ซีรีส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของสายลับ อย่าง “007: Road to a Million” กลับมาอีกครั้งในซีซันที่สองทาง Prime Video เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมกับภารกิจที่ท้าทายและเงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ที่รอผู้ชนะ โดยหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่กลับมาพร้อมกับซีรีส์ก็คือ นาฬิกา OMEGA ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสุดท้าทายในครั้งนี้
สาย: มีให้เลือกทั้งแบบสายตาข่ายไทเทเนียม หรือสายผ้า NATO ลายแถบสีน้ำตาล เทา และเบจ
ถ้าอยากรู้ว่าฟังก์ชันพิเศษที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกาจะเป็นอะไร ลองติดตามซีรีส์ “007: Road to a Million” ซีซันที่ 2 ทาง Prime Video กันดูนะ ส่วนใครที่ดูแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถเข้ามาแชร์กันได้
นาฬิกา BR-03 Chrono Rafale Solo Display ผลงานลิมิเต็ดเอดิชั่นเพื่อยกย่องความสามารถของนักบินรบ
Bell & Ross ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Rafale Solo Display ซึ่งเป็นทีมแสดงการบินอย่างเป็นทางการของกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส (French Air and Space Force) การประกาศนี้มีขึ้นในงาน Paris Air Show ครั้งที่ 55 ณ Le Bourget เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ความร่วมมือนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างแบรนด์นาฬิกาที่สร้างสรรค์เครื่องมือบอกเวลาสำหรับนักบินและผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน
สำหรับ Bell & Ross และ Rafale Solo Display อาจเรียกได้ว่าทั้งสองมีค่านิยมร่วมกันในเรื่องนวัตกรรม ความแม่นยำ และสมรรถนะ โดย Bell & Ross ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Patrouille de France อยู่แล้ว ยิ่งได้มาผนึกกำลังกับทีม Rafale Solo Display ซึ่งเป็นทูตของกองทัพอากาศและอวกาศฝรั่งเศส ภารกิจของทีมนี้คือการสาธิตความเป็นเลิศของเครื่องบินรบ Rafale ผ่านการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและแม่นยำ
Rafale Solo Display การแสดงที่น่าทึ่งของความสามารถทางการบินของฝรั่งเศส
นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ผลิตเพียง 500 เรือน เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่าง Bell & Ross และนักบิน นอกจากจะเป็นนาฬิกาสำหรับนักบินแล้ว ยังถูกนำเสนอให้กับผู้ที่หลงใหลในโลกการบินชั้นสูงอีกด้วย สะท้อนถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของหน่วยงานนี้ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ Bell & Ross ในโลกแห่งการบิน
แรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติและวัฏจักรแห่งชีวิต นาฬิกาเรือนนี้ถ่ายทอดภาพของสวนรุกขชาติที่เต็มไปด้วยพฤกษาผลิบาน และการโบยบินของผีเสื้อหลากสีได้อย่างมีชีวิตชีวา Van Cleef & Arpels ได้รังสรรค์ให้ทุกองค์ประกอบบนหน้าปัดสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะเวลาอย่างไม่สิ้นสุด ราวกับเป็นบทกวีที่บอกเล่าความงดงามตามธรรมชาติอย่างแท้จริง
Lady Arpels Jour Nuit: “ทิวากับราตรี”
นาฬิกาเรือนนี้ถือกำเนิดขึ้นจากแรงบันดาลใจในศาสตร์ดาราศาสตร์และความตระการตาของดวงดาว หน้าปัดของ Lady Arpels Jour Nuit คือการจำลองห้วงเวหาอันกว้างใหญ่ไว้บนข้อมือ โดยมีดวงจันทร์และหมู่ดาวที่ประดับด้วยเพชรคอยเคลื่อนที่โคจรไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ที่ส่องประกายอยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของทิวากับราตรีอย่างต่อเนื่องและเป็นนิรันดร์
Lady Féerie watch: “เทพธิดาแห่งกาลเวลา”
เมซง Van Cleef & Arpels ได้ยกย่องความงามของเหล่าเทพธิดาและนางฟ้ามาโดยตลอด นาฬิกาเรือนนี้จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อปลุกจินตนาการถึงดินแดนมหัศจรรย์ด้วยรูปนางฟ้าที่สวมอาภรณ์ประดับด้วยเพชรและไพลินอย่างงดงาม นางฟ้าผู้สง่างามนี้ใช้ไม้คทาของเธอเป็นเข็มนาที และแสดงตัวเลขบอกชั่วโมงในช่องทรงกลมที่ทำหน้าที่คล้ายกับดวงจันทร์ นับเป็นผลงานที่ผสมผสานความฝันและความจริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์
เรียกได้ว่าเป็นเรือนเวลาที่สะท้อนความคลาสสิก แต่ก็เผยเสน่ห์ได้อย่างลงตัว จนเปล่งประกายโดดเด่นบนข้อมือสวย ราวกับท่อนเพลง So High School ที่สาวเทย์เลอร์ได้ใส่คู่ไปกับโพสต์ของเธอ ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกไว้ว่า “I feel so high school every time I look at you, I wanna find you in a crowd just to hide from you” เวลามองนาฬิกาเรือนนี้ ก็เหมือนกับตอนที่เรากำลังมองคนที่เราหลงรัก เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงและรู้สึกสดใสเหมือนย้อนกลับไปวัยมัธยมอีกครั้ง
สีเหลืองสำหรับรุ่น Sun หรือสีเขียวสำหรับรุ่น Nature และสีน้ำเงินสำหรับรุ่น Water บนโรเตอร์ยังมีการแกะสลักลวดลายต้นไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการเติบโต รวมถึงสลักข้อความ ‘Grow Your Dreams’ และเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เอาไว้ด้วย
Gravée Main งานแกะสลักด้วยมือบนเหล็กกล้า ที่เผยให้เห็นความหมายที่ซ่อนอยู่
Gravée Main เป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญในคอลเลกชั่น Métiers d’Art ของ Louis Erard ที่นำเสนองานศิลปะการแกะสลักด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ผลิตเพียง 99 เรือน ตั้งแต่ตัวเรือน ขอบหน้าปัด ข้อต่อสาย เม็ดมะยม จนถึงตัวล็อคสายหัวเข็มขัด ทุกส่วนได้รับการแกะสลักด้วยมือโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญ
LOUIS ERARD และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงมักจะถูกครอบงำด้วยแบรนด์ใหญ่และขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัด Louis Erard ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขามีปรัชญาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเดินตามเส้นทางเดิมๆ Louis Erard เลือกที่จะสร้างเส้นทางของตัวเอง โดยมุ่งมั่นที่จะนำเสนอ “คุณค่าที่แท้จริง” ของงานฝีมือสู่ตลาดที่กว้างขึ้น และนี่คือเรื่องราวของนาฬิการุ่น Gravée Main ผลงานที่ประกาศถึงอิสรภาพของศิลปะและช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์
REVOLUTION THAILAND ขอพาทุกท่านไปสัมผัสเสน่ห์อันน่าทึ่งของ Orient Star Contemporary M34 F8 Date ในรายการ Up Close With Episode 4 โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำที่จำลองความระยิบระยับของดวงดาว พร้อมดีไซน์ที่ผสานความสวยงามและฟังก์ชันไว้ได้อย่างลงตัว
รับชมรายการ Up Close With ได้แล้วตอนนี้ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand และช่องทางอื่นๆ
ความงดงามอันน่าหลงใหลของทองคำที่หลอมละลายได้นั้นดึงดูดใจเหล่าศิลปินมาอย่างยาวนาน Salvador Dali เองก็เช่นกัน เขาสนใจความเชื่อมโยงของทองคำกับศาสตร์ลึกลับและการเล่นแร่แปรธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนตร์เสน่ห์ของเหรียญทองคำและเหรียญตราต่าง ๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s เขาได้ผลิตเหรียญชุดของตัวเองออกมา ซึ่งมีน้ำหนักและมูลค่าแตกต่างกันไป โดยแกะสลักเป็นภาพใบหน้าด้านข้างของตัวเขาและภรรยาที่ชื่อ Gala เขาเรียกเหรียญชุดนี้ว่า Dali D’Or
สี่ปีที่แล้ว ขณะที่ภาพยนตร์ No Time To Die ได้กลายเป็นบทส่งท้ายของ Daniel Craig ในบทบาทของเจมส์ บอนด์ เรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิพลของเขาที่มีต่อนาฬิกา Omega ที่ถูกเลือกสำหรับภารกิจสุดท้ายของ 007 ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ Seamaster 300M 007 Edition ที่ทำจากไทเทเนียม
ภาพ Daniel Craig ในบทบาทบอนด์จากภาพยนตร์ Casino Royale ปี 2006 สวมนาฬิกา Seamaster 300m เข้ากับชุดทักซิโด้ Brioni (ภาพ: omegawatches.com)Omega Seamaster Planet Ocean 600M that Daniel Craig wore as Bond in Casino Royale
อีกจุดที่น่าสังเกตคือ นี่เป็นครั้งแรกในยุคของ Daniel Craig ที่นาฬิกาถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์สายลับ โดยในเรื่องนี้ มันคือระเบิดที่ช่วยให้บอนด์หลบหนีจากเครื่องผ่าตัดสมองอัตโนมัติของ Christoph Waltz ได้
No Time to Die (2020)
Poster for No Time to Die
สำหรับนาฬิกาที่ใช้ในภาพยนตร์ Daniel Craig มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการออกแบบ สิ่งแรกที่เขาและทีมงานของ Omega ตัดสินใจคือการเลือก ไทเทเนียม เป็นวัสดุสำหรับตัวเรือน ซึ่งในกรณีนี้คือไทเทเนียม เกรด 2 แบบเดียวกับที่ใช้ในนาฬิการุ่นสะสมอย่าง Omega Speedmaster Apollo 11 45th anniversary ที่เป็นที่ต้องการอย่างสูง
ในงาน Watches and Wonders นวัตกรรมเครื่องประดับล้ำค่าได้เปล่งประกาย Cartier’s Privé Tank à Guichets เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในงาน เป็นผลงานที่สร้างบทสนทนาและนำนาฬิการุ่น Tank อันโด่งดังของแบรนด์มาตีความใหม่สำหรับผู้คนยุคใหม่ ด้วยดีไซน์ที่ลดการแสดงผลให้เหลือเพียงข้อมูลที่จำเป็นผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ บนหน้าปัดโลหะทึบ
ส่วน IWC กำลังใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมทั่วโลกของภาพยนตร์ F1: The Movie เพื่อผลักดันนาฬิการุ่นต่าง ๆ ให้เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างขึ้นทั่วโลก “การใช้ประโยชน์จากการมีตัวตนใน Formula One มานานกว่าทศวรรษ ทำให้แบรนด์เฉลิมฉลองความเป็นพันธมิตรกับภาพยนตร์ F1: The Movie…” Christoph Grainger-Herr ซีอีโอ กล่าว
อันที่จริงแล้ว แบรนด์นาฬิกาชั้นสูงบางแห่งในเครือ “แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่ดีกว่า” เช่น A. Lange & Söhne และ Vacheron Constantin ที่ยังคงรักษายอดขายไว้ได้ค่อนข้างดี ต้องขอบคุณฐานลูกค้ากลุ่มนักสะสมที่ภักดีและการผลิตที่มีจำนวนจำกัด
ภาพยนตร์ Happy Gilmore 2 มีนักกอล์ฟระดับตำนานมารับเชิญมากมาย เช่น Rory McIlroy, Bryson DeChambeau, Scottie Scheffler, และ John Daly ผู้ซึ่งสวมนาฬิกาเรือนโปรดของเขาอย่าง Rolex Yacht-Master II
ด้วยแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ภาคต่อของ Adam Sandler นี้ บทความจึงได้รวบรวม 4 นาฬิกากอล์ฟที่โดดเด่น ได้แก่ Richard Mille RM 38-02 Bubba Watson, Cartier Pasha ‘Golf’, Hublot Big Bang Unico Golf, และ TAG Heuer Connected Calibre E4 Golf Edition
Bubba Watson นักกอล์ฟระดับตำนานที่เกิดในรัฐฟลอริดา เป็นผู้ฝึกฝนตัวเองด้วยวงสวิงที่ทรงพลัง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการทดสอบกลไกของนาฬิกาทุกเรือน แต่ Richard Mille ก็พร้อมรับความท้าทายนี้
นาฬิกา Richard Mille RM 38-02 Tourbillon Bubba Watson โดดเด่นด้วยการเน้นสีชมพูในหลายส่วน