ถ้าชีวิตของคุณมีเวลาจำกัด และนาฬิกาบนข้อมือคือลมหายใจ…คุณจะใช้มันไปกับอะไร? มาทบทวนชีวิตไปพร้อมกับบทเรียนจากภาพยนตร์ In Time ที่ทำให้ทุกวินาทีมีความหมาย
ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา หลายครั้งเรามักจะรู้สึกเหมือนเป็นทาสของมัน วันๆ เราพูดแต่เรื่อง “ไม่มีเวลา” “เวลาไม่พอ” หรือ “รีบหน่อย เดี๋ยวไม่ทันเวลา” จนคำว่า “เวลา” กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและมองข้ามไปในที่สุด
แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้หยุดคิดอย่างจริงจังว่า “เวลา” ที่เรามีอยู่มันมีค่ามากแค่ไหน? ในเดือนนี้ที่นิตยสาร Revolution Thailand ได้หยิบยกธีม Movie & Music มานำเสนอ เราจึงอยากชวนทุกคนมาสำรวจแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่าแค่การบอกเวลา ผ่านภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และทำให้เราตระหนักว่านาฬิกาบนข้อมือของเรา…ไม่ได้มีไว้แค่บอกเวลา แต่มีไว้เพื่อเตือนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีค่าที่สุด
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวอยู่ในโลกอนาคตที่มนุษย์ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้หยุดแก่เมื่ออายุ 25 ปี แต่จะต้องแลกมาด้วยการมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1 ปีเท่านั้น เวลาชีวิตกลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตประจำวัน โดยคนรวยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป ในขณะที่คนจนต้องดิ้นรนเพื่อเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อย่างจำกัด


ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ “In Time” (2011) ที่ฉายภาพโลกอนาคตอันดิสโทเปียซึ่งเวลาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือลมหายใจสุดท้ายที่เตือนเราถึงการมีอยู่…และอาจถึงจุดสิ้นสุด หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ฉายภาพโลกที่แปลกประหลาด แต่กำลังทุบหน้าเราด้วยคำถามที่เจ็บปวดว่า “ชีวิตเรามีเวลาอยู่กับมันมากแค่ไหน?” ในโลกนั้น ทุกคนหยุดอายุที่ 25 และหลังจากนั้น ชีวิตกลายเป็นเกมการเงินที่ต้อง “หาเวลา” มาซื้อความตายให้ช้าลง

นาฬิกาบนแขน ราวกับเครื่องประหารชีวิตที่มองเห็นได้
สิ่งที่ติดตาที่สุดคือ นาฬิกาดิจิทัลที่ฝังบนท่อนแขน มันคือเครื่องบอกสถานะ บอกทรัพย์สิน และบอกความจริงอันโหดร้าย ฉากแรกๆ ของหนังก็สะเทือนใจพอแล้ว เมื่อเราเห็น Will Salas (Justin Timberlake) ต้องสูญเสียแม่ของเขาเพียงเพราะเวลาบนแขนหมดลง…ในขณะที่เขาวิ่งตามมาอย่างสุดชีวิตแต่มันก็ไม่ทันเวลา สิ่งที่ตามมาคือภาพของคนที่ล้มลงไปในสภาพที่ไม่ต่างจากศพ เพียงเพราะไม่มีเวลาเหลืออยู่แล้ว ฉากนี้ไม่ได้แค่แสดงถึงความตาย แต่มันคือการย้ำเตือนว่าในโลกนี้ “เวลา” คือสิ่งเดียวที่สำคัญอย่างแท้จริง



คนรวยอย่างตระกูล Weis มีเวลาเป็นศตวรรษ เป็นพันปี จนแทบไม่ต้องสนใจการมีอยู่ของมัน ในฉากที่ Will ได้เข้าไปในโซนของคนรวย เราได้เห็นภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พวกเขามีเวลาเหลือเฟือจนใช้มันไปกับการพนัน การดื่มเฉลิมฉลอง หรือแม้แต่การ “ให้” เวลากันเป็นของขวัญ เหมือนกับที่ Will ได้เวลาจากชายปริศนาคนหนึ่งมาอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยทั้งหมด ฉากที่น่าสนใจอีกฉากคือการที่คนรวยแลกเปลี่ยนเวลาด้วยความเฉยชา ราวกับเงินบาทในโลกของเรา มันทำให้เราเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนว่าเมื่อคุณมีเวลามากพอ คุณก็มีอำนาจที่จะควบคุมชีวิตและกำหนดชะตากรรมของคนอื่นได้


หนังเรื่องนี้ยังทิ้งวลีที่บาดลึกไว้ในใจคนดูเสมอ อย่างคำพูดของ Henry Hamilton ชายหนุ่มรวยลึกลับที่มอบเวลาให้ Will ว่า “For a few to be immortal, many must die.” (เพื่อให้คนบางคนเป็นอมตะ คนจำนวนมากต้องตาย) ประโยคนี้ไม่ได้แค่พูดถึงในหนัง แต่เป็นการเสียดสีสังคมทุนนิยมอย่างเจ็บแสบ ที่ความมั่งคั่งของคนเพียงไม่กี่คนถูกสร้างขึ้นบนความยากลำบากและการทำงานของคนอีกนับไม่ถ้วน ในโลกของ “In Time” เวลาคือความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งนั้นถูกจำกัดเพื่อให้คนรวยมี “ชีวิต” ที่ยืนยาวออกไป
เสียงดนตรีที่เร่งเร้า…เหมือนหัวใจที่ถูกบีบคั้น
ถึงแม้ “In Time” จะไม่มีเพลงประกอบที่ดังกระหึ่ม แต่ดนตรีประกอบภาพยนตร์ (Score) ของ Craig Armstrong กลับเป็นหัวใจสำคัญที่คอยบีบคั้นอารมณ์เราไว้ตลอดเวลา เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่กระหน่ำเข้ามาในฉากที่ Will ต้องวิ่งหนีจากเงาของความตาย หรือในฉากที่เขาต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงเวลาเพียงไม่กี่วินาที มันทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจเรากำลังเต้นตามอย่างบ้าคลั่ง เสียงดนตรีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ประกอบฉาก แต่มันคือ “เสียงนับถอยหลัง” ที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลา เหมือนเตือนเราว่าไม่ว่าจะทำอะไรอยู่…เวลาในชีวิตของเรากำลังหมดไปเรื่อยๆ


บทเรียนจากภาพยนตร์สู่ชีวิตจริง เมื่อเวลาไม่ใช่นาฬิกา…แต่คือหัวใจ
ฉันกลับมานั่งคิดว่า แท้จริงแล้ว “เวลา” ในชีวิตเรามันไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือโอกาสที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป มันคือการเติบโต มันคือความรัก มันคือความเสียใจ และมันคือการที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาด หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันมองเวลาในชีวิตที่เหลืออยู่ต่างออกไป มันทำให้ฉันอยากใช้ทุกวินาทีอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ผ่านมันไปเฉยๆ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกเหมือนมีเวลาเหลือเฟือ จนเผลอใช้มันทิ้งขว้างไปกับเรื่องไร้สาระ แต่เมื่อถึงวันที่เราต้องนับถอยหลังจริงๆ วันที่เราเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล หรือวันที่เราต้องเผชิญหน้ากับการจากลาของคนที่เรารัก…ในวันนั้นเราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “เวลา” ที่เราเคยมีมันมีค่ามากแค่ไหน


“In Time” อาจเป็นแค่ภาพยนตร์ไซไฟ แต่สิ่งที่มันฝากไว้คือรอยแผลที่เตือนใจเราว่า จงมีชีวิตอยู่ราวกับนาฬิกาบนข้อมือกำลังจะหมดลง จงรักอย่างไม่ลังเล จงทำในสิ่งที่อยากทำ จงใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุดก่อนที่เสียงสุดท้ายของนาฬิกาชีวิตของเราจะหยุดลงไปตลอดกาล
แล้วคุณล่ะ? วันนี้คุณได้ใช้ “เวลา” ที่มีอยู่…อย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง?
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
วิถีแห่งเวลา: Baume & Mercier นาฬิกาที่คนจริงจังกับงานฝีมือต้องฟัง
จะเป็นอย่างไรเมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าสวิส?
คู่มือระบบไขลานอัตโนมัติ เจาะลึกความมหัศจรรย์ทางกลไกที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา

