Bvlgari: Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari Octo Finissimo Tourbillon Marble Bvlgari Bronzo
Lee Ufan ศิลปินชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ได้นำวิสัยทัศน์ของเขามาสู่นาฬิกา Octo Finissimo ผ่านการออกแบบที่ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Stigliani นาฬิการุ่น Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน โดดเด่นด้วยฝาหลังแบบโปร่งใสที่เผยให้เห็นกลไกด้านใน พร้อมสลักลายเซ็นด้วยลายมือของศิลปิน
TAG Heuer: Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring Carrera Astronomer
TAG Heuer ตอกย้ำความเป็น “เทคนิคส์ชั้นนำ” ด้วยการเปิดตัวครั้งสำคัญถึงสองอย่างในงาน Geneva Watch Days กลไก TH-Carbonspring และนาฬิการุ่น Carrera Astronomer ซึ่งทั้งสองแสดงถึงทักษะและมรดกความแม่นยำในการบอกเวลาของแบรนด์อย่างชัดเจน
หลังจากทุ่มเทวิจัยและพัฒนามากว่าทศวรรษโดย TAG Heuer LAB แบรนด์ก็พร้อมที่จะเผยโฉม TH-Carbonspring กลไกคาร์บอนเจนเนอเรชันใหม่ เพื่อเป็นการเปิดตัว TAG Heuer ได้นำเสนอสองรุ่นใหม่คือ Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือนคาร์บอนเต็มรูปแบบและหน้าปัดโทนสีเดียวที่สลักลวดลายก้นหอยอย่างละเอียด
TAG Heuer Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring
ในขณะที่กลไก TH-Carbonspring สะท้อนถึงอนาคตของ TAG Heuer นาฬิการุ่นใหม่ Carrera Astronomer กลับสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันได้ฉายแสงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่น้อยคนจะรู้ของ TAG Heuer กับการคำนวณเวลาตามดวงจันทร์
Naissance d’une Montre 3: โครงการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ชั้นสูง
ในโลกแห่งการผลิตนาฬิกา มีบางโปรเจกต์ที่ยากจะจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ “สินค้านาฬิกาออกใหม่” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ทั่วไป และ Naissance d’une Montre 3 คือหนึ่งในนั้น นาฬิการุ่นนี้คือบทที่สามของเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วโดย Time Æon Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะเป็นอย่างไรหากเราสร้างโครโนมิเตอร์ขึ้นมาในยุคปัจจุบัน โดยใช้วิธีที่แฟร์ดิน็อง แบร์ตู เองจะจดจำได้” นั่นคือการสร้างด้วยมือทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาเครื่องจักร CNC (เครื่องจักรควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์) และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่อุทิศชีวิตเพื่ออนุรักษ์งานฝีมือที่ใกล้จะสูญหายให้คงอยู่ต่อไป
นี่คือคำตอบที่ได้ หลังจากทำงานมานานถึง 6 ปี ภายใต้ Chronométrie Ferdinand Berthoud และ Chopard group นั่นคือ นาฬิกาที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานของ พ็อกเก็ตโครโนมิเตอร์ ที่ผลิตด้วยมืออย่างประณีตในศตวรรษที่ 18 หรือ 19
นาฬิกาเรือนนี้ผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับโซลูชันที่เคยใช้ในการบอกเวลาอย่างแม่นยำ โดยประกอบด้วยกลไก fusée-and-chain (โซ่และฟูเซ่) Breguet stop work (กลไกหยุดของเบรเกต์) และ bimetallic compensation balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก) ทั้งกลไกและการออกแบบของนาฬิกาได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Montre Astronomique No. 3 ที่ Jean Martin สร้างให้ Ferdinand Berthoud เมื่อปี 1806
หากต้องการชมภาพกลไกอย่างละเอียด สามารถดูได้จากบทวิเคราะห์และภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยมของ The Naked Watchmaker โครงการนาฬิกาซีรีส์ Naissance d’une Montre นั้นยังเป็นเหมือนสารานุกรมที่รวบรวมความรู้ด้านการผลิตนาฬิกาที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว
เมื่อ Time Æon Foundation ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดย Philippe Dufour, Robert Greubel และ Stephen Forsey ผู้ก่อตั้งรู้สึกกังวลว่าความรู้ในการสร้างนาฬิกาด้วยมือทั้งหมดกำลังจะสูญสิ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการตัดวงล้อ การขัดเฟือง หรือการเผาเหล็กให้เป็นสีน้ำเงิน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายขึ้นมา นั่นคือการนำงานฝีมือเหล่านี้กลับมาใช้จริงและบันทึกเป็นเอกสารเพื่อให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ นี่คือจุดเริ่มต้นของซีรีส์ “การถือกำเนิดของนาฬิกา” (Naissance d’une Montre) ซึ่งแต่ละรุ่นคือการทดลองสร้างนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบจากวัตถุดิบตั้งแต่ต้น โดยไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยเลย
ในงาน Concours of Elegance 2025 ที่ Hampton Court Palace A. Lange & Söhne ยังคงจับคู่ความหลงใหลในรถคลาสสิกกับนาฬิการุ่นใหม่สองรุ่น ได้แก่ Richard Lange Jumping Seconds ตัวเรือนพิงค์โกลด์และ 1815 Tourbillon ตัวเรือนแพลทินัมมาพร้อมหน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีดำ
คงยากจะหาฉากหลังใดที่เหมาะสมไปกว่าการจัดงาน Concours of Elegance ที่ Hampton Court Palace สำหรับการเผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่สองเรือนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของ A. Lange & Söhne บนสนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างประณีตของพระราชวัง Tudor และล้อมรอบด้วย รถคลาสสิกที่สวยที่สุด 60 คันในโลก งานนี้จึงเป็นการเฉลิมฉลองทั้งงานฝีมือและมรดกอันทรงคุณค่า
สำหรับ Wilhelm Schmid ซีอีโอของ Lange และผู้หลงใหลในรถคลาสสิกมาตลอดชีวิต สถานที่นี้ไม่เพียงเหมาะสม แต่ยังมีความหมายส่วนตัวด้วย เพราะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศทางเทคนิค ซึ่งเป็นรากฐานของนาฬิกาทุกเรือนจากโรงงาน Glashütte เช่นเดียวกับงาน concours d’élégance ที่นำเสนอรถยนต์ซึ่งรวม วิศวกรรมล้ำยุคกับความงดงามเชิงประติมากรรม นาฬิการุ่นใหม่ของ Lange ก็แสดงให้เห็นว่า การประดิษฐ์นาฬิกาที่แม่นยำสามารถเป็นทั้งความสำเร็จทางเทคนิคและความเพลิดเพลินทางสุนทรียศาสตร์
ปีนี้ Lange เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นที่สะท้อนถึงสองคอลเล็กชันสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ Richard Lange ที่มีรากฐานจากการสังเกตเชิงวิทยาศาสตร์ และ 1815 ซึ่งยกย่องปีเกิดของผู้ก่อตั้ง Ferdinand Adolph Lange แต่ทั้งสองรุ่นมีความเชื่อมโยงร่วมกัน คือยกระดับความซับซ้อนที่มีอยู่แล้วให้โดดเด่นขึ้นด้วยนวัตกรรมเล็ก ๆ แต่มีความหมาย และทั้งคู่ยังคงรักษารายละเอียดอย่างพิถีพิถันจนมั่นใจได้ว่า จะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาสไตล์แซกโซนียุคใหม่
Richard Lange Jumping Seconds
เก้าปีหลังการเปิดตัว Richard Lange Jumping Seconds ยังคงเป็นนาฬิกาสำหรับนักสะสมตัวจริง มันเคยเป็นนาฬิกาที่ “อยู่ใต้เรดาร์” ตามคำกล่าวของผู้รู้จักที่ Glashütte ได้รับการชื่นชมอย่างเงียบ ๆ จากผู้ที่ซาบซึ้งใน หน้าปัดเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อนทางเทคนิคอย่างมหาศาล และตอนนี้ในปี 2025 Lange นำมันกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ที่โดดเด่นตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39.9 มม. ครอบหน้าปัดพิงค์โกลด์โทนอบอุ่น ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน
หน้าปัดคือการศึกษาเรื่องการออกแบบอย่างมีจุดประสงค์ สิ่งที่ดูเหมือนการจัดวางแบบสามวงกลมร่วมสมัย (three-circle regulator) แท้จริงแล้วมีรากฐานย้อนกลับไปถึงปลายศตวรรษที่ 18 Johann Heinrich Seyffert ช่างนาฬิกาโครโนมิเตอร์ชื่อดังแห่ง Dresden เป็นผู้คิดค้นรูปแบบนี้สำหรับ No. 93 pocket chronometer นาฬิกาที่มีความแม่นยำจนนักธรรมชาติวิทยาชื่อดัง Alexander von Humboldt นำติดตัวไปในการสำรวจอเมริกาใต้ในตำนาน Ferdinand Adolph Lange ได้แรงบันดาลใจจาก Seyffert และการจัดวางประวัติศาสตร์นี้ เข็มวินาทีขนาดใหญ่ตรงกลางและหน้าปัดย่อยเล็กสำหรับชั่วโมงและนาที กลายเป็นเอกลักษณ์ของการจับเวลาทางวิทยาศาสตร์
Anthony De Haas ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ A. Lange & Söhne อธิบายแนวคิดเบื้องหลังนาฬิการุ่นนี้ว่า:
ทำไมต้องเปิดตัวเรือนเวลาใหม่ที่ Hampton Court? คำตอบซ่อนอยู่ใน DNA ร่วมกันของรถคลาสสิกระดับ concours และเรือนเวลาของ Lange ทั้งสองต่างสืบทอดมรดกที่ยาวนานนับศตวรรษ ต้องการความทุ่มเทต่อศิลป์การสร้างอย่างไม่ลดละ และต้องให้ความอัจฉริยะทางกลไกถูกห่อหุ้มด้วยความงามที่ไร้กาลเวลา
Wilhelm Schmid มักกล่าวถึงความหลงใหลในรถคลาสสิกว่าเป็นส่วนขยายของความรักที่เขามีต่อเรือนเวลา ทั้งรถและนาฬิกาคือเครื่องจักรที่ปลุกเร้าอารมณ์ เพราะมันหมายถึงสิ่งที่เกินกว่าประโยชน์ใช้สอยธรรมดา ที่ Hampton Court, Lange มิได้ยืนเคียงข้างเพียงแบรนด์นาฬิกา แต่ยืนเคียงข้าง Bugatti, Ferrari และ Bentley แต่ละคันผ่านการบูรณะด้วยความทุ่มเทไม่ต่างจากที่ใช้กับคาลิเบอร์ของ Lange
Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ในโฉมใหม่นี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อพลิกโฉมดีไซน์ หากแต่เป็นการก้าวต่ออย่างมีชั้นเชิง รากลึกในประวัติศาสตร์ และพัฒนาด้วยความละเมียดละไม พวกมันคือชิ้นงานระดับ concours ที่ไม่จำเป็นต้องตะโกนเรียกร้องสายตา แต่กลับดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ “เข้าใจอย่างแท้จริง”
ในแซกซอนี ประเพณีมิใช่พันธะที่ถ่วงรั้ง แต่คือแหล่งพลังในการก้าวไปข้างหน้า การเปิดตัวทั้งสองเรือนนี้คือหลักฐานอีกครั้งว่า อดีตคือรากฐานของ Lange และความสง่างามที่แท้จริงนั้นเหนือกาลเวลา
ข้อมมูลทางเทคนิค Richard Lange Jumping Seconds (Ref. 252.056)
หลังจาก การวิจัยและพัฒนานาน 10 ปี TAG Heuer ประกาศเปิดตัว TH-Carbonspring นวัตกรรมใหม่ล่าสุด
ส่วน TAG Heuer Carrera Astronomer เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของแบรนด์กับ ดวงจันทร์
TAG Heuer เป็นชื่อที่คุ้นหูจนบางครั้งเราอาจลืมไปว่า TAG ย่อมาจาก Techniques d’Avant Garde และการผลิตนาฬิกาที่ทันสมัยและล้ำเทคนิคคือหัวใจหลักของแบรนด์ การเปิดตัวสองรุ่นสำคัญในงาน Geneva Watch Days ได้แก่ TH-Carbonspring oscillator และ Carrera Astronomer ซึ่งเป็นสองรูปแบบที่แตกต่างกันของความเชี่ยวชาญและมรดกด้านความแม่นยำของ TAG Heuer
TAG Heuer TH-Carbonspring
หลังจาก การวิจัยและพัฒนานานสิบปี โดย TAG Heuer LAB แบรนด์ก็พร้อมที่จะเปิดตัว TH-Carbonspring ตัวเร่งความถี่คาร์บอนรุ่นใหม่ ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ TAG Heuer และผลิตทั้งหมด ภายในโรงงานของแบรนด์
TAG Heuer Carrera Astronomer นำเสนอวิธีการตีความใหม่ของ Moonphase แบบดั้งเดิม
TAG Heuer Carrera Astronomer มาใน สามรุ่น Carrera ขนาดตัวเรือน 39 มม. ตัวเรือนสตีล โดยผสมผสาน แนวทางเทคนิคของ TAG Heuer เข้ากับ การตีความเชิงศิลปะของดวงจันทร์
เมื่อ Angles เปิดตัวโครงสร้างที่โดดเด่นแต่แฝงความสง่างามของมันได้กำหนดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของBeda’aอย่างชัดเจน แน่นอนว่า รูปทรงแปดเหลี่ยมไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกนาฬิกา เช่น Audemars Piguet Royal Oak ของ Gérald Genta หรือ Patek Philippe Nautilus กับตัวเรือนทรงหมอนอันละเอียดอ่อน ล้วนหยิบยกเรขาคณิตแปดด้านนี้มาใช้ รูปทรงแปดเหลี่ยมจึงมักถูกเชื่อมโยงกับสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา
ย้อนกลับไปในปี 1937 Patek Philippe ได้บุกเบิกนาฬิกาปฏิทินถาวรแบบ Retrograde ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งมีรุ่น Ref. 6159 เป็นต้นแบบ และ Quantième Annuel ก็ได้นำแนวคิดพื้นฐานเดียวกันนี้มาใช้ โดยจัดเรียงวัน วันที่ และเดือนในแนวนอนเช่นกัน แต่มีสเกลที่ใหญ่กว่ามาก
สิ่งที่แตกต่างคือโครงสร้างภายในของกลไก ในรุ่นของ Patek Philippe แผ่นแสดงวันและเดือนเป็นจานขนาดเล็กที่อยู่ด้านข้างของกลไก ซึ่งทำให้ช่องหน้าต่างถูกดันไปอยู่ขอบด้านนอกและทำให้ตัวอักษรดูอัดแน่น แต่ใน Quantième Annuel จานแสดงวันมีขนาดใหญ่เกือบเท่ารัศมีของกลไกทั้งหมด ส่วนจานแสดงเดือนจะโอบล้อมแกนกลาง ทำให้การจัดวางช่องหน้าต่างที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่ห่างกันอย่างสมดุลบนหน้าปัด ส่งผลให้ตัวอักษรมีขนาดใหญ่และอ่านง่ายขึ้นมาก ทำให้หน้าปัดโดยรวมดูสมดุลและลงตัวตั้งแต่แรกเห็น
Patek Philippe ปฏิทินถาวรแบบย้อนกลับ Ref. 6159G-001กลไกปฏิทินประจำปีของ Berneron มาพร้อมกับจานแสดงผลวันและเดือนขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจนที่สุด
Da Vinci Perpetual Calendar Chronograph (Reference 3750): นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในปี 1985 และเป็นนาฬิกา IWC เรือนแรกที่มีปฏิทินถาวรที่พัฒนาโดย Kurt Klaus ซึ่งความซับซ้อนนี้ยังคงเป็นมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและความสะดวกในการใช้งานจนถึงปัจจุบัน