Home Blog Page 27

Revolution จัดงานสัมมนา Horological Symposiums ที่งาน Geneva Watch Days 2025

0

งานประจำปีกลับมาจัดเป็นครั้งที่ 4 แล้ว

เมื่อ Geneva Watch Days 2025 ใกล้เข้ามา Revolution ก็ยืนยันการกลับมาของงานสัมมนา Horological Symposiums ประจำปี งานเสวนาเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างชื่อเสียงในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เฉียบคมเกี่ยวกับภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการผลิตนาฬิกา

ผู้ดำเนินรายการในปีนี้ได้แก่ Wei Koh ผู้ก่อตั้ง Revolution, Tracey Llewellyn ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการระดับโลก และ Constant Kwong หัวหน้าฝ่ายพันธมิตร พวกเขาจะเข้าร่วมกับผู้ดำเนินรายการรับเชิญอย่าง Ahmed “Shary” Rahman และ Mark Cho ทั้งคู่เป็นนักสะสมที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลในวงการนาฬิกา ภายในงาน คุณจะได้พบกับการสนทนาที่ครอบคลุมในประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องแบรนด์ สื่อ และการก้าวสู่โลกาภิวัตน์ของการผลิตนาฬิกา พร้อมกับช่วงพิเศษที่เน้นไปที่ความเชี่ยวชาญจากภูมิภาคตะวันออกไกล

รายชื่อผู้เข้าร่วมและกำหนดการ

Wei Koh
(Founder, Revolution)
Tracey Llewellyn
Global Editorial Director, Revolution
Constant Kwong
Head of Partnerships, Revolution
Ahmed “Shary” Rahman
watch collector
Mark Cho
Co-Founder, The Armoury

วารสารศาสตร์นาฬิกาได้ตายไปแล้วหรือยัง? นักสะสม vs. อินฟลูเอนเซอร์ vs. นักข่าว

นักสะสมกล่าวว่านักข่าวในปัจจุบันมีความรู้ไม่เพียงพอ และนักข่าวก็ถูกแซงหน้าด้านความนิยมโดยอินฟลูเอนเซอร์ แล้วใครกันที่มีความรู้มากที่สุด และใครที่อุตสาหกรรมนาฬิกาควรจะรับฟัง?

วันที่ 4 กันยายน เวลา 14:00 – 15:00 น.
ผู้ดำเนินรายการ: Wei Koh, Ahmed “Shary” Rahman
ผู้ร่วมเสวนา: Adrian Barker, Roman Sharf, NYC Watch Guy, Christian Bangert (@onlybuyingtime), Tracey Llewellyn, Mark Kauzlarich

Christian Bangert
watch collector @onlybuyingtime
Roman Sharf
CEO, Luxury Bazaar
NYC Watch Guy
watch collector @nycwatchguy
Tracey Llewellyn
Global Editorial Director, Revolution
Adrian Barker
Founder @barkandjack
Mark Kauzlarich
Senior Editor, Hodinkee

มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด

ตลาดนาฬิกากำลังอยู่ในช่วงตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งซ้ำเติมด้วยภาษี 39% สำหรับผลิตภัณฑ์จากสวิสทั้งหมดที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา แต่มีบางแบรนด์ที่กำลังรับมือกับ “วิกฤตการณ์การดำรงอยู่” ของอุตสาหกรรมนาฬิกาในปัจจุบันได้อย่างชาญฉลาด พวกเขาคือใครและทำได้อย่างไร?

วันที่ 5 กันยายน เวลา 14:00 – 15:00 น.

ผู้ดำเนินรายการ: Wei Koh, Tracey Llewellyn
ผู้ร่วมเสวนา: Jean-Christophe Babin, Edouard Meylan, Antoine Pin, Alex Rosenfield, Patrick Pruniaux

Jean-Christophe Babin
CEO, LVMH Watches
Edouard Meylan
CEO and Owner, H. Moser & Cie
Antoine Pin
CEO, TAG Heuer
Alex Rosenfield
Co-CEO, Urban Jurgensen
Patrick Pruniaux
Co-Founder, Chairman & CEO,Sowind Group / Chairman & CEO, Ulysse Nardin / CEO, Girard-Perregaux

การผลิตนาฬิกาแท้ๆ ยังคงมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่?

จะเกิดอะไรขึ้นหากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMP) ทำลายนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด? ครั้งหนึ่งในยุคทองของ Marine Chronometer (นาฬิกาจับเวลาทางทะเล) นาฬิกาจักรกลมีความสำคัญที่ชี้ขาดระหว่างความเป็นกับความตาย คุณจะไว้วางใจใครให้ดูแลการอยู่รอดของคุณในวันนี้? และมีคำว่า “chronometer” (โครโนมิเตอร์) ที่ไม่มีการรับรองจริงมากเกินไปในตลาดหรือไม่?

วันที่ 6 กันยายน เวลา 14:00 – 15:00 น.

ผู้ดำเนินรายการ: Wei Koh, Constant Kwong
ผู้ร่วมเสวนา: Stephen Forsey, Bernhard Lederer, Felix Baumgartner, Andreas Wyss, Carole Forestier-Kasapi

Andreas Wyss
CEO, COSC
Carole Forestier-Kasapi
Movement Director, TAG Heuer
Stephen Forsey
Co-Founder, Greubel Forsey
Bernhard Lederer
Founder and Master Watchmaker, Lederer Timepieces
Felix Baumgartner
Co-Founder, Urwerk

การเข้าสู่ยุคของมังกร (Enter The Dragon)

เอเชียเป็นที่รู้กันมานานว่าเป็นเบื้องหลังที่ทรงพลังแต่เงียบสงบของการผลิตนาฬิกาสวิส ซึ่งเป็นบทบาทที่ทุกคนในอุตสาหกรรมต่างทราบกันดี แต่วันนี้เรื่องราวใหม่กำลังเผยออกมา ความคิดสร้างสรรค์ ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และนวัตกรรมการออกแบบกำลังกำหนดสถานะใหม่ของเอเชียในวงการนาฬิกาชั้นสูง (haute horlogerie) พลังสร้างสรรค์นี้มาจากไหน และผู้ผลิตนาฬิกาและผู้นำแบรนด์เหล่านี้แสดงออกถึงความเป็นเอเชียผ่านนาฬิกาของพวกเขาได้อย่างไร?

วันที่ 7 กันยายน เวลา 14:00 – 15:00 น.

ผู้ดำเนินรายการ: Wei Koh, Mark Cho
ผู้ร่วมเสวนา: Ming Thien, Benjamin Chee, Robin Tallendier, Jenny Guo, Yosuke Sekiguchi, Naoya Hida

Ming Thien
Founder, Horologer Ming
Robin Tallendier
Co-Founder, Atelier Wen
Benjamin Chee
Founder, BCHH, Celadon and Milléchron
Jenny Guo
Friend of the Brand, Fam al Hut
Naoya Hida
Founder, Naoya Hida & Co.
Yosuke Sekiguchi
Founder & Watchmaker, Yosuke Sekiguchi

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
การเติบโตอย่างมีรากฐานของ Hermès Horloger: เมื่อการลงทุนคือการร้อยเรียงอดีตสู่ปัจจุบัน
Hublot Big Bang One Click Joyful: การกลับมาของสีสันที่สดใสในตำนาน
บทสัมภาษณ์พิเศษ | A Narrator through ‘Time’: ฌอห์ณ จินดาโชติ กับเรื่องราวเบื้องหลัง “เวลา” ที่เป็นมากกว่านาฬิกา

‘The Dream Shaper’ นิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงผ่านเรือนเวลา

0

Jaeger-LeCoultre ชวนคุณเดินทางผ่านสองศตวรรษแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สะท้อนเรื่องราวของผู้หญิง ในนิทรรศการ ‘The Dream Shaper’ ที่เซี่ยงไฮ้

Jaeger-LeCoultre กำลังจะจัดนิทรรศการใหม่ในชื่อ ‘The Dream Shaper’ ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับโลกแห่งเรือนเวลา โดยนิทรรศการนี้จะจัดขึ้นที่ Zhangyuan W7, Lane 258, Maoming North Road ตั้งแต่วันที่ 10-26 กันยายน 2025 และเปิดให้เข้าชมฟรี

การเดินทางของนาฬิกาผู้หญิง จากเครื่องประดับสู่ผู้นำ

นิทรรศการนี้จะพาเราไปสำรวจเรื่องราวการเดินทางของนาฬิกาผู้หญิงใน 4 ยุคสมัย ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและบทบาทของผู้หญิงได้อย่างชัดเจน

เริ่มต้นจาก ‘The Age of Tradition – Ornamented Watches’ ในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ผู้หญิงยังถูกจำกัดบทบาทในพื้นที่สาธารณะและสายอาชีพ นาฬิกาจึงถูกมองเป็นเครื่องประดับที่แสดงออกถึงสถานะและความประณีต โดยนาฬิกาพกขนาดเล็กของ Jaeger-LeCoultre ถูกนำมาตีความใหม่เป็นจี้ เข็มกลัด และสร้อยข้อมือ

ต่อมาใน ‘The Age of Freedom – Miniaturised Watches’ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้หญิงเริ่มมีอิสระมากขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงทำให้สามารถสร้างกลไกที่เล็กลงเพื่อใส่ในสร้อยข้อมือที่เพรียวบางได้ ซึ่งในยุคนี้ Jaeger-LeCoultre ได้เปิดตัว Calibre 101 ในปี 1929 ที่ยังคงครองสถิติเป็นกลไกจักรกลที่เล็กที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้

จากนั้นเข้าสู่ ‘The Age of Emancipation – Shaped Watches’ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้หญิงได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน นาฬิกาจึงถูกเปลี่ยนจากเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ให้กลายเป็นผลงานที่มีดีไซน์โดดเด่นและกล้าหาญมากขึ้น เช่น การออกแบบนาฬิกา Reverso ในดีไซน์สำหรับผู้หญิง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของตัวตนและการปลดแอก

สุดท้ายคือ ‘The Age of Leadership – Complication Watches’ ตั้งแต่ยุค 1970 เป็นต้นมาที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทั้งในธุรกิจและการเมือง นาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนซึ่งเคยเป็นเรื่องของผู้ชายจึงได้เข้ามาอยู่ในโลกของนาฬิกาผู้หญิงด้วย

ไฮไลต์และประสบการณ์สุดพิเศษภายในนิทรรศการ

นอกจากจะได้ชมผลงานนาฬิกาในอดีตกว่า 70 เรือนแล้ว ผู้ชมยังจะได้สัมผัสประสบการณ์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งภายในงานจะมีการเปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นใหม่เป็นครั้งแรกของโลก พร้อมกับเวิร์กช็อป “Discovery Workshop” จาก Atelier d’Antoine ที่จะพาเราไปเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับโลกของนาฬิกา

นอกจากนี้ยังมีการสาธิตแบบสดๆ ของช่างฝีมือ Jaeger-LeCoultre ในขั้นตอนต่างๆ เช่น การฝังอัญมณี การลงยาเพ้นท์ภาพย่อส่วน และการประกอบกลไก ผู้เข้าชมยังจะได้ชมผลงานศิลปะชิ้นใหม่ซึ่งเป็นความร่วมมือภายใต้โปรแกรม Made of Makers™ ที่เชื่อมโยงศาสตร์แห่งการทำนาฬิกากับงานศิลปะอีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจสะสมนาฬิกาวินเทจ ภายในงานมีห้อง “The Collectibles” ที่จัดแสดงและจำหน่ายนาฬิการุ่นเด่นๆ จากช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ให้ได้ชม และยังมีห้องฉายภาพยนตร์ที่จะเผยเบื้องหลังการทำงานภายในโรงงานของ Jaeger-LeCoultre ผ่านภาพยนตร์สั้นชุด ‘In the Making’ อีกด้วย

นิทรรศการ ‘The Dream Shaper’ นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองเรือนเวลาแล้ว ยังเป็นการให้เกียรติและตอกย้ำบทบาทของผู้หญิงที่ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของวงการนี้ 

ติดตามบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Piaget เผยโฉม Altiplano สองรุ่นใหม่ในเฉดสีทองและเขียวกากี ที่มาพร้อมความบางเฉียบ
6 แบรนด์นาฬิกาจีนที่ใช้หน้าปัดลงยา (Enamel) ซึ่งคุณสามารถหาซื้อได้ในปัจจุบัน
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านความมหัศจรรย์ของกลไกอันประณีตแห่งกาลเวลาและจินตนาการ

Time To Movies | OMEGA และภารกิจใหม่ใน “007: Road to a Million”

ส่องเรือนเวลา Seamaster Diver 300M 007 Edition นาฬิกาคู่ใจของสายลับ

ซีรีส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของสายลับ อย่าง “007: Road to a Million” กลับมาอีกครั้งในซีซันที่สองทาง Prime Video เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมกับภารกิจที่ท้าทายและเงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ที่รอผู้ชนะ โดยหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่กลับมาพร้อมกับซีรีส์ก็คือ นาฬิกา OMEGA ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสุดท้าทายในครั้งนี้

สำหรับใครที่ได้รับชมซีซันแรกในปี 2023 คงได้เห็นแล้วว่า OMEGA นั้นเข้ามามีบทบาทอย่างไรบ้าง และในซีซันใหม่นี้ นาฬิกาจะยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นไปอีก โดยในตอนแรกของซีซัน ผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดคู่จะได้รับนาฬิกา Seamaster Diver 300M 007 Edition (210.90.42.20.01.001) ที่ถูกซ่อนไว้ในช่องเก็บของของรถ Aston Martin DB12 ซึ่งเป็นรถคู่ใจของสายลับ 007

สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทของนาฬิกาเรือนนี้ ไม่ได้จบลงแค่การเป็นอุปกรณ์ประจำตัวเท่านั้น ในตอนที่ 4 ของซีรีส์ ผู้ชมจะได้เห็นการเปิดเผยฟังก์ชันพิเศษที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเชื่อมโยงกับการทำภารกิจอย่างแน่นอน การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีของ OMEGA เข้ากับความตื่นเต้นของภารกิจในสไตล์เจมส์ บอนด์ ยิ่งทำให้ซีรีส์น่าติดตามและเพิ่มความรู้สึกสมจริงให้กับรายการมากขึ้นไปอีก

Seamaster Diver 300M 007 Edition นาฬิกาคู่ใจของสายลับ

อย่างที่กล่าวไปว่าในซีรีส์ “007: Road to a Million” ซีซันที่ 2 นี้ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับมอบหมายให้นาฬิกา OMEGA Seamaster Diver 300M 007 Edition รหัสรุ่น 210.90.42.20.01.001 ซึ่งเป็นเรือนเดียวกับที่แดเนียล เครก สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง “No Time to Die” ที่ออกฉายในปี 2021 นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจสุดท้าทาย

ตัวเรือนและสายนาฬิกาทำจาก ไทเทเนียมเกรด 2 ซึ่งเป็นวัสดุที่โดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและทนทาน ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายและคล่องตัวตลอดเวลา ขณะที่หน้าปัดขนาด 42 มม. และขอบหน้าปัดอะลูมิเนียมสีน้ำตาลวินเทจก็ทำให้ดูเรียบหรูแต่แฝงไว้ด้วยความสมบุกสมบัน

ความพิเศษของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่รายละเอียดที่เชื่อมโยงกับโลกของเจมส์ บอนด์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสลักสัญลักษณ์ลูกศร Broad Arrow ที่ใช้ในกองทัพอังกฤษ รวมถึงรหัสต่าง ๆ บนฝาหลังที่บ่งบอกถึงความเป็นนาฬิกาของสายลับ ทั้งรหัสของทหารเรือ “0552” และรหัสปีที่ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์เรื่องแรกออกฉายคือ “62”

หัวใจของนาฬิกาเรือนนี้คือ OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ซึ่งเป็นกลไกที่ได้มาตรฐานความแม่นยำสูงสุด ทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และมีพลังงานสำรองที่ยาวนาน นอกจากนี้ยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ทำให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรือในน้ำ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่นาฬิกาเรือนนี้ถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสุดเข้มข้นในซีรีส์

การที่ OMEGA ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของรายการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และการผจญภัย เหมือนกับที่นาฬิกา OMEGA ได้อยู่คู่กับเจมส์ บอนด์ ในภาพยนตร์มาโดยตลอด

การปรากฏตัวในรายการ “007: Road to a Million” จึงเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์กับโลกของสายลับที่ไร้กาลเวลา และทำให้แฟนๆ ทั้งของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ และแฟนคลับของ OMEGA ได้รับชมเรื่องราวที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก

ข้อมูลทางเทคนิคของนาฬิกา
OMEGA Seamaster Diver 300M 007 Edition
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 2 ขนาด 42 มม. กันน้ำได้ลึก 300 เมตร และมีวาล์วปล่อยฮีเลียม (helium escape valve)
  • หน้าปัด: อะลูมิเนียมสีน้ำตาลสไตล์ “Tropical” พร้อมสัญลักษณ์ Broad Arrow และพรายน้ำสีครีมวินเทจ (Super-LumiNova)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และขอบหน้าปัดแบบหมุนทิศทางเดียว
  • กลไก: OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ ให้กำลังลานสำรอง 55 ชั่วโมง และทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูง
  • สาย: มีให้เลือกทั้งแบบสายตาข่ายไทเทเนียม หรือสายผ้า NATO ลายแถบสีน้ำตาล เทา และเบจ

ถ้าอยากรู้ว่าฟังก์ชันพิเศษที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกาจะเป็นอะไร ลองติดตามซีรีส์ “007: Road to a Million” ซีซันที่ 2 ทาง Prime Video กันดูนะ ส่วนใครที่ดูแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถเข้ามาแชร์กันได้

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

Seiko Prospex Speedtimer Datsun 240Z Limited Edition การร่วมมือครั้งใหม่เพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย
BR-03 Chrono Rafale Solo Display นาฬิกาแห่งความแม่นยำจากห้องนักบินสู่ข้อมือ
Orient Stretto Collection ฉลอง 75 ปี มาพร้อม 3 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมือง

Piaget เผยโฉม Altiplano สองรุ่นใหม่ในเฉดสีทองและเขียวกากี ที่มาพร้อมความบางเฉียบ

เมื่อความบางเฉียบถูกรังสรรค์ให้เป็นงานศิลป์ Piaget เผยโฉม Altiplano สองรุ่นใหม่ในเฉดสีทองและเขียวกากี

อะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เรือนเวลาชั้นสูงของ Piaget ไม่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องบอกเวลา? คำตอบอาจอยู่ในเรือนเวลา Altiplano ที่เป็นบทพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ของเมซง ซึ่งผสมผสานความแม่นยำทางเทคนิคเข้ากับศิลปะการออกแบบอันล้ำลึกได้อย่างลงตัว

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Altiplano

ย้อนกลับไปตั้งแต่การเปิดตัวกลไกในตำนานอย่าง 9P ในปี 1957 ตามด้วย 12P ในปี 1960 Piaget ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกาแบบบางเฉียบมาโดยตลอด คอลเลกชัน Altiplano ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม และยังคงสร้างสถิติและก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรือนเวลา Altiplano Ultimate Concept ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Aiguille d’Or ในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève ปี 2020 และในปี 2024 ยังมีการเปิดตัว Altiplano Ultimate Concept Tourbillon รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพื่อฉลองโอกาสสำคัญของเมซงอีกด้วย

และในปีนี้ Piaget ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยการเปิดตัว Altiplano Ultimate Concept Tourbillon และ Altiplano 910P ในเฉดสีทองและสีเขียวกากี ซึ่งตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญคู่ด้านของแบรนด์ ทั้งในฐานะผู้บุกเบิกการผลิตนาฬิกาชั้นสูง และศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องประดับ

การออกแบบที่มาพร้อมความบางเฉียบและงานดีไซน์ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกและศิลปะเครื่องประดับเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Altiplano Ultimate Concept Tourbillon อัจฉริยภาพทางกลไกในความบางเฉียบที่เหนือชั้น

รุ่น Altiplano Ultimate Concept Tourbillon ยังคงความบางที่ 2.0 มม. ตัวเรือนขนาด 41.5 มม. ทำจากโคบอลต์อัลลอยด์ และใช้กลไก Calibre 970P-UC ที่ได้รับการขัดแต่งอย่างประณีตด้วยผิวซาตินและขัดเงา ฝาหลังของนาฬิกาได้สลักคำขวัญของแบรนด์ “Always do better than necessary” และชื่อหมู่บ้าน La Côte-aux-Fées ซึ่งเป็นสถานที่ก่อตั้งแบรนด์ไว้ด้วย นอกจากนี้ Piaget ยังได้นำลวดลายกากบาทอันเป็นเอกลักษณ์ของ Altiplano มาประยุกต์ใช้กับส่วนต่าง ๆ เช่น เฟืองล้อและสกรู สายนาฬิกาทำจากหนังลูกวัวสีเขียวกากีที่มีลวดลาย “Polish Mesh” ซึ่งสะท้อนถึงงานฝีมือด้านการทำทองของ Piaget

Altiplano 910P สุนทรียะแห่งความบางที่สร้างสรรค์เพื่อทุกวัน

ในขณะที่ Altiplano 910P รุ่นใหม่นี้มาพร้อมตัวเรือนที่บางเพียง 4.3 มม. โดยเป็นครั้งแรกที่ตัวเรือนทำจากเยลโลว์โกลด์ ตัดกับหน้าปัดสีเขียวกากีและสายหนังจระเข้ที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว กลไกอัตโนมัติ

นอกเหนือจาก 910P จะมีความสำเร็จทางวิศวกรรมแล้ว ยังโดดเด่นด้วยสะพานเครื่องสีเขียวกากี และโรเตอร์แบบรอบขอบที่มีโทนสีเทาและเขียว ซึ่งช่วยเสริมความอบอุ่นให้กับตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ได้อย่างลงตัว

เมื่อศิลปะและนวัตกรรมหลอมรวมเป็นหนึ่ง

เรียกได้ว่าเราได้เห็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาทั้งในรุ่น Altiplano Ultimate Concept Tourbillon และ Altiplano 910P นั้นต่างก็เป็นเหมือนคำประกาศถึงความกล้าหาญของ Piaget ที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์ ทั้งสองรุ่นสะท้อนแนวคิด “Extraleganza” ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการหลอมรวมความหรูหราและความสง่างามไว้ในชิ้นงานเดียว ความบางเฉียบที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้จึงเป็นเสมือนผืนผ้าใบที่บอกเล่าเรื่องราวของนวัตกรรมและศิลปะที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในฐานะนักสะสมหรือผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา คุณคิดว่าดีไซน์และนวัตกรรมของ Piaget ทั้งสองรุ่นนี้สะท้อนถึงปรัชญา ‘Extraleganza’ ได้อย่างไร แล้วจะไปสุดที่ตรงไหน? ร่วมแบ่งปัญความคิดเห็นเพิ่มเติมกันได้

ข้อมูลทางเทคนิค
Altiplano Ultimate Concept Tourbillon
  • ตัวเรือน: Cobalt alloy ขนาด 41.5 มม. หนา 2.0 มม. พร้อมฝาหลังแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: ไม่ได้ระบุรายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่ตัวเรือนและองค์ประกอบถูกออกแบบให้กลไกผสานเป็นหนึ่งเดียวกับดีไซน์
  • ฟังก์ชัน: Tourbillon
  • กลไก: Calibre 970P-UC
  • สาย: หนังลูกวัวสีเขียวกากีพร้อมลวดลาย “Polish Mesh”
Altiplano 910P
  • ตัวเรือน: Yellow gold ขนาด 41 มม. หนา 4.3 มม.
  • หน้าปัด: Khaki green
  • ฟังก์ชัน: Automatic
  • กลไก: Calibre 910P พร้อมโรเตอร์แบบรอบขอบ
  • สาย: หนังจระเข้สีเขียวกากี

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว
Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 
เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

Seiko Prospex Speedtimer Datsun 240Z Limited Edition การร่วมมือครั้งใหม่เพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย

เมื่อตำนานบนสนามแข่งรถและประวัติศาสตร์แห่งการจับเวลามาบรรจบกัน

ในช่วงปลายยุค 60s และต้นยุค 70s คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในโลกยานยนต์และวงการนาฬิกา เป็นยุคทองที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและพิชิตทุกความท้าทายที่มีอยู่ ในปี 1969 Seiko ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการนาฬิกาด้วยการเปิดตัว SPEEDTIMER นาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมระบบ Vertical Clutch และ Column Wheel ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการจับเวลาได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ Seiko กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญในโลกแห่งการแข่งขันกีฬาระดับโลก และในปีเดียวกันนั้นเองที่ Datsun ได้เปิดตัวรถสปอร์ตระดับตำนานอย่าง Datsun 240Z ซึ่งกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือ และได้พิสูจน์สมรรถนะอันยอดเยี่ยมด้วยการเข้าร่วมและคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับโลกมากมาย

ด้วยจิตวิญญาณแห่งความท้าทายที่ไม่เคยหยุดนิ่งที่เหมือนกัน ทำให้ Seiko และ Datsun ได้ร่วมมือกันในสนามแข่ง โดย Seiko ได้ให้การสนับสนุน Datsun ในกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตต่างๆ ในช่วงต้นยุค 70s เพื่อยืนยันถึงความน่าเชื่อถือและความแม่นยำของอุปกรณ์จับเวลาของแบรนด์ ซึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อรถ Datsun 240Z หมายเลข 11 ที่มีโลโก้ Seiko โดดเด่นอยู่บนตัวถัง ได้พิชิตการแข่งขัน East-African Safari Rally ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ทรหดที่สุดในโลก โดยขับผ่านเส้นทางอันแสนโหดร้ายกว่า 6,200 กิโลเมตรจนคว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้คือการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ของทั้งสองแบรนด์

เรือนเวลาที่หลอมรวมตำนานแห่งความเร็วและความแม่นยำ

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมรดกอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองตำนาน วันนี้ Seiko Prospex SPEEDTIMER ได้นำเสนอคอลเลกชันพิเศษ 3 รุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์ Datsun 240Z แต่ละเรือนถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในรายละเอียดสูงสุด เพื่อถ่ายทอดดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ในโทนสีแดงและดำของตัวรถ มาสู่เรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Seiko Prospex SPEEDTIMER X Datsun 240Z: การกลับมาของสองตำนานสู่เรือนเวลาที่หลอมรวมดีไซน์แห่งความเร็วและความเที่ยงตรง

Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Datsun 240Z Limited Edition : SPB517๋J

การกลับมาของความคลาสสิก

เรือนเวลาที่มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ Caliber 6R55 โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำและโลโก้ Datsun แบบวงกลมสีแดง-สี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นโลโก้ที่ใช้ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ Datsun 240Z เปิดตัว ดีไซน์โดยรวมสะท้อนถึงความเรียบง่ายแต่ทรงพลังของยุค 70s นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันนับเวลาถอยหลัง (Countdown Timer) ที่สามารถใช้งานผ่านการหมุนขอบ Chapter ring ด้วยเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ถือเป็นฟังก์ชันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์สปอร์ตในอดีต ในการจับเวลาในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ เช่น ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนออกสตาร์ท หรือช่วงเวลาที่กำหนดสำหรับการเปลี่ยนยางและเติมเชื้อเพลิง ฝาหลังของนาฬิกาได้รับการสลักด้วยโลโก้แบรนด์ที่ใช้ในยุคนั้น ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 2,500 เรือนทั่วโลก มาพร้อมกล่องและผ้าเช็ดตัวเรือน design พิเศษ

Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Chronograph Datsun 240Z Limited Edition : SRQ057J

 ความสง่างามแห่งมอเตอร์สปอร์ต

เรือนเวลาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติ Caliber 8R48 มาพร้อมหน้าปัดอันเคร่งขรึมจากเฉดสีดำ ตัดกับรายละเอียดเล็กๆของสีแดงบนเข็มจับเวลา และมาตรวัด Tachymeter บนขอบตัวเรือน ที่สามารถใช้วัดความเร็วได้ตั้งแต่ 50-60 กม./ชม โดดเด่นด้วยโลโก้ Datsun ในรูปแบบตัวอักษรลายมือบนหน้าปัดสะท้อนถึงความหรูหราและสง่างามของรถสปอร์ต  ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก และยังมาพร้อมระบบ Vertical Clutch และ Column Wheel ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องความแม่นยำและความน่าเชื่อถือสูงสุด ฝาหลังได้รับการสลักด้วยโลโก้ที่อ้างอิงจากตัวรถแข่ง Datsun 240Z พิเศษด้วย กล่องทรงยาวสีแดงสด ประดับโลโก้ Seiko Prospex และ Datsun พร้อมผ้าเช็ดตัวเรือนดีไซน์เฉพาะ และ Pin พิเศษจาก Datsun 240Z

Seiko Prospex SPEEDTIMER Solar Chronograph Datsun 240Z Limited Edition : SSC957P

พลังแห่งแสงอาทิตย์

เรือนเวลาโครโนกราฟพลังงานแสงอาทิตย์ Caliber V192 มาพร้อมหน้าปัดสีดำและโลโก้ Datsun แบบตัวพิมพ์ใหญ่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและสมรรถนะที่ไม่มีวันเสื่อมคลายของรถในตำนาน ฟังก์ชันจับเวลา 60 นาทีและพลังงานสำรองที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 6 เดือนเมื่อชาร์จเต็ม ทำให้เป็นเรือนเวลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางและผู้ที่รักความเร็ว ฝาหลังของรุ่นนี้ได้รับการสลักด้วยภาพตัวรถ Datsun 240Z ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับนาฬิการุ่นนี้โดยเฉพาะ ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 4,000 เรือนทั่วโลก

ไม่เพียงแค่การออกแบบที่สวยงาม ทั้งสามเรือนยังมาพร้อมสายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเบาะและสีของรถ ฟอนต์ตัวเลขบนหน้าปัดที่ถอดแบบมาจากหน้าปัดรถยนต์ในยุคนั้น ทำให้ทุกรายละเอียดของนาฬิกาเหล่านี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและจิตวิญญาณของทั้งสองแบรนด์

สมาชิกใหม่ในซีรีส์ Prospex SPEEDTIMER

นอกจากนาฬิการุ่นพิเศษที่ร่วมมือกับ Datsun แล้ว ยังมีนาฬิกาอีกสามรุ่นที่เข้าร่วมซีรีส์หลัก Prospex SPEEDTIMER เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งความเร็วและความแม่นยำให้กับคอลเลกชัน โดยสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 6R55 และอีกหนึ่งรุ่นขับเคลื่อนด้วย Caliber 8R48

  • Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical : SPB513J และ SPB515J

สองเรือนเวลาใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Caliber 6R55 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรและความแม่นยำ โดยมีพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง (3 วัน) โดดเด่นด้วยดีไซน์ตัวเรือนที่เพรียวบางและสายนาฬิกาแบบหลายแถวที่โอบกระชับข้อมือได้อย่างปลอดภัยและสบาย ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.5 มม. และหนา 12.0 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่ลงตัวและสวมใส่ได้ง่าย การออกแบบยังคงไว้ซึ่งสไตล์วินเทจแบบยุค 70s ที่ได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาโครโนกราฟ SPEEDTIMER ที่เปิดตัวในปี 1972 และมาพร้อมคุณสมบัติการกันน้ำลึก 200 เมตร ทั้งสองรุ่นมีหน้าปัดให้เลือกในโทนสีคลาสสิก ได้แก่ สี Silver-broze  (SPB513J) และสีดำ (SPB515J)

  • Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Chronograph : SRQ055J

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความซับซ้อนของกลไกโครโนกราฟ รุ่นผลิตต่อเนื่องนี้มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติ Caliber 8R48 ที่มีประสิทธิภาพสูง โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนสีดำที่เข้ากับหน้าปัดอย่างลงตัว พร้อมสเกลทาคีมิเตอร์บนขอบตัวเรือนชั้นนอกที่ช่วยให้การอ่านค่าความเร็วเป็นไปอย่างง่ายดายและเพิ่มความสวยงามแบบสปอร์ตให้กับนาฬิกา ด้วยกลไกที่แข็งแกร่งและบำรุงรักษาง่าย ทำให้ SRQ055J เป็นเรือนเวลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งความแม่นยำและความทนทาน

นาฬิกาทั้งหกรุ่นนี้จะเริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันในเดือนกันยายน 2025 ที่ Seiko Boutique, Shop ของไซโก ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และนี่คือเรื่องราวของการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างโลกแห่งความเร็วและโลกแห่งความเที่ยงตรงบนข้อมือของคุณ

ข้อมูลทางเทคนิค – Technical Specifications
Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Datsun 240Z Limited Edition 
  • SPB517๋J
    • ชื่อรุ่น: Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Datsun 240Z Limited Edition
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลพร้อม Super-Hard Coating ขนาด 39.5 มม. หนา 12.0 มม.
    • หน้าปัด: สีดำ
    • ฟังก์ชัน: แสดงวันที่ นับเวลาถอยหลัง (Countdown Timer)
    • กลไก: Caliber 6R55 อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง (3 วัน)
    • สาย: สายหนัง LWG
  • SRQ057J
    • ชื่อรุ่น: Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Datsun 240Z Limited Edition
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42.0 มม. หนา 14.6 มม.
    • หน้าปัด: สีดำ
    • ฟังก์ชัน: โครโนกราฟ 30 นาที และ 12 ชั่วโมง Tachymeter
    • กลไก: Caliber 8R48 อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
    • สาย: สายหนัง LWG
  • SSC957P
    • ชื่อรุ่น: Seiko Prospex SPEEDTIMER Mechanical Datsun 240Z Limited Edition
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41.4 มม. หนา 13.0 มม.
    • หน้าปัด: สีดำ
    • ฟังก์ชัน: โครโนกราฟ 60 นาที หน้าปัดย่อย 24 ชั่วโมง, สำรองพลังงาน
    • กลไก: Caliber V192 พลังงานแสงอาทิตย์
  • สาย: สเตนเลสสตีล
คอลเลกชันหลัก (Main Prospex SPEEDTIMER Series)
  • SPB513J,  SPB515J
    • ชื่อรุ่น: Seiko Prospex Speedtimer Mechanical
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลพร้อม Super-Hard Coating ขนาด 39.5 มม. หนา 12.0 มม.
    • หน้าปัด: SPB513 สีเงิน-ขาว และ SPB515 สีดำ
    • ฟังก์ชัน: แสดงวันที่ ชั่วโมง นาที วินาที
    • กลไก: Caliber 6R55 อัตโนมัติ กำลังสำรอง 72 ชั่วโมง (3 วัน)
  • สาย: สเตนเลสสตีล
  • SRQ055J
    • ชื่อรุ่น: Seiko Prospex Speedtimer Mechanical Chronograph
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล
    • หน้าปัด: สีดำ
    • ฟังก์ชัน: โครโนกราฟ 30 นาที และ 12 ชั่วโมง และทาคีมิเตอร์
    • กลไก: Caliber 8R48 อัตโนมัติ กำลังสำรอง 45 ชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

Deep Dive EP.5 | Audemars Piguet: เจาะลึกประวัติศาสตร์ผู้สร้างตำนาน Royal Oak

0

Audemars Piguet Code 11.59 ทำไมถึงเป็นนาฬิกาที่พลิกโฉม AP

จากหมู่บ้านเล็กๆ ใจกลางสวิตเซอร์แลนด์ สู่หนึ่งในแบรนด์นาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ใน Deep Dive EP.5 นี้ เราจะพาคุณดำดิ่งไปกับเรื่องราวของ Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) แบรนด์ที่ก่อตั้งโดยเพื่อนวัยเด็กสองคนที่หลอมรวมความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์ นาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อน (Grand Complications) อันน่าทึ่ง

ค้นพบการเดินทางของ Audemars Piguet ที่สร้างชื่อเสียงด้านความแม่นยำและงานฝีมือระดับสูงสุด ก่อนจะสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการในปี 1972 ด้วยการเปิดตัว Royal Oak นาฬิกาสปอร์ตลักชัวรีเรือนแรกของโลกที่ออกแบบโดย Gérald Genta ผู้เป็นตำนาน และเปลี่ยนนิยามของนาฬิกาหรูไปตลอดกาล เรียกได้ว่าตลอดเกือบ 150 ปี AP พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการยึดมั่นในรากฐานดั้งเดิม ผสานกับจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก คือหัวใจที่ทำให้พวกเขายืนหยัดเป็นผู้รังสรรค์เวลาอันน่าทึ่ง

นอกจากนี้ เราจะพาคุณไปเจาะลึกอีกหนึ่งเรือนเวลาสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์ Code 11.59 by Audemars Piguet Selfwinding Chronograph ที่คุณพลาดไม่ได้

ห้ามพลาด! รับชมรายการเต็มและพบกับความพิเศษได้ใน Deep Dive ได้แล้ววันนี้ทาง Youtube ช่อง REVOLUTION WATCH THAILAND
Deep Dive EP.2: Bulova | จากร้านเล็กสู่แบรนด์นาฬิการะดับโลก
Deep Dive EP. 1: Vacheron Constantin | เจาะลึกประวัติศาสตร์ กับ 3 เรือนเอกที่นักสะสมต้องมี!

รับชมคลิปเต็มได้แล้ววันนี้ และอย่าลืมกด Subscribe ช่อง REVOLUTION THAILAND เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับนาฬิกาอีกมากมาย!

ช่องทางติดตามเรา:
➡️ Instagram: @revowatchthai
➡️ Facebook: REVOLUTION WATCH THAILAND
➡️ Website: https://revolutionthailand.com/

#RevolutionThailand #RevoThDeepDive #AudemarsPiguet #RoyalOak #APWatches

The Collector’s Perspective Episode 10: เมื่อ ‘เวลา’ มีค่ากว่าที่คิด: มุมมองจากหมอนักสะสม

0

คุณเคยสงสัยไหมว่า… “เวลา” ในมุมมองของคนทำงานที่ต้องแข่งกับมันอยู่เสมออย่างคุณหมอ จะเป็นอย่างไร?

ในตอนพิเศษของ The Collector’s Perspective เราได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับ หมอเว้ง หมอต้น และหมอจ๋า สามนักสะสมนาฬิกาที่มีเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

พวกเขามองนาฬิกาเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือสำหรับบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความมุ่งมั่น และความทรงจำในทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมา จากการ ‘ซื้อ’ สู่การ ‘สะสม’ แต่ละเรือนที่ถูกคัดสรรมานั้นมีความหมายและบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไป

มาร่วมกันค้นหาคำตอบว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาหลงใหลในเรือนเวลา และทำไมนาฬิกาแต่ละเรือนจึงมีความหมายลึกซึ้งต่อพวกเขามากกว่าที่คิด

รับชมคลิปเต็ม และติดตามเรื่องราวของนักสะสมท่านอื่นๆ ได้ในซีรีส์ The Collector’s Perspective ทางช่อง YouTube ของเรา

ติดตามคอนเทนต์น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:

BR-03 Chrono Rafale Solo Display นาฬิกาแห่งความแม่นยำจากห้องนักบินสู่ข้อมือ

นาฬิกา BR-03 Chrono Rafale Solo Display ผลงานลิมิเต็ดเอดิชั่นเพื่อยกย่องความสามารถของนักบินรบ

Bell & Ross ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Rafale Solo Display ซึ่งเป็นทีมแสดงการบินอย่างเป็นทางการของกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส (French Air and Space Force) การประกาศนี้มีขึ้นในงาน Paris Air Show ครั้งที่ 55 ณ Le Bourget เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ความร่วมมือนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างแบรนด์นาฬิกาที่สร้างสรรค์เครื่องมือบอกเวลาสำหรับนักบินและผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน

สำหรับ Bell & Ross และ Rafale Solo Display อาจเรียกได้ว่าทั้งสองมีค่านิยมร่วมกันในเรื่องนวัตกรรม ความแม่นยำ และสมรรถนะ โดย Bell & Ross ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Patrouille de France อยู่แล้ว ยิ่งได้มาผนึกกำลังกับทีม Rafale Solo Display ซึ่งเป็นทูตของกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส ภารกิจของทีมนี้คือการสาธิตความเป็นเลิศของเครื่องบินรบ Rafale ผ่านการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและแม่นยำ

Rafale Solo Display การแสดงที่น่าทึ่งของความสามารถทางการบินของฝรั่งเศส

เครื่องบินรบ Rafale ถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบที่ดีที่สุดในโลก ด้วยความเหนือชั้นทางเทคโนโลยีและความคล่องตัว ทำให้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของฝรั่งเศส ทีม Rafale Solo Display ประกอบด้วยนักบินและช่างเครื่องจากกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส และเป็นส่วนหนึ่งของทูตอย่างเป็นทางการของกองทัพฯ การแสดงของพวกเขามีระยะเวลา 9 นาที ประกอบด้วยท่าทางที่น่าทึ่งและแม่นยำ โดยสามารถปรับตัวได้ทุกสภาพอากาศเพื่อสะกดสายตาผู้ชมทั่วโลก การแสดงเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ชมประหลาดใจ แต่ยังเน้นย้ำถึงความสง่างามของเครื่องบิน Rafale ตามปรัชญาของ Marcel Dassault ผู้ก่อตั้ง Dassault Aviation ที่กล่าวว่า “เครื่องบินที่สวยงามคือเครื่องบินที่บินได้ดี” ซึ่งเป็นปรัชญาที่ Bell & Ross ยึดถือเช่นกัน

BR-03 Chrono Rafale Solo Display เครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง

ทุกเที่ยวบินของ Rafale Solo Display คือการแสดงที่ต้องใช้ความแม่นยำเป็นพิเศษ นักบินต้องควบคุมเครื่องบินที่ความเร็วตั้งแต่ 200 ถึง 1,100 กม./ชม. และต้องพึ่งพาความแม่นยำของเครื่องมือในห้องนักบิน ดังนั้นเวลาจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยและการแสดงที่ไร้ที่ติ

นาฬิการุ่น BR-03 Chrono Rafale Solo Display นี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสมรรถนะสูงภายใต้สภาวะสุดขีด ตัวเรือนทำจากเซรามิกสีดำเทคโนโลยีสูงที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน กลไกภายในขับเคลื่อนด้วย Calibre BR-CAL.301 ซึ่งเป็นระบบกลไกอัตโนมัติพร้อมพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง

หน้าปัดถูกออกแบบให้สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจน โดยมีองค์ประกอบที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ เช่น เส้นประสีเหลืองรอบช่องวันที่ และการเน้นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความแม่นยำผ่านเข็มโครโนกราฟสีส้มสองอัน ตัวเลข ดัชนี และเข็มชั่วโมงถูกเคลือบด้วยวัสดุเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้มองเห็นได้ดีในที่มืด นอกจากนี้ โลโก้ของ Rafale Solo Display ยังปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของหน้าปัดเพื่อบ่งบอกคุณภาพของนาฬิกาที่นักบินชั้นนำยอมรับ

นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ผลิตเพียง 500 เรือน เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่าง Bell & Ross และนักบิน นอกจากจะเป็นนาฬิกาสำหรับนักบินแล้ว ยังถูกนำเสนอให้กับผู้ที่หลงใหลในโลกการบินชั้นสูงอีกด้วย สะท้อนถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของหน่วยงานนี้ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ Bell & Ross ในโลกแห่งการบิน 

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-03 Chrono Rafale Solo Display
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. ทำจากเซรามิกสีดำแบบ Micro-blasted
  • หน้าปัด: สีดำด้าน ตัวเลข เครื่องหมายบอกเวลา และเข็มนาฬิกาเคลือบด้วยสาร Super-LumiNova®
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และวันที่ มีโครโนกราฟสำหรับจับเวลาสั้นๆ โดยมีตัวจับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และเข็มวินาทีโครโนกราฟตรงกลาง
  • กลไก: Calibre BR-CAL.301 แบบอัตโนมัติ (Automatic mechanical) มีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • สาย: ทำจากยางสีดำแบบเจาะรู และผ้าสังเคราะห์สีดำที่ทนทานสูง พร้อมโลโก้ Rafale Solo Display

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว
Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 
เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

Orient Stretto Collection ฉลอง 75 ปี มาพร้อม 3 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมือง

ฉลอง 75 ปี Orient ด้วยคอลเลกชัน “Stretto” สะท้อนจังหวะชีวิตคนเมือง

คุณเคยสงสัยไหมว่า นาฬิกาเรือนหนึ่งจะสามารถสะท้อนเรื่องราวของเมืองใหญ่ได้อย่างไร? และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแฟชั่นนาฬิกามาบรรจบกับสไตล์การแต่งตัวที่กำลังจะมาถึงในปี 2025? โอเรียนท์ (Orient) แบรนด์นาฬิกาชื่อดังจากญี่ปุ่น ได้ไขคำตอบนี้ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุดเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปี ภายใต้ชื่อ “Stretto“ ที่เป็นผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมืองใหญ่ 

โอเรียนท์แบรนด์นาฬิกาฉลองครบรอบ 75 ปี ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ในกลุ่ม Contemporary ภายใต้ชื่อ “Stretto” ซึ่งประกอบด้วยนาฬิกา 3 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นและรุ่นปกติ ชื่อนี้เป็นคำในภาษาอิตาลีที่ใช้ในทางดนตรี หมายถึงท่วงทำนองที่เร่งเร้าก่อนถึงท่อนพีค สื่อถึงความรู้สึกเบิกบานและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนเมือง

จุดเด่นของคอลเลกชัน

นาฬิกาในคอลเลกชันนี้มีหน้าปัดสีเทาโมโนโทน ซึ่งเป็นสีที่หาได้ยากในนาฬิการุ่นอื่นๆ ของโอเรียนท์ ดีไซน์ของนาฬิกาซีรีส์ Orient Stretto ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของเมืองใหญ่ โดยหลักเวลาทรงลิ่มสื่อถึงตึกระฟ้า และร่องวงกลมบนหน้าปัดสะท้อนภาพเสาโค้งแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งด้วยเทคนิคขัดเงาบริเวณขาตัวเรือนแบบ reverse-R และเข็มวินาทีสีส้มกับจุดพรายน้ำทรงกลมที่ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับภาพรวมแบบโมโนโทน

นาฬิกาทั้งสามรุ่นสามารถเปลี่ยนจากสายสเตนเลสสตีลเป็นสายหนังสีเทาได้ง่ายๆ เพื่อปรับลุคให้เข้ากับโอกาสต่างๆ โดยเทรนด์แฟชั่นผู้ชายปี 2025 ที่โอเรียนท์นำเสนอ คือสไตล์ “classic modern” ที่ผสมผสานความทางการและความสบายเข้าด้วยกัน

รายละเอียดนาฬิกาทั้ง 3 รุ่น

คอลเลกชัน Orient Stretto ประกอบด้วยนาฬิกา 3 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นและรุ่นทั่วไป อย่างกล่าวไปว่าคอลเลกชันนี้มีหน้าปัดสีเทาโมโนโทนที่หาได้ยากในนาฬิกาโอเรียนท์รุ่นอื่นๆ และสามารถเปลี่ยนจากสายสเตนเลสสตีลเป็นสายหนังสีเทาได้เพื่อปรับลุคให้เข้ากับโอกาสต่างๆ มาดูรายละเอียดเพิ่มเติมในแต่ละรุ่น มาเริ่มที่เรือนแรก

ORIENT Mechanical Contemporary สายเหล็ก (RA-AC0R04N) Limited (รุ่น Date)

นาฬิการุ่นนี้มาในดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมืองใหญ่ โดยมีหลักเวลาทรงลิ่มที่สื่อถึงตึกระฟ้า และวงกลมซ้อนกันที่หน้าปัดซึ่งสะท้อนถึงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ตัวเรือนมีการขัดเงาแบบ reverse-R ที่ขาตัวเรือนเพื่อให้เกิดประกายที่โดดเด่น

รุ่น Date เป็นตัวเลือกที่เรียบง่ายและคลาสสิกที่สุดในคอลเลกชันนี้ ด้วยตัวเรือนที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ 38.5 มม. และหนา 11.2 มม. เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาขนาดพอดีมือหรือมีข้อมือเล็ก ขับเคลื่อนด้วยกลไก In-house อัตโนมัติ Calibre F6722 ซึ่งเป็นกลไกที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่จำเป็นคือการแสดง วันที่ ที่ใช้งานได้ง่ายและลงตัวในทุกโอกาส

 

ORIENT Mechanical Contemporary สายเหล็ก (RA-AK0311N) Limited (รุ่น Day & Night)

รุ่นนี้เป็นรุ่นที่โดดเด่นและซับซ้อนที่สุดในคอลเลกชัน ด้วยตัวเรือนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ 41.5 มม. และหนา 13.0 มม. มีหลักเวลาทรงลิ่มและวงกลมซ้อนกันที่หน้าปัด และการขัดเงาแบบ reverse-R ที่ขาตัวเรือน ซึ่งช่วยให้ตัวเรือนดูมีมิติและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ขับเคลื่อนด้วยกลไก In-house อัตโนมัติ Calibre F6B24 ซึ่งเป็นกลไกที่มาพร้อมฟังก์ชันที่ครบครัน ทั้งการแสดง วันที่ วันในสัปดาห์ และฟังก์ชัน Day & Night ที่ช่วยให้ทราบได้ว่าขณะนี้เป็นกลางวันหรือกลางคืน ฝาหลังของรุ่นนี้เป็นแบบ See-through ที่เผยให้เห็นกลไกและมีการสลักคำว่า “Orient Since 1950 75th Anniversary” พร้อมหมายเลขประจำเรือน

 

ORIENT Mechanical Contemporary สายเหล็ก (RA-AR0012N) Limited (รุ่น Semi Skeleton)

เช่นเดียวกับสองรุ่นที่ผ่านมาในเรื่องของดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมือง แต่รุ่น Semi Skeleton นี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการออกแบบหน้าปัดแบบ Semi Skeleton ที่มีช่องหน้าต่างเผยให้เห็นการทำงานของกลไกภายใน ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่ได้ชื่นชมความสวยงามของการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนต่างๆ ของนาฬิกา ตัวเรือนมีขนาดกำลังดีที่ 40.8 มม. และมีความหนาเพียง 10.9 มม. ทำให้สวมใส่สบาย ใช้กลไก In-house อัตโนมัติ Calibre F6S22 พร้อมฟังก์ชัน หยุดเข็มวินาที ที่ช่วยให้การตั้งเวลาแม่นยำยิ่งขึ้น

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นทุกรุ่นในซีรีส์นี้มาพร้อมกับกล่องพิเศษครบรอบ 75 ปี และสายนาฬิกา 2 แบบ ได้แก่ สายสเตนเลสสตีลและสายหนังสีเทาโมโนโทน ฝาหลังตัวเรือนทำจากกระจกใสที่เผยให้เห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติ และมีการสลักข้อความ “Orient Since 1950 75th Anniversary” พร้อมหมายเลขประจำเรือน

กลไกและคุณสมบัติ

นาฬิกาในซีรีส์ Orient Stretto ใช้กลไก in-house แบบอัตโนมัติที่สามารถขึ้นลานด้วยมือได้ มีพลังงานสำรองสูงสุด 40 ชั่วโมง และมีความเที่ยงตรงอยู่ที่ +25 ถึง -15 วินาทีต่อวัน ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีล และกระจกหน้าเป็นแซฟไฟร์ นาฬิกามีคุณสมบัติกันน้ำได้ที่ระดับ 5 บาร์ หรือเทียบเท่าความลึก 50 เมตร

การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่โอเรียนท์เลือกใช้หน้าปัดสีเทาโมโนโทนและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมืองใหญ่ ถือเป็นการสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมาก มันทำให้เรามองนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและสไตล์ที่เรียบหรู และยังคงไม่ทิ้งความสนุกด้วยเข็มวินาทีสีส้มสดใส การที่ทุกรุ่นสามารถเปลี่ยนสายได้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้เราสามารถสนุกกับการแต่งตัวได้มากขึ้น โดยรวมแล้ว คอลเลกชันนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหานาฬิกาที่เข้าได้กับทุกลุคและทุกโอกาสจริงๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
ORIENT Stretto Day & Night (RA-AK0311N)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41.5 มม. หนา 13.0 มม.
  • หน้าปัด: สีเทา
  • ฟังก์ชัน: แสดง วันที่ วันในสัปดาห์ และ Day & Night
  • กลไก: In-house อัตโนมัติ Calibre F6B24
  • สาย: สเตนเลสสตีล และสายหนังสีเทา
ORIENT Stretto Semi Skeleton (RA-AR0012N)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40.8 มม. หนา 10.9 มม.
  • หน้าปัด: สีเทา แบบ Semi Skeleton
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา พร้อมช่องหน้าต่างเผยให้เห็นกลไก และฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที
  • กลไก: In-house อัตโนมัติ Calibre F6S22
  • สาย: สเตนเลสสตีล และสายหนังสีเทา
ORIENT Stretto Date (RA-AC0R04N)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38.5 มม. หนา 11.2 มม.
  • หน้าปัด: สีเทา
  • ฟังก์ชัน: แสดงวันที่
  • กลไก: In-house อัตโนมัติ Calibre F6722
  • สาย: สเตนเลสสตีล และสายหนังสีเทา

แล้วคุณล่ะ ชอบสไตล์ของนาฬิการุ่นไหนในคอลเลกชันนี้ที่สุด และคิดว่านาฬิกาเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกถึงตัวตนของคุณอย่างไรบ้าง? สามารถมาแชร์ความคิดเห็นกันได้

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิมเติม
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านนิทรรศการแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

Breguet เปิดบูติกสแตนด์อโลนแห่งที่สองของประเทศสิงคโปร์

0

การเปิดบูติกแห่งใหม่นี้สอดคล้องกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งมรดกการประดิษฐ์นาฬิกาของ Breguet 

ชื่อของ Breguet นั้นโดดเด่นในแวดวงนาฬิกาชั้นสูง ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน และนวัตกรรมที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ได้สร้างไว้ให้กับโลกนาฬิกามาตั้งแต่ปี 1775 ซึ่งเป็นรากฐานของนาฬิกาจักรกลในวันนี้ ทั้งกลไกทูร์บิญงที่มีผลต่อความเที่ยงตรง ระบบการกันสะเทือน นาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์ที่ช่วยให้เรือล่องไปในทิศทางที่ต้องการ  ไปจนถึงดีเทลความงดงามอย่างลายกิโยเช่ ฟอนต์ตัวเลข และเข็มสไตล์เบรเกต์ 

ในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 250 ปี จึงถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองของแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีรากฐานมาจากฝรั่งเศส ผ่านผลงานสุดพิเศษที่ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Classique Souscription, Tradition Seconde Rétrograde 7035, Type XX Chronographe 2075 และ Classique Tourbillon Sidéral

และเมื่อเดือนที่ผ่าน ทาง Breguet ได้จัดงานฉลองเปิดตัวบูติกสแตนด์อโลนแห่งที่สองในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า ION Orchard จึงนับเป็นโอกาสดีที่ทำให้แฟนนาฬิกาและสื่อมวลชนได้มารวมตัวกันเพื่อฉลองโอกาสพิเศษ และสัมผัสคอลเลกชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่น พร้อมกับชมผลงานประวัติศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ที่เป็นแรงบันดาลใจ

“ในการเปิดบูติกของเราที่ ION Orchard ครั้งนี้ เราไม่เพียงตอกย้ำการเติบโตของแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเลิศด้านการประดิษฐ์นาฬิกายาวนานกว่าสองศตวรรษครึ่ง” Mr. Gregory Kissling ซีอีโอของแบรนด์ที่มาเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้กล่าว “บราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาด้วยนวัตกรรม ศิลปะ และความหลงใหลในความเที่ยงตรงด้วย” 

อีเวนต์นี้เริ่มต้นจากการเปิดและเยี่ยมชมบูติกซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 138 ตารางเมตร โดยได้รับการตกแต่งในสไตล์เดียวกับบูติกของแบรนด์ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว  แต่ละโซนยัะงถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนมรดกของแบรนด์และจัดแสดงคอลเลกชันอันโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็น Classique, Tradition, Marine และ Reine de Naples จากนั้น จึงตามด้วยดินเนอร์มื้อพิเศษ พร้อมชมผลงานไฮไลต์มากมายที่นำมาจัดแสดงท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่น 

บทความอื่นที่น่าสนใจ:

Classique Tourbillon Sidéral 7255 เรือนเวลาพิเศษจาก Breguet ซึ่งนำเสนอ flying tourbillon เป็นครั้งแรก

Breguet Classique 7145: ศิลปะแห่งกิโยเช่ การแกะสลัก และภาพวาดจิ๋วในเรือนเวลา

Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านความมหัศจรรย์ของกลไกอันประณีตแห่งกาลเวลาและจินตนาการ

ครั้งนี้จะพาเราไปสำรวจงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนและกลไกที่ซับซ้อน ผ่านจินตนาการที่ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาจาก Van Cleef & Arpels

ในโลกแห่งเครื่องประดับและเรือนเวลาชั้นสูง Van Cleef & Arpels เป็นชื่อที่ผูกพันกับความงดงามราวบทกวีเสมอมา และในฤดูกาลนี้ เมซงได้จารึกบทใหม่ในประวัติศาสตร์นาฬิกาวิทยา ด้วยการรวบรวมผลงานชิ้นสำคัญซึ่งเป็นตัวแทนของความวิจิตรประณีตและกลไกอันสลับซับซ้อน การแสดงผลงานครั้งนี้คือการเฉลิมฉลองให้กับคุณค่าของเวลาและงานฝีมือชั้นสูง ที่ Van Cleef & Arpels ได้รังสรรค์ให้ “เครื่องประดับบอกเวลา” กลายเป็นผลงานสุดวิจิตรบรรจง

การนำเสนอผลงานเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงจุดบรรจบที่น่าทึ่งระหว่างหัตถศิลป์ตามธรรมเนียมดั้งเดิมและนวัตกรรมเชิงเทคนิค ซึ่งตอกย้ำถึงตำแหน่งของ Van Cleef & Arpels ในฐานะเมซงเครื่องประดับอัญมณีผู้สร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาสุดวิจิตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในนิทรรศการนี้ เราจะได้พบกับความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์ผลงานของเมซงไม่ว่าจะเป็น…

Van Cleef Arpels Watch Timepiece Exhibition

Lady Arpels Bal des Amoureux Automate: “นาฏกรรมแห่งความรัก”

เรือนเวลาชิ้นนี้คือการตีความเรื่องราวความรักให้มีชีวิตชีวาขึ้นบนหน้าปัดนาฬิกา โดยจำลองบรรยากาศอันชวนฝันของลานเต้นรำในคาเฟ่ย่านชานเมืองปารีสซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมของคู่รักในศตวรรษที่ 19 หัวใจของนาฬิกาเรือนนี้คือกลไกอัตโนมัติอันน่าทึ่ง ที่ขับเคลื่อนหุ่นกลของคู่รักชายหญิงให้เคลื่อนที่มาจูบทักทายกันอย่างนุ่มนวลและอ่อนหวานในทุกๆ เที่ยงวันและเที่ยงคืน ทำให้ทุกวินาทีที่ผ่านไปเป็นเหมือนบทเพลงแห่งความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Lady Arpels Brise d’Été:
“สายลมแห่งคิมหันต์”

แรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติและวัฏจักรแห่งชีวิต นาฬิกาเรือนนี้ถ่ายทอดภาพของสวนรุกขชาติที่เต็มไปด้วยพฤกษาผลิบาน และการโบยบินของผีเสื้อหลากสีได้อย่างมีชีวิตชีวา Van Cleef & Arpels ได้รังสรรค์ให้ทุกองค์ประกอบบนหน้าปัดสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะเวลาอย่างไม่สิ้นสุด ราวกับเป็นบทกวีที่บอกเล่าความงดงามตามธรรมชาติอย่างแท้จริง

Van Cleef Arpels Watch Timepiece Exhibition
Van Cleef Arpels Watch Timepiece Exhibition

Lady Arpels Jour Nuit:
“ทิวากับราตรี”

นาฬิกาเรือนนี้ถือกำเนิดขึ้นจากแรงบันดาลใจในศาสตร์ดาราศาสตร์และความตระการตาของดวงดาว หน้าปัดของ Lady Arpels Jour Nuit คือการจำลองห้วงเวหาอันกว้างใหญ่ไว้บนข้อมือ โดยมีดวงจันทร์และหมู่ดาวที่ประดับด้วยเพชรคอยเคลื่อนที่โคจรไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ที่ส่องประกายอยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของทิวากับราตรีอย่างต่อเนื่องและเป็นนิรันดร์

Lady Féerie watch:
“เทพธิดาแห่งกาลเวลา”

เมซง Van Cleef & Arpels ได้ยกย่องความงามของเหล่าเทพธิดาและนางฟ้ามาโดยตลอด นาฬิกาเรือนนี้จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อปลุกจินตนาการถึงดินแดนมหัศจรรย์ด้วยรูปนางฟ้าที่สวมอาภรณ์ประดับด้วยเพชรและไพลินอย่างงดงาม นางฟ้าผู้สง่างามนี้ใช้ไม้คทาของเธอเป็นเข็มนาที และแสดงตัวเลขบอกชั่วโมงในช่องทรงกลมที่ทำหน้าที่คล้ายกับดวงจันทร์ นับเป็นผลงานที่ผสมผสานความฝันและความจริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

Van Cleef Arpels Watch Timepiece Exhibition

สำหรับ Van Cleef & Arpels เรามองว่าพวกเขาได้สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “นาฬิกา” อย่างแท้จริง จากนิทรรศการที่ผ่านมา สิ่งที่สะท้อนให้เห็นทั้งในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนและกลไกที่ซับซ้อน ยังเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ที่มีความสามารถในการถ่ายทอด “ความงามและจินตนาการ” ลงบนเรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ผลงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้จริง” ทุกชิ้นงานคือการหลอมรวมงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมและนวัตกรรมทางเทคนิคเข้าด้วยกันอย่างลงตัว มันคือการเล่าบทกวีแห่งกาลเวลาที่เต็มไปด้วยภาพความทรงจำ ความฝัน และความโรแมนติกที่ไม่มีวันจางหาย

แล้วสำหรับคุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับผลงานของ Van Cleef & Arpels? คุณมองว่านาฬิกาของเมซงแห่งนี้คือ “เครื่องประดับ” หรือ “เรือนเวลา” และเพราะอะไร? ลองแชร์ความเห็นของคุณกันได้เลย

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว
Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 
เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ

CHRONOMASTER Sport Meteorite เมื่อความเที่ยงตรงจากอวกาศมาบรรจบกับดีไซน์ระดับตำนาน

ถ้าถามว่านาฬิกาเรือนไหนของ ZENITH ที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้ ชื่อของ CHRONOMASTER Sport ต้องติดโผแน่นอน เพราะนับตั้งแต่เปิดตัวก็กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัล “โครโนกราฟยอดเยี่ยม” จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève ในปี 2021 แต่ล่าสุด ZENITH ได้พาก้าวไปไกลกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัว

และ CHRONOMASTER Sport Meteorite เรือนนี้จะพาคุณไปสัมผัสกับความงามอันลี้ลับของห้วงอวกาศ มันคือเศษเสี้ยวของจักรวาลที่กำลังเต้นอยู่บนข้อมืออย่างแท้จริง

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE

หน้าปัดอุกกาบาต พร้อมลวดลายที่ไม่เคยซ้ำที่ไหนในจักรวาล

หน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือนเริ่มต้นการเดินทางมานับล้านปีจากห้วงอวกาศ ก่อนจะมาถึงยังโลกและสู่ใจกลางเวิร์คช็อปของ ZENITH ในเมืองเลอ โลเคิล หน้าปัดอุกกาบาตสีเทาแต่ละชิ้นถูกขัดแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถันเพื่อเผยให้เห็นลวดลาย Widmanstätten ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลวดลายนี้คือโครงสร้างทางเรขาคณิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการเย็นตัวลงอย่างช้าๆ ของธาตุเหล็กหลอมเหลวในอวกาศ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่หน้าปัดของนาฬิการุ่นไหนจะเหมือนกัน 

ความพิเศษนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นมากกว่านาฬิกา แต่มันคือ “งานศิลปะที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นจากห้วงอวกาศ” บนผืนผ้าใบแห่งกาแล็กซีนี้ ZENITH ยังคงรักษาดีเอ็นเอของตัวเองไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยเคาน์เตอร์ย่อยสามสี ที่ประกอบด้วยสีเงิน สีเทาอ่อน และสีแอนทราไซต์ ซึ่งตัดกันได้อย่างกลมกลืน 

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE

นอกจากนี้ หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® ทำให้สามารถอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนในทุกสภาพแสง และมีช่องแสดงวันที่แบบเรียบง่ายอยู่ที่ตำแหน่ง 4:30 น.

กลไกแห่งความแม่นยำ: El Primero 3600

สิ่งที่ทำให้ CHRONOMASTER Sport โดดเด่นกว่าใคร คงไม่ใช่แค่ดีไซน์ภายใน แต่กลับเป็นหัวใจที่อยู่ข้างใน นั่นก็คือกลไก El Primero 3600 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นล่าสุดของกลไกโครโนกราฟระดับตำนานของ ZENITH กลไกนี้มีความสามารถอันน่าทึ่งในการจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 ของวินาที ด้วยความถี่การสั่นสะเทือนสูงถึง 5 Hz (36,000 VpH) ลองจินตนาการดูว่าเข็มโครโนกราฟตรงกลางจะหมุนครบหนึ่งรอบหน้าปัดในทุกๆ 10 วินาที มันเป็นความแม่นยำระดับที่ทำให้เราตื่นเต้นได้ทุกครั้งที่กดจับเวลาเลยทีเดียว

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE

นอกจากนี้ กลไกยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง และสามารถมองเห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมกลไกที่ประณีตผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ได้ ไม่ว่าจะเป็น “column wheel” สีน้ำเงิน หรือ “rotor” แบบเปลือยที่ประดับด้วยดาว ZENITH ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ความลงตัวของดีไซน์และฟังก์ชัน

ตัวเรือนของ CHRONOMASTER Sport Meteorite นั้นทำจากสแตนเลสสตีลขนาด 41 มม. พร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกสีดำที่มีสเกลวัด 10 วินาที ที่ช่วยเสริมทั้งความทนทานและความเที่ยงตรงในการอ่านค่า ตัวเรือนยังมีการผสมผสานระหว่างพื้นผิวแบบขัดเงาและแบบซาติน เพื่อยกระดับความหรูหราแบบสปอร์ต และสามารถกันน้ำได้ถึง 10 ATM

นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกาถึงสองแบบ ทั้งสายสแตนเลสสตีลแบบเข้าชุดที่ผสานการขัดเงาและแบบซาตินเข้าด้วยกัน และยังมีสายยางสีดำอีกหนึ่งเส้นที่มาพร้อมตัวล็อกแบบพับเพื่อเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนลุคจากสปอร์ตหรูให้เป็นสปอร์ตเต็มตัวได้ในพริบตา

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE

การกลับมาของ CHRONOMASTER Sport Meteorite ในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า ZENITH ไม่ได้แค่สร้างนาฬิกาที่แม่นยำ เพราะยังคงเป้นแบรนด์ที่กล้าฉีกกรอบ และนำเอาวัสดุที่ไม่ธรรมดาอย่างอุกกาบาตมาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านกลไกชั้นสูงได้อย่างน่าทึ่ง มันเป็นนาฬิกาที่บอกเล่าเรื่องราวได้ในตัวของมันเอง ทั้งเรื่องราวการเดินทางของอุกกาบาต และเรื่องราวของแบรนด์ ZENITH ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE
ข้อมูลทางเทคนิคของ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE
  • ตัวเรือน: ทำจากสแตนเลสสตีล (316L) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. หนา 13.6 มม. และกันน้ำได้ 10 ATM หรือประมาณ 100 เมตร มาพร้อมกับขอบหน้าปัดเซรามิกสีดำ
  • หน้าปัด: ทำจากอุกกาบาต ซึ่งมีลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกัน หน้าปัดย่อยสามสี ได้แก่ สีเงิน เทาอ่อน และแอนทราไซต์ มีช่องแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 4:30 น.
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที และมีเข็มวินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา สามารถจับเวลาโครโนกราฟได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที พร้อมหน้าปัดย่อยสำหรับนับนาทีที่ 6 นาฬิกาและวินาทีที่ 3 นาฬิกา
  • กลไก: ใช้กลไกอัตโนมัติ El Primero 3600 ที่มีความถี่ 36,000 VpH (5 Hz) สามารถสำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง
  • สาย: มาพร้อมสายสแตนเลสสตีลแบบเข้าชุด และมีสายยางสีดำสำรองให้อีกหนึ่งเส้น

สำหรับคุณผู้อ่านแล้ว คุณมองว่าความพิเศษของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่อะไร? ดีไซน์ที่มาจากอวกาศ หรือกลไกที่แม่นยำถึง 1/10 วินาที? 

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว
Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 
เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

Wrist Check: Taylor Swift ประกาศหมั้น! พร้อมเรือนเวลาบนข้อมือสวยที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้อง

Taylor Swift ประกาศหมั้นกับแฟนหนุ่ม Travis Kelce และเรือนเวลาหรูบนข้อมือก็คืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้ทั่วโลกจับตามอง

เรียกได้ว่า ณ เวลานี้ คงไม่มีข่าวไหนในวงการบันเทิงฝั่งตะวันตก ที่จะโด่งดังและเป็นที่พูดถึงอย่างกึ้งก้องไปยิ่งกว่าการประกาศหมั้นของนักร้องสาวซุปเปอร์สตาร์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) กับแฟนหนุ่มนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลชื่อดังอย่าง ทราวิส เคลซี (Travis Kelce) จากทีม Kansas City Chiefs โดยตั้งแต่สาวเทย์เลอร์ได้โพสต์รูปการหมั้นของเธอ พร้อมข้อความ “Your English teacher and your gym teacher are getting married” ผ่านทาง Instagram ส่วนตัว ก็เรียกเสียงฮือฮาอย่างล้นหลามได้จากทั้งแฟน ๆ เหล่าศิลปินคนดัง รวมถึงสำนักข่าวทั่วโลก

นาฬิกา Taylor Swift Travis Kelce Engaged Cartier
นาฬิกา Taylor Swift Travis Kelce Engaged Cartier

แน่นอนว่า เมื่อมีการขอแต่งงานของคนดังระดับโลก สิ่งที่สายส่องทุกคนต่างไม่พลาดก็คือ การส่องดูแหวนหมั้น ซึ่งเด่นสะดุดตาด้วยเพชรรูปทรงสไตล์วินเทจที่เปล่งประกายอย่างสง่างาม แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สะดุดตาสายสะสมนาฬิกาอย่างเรา ก็คงไม่พ้นเรือนเวลาหรูบนข้อมือบางของเธอ

นาฬิกา Taylor Swift Travis Kelce Engaged Cartier

ความหรูหราผสมความประณีตปรากฏอย่างเด่นชัด จนเลี่ยงไม่ได้ที่จะรีบส่องดูเรือนเวลาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด จนพบว่านาฬิกาเรือนนี้คือ Cartier Santos Demoiselle Watch สง่างามด้วยดีไซน์สีเหลี่ยมมน วัสดุเยลโลว์โกล์ดประดับเพชรสว่างสดใสรอบหน้าปัด มาพร้อมเครื่องหมายบอกเวลาเลขโรมัน ประกบคู่กับเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีสีฟ้าสด

นาฬิกา Taylor Swift Travis Kelce Engaged Cartier

เรียกได้ว่าเป็นเรือนเวลาที่สะท้อนความคลาสสิก แต่ก็เผยเสน่ห์ได้อย่างลงตัว จนเปล่งประกายโดดเด่นบนข้อมือสวย ราวกับท่อนเพลง So High School ที่สาวเทย์เลอร์ได้ใส่คู่ไปกับโพสต์ของเธอ ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกไว้ว่า “I feel so high school every time I look at you, I wanna find you in a crowd just to hide from you” เวลามองนาฬิกาเรือนนี้ ก็เหมือนกับตอนที่เรากำลังมองคนที่เราหลงรัก เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงและรู้สึกสดใสเหมือนย้อนกลับไปวัยมัธยมอีกครั้ง

ความรู้สึกอันน่าสะกดใจนี้ คือสิ่งที่ทำให้เรามองว่า นาฬิกาไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลาทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นชิ้นงานศิลป์ที่สามารถปลุกอารมณ์ ความทรงจำ และความรู้สึกโรแมนติกในใจให้กับผู้สวมใส่ได้อย่างแท้จริง

แล้วพบกันใหม่ใน Wrist Check ครั้งหน้า สัญญาว่าจะพาไปส่องไอเท็มเด็ดๆ พร้อมเรื่องราวสุดพิเศษจากวงการแฟชั่นและเรือนเวลาแน่นอน อย่าลืมติดตามกันนะ

M.A.D.EDITIONS x YINKA ILORI: เมื่อศิลปะแห่งความฝันถูกถ่ายทอดลงบนนาฬิกา

เมื่อศิลปะแห่งความฝันถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลา M.A.D.EDITIONS และ Yinka Ilori ร่วมกันสร้างสรรค์นาฬิกาที่เต็มไปด้วยสีสันและแรงบันดาลใจ

M.A.D.Editions แบรนด์นาฬิกาที่ถือกำเนิดขึ้นจากความขอบคุณของ Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F ได้จับมือกับ Yinka Ilori MBE ศิลปินและนักออกแบบชาวอังกฤษ-ไนจีเรีย สร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษ M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’ ที่เต็มไปด้วยสีสันและปรัชญาแห่งความฝัน Maximilian Büsser กล่าวว่าผลงานของ Ilori นั้นล้วนเต็มไปด้วยสีสันที่ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา และการร่วมมือกันครั้งนี้ได้สร้างสรรค์สิ่งที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นเครื่องเตือนใจให้เราไล่ตามความฝันของตัวเอง

M.A.D.EDITIONS X YINKA ILORI M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’
Yinka Ilori ศิลปินและนักออกแบบชาวอังกฤษ-ไนจีเรีย ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักจากงานศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสัน การเล่าเรื่อง และการมองโลกในแง่ดี การร่วมมือกันนี้ได้ก่อให้เกิดคอลเลกชันใหม่ล่าสุด
M.A.D.EDITIONS X YINKA ILORI M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’

เรื่องราวเบื้องหลัง จากความบังเอิญสู่ความจริง

การร่วมมือกันครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากความบังเอิญที่เหมือนเป็นโชคชะตา Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F และ M.A.D.Editions ได้ค้นพบผลงานของ Yinka Ilori ขณะกำลังพลิกดูนิตยสารในช่วงวันหยุดพักผ่อนเมื่อฤดูร้อนปี 2023 ด้วยความประทับใจในงานศิลปะที่เต็มไปด้วยพลังและความฝัน เขาจึงตัดสินใจติดต่อ Ilori และเพียงแค่ 6 วันต่อมา Ilori ก็เดินทางมาถึงกรุงเจนีวาเพื่อสำรวจ “ผืนผ้าใบ” ชิ้นใหม่ นั่นคือนาฬิกาข้อมือ

สำหรับ Ilori แล้ว โลก คือผืนผ้าใบสำหรับมองโลกในแง่ดี เขาจึงได้นำเอาสีสันที่สดใสและดีไซน์ที่สนุกสนานมาเติมเต็มความสุขและความหมายให้กับสิ่งของในชีวิตประจำวัน Ilori ใช้การเล่าเรื่องเพื่อผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์เข้าด้วยกันในงานออกแบบที่หลากหลาย แรงบันดาลใจหลักของเขาคือการปลูกฝังความเชื่อในการดูแลความฝันของตัวเอง ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับมาจากพ่อแม่ ที่มักจะใช้สัญลักษณ์ของต้นไม้เป็นตัวแทนของความอดทนและความหวังที่ต้องใช้เพื่อให้ไอเดียต่างๆ เบ่งบานตามกาลเวลา จากผลงานที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมไปจนถึงของใช้ในบ้าน Ilori มุ่งมั่นที่จะใช้ดีไซน์เป็นเครื่องมือในการสร้างการเติบโต ความสุข และการเปลี่ยนแปลง

การร่วมมือกันของทั้งสองคนสะท้อนแนวคิดที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรามักจะถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่เราถูกสนับสนุนให้ฝันให้ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อโตขึ้นเรากลับถูกบอกให้ลดขนาดความฝันลง แต่การร่วมมือนี้กลับปฏิเสธแนวคิดนั้นอย่างสิ้นเชิง ทั้งสองต่างก็เชื่อว่าความฝันคือการจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปได้ บวกกับความกล้าที่จะลงมือทำเพื่อให้มันเป็นจริง และสร้างพื้นที่ให้กับจินตนาการที่กล้าหาญและไร้ขีดจำกัด

รายละเอียดของนาฬิกา ‘Grow Your Dreams’ กับความฝันที่จับต้องได้

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความหลงใหลในสีสันของ Ilori ทาง M.A.D.Editions จึงได้สร้างสรรค์ออกมาถึง 3 เรือนในรุ่น ‘Grow Your Dreams’ แต่ละเรือนมีชื่อตามแนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ได้แก่ Sun (ดวงอาทิตย์) Nature (ธรรมชาติ) และ Water (น้ำ) โดยแต่ละแบบผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 400 เรือน

M.A.D.EDITIONS X YINKA ILORI M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’
Sun (ดวงอาทิตย์), Nature (ธรรมชาติ), และ Water (น้ำ) โดยแต่ละแบบผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 400 เรือน

สิ่งที่น่าสนใจคือนวัตกรรมทางเทคนิคที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะเหล่านี้ เริ่มจากตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีล 316L และยังคงใช้กลไก Swiss made LaJoux-Perret G101 ที่เปิดตัวในรุ่น M.A.D.1S ก่อนหน้านี้ แต่มีการพัฒนาชิ้นส่วนต่างๆ ให้พิเศษขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในส่วนของโรเตอร์ที่ใช้ไขลานอัตโนมัติซึ่งทำจากไทเทเนียม ที่ได้รับการออกแบบให้บางและซับซ้อนยิ่งขึ้น ผ่านกระบวนการอะโนไดซ์ (Anodization) เพื่อให้ได้สีที่แตกต่างกันตามรุ่น

สีเหลืองสำหรับรุ่น Sun หรือสีเขียวสำหรับรุ่น Nature และสีน้ำเงินสำหรับรุ่น Water บนโรเตอร์ยังมีการแกะสลักลวดลายต้นไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการเติบโต รวมถึงสลักข้อความ ‘Grow Your Dreams’ และเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เอาไว้ด้วย

M.A.D.EDITIONS X YINKA ILORI M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’

นอกจากนี้ กรอบหน้าปัด (bezel) ยังมีการเพิ่มสีสันเข้าไปเป็นครั้งแรกสำหรับ M.A.D.Editions โดยใช้ HyCeram ซึ่งเป็นเซรามิกเหลวไฮเทคที่แข็งตัวด้วยความร้อนแทนการเคลือบ PVD แบบทั่วไป ตัวนาฬิกามาพร้อมสายยางที่มีสีสันสดใสแม้อาจจะไม่เข้ากัน แต่เข้ากับธีมของแต่ละรุ่นอย่างลงตัว เช่น รุ่น Sun ใช้สายสีเหลืองและเขียว หรือรุ่น Water ใช้สายสีน้ำเงินเข้มและน้ำเงินฟ้า และรุ่น Nature ใช้สายสีม่วงและแดง นอกจากนี้ยังมาพร้อมสายสีขาวสำหรับเปลี่ยนอีกหนึ่งเส้นด้วย

M.A.D.EDITIONS X YINKA ILORI M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’
M.A.D.EDITIONS X YINKA ILORI M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’

ความสุขที่มาพร้อมคุณค่า

การร่วมมือกันครั้งนี้จึงนับเป็นการเฉลิมฉลองให้กับสีสันหรือตัวตน เป็นการส่งต่อข้อความเชิงบวก เป็นการเชิญชวนให้ทุกคนดูแลความฝันของตัวเองเหมือนเมล็ดพันธุ์ เชื่อมั่นในศักยภาพของมัน และจดจำไว้ว่าไม่มีความฝันใดที่เกินเอื้อม แค่มันกำลังรอเวลาที่จะเบ่งบานเท่านั้น

สำหรับคุณผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับคอลเลกชันนี้บ้าง และถ้าให้เลือกนาฬิกาในคอลเลกชันนี้เพียงหนึ่งเรือน คุณจะเลือกรุ่นไหนและเพราะอะไร? ลองร่วมแชร์ความเห็นของคุณกันได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
ชื่อรุ่น: M.A.D.1S ‘Grow Your Dreams’
  • ตัวเรือน: ทำจากสแตนเลสสตีล 316L ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. หนา 15 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: มีให้เลือก 3 แบบตามชื่อรุ่น ‘Sun’ สีเหลือง / ‘Nature’ สีเขียว / ‘Water’ สีน้ำเงิน ขอบตัวเรือนมีการประดับสีด้วย HyCeram ซึ่งเป็นเซรามิกเหลวไฮเทค และตัวเลขบอกเวลาออกแบบโดย Yinka Ilori
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาด้วยกระบอกหมุนบอกชั่วโมงและนาที พร้อมฟังก์ชันการไขลานอัตโนมัติ
  • กลไก: ใช้กลไก Swiss made LaJoux-Perret G101 หนา 4.45 มม. สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง โรเตอร์ทำจากไทเทเนียมและมีการแกะสลักรูปต้นไม้พร้อมข้อความ ‘Grow Your Dreams’
  • สาย: สายยางมีลวดลายใบไม้ แต่ละรุ่นมาพร้อมสายสีที่ไม่เข้าคู่กันตามธีม และมีสายยางสีขาวสำหรับเปลี่ยนให้อีกหนึ่งเส้น 

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว
Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 
เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin ผสานกลไกปฏิทินถาวรในตัวเรือนที่บางที่สุด

อีกครั้งที่ Vacheron Constantin แบรนด์นาฬิกาเก่าแก่จากสวิตเซอร์แลนด์ สร้างความฮือฮาในวงการด้วยการเปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ในตระกูล Overseas ที่มาพร้อมกับความซับซ้อนที่หลายคนใฝ่หา นั่นก็คือ กลไกปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่ถูกบรรจุไว้ในตัวเรือนที่บางเฉียบอย่างน่าทึ่ง

Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ นับเป็นการตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในการผสมผสานความหรูหราแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ที่สปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น โดยรุ่นใหม่นี้มีให้เลือกสองแบบ ทั้งตัวเรือน Pink Gold กับหน้าปัดสีทอง ที่เน้นความเรียบหรูและโทนสีที่กลมกลืน และ ตัวเรือน White Gold กับหน้าปัดสีแดงเบอร์กันดี ที่สร้างความแตกต่างและโดดเด่นอย่างชัดเจน

ความบางที่มาพร้อมกับความซับซ้อน

หัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้คือ กลไกอัตโนมัติ Calibre 1120 QP/1 ที่มีความหนาเพียง 4.05 มม. ซึ่งเป็นความสำเร็จด้านวิศวกรรมที่น่าทึ่ง กลไกนี้ไม่ได้มีแค่ฟังก์ชันบอกเวลาธรรมดา ยังได้รวมเอาปฏิทินถาวรที่สามารถปรับเปลี่ยนวันและเดือนได้เองโดยอัตโนมัติ รวมถึงการปรับปีอธิกสุรทิน (Leap Year) หรือปีที่มี 29 วันในเดือนกุมภาพันธ์ โดยไม่ต้องมานั่งตั้งค่าใหม่เองจนกว่าจะถึงปี ค.ศ. 2100 ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนเป็นนาฬิกาอัจฉริยะแบบกลไกที่ไม่ต้องชาร์จแบตเลยทีเดียว

Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin

นอกเหนือจากกลไกที่ซับซ้อนแล้ว ตัวนาฬิกายังมาพร้อมกับตัวเรือนที่หนาเพียง 8.1 มม. ซึ่งถือว่าบางมากสำหรับนาฬิกาที่มีฟังก์ชันปฏิทินถาวร ถือเป็นความท้าทายที่แบรนด์แสดงให้เห็นว่าสามารถทำได้จริง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้นาฬิกากลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้

เลือกได้ตามใจ จากหรูหราสู่สไตล์สปอร์ต

จุดเด่นอีกอย่างที่ Vacheron Constantin นำเสนอคือความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยนาฬิกาทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับสายนาฬิกาถึงสามแบบ สายทอง สำหรับลุคที่หรูหราเป็นทางการ และ สายยาง สองเส้นที่ให้มาเพื่อเปลี่ยนเป็นลุคที่สปอร์ตขึ้น ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนสายได้เองอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ นี่คือการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการนาฬิกาเรือนเดียวแต่สามารถปรับใช้ได้กับทุกโอกาส

Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านาฬิการุ่นนี้จะดูสมบูรณ์แบบในทุกแง่มุม แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ มันถูกสร้างมาเพื่อเป็นงานฝีมือชั้นสูงที่เน้นความประณีตและกลไกที่ซับซ้อน ทำให้เป็นสินค้าที่อาจจะจับต้องได้ยากสำหรับคนทั่วไป นี่คือการนำเสนอความเป็นนาฬิกาในแบบฉบับดั้งเดิม ที่เน้นกลุ่มตลาดที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง

ถึงแม้จะมีการปรับดีไซน์ให้มีความสปอร์ตและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น แต่แก่นแท้ของความเป็น “Poinçon de Genève” หรือตราประทับแห่งเจนีวา ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่รับรองถึงงานฝีมืออันประณีตในการผลิตนาฬิกา ก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในวงการมาอย่างยาวนาน

Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin

โดยรวมแล้ว การเปิดตัว Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin ครั้งนี้คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูงและงานฝีมือแบบดั้งเดิม แสดงให้เห็นว่าแม้ในโลกที่เทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน ความงดงามของนาฬิกากลไกก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์และสามารถสร้างความประทับใจได้เสมอ

ข้อมูลทางเทคนิค
Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin
  • ตัวเรือน: นาฬิการุ่นนี้มีตัวเรือนให้เลือก 2 แบบคือพิงค์โกลด์และไวท์โกลด์ ขนาด 41.5 มม. ที่ความหนาเพียง 8.1 มม. ตัวเรือนภายในมีแผ่นเหล็กอ่อนป้องกันสนามแม่เหล็ก และสามารถกันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดมี 2 สีให้เลือกตามวัสดุตัวเรือน โดยรุ่นพิงค์โกลด์มาพร้อมหน้าปัดสีทอง ส่วนรุ่นไวท์โกลด์ใช้หน้าปัดสีแดงเบอร์กันดี ทั้งสองแบบมีหน้าปัดย่อยสำหรับฟังก์ชันปฏิทินและแสดงข้างขึ้นข้างแรม
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาเป็นชั่วโมงและนาที พร้อมด้วยฟังก์ชันปฏิทินถาวรที่แสดงวัน วันที่ เดือน และปีอธิกสุรทิน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันแสดงข้างขึ้นข้างแรม
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 1120 QP/1 ที่มีความบางเพียง 4.05 มม. และสำรองพลังงานได้ประมาณ 40 ชั่วโมง ประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 276 ชิ้น
  • สาย: มาพร้อมสาย 3 แบบ คือสายทองคำแบบเดียวกับตัวเรือน และสายยางอีก 2 เส้นที่สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก
Oris กลับสู่มหาสมุทรด้วยนาฬิกา New York Harbor Limited Edition II

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว

เจาะลึกเบื้องหลัง Hamilton Ventura และบทบาทสำคัญใน Dune Part Two

เคยสงสัยไหมว่าในโลกแห่งภาพยนตร์ไซไฟอันยิ่งใหญ่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อุปกรณ์ชิ้นไหนที่สามารถเชื่อมโยงจินตนาการเข้ากับความเป็นจริงได้อย่างน่าทึ่ง?

สำหรับตัวผู้เขียนแล้ว ในโลกที่เต็มไปด้วยภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์ มีเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถตรึงใจเราได้เท่ากับ “Dune” ความยิ่งใหญ่ของทะเลทราย Arrakis และการเดินทางของ Paul Atreides คือเรื่องราวที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของมนุษย์ เช่นเดียวกับนาฬิกาของ Hamilton ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงโลกแห่งจินตนาการเข้ากับความจริงที่จับต้องได้ นี่คือเหตุผลที่เราเลือกหยิบเรื่องราวนี้มาแบ่งปันในครั้งนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่างานฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ สามารถสร้างความหมายที่ลึกซึ้งได้แค่ไหน

เมื่อ Hamilton จับมือ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมบทบาทของ “Desert Watch” ใน Dune: Part Two

ต้องบอกว่า Hamilton นั้นไม่ใช่แบรนด์ที่เพิ่งเข้ามามีบทบาทในโลกภาพยนตร์ ครั้งหนึ่งนาฬิกา Khaki Field Murph ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังใน “Interstellar” และกับ “Dune: Part Two” ซึ่งจับมือกันครั้งนี้ก็ทำให้ Hamilton ได้ยกระดับการร่วมมือไปอีกขั้น โดยทำงานร่วมกับ prop master Doug Harlocker เพื่อสร้างนาฬิกาที่เรียกว่า “Desert Watch” ซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์ที่เป็นนาฬิกาปกติทั่วไป แต่คือส่วนหนึ่งของโลกภาพยนตร์ที่สมจริงจนน่าทึ่ง

Desert Watch ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโลกนี้ แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ Arrakis แฮมิลตันจึงต้องเผชิญกับความท้าทาย นั่นก็คือการถ่ายทอดแรงบันดาลใจของโครงการนี้ออกมาเป็นนาฬิกาที่เหมาะกับโลกแห่งความเป็นจริง

ในภาพยนตร์นั้น “Desert Watch” จะปรากฏบนข้อมือของ Paul Atreides และเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยบอกสถานะของเกราะป้องกัน (Holtzman Shield) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดบนดาว Arrakis ที่อันตราย หน้าจอที่ไร้ตัวเลขและเข็มนาฬิกาบอกเวลาแบบดั้งเดิมของ “Desert Watch” ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาว Fremen ที่ไม่ได้ยึดติดกับเวลาแบบโลกมนุษย์ แต่ให้ความสำคัญกับการเอาตัวรอดในแต่ละวัน การที่นาฬิกาถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ป้องกันตัว ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอยู่รอด ความแข็งแกร่ง และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย

รายละเอียดจากโลกแห่ง Arrakis

สิ่งที่ทำให้การร่วมมือครั้งนี้มีเสน่ห์ คือความมุ่งมั่นของ Hamilton ที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่เคารพในเนื้อหาต้นฉบับอย่างแท้จริง แทนที่จะนำรุ่นที่มีอยู่แล้วมาปรับแต่ง พวกเขากลับเลือกที่จะสร้างสรรค์ “Desert Watch” ขึ้นมาใหม่จากบล็อกเหล็กกล้าชิ้นเดียว โดยไม่มีหน้าจอหรือเข็มบอกเวลาแบบที่เราคุ้นเคย มีเพียงหน้าปัดที่เรียบง่ายแต่ซับซ้อนด้วยลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของโลก Dune ซึ่งสอคล้องถึงปรัชญาของดาว Arrakis ที่เวลาเป็นสิ่งไร้ความหมาย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเอาตัวรอด อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้

The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune
“Desert Watch” อย่างที่รู้จักกันนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับเครื่องแต่งกายอันโดดเด่นและเทคโนโลยีแฟนตาซีอื่นๆ ได้อย่างลงตัว ซึ่งน่าจะเป็นการตีความใหม่ของอุปกรณ์โล่ของ Holtzman

นอกจากนี้ Hamilton ยังได้นำแรงบันดาลใจจาก “Desert Watch” นี้มาพัฒนาเป็นนาฬิกา 2 รุ่นที่พร้อมการวางจำหน่ายจริงให้กับแฟนๆ ได้สะสม ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Ventura XXL Bright Dune Limited Edition
รุ่นนี้สื่อถึงความดุดันและลึกลับของ Dune ด้วยตัวเรือนทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่พิเศษ 52 มม. หน้าปัดสีดำสนิทพร้อมลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจาก “Desert Watch” เมื่อกดปุ่มด้านข้าง หน้าปัดเหล่านี้จะเรืองแสงขึ้นเป็นสีน้ำเงินสดใสราวกับดวงตาของชาว Fremen สามารถกันน้ำได้ 50 เมตร และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 3,000 เรือน ซึ่งทำให้ดูมีเอกลักษณ์และน่าสนใจยิ่งขึ้น

The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune

Ventura Edge Dune Limited Edition
รุ่นถัดมานี้โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัลที่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 51 มม. การแสดงผลเวลาเป็นตัวเลขดิจิทัลสีน้ำเงินที่สามารถเรืองแสงได้เช่นกัน หน้าปัดมีดีไซน์แบบ 3D ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมในโลก Dune อย่างชัดเจน รุ่นนี้มาพร้อมความสามารถในการกันน้ำที่ 100 เมตร และผลิตจำนวนจำกัด 2,000 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune

จิตวิญญาณของ Hamilton ที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียด

การที่ Hamilton สร้างนาฬิกา Bespoke เพื่อแฟนๆ “Dune” โดยเฉพาะ และการที่นาฬิการุ่นพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด และมาในแพ็กเกจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์นั้น เป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจในความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของความรักและความผูกพันที่ Hamilton มีต่อวงการภาพยนตร์ รวมถึงแฟนๆ ของแบรนด์ที่หลงใหลในงานฝีมือ และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่ถูกซ่อนอยู่ในทุก ๆ เข็มวินาที

The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune
The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune
The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune
นาฬิกาทั้งคู่มาพร้อมกับกล่องบรรจุภัณฑ์ที่มีผิวสัมผัสสุดเท่ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนแคปซูลหรือวัตถุโบราณที่ถูกดึงขึ้นมาจากผืนทรายที่อุดมไปด้วยเครื่องเทศของดาว Arrakis
The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune
ภายในกล่องยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมที่ซ่อนอยู่ เช่น จารึกที่พิมพ์ด้วยภาษา Chakobsa ซึ่งเป็นภาษาลับของชาว Fremen

สำหรับเราแล้ว นาฬิกาของ Hamilton ในภาพยนตร์ “Dune” ทำให้เราได้เห็นในอีกมุมมองที่ว่า การสร้างสรรค์ที่มาจากความเข้าใจอย่างแท้จริง สามารถทำให้สิ่งของธรรมดากลายเป็นงานศิลปะที่มีเรื่องราวได้ และมันไม่ใช่แค่การตลาด ทุกรายละเอียดล้วนเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจ และทุ่มเทอย่างจริงใจในการสร้างสรรค์ที่ลงตัวกับทุกบริบท เพื่อส่งมอบเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหมายแก่ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาและภาพยนตร์ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เราประทับใจและอยากเล่าให้ทุกคนฟัง

เรื่องราวความร่วมมือระหว่าง Hamilton และ Dune ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของการเล่าเรื่องผ่านงานฝีมือ ซึ่ง Hamilton แก้โจทย์นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขานำแรงบันดาลใจจาก “Desert Watch” มาสร้างเป็นนาฬิกาสองรุ่นที่ตอบโจทย์แฟนๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างลงตัว โดยยังคงจิตวิญญาณแห่ง Dune เอาไว้ได้ครบถ้วน ทั้ง Ventura XXL Bright Dune Limited Edition และ Ventura Edge Dune Limited Edition คือการตีความดีไซน์ตัวเรือนทรงสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ventura ได้อย่างน่าทึ่ง และถูกนำเสนอในมุมมองที่โฉบเฉี่ยวและดุดัน บอกเล่าเรื่องราวของ Ventura ที่ผ่านการร้อยเรียงใหม่ในโลกแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม

The Spice of Time: Inside Hamilton's Collaboration with the World of Dune

แล้วคุณล่ะ มีความรู้สึกอย่างไรกับนาฬิกาเรือนนี้กันบ้าง และคุณคิดว่าการสร้างสรรค์ที่ใส่ใจในรายละเอียดจะสามารถยกระดับผลงานให้มีความหมายลึกซึ้งขึ้นได้จริงหรือไม่ มาร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของวงการนาฬิกาไปพร้อมกัน

ข้อมูลทางเทคนิค Hamilton Ventura XXL Bright Dune Limited Edition
  • ชื่อรุ่น: Ventura XXL Bright Dune Limited Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขนาด 52×46.6 มม. เคลือบ PVD สีดำ
  • หน้าปัด: สีดำพร้อมลวดลาย “Desert Watch” ที่เรืองแสงสีน้ำเงินได้เมื่อกดปุ่ม
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบอนาล็อก พร้อมหน้าปัดเรืองแสงสีน้ำเงิน
  • กลไก: ควอตซ์
  • สาย: ยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุด
  • จำนวนการผลิต: 3,000 เรือน
ข้อมูลทางเทคนิค Hamilton Ventura Edge Dune Limited Edition
  • ชื่อรุ่น: Ventura Edge Dune Limited Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขนาด 51×47.2 มม. เคลือบ PVD สีดำ
  • หน้าปัด: สีดำพร้อมจอแสดงผลดิจิทัลสีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบดิจิทัล
  • กลไก: ควอตซ์
  • สาย: ยางสีดำพร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุด
  • จำนวนการผลิต: 2,000 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา
Time to…Movies| นับถอยหลังสู่การมีชีวิต…เมื่อนาฬิกาเป็นทุกสิ่งในภาพยนตร์ “In Time”

6 แบรนด์นาฬิกาจีนที่ใช้หน้าปัดลงยา (Enamel) ซึ่งคุณสามารถหาซื้อได้ในปัจจุบัน

จากดินแดนที่มีรากฐานอันยาวนานด้านศิลปะและวัฒนธรรม

WORDS: Lee Sheng | Aug 22, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ประเทศจีนมีหนึ่งในขนบธรรมเนียมทางศิลปะที่ยืนยงและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าที่สุดในโลก ซึ่งสามารถถ่ายทอดได้ทั้งจินตนาการและความเป็นจริงผ่านงานทัศนศิลป์ ตั้งแต่ภาพสลักบนกระดูกทำนาย (oracle bones) และภาชนะสำริดในยุคแรกเริ่ม ไปจนถึงฝีแปรงอันประณีตบนผ้าไหมและกระดาษ ภาพวาดจีนนอกจากจะสื่อถึงแค่โลกทางกายภาพ ยังรวมถึงแง่มุมทางปรัชญาและบทกวีของชีวิตด้วย

เช่นเดียวกับอารยธรรมโบราณหลายแห่ง จีนเริ่มต้นการวาดภาพสิ่งรอบตัวเมื่อหลายพันปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ศิลปะจีนแตกต่างคือวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของเทคนิค สุนทรียศาสตร์ และความหมายทางวัฒนธรรม ตลอดหลายราชวงศ์ ภาพวาดจีนยังคงเป็นประเพณีที่มีชีวิต ได้รับการตีความใหม่ในทุกยุคสมัยด้วยความหมายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งยังคงยึดมั่นในค่านิยมหลักเรื่องความกลมกลืนและความสมดุลเสมอ

จีนมีประเพณีการทำนาฬิกาลงยาเป็นของตัวเองหรือไม่?

ขนบธรรมเนียมทางศิลปะนี้นอกจากจะดำรงอยู่ในหมู่บัณฑิตแล้ว ยังรวมอยู่ในจังหวะของชีวิตประจำวันด้วย ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดและการเขียนพู่กันประดับอยู่บนผนัง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และของใช้ในบ้านที่ธรรมดาที่สุด สิ่งของเหล่านี้ล้วนไม่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงของที่มีประโยชน์ เพราะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุความงาม เรื่องเล่า และฝีมือช่างไว้ในตัว ถ้าลองเดินเล่นในเมืองเก่าแก่หรือเปิดดูหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน แล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าศิลปะถูกถักทอเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้งเพียงใด

การผสมผสานงานฝีมือเข้ากับชีวิตประจำวันสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดหลักของสุนทรียศาสตร์จีนที่ว่า “ความงามควรอยู่ในพื้นที่ที่ชีวิตดำเนินไป” โต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะอาหาร หรือแม้แต่ส่วนโค้งของถ้วยชา ล้วนกลายเป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกทางศิลปะ ศิลปะไม่เคยเป็นสิ่งที่ห่างไกลหรือเป็นนามธรรม กลับเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา คอยหล่อหลอมวิธีที่ผู้คนรับรู้โลกใบนี้

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
รูป นาฬิกา cloisonné ที่วิจิตรงดงามจากราชสำนักสมัยราชวงศ์ชิงรัชสมัยเฉียนหลง มีความสูง 1.22 เมตร และกว้าง 49 ซม. แจกันลงยาโดดเด่นด้วยดอกไม้ที่สามารถเปิดออกเพื่อเผยให้เห็นหุ่นคนข้างในได้ และรูปเป็ดที่ขยับได้เหมือนกำลังว่ายน้ำ (ภาพ: The Palace Museum)

ที่น่าสนใจที่สุดคือ ศิลปะของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้พู่กันและหมึกเท่านั้น ทว่ายังขยายไปถึงเครื่องเคลือบ ซึ่งการวาดภาพถูกผสานเข้ากับเทคนิคการเผาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่คงทนตลอดกาล แตกต่างจากภาพวาดบนกระดาษ ผลงานเหล่านี้สามารถทนต่อความชื้น อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง และกาลเวลาที่ผ่านไป การผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและวิสัยทัศน์ทางศิลปะนี้ ทำให้จีนมีชื่อเสียงในเรื่องเครื่องเคลือบ ยังก่อให้เกิดเครื่องลงยาที่วิจิตรงดงามอีกด้วย ของใช้เหล่านี้เดินทางไปไกลเกินขอบเขตของจีน ดึงดูดนักสะสมในต่างประเทศและเป็นแรงบันดาลใจให้วัฒนธรรมอื่น ๆ พัฒนาประเพณีการทำเครื่องเซรามิกที่สดใสและหรูหราของตนเองขึ้นมา

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา เครื่องเคลือบและเครื่องลงยาอาจเป็นสื่อกลางที่น่าสนใจที่สุดในบรรดางานศิลปะการวาดภาพหลายประเภทของจีน ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของความเชี่ยวชาญในงานฝีมือเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะสงสัยว่าศิลปะเดียวกันนี้เคยถูกนำมาใช้ในงานทำนาฬิกาบ้างหรือไม่ สวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงในเรื่องหน้าปัดลงยา แต่แล้วจีนล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
นาฬิกาข้อมือลงยาแบบร่วมสมัยจากแบรนด์ Celadon HH ซึ่งหน้าปัดลงยาเป็นผลงานของ Xiong Enamel (ภาพ: Revolution ©)

ความจริงแล้ว ช่างทำนาฬิกาชาวจีนก็มีประเพณีการทำเครื่องลงยาที่ลึกซึ้งเช่นกัน มรดกนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในยุคทศวรรษ 1990 เมื่อนักสะสมเริ่มมองหานาฬิกาพกที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงจากศตวรรษก่อน ๆ ซึ่งหลายเรือนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตลาดจีนโดยเฉพาะเริ่มปรากฏตัวในการประมูลระดับนานาชาติ และได้รับการประเมินมูลค่าสูง ไม่เพียงเพราะกลไกเท่านั้น ยังรวมถึงความงดงามทางศิลปะและความหมายทางวัฒนธรรมด้วย

แม้แต่จักรพรรดิของจีนเองก็หลงใหลในผลงานเหล่านี้ ด้วยอิทธิพลในการกำหนดทิศทางศิลปะของประเทศ พวกเขาจึงก่อตั้งโรงงานทำนาฬิกาขึ้นภายในพระราชวังและรวบรวมช่างฝีมือชั้นครู เพื่อผลิตนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะที่ประดับด้วยเครื่องลงยาและการตกแต่งที่ซับซ้อน

มรดกนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตนาฬิกาจีนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมาโดดเด่น ในส่วนถัดไป เราจะมาดูผู้ผลิตร่วมสมัย 5 รายที่สืบสานประเพณีนี้ โดยสร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดลงยาที่มีคุณภาพแท้จริง ซึ่งหลายเรือนยังคงอยู่ในราคาที่นักสะสมสามารถเข้าถึงได้

แบรนด์เหล่านี้รวมถึงชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในท้องถิ่นอย่าง Beijing Watch และแบรนด์น้องใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง Langle Yuan นอกจากนี้ เราจะเน้นไปที่โรงงานเฉพาะทางที่มุ่งเน้นการผลิตนาฬิกาลงยาโดยเฉพาะ และยังผลิตหน้าปัดลงยาให้กับแบรนด์อื่น ๆ ด้วย

Beijing Watch

Beijing Watch Factory ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลในปี 1958 และเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาของจีนมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ได้สร้างชื่อเสียงที่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตนาฬิกาสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับตลาดวงกว้าง ไปจนถึงการสร้างสรรค์ผลงานระดับสูงที่มีกลไกซับซ้อน เช่น tourbillons และ minute repeaters

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
รูป The Butterflies in Love with Flowers จากปี 2007 (ภาพ: Panlin Magazine)

ปรัชญาเดียวกันนี้ยังคงสืบทอดมายังผลงานการสร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดลงยาของแบรนด์ ซึ่งมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทุกงบประมาณ Beijing Watch ได้เข้าสู่วงการนี้ด้วยการประกาศอย่างชัดเจนในปี 2007 เมื่อได้ร่วมมือกับ Xiong Enamel เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาลงยาเรือนแรกของแบรนด์

นาฬิกาเปิดตัวรุ่นนี้มีชื่อที่สละสลวยว่า “Butterflies in Love with Flowers” (ผีเสื้อหลงรักดอกไม้) ซึ่งตั้งชื่อตามบทกวีในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นนาฬิกาตูร์บิญองที่มีทั้งหน้าปัดลงยาและสะพานกลไกที่ด้านหลังก็ทำจากลงยาเช่นกัน นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 3 เรือน และได้เปิดตัวที่งาน Baselworld 2007 ซึ่งนับเป็นการก้าวเข้าสู่งานศิลปะการลงยาอย่างยิ่งใหญ่

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
แผ่นวงจรหลัก และ สะพานกลไก ได้รับการลงยาเพื่อให้เข้ากับหน้าปัด (ภาพ: Beijing Watch)

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Beijing Watch ก็ได้ผลิตนาฬิกาลงยาระดับไฮเอนด์ออกมามากมาย ซึ่งหลายรุ่นเปิดให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งเองได้ นอกจากนี้ ยังมีรุ่นที่เรียบง่ายกว่าอย่างนาฬิกาบอกเวลาอย่างเดียวที่มีหน้าปัดลงยาที่หลากหลายอย่างน่าทึ่ง ทั้งหน้าปัดลงยาบน guilloché (ลายแกะสลัก) และแม้แต่การลงยาแบบ cloisonné ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 110,000 บาท) นาฬิกาในราคาที่เข้าถึงได้เหล่านี้เป็นประตูที่เปิดกว้างให้ผู้เริ่มต้นได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำนาฬิกาลงยา

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
นาฬิกาหน้าปัดลงยาแบบ cloisonné ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมตัวเรือนชุบทอง (ภาพ: Beijing Watch)
6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน A Deer of Nine Colours ตัวเรือนทองคำแท้ ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมฝาผนังตุนหวง (Dunhuang murals) และสร้างสรรค์โดย Xiong Songtao จากโรงงาน Xiong Enamel (ภาพ: Beijing Watch)

Tan Zehua

แม้ว่ายังมีแบรนด์ใหญ่อย่าง Seagull และ Fiyta ที่ผลิตหน้าปัดลงยา แต่เราจะหันมาให้ความสนใจกับวงการช่างอิสระ ซึ่งหนึ่งในผู้บุกเบิกคนสำคัญคือ Tan Zehua ช่างทำนาฬิกาที่มีความทุ่มเทเป็นพิเศษให้กับงานลงยา

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
นาฬิการุ่น Melody พร้อมหน้าปัดลงยาแบบ cloisonné โดย Koncise (ภาพ: Independent Watcher)

นาย Tan Zehua เกิดในปี 1953 ในครอบครัวช่างทำนาฬิกา เขาใช้เวลาหลายสิบปีทำงานในโรงงาน ก่อนจะเปิดร้านซ่อมนาฬิกาของตัวเอง จากนั้นจึงผันตัวมาเป็นช่างอิสระเต็มตัว

สิ่งที่แตกต่างจากช่างคนอื่นที่มักจะใช้กลไกสำเร็จรูปคือ นาย Tan เป็นผู้ออกแบบกลไกของตัวเอง โดยผสมผสานบทเรียนจากโครงสร้างนาฬิกาวินเทจเข้ากับแรงบันดาลใจจากช่างชั้นครูร่วมสมัย กลไกของเขาได้รับการตกแต่งอย่างประณีต และเขายังได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรกลไกจักรกรอก (escapement) ที่เรียกว่า Di-Axial อีกด้วย

ความทุ่มเทนี้ยังขยายไปถึงงานลงยา นาฬิกาบอกเวลาของเขาหลายรุ่นมีภาพวาดลงยาขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ร่วมกับโรงงาน Koncise ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเราจะมาเจาะลึกกันในรายละเอียดอีกครั้งในลำดับต่อไป

Xiong Enamel

ในประเทศจีน มีโรงงานเฉพาะทางสองแห่งที่มุ่งเน้นการผลิตหน้าปัดลงยาโดยเฉพาะ (ซึ่งไม่ควรสับสนกับโรงงานอื่น ๆ ที่ผลิตแจกันและของตกแต่ง) และ Xiong Enamel ก็เป็นหนึ่งในนั้น

โรงงานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 โดย Xiong Songtao ซึ่งสืบทอดมรดกจากตระกูลที่สืบทอดกันมาถึงสามรุ่น คุณปู่ของเขาเคยทำงานในโรงงานหลวงที่ผลิตงานลงยาแบบ cloisonné หรือที่รู้จักกันในชื่อ Jingtailan ในขณะที่พ่อของเขาได้ก่อตั้งโรงงาน Jingtailan ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง และในปัจจุบัน Xiong ได้เปลี่ยนมาเน้นการลงยาขนาดเล็กสำหรับเครื่องประดับและนาฬิกา

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
ภาพ Xiong Songtao ช่างลงยาชั้นครู (ภาพ: Emarketing)

โรงงาน Xiong Enamel ตั้งอยู่ในฟาร์มเฮาส์ที่ถูกดัดแปลงเป็นโรงงานในทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง แม้สถานที่ดูเรียบง่าย แต่ผลงานที่ออกมานั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

โรงงานแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญในเทคนิค 3 แบบ ได้แก่ champlevé, cloisonné และการวาดภาพลงยาขนาดเล็ก โดยเทคนิค cloisonné ถือเป็นงานซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นของที่นี่

งาน cloisonné ของ Xiong นั้นแตกต่างด้วยความละเอียดของเส้นลวด ซึ่งบางได้ถึง 0.04 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ Patek Philippe ที่ระบุบนเว็บไซต์ว่าใช้เส้นลวด cloisonné หนาไม่ถึง 0.5 มิลลิเมตร นั่นหมายความว่าผลงานของ Xiong มีเส้นลวดที่ละเอียดกว่าเกือบสิบเท่า

ผลงาน cloisonné ของ Xiong ทั้งที่ใช้ลวดทองและลวดเงิน ได้รับการนำไปใช้ในงานสั่งทำพิเศษจากแบรนด์ใหญ่มากมาย รวมถึงนาฬิการุ่น Butterflies in Love with Flowers ของ Beijing Watch และซีรีส์ Shenzhou ของ Fiyta นอกจากนี้ การวาดภาพลงยาขนาดเล็กก็เป็นอีกหนึ่งความถนัดของเขาด้วย สำหรับงานแต่งงานของตัวเอง Xiong ยังได้สั่งทำนาฬิกาคู่จาก Beijing Watch และลงหน้าปัดด้วยตัวเอง เพื่อมอบเป็นของขวัญสำหรับเขาและภรรยาอีกด้วย

จากบทสัมภาษณ์พบว่า โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตหน้าปัดลงยาแบบ cloisonné หรือแบบภาพวาดขนาดเล็กได้เพียงประมาณเดือนละหนึ่งชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นต้องผ่านการเผาถึง 15-20 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม งานลงยาแบบ champlevé ช่วยให้ผลิตได้มากขึ้น โดยการแกะสลักฐานด้วยเครื่องจักรก่อนที่จะนำมาลงยาด้วยมือ ทำให้โรงงานสามารถผลิตหน้าปัดได้ระหว่าง 30 ถึง 50 ชิ้นต่อเดือน

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
รูป โรงงานแห่งนี้ยังผลิตงานลงยาชิ้นอื่น ๆ ตั้งแต่เครื่องประดับชั้นดีไปจนถึงแจกันขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่โดดเด่นคือ ที่ใส่น้ำ ชิ้นนี้ ซึ่งเคยถูกใช้โดยปราชญ์เพื่อเจือจางหมึกสำหรับการเขียนพู่กัน และแทบไม่พบเห็นได้ในปัจจุบัน ภาพกล้วยไม้ดินจีนบนก้อนหินถูกลงยาอย่างประณีตด้วยรายละเอียดที่น่าทึ่งและดูสุขุม
6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
นาฬิการุ่น Celadon Century CH 5 จำนวน 3 เรือน ที่มีหน้าปัดลงยาซึ่งรังสรรค์โดย Xiong Enamel (ภาพ: Independent Watcher)

Koncise

Koncise คืออีกหนึ่งโรงงานผลิตหน้าปัดลงยาที่สำคัญในประเทศจีน ซึ่งผลงานของพวกเขาเป็นที่รู้จักของนักสะสมหลายคน บริษัทแห่งนี้ผลิตหน้าปัดลงยาทั้งแบบไฮเอนด์และแบบที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เช่น หน้าปัดที่ผลิตให้กับแบรนด์ Atelier Wen

ต่างจาก Xiong Enamel ตรงที่ Koncise ไม่ได้อาศัยการสืบทอดจากตระกูลที่ยาวนาน แต่ก่อตั้งขึ้นใหม่โดย Kong Lingjun ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่าประเทศจีนมีความสามารถในการผลิตนาฬิกาข้อมือที่มีคุณภาพทัดเทียมกับสวิตเซอร์แลนด์ได้

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
นาย Kong Lingjun ผู้ก่อตั้ง Koncise (ภาพ: Sohu)

นาย Kong ทุ่มเทเวลาหลายปีและเงินหลายล้านดอลลาร์ไปกับการผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาและงานลงยา ปัจจุบัน Koncise นอกเหนือจากการเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้จำหน่ายหน้าปัดลงยาชั้นนำแล้ว ยังเป็นแบรนด์นาฬิกาของตัวเองอีกด้วย โดยผลิตเฉพาะนาฬิกาลงยาเท่านั้น

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
ภาพ: การถ่ายทอดภาพเสือที่น่าหลงใหลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดวงตา (ภาพ: Joy Fancy)

ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากความเชี่ยวชาญที่นาย Kong สามารถดึงดูดเข้ามาได้ เขาได้ชักชวนช่างฝีมือระดับปรมาจารย์สองท่านจาก Beijing Enamel Factory ซึ่งเป็นสถาบันที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1956 โดยการรวมตัวของโรงงานเอกชนหลายสิบแห่งและโรงงานหลวงในอดีต ให้มาร่วมงานกับเขา ด้วยประสบการณ์กว่า 30-50 ปีในงานลงยาแบบ cloisonné พวกเขาได้วางรากฐานให้กับมาตรฐานของ Koncise

สิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้กันคือแนวทางการจ้างงานของ Koncise นาย Kong ได้ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการจ้างงานผู้พิการ จากพนักงานเกือบ 100 คน มากกว่า 90% มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือร่างกาย ยกเว้นมือที่ได้รับการฝึกฝนให้สร้างสรรค์หน้าปัดลงยาที่มีคุณภาพเป็นเลิศ

คุณภาพดังกล่าวไม่เคยถูกมองข้าม ผลงานของ Koncise สองชิ้นได้รับการจัดซื้อโดย Musée international d’horlogerie ในสวิตเซอร์แลนด์ และผลงานอื่น ๆ ก็อยู่ในคอลเลกชันของตระกูล Rockefeller และนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีของฮ่องกงอย่าง Li Ka-shing ล่าสุด Koncise ยังได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ Palace Museum ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการยอมรับที่เน้นย้ำถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและชื่อเสียงในระดับสากลของบริษัท

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
ผลงานล่าสุดจาก Koncise แสดงภาพดอกบัวที่สวยงามในสไตล์ภาพวาดหมึกจีน ตัวเรือนได้รับการขัดเงาอย่างหรูหราแต่ดูสุขุม ซึ่งเข้ากันได้ดีกับหน้าปัด (ภาพ: Koncise)

Langle Yuan

ในขณะที่ชื่อเสียงมักตกอยู่กับโรงงานขนาดใหญ่ แต่ก็มีแบรนด์อิสระรุ่นใหม่อย่าง Langle Yuan ซึ่งก่อตั้งโดยช่างทำนาฬิการุ่น Gen Z ที่น่าจับตามองเช่นกัน แม้จะยังเป็นแบรนด์เฉพาะกลุ่ม แต่เสน่ห์ของแบรนด์นี้อยู่ที่คุณภาพของงานลงยาที่จับคู่กับดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของผลงานแต่ละชิ้น

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
ภาพ: หน้าปัดลงยาที่ถ่ายทอดความลึกและความงดงามของยอดเขา Matterhorn ได้อย่างสวยงาม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ช่างทำนาฬิกาได้ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์ ตัวโลโก้ถูกแกะสลักอย่างประณีตบริเวณตำแหน่ง 10 นาฬิกา จากนั้นจึงลงสีและขัดเงาให้เรียบเนียน (ภาพ: Ctime)

แบรนด์นี้ยังมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษเกี่ยวกับเนื้อสีลงยา โดยมีการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้โทนสีที่เหมาะสม และผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนในตัวของมันเอง สีสันดูเข้มข้นแต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ให้ความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติ ถือเป็นความสำเร็จในเรื่องความสมดุล เพราะผลงานไม่ได้โอ้อวดเทคนิค กลับสะท้อนให้เห็นถึงความสุขุมและความซับซ้อนที่ลุ่มลึก

สิ่งที่อาจสร้างความประหลาดใจที่สุดสำหรับผู้อ่านคือราคาที่เข้าถึงได้ นาฬิการุ่นบอกเวลาอย่างเดียวที่มีการลงยาแบบ cloisonné และภาพวาดลงยาขนาดเล็ก มีราคาเพียงประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 55,000 บาท) ซึ่งไม่ใช่แค่หน้าปัดลงยาแบบทั่วไป นาฬิกาเหล่านี้มาพร้อมการแสดงเวลาที่ชาญฉลาดผ่านช่องหน้าต่างรูปพัดที่ผสานเข้ากับหน้าปัดได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นทางเลือกที่ดูมีสุนทรียภาพมากกว่าเข็มชั่วโมงและนาทีแบบปกติ ส่วนกลไกที่ใช้ก็อ้างอิงจาก Sellita

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
ภาพ: นาฬิกาข้อมือ tourbillon พร้อมภาพวาดม้าลงยา (ภาพ: Ctime)

สำหรับผู้ที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แบรนด์นี้ก็ยังมีรุ่นไฮเอนด์ที่มาพร้อมกลไกตูร์บิญอง (tourbillon) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ ก็สามารถมอบทั้งความสวยงามและศักยภาพทางเทคนิคได้อย่างยอดเยี่ยม

Bonus round: Celadon HH

วงการการผลิตนาฬิกาของจีนเต็มไปด้วยผู้ที่มีพรสวรรค์ ตั้งแต่งานลงยา งานแกะสลัก ไปจนถึงการวาดภาพขนาดเล็ก ประเทศนี้มีช่างฝีมือที่มีทักษะสูงอย่างล้นหลาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเพณีอันยาวนานในการทำเครื่องลงยา เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา และการวาดภาพ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สภาพแวดล้อมเช่นนี้เอื้อต่อการร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยที่แบรนด์อิสระหรือบุคคลทั่วไปสามารถทำงานร่วมกับช่างฝีมือโดยตรงเพื่อสร้างสรรค์แนวคิดที่ไม่เหมือนใครให้กลายเป็นความจริง ซึ่งผู้เขียนเองก็เพลิดเพลินกับการทำเช่นนี้ โดยเคยสั่งทำชุดกาน้ำชาและถ้วยดินเผาอี้ชิงที่แกะสลักภาพวาดประวัติศาสตร์ที่ชื่นชอบ

การปฏิบัติเช่นนี้ยังขยายมาถึงวงการนาฬิกาด้วย โดยที่นักสะสมบางครั้งจะสั่งทำนาฬิกาลงยาแบบพิเศษที่มีเพียงเรือนเดียว และหนึ่งในตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่สุดของแนวทางนี้คือ Celadon HH

6 แบรนด์นาฬิกาลงยาจีน ศิลปะโบราณที่ฟื้นคืนชีพในวงการเรือนเวลา
รูปภาพ: นาฬิการุ่น Summer Bamboo จากคอลเลกชันล่าสุด Imperial Four Nobles โดย Celadon HH (ภาพ: Revolution ©)

แม้ว่าจะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ Celadon HH มีฐานอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ แบรนด์นี้ได้สร้างชื่อเสียงจากการสั่งทำผลงานจากช่างทำนาฬิกาอิสระ เช่น Lin Yonghua และ Andersen Genève รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการลงยาอย่าง Xiong Enamel

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผลงานที่เปิดตัวของแบรนด์มีความประณีตยิ่งขึ้น แต่ละรุ่นแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความลุ่มลึกที่มากขึ้น ผลงานล่าสุดอย่างคอลเลกชัน Imperial Four Nobles ได้สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบจีนได้อย่างเป็นธรรมชาติและแท้จริง ตั้งแต่ธีม การจัดวาง ไปจนถึงโทนสี นาฬิกาเหล่านี้แสดงถึงความรู้สึกแบบจีนที่ชัดเจนโดยไม่พึ่งพาการอ้างอิงจากยุโรป และอาจกล่าวได้ว่ามีคุณภาพเหนือกว่าผู้ผลิตบางรายในจีนด้วยซ้ำ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Ryder Cup เมื่อกอล์ฟเปลี่ยนจากกีฬาของคนคนเดียวเป็นการต่อสู้เพื่อเกียรติยศของทีม
LOUIS ERARD: GALLERIST OF CREATIVES และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก

เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

Bovet สร้างสรรค์ความหรูหราที่สวมใส่ได้ทุกวัน ด้วยการเพิ่มตัวเลือกหน้าปัดหินมาลาไคต์และหินไทเกอร์อายให้กับนาฬิการุ่น Récital 12

WORDS: Felix Scholz | Aug 22, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ประเด็นหลัก

  • Bovet เพิ่มหน้าปัดที่ทำจากหินมาลาไคต์ (malachite) และหินไทเกอร์อาย (tiger’s eye) ให้กับนาฬิการุ่น Récital 12
  • Récital 12 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 และเป็นนาฬิกาเรือนแรกของ Bovet ที่มาพร้อมกับสายแบบกำไล (bracelet)

เมื่อ Bovet เปิดตัวนาฬิการุ่น Récital 12 พร้อมกับสายแบบกำไลเป็นครั้งแรกในปี 2024 ก็ทำให้แบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่องความหรูหราแห่งนี้เป็นที่จับตามองของผู้คนจำนวนมาก เปลี่ยนบริษัทระดับไฮเอนด์และสุดพิเศษของ Pascal Raffy ให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนาฬิกาไฮเอนด์ที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน การเพิ่มหน้าปัดที่ทำจากหินกึ่งมีค่าที่กำลังเป็นที่นิยมอย่าง มาลาไคต์ และ ไทเกอร์อาย เข้าไป ยิ่งเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับนาฬิกาที่น่าหลงใหลอยู่แล้วเรือนนี้

Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน
Bovet Récital 12 หน้าปัดมาลาไคต์

ก่อนจะไปดูรายละเอียดหน้าปัด เรามาทบทวนเกี่ยวกับรุ่น Récital 12 กันก่อน นาฬิการุ่นนี้มีขนาดกำลังดีที่ 40 มม. พร้อมตัวเรือนไทเทเนียมน้ำหนักเบา Récital 12 ถูกสร้างมาเพื่อการสวมใส่จริง ซึ่งจุดนี้เห็นได้ชัดที่สุดจากสายนาฬิกาแบบกำไลที่เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก

สายนาฬิกาแบบข้อต่อแบนและเรียบเนียนดูเรียบง่ายแต่ซับซ้อน เส้นสายของตัวเรือนจะต่อเนื่องไปสู่ส่วนกลางที่ขัดเงา ซึ่งจะค่อยๆ เรียวและบิดเล็กน้อย และไม่มีการสะดุดเลยเนื่องจากมีตัวล็อกแบบพับสองชั้นที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสามารถปรับขนาดได้ถึง 3 มม. เพื่อความสบายตลอดทั้งวัน

Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน
รูป Bovet Récital 12 หน้าปัดหินไทเกอร์อาย

สำหรับหน้าปัด Bovet ยังคงเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีสะพานกลไกโค้งมนที่ตกแต่งด้วยลวดลาย perlage (ลายไข่มุก) ทำให้ตัวกลไกดูเหมือนบทเพลง ซึ่งเป็นสไตล์ที่สะท้อนถึงแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แม้จะไม่มีหน้าปัดหินอันโดดเด่น แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมายให้ชม ทั้งบาลานซ์และชุดจักรกรอกที่ถูกเปิดเผยให้เห็น รวมถึงเข็มวินาทีรูป trefoil (รูปทรงคล้ายใบไม้สามแฉก) ที่วางอยู่บนวงล้อวินาทีอย่างพอดี

แน่นอนว่ากลไกนี้เป็นผลงานการผลิตของโรงงาน Bovet เอง โดยมีส่วนประกอบมากกว่า 95% รวมถึงใยนาฬิกา (hairspring) และตัวควบคุม (regulator) ที่ผลิตโดย Bovet ทั้งหมด

สุดท้ายนี้ เรามาดูดาวเด่นของนาฬิกาเรือนนี้ นั่นคือหน้าปัดหิน หน้าปัดมาลาไคต์ โดดเด่นด้วยเฉดสีเขียวสดใสและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายคลื่น ซึ่ง Bovet ได้เน้นความงามนี้ด้วยการคัดเลือกและผ่านกระบวนการทำอย่างพิถีพิถัน โดยนำหินมาติดตั้งบนฐานหน้าปัดโลหะและขัดเงา

ส่วน หินไทเกอร์อาย มีชื่อเสียงจากประกายระยิบระยับที่เรียกว่า chatoyancy ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของแร่ในตระกูลควอตซ์

ทั้งสองแบบถือเป็นตัวเลือกที่น่าทึ่งและเข้ากันได้อย่างลงตัวกับดีไซน์ที่หรูหราของ Bovet ถ้าให้เราเสนอการเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว คงเป็นการเอาหมายเลขลิมิเต็ดเอดิชันออกจากหน้าปัด เพราะบนพื้นผิวหินที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ควรปล่อยให้ความงามของหินเปล่งประกายอย่างเต็มที่ที่สุด

Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน
Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน
ข้อมูลทางเทคนิค
Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน
  • กลไก: Caliber 123BMDR12C2 ระบบไขลานด้วยมือ สำรองพลังงาน 7 วัน
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนทรง Dimier ขนาด 40 x 9.8 มม. ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: หินมาลาไคต์ หรือ หินไทเกอร์อาย
  • สาย: สายไทเทเนียมแบบกำไล
  • การผลิต: หน้าปัดหินแต่ละแบบผลิตจำนวนจำกัดเพียง 60 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Ryder Cup เมื่อกอล์ฟเปลี่ยนจากกีฬาของคนคนเดียวเป็นการต่อสู้เพื่อเกียรติยศของทีม
LOUIS ERARD: GALLERIST OF CREATIVES และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก

Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 

นอกจากนี้ Milgraph ยังได้รับการอัปเดตด้วยรุ่นหน้าปัดสีขาว

WORDS: Revolution | Aug 25, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

บางแบรนด์ “ทำ” นาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์ทหาร แต่ Micromilspec คือแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาสำหรับใช้ในภารกิจทางทหารจริง ๆ ก่อนที่จะเคยไปออกงานแสดงนาฬิกาที่ไหนเลย บริษัทที่ตั้งอยู่ในกรุงออสโลแห่งนี้ได้ผลิตเครื่องบอกเวลาที่สำคัญต่อภารกิจให้กับหน่วยปฏิบัติการจริง ซึ่งวัดความสำเร็จด้วยชั่วโมงบิน

ภารกิจแรกของแบรนด์เกิดขึ้นในปี 2019 เพียงไม่กี่วันหลังจากก่อตั้งบริษัท โดยได้รับคำสั่งผลิตนาฬิกา 330 เรือนให้กับฝูงบินที่ 330 ของกองทัพอากาศนอร์เวย์ หลังจากนั้นลูกค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงกองกำลัง NATO และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับสูง ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะได้รับนาฬิกาที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทนทานต่อการใช้งานหนักที่นาฬิกาทั่วไปอาจจะต้องถูกส่งเข้าศูนย์ซ่อมทันที

โครงการแรกของ Micromilspec คือการสร้างนาฬิกาแบบพิเศษให้กับฝูงบินกู้ภัยและค้นหา (Search and Rescue Squadron) ของกองทัพอากาศนอร์เวย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฝูงบินที่ 330

ในงาน Geneva Watch Days เป็นปีที่สอง Micromilspec ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัวนาฬิกาสำหรับนักผจญภัย (tool watches) ถึงสองรุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

The Dualtimer นาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบินของ Micromilspec

แม้ว่าแบรนด์จะผลิตนาฬิกาสำหรับการบินให้ฝูงบินเฉพาะมานานแล้ว เช่น รุ่น Hercules ให้กับกองทัพอากาศนอร์เวย์ และรุ่น Sentry สำหรับโครงการ AWACS ของ NATO แต่ Dualtimer ถือเป็นนาฬิกานักบินรุ่นแรกที่ถูกบรรจุในคอลเลกชันหลักอย่างเป็นทางการ

The Dualtimer สามารถดูเวลาได้สองไทม์โซนทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยการเรืองแสง Super-LumiNova สองสี: สีเขียวสำหรับเวลาท้องถิ่น และสีน้ำเงินสำหรับเวลาหลัก
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลปัดด้านขนาด 42 มม. ของ Dualtimer มาพร้อมสายนาฬิกาให้เลือกถึงสี่แบบ: สายเหล็กเข้าชุดกับตัวเรือน และสายยางสามสี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีส้ม

นาฬิกา Dualtimer มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลปัดด้านขนาด 42 มม. โดยมีฟังก์ชัน GMT เป็นหัวใจหลัก ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไก Sellita SW330-2 โดดเด่นด้วยการเรืองแสงในที่มืดด้วยสี Super-LumiNova X1 ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มองเห็นโซนเวลาได้ชัดเจนในตอนกลางคืน ขอบหน้าปัดและเข็ม GMT จะเรืองแสงสีน้ำเงิน ในขณะที่หน้าปัด เข็มชั่วโมง และเข็มนาทีจะเรืองแสงสีเขียว

ขอบหน้าปัดแบบ 24 ชั่วโมง เม็ดมะยมแบบขันเกลียว และคุณสมบัติกันน้ำลึก 200 เมตร ล้วนตอกย้ำความทนทานพร้อมใช้งานในภารกิจจริง สามารถเลือกสายได้ 3 แบบ คือ สายเหล็ก สายหนัง หรือสายยาง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการสวมใส่ได้ทั้งในห้องนักบินและในชีวิตประจำวัน

The Milgraph White Dial Edition

นาฬิกาในหมวด Field Tested ของแบรนด์เติบโตขึ้นด้วยรุ่นใหม่ล่าสุดของ Micromilspec ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง นั่นคือ Milgraph White Dial Edition ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 75 เรือน เช่นเดียวกับรุ่นหน้าปัดสีดำที่กลับมาวางจำหน่ายในปีนี้ โดยรุ่นใหม่นี้ได้เปลี่ยนจากความสุขุมให้กลายเป็นความชัดเจนแทน

หน้าปัดสีขาวนวลแบบด้าน ให้ความรู้สึกเป็นเม็ดทรายเล็กน้อย เข้าคู่กับหน้าปัดย่อยสำหรับแสดงชั่วโมง นาที และวินาที ในขณะที่ Super-LumiNova X1 ช่วยให้สามารถมองเห็นเวลาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในห้องนักบิน กลางป่า หรือแค่ตอนค่ำคืน

Milgraph White Dial Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 75 เรือนสำหรับคอลเลกชันประจำปีนี้

Milgraph รุ่นแรก

Micromilspec ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Milgraph ครั้งแรกที่งาน Geneva Watch Days ในปี 2024 ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟพร้อมฟังก์ชันบอกเวลาสองไทม์โซน ตัวเรือนไทเทเนียม ออกแบบมาเพื่อการใช้งานภาคสนามโดยเฉพาะ นาฬิการุ่นนี้ขายหมดอย่างรวดเร็ว ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย และเป็นรากฐานสำหรับคอลเลกชันประจำปีรูปแบบใหม่ที่สร้างขึ้นโดยเน้นฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกัน

สำหรับรุ่น Milgraph White Dial Edition นี้ ยังคงใช้ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 42 มม. ที่มีคุณสมบัติทนทานเหมือนเดิม: ผิวเคลือบแบบพ่นทราย ขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียว กระจกแซฟไฟร์กันรอย กันน้ำลึก 200 เมตร และการจัดวางปุ่มแบบ destro (ปุ่มและเม็ดมะยมอยู่ด้านซ้าย) เพื่อความสบายในการสวมใส่ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ La Joux-Perret Caliber L121 ที่มีความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (vph) สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชัน GMT และระบบจับเวลาแบบ column-wheel ที่แข็งแกร่ง

แม้จะเพิ่งเริ่มวางจำหน่ายสู่สาธารณะได้เพียงสองปี แต่ Micromilspec ก็ได้สร้างสรรค์คอลเลกชันที่ชัดเจนและมีเป้าหมาย โดยมีรากฐานมาจากการใช้งานจริงในภารกิจทางทหาร

นาฬิการุ่น Milgraph White Dial Edition ตอกย้ำความเป็นผู้นำของแบรนด์ในกลุ่มนาฬิกาภาคพื้นดิน (Field Watch) ในขณะที่รุ่น Dualtimer ได้สร้างจุดยืนที่ถาวรในหมวดนาฬิกานักบิน (Pilot category) ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้แสดงให้เห็นว่าสำหรับ Micromilspec แล้ว หมวดหมู่ของนาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติการได้จริง

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
Micromilspec Milgraph White Dial Edition
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ La Joux-Perret Calibre L121 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก โครโนกราฟ GMT
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. × 15 มม. ไทเทเนียมเกรด 5 ผิวแบบพ่นทราย ขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียว เม็ดมะยมอยู่ด้านซ้าย กันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีขาวแบบด้านและมีพื้นผิวคล้ายเม็ดทราย
  • สาย: สายไทเทเนียม สายยางสีขาว สายยางสีดำ สายยางสีส้ม
  • การผลิต: Limited Edition รุ่นหน้าปัดสีขาว 75 เรือน / รุ่นหน้าปัดสีดำ 75 เรือน

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
Micromilspec Dualtimer

  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Sellita SW330-2 สำรองพลังงาน 56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาที GMT วันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. × 12.5 มม. สเตนเลสสตีลปัดด้าน เม็ดมะยมแบบขันเกลียว กันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำพร้อม Super-LumiNova X1 สองสี (สีน้ำเงินสำหรับขอบหน้าปัดและเข็ม GMT สีเขียวสำหรับหน้าปัด เข็มชั่วโมง และเข็มนาที)
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล สายยางสีขาว สายยางสีดำ สายยางสีส้ม
  • การผลิต: Limited Edition 75 เรือนต่อปี (สำหรับคอลเลกชันประจำปี 2025)

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
Smartwatch ศัตรูหรือเพื่อนร่วมทางของเรือนเวลา
4 นาฬิกากอล์ฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Happy Gilmore 2
Maurice Lacroix เปิดตัว AIKONIC นาฬิการุ่นใหม่ที่ต่อยอดความสำเร็จด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสุดล้ำ

Ryder Cup เมื่อกอล์ฟเปลี่ยนจากกีฬาของคนคนเดียวเป็นการต่อสู้เพื่อเกียรติยศของทีม

0

Ryder Cup และ Rolex กับความสัมพันธ์ที่ยาวนานเกือบ 30 ปี บนเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่

การแข่งขันกอล์ฟมักถูกมองว่าเป็นเกมแห่งปัจเจกบุคคล เป็นการต่อสู้ระหว่างนักกีฬาเพียงคนเดียวกับสนาม คู่แข่ง และความกดดันของตัวเอง แต่ทุกๆ สองปี ธรรมเนียมนี้จะถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อถึงเวลาของ Ryder Cup ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างทีมกอล์ฟจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่แค่การชิงถ้วยรางวัล แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของคำว่า “ทีมเวิร์ค” และ “ความสามัคคี” ในโลกของกีฬาที่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถเฉพาะตัว

The Spirit of Golf: The Ryder Cup Story
ลุค โดนัลด์ และทีมยุโรปเฉลิมฉลองด้วยการชูถ้วยรางวัล Ryder Cup ในพิธีมอบรางวัล

สนาม Bethpage Black และความสัมพันธ์ 30 ปี

ในปี 2025 นี้ Ryder Cup ครั้งที่ 45 จะกลับมายังสหรัฐอเมริกา ที่สนามกอล์ฟในตำนานอย่าง Bethpage Black ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสนามที่ยากและท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สนามแห่งนี้จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงสำหรับเหล่าแชมเปียน และในโอกาสพิเศษนี้ Rolex ในฐานะพันธมิตรที่ยาวนาน จะร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งความสัมพันธ์นับตั้งแต่ปี 1995 ที่ได้เข้ามาเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timekeeper) ของทีมยุโรป ความร่วมมือนี้ได้ขยายขอบเขตจนครอบคลุมทั้งสองทวีป สะท้อนถึงคุณค่าที่ยึดมั่นร่วมกันในด้านความเป็นเลิศ ความเคารพ และจิตวิญญาณแห่งกีฬา

The Spirit of Golf: The Ryder Cup Story
ลุค โดนัลด์ กัปตันทีมยุโรปชูถ้วยรางวัล Ryder Cup หลังจากที่ทีมยุโรปคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Ryder Cup

เหล่าผู้นำและนักกีฬาที่พร้อมจะสร้างประวัติศาสตร์

สิ่งที่น่าจับตามองใน Ryder Cup คือเรื่องราวของเหล่ากัปตันและนักกีฬาที่พร้อมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม ลุค โดนัลด์ (Luke Donald) จะกลับมารับหน้าที่กัปตันทีมยุโรปอีกครั้ง หลังจากนำทีมคว้าชัยชนะอย่างสวยงามเมื่อปี 2023 เขาคือคนที่เข้าใจแก่นแท้ของการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง

ขณะที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา คีแกน แบรดลีย์ (Keegan Bradley) จะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำถ้วยรางวัลกลับสู่บ้านเกิด และในการแข่งขันครั้งนี้ ยังมี สก็อตตี้ เชฟฟ์เลอร์ (Scottie Scheffler) นักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมด้วย เขาเคยกล่าวไว้ว่า “กอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นคนเดียวเกือบทั้งปี แต่สำหรับ Ryder Cup พวกเราทุกคนจะร่วมกันเป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก” คำพูดนี้แสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของการแข่งขัน

The Spirit of Golf: The Ryder Cup Story
ฮอน รัม จากทีมยุโรปฉลองกับ โฆเซ่ มาริอา โอลาซาบัล รองกัปตันทีมยุโรป หลังจากทำเบอร์ดี้ได้ที่กรีนหลุม 18 เพื่อเสมอการแข่งขันกับ สก็อตตี้ เชฟฟ์เลอร์ จากทีมสหรัฐอเมริกา ในรอบซิงเกิลเมื่อวันอาทิตย์

มรดกที่ถูกสลักไว้ด้วยความเคารพ

Ryder Cup ไม่ใช่แค่เรื่องของความเข้มข้นหรือความหลงใหล ยังเป็นเรื่องของการรักษาธรรมเนียมและจิตวิญญาณแห่งกีฬาอันแท้จริง ดังเช่นเหตุการณ์ในตำนานปี 1969 ที่ แจ็ค นิกคลอส (Jack Nicklaus) แสดงน้ำใจนักกีฬาด้วยการยอมให้คู่แข่งได้แต้มลูกพัตต์สั้นๆ จนทำให้การแข่งขันจบลงด้วยผลเสมอ นี่คือการกระทำที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพซึ่งกันและกัน และเป็นมรดกสำคัญที่ Ryder Cup สืบสานมาตลอด

ในท้ายที่สุด Ryder Cup ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกอล์ฟ แต่เหมือนเป็นการส่งต่อมรดกทางกีฬาที่น่าภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่น คือความยิ่งใหญ่ที่เกิดจากความสามัคคี ความหลงใหล และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นคุณค่าที่ทำให้กีฬากอล์ฟยิ่งใหญ่กว่าที่ใครหลายคนคิด

The Spirit of Golf: The Ryder Cup Story
สก็อตตี้ เชฟฟ์เลอร์ จากทีมสหรัฐอเมริกา กำลังตีลูกจากแท่นทีของหลุมที่ 6 ระหว่างการแข่งขันแบบโฟร์-บอลล์ในช่วงบ่ายวันศุกร์
The Spirit of Golf: The Ryder Cup Story
AUCHTERARDER, SCOTLAND – 28 กันยายน 2014: คีแกน แบรดลีย์ นักกอล์ฟชาวสหรัฐอเมริกา กำลังตีทีออฟที่หลุม 1 ในการแข่งขันประเภทเดี่ยวของศึกไรเดอร์คัพ ปี 2014 ณ สนามพีจีเอ เซนเทนารี ของโรงแรมเกลเนเกิลส์ ในเมืองออคเตอร์อาเดอร์ ประเทศสกอตแลนด์ (ภาพโดย David Cannon/Getty Images)

แล้วคุณคิดว่าอะไรคือช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Ryder Cup และทำไม? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นหรือประสบการ์กันได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement
Smartwatch ศัตรูหรือเพื่อนร่วมทางของเรือนเวลา
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก

LOUIS ERARD: GALLERIST OF CREATIVES และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’

Gravée Main งานแกะสลักด้วยมือบนเหล็กกล้า ที่เผยให้เห็นความหมายที่ซ่อนอยู่

Gravée Main เป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญในคอลเลกชั่น Métiers d’Art ของ Louis Erard ที่นำเสนองานศิลปะการแกะสลักด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ผลิตเพียง 99 เรือน ตั้งแต่ตัวเรือน ขอบหน้าปัด ข้อต่อสาย เม็ดมะยม จนถึงตัวล็อคสายหัวเข็มขัด ทุกส่วนได้รับการแกะสลักด้วยมือโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญ

LOUIS ERARD และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’

ในปัจจุบันอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงมักจะถูกครอบงำด้วยแบรนด์ใหญ่และขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัด Louis Erard ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขามีปรัชญาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเดินตามเส้นทางเดิมๆ Louis Erard เลือกที่จะสร้างเส้นทางของตัวเอง โดยมุ่งมั่นที่จะนำเสนอ “คุณค่าที่แท้จริง” ของงานฝีมือสู่ตลาดที่กว้างขึ้น และนี่คือเรื่องราวของนาฬิการุ่น Gravée Main ผลงานที่ประกาศถึงอิสรภาพของศิลปะและช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์

งานศิลปะบนข้อมือที่เครื่องจักรไม่อาจลอกเลียนแบบ

เมื่อพูดถึงการแกะสลักด้วยมือ (hand-engraving) หลายคนอาจนึกถึงงานแกะสลักบนทองคำหรือโลหะมีค่าที่อ่อนนุ่ม แต่ Louis Erard และศิลปิน Maksym Shavlak เลือกที่จะท้าทายตัวเองด้วยการแกะสลักบน เหล็กกล้า ซึ่งเป็นวัสดุที่แข็งและทนทานกว่ามาก การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงทักษะและความอดทนอันน่าทึ่งของช่างฝีมือ แต่ยังให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งและจริงใจ

การแกะสลักด้วยมือแต่ละครั้งใช้เวลามากกว่า 50 ชั่วโมง เพื่อสร้างสรรค์ลวดลายดอกไม้สไตล์บาโรกที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่ตัวเรือน ขอบหน้าปัด เม็ดมะยม ไปจนถึงหัวเข็มขัด แต่ละเส้นทุกร่องรอยล้วนคือหลักฐานของ “ความเป็นมนุษย์” ด้วยฝีมือของช่างศิลป์ผู้ชานาญ ในยุคที่ทุกอย่างถูกผลิตซ้ำด้วยเครื่องจักรได้อย่างไร้ที่ติ Gravée Main จึงมอบ “จิตวิญญาณ” ที่ไม่มีวันเหมือนกันในแต่ละเรือน ดังคำกล่าวของ Maksym Shavlak ที่ว่า “การแกะสลักตัวเรือนเป็นมากกว่าการตกแต่ง แต่เป็นวิธีที่ทำให้โลหะสามารถพูดได้”

MAKSYM SHAVLAK: ช่างนาฬิกา นักแกะสลัก ผู้ฟื้นฟูศิลปะโบราณ

แม็กซิม ชาฟลัค (Maksym Shavlak) เป็นช่างนาฬิกาและศิลปินชาวยูเครนที่ถือกำเนิดและได้รับการฝึกฝนฝีมือในประเทศบ้านเกิด เขาได้รับการยกย่องจากพรสวรรค์อันโดดเด่นด้านการแกะสลักด้วยมือ ซึ่งเป็นทักษะที่หาได้ยากในยุคที่ทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร

เส้นทางของเขาเริ่มต้นจากการชุบชีวิตนาฬิกาพกโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเปลี่ยนให้เป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนงานศิลป์ที่ผสมผสานอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผลงานของเขาเต็มเปี่ยมด้วยความอดทน ความแม่นยำที่แฝงด้วยอารมณ์ และความเคารพต่อหัตถศิลป์ดั้งเดิม

นาฬิกาแต่ละเรือนที่ผ่านการแกะสลักโดยเขา ซึ่งผลิตขึ้นทั้งหมดในยูเครน เปรียบเสมือนเครื่องบรรณาการอันเรียบง่าย แต่ทรงพลัง ต่อความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมและการเกิดใหม่ของศิลปะ เหล็กกล้าในมือของเขากลายเป็นภาพจำแห่งอดีต งานฝีมือกลายเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้าน ในช่วงเวลาที่ประเทศของเขากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ผลงานของแม็กซิมได้ก้าวข้ามขอบเขตของศิลปะเชิงประดับ และกลายเป็นถ้อยคำแห่งอัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี และความหวัง ที่ถูกสลักไว้บนตัวเรือน

สิ่งที่น่าสนใจคือบทพูดของ Manuel Emch ที่บอกเล่าแนวคิดเบื้องหลังความร่วมมือนี้ และการตีความของ Louis Erard ต่อคำว่า ‘Tradition’ และ ‘Craft’

TRADITION, WITH BITE.
CRAFT, WITH CHARACTER

“สิ่งที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับความร่วมมือเหล่านี้ คือการได้เห็นนาฬิกามินิมอลที่เรียบง่าย แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออยู่ในมือของศิลปิน จากเส้นสายที่สะอาดตาของรุ่น Noirmont ได้ถูกแต่งเติมด้วยลวดลายดอกไม้แบบบาโรกอันวิจิตร งดงามราวกับปลุกให้นาฬิกามีชีวิตขึ้นมา Gravée Main จึงเปรียบเสมือนศิลปะแห่งความงามที่ดูลงตัว ระหว่างการตกแต่งอันบรรจงกับดีไซน์ที่เรียบง่าย

ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องบอกเวลาซึ่งไม่เพียงดึงดูดสายตาด้วยสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หากยังเปี่ยมด้วยพลังในสิ่งที่ต้องการถ่ายทอด บอกเล่าเรื่องราวของเวลา ศิลปะ มรดก และการยืนหยัด สะท้อนภารกิจที่ต้องการอนุรักษ์และส่งต่องานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า เพราะงานศิลป์ไม่ควรถูกเก็บรักษาไว้ หากควรถูกสวมใส่ มีชีวิตและดำรงอยู่ต่อไป และนั่นคือภารกิจของเรา”

มานูเอล เอ็มช์ (Manuel Emch)

คุณค่าที่แท้จริงของนาฬิกา Louis Erard Gravée Main

นอกจากความงามของงานแกะสลักแล้ว Gravée Main ยังบอกเล่าเรื่องราวของความยืดหยุ่นทางวัฒนธรรมและศิลปะ ผลงานของ Maksym Shavlak ศิลปินชาวยูเครน ผู้ซึ่งใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูและแสดงออกถึงตัวตนในยามที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การตลาด แต่คือการยืนยันถึงความเชื่อที่ Louis Erard มีต่อคุณค่าของงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยความหมาย

Louis Erard ได้แสดงให้เห็นว่า “ความหรูหรา” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาหรือวัสดุที่ใช้ แต่มันคือการเข้าถึงงานฝีมือระดับสูง การชื่นชมทักษะที่ใช้เวลาสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน และการมีส่วนร่วมในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวผลิตภัณฑ์ Gravée Main จึงเป็นนาฬิกาสำหรับผู้ที่มองหาคุณค่าที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่สถานะทางสังคม

ข้อมูลทางเทคนิคของ
Louis Erard Gravée Main
  • ชื่อรุ่น: Louis Erard Gravée Main (รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 99 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 42 มม. หนา 12.25 มม. กันน้ำได้ 5 บาร์ (50 เมตร) ตัวเรือน ขอบหน้าปัด ตัวเชื่อมสาย เม็ดมะยม และตัวล็อคสายหัวเข็มขัด แกะสลักด้วยมือทั้งหมด
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอร์สีดำเงา ตกแต่งด้วยลวดลายและสีแอนทราไซต์เข้ม
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม (ชั่วโมง นาที วินาที) โดยมีเข็มวินาทีในหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Sellita SW261-1 มีกำลังสำรอง 38 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีดำพร้อมการเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีเดียวกัน และหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลแกะสลักด้วยมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก
Oris กลับสู่มหาสมุทรด้วยนาฬิกา New York Harbor Limited Edition II

A Closer Look: เจาะลึก Armin Strom Dual Time GMT Resonance Manufacture Black Edition

หลักการที่เคยเข้าถึงได้ยากในอดีต ถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาด้วยกลไกที่แข็งแกร่งและแสดงผลได้อย่างน่าสนใจในตัวเรือนขนาดกะทัดรัดเพียง 39 มม.

WORDS: Cheryl Chia | 18 ส.ค. 2568
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ประเด็นหลัก

  • นาฬิกา Armin Strom Dual Time GMT Resonance Manufacture Black Edition ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Calibre ARF22 ซึ่งมาพร้อมชุดฟันเฟืองคู่เพื่อแสดงเวลาสองไทม์โซนได้อย่างอิสระ ภายในตัวเรือนที่เพรียวบางเพียง 4.92 มม.
  • จุดเด่นของนาฬิกาเรือนนี้อยู่ที่ “สะพานสปริง” ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเชื่อมโยงใยนาฬิกา (hairspring) ของบาลานซ์คู่เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถซิงโครไนซ์แบบ anti-phase ได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง โดยไม่ต้องอาศัยการปรับตั้งที่แม่นยำตั้งแต่แรก
  • นอกจากนี้ นาฬิกายังแสดงให้เห็นถึงฝีมือการตกแต่งที่ประณีต ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวแบบ grené และ azurage, การขัดเงาสีดำ (black polishing) และลวดลาย Côtes de Genève

การบุกเบิกสู่โลกแห่งกลไกเรโซแนนซ์ที่ซับซ้อนของ Armin Strom เริ่มต้นขึ้นในปี 2016 ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น Mirrored Force Resonance แม้ว่านาฬิการุ่นนี้จะไม่ใช่เรือนแรกที่แสดงปรากฏการณ์นี้ให้เห็น และไม่ใช่เรือนแรกที่ใช้สปริงเชื่อมต่อกับใยนาฬิกา แต่ก็ถือเป็นเรือนแรกที่ใช้สปริงแบบคลัตช์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อควบคุมการถ่ายโอนการสั่นสะเทือนระหว่างบาลานซ์ทั้งสองอย่างไดนามิก ตัวเรือนขนาด 43 มม. บรรจุกลไกที่มีชุดฟันเฟืองคู่ซึ่งออกแบบให้หมุนในทิศทางตรงกันข้าม การตั้งค่านี้ช่วยส่งเสริมการซิงโครไนซ์แบบ anti-phase ซึ่งเป็นสถานะของเรโซแนนซ์ที่เสถียรที่สุด

แม้ว่าต่อมา Armin Strom จะนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับกลไกที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่นในรุ่น Minute Repeater Resonance แต่สถาปัตยกรรมนี้เหมาะที่สุดกับฟังก์ชันดูอัลไทม์ (dual time) ซึ่งชุดฟันเฟืองที่ทำงานอย่างอิสระทั้งสองชุดสามารถถูกนำมาใช้งานได้อย่างเต็มที่

ในปี 2018 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวรุ่น Masterpiece 1 Dual Time Resonance ซึ่งเป็นนาฬิกาที่โดดเด่นทั้งในด้านดีไซน์และเทคนิค ตัวเรือนรูปวงรีขนาด 59 มม. x 43.4 มม. x 13 มม. ทำให้ดูเหมือนเครื่องมือจากห้องปฏิบัติการมากกว่านาฬิกาข้อมือทั่วไป จนกระทั่งในปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่สวมใส่ได้ง่ายขึ้น ด้วยตัวเรือนทรงกลมขนาด 39 มม. x 9.05 มม. ซึ่งถือเป็นนาฬิกาเรโซแนนซ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ Armin Strom เคยผลิตมา

ในปีนี้ แบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นสีโทนเดียวที่ทำจากสเตนเลสสตีล นั่นคือ Dual Time GMT Resonance Manufacture Black Edition ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดคู่สีดำแบบ grené ที่เข้ากับแผ่นวงจรหลัก (main plate) ที่ถูกทำให้เป็นสีดำอย่างลงตัว แม้ว่าระบบเรโซแนนซ์จะเป็นจุดเด่นที่สุดของกลไก ARF22 แต่มันยังคงเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย

Armin Strom Dual Time GMT Resonance Manufacture Black Edition (ภาพ: Revolution ©)

ในตำแหน่ง 12 นาฬิกาบนหน้าปัดนาฬิกา มีระบบลานที่ออกแบบมาไม่เหมือนใคร ซึ่งประกอบด้วยวงล้อฟันเฟือง (ratchet wheel) สองวงที่มีฟันในแนวตั้ง วงล้อทั้งสองนี้เชื่อมต่อกับเฟืองขนาดเล็ก (pinion) ที่อยู่ระหว่างกระปุกลานคู่ (twin barrels) ในฝั่งกลไก

วงล้อฟันเฟืองตัวบนถูกยึดไว้ด้วยแรงตึงของสปริงเกลียวที่อยู่รอบแกนเดียวกัน ในขณะที่ไขลาน สปริงจะยืดออกเพียงพอที่จะทำให้วงล้อตัวบนยกขึ้นและเลื่อนข้ามฟันแนวตั้งของวงล้อตัวล่างที่อยู่กับที่ ทำให้เดินหน้าไปทีละขั้น

การขยับไปทีละขั้นนี้ให้ความรู้สึกที่คมชัดและแม่นยำ ทำให้การไขลานนาฬิกาเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง

การไขลานนาฬิกาให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ด้วยระบบลานแบบพิเศษที่อยู่ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งประกอบด้วยวงล้อฟันเฟือง (crown gears) ที่ประกบกันและสปริงเกลียวที่แข็งแรง (รูปภาพโดย: Revolution ©)

เนื่องจากลานนาฬิกาทั้งสองถูกไขลานไปพร้อมกันผ่านเม็ดมะยมด้านขวา จึงมีการวางแผ่นวงกลมไว้ตรงข้ามกับวงล้อเม็ดมะยมเพื่อความสมมาตรทางสายตา

โครงสร้างของกลไก ARF22 นั้นเรียบง่ายกว่า Calibre ARF21 ในรุ่น Mirrored Force Resonance มาก กลไกรุ่นก่อนหน้ามีการจัดวางชุดเฟืองที่ซับซ้อนเพื่อแสดงเวลาแบบรวมศูนย์ ทำให้มีความหนาถึง 6.7 มม. ในทางกลับกัน Calibre ARF22 มีความหนาเพียง 4.92 มม. โดยชุดเฟืองทั้งสองถูกจัดวางอย่างสมมาตรและไม่ซ้อนทับกันมากเกินไป แต่ละชุดเฟืองมีหน้าปัดของตัวเองพร้อมตัวบ่งชี้กลางวัน/กลางคืน ซึ่งสามารถปรับได้ด้วยเม็ดมะยมเฉพาะของแต่ละข้างที่อยู่คนละด้านของตัวเรือน

แต่ละหน้าปัดสามารถปรับตั้งได้แยกกันผ่านเม็ดมะยมของตัวเองที่ตำแหน่ง 4 และ 8 นาฬิกา (รูปภาพโดย: Revolution ©)
หน้าปัดแบบ Grené พร้อมตัวบ่งชี้กลางวัน/กลางคืนในตัว (รูปภาพโดย: Revolution ©)

ในความเป็นจริง นาฬิกาเรือนนี้สร้างความประทับใจอย่างมาก ไม่ใช่แค่ขนาดที่สวมใส่ได้ง่ายเมื่อเทียบกับความจริงที่ว่ามันคือกลไกสองชุดในนาฬิกาเรือนเดียว แต่ยังรวมถึงความสวยงามที่โดดเด่นด้วยเทคนิคการตกแต่งที่หลากหลาย

หน้าปัดแต่ละข้างมีพื้นผิวตรงกลางแบบ grené สีดำ โดยมีวงแหวนด้านนอกแบบ azurage สีดำทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับหลักชั่วโมงแบบนูน (applied indices) และเส้นบอกนาทีแบบพิมพ์ ถัดขึ้นไปเหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกาคือตัวบ่งชี้กลางวัน/กลางคืน กลางคืน ถูกแสดงด้วยพื้นผิวดวงจันทร์ที่แกะสลักด้วยเลเซอร์แบบนูนต่ำ ส่วน กลางวัน แสดงด้วยแสงอาทิตย์ที่ขัดเงาสีดำตัดกับพื้นหลังที่ทำให้เข้มขึ้นด้วยเลเซอร์

แม้จะเป็นนาฬิกาสีโทนเดียว แต่ก็มีการตกแต่งที่ละเอียดอ่อนซึ่งเน้นให้เห็นถึงโครงสร้างของกลไกได้อย่างชัดเจน เช่น แต่ละซี่ของวงล้อระบบลาน (click wheel) มีการขัดลายแบบซาตินบนพื้นผิวที่ลาดเอียง ในขณะที่พื้นผิวด้านบนมีการขัดเงาอย่างคมกริบ ทำให้เกิดความตัดกันที่โดดเด่นและเน้นชิ้นส่วนที่พิเศษนี้ได้อย่างลงตัว

(ภาพ: Revolution ©)

ในส่วนฝาหลัง สะพานกระปุกลาน (barrel bridge) ตกแต่งด้วยลาย Côtes de Genève พร้อมชุดทับทิมที่ฝังในเบ้าขัดเงา ส่วน แผ่นวงจรหลัก (base plate) ที่ทำให้เป็นสีดำได้รับการแกะสลักด้วยเลเซอร์เป็นข้อความทางเทคนิคที่ระบุรายละเอียดของกลไก และ เฟืองตัวที่สาม (third wheels) ได้รับการรองรับโดยสะพานสองชิ้นที่ตกแต่งแบบ frosted (พื้นผิวคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง)

การออกแบบสะพานแบบโปร่ง (openworked) โดยธรรมชาติจะช่วยให้เห็นเทคนิค anglage (การลบมุมขอบ) ได้ง่ายขึ้น แม้ว่าการเคลือบสีดำจะทำให้การตกแต่งนี้ดูสุขุมมากขึ้นก็ตาม

แต่การตกแต่งที่โดดเด่นที่สุดอยู่ที่ส่วนที่เป็นหัวใจของนาฬิกา: สะพานเหล็กขัดเงาแบบกระจก (mirror-polished) คู่หนึ่งทำหน้าที่รองรับบาลานซ์คู่ ส่วนประกอบที่ทำให้เรือนนี้แตกต่างจากนาฬิกาเรโซแนนซ์อื่นๆ ทั้งหมด คือ สะพานสปริง (spring bridge) ซึ่งได้รับการตกแต่งแบบ black polished (ขัดเงาสีดำ) อย่างประณีต

เฟืองตัวที่สามแต่ละตัวยึดอยู่ใต้สะพานของตัวเอง ซึ่งมีมุมภายในที่ตกแต่งอย่างประณีต
กระปุกลานทั้งสองถูกไขลานไปพร้อมกันผ่านเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ดังนั้น เพื่อความสมมาตรทางสายตา จึงมีการติดตั้งแผ่นวงกลมไว้ตรงข้ามกับวงล้อเม็ดมะยม

กลไก Resonance ทำงานอย่างไร?

ในวงการนาฬิกา Resonance คือหลักการที่ทำให้ชุดควบคุมการแกว่ง (oscillators) สองชุด ไม่ว่าจะเป็นลูกตุ้ม (pendulums) หรือบาลานซ์วีล (balance wheels) สามารถซิงโครไนซ์การเคลื่อนที่ของตัวเองเมื่อถูกเชื่อมต่อกันด้วยกลไกหรือทางกายภาพ แม้ว่าแต่ละชุดจะถูกขับเคลื่อนอย่างอิสระ แต่ตัวกลางที่เชื่อมต่อ เช่น แผ่นวงจรหลัก สะพาน หรือสปริง จะช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างกัน ทำให้ระบบทั้งหมดสามารถเข้าสู่สถานะที่เสถียรและซิงโครไนซ์กันได้

หลักการทางวิทยาศาสตร์คือ เมื่อชุดควบคุมการแกว่งสองชุดที่มีความถี่ธรรมชาติเกือบจะเท่ากันถูกเชื่อมต่อกัน พลังงานจะเริ่มไหลเวียนระหว่างพวกมัน โดยทั่วไปแล้วในทางฟิสิกส์ การทำงานร่วมกันนี้อาจทำให้ทั้งความถี่และเฟสมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจนกระทั่งชุดควบคุมการแกว่งทั้งสองอยู่ในแนวเดียวกัน แต่สำหรับนาฬิกา ความถี่ของบาลานซ์เป็นสิ่งที่กำหนดไว้แล้วจากการออกแบบและจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเชื่อมต่อกัน ดังนั้น การซิงโครไนซ์จึงแสดงออกมาในรูปแบบของการจัดแนวที่สอดคล้องกันทั้งในแง่ของความกว้างการแกว่ง (amplitude) และเฟส (phase)

ผลลัพธ์ที่พบได้บ่อยของการซิงโครไนซ์คือความสัมพันธ์แบบ anti-phase หรือเฟสตรงกันข้าม โดยที่บาลานซ์หนึ่งจะแกว่งไปทางซ้ายในขณะที่อีกอันแกว่งไปทางขวา แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้เสมอไปสำหรับกลไกเรโซแนนซ์ แต่การจัดวางแบบนี้ก็เป็นสถานะที่เสถียรที่สุดสำหรับชุดควบคุมการแกว่งที่เชื่อมต่อกัน เนื่องจากช่วยลดการสูญเสียพลังงาน เพื่อส่งเสริมการทำงานนี้ให้ดียิ่งขึ้น Armin Strom จึงออกแบบชุดเฟืองให้ทำงานในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้บาลานซ์มีแนวโน้มที่จะแกว่งตรงข้ามกันในลักษณะที่เหมือนกับส่องกระจก

ประโยชน์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเรโซแนนซ์ในวงการนาฬิกาคือการช่วยเพิ่มความเสถียร การรบกวนจากภายนอก เช่น การกระแทก หรือการเปลี่ยนตำแหน่ง อาจส่งผลกระทบต่อบาลานซ์หนึ่งมากกว่าอีกอันหนึ่ง แต่ด้วยตัวกลางที่เชื่อมต่อกัน การรบกวนเหล่านี้จะถูกดูดซับหรือหักล้างกันไปบางส่วน ทำให้ระบบโดยรวมสามารถรักษาประสิทธิภาพการบอกเวลาได้สม่ำเสมอมากกว่าบาลานซ์ที่ทำงานเพียงอันเดียว

อะไรทำให้นาฬิกา Resonance ของ Armin Strom แตกต่าง?

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานแต่กระจัดกระจายของกลไก Resonance ในวงการนาฬิกา มีเพียงไม่กี่แนวทางที่ชัดเจนและมีโครงสร้างที่ชัดเจนเท่ากับของ Armin Strom

ในขณะที่ความพยายามในอดีต ตั้งแต่ Janvier, Breguet ไปจนถึง Journe อาศัยการเชื่อมต่อแบบบังเอิญหรือแบบ passive (อาศัยโครงสร้างที่ใช้ร่วมกัน เช่น แผ่นวงจรหลัก) Armin Strom ได้ทำให้ปรากฏการณ์นี้เป็นระบบอย่างเป็นทางการผ่าน “กลไกที่ยืดหยุ่น” (compliant mechanism) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและควบคุมการทำงานร่วมกันระหว่างบาลานซ์วีลทั้งสองชุด

ระบบการเชื่อมต่อนี้ไม่ได้เพียงแค่ส่งเสริมให้เกิดปรากฏการณ์ Resonance เท่านั้น แต่ยังสามารถบริหารจัดการและรักษาความต่อเนื่องของมันได้ด้วยการดูดซับแรงรบกวนและอำนวยความสะดวกในการซิงโครไนซ์ใหม่อีกด้วย

การตีความกลไกเรโซแนนซ์แบบสมัยใหม่ในปัจจุบันยังรวมถึงแบรนด์ Haldimann และ Vianney Halter ซึ่งได้นำบาลานซ์คู่มาไว้ในกรงตูร์บิญองที่ใช้ร่วมกัน และเชื่อมปลายด้านนอกของใยนาฬิกาเข้าด้วยกันเพื่อสร้างการเชื่อมต่อทางกลไก

แต่หัวใจหลักของระบบเรโซแนนซ์ของ Armin Strom คือส่วนประกอบเฉพาะที่เรียกว่า “สะพานสปริง” (spring bridge) ซึ่งไม่ใช่สะพานแบบดั้งเดิมที่ใช้รองรับวงล้อหรือเฟือง แต่เป็นโครงสร้างที่ยืดหยุ่น ทำจากเหล็กกล้าคาร์บอน โดยถูกยึดที่ปลายทั้งสองข้างเข้ากับตัวยึด ซึ่งติดอยู่กับสะพานบาลานซ์อีกที

ส่วนหมุดยึดใยนาฬิกา (hairspring studs) ไม่ได้ถูกยึดตายตัวเหมือนในนาฬิกาทั่วไป แต่ถูกแขวนไว้ตามแนวยาวของสะพานสปริงที่ทอดข้ามบาลานซ์ทั้งสอง โดยมีคลิปสปริงอยู่ตรงกลางสะพาน ซึ่งช่วยให้โครงสร้างสามารถหมุนและยืดหยุ่นได้เมื่อแกว่งออกไป เพื่อให้ความตึงคงที่ตลอดวงจรการทำงาน โดยชดเชยการเปลี่ยนแปลงความยาวที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย

รูปแสดงให้เห็นหมุดยึดใยนาฬิกาถูกแขวนไว้ตามแนวยาวของสะพานสปริงซึ่งทอดข้ามบาลานซ์ทั้งสอง และมีคลิปตรงกลางสปริงที่ช่วยให้มันสามารถหมุนได้ (รูปภาพโดย: Revolution ©)

เมื่อบาลานซ์วีลทั้งสองแกว่งไปในทิศทางตรงกันข้ามเสมอในระบบของ Armin Strom ใยนาฬิกาจะส่งแรงกระทำผ่านส่วนปลายที่เชื่อมกับสะพานสปริงที่ยืดหยุ่นนี้ เมื่อบาลานซ์ไปถึงจุดแกว่งสูงสุดที่ปลายสุดของเส้นทาง สะพานสปริงจะงอไปในทิศทางหนึ่ง และจะงอไปในทิศทางตรงกันข้ามเมื่อบาลานซ์ไปถึงอีกปลายทางหนึ่ง

ที่สำคัญคือ ถ้าบาลานซ์ทั้งสองไม่ได้แกว่งอย่างซิงโครไนซ์ การเคลื่อนที่ของสะพานสปริงจะไม่สม่ำเสมอ โดยบาลานซ์หนึ่งอาจนำหน้าเล็กน้อยและอีกอันตามหลังเล็กน้อย ในกรณีเช่นนี้ สะพานจะทำหน้าที่เป็นทั้งตัวเบรกและตัวเร่งไปพร้อมกัน โดยจะดูดซับพลังงานส่วนหนึ่งจากบาลานซ์ที่แกว่งนำ และส่งพลังงานนั้นไปยังบาลานซ์ที่แกว่งตามหลัง

ดังนั้น กลไกนี้จึงทำหน้าที่เป็นระบบแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง คอยปรับแต่งให้บาลานซ์ทั้งสองแกว่งพร้อมกัน เมื่อเวลาผ่านไป บาลานซ์จะเข้าสู่สถานะซิงโครไนซ์แบบ anti-phase ได้เองตามธรรมชาติ และการงอของสะพานก็จะมีความสมมาตร ณ จุดนี้ การถ่ายโอนพลังงานระหว่างบาลานซ์จะมีความเสถียร ทำให้จังหวะการทำงานของทั้งสองเกื้อหนุนกันและกัน

(ภาพ: Revolution ©)

ตามปกติแล้ว การสร้างกลไกเรโซแนนซ์จำเป็นต้องมีการปรับตั้งอัตราการเดินของบาลานซ์ทั้งสองอย่างพิถีพิถันให้อยู่ในระยะที่แม่นยำมาก ตัวอย่างเช่น Journe ระบุว่าต้องอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 วินาทีต่อวันเพื่อให้การเชื่อมต่อในนาฬิกาข้อมือมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในการตั้งค่าของ Armin Strom ไม่จำเป็นต้องมีการปรับละเอียดเช่นนั้น การแก้ไขของสะพานสปริงช่วยให้บาลานซ์สามารถเริ่มต้นด้วยความคลาดเคลื่อนที่มากกว่าได้ และสะพานสปริงจะค่อย ๆ ปรับให้พวกมันอยู่ในแนวเดียวกันผ่านการถ่ายโอนพลังงานแบบไดนามิก

กลไกนี้มีความยืดหยุ่น แต่ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นการบังคับให้ทำงานร่วมกันอย่างแข็งทื่อ แต่ปล่อยให้พวกมันควบคุมตนเองผ่านการทำงานร่วมกันทางกลไก

การซิงโครไนซ์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือจำกัดอยู่แค่ในเงื่อนไขที่แคบ ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบมาอย่างดี เพื่อให้บาลานซ์สามารถทำงานประสานกันได้อย่างน่าเชื่อถือและทำซ้ำได้ในทุก ๆ เรือน นอกจากนี้ยังแข็งแกร่งและทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยมักจะซิงโครไนซ์ได้ภายในไม่กี่นาทีและคงสภาพนี้ไว้ได้แม้ขณะสวมใส่บนข้อมือ

Resonance แบบถูกบังคับ หรือแบบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ?

คำถามสำคัญที่หลายคนอาจสงสัยคือ กลไกของ Armin Strom นั้นเป็นการ “บังคับ” ให้เกิดการซิงโครไนซ์หรือไม่ ซึ่งอาจจะดูขัดกับหลักการพื้นฐานที่ทำให้กลไกเรโซแนนซ์มีคุณค่า

การซิงโครไนซ์แบบถูกบังคับอาจดูเหมือนกันในภายนอก แต่ขาดพฤติกรรมการปรับตัวเองแบบไดนามิกที่เป็นนิยามของ resonance ที่แท้จริง เพราะแรงรบกวนจะไม่ถูกดูดซับหรือหักล้าง แต่จะถูกส่งผ่านไปทั่วทั้งระบบ

ระบบของ Armin Strom ใช้กลไกการเชื่อมต่อที่ชัดเจนและจงใจออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนบาลานซ์ทั้งสองให้เข้าสู่การซิงโครไนซ์ แต่การเรียกกลไกนี้ว่า “ถูกบังคับ” ถือเป็นการตีความที่ผิดจากความเป็นจริงทางกลไกที่กำลังเกิดขึ้น

จุดสำคัญคือ “คลัตช์สปริง” นี้มีความยืดหยุ่น มันทำหน้าที่ตรวจจับและแก้ไขความคลาดเคลื่อน แต่ไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก มันไม่ได้จำกัดการเคลื่อนไหวของบาลานซ์อย่างแข็งทื่อหรือเข้าไปควบคุมความเป็นอิสระของพวกมัน บาลานซ์แต่ละอันยังคงถูกขับเคลื่อนอย่างอิสระโดยชุดเฟืองและกลไกจักรกรอกของตัวเอง

สปริงนี้มีความยืดหยุ่น จึงเพียงแค่ช่วยในการถ่ายโอนพลังงาน ดูดซับความแตกต่างของจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยและกระจายมันไปในทิศทางที่นำพาบาลานซ์ทั้งสองเข้าสู่การซิงโครไนซ์ การเคลื่อนที่ที่ไม่พร้อมเพรียงกันยังคงเป็นไปได้และเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ หากบาลานซ์อันใดอันหนึ่งเดินเร็วหรือช้ากว่า สปริงจะทำหน้าที่ลดหรือเพิ่มพลังงานอย่างแนบเนียน การซิงโครไนซ์จึงเกิดขึ้นจากการปรับตัวร่วมกันผ่านสื่อกลางที่ยืดหยุ่น

ดังนั้น กลไกนี้จึงไม่ได้ “บังคับ” ให้เกิดเรโซแนนซ์ แต่เป็นการช่วยเหลือด้วยระบบที่ทำให้การซิงโครไนซ์แข็งแกร่งขึ้น เร็วขึ้น และไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แคบจนเกินไป บาลานซ์ยังคงสามารถเสียจังหวะได้หากเกิดการกระแทกหรือมีการคลาดเคลื่อนเล็กน้อย และจะซิงโครไนซ์ตัวเองได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลไกเรโซแนนซ์ที่แท้จริง

ดังนั้น ระบบของ Armin Strom จึงไม่ได้ขัดแย้งกับกลไกเรโซแนนซ์ในอดีต แต่เป็นการต่อยอดและสานต่อแนวคิดเหล่านั้น มันตระหนักถึงความหายากและความเปราะบางของ resonance ที่พบในนาฬิกาของ Janvier หรือ Breguet และตอบสนองด้วยความชัดเจนที่โดดเด่น

กล่าวโดยสรุป ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมี resonance เป็นหลักการสำคัญ และถูกปรับแต่งเพื่อให้หลักการนั้นมีความยืดหยุ่น มองเห็นได้ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

Armin Strom Dual Time GMT Resonance Manufacture Black Edition (ภาพ: Revolution ©)
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
Armin Strom Dual Time GMT Resonance Manufacture Black Edition
  • รหัสอ้างอิง (Reference): ST25-DT.90
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Calibre ARF22 จากโรงงาน Armin Strom สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง ความถี่ 3.5 Hz หรือ 25,200 vph
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที แสดงเวลาสองไทม์โซน เครื่องหมายบอกกลางวัน/กลางคืน
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. × 9.05 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำแบบ grenage พร้อมวงแหวนหลักแบบ azurage สีดำและหลักชั่วโมงแบบนูนขัดเงา แผ่นบอกกลางวัน/กลางคืนเป็นเหล็กขัดเงาและทำให้เป็นสีดำ เข็มนาฬิกาเคลือบโรเดียม เจียระไนเหลี่ยม และขัดเงา
  • สาย: สายหนังจระเข้สีเทาอมน้ำตาลแบบเงา พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล
  • การผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Ryder Cup เมื่อกอล์ฟเปลี่ยนจากกีฬาของคนคนเดียวเป็นการต่อสู้เพื่อเกียรติยศของทีม
LOUIS ERARD: GALLERIST OF CREATIVES และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก

Up Close With Episode 4 | Orient Star M34 F8 Date เมื่อฝนดาวตกเพอร์เซอุสมาอยู่บนข้อมือคุณ

0

เมื่อความงามของฝนดาวตกยามค่ำคืน ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดนาฬิกา…

REVOLUTION THAILAND ขอพาทุกท่านไปสัมผัสเสน่ห์อันน่าทึ่งของ Orient Star Contemporary M34 F8 Date ในรายการ Up Close With Episode 4 โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำที่จำลองความระยิบระยับของดวงดาว พร้อมดีไซน์ที่ผสานความสวยงามและฟังก์ชันไว้ได้อย่างลงตัว

รับชมรายการ Up Close With ได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand
และช่องทางอื่นๆ

➡️ Follow us on Instagram – /revowatchthai/
➡️ Find us on Facebook – /RevoWatchThai/
➡️ Read more on our website – https://revolutionthailand.com/

#RevolutionThailand #RevoTHUpCloseWith #OrientStar

The Collector’s Perspective EP. 9 | คุณอุ๋ย พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล

0

สำหรับผู้ที่หลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของเรือนเวลาชั้นสูง และศรัทธาในคุณค่าของทองคำ ชื่อที่น่าจับตามองคงเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่คุณอุ๋ย พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ

ในรายการ The Collector’s Perspective Episode 9 คุณอุ๋ยจะมาเปิดมุมมองที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก พร้อมเผยเรื่องราวเบื้องหลังของการสะสมที่ไม่เหมือนใคร และพาเราไปสำรวจเรือนเวลาล้ำค่ากว่า 7 เรือนในกรุส่วนตัวของเขา

มาร่วมเจาะลึกมุมมองของนักสะสมทองคำและนาฬิกาไฮเอนด์ไปพร้อมกัน

รับชมรายการเต็มได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand หรือติดตามบทสัมภาษณ์และรูปภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟในนิตยสาร REVOLUTION THAILAND ISSUE 02 เร็ว ๆ นี้

ติดตามคอนเทนต์น่าสนใจและบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของนักสะสมท่านอื่น ๆ ได้ที่:
สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจไบเบิ้ล วิชญ์ภาส ผู้หลงใหลในการสะสมนาฬิกา
บทสัมภาษณ์พิเศษ: เจาะลึกโลกนักสะสมนาฬิกาและงานศิลป์กับ “คุณแบงค์ ภราดร วัฒนพานิชกิจ”
บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย

#RevolutionThailand #RevoTHTheCollectorsPerspective #นักสะสมนาฬิกา #watchcollector

ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement

Bernhard Lederer ผู้ต่อยอดความฝันของ George Daniels ผ่านเรือนเวลา CIC

ช่างนาฬิกาผู้หลงใหลในเสียงของกลไก

ก่อนที่จะทำความรู้จักแบรนด์ เราขอพาไปทำความรู้จัก Bernhard Lederer ช่างนาฬิกาผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาภายใต้ชื่อของเขาเอง Bernhard Lederer เกิดใกล้เมืองสตุตการ์ต ประเทศเยอรมนี เขามีความหลงใหลในกลไกนาฬิกามาตั้งแต่วัยเยาว์ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาของช่างนาฬิการะดับมาสเตอร์หลายคน  แต่แพสชั่นในเรื่องเครื่องบอกเวลาของเขานั้นออกจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างออกไปพอสมควร เพราะเขาเริ่มจากความคลั่งไคล้ในเสียง “ติ๊กต็อก” ที่สื่อถึงการเคลื่อนไหวของเข็มวินาที และเสียงการเคลื่อนไหวของกลไกภายในนาฬิกาพกของคุณปู่ จากการเฝ้าศึกษาผ่านการเงี่ยหูฟังเสียงการเดินของกลไก นำไปสู่ความใฝ่รู้อย่างจริงจัง ถึงขั้นเข้าไปฝึกงานใน Wuppertal Clock and Watch Museum โมเมนต์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 17 ปี และได้ค้นพบชิ้นส่วนกลไกที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือ ‘escapement’ ชิ้นส่วนที่เขาสนใจศึกษาจนกระทั่งเชี่ยวชาญ 

ความสนใจในเชิงกลไกที่ดำดิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อยอดไปยังการฝึกงานอย่างเข้มข้นกับช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ Pforzheim จนกระทั่งเขาได้ชื่อว่า เป็นช่างนาฬิการะดับมาสเตอร์ ชื่อชั้นของ Bernhard Lederer ถูกยกระดับไปอีกขั้นเมื่อเขาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก Académie Horlogère des Créateurs Indépendants ศูนย์รวมช่างนาฬิกาอิสระฝีมือล้ำเลิศอย่าง George Daniels เป็นต้น 

หนึ่งในผลงานที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงในการผลิตเครื่องบอกเวลาของ Lederer คือนาฬิกาตั้งโต๊ะที่มาพร้อม gravity escapement ขับเคลื่อนฟังก์ชันปฏิทินถาวรที่ต้องปรับตั้งค่าใหม่เพียงหนึ่งครั้งภายใน 3,200 ปี และฟังก์ชันมูนเฟสที่ต้องอาศัยการปรับตั้งใหม่เพียงหนึ่งครั้งภายใน 800 ปี  

จนกระทั่งปี 2000 ช่างนาฬิกามากฝีมือผู้นี้จึงได้ย้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ และได้ก่อตั้ง BLU Source du Temps SA โรงงานผลิตนาฬิกาจักรกลชั้นสูงขึ้นในเมืองเนอชาแตล นับแต่นั้นมา Lederer ได้สร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาอันน่าทึ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Gagarin Tourbillon นาฬิกากลไกทูร์บิญองที่รังสรรค์มาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการออกเดินทางท่องอวกาศ หรือนาฬิกาดำน้ำที่มีแรงต้านทานสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มข้นในระดับ 100,000 เกาส์ แต่สิ่งประดิษฐ์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Lederer ย่อมหนีไม่พ้นนาฬิการุ่น Central Impulse Chronometer (CIC) นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกที่มี double impulse escapement และกลไก constant force สองชุด ซึ่งได้รับรางวัล Innovation Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Geneve 

 CIC มรดกแห่งความเที่ยงตรง

กลไกขับเคลื่อนนาฬิการุ่น CIC (Central Impulse Chronometer) เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของ Lederer ที่มุ่งมั่นพัฒนาชิ้นส่วนกลไกอันแสนสำคัญอย่าง escapement เพื่อให้การถ่ายทอดพลังงานเพื่อขับเคลื่อนชิ้นเฟืองต่างๆ เป็นไปอย่างเสถียรเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุด ซึ่ง Bernhard Lederer ได้พัฒนาการทำงานของชิ้นส่วนนี้ด้วยความเคารพในมรดกเชิงกลไกที่ส่งต่อจากช่างนาฬิการะดับตำนานอย่าง Abraham-Louis Breguet และ George Daniels ผู้คิดค้น natural escapement และ double-wheel escapement 

อันที่จริงแล้วเอสเคปเมนต์แบบล้อคู่ทำงานอิสระ (double-wheel escapement) นั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ต่อยอดมาจากแนวคิดของ George Daniels ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 โดยอาศัยหลักการของ natural escapement ของ Breguet ที่แรงกระตุ้นจะถูกส่งตรงไปยังแกนบาลานซ์โดยเอสเคปวีลแต่ละตัว โดยไม่ต้องพึ่งพาการหล่อลื่นใดๆ อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในยุคนั้น ทำให้แนวคิดไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้ในนาฬิกาข้อมือ ซึ่ง Bernhard Lederer มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาเอสเคปเมนต์ชนิดนี้มาบรรจุไว้ในนาฬิกาข้อมือ ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เอสเคปเมนต์ชนิดนี้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า Co-axial escapement หรือเอสเคปเมนต์แบบแกนร่วม 

โดยเขาได้เดินตามขนบของ George Daniels ผ่านการติดตั้งเอสเคปวีลสองชุดไว้ท้ายรางเฟือง แต่ละชุดมีบาร์เรลกักเก็บพลังงานของตัวเอง และโครงสร้างดังกล่าวยังถูกออกแบบให้ช่วยเสริมแรงกระตุ้นไปยังออสซิลเลเตอร์อีกด้วย เอสเคปวีลแต่ละชุดจะมี remontoir เป็นของตัวเองเช่นกัน โดยกลไกนี้จะทำการหมุนย้อนสปริงขนาดเล็กภายในทุกๆ 10 วินาที เพื่อควบคุมอัตราการจ่ายพลังงานไปยัง escapement ให้คงที่สูงสุด 

 การทำงานของ remontoir ฟังดูเป็นเรื่องยากในการทำความเข้าใจ แต่เราได้เข้าใจอย่างง่ายดายก็เมื่อได้พบกับ Master of Escapement ภายในงานที่จัดขึ้นอย่างสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในบูติกของ SHH Pendulum ในครั้งนั้น Lederer อธิบายให้ฟังอย่างเรียบง่ายว่า

“การทำงานของ remontoir ก็เหมือนกับคนคอยเฝ้าประตูเวลาเข้าพบบุคคลสำคัญ โดยคนนี้จะคอยจับเวลาว่า คุณมีเวลาเข้าพบแค่ 10 วินาทีเท่านั้น rementoir ก็ทำงานแบบเดียวกัน”

Bernhard Lederer

คำอธิบายของเขาทำให้เราคลายข้อสงสัย และเข้าใจในความเที่ยงตรงที่ remontoir สามารถมอบให้ในการจ่ายพลังงานได้อย่างเสถียรสูงสุด

ผลงานของ Lederer ไม่เพียงแต่น่าทึ่งในเชิงประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังล้ำเลิศในเชิงสุนทรียะ นั่นเป็นสาเหตุที่นาฬิกาของ Lederer มักจะอวดโฉมกลไกให้ชื่นชมอย่างเต็มตาผ่านฝาหลังกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ที่เมื่อพลิกดูด้านหลังทีไรกลไกที่จัดวางอย่างมีระเบียบ และตกแต่งด้วยหลากหลายเทคนิคทำให้สามารถเฝ้ามองได้อย่างเพลิดเพลินดังที่ได้เห็นในนาฬิกาตระกูล CIC ของ Lederer ที่เรากำลังจะกล่าวถึงในย่อหน้าถัดไป

สมาชิกตระกูล CIC

จัดว่า เป็นโมเดลต้นแบบของตระกูล CIC สำหรับ CIC 44 Triple Certified Observatory Chronometer ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศในสาขา Chronometry Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Geneve ในปี 2024 ทั้งยังผ่านการรับรองด้าน Observatory Chronometer จากสามสถาบันด้วยกัน รวมถึงผ่านมาตรฐานการรับรอง COSC ที่ต้องผ่านบททดสอบความเที่ยงตรงในสภาวะสุดขั้ว ซึ่งความเที่ยงตรงของนาฬิการุ่นนี้นั้นเรียกได้ว่า น่าทึ่งอย่างยิ่ง เพราะมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่เพียง +0.5 วินาทีต่อวัน ใน 5 ตำแหน่ง ความเที่ยงตรงสูงสุดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไก CIC ที่มาพร้อม rementoir สองชุด บาร์เรลสองชุดติดตั้งไว้อย่างเป็นอิสระจากกัน รางเฟืองสองชุด และ escapement สองชุด และเอกลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่ไม่เหมือนใครคงเป็นเครื่องหมายเข็มทิศกุหลาบที่สลักไว้ด้านหลังกลไกเพื่อแสดงความเชื่อมโยงต่อประวัติศาสตร์การเดินเรือ   

นาฬิกาที่แสดงความเคารพสูงสุดต่อจิตวิญญาณนักเดินเรือนี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล 904L ขัดเงา ขนาด 44 มม. ที่ทนต่อการกัดกร่อนได้ดี หน้าปัดเงินเหลือบประกายที่ช่วยขับเครื่องหมายแสดงค่าต่างๆ ให้โดดเด่นเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นในโรงงานของแบรนด์เอง และผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น 

ข้อมูลทางเทคนิค  
CIC 44 Triple Certified Observatory Chronometer

รหัส: CIC 9012.10.710

  • กลไก:ไขลานด้วยมือ พร้อมเอสเคปวีลสองชุด ติดตั้งพร้อม central impulse (CIC) สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง 
  • ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง/ 3 เฮิรตซ์
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 904Lขัดเงา ขนาด 44 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: เงินบริสุทธิ์ผลิตอินเฮ้าส์
  • ฝาหลัง: กระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน 
  • จำนวน: จำกัด 8 เรือน 

ผลงานชิ้นเด่นล่าสุดในตระกูล CIC ย่อมเป็นรุ่น CIC 39 mm ที่ต่อยอดจากรุ่นเคยคว้ารางวัล Innovation Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Geneve มาครองได้สำเร็จ และล่าสุดยังเข้ารอบ Semi-final ของเวที Louis Vuitton Watch Prize อีกด้วย โดย CIC 39  เป็นการปรับขนาดตัวเรือนให้เล็กลงจากเดิมที่เคยมีขนาด 44 มม. กลายเป็นขนาด 39 มม. เพื่อตอบรับความนิยมในนาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่มีขนาดเล็กรับกับข้อมือ ไม่เพียงแต่ปรับขนาดตัวเรือนเท่านั้น เพราะกลไก CIC อันเลื่องชื่อยังถูกปรับขนาดให้มีความบางลงควบคู่กันไปด้วย โดยความหนาของกลไกลดลงถึง 18 % แต่ถึงขนาดจะลดลง แต่ประสิทธิภาพกลับยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ด้วยการปรับให้มีความเสถียรคงที่ในการส่งพลังงานผ่าน constant-force remontoirs ที่ถูกติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามา

รูปลักษณ์อันสง่างามและเนี้ยบในทุกกระเบียดนิ้วของ CIC 39 mm ไม่เพียงแต่แสดงออกผ่านหน้าปัดเท่านั้น แต่เมื่อพลิกดูกลไกด้านหลังจะเห็นได้ว่า ความงดงามของชิ้นส่วนกลไกแต่ละชิ้นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิการุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น สะพานจักรฉลุลายเปิดโปร่ง ซี่เฟืองเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ และโครงสร้างสามมิติ ทุกชิ้นส่วนล้วนผลิตขึ้นในโรงงานของแบรนด์เอง การขัดแต่งผิวของกลไกก็เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมความประณีตให้กับชิ้นส่วนต่างๆ แต่ละชิ้นส่วนผ่านการขัดแต่งด้วยมือในหลากหลายเทคนิค ทั้งการขัดมุมด้วยมืออย่างละเอียด การขัดพื้นผิวแบบหยาบ การแกะสลัก การขัดซาตินและการขัดเงา ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม

ข้อมูลทางเทคนิค
CIC 39 mm
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ พร้อม dual impulse escapement สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง  
  • ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง/ 3 เฮิรตซ์
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาทีและวินาทีบนหน้าปัดย่อย
  • ตัวเรือน: สตีลไวท์โกลด์, ไวท์โกลด์,โรสโกลด์ 
  • หน้าปัด:ขัดแซนด์บลาสต์
  • ฝาหลัง: กระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน

นอกจาก CIC 39 โมเดลชูโรงที่ถูกปรับโฉมใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัดขึ้น โมเดลอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก CIC ต่างก็มีความเฉพาะตัวไม่แพ้กัน CIC 39 mm Longitude เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ต้องหยิบยกมาเอ่ยถึง Lederer รังสรรค์นาฬิการุ่นนี้ขึ้นด้วยความเคารพในจิตวิญญาณของนักเดินเรือดั้งเดิม ที่ฝากชีวิตไว้กับเครื่องบอกเวลาที่สามารถเชื่อถือได้ว่าจะพาพวกเขาไปถึงที่หมายตามกำหนดการที่วางไว้ได้โดยสวัสดิภาพ ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว CIC 39 mm Longitude แลดูเรียบเนี้ยบคล้ายกับ CIC 39 ค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันก็ยังบรรจุไว้ซึ่งความล้ำเลิศในเชิงกลไกของ CIC 44 Triple Certified Observatory Chronometer อันเป็นต้นแบบไว้อย่างเต็มเปี่ยม

ด้วยรูปโฉมที่ดูคล้ายนาฬิกาโครโนมิเตอร์แบบดั้งเดิม แต่ยังคงคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวไว้อย่างเด่นชัด สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนแต่แวบแรกย่อมเป็นการแสดงค่าวินาทีบนหน้าปัดย่อย ณ ตำแหน่งระหว่าง 6 และ 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นรูปแบบของหน้าปัดนาฬิกาบนหอสังเกตการณ์ในอดีต และยังเชื่อมโยงได้กับ CIC 44 Triple Certified Observatory Chronometer ด้วยเช่นกัน ชิ้นส่วนต่างๆ กว่า 95% ก็ยังผลิตในโรงงานของแบรนด์เอง และแน่นอนว่า หัวใจของ CIC 39 mm Longitude ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮ้าส์ที่เสริมความเที่ยงตรงด้วย detent escapement สองชุด พร้อม remontoirs d’égalité สองชุดมาคอยควบคุมความเสถียรในการจ่ายพลังงาน แม้อยู่ในสภาวะสุดขั้ว

CIC 39 mm Longitude มาในตัวเลือกหน้าปัดสองสีด้วยกัน แต่ละสีล้วนสื่อถึงท้องทะเลอันสงบแต่ทรงพลัง โดยเฉพาะหน้าปัดสีขาวที่สื่อถึงท้องทะเลสงบงามในยามท้องฟ้าปลอดโปร่ง ส่วนสีน้ำเงินโคบอลต์ชวนให้นึกถึงสีสันของท้องทะเลกลางแดดจ้าที่มอบความมั่นใจในการออกเดินทางให้กับเหล่านักเดินเรือ นาฬิกาแฮนด์เมดทั้งเรือนรุ่นนี้ยังผสมผสานการขัดแต่งผิวหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การขัดซาติน เทคนิค anglage ขัดเงา พื้นผิวเหลือบมุก และการแกะสลักผิวแบบลึก

ข้อมูลทางเทคนิค
CIC 39 mm Longitude
  • รหัส: CIC 9016.60.710, CIC 9016.60.210
  • กลไก: สิทธิบัตรเฉพาะของ Lederer พร้อม detent escapement 2 ชุด และ remontoir 2 ชุด
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ขนาด 39 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: ผลิตอินเฮ้าสสีขาว และผลิตอินเฮ้าส์สีน้ำเงินโคบอลต์
  • ฝาหลัง: กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันสะท้อน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
ทำความรู้จัก De Bethune ผ่านเฉดสีน้ำเงินที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์นาฬิกาอิสระจากเมือง L’Auberson
Jean-Pierre Hagmann จิตวิญญาณแห่งช่างทำเรือนนาฬิกาผู้ไร้เทียมทาน


Smartwatch ศัตรูหรือเพื่อนร่วมทางของเรือนเวลา

อนาคตของโลกแห่งเรือนเวลา เมื่อ Smartwatch กำลังท้าทายความคลาสสิก

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากนาฬิกาพก สู่นาฬิกาข้อมือ

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยศตวรรษที่ 16–19 การเปลี่ยนแปลงในวงการนาฬิกาครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้น เมื่อ “นาฬิกาข้อมือ” ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาแทนที่ “นาฬิกาพก” ซึ่งเคยเป็นดั่งของคู่กายเหล่านักเดินทาง จุดเปลี่ยนไม่ใช่แค่ เพราะความสวยงาม การสร้างสไตล์การแต่งตัวให้หรูหรา หรือการช่วยเติมเต็มสถานะทางสังคม แต่เพราะความสะดวกสบายจากการใช้สอยที่เห็นได้อย่างชัดเจนมีผลเป็นอย่างมาก เปรียบง่าย ๆ ว่า หากเราต้องการดูเวลาเดี๋ยวนี้ การพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยและก้มมองได้ทันที ก็ช่วยประหยัดเวลากว่าการเปิดกระเป๋าเสื้อ หยิบ ยก และเปิดฝาเป็นไหน ๆ ยิ่งกับทหารในกองทัพที่ต้อง “มือว่าง” เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะหยิบอาวุธในสนามรบให้ได้ทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็ยังต้องสามารถดูเวลาไปด้วยได้ เพราะทุก ๆ วินาทีมีค่ากับชีวิต ผลแพ้ชนะ และความเป็นความตาย

ตัดภาพมาในปัจจุบัน ยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็ว จนแม้กระทั่งเด็ก gen z เองยังแทบตามไม่ทัน เกิดคำถามและประเด็นฉุกคิดกับคนในวงการนาฬิกามากมายว่า “นาฬิกาข้อมือ” ที่ทุกคนต่างสวมใส่ในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน จะถูก “Smartwatch” เข้ามาแทนที่ เหมือนตอนนาฬิกาพกค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปหรือไม่

Citizen 100th Anniversary Limited Edition Pocket Watch
Breguet Type XX Chronographe 2075

ก้าวใหม่แห่งวิวัฒนาการ เมื่อ Smartwatch สร้างความตกตะลึง

Smartwatch อาจเป็นคำที่หลาย ๆ คนเพิ่งมาคุ้นหูในช่วงสิบปีมานี้ แต่หากมองลึกลงไปถึงการเปลี่ยนแปลงของเครื่องบอกเวลา จริง ๆ แล้ว นาฬิกาได้ถูกพัฒนาในเรื่องของฟังก์ชันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลาย 1970s ไม่ว่าจะเป็นการที่แบรนด์เรือนเวลาจากญี่ปุ่นอย่าง Seiko ได้เปิดตัว Seiko Data-2000 ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ หรือ Casio ที่ได้เผยเรือนเวลาที่นอกจากจะทำหน้าที่พื้นฐานอย่างการบอกเวลาแล้ว ยังได้เสริมฟังก์ชันเครื่องคิดเลขเข้าไปด้วย

Seiko Data-2000 (Credit photo: Worn & Wound)
Casio C-80

การบุกเข้าตลาดของแบรนด์เทคโนโลยี

แต่อะไรจะสร้างแรงกระเพื่อมสุดยิ่งใหญ่ ได้เท่าการลงมาเล่นตลาด Smartwatch เต็มตัวของแบรนด์เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple แบรนด์โทรศัพท์ที่เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ได้เผยโฉม Apple Watch เป็นครั้งแรก พร้อมฟังก์ชันที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับเหล่าสาวกนาฬิกา อาทิ การแจ้งเตือนทั้งการโทรและข้อความที่เชื่อมต่อโดยตรงกับโทรศัพท์ การติดตามสุขภาพ การนับก้าวการเดิน การประเมิณผลการออกกำลังกาย รวมไปถึงการจ่ายเงินแบบ cashless ที่สำคัญคือการไม่ละทิ้งสิ่งที่สำคัญที่สุดของนาฬิกา นั่นก็คือ การบอกเวลา แต่กลับเสริมเติมแต่งให้ “การดูเวลา” เป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้น ผ่านความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปหน้าจอหรือเลือกฟ้อนต์ตัวเลขได้ตามใจผู้ใช้

นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ต่างมองเห็นโอกาสและกระโจนเข้ามาเล่นในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ ดังเช่น Samsung บริษัทอิเล็กทรอนิกส์เบอร์ต้นของเกาหลีใต้ ที่ได้นำเสนอ Samsung Galaxy Watch สู่สาธารณะชน พร้อมฟีเจอร์หลัก เช่น การรับข้อความและสายโทรศัพท์ และโหมดออกกำลังกายอัตโนมัติอันก้าวล้ำ บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง Garmin ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์นำทาง GPS และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งก็ไม่พ้นที่จะขอร่วมแจมตลาด Smart & Fitness Watches ด้วยเช่นกัน รวมไปถึงแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Xiaomi, Huawei และ Amazfit ที่ก็มาขอพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาด ในขณะที่นำเสนอจุดเด่นที่แตกต่าง อันได้แก่ ความคุ้มค่า สำหรับผู้บริโภคที่มองหาการจับต้องได้ในราคาย่อมเยา แต่ยังคงฟังก์ชันครบครัน

Apple Watch Series 1
Samsung Galaxy Watch8 Series

การปรับตัวของแบรนด์นาฬิกาหรู

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสของ Smartwatch ทำให้แบรนด์นาฬิกาหรูหลายแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์มาช้านานหลีกไม่พ้นการเหลียวมอง และเริ่มมองหาลู่ทางในการปรับตัว เพื่อให้ตนเองยังมีบทบาทในวงการและครอบคลุมทุกชนิดของนาฬิกา ผ่านการนำเสนอเรือนเวลาที่ผสานฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ทันสมัยมากขึ้น จนเกิดเป็นรุ่นที่น่าจับตามอง อาทิเช่น TAG Heuer Connected, Montblanc Summit, Hublot Big Bang e และ Breitling Exospace B55

TAG Heuer Connected Calibre E4
Montblanc Summit 3 Smartwatch – Titanium
Hublot Big Bang e
Breitling Exospace B55

แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดจากนาฬิกาที่จะเรียกอย่างเต็มปากเต็มคำว่า Smartwatch ได้ไหม? จากแบรนด์นาฬิกาเหล่านี้ คือการสร้างคุณค่าที่แตกต่างให้กับผลงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยี เพราะในขณะที่ฟังก์ชันภายในได้ถูกขับเคลื่อนไป รูปลักษณ์ภายนอกกลับยังคงความสง่างามและเลิศหรู ผ่านวัสดุพรีเมียม เช่น ไทเทเนียม เซรามิก หรือหนังแท้ การทำ hybrid smartwatch หรือเน้นเชื่อมต่อฟีเจอร์เสริม ให้กับเรือนเวลา เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับอุปกรณ์บอกเวลา โดยไม่ได้หวังจะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีแต่อย่างใด การโฟกัสฟีเจอร์เฉพาะกลุ่มผู้ใช้ เช่น Louis Vuitton Tambour Horizon ที่เน้นแฟชั่นและการเดินทาง หรือแม้กระทั่งการผสมผสานดีไซน์แบบดั้งเดิมกับหน้าปัดดิจิทัล ให้ผู้สวมยังคงได้ความรู้สึกของการใส่นาฬิกาชั้นสูง เพียงแต่มีคุณประโยชน์ภายในแอบซ่อนอยู่

Louis Vuitton Tambour Horizon Light Up Connected Watch

Emotional ทีมีผลมากกว่าแค่ Functional

แม้การมาของ Smartwatch แบบเต็มตัวจะสร้างจุดสนใจให้กับผู้คนทั่วโลกได้ไม่น้อย รวมถึงความน่าสนใจในการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ ๆ ที่ผสมผสานฟีเจอร์อื่น ของแบรนด์เรือนเวลาดั้งเดิม แต่เราในฐานะผู้คลั่งไคล้ในโลกแห่งกาลเวลา มองว่าบทบาทของนาฬิกาชั้นสูงที่เราสวมอยู่เป็นประจำนั้น ยังคงแตกต่างกับ Smartwatch อย่างสิ้นเชิง

  • Smartwatch เน้นให้ความสำคัญกับฟังก์ชันและฟีเจอร์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาประโยชน์การใช้สอย ในขณะที่เรือนเวลายังคงมุ่งมั่นที่จะมอบภาพลักษณ์อันสง่างามให้กับผู้สวมใส่ ผ่านดีไซน์ที่ละเอียดประณีตในทุกองค์ประกับและมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัด ตัวเรือน เม็ดมะยม หรือสาย
  • ความซับซ้อนของกลไกภายในเรือนเวลา ที่ตอบสนองความสุขทางใจให้กับผู้ที่หลงใหลในความลึกซึ้งและการน่าค้นหาของเรือนเวลา โดยเฉพาะกับกลไกทูร์บิญองที่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวในทุก ๆ วินาทีได้อย่างงดงาม
  • เรือนเวลาเหมือนกับผลงานทางศิลปะ ที่เปล่งประกายด้วยความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือ ที่ผ่านการฝึกฝน ร้อยเรียง และใส่ใจในทุกจุด สร้างคุณค่าอันเหนือชั้นให้กับแต่ละเรือน
  • ในทุก ๆ คอลเลกชัน ทุก ๆ รุ่น ทุก ๆ สีสัน ทุก ๆ รายละเอียด ต่างมีเรื่องราวอันลึกซึ้งและความหมายซ่อนอยู่ เช่น เรือนพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อบุคคลดัง เรือนที่ถูกใช้ในภารกิจระดับโลก เรือนที่อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ที่ถูกบอกเล่าผ่านหน้าปัดเพียงไม่กี่มิลลิเมตร หรือเรือนที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อการรณรงค์เพื่อสังคม สิ่งประดิษฐ์นี้จึงไม่ใช่แค่ผลงานที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
  • ความมั่นคงของกลุ่มคนคลั่งไคล้ในเรือนเวลา ที่เป็นดั่งพื้นที่เปิดกว้างให้คนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกันได้มาแลกเปลี่ยนมุมมอง ความสนใจ รวมไปถึงอัพเดตข่าวสารเมื่อมีรุ่นใหม่ ๆ เกิดขึ้น เมื่อคนกลุ่มนี้กลายเป็น community ที่แข็งแกร่ง แบรนด์ก็ยิ่งอยากที่จะรักษาฐานนี้ไว้
  • หลายแบรนด์ตั้งใจมอบความพิเศษให้กับผู้ใฝ่หาความเหนือระดับ โดยการออกรุ่นพิเศษหรือ limited edition ที่มีจำกัดเพียงไม่กี่เรือน สร้างความมุ่งหวังให้กับผู้ที่ต้องการครอบครองยิ่งขึ้น เพราะหากยิ่งผลิตน้อยเท่าใด หายากเพียงใด แต่ตัวเองเปรียบดั่งผู้ชนะที่คว้ามาได้นั้น ก็ยิ่งสร้างคุณค่าทางใจให้กับถูกเลือกมากเท่านั้น ต่างกับ Smartwatch ที่มองยอดขายเป็นตัวนำ เราจึงมักเห็นการโฆษณาและการวางขายทั่วไป
  • สุดท้ายคือ เรือนเวลายังคงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์การสร้างสถานะให้กับผู้ครอบครอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการยืนอยู่บนโลกแห่งทุนนิยม เคียงคู่แบรนด์นาฬิกาที่ใคร ๆ มองก็ต่าง “เข้าใจดี” ล้วนสร้างภาพลักษณ์และฐานะทางสังคมให้กับเจ้าของอย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่อมองถึงจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างนาฬิกาแบบดั้งเดิมกับ Smartwatch แล้ว จะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อขึ้นอยู่กับ “ความต้องการของผู้ใช้” มากกว่า หากใครมองหาความสะดวกครบครันในด้านฟีเจอร์ Smartwatch ย่อมตอบโจทย์ได้อย่างตรงใจ แต่สำหรับสายสะสมเรือนเวลาที่ให้คุณค่ากับทั้งความงดงามภายนอกและกลไกอันลึกซึ้งภายใน นาฬิกาเชิงกลยังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ยากจะทดแทน ดังนั้น ในมุมมองของเรา การเติบโตของ Smartwatch ไม่ได้ลดทอนแรงขับเคลื่อนของความหลงใหลในโลกนาฬิกา แต่กลับยืนยันให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่านาฬิกาแต่ละประเภทต่างก็มีบทบาทและคุณค่าของตนเอง

ติดตามบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่
ทำไมผู้ผลิตนาฬิกาของ Richemont จึงเตรียมพร้อมสำหรับปี 2026 ที่สดใสยิ่งขึ้น

Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก

เบื้องหลัง Piaget ความหรูหราที่เรียบง่าย กับเรื่องราว “Extraleganza”

หากคุณเคยได้ยินชื่อ Piaget คุณอาจนึกถึงภาพของนาฬิกาและเครื่องประดับที่เปล่งประกายด้วยเพชรและทองคำอย่างหรูหราอลังการ แต่ในฐานะผู้หลงใหลในเรือนเวลา เรามองเห็นบางสิ่งที่ไม่ใช่แค่ความงามภายนอก เพราะเบื้องหลังความเลิศหรูเหล่านั้นคือเรื่องราวที่เรียบง่ายกว่าที่คิด และนั่นเองที่ทำให้แบรนด์นี้มีเอกลักษณ์และแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ในวงการได้อย่างน่าสนใจ

ในยุคที่ผู้คนมองหาความหรูหราที่จับต้องได้และมีเรื่องราวที่น่าติดตาม เราจะพาไปเจาะลึกถึงแก่นแท้ของ Piaget ว่าทำไมแบรนด์ที่เริ่มต้นจากโรงงานเล็ก ๆ ในสวิตเซอร์แลนด์จึงสามารถครองใจผู้คนได้ทั่วโลก และอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาถูกนิยามว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ “Extraleganza“ การผสานความหรูหราเข้ากับความสง่างามได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของตัวเอง

รากฐานจากช่างฝีมือสู่ผู้สร้างนวัตกรรม

หากจะทำความเข้าใจ Piaget อย่างแท้จริง เราต้องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เรียบง่ายกว่าที่เราจินตนาการไว้มากในปี 1874 ที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ La Côte-aux-Fées ในสวิตเซอร์แลนด์ Georges-Édouard Piaget ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เป็นเพียงช่างนาฬิกาหนุ่มคนหนึ่งที่เริ่มต้นธุรกิจผลิตกลไกนาฬิกาให้กับแบรนด์อื่น ๆ ในวงการ แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นและแตกต่างคือความหลงใหลในการสร้าง “กลไกนาฬิกาที่บางเป็นพิเศษ”

ในยุคนั้น การสร้างกลไกที่บางเฉียบไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงเท่านั้น อาจเป็นการแสดงออก หรือบ่งบอกถึงความสามารถทางวิศวกรรมขั้นสูงสุด เพราะชิ้นส่วนทุกชิ้นต้องถูกออกแบบและประกอบเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำที่สุดเพื่อให้กลไกยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความมุ่งมั่นในงานฝีมือที่พิถีพิถันนี้เองที่ทำให้ชื่อเสียงของ Piaget เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกที่บางเป็นพิเศษ และได้กลายเป็น DNA สำคัญที่ส่งต่อมายังคนรุ่นหลัง ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงให้แบรนด์ก้าวสู่ระดับโลกในเวลาต่อมา

นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกนาฬิกา

เมื่อ Gerald และ Valentin สองหลานชายของ Georges-Édouard เข้ามารับช่วงต่อ ภารกิจของพวกเขาไม่ใช่แค่การสืบทอดงานฝีมือ กลับกลายเป็นการก้าวกระโดดสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอย่างเต็มตัว ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลงานที่พลิกโฉมวงการนาฬิกาไปตลอดกาล ในปี 1957 Piaget ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดตัว Calibre 9P กลไกไขลานที่บางที่สุดในโลกในขณะนั้น ด้วยความหนาเพียง 2 มิลลิเมตร กลไกนี้ทำให้ดีไซเนอร์มีอิสระในการออกแบบหน้าปัดและตัวเรือนได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ความสำเร็จยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสามปีต่อมาในปี 1960 พวกเขาได้สร้างนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าด้วย Calibre 12P กลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลกด้วยความหนาเพียง 2.3 มิลลิเมตร ซึ่งทำให้ Piaget กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาที่บางพิเศษอย่างแท้จริง นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่การทำลายสถิติ ยังเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ดีไซน์นาฬิกาของ Piaget มีความโดดเด่นและสง่างามได้อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

นาฬิกาอัลตร้า-ทินแต่ละเรือนคือผลงานชิ้นเอกที่ถือกำเนิดจากความเชี่ยวชาญและความหลงใหลร่วมกันของช่างฝีมือผู้ทุ่มเทของ Piaget ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมดุลระหว่างฟังก์ชันการใช้งาน ความทนทาน และความงาม

อาณาจักรแห่งทองคำ ผ่านงานศิลปะที่สวมใส่ได้

Piaget ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเชี่ยวชาญด้านกลไกนาฬิกา แบรนด์ยังคงขยายอาณาจักรไปสู่งานเครื่องประดับชั้นสูงอย่างเต็มตัว และการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เองที่พลิกโฉมแบรนด์เกิดขึ้นในปี 1957 เมื่อพวกเขาประกาศว่าจะใช้ ทองคำและแพลทินัมเท่านั้น ในการผลิตนาฬิกาและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่กล้าหาญและชัดเจนในเรื่องความหรูหราที่ไม่มีใครเหมือน

การตัดสินใจนี้ทำให้ Piaget ต้องควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมดด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนต้องลงทุนสร้างโรงหล่อทองคำเป็นของตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของวัสดุจะเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดเสมอ ความเชี่ยวชาญในทองคำทำให้เกิดเทคนิคที่โดดเด่นอย่าง “Palace Decor” เป็นการแกะสลักทองคำให้เกิดลวดลายคล้ายผ้าไหมหรือเปลือกไม้ที่ต้องใช้ฝีมือและความประณีตขั้นสูง เทคนิคนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เครื่องประดับของ Piaget มีเอกลักษณ์ กลับเป็นการเปลี่ยนสถานะของทองคำให้กลายเป็นงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

ทีมงานเดียวกันที่อยู่เบื้องหลังผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ได้ผสมผสานกับลูกค้าที่ปฏิเสธแฟชั่นเดิมๆ ในอดีต และแสวงหาเสน่ห์ใหม่ที่ผสมผสานความทันสมัยและสีสันเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น ในปี 1966 เพียเจต์จึงได้เปิดตัวนาฬิกาหน้าปัดประดับเรือนแรก

การเล่นกับรูปทรง “PLAY OF SHAPES”

หนึ่งในปรัชญาสำคัญของ Piaget คือการหลุดออกจากกรอบเดิมๆ และเล่นกับรูปทรงอย่างกล้าหาญและมีอิสระจิตวิญญาณ ภายใต้แนวคิด “PLAY OF SHAPES” ซึ่งเริ่มต้นอย่างเด่นชัดในช่วงทศวรรษ 1960s

ในปี 1969 Piaget ได้เปิดตัว 21st Century Collection ที่กลายเป็นตำนาน ซึ่งนำเสนอ “นาฬิกาที่บอกเวลา” ในรูปแบบใหม่ที่เป็นเครื่องประดับชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยความล้ำสมัย เช่น กำไลข้อมือ (cuffs) แบบฉลุลาย หรือสร้อยคอ (sautoirs) ที่มีนาฬิกาห้อยระย้า Yves Piaget กล่าวไว้ว่า “A Piaget watch is first and foremost a piece of jewellery” (นาฬิกาของ Piaget เป็นเครื่องประดับเป็นอันดับแรก)

คอลเลกชันนี้โดดเด่นด้วยรูปทรงที่หลากหลายและคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นรูปวงรีแทนวงกลม รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในสัดส่วนที่แปลกตา หรือแม้กระทั่งรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู (trapeze) ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งภายหลัง Piaget ก็ยังคงเล่นกับรูปทรงเรขาคณิตอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงแปดเหลี่ยม และหกเหลี่ยม

ในปี 1972 นาฬิการุ่นหนึ่งที่มีรูปทรงเบาะ (cushion shape) ซึ่งเคยเป็นที่โปรดปรานของ Andy Warhol ได้ถูกตั้งชื่อใหม่เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า “Andy Warhol watch” และในปี 1973 นาฬิกาที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชัน Limelight Gala ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้น โดยมีดีไซน์ที่หรูหราลื่นไหล ตัวเรือนทรงกลมที่มีขาตัวเรือน (lugs) แตกออกมาและเชื่อมต่อกับสายอย่างลงตัว

เสน่ห์แห่งความสัมพันธ์และสไตล์ส่วนตัว

เสน่ห์ของ Piaget ไม่ได้มีแค่ในตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น ทว่ายังคงฝังอยู่ในความสัมพันธ์ที่แบรนด์สร้างกับผู้คน และผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ Yves Piaget ผู้สานต่อมรดกของแบรนด์ในช่วงยุค 1960s เขามองว่าลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Piaget และด้วยแนวคิดนี้ทำให้เขาสร้างความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับลูกค้าคนสำคัญได้เหมือนเป็นเพื่อน

ความงดงามอันน่าหลงใหลของทองคำที่หลอมละลายได้นั้นดึงดูดใจเหล่าศิลปินมาอย่างยาวนาน Salvador Dali เองก็เช่นกัน เขาสนใจความเชื่อมโยงของทองคำกับศาสตร์ลึกลับและการเล่นแร่แปรธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนตร์เสน่ห์ของเหรียญทองคำและเหรียญตราต่าง ๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s เขาได้ผลิตเหรียญชุดของตัวเองออกมา ซึ่งมีน้ำหนักและมูลค่าแตกต่างกันไป โดยแกะสลักเป็นภาพใบหน้าด้านข้างของตัวเขาและภรรยาที่ชื่อ Gala เขาเรียกเหรียญชุดนี้ว่า Dali D’Or

ยกตัวอย่างเช่น บริการ “Style Selector” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าอย่างศิลปินชื่อดังอย่าง Andy Warhol สามารถเข้ามาเลือกและออกแบบนาฬิกาของตัวเองได้อย่างอิสระ บริการนี้สะท้อนให้เห็นว่า Piaget ให้ความสำคัญกับความต้องการและรสนิยมของลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริง

มรดกแห่ง “Extraleganza” ที่คงอยู่

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงการเดินทางของ Piaget จากโรงงานนาฬิกาเล็ก ๆ ในหมู่บ้านของสวิตเซอร์แลนด์ สู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกที่โดดเด่นทั้งในด้านนวัตกรรมและศิลปะ เราจะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของแบรนด์นี้คือการผสานความหรูหราเข้ากับความเรียบง่ายได้อย่างลงตัว การที่พวกเขายืนหยัดในงานฝีมือที่พิถีพิถัน และความกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ คือสิ่งที่ทำให้ Piaget สามารถสร้างมรดกที่ล้ำค่าและคงอยู่เหนือกาลเวลาได้อย่างแท้จริง

จากช่างนาฬิกาผู้หลงใหลในความบางเฉียบ สู่ผู้สร้างอาณาจักรแห่งทองคำและงานศิลปะที่สวมใส่ได้ ความสง่างามที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครของ Piaget จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจและสร้างความประทับใจให้กับคนรักนาฬิกาและเครื่องประดับทั่วโลกต่อไปในอนาคต

ทำไม Piaget ถึงนิยามตัวเองว่าคือ “Maison of Extraleganza”? เพราะพวกเขาเชื่อว่าศิลปะที่แท้จริงคือการผสมผสานความหรูหราเข้ากับความสง่างามได้อย่างลงตัว แล้วคุณผู้อ่านล่ะ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับปรัชญาของ Piaget และผลงานชิ้นไหนของพวกเขาที่สร้างความประทับใจให้คุณมากที่สุด?

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
4 นาฬิกากอล์ฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Happy Gilmore 2
Moritz Grossmann: เจาะลึกประวัติ เบื้องหลังงานฝีมือและ 5 รุ่นน่าสะสม
การบูมของ F1 ในตลาดลักซ์ชัวรี กีฬาต่อไปจะเป็นจักรยานหรือเรือใบ? 

เจมส์ บอนด์ และนาฬิกา Omega ของเขา

จาก Omega สู่ 007? เมื่อ Aaron Taylor-Johnson ร่วมเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Omega การคาดเดาถึงเจมส์ บอนด์คนต่อไปก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก!

WORDS: Revolution | Jun 6, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

สี่ปีที่แล้ว ขณะที่ภาพยนตร์ No Time To Die ได้กลายเป็นบทส่งท้ายของ Daniel Craig ในบทบาทของเจมส์ บอนด์ เรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิพลของเขาที่มีต่อนาฬิกา Omega ที่ถูกเลือกสำหรับภารกิจสุดท้ายของ 007 ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ Seamaster 300M 007 Edition ที่ทำจากไทเทเนียม

มรดกความสัมพันธ์ระหว่าง บอนด์ และ Omega ยังคงแข็งแกร่งเช่นเคย และแน่นอนว่าความสนใจต่างพุ่งไปที่ว่าใครจะมาสวมบทบาทต่อจาก Craig ที่ดูเนี้ยบในชุดสูทนี้ได้บ้าง

ในตอนนั้น Henry Cavill เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมจากแฟน ๆ แต่เมื่อนักแสดงชาวอังกฤษคนนี้หลุดจากการเป็นตัวเต็งอย่างเป็นทางการ เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพรีเซนเทอร์ของ Longines เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สายตาทั้งหมดจึงหันไปหาผู้ท้าชิงอีกคนหนึ่ง Aaron Taylor-Johnson

คุณ Raynald Aeschlimann ประธานและซีอีโอของ Omega (ซ้าย) และคุณ Aaron Taylor-Johnson (ขวา) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ล่าสุดของ Omega

ณ ตอนนี้ การคาดเดาเหล่านั้นยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก เมื่อ Taylor-Johnson เพิ่งจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ Omega

นักแสดงชาวอังกฤษคนนี้เป็นที่รู้จักจากบทบาทที่หลากหลาย ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Kick-Ass ไปจนถึง Nocturnal Animals โดยเขาได้เดินทางไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Omega ในเมือง Biel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเขาได้สัมผัสกับมรดกของแบรนด์และซึมซับถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกด้วยตนเอง “ผมชื่นชม Omega มาโดยตลอด” เขากล่าว “ตอนนี้ หลังจากได้เยี่ยมชมโรงงาน ผมรู้สึกทึ่งในฝีมือที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่หรูหราเช่นนี้”

“ผมให้ความสำคัญอย่างมากกับความสัมพันธ์ที่เป็นของแท้และสร้างขึ้นบนความหลงใหลและความเคารพซึ่งกันและกัน” Taylor-Johnson กล่าว “ด้วยเหตุนี้ การได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์จึงเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ความสนใจในนาฬิกาของผมเริ่มต้นมาจากคุณพ่อของผมที่แนะนำให้ผมรู้จักกับ Omega ถ้าคุณจะเชื่อนะครับ ท่านเป็นชนชั้นแรงงานและได้เก็บเงินเพื่อซื้อนาฬิกา Omega เรือนหนึ่ง”

ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นบนจอภาพยนตร์ เสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ ความเชื่อมโยงอย่างเป็นทางการกับนาฬิกาคู่ใจของ 007 อาจจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจน Aaron Taylor-Johnson จะเป็นเจมส์ บอนด์ คนต่อไปหรือไม่? เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ ในระหว่างนี้ เรามาย้อนดูนาฬิกา Omega ที่เจมส์ บอนด์เคยสวมใส่ในภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ กันดีกว่า

GoldenEye (1995)

Omega Seamaster 300M ref. 2541.80

ภาพยนตร์เรื่อง Goldeneye ในปี 1995 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เจมส์ บอนด์เรื่องแรกของ Pierce Brosnan และเป็นลำดับที่ 17 ของแฟรนไชส์นี้ เป็นที่น่าจดจำด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือมี Sean Bean (ที่ต่อมาจะกลายเป็นที่จดจำในบท Ned Stark อีก 20 ปีให้หลัง) มารับบทเป็นศัตรูของบอนด์ อดีตสายลับ 006 ที่ผันตัวมาเป็นคนร้าย

ประการที่สอง โลกได้รู้จักกับความร้อนแรงที่น่าหลงใหลของอดีตนางแบบชาวดัตช์และนักแสดงสาวที่ชื่อ Famke Janssen ซึ่งรับบทเป็นตัวร้ายของบอนด์ที่มีชื่อน่าขบขันที่สุดคนหนึ่งอย่าง Xenia Onnatop และประการที่สาม (ซึ่งจริง ๆ ควรจะเป็นข้อแรก) คือการปรากฏตัวครั้งแรกของ Omega Seamaster 300M (ในรุ่น Quartz Professional ref. 2541.80) ในฐานะนาฬิกาคู่ใจของบอนด์

Pierce Brosnan กับรถยนต์ Aston Martin DB5 ระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์ GoldenEye

Tomorrow Never Dies (1997), The World is Not Enough (1999) และ Die Another Day (2002)

รุ่นของ Seamaster Diver 300M ที่บอนด์สวมใส่ในภาพยนตร์ Tomorrow Never Dies (1997), The World is Not Enough (1999) และ Die Another Day (2002)

นาฬิกา Seamaster 300 Professional Chronometer ref. 2531.80 ได้สร้างรากฐานหลักสำหรับนาฬิกา Omega ของเจมส์ บอนด์อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมตัวเรือนเหล็กขัดเงาขนาด 41 มม. และหน้าปัดสีน้ำเงินพร้อมลวดลายคลื่นที่เป็นเอกลักษณ์

ควรกล่าวถึงว่าสำหรับผม เข็มนาฬิกาคือองค์ประกอบที่โดดเด่นและน่าดึงดูดที่สุด พวกมันเป็นเข็มรูปดาบขนาดใหญ่ที่ดูทรงพลัง แต่ก็ดูทันสมัยด้วยการเจาะเป็นโครงกระดูก การใช้วัสดุเรืองแสงมีอยู่มากในเข็มเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่อยู่บนหน้าปัด ส่วนเข็มวินาทีนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เพราะเป็นเข็มแบบ “อมยิ้ม” (lollipop hand) ที่มีปลายสีแดง ซึ่งแฟน ๆ ของ Speedmaster CK2998 จะรู้ดีว่ามันพิเศษแค่ไหน

Casino Royale (2006)

ภาพ Daniel Craig ในบทบาทบอนด์จากภาพยนตร์ Casino Royale ปี 2006 สวมนาฬิกา Seamaster 300m เข้ากับชุดทักซิโด้ Brioni (ภาพ: omegawatches.com)
Omega Seamaster Planet Ocean 600M that Daniel Craig wore as Bond in Casino Royale

ในปี 2006 เจมส์ บอนด์ ถูกตีความใหม่ให้เป็นชายหนุ่มที่ดูเศร้าหมองและคลุมเครือทางศีลธรรมในบางครั้ง แต่ก็โรแมนติกอย่างน่าประหลาดใจและน่าประทับใจ ทั้งยังเป็นนักรบที่เก่งกาจอย่างสมบูรณ์แบบ

“เพราะความสัมพันธ์ของเรากับ Eon Productions เราจึงเข้าใจได้ทันทีว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เราจึงตัดสินใจใช้นาฬิกาสองรุ่นที่แตกต่างกันในภาพยนตร์ เรื่องแรกคือ Seamaster Planet Ocean 600M 45.5 mm ref. 2900.50.91 ซึ่งคุณจะได้เห็นในฉากที่ยูกันดา นี่คือนาฬิกาที่ทนทานเป็นพิเศษและมีขนาดใหญ่บนสายยาง (เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์บอนด์) และเมื่อคุณเห็นบอนด์สวมมันในฉากเปิดเรื่อง คุณจะสัมผัสได้ถึงความเป็นบอนด์ยุคใหม่ที่มุ่งมั่นในภารกิจเป็นอย่างมาก ส่วนเรือนที่สองคือ Seamaster Diver 300M ref. 2220.80 ซึ่งเป็นนาฬิกาบอนด์ที่ดูคลาสสิกกว่า” คุณ Aeschlimann กล่าว

The Seamaster 300M ref. 2220.80 that James Bond wore in Casino Royale

นาฬิกาเรือนนี้ถูกสวมในภายหลังที่คาสิโนพร้อมกับชุดทักซิโด้ Brioni ของบอนด์ และสามารถถือได้ว่าเป็นจุดเชื่อมต่อกับนาฬิการุ่นก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม แม้นาฬิกาเรือนนี้จะดูเหมือนนาฬิกาบอนด์แบบคลาสสิก แต่ก็มาพร้อมกับกลไก Co-Axial escapement ที่ทำให้มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมาก สิ่งสำคัญอีกอย่างคือในภาพยนตร์ Casino Royale นาฬิกาเป็นเพียงนาฬิกา ไม่ใช่เครื่องมือสารพัดประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของบอนด์ที่เน้นความสมจริงและจริงจัง

Quantum of Solace (2008)

Seamaster Planet Ocean 600M 42mm worn by Bond in Quantum of Solace (2008)

ภาพยนตร์เรื่อง Quantum of Solace เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจตรงที่เป็นภาพยนตร์บอนด์เรื่องแรกนับตั้งแต่ GoldenEye ที่ไม่ได้ใช้นาฬิกา Seamaster 300M แบบดั้งเดิมของบอนด์ แต่ Daniel Craig กลับสวมนาฬิกา Omega Seamaster Planet Ocean 600M ขนาด 42 มม. รุ่น ref 2201.50 ที่ดูดีมาก

นอกจากนี้ ยังน่าสังเกตถึงขนาดตัวเรือนที่เล็กลงของนาฬิกาที่เลือกใช้ ราวกับว่า Omega ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึงการกลับมาของสัดส่วนแบบคลาสสิกที่ได้รับความนิยม

Skyfall (2012)

เจมส์ บอนด์ นาฬิกา
Omega Seamaster Planet Ocean 600M Ceramic 42mm worn by Bond in Skyfall (2012)

ในภาพยนตร์ Skyfall เรื่องราวน่าสนใจขึ้นมาอีกครั้งเมื่อบอนด์สวมนาฬิกาสองเรือนอีกครั้ง เรือนแรกคือ Omega Seamaster Planet Ocean 600M 42mm ref. 232.30.42.21.01.001 ส่วนเรือนที่สองที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจคือ Omega Seamaster Aqua Terra 150M ref. 231.10.39.21.03.003 ซึ่งมีขนาด 38.5 มม.

ณ ช่วงเวลานั้น วัฒนธรรมด้านการผลิตนาฬิกากำลังหวนคืนสู่ขนาดแบบคลาสสิกมากขึ้น และเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นสิ่งนี้สะท้อนในภาพยนตร์บอนด์ และจากที่ผมเข้าใจ มันสอดคล้องกับรสนิยมส่วนตัวในการเลือกนาฬิกาของ Daniel Craig ด้วยเช่นกัน ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ มีการสร้าง Seamaster Planet Ocean 600M ที่ทำจากไทเทเนียมขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ และนาฬิกาเรือนนี้ได้ถูกนำไปประมูลในงาน “50 years of Bond” ของ Christie’s ในภายหลัง

เจมส์ บอนด์ นาฬิกา
Omega Seamaster Aqua Terra 150M worn by Bond in Skyfall (2012)

Spectre (2015)

เจมส์ บอนด์ นาฬิกา
The Omega Seamaster 300 Master Chronometer Spectre Edition made for Bond in the Spectre (2015) instalment

ภาพยนตร์เรื่อง Spectre มีเกียรติในการเปิดตัวนาฬิกาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนาฬิกาเจมส์ บอนด์ ที่เจ๋งที่สุดตลอดกาล นั่นคือ Omega Seamaster 300 Master Chronometer Spectre Edition

ความเจ๋งของนาฬิกาเรือนนี้มาจากขอบหน้าปัดแบบ 12 ชั่วโมงที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาวินเทจ, เข็มวินาทีแบบอมยิ้ม (lollipop seconds hand), เข็มทรงหัวลูกศร (broad arrow hands), สารเรืองแสงสไตล์วินเทจ, หลักชั่วโมงขนาดใหญ่ที่เรืองแสงได้ และสายนาฬิกา NATO อันเป็นเอกลักษณ์ของบอนด์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ยกระดับนาฬิกาทั้งหมดไปอีกขั้น

อีกจุดที่น่าสังเกตคือ นี่เป็นครั้งแรกในยุคของ Daniel Craig ที่นาฬิกาถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์สายลับ โดยในเรื่องนี้ มันคือระเบิดที่ช่วยให้บอนด์หลบหนีจากเครื่องผ่าตัดสมองอัตโนมัติของ Christoph Waltz ได้

No Time to Die (2020)
เจมส์ บอนด์ นาฬิกา
Poster for No Time to Die

สำหรับนาฬิกาที่ใช้ในภาพยนตร์ Daniel Craig มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการออกแบบ สิ่งแรกที่เขาและทีมงานของ Omega ตัดสินใจคือการเลือก ไทเทเนียม เป็นวัสดุสำหรับตัวเรือน ซึ่งในกรณีนี้คือไทเทเนียม เกรด 2 แบบเดียวกับที่ใช้ในนาฬิการุ่นสะสมอย่าง Omega Speedmaster Apollo 11 45th anniversary ที่เป็นที่ต้องการอย่างสูง

นับเป็นครั้งแรกที่ Omega ได้สร้างสายรัดข้อมือแบบ ตาข่ายไทเทเนียม โดยเฉพาะสายตาข่ายแบบมิลานีส (Milanese) ที่ทั้งยืดหยุ่นอย่างไม่น่าเชื่อและยังดูดุดันเมื่อรวมกับสัญลักษณ์อันโด่งดังของ Seamaster 300

หน้าปัดเป็นแบบด้าน พร้อมสารเรืองแสงขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับเข็มรูปดาบแบบโครงกระดูกอันโด่งดังและเข็มวินาทีปลายสีแดงแบบอมยิ้มที่เราเห็นครั้งแรกในนาฬิกา Seamaster ของบอนด์ตั้งแต่สมัย GoldenEye ทั้งสารเรืองแสงบนหน้าปัดและเข็ม รวมถึงสเกลสำหรับการดำน้ำบนขอบหน้าปัดอลูมิเนียม เป็นสีเบจวินเทจที่ชวนให้นึกถึงสาร tritium หรือ radium ที่มีอายุเก่าแก่มานานหลายปี

เจมส์ บอนด์ นาฬิกา
นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด Seamaster Diver 300M โดดเด่นด้วยเข็มแบบ Broad Arrow และตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมเกรด 2 พร้อมสายรัดข้อมือแบบตาข่ายไทเทเนียมเกรด 2 สไตล์มิลานีส ซึ่งเป็นครั้งแรกของซีรีส์นี้และได้รับการออกแบบโดยมีส่วนร่วมจาก Daniel Craig ด้วยตัวเขาเอง

แต่ส่วนที่ดีที่สุดของหน้าปัดนั้นซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนเหนือหลักชั่วโมงตำแหน่ง ‘6’ นาฬิกา นั่นก็คือสัญลักษณ์ Broad Arrow ที่บ่งชี้ว่านาฬิกาเรือนนี้ได้รับมอบหมายจากกระทรวงกลาโหมของอังกฤษ นั่นทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นนาฬิกา Omega รุ่นใหม่ที่ไม่ได้ออกให้แก่กองทัพเพียงรุ่นเดียว ที่มีสายสัมพันธ์อันน่าทึ่งกับประวัติศาสตร์การรับใช้กองทัพอังกฤษของแบรนด์

บทความนี้ได้รับการปรับปรุงข้อมูลแล้ว เวอร์ชั่นก่อนหน้าของเรื่องราวนี้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2020

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
Time to…Movies| นับถอยหลังสู่การมีชีวิต…เมื่อนาฬิกาเป็นทุกสิ่งในภาพยนตร์ “In Time”

ทำไมผู้ผลิตนาฬิกาของ Richemont จึงเตรียมพร้อมสำหรับปี 2026 ที่สดใสยิ่งขึ้น

ในเมื่อธุรกิจเครื่องประดับช่วยหนุนผลประกอบการ และมีสัญญาณของความยืดหยุ่นในตลาดนาฬิกาชั้นสูง (haute horlogerie) บรรดาแบรนด์ในเครือ Richemont จึงกำลังมุ่งสู่เกมระยะยาว

WORDS: Jola Chudy | Aug 18, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chakhriya. S

ประเด็นหลัก

  • ในไตรมาสที่ผ่านมา Cartier และ Van Cleef & Arpels เป็นผู้นำการเติบโตด้วยตัวเลขสองหลัก ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวในส่วนอื่น ๆ
  • การเติบโตในภูมิภาคอเมริกาและญี่ปุ่นช่วยรักษาสมดุลความต้องการที่อ่อนตัวในเอเชีย
  • ส่วนธุรกิจนาฬิกาโดยเฉพาะ (specialist watchmakers) มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แม้ว่าจะยังคงมีความยืดหยุ่นในตลาดนาฬิกาชั้นสูง (high watchmaking) ก็ตาม

แบรนด์เครื่องประดับดาวเด่นของ Richemont อย่าง Cartier และ Van Cleef & Arpels เป็นผู้นำการเติบโตอย่างน่าจับตามองในไตรมาสแรกของกลุ่มธุรกิจหรูหรา โดยมีรายงานการเติบโตที่ 11% ในรายงานไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2026 ของบริษัท ซึ่งแตกต่างจากยอดขายของกลุ่มผู้ผลิตนาฬิกาโดยเฉพาะ (Specialist Watchmakers) ที่รายงานยอดขายลดลง 7% แม้ตัวเลขนี้จะสะท้อนถึงยอดขายที่ลดลงสำหรับธุรกิจนาฬิกา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลง 11% ในไตรมาสก่อนหน้า

โดยรวมแล้ว บรรยากาศภายใน Richemont ยังคงเป็นไปในเชิงบวก โดยผลประกอบการถูกอธิบายในรายงานที่เพิ่งเผยแพร่ว่าเป็น “การเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่ง” ในรายงานปี 2025 ของกลุ่ม ประธานบริษัท Johann Rupert ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตของกลุ่มไว้ว่า “Richemont มีรากฐานที่มั่นคงสำหรับการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน โดยสร้างจากมรดกอันยิ่งใหญ่และงานฝีมือเชิงนวัตกรรมของแบรนด์ชั้นนำของเรา ควบคู่ไปกับการมีตัวตนในภูมิภาคที่สมดุลและปรับแต่งให้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งช่วยให้เราเชื่อมต่อและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น” ความมั่นใจที่เปล่งประกายของกลุ่มในการคาดการณ์สำหรับปี 2026 นั้น เกิดขึ้นอย่างแน่นอนจากแผนกเครื่องประดับล้ำค่าของบริษัท

ความยืดหยุ่นที่เปล่งประกายใน Richemont

การที่ Richemont มุ่งเน้นไปที่เครื่องประดับชั้นสูง (high jewellery) ทำให้สามารถตอบสนองลูกค้าที่ร่ำรวยเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่โดยปกติแล้วจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดน้อยมาก เครื่องประดับถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ลงทุนเหนือกาลเวลาที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และเครื่องประดับที่ไม่ซ้ำใครยังดึงดูดลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงจากทั่วโลกอีกด้วย

Cartier Privé Tank à Guichets (ภาพ: Revolution©)

ในงาน Watches and Wonders นวัตกรรมเครื่องประดับล้ำค่าได้เปล่งประกาย Cartier’s Privé Tank à Guichets เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในงาน เป็นผลงานที่สร้างบทสนทนาและนำนาฬิการุ่น Tank อันโด่งดังของแบรนด์มาตีความใหม่สำหรับผู้คนยุคใหม่ ด้วยดีไซน์ที่ลดการแสดงผลให้เหลือเพียงข้อมูลที่จำเป็นผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ บนหน้าปัดโลหะทึบ

ความกล้าหาญแบบมินิมัลลิสต์ของ Cartier ถูกเติมเต็มอย่างน่าพึงพอใจด้วย Panthère Bangle ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ซึ่งแบรนด์เรียกว่า “สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน” (hybrid architecture) ซึ่งเป็นคำที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงความหมายของผลงานเครื่องประดับชั้นสูงรุ่นนี้ ตัวเรือนทองคำขาวและแลกเกอร์ประดับด้วยเพชรเม็ดเล็ก ๆ ทั่วทุกพื้นผิวที่มองเห็นได้ ทำให้เป็นเครื่องประดับที่โดดเด่นตลอดกาล แฟน ๆ ของ Cartier ยังสามารถเพลิดเพลินกับรุ่นทองคำเหลืองได้ด้วยเช่นกัน ทั้งสองรุ่นนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าหรูหรานี้ได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกนี้ยังแสดงออกอย่างชัดเจนในฝั่งการผลิตนาฬิกาของ Vacheron Constantin ที่ได้เปิดตัวหนึ่งในนาฬิกาที่เข้าชิงตำแหน่ง “นาฬิกาแห่งปี” ในงานนี้

Vacheron Constantin’s Les Cabinotiers Solaria Ultra Complication ได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการว่าเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก ด้วยกลไกซับซ้อนรวม 43 ฟังก์ชันและผลิตออกมาเพียงเรือนเดียว เป็นการลงทุนที่ตั้งใจจะสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งผู้ซื้อและงบดุลของ Richemont

(Image: Richemont)

ยอดขายของกลุ่มบริษัท Richemont สำหรับไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2025 อยู่ที่ 5.412 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่) หรือเพิ่มขึ้น 3% (ที่อัตราแลกเปลี่ยนจริง)

ยอดขายของแบรนด์เครื่องประดับ (Cartier, Van Cleef & Arpels, Buccellati และ Vhernier) เพิ่มขึ้น 11% (ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่) เป็น 3.914 พันล้านยูโร การเติบโตแบบตัวเลขสองหลักนี้แซงหน้าแผนกอื่น ๆ ทั้งหมด และได้รับการสนับสนุนจากความต้องการในทุกภูมิภาคยกเว้นญี่ปุ่น นี่เป็นไตรมาสที่สามติดต่อกันแล้วที่แบรนด์เครื่องประดับเหล่านี้มียอดขายเพิ่มขึ้นในระดับตัวเลขสองหลัก

ตลาดตะวันตกและตะวันออกกลางขับเคลื่อนการเติบโตไตรมาสที่ 1 ของ Richemont

ในยุโรป ยอดขายเพิ่มขึ้น 11% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากงานแสดงเครื่องประดับชั้นสูง ยอดขายในทวีปอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 17% โดยมีผลลัพธ์ที่โดดเด่นจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ยอดขายในญี่ปุ่นลดลง 15% ซึ่งเป็นการลดลงเมื่อเทียบกับผลงานที่แข่งขันสูงมากในปีที่แล้วซึ่งเติบโตถึง 59% โดยค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยอดขายโดยรวมยังคงทรงตัว เนื่องจากยอดขายในจีนที่ลดลง 7% ถูกชดเชยด้วยการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักในตลาดอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้และออสเตรเลีย

(Image: Richemont)

ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของ Richemont เผยให้เห็นความแตกต่างในภูมิทัศน์ของตลาดสินค้าหรูหรา โดยการเติบโตได้รับแรงหนุนจากตลาดตะวันตกและตะวันออกกลาง ในขณะที่เอเชียกลับมีภาพที่ผสมผสานกันไป

สหรัฐอเมริกายังคงมีการใช้จ่ายสินค้าหรูหราอย่างต่อเนื่อง โดยชาวอเมริกันซื้อเครื่องประดับและนาฬิกาในประเทศแทนที่จะไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในต่างแดน ขณะเดียวกันในศูนย์กลางสินค้าหรูหราที่สำคัญของยุโรป ยอดขายเพิ่มขึ้น 11% โดยได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวและงานอีเวนต์สำคัญของวงการเครื่องประดับชั้นสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างกระแสที่จับต้องได้รอบแบรนด์ต่าง ๆ

ดูไบซึ่งได้ตอกย้ำชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางสินค้าหรูหราระดับโลกและแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ ได้เป็นผู้นำการเติบโตของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาที่ +17% โดยรายได้จากน้ำมันและการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนการบริโภคสินค้าหรูหราในท้องถิ่น และทำให้ตะวันออกกลางยังคงเป็นโอเอซิสแห่งความหรูหราในทะเลทราย

ยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวมยังคงทรงตัว เนื่องจากการลดลง 7% ในจีน ฮ่องกง และมาเก๊าถูกชดเชยด้วยการเติบโตในตลาดเอเชียอื่น ๆ ความตื่นเต้นหลังจากการล็อกดาวน์ได้ลดลง และยอดขายจากการท่องเที่ยวยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาด ในทางกลับกัน ออสเตรเลียและเกาหลีใต้มีการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก และตลาดอย่างสิงคโปร์ ไต้หวัน และไทยก็น่าจะมีความต้องการที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก (รวมถึงนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน) ได้ช่วยชดเชยยอดขายที่ลดลงของจีน

ในขณะเดียวกัน หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว ญี่ปุ่นกลับรายงานยอดขายลดลง 15% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่อ่อนแอที่สุดในเครือ Richemont แต่การลดลงนี้เป็นไปตามคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการในประเทศและนักท่องเที่ยวที่เข้ามา (โดยเฉพาะจากจีน) ได้ผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างมหาศาล

ในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2026 นี้ ความต้องการภายในประเทศของญี่ปุ่นยังคง “แข็งแกร่ง” โดยนักช้อปชาวญี่ปุ่นที่ร่ำรวยยังคงซื้อสินค้าหรูหรา แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงก็ตาม

ทำไมความอดทนจึงให้ผลตอบแทนที่ดีในธุรกิจนาฬิกาหรู

ภาคส่วนนาฬิกาสวิสกำลังเผชิญกับอุปสรรคจากหลายด้าน ความผันผวนของค่าเงิน ความต้องการโดยรวมทั่วโลกที่ลดลง และแม้กระทั่งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ภาษีใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐฯ ที่จะเก็บกับนาฬิกาหรู

(Image: Richemont)

การส่งออกนาฬิกาสวิสในช่วงปี 2024/25 มีแนวโน้มลดลงมากพอที่จะแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020 (อ้างอิงจาก Reuters) แบรนด์นาฬิกาในเครือ Richemont ไม่ได้เผชิญแรงกดดันนี้เพียงลำพัง แต่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทมหาชน ความยากลำบากของพวกเขาย่อมเป็นที่จับตามองได้ง่ายกว่า แผนกผู้ผลิตนาฬิกาโดยเฉพาะ (Specialist Watchmakers) ของ Richemont ยังคงซบเซา

ยอดขายของแผนกนี้ ซึ่งรวมถึงแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ เช่น IWC, Jaeger-LeCoultre, Panerai และ Vacheron Constantin ลดลงเหลือ 824 ล้านยูโร (จาก 911 ล้านยูโรในปีก่อน) แม้การลดลงจะเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดี แต่ฝ่ายบริหารชี้ให้เห็นว่านี่คือ “อัตราการลดลงที่ช้าลงอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งดีขึ้นจากตัวเลขสองหลักที่เคยลดลงในช่วงปลายปี 2024

การใช้กลยุทธ์ระยะยาวเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดในตอนนี้ แม้ว่าแบรนด์นาฬิกาจะยังคงเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในยามที่ตลาดซบเซา เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความสนใจของลูกค้าประจำ แบรนด์อย่าง Panerai มีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในชื่อ Paneristi และด้วยการเปิดตัว Panerai Luminor Marina ในงาน Watches and Wonders ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่มุ่งเน้นลูกค้าจะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่สำคัญเช่นเคย

ส่วน IWC กำลังใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมทั่วโลกของภาพยนตร์ F1: The Movie เพื่อผลักดันนาฬิการุ่นต่าง ๆ ให้เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างขึ้นทั่วโลก “การใช้ประโยชน์จากการมีตัวตนใน Formula One มานานกว่าทศวรรษ ทำให้แบรนด์เฉลิมฉลองความเป็นพันธมิตรกับภาพยนตร์ F1: The Movie…” Christoph Grainger-Herr ซีอีโอ กล่าว

นาฬิกาหลากหลายรุ่นที่มาพร้อมวัสดุใหม่ กลไกใหม่ และขนาดใหม่ ได้รับการเปิดตัวในงาน Watches and Wonders รวมถึงรุ่น Pilot’s Chronograph ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ที่หรูหราและเป็นกลยุทธ์จาก Richemont เพื่อดึงดูดลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ไปพร้อมกัน

ดามสัน อิดริส (ซ้าย) และ คริส ไกรเกอร์-แฮร์ (ขวา) ซีอีโอของ IWC ในงาน Goodwood Members Meeting

ถึงแม้ว่าตัวเลขยอดขายที่ลดลง 7% ในไตรมาสที่ 1 จะดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลง 11% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงเบาะแสเบื้องต้นที่บ่งบอกว่าอาจมีวันที่สดใสกว่ารออยู่สำหรับผู้ผลิตนาฬิกาของ Richemont

อันที่จริงแล้ว แบรนด์นาฬิกาชั้นสูงบางแห่งในเครือ “แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่ดีกว่า” เช่น A. Lange & Söhne และ Vacheron Constantin ที่ยังคงรักษายอดขายไว้ได้ค่อนข้างดี ต้องขอบคุณฐานลูกค้ากลุ่มนักสะสมที่ภักดีและการผลิตที่มีจำนวนจำกัด

จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะคาดหวังว่าแบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่จะรัดเข็มขัดและพิจารณากระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างใกล้ชิด สำหรับ Richemont การมองในระยะยาวแทนที่จะตอบสนองต่อกระแสขึ้นลงของตลาดเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ ช่องว่างด้านผลงานยังคงอยู่ ธุรกิจนาฬิกาของ Richemont ยังคงอยู่ในร่มเงาของธุรกิจเครื่องประดับ และรอคอยการฟื้นตัวของตัวเองต่อไป

ติดตามบทความน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่
เผยโฉม GMT Guilloche สองสีใหม่ งานฝีมือชั้นสูงจาก Moritz Grossmann
เบื้องหลังการเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มีอิทธิพลต่อยอดขายระดับโลก เมื่อดาราคือ “พลังขับเคลื่อน” วงการนาฬิกาหรู
Maurice Lacroix เปิดตัว AIKONIC นาฬิการุ่นใหม่ที่ต่อยอดความสำเร็จด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสุดล้ำ

4 นาฬิกากอล์ฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Happy Gilmore 2

ในเมื่อภาพยนตร์ Happy Gilmore 2 กำลังจะเข้าฉายและรายการแข่งขันกอล์ฟ Ryder Cup กำลังจะมาถึง ก็ได้เวลาออกรอบกันแล้ว

WORDS: Felix Scholz | Aug 15, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย Chalhriya. S

ประเด็นหลัก

  • ภาพยนตร์ Happy Gilmore 2 มีนักกอล์ฟระดับตำนานมารับเชิญมากมาย เช่น Rory McIlroy, Bryson DeChambeau, Scottie Scheffler, และ John Daly ผู้ซึ่งสวมนาฬิกาเรือนโปรดของเขาอย่าง Rolex Yacht-Master II
  • ด้วยแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ภาคต่อของ Adam Sandler นี้ บทความจึงได้รวบรวม 4 นาฬิกากอล์ฟที่โดดเด่น ได้แก่ Richard Mille RM 38-02 Bubba Watson, Cartier Pasha ‘Golf’, Hublot Big Bang Unico Golf, และ TAG Heuer Connected Calibre E4 Golf Edition

กีฬากอล์ฟถูกนิยามด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์และธรรมเนียมปฏิบัติไม่แพ้ความสามารถในการตีลูกกอล์ฟสีขาวลูกเล็ก ๆ ด้วยความเร็วและความแม่นยำอันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม Adam Sandler จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของวงการกอล์ฟที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ในปี 1996 Sandler ได้ก้าวเข้าสู่สนาม (และบนหน้าจอ) ในบทบาทของ Happy Gilmore อดีตนักกีฬาฮอกกี้ที่ผันตัวมาเป็นฮีโร่นักกอล์ฟ ด้วยวงสวิงอันเป็นเอกลักษณ์ที่พลิกโฉมมุมมองที่เรามีต่อกีฬากอล์ฟ จากการเป็นกีฬาของคนในคันทรีคลับให้มาอยู่บนจอภาพยนตร์ใหญ่ในสปอร์ตบาร์ทั่วโลก

หากคุณต้องการหลักฐานว่า Happy Gilmore เป็นที่รักในวงการกอล์ฟมืออาชีพมากแค่ไหน จะเห็นได้จากรายชื่อนักกอล์ฟรับเชิญและแขกรับเชิญที่อัดแน่น ไม่ว่าจะเป็น Scottie Scheffler, Rory McIlroy, Brooks Koepka และ Bryson Dechambeau ไม่ต้องพูดถึงบุคคลสำคัญอย่าง Jack Nicklaus และ Nick Faldo ที่ร่วมแสดงด้วยอีกมากมาย บอกตามตรงว่าทั้งเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนมีนักกอล์ฟระดับตำนาน (และ Travis Kelce) ผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง น่าเสียดายที่สำหรับนักสืบนาฬิกา เราไม่ค่อยเห็นนาฬิกามากนัก (แม้ว่าใครจะรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ใต้เสื้อ Bruin’s ของ Sandler บ้าง) ยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวที่โดดเด่น

จากซ้ายไปขวา: Rory McIlroy, Bryson DeChambeau และ Scottie Scheffler เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักกอล์ฟมืออาชีพมากมายที่มาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Happy Gilmore 2. (ภาพ: Netflix)
ตำนานนักกอล์ฟ John Daly ในภาพยนตร์เรื่อง Happy Gilmore 2 สวมนาฬิกา Rolex Yacht-Master 2 เรือนโปรด (ภาพ: Netflix)

ตำนานที่ยิ่งใหญ่เกินตัวอย่าง John Daly มาในบทบาทที่น่าประหลาดใจในฐานะแขกที่มาพักบ้านของ Gilmore ซึ่งไม่ใช่บทบาทที่เกี่ยวข้องกับกอล์ฟ แต่เขาก็ยังคงสวมนาฬิกา Rolex Yacht-Master II ที่เข้ากับตัวตนของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม ยังมีฉากให้นักสืบนาฬิกาตัวยงได้สอดส่องอีกมากมายในรายการ Ryder Cup Tournament ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 กันยายน ณ สนาม Bethpage Black Course โดย Xander Schauffle (Audemars Piguet) J.J. Spaun และ Scottie Scheffler (Rolex) ได้ผ่านเข้ารอบเป็นตัวแทนทีมสหรัฐฯแล้ว ในขณะที่ Rory McIlroy (Omega) Justin Rose (Hublot) และ Tommy Fleetwood (TAG Heuer) ก็ได้ถูกล็อกตัวไว้สำหรับทีมยุโรปแล้วเช่นกัน

ด้วยเรื่องราวการสวิงไม้กอล์ฟที่น่าตื่นเต้นทั้งหมดนี้ เราจึงอดไม่ได้ที่จะรวบรวมนาฬิกา 4 เรือน (หรือจะเรียกว่า “Fore” ดี?) ที่ดีที่สุดสำหรับกีฬากอล์ฟเท่าที่เคยมีมา

Richard Mille RM 38-02 Tourbillon Bubba Watson

Bubba Watson นักกอล์ฟระดับตำนานที่เกิดในรัฐฟลอริดา เป็นผู้ฝึกฝนตัวเองด้วยวงสวิงที่ทรงพลัง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการทดสอบกลไกของนาฬิกาทุกเรือน แต่ Richard Mille ก็พร้อมรับความท้าทายนี้

นาฬิกา Richard Mille RM 38-02 Tourbillon Bubba Watson โดดเด่นด้วยการเน้นสีชมพูในหลายส่วน

ทั้งสองได้ร่วมมือกันในปี 2011 และได้มีการผลิตนาฬิการุ่น Bubba ออกมามากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุดคือ RM 38-02 Tourbillon Bubba Watson ที่มาพร้อมตัวเรือน Carbon TPT สีชมพู-ขาว ซึ่งเป็นสีนำโชคของ Watson

Cartier Pasha ‘Golf’

หนึ่งในดีไซน์ที่แปลกตาที่สุดที่พัฒนามาจากผลงานของ Gerald Genta คือนาฬิกา Pasha ‘Golf’ Watch ซึ่งเป็นดีไซน์อันโดดเด่นของยุค 80 (และผลิตต่อเนื่องมาจนถึงยุค 90) โดยได้เพิ่มหน้าต่างและปุ่มกดพิเศษ 4 จุดรอบตัวเรือนที่ตำแหน่ง 2, 4, 8 และ 10 นาฬิกา ทำให้ผู้สวมใส่สามารถบันทึกคะแนนของตัวเองและเพื่อนอีกสี่คนได้ นี่เป็นหนึ่งในนาฬิการุ่นแรกๆ ที่มีฟังก์ชันเฉพาะสำหรับกีฬากอล์ฟ แต่มันไม่ใช่รุ่นสุดท้ายอย่างแน่นอน

นาฬิกา Cartier Pasha Golf. (ภาพ: Wind Vintage)

Hublot Big Bang Unico Golf

นาฬิกากอล์ฟที่ทันสมัยยิ่งขึ้นคือ Hublot’s Big Bang Unico Golf ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 ในตัวเรือนขนาด 45 มม. ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และเท็กซาเลียม (texalium) มองจากระยะไกล มันคือนาฬิกาสไตล์ Hublot แบบคลาสสิกที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ด้วยขนาดที่ใหญ่ สีสันสดใส และรูปทรง Big Bang ที่จดจำได้ทันที แต่เมื่อดูใกล้ๆ จะพบว่านี่ไม่ใช่โครโนกราฟธรรมดาๆ

วัสดุไฮเทคและนวัตกรรมใหม่ใน Hublot Big Bang Unico Golf

ปุ่มกดถูกใช้เพื่อเปลี่ยนหลุมและเพิ่มคะแนนการตีของคุณ โดยมีคะแนนรวมของทั้ง 18 หลุมแสดงอยู่ที่ด้านล่างของหน้าปัด และปุ่มกดรูปทีตั้งลูกกอล์ฟ (ตามธรรมชาติของนาฬิกากอล์ฟ) ที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาจะใช้สำหรับรีเซ็ตเกม

TAG Heuer Connected Calibre E4 Golf Edition

เอาเข้าจริงแล้ว กอล์ฟเป็นหนึ่งในกีฬาที่อุปกรณ์อัจฉริยะแบบเชื่อมต่อมีความสมเหตุสมผลมากกว่านาฬิกากลไก เพราะคุณไม่ต้องกังวลเรื่องการทนแรงกระแทก และยังได้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันกอล์ฟที่ออกแบบมาโดยเฉพาะอีกด้วย

นาฬิกา TAG Heuer Connected Calibre E4 42mm Golf Edition ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนามหญ้าสีเขียวโดยเฉพาะ

TAG Heuer ได้เชื่อมช่องว่างนี้ด้วยนาฬิกา Connected รุ่นพิเศษสำหรับกีฬากอล์ฟ ซึ่งมาพร้อมแอปพลิเคชัน TAG Heuer Golf ที่จะคอยติดตามเกมและสถิติการเล่นของคุณ ทำให้มันเปรียบเสมือนแคดดี้ตัวเล็กๆ ที่อยู่บนข้อมือของคุณเลยทีเดียว

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
Time to…Movies| นับถอยหลังสู่การมีชีวิต…เมื่อนาฬิกาเป็นทุกสิ่งในภาพยนตร์ “In Time”