรมชาติ

BVLGARI BVLGARI อัตลักษณ์ที่สลักเสลาจากหินอ่อนและกาลเวลา

การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี เมื่อดีไซน์อันเป็นอมตะกลับมาพร้อมหน้าปัดหินอ่อนที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งโรม

ในโลกแห่งเรือนเวลาที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง การจะยืนหยัดในฐานะไอคอนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ BVLGARI BVLGARI การเป็นอมตะคือตัวตนที่ถูกสลักเสลาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม และในโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้ แบรนด์ได้พาเราย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของตนอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอความงดงามเหนือกาลเวลาผ่านหน้าปัดหินอ่อนที่รังสรรค์ขึ้นใหม่

ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI

ตำนานของ BVLGARI BVLGARI เริ่มต้นขึ้นในปี 1975 จากของขวัญที่ Gianni Bulgari มอบให้แก่ลูกค้าระดับสูง ดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยสุนทรียะได้พลิกโฉมวงการนาฬิกาให้เข้าสู่ยุคใหม่ที่ผสานศาสตร์แห่งอัญมณีศาสตร์ การประดิษฐ์นาฬิกา และแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ความสำเร็จในทันทีนี้ได้ผลักดันให้บุลการีซึ่งเป็นผู้ผลิตนาฬิกาอันทรงคุณค่ามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว สองปีต่อมา Gérald Genta ได้สานต่อเจตนารมณ์นี้ ทำให้ BVLGARI BVLGARI กลายเป็นคอลเลกชันเรือนเวลาซิกเนเจอร์แรกของแบรนด์ และวางรากฐานให้กับความเป็นเลิศด้านการประดิษฐ์นาฬิกาของบุลการีมาจนถึงทุกวันนี้

ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI

เสน่ห์ที่ทำให้ “BB” เป็นที่หลงใหล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงชนชั้นสูงของโรมัน ยังรวมไปถึงคนดังระดับโลกมากมาย ตั้งแต่ยุค 80s อย่าง Sting และ Tina Turner จนถึงยุคปัจจุบันอย่าง Zendaya ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าดีไซน์ที่แข็งแกร่งและสง่างามนั้นสามารถทลายกำแพงของยุคสมัยได้อย่างไร้กาลเวลา

ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI
ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI
ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI
ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI

การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีในครั้งนี้จึงเป็นการนำจิตวิญญาณแห่งโรมมาตีความใหม่ได้อย่างลุ่มลึก การเลือกใช้หินอ่อนมาทำหน้าปัดคือหัวใจสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ หินอ่อนคือวัสดุที่เชื่อมโยงกับความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและความงามอันอมตะ แม้จะเป็นวัสดุที่คุ้นตาในงานสถาปัตยกรรม แต่การนำหินอ่อนมาตัดแต่งเป็นชิ้นส่วนที่บอบบางอย่างหน้าปัดนาฬิกาต้องอาศัยทักษะและความประณีตในระดับสูงสุด ซึ่งบุลการีได้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านงานหัตถศิลป์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงอัญมณี การรังสรรค์หน้าปัดจากหินอ่อนนั้นมีความท้าทายสูง และด้วยลวดลายของหินอ่อนตามธรรมชาตินั้นไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว จึงทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีความพิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง

Verde Alpi (Ref. 104111)
Blu Incanto
ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI
Azzurro Infinito

หน้าปัดหินอ่อนทั้งสามเฉดสี ไม่ว่าจะเป็น “Verde Alpi” สีเขียวที่ผสานเข้ากับตัวเรือนทองคำเหลือง “Blu Incanto” สีน้ำเงินเข้ม หรือ “Azzurro Infinito” สีฟ้าอ่อน ล้วนเป็นผลงานที่ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมันไว้ในทุกรายละเอียด แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโรมันโบราณยังคงปรากฏชัดในทุกองค์ประกอบของ BVLGARI BVLGARI ขอบตัวเรือนที่สลักชื่อแบรนด์อย่างโดดเด่นนั้นถอดแบบมาจากเหรียญเงินโบราณของโรมัน ส่วนตัวอักษรที่ใช้ก็เป็นแบบโรมันที่บุลการีนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1934 และรูปทรงโดยรวมของนาฬิกาก็ชวนให้นึกถึงเสาหินอ่อนแห่งวิหารแพนธีออนหรือสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่แห่งกรุงโรม

ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI
ฉลอง 50 ปีแห่งตำนาน BVLGARI BVLGARI

สำหรับรุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับขนาดตัวเรือนที่หลากหลาย ทั้งขนาด 26 มม. และ 38 มม. โดยรุ่น 26 มม. ประดับด้วยเครื่องหมายชั่วโมงเพชร และรุ่น 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre BVL 191 ซึ่งให้พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง

การกลับมาพร้อมหน้าปัดหินอ่อนในครั้งนี้ คือการแสดงให้เห็นว่าไอคอนที่แท้จริงไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้เสมอ โดยที่ไม่ทิ้งรากเหง้าอันทรงคุณค่าที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นตัวตนขึ้นมา Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของบุลการีได้กล่าวไว้ว่า “BVLGARI BVLGARI มีความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง และสอดคล้องกับทุกยุคสมัย ดีไซน์ที่บริสุทธิ์ของมันได้สะท้อน DNA ของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องเติมแต่ง”

การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีด้วยหน้าปัดหินอ่อนนี้คือการประกาศว่าตำนานบทนี้ยังคงมีชีวิต และพร้อมจะเดินทางต่อไปในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ด้วยจิตวิญญาณแห่งโรมที่ถูกสลักไว้ในทุกรายละเอียดของเรือนเวลาอันเป็นอมตะ

ข้อมูลทางเทคนิค
BVLGARI BVLGARI 50th Anniversary Edition

รุ่นตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ (Yellow Gold)

รุ่น 26 มม. (Ref. 104111):

  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 26 มม. สลักขอบตัวเรือน “BVLGARI ROMA”
  • หน้าปัด: หินอ่อน “Verde Alpi” สีเขียว ประดับเพชร 12 เม็ด (0.12 กะรัต)
  • กลไก: ควอตซ์ (Quartz)
  • สาย: หนังจระเข้สีเขียวเข้มพร้อมหัวเข็มขัดเยลโลว์โกลด์
  • คุณสมบัติ: กันน้ำ 30 ม. ผลิตจำนวนจำกัด 150 เรือน

รุ่น 38 มม. (Ref. 104112):

  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 38 มม. สลักขอบตัวเรือน “BVLGARI ROMA”
  • หน้าปัด: หินอ่อน “Verde Alpi” สีเขียว พร้อมเครื่องหมายชั่วโมงสีทอง
  • กลไก: อัตโนมัติ Solotempo BVL 191 พลังงานสำรอง 42 ชม.
  • สาย: หนังจระเข้สีเขียวเข้มพร้อมหัวเข็มขัดเยลโลว์โกลด์
  • คุณสมบัติ: กันน้ำ 50 ม. ผลิตจำนวนจำกัด 150 เรือน

รุ่นตัวเรือนโรสโกลด์ (Rose Gold)

รุ่น 26 มม. (Ref. 104191):

  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 26 มม. สลักขอบตัวเรือนด้วยโลโก้คู่
  • หน้าปัด: หินอ่อน “Azzurro Infinito” สีฟ้าอ่อน ประดับเพชร 12 เม็ด (0.12 กะรัต)
  • กลไก: ควอตซ์ (Quartz)
  • สาย: หนังจระเข้สีฟ้าอ่อนพร้อมหัวเข็มขัดโรสโกลด์
  • คุณสมบัติ: กันน้ำ 30 ม.

รุ่น 38 มม. (Ref. 104113):

  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 38 มม. สลักขอบตัวเรือนด้วยโลโก้คู่
  • หน้าปัด: หินอ่อน “Blu Incanto” สีน้ำเงินเข้ม พร้อมเครื่องหมายชั่วโมงสีทอง
  • กลไก: อัตโนมัติ Solotempo BVL 191 พลังงานสำรอง 42 ชม.
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มพร้อมหัวเข็มขัดโรสโกลด์
  • คุณสมบัติ: กันน้ำ 30 ม.

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
BREGUET ฉลองครบรอบ 250 ปี ด้วยรุ่น CLASSIQUE SOUSCRIPTION 250TH ANNIVERSARY  
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

การเติบโตอย่างมีรากฐานของ Hermès Horloger: เมื่อการลงทุนคือการร้อยเรียงอดีตสู่ปัจจุบัน

Hermès Horloger การขยายโรงงานที่เลอ นัวร์มองต์…เมื่อปรัชญา “vertical integration” หลอมรวมงานหัตถศิลป์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืน

ในอุตสาหกรรมนาฬิกาที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและนวัตกรรมใหม่ๆ แบรนด์ส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่การสร้างแรงสั่นสะเทือนเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่สำหรับ แอร์เมส ออร์โลเฌอร์ (Hermès Horloger) การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจากปรัชญาที่แข็งแกร่งและมั่นคง การประกาศขยายโรงงานการผลิตที่เลอ นัวร์มองต์ (Le Noirmont) จึงเป็นมากกว่าข่าวธุรกิจธรรมดา การเคลื่อนไหวครั้งนี้คือการแสดงออกถึงคุณค่าที่แบรนด์ยึดมั่นมาโดยตลอด นั่นคือการผสานงานหัตถศิลป์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตอย่างพิถีพิถัน หรือที่เรียกว่า “vertical integration strategy” แอร์เมสได้ใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมช่างฝีมือและองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายให้มารวมกันภายใต้ชายคาเดียวกัน จุดเริ่มต้นคือการเข้าซื้อกิจการของ Joseph Erard SA ซึ่งเป็นโรงงานผลิตตัวเรือน และ Natéber SA โรงงานผลิตหน้าปัด เพื่อหลอมรวมสองศาสตร์สำคัญนี้เข้าไว้ด้วยกัน ณ ใจกลางประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของสวิสฌูรา การรวมศูนย์การผลิตนี้คือการร้อยเรียงทักษะและประวัติศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ช่วยให้แอร์เมสสามารถรักษามาตรฐานคุณภาพสูงสุดในทุกองค์ประกอบของนาฬิกา

Hermès Horloger
Hermès Horloger
Hermès Horloger

Hermès Cut: ความเรียบหรูและเส้นสายที่ประณีตของ Hermès Cut แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานคุณภาพสูงสุดในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การผลิตตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงการประกอบ ที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญของแอร์เมส

ความยั่งยืนที่หยั่งรากลึกในดินแดน

การสร้างโรงงานแห่งใหม่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นใน “ความยั่งยืน” และ “รากฐานแห่งภูมิภาค” สถาปัตยกรรมของอาคารได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียะของสนามขี่ม้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเป็นรากฐานของแอร์เมส สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งระหว่างแบรนด์กับโลกแห่งการขี่ม้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเฮาส์ตั้งแต่ปี 1837

นอกเหนือจากเพียงแค่สวยงาม อาคารแห่งนี้ยังถูกสร้างขึ้นอย่างยั่งยืน โดยใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ในพื้นที่รายล้อม พร้อมติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นแผงโซล่าเซลล์ ระบบรวบรวมและกรองน้ำฝน หรือหลังคาสีเขียวที่รายล้อมด้วยสวนซึ่งสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของ Swiss Jura (หรือที่รู้จักในฐานะ “หุบเขาแห่งนาฬิกา” (Watch Valley) เพราะเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ช่างฝีมือและบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำของโลกจำนวนมากมีต้นกำเนิดและตั้งโรงงานอยู่ในแถบนี้) ได้อย่างสมบูรณ์ การออกแบบนี้แสดงให้เห็นว่าความงามที่แท้จริงสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล และตอกย้ำถึงความรับผิดชอบของแบรนด์ต่อชุมชนและธรรมชาติ

Hermès Horloger
Hermès Horloger

Arceau Le temps suspendu: Arceau Le temps suspendu สะท้อนปรัชญาของแอร์เมสในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยจินตนาการและงานฝีมือชั้นสูง กลไกอันซับซ้อนที่สามารถ “หยุดเวลา” ได้ชั่วขณะ คือบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกและการควบคุมห่วงโซ่การผลิตอันเป็นเลิศ

ห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์แบบ

โรงงานที่เลอ นัวร์มองต์จะเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตที่สมบูรณ์ของแอร์เมส โดยทำงานร่วมกับโรงงานในบรูกก์ (Brügg) ซึ่งรับผิดชอบการผลิตสายหนังและการประกอบตัวเรือน รวมถึง Vaucher Manufacture Fleurier ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกชั้นสูง ความร่วมมือนี้ทำให้แอร์เมสสามารถควบคุมและพัฒนาทุกส่วนประกอบของนาฬิกาได้อย่างอิสระและละเอียดอ่อน ตั้งแต่กลไกอันซับซ้อนไปจนถึงการประกอบที่ประณีต

Hermès Horloger
Arceau Le temps voyageur: ด้วยฟังก์ชันแสดงเวลาโลกที่โดดเด่นและเข้าใจง่าย Arceau Le temps voyageur คือการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดกับความแม่นยำทางกลไก สะท้อนถึงความสามารถของแอร์เมสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มาพร้อมกับจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์

ด้วยขีดความสามารถที่แข็งแกร่งในการควบคุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดนี้ แอร์เมสจึงสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และงานฝีมือที่โดดเด่น เช่นในเรือนเวลาคอลเลกชัน Hermès H08 และ Hermès Cut รวมถึงผลงานเชิงศิลปะอย่าง Arceau Le temps suspendu และ Arceau Le temps voyageur ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวและปรัชญาของแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้งในทุกรายละเอียด

Hermès H08: ดีไซน์ที่สะอาดตาและรูปทรงเรขาคณิตที่ลงตัวของ Hermès H08 คือผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นของแอร์เมสในการคัดสรรวัสดุและการผลิตตัวเรือนอย่างประณีต ซึ่งเป็นกระบวนการที่แบรนด์ควบคุมดูแลด้วยตนเองในโรงงานที่เลอ นัวร์มองต์

การลงทุนครั้งนี้จึงเป็นการสร้างอนาคตที่เคารพอดีต เป็นการยืนยันว่าการเติบโตอย่างมีรากฐานจะทำให้แบรนด์เป็นอมตะและยังคงคุณค่าแห่งงานฝีมือเอาไว้ได้อย่างแท้จริง การขยายโรงงานที่เลอ นัวร์มองต์ คือบทสรุปของความมุ่งมั่นของแอร์เมส ในฐานะ “เฮาส์แห่งการสร้างสรรค์วัตถุที่จะอยู่เหนือกาลเวลา” ที่สร้างนาฬิกาด้วยจิตวิญญาณของงานหัตถศิลป์ในทุกกระบวนการ

แล้วในมุมมองของคุณผู้อ่าน คุณคิดว่าอะไรคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แบรนด์อย่างแอร์เมสสามารถรักษาความน่าเชื่อถือและปรัชญาการผลิตที่แข็งแกร่งเช่นนี้ไว้ได้ในระยะยาว?

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

การกลับมาของยุค 90: Timex Intrepid × Dimepiece Edition

เรื่องราวเบื้องหลังการกลับมาของนาฬิกาไอคอน Timex Intrepid × Dimepiece Edition

WORDS: Tracey Llewellyn | Aug 8, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

Timex Intrepid × Dimepiece Edition เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจของนาฬิกาข้อมือที่ผสมผสานความคลาสสิกของยุคเก่าเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว

การรื้อฟื้นนาฬิกาในตำนาน

คุณเคยรู้สึกไหมว่าบางอย่างจากอดีตกลับมาอีกครั้งแล้วมันให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างไม่น่าเชื่อ? บางอย่างที่พาคุณย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่คุณไม่เคยรู้เลยว่าคุณคิดถึงมัน จนกระทั่งมันมาอยู่ตรงหน้าคุณ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Timex Intrepid × Dimepiece Edition นาฬิกาที่ผสมผสานสไตล์ Prep, ความรู้สึกคิดถึงวันวาน และรายละเอียดสุดเท่เข้าไว้ด้วยกัน และหัวใจสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้คือ Brynn Wallner ผู้ก่อตั้ง Dimepiece ซึ่งได้นำนาฬิการุ่นไอคอนจากยุค 90 กลับมาสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็นสไตล์ของศตวรรษที่ 21

จอห์น เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ มักถูกพบเห็นพร้อมกับนาฬิกา Timex Intrepid จากปี 1995

การลดขนาด Intrepid จาก 46 มม. เป็น 36 มม. ที่สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น

นาฬิกา Timex Intrepid รุ่นดั้งเดิมเปิดตัวในปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงที่นาฬิกาดำน้ำขนาดใหญ่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก มันมีดีไซน์ที่ดูแข็งแกร่ง โดดเด่น และเท่แบบไม่ต้องสงสัย ที่สำคัญคือมันมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนกับ John F. Kennedy Jr. ผู้ซึ่งมักถูกพบเห็นสวมใส่นาฬิการุ่นนี้อยู่เสมอ หากคุณลองจินตนาการถึงภาพของเขาที่มีผมยุ่งๆ การแต่งกายที่ดูเรียบง่ายแต่เนี้ยบ และเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจ ก็ยากที่จะไม่เห็นว่านาฬิกา Intrepid เป็นส่วนหนึ่งของสไตล์นั้น JFK Jr. เป็นตัวแทนของลุค Preppy ในยุค 90 และนาฬิกาเรือนนี้ก็เปรียบเสมือนเครื่องประดับชิ้นเอกของเขาเลยทีเดียว

Brynn Wallner ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ Dimepiece ได้ให้ความสนใจกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เธอได้ส่งรูปภาพของ JFK Jr. ที่กำลังสวมใส่นาฬิกา Intrepid ไปให้ Timex พร้อมแนะนำให้พวกเขานำนาฬิการุ่นนี้กลับมาผลิตใหม่ การพูดคุยจึงเริ่มต้นขึ้น และในไม่ช้าพวกเขาก็ตกลงที่จะผลิตรุ่นพิเศษที่ผสมผสานความทันสมัยเข้าไปด้วย แม้ว่า Timex จะนำ Intrepid รุ่นดั้งเดิมกลับมาผลิตอีกครั้ง แต่ Brynn ก็ไม่ได้พอใจเพียงแค่นั้น เธอมีแผนที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

Brynn Wallner ผู้ก่อตั้ง Dimepiece พร้อมด้วย Timex Intrepid × Dimepiece Edition

และนั่นก็คือที่มาของ Timex Intrepid × Dimepiece Edition ซึ่งเป็นนาฬิกาที่นำจิตวิญญาณของ Intrepid ปี 1995 มาสร้างสรรค์ใหม่สำหรับโลกยุคปัจจุบัน รุ่นดั้งเดิมมีขนาดใหญ่ถึง 46 มม. ซึ่งเหมาะกับบางคนแต่อาจดูใหญ่เกินไปสำหรับคนอื่นๆ Brynn และทีมงานจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้นาฬิการุ่นนี้สวมใส่ได้ง่ายและเหมาะกับทุกคนมากขึ้น ด้วยการลดขนาดตัวเรือนให้เล็กลงเหลือเพียง 36 มม.ม่ต้องอธิบาย นาฬิการุ่นนี้จึงสะท้อนแนวคิดนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ที่เป็น Gender-neutral ทำให้ทุกคนสามารถสวมใส่ได้ และยังเป็นการทลายกำแพงระหว่างนาฬิกา “สำหรับผู้ชาย” และ “สำหรับผู้หญิง”

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่ถูกลดขนาดลงนั้นให้ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความทนทานและความสง่างาม ขณะที่หน้าปัดสีครีมและดำก็สร้างความแตกต่างที่ลงตัว แต่องค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นจริงๆ คือรายละเอียดต่างๆ ที่เริ่มต้นด้วยไฟส่องสว่าง INDIGLO ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ Timex ที่ช่วยให้คุณดูเวลาได้แม้ในที่มืดสนิท การเปิดใช้งานด้วยปุ่มกดที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาเป็นลูกเล่นที่สื่อถึงสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Brynn ซึ่งเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

สายนาฬิกายางสังเคราะห์สีดำนั้นทั้งใช้งานได้ดีและมีสไตล์ ด้วยคุณสมบัติกันน้ำลึก 100 เมตร และขอบหน้าปัดแบบสไลด์รูล (slide rule bezel) ทำให้ Dimepiece Intrepid Edition ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม Brynn มักจะพูดเสมอว่าแบรนด์ของเธอให้ความสำคัญกับการไม่แบ่งแยกและความเท่ที่ไม่ต้องอธิบาย และนาฬิกาเรือนนี้ก็สะท้อนปรัชญานั้นออกมาได้อย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ที่ Gender-neutral ทำให้รู้สึกว่ามันถูกสร้างมาเพื่อทุกคน

นาฬิการุ่นนี้ลดขนาดลงเหลือ 36 มม. ตกแต่งด้วยสีม่วง แต่เม็ดมะยมยังคงตำแหน่ง 4 นาฬิกาเหมือนเดิม

อันที่จริงแล้ว นี่คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นที่สุดของ Brynn ในขณะที่การร่วมมือสร้างสรรค์นาฬิกาอื่นๆ มักจะแบ่งแยกเป็นรุ่น “สำหรับผู้ชาย” และ “สำหรับผู้หญิง” แต่ Dimepiece กลับมุ่งเน้นไปที่การทลายกำแพงเหล่านั้น Timex Intrepid × Dimepiece Edition จึงให้ความรู้สึกว่ามันเป็นของทุกคนที่ต้องการจะสวมใส่ มันดูโฉบเฉี่ยวแต่ก็แข็งแกร่ง คลาสสิกแต่ไม่ย้อนยุค พูดง่ายๆ คือมันลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ

และนี่ไม่ใช่แค่การรื้อฟื้นนาฬิกาจากยุค 90 เท่านั้น Intrepid รุ่นดั้งเดิมเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ Preppy ในยุครุ่งเรือง เป็นตัวแทนของการผจญภัยทางทะเลและช่วงเวลาของชนชั้นสูง แต่รุ่นใหม่นี้ได้เพิ่มความหมายที่ทำให้รู้สึกสดใหม่ขึ้นไปอีกขั้น มันคือการยกย่องยุคสมัยหนึ่งพร้อมๆ กับการก้าวไปข้างหน้า รายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นสีม่วง การลดขนาดเหลือ 36 มม. หรือการจัดวางเม็ดมะยมอย่างมีชั้นเชิง ล้วนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการพัฒนาโดยตรงจากนาฬิกายักษ์ใหญ่แห่งยุค 90 ให้กลายเป็นสิ่งที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

ด้วยความช่วยเหลือจาก Alan Bedwell ผู้ดูแลนาฬิกาวินเทจและผู้ร่วมก่อตั้ง Foundwell, Brynn และ Timex ได้นำสิ่งที่ชวนให้หวนรำลึกถึงอดีตมาทำให้มีความเกี่ยวข้องกับยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: Quartz
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 36 มม. กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีครีมและดำ พร้อมไฟส่องสว่าง INDIGLO
  • สายนาฬิกา: ยางสังเคราะห์สีดำ
  • ช่องทางจำหน่าย: Timex.com, Dimepiece.co และร้านค้าที่ได้รับเลือก เช่น Todd Snyder และ END

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

บทสัมภาษณ์พิเศษ | A Narrator through ‘Time’: ฌอห์ณ จินดาโชติ กับเรื่องราวเบื้องหลัง “เวลา” ที่เป็นมากกว่านาฬิกา

เจาะลึกความสัมพันธ์ของฌอห์ณ จินดาโชติกับเรือนเวลาที่สะท้อนตัวตนและเรื่องราวชีวิต

ฌอห์ณ จินดาโชติ ชื่อนี้ที่คุ้นเคยกันดีในฐานะนักแสดงเปี่ยมเสน่ห์และผู้กำกับที่สร้างสรรค์งานอันน่าจับตา แต่เบื้องหลังแสงสีและบทบาทที่โลดแล่นยังมีอีกมิติหนึ่งที่ซ่อนอยู่…วันนี้ Revolution ชวนคุณดำดิ่งสู่โลกส่วนตัวของเขา เพื่อค้นพบว่าเหตุใดนาฬิกาแต่ละเรือนจึงเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือพยานแห่งเรื่องราว ความทรงจำ และตัวตนที่ไม่เหมือนใคร เพราะนี่คือการเปิดเผยความลับของเวลาผ่านมุมมองของศิลปินผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง และผู้ที่รู้ดีว่า ทุกวินาทีมีคุณค่าและเรื่องเล่าในตัวเอง

จากนักแสดงสู่ผู้กำกับ

ก่อนที่เราจะเจาะลึกเรื่องราวการเดินทางในวงการนาฬิกา อยากอัพเดตชีวิตช่วงนี้ของคุณฌอห์ณสักหน่อยว่ากำลังทำอะไรอยู่บ้าง และอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณก้าวเข้าสู่บทบาทผู้กำกับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสารคดี

ฌอห์ณ: ตอนนี้ผมรับหน้าที่เป็นผู้กำกับครับ กำกับงานหลากหลายแนวเลย ทั้งสารคดี หนังสั้น และงานโฆษณา หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมถึงได้มาจับงานสารคดี ก่อนหน้านี้ผมเป็นนักเขียนมาก่อนครับ ช่วงที่ยังเป็นนักแสดง ผมก็ทำงานเป็นบรรณาธิการอยู่ที่นิตยสารแห่งหนึ่งมาระยะหนึ่ง ซึ่งที่นั่นเองครับที่ผมได้พบกับผู้ร่วมงานหลายท่านที่มีรสนิยมและความสนใจคล้ายกัน ผมทำงานเบื้องหน้ามาตลอด จนวันหนึ่งผมรู้สึกว่ามีเรื่องราวมากมายที่อยากจะถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพ มันมีไอเดียผุดขึ้นมาเยอะมากๆ ผมเลยเริ่มรวมทีมกับคนที่เข้าใจและมีอุดมการณ์เดียวกัน จนกระทั่งตัดสินใจเปิดโปรดักชันเป็นของตัวเองมาประมาณ 4-5 ปีแล้วครับ ทีมงานส่วนใหญ่ก็มาจากนักเขียน และ DP (Director of Photography) ที่ผมเคยร่วมงานด้วยนี่แหละครับ งานของเราจึงมีเอกลักษณ์โดดเด่นในแนวทางของสารคดีมาก ๆ ซึ่งในตอนนั้นสารคดีอาจจะยังดูจริงจังและเข้าถึงยากสำหรับบางคน เราเลยลองปรับให้มีกลิ่นอายของแฟชั่นมากขึ้น มี identity ที่ชัดเจนอยู่ตรงนั้น และได้ทดลองทำกับแบรนด์ของภรรยาด้วย ซึ่งผลตอบรับก็ดีครับ ทำให้เรารู้สึกว่าเออ…มันมาทางนี้ได้ และหลังจากนั้นเราก็ทำงานจริงจังในสายนี้มาเรื่อย ๆ ครับ

เส้นทางสู่โลกแห่งเวลา ความทรงจำจากวัยเยาว์

เราเชื่อว่า นาฬิกาแต่ละเรือนมีเรื่องราวในตัวเอง และสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ แล้วสำหรับคุณฌอห์ณเอง เส้นทางการเดินทางในวงการนาฬิกาเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร จุดไหนที่ทำให้รู้สึกอยากจะเริ่มซื้อและสะสมนาฬิกา

ฌอห์ณ: ตั้งแต่ผมจำความได้เลยครับ น่าจะอายุประมาณ 5-6 ขวบ ภาพที่ผมจำได้คือ ทุกคนในบ้านผมใส่นาฬิกากันหมดเลยครับ แล้วทุกคนใส่ข้อมือเดียวกับผมมาตลอดก็คือข้อมือซ้าย แล้ววัตถุชิ้นนี้ (นาฬิกา) มันติดตัวอยู่ตลอดเวลาครับ มันทำให้เราจำได้ว่า แต่ละคนใส่แบรนด์อะไร และคุณปู่ผมที่เราสนิทกันมาก ท่านแนะนำเราอย่างไร ตอนเด็ก ๆ ท่านก็จะมีนาฬิกาตัวเก่งของท่านอยู่ แล้วเวลาจับผิวคุณปู่คุณย่าเนี่ย เราจะจับแบบไม่ได้แค่แตะนะ แต่เราลูบตัวท่าน เราจะจับไปถึงนาฬิกาของท่าน มันก็เลยเกิดเป็น memory ที่มีสัมผัสเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กลายเป็นความทรงจำระยะสั้น ๆ ที่ต่อเนื่องกันอยู่ตลอด จนกลายเป็นความทรงจำระยะยาวสำหรับเราไปเลยครับ

ก้าวแรกแห่งการสะสมกับ Breitling เรือนแรกที่เลือกเอง

ช่วยเล่าถึงช่วงเวลาที่คุณเริ่ม “อิน” กับนาฬิกาจริงๆ หรือพูดง่ายๆ ว่านาฬิกาเรือนแรกที่คุณซื้อด้วยตัวเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมจริงๆ คือเรือนไหน

ฌอห์ณ: จริงๆ แล้วนาฬิกาเรือนแรกที่ผมใส่ในวัยเด็กน่าจะเป็น TAG Heuer สี Navy Blue เป็นบอยไซส์เลยครับ แต่ผมไม่นับช่วงเวลานั้นนะ เพราะหนึ่งคือมันไม่ใช่เงินที่ผมหามาเองครับ ผมขออนุญาต นับตอนที่ผมเริ่มทำมาหากินเองแล้วซื้อ น่าจะช่วงอายุ 22-23 ครับ ซึ่งเรือนแรกที่ผมซื้อเองก็คือ Breitling เรือนที่ผมใส่อยู่ตอนนี้เลยครับ อาจจะต้องเล่าแบ็คกราวนด์ให้ฟังก่อนครับว่า ระบบความคิดของบ้านผมไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเท่าไหร่ บ้านผมไม่ได้เป็นสายแมสครับ หรืออะไรที่ต้องตามกระแส เราเป็นคนที่เวลาจะซื้ออะไรต้องชอบจริง ๆ ครับ ไม่ได้ซื้อเพราะคนอื่นซื้อ หรือไม่ได้ซื้อเพราะทุกคนเขามีแล้วฉันต้องมี เพราะเขาจะมองว่า การซื้ออะไรที่ตามกระแสเนี่ย แป๊บเดียวก็จะเบื่อครับ มันเป็นการลงทุนเงินที่ไม่ได้คุณค่าทางจิตใจ ซึ่งบ้านผมจะให้คุณค่าทางจิตใจเป็นอันดับหนึ่ง ตรรกะอันดับสองคือเราทำทุกอย่างด้วยแพสชั่นและความรู้สึก เพราะบ้านเราเป็นศิลปินครับ ทำทุกอย่างต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองก่อน ทีนี้มาถึงเรื่องของ Breitling เรือนนี้ มันมาจากความทรงจำของคุณปู่ครับ ท่านเป็นทหารครับ และค่อนข้างเป็นนักสะสมนาฬิกาที่ดีเลย แต่ผมจะจำได้ว่า ทำไมเวลาผมเห็น Navitimer ทีไร ผมนึกถึงคุณปู่ตลอดเลย ซึ่งของคุณปู่ก็มีรุ่นนี้เหมือนกันครับ แต่จะเป็นรุ่นที่เก่ากว่า คลาสสิกกว่าแน่นอนอยู่แล้วครับ เวลาผมพูดถึง Breitling ผมจะนึกถึงผู้ชายที่ชัดเจน ซึ่งก็คือคาแร็กเตอร์คุณปู่เลยครับ ท่านเป็นคนชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่โดดเด่น แต่แข็งแรง และไม่ใช่คนที่ดูหวือหวาที่คุณต้องเข้าไปนั่งคุยกับเขา แต่ต้องใช้เวลาทำความรู้จักกับเขา แล้วผมรู้สึกว่า เราชอบบุคลิกของคุณปู่มากๆ เลยครับ ท่านเป็นสุภาพบุรุษที่ดี หนักแน่น ฉลาด ถ่อมตัว และแข็งแรง นี่แหละครับคือความชัดเจน ผมก็รู้สึกว่ามันมีสายสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับผมครับ และด้วยกลไกตลาดในตอนนั้น ผมชอบ John Travolta อยู่แล้ว พอได้เห็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเขา หรือการที่แบรนด์เลือกคนที่ใช่มาเป็นตัวแทน มันก็มีผลนะครับ เพราะมันสะท้อนได้ว่า คาแร็กเตอร์ของแบรนด์เป็นอย่างไร และในวัยนั้นพอเริ่มทำมาหากินแล้ว พอมีกำลังทรัพย์ได้ ราคาก็ไม่ได้สูงจนน่ากลัวแล้วเพราะเรือนนี้นี่แหละครับ ที่ทำให้การเดินทางของผมต่อเนื่องยาวมาโดยตลอด ซึ่งครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้ถ่ายลง IG ครับ แปลกมากก็คือ Global Breitling โทรมาหาผู้จัดการ แล้วก็ให้โอกาสเป็น Friend of the Brand แล้วก็อยู่ยาวกันมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ ก็เลยต้องขอบคุณเรือนนี้มากๆ ครับ

จาก Breitling สู่ Franck Muller นาฬิกาที่สะท้อนตัวตน

หลังจาก Breitling เรือนแรกที่เปี่ยมด้วยความหมาย คุณฌอห์ณได้มองหานาฬิกาเรือนต่อไปอย่างไร และมีเรือนไหนบ้างที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันแล้วดูแตกต่างจากเรือนอื่นในกรุของคุณฌอห์ณซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครโนกราฟ

ฌอห์ณ: สำหรับผม ทุกเรือน ทุกอย่างจะมีตัวละครที่สัมพันธ์ต่อกันครับ มันอาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของจิตวิทยาความรู้สึกไปสักหน่อยนะครับ แต่เวลาผมจะซื้ออะไร ผมต้องการเหตุผลในการซื้อที่นอกเหนือไปจากแค่ความอยาก มันคือการซื้อความสัมพันธ์ การซื้อความทรงจำ การซื้อคุณค่าของมัน พอผมเริ่มเข้าสู่วัยประมาณ 25 ซึ่งเป็นช่วงเบญจเพสครับ ทำงานเก็บหอมรอมริบมาเรื่อยๆ ก็มาต่อด้วยตัวนี้ครับ Franck Muller Casablanca หลาย ๆ คนมักเห็นว่า Franck Muller เป็นนาฬิกาที่ผู้หญิงใส่กันเยอะใช่ไหมครับ ในยุคนั้นผมเองก็ยังไม่เคยเจอผู้ชายใส่เลยครับ แต่รู้สึกว่า เฮ้ย…หน้าปัดทรงถังเบียร์ของเขาไม่เหมือนคนอื่นเลย แล้วผมไปเจอพี่ชาคริต หรือใครสักคนตอนไปทำงานด้วยกัน เห็นเขาใส่ Franck Muller แล้วมันเท่จังเลย แต่ราคาเขาก็ไม่เบาเหมือนกัน ผมก็เลยทดไว้ในใจว่า ขอทดสอบตัวเองก่อนว่า ชอบจริงหรือเปล่า จนแล้วจนรอดเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คุณแม่ผมซึ่งเราสนิทกันมาก ท่านก็จะพูดถึง Franck Muller เสมอครับ จนวันหนึ่งท่านก็พาผมไปแนะนำให้รู้จัก Franck Muller แล้วก็เอามาทาบข้อมือ บอกว่า “จริงๆ ข้อมือเราใส่แล้วสวยนะ” แต่คุณแม่ก็กำชับว่า “อย่าซื้อเพราะแม่ชอบ ให้ซื้อเพราะตัวเองชอบ” แล้วพอดีผมเรียนด้านฟิล์มมา ผมก็จะมีหนังชื่อ Casablanca ซึ่งดังมากครับ เป็นหนังรักที่คลาสสิกมากครับ และเป็นหนัง OG (Original Gangster) มาก ๆ เลยครับ มันพูดถึงเรื่องมุมมองความรักที่โมร็อกโก ผมก็เลยรู้สึกว่า ผมแอบชอบ Casablanca กับความหมายของมัน และเริ่มเข้าใจความหมายของเมือง Casablanca มากขึ้น แต่พอลองใส่อีกทีในวัยที่โตขึ้นกว่าวัย 25 ตอนนั้นรู้สึกว่า เออ…มันเป็นคาแร็กเตอร์แบบเราเหมือนกันนะ มันเรียบ แต่ดูมีอะไรบางอย่างที่ Niche มาก ๆ ครับ ด้วยความเรียบ และตัวเลขที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ก็ยิ่งรู้สึกว่า มันก็มีความเป็นเราที่ดูเรียบ แต่คุณต้องรู้จักจริง ๆ ถึงจะเข้าใจ พอถึงเวลาเหมาะสมก็เลยดึงเขาเข้ามาในชีวิตเราครับ

รสนิยมและตัวตนที่สะท้อนผ่านนาฬิกา

จากการเลือกนาฬิกาแต่ละเรือนที่ผ่านมา สังเกตได้ว่า คุณฌอห์ณชื่นชอบนาฬิกาที่มีคาแร็กเตอร์โดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข หรือรูปทรงที่จดจำได้ทันที คุณคิดว่า รสนิยมนี้สะท้อนถึงแง่มุมใดในตัวตนของคุณบ้าง

ฌอห์ณ: ผมไม่รู้ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้องหรือเปล่านะครับ แต่สำหรับผม ผมว่า รสนิยมในเรื่องนาฬิกา รถยนต์ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเหมือนเราเลือกความรักเหมือนกันครับ สิ่งที่เราชอบจะบอกถึงรสนิยมหรือคนที่เรารัก แล้วรสนิยมเรื่องนาฬิกาของผมคล้าย ๆ กับคาแร็กเตอร์ของคนที่ผมรัก ผมรู้สึกอย่างนั้นครับ ความชอบมันจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา ช่วงวัย และประสบการณ์

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวคุณฌอห์ณ หรือกับกรุนาฬิกาของคุณบ้างไหม เริ่มมีทิศทางที่เปลี่ยนไป หรือยังคงชอบแบบเดิมอยู่

ฌอห์ณ: แปลกมากเลยครับ ผมเป็นคนชอบอะไรก็ชอบอยู่อย่างนั้นครับ แค่เปลี่ยนเลเยอร์ของมัน เปลี่ยนวัสดุของมัน เช่น พิงค์โกลด์วันนี้อาจจะยังไม่ชอบ อนาคตอาจจะใช่ เมื่อก่อนเป็นคนไม่ได้ชอบโกลด์ ชอบซิลเวอร์ แต่ก็เริ่มมาใส่เยลโลว์โกลด์ที่ใส่ง่าย เริ่มมาปรับตัวตามวัย แต่รูปทรงของมัน หรือความรู้สึกของมันน่ะ ผมยังไม่ค่อยเปลี่ยนเลยครับ

ความโชคดีที่มาพร้อมกับ Breitling Chronomat

การที่คุณฌอห์ณให้ความสำคัญกับนาฬิกาที่เชื่อมโยงกับความทรงจำและตัวตนนั้นน่าสนใจมาก ๆ อยากทราบว่า มีนาฬิกาเรือนใดในคอลเลกชันของคุณอีกบ้างที่เข้ามาเติมเต็มเส้นทางแห่งเวลาของคุณ และเหตุใดเรือนนั้นจึงมีความพิเศษในแบบฉบับของคุณฌอห์ณ

ฌอห์ณ: จริงๆ ผมอยากเล่าถึง Breitling Chronomat เรือนนี้ครับ เพราะมันเป็นเรือนที่ทาง Breitling Global ส่งมาให้นะครับ ได้มาประมาณ 2-3 ปีแล้วครับ มันมีคุณค่าทางความรู้สึกกับผมมากเลย เพราะจากเรือนแรกที่อยู่บนข้อมือผมอย่างตัว Navitimer ทำให้ผมได้มาเจอกับเรือนนี้ครับ ซึ่งก็มาจากการร่วมงานกับทาง Breitling นี่แหละครับ แล้ว Breitling Global ก็ส่งมาให้เลยครับ แล้วบอกว่า “เฮ้ย…ไม่ค่อยเห็นคุณฌอห์ณได้ใส่เลย อยากแนะนำให้รู้จัก” ซึ่งตอนนั้นก็เหมือนจะต้องไปงาน Global ของประเทศอื่นๆ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิดพอดี จริง ๆ จะได้เจอคุณ Charlize Theron จะได้เจอ Brad Pitt ด้วย ผมตั้งใจไว้เลยว่า ต้องใส่เรือนนี้ไปเจอเขาครับ จริง ๆ ผมอยากเล่าเรื่องนี้ เพราะว่า เส้นทางจาก Breitling Navitimer เรือนนั้นมาสู่ Breitling Chronomat เรือนนี้ มันเป็นความโชคดีที่ คุณปู่สอนให้ผมรู้จักแบรนด์นี้ แล้วก็ได้เติบโตมาเรื่อย ๆ แล้วก็ได้ทำงานร่วมกับเขา พอได้มารู้จักเรือนนี้ก็เลยรู้สึกว่า ตัว Chronomat เนี่ยเป็นเรือนที่ทุกครั้งที่เวลาจะเข้าไปคุยงาน เข้าไปพรีเซ็นต์งาน ใส่เรือนนี้แล้วจะรู้สึกมีความมั่นใจบางอย่างครับ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมากครับ น่าจะเป็นเรือนที่ผมให้เป็น Lucky Watch ประจำตัว แล้วที่สำคัญคือ ปกติเราจะเลือกซื้อมาเองใช่ไหมครับ แต่เรือนนี้เหมือน Breitling เลือกเราครับ ก็เลยรู้สึกว่า โชคดีจริงๆ

Hublot Big Bang Chronograph นาฬิกาที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง

เราเดินทางมาถึงนาฬิกาเรือนสุดท้ายที่คุณฌอห์ณจะมาเผยเรื่องราวในวันนี้ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีคาแร็กเตอร์โดดเด่นและเป็นที่จดจำเช่นกัน เรือนนี้มีที่มาอย่างไร และเหตุใดจึงเลือกให้เป็นนาฬิกาปิดท้ายการเดินทางของเราในวันนี้

ฌอห์ณ: เรือนสุดท้ายคือ Hublot Big Bang Chronograph เรือนนี้ผมเจอที่เมืองนอกครับ เพราะตอนนั้นยังไม่มีช็อปในไทย ผมรู้สึกว่า “เฮ้ย ทำไมมันเท่จัง” ตอนนั้นผมอยู่ในช่วงวัย 27 กำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัยรุ่น หลังจากได้ Casablanca มาสักพักครับ ผมเริ่มรู้สึกว่า ช่วงวัยนี้เราอยากจะมีอะไรบางอย่างที่เป็นของตัวเอง ปกติแล้วนาฬิกาของผมมักจะเป็นความทรงจำที่เชื่อมโยงกับคนอื่น แต่เรือนนี้ผมอยากสร้างความทรงจำกับตัวเองครับ ผมชอบหน้าตาและสัมผัสของมันมากครับ พอได้ลองจับแล้วมันมีน้ำหนัก มีคาแร็กเตอร์ที่ดูแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้ดูตะโกน แม้ชื่อของมันคือ Big Bang แต่ดีไซน์ของมันไม่ได้หวือหวาแบบสเกเลตัน ซึ่งผมไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ พอได้เห็นความเรียบง่ายของมัน ผมกลับรู้สึกว่า มันมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับตัวเราครับ ผมรอและเก็บหอมรอมริบอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็ได้มา พอได้มาแล้วใส่ไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่า มันถนัดข้อมือมาก เลยตั้งเป้าไว้เลยว่า วันหนึ่งจะต้องกลับมาหาอีกเรือนหนึ่งที่เป็นสีทอง แต่จะใส่แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ใส่เฉพาะในโอกาสสำคัญจริง ๆ อย่างงานแต่งงานของตัวเองครับ ผมรู้สึกว่า เวลาซื้ออะไรในวันนี้ ผมจะนึกถึงอนาคตไปเลยว่า ซื้ออันนี้ให้ใคร ซื้ออันนี้เพราะอะไร และต้องการเพิ่มเรื่องราวอะไรให้กับมันครับ

ความหลงใหลในฟังก์ชันและรายละเอียด

เห็นนาฬิกาในคอลเลกชันของคุณฌอห์ณแล้ว นอกจาก Franck Muller Casablanca ที่ออกแนวสปอร์ตแคชวล เรือนอื่นๆ ดูจะเน้นฟังก์ชันโครโนกราฟเป็นพิเศษเลย แบบนี้พอจะบอกได้ไหมว่าเสน่ห์ของกลไกซับซ้อน หรือการทำงานของนาฬิกาประเภทนี้ มีอะไรที่ดึงดูดใจคุณเป็นพิเศษ

ฌอห์ณ: เวลาผมมองนาฬิกา ผมไม่ได้มองแค่เข็มชั่วโมงหรือเข็มนาทีนะ บางทีผมมองลึกลงไปถึงเข็มวินาทีด้วยซ้ำครับ อาจฟังดูแปลกนิดหน่อย แต่เวลาผมสนใจอะไร ผมไม่ได้มองแค่ภาพรวม ผมมองยันรายละเอียดปลีกย่อยเลยครับ เหมือนกับการมองคนที่คุณเจอ การแต่งตัว บุคลิกภาพ การใส่นาฬิกา การทาเล็บ หรือแม้แต่น้ำหอมที่เขาฉีด มันบ่งบอกถึงสไตล์ส่วนตัวของเขาได้ทั้งหมด ผมคิดว่า นิสัยแบบนี้อาจเป็นผลมาจากการที่ผมถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่มีผู้หญิงค่อนข้างเยอะ ทำให้ผมต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และพยายามทำความเข้าใจมัน สิ่งนี้เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกผมครับ เพราะบางครั้งเรามีโอกาสเจอใครแค่ครั้งเดียว การที่เราจดจำรายละเอียดของเขาได้ มันเหมือนเป็นแต้มต่อในอนาคตครับ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เวลาผมซื้อนาฬิกา ผมเลยไม่แปลกใจที่ตัวเองไม่ชอบสเกเลตัน แต่กลับชอบเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มันดูยุกยิกอยู่ข้างในครับ

แผนในอนาคต Grail Watch เพื่อคนที่รัก

ตอนนี้มีนาฬิกาเรือนไหนที่คุณฌอห์ณเล็งไว้ในอนาคตอันใกล้ หรืออาจจะเป็น “Grail Watch” ที่ตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าได้มาแล้วจะรู้สึกเติมเต็มอย่างที่สุด

ฌอห์ณ: ผมไม่ได้ดูให้ตัวเองครับ ณ วันนี้ที่มีอยู่รวมถึงเรือนที่ไม่ได้นำมาให้ดู ผมค่อนข้างเติมเต็มกับตัวเองแล้วครับ แล้วด้วยความที่ภรรยาผมไม่ค่อยได้ใส่นาฬิกาบ่อย แต่จะมีอยู่เรือนหนึ่งที่ทุกครั้งที่เขาเห็น เขาจะพูดตลอดว่า เขาชอบ ผมก็รู้สึกว่า ผมอยากมีความรู้สึกที่ได้ซื้อสิ่งที่เขาชอบจริง ๆ ให้เขาครับ นั่นคือ BVLGARI Serpenti มันเป็น Bucket List ของผม เป็นเป้าหมายที่ผมอยากทำให้สำเร็จ ผมรู้สึกว่า ในวันนี้ผมมีความสุขที่จะได้ตอบสนองความต้องการของคนรอบตัวครับ ผมชอบโมเมนต์แบบนั้นมากครับ

เสน่ห์เหนือกาลเวลา นาฬิกาในยุคที่ Passion นำ

ในฐานะนักสะสมที่คร่ำหวอดในวงการ คุณฌอห์ณมีคำแนะนำอะไรสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่โลกของนาฬิกา หรือผู้ที่กำลังมองหาเรือนที่ใช่สำหรับตัวเองบ้างไหม

ฌอห์ณ: ผมว่ามันมีสองประเด็นที่เราต้องแยกกัน เรื่องการลงทุนในนาฬิกา ผมคิดว่ายุคนั้นมันคงจบไปแล้วล่ะ (หมายถึงช่วงที่นาฬิกาเป็นสินทรัพย์ลงทุนยอดนิยม) แต่สำหรับคนที่สะสมนาฬิกา ผมเชื่อว่า เรามีความรู้สึกพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือ เราเป็นคนรักเวลา เราให้ความสำคัญกับเวลา ตระหนักดีว่า เวลามีค่ามากขนาดไหน ต่อให้คุณมีนาฬิกาเป็นร้อยเรือน แต่ถ้าคุณไม่เห็นคุณค่าของเวลา ไม่รักษามัน ไม่ให้น้ำหนักกับคำว่า “เวลา” นาฬิกาเหล่านั้นก็จะเป็นแค่เพียงวัตถุชิ้นหนึ่งที่อยู่บนข้อมือเท่านั้นเอง ผมไม่ได้เคลมว่า ตัวเองเป็นผู้รู้เรื่องเวลาอย่างลึกซึ้งนะ แต่ผมรู้สึกว่า เวลาเป็นของที่มีคุณค่ามาก ๆ จนถึงขนาดที่ผมเอาไปตั้งชื่อหลานว่า “เวลา” เลย

คุณฌอห์ณทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า

“ผมเชื่อว่า เวลามีค่าจริง ๆ และคนที่สะสมนาฬิกาทุกคนก็รู้ดีว่าคุณค่าของมันนั้นไม่มีที่สิ้นสุด การสะสมนาฬิกาจึงเป็นพื้นฐานจากความรัก แต่มากกว่านั้นคือ มันเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้เราได้รู้ว่า เวลามันล่วงเลยไปเรื่อย ๆ เสมอ”

ฌอห์ณ กล่าว

ตลอดบทสนทนากับฌอห์ณ จินดาโชติ เราได้เห็นมิติที่ลึกซึ้งของการสะสมนาฬิกา ไม่ใช่เพียงแค่การครอบครองวัตถุหรูหรา แต่คือการเก็บเกี่ยว ความทรงจำ ความรู้สึก และคุณค่าทางใจ ที่ถ่ายทอดผ่านกาลเวลา ทุกเรือนล้วนมีเรื่องราวและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ท้ายที่สุดการเดินทางในโลกของเวลาที่คุณฌอห์ณแบ่งปันในวันนี้ ทำให้เราตระหนักว่า นาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นเครื่องบันทึกช่วงเวลาแห่งความสุข ความสำเร็จ และความผูกพัน ที่จะคงอยู่ตลอดไป หวังว่า คุณผู้อ่านจะพบความหมายและคุณค่าของ “เวลา” ในแบบฉบับของตัวเองเช่นกัน

นาฬิกาของคุณฌอห์ณ
  • Breitling Navitimer 01
  • Franck Muller Casablanca
  • Breitling Chronomat b01
  • Hublot Big Bang Chronograph

PHOTO BY: อินทราชัย เวศม์มัฆวาน

ติดตามบทสัมภาษณ์อื่นๆ เพิ่มเติม:
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย
สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ผู้หลงใหลในการสะสมนาฬิกา
The Collector’s Perspective Episode 7 | ดำดิ่งสู่โลกส่วนตัวของณอห์ณ จินดาโชติ กับความหลงใหลในโลกของเวลา

Hublot Big Bang One Click Joyful: การกลับมาของสีสันที่สดใสในตำนาน

Hublot แบรนด์สวิสผู้ปฏิวัติวงการด้วยแนวคิด “Art of Fusion” หรือศิลปะแห่งการผสมผสาน ได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด

ถ้าพูดถึง Hublot ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น Big Bang ซึ่งเป็นนาฬิกาที่สร้างปรากฏการณ์และฉีกทุกกฎเกณฑ์ของวงการมาตั้งแต่ปี 2005 และวันนี้แบรนด์ก็สร้างความตื่นเต้นอีกครั้งด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุดอย่าง Big Bang One Click Joyful ซึ่งเป็นการนำสีสันอันโดดเด่นและอัญมณีจาก Big Bang รุ่นแรกๆ ที่เคยสร้างชื่อในช่วงต้นยุค 2000 กลับมาอีกครั้ง คอลเลกชันนี้เป็นครั้งแรกที่อัญมณีสีสันสดใสถูกนำมาผสานเข้ากับสายยางได้อย่างลงตัวในไลน์ผลิตภัณฑ์หลัก โดยรังสรรค์ขึ้นเป็น 5 รุ่น 5 สีสัน 5 อัญมณี และ 5 อารมณ์ที่แตกต่างกัน

ความงดงามของอัญมณีและงานฝีมือที่ประณีต

นาฬิกา Big Bang One Click Joyful โดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาดกะทัดรัด 33 มิลลิเมตร ที่สะท้อนความเป็นผู้หญิงอย่างแท้จริง หัวใจหลักของคอลเลกชันนี้คืออัญมณีล้ำค่าที่ประดับอยู่บนขอบตัวเรือน ซึ่งเปล่งประกายอย่างน่าหลงใหล และยังสามารถกระตุ้นความรู้สึกและบ่งบอกถึงตัวตนของผู้สวมใส่ การเลือกและตกแต่งอัญมณีเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญอย่างสูง โดยช่างฝีมือจะคัดเลือกอัญมณีที่มีคุณภาพ สี และขนาดที่สม่ำเสมอ แล้วจึงตัด ขัดเงา และนำมาจัดเรียงทีละเม็ดบนขอบตัวเรือนด้วยเทคนิคดั้งเดิม อัญมณีแต่ละชนิดถูกเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างสรรค์ความโดดเด่นให้กับแต่ละรุ่น ได้แก่ สปินเอลสีแดง แซฟไฟร์สีส้ม แซฟไฟร์สีชมพู โทปาซสีน้ำเงิน และทซาโวไรท์สำหรับรุ่นสีเขียว

กลไกอันทรงประสิทธิภาพและการใช้งานที่ลงตัว

นาฬิกาคอลเลกชันนี้มาพร้อมหน้าปัดสีขาวเงางาม ที่ตกแต่งด้วยเลขอารบิกและมาตรแสดงเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang ช่วยให้การอ่านค่าเวลาเป็นไปอย่างชัดเจน ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber HUB1120 ซึ่งสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 40 ชั่วโมง พร้อมช่องหน้าต่างแสดงวันที่บริเวณตำแหน่ง 3 นาฬิกา ทำให้การทำงานของนาฬิกาต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในทุกๆ วัน

เปลี่ยนสไตล์ได้ง่ายดายด้วยระบบ “One Click”

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Big Bang One Click Joyful ได้รับความนิยมจากผู้หญิงทั่วโลกคือระบบเปลี่ยนสายแบบ “One Click” ที่จดสิทธิบัตรของ Hublot นาฬิกาทุกเรือนมาพร้อมกับสายยาง 2 เส้น โดยสายเส้นแรกจะเป็นลายดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang ซึ่งมีแถบสีสันเดียวกับอัญมณี และสายยางอีกเส้นที่มาในโทนสีเดียวกัน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนลุคได้ง่ายดายตามโอกาสและสไตล์ส่วนตัว

สำหรับ Big Bang One Click Joyful คอลเลกชันนี้เป็นการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยสีสัน ด้วยการผสานระหว่างดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Big Bang กับความโดดเด่นของอัญมณีสีสดใส นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นเพื่อนร่วมทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกวัน และสะท้อนถึงปรัชญา “Art of Fusion” ที่เป็นหัวใจของ Hublot ได้อย่างแท้จริง นาฬิกาในคอลเลกชันนี้วางจำหน่ายแล้วที่บูติกของ Hublot และตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตทั่วโลก

ข้อมูลทางเทคนิค
Big Bang One Click Joyful 33mm
  • ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงาและขัดซาติน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 33 มม. และหนา 10.55 มม. กันน้ำได้ลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีขาวเงางาม ตกแต่งด้วยเลขอารบิกและมาตรแสดงเวลา
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และมีช่องหน้าต่างแสดงวันที่
  • กลไก: กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber HUB1120 สามารถสำรองพลังงานได้ประมาณ 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง 2 เส้น โดยมีสายยางสีขาวที่มีแถบสีเดียวกับอัญมณี และสายยางสีล้วนอีกเส้นในโทนเดียวกัน สามารถเปลี่ยนสายได้ด้วยระบบ “One Click”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

Montblanc Mother’s Day 2025 ส่งมอบคอลเลกชันของขวัญที่มาจากใจ

0

ของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับคุณแม่ผู้เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ

วันแม่เป็นช่วงเวลาที่หลายคนมองหาของขวัญพิเศษเพื่อแทนความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อคุณแม่ หรือผู้หญิงที่เปรียบเสมือนแม่ในชีวิตของเรา และการมอบของขวัญที่มาพร้อมข้อความจากใจย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ของขวัญชิ้นนั้นมีคุณค่ามากขึ้น Montblanc เองก็เข้าใจในจุดนี้ จึงได้นำเสนอของขวัญคอลเลกชันพิเศษสำหรับวันแม่ปีนี้ในชื่อ #HeartWritten ซึ่งทุกกล่องของขวัญสีขาวอันประณีตถูกออกแบบมาเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับเขียนข้อความจากใจ เพื่อให้ของขวัญชิ้นนี้พิเศษยิ่งกว่าเดิม

เครื่องเขียนสำหรับข้อความจากใจ

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นเรื่องเครื่องเขียนมาอย่างยาวนาน Montblanc มีตัวเลือกที่หลากหลาย หากใครที่ชื่นชอบความคลาสสิก ปากกา Meisterstück Gold-Coated 149 Fountain Pen คือหนึ่งในรุ่นที่หลายคนรู้จักกันดี ด้วยตัวด้ามและฝาครอบที่ผลิตจากเรซินสีดำคุณภาพสูง ส่วนรุ่นที่น่าสนใจและดูมีลูกเล่น Montblanc Muses Marilyn Monroe Special Edition Pearl Fountain Pen ที่ตกแต่งด้วยไข่มุก ดูสง่างามและมีสไตล์ในแบบที่ผู้หญิงหลายคนน่าจะชื่นชอบ นอกจากนี้ยังมีปากกาขนาดกะทัดรัดอย่าง Montblanc Heritage Rouge et Noir “Baby” Fountain Pen ในเฉดสีงาช้าง ที่สามารถพกพาได้สะดวก และใช้คู่กับซองใส่ปากกาหนังสีดำได้ สำหรับการบันทึกความคิดในแต่ละวัน ก็มี Soft Envelope Notebook สมุดโน้ตปกหนังทรงซองจดหมายในสีม่วง Cassis เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

เครื่องหนังและไอเทมสำหรับการเดินทาง

นอกจากเครื่องเขียนแล้ว Montblanc ยังมีไอเทมเครื่องหนังที่น่าสนใจอีกด้วย Meisterstück Messenger Bag ในสีม่วงแดง Cassis เป็นกระเป๋าที่มีดีไซน์เรียบหรู พร้อมตัวล็อกที่ได้แรงบันดาลใจจากยอดเขามงบล็อง ทำให้กระเป๋าดูมีเรื่องราว สำหรับคนที่คุณแม่รักการเดินทาง กระเป๋าเดินทาง #MY4810 Cabin Trolley ในสีม่วง Cassis คืออีกหนึ่งไอเทมที่น่าสนใจ เพราะไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งาน แต่ยังมาพร้อมดีไซน์ที่ดูทันสมัยและสง่างาม และเพื่อให้การเดินทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น สามารถจับคู่กับ Montblanc MTB 03 In-Ear Headphones หูฟังอินเอียร์ที่มีระบบตัดเสียงรบกวนและดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปากกา Meisterstück อันเป็นเอกลักษณ์

นาฬิกาดีไซน์หรูหราเหนือกาลเวลา

ในส่วนของนาฬิกา Montblanc Bohème Automatic Date 30mm โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดูละมุนและละเอียดอ่อน หน้าปัดสีเงินขัดเงาประดับด้วยหลักชั่วโมงเพชรและเลขอารบิกสีทองกุหลาบ ทำให้ดูหรูหราแต่ไม่ฉูดฉาด ที่น่าสนใจคือวงแหวนหน้าปัดใช้เทคนิคการประทับลาย filet d’étoiles ซึ่งเป็นลายที่ได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของดวงดาว และมาพร้อมสายหนังจระเข้สีขาวที่สามารถเปลี่ยนได้ ทำให้ปรับเปลี่ยนลุคได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลทางเทคนิค
Montblanc Bohème Automatic Date 30mm
  • ตัวเรือน: ทำจากสแตนเลสสตีล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มม. สามารถกันน้ำได้ลึก 3 บาร์ (30 ม.) พร้อมฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: สีเงิน-ขาว ตกแต่งด้วยเลขอารบิกเคลือบโรสโกลด์และหลักชั่วโมงประดับเพชร
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: ระบบอัตโนมัติ (Automatic, self-winding) ที่มีพลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังสีขาวมาพร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุดสแตนเลสสตีล

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
เมื่อนาฬิกาบอกรักแม่ ความงดงามที่จับต้องได้จาก Franck Muller
CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน
เผยโฉม Van Cleef & Arpels Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés เรือนเวลาที่มาพร้อมความงามจากธรรมชาติ

เผยโฉม Van Cleef & Arpels Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés เรือนเวลาที่มาพร้อมความงามจากธรรมชาติ

0

นาฬิกา Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés เมื่อความงามของธรรมชาติถูกถ่ายทอดสู่เรือนเวลา หัตถศิลป์เลอค่าที่มากับผลเบอร์รี

Van Cleef & Arpels เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะการรังสรรค์เครื่องประดับระดับสูงแบบฝรั่งเศส (métiers d’art) เข้ากับสุนทรียภาพแห่ง Perlée เป็นครั้งแรก เพื่อถ่ายทอดความสดใสมีชีวิตชีวาของธรรมชาติอันเป็นแรงบันดาลใจหลักของเมซงมาตั้งแต่แรกเริ่ม

คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยนาฬิกา 2 รุ่นสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลเบอร์รีฉ่ำน้ำ ได้แก่ “เสน่ห์บลูเบอร์รี” (Myrtille) และ “ราสพ์เบอร์รีชวนฝัน” (Framboise) โดยนาฬิกาทั้งสองเรือนโดดเด่นด้วยนวัตกรรมงานลงยาขึ้นรูปสามมิติ (façonné enamel) ที่เมซงพัฒนาขึ้นเองโดยเฉพาะ ช่วยให้ผลเบอร์รีดูสมจริงและมีมิติราวกับจะเอื้อมมือไปเด็ดได้

เจาะลึกแต่ละเรือนเวลา

Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés Myrtille “เสน่ห์บลูเบอร์รี”

เรือนเวลา Myrtille ถ่ายทอดความงดงามของบลูเบอร์รีได้อย่างมีชีวิตชีวา ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์และโรสโกลด์ หน้าปัดประดับด้วยผลบลูเบอร์รีลงยาสีน้ำเงินเข้มข้นที่ดูราวกับผลจริงที่พร้อมให้เก็บเกี่ยว อยู่ท่ามกลางใบไม้สีเขียวอ่อนที่ถูกวาดด้วยเทคนิคจิตรกรรมย่อส่วนและงานดุนลายบนทองคำ ประติมากรรมนางฟ้าที่ทำจากโรสโกลด์พร้อมปีกฝังเพชรดูเหมือนกำลังโบยบินอยู่บนหน้าปัดอย่างอ่อนช้อย นอกจากนี้ ที่ฝาหลังของตัวเรือนยังสลักลายผีเสื้อไว้เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับนาฬิกาเรือนนี้อีกด้วย

งานประกอบชิ้นส่วนลงยาขึ้นรูปสามมิติของผลบลูเบอร์รีลงบนหน้าปัด

Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés Framboise “ราสพ์เบอร์รีชวนฝัน”

สำหรับรุ่น Framboise สะท้อนถึงความอ่อนหวานของราสพ์เบอร์รีด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์และโรสโกลด์ ผลราสพ์เบอร์รีลงยาสีชมพูระเรื่อถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างละเอียดอ่อน ทำให้ดูเหมือนผลไม้สุกฉ่ำที่น่าลิ้มลอง รายล้อมด้วยใบไม้สีเขียวอ่อนที่ให้ความรู้สึกสดชื่น ประติมากรรมนางฟ้าที่ประดับอยู่บนหน้าปัดทำจากทองไวท์โกลด์พร้อมปีกฝังเพชรที่เปล่งประกาย ในขณะที่ฝาหลังของตัวเรือนสลักลายแมลงเต่าทองไว้ เป็นการเติมเต็มเรื่องราวจากธรรมชาติให้สมบูรณ์

งานประกอบชิ้นส่วนลงยาขึ้นรูปสามมิติของผลราสพ์เบอร์รีลงบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés Framboise

งานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์

ไหวพริบในการพลิกแพลง ผสานทักษะ และความชำนาญต่างแขนง

เพื่อให้ทุกจังหวะการเคลื่อนผ่านของเข็มบอกเวลาเต็มไปด้วยความหรูหราตราตรึงใจ หัตถศิลป์ชั้นสูงแบบฉบับฝรั่งเศสคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสรรค์อันเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนภายในห้องปฏิบัติการงานฝีมือผลิตนาฬิกาของเมซง ณ กรุงเจนีวา ซึ่งไม่ได้เพียงสร้างสรรค์ผลงานเลอค่าเท่านั้น หากยังดำเนินภารกิจอนุรักษ์และสืบสานความเป็นเลิศในการใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะความชำนาญแขนงต่างๆ ให้คงอยู่ต่อไปเป็นนิรันดร์ สำหรับคอลเลกชันย่อย Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés นี้ เทคนิคการลงยาถูกนำมาใช้ร่วมกับประติมากรรมงานทอง และงานฝีมือค้อนดุนลายทอง เพื่อให้การอยู่ร่วมกันระหว่างวัสดุและรูปแบบการทำงานที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน นำมาซึ่งความสลับซับซ้อนสุดตระการตาของศิลปกรรมย่อส่วนสามมิติบนหน้าปัด

งานลงยาขึ้นรูปสามมิติ (façonné enamel)

เทคนิคนี้เป็นนวัตกรรมที่ Van Cleef & Arpels ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาถึง 16 เดือน โดยช่างฝีมือจะค่อยๆ เทผงลงยาลงในแม่พิมพ์ จากนั้นนำไปเผาในเตาความร้อนสูงถึง 2 ครั้ง เพื่อให้ได้แผ่นลงยาโปร่งแสงที่แข็งและเรียบเนียน แล้วจึงนำมาตกแต่งรายละเอียดอย่างประณีตด้วยการแกะสลักและขัดผิว จนได้รูปทรงที่ต้องการ สุดท้ายจะนำไปเผาอีกครั้งเพื่อให้ผิวงานเรียบเงาเป็นประกาย

งานฝีมือเครื่องทอง (Gold craftsmanship)

นอกจากงานลงยาแล้ว นาฬิกาในคอลเลกชันนี้ยังผสมผสานงานฝีมือเครื่องทองแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมทองคำ และงานค้อนดุนลายบนเนื้อทอง ซึ่งล้วนต้องอาศัยความอดทนและความแม่นยำสูง ยกตัวอย่างเช่น ประติมากรรมรูปนางฟ้าบนหน้าปัดที่ต้องผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยไขแว็กซ์และหล่อด้วยโลหะเงินก่อน เพื่อให้ได้โครงสร้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด

Extraordinary Dials: หน้าปัดแห่งหัตถศิลป์

คอลเลกชันนาฬิกา Extraordinary Dials คือการรวบรวมสุดยอดช่างฝีมือหลากหลายแขนง ทั้งช่างลงยา ช่างแกะสลัก ช่างเจียระไน จิตรกรภาพย่อส่วน และช่างฝังอัญมณี เพื่อสร้างสรรค์ “ศิลปะแห่งการบอกเวลา” ให้กับนักสะสม งานสร้างสรรค์บางชิ้นใช้เวลาทำนานถึง 300 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงทักษะและความสามารถในการผสมผสานศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักบนทองคำและหอยมุก งานลงยาด้วยเทคนิคต่างๆ หรือการฝังอัญมณีบนตัวเรือน ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศและมุมมองการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Van Cleef & Arpels

ข้อมูลทางเทคนิค
Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés Myrtille
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ประกอบโรสโกลด์
  • หน้าปัด: ตกแต่งด้วยงานลงยาบลูเบอร์รี จิตรกรรมย่อส่วนใบไม้ ประติมากรรมนางฟ้าโรสโกลด์ฝังเพชร
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง และ นาที
  • กลไก: ควอตซ์สวิส
Perlée Extraordinaire Fruits Enchantés Framboise
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ประกอบโรสโกลด์
  • หน้าปัด: ตกแต่งด้วยงานลงยาราสพ์เบอร์รี จิตรกรรมย่อส่วนใบไม้ ประติมากรรมนางฟ้าไวท์โกลด์ฝังเพชร
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง และ นาที
  • กลไก: ควอตซ์สวิส

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

รายการ Deep Dive EP 4: เผยความลับ Baume & Mercier Riviera Calendrier Perpetual

0

พบกับ Episode 4 ของรายการ Deep Dive ที่จะพาคุณไปเจาะลึกเรื่องราวของแบรนด์นาฬิกาที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำขั้นสูงอย่าง Baume & Mercier พร้อมสัมผัสเรือนจริงของ Riviera Calendrier Perpetual ขนาด 40 มม.

Episode ล่าสุดของรายการ Deep Dive จะนำพาทุกท่านไปสำรวจเรื่องราวสุดพิเศษของแบรนด์นาฬิกาที่โดดเด่นในด้านความเที่ยงตรงขั้นสูงอย่าง Baume & Mercier พร้อมทั้งเปิดประสบการณ์สัมผัสของจริงกับเรือนเวลาชิ้นเอก Baume & Mercier Riviera Calendrier Perpetual ขนาด 40 มม.

นาฬิการุ่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยหน้าปัดสีเทาแบบซันเรย์อันงดงาม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส ความโดดเด่นไม่ได้มีเพียงแค่ดีไซน์ภายนอก แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางหน้าปัดย่อยอย่างลงตัว หรือกลไกสุดซับซ้อนที่บรรจุฟังก์ชันพิเศษไว้ภายใน

มาร่วมไขความลับและความมหัศจรรย์ของนาฬิการุ่นนี้ไปพร้อมกัน

รับชมรายการฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ คลิกเลยที่ ลิงก์รายการบน YouTube
Deep Dive EP.2: Bulova | จากร้านเล็กสู่แบรนด์นาฬิการะดับโลก
Deep Dive EP. 1: Vacheron Constantin | เจาะลึกประวัติศาสตร์ กับ 3 เรือนเอกที่นักสะสมต้องมี!
Deep Dive Episode 3 | ดิ่งลึกสู่จิตวิญญาณแห่ง Orient Star!

ติดตาม Revolution Thailand ได้ทุกช่องทาง

#RevolutionThailand #RevoTHDeepDive #BaumeEtMercier

เมื่อนาฬิกาบอกรักแม่ ความงดงามที่จับต้องได้จาก Franck Muller

Franck Muller เฉลิมฉลองวันแม่ด้วย 3 เรือนเวลาสุดพิเศษ Vanguard, Round Triple Mystery และ Lady Slim Vintage

ในทุก ๆ ปี วันแม่คือช่วงเวลาที่เราจะได้แสดงความรักและความขอบคุณแด่ผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา และในปีนี้ Franck Muller ได้เลือกที่จะเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ และเป็นการรังสรรค์บทกวีแห่งเวลาขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองแด่ผู้หญิงทุกคน ด้วยเรือนเวลา 3 รุ่นสุดพิเศษที่สะท้อนถึงความหลากหลายในตัวตนของผู้เป็นแม่ ตั้งแต่ความอ่อนโยนที่เปราะบาง ความสง่างามเหนือกาลเวลา ไปจนถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน อีกทั้งยังเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะที่เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งเข้ากับงานหัตถศิลป์ชั้นสูงได้อย่างลงตัว ทำให้แต่ละเรือนเวลากลายเป็นตัวแทนของความรักอันยิ่งใหญ่ ที่จะคอยเตือนใจถึงความสำคัญของผู้หญิงคนนี้ไปตลอดกาล

Vanguard Curvex Cut Flower
ตัวแทนของความงามที่ไม่มีวันโรยรา

เมื่อพูดถึงความงามของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ หลายคนคงนึกถึงดอกไม้ที่บานสะพรั่ง Vanguard Curvex Cut Flower ได้นำแรงบันดาลใจนี้มาถ่ายทอดได้อย่างน่าประทับใจ หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กเผยให้เห็นกลไกภายในที่ทำงานอย่างประณีตและซับซ้อนด้วยชิ้นส่วนถึง 153 ชิ้น ซึ่งเปรียบได้กับความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งภายในจิตใจของแม่ที่เราอาจมองไม่เห็นจากภายนอก แต่เต็มไปด้วยความทุ่มเทและใส่ใจในทุกรายละเอียด หัวใจของเรือนเวลานี้คือดอกไม้เพชรที่ประดับบนหน้าปัด ซึ่งไม่ใช่เพชรธรรมดา ซึ่งถูกเจียระไนด้วยเทคนิคพิเศษ Curvex Cut เอกสิทธิ์ของแบรนด์ ทำให้เพชรแต่ละเม็ดมีถึง 73 เหลี่ยม ส่องประกายระยิบระยับเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็สะท้อนความงดงามในทุกแง่มุมของแม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแบบตัวเรือนโรสโกลด์ ไวท์โกลด์ หรือ Colored Dreams อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เป็นการเฉลิมฉลองทั้งความเปราะบางและความงดงามที่ยั่งยืนของผู้หญิง

Round Triple Mystery
การเต้นรำของเวลาที่เต็มไปด้วยความลึกลับน่าค้นหา

Franck Muller ได้ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของการบอกเวลาด้วยรุ่น Round Triple Mystery ซึ่งไม่ได้ใช้เข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม แต่ใช้จานหมุนอิสระ 3 แผ่นสำหรับบอกชั่วโมง นาที และวินาที ทำให้การเคลื่อนไหวของเวลาบนข้อมือดูนุ่มนวลและน่าหลงใหลราวกับการเต้นรำที่ไร้เสียง ซึ่งอาจเปรียบได้กับความผูกพันของแม่และลูกที่เต็มไปด้วยความลึกลับและอธิบายได้ยาก แต่เป็นความสัมพันธ์ที่สวยงามและลงตัว ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบโรสโกลด์และไวท์โกลด์ ประดับเพชรเรียงเป็นเกลียวอย่างงดงาม เพิ่มความหรูหราที่น่าดึงดูด และยังมีเวอร์ชันประดับเพชรแบบบาแกตต์-คัตสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่มากขึ้น การออกแบบที่ล้ำสมัยนี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะแตกต่างและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ของ Franck Muller ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามแบบแผนเสมอไป แต่สามารถงดงามในแบบฉบับของตัวเองได้

Vanguard Lady Slim Vintage: ความสง่างามที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเรื่องราว

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความคลาสสิกที่ยังคงทันสมัย Vanguard Lady Slim Vintage คือคำตอบที่ลงตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากยุค Belle Époque และโลกของรถยนต์คลาสสิก ตัวเรือนที่บางเฉียบเพียง 35 มม. สวมใส่สบายและดูเรียบหรู หน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève และมีให้เลือกในเฉดสีพาสเทลที่สวยงาม ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้ดูมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลแต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ซึ่งคล้ายกับบุคลิกของผู้หญิงหลายคนที่อาจดูเรียบง่าย แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวและความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใน ด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติที่สำรองพลังงานได้ถึง 42 ชั่วโมง และมีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีลและประดับเพชรบนตัวเรือนโค้ง จึงทำให้ Vanguard Lady Slim Vintage เป็นของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับแม่ผู้เป็นต้นแบบของความสง่างามที่อยู่เหนือกาลเวลา

ข้อมูลทางเทคนิค
Vanguard Curvex Cut Flower

  • ตัวเรือน: โรเดียมและไวท์โกลด์ / 18K โรสโกลด์ / 18K ไวท์โกลด์ประดับเพชร / และวัสดุพิเศษอื่น ๆ
  • หน้าปัด: Openworked หรือแบบเปิด / ตกแต่งด้วยดอกไม้เพชรที่เจียระไนแบบ Curvex Cut
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือแบบอินเฮาส์ พร้อมกำลังสำรอง 4 วัน
  • สาย: สายหนังจระเข้

Round Triple Mystery

  • ตัวเรือน: 18K โรสโกลด์ และ 18K ไวท์โกลด์
  • หน้าปัด: หน้าปัดแบบเปิด แสดงเวลาด้วยจานหมุนอิสระ 3 แผ่นสำหรับชั่วโมง นาที และวินาที
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที ด้วยจานหมุน
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ
  • สาย: สายหนังจระเข้

Vanguard Lady Slim Vintage

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือสเตนเลสสตีลประดับเพชร
  • หน้าปัด: ลวดลาย Côtes de Genève และเฉดสีพาสเทล
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ พร้อมกำลังสำรอง 42 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้

ทั้งสามเรือนเวลาจาก Franck Muller คือการนำเสนอที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงเครื่องบอกเวลา ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่เป็นการนำเสนองานศิลปะที่หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งการรังสรรค์เข้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ของความเป็นแม่ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นความสง่างามที่ละเอียดอ่อนของ Vanguard Curvex Cut Flower ความลึกลับที่น่าค้นหาใน Round Triple Mystery หรือความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของ Vanguard Lady Slim Vintage แต่ละเรือนต่างก็เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่ถูกสลักเสลาขึ้นเพื่อยกย่องความรัก ความทุ่มเท และความงดงามของผู้เป็นแม่ ซึ่งเป็นความรักที่พิเศษและไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon
H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน
Cartier Santos กลายเป็นนาฬิกานักบินเรือนแรกได้อย่างไร

บูติคแห่งใหม่จากคาร์เทียร์พร้อมร่ายมนตร์ศิลป์ไทย ณ ใจกลางสยามพารากอน

0

Cartier Flagship Siam Paragon ความท้าทายของคาร์เทียร์กับการเดินทางสู่สยาม ที่มากกว่าบูติค แต่คือการสร้างงานศิลป์

เมื่อได้ยินว่า คาร์เทียร์ เปิดตัวบูติคแฟลกชิปแห่งใหม่ที่ สยามพารากอน หลายคนอาจจะคิดว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนของแบรนด์หรูระดับโลกที่ต้องการขยายฐานลูกค้าในประเทศไทย แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง กลับพบว่าบูติคแห่งนี้คืออีกหนึ่งเรื่องราวการเดินทางที่น่าสนใจของแบรนด์ที่เลือกจะ “ลงมา” สัมผัสกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมและงานศิลปะของไทยอย่างจริงจัง

Cartier Flagship Siam Paragon

บูติคแห่งนี้เล่าเรื่องราวภายใต้แนวคิด “Heavenly Cartier” ที่อาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่เมื่อเดินชมไปทีละชั้น จะพบว่าแต่ละพื้นที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเพื่อผสานงานศิลป์ของเมซงเข้ากับภูมิปัญญาช่างฝีมือไทยได้อย่างกลมกลืนน่าทึ่ง เริ่มต้นที่ชั้นล่าง เราจะได้ชื่นชมกับงานกระจกสีของศิลปิน O Thai ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องประดับ Tutti Frutti กลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างอัญมณีของคาร์เทียร์กับความประณีตแบบไทย ส่วนงานต่อฟาง (straw marquetry) จาก Muse Design ที่ใช้ฟางข้าวโพดและฟางข้าวมาสร้างสรรค์เป็นภาพกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน ก็เป็นอีกหนึ่งการตีความที่แสดงให้เห็นว่านอกเหนือจากที่แบรนด์จะแค่หยิบเอาความเป็นไทยมาประดับ แต่กลับเลือกที่จะผสมผสานเทคนิคตะวันตกเข้ากับวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างชาญฉลาด การผสมผสานนี้ทำให้เกิดเป็นผลงานที่มีมิติและเรื่องราวที่สามารถสัมผัสได้จริง

สวรรค์บนดินและสวรรค์ชั้นฟ้า การผสานงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยความเคารพ

การเดินทางภายในบูติคถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ชั้นล่างคือการเชื้อเชิญให้เราได้สัมผัสกับ “สวรรค์บนดิน” ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและเรื่องราว งานศิลปะต่างๆ ที่ประดับอยู่ทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟระย้าที่เหมือนสายฝน หรือซุ้มรวงข้าวสีทองที่นำเราเข้าสู่โลกแห่งเทพนิยาย เป็นการสื่อสารที่ทำให้รู้สึกว่าแบรนด์ไม่ได้กำลังขายแค่สินค้า แต่กำลังขาย “ประสบการณ์” และ “เรื่องเล่า” ที่สามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกของคนไทยได้อย่างน่าประทับใจ การนำเสนอชิ้นงานอย่าง Panthère de Cartier หรือ Clash de Cartier บนฉากหลังของผลงานศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตไทย ทำให้เครื่องประดับเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ถูกเล่าอย่างบรรจง

Cartier Flagship Siam Paragon
Cartier Flagship Siam Paragon
Cartier Flagship Siam Paragon

ขณะที่การเดินทางขึ้นสู่ชั้นสองผ่านบันไดวนที่ออกแบบเหมือนก้อนเมฆ ก็เป็นเหมือนการเปลี่ยนผ่านสู่ “สวรรค์ชั้นฟ้า” ที่เน้นความหรูหราและประณีตมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการนำงานปักมือแบบโอต์กูตูร์มาผสมผสานกับลวดลายไทยโบราณที่ใช้ในการแสดงโขนหลวงโดยศิลปินรุ่นใหม่อย่าง อนุชา ส่งเสริม (เมฆ) แสดงให้เห็นว่าคาร์เทียร์ให้คุณค่ากับงานฝีมือที่เปราะบางและกำลังจะเลือนหายไป และสิ่งที่ยืนยันความตั้งใจนี้ได้อย่างชัดเจนคือห้องรับรอง VIP ที่ประดับด้วยผลงานของ อาจารย์มานพ วงศ์น้อย ศิลปินแห่งชาติ ที่ใช้เทคนิคการลงรักปิดทองผสมเปลือกไข่อย่างบรรจง ซึ่งงานศิลปะชิ้นนี้ใช้เวลานานกว่าสี่เดือนในการสร้างสรรค์ และนั่นคือสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในการออกแบบบูติคของแบรนด์ระดับโลก

การตลาดที่ฉลาด ที่เป็นมากกว่าแค่สินค้า แต่คือประสบการณ์

การได้เห็นคอนเซ็ปต์การดีไซน์จากการเปิดตัวบูติคแห่งใหม่นี้ นับว่าเป็นเหมือนการแสดงความเคารพต่อศิลปะและวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นความกล้าที่จะออกจากกรอบของแบรนด์หรู และเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้แสดงฝีมือในระดับสากล แม้จะมาพร้อมกับสินค้าที่ราคาสูงลิ่ว แต่สิ่งที่คาร์เทียร์มอบให้ก็คือประสบการณ์และเรื่องราวที่มากกว่าการเป็นแค่ผู้ซื้อและผู้ขาย

Cartier Flagship Siam Paragon

นอกจากนี้ การนำวินโดว์ดิสเพลย์สุดพิเศษจากปารีสมาจัดแสดง รวมถึงการนำเสนอคอลเลคชั่นลิมิเต็ดอย่าง Cartier Libre ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับลูกค้าในประเทศไทย และเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของบูติคแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ระดับโลก

Cartier Flagship Siam Paragon

บูติคแห่งใหม่ของคาร์เทียร์จึงเป็นมากกว่าร้านค้า นี่คือพื้นที่ที่งานศิลปะ จินตนาการ และวัฒนธรรมได้หลอมรวมกันอย่างลงตัว เป็นการนิยามความหมายของคำว่า “บูติคหรู” ในกรุงเทพฯ ไปอีกขั้น และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นแบรนด์ระดับโลกหันมาให้ความสำคัญกับศิลปะและภูมิปัญญาในท้องถิ่นมากขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
จากกลไกแรร์ไอเทมสู่สปอตไลต์วงการนาฬิกา Tourbillon
“Gear Design ฟันเฟืองเวลา กลไกแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการบอกเวลา”
Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar ความงามและความซับซ้อนที่ยากจะลืมเลือน

CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จ 25 ปี นาฬิกา CHANEL J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจึงเป็นการแสดงความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาชั้นสูงของเมซง

WORDS : Wei Koh
แปลและเรียบเรียง : Pimpilai Boonjong

ทิวทัศน์ฤดูหนาวเมื่อมองจากเวิร์กช็อปในโรงงานของ CHANEL ที่ลา โชซ์ เดอ ฟงต์

หากคุณอยากรู้ว่า นาฬิกาของ CHANEL ไม่ธรรมดาอย่างไร ผมขอให้คุณลองชมนาฬิการุ่น J12 Bleu X-Ray  ที่เปิดตัวในงาน Watches & Wonders 2025 นาฬิกาซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของคอลเลกชัน J12 นี้ถือเป็นการประกาศศักดาของเมซงได้อย่างสมศักดิ์ศรี นั่นเพราะ หนึ่ง เป็นดีไซน์ J12 
สุดไอคอนิกที่ Jacques Helleu ออกแบบไว้เมื่อปี 2000 และได้รับการตีความใหม่เรื่อยมานับตั้งแต่ปี 2013 ภายใต้การควบคุมดูแลทิศทางการสร้างสรรค์ของ Arnaud Chastaingt อดีตดีไซเนอร์ผู้เงียบขรึมแต่เปี่ยมด้วยความสามารถของ Cartier สอง ชูความสามารถในการประดับอัญมณีของเมซง ดังจะเห็นได้จากแซฟไฟร์ทรงบาแก็ตต์ที่ประดับรอบขอบตัวเรือนและข้อกลางของสาย ซึ่งตอกย้ำความสามารถอันไม่ธรรมดาของ Châtelain โรงงานผลิตนาฬิกาและจิวเวลรี่ของ CHANEL ซึ่งมีทีมงานมากถึง 25 คนที่เชี่ยวชาญการประดับอัญมณี สาม นวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากตัวเรือนและสายแซฟไฟร์คริสตัลสีน้ำเงินใส

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาวัสดุสุดล้ำอื่นๆ แม้ว่าทางโรงงานจะลือชื่อในวงการจากการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาและสายเซรามิกให้กับ CHANEL และแบรนด์อื่นๆ (ถ้าคุณสงสัยว่าแบรนด์นาฬิกาหรูหลายๆ แบรนด์จ้างโรงงานที่นี่ผลิตตัวเรือนและสายเซรามิกสวยๆ หรือเปล่า คำตอบคือเป็นไปได้) สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด กลไกสเกเลตันอินเฮาส์ Calibre 3.1 ซึ่งการออกแบบให้ก้านเม็ดมะยมสอดเข้ามาตรงอินเด็กซ์
 3 นาฬิกานั้นเป็นวิธีที่ฉลาดมาก และติดอยู่กับแซฟไฟร์คริสตัลทั้งสองแผ่น ทำให้กลไกดูราวกับลอยอยู่กลางตัวเรือน ดูน่าตื่นตาราวกับใช้เวทมนตร์

การประดับแซฟไฟร์ 46 เม็ด ต้องใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง


Frédéric Grangié ประธานแผนกนาฬิกาและจิวเวลรี่ของ CHANEL

Frédéric Grangié ชายผู้ดูแลแผนกนาฬิกาและจิวเวลรี่ของ CHANEL กล่าวว่า “เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ แต่เรายังคงความถ่อมตนเสมอ ในปี 2027 ที่จะถึงเร็วๆ นี้ เราจะอยู่ในโลกนาฬิกาครบ 40 ปี ถ้าเทียบกับมาตรฐานการทำนาฬิกาสวิสก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น้อยมากๆ แต่ก็ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญซึ่งเกิดขึ้นในช่วงยุค ’90s และเราใช้แนวทางแบบเดียวกับที่เราใช้ในการทำทุกสิ่งตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงน้ำหอม ซึ่งก็คือ เราจริงจังในการผลิตนาฬิกาและแสดงความเป็นตัวเราผ่านความจริงจังนี้  นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราซื้อโรงงาน Châtelain ในปี 1993 นับแต่นั้น เราก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ของเราโดยไม่หยุดนิ่ง” 

Grangié เล่าแบบไม่โอ้อวดเลย แม้ว่าในความจริง CHANEL จะเป็นผู้เล่นที่สำคัญในโลกนาฬิกา นอกจากโรงงาน Châtelain ซึ่งรวม 60 สาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการผลิตนาฬิกาและจิวเวลรี่ไว้ในที่เดียวแล้ว CHANEL ยังลงทุนในแบรนด์ F.P. Journe และผลิตหน้าปัด
นาฬิกาอันน่าทึ่งหลายรุ่นที่โรงงาน Journe’s Calendrier de Genève ทางเมซงยังถือหุ้นในแบรนด์ Romain Gauthier ซึ่งได้ทำงานร่วมกันในการออกแบบกลไก ซึ่งรวมถึง Calibre 1 ด้วย นอกจากนี้ ทางเมซงยังเป็นเจ้าของร่วมของโรงงานผลิตกลไก Kenissi ซึ่งผลิตกลไกให้แบรนด์ต่างๆ รวมถึง Tudor และ Breitling และยังมีหุ้นเล็กๆ ในแบรนด์พันธมิตรอย่าง Bell & Ross และเมื่อไม่นานมานี้ ทางเมซงยังลงทุนในแบรนด์ MB&F ของ Max Büsser ด้วยก้าวที่สำคัญเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า CHANEL ไม่ได้ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ หากแต่เลือกที่จะก้าวไปบนหนทางอันยาวไกลที่เต็มไปด้วยขวากหนามเพื่อให้มั่นใจได้ว่าความจริงจังและความตั้งใจในการผลิตนาฬิกาจะดำเนินสืบไปอย่างยั่งยืน


J12 Bleu…เวลาและห้วงความรู้สึก

ในขณะที่ J12 Bleu X-Ray อาจถือเป็นนาฬิกาที่หายากและมีราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับนักสะสมส่วนใหญ่ Chanel ได้ผลิตนาฬิกา J12 Bleu ทำจากเซรามิกสีน้ำเงินในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า Grangié เล่าว่า “นี่คือการแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกของเรา เราควบคุมกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบที่ผลิตในเยอรมนีโดยบริษัทที่เราเป็นเจ้าของ [Inmatec Technologies] ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาที่ Châtelain
อย่างที่คุณได้เห็นที่นี่ มันทำให้เราตอบสนองการแสดงออกของเราได้อย่างแท้จริง สำหรับสีน้ำเงินนี้ Arnaud ได้ให้มีการทดลองและพัฒนาหลายครั้งก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกสีน้ำเงินด้านอันน่าดึงดูดใจนี้”

เซรามิกสีน้ำเงินของ CHANEL ยิ่งดูน่าทึ่งเมื่ออยู่ในนาฬิการุ่น J12 Bleu Diamond Tourbillon Calibre 5 รุ่นใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกที่
น่าประทับใจอย่างกลไก Calibre 5 ซึ่งเปิดตัวในปี 2024 โดยใช้กลไกเบสเดียวกับ Calibre 1 ที่กล่าวถึงข้างต้นที่ทางเมซงพัฒนาร่วมกับ Romain Gauthier กลไกนี้มีบริดจ์วงกลมทำหน้าที่รองรับเฟืองทั้งหมดสำหรับชุดเฟืองของกลไก นอกจากนี้ เฟืองกลางของกรงทูร์บิญองของ Calibre 5 ยังประดับด้วยเพชรเม็ดเดี่ยวเจียระไน 65 เหลี่ยม (0.18 กะรัต)

ในส่วนของตัวเรือนเซรามิก Arnaud Chastaingt เล่าว่า

“การจะได้มาซึ่งสีน้ำเงินเฉดนี้ เราต้องทดลองผลิตผลงานต้นแบบ 24 ครั้ง และทดลองมาแล้ว 150 เฉด แค่ขั้นตอนนี้ก็กินเวลาถึง 5 ปี แต่สุดท้าย สีที่ได้นั้นเกิดจากการตัดสินใจเลือกตามความรู้สึกครับ” Grangié เสริมว่า “เฉดสีที่เราเลือกนั้นเข้ากันได้ดีกับสีดำ เนื่องจากทั้งสองสีทำให้เกิดการคอนทราสต์ที่ลงตัว มันทำให้นึกถึงวิธีที่ Gabrielle Chanel เล่นกับสีน้ำเงินและสีดำซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก (ในยุคของเธอ) เนื่องจากคนมองว่ามันไม่ไปด้วยกัน”

Arnaud Chastaingt
CHANEL J12 Bleu X-RAY
ตั้งแต่การฉีดวัตถุดิบลงในแม่พิมพ์เพื่อขึ้นรูปชิ้นงาน ไปจนถึงการขัดเงาและการประกอบชิ้นส่วน ทุกขั้นตอนในการผลิตเซรามิกที่มีความทนทานสูงของ CHANEL ล้วนตั้งอยู่บนการสอดประสานอย่างแม่นยำระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยและงานฝีมือระดับสูง

ผสานดีไซน์เข้ากับความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกา

หากได้ลองสวม J12 Bleu X-Ray หรือ J12 Bleu Diamond Tourbillon ไว้บนข้อมือ จะรู้ได้ทันทีว่า Chastaingt นั้นใส่ใจในเรื่องของหลักสรีรศาสตร์อย่างมาก นาฬิกาทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือน 38 มม. ซึ่งส่วนตัวแล้ว 
ผมคิดว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับนาฬิกาสไตล์สปอร์ตชิคที่สายเชื่อมติดกับ
ตัวเรือน ทั้งสองรุ่นยังมีความสมูธซึ่งให้ความรู้สึกสบายข้อมืออย่างที่สุด และในขณะเดียวกัน วิชวลของนาฬิกาก็ยังโดดเด่นจนดึงดูดสายตาคุณได้ในทันที

การพูดว่า CHANEL เก่งเรื่องการผลิตนาฬิกาจากเซรามิกก็คงเหมือนกับการพูดว่าสตราดิวาริอุสเก่งเรื่องการผลิตคันชักไวโอลินจากไม้ หนึ่งสิ่งที่ทำให้ CHANEL แตกต่างจากแบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่ก็คือการขัดแต่งเซรามิกจนเหมือนกับโลหะล้ำค่า ในหมวดการผลิตนาฬิกาชั้นสูงอย่างผลงานรุ่น J12 Bleu Diamond Tourbillon Calibre 5 จะยิ่งประจักษ์ในจุดเด่นนี้ได้อย่างชัดเจนจากการขัดเงาขอบเอียง ซึ่งรวมถึงขอบตรงกลางด้วย แต่สิ่งที่คุณมองไม่เห็นก็คือเซรามิกจะต้องผ่านการขัดเงาแบบกระจกก่อนที่จะทำการเคลือบพื้นผิวแบบด้าน ดังนั้น ในกรณีของนาฬิกา CHANEL พูดได้เลยว่าทุกๆ รายละเอียดที่อยู่ในงานออกแบบคือสิ่งที่ต้องใส่ใจ จำ Calibre 1 ที่มีสะพานวงกลมสำหรับชุดเฟืองได้ใช่ไหม? จริงๆ แล้ว กลไกนี้สร้างขึ้นโดย Romain Gauthier ตามคำแนะนำของ Chastaingt เขาอธิบายว่า “ผมกำลังหาซิกเนเจอร์ในแง่วิชวล จากนั้นผมก็คิดว่า CHANEL มักจะดึงเอาอดีตมาใช้อ้างอิง เพื่อสร้างสิ่งใหม่สำหรับอนาคต แนวคิดวงกลมที่สมบูรณ์จึงกลายเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจ เราจึงตัดสินใจใช้สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจในนาฬิกาทุกเรือนของเรา”

“ความท้าทายคือกลไกที่ผลิตขึ้นตามภาพสเก็ตช์ของ Arnaud เราไม่พยายามปรับรูปแบบความงามของนาฬิกาให้เข้ากับกลไก หากแต่ตรงกันข้าม คุณสามารถเห็นได้จาก Calibre 1
กลไกสเกเลตัน Calibre 3.1 และ Calibre 5 Tourbillon ซึ่งเป็นกลไก
อินเฮาส์ว่าดีไซน์และการผลิตนาฬิกานั้นผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว”


Frédéric Grangié เล่า

เขานิ่งคิดพลางหัวเราะก่อนจะเล่าต่อไปว่า “บางทีอาจจะเพราะว่าเรายังใหม่และไม่รู้วิธีที่ดีกว่านี้ก็ได้” แม้ว่าเขาจะกล่าวด้วยความถ่อมตน แต่เขาและ Chastaingt นั้นเข้าใจสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นอย่างดี นั่นก็คือการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ประณีตที่สุดของวงการ โดยยึดมั่นในความจริงจัง และการนำเสนออัตลักษณ์ของ CHANEL อย่างกล้าหาญ  

ข้อมูลทางเทคนิค

J12 Bleu Diamond Tourbillon Calibre 5

  • กลไก: กลไกไขลาน Calibre 5  สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที และฟลายอิ้งทูร์บิญอง
  • ตัวเรือน: 38 มม. เซรามิกแบบด้าน และสตีลเคลือบสีดำ ขอบตัวเรือนประดับบลูแซฟไฟร์
    บาแก็ตต์ 34 เม็ด กันน้ำลึก 50 เมตร 
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีน้ำเงินด้านโอเพนเวิร์ก กรงฟลายอิ้งทูร์บิญอง
    ประดับเพชรเดี่ยว (0.18 กะรัต)
  • สาย: เซรามิกสีน้ำเงินด้าน ขอบขัดเงา ตัวล็อกแบบพับเคลือบสีดำ
  • จำนวน: จำกัดเพียง 55 เรือน 

J12 Bleu X-Ray

  • กลไก: กลไกไขลาน Calibre 3.1 สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. แซฟไฟร์คริสตัลสีน้ำเงิน และไวท์โกลด์ 18K เคลือบสีดำ
    กันน้ำลึก 30 เมตร 
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์คริสตัลใส 
  • สาย: แซฟไฟร์คริสตัลสีน้ำเงินเคลือบสีดำ และไวท์โกลด์ 18K เคลือบสีดำ ประดับบลูแซฟไฟร์ทรงบาแก็ตต์ 138 เม็ด  (~10.15 กะรัต) และตัวล็อกไวท์โกลด์ 18K เคลือบสีดำ 
  • จำนวน: จำกัดเพียง 12 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

5 นาฬิกาเซรามิค เรือนเวลาแห่งความงามที่แฝงความทนทาน
5 เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 จากเวที Watches and Wonders Geneva
ศิลปะแห่งการลงยา งานฝีมือเหนือกาลเวลาแห่งโลกเรือนเวลา

คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

ระบบไขลานอัตโนมัติ เรื่องราวความมหัศจรรย์ทางกลไกที่มักถูกมองข้ามเบื้องหลังนาฬิกาอัตโนมัติ

WORDS: Ashton Tracy | May 29, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

นาฬิการะบบไขลานอัตโนมัติเป็นสิ่งที่เรา (ส่วนใหญ่) มองข้ามไปในปัจจุบัน แม้จะไม่มีการรวบรวมตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่หากให้ทาย ผู้เขียนมั่นใจว่ายอดขายนาฬิกาอัตโนมัตินั้นมีมากกว่านาฬิกาไขลานด้วยมืออย่างมาก สิ่งที่น่าสนใจคือกลไกการไขลานอัตโนมัติ ซึ่งประกอบด้วยชุดเฟือง (wheel train) สะพานจักร (bridges) และโรเตอร์ไขลานอัตโนมัติ (self-winding rotor) ไม่ได้จัดอยู่ในคำจำกัดความของ “กลไกซับซ้อน” (complication) ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งหมายถึงฟังก์ชันใด ๆ นอกเหนือจากการแสดงชั่วโมง นาที และวินาที อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ก็ยังคงถูกนับเป็นกลไกซับซ้อนชนิดหนึ่ง ทูร์บิญอง (tourbillon) เป็นอีกหนึ่งกลไกซับซ้อนที่อยู่นอกเหนือจากพารามิเตอร์ที่กำหนดไว้เหล่านี้ ด้วยความที่นาฬิกาส่วนใหญ่เป็นแบบไขลานอัตโนมัติ เราจึงไม่ค่อยได้หยุดคิดว่าการไขลานด้วยตัวเองนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ความมหัศจรรย์ของระบบอัตโนมัติ

การที่นาฬิกาจะทำงานได้นั้นต้องอาศัยพลังงาน ซึ่งพลังงานนี้มาจากคุณ ผู้สวมใส่ เมื่อคุณไขเม็ดมะยมของนาฬิกาไขลานด้วยมือ คุณจะถ่ายเทพลังงานจากคุณเข้าไปโดยการขดสปริงลาน (mainspring) ให้แน่นรอบส่วนประกอบที่เรียกว่าแกนตลับลาน (barrel arbor) เมื่อสปริงถูกขดจนตึง มันก็จะพยายามคลายตัวออก พลังงานนี้จะถูกส่งผ่านชุดเฟืองและทำให้นาฬิกาเริ่มเดินไปได้

นาฬิกาไขลานอัตโนมัติก็ทำแบบเดียวกัน แต่มีทางเลือกในการรับพลังงานที่แตกต่างออกไป นั่นคือการใช้ตุ้มน้ำหนักที่หมุนได้อย่างอิสระภายในนาฬิกาที่เรียกว่า โรเตอร์ไขลานอัตโนมัติ (self-winding rotor)

ชุดเฟืองของระบบไขลานอัตโนมัติในกลไกของ Rolex

แล้วโรเตอร์ไขลานอัตโนมัติทำหน้าที่ของมันได้อย่างไร? ขณะที่ผู้สวมใส่ขยับแขนไปมาตลอดทั้งวัน โรเตอร์ไขลานอัตโนมัติก็จะหมุนเหมือนม้าหมุนในงานวัด การหมุนนี้เกิดขึ้นด้วยแรงโน้มถ่วงและแรงเฉื่อยของตัวมันเอง ขณะที่มันหมุน กลไกอัตโนมัติก็จะขดสปริงลานให้แน่นขึ้นเล็กน้อยในทุก ๆ การหมุนของโรเตอร์ ทำให้ไขลานนาฬิกาและสามารถเดินต่อไปได้โดยไม่ต้องใช้เม็ดมะยม

**แรงเฉื่อยในภาษานาฬิกา คืออะไร? แรงเฉื่อยในนาฬิกา คือ “สมบัติของบาลานซ์วีลที่ต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเร็วในการหมุน” หรือพูดง่ายๆ ว่า ช่วยให้นาฬิกาคงจังหวะการเดินของเวลาได้แม่นยำ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือกลไกนาฬิกาอัตโนมัติส่วนใหญ่สามารถไขลานด้วยมือได้เช่นกัน และควรทำหากพลังงานสำรองหมดลงโดยสิ้นเชิง กลไกการไขลานอัตโนมัติของนาฬิกาส่วนใหญ่เป็นเพียงการรักษาพลังงาน (maintaining power) ซึ่งจำเป็นต้องมีการเริ่มต้นเล็กน้อยเพื่อให้มันเริ่มทำงานได้ ส่วนประกอบพื้นฐานของกลไกนาฬิกาไขลานด้วยมือและแบบอัตโนมัตินั้นมีโครงสร้างคล้ายกัน โดยมีความแตกต่างที่สำคัญเพียงไม่กี่จุด ตลับลาน (barrel) และ สปริงลาน (mainspring)

สปริงลาน (The Mainspring)

คุณเคยได้ยินใครพูดว่า “ฉันไขนาฬิกาจนลานขาด” หรือไม่? จริง ๆ แล้วพวกเขาน่าจะไม่ได้ทำอย่างนั้น โดยเฉพาะถ้าเป็นนาฬิกาอัตโนมัติ เหตุผลคือ นาฬิกาไขลานด้วยมือเมื่อไขจนสุดแล้วจะถึงจุดหยุดที่แน่นอน สปริงลานได้ถูกขดจนถึงจุดตึงสูงสุดแล้ว และคุณจะไม่สามารถหมุนเม็ดมะยมต่อไปได้อีก ในทางเทคนิคแล้ว สปริงลานอาจจะขาดได้ถ้าคุณใช้แรงมากจริง ๆ แต่คุณต้องมีแขนที่แข็งแรงมาก และเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม นาฬิกาไขลานอัตโนมัติสามารถไขลานได้ไม่จำกัดโดยที่สปริงไม่ขาด เหตุผลก็คือสปริงลานของนาฬิกาอัตโนมัติสมัยใหม่มีปลายที่มีรูปร่างแตกต่างจากสปริงลานแบบไขลานด้วยมือ การออกแบบนี้ประกอบด้วย ‘กลไกสลิปปิ้งบริเดิล (slipping bridle)’ ซึ่งปลายด้านนอกของสปริงลานมีส่วนเพิ่มเติมที่กางออกในทิศทางตรงกันข้าม

ตลับลาน (The Mainspring Barrel)

ตลับลานของนาฬิกาอัตโนมัติและแบบไขลานด้วยมือดูเหมือนกันจากภายนอก แต่ความแตกต่างอยู่ที่ภายใน ตลับลานทั้งสองแบบมีสปริงลานขดแน่นอยู่ภายในเพื่อเป็นพลังงานขับเคลื่อนนาฬิกาขณะที่มันค่อย ๆ คลายตัวออก ตลับลานของนาฬิกาไขลานด้วยมือจะมีตะขอ (hook) อยู่ที่ผนังด้านนอกเพื่อยึดสปริงลานไว้ ป้องกันไม่ให้มันถูกไขต่อไปอีกเมื่อถึงจุดตึงสูงสุด

ในทางตรงกันข้าม สปริงลานของนาฬิกาอัตโนมัติจะมีส่วนปลายที่กางออกซึ่งได้กล่าวไปข้างต้น มันจะถูกขดกลับเข้าหาตัวมันเองเมื่อถูกติดตั้งอยู่ภายในตลับลาน สิ่งนี้ทำให้สปริงมีการยึดเกาะที่แข็งแรงกับผนังตลับลาน หมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีตะขอหรือจุดยึดใด ๆ แรงยึดเกาะนี้ทำให้สปริงถูกไขจนถึงจุดตึงสูงสุดได้ หากมีการไขพลังงานเพิ่มเติมเข้าไปในสปริงลาน บริเดิลจะสูญเสียการยึดเกาะและสปริงจะลื่นไปตามผนังตลับลานจนกระทั่งแรงกลับมาสมดุลและมีการยึดเกาะอีกครั้ง

ด้วยส่วนประกอบทั้งสองนี้ที่ทำงานร่วมกัน ทำให้นาฬิกาสามารถไขลานได้อย่างไม่มีขีดจำกัดโดยไม่เกิดความเสียหาย

นาฬิกาอัตโนมัติสมัยใหม่ ในช่วงเวลาแห่งการก่อร่างสร้างตัว

นาฬิกาข้อมือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อผู้คนตระหนักถึงเสน่ห์และประโยชน์ใช้สอยของนาฬิกาที่ไม่จำเป็นต้องพกใส่กระเป๋าอีกต่อไป หลังจาก Rolex ได้ส่งนาฬิกาข้อมือไปทดสอบที่ Kew Observatory และเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่ได้รับใบรับรองความเที่ยงตรงระดับ Class A ความกังวลเรื่องความแม่นยำก็หมดไปและความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้น ภายในช่วงทศวรรษที่ 1930 ยอดขายนาฬิกาข้อมือแซงหน้า pocket watch และยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงแรก นาฬิกาข้อมือเป็นแบบไขลานด้วยมือเท่านั้น แต่สิ่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไป

ชาวอังกฤษ (The Englishman)

นาฬิกาอัตโนมัติสมัยใหม่เปิดตัวสู่สาธารณะครั้งแรกในงาน Basel Fair ปี 1926 ด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Harwood John Harwood ช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษ ได้ร่วมมือกับ Fortis เพื่อผลิตกลไกใหม่นี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อระบบไขลานอัตโนมัติแบบ ‘กันกระแทก (bumper)’ ที่ต่อมาได้รับความนิยมจาก Omega

Harwood ไม่ใช่คนแรกที่สร้างนาฬิกาไขลานด้วยตัวเอง เพราะมี Perellet, Breguet และคนอื่น ๆ ได้ทดลองกับกลไกดังกล่าวตั้งแต่ช่วงปี 1700 แต่ Harwood เป็นคนแรกที่ผลิตและนำนาฬิกาข้อมือระบบไขลานอัตโนมัติออกสู่ตลาดในวงกว้าง

กลไกไขลานอัตโนมัติเรือนแรกที่ผลิตในปริมาณมากสำหรับนาฬิกาข้อมือถูกสร้างขึ้นโดยช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษ John Harwood ผู้จดสิทธิบัตรการออกแบบของเขาในปี 1923 มันเป็นระบบไขลานแบบทิศทางเดียวที่มีตุ้มน้ำหนักติดตั้งอยู่ตรงกลางซึ่งแกว่งไปมาในแนวโค้งประมาณ 130 องศา โดยมีกันชน (bumper) ที่ปลายทั้งสองด้านคอยจำกัดการเคลื่อนที่ (ภาพ: The British Museum)

กลไกอัตโนมัติของ Harwood ไม่ได้มีโรเตอร์ที่หมุนครบรอบแบบนาฬิกาไขลานอัตโนมัติสมัยใหม่ แต่มีตุ้มน้ำหนักที่จำกัดการเคลื่อนที่ในแนวโค้งประมาณ 130 องศา นอกจากนี้ยังไขลานนาฬิกาเมื่อเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวเท่านั้น เมื่อการเคลื่อนที่ของตุ้มน้ำหนักนี้ไปถึงขีดจำกัด บัฟเฟอร์ที่ติดตั้งสปริงภายในจะทำให้มัน ‘กระแทก (bump)’ กลับมา เหมือนกับการที่เราเล่นรถบั๊มตอนเด็ก

น่าเสียดายที่บริษัทของ Harwood อยู่ได้เพียงไม่กี่ปีก่อนจะล้มละลาย แล้วดาวรุ่งหน้าใหม่อย่าง Rolex ก็เข้ามาแทนที่

Oyster Perpetual

ในปี 1931 หลังจากความสำเร็จของตัวเรือน Oyster เรือนแรกที่ป้องกันความชื้นและฝุ่น Rolex ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการเปิดตัว Oyster Perpetual กลไก Caliber 620 มีกลไกอัตโนมัติที่แตกต่างจากของ Harwood โดยโรเตอร์ไขลานอัตโนมัติที่อยู่ตรงกลางสามารถหมุนได้เต็มรอบโดยไม่มีการหยุด กลไกนี้ใช้ชุดเฟืองที่หนาและซับซ้อนซึ่งวางอยู่ด้านบนของตลับลานเพื่อถ่ายเทพลังงานจากโรเตอร์ไปยังสปริงลาน เช่นเดียวกับของ Harwood กลไก Rolex ยุคแรกไขลานนาฬิกาในทิศทางเดียวเท่านั้น

Rolex เปิดตัว Oyster Perpetual ในปี 1931 กลไก Caliber 620 เป็นกลไกแรกที่มีโรเตอร์ที่ไม่ถูกจำกัดและสามารถแกว่งได้เต็ม 360 องศา

ไขลานได้ทั้งสองทาง (Winding Whichever Way)

นาฬิกาอัตโนมัติสมัยใหม่ส่วนใหญ่ไขลานได้ทั้งสองทิศทาง พวกมันทำสิ่งนี้ได้ด้วยสิ่งที่อาจดูเหมือนเป็นศิลปะลึกลับ ผ่านกลไกมหัศจรรย์ที่เรียกว่า ‘ตัวกลับทิศ (reverser)’ ขณะที่โรเตอร์หมุนไป ตัวกลับทิศจะทำให้สปริงลานถูกไขลานไม่ว่าโรเตอร์จะหมุนไปในทิศทางใดก็ตาม การทำงานนี้สามารถทำได้หลายวิธี โดยวิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้ ชุดเฟืองและปีกนก (wheel-and-pinion coupling) และคันกระเดื่องสปริง (pawl lever)

เฟืองและปีกนก (Wheel and Pinion Coupling)

ในปี 1950 Rolex ได้เปิดตัวกลไก Caliber 1030 ซึ่งมีโรเตอร์ติดตั้งอยู่ตรงกลางพร้อมระบบไขลานอัตโนมัติที่ได้รับการปรับปรุง แทนที่จะใช้ชุดเฟืองที่ซับซ้อนอยู่ด้านบนของล้อจักรกรอก (ratchet wheel) Rolex ได้นำระบบเฟืองและปีกนกสองชั้น (double wheel-and-pinion coupling) มาใช้ในกลไกอัตโนมัติของมัน Rolex เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า reversing wheels

ภาพไดอะแกรมจากสิทธิบัตรดั้งเดิม มวลที่แกว่งไปมา (1) ขึ้นอยู่กับปีกนก (2) ที่ขบกับ reversing wheel (3) ซึ่งขับเคลื่อน reversing wheel (4) reversing wheel (3 และ 4) ขับเคลื่อนล้อจักรกรอกของมันเอง (6 และ 8) โดยการเชื่อมต่อแบบสปริงยึด (pawl coupling) (5 และ 7) ซึ่งทำให้มั่นใจว่าแต่ละล้อจะหมุนในทิศทางที่กำหนด

คุณน่าจะเคยเห็น ‘ล้อสีแดง’ อันโด่งดังของ Rolex ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่ปี 1952 และยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย เราจะใช้ระบบเฟืองและ reversing wheel ของ Rolex ในยุคปัจจุบันเพื่ออธิบายว่าสิ่งเหล่านี้ทำงานอย่างไร โดยขอให้ทราบว่าการออกแบบอาจแตกต่างกันไปในกลไกนาฬิกาอื่น ๆ

ระบบเฟืองและปีกนกประกอบด้วยสามส่วนหลักคือ ล้อ (wheel) ซึ่งมีฟันอยู่ด้านนอก pinion ซึ่งมีฟันสองชุด และสปริงยึด (pawls) ซึ่งมีตะขออยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อรวมกันแล้วส่วนประกอบเหล่านี้จะสร้าง reversing wheel

Automatic watch winding system
Rolex’s signature reversers

ด้วยการจัดเรียงระบบเฟืองและปีกนกเป็นชุด Rolex สามารถไขลานได้ทั้งสองทิศทาง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในยุคนั้น

โรเตอร์มีปีกนกที่มีฟันติดอยู่ ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดพลังงาน ปีกนกนี้จะขบกับฟันของล้อแรกของระบบเฟืองและปีกนก ซึ่งจะขบกับล้อที่สองอีกทอดหนึ่ง เมื่อโรเตอร์หมุน ล้อเหล่านี้จะถูกบังคับให้เคลื่อนที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อล้อสองล้อที่เคลื่อนที่อยู่ติดกัน มันจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นปัญหาเพราะสปริงลานสามารถไขได้ในทิศทางเดียวเท่านั้น นี่คือจุดที่ปีกนกเข้ามามีบทบาท

เมื่อโรเตอร์เคลื่อนที่ไปในทิศทางหนึ่ง ปีกนกภายในล้อแรกจะถูกล็อกโดยสปริงยึดและถูกบังคับให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับล้อของมัน สิ่งนี้ทำให้ปีกนกหมุนล้อเสริม (auxiliary wheel) ซึ่งจะไขสปริงลาน ส่วนปีกนกภายในล้อกลับทิศหมายเลขสองจะไม่ถูกล็อก และล้อกับปีกนกจะเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้ไม่ได้มีส่วนช่วยในการไขลาน เนื่องจากตะขอของสปริงยึดจะเลื่อนผ่านฟันไปเรื่อย ๆ รอให้ถึงตาของมันที่จะเข้าทำงาน เมื่อโรเตอร์เปลี่ยนทิศทาง ระบบเฟืองและปีกนกอีกชุดก็จะเข้าทำงาน ผลลัพธ์ที่ได้คือสปริงลานจะถูกไขลานไม่ว่าโรเตอร์จะหมุนไปในทิศทางใด

ที่น่าสังเกตคือกลไกอัตโนมัติบางชนิดได้รวมระบบเฟืองและปีกนกที่ซ้อนกันไว้ในล้อเดียว ทำให้สามารถไขลานได้สองทิศทาง

ระบบเฟืองและปีกนกเป็นระบบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเป็นรูปแบบหลักที่ใช้กันในปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ได้ไร้ข้อบกพร่อง ระบบเหล่านี้มีความซับซ้อน และข้อกำหนดสำหรับล้อเหล่านี้ก็เข้มงวด เนื่องจากมันทำงานหนัก การหล่อลื่นอย่างละเอียดก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานที่เหมาะสม

คันกระเดื่องสปริง (The Pawl Lever)

ระบบคันกระเดื่องสปริงสำหรับการไขลานอัตโนมัตินั้นเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ มันใช้โรเตอร์ไขลานอัตโนมัติที่ติดตั้งอยู่ตรงกลาง แต่มีชุดเฟืองที่เล็กกว่าระบบเฟืองและปีกนกมาก มันสามารถทำงานได้ด้วยล้อเพียงตัวเดียว—ล้อไขลาน (winding wheel) โดยอาศัยความมหัศจรรย์ของคันกระเดื่องสปริง

โดยพื้นฐานแล้ว คันกระเดื่องสปริงมี ‘แขน’ สองข้างที่มีตะขออยู่ที่ปลาย ซึ่งใช้เพื่อ ‘ดัน’ หรือ ‘ดึง’ ฟันของล้อไขลาน ทำให้มันหมุนและไขสปริงลาน

Pellaton ของ IWC

IWC เป็นแบรนด์แรกที่นำคันกระเดื่องสปริงมาใช้ในปี 1950 หลังจากที่ Albert Pellaton ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของ IWC ในขณะนั้น ได้ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาระบบนี้ ที่ใจกลางของโรเตอร์ไขลานอัตโนมัติมี ลูกเบี้ยวรูปหัวใจ (heart-shaped cam) (1) ที่ติดตั้งอยู่กับที่ คันกระเดื่องสปริง (2) คร่อมลูกเบี้ยวรูปหัวใจนี้ และเมื่อโรเตอร์หมุน ความเยื้องศูนย์กลางของลูกเบี้ยวจะบังคับให้แขนของสปริงยึด (pawl arms) (3) โยกไปมา

Automatic watch winding system

เมื่อโรเตอร์หมุนตามเข็มนาฬิกา ตะขอที่ปลายแขนหมายเลขหนึ่งจะ ‘จับ’ ฟันและดึงล้อไขลาน (4) กลับมา ในขณะที่ปลายแขนหมายเลขสองจะเลื่อนผ่านฟันไปโดยไม่มีส่วนช่วยในการหมุนของล้อ เมื่อโรเตอร์หมุนทวนเข็มนาฬิกา แขนทั้งสองก็จะสลับบทบาทกัน ในทุก ๆ การดึงฟันหนึ่งครั้ง สปริงลานจะถูกไขให้แน่นขึ้นเล็กน้อย

Automatic watch winding system

‘Magic’ ของ Seiko

Seiko เปิดตัวกลไกอัตโนมัติเรือนแรกในปี 1956 แต่ปี 1959 เป็นปีแห่งการปฏิวัติระบบอัตโนมัติ ในปีนั้น Seiko ได้เปิดตัว Gyro Marvel ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่มีระบบ Magic Lever Magic Lever เป็นคันกระเดื่องสปริงที่อิงจากการไขลานแบบ Pellaton ของ IWC แต่โดดเด่นด้วยความเรียบง่าย Seiko ทำให้คันกระเดื่องสปริงง่ายขึ้นไปอีกโดยวางไว้บนโรเตอร์โดยตรง มีโครงสร้างคล้ายกับกระดูกงู (wishbone) โดยจะติดกับหมุดเยื้องศูนย์กลาง (offset pin) ที่ใจกลางของโรเตอร์ เมื่อโรเตอร์หมุน แขนของคันกระเดื่องสปริงจะโยกไปมา

Automatic watch winding system
The Magic Lever เป็นระบบไขลานสองทิศทางที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดด้วยส่วนประกอบที่น้อยที่สุด

เมื่อโรเตอร์เคลื่อนที่ไปในทิศทางหนึ่ง แขนข้างหนึ่งจะดึงล้อไขลาน (winding wheel) กลับมา เหมือนกับในระบบ Pellaton ในขณะที่ปลายแขนอีกข้างจะเลื่อนผ่านฟันไป ความแตกต่างที่สำคัญคือ เมื่อโรเตอร์เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม แขนอีกข้างจะดันล้อไขลานไปข้างหน้า แทนที่จะดึงกลับ ทำให้ระบบง่ายขึ้นมาก ด้วยส่วนประกอบเพียงสามชิ้น นาฬิกาก็สามารถไขลานอัตโนมัติได้ เป็นความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

ระบบนี้เรียบง่ายอย่างสง่างามและมีจุดที่อาจเกิดความเสียหายได้น้อยมาก จริง ๆ แล้วมันมีประสิทธิภาพสูงมากจน Seiko ได้ตัดคุณสมบัติการไขลานด้วยมือออกจากนาฬิกาหลายรุ่น โดยใช้กลไกอัตโนมัติเป็นวิธีการทำงานเพียงอย่างเดียว เพราะการเขย่าเพียงหนึ่งนาทีก็เพียงพอที่จะทำให้นาฬิกาพร้อมใช้งาน

ไขลานทางเดียว (One Way Winding)

เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าการไขลานแบบ สองทิศทาง (bidirectional) นั้นดีกว่าการไขลานแบบ ทางเดียว (unidirectional) มาก แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป มีการทดสอบมากมายเกี่ยวกับการไขลานทางเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อดีของมัน ผลลัพธ์บ่งชี้ว่าในนาฬิกาที่สวมใส่เป็นประจำ สปริงลานมักจะถูกไขจนเต็ม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการไขลานทางเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้นาฬิกาเดินได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า “มาก” ไม่ได้หมายความว่า “ดีกว่า” เสมอไป

ตัวอย่างเช่น กลไก ETA 7750 ใช้ชุดเฟืองและปีกนกเพียงชุดเดียวและไขลานในทิศทางเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่เคยพบเจ้าของนาฬิกาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกนี้คนไหนที่บ่นว่าต้องไขลานด้วยมือเพื่อให้มันเดินต่อไปได้เลย

Automatic watch winding system

The Heavy Weight Champion

โรเตอร์ไขลานอัตโนมัติมักทำจากโลหะหนัก โดยมีการใช้ทองเหลือง ทองคำ แพลตตินัม และทังสเตนคาร์ไบด์ รูปแบบที่พบมากที่สุดในปัจจุบันคือโรเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางซึ่งมีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของกลไก แม้ว่าจะมีการออกแบบอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

The Eccentric Self-Winding Weight

ตุ้มน้ำหนักไขลานอัตโนมัติแบบเยื้องศูนย์กลางมีขนาดเล็กและติดตั้ง เยื้องศูนย์กลาง (offset) ซึ่งต่างจากโรเตอร์แบบครึ่งกลไก การออกแบบนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ไมโครโรเตอร์ (micro-rotor) ซึ่งถูกใช้ในนาฬิกาของ Universal Genève, Patek Philippe และ Heuer ในกลไก Calibres 11 และ 12

Automatic watch winding system
Heuer Caliber 11 ที่มีกลไกฐานอัตโนมัติแบบไมโครโรเตอร์ที่สร้างโดย Buren
Automatic watch winding system
Patek Philippe Caliber 240

โรเตอร์ชนิดนี้มีขนาดกะทัดรัด โดยปกติจะมีขนาดน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของขนาดกลไก โลหะที่ใช้มักจะหนักกว่าทองเหลือง เนื่องจากขนาดที่เล็กกว่าเมื่อเทียบกับโรเตอร์แบบครึ่งกลไก ทำให้จำเป็นต้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงและแรงเฉื่อยในการไขลาน

ด้วยความหนาแน่นของโลหะที่ใช้ ไมโครโรเตอร์ จึงเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูง ข้อได้เปรียบหลักคือช่วยให้กลไกบางลงได้ เพราะไม่จำเป็นต้องมีชุดกลไกอัตโนมัติขนาดใหญ่อยู่ด้านบน

Automatic watch winding system
Laurent Ferrier Micro-Rotor

ระบบโรเตอร์ไขลานแบบรอบขอบ (Peripheral Vision)

โรเตอร์ไขลานอัตโนมัติแบบ รอบขอบ (peripheral) จะอยู่ตามขอบด้านนอกของกลไกนาฬิกา เช่นเดียวกับการออกแบบอื่น ๆ มวลที่หนักถูกใช้เพื่อไขลานสปริง แต่ในกรณีนี้จะล้อมรอบขอบด้านนอกของกลไกทั้งหมด ทำให้คุณสามารถมองเห็นกลไกทั้งเรือนได้อย่างชัดเจน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Carl F. Bucherer เป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ ก็ได้ทดลองใช้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่คิดว่ามันจะถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอนาคต แม้ว่าความสามารถในการมองเห็นกลไกทั้งหมดจะเป็นคุณสมบัติที่ดึงดูดใจ แต่ประโยชน์ของมันก็ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่ากับความซับซ้อนของการออกแบบ

Automatic watch winding system
ในกลไกของ Carl F. Bucherer มวลที่แกว่งไปมาทำจากทังสเตนและติดตั้งอยู่บนวงแหวน ภายใต้วงแหวนนี้มีอีกวงหนึ่งที่มีฟันด้านในซึ่งขบกับเฟืองตัวแรก (พร้อมระบบป้องกันการกระแทก) ในชุดเฟืองไขลานอัตโนมัติ
Automatic watch winding system
Automatic watch winding system
Vacheron Constantin Caliber 2160 มีโรเตอร์รอบขอบที่ทำจากทองคำจับคู่กับระบบไขลานแบบ Magic Lever

โรเตอร์แบบลูกปืน (Ball Bearing) หรือแบบแกนหมุน (Axle)

เนื่องจากโรเตอร์ไขลานอัตโนมัติมีน้ำหนักมาก การสึกหรอจึงอาจเกิดขึ้นได้ สองวิธีหลักที่ช่วยให้โรเตอร์หมุนได้อย่างอิสระคือ ลูกปืน (ball bearings) และ แกนหมุน (axle) ทั้งสองวิธีนี้เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ เดิมทีลูกปืนทำจากเหล็ก แต่ปัจจุบันบางแบรนด์ได้ทดลองใช้เซรามิกแล้ว

Rolex 3135
Rolex 3235

ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าชอบแกนหมุนมากกว่าระบบลูกปืน แต่ความคิดเห็นได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ได้สังเกตโรเตอร์แบบลูกปืนจำนวนมากขึ้น ผู้เขียนก็ตระหนักว่าพวกมันทนทานต่อการใช้งานมานานหลายปีได้ดีกว่าระบบที่ใช้แกนหมุน

ความคิดเห็นสุดท้าย

การตัดสินว่าระบบใดเหนือกว่าอีกระบบหนึ่งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่หลังจากได้เห็นจากการทำงานกับระบบอัตโนมัติต่าง ๆ แล้ว พบว่าแต่ละระบบมีข้อดีและข้อเสียของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ระบบ Seiko Magic Lever ที่รวมเข้ากับโรเตอร์ไขลานอัตโนมัติแบบลูกปืน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นส่วนผสมที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพมานานหลายทศวรรษ

ระบบเฟืองและปีกนกยังคงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรม โดยมีหลายแบรนด์นำไปใช้อย่างกว้างขวาง ซึ่งบางแบรนด์ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Rolex สมควรได้รับการยอมรับในจุดนี้ เนื่องจาก reversing wheels ของพวกเขามีความทนทานอย่างน่าทึ่ง ไม่ค่อยพบปัญหา และทนทานต่อการใช้งานมาหลายปีได้ดีกว่าแบบอื่น ๆ

ในแง่หนึ่ง เราได้ก้าวไปไกลมากนับตั้งแต่นาฬิกาอัตโนมัติสมัยใหม่เรือนแรกเปิดตัวที่งาน Basel Fair ในปี 1926 แต่ในอีกแง่หนึ่ง เราก็ไม่ได้ไปไกลขนาดนั้น ระบบอัตโนมัติยังคงเหมือนเดิมเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ของศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกา สำหรับผู้เขียนแล้ว นั่นคือที่มาของความมหัศจรรย์แห่งโลกของนาฬิกา เราเป็นเพียงแค่การปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่การคิดค้นขึ้นใหม่ เพราะบรรพบุรุษของเราได้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่น่าทึ่งไว้แล้ว

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
จากกลไกแรร์ไอเทมสู่สปอตไลต์วงการนาฬิกา Tourbillon
“Gear Design ฟันเฟืองเวลา กลไกแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการบอกเวลา”
Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar ความงามและความซับซ้อนที่ยากจะลืมเลือน

MB&F SP One ความสง่างามเรียบง่ายที่ซ่อนขุมพลังของกลไกอันสลับซับซ้อน

หลังจาก 20 ปีแห่งความคิดสร้างสรรค์ MB&F ได้เปิดตัว SP One นาฬิกาขนาดเล็กเรือนบางที่ซ่อนขุมพลังมหาศาล

MB&F SP One

คงต้องบอกว่า ไม่ยากจะเชื่อว่าเวลาจะผ่านไป 20 ปีแล้ว ที่เราได้รู้จักกับ MB&F ที่ก่อตั้งโดย Maximilian Büsser
 ชายผู้พลิกโฉมวงการนาฬิการ่วมสมัยด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่โดยร่วมกับ ‘เพื่อนๆ’ ที่เข้ามาร่วมทำให้ไอเดียของเขาเป็นจริงได้ ลองจินตนาการดูว่าในโลกนาฬิกาซึ่งมีแบรนด์ที่ยังคงแอ็กทีฟเป็นพันๆ แบรนด์ และชื่อติดปากของคนส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่แล้วก็มีแบรนด์หน้าใหม่ก้าวเข้ามาพร้อมกับ ‘แนวคิดและผลงานที่สุดท้าทาย’

“ผมอยากเรียก MB&F ว่า ครีเอทีฟแล็บมากกว่า ตัวผมมีไอเดีย แต่ก็จะเป็นแค่ไอเดียถ้าผมไม่ได้พบเจอกับคนเก่งๆ ในชีวิตนี้”

Maximilian Büsser 

“ผมอยากเรียก MB&F ว่า ครีเอทีฟแล็บล็ มากกว่า” ฉันยังจํา ตอนสัมภาษณ์แม็กซ์ บุสเซอร์ครั้งรั้ล่าสุดได้ “ตัวผมมีไอเดีย แต่มันก็จะเป็นแค่ไอเดียถ้าผมไม่ได้พบเจอกับคนเก่งๆ ในชีวิตนี้” MB&F โดดเด่นด้วยผลงานที่เปลี่ยนมุมมองที่หลายคนมีต่อนาฬิกาซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียง
เครื่องบอกเวลา ด้วยดีไซน์ที่เหมือนสถาปัตยกรรมเคลื่อนไหว แนวคิดในการคอลลาบอเรชันและเปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวคิด
ในการออกแบบและปรัชญาของแบรนด์ที่ทลายทุกกฎเกณฑ์ที่เคยมีมา นอกจากผลงานของแบรนด์ตัวเองแล้ว ยังมีโปรเจ็กต์คอลลาบอเรชันสร้างสรรค์ชิ้นงานจักรกลที่ไม่ใช่นาฬิกาข้อมือด้วย 

หากไล่ดูผลงานต่างๆ ที่ MB&F นำเสนอ ก็จะพบว่ามีการลากเส้นแบ่งที่ชัดเจน คือมีคอลเลกชันดีไซน์ล้ำอนาคตซึ่งมักนำแรงบันดาลใจ
มาจากอวกาศ  หุ่นยนต์ สถาปัตยกรรม ซูเปอร์คาร์ อย่าง Horological Machines หรือ HM และคอลเลกชันภายใต้รูปโฉมคลาสสิกและ
การการนำกลไกต่างๆ มาตีความใหม่อย่าง Legacy Machines หรือ LM แต่ถ้าความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่อย่างมากมายไม่ฟิตอินกับคอลเลกชันทั้งสองล่ะ? นั่นจึงนำไปสู่การพัฒนาคอลเลกชันใหม่ในชื่อที่แสนจะเรียบง่ายว่า Special Project และเปิดตัวพร้อมกับผลงานแรกในชื่อ SP One ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีของแบรนด์พอดี

Maximilian Büsser 

ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย

ประโยคหนึ่งที่แม็กซ์พูดบ่อยๆ ก็คือ “A creative adult is a child who survive.” แม้เวลาจะผ่านไปเป็นทศวรรษ ความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่มากกว่าความสำเร็จที่เคยได้รับ ตลอดเส้นทางของ MB&F นั้นไม่ได้ราบเรียบ มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นก็ทำให้พวกเขารับมือกับปัญหาและหาทางแก้ไข แถมยังเข้าใจว่า แผนธุรกิจที่ดีที่สุดอาจคือสิ่งที่ไม่เคยวางแผนไว้เลยด้วยซ้ำ

จุดเริ่มต้นของ SP One นั้นเหนือความคาดหมายเช่นกัน… โดยต้องย้อนกลับไปในช่วงที่ทั้งโลกเผชิญหน้ากับโควิด-19 ทุกสิ่งหยุดนิ่งราวกับกำลังเดินหน้าสู่จุดจบ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับแม็กซ์ผู้ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ รวมถึงความสำเร็จเดิมๆ  (เขาบอกว่า “ความสำเร็จอาจกลายเป็นพิษ”) เขานำทีมงานกลับไปมองโปรเจ็กต์เก่าๆ ที่ถูกพับเก็บไว้มานานหลายปี ไอเดียเก่าๆ จากตะกร้าอาจดูไร้เหตุผลหรือไม่เป็นรูปเป็นร่างในช่วงที่คิดค้น แต่กลับอัดแน่นด้วยจินตนาการอันแสนท้าทายและความคิดที่เฉียบแหลม รอคอยให้หยิบขึ้นมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม ดังจะเห็นได้จากผลงานหลายรุ่นอย่าง M.A.D.1 นาฬิกาสนุกๆ ที่ตั้งใจผลิตให้เป็น
ของขวัญแก่เพื่อนๆ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนต่อยอดสู่รุ่นต่อๆ มา และอีกหนึ่งผลงานก็คือ SP One ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้

“เราถามตัวเองว่า ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นาฬิกาที่คลาสสิก
ดูหรูหราในแบบของเราจะเป็นอย่างไร?”

Maximilian Büsser 

นี่คือคำถามตั้งต้นของแม็กซ์ ซึ่งได้นำไปสู่ภาพสเก็ตช์แรกของ SP One ที่ร่างขึ้นในปี 2018 เป็นภาพสามวงกลมที่ดูคล้ายใบหน้ายิ้ม สะท้อนถึงการเดินทางที่ทั้งสนุกสนานและซับซ้อน ภาพสเก็ตช์ในช่วงแรกนั้นมุ่งเน้นไปที่การออกแบบนาฬิกาที่สะท้อนความหรูหรา แทนที่จะดึงดูดความสนใจด้วยการตกแต่งที่ฉูดฉาด โดยตั้งใจให้เป็นนาฬิกาที่สง่างามที่แฝงไปด้วยความคลาสสิก 

ต่อมาภาพสเก็ตช์แรกนี้ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติมด้วยความช่วยเหลือจาก  Eric Giroud  นักออกแบบนาฬิกาชื่อดังและเพื่อนที่รู้จักและมีความสัมพันธ์ยาวนานกับ MB&F หลังจากผ่านการปรับแก้หลายครั้ง แนวคิดนี้ก็เริ่มลงตัว จึงได้เวลาที่วิศวกรจะเข้ามามีบทบาท โดยเริ่มจากการร่างและวางแผนโปรเจ็กต์ทั้งหมดด้วยความใส่ใจและความพยายามอย่างหนัก

SP One นิยามของคำว่าสมดุล

คงไม่มีใครไม่สะดุดตาหากได้เห็น SP One ผลงานที่ยังคงตัวตนของ MB&F แบบสุดๆ นั่นก็คือ การก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะเสี่ยง ผลงานนี้ยังคงสะท้อนสถาปัตยกรรมแบบสามมิติอันเป็นเอกลักษณ์ อยู่ตรงกลางระหว่างความล้ำสมัยของ Horological Machines และความคลาสสิกของ Legacy Machines ด้วย

SP One มีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่ ตัวเรือนแพลตินัมพร้อมขอบหน้าปัดสีน้ำเงินอ่อน หรือตัวเรือนโรสโกลด์พร้อมขอบหน้าปัดสีแอนทราไซต์ 
ในขนาด 38 มม. ผสานกับดีไซน์ตัวเรือนที่เหมือนไร้ขอบ และตัวเชื่อมสาย
ไม่ได้เชื่อมกับตัวเรือนด้านบนโดยตรง แต่ถูกยกขึ้นจากตัวเรือนด้านล่าง สร้างช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างตัวเชื่อมสายที่ขัดเงาด้วยมือและส่วนของ
ตัวเรือน

แม้จะเป็นนาฬิกาตัวเรือนกลม แต่ SP One ก็มาพร้อมความแปลกตาด้วยดีไซน์คล้ายกับการเปิดเปลือยชิ้นส่วนวิศวกรรมเชิงกลให้เราได้ชม เดิมผลงานนี้มีชื่อเรียกว่า Three Circles  เนื่องจากสามองค์ประกอบหลักอย่างบาร์เรล บาลานซ์วีล และหน้าปัดที่ติดตั้งอยู่กลางหน้าปัดซึ่งผลิตจากโดมกระจกแซฟไฟร์ใส ดูราวกับกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะสถาปัตยกรรมกลไกที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันออกแนว ‘น้อยแต่มาก’ แทบจะมองไม่เห็นสะพานกลไก และองค์ประกอบส่วนใหญ่ได้รับการซ่อนไว้ใต้สามชิ้นส่วนหลัก ซึ่งช่วยเพิ่มความ
น่าอัศจรรย์ให้กับเอฟเฟกต์การลอยตัว 

การที่บาร์เรล บาลานซ์วีล และหน้าปัดมีเส้นผ่านศูนย์กลาง
ที่เท่ากัน เพิ่มความซับซ้อนให้กับการออกแบบกลไก บาร์เรลเดี่ยวถูกแขวนอย่างสวยงาม ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีตัวเดียวก็ยังให้พลังงานสำรองถึง 72 ชั่วโมง อีกทั้งหน้าปัดนาฬิกายังติดตั้งแบบเอียง เพิ่มมิติให้กับนาฬิกา ทั้งยังสะท้อนความชำนาญของ MB&F ในด้านการออกแบบเฟืองทรงกรวย ส่วนสิ่งที่ล้อมกลไกและเป็นตัวยึดชิ้นส่วนทั้งสามเข้ากับกระจกแซฟไฟร์คือขอบหน้าปัดเจียระไนอย่างประณีต ซึ่งแม็กซ์เรียกว่า
อัฒจันทร์ สะท้อนความยิ่งใหญ่ของโรงละครแบบกรีก-โรมัน ความงดงามซึ่งซับซ้อนของกลไกดูโดดเด่นราวกับนักสู้ในสนามประลอง

เมื่อพลิกนาฬิกากลับด้าน จะพบกับอีกมุมของอัฒจันทร์ ซึ่งเผยให้เห็นการตกแต่งด้วยมืออันประณีต และความใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ MB&F และยังคงได้รับรักษาไว้คือศิลปะการขัดแต่งด้วยมือแบบดั้งเดิม ฟันเฟืองทุกชิ้นผ่านการขัดมุมด้วยมือ เสริมด้วยตลับลูกปืนชาตง (Chatons) ที่โดดเด่นสะดุดตา ส่วนผิวสัมผัสของกลไกได้รับการขัดแต่งทั้งแบบซาติน ขัดเงา และไมโครบลาสต์ สร้างสมดุลแห่งพื้นผิวที่เปี่ยมด้วยงานศิลป์ที่ดูมีชั้นเชิงและลูกเล่นในทุกมิติ

ไม่เพียงเท่านั้น SP One ยังเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดของ MB&F แต่ความบางก็ไม่ใช่หนทางที่มั่นหมาย เพราะหัวใจคือความสง่างาม ความเรียบง่าย ความสมดุลที่ลงตัวในด้านการออกแบบและสัดส่วน แม้ว่านาฬิกาจะบางเฉียบ แต่กลับให้ความรู้สึกสามมิติที่โดดเด่นในลักษณะที่ตรงกันข้าม เป็นนาฬิกา MB&F แบบคลาสสิกที่ไม่มีอะไรคลาสสิกเลย และยังดูราวกับยูเอฟโอขนาดเล็กที่ลงจอดบนข้อมือของคุณ

MB&F SP One

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: กลไกอินเฮาส์ไขลานด้วยมือ ทำงานที่ความถี่ 2.5 เฮิรตซ์ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18k กันน้ำลึก 30 เมตร ขอบรอบสีแอนทราไซต์
  • สาย: หนังลูกวัว ตัวล็อกโรสโกลด์ 18k

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: กลไกอินเฮาส์ไขลานด้วยมือ ทำงานที่ความถี่ 2.5 เฮิรตซ์ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: แพลตินัม 950 กันน้ำลึก 30 เมตร ขอบรอบสีบลูสกาย
  • สาย: หนังลูกวัว ตัวล็อกไวท์โกลด์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ย้อนตำนาน Longhorn MB&F ฉลอง 20 ปี

MB&F HM8 Mark 2 Purple: เมื่อซูเปอร์คาร์โลดแล่นบนข้อมือ

เฉลิมฉลอง 20 ปีของ MB&F กับผลงานที่ผสานศาสตร์แห่งเวลาและความเร็ว

ความเรียบง่าย  ฟังก์ชัน และงานฝีมืออันเป็นเลิศ Laurent Ferrier Classic Auto Horizon

เจาะลึกรายละเอียดน่าสนใจใน Laurent Ferrier Classic Auto Horizon

นับตั้งแต่ Laurent Ferrier ได้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอิสระโดยใช้ชื่อของตัวเองที่นครเจนีวา เมื่อปี 2010 เขาก็ได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์เลยด้วยผลงาน Galet Classic Tourbillon Double Spiral ที่คว้ารางวัลนาฬิกาผู้ชายยอดเยี่ยมจากเวที GPHG ได้ในปีเดียวกันนั้น เวลาผ่านไป 15 ปี เมื่อเอ่ยถึง Laurent Ferrier หลายคนมักนึกถึงนาฬิกาคลาสสิกที่ผ่านการตีความใหม่ให้ดูสง่างามเรียบง่าย แต่มีความไม่ธรรมดาซุกซ่อนอยู่ในรายละเอียดและกลไก  

สำหรับปี 2025 ทางแบรนด์ได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชื่อว่า Classic Auto Horizon สะกดทุกสายตาด้วยเฉดสีฟ้าอ่อนแฝงกลิ่นอายของโลกของการแข่งรถผสานความสง่างามแบบคลาสสิก หลังจากที่เคยนำเสนอนาฬิกา Classic Auto ในแบบลิมิเต็ดด้วยหน้าปัดสีคอปเปอร์ใน Série Atelier เมื่อปีที่แล้ว 

ตัวเรือนกลมขนาด 40 มม. ของ Classic Auto Horizon นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกในสมัยศตวรรษที่ 19 ผลิตจากสเตนเลสสตีล ส่วนเฉดสีฟ้าอ่อนสื่อถึงท้องฟ้าแสนสงบโดย
กรรมวิธีเคลือบแล็กเกอร์ พื้นหน้าปัดขัดลายแนวตั้งแบบซาตินดูร่วมสมัย พร้อมด้วยเส้นขีดตรงกลาง ล้อมด้วยรางนาที ประดับ
มาร์กเกอร์ไวท์โกลด์ปลายแหลมพร้อมเข็มทรง Assegai วงหน้าปัดย่อยวินาที ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และช่องหน้าต่างวันที่แบบลาดเอียงแฝงความเท่

ความงดงามของกลไก LF270.01 ผ่านกรรมวิธีขัดแต่งเก็บรายละเอียดด้วยมือ 139 ขั้นตอน กลไกนี้เป็นกลไกอัตโนมัติรุ่นที่สองที่แบรนด์พัฒนาขึ้น และเคยใช้ในคอลเลกชัน Sport Auto ประกอบด้วยไมโครโรเตอร์แพลตินัม 950 ที่ช่วยให้การไขลานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง ส่วน  Swiss Lever Escapement ซึ่งติดตั้งลูกปืนแบบหมุนได้ทิศทางเดียวทำให้กลไกนี้ทนต่อแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนในชีวิตประจำวัน 

Classic Auto Horizon ได้รับการออกแบบมาเพื่อความทนทานในชีวิตประจำวัน เป็นเพื่อนคู่ใจสำหรับผู้ที่หลงใหลในความเรียบง่าย  ความสมดุลระหว่างอดีตและปัจจุบัน ศิลปะและวิศวกรรม 

ข้อมูลทางเทคนิค

รหัส: LCF046.AC.CG1 

กลไก: LF270.01 กขึ้นลานอัตโนมัติ กำลังลานสำรอง 72 ชั่วโมง 

ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาทีที่หน้าปัดย่อย และวันที่ 

ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 40 มม. 

หน้าปัด: เคลือบกลวานิกซ์

สาย: หนังแพะสีโทปเย็บตะเข็บด้วยมือ พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

IWC Schaffhausen เปิดตัวสีฟ้า ‘TOP GUN Miramar’ ในคอลเลกชัน Pilot’s Watch Chronograph

เปิดตัว Tonda PF Sport Chronograph Rose Gold Sandstone การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานฝีมือชั้นสูงและดีไซน์ร่วมสมัย

ทำความรู้จัก De Bethune ผ่านเฉดสีน้ำเงินที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์นาฬิกาอิสระจากเมือง L’Auberson

H. Moser & Cie. อัพเดตคอลเลกชัน Streamliner ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟ 2 เวอร์ชัน

H. Moser & Cie. Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen

ความมินิมัลนั้นกลายเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา H.Moser & Cie. ไปแล้ว กระทั่งนาฬิกาที่มีฟังก์ชันซับซ้อน ทางแบรนด์ก็ยังหาวิธีสร้างสรรค์
และนำเสนอออกมาให้มินิมัลได้ อย่างคอลเลกชัน Streamliner ที่
นำเสนอออกมาตั้งแต่ปี 2020 และได้เสียงตอบรับอย่างน่าชื่นชม เพราะดีไซน์ตัวเรือนแบบคุชชันและสายแบบเชื่อมติดกับตัวเรือน และทางแบรนด์ยังนำวัสดุ เท็กซ์เจอร​์ และสีสันมาใช้เป็นลูกเล่นสร้างความโดดเด่นสะดุดตาอยู่เสมอด้วย

นาฬิกา H.Moser & Cie. Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen

จากรุ่นแสดงเวลาอย่างเดียว Streamliner ได้พัฒนาไปสู่
รุ่นปฏิทินถาวร ทูร์บิญอง สเกเลตัน รวมถึงโครโนกราฟ โดยในปีนี้ทาง 
H. Moser & Cie. ได้นำเสนอ Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ออกมา 2 เวอร์ชัน คือ รุ่นสตีลทั้งตัวเรือนและสายจับคู่กับหน้าปัดสีเขียว Matrix Green fumé และรุ่นเรดโกลด์จับคู่กับสายรับเบอร์หน้าปัดสีน้ำเงิน Midnight Blue fumé ซึ่งกว่าจะได้เฉดสีอย่างที่เห็น ต้องนำหน้าปัดไปสลักลายด้วยมือ ตามด้วยการแสตมป์ลายเพื่อให้ได้เท็กซ์เจอร์แบบฟรอสต์ ก่อนจะเคลือบแล็กเกอร์ด้วยเฉดสีที่ต้องการจนได้หน้าปัดที่เป็นประกายเมื่อต้องแสง และเพื่อให้ดีไซน์ยังคงความ
มินิมัล ตัวโลโก้ชื่อแบรนด์จึงเคลือบด้วยแล็กเกอร์ใส

นาฬิกา Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen ดูแตกต่างจากนาฬิกาโครโนกราฟที่เราคุ้นเคย เพราะปราศจากหน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลา หากแต่ดีไซน์สเกลทาคีมิเตอร์ไว้รอบวงหน้าปัดแทน ให้ลุคสปอร์ตผสมความวินเทจ เข็มชั่วโมงและนาทีตรงกลางมีแถบ Globolights และเชื่อมต่อด้วยเข็มจับเวลาตรงกลางสองเข็ม เข็มหนึ่งสำหรับนาทีซึ่งทำมาจากทองหรือเหล็ก และอีกเข็มหนึ่งสำหรับวินาที
ที่เคลือบแล็กเกอร์ด้วยสีแดง ซึ่งควบคุมการทำงานด้วยปุ่มโครโนกราฟ ณ ตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา

นาฬิกา H.Moser & Cie. Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen

ผลงานนี้ทำงานด้วยกลไก  calibre HMC 907 ประกอบด้วยชิ้นส่วน 434 ชิ้น พร้อมพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง พัฒนาโดย AGENHOR หนึ่งในบริษัทกลไกชั้นนำซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของ H. Moser & Cie. กลไกนี้มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล ชิ้นส่วนกลไกตกแต่งแบบ
ร่วมสมัย ด้วยลาย Moser ที่ทำมุม 45 องศา และบริดจ์และเมนเพลตชุบโรเดียมสีเทาแอนทราไซต์ โรเตอร์ติดตั้งอยู่ระหว่างกลไกและ
หน้าปัดเพื่อให้มองเห็นการทำงานของโครโนกราฟและคอลัมน์วีลได้อย่างชัดเจน

ด้วยรูปลักษณ์ที่ทั้งสปอร์ตและหรูหรา จึงพูดได้ว่านาฬิกา  Streamliner Flyback Chronograph Automatic Frozen คือ
ส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งยังเป็นการตีความการผลิตนาฬิกาชั้นสูงได้
อย่างมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับ H. Moser & Cie.

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รหัส: 6907-0402 และ 6907-1205
  • กลไก: Calibre HMC 907 ขึ้นลานอัตโนมัติ ทำงานที่ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง

  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที โครโนกราฟแบบฟลายแบ็ก
  • ตัวเรือน: เรดโกลด์ 5N และสตีล ขนาด 42.3 มม. กันน้ำลึกประมาณ 120 เมตร

  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน Midnight Blue fumé และ หน้าปัดสีเขียว Matrix Green fumé
  • สาย: สายรับเบอร์ตัวล็อกแบบบานพับเรดโกลด์ 5N หรือสายสตีลแบบเชื่อมต่อกับตัวเรือน

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
5 The Billionaire Code… เรือนเวลาที่พูดได้มากกว่าชื่อแบรนด์
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก
7 นักดนตรี New Wave กับเรือนเวลาคู่ใจของเหล่าไอคอนระดับตำนาน

การกลับมาของนาฬิกาดำน้ำในตำนาน Breitling Superocean Heritage กับการปรับโฉมใหม่ที่ผสมผสานความคลาสสิกของยุค 50s เข้ากับความทันสมัยที่ลงตัว

Breitling Superocean Heritage การกลับมาของสไตล์เหนือกาลเวลา

Breitling ได้เปิดตัวนาฬิกาสุดเก๋อย่าง Superocean Heritage ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้สดใสรับแสงแดดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 การปรับปรุงครั้งนี้เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสไตล์วินเทจและความซับซ้อนที่ทันสมัย โดยเน้นที่สัดส่วนที่ประณีตยิ่งขึ้นและความสง่างามที่พร้อมลุยทะเล และยังเป็นการแสดงความคารวะต่อวัฒนธรรมเซิร์ฟของฮาวายอีกด้วย

สำหรับ Superocean Heritage นั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวมาตั้งแต่แรกเริ่มในปี 1957 ซึ่งจริงๆ แล้ว Breitling ไม่ได้ตั้งใจให้นาฬิการุ่นนี้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับดำน้ำเท่านั้น แต่อยากให้เป็นเครื่องประดับที่ช่วยเสริมสไตล์ให้ดูดีในทุกช่วงเวลา การปรับปรุงครั้งนี้ก็ยังคงยึดมั่นในปรัชญานั้น Georges Kern ซีอีโอของ Breitling กล่าวไว้ว่า “นี่คือการขัดเกลาทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบ แต่ยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมเอาไว้”

Breitling Superocean Heritage

การผสมผสานของนวัตกรรมและสุนทรียภาพ

การปรับปรุง Superocean Heritage ครั้งนี้ กลับมาพร้อมกับความหลากหลายของขนาดตัวเรือนใหม่ ตั้งแต่ 36 มม. 40 มม. 42 มม. ไปจนถึง 44 มม. เพื่อให้เหมาะกับข้อมือทุกขนาด โดยมีกลไกใหม่ B31 ที่ แบรนด์ ผลิตขึ้นเองเป็นครั้งแรกสำหรับนาฬิกาแบบสามเข็ม รวมถึงกลไก Breitling Manufacture Caliber 01 ในรุ่นโครโนกราฟขนาด 42 มม.

ดีไซน์ของนาฬิกาได้รับการปรับปรุงให้มีความสมมาตรและสัดส่วนที่ดียิ่งขึ้น หน้าปัดมาในโทนสีหลักคือสีดำ สีน้ำเงิน และสีเขียว พร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ในขณะที่รุ่นพิเศษบางรุ่นยังใช้สีโรสโกลด์ 18k ที่มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีสายแบบตาข่ายที่เพรียวบางและเชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างแนบสนิท พร้อมตัวล็อกแบบพับเพื่อความสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง

Breitling Superocean Heritage
Breitling Superocean Heritage

การเฉลิมฉลองวัฒนธรรมริมทะเล

แคมเปญเปิดตัวคอลเลกชันใหม่นี้เต็มไปด้วยสีสันและพลังงานของวัฒนธรรมการเล่นเซิร์ฟในฮาวาย Breitling ยังได้ร่วมมือกับนักเซิร์ฟระดับตำนานอย่าง Kelly Slater เพื่อสร้างสรรค์นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Superocean Heritage B31 Automatic 40 Kelly Slater นาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากฮาวาย ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สองของ Kelly Slater หน้าปัดเป็นสีน้ำเงินและมีลวดลายใบไม้เขตร้อน ส่วนฝาหลังแบบเปลือยโชว์กลไก B31 และสลักข้อความ “One of 500” และ “Kelly Slater Limited Edition” นาฬิกายังมาในกล่องพิเศษพร้อมจดหมายส่วนตัวจาก Kelly Slater อีกด้วย

Breitling Superocean Heritage
Breitling Superocean Heritage
Breitling Superocean Heritage
Breitling Superocean Heritage

ความร่วมมือด้านไลฟ์สไตล์ยังขยายไปถึงแว่นตากันแดดที่ออกแบบร่วมกับ Cutler and Gross โดยนำรายละเอียดจากนาฬิกามาใส่ในแว่นตาอย่างลงตัว รวมถึงการร่วมมือกับ Havaianas แบรนด์รองเท้าแตะชื่อดังของบราซิล เพื่อทำรองเท้าแตะรุ่นพิเศษที่มีลวดลายดอกไม้แบบฮาวาย ซึ่งมีวางจำหน่ายในบูติกของ Breitling

คอลเลกชัน Superocean Heritage ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้เป็นเหมือนการเชิญชวนให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตในวันหยุดที่เริ่มต้นด้วยแสงอรุณและจบลงอย่างมีสไตล์ Georges Kern กล่าวว่า “ด้วยสัดส่วนใหม่ที่ประณีต กลไก B31 และการร่วมมือที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ Superocean Heritage ยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีสไตล์ที่สุด ทั้งในน้ำและบนบก”

ถึงเวลาแล้วที่จะกระโดดลงไปในโลกของ Breitling ที่เต็มไปด้วยแสงแดดและเสียงคลื่น! 

ข้อมูลทางเทคนิคคอลเลกชัน Breitling Superocean Heritage

ชื่อรุ่น: Superocean Heritage

  • ตัวเรือน: มีหลายขนาดให้เลือก: 44 มม. | 42 มม. | 40 มม. และ 36 มม. วัสดุสแตนเลสสตีล หรือโรสโกลด์ 18k ขอบหน้าปัด เซรามิก ทนทานต่อรอยขีดข่วน
  • หน้าปัด: สีดำ สีน้ำเงิน และสีเขียว (รุ่น Kelly Slater Limited Edition เป็นหน้าปัดสีน้ำเงินพร้อมลายใบไม้)
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) วันที่ โครโนกราฟ (สำหรับรุ่นขนาด 42 มม.)
  • กลไก:
    • Breitling Manufacture Caliber 01: สำหรับรุ่นโครโนกราฟ 42 มม.
    • Breitling Caliber B31: สำหรับรุ่นอัตโนมัติ 44 มม. | 42 มม. | 40 มม.
    • Breitling Caliber 10: สำหรับรุ่น 36 มม.
  • สาย: สายแบบตาข่าย (mesh) ที่บางลง พร้อมตัวล็อกแบบพับ

อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
เตรียมอวดลุคสวยริมหาดไปจนถึงชมปะการังกับนาฬิกาดำน้ำที่เหมาะสำหรับผู้หญิง
Maurice Lacroix Fiaba Square รูปทรงสดใหม่สำหรับผู้หญิงยุคใหม่