Home Blog Page 26

Dennison เผยโฉมหน้าปัดหินรุ่นใหม่ในนาฬิกา Dual Time 

ALD Dual Time รุ่นใหม่มาพร้อมหน้าปัดหินดีไซน์ย้อนยุคสุดคลาสสิก

WORDS: Katherine Arteche | Sep 3, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

Dennison ใส่หน้าปัดหินอันเป็นเอกลักษณ์ 5 แบบ ลงในนาฬิการุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทาง

เมื่อพูดถึง “นาฬิกา Dual Time” สิ่งแรกที่นึกถึงคือการเดินทาง เพราะมันเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการบินระยะไกลและการประชุมธุรกิจในต่างประเทศมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม นาฬิกา ALD Dual Time รุ่นใหม่ของ Dennison ได้พลิกโฉมฟังก์ชัน Dual Time ให้กลายเป็นไอเทมที่เปี่ยมด้วยสไตล์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยเมื่อพิจารณาถึงเสน่ห์ของนาฬิการุ่นดั้งเดิมที่มีแค่ฟังก์ชันบอกเวลา มาในตัวเรือนทรงหมอน พร้อมหน้าปัดหินที่สื่อถึงความสง่างามแบบย้อนยุค

นาฬิการุ่น Dual Time สร้างขึ้นบนรากฐานของนาฬิกา ALD รุ่นดั้งเดิม แต่ได้พัฒนาดีไซน์ให้มีความโดดเด่นขึ้นอย่างลงตัว ตัวเรือนทรงหมอนซึ่งขึ้นชื่อเรื่องส่วนโค้งที่นุ่มนวลและขาตัวเรือนแบบอินทิเกรตยังคงสวมใส่สบายบนข้อมือทุกขนาด แต่ Dennison ได้ปรับสัดส่วนให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย โดยเพิ่มความกว้างอีก 2 มม. การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยนี้ช่วยให้นาฬิกาดูโดดเด่นบนข้อมือมากขึ้น และยังเพิ่มพื้นที่ให้หน้าปัดหินอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เปล่งประกายได้อย่างเต็มที่

นาฬิกา ALD Dual Time โดดเด่นด้วยหน้าปัดหินแบบแยกส่วนรุ่นใหม่ ซึ่งในภาพนี้คือหน้าปัดหิน Bloodstone และ Lapis Lazuli (ซ้าย) ส่วนอีกภาพคือ Tiger’s Eye และ Black Marble (ขวา) โดยทั้งสองเรือนมาในตัวเรือนสแตนเลสสตีล
หน้าปัดหินมาลาไคต์ของ Dennison ในนาฬิกา ALD Dual Time (พร้อมหน้าปัดย่อยแบบ Sun-ray สีเขียว) และนาฬิกา ALD รุ่นดั้งเดิม

คุณ Emmanuel Gueit ดีไซเนอร์ซึ่งเป็นบุตรชายของ Jean-Claude Gueit ผู้ออกแบบนาฬิกาหน้าปัดหินและสร้างสรรค์กำไลข้อมือและสร้อยคอรูปทรงโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Piaget ในยุคทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ได้เผยว่าแรงบันดาลใจในการออกแบบของเขามาจากความทรงจำในวัยเด็ก “ตอนเด็ก ผมเคยเฝ้ามองพ่อสเก็ตช์ภาพนาฬิกา Dual Time ที่มีดีไซน์โดดเด่นเหล่านั้น… พวกมันสะท้อนถึงยุคที่การผลิตนาฬิกาเป็นตัวแทนของการเดินทางและอิสรภาพ เช่นเดียวกับความหรูหราและความสง่างาม” เขาย้อนรำลึก

นาฬิกา ALD Dual Time ได้แสดงความคารวะต่อจิตวิญญาณแห่งยุคนั้น ด้วยการแสดงเวลาแบบคู่ที่สร้างความสมมาตรและลูกเล่น แต่ละชุดของเข็มชั่วโมง-นาทีถูกตั้งค่าด้วยเม็ดมะยมของตัวเอง ซึ่งอยู่ทางซ้ายและขวาของตัวเรือน

ภาพนี้คือนาฬิกา Dennison ALD Dual Time Tiger’s Eye ในตัวเรือนเคลือบ PVD สีทอง

หินธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Dennison มาอย่างยาวนาน และนาฬิกา ALD Dual Time ก็ได้ตอกย้ำธรรมเนียมนี้ด้วยแนวทางที่แตกต่างกันสองแบบ หน้าปัดแบบ “dual stone” หรือหน้าปัดหินคู่จะนำหินสองชนิดที่ตัดกันมาวางเคียงข้างกัน เช่น หินตาเสือคู่กับหินอ่อนสีดำ หรือหิน Bloodstone สีเขียวคู่กับหิน Lapis Lazuli เพื่อให้แต่ละส่วนใช้แสดงเขตเวลาของตัวเอง ส่วนหน้าปัดแบบ “monolithic” หรือหน้าปัดหินชิ้นเดียว จะใช้หินเพียงชนิดเดียว ได้แก่ หินมาลาไคต์ Lapis Lazuli หินไทเกอร์อาย หรือหิน Aventurine พร้อมหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาแบบ Sun-ray เพื่อแสดงเขตเวลาที่สอง

แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กำลังมาแรงในวงการนาฬิการ่วมสมัยที่จุดประกายความหลงใหลในหน้าปัดหินขึ้นมาอีกครั้ง Piaget ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าแห่งการใช้อัญมณีและหินเนื้อแข็ง ได้สร้างมาตรฐานไว้ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ด้วยผลงานที่ใช้หิน Turquoise, Onyx และ Lapis Lazuli ในปัจจุบัน แบรนด์อย่าง H. Moser & Cie ก็ได้นำหินสีสันสดใสมาใช้เติมเต็มกลไกซับซ้อนของนาฬิกา ขณะที่หินอย่าง Lapis Lazuli ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง การใช้หินธรรมชาติแสดงให้เห็นถึงการฟื้นคืนชีพของวัสดุที่เน้นความโดดเด่นของพื้นผิว สีสัน และงานฝีมือ ซึ่งทำให้ผลงานล่าสุดของ Dennison อยู่ในกระแสที่น่าจับตามองนี้อย่างแท้จริง

นาฬิกา Dennison ALD Dual Time หน้าปัดหิน Aventurine ตัวเรือนสแตนเลสสตีล

คุณ Toby Sutton ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Dennison อธิบายว่า “นาฬิกา Dual Time ในยุค 1970 เป็นนาฬิกาที่โดดเด่นและเป็นเพื่อนคู่ใจนักเดินทางที่สมบูรณ์แบบ ดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานของมันยังคงมีความสำคัญในปัจจุบันไม่ต่างจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วเลย”

นาฬิกา ALD Dual Time ถือเป็นการเปิดบทใหม่สำหรับแบรนด์นี้ ดังที่คุณ Stephane Cheikh ผู้อำนวยการของ Dennison กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ด้านการผลิตนาฬิกาของเราคือการสร้างสรรค์สิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ปรัชญาของ Dennison มีรากฐานมาจากการออกแบบที่เน้นรูปทรงที่บริสุทธิ์ สัดส่วนที่สมดุล และการเลือกใช้วัสดุที่สะท้อนคุณค่าได้ด้วยตัวมันเอง”

ข้อมูลทางเทคนิค
Dennison ALD Dual Time
  • กลไก: กลไกควอตซ์ Ronda จากสวิตเซอร์แลนด์แบบคู่
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง วันที่ ข้างขึ้นข้างแรม (moon phases)
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. × 35.6 มม. (หนา 6.1 มม.) มีให้เลือกทั้งสแตนเลสสตีลและแบบเคลือบ PVD สีทอง กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: มีให้เลือกหลายแบบ ได้แก่ หน้าปัดไทเกอร์อายและหินอ่อน / หิน Bloodstone และ Lapis Lazuli / หินมาลาไคต์และหน้าปัดย่อยแบบ Sun-ray สีเขียว / หิน Lapis Lazuli และหน้าปัดย่อยแบบ Sun-ray สีน้ำเงิน / หิน Aventurine และหน้าปัดย่อยแบบ Sun-ray สีดำ
  • สาย: สายหนังลูกวัว Epsom

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

MB&F LM101 EVO ตำนานบทใหม่ของ Legacy Machine ที่มาพร้อมความแข็งแกร่ง

เฉลิมฉลอง 20 ปีแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะแห่งกาลเวลา MB&F มาพร้อมกับ LM101 EVO นาฬิกาในตำนาน

การเดินทางครั้งใหม่กับ LM101 EVO ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับนิยามใหม่ของนาฬิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่ง MB&F แบรนด์ห้องทดลองสุดล้ำที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 กำลังจะฉลองครบรอบ 20 ปีในปี 2025 นี้ และแน่นอนว่าการเฉลิมฉลองครั้งนี้ต้องไม่ธรรมดา

การกำเนิดใหม่ของตำนาน

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Legacy Machine 101 (LM101) ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ MB&F ด้วยการออกแบบที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย LM101 ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบพื้นฐานของนาฬิกาจักรกล ได้แก่ ล้อบาลานซ์ขนาดมหึมา 14 มม. ที่ลอยอยู่เหนือกลไก หน้าปัดย่อยแสดงพลังงานสำรอง และหน้าปัดย่อยแสดงเวลา การสร้างสรรค์ LM101 เป็นผลงานแรกของทีมวิศวกรภายในของ MB&F และยังได้รับความช่วยเหลือจาก Kari Voutilainen ช่างนาฬิกาอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านการตกแต่งชิ้นส่วนนาฬิกาในแบบศตวรรษที่ 19

ความปรารถนาที่กลายเป็นจริง

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ผู้คนจำนวนมากต่างเรียกร้องให้ MB&F สร้าง LM101 ในเวอร์ชัน EVO ซึ่งในที่สุด MB&F ก็ได้ตอบรับคำขอนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของแบรนด์ในปี 2025 แต่ “EVO Effect” คืออะไรกันแน่? มันคือชุดของการอัปเกรดทั้งในด้านดีไซน์และวิศวกรรมที่ทำให้ Legacy Machine มีความทนทานต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟขึ้น คุณสมบัติเด่นของนาฬิการุ่น EVO คือการกันน้ำได้ถึง 80 เมตร เม็ดมะยมแบบขันเกลียว สายยางแบบบูรณาการ และที่สำคัญที่สุดคือระบบกันกระแทก FlexRing ที่เป็นนวัตกรรมลิขสิทธิ์ของ MB&F

ความพิเศษของรุ่นครบรอบ 20 ปี

สำหรับ LM101 EVO รุ่นฉลองครบรอบ 20 ปีนี้ MB&F ได้เลือกใช้วัสดุไทเทเนียม ซึ่งเบาและแข็งแรง มาพร้อมหน้าปัดที่ทำจากเทคนิค CVD (Chemical Vapor Deposition) ในสองเฉดสีที่ไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็น สีแซลมอน ซึ่งเป็นสีที่ค่อนข้างหายากในนาฬิกาของ MB&F และสีเขียวพีค็อก สีนี้มีความพิเศษตรงที่เมื่อแสงตกกระทบจะเปลี่ยนเฉดสีเป็นสีเขียว ฟ้า และม่วงอย่างน่าอัศจรรย์

รายละเอียดที่ได้รับการปรับปรุงในรุ่น EVO ยังรวมถึงการเพิ่มพลังงานสำรองจาก 45 ชั่วโมงเป็น 60 ชั่วโมง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เข็มแสดงชั่วโมงและนาทีถูกออกแบบใหม่ด้วยทองคำขาวเพื่อให้ดูชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สะพานคู่ที่ยึดล้อบาลานซ์ก็ได้รับการปรับดีไซน์ฐานให้ดูพลิ้วไหวและประณีตกว่ารุ่นคลาสสิก และล้อจักร (escapement wheel) ก็ได้รับการออกแบบใหม่โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายขวานศึกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำแบรนด์

การเปิดตัว LM101 EVO นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ MB&F ที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานศิลปะและวิศวกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และถึงแม้ว่านาฬิการุ่นนี้จะไม่ได้จำกัดจำนวนการผลิตอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ทำให้จะมีเพียงไม่กี่สิบเรือนต่อปีเท่านั้นที่จะได้ผลิตออกมา ทำให้ LM101 EVO เป็นนาฬิกาที่น่าครอบครองและกลายเป็นตำนานบทใหม่ของ MB&F อย่างแน่นอน

ข้อมูลทางเทคนิค
Legacy Machine 101 EVO
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมพร้อมระบบกันกระแทก FlexRing ขนาด 40 มม. x 16.5 มม. กันน้ำได้ 80 เมตรด้วยเม็ดมะยมแบบขันเกลียว
  • หน้าปัด: มีให้เลือก 2 สีคือแซลมอนหรือเขียว ผลิตด้วยเทคนิค CVD
  • ฟังก์ชันและกลไก: กลไกไขลานที่พัฒนาขึ้นภายในของ MB&F แสดงชั่วโมง นาที และพลังงานสำรอง มีพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง พร้อมล้อบาลานซ์ขนาด 14 มม.
  • สาย: สายยางสีเทาหรือขาวพร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมแบบพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Oris เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำและการร่วมมือกับ Bamford
Bvlgari เผยโฉมรุ่นพิเศษล่าสุด ร่วมกับศิลปิน Lee Ufan
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”

เผยโฉม GREUBEL FORSEY QP Balancier ปฏิทินถาวรที่ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด

เปิดตัว QP Balancier ซึ่งเป็นนาฬิกาปฏิทินถาวรที่ชาญฉลาดและงดงามที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยสร้างสรรค์มา นาฬิการุ่นนี้ผลิตจากไวท์โกลด์ในจำนวนจำกัดเพียง 22 เรือนเท่านั้น

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วและเทคโนโลยี บางสิ่งยังคงยืนหยัดด้วยความประณีตและภูมิปัญญาดั้งเดิม นั่นคือศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ในบรรดาผู้ผลิตเรือนเวลาชั้นสูง แบรนด์อิสระอย่าง Greubel Forsey ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะท้าทายขีดจำกัด และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อยกระดับความสมบูรณ์แบบของกลไกไปอีกขั้น และล่าสุดกับการเปิดตัวรุ่น QP Balancier ที่สร้างนิยามใหม่ให้กับนาฬิกาปฏิทินถาวรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Greubel Forsey QP Balancier

ความล้ำสมัยที่ไม่ประนีประนอม

ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา นาฬิกาปฏิทินถาวรมักมีข้อจำกัดด้านการใช้งาน เช่น ความเปราะบาง ความยุ่งยากในการตั้งค่า หรือการต้องตั้งค่าใหม่เมื่อนาฬิกาหยุดทำงาน แต่ Greubel Forsey ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยการพัฒนากลไก Mechanical Computer ซึ่งเป็นนวัตกรรมลำดับที่ 7 ที่จดสิทธิบัตรของแบรนด์ กลไกนี้ทำหน้าที่เสมือน “สมองกล” ที่เข้าใจระบบปฏิทินเกรกอเรียนอย่างถ่องแท้ และสามารถซิงโครไนซ์การแสดงค่าทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ

QP Balancier ได้รวมเอา 12 ฟังก์ชันการแสดงค่าไว้ในเรือนเดียว ได้แก่ ชั่วโมง นาที วินาที พลังงานสำรอง วัน วันที่ เดือน ปีอธิกสุรทิน กลางวัน/กลางคืน การแสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ปีปฏิทิน และตัวเลือกฟังก์ชันที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ทั้งหมดนี้สามารถควบคุมได้ง่าย ๆ ด้วยเม็ดมะยมเพียงอันเดียว โดยไม่ต้องมีคู่มือการใช้งาน

Greubel Forsey QP Balancier
Greubel Forsey QP Balancier
Greubel Forsey QP Balancier
Greubel Forsey QP Balancier

ความเที่ยงตรงและความปลอดภัยสูงสุด

นาฬิการุ่นนี้สามารถปรับตั้งเวลาได้อย่างอิสระทั้งสองทิศทางตลอดเวลา และสามารถรีเซ็ตตัวเองได้แม้หยุดเดินไปหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ช่วยป้องกันความเสียหายในช่วงเวลาที่นาฬิกาเปลี่ยนวันที่ในตอนเที่ยงคืน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย Greubel Forsey ยังได้เพิ่มโซนสีแดงที่มองเห็นได้ชัดเจนเพื่อเป็นสัญญาณเตือน

ภายในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45.1 มม. หนา 14.75 มม. ประกอบด้วยบาลานซ์วีลขนาด 12.6 มม. ซึ่งเอียงทำมุม 30° มีมวลสูงและทนทานต่อแรงเฉื่อยได้ดี ตัวเรือนยังประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 612 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นผ่านการขัดแต่งด้วยมือตามมาตรฐานสูงสุดของแบรนด์ และมีตลับลานคู่ที่ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง นาฬิการุ่นนี้ยังคงความเที่ยงตรงยาวนานไปจนถึงปี 2100 โดยต้องอาศัยการปรับตั้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Greubel Forsey QP Balancier
Greubel Forsey QP Balancier

การออกแบบที่เรียบง่ายแต่ซับซ้อน

หน้าปัดของ QP Balancier ถูกออกแบบให้มีองค์ประกอบที่เล่นระดับและมีมิติ เพื่อการอ่านค่าที่ง่ายและเป็นธรรมชาติ องค์ประกอบทั้งหมดถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อความชัดเจนและความกลมกลืน ประสบการณ์การใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าประทับใจ การปรับวันที่อย่างรวดเร็วด้วยเม็ดมะยมทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มีจังหวะ เหมือนกับกลไกมีชีวิต สิ่งนี้สร้างช่วงเวลาแห่งการเชื่อมโยงระหว่างผู้สวมใส่กับนาฬิกา

สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจใน QP Balancier คือปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นความ “เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน” แม้ว่าภายในจะเต็มไปด้วยกลไกที่สลับซับซ้อนถึงขีดสุด แต่การควบคุมกลับทำได้อย่างง่ายดายด้วยเม็ดมะยมเพียงอันเดียว การที่ Greubel Forsey สามารถหลอมรวมงานฝีมือระดับสูง ความเที่ยงตรงแม่นยำ และความงามอันทรงคุณค่าเข้ากับความสะดวกในการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบนั้น สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่แท้จริงของแบรนด์ ที่มุ่งเน้นในการสร้างนาฬิกา รวมไปถึงการสร้างสรรค์ “เครื่องจักรกลที่สมบูรณ์แบบ” เพื่อการใช้งานในชีวิตจริง

แล้วคุณล่ะ คิดว่าความชาญฉลาดในการออกแบบที่ทำให้กลไกซับซ้อนใช้งานได้ง่ายขึ้นนี้ มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อนาฬิการะดับไฮเอนด์หรือไม่?

Greubel Forsey QP Balancier
ข้อมูลทางเทคนิค
QP Balancier

กลไก: กลไก Mechanical Computer ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีชิ้นส่วน 612 ชิ้น บาลานซ์วีลเอียงทำมุม 30° และมีตลับลานคู่ที่ให้พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ขนาด 45.1 มม. หนา 14.75 มม.

หน้าปัด: แสดงค่า 12 ฟังก์ชัน ได้แก่ ชั่วโมง นาที วินาที พลังงานสำรอง วัน วันที่ เดือน ปีอธิกสุรทิน กลางวัน/กลางคืน การแสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ปีปฏิทิน และตัวเลือกฟังก์ชันที่ได้รับการจดสิทธิบัตร

ฟังก์ชัน: ปฏิทินถาวร ควบคุมด้วยเม็ดมะยมเพียงอันเดียว และสามารถปรับตั้งเวลาได้อย่างอิสระทั้งสองทิศทาง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Oris เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำและการร่วมมือกับ Bamford
Bvlgari เผยโฉมรุ่นพิเศษล่าสุด ร่วมกับศิลปิน Lee Ufan
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”

URWERK เขียนกฎแห่งเวลาขึ้นใหม่ ในโลกแห่งความหรูหราที่คาดเดาได้

ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เราคงต้องนึกถึง URWERK ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1997 ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายนี้ได้ท้าทายขนบธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง โดยการคิดค้นกลไกล้ำๆ แทนที่จะตีความกลไกแบบคลาสสิกขึ้นมาใหม่ ด้วยกำลังการผลิตเพียง 150 เรือนต่อปี แบรนด์จึงเปรียบตัวเองเป็น “สตูดิโอเชิงทดลอง” ซึ่งความเชี่ยวชาญแบบดั้งเดิมมาบรรจบกับการออกแบบที่ล้ำสมัย ชื่อนี้เป็นการรวมกันของคำว่า “Ur” ซึ่งเป็นเมืองโบราณในเมโสโปเตเมียที่ชาวสุเมเรียนเริ่มกำหนดหน่วยเวลา และ “Werk” ซึ่งในภาษาเยอรมันหมายถึง “การสร้างสรรค์” หรือ “กลไก” ชื่อนี้สะท้อนถึงพันธกิจของแบรนด์ในการสร้าง “กลไกดั้งเดิม” ที่ให้เกียรติแก่จุดกำเนิดของการบอกเวลา

UR-150 Blue Scorpion การแสดงออกถึงความกล้าหาญ

ผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดของ URWERK อย่าง UR-150 Blue Scorpion เป็นข้อพิสูจน์ถึงปรัชญานี้ได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือ “ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหว” ภายใต้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมที่เพรียวบาง การแสดงกลไกอันน่าหลงใหลก็เผยออกมา แซทเทิลไลต์บอกชั่วโมงสามดวงถูกติดตั้งอยู่บนคารูเซลที่หมุนอยู่ตลอดเวลา โดยมีเข็มเรโทรเกรดกวาดผ่านส่วนโค้ง 240° เพื่อติดตามนาที

เมื่อถึงชั่วโมงเต็ม กลไกจะแสดงลำดับที่รวดเร็วราวกับถูกจัดแสดงได้อย่างแม่นยำและถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์ เข็มเรโทรเกรดจะตีกลับอย่างรวดเร็ว 240° ขณะที่แซทเทิลไลต์ทั้งสามจะหมุนรอบแกนของตัวเองพร้อมกันและหมุนรอบศูนย์กลางอีก 270° ลำดับการเคลื่อนไหวสองจังหวะนี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเพื่อจัดตำแหน่งชั่วโมงถัดไปอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ “เร็วเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะรับรู้ได้ แต่กลับเป็นสิ่งที่ไม่อาจละสายตาได้” ดังที่ Martin Frei ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะและผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK อธิบาย

วิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังความมหัศจรรย์

“ปรากฏการณ์แห่งกลไก” อันน่าทึ่งนี้ เกิดขึ้นได้จากความสมดุลที่ละเอียดอ่อนของวิศวกรรมที่ซับซ้อน กลไกแคมและแร็คซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับตัวควบคุมความเร็วเพื่อจัดการพลังงาน สำหรับ Felix Baumgartner ช่างทำนาฬิกาและผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK เป้าหมายของความซับซ้อนนี้คือสิ่งเดียวคือ ความชัดเจน แซทเทิลไลต์บอกชั่วโมงแต่ละดวงจะถูกเอียงทำมุม 10° เพื่อหันหน้าเข้าหาผู้สวมใส่ ทำให้มั่นใจได้ว่าการแสดงผลเวลาจะชัดเจนและอ่านง่าย

ตัวเข็มเรโทรเกดนั้นเป็นความสำเร็จแห่งศาสตร์แห่งกลไก โดยจะทำหน้าที่เป็นกรอบให้กับแซทเทิลไลต์บอกชั่วโมงที่ทำงานตั้งแต่เครื่องหมายนาทีที่ 0 ถึง 60 เมื่อไปถึงนาทีที่ 60 ระบบแร็คและแคมจะทำให้เข็ม “กระโดด” ไปยังแซทเทิลไลต์ดวงใหม่ ระบบที่ซับซ้อนนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียว เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงาน ความเฉื่อย และความลื่นไหลจะทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ URWERK ที่มีต่อความแม่นยำทางกลไก

นาฬิการุ่น UR-150 Blue Scorpion ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน มีราคาอยู่ที่ 90,000 ฟรังก์สวิส (หรือ 3,968,000 บาท) นาฬิการุ่นนี้เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของสิ่งที่ทำให้ URWERK แตกต่าง แบรนด์ที่ไม่กลัวที่จะผลักดันความซับซ้อนทางกลไกให้ถึงขีดจำกัดเพื่อกำหนดนิยามใหม่ของวิธีที่เราสัมผัสกับเวลา

ข้อมูลทางเทคนิค
UR-150 Blue Scorpion
  • ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีลพ่นละเอียดและไทเทเนียมพ่นทราย ขนาด 42.50 มม. (กว้าง) x 51.00 มม. (ยาว) x 14.80 มม. (หนา) กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดม กันน้ำได้ลึก 50 เมตร (5ATM)
  • หน้าปัด: แสดงค่าด้วยระบบแซทเทิลไลต์ชั่วโมงและเข็มเรโทรเกรดนาที (240°) แซทเทิลไลต์แต่ละตัวเอียงทำมุม 10° เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงด้วยระบบแซทเทิลไลต์และแสดงนาทีด้วยเข็มเรโทรเกรด โดยเข็มจะกวาดกลับอย่างรวดเร็วเมื่อครบชั่วโมง
  • กลไก: ใช้กลไกไขลานอัตโนมัติ Caliber UR-50.01 มีทับทิม 38 เม็ด ความถี่ 28,800 vph (4 Hz) และพลังงานสำรอง 43 ชั่วโมง
  • สาย: เป็นสายยางไฮบริดประสิทธิภาพสูงที่สามารถปรับขนาดได้ และมีตัวล็อกสายแบบบานพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Ferdinand Berthoud เปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ในชื่อ Naissance d’une Montre 3
Patrick Mahomes เข้าร่วมกับ Hublot ตำนานควอเตอร์แบ็กสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา
เปิดตัว Gérald Genta Minute Repeater บทบาทที่สองของแบรนด์มาในโทนที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

Geneva Watch Days 2025: รวมลิสต์นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด

สรุปไฮไลต์รุ่นเด่นจาก Geneva Watch Days แบรนด์ไหนจะนำเสนอนาฬิการุ่นอะไรในงานแสดงสินค้าฤดูกาลนี้

WORDS: Revolution | Sep 5, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

งาน Geneva Watch Days 2025 กำลังคึกคักอย่างเต็มที่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นิตยสาร Revolution ได้จัดการสัมนา Horological Symposiums เป็นครั้งที่สี่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่หาได้ยากจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการทำนาฬิกาที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน เวทีหลักก็เป็นของเรือนเวลาทั้งหมด เมื่อแบรนด์กว่า 60 แบรนด์ต่างเปิดตัวผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดในช่วงสุดท้ายของฤดูกาลนี้

Alpina: Seastrong Diver Extreme Automatic

Alpina ได้เพิ่มนาฬิการุ่นใหม่ 2 แบบเข้ามาในคอลเลกชัน Seastrong Diver Extreme Automatic แบบแรกมาพร้อมหน้าปัดสีดำพร้อมมาร์กเกอร์และเข็มเคลือบสารเรืองแสง “old radium” lume ขณะที่แบบที่สองเลือกใช้หน้าปัดสี กากี ทั้งสองรุ่นตัวเรือนทำจากเหล็กขนาด 39 มม. ขัดเงาแบบซาติน มาพร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกแบบหมุนทิศทางเดียว เม็ดมะยมแบบขันเกลียวและสายยาง ซึ่งรับประกันการกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร

Beda’a: Angles Mecaline

นาฬิกา Beda’a Angles ที่เราคุ้นเคยกันดี ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่ให้มี “หัวใจ” เป็นกลไกจักรกล ด้วยการเปลี่ยนจากกลไกควอตซ์มาเป็นกลไกไขลาน ETA 7001 ซึ่งยังคงรักษารูปทรงตัวเรือนแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ เพิ่มความหนาขึ้นเพียง 0.7 มม. เท่านั้น

นาฬิการุ่น Angles Mecaline ยังคงความเรียบง่ายและมินิมอลเช่นเดียวกับรุ่นควอตซ์ หน้าปัดยังคงไม่มีมาร์กเกอร์ชั่วโมงใดๆ มารบกวนสายตา มีเพียงหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งออกแบบเป็นรูปทรงเซกเตอร์พร้อมพื้นผิวลายพระอาทิตย์กึ่งด้าน หรือลายขัดแบบวงกลม นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวด้วยหน้าปัด 2 สี คือ สีดำ และ สีเทาอมน้ำตาล โดยแต่ละรุ่นมาในตัวเรือนขนาด 37 มม. และจับคู่กับสายหนัง

อ่านบทความเต็มได้ที่ Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม

Behrens x Vianney Halter KWH

Behrens ได้เปิดตัวผลงานการร่วมมือที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือนาฬิการุ่น KWH ซึ่งสร้างสรรค์ร่วมกับ Vianney Halter สุดยอดช่างทำนาฬิกาอิสระ แนวคิดเริ่มต้นขึ้นที่สตูดิโอของ Halter ใน Sainte-Croix เมื่อ Lin Bingqiang ผู้ก่อตั้ง Behrens ไปสะดุดตากับมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าโบราณที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบอุตสาหกรรม ซึ่งคล้ายกับของสะสมของเขาเอง และนั่นได้กลายเป็นต้นแบบสำหรับตัวเรือนของนาฬิกา KWH

จากนั้น แนวคิดสุดเซอร์ไพรส์ก็ถูกนำมาผสมผสานความทรงจำในยุคเกม Snake และ Tetris นาฬิการุ่นนี้ใช้ระบบไมโครเชนที่จดสิทธิบัตรของ Behrens โดยมี “งูพิกเซล” เลื้อยผ่านหน้าปัดเพื่อแสดงชั่วโมง

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดอย่าง BM06 calibre ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่าง Halter และ Behrens กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 870 ชิ้น มีกระปุกลานคู่ (twin barrels) และสำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง ทำให้เป็นนาฬิกาที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคนิคและรูปลักษณ์ ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบไวท์โกลด์ 18K และโรสโกลด์ 18K โดยแต่ละแบบผลิตจำนวนจำกัดเพียง 9 เรือน เท่านั้น

Bianchet: UltraFino Sapphire

Bianchet เปิดตัวนาฬิการุ่น UltraFino Sapphire ซึ่งเป็นการนำนาฬิกาโครงกระดูกแบบ Ultra-thin skeleton tourbillon มาตีความใหม่ด้วยตัวเรือนแซฟไฟร์เต็มรูปแบบ ด้วยความหนาเพียง 9.8 มม. นาฬิการุ่นนี้จึงนับเป็นหนึ่งในนาฬิกาตัวเรือนแซฟไฟร์ที่บางที่สุดในตลาด ตัวเรือนทรง tonneau (ทรงถังเบียร์) แบบโค้งมนโอบล้อมกลไก flying tourbillon ที่อยู่ภายใน UT01 calibre ซึ่งมีโรเตอร์ทำจากทองคำและขึ้นรูปเป็นเกลียว Fibonacci ที่ซ้อนทับกันถึง 12 ชั้น

Bvlgari: Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari
Octo Finissimo Tourbillon Marble
Bvlgari Bronzo

Lee Ufan ศิลปินชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ได้นำวิสัยทัศน์ของเขามาสู่นาฬิกา Octo Finissimo ผ่านการออกแบบที่ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Stigliani นาฬิการุ่น Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน โดดเด่นด้วยฝาหลังแบบโปร่งใสที่เผยให้เห็นกลไกด้านใน พร้อมสลักลายเซ็นด้วยลายมือของศิลปิน

Bvlgari Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari
อ่านบทความเต็มได้ที่ Bvlgari เผยโฉมรุ่นพิเศษล่าสุด ร่วมกับศิลปิน Lee Ufan

สำหรับนาฬิการุ่นล่าสุดอย่าง Octo Finissimo Marble Tourbillon โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ตัดมาจากหินอ่อนอิตาลี พร้อมกลไก flying tourbillon ในตัวเรือน

นอกจากนี้ Bvlgari ยังได้ปรับปรุงคอลเลกชัน Aluminum ด้วยนาฬิการุ่นใหม่ 2 รุ่น ซึ่งหุ้มด้วยวัสดุบรอนซ์และใช้ชื่อว่า Bvlgari Bronzo โดยผสมผสานโลหะสีน้ำตาลทองเข้ากับหูสาย (lugs) ขอบหน้าปัด และสายยางสีดำด้าน เพื่อสร้างสไตล์สปอร์ตลักซ์ที่ทันสมัย โดยในคอลเลกชันนี้ประกอบด้วยรุ่น Bronzo GMT ขนาด 40 มม. และรุ่น Bronzo Chronograph ขนาด 41 มม.

อ่านบทความเต็มได้ที่ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025

Czapek & Cie: Antarctique Rattrapante R.U.R.

Czapek & Cie นำแรงบันดาลใจจากบทละครเรื่อง R.U.R. | Rossum’s Universal Robots ที่เขียนโดย Karel Čapek เมื่อปี 1921 มาสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ Antarctique Rattrapante R.U.R.

บนหน้าปัด กลไกโครโนกราฟแบบจับเวลาสองช่วง (split-seconds chronograph) โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยกลไก Calibre SXH6 ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Jean-François Mojon จาก Chronode นอกจากจะเผยให้เห็นกลไก rattrapante อย่างชัดเจนแล้ว ยังมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ทำจากไทเทเนียมตั้งอยู่บนล้อเสาของโครโนกราฟอีกด้วย หุ่นยนต์ตัวนี้สร้างสรรค์โดย MD’Art และมีดวงตาที่ทาสีสะท้อนแสงซึ่งจะเปลี่ยนสีทุกครั้งที่กดปุ่มควบคุม

อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ เปิดตัว Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ นาฬิกาที่เชื่อมโยงหนึ่งศตวรรษแห่งแนวคิดหุ่นยนต์เข้ากับกลไก haute horlogerie

David Candaux: DC7 Blue Hawk

ผลงานล่าสุดของ David Candaux อย่างนาฬิการุ่น DC7 Blue Hawk โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ไม่สมมาตร การเล่นกับแสงและความแม่นยำบนหน้าปัดที่มีถึง 6 ชั้น ทำให้เกิดมิติและความลึก

นาฬิการุ่นนี้แสดงผลชั่วโมงและมีกลไก 30° flying tourbillon (ทูร์บิญองลอย 30 องศา) ที่ทำงานบนกลไกใหม่ H70 caliber ซึ่งผลิตจากไทเทเนียมทั้งหมด และสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ “เม็ดมะยมวิเศษ” (magic crown) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Candaux ก็ถูกติดตั้งอย่างกลมกลืนบริเวณตำแหน่ง 6 นาฬิกาด้วย

ตัวเรือนนาฬิกาขนาด 44 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 และผ่านการขัดเงาด้วยมือทั้งหมด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายนี้ โดยตัวเรือนจับคู่กับหน้าปัดไทเทเนียมเคลือบอะโนไดซ์สีน้ำเงิน นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือน

De Bethune: DB25xs Starry Varius, DB28xs Kind of Blue Tourbillon

เราคุ้นเคยกับ De Bethune Milky Way ที่แสดงออกผ่านไทเทเนียมขัดเงาสีน้ำเงินจนเกือบจะตกใจเมื่อได้เห็น DB25xs Starry Varius ในเฉดสีอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้สีที่หลากหลายก็สมเหตุสมผล เพราะทางช้างเผือกไม่ได้ปรากฏแค่สีน้ำเงินและสีดำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโทนสีแดงและม่วงด้วย (เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ!) นาฬิการุ่นนี้ชวนให้นึกถึงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นในปี 2022 ที่สร้างขึ้นสำหรับ Emirates Watch Club ซึ่งมีตัวเลขอาหรับ และการกลับมาในเฉดสีที่สวยงามเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

De Bethune DB25xs Starry Varius
De Bethune DB28xs Kind of Blue Tourbillon
อ่านบทความเต็มได้ที่ De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นอกจากนี้ DB28xs Kind of Blue Tourbillon ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ได้เปิดตัวในขนาดที่เล็กลงคือ 38.7 มม. พร้อมคงการตกแต่งด้วยการใช้ความร้อน (heat treatments) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วนและประณีต

Dennison: ALD Dual Time

หินธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญของแบรนด์ Dennison มาโดยตลอด และนาฬิการุ่น ALD Dual Time ก็ตอกย้ำธรรมเนียมนี้ด้วยแนวคิดที่โดดเด่นถึง 2 แบบ

แบบแรก คือหน้าปัดหินคู่ที่นำหินสองชนิดมาวางคู่กัน เช่น หินตาเสือกับหินอ่อนสีดำ หรือหินเลือดมังกรสีเขียวกับหินลาพิสลาซูลี โดยแต่ละส่วนจะแสดงเวลาในเขตเวลาของตัวเอง

แบบที่สอง สำหรับผู้ที่ชอบความเรียบง่าย หน้าปัดทำจากหินชิ้นเดียว ได้แก่ หินมาลาไคต์ ลาพิสลาซูลี ไทเกอร์อาย หรืออาเวนจูรีน โดยมีหน้าปัดย่อยที่ตกแต่งด้วยลายพระอาทิตย์บริเวณ 3 นาฬิกาเพื่อแสดงเวลาในเขตเวลาที่สอง

Doxa: SUB 750T

นาฬิกา Doxa SUB 750T ถือเป็นรุ่นคลาสสิกของแบรนด์ และในปีนี้ได้ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีสัดส่วนที่ทันสมัยขึ้น โดยเริ่มจากตัวเรือนที่ยังคงขนาด 45 มม. แต่ลดความหนาลงเหลือไม่ถึง 12 มม. ทำให้เป็นรุ่น SUB 45 มม. ที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ฟังก์ชันการใช้งานยังคงเป็นหัวใจหลัก ด้วยขอบหน้าปัดแบบหมุนทิศทางเดียว เข็มนาฬิกาที่มีความคมชัดสูง และสารเคลือบเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้อ่านเวลาใต้น้ำได้อย่างชัดเจน นาฬิการุ่นนี้มีให้เลือกครบทั้ง 8 สี อันเป็นเอกลักษณ์ของ DOXA ตั้งแต่สี Professional Orange ไปจนถึงสี Sea Emerald Green โดยสามารถจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ “beads of rice” สุดคลาสสิก หรือสายยางสีที่เข้ากับตัวเรือนได้

Favre Leuba: Chief Skeleton

Favre Leuba ตอกย้ำความสำเร็จของนาฬิกา Tourbillon ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี ด้วยการนำเสนอผลงานใหม่ล่าสุดอย่างรุ่น Chief Skeleton ซึ่งเป็นนาฬิกาแบบ Skeletonized (โครงกระดูก) เรือนแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และมีจุดเด่นมากมาย นาฬิการุ่นนี้มี 2 แบบให้เลือก แบบแรกเป็นกลไกสีทองในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดลาย และแบบที่สองเป็นกลไกสีแอนทราไซต์ในตัวเรือนเคลือบ DLC สีดำ ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ FLS01 ที่พัฒนาขึ้นสำหรับแบรนด์โดยเฉพาะ

อ่านบทความเต็มได้ที่ Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์

Ferdinand Berthoud: Naissance d’une Montre 3

Ferdinand Berthoud ฉลองครบรอบ 10 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยนาฬิการุ่น Naissance d’une Montre 3 นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกลไกอันซับซ้อน ได้แก่ chain-and-fusée (โซ่และฟูเซ่) Breguet stopwork (กลไกหยุดของเบรเกต์) และ bimetallic compensation balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก)

กลไกทั้งหมดประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 747 ชิ้น ซึ่ง 477 ชิ้นเป็นส่วนของโซ่อันละเอียดอ่อนเพียงอย่างเดียว และต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันเกือบ 11,000 ชั่วโมง นาฬิกาเรือนนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 11 เรือน เท่านั้น โดยแบ่งเป็นตัวเรือนทองคำ 18K จากแหล่งผลิตอย่างมีจริยธรรม 10 เรือน และตัวเรือนสแตนเลสสตีลเพียง 1 เรือน

อ่านบทความเต็มได้ที่ Ferdinand Berthoud เปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ในชื่อ Naissance d’une Montre 3

Frederique Constant: Classic Perpetual Calendar Manufacture และ Classics Premiere

Frederique Constant นำเสนอนาฬิกาใหม่ 3 รุ่นในคอลเลกชัน Classic Perpetual Calendar Manufacture ซึ่งสองรุ่นแรกมาในตัวเรือนสแตนเลสสตีลพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีเงิน ขณะที่รุ่นเด่นประจำงานคือรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 37 เรือน ในตัวเรือนทองคำเหลือง 18K และหน้าปัดสีดำนิลสุดหรูหรา

นาฬิการุ่น Classic Perpetual Calendar Manufacture ของ Frederique Constant ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 37 เรือน นี้ มาในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K พร้อมหน้าปัดสีดำนิล

นาฬิกาทั้งหมดมีขนาด 40 มม. และใช้กลไก FC-776 manufacture calibre ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ โดยมีพลังงานสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 72 ชั่วโมง สามารถปรับปฏิทินได้ง่ายด้วยปุ่มกด และยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกา perpetual calendar ที่ราคาเข้าถึงได้มากที่สุดในโลก

นาฬิการุ่น Classics Premiere ในตัวเรือนสตีลพร้อมหน้าปัดสีเทาเบอร์มิวดา

พร้อมกันนี้ Frederique Constant ยังได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Classics Premiere อีก 2 รุ่นในหน้าปัดสี salmon และสี เทาเบอร์มิวดา โดยครั้งแรกที่มาพร้อมกับสายสเตนเลสสตีลแบบ five-link ที่มีความยืดหยุ่น ตัวเรือนมีขนาดกะทัดรัดที่ 38.5 มม. ซึ่งให้ความรู้สึกแบบวินเทจแต่ยังคงความทันสมัย ทำให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

ในงาน Geneva Watch Days 2025 นี้ Gerald Charles ได้นำหนึ่งในการออกแบบสุดท้ายของ Gérald Genta ผู้ก่อตั้งแบรนด์กลับมามีชีวิตอีกครั้งในชื่อ Masterlink Gem-Set ตำนานเล่าว่า มีราชวงศ์แห่งหนึ่งในเมืองซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ได้สั่งทำนาฬิกาที่มีตัวเรือนไม่สมมาตร และสายนาฬิกาที่ไม่สมมาตรเช่นกัน โดยด้าน 12 นาฬิกาเป็นข้อต่อแบบเรียบ

ส่วนด้าน 6 นาฬิกาเป็นข้อต่อโค้งรับกับตัวเรือน เดิมทีนาฬิการุ่นนี้ประดับด้วยเพชรและทับทิมเต็มเรือน แต่ในวันนี้ดีไซน์ดังกล่าวยังคงอยู่ โดยลดจำนวนเพชรลงและเพิ่มทางเลือกที่โดดเด่นด้วยการประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงิน แซฟไฟร์สีแดง หรือแซโวไรต์

อ่านบทความเต็มได้ที่ Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink

Gérald Genta: Minute Repeater

ตั้งแต่การกลับมาของแบรนด์ Gérald Genta ในปี 2023 บทที่สองของแบรนด์ก็ดูจริงจังยิ่งขึ้น นาฬิการุ่นใหม่ Minute Repeater ออกแบบมาในตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมโค้งมน มีขนาดกว้าง 40 มม. และบางเพียง 9.6 มม. เนื่องจากพื้นที่ภายในตัวเรือนมีจำกัด ผนังตัวเรือนจึงถูกทำให้น้อยที่สุด โดยบางเพียง 0.6 มม. ในบางจุด เพื่อเพิ่มปริมาตรอากาศภายในให้มากที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดภายนอก

นอกจากนี้ กระจกแซฟไฟร์ก็ถูกลดความหนาจากปกติที่ประมาณ 1 มม. เหลือเพียง 0.8 มม. เพื่อให้ตัวเรือนสามารถรองรับกลไกไขลาน Calibre GG-002 ซึ่งเป็นกลไกที่ดัดแปลงมาจากรุ่น Mickey Mouse Minute Repeater ที่สร้างขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2023 ได้อย่างลงตัว

อ่านบทความเต็มได้ที่ เปิดตัว Gérald Genta Minute Repeater บทบาทที่สองของแบรนด์มาในโทนที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

H. Moser & Cie: Pioneer Flying Hours
Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon

H. Moser & Cie เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ 2 รุ่นในคอลเลกชัน Pioneer Flying Hours โดยรุ่นแรกมาในตัวเรือนทองคำชมพูพร้อมหน้าปัด aventurine ที่ประดับด้วยดวงดาว ขณะที่รุ่นที่สองเป็นตัวเรือนเหล็กพร้อมหน้าปัด fumé สีขาว ทั้งสองรุ่นแสดงผลนาทีแบบหมุน (wandering minutes) และชั่วโมงแบบกระโดดทันที (instantaneous jumping hours) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ HMC 240

H. Moser & Cie Pioneer Flying Hours with aventurine dial
อ่านบทความเต็มได้ที่ H. Moser & Cie. ปรับโฉมใหม่ Pioneer Flying Hours ด้วยระบบ Instant-Jump Hours

รุ่นเหล่านี้จะมาพร้อมกับนาฬิการุ่น Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสองวันก่อน ซึ่งโดดเด่นด้วยหน้าปัดสี Smoked Salmon อันงดงาม พร้อมผิวสัมผัสแบบ vertical griffé (ลายขีดแนวตั้ง)

Hautlence เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ 2 รุ่นในคอลเลกชัน Vagabonde ได้แก่ Vagabonde Tourbillon Series 4 และ Series 5 นาฬิกาทั้งสองรุ่นมาในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีกลไกแสดงชั่วโมงแบบหมุนวน (wandering hours) ที่จะเคลื่อนไปตามหน้าปัดแสดงนาทีตรงกลาง พร้อมกลไก flying tourbillon หนึ่งนาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

H. Moser & Cie Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon
อ่านบทความเต็มได้ที่ H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์

Hautlence: Vagabonde Tourbillon Series 4 & 5

Hautlence Vagabonde Tourbillon Series 4
Hautlence Vagabonde Tourbillon Series 5

หน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิตหรือลวดลายธรรมชาติที่พิมพ์แบบ 3 มิติ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัย กลไกอัตโนมัติ D30 ซึ่งผลิตขึ้นภายในแบรนด์ รับผิดชอบการแสดงผลเหล่านี้ โดยมาพร้อมกับสปริงจักรคู่ที่สร้างสรรค์โดย Precision Engineering AG บริษัทในเครือ และมีพลังงานสำรองนานถึง 72 ชั่วโมง ตัวเรือนนาฬิกาทำจากเหล็กกล้า PVD สีน้ำเงินเที่ยงคืน จับคู่กับสายยางสีขาวที่ให้ความรู้สึกคมชัด

Jacob & Co.: Astronomia Solar Dragon

Jacob & Co. เปิดตัว Astronomia Solar Dragon ผลงานที่ร้อนแรงดุจเปลวไฟซึ่งเป็นวิวัฒนาการใหม่ของนาฬิกาในธีมมังกรอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยมาในตัวเรือนขนาด 44 มม. ที่สวมใส่ได้ง่ายขึ้น แม้จะลดขนาดจากรุ่น Astronomia Dragon ดั้งเดิมที่มีขนาด 50 มม. แต่นาฬิกาเรือนนี้ก็ยังคงความอลังการและน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน

Astronomia Solar Dragon in black titanium

นาฬิการุ่นนี้มีให้เลือกทั้งตัวเรือนทองคำชมพูและไทเทเนียมสีดำ โดยแต่ละรุ่นจะเชื่อมโยงกับธีมสีของตัวเองด้วยฉากหลังท้องฟ้าที่ประดับด้วยกลุ่มดาวอักษรสีทอง และมี มังกรพิงค์โกลด์แกะสลักด้วยมือ เป็นจุดเด่นที่อยู่ตรงกลาง

รายงานระบุว่าการสร้างมังกรแต่ละตัวต้องใช้เวลาเกือบสามสัปดาห์ เริ่มจากการหล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ แกะสลักและขัดเงาเป็นเวลาสองสัปดาห์ จากนั้นจึงนำมาลงสีด้วยมืออีกหนึ่งสัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คืองานประติมากรรมเกล็ด กรงเล็บ และเส้นขนที่พลิ้วไหวของมังกร ซึ่งพันรอบกลไกสามมิติของ Astronomia Solar สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมผ่านตัวเรือนแซฟไฟร์ทรงโดม

ในรุ่น Astronomia Solar Dragon นี้ มีจุดเด่นคืออัญมณีเจียระไนแบบ Jacob-cut ที่มีถึง 288 หน้า ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือนาฬิกา โดยในรุ่นตัวเรือนพิงค์โกลด์ อัญมณีที่ใช้นั้นจะเป็นสีเหลือง

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber JCAM42 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 296 ชิ้น โดดเด่นด้วยกลไก flying tourbillon (ทูร์บิญองลอย) หน้าปัดแสดงเวลาแบบโปร่ง (skeletonized) และลูกโลกจำลองที่หมุนรอบตัวเอง ทั้งหมดนี้โคจรอยู่ภายใต้ “อัญมณีเจียระไนแบบ Jacob-cut 288 หน้า” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Jacob & Co. โดยสีของอัญมณีจะเป็นไปตามธีมสีของนาฬิกาแต่ละเรือน เช่น สีเหลืองสำหรับรุ่นพิงค์โกลด์ และในรุ่นไทเทเนียมสีดำจะมี 4 เรือนที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งอัญมณีแต่ละชิ้นจะมีสีแตกต่างกันไป

L. Leroy: Osmior Bal du Temps

L. Leroy แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่มีอายุยาวนานถึง 240 ปี เฉลิมฉลองการครบรอบในปีนี้ด้วย Osmior “Bal du Temps” นาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนถึงสองอย่าง ได้แก่ flying tourbillon และ minute repeater นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนขนาด 43 มม. ที่มีให้เลือกทั้งวัสดุโรสโกลด์ แพลทินัม และไทเทเนียม ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ L610SQ ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 321 ชิ้น และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 90 ชั่วโมง

L. Leroy Osmior Bal du Temps

ในด้านการออกแบบ นาฬิการุ่นนี้กลับมาพร้อมกับตัวเรือนทรงกลอง (tambour case) อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Osmior ที่มีความประณีตยิ่งขึ้น จับคู่กับหน้าปัดลายพระอาทิตย์ที่ใช้เฉดสีที่แตกต่างกันตามวัสดุของตัวเรือน แต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยรายละเอียดที่สลักเสลาอย่างประณีต เช่น การสลักอักษร “L” คู่บนเม็ดมะยม หูตัวเรือนที่มีการลบมุม และการตกแต่งที่ซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนรหัสสุนทรียศาสตร์แบบนีโอคลาสสิกของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

Laurent Ferrier: Classic Tourbillon Teal

เพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีของแบรนด์ Laurent Ferrier กลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งด้วยนาฬิกา Classic Tourbillon แต่คราวนี้เขาได้นำเสนอผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดอย่าง Classic Tourbillon Teal, Atelier Série VII ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือน เท่านั้น

Laurent Ferrier Classic Tourbillon Teal

เป็นครั้งแรกที่ Laurent Ferrier ได้รังสรรค์ตัวเรือน Classic ทรงก้อนหินอันเป็นเอกลักษณ์ขนาด 41 มม. ด้วยวัสดุ แพลทินัม 950 พร้อมหน้าปัด grand feu enamel สี Teal ที่เปล่งประกาย นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ LF619.01 calibre ซึ่งมีกลไก double balance spring tourbillon ซ่อนอยู่ภายในอย่างแนบเนียน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือน พร้อมหมายเลขกำกับแต่ละเรือน และมีจำหน่ายเฉพาะบนเว็บไซต์ของ Laurent Ferrier เท่านั้น

Louis Erard: Fil d’Or Louis Erard × Wire Art

Louis Erard ได้ร่วมมือกับ Wire Art Switzerland เพื่อสร้างสรรค์นาฬิการุ่นล่าสุด Fil d’Or (เส้นด้ายทองคำ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Métiers d’Art ของ แบรนด์ที่เคยนำเสนอเทคนิค guilloché และ wood marquetry มาแล้ว หน้าปัดของนาฬิการุ่น Fil d’Or ถูกรังสรรค์ขึ้นโดย Sylvie Villa และ Mark Miehlbradt จาก Wire Art Switzerland ด้วยการถักทอเส้นด้ายทองคำ 24K ที่มีความหนาเพียง 25 ไมโครเมตร ซึ่งบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึงสามเท่า

Fil d’Or Louis Erard × Wire Art

นักออกแบบทั้งคู่ได้นำเครื่องจักรที่เคยใช้สำหรับเชื่อมไมโครชิปมาดัดแปลงให้สามารถ “ปัก” ด้ายทองคำได้ หน้าปัดแต่ละชิ้นต้องใช้ด้ายทองคำมากกว่า 2,300 เส้น และจุดบัดกรี 3,600 จุด ซึ่งต้องวางทีละจุดอย่างประณีต ผลลัพธ์ที่ได้คือลวดลายลูกบาศก์ที่ดูน่าหลงใหลและเปล่งประกายด้วยมิติความลึก นาฬิการุ่น Fil d’Or นี้มาในตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 39 มม. และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 99 เรือน เท่านั้น

Louis Moinet: 1806

จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของ Louis Moinet ยังคงดำเนินต่อไปในนาฬิการุ่นใหม่ 1806 นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนไทเทเนียมสไตล์ Directoire ที่มีการตกแต่งแบบ double gadroon (ร่องคู่) เม็ดมะยมรูป fleur-de-lys เพื่อเป็นเกียรติแก่บ้านเกิดของ Moinet หน้าปัดเคลือบโรเดียมพร้อมเข็มเหล็กสีน้ำเงิน และยังเป็นนาฬิกา Louis Moinet รุ่นแรกที่มาพร้อมสายนาฬิกาไทเทเนียม

Louis Moinet 1806

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ LM1806 ซึ่งได้รับการรับรองระดับโครโนมิเตอร์จาก Observatory กลไกนี้โดดเด่นด้วยแผ่นกลไกที่ขัดลายวงกลม และมีโรเตอร์แบบโปร่งแสงเคลือบทอง ซึ่งจะเผยหมายเลขประจำเรือนเมื่อหมุน

Massena Lab x Vianney Halter: Old Soul

Massena Lab และ Vianney Halter ร่วมกันสร้างสรรค์นาฬิการุ่น Old Soul ซึ่งเป็นการผสมผสานการออกแบบสไตล์ steampunk อันเป็นเอกลักษณ์ของ Halter เข้ากับกลไก Minerva ที่มีอายุยาวนานนับศตวรรษ

กลไกที่ใช้มาจากคลังกลไก Minerva 17’22 calibers แบบวินเทจ โดย Massena และ Halter ได้นำสมบัติที่ถูกค้นพบอีกครั้งเหล่านี้มาออกแบบใหม่สำหรับยุคปัจจุบัน ด้วยการดัดแปลงและเพิ่มแผ่นดิสก์แสดงนาทีแบบโปร่งใส เพื่อสร้างกลไกหน้าปัดลึกลับ (“mystery” dial) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำกลไกวินเทจของ Minerva มาใช้ในลักษณะนี้

Massena Lab × Vianney Halter Old Soul

MB&F: LM101 EVO, M.A.D.Editions M.A.D.1S Grow Your Dreams

MB&F ยังคงเฉลิมฉลองการครบรอบ 20 ปีอย่างต่อเนื่อง โดยย้อนกลับไปในปี 2014 กับ LM101 นาฬิกาในคอลเลกชัน Legacy Machine ที่บริสุทธิ์ที่สุดของแบรนด์ และตอนนี้ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ในรุ่น LM101 EVO พลังงานสำรองของกลไกได้เพิ่มขึ้นเป็น 60 ชั่วโมง พร้อมการตกแต่งพื้นผิวให้เข้มขึ้นเพื่อรูปลักษณ์ที่ทันสมัย มีให้เลือกในตัวเรือนไทเทเนียมพร้อมหน้าปัด CVD สี salmon หรือสี peacock green นับเป็นการพัฒนาที่โดดเด่นแต่ยังคงความประณีต

M.A.D.Editions x Yinka Ilori M.A.D.S1 Grow Your Dreams

ภายใต้แบรนด์ลูกอย่าง M.A.D.Editions ผลงานการร่วมมือกับศิลปินและนักออกแบบ Yinka Ilori ได้นำมาซึ่งนาฬิการุ่น M.A.D.1S Grow Your Dreams ซึ่งมีจำนวนจำกัด 3 รุ่น รุ่นละ 400 เรือน ได้แก่ ‘Sun’ ตามมาด้วย ‘Nature’ และ ‘Water’นาฬิกาแต่ละเรือนมีสีสันสดใส ตั้งแต่รายละเอียดบนขอบหน้าปัดไปจนถึงสายนาฬิกาที่ประทับด้วยลวดลายต้นไม้ซึ่งเป็นลายเซ็นของ Ilori

Micromilspec: Dualtimer และ Milgraph White Dial Edition

Micromilspec เปิดตัว Dualtimer นาฬิกานักบินรุ่นแรกที่อยู่ในคอลเลกชันถาวรของแบรนด์ นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นโดยเน้นฟังก์ชัน GMT (แสดงเวลาสองไทม์โซน) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Sellita SW330-2 และโดดเด่นด้วยการใช้สารเรืองแสง Super-LumiNova X1 สองสีที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยแยกความแตกต่างของไทม์โซนในสภาพแสงน้อย

อีกรุ่นที่เปิดตัวคือ Milgraph White Dial Edition ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ของนาฬิการุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ Micromilspec รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 75 เรือน โดดเด่นด้วยหน้าปัดแบบด้านที่มีผิวสัมผัสแบบเม็ดทรายใหม่ แต่ยังคงรักษาการจัดวางกลไกโครโนกราฟแบบ destro (สำหรับคนถนัดซ้าย) อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นไว้

อ่านบทความเต็มเพิ่มเติมที่ Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 

Ming: 57.04 Iris

นาฬิกา Ming 57.04 Iris ได้เปิดตัวภาษาการออกแบบเจเนอเรชันที่ห้าของแบรนด์ และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดวางกลไกแบบ destro (สำหรับคนถนัดซ้าย) Ming อธิบายดีไซน์นี้ว่าเป็นงานประติมากรรมที่ “กระชับ” โดดเด่นด้วยหูสายแบบขั้นบันไดที่มีถึงเก้าชิ้น ชื่อรุ่น “Iris” (ไอริส) มาจากหน้าปัดที่ใช้การเคลือบแบบหลายเฟส ทำให้สีหน้าปัดเปลี่ยนไปมาระหว่างสีเทอร์ควอยซ์ ม่วง และเฉดสีน้ำเงินต่างๆ ตัวเรือนเหล็กขนาด 40 มม. บรรจุกลไกไขลาน Sellita-for-MING Cal. SW562.M1 ซึ่งเป็นโครโนกราฟแบบปุ่มเดียว นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน

Ming 57.04 Iris

Oris: Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’, Big Crown Calibre 113

ในงาน Geneva Watch Days 2025 นี้ Oris ได้นำเสนอนาฬิกาที่มีกลไกไม่ธรรมดาถึงสองรุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือ Big Crown Calibre 113 ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ ซึ่งมาในรูปแบบสีเขียวและชมพูที่ดูสนุกสนาน

Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’
Oris Big Crown Calibre 113

อ่านบทความเต็มได้ที่ Oris เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำและการร่วมมือกับ Bamford

นอกจากนี้ พวกเขายังได้ร่วมมือกับ Bamford Watch Department ในนาฬิการุ่น ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือหน้าปัดที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเต็มที่ด้วยสีเรืองแสง และขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 793 ที่ได้รับการอัปเดตใหม่ซึ่งบรรจุอยู่ในตัวเรือนที่ทำจากวัสดุ carbon fiber และ polymer

Renaud Tixier x Olivier Vaucher: “Monday Organica”

เป็นครั้งแรกที่ Renaud Tixier ร่วมมือโดยตรงกับ Olivier Vaucher สุดยอดช่างทำหน้าปัด โดยนำระบบ micro-rotor RVI2023 ที่จดสิทธิบัตรแล้ว มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านงานหัตถศิลป์ของ Vaucher ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิการุ่น Monday Organica ซึ่งชื่อ “Monday” (วันจันทร์) นั้นเป็นสัญลักษณ์ของวันแห่งการกำเนิดใหม่และการเริ่มต้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

Renaud Tixier × Olivier Vaucher “Monday Organica”

นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นทันทีด้วยหน้าปัดที่เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 112 ชั่วโมง ในการแกะสลักด้วยมือ ลงยาแบบ grand feu enamel และตกแต่งผิวสัมผัสอย่างพิถีพิถัน ทำให้เกิดเป็นพื้นผิวที่มีเรื่องราว ในขณะเดียวกัน การลงยาสีน้ำเงินโปร่งแสงยังช่วยขับเคลื่อนกลไกภายในให้ดูมีชีวิตชีวา ตัวเรือนแพลทินัมก็ได้รับการแกะสลักด้วยมือทั้งที่ด้านข้างและหูสาย ส่วนฝาครอบล้อจักรของกระปุกลานประดับด้วยการลงยาสีม่วงแบบ grand feu enamel นาฬิการุ่นนี้ผลิตเพียง 7 เรือน เท่านั้น

Speake Marin: Tourbillon Purple Hour

Speake Marin ได้ขยายคอลเลกชัน One & Two Openworked ด้วยรุ่น Tourbillon Purple Hour ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก “ชั่วโมงสีม่วง” อันน่ามหัศจรรย์ในช่วงก่อนพลบค่ำ หน้าปัดแบบหลายชั้น (multi-layered dial) ถูกแต่งแต้มด้วยสีม่วงสดใส นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ทรง Piccadilly ซึ่งบรรจุกลไกอัตโนมัติ SMA05 calibre ที่รองรับกลไก flying tourbillon และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดในสองขนาดคือ 38 มม. และ 42 มม. และจะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2025

TAG Heuer: Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring
Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring
Carrera Astronomer

TAG Heuer ตอกย้ำความเป็น “เทคนิคส์ชั้นนำ” ด้วยการเปิดตัวครั้งสำคัญถึงสองอย่างในงาน Geneva Watch Days กลไก TH-Carbonspring และนาฬิการุ่น Carrera Astronomer ซึ่งทั้งสองแสดงถึงทักษะและมรดกความแม่นยำในการบอกเวลาของแบรนด์อย่างชัดเจน

หลังจากทุ่มเทวิจัยและพัฒนามากว่าทศวรรษโดย TAG Heuer LAB แบรนด์ก็พร้อมที่จะเผยโฉม TH-Carbonspring กลไกคาร์บอนเจนเนอเรชันใหม่ เพื่อเป็นการเปิดตัว TAG Heuer ได้นำเสนอสองรุ่นใหม่คือ Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือนคาร์บอนเต็มรูปแบบและหน้าปัดโทนสีเดียวที่สลักลวดลายก้นหอยอย่างละเอียด

TAG Heuer Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring

ในขณะที่กลไก TH-Carbonspring สะท้อนถึงอนาคตของ TAG Heuer นาฬิการุ่นใหม่ Carrera Astronomer กลับสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันได้ฉายแสงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่น้อยคนจะรู้ของ TAG Heuer กับการคำนวณเวลาตามดวงจันทร์

TAG Heuer Carrera Astronomer
อ่านบทความเต็มได้ที่ TAG Heuer เปิดตัว TH-Carbonspring และ Carrera Astronomer ในงาน Geneva Watch Days 2025

Trilobe: Trente-Deux

Trilobe ก้าวไปสู่ขั้นใหม่ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชัน Trente-Deux ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกที่คิด สร้าง และประกอบทั้งหมดในปารีส กลไก X-Nihilo ซึ่งเป็นกลไก In-house ตัวแรกของ Trilobe ได้นำการออกแบบแบบเปิดโล่ง (open island) มาใช้ เพื่อเน้นให้เห็นวงล้อจักร (balance wheel) ในขณะที่สะพานจักร สกรู และแผ่นกลไกมีการขัดลายแบบดิบ (raw graining) ไปจนถึงการขัดเงาสีดำ

กลไกนี้สามารถสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง มีกลไกป้องกันแรงกระแทก และโรเตอร์ที่ทำจากทังสเตนยังเพิ่มมิติที่น่าสนใจด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบโปร่ง

Trilobe Trent-Deuxe
X-Nihilo caliber by Trilobe

Ulysse Nardin: Freak X Crystalium

สมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูล Ulysse Nardin คือนาฬิการุ่น Freak X Crystalium ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดที่เรียกว่า Crystalium แบรนด์ได้รังสรรค์ “วัสดุ” นี้ขึ้นมาด้วยการนำรูทีเนียมไปผ่านกระบวนการตกผลึกแบบ physical vapor deposition ที่ใช้เวลานาน ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายน้ำแข็งเกาะบนกระจก ผลลัพธ์ที่ได้นี้ถูกนำมาประกอบในตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ พร้อมกับชิ้นส่วนรองรับที่ตกแต่งด้วย PVD สีโรสโกลด์อบอุ่น

Ulysse Nardin Freak X Crystalium
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”

Urwerk: UR-150 Blue Scorpion

Urwerk ได้นำนาฬิการุ่น UR-150 มาปรับโฉมใหม่ในชื่อ Blue Scorpion ด้วยสีน้ำเงินสดใสและเส้นสายสีเหลืองนีออนที่โดดเด่น สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคย นาฬิการุ่นนี้มีจานแสดงชั่วโมงหมุนได้ 3 ชิ้นที่โคจรอยู่บนแกนหมุนแบบลอยตัว

โดยมีเข็มนาทีแบบถอยหลัง (retrograde hand) ที่เคลื่อนที่ตามจานชั่วโมงที่กำลังทำงานอยู่ กวาดไปตามส่วนโค้ง 240 องศา จากนาทีที่ 0 ถึง 60 ก่อนที่จะดีดกลับอย่างรวดเร็วภายใน 1/100 ของวินาที ขณะที่จานชั่วโมงทั้งสามจะหมุนพร้อมกัน ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ UR-50.01 caliber ซึ่งมาพร้อมระบบการขึ้นลานแบบกังหันคู่ (double-turbine winding) และสำรองพลังงานได้ 43 ชั่วโมง

Urwerk UR-150 Blue Scorpion

Zenith x USM Modular Furniture: DEFY Chronograph USM

Zenith และ USM Modular Furniture ได้ร่วมมือกันเปิดตัวนาฬิการุ่น DEFY Chronograph USM ในงาน Geneva Watch Days ปีนี้ นาฬิการุ่นนี้มาในตัวเรือนเหล็กขนาด 37.3 มม. พร้อมสายแบบ ladder bracelet อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นการผสานภาษาการออกแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน

นาฬิกาโครโนกราฟเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก El Primero 400 caliber ในตำนาน และมีให้เลือกใน 4 สีสดใสซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของ USM โดยแต่ละสีผลิตจำนวนจำกัดเพียง 60 เรือน

Zenith × USM DEFY Chronograph
อ่านบทความเต็มได้ที่ ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

Ferdinand Berthoud เปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ในชื่อ Naissance d’une Montre 3

Ferdinand Berthoud ฉลองทศวรรษด้วยโครโนมิเตอร์ที่ทำด้วยมือ ซึ่งฟื้นคืนงานฝีมือแห่งศตวรรษที่ 18

WORDS: Cheryl Chia | Sep 4, 2025 
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

นาฬิการุ่นนี้คือโครโนมิเตอร์ที่ประกอบด้วยมือล้วนๆ ทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ chain-and-fusée (โซ่และฟูเซ่) และ Breguet stopwork (กลไกหยุดของเบรเกต์) นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย bimetallic compensation Guillaume balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบกิโยมที่ใช้โลหะสองชนิด) อีกด้วย

  • เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี แบรนด์นาฬิกา Ferdinand Berthoud ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนมิเตอร์รุ่น Naissance d’une Montre 3 ที่ผลิตด้วยมือทั้งหมด โดดเด่นด้วยกลไกอันซับซ้อน เช่น chain-and-fusée และ Breguet stopwork รวมถึง bimetallic compensation balance wheel
  • นาฬิการุ่นนี้ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 11,000 ชั่วโมง โดยกลไกแต่ละเรือนประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 747 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนของโซ่ถึง 477 ชิ้น
  • มีการผลิตนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 เพียงแค่ 11 เรือนเท่านั้น โดยแบ่งเป็นตัวเรือนทองคำ 18k  เพียง 10 เรือน และตัวเรือนสแตนเลสสตีลอีก 1 เรือน

Naissance d’une Montre 3: โครงการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ชั้นสูง

ในโลกแห่งการผลิตนาฬิกา มีบางโปรเจกต์ที่ยากจะจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ “สินค้านาฬิกาออกใหม่” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ทั่วไป และ Naissance d’une Montre 3 คือหนึ่งในนั้น นาฬิการุ่นนี้คือบทที่สามของเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วโดย Time Æon Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะเป็นอย่างไรหากเราสร้างโครโนมิเตอร์ขึ้นมาในยุคปัจจุบัน โดยใช้วิธีที่แฟร์ดิน็อง แบร์ตู เองจะจดจำได้” นั่นคือการสร้างด้วยมือทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาเครื่องจักร CNC (เครื่องจักรควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์) และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่อุทิศชีวิตเพื่ออนุรักษ์งานฝีมือที่ใกล้จะสูญหายให้คงอยู่ต่อไป

นี่คือคำตอบที่ได้ หลังจากทำงานมานานถึง 6 ปี ภายใต้ Chronométrie Ferdinand Berthoud และ Chopard group นั่นคือ นาฬิกาที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานของ พ็อกเก็ตโครโนมิเตอร์ ที่ผลิตด้วยมืออย่างประณีตในศตวรรษที่ 18 หรือ 19

นาฬิกาเรือนนี้ผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับโซลูชันที่เคยใช้ในการบอกเวลาอย่างแม่นยำ โดยประกอบด้วยกลไก fusée-and-chain (โซ่และฟูเซ่) Breguet stop work (กลไกหยุดของเบรเกต์) และ bimetallic compensation balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก) ทั้งกลไกและการออกแบบของนาฬิกาได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Montre Astronomique No. 3 ที่ Jean Martin สร้างให้ Ferdinand Berthoud เมื่อปี 1806

หากต้องการชมภาพกลไกอย่างละเอียด สามารถดูได้จากบทวิเคราะห์และภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยมของ The Naked Watchmaker โครงการนาฬิกาซีรีส์ Naissance d’une Montre นั้นยังเป็นเหมือนสารานุกรมที่รวบรวมความรู้ด้านการผลิตนาฬิกาที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว

เมื่อ Time Æon Foundation ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดย Philippe Dufour, Robert Greubel และ Stephen Forsey ผู้ก่อตั้งรู้สึกกังวลว่าความรู้ในการสร้างนาฬิกาด้วยมือทั้งหมดกำลังจะสูญสิ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการตัดวงล้อ การขัดเฟือง หรือการเผาเหล็กให้เป็นสีน้ำเงิน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายขึ้นมา นั่นคือการนำงานฝีมือเหล่านี้กลับมาใช้จริงและบันทึกเป็นเอกสารเพื่อให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ นี่คือจุดเริ่มต้นของซีรีส์ “การถือกำเนิดของนาฬิกา” (Naissance d’une Montre) ซึ่งแต่ละรุ่นคือการทดลองสร้างนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบจากวัตถุดิบตั้งแต่ต้น โดยไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยเลย

  • โปรเจกต์แรกทำร่วมกับ Michel Boulanger ครูสอนหนังสือที่ผันตัวมาเป็นนักเรียนของ Dufour และ Greubel Forsey หลังจากทำงานร่วมกันนาน 6 ปี ก็ได้นาฬิกาทูร์บิญองออกมา ซึ่งถูกขายในการประมูลที่ Christie’s เมื่อปี 2016 ในราคากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • โปรเจกต์ที่สอง ดำเนินการโดย Dominique Buser และ Cyrano Devanthey จาก Oscillon ร่วมกับ Greubel Forsey และ Urwerk โดยสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีกลไก constant-force ที่ไม่เหมือนใคร และถูกนำไปประมูลในปี 2023

สำหรับบทที่สามนี้ การทดลองย้ายมาที่ Chronométrie Ferdinand Berthoud โดยมี Karl-Friedrich Scheufele และช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญกว่า 80 คนจาก Chopard group มารับช่วงต่อความท้าทายนี้

เพื่อสร้างสรรค์ Naissance d’une Montre 3 ทีมงานในเมือง Fleurier ได้จัดสรรพื้นที่พิเศษในโรงงาน และนำเครื่องมือจากยุคเก่าเข้ามาตั้งแทนที่เครื่องจักร CNC ทันสมัย ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการกำหนดวิธีการผลิตชิ้นส่วนแต่ละชิ้น รวมถึงทำความคุ้นเคยกับเครื่องมือเก่าๆ เหล่านั้นเสียก่อน และเมื่อเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเริ่มผลิตชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานความเที่ยงตรงและคุณภาพสูงตามที่โปรเจกต์กำหนดไว้ได้

กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่ Fleurier: สร้างชิ้นส่วนนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ด้วยมือ โดยไม่ใช้เครื่องจักร CNC
ความแม่นยำในทางปฏิบัติ: ช่างฝีมือใช้เครื่องมือกลระดับไมโครวินเทจสร้าง Naissance d’une Montre 3

ในการสร้างนาฬิการุ่นนี้ เครื่องจักรที่ใช้ประกอบด้วยเครื่องกลึงแกนเดี่ยว Schaublin 102 จากปี 1960 ซึ่งถูกนำมาใช้ขึ้นรูปชิ้นส่วนทรงกลมต่างๆ เช่น เพลา ฟูเซ่ เสา เฟือง ล้อ ถัง แกน แกนไขลาน และสกรู ส่วนอีกเครื่องคือเครื่องเจาะแม่นยำ (jig borer) SIP รุ่นเดียวกัน ใช้สำหรับงานคว้าน กัด เจาะ และเจียรชิ้นส่วนต่างๆ เช่น คันโยก เมนเพลท แผ่นล้อ สะพาน และสปริง รวมถึงการตัดเกลียวรูด้วยเครื่องต๊าป ความยิ่งใหญ่ของโปรเจกต์นี้สามารถดูได้จากตัวเลขที่น่าทึ่ง จากการร่างแบบครั้งแรกจนถึงการส่งมอบนาฬิกาเรือนแรก ใช้เวลาทำงานเกือบ 11,000 ชั่วโมง โดยกลไกแต่ละชิ้นประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 747 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียงส่วนโซ่ก็ปาเข้าไป 477 ชิ้น แล้ว

การตัดและขัดชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด เช่น เฟือง ก็ต้องใช้เวลาตลอดทั้งวัน โดยใช้ล้อเจียรที่ทำจากไม้แพร์ ขณะที่การตกแต่งล้อในชุดเกียร์แต่ละชิ้นต้องใช้เวลาถึงสามวัน สำหรับแผ่นเมนเพลท (main plate) เพียงอย่างเดียวก็มีช่องเจาะถึง 126 ช่อง ในแปดขนาดที่แตกต่างกัน และ 90 ช่อง ในจำนวนนี้ถูกขัดเงาด้วยมือโดยใช้ลูกกลิ้งตัด ตะปูไม้ และน้ำยาขัดแบบดั้งเดิม

มีการผลิตนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 เพียงแค่ 11 เรือน โดยแบ่งเป็นตัวเรือนทองคำ 18k ที่มาจากแหล่งผลิตอย่างมีจริยธรรม 10 เรือน และตัวเรือนสแตนเลสสตีลเพียง 1 เรือน นาฬิกาตัวเรือนสแตนเลสสตีลซึ่งเป็นเรือนแรกของซีรีส์นี้ จะถูกนำออกประมูลที่ Phillips ในเมืองเจนีวา ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยรายได้จากการประมูลจะนำไปใช้ในการอนุรักษ์และถ่ายทอดทักษะการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม ส่วนนาฬิกาตัวเรือนทองคำที่เหลืออีก 10 เรือนจะทยอยผลิตในอัตรา 2 เรือนต่อปี

The Naissance d’une Montre 3: โครโนมิเตอร์ที่ผสมผสานงานฝีมือยุคศตวรรษที่ 18 เข้ากับความมุ่งมั่นในปัจจุบัน
The Naissance d’une Montre 3 คือโครโนมิเตอร์ที่ผลิตด้วยมือ ซึ่งรวบรวมงานฝีมืออันประณีตของช่างนาฬิกาในยุคศตวรรษที่ 18 เข้ากับความทุ่มเทในยุคปัจจุบัน

การผลิตที่ย้อนยุค แต่ยังคงไว้ซึ่งความแม่นยำ

ตัวเรือนของนาฬิการุ่นนี้มีขนาด 44 มม. x 13 มม. โดดเด่นด้วยรูปทรงที่โค้งมน พร้อมขอบหน้าปัดเว้า ขาตัวเรือนเชื่อมติดกัน และเม็ดมะยมที่กว้างพร้อมสลักลายเซาะร่องด้วยมือ การสร้างรูปทรงเหล่านี้ด้วยเครื่องมือที่ควบคุมด้วยมือไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องอาศัยเทคนิคจากกลุ่มบริษัท Chopard เข้ามาช่วย การหล่อแบบขี้ผึ้ง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในงานเครื่องประดับเป็นหลัก ถูกนำมาใช้ในการผลิตตัวเรือนและขอบหน้าปัดที่มีส่วนโค้งซับซ้อนและไม่สามารถขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรทั่วไปได้

ขณะที่การกลึง การกัด และการต๊าปเกลียว ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างรูปทรงพื้นฐาน หลังจากนั้น ชิ้นส่วนจะถูกนำไปขัดแต่งด้วยมือ เชื่อมขาตัวเรือนเข้ากับตัวเรือนหลัก และแกะสลักลวดลาย รวมถึงสลักเครื่องหมายการันตีคุณภาพต่างๆ ด้วยมือทั้งหมด

ภาพขยายตัวเรือนนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 เผยให้เห็นด้านข้างที่โค้งมน ขอบหน้าปัดแบบเว้า และเม็ดมะยมเซาะร่องที่แกะสลักด้วยมืออย่างประณีต

กลไกนาฬิการุ่นนี้คือ Calibre FB-BTC.FC ที่มีการออกแบบแบบกลับด้าน โดยมีสะพานและแผ่นกลไกยึดเข้าด้วยกันด้วยเสาเหล็กขัดเงา ทำให้ส่วนที่ปกติจะซ่อนอยู่ใต้หน้าปัดกลายเป็นส่วนหน้าปัดที่มองเห็นได้แทน

เช่นเดียวกับนาฬิกา Montre Astronomique No.3 การแสดงชั่วโมงและนาทีจะอยู่บนหน้าปัดย่อย ขณะที่บนแกนกลางมีเข็มวินาทีสีน้ำเงินเข้มเพียงเข็มเดียวซึ่งมีความบางเป็นพิเศษ และบริเวณครึ่งล่างของกลไกคือระบบส่งกำลังแบบ fusée-and-chain (ฟูเซ่และโซ่) ซึ่งเป็นแบบ reverse fusée (ฟูเซ่กลับด้าน) ที่โทมัส มัดจ์ (Thomas Mudge) เคยคิดค้นขึ้นมาครั้งแรกในนาฬิกาโครโนมิเตอร์สำหรับเดินเรือ

หน้าปัดของ Naissance d’une Montre 3 โดดเด่นด้วยหน้าปัดย่อยสำหรับแสดงชั่วโมงและนาที และเข็มวินาทีตรงกลางที่เป็นสีน้ำเงิน ซึ่งมีความบางเป็นพิเศษ

ในการจัดวางกลไกแบบดั้งเดิม fusée (ฟูเซ่) จะอยู่ทางซ้ายของ barrel (ถังนาฬิกา) โดยโซ่จะวิ่งจากถังไปยังฟูเซ่ ในระหว่างการทำงาน โซ่จะคลายออกจากถังไปยังฟูเซ่ ทำให้แรงดึงของโซ่และแรงดันของเฟืองฟูเซ่ดันไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เพลาของฟูเซ่ต้องรับแรงรวมทั้งหมด ทำให้เกิดแรงเสียดทานและการสึกหรอเพิ่มขึ้น

แต่ในรูปแบบ reverse arrangement (การจัดวางแบบย้อนกลับ) ตำแหน่งของถังและฟูเซ่จะสลับกัน ทำให้โซ่ข้ามไปอีกฝั่ง fusée จะถูกไขลานก่อน และระหว่างการทำงาน โซ่จะคลายจาก fusée ไปยัง barrel การออกแบบเช่นนี้ทำให้การไขลานง่ายขึ้น ขณะเดียวกันแรงดึงของโซ่จะหักล้างกับแรงดันของเฟืองฟูเซ่ ทำให้แรงที่กระทำต่อเพลาสมดุลกันและช่วยลดการสูญเสียจากแรงเสียดทานได้

ภาพนี้แสดงด้านหน้าของกลไกนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ที่เผยให้เห็นระบบส่งกำลังแบบ reverse fusée-and-chain อย่างชัดเจน ซึ่งมีส่วนช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มความแม่นยำ
ส่วนภาพด้านหลังของกลไก เผยให้เห็นการแกะสลักข้อความอย่างประณีต และการตกแต่งสะพาน (bridges) ด้วยมือในสไตล์ดั้งเดิม ซึ่งแสดงถึงความทุ่มเทในงานหัตถศิลป์ระดับสูง

หัวใจสำคัญของกลไก

ตามปกติแล้ว ในกลไก FB calibre ทั่วไป จะมีเฟือง differential (เฟืองทด) ซึ่งประกอบด้วย planet gears ติดตั้งอยู่ในส่วน fusée เพื่อรักษาพลังงานขับเคลื่อนไว้ในระหว่างการไขลาน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะ fusée จะหมุนไปในทิศทางหนึ่งขณะไขลาน และหมุนกลับมาอีกทิศทางหนึ่งขณะทำงาน ทำให้การจ่ายพลังงานถูกขัดจังหวะ แต่ในกลไกนี้ แทนที่จะใช้เฟือง differential พวกเขาเลือกใช้กลไกแบบเก่าที่คิดค้นโดย John Harrison ซึ่งมีส่วนช่วยให้กลไกยังคงทำงานได้ในระหว่างการไขลาน โดยใช้นิรภัยที่ติดตั้งเข้ากับล้อเฟืองของ fusée เพื่อป้องกันไม่ให้มันหมุนย้อนกลับ และใช้สปริงรักษาแรงขับเคลื่อนที่ยังคงขับเคลื่อนล้อตรงกลางต่อไป

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้กลไกนี้แตกต่างจากกลไกของ Ferdinand Berthoud ทั่วไปคือ stop work (กลไกหยุด) แทนที่จะใช้ Geneva stop work (กลไกหยุดแบบเจนีวา) ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันดี กลไกนี้เลือกใช้ stop work ที่ออกแบบโดย Breguet ในระบบของ Geneva stop work จะมีล้อรูปกางเขนมอลตา (Maltese cross) ติดอยู่กับถังนาฬิกา และมีนิ้วจากแกนถังคอยเกี่ยวเข้ากับล้อนี้ โดยทั้งสองส่วนจะสัมผัสกันตลอดเวลาในขณะที่ถังเคลื่อนที่ และแขนที่ยื่นออกมาของล้อรูปกางเขนจะจำกัดการคลายตัวของเมนสปริงโดยการบล็อกไม่ให้ถังหมุนต่อไปได้

ในทางกลับกัน ระบบของ Breguet ใช้นิ้วบนแกนถังที่ทำงานโดยตรงกับแคมที่ยื่นออกมา การทำงานไม่ได้สัมผัสกันตลอดเวลา แต่จะทำงานสอดประสานกันผ่านชุดเฟืองเพิ่มเติมที่อยู่ด้านล่าง แม้ว่าสุดท้ายแล้วระบบของ Geneva จะเข้ามาแทนที่ระบบของ Breguet ในที่สุด สาเหตุอาจเป็นเพราะระบบของ Breguet มีความหนามากกว่าและต้องใช้ชุดเฟืองที่ซับซ้อนกว่านั่นเอง เนื่องจาก fusée (ฟูเซ่) ถูกติดตั้งอยู่บนล้อกลาง จึงจำเป็นต้องมีชุดเฟืองเสริมเพื่อขับเคลื่อนกลไกการแสดงผลชั่วโมงและนาทีแบบเยื้องศูนย์ ทำให้ด้านหลังของกลไกมีล้อเฟืองจำนวนมากที่มองเห็นได้ รวมถึงชุดเฟืองสำหรับกลไกแสดงพลังงานสำรองด้วย

กลไกขับเคลื่อนแบบ fusée-and-chain (ฟูเซ่และโซ่) ที่สลักเสลาอย่างวิจิตร คือหัวใจสำคัญที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ที่ประกอบขึ้นด้วยมือ

กลไกของนาฬิกาเรือนนี้มีความถี่ในการทำงานที่ 21,600 vph (ครั้งต่อชั่วโมง) และหัวใจสำคัญของกลไกคือ bimetallic split balance ที่ทำจากโลหะ Invar และ ทองเหลือง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Guillaume balance ซึ่งตั้งชื่อตาม Charles-Édouard Guillaume นักฟิสิกส์ชาวสวิสผู้ค้นพบโลหะ Invar ในปี 1896 และพัฒนา Elinvar ในภายหลัง ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1920

โลหะผสมนิกเกิล-เหล็กชนิดนี้ช่วยแก้ปัญหา middle temperature error (ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิปานกลาง) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ Ferdinand Berthoud ค้นพบครั้งแรกในปี 1771 โดยสรุปแล้วพบว่าวงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิกที่ทำจากทองเหลืองและเหล็กจะรักษาเวลาได้อย่างแม่นยำในอุณหภูมิที่ต่ำและสูง แต่จะเดินเร็วที่สุดในช่วงอุณหภูมิปานกลาง และเดินช้าลงเมื่ออุณหภูมิห่างจากจุดนั้น

สาเหตุของปัญหานี้คือวงล้อปรับสมดุลและสปริงจักรไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในอัตราเดียวกัน วงล้อจะขยายตัวหรือหดตัวอย่างสม่ำเสมอตามอุณหภูมิ ขณะที่ความยืดหยุ่นของสปริงจักรเหล็กคาร์บอนจะลดลงในลักษณะโค้ง ทำให้ทั้งสองส่วนไม่สามารถหักล้างกันได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันทั้งหมด ทำให้ยังคงมีความคลาดเคลื่อนหลงเหลืออยู่ในช่วงอุณหภูมิปานกลาง

Guillaume จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้โลหะ Invar แทนแถบเหล็กด้านในของวงล้อปรับสมดุลแบบเดิม ซึ่งทำให้วงล้อปรับสมดุลที่สร้างขึ้นมีการตอบสนองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่สอดคล้องกับสปริงจักรเหล็กคาร์บอน ส่งผลให้กลไกการแกว่งมีความเสถียรมากขึ้นในช่วงอุณหภูมิที่หลากหลาย

ล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก Guillaume ของนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ถูกออกแบบมาเพื่อความแม่นยำและการชดเชยอุณหภูมิโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกลไกนาฬิกาเรือนนี้

หลักการทำงานนั้นเรียบง่ายแต่ชาญฉลาด ทองเหลืองจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ Invar จะขยายตัวน้อยกว่าเหล็กและมีลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรง เมื่อโลหะทั้งสองชนิดถูกยึดเข้าด้วยกันในวงล้อที่มีรอยผ่า ความไม่เข้ากันของการขยายตัวจะทำให้แขนของวงล้อปรับสมดุลบิดเข้าหรือออกตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งจะไปปรับเปลี่ยนรัศมีของวงล้อและ*แรงเฉื่อย ให้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงความยืดหยุ่นของสปริงจักรที่ทำจากเหล็ก

*แรงเฉื่อย (Inertia) คือ สมบัติของวัตถุที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ของมันเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ วัตถุทุกชนิดจะมีความ “ดื้อดึง” ต่อการเปลี่ยนแปลง ถ้าวางอยู่เฉย ๆ มันก็อยากอยู่นิ่งต่อไป ถ้าเคลื่อนที่อยู่ มันก็อยากเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางเดิมด้วยความเร็วเท่าเดิม เว้นแต่จะมีแรงภายนอกมากระทำ เช่น ผลัก ดึง เสียดทาน หรือแรงโน้มถ่วง เป็นต้น หลักการนี้คือ กฎการเคลื่อนข้อที่ 1 ของนิวตัน (Newton’s First Law of Motion) หรือที่เรียกว่า กฎความเฉื่อย (Law of Inertia)

ก่อนที่จะมีการค้นพบโลหะผสมที่สามารถชดเชยตัวเองได้ เช่น Elinvar, Nivarox และ Glucydur ซึ่งทำให้การชดเชยแบบแยกส่วนไม่จำเป็นอีกต่อไป วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิกถือเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดสำหรับนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงสูง ซึ่งพบได้ในนาฬิกาทุกประเภท ตั้งแต่โครโนมิเตอร์สำหรับเดินเรือไปจนถึงนาฬิกาสำหรับหอดูดาว ล้อปรับสมดุลในนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 มีสกรูปรับตั้ง 4 ตัว ตามขอบวงล้อ ตุ้มน้ำหนักเฉื่อยแบบตายตัว 2 ตัว และตุ้มน้ำหนักเคลือบทองที่ทำจากนิกเกิลซิลเวอร์ อีก 2 ตัว บนขอบที่ผ่าออก เพื่อใช้ในการปรับการชดเชยอุณหภูมิ

สปริงจักรของนาฬิกาเรือนนี้ทำจากโลหะผสมเหล็กที่ปราศจากนิกเกิล ซึ่งยังคงไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้การชดเชยความร้อนมีความสำคัญอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สปริงยังถูกนำไปอบความร้อนจนได้สีน้ำเงินที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน และนี่เองที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้รวมถึงแนวคิดทั้งหมดเบื้องหลัง มีความสมบูรณ์และน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง

กลไกของนาฬิกาเรือนนี้ได้รับการรับรองจาก COSC ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง การทดสอบโครโนมิเตอร์ในปัจจุบันมีความเข้มงวดสูงสำหรับนาฬิกาทุกเรือน แต่การที่นาฬิกาที่ผลิตด้วยมือซึ่งใช้กลไกควบคุมด้วย bimetallic Guillaume balance และสปริงจักรเหล็ก สามารถผ่านการทดสอบนี้ได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกทอดทิ้งมานานแล้ว เนื่องจากยากที่จะรักษาความเสถียรให้ได้ตามมาตรฐานยุคใหม่

ดังนั้น Naissance d’une Montre 3 จึงไม่ใช่แค่การรวบรวมงานฝีมือแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสมุดบันทึกที่รวบรวมคำตอบทางเทคนิคจากยุคที่การผลิตนาฬิกาคือแกนหลักของวิทยาศาสตร์ นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดในซีรีส์ และยังชวนให้หวนรำลึกถึงยุคที่ความแม่นยำของวงล้อปรับสมดุลและสปริงจักรไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องนามธรรมสำหรับนักสะสม แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเดินเรือ ดาราศาสตร์ การทำสงคราม และชะตากรรมของชาติ

การสร้างนาฬิกาเช่นนี้ในปัจจุบัน จึงเป็นการรำลึกถึงนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่มองการวัดเวลาเป็นทั้งความจำเป็นในทางปฏิบัติและเป็นพรมแดนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วได้แสดงให้เห็นว่าการค้นคว้าและสติปัญญาในระดับสูงสุดยังคงสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้เสมอในทุกวันนี้

รายละเอียดทางเทคนิค
Ferdinand Berthoud Chronomètre รุ่น REF. FB 4BTC. 1
  • กลไก: Caliber FB-RES.FC แบบไขลานด้วยมือ สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง ความถี่ 3Hz หรือ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (vph) ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง กลไกขับเคลื่อนแบบ Fusée-and-chain พร้อม Breguet stop work และ bimetallic compensation balance wheel ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 44.3 มม. x 13 มม. ทำจากทองคำขาว กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ทำจากทองคำขาว 18k หน้าปัดย่อยสำหรับชั่วโมงและนาทีตกแต่งด้วยลายซาตินทรงกลม พร้อมสลักเลขอารบิกสำหรับนาทีและเลขโรมันสำหรับชั่วโมงด้วยมือ วงแหวนวินาทีตกแต่งด้วยลายซาตินทรงกลม ตัวแสดงพลังงานสำรองสลักลงบนแผ่นเมนเพลทด้วยมือ
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้เย็บขอบด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดทำจากทองคำขาว
  • การผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน ในอัตรา 2 เรือนต่อปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านนิทรรศการแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

Patrick Mahomes เข้าร่วมกับ Hublot ตำนานควอเตอร์แบ็กสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา

0

Hublot แต่งตั้ง Patrick Mahomes เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่

Hublot (ฮูโบลท์) แบรนด์นาฬิกาสวิสสุดหรูประกาศแต่งตั้ง Patrick Mahomes (แพทริก มาโฮมส์) ควอเตอร์แบ็กซูเปอร์สตาร์แห่ง NFL และแชมป์ Super Bowl 3 สมัย เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ การร่วมมือกันครั้งนี้เป็นการนำตำนานผู้สร้างสถิติมาสู่โลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง

ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและมีพลวัตมากที่สุดในวงการกีฬาปัจจุบัน มาโฮมส์ได้สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและความเป็นเลิศที่ Hublot เฉลิมฉลองผ่านเรือนเวลาและพันธมิตรของแบรนด์

ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในโลกกีฬา

แพทริก มาโฮมส์ เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เล่นที่เปี่ยมด้วยความสามารถและสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้ความกดดัน เขาได้ทำลายสถิติมากมายและนำทีมสู่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ รวมถึงการเป็นแชมป์ Super Bowl 3 สมัย และได้รับรางวัล MVP 2 สมัย สไตล์การเล่นที่สร้างสรรค์และความเป็นผู้นำของเขาได้นิยามตำแหน่งควอเตอร์แบ็กใหม่ ทำให้เขากลายเป็นผู้เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริงในโลกกีฬา

  • สถิติสำคัญของแพทริก มาโฮมส์:
    • เป็นควอเตอร์แบ็กคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ขว้างเกิน 5,000 หลาในหนึ่งฤดูกาลทั้งในระดับวิทยาลัยและ NFL
    • ทำทัชดาวน์รวม 300 ครั้งในอาชีพได้เร็วกว่าควอเตอร์แบ็กคนอื่นในประวัติศาสตร์ลีก
    • ครองสถิติการทำหลาได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลของ NFL
    • เป็นควอเตอร์แบ็กอายุน้อยที่สุดที่ได้เป็นตัวจริงใน Super Bowl ถึง 4 ครั้ง

ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ

Hublot มีความเกี่ยวพันกับความเป็นเลิศในโลกกีฬามายาวนาน โดยได้ร่วมมือกับนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลหลายคน เช่น Usain Bolt, Novak Djokovic และ Kylian Mbappé การร่วมมือระหว่างมาโฮมส์และ Hublot จะยังคงทำลายสถิติ สร้างแรงบันดาลใจ และยกระดับมาตรฐานของคำว่า “ดีที่สุด” ทั้งในและนอกสนาม

Julien Tornare ซีอีโอของ Hublot กล่าวว่า “มีนักกีฬาที่ดี นักกีฬาที่ยอดเยี่ยม และก็มีแพทริก มาโฮมส์ ซึ่งแพทริกคือแชมป์เปี้ยนตัวจริงที่แสดงให้เห็นถึงทุกสิ่งที่ Hublot ยึดมั่น เขาเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ และนำสไตล์การเล่นแบบใหม่เพื่อความสวยงามของเกม”

สำหรับมาโฮมส์ การร่วมมือกับ Hublot ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะเป็นแบรนด์ที่เข้าใจคุณค่าของความตรงต่อเวลา ความแม่นยำ และประสิทธิภาพ 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bvlgari Octo Finissimo Tourbillon Marble และ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025
เปิดตัว Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ นาฬิกาที่เชื่อมโยงหนึ่งศตวรรษแห่งแนวคิดหุ่นยนต์เข้ากับกลไก haute horlogerie
Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna เปิดตัวรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก

ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ

เมื่อสองไอคอนแห่งสวิสโคจรมาพบกัน การออกแบบแห่งยุค 60s สู่เรือนเวลาแห่งอนาคต

การร่วมมือกันครั้งพิเศษระหว่าง ZENITH ผู้สร้างสรรค์กลไกนาฬิการะดับตำนาน และ USM Modular Furniture ผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ ได้ให้กำเนิด DEFY Chronograph USM ซึ่งเป็นการผสมผสานความแม่นยำของกลไกนาฬิกาเข้ากับความเฉลียวฉลาดทางสถาปัตยกรรม คอลเลกชันพิเศษนี้เปรียบเสมือน “มรดกที่ถูกจินตนาการขึ้น” โดยเป็นการตอบคำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากสองไอคอนแห่งสวิสนี้ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานในช่วงทศวรรษ 1960s

แรงบันดาลใจจากยุคแห่งการสร้างสรรค์

คอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากยุค 1960s ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ โดยระบบเฟอร์นิเจอร์ USM Haller ถือกำเนิดขึ้นในปี 1965 และ แบรนด์ได้เปิดตัว El Primero ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟปฏิวัติวงการในปี 1969 ดีไซน์ของนาฬิการุ่นนี้ได้นำเอา ZENITH DEFY ปี 1969 มาเป็นต้นแบบ ซึ่งตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมที่มีมุมคมชัดและขอบหน้าปัด 14 เหลี่ยมนั้นสะท้อนถึงภาษาดีไซน์ของ USM ที่เน้นความชัดเจนและโครงสร้างที่แข็งแรง

รายละเอียดที่ผสานดีไซน์และฟังก์ชัน

DEFY Chronograph USM มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 37.3 มม. ซึ่งยังคงรูปทรงเรขาคณิตอันเป็นเอกลักษณ์ของ DEFY รุ่นดั้งเดิมไว้ นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกับสายนาฬิกาแบบ “ladder” ซึ่งออกแบบโดยบริษัท Gay Frères ในปี 1969 สำหรับ ZENITH โดยเฉพาะ

หน้าปัดมีให้เลือกสี่สี ซึ่งเป็นสีซิกเนเจอร์ของ USM ได้แก่ USM Green, USM Pure Orange, USM Golden Yellow และ USM Gentian Blue แต่ละสีผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 60 เรือน รายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น

  • มาร์กเกอร์ชั่วโมง เป็นทรงสี่เหลี่ยมพร้อมร่องแนวนอนที่เน้นความรู้สึกแบบสถาปัตยกรรม
  • เข็มวินาทีของโครโนกราฟ มีปลายประดับด้วยลูกบอล USM Haller ขนาดเล็ก และเคลือบด้วย SuperLuminova เพื่อการมองเห็นในที่แสงน้อย เมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันโครโนกราฟ ดาว ZENITH ที่ซ่อนอยู่ก็จะเผยออกมา
  • ฝาหลังแบบแซฟไฟร์ เผยให้เห็นกลไกที่ทำงานอยู่ โรเตอร์ของกลไกตกแต่งด้วยลายดาว ZENITH แบบโปร่ง และมีโลโก้ ZENITH El Primero และ USM อยู่เคียงข้างกัน

กลไก El Primero หัวใจที่เที่ยงตรง

หัวใจของนาฬิการุ่นนี้คือกลไก El Primero 400 ซึ่งสืบทอดมาจาก El Primero 3019 PHC ที่เปิดตัวในปี 1969 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติความถี่สูงตัวแรกของโลก กลไกนี้ยังคงเป็นมาตรฐานด้านความแม่นยำด้วยการสั่นสะเทือน 5Hz และระบบการไขลานอัตโนมัติแบบ column-wheel โดยมีฟังก์ชันแสดงชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และฟังก์ชันโครโนกราฟพร้อมหน้าต่างวันที่ที่ตำแหน่ง 4:30 ตัวกลไกมีกำลังสำรอง 55 ชั่วโมง

เรียกได้ว่าการโคจรมาพบกันของ ZENITH และ USM ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่น่าจับตา การร่วมมือครั้งนี้ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ‘หากสองไอคอนแห่งสวิสนี้ได้ร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนั้น ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร’ แล้วคุณล่ะ คิดว่าหากคุณเป็นนักออกแบบ คุณอยากเห็นแบรนด์นาฬิกาและแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไหนมาร่วมมือกันอีกบ้าง? อย่าลืมคอมเมนต์บอกเราได้ และติดตามข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดเรื่องราวการร่วมมือที่น่าสนใจเช่นนี้ในอนาคต 

ข้อมูลทางเทคนิค DEFY Chronograph USM
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37.3 มม.
  • การกันน้ำ: 10 ATM
  • หน้าปัด: มี 4 สี ได้แก่ USM Green, USM Pure Orange, USM Golden Yellow และ USM Gentian Blue
  • จำนวนจำกัด: สีละ 60 เรือน
  • กลไก: El Primero 400 ความถี่ 5 Hz (36,000 VpH) สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก โครโนกราฟ (12-hour และ 30-minute) วันที่
  • สาย: สายนาฬิกาแบบ “ladder” สเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink
Bvlgari Octo Finissimo Tourbillon Marble และ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025
Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม

Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”

Ulysse Nardin Freak X Crystalium นาฬิกาแห่งนวัตกรรมที่ยังคงความบ้าคลั่ง

นาฬิการุ่น Freak X Crystalium เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของ Freak X โดยโดดเด่นด้วยหน้าปัดที่ทำจาก Crystalium ซึ่งเป็นวัสดุที่เกิดจากกระบวนการ PVD ที่สร้างโครงสร้างผลึกอันเป็นเอกลักษณ์บนฐานรูทีเนียม

การจัดงาน Geneva Watch Days ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และท่ามกลางการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่มากมาย มีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่ส่องประกายดุจอัญมณี นั่นคือ Ulysse Nardin Freak X Crystalium

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2001 คอลเลกชัน Ulysse Nardin Freak ก็ยังคงสถานะเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่โดดเด่นและท้าทายขีดจำกัดที่สุดเท่าที่เคยสร้างสรรค์มา นาฬิกาซีรีส์นี้ไม่มีเข็ม ไม่มีหน้าปัด และไม่มีเม็ดมะยม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งในเชิงนวัตกรรมการประดิษฐ์นาฬิกา แนวคิดหลักของ Freak คือการใช้กลไกที่หมุนได้เพื่อบอกเวลา ซึ่งทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนผังกลไกที่ซับซ้อน โดยตัวบอกชั่วโมงจะเชื่อมต่อโดยตรงกับบาร์เรลลาน ส่วนชุดเฟืองและกลไกจักรกรอกจะหมุนครบหนึ่งรอบทุกชั่วโมง และทำหน้าที่เป็นตัวบอกนาที

นอกเหนือจากความเฉลียวฉลาดทางกลไกแล้ว นาฬิการุ่นนี้ยังได้เปลี่ยนทิศทางของวงการนาฬิกาชั้นสูง ด้วยความซับซ้อนที่แสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง และการตกแต่งที่เชิดชูความซับซ้อนนั้น แม้ว่าในปัจจุบันแนวคิดเหล่านี้จะถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษนั้น นี่เป็นแนวคิดที่ใหม่ทั้งหมด

Ulysse Nardin Freak X Crystalium
รายละเอียดหน้าปัดของ Ulysse Nardin Freak X Crystalium

นาฬิกา Ulysse Nardin ได้พัฒนาแนวคิดของ Freak อย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในการพัฒนาที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อแบรนด์ได้เปิดตัว Freak X นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นเวอร์ชันที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นของนาฬิกาชื่อดังรุ่นนี้ โดยไม่สูญเสียความแปลกใหม่ที่เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ กลไกแบบ Flying Carousel ยังคงเป็นจุดเด่นหลัก แต่ในรุ่นนี้มาพร้อมกับกลไกไขลานอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ Freak X เป็นนาฬิการุ่น Freak รุ่นแรกที่มีเม็ดมะยม

Ulysse Nardin Freak X Crystalium
Ulysse Nardin Freak X Crystalium สร้างความประทับใจอย่างมากเมื่ออยู่บนข้อมือ

ครอบครัวใหม่ล่าสุดในตระกูล Freak คือ Freak X Crystalium ซึ่งเป็นการตีความใหม่ที่น่าทึ่งและโดดเด่นของการออกแบบด้วยหน้าปัดที่ตกแต่งอย่างประณีต หน้าปัดนี้ถูกล้อมรอบด้วยตัวเรือนและรายละเอียดหน้าปัดสีดำแบบ DLC

หน้าปัดทำจากวัสดุที่เรียกว่า Crystalium ซึ่งเป็นวัสดุที่ปฏิวัติวงการ วัสดุนี้ถูกสร้างขึ้นบนแกนหลักของรูทีเนียมซึ่งเป็นโลหะในกลุ่มแพลตตินัม โดยผ่านกระบวนการสะสมไอเชิงฟิสิกส์ (PVD) แบบช้าๆ ทำให้เกิดโครงสร้างผลึกบนหน้าปัดคล้ายกับน้ำค้างแข็งบนกระจก รูปร่างและรูปแบบของโครงสร้างผลึกที่ระยิบระยับเหล่านี้ไม่สามารถทำซ้ำได้และยากที่จะมองข้าม Ulysse Nardin ได้เสริมความงามนี้ด้วยการเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ที่อบอุ่นและสร้างเงาสีดำบนหน้าปัดอย่างละเอียดอ่อนเพื่อเพิ่มความดราม่าให้ถึงขีดสุด 

Ulysse Nardin Freak X Crystalium
การเคลือบ PVD สีโรสโกลด์และการไล่เฉดสีอย่างละเอียดช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับ Crystalium

ตลอดเวลากว่า 25 ปีนับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก Ulysse Nardin ไม่เคยล้มเหลวที่จะเข้าใจว่าในขณะที่ Freak คือผลงานที่น่าอัศจรรย์อย่างแท้จริงของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง แต่ก็เป็นผลงานที่เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นและน่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง และ Freak X Crystalium ได้รวบรวมบุคลิกคู่ขนานนี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Ulysse Nardin Freak X Crystalium
ข้อมูลทางเทคนิค
  • Reference: 2303-270-4A/3A  | 2303-270-4A/1A
  • กลไก (Movement): Self-winding Calibre UN-230 Manufacture สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน (Functions): บอกชั่วโมงและนาที กลไก Flying Carrousel ที่หมุนรอบแกนของตัวเอง
  • ตัวเรือน (Case): ขนาด 43 มม. ไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ พร้อมขอบหน้าปัดไทเทเนียมสีดำ
  • หน้าปัด (Dial): วัสดุ Crystalium สีโรสโกลด์พร้อมการไล่เฉดสีดำ
  • สาย (Strap): สายยางสีดำแบบ “ballistic” พร้อมการเย็บสีโรสโกลด์ มาพร้อมสายหนังจระเข้เพิ่มเติมพร้อมการเย็บสีโรสโกลด์และบัคเคิลแบบพับได้ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียม
  • การวางจำหน่าย (Availability): ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านนิทรรศการแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

A. Lange & Söhne เผยโฉมเรือนเวลาชั้นสูง 2 รุ่นใหม่ ณ Hampton Court Palace Concours of Elegance 2025

WORDS: Tracey Llewellyn | Sep 5, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

สรุป ในงาน Concours of Elegance 2025 ที่ Hampton Court Palace, A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่สองรุ่น
  • Richard Lange Jumping Seconds กลับมาอีกครั้งในตัวเรือนทองขาวกับหน้าปัดพิงค์โกด์จำนวนจำกัด 100 เรือน มาพร้อมกลไกเอสเคปเมนต์แรงคงที่ (constant-force escapement) และความแม่นยำแบบ ZERO-RESET
  • 1815 Tourbillon เปิดตัวในตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัด grand feu enamel สีดำ จำนวนจำกัด 50 เรือน รวมทูร์บิญอง (tourbillon) หยุดวินาที (stop-seconds) และ ZERO-RESET ไว้ในหนึ่งเรือน

ในงาน Concours of Elegance 2025 ที่ Hampton Court Palace A. Lange & Söhne ยังคงจับคู่ความหลงใหลในรถคลาสสิกกับนาฬิการุ่นใหม่สองรุ่น ได้แก่ Richard Lange Jumping Seconds ตัวเรือนพิงค์โกลด์และ 1815 Tourbillon ตัวเรือนแพลทินัมมาพร้อมหน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีดำ

คงยากจะหาฉากหลังใดที่เหมาะสมไปกว่าการจัดงาน Concours of Elegance ที่ Hampton Court Palace สำหรับการเผยโฉมนาฬิการุ่นใหม่สองเรือนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของ A. Lange & Söhne บนสนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างประณีตของพระราชวัง Tudor และล้อมรอบด้วย รถคลาสสิกที่สวยที่สุด 60 คันในโลก งานนี้จึงเป็นการเฉลิมฉลองทั้งงานฝีมือและมรดกอันทรงคุณค่า

สำหรับ Wilhelm Schmid ซีอีโอของ Lange และผู้หลงใหลในรถคลาสสิกมาตลอดชีวิต สถานที่นี้ไม่เพียงเหมาะสม แต่ยังมีความหมายส่วนตัวด้วย เพราะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศทางเทคนิค ซึ่งเป็นรากฐานของนาฬิกาทุกเรือนจากโรงงาน Glashütte เช่นเดียวกับงาน concours d’élégance ที่นำเสนอรถยนต์ซึ่งรวม วิศวกรรมล้ำยุคกับความงดงามเชิงประติมากรรม นาฬิการุ่นใหม่ของ Lange ก็แสดงให้เห็นว่า การประดิษฐ์นาฬิกาที่แม่นยำสามารถเป็นทั้งความสำเร็จทางเทคนิคและความเพลิดเพลินทางสุนทรียศาสตร์

ปีนี้ Lange เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นที่สะท้อนถึงสองคอลเล็กชันสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ Richard Lange ที่มีรากฐานจากการสังเกตเชิงวิทยาศาสตร์ และ 1815 ซึ่งยกย่องปีเกิดของผู้ก่อตั้ง Ferdinand Adolph Lange แต่ทั้งสองรุ่นมีความเชื่อมโยงร่วมกัน คือยกระดับความซับซ้อนที่มีอยู่แล้วให้โดดเด่นขึ้นด้วยนวัตกรรมเล็ก ๆ แต่มีความหมาย และทั้งคู่ยังคงรักษารายละเอียดอย่างพิถีพิถันจนมั่นใจได้ว่า จะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาสไตล์แซกโซนียุคใหม่

Richard Lange Jumping Seconds

เก้าปีหลังการเปิดตัว Richard Lange Jumping Seconds ยังคงเป็นนาฬิกาสำหรับนักสะสมตัวจริง มันเคยเป็นนาฬิกาที่ “อยู่ใต้เรดาร์” ตามคำกล่าวของผู้รู้จักที่ Glashütte ได้รับการชื่นชมอย่างเงียบ ๆ จากผู้ที่ซาบซึ้งใน หน้าปัดเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อนทางเทคนิคอย่างมหาศาล และตอนนี้ในปี 2025 Lange นำมันกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ที่โดดเด่นตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39.9 มม. ครอบหน้าปัดพิงค์โกลด์โทนอบอุ่น ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน

หน้าปัดพิงค์โกลด์โทนอบอุ่นตัดกับเครื่องหมายสีดำคมชัด เพื่อความอ่านง่ายอย่างสมบูรณ์แบบ
เพรียวบาง เรียบหรู และเรียบง่าย เครื่องมือวัดเวลาที่ออกแบบมาสำหรับนักสะสมตัวจริง

หน้าปัดคือการศึกษาเรื่องการออกแบบอย่างมีจุดประสงค์ สิ่งที่ดูเหมือนการจัดวางแบบสามวงกลมร่วมสมัย (three-circle regulator) แท้จริงแล้วมีรากฐานย้อนกลับไปถึงปลายศตวรรษที่ 18 Johann Heinrich Seyffert ช่างนาฬิกาโครโนมิเตอร์ชื่อดังแห่ง Dresden เป็นผู้คิดค้นรูปแบบนี้สำหรับ No. 93 pocket chronometer นาฬิกาที่มีความแม่นยำจนนักธรรมชาติวิทยาชื่อดัง Alexander von Humboldt นำติดตัวไปในการสำรวจอเมริกาใต้ในตำนาน Ferdinand Adolph Lange ได้แรงบันดาลใจจาก Seyffert และการจัดวางประวัติศาสตร์นี้ เข็มวินาทีขนาดใหญ่ตรงกลางและหน้าปัดย่อยเล็กสำหรับชั่วโมงและนาที กลายเป็นเอกลักษณ์ของการจับเวลาทางวิทยาศาสตร์

A. Lange & Söhne Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon

Anthony De Haas ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ A. Lange & Söhne อธิบายแนวคิดเบื้องหลังนาฬิการุ่นนี้ว่า:

“นี่คือนาฬิกาที่ไม่ธรรมดา ทั้งในแง่ของการออกแบบและกลไก เรามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นรายละเอียดเล็กน้อย นั่นคือ วินาที มันคือนาฬิกาแม่นยำที่มี เข็มวินาทีขนาดไม่เล็กพร้อม jumping seconds กลไกที่ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในเชิงการประดิษฐ์นาฬิกา และการปรับตั้งวินาทีที่สะดวกสบายผ่าน ZERO-RESET ในเวลาเดียวกัน นาฬิการุ่นนี้ยังเป็น เครื่องหมายและคำยกย่องต่อนาฬิกาสังเกตการณ์ในประวัติศาสตร์ ด้วยการออกแบบหน้าปัดแบบ regulator อันเป็นเอกลักษณ์”

ใน Jumping Seconds รุ่นใหม่ หน้าปัดพิงค์โกลด์ตัดกับเครื่องหมายและเข็มสีดำคมชัด ความเรืองรองของหน้าปัดมอบอารมณ์ที่แตกต่างจากหน้าปัดสีเงินเย็นหรือดำเข้มที่เราเคยเห็นมาก่อน แตกต่างจากเฉดสี “salmon” ที่นิยมในอุตสาหกรรมซึ่งมักออกด้าน ๆ และติดไปทางโทนทองแดง แต่หน้าปัดพิงค์โกลด์ของ Lange กลับมีความลึกและเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า

De Haas อธิบายว่า:

“เราพยายามสร้างสรรค์ผ่านการประดิษฐ์นาฬิกา มากกว่าการตั้งชื่อสีของหน้าปัด เราเรียกสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น นี่คือหน้าปัดพิงค์โกลด์จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างของสีระหว่างสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า ‘salmon’ กับ พิงค์โกลด์ 750 ซึ่งเราเลือกพิงค์โกลด์ 750 เพราะมันมีความ เปล่งประกายและความลึกอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า”

ฐานโลหะสะท้อนแสงได้เข้มขึ้น มอบความอบอุ่นและการอ่านง่ายในทุกสภาพแสง นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของ สายการผลิตหน้าปัดพิงค์โกลด์ของ Lange ที่เริ่มต้นจาก Datograph ในปี 2019 และปรากฏในคอลเลกชัน 1815 และ Lange 1 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ความต่อเนื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ช่วยสร้างเส้นใยแห่งความอบอุ่นอย่างละเอียดอ่อนในทั้งคอลเลกชัน โดยแต่ละรุ่นนำเสนอความแตกต่างในการสะท้อนแสงและความประณีต

อย่างไรก็ตาม Richard Lange Jumping Seconds ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รูปลักษณ์ ความอัจฉริยะของมันอยู่ที่ การทำงานประสานกันของกลไกสามระบบที่แตกต่าง ระบบแรกคือกลไกแรงคงที่ (constant-force mechanism) ทุกวินาที สปริงเรมงตูร์ (remontoir spring) จะถูกชาร์จจากถังสปริงหลัก ส่งพลังงานอย่างเท่าเทียมไปยังเอสเคปเมนต์ ทำให้แรงบิดคงที่และการเดินเวลาแม่นยำเยี่ยมตลอด พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง

ระบบที่สองคือ jumping seconds ซึ่งใช้กลไก star-and-flirt ปล่อยพลังงานที่เก็บไว้ทุกวินาที ทำให้ เข็มวินาทีขนาดใหญ่เคลื่อนทีละขั้น สำหรับผู้สังเกตทั่วไป มันดูคล้ายกับการติ๊กของนาฬิกา quartz แต่แท้จริงแล้วนี่คือการ ฟื้นฟูสิทธิบัตร “seconde morte” ของ Lange จากปี 1867 กลไกพิเศษนี้ถูกออกแบบเพื่อช่วยให้การอ่านเวลามีความแม่นยำสูง

ระบบสุดท้ายคือ ZERO-RESET ซึ่งเมื่อดึงเม็ดมะยมออก บาลานซ์จะหยุดทำงานและเข็มวินาทีจะกระโดดไปที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาในทันที ทำให้ผู้สวมใส่สามารถตั้งเวลาได้ อย่างแม่นยำถึงวินาที

A. Lange & Söhne Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon
ผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์: กลไกแรงคงที่และ ZERO-RESET ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อมองผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์จะเห็นกลไกภายในอย่างชัดเจน ทั้งสปริงเรมงตูร์ (remontoir spring) สตาร์วีล (star wheel) ที่หมุนใต้เพชรแซฟไฟร์ควบคุมการกระโดดของเข็มวินาที และระบบคลัตช์ซับซ้อนของกลไก ZERO-RESET นี่คือระดับความประณีตของช่างนาฬิกาสำหรับผู้เชี่ยวชาญเรียบง่าย แต่เติมเต็มความพึงพอใจอย่างลึกซึ้งสำหรับผู้รู้จริง

แม้ว่ากลไกจะซับซ้อนเพียงใด ตัวเรือนยังคง เพรียวบาง เรียบหรู และใส่สบาย สูงเพียง 10.6 มม. สายหนังจระเข้สีน้ำตาลเย็บมือ บาลานซ์ค็อกแกะสลักมือ และแผ่นสามในสี่จากเงินเยอรมันที่ไม่ได้ผ่านการเคลือบ ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลัง ยังคงยึดมั่นใน ประเพณีของ Lange

ตามคำกล่าวของ De Haas:
“เราไม่ได้พยายามสร้างสถิติเรื่องความสูงของกลไก ความซับซ้อนของเรากินพื้นที่เท่าที่จำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือทุกอย่างต้อง สมเหตุสมผลและสวยงาม แต่ละกลไกในนาฬิการุ่นนี้เป็นความท้าทายทางเทคนิคในตัวเอง โดยเฉพาะกลไก jumping seconds ซึ่งมักถูกประเมินต่ำเกินไป และนอกจากนี้ เรายังมี กลไก ZERO-RESET เมื่อดึงเม็ดมะยม เข็มวินาทีจะกระโดดไปที่ตำแหน่งศูนย์ทันที การรวมกันของสองกลไกนี้จึงสร้างความท้าทายใหม่อย่างเต็มรูปแบบ”

อย่างที่ Revolution เคยกล่าวไว้ ครอบครัวนาฬิกา Richard Lange คือ “การประดิษฐ์นาฬิกาสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำไม่แพ้ศิลปะ” และ Jumping Seconds รุ่นใหม่นี้ ก็สะท้อนปรัชญานั้นอย่างชัดเจน หน้าปัดพิงค์โกลด์ช่วยมอบความเรืองรองที่สอดคล้องกับ ความอบอุ่นจากแรงบันดาลใจทางประวัติศาสตร์

1815 Tourbillon

หาก Jumping Seconds คือความอัจฉริยะทางเทคนิคแบบเรียบง่าย 1815 Tourbillon รุ่นใหม่ คือความโดดเด่นกล้าหาญ แม้จะยังคง ความสมดุลและเรียบหรูแบบ Lange รุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน ตัวเรือนทำจาก แพลทินัม 950 กับหน้าปัด grand feu enamel สีดำสนิท นับเป็น นาฬิกา Lange เรือนที่ 12 ที่ใช้หน้าปัดอีนาเมล และเป็นเพียง รุ่นที่ห้าของ 1815 Tourbillon ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 ในตัวเรือนแพลทินัมและพิงค์โกลด์

A. Lange & Söhne Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon
โดดเด่นแต่สมดุล 1815 Tourbillon กับหน้าปัด grand feu enamel สีดำสนิท

ทูร์บิญอง คือการแสดงออกถึงความประณีตทางกลไก ตัวกรงหมุนถูกออกแบบมาเพื่อต้านแรงโน้มถ่วงที่มีต่อบาลานซ์ แต่ใน 1815 Tourbillon Lange ก้าวไปอีกขั้น มันรวมทูร์บิญอง เข้ากับกลไกหยุดวินาที (stop-seconds) และฟังก์ชัน ZERO-RESET

คุณสมบัติทั้งสองนี้ทำให้นาฬิกา ไม่เพียงแต่หยุดได้เมื่อดึงเม็ดมะยม ยังสามารถ ตั้งเวลาได้แม่นยำถึงวินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยมีในนาฬิกาทูร์บิญอง สำหรับ Lange ซึ่งได้จดสิทธิบัตร stop-seconds สำหรับทูร์บิญองในปี 2008 นี่ไม่ใช่แค่ความซับซ้อน เพราะเกี่ยวกับการใช้งานจริงและความแม่นยำ

De Haas กล่าวว่า:
“เราผลิตนาฬิกาที่แม่นยำ ในแง่นี้ แม้แต่ความก้าวเล็ก ๆ สู่ความสมบูรณ์แบบก็มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา ความผสมผสานเฉพาะตัวนี้คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ตามที่คุณคาดการณ์ได้ กลไก ZERO-RESET เมื่อรวมกับชิ้นส่วนควบคุมที่ไวต่อความละเอียดสูง เช่น กรงทูร์บิญอง จำเป็นต้องปรับจังหวะของคันโยกแต่ละอันอย่างแม่นยำ การรวมกันที่ไม่เหมือนใครนี้ทำให้เจ้าของสามารถปรับทูร์บิญองได้แม่นยำยิ่งขึ้น”

ตัวเรือนนาฬิกามีขนาด 39.5 มม. x 11.3 มม. และประดับด้วยหน้าปัดที่เรียบง่ายอย่างน่าประทับใจ ฐานไวท์โกลด์เคลือบด้วย อีนาเมลสีดำ vitrified หลายชั้น ผ่านการเผาและขัดเงานานหลายสัปดาห์ แต่ละหน้าปัดต้องผ่าน ขั้นตอนมากกว่า 100 ขั้นตอน ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวหน้าที่มีความลึกไร้ที่สิ้นสุด ตัดกับ ตัวเลขอารบิกสีขาวคมชัด และ เส้นรางนาที

A. Lange & Söhne Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon
ทูร์บิญองหนึ่งนาที รวมกับกลไกหยุดวินาทีและ ZERO-RESET ครั้งแรกของ Lange

De Haas กล่าวด้วยความภูมิใจเกี่ยวกับการทำหน้าปัดอีนาเมลว่า:

“หน้าปัด grand feu enamel ของ 1815 Tourbillon ถูกสร้างขึ้นที่โรงงานของเรา ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงการเตรียมหน้าปัดพื้นฐานจากไวท์โกลด์ การบดและทาสีอีนาเมล การเผาหลายครั้ง และการทำผิวสุดท้าย

“บ่อยครั้งต้องผลิตหลายหน้าปัดเพื่อให้ได้หน้าปัดหนึ่งที่ไร้ที่ติ การแก้ไขไม่ได้ แม้แต่ข้อบกพร่องเล็กน้อยก็ทำให้หน้าปัดใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันมีช่างนาฬิกาเพียงไม่กี่คนที่เชี่ยวชาญกระบวนการซับซ้อนนี้ ในกระบวนการนี้ สีอีนาเมลจะถูกทาและเผาซ้ำหลายชั้นจนเรียบเนียน ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ การป้องกันฟองอากาศเป็นความท้าทาย ซึ่งทำได้โดยทาบางชั้นและเผาหลายครั้ง แต่ความเครียดภายนอกก็ยังสามารถสร้างความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์คือหน้าปัดอีนาเมลที่สวยงามและคลาสสิก สำหรับ 1815 Tourbillon หน้าปัดต้องใช้ ชั้นสีสูงสุดถึง 30 ชั้น เพื่อสร้างความลึกและความเงาในสีดำสนิท”

ช่องเปิดขนาดใหญ่ที่ตำแหน่งหกนาฬิกาเผยให้เห็นทูร์บิญอง สะพานของมันขัดเงาให้เป็นสีดำด้วยเทคนิคการขัดเงาที่แม่นยำที่สุดในวงการนาฬิกา จากบางมุมมันเงางามเหมือนแก้ว แต่จากมุมอื่น ๆ มันจะหายไปในความมืดสนิท เป็นการแต่งแต้มความ งดงามแบบละครเวที ในองค์ประกอบที่เรียบง่าย

เมื่อพลิกนาฬิกาไปด้านหลังจะเห็น กลไก calibre L102.1 ประกอบด้วย 262 ชิ้นส่วน มีเพชรตั้งปลายแกนในชาตองทอง ณ จุดศูนย์กลางของทูร์บิญอง บาลานซ์แบบสกรู สั่นสะเทือนที่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง และ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยเอกลักษณ์แบบ Lange แผ่นเงินเยอรมันที่ไม่ได้ผ่านการเคลือบ การแกะสลักด้วยมือ และการขัดแต่งอย่างประณีต

เอกลักษณ์ของ Lange แผ่นเพลทสามในสี่ diamond endstone และรายละเอียดแกะสลักด้วยมือ


(diamond endstone) หรืออัญมณีรองรับ (Jewel Bearings) เป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของนาฬิกากลไกที่ทำจากเพชรแท้ ใช้เป็นจุดรองรับแกนหมุนของบาลานซ์หรือฟลายวีล และเป็นจุดรองรับเฟืองต่างๆ ในกลไกนาฬิกา เพื่อลดแรงเสียดทานและเพิ่มความทนทานโดยมีหน้าที่สำคัญดังนี้:

  1. ลดแรงเสียดทาน เพชรมีความแข็งสูงและเรียบเนียน ทำให้แกนหมุนสามารถหมุนได้อย่างลื่นไหล ลดการสึกหรอของโลหะ
  2. เพิ่มความแม่นยำ การลดแรงเสียดทานช่วยให้การเดินเวลาของนาฬิกามีความสม่ำเสมอและแม่นยำขึ้น
  3. เพิ่มความทนทาน เนื่องจากเพชรทนต่อการสึกกร่อน จึงช่วยยืดอายุของกลไก
  4. สัญลักษณ์ความประณีต การใช้เพชรในกลไกนาฬิกาเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาชั้นสูง แสดงถึงความพิถีพิถันและงานฝีมือ

สำหรับ De Haas แล้ว สิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้พิเศษ คือการออกแบบที่ดึงสายตาไปยังสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด นั่นคือทูร์บิญอง หน้าปัดอีนาเมลทำหน้าที่เสมือนเวทีอันงดงามที่นำเสนอความโดดเด่นของมัน โดยไม่แย่งซีนหรือเบี่ยงเบนความสนใจไปจากตัวกลไกนั้นสำหรับผม เขากล่าว “นี่คือการผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างกลไกความซับซ้อน และความงามคลาสสิกอันสง่างาม”

A. Lange & Söhne Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon
สง่างามในทุกมุมมอง ตัวเรือนแพลทินัมและหน้าปัดอีนาเมล สะท้อนศิลป์การประดิษฐ์แบบแซกซอนอันไร้กาลเวลา

ทำไมต้องเปิดตัวเรือนเวลาใหม่ที่ Hampton Court? คำตอบซ่อนอยู่ใน DNA ร่วมกันของรถคลาสสิกระดับ concours และเรือนเวลาของ Lange ทั้งสองต่างสืบทอดมรดกที่ยาวนานนับศตวรรษ ต้องการความทุ่มเทต่อศิลป์การสร้างอย่างไม่ลดละ และต้องให้ความอัจฉริยะทางกลไกถูกห่อหุ้มด้วยความงามที่ไร้กาลเวลา

Wilhelm Schmid มักกล่าวถึงความหลงใหลในรถคลาสสิกว่าเป็นส่วนขยายของความรักที่เขามีต่อเรือนเวลา ทั้งรถและนาฬิกาคือเครื่องจักรที่ปลุกเร้าอารมณ์ เพราะมันหมายถึงสิ่งที่เกินกว่าประโยชน์ใช้สอยธรรมดา ที่ Hampton Court, Lange มิได้ยืนเคียงข้างเพียงแบรนด์นาฬิกา แต่ยืนเคียงข้าง Bugatti, Ferrari และ Bentley แต่ละคันผ่านการบูรณะด้วยความทุ่มเทไม่ต่างจากที่ใช้กับคาลิเบอร์ของ Lange

Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ในโฉมใหม่นี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อพลิกโฉมดีไซน์ หากแต่เป็นการก้าวต่ออย่างมีชั้นเชิง รากลึกในประวัติศาสตร์ และพัฒนาด้วยความละเมียดละไม พวกมันคือชิ้นงานระดับ concours ที่ไม่จำเป็นต้องตะโกนเรียกร้องสายตา แต่กลับดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ “เข้าใจอย่างแท้จริง”

ในแซกซอนี ประเพณีมิใช่พันธะที่ถ่วงรั้ง แต่คือแหล่งพลังในการก้าวไปข้างหน้า การเปิดตัวทั้งสองเรือนนี้คือหลักฐานอีกครั้งว่า อดีตคือรากฐานของ Lange และความสง่างามที่แท้จริงนั้นเหนือกาลเวลา

ข้อมมูลทางเทคนิค
Richard Lange Jumping Seconds (Ref. 252.056)
  • กลไก: คาลิเบอร์ L094.1 ไขลานมือ จำนวนชิ้นส่วน 390 ชิ้น ระบบ constant-force escapement พร้อมสปริง remontoir ระบบปรับจังหวะความเที่ยงตรง พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน : แสดงชั่วโมงและนาที วินาทีแบบกระโดด (Jumping Seconds) พร้อม stop-seconds และ ZERO-RESET เครื่องหมายบอกพลังงานใกล้หมด
  • ตัวเรือน : ไวท์โกลด์ ขนาด 39.9 มม. ความหนา 10.6 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด : พิงค์โกลด์ 750 พร้อมสเกลพิมพ์สีดำ หน้าปัดสไตล์ regulator พร้อมเข็มวินาทีกลางแบบกระโดด ตัวชี้พลังงานรูปสามเหลี่ยมที่จุดตัดของชั่วโมง/นาที
  • สายนาฬิกา : สายหนังจระเข้เย็บมือสีน้ำตาลเข้ม พร้อมหัวเข็มขัดไวท์โกลด์
  • จำนวนผลิต : 100 เรือน
1815 Tourbillon (Ref. 730.094F)
  • กลไก: คาลิเบอร์ L102.1 ไขลานมือ จำนวนชิ้นส่วน 262 ชิ้น ทูร์บิญองหนึ่งนาทีพร้อมระบบหยุดวินาที (Patented Stop-Seconds) และ ZERO-RESET เพชรตั้งปลายแกนในกรอบทอง พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีแบบ subsidiary ทูร์บิญองพร้อม stop-seconds และ ZERO-RESET
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 39.5 มม. ความหนา 11.3 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ฐานไวท์โกลด์ 750 เคลือบ grand feu enamel สีดำสนิท ช่องเปิดตำแหน่ง 6 นาฬิกาเผยให้เห็นทูร์บิญอง ตัวเลขอารบิกสีขาวและสเกลนาทีแบบรางรถไฟ
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้สีดำเงาเย็บมือ พร้อมบานพับแพลทินัม
  • จำนวนผลิต: 50 เรือน

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา
H. Moser & Cie. ปรับโฉมใหม่ Pioneer Flying Hours ด้วยระบบ Instant-Jump Hours
Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink

Bvlgari เผยโฉมรุ่นพิเศษล่าสุด ร่วมกับศิลปิน Lee Ufan

ตัวเรือนสำหรับไอคอน การร่วมมือครั้งล่าสุดของ Bvlgari กับศิลปินเกาหลี-ญี่ปุ่น Lee Ufan นำเสนอนาฬิการุ่นพิเศษที่ผสมผสานงานศิลป์กับกลไกอัลตร้า

WORDS: Joyceline Tully | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

  • ผลงานใหม่ของ Bvlgari Octo Finissimo ถูกออกแบบร่วมกับศิลปิน Lee Ufan โดยตัวเรือนและสายไทเทเนียมแต่ละชิ้นผ่านการขัดมือจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • องค์ประกอบสำคัญในงานของ Lee คือความตึงระหว่าง หิน กับ กระจก โดยหินแทนความจำกัดที่คงที่ ส่วนกระจกสื่อถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขอบเขต

ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวเหมือนงานประติมากรรมและรูปทรงที่โดดเด่น ตัวเรือน Octo Finissimo มานานแล้วถือเป็นผืนผ้าใบและแรงบันดาลใจอันสมบูรณ์แบบสำหรับ รุ่นพิเศษเพียงไม่กี่รุ่น แตกต่างจากการร่วมมือข้ามแบรนด์หรือการใช้เซเลบริตี้เป็นจุดขายซึ่งมักพบในอุตสาหกรรมนาฬิกา รุ่นพิเศษเหล่านี้กลับเบลอเส้นแบ่งระหว่าง ประติมากรรมกับนาฬิกา และระหว่าง ศิลปะกับศาสตร์แห่งเวลา เรากำลังพูดถึงความร่วมมือของ Bvlgari กับสถาปนิกชาวญี่ปุ่นอย่าง Tadao Ando และ Kazuyo Sejima เป็นต้น

การร่วมงานครั้งแรกของ Ando กับ Bvlgari ในปี 2019 เป็นการตีความลวดลาย ก้นหอย (spiral motif) อย่างน่าทึ่งและสะกดสายตา เริ่มตั้งแต่เข็มวินาทีที่ไม่อยู่ตรงกลางและขยายลายไปยังส่วนอื่นของหน้าปัดบน Octo Finissimo Automatic ตัวเรือนไทเทเนียม ลายคลื่นที่พิมพ์ด้วยแลคเกอร์สีดำบนหน้าปัดไทเทเนียมสะท้อนเส้นโค้งของขอบหน้าปัดทรงกลม แม้จะมีความคมของเส้นแบบหลายเหลี่ยมแปดด้านของ flange และตัวเรือนก็ตาม ผลิตเพียง 200 ชิ้นและวางจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว

ความร่วมมือระหว่าง Bvlgari กับสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Tadao Ando ส่งผลให้นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันในคอลเล็กชัน Octo Finissimo บางรุ่นกลายเป็นผลงานที่น่าทึ่งที่สุด

การร่วมงานครั้งต่อมาของ Ando เกิดขึ้นในปี 2021 กับรุ่น Octo Finissimo Automatic ตัวเรือนเซรามิกสีดำ มาพร้อมหน้าปัดแลคเกอร์สีน้ำเงินครามและลวดลายก้นหอยแกะสลักด้วยเลเซอร์คล้ายรุ่นก่อนหน้า พร้อม พระจันทร์เสี้ยวทองคำเหลืองส่องประกาย เพื่อสื่อถึงการผ่านของกาลเวลา ขณะเดียวกัน สถาปนิกชาวญี่ปุ่นอีกคนอย่าง Sejima ก็สานต่อบทสนทนาที่ Ando เริ่มขึ้นด้วยแนวคิด “สถาปัตยกรรมแห่งการสะท้อน” ซึ่งถูกตีความอย่างชัดเจนผ่านตัวเรือนและสายขัดเงาสะท้อนแสง รวมถึงหน้าปัดกระจกตกแต่งด้วยลวดลายจุด ไม่แปลกใจเลยที่เสน่ห์เหนือจริงของนาฬิการุ่นนี้จะครองใจแฟน Bvlgari และ รุ่นลิมิเต็ด 360 ชิ้น ก็ขายหมดอย่างรวดเร็วเช่นกัน

“แนวคิดในการใช้ Octo เป็นผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกทางศิลปะอยู่ที่หัวใจของนาฬิกาเรือนนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างขึ้น”

— Fabrizio Buonamassa Stigliani, ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของ Bvlgari

“แนวคิดนี้ ซึ่งผสมผสาน กลไกซับซ้อน กับ สุนทรียศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดจากความปรารถนาอันไม่สิ้นสุดในการ สร้างสรรค์นาฬิกาใหม่ ผ่านการผสมผสานรูปแบบต่าง ๆ การร่วมงาน และการมีส่วนร่วมของบุคคลพิเศษ”

เขาอธิบายเพิ่มเติม

รุ่น Lee Ufan ไทเทเนียม หน้าปัดกระจกสีดำ และการสลักมือ

ศิลปินคนล่าสุดที่นำวิสัยทัศน์มาสู่ Octo Finissimo คือ Lee Ufan จิตรกรและประติมากร เกิดที่เกาหลี แต่ประจำอยู่ในญี่ปุ่น หนึ่งในธีมสำคัญและลวดลายซ้ำของ Lee คือความ ขัดแย้งระหว่างหินกับกระจก หินแทนข้อจำกัดที่มีอยู่จำกัด ส่วนกระจกสื่อถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขอบเขต สิ่งนี้ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียดอ่อนผ่านการออกแบบร่วมกัน ซึ่งเกิดจาก การแลกเปลี่ยนและสนทนาอย่างเข้มข้น ระหว่างศิลปินและ Stigliani

และนี่คือ Octo Finissimo Automatic ตัวเรือนไทเทเนียมทำหน้าที่เป็น ผืนผ้าใบว่างเปล่า บนหน้าปัดกระจกสีดำและเข็มแบบสเกเลตันสีดำ ถูกจัดวางอย่างตึงเครียดเหนือขอบหน้าปัดสแตนเลสขัดลายซันเรย์และตัวเรือนพร้อมสายไทเทเนียม แต่ละชิ้นสะท้อน ลวดลายสลักที่ไม่สม่ำเสมอ ราวกับเสื้อคลุมแห่งแพติน่าที่เกิดจากกาลเวลา รอยเหล่านี้เกิดจากการขัดและสลักแต่ละชิ้นด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะผ่านการ เคลือบผิวไทเทเนียมพิเศษ ทำให้แต่ละเรือนมีความ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“นาฬิการุ่นนี้ตรงข้ามอย่างชัดเจนกับความร่วมมือของ Sejima ซึ่งสะท้อนแสงทั้งหมด”

Stigliani กล่าว

“ครั้งนี้คือ นาฬิกาดิบ ๆ ที่เป็นตัวแทนศิลปะของ Lee Ufan”

เขากล่าวเพิ่มเติม
Fabrizio Buonamassa Stigliani (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของ Bvlgari และ ศิลปิน Lee Ufan (ขวา)

“ผมประทับใจกับความ ปรับตัวได้ของการออกแบบที่ไม่เหมือนใครนี้เป็นพิเศษ การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งจะเปลี่ยน เอกลักษณ์ของนาฬิกาและกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย รูปลักษณ์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย”

เขากล่าวเสริม

Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari ขับเคลื่อนด้วย กลไกอัลตร้าบาง BVL 138 แบบ in-house พร้อม ไมโครโรเตอร์แพลทินัม ซึ่งบางเพียง 2.23 มม. แต่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 60 ชั่วโมง เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า ฝาหลังตัวเรือนโปร่งใส พร้อมลายเซ็นด้วยลายมือของศิลปินบน ทุกชิ้นในจำนวนจำกัด 150 เรือน

ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari
  • รหัสอ้างอิง: 104132
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber BVL 138 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีเล็ก
  • ตัวเรือน: 40 มม. × 5.5 มม. ไทเทเนียม พร้อมขอบหน้าปัดสแตนเลสขัดลายซันเรย์ และฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ พร้อมลายเซ็นด้วยลายมือของ Lee Ufan กันน้ำ 30 ม.
  • หน้าปัด: เอฟเฟกต์สะท้อน (Mirroring effect)
  • สาย: สายไทเทเนียมสลักมือ พร้อมบานพับแบบบูรณาการ
  • จำนวนจำกัด: 150 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
H. Moser & Cie. ปรับโฉมใหม่ Pioneer Flying Hours ด้วยระบบ Instant-Jump Hours
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย
Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna เปิดตัวรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก

Oris เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำและการร่วมมือกับ Bamford

เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำ Calibre 113 และ Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control สองความซับซ้อนที่ไม่เหมือนใคร มาพร้อมสไตล์คลาสสิกแบบ Oris

WORDS: Felix Scholz . Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

  • Oris Big Crown Calibre 113 มาพร้อมปฏิทินที่แสดง สัปดาห์แบบไม่ธรรมดา
  • Oris จับมือ Bamford เปิดตัว ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ นวัตกรรมกลไกอินเฮาส์ และการปรับแต่งสุดสร้างสรรค์ ที่สะท้อน DNA ของ Oris

Oris เป็นแบรนด์ที่ทำให้เราหลงรักได้ง่าย เพราะเป็นแบรนด์ที่รู้ตัวเองและรู้วิธีสนุกกับการทำงาน ผลงานเปิดตัวของ Oris ในงาน Geneva Watch Days เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน Big Crown Calibre 113 คือการประดิษฐ์นาฬิกาแบบแท้จริง มาพร้อมมุมมองใหม่ของปฏิทินและสีสันที่โดดเด่นสะดุดตา ส่วน Oris X Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ ดูเหมือนสวมอนาคตไว้บนข้อมือ นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับทั้งสองรุ่น

Oris Big Crown Calibre 113

นาฬิกาของ Oris ที่ใช้ กลไกอินเฮาส์ ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ น่าสนใจและโดดเด่นที่สุด ของแบรนด์ และ Big Crown Calibre 113 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

Oris Big Crown Calibre 113 / Oris x Bamford ProPilot Altimeter Mission Control
Oris Big Crown Calibre 113 มาพร้อมตัวบอกสัปดาห์ประจำปีที่ไม่ธรรมดา

ต่อยอดจากมรดกของ Oris ที่เน้นกลไกขนาดใหญ่แบบไขลานด้วยมือ อย่าง Calibre 110 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 ได้อย่างชัดเจน ตัวเรือน Big Crown แบบคลาสสิก จึงบรรจุกลไกไขลานมือที่มีกำลังสำรอง 10 วัน พร้อม หน้าปัดแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เชิงเส้น

เหนือพื้นฐานนี้ Calibre 113 ยังเพิ่มปฏิทินที่ไม่ธรรมดา Oris ได้สร้างฟังก์ชัน ‘business calendar’ ที่แสดง วันที่ วันในสัปดาห์ และสัปดาห์ประจำปี ซึ่งเป็นวิธีที่แปลกใหม่แต่ใช้งานได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้จัดการโครงการ นอกจากนี้ยังมีตัวบอกเดือนเพื่อความหลากหลายสูงสุด จะไม่ใช่นาฬิกา Oris ถ้าสีสันไม่โดดเด่น หน้าปัดสีเขียวมิ้นต์พร้อม ไฮไลต์สีชมพูโรสสดใสและสำหรับสายตาของเรานั้นถือว่าน่าหลงใหลอย่างยิ่ง

Oris Big Crown Calibre 113 / Oris x Bamford ProPilot Altimeter Mission Control
Calibre 113 มาพร้อมกำลังสำรองถึง 10 วันเต็ม
ข้อมูลทางเทคนิค
Oris Big Crown Calibre 113
  • กลไก: ไขลานมือ Oris Calibre 113 กำลังสำรอง 240 ชั่วโมง (10 วัน)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก ตัวบอกสัปดาห์และเดือน ตัวบอกพลังงานสำรอง วันที่ วันในสัปดาห์ ตัวปรับวันและสัปดาห์
  • ตัวเรือน: 43 มม. × 13.5 มม. สตีล กันน้ำ 50 ม.
  • หน้าปัด: สีเขียว พร้อมมาตรวัดสีชมพู
  • สาย: สายสตีล

Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’

นักปรับแต่งนาฬิกาชื่อดัง George Bamford และทีมงานผู้เชี่ยวชาญได้หยิบ Oris ProPilot Altimeter หนึ่งในนาฬิกานักบินที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดของ Oris (พร้อมเครื่องวัดความสูงในตัว) มาปรับแต่งใหม่ให้ดูเหนือโลก รุ่นของ Bamford นี้ได้พา Altimeter ไปสู่ภารกิจแบบ retro-nostalgic ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าสนีกเกอร์ยุค 80 และสไตล์ไซเบอร์พังค์

Oris Big Crown Calibre 113 / Oris x Bamford ProPilot Altimeter Mission Control
George Bamford และทีมงานได้เนรมิตความพิเศษให้ Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’

การปรับแต่งที่เห็นได้ชัดที่สุดของ ‘Mission Control’ คือหน้าปัดถูกปรับแต่งใหม่ด้วยสีมะนาว เหลือง และแดง ให้ดูเหมือนฉากจากภาพยนตร์ Alien แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ด้วย รุ่นนี้ใช้กลไก calibre 793 ปรับปรุงใหม่ ช่วยลดความหนาของนาฬิกาขนาด 47 มม. ลงเล็กน้อย แต่ขนาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าหนักมากเพราะ Oris ร่วมมือกับ 9T Labs สร้างตัวเรือนจากคาร์บอนไฟเบอร์และโพลิเมอร์ ผ่านกระบวนการ additive moulding ทำให้เกิดลวดลายชั้นบนตัวเรือนคล้ายวงปีของต้นไม้*

(* ชั้นแหวนที่ปรากฏบน截ต้นไม้เมื่อถูกตัดขวาง แต่ละวงแทน การเติบโตของต้นไม้หนึ่งปี โดยแต่ละปีต้นไม้จะสร้างเนื้อไม้ใหม่และเปลี่ยนสี/ความหนา ทำให้เห็นเป็น ลวดลายวงกลมซ้อนกันหลายชั้น)

Oris Big Crown Calibre 113 / Oris x Bamford ProPilot Altimeter Mission Control
ด้วยขนาด 47 มม. ทำให้ Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ โดดเด่นบนข้อมืออย่างชัดเจน

ความสามารถพิเศษของ Bamford ในการเน้นความดราม่าของการออกแบบนาฬิกาไม่ควรถูกมองข้าม และ Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ ด้วยสีสันสดใส จึงเป็นการตีความที่สนุกสนานและทรงพลังของหนึ่งในนาฬิกาที่เฉพาะทางที่สุดของ Oris

ข้อมูลทางเทคนิค
Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’
  • กลไก: อัตโนมัติ Oris Calibre 793 กำลังสำรอง 56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีตรงกลาง วันที่ เครื่องวัดความสูง
  • ตัวเรือน: 47 มม. × 16.7 มม. คอมโพสิตคาร์บอน พร้อมขอบและฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD
  • หน้าปัด: ดำ พร้อมรายละเอียดสีเหลือง มะนาว และแดง
  • สาย: สายผ้าสีดำ บุหนังสีเหลืองและเขียวด้านใน
  • จำนวนผลิต: จำกัด 250 เรือน มีหมายเลขกำกับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink
เปิดตัว Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ นาฬิกาที่เชื่อมโยงหนึ่งศตวรรษแห่งแนวคิดหุ่นยนต์เข้ากับกลไก haute horlogerie
Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์

TAG Heuer เปิดตัว TH-Carbonspring และ Carrera Astronomer ในงาน Geneva Watch Days 2025

นวัตกรรมด้านคาร์บอน และการนำดวงจันทร์ใหม่สู่ TAG Heuer

WORDS: Felix Scholz | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

  • หลังจาก การวิจัยและพัฒนานาน 10 ปี TAG Heuer ประกาศเปิดตัว TH-Carbonspring นวัตกรรมใหม่ล่าสุด
  • ส่วน TAG Heuer Carrera Astronomer เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ของแบรนด์กับ ดวงจันทร์

TAG Heuer เป็นชื่อที่คุ้นหูจนบางครั้งเราอาจลืมไปว่า TAG ย่อมาจาก Techniques d’Avant Garde และการผลิตนาฬิกาที่ทันสมัยและล้ำเทคนิคคือหัวใจหลักของแบรนด์ การเปิดตัวสองรุ่นสำคัญในงาน Geneva Watch Days ได้แก่ TH-Carbonspring oscillator และ Carrera Astronomer ซึ่งเป็นสองรูปแบบที่แตกต่างกันของความเชี่ยวชาญและมรดกด้านความแม่นยำของ TAG Heuer

TAG Heuer TH-Carbonspring

หลังจาก การวิจัยและพัฒนานานสิบปี โดย TAG Heuer LAB แบรนด์ก็พร้อมที่จะเปิดตัว TH-Carbonspring ตัวเร่งความถี่คาร์บอนรุ่นใหม่ ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ TAG Heuer และผลิตทั้งหมด ภายในโรงงานของแบรนด์

(TH-Carbonspring ในความงดงามอย่างเต็มรูปแบบ)

Hairspring (ลานสปริง) ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่ Huygens ประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่ 17 การปรับปรุงโลหะผสมเหล็กและการคิดค้น ซิลิกอนฮาร์สปริงเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ช่วยยกระดับทั้งความแม่นยำ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือของชิ้นส่วนอันบอบบางนี้ TH-Carbonspring ของ TAG Heuer คือ ก้าวต่อไปในวิวัฒนาการของ hairspring

TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring นำเสนอเทคโนโลยีใหม่อย่างเด่นชัดเป็นจุดศูนย์กลาง

ถ้าคุณติดตามนาฬิกามานาน คุณอาจจำได้ว่า TAG Heuer เคยเปิดตัวเทคโนโลยี ‘Nanograph’ ในปี 2019 หลังจากการเปิดตัวนั้น ข่าวคราวของ Nanograph ก็เงียบหายไป และ TAG Heuer อธิบายว่าเทคโนโลยีดังกล่าว ไม่สามารถทำตามมาตรฐานความแม่นยำของแบรนด์ได้ แทนที่จะเก็บเข้ากรุ พวกเขาได้ ปรับปรุงระบบต่อเนื่องอีก 6 ปี เพิ่มความเสถียรของ carbon hairspring จนได้ระดับที่พึงพอใจ

และวันนี้ก็มาถึงแล้ว TH-Carbonspring พร้อมสำหรับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และมาพร้อมการรับประกัน 5 ปีจากแบรนด์

TAG Heuer Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring นาฬิกาเฉลิมฉลองคาร์บอน

มันคุ้มค่ากับการรอคอยอย่างแท้จริง สปริงใหม่มอบประสิทธิภาพสามด้านเหนือ Oscillator แบบดั้งเดิม ป้องกันแม่เหล็กสูง ทนแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม และน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ช่วย ยกระดับความแม่นยำในการจับเวลา (chronometry) ของนวัตกรรมชิ้นนี้

เพื่อโชว์เทคโนโลยีใหม่ TAG Heuer จึงเปิดตัว สองรุ่นใหม่ ได้แก่ Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring ทั้งสองรุ่นมี ตัวเรือนและหน้าปัดคาร์บอนเต็มรูปแบบ พร้อม สลักลวดลายเกลียวเล็กๆ บนหน้าปัด

ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring
  • รหัสอ้างอิง: CBL5190.FT6313
  • กลไก: อัตโนมัติ COSC-Certified Calibre TH20-60 กำลังสำรอง 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก Flyback Chronograph
  • ตัวเรือน: 39 มม. คาร์บอนฟอร์จสีดำ กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: คาร์บอนสีดำ พร้อมสลักลวดลายเกลียว
  • สาย: ยางสีดำ ปั๊มลายผ้า พร้อมตะเข็บสีดำ ตัวล็อกพับไทเทเนียมสีดำ

ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring
  • รหัสอ้างอิง: CBU5091.FT6305
  • กลไก: อัตโนมัติ COSC-Certified Calibre TH20-61 กำลังสำรอง 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีเล็ก Chronograph  Flying Tourbillon
  • ตัวเรือน: 44 มม.คาร์บอนฟอร์จสีดำกันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: คาร์บอนสีดำ พร้อมสลักลวดลายเกลียว
  • สาย: ยางสีดำ ตัวล็อกพับไทเทเนียมสีดำ
  • ราคา: 40,000 ฟรังก์สวิส (CHF)

TAG Heuer Carrera Astronomer

ถ้า TH-Carbonspring พูดถึงอนาคตของ TAG Heuer รุ่น Carrera Astronomer ก็คือการสะท้อนถึง อดีตของแบรนด์ โดยเฉพาะการเน้นด้านเทคนิคการจับเวลาที่เกี่ยวข้องกับ ดวงจันทร์

Carrera Astronomer เป็นการยกย่องสองด้านของความสัมพันธ์ระหว่าง TAG Heuer กับการจับเวลาตามดวงจันทร์ ที่โด่งดังที่สุดคือ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1962 นักบินอวกาศ John Glenn สวม Heuer stopwatch ดัดแปลงพิเศษ บนชุดนักบินในภารกิจ Friendship 7 ทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็น นาฬิกาสวิสเรือนแรกในอวกาศ

สามรุ่นใหม่ของ TAG Heuer Carrera Astronomer

หลายปีก่อนหน้านั้น ในปี 1949 Heuer ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาอีกเรือนที่เกี่ยวกับดวงจันทร์ชื่อ Solunar ซึ่งมาพร้อม ตัวบอกน้ำขึ้นน้ำลง (tide indicator) ทำงานตามทฤษฎี Solunar time ที่เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างดวงจันทร์กับโลกส่งผลต่อการทำกิจกรรมอย่าง ตกปลา ล่าสัตว์ และการเกษตร

TAG Heuer Carrera Astronomer นำเสนอวิธีการตีความใหม่ของ Moonphase แบบดั้งเดิม

TAG Heuer Carrera Astronomer มาใน สามรุ่น Carrera ขนาดตัวเรือน 39 มม. ตัวเรือนสตีล โดยผสมผสาน แนวทางเทคนิคของ TAG Heuer เข้ากับ การตีความเชิงศิลปะของดวงจันทร์

ใจกลางของการออกแบบนี้คือ การแสดงดวงจันทร์ที่ไม่เหมือนใคร เราคุ้นเคยกับ แผ่น Moonphase แบบดิสก์ แต่ TAG Heuer เลือกใช้ หน้าปัดสไตล์ readout แสดง เจ็ดช่วงของดวงจันทร์ การแสดงกราฟิกนี้ให้การอ่านค่าที่แม่นยำกว่า พร้อมทั้งมี ตัวบอกอายุของดวงจันทร์ (age-of-moon) ที่คำนวณวงจรดวงจันทร์ 29.5 วันได้อย่างแม่นยำ

นาฬิกาขับเคลื่อนด้วย Calibre 7 อัตโนมัติ มีให้เลือก รุ่นสตีลและโรสโกลด์, หน้าปัดเทาเข้มพร้อมรายละเอียดสีฟ้าเทอร์ควอยซ์, และ รุ่นสีเงินโมโนโครม ทั้งสามรุ่นมาพร้อม ฝาหลังสลักลายหอดูดาวเชิงดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นการรำลึกถึงความท้าทายในด้านหอดูดาวของศตวรรษที่ผ่านมา

โดยรวมแล้ว Astronomer คือ นาฬิกาแปลกใหม่ที่มีเสน่ห์ ที่เฉลิมฉลอง จิตวิญญาณการสำรวจของ TAG Heuer

ฝาหลังสลักลายถือเป็นไฮไลต์ของรุ่นนี้

ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Carrera Astronomer
  • รหัสอ้างอิง: WBX2112.FC6615
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre 7 กำลังสำรอง 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที วินาทีกลาง แสดงดวงจันทร์ (Moon Phases)
  • ตัวเรือน: 39 มม. สตีล กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: สีเงิน พร้อมรายละเอียด โรสโกลด์ ดำ หรือเทาเข้ม พร้อมไฮไลต์สีฟ้าเทอร์ควอยซ์
  • สาย: สายสตีล / สายสตีลและโรสโกลด์ / สายหนังสีเทา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink
Bvlgari Octo Finissimo Tourbillon Marble และ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025
Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม

เปิดตัว Gérald Genta Minute Repeater บทบาทที่สองของแบรนด์มาในโทนที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

Gérald Genta Minute Repeater นาฬิกาไฮเอนด์เยลโลว์ โกลด์กับกลไกตีเวลาอันซับซ้อน

WORDS: Cheryl Chia | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย:
Chakhriya. S

  • นาฬิกา Minute Repeater รุ่นใหม่ มาพร้อมตัวเรือน ทองคำเหลืองขนาด 40 มม. ตัวเรือนบางพิเศษเพื่อให้เสียงก้องสะท้อนชัดเจน แม้จะมีความบางเพียง 9.6 มม.
  • ขับเคลื่อนด้วย กลไกไขลานด้วยมือ GG-002 เผยให้เห็นดีไซน์กลไกแบบสถาปัตยกรรมของ Gérald Genta และผลิตจำกัดเพียง 10 เรือนต่อปี

แรงบันดาลใจและประวัติศาสตร์

ชื่อของ Gérald Genta เป็นที่จดจำไม่อาจแยกออกจากนาฬิกาที่สำคัญที่สุดบางรุ่นของศตวรรษที่ผ่านมา แต่การออกแบบให้คนอื่นไม่เคยเป็นจุดหมายปลายทางของเขา ในปี 1969 เขาก่อตั้งแบรนด์ภายใต้ชื่อของตัวเอง ด้วยเจตนาที่จะทำให้นาฬิกาที่มีความประณีตตรงตามวิสัยทัศน์ของเขา สำหรับ Genta การออกแบบที่ซับซ้อนย่อมนำไปสู่กลไกที่ซับซ้อนเช่นกัน และด้วยความช่วยเหลือจากผู้สร้างกลไกที่เก่งที่สุดในยุคนั้น เขาจึงสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีความซับซ้อนเกือบท้าทายทุกข้อจำกัด

และด้วยนาฬิกาที่สามารถบอกเวลาเป็นเสียงระฆัง (chiming watches) ของเขา หลายสถิติถูกสร้างขึ้น รวมถึง นาฬิกา grande et petite sonnerie อัตโนมัติพร้อมเสียง Westminster ครั้งแรกของโลก และ Minute Repeater บางเพียง 2.72 มม. ซึ่งยังคงเป็นนาฬิกา Minute Repeater ที่บางที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาจนถึงปัจจุบัน

การฟื้นคืนแบรนด์โดย LVMH

การฟื้นคืนแบรนด์ Gérald Genta ของ LVMH เริ่มต้นด้วยการสร้างสรรค์ ’90s Oursin ขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถัน สำหรับบทบาทที่สอง แบรนด์กลับมาไม่เพียงแต่ในด้านรูปลักษณ์ของงานออกแบบ Genta แต่ยังกลับสู่ ความกล้าหาญทางกลไก ด้วย Minute Repeater 

Gentissima Oursin และ Minute Repeater รุ่นใหม่ เป็นนาฬิกาที่ผลิตเป็นซีเรียลเรือนแรกนับตั้งแต่ประกาศฟื้นแบรนด์ในปี 2023 แม้ Mickey Mouse Minute Repeater ที่สร้างขึ้นสำหรับ Only Watch ในปีนั้นจะเป็นสัญญาณแรกของสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา

Gérald Genta Minute Repeater ตัวเรือนไวท์โกลด์ ความสมดุลอันสง่างามระหว่างความเรียบง่ายและความซับซ้อน
ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์: Matthieu Hegi

ตัวเรือนและหน้าปัด รวมถึงกลไกและการตีเวลา

นาฬิกาที่มีเสียงระฆัง (Chiming watches) เป็นหัวใจสำคัญในงานของ Genta เช่นเดียวกับสำหรับ Michel Navas และ Enrico Barbasini จาก La Fabrique du Temps ซึ่งทั้งสองเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้สร้างกลไกระดับสุดยอดของ Genta ในช่วงรุ่งเรือง จริง ๆ แล้ว ทั้งคู่มีส่วนร่วมในการสร้าง automatic grande et petite sonnerie ที่เปิดตัวในปี 1994 เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของแบรนด์ ดังนั้น การผลิต Minute Repeater จึงไม่เคยอยู่ในคำถาม

เมื่อมองด้วยตาเปล่า นาฬิการุ่นนี้ดูเหมือนเป็น นาฬิกาที่เรียบง่ายไม่หวือหวา แต่แฝงด้วยความประณีต ตัวเรือนเป็น รูปแปดเหลี่ยมโค้งมน ซึ่งสะท้อนความชื่นชอบรูปร่างนี้ของ Genta มายาวนาน ขนาดตัวเรือน 40 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง และสูงเพียง 9.6 มม.

นาฬิกามาพร้อม ขาเม็ดมะยมแบบกลางเดียว (single central lugs) และ ขอบตัวเรือนแบบ gadroon อันสวยงาม ซึ่งชวนให้นึกถึง รูปทรงเรขาคณิตหลายชั้นของตัวเรือนทรงพีระมิด ที่เขาเคยออกแบบไว้

การออกแบบตัวเรือนทรงประติมากรรมของ Gérald Genta Minute Repeater เมื่อมองจากด้านข้าง

เนื่องจากพื้นที่ภายในตัวเรือนจำกัด ผนังตัวเรือนจึงถูกลดให้บางที่สุด บางเพียง 0.6 มม. ในบางจุด เพื่อเพิ่มปริมาตรอากาศภายในตัวเรือนเมื่อเทียบกับขนาดภายนอก กระจกแซฟไฟร์ก็ถูกลดความหนาจากมาตรฐานราว 1 มม. เหลือ 0.8 มม.

สิ่งนี้ไม่เพียงเพิ่ม ปริมาตรภายในให้ตัวเรือนทำหน้าที่เป็นโพรงเสียงสะท้อน (resonant cavity) แต่ยังทำให้ พื้นผิวโลหะตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ผลลัพธ์คือ ทั้งอากาศภายในตัวเรือนและผนังตัวเรือนช่วยขยายเสียง ทำให้เสียงระฆังชัดเจนและก้องกังวานมากกว่าที่ขนาดอาจบ่งบอก

สำหรับตัวเรือนเลือกใช้ ทองคำเหลือง ซึ่งโดยทั่วไปให้โทนเสียงสว่างและละมุนกว่า ขณะที่ทองชมพูมักถูกมองว่าดีที่สุดสำหรับเสียงที่อิ่มและกลมมากกว่า แต่ด้วยผนังตัวเรือนที่บางมาก เสียงก้องของรุ่นนี้จึงอาจไม่เหมือนที่คาดคิดทั่วไป

หน้าปัด เป็น หินโอเน็กซ์สีดำลึก ที่ผิวสัมผัสสะท้อนแสงในแบบที่แลคเกอร์ทำไม่ได้ ให้ความรู้สึกทั้ง หนาแน่นและเปล่งประกาย สิ่งที่อาจดูเรียบง่ายและเคร่งครัด ถูกปรับสมดุลด้วย เส้นแบ่งนาทีแบบรางรถไฟ (railroad minute track) โดยมี หลักชั่วโมงเป็นเส้น วางอยู่บนวงใน ขณะที่วงนอกโอบตามรูปตัวเรือน

การเลือกใช้โอเน็กซ์สะท้อนถึง ความชื่นชอบของ Genta ต่อหน้าปัดหินแข็ง (hardstone dials) และสร้างความ ตึงเครียดอย่างเงียบสงบ กับกลไกซับซ้อนใต้หน้าปัด

เส้นแบ่งนาทีบนหน้าปัดมีวงในเป็นรูปทรงวงกลมสำหรับหลักชั่วโมง ขณะที่วงนอกโอบตามรูปทรงของตัวเรือนนาฬิกา
Gérald Genta Minute Repeater ตัวเรือนทองคำเหลือง พร้อมเม็ดมะยมประดับโอเน็กซ์คาโบชงขัดเงา

การออกแบบสะพานและรายละเอียดสถาปัตยกรรมกลไก

กลไก เป็น Calibre GG-002 แบบไขลานด้วยมือ ซึ่งเป็นเวอร์ชันปรับปรุงจากกลไกเดียวกับ Mickey Mouse Minute Repeater ที่ผลิตสำหรับ Only Watch 2023

กลไกออกแบบแบบ คลาสสิก โดยมี กงและค้อน รวมถึง strike train และ centrifugal governor อยู่บนเพลทด้านบนของตัวกลไก ขณะที่กลไกตีเวลา (striking mechanism) ประกอบด้วย snails และ racks จะอยู่ด้านหน้าของหน้าปัด กลไกมี กำลังสำรอง 80 ชั่วโมง จากถังลานเพียงถังเดียว และทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (vph)

กงสองอันที่มีโทนเสียงต่างกันถูกปรับจูนด้วยมือและโดยการฟังด้วยหูแบบแม่นยำ ทั้งสองถูกยึดกับเพลทหลักด้วย ตัวยึดโลหะ (metal foot)

การจัดวางและการออกแบบสะพานกลไก (bridge) นั้นงดงามมาก ขอบของสะพานถูกลากรอบ ล้อกลาง (centre wheel) โดยมี สะพานถังลาน (barrel bridge) อยู่ด้านหนึ่ง และ สะพานสำหรับถังลานตีเวลา (repeater barrel bridge) อยู่ด้านตรงข้าม ทำให้ ล้อกลางกลายเป็นจุดโฟกัสธรรมชาติของสถาปัตยกรรมกลไก การเชื่อมต่อระหว่างสะพานแต่ละชิ้นก็ทำได้อย่างสวยงาม มีมุมด้านใน (interior angles) ที่คมชัดและประณีตหลายจุด

นอกจากนี้ยังมี crossbar click ที่สร้างขึ้นอย่างสวยงาม ซึ่งพบได้ในนาฬิกาแบบดั้งเดิมไม่กี่รุ่นในตลาด เช่น Laurent Ferrier Tourbillon และ Minute Repeater ทั้งสองรุ่นพัฒนาขึ้นโดยมี Michel และ Enrico ช่วยในกระบวนการออกแบบ

ที่ตำแหน่ง สี่นาฬิกา จะพบกับ centrifugal governor ซึ่งมี ตัวเรือนรูปแปดเหลี่ยม ติดตั้งอยู่บน เฟืองท้ายสุดของชุดกลไกตีเวลา (repeater train) ทำหน้าที่ควบคุมความเร็วของเสียงระฆัง

แขนที่หมุนได้แต่ละอัน จะมีน้ำหนักที่ยึดอยู่ใกล้ศูนย์กลางด้วยสปริง เมื่อชุดกลไกเร่งความเร็ว แรงเหวี่ยง จะดันน้ำหนักออกไปจนใกล้ผนังด้านในของตัวเรือน การเสียดสีและแรงดึงของสปริงช่วย ควบคุมการหมุนให้คงที่ ทำให้เสียงตีออกมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือ ตัว governor ถูกครอบด้วยฝาครอบแซฟไฟร์ ซึ่งไม่ได้เพื่อโชว์ แต่เพื่อ ป้องกันฝุ่นจากแรงเสียดสีภายใน governor เข้าไปในกลไก

มุมมองใกล้ของชุดกลไกตีเวลา (strike train) พร้อม governor ที่ครอบด้วยฝาครอบแซฟไฟร์

การประกอบ กลไกหนึ่งเรือน ใช้เวลามากกว่า หนึ่งเดือน และการผลิตถูกจำกัดเพียง 10 เรือนต่อปี ในยุคที่ความหายากมักถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ดูพิเศษเพียงอย่างเดียว Minute Repeater ยังคงถูกจำกัดด้วย ข้อจำกัดที่แท้จริง ทั้งเวลาที่ต้องใช้แรงงานในการประกอบ การปรับเสียงกงแต่ละอันด้วยมือและหู การปรับแต่งกลไกตีเวลาอย่างพิถีพิถัน ทำให้ ความหายากของนาฬิกาเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในงานฝีมือเอง

Gérald Genta Minute Repeater หน้าปัดโอเน็กซ์สีดำ ตัวเรือนทองคำเหลือง
กลไก Calibre GG-002 ของ Gérald Genta Minute Repeater มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์
ข้อมูลทางเทคนิค
Gérald Genta Minute Repeater
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Calibre GG-002 กำลังสำรอง 80 ชั่วโมง ความถี่ 3Hz หรือ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (vph)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที Minute Repeater
  • ตัวเรือน: 40 มม. × 9.6 มม. ทองคำเหลือง 18K
  • หน้าปัด: โอเน็กซ์ พร้อมเข็มและหลักชั่วโมง ทอง 18K
  • สาย: สายหนังสีดำ
  • จำนวนการผลิต: จำกัด 10 เรือนต่อปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม
Bvlgari Octo Finissimo Tourbillon Marble และ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025
เปิดตัว Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ นาฬิกาที่เชื่อมโยงหนึ่งศตวรรษแห่งแนวคิดหุ่นยนต์เข้ากับกลไก haute horlogerie

Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink

WORDS: Lee Sheng . Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย:
Chakhriya. S

สำหรับงาน Geneva Watch Days 2025 Gerald Charles กลับสู่จุดเริ่มต้นกับนาฬิกาสปอร์ตขอบตัวเรือนแบบบูรณาการ (integrated-bracelet) ในปีนี้ แบรนด์ได้ฟื้นคืนหนึ่งในผลงานการออกแบบสุดท้ายของผู้ก่อตั้ง Gérald Genta กับรุ่น Masterlink Gem-Set

นาฬิการุ่นดั้งเดิมที่ได้รับมอบหมายจากราชวงศ์ใน ซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ไม่เพียงมีตัวเรือนแบบอะซิมเมทริก แต่ยังมาพร้อมสายที่ไม่สมมาตรเช่นกัน โดยลิงก์ด้าน 12 นาฬิกาเป็นแบบแบน ขณะที่ลิงก์ด้าน 6 นาฬิกาเป็นแบบโค้งเข้ากับตัวเรือน รุ่นต้นฉบับประดับเต็มด้วยเพชรและทับทิม ปัจจุบันสไตล์นี้กลับมาอีกครั้ง พร้อมเพชรน้อยลง แต่มีตัวเลือกอัญมณีที่โดดเด่น เช่น ไพลินสีฟ้าหรือแดง หรือ แซโวไรต์

Haute Joaillerie กับ Gerald Charles Masterlink Gem-Set

สิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นล่าสุดโดดเด่นคือ ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลทั้งหมด ยกเว้นเพียง ขอบตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ประดับอัญมณี การนำอัญมณีมาใช้มากมายบนตัวเรือนสเตนเลสถือว่าไม่ธรรมดา และยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับรุ่นนี้

หน้าปัด ก็ได้รับการประดับอัญมณีเช่นกัน โดยใช้อัญมณีชนิดเดียวกับที่ขอบตัวเรือนเป็นหลักชั่วโมงที่ติดตั้งมาอย่างประณีต นอกจากนี้ หน้าปัดถูกสร้างเป็น สองชั้น พร้อมช่องเว้าแนวตั้ง (vertical cut-outs) ที่สร้างมิติทางสายตาให้ดูลึกและน่าสนใจยิ่งขึ้น

Haute Joaillerie กับ Gerald Charles Masterlink Gem-Set

สัดส่วนของนาฬิกาก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจ ด้วยขนาดเพียง 38 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง และความหนา 7.99 มม. ทำให้นาฬิกาดูเรียบแบน กว้าง และมีขนาดพอดีอย่างลงตัวสำหรับนาฬิกาสปอร์ตลักชัวรี แตกต่างจากนาฬิกาสปอร์ตขอบตัวเรือนแบบบูรณาการหลายรุ่นที่มักดูหนักเพราะความหนา ทำให้สูญเสียความสง่างามไป

Haute Joaillerie กับ Gerald Charles Masterlink Gem-Set

หัวใจของ Masterlink Gem-Set คือกลไกไมโครโรเตอร์สุดประณีต ผลิตโดย Vaucher ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Parmigiani Fleurier กลไกนี้พัฒนาจาก VMF 5400 กลไกเดียวกับที่ใช้ใน Parmigiani Tonda PF แต่มีสะพานและการตกแต่งปรับแต่งพิเศษเฉพาะสำหรับ Gerald Charles เท่านั้น

Haute Joaillerie กับ Gerald Charles Masterlink Gem-Set

ข้อมูลทางเทคนิค
Gerald Charles Masterlink Gem-Set

  • รหัสรุ่น:
    • ML1.0-SSPS-WG31-18GS-SBCL
    • ML1.0-SSPS-WG32-18GS-SBCL
    • ML1.0-SSPS-WG43-18GS-SBCL
  • กลไก: อัตโนมัติ Swiss Manufacture 1.0 caliber กำลังสำรอง 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง และ นาที
  • ตัวเรือน: 38 มม. × 7.99 มม. สเตนเลสสตีล พร้อมขอบตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: เงินขัดลายซันเบิร์สแนวตั้ง พร้อมแถบแนวตั้งประดับหลักชั่วโมงด้วย ไพลินสีน้ำเงิน / ไพลินสีแดง / แซโวไรต์ จำนวน 13 เม็ด
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลแบบบูรณาการ
  • จำนวนการผลิต: จำกัด 10 เรือนต่อแต่ละสี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์
Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม
H. Moser & Cie. ปรับโฉมใหม่ Pioneer Flying Hours ด้วยระบบ Instant-Jump Hours

Bvlgari Octo Finissimo Tourbillon Marble และ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025

รุ่นใหม่ที่สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านวัสดุ

WORDS: Joyceline Tully | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

Tourbillon Marble รุ่นใหม่ ผลิตจำกัดเพียง 30 เรือน ตัวเรือนทำจากแพลตตินั่ม พร้อมหน้าปัดหินอ่อน Blu Incanto บางเฉียบ ตัดกับกลไก BVL 268 แบบบางพิเศษและฟลายอิ้งทูร์บิญอง และเป็นครั้งแรกที่ Bvlgari Aluminum เปลี่ยนวัสดุเด่นของรุ่นมาใช้บรอนซ์ เปิดตัวทั้งรุ่น GMT และ Chronograph

Octo Finissimo เพิ่มรุ่น Tourbillon Marble เข้าสู่คอลเล็กชันอีกครั้ง

การเปิดตัวในงาน Geneva Watch Days ครั้งนี้ของ Bvlgari แสดงให้เห็นถึงสไตล์อิตาเลียน ความมีเอกลักษณ์ และความรักในหินอ่อน สัญลักษณ์สูงสุดของความประณีตและความหรูหราในวัฒนธรรมโรมัน อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์ใช้หินอ่อน ใครจะลืม Octo Finissimo Tourbillon ที่ผลิตจากหินอ่อนเต็มตัวสำหรับ Only Watch ในปี 2023 ซึ่งตัวเรือนและสายนาฬิกาทั้งหมดที่ผ่านการเคลือบ DLC รวมถึงหน้าปัด ถูกห่อหุ้มด้วยหินอ่อน Verdi Alphi ได้เลย?

เมื่อต้นปีนี้ แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากอิตาลีได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการสร้างสรรค์นาฬิกาอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นคว้าแชมป์นาฬิกาบางที่สุดในโลกอีกครั้งด้วย Octo Finissimo Ultra Tourbillon บางเฉียบเพียง 1.85 มม.

ส่วน Octo Finissimo Marble Tourbillon ที่เปิดตัวพร้อมกัน แม้จะไม่ได้บางเฉียบเท่ารุ่น Ultra แต่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยหน้าปัดสีเขียวอัลไพน์ทำจากหินอ่อน Verdi Alphi และตัวเรือนทองบางเพียง 4.85 มม. ที่ตัดแต่งถึง 110 ด้านด้วยงานขัดด้านและขัดเงา

รุ่นหินอ่อนล่าสุดนี้มาพร้อมหน้าปัดสีฟ้าเข้มเข้มข้น เจียระไนจากหินอ่อนอิตาเลียน

เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า การสร้างสรรค์หน้าปัดนี้ต้องใช้ความชำนาญและความแม่นยำอย่างสูง เพราะหน้าปัดถือเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่บางที่สุดในวงการนาฬิกา และหินอ่อนก็ขึ้นชื่อว่าบอบบางและยากต่อการจัดการเมื่อต้องตัดให้บางขนาดนี้ การเพิ่มฟลายอิ้งทูร์บิญองเข้าไปอีกทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นเป็นสองเท่า ไม่ใช่เพียงเพราะต้องตัดหน้าปัดเพิ่มเพื่อทำช่องสำหรับทูร์บิญองเท่านั้น

ตัวเรือนมีขนาด 40 มม. ทำจากแพลตตินั่มขัดซาติน พร้อมฝาหลังใสเพื่อโชว์กลไกไขลานด้วยมือ BVL 268 แบบบางเฉียบด้านใน

กลไกนี้ตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève และ perlage ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ให้กำลังสำรอง 52 ชั่วโมง ตามธีมแพลตตินั่มและสีน้ำเงิน เข็มและหลักชั่วโมงจึงใช้สีน้ำเงินเรียบหรู ส่วนสายเป็นหนังจระเข้สีน้ำเงิน

Bvlgari เปิดตัว Octo Finissimo Marble Tourbillon และ Bronzo รุ่นใหม่ พร้อมวัสดุสุดพิเศษและดีไซน์ล้ำสมัย
ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari Octo Finissimo Marble Tourbillon
  • รหัสรุ่น: 104257
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Caliber BVL 268 กำลังสำรอง 52 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที และฟลายอิ้งทูร์บิญอง
  • ตัวเรือน: 40 มม. × 5.75 มม. แพลตตินั่ม พร้อมฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ กันน้ำ 30 ม.
  • หน้าปัด: หินอ่อน Blu Incanto สีน้ำเงิน
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงิน พร้อมบัคเกิลแพลตตินั่มขัดเงา
  • จำนวนการผลิต: จำกัด 30 เรือน

Bvlgari Bronzo กลับมาในวัสดุบรอนซ์

Bvlgari Aluminum ได้รับการอัปเดตวัสดุด้วยสองรุ่นใหม่ แทนที่จะใช้อลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่คุ้นเคย รุ่นใหม่นี้หุ้มด้วยบรอนซ์ วัสดุที่แบรนด์แทบไม่เคยใช้มาก่อน และด้วยเหตุนี้จึงได้รับชื่อว่า Bvlgari Bronzo การผสมผสานระหว่างสีบรอนซ์ทองอ่อนเงางามกับก้าน ขอบตัวเรือน และสายยางสีดำหม่น ส่งให้ได้ลุค สปอร์ตลักชัวรีร่วมสมัย ที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์ ตรงกับเทรนด์ปัจจุบัน

Bvlgari เปิดตัว Octo Finissimo Marble Tourbillon และ Bronzo รุ่นใหม่ พร้อมวัสดุสุดพิเศษและดีไซน์ล้ำสมัย

เช่นเดียวกับงานบรอนซ์ทุกชิ้น นาฬิการุ่นนี้จะเกิด เฉดสีและพาทินาที่เป็นเอกลักษณ์เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นักสะสมนาฬิกาหลายคนชื่นชอบ รวมถึงรุ่นนี้ด้วย ปัจจุบันมีให้เลือกสองรุ่นคือ Bvlgari Bronzo GMT และ Bvlgari Bronzo Chronograph

ทั้งสองรุ่นมีขนาดตัวเรือน 40 มม. และ 41 มม. ตามลำดับ ให้ความโดดเด่นบนข้อมือโดยไม่เกะกะสายตา อย่างไรก็ตาม Bvlgari Bronzo Chronograph มีความหนามากกว่าที่ 12.35 มม. มาพร้อมสเกลทาคีมิเตอร์ ช่องวันที่ที่ตำแหน่ง 4/5 นาฬิกา และเข็มเคลือบ Super-LumiNova เพื่อให้อ่านเวลาได้ง่าย

ส่วน Bvlgari Bronzo GMT มาพร้อมจาน 24 ชั่วโมงเคลือบแลคเกอร์สีดำตรงกลางสำหรับโซนเวลาที่สอง และมี กำลังสำรอง 50 ชั่วโมง เหมาะสำหรับนักเดินทางระดับโลก รายละเอียดเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ทั้งสองรุ่นใช้ฝาหลังไทเทเนียมขัดซาตินแบบแซนด์บลาสต์ พร้อมเคลือบ DLC สีดำให้ลุคเรียบหรู

Bvlgari เปิดตัว Octo Finissimo Marble Tourbillon และ Bronzo รุ่นใหม่ พร้อมวัสดุสุดพิเศษและดีไซน์ล้ำสมัย
Bvlgari เปิดตัว Octo Finissimo Marble Tourbillon และ Bronzo รุ่นใหม่ พร้อมวัสดุสุดพิเศษและดีไซน์ล้ำสมัย
ข้อมูลทางเทคนิค: Bvlgari Bronzo GMT
  • รหัสรุ่น: 104241
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber B192 กำลังสำรอง 52 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีกลาง GMT และวันที่
    ตัวเรือน: 40 มม. × 9.7 มม. ตัวเรือนบรอนซ์ขัดแซนด์บลาสต์ พร้อมขอบยางสีดำ ฝาหลังไทเทเนียมขัดซาตินและแซนด์บลาสต์ เคลือบ DLC สีดำ กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: ดำขัดด้านและเคลือบเงา
  • สาย: สายยางสีดำ
Bvlgari เปิดตัว Octo Finissimo Marble Tourbillon และ Bronzo รุ่นใหม่ พร้อมวัสดุสุดพิเศษและดีไซน์ล้ำสมัย
Bvlgari เปิดตัว Octo Finissimo Marble Tourbillon และ Bronzo รุ่นใหม่ พร้อมวัสดุสุดพิเศษและดีไซน์ล้ำสมัย
ข้อมูลทางเทคนิค: Bvlgari Bronzo Chronograph
  • รหัสรุ่น: 104242
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber B381 กำลังสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก โครโนกราฟ และวันที่
  • ตัวเรือน: 41 มม. × 12.35 มม. ตัวเรือนบรอนซ์ขัดแซนด์บลาสต์ พร้อมขอบยางสีดำ กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: ดำขัดด้าน
  • สาย: สายยางสีดำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์
De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์

Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม

เปิดตัว Angles Mecaline รุ่นจักรกล 37 มม. กับสองตัวเลือกหน้าปัดดำและเทา Taupe พร้อมสายหนังและหัวเข็มขัด

WORDS: Katherine Arteche | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

  • รุ่น Angles ถูกอัปเกรดด้วยกลไกจักรกลเต็มรูปแบบ โดยมีความต่างของความหนาเพียง 0.7 มม. เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า

Beda’a History: ศิลปะแห่งนาฬิกาที่เกินกว่าการบอกเวลา

ในโลกแห่งการบอกเวลา ทุกวินาทีมีค่า ความแม่นยำคือหัวใจสำคัญ และการแสวงหาความสมบูรณ์แบบไม่สิ้นสุด สิ่งเหล่านี้สะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่เต็มไปด้วยความรักและความทุ่มเทต่อความประณีต นั่นคือ Beda’a แบรนด์ที่ศิลปะแห่งการสร้างสรรค์นาฬิกาเหนือสิ่งอื่นใด

เส้นทางของ Beda’a เต็มไปด้วยความหลงใหลและนวัตกรรม เริ่มต้นจากร่มเงาของบริษัทแม่ Albidaa ซึ่งแนวคิดในการสร้างนาฬิกาที่สะท้อนมรดกของเราและพร้อมก้าวสู่อนาคต ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2016 ความมุ่งมั่นของ Albidaa ต่อความเป็นเลิศและความพึงพอใจของลูกค้า ปูทางสู่การเกิดขึ้นของ Albidaa Watches ซึ่งนาฬิกาเหล่านี้ประดับข้อมือทั่วภูมิภาค และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเอกลักษณ์อันปราณีตของแบรนด์

เมื่อผู้คนเริ่มแสดงความปรารถนาอยากเห็นผลงานเพิ่มเติม ผนวกกับวิสัยทัศน์ของทีมในการเติบโตและรับความท้าทายใหม่ ๆ แนวคิดของแบรนด์ใหม่จึงเกิดขึ้น และนี่คือจุดเริ่มของการวิวัฒนาการ สิ่งที่เคยเป็นวิสัยทัศน์ภายใน Albidaa เติบโตขึ้นจนกลายเป็นเอนทิตีอิสระ Beda’a แบรนด์ที่มั่นคง ยึดรากฐานของตนและมุ่งสู่ขอบฟ้าใหม่ในระดับสากล

Angles ดีไซน์แปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์

เมื่อ Angles เปิดตัวโครงสร้างที่โดดเด่นแต่แฝงความสง่างามของมันได้กำหนดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Beda’a อย่างชัดเจน แน่นอนว่า รูปทรงแปดเหลี่ยมไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกนาฬิกา เช่น Audemars Piguet Royal Oak ของ Gérald Genta หรือ Patek Philippe Nautilus กับตัวเรือนทรงหมอนอันละเอียดอ่อน ล้วนหยิบยกเรขาคณิตแปดด้านนี้มาใช้ รูปทรงแปดเหลี่ยมจึงมักถูกเชื่อมโยงกับสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา

แต่สำหรับ Sohaib Maghnam ผู้ก่อตั้ง Beda’a ความท้าทายคือการทำให้รูปทรงแปดเหลี่ยมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เขาจินตนาการถึงนาฬิกาที่มี ขอบตัวเรือนแปดเหลี่ยม วางอยู่บนตัวเรือนกลางที่เอียง พร้อมชั้นเลเยอร์ซ้อนกันที่ขัดเกลาอย่างพิถีพิถันด้วยพื้นผิวที่สลับกัน การออกแบบนี้ถือว่า กล้าหาญสำหรับแบรนด์หน้าใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับเหนือความคาดหมาย ทั้งนักสะสมมือใหม่และผู้ชำนาญต่างโอบรับดีไซน์นี้อย่างเต็มใจ

เปลี่ยน Angles จากควอตซ์สู่จักรกล

จากนั้น Maghnam ตั้งคำถามท้าทายตัวเอง จะทำอย่างไรให้ นาฬิกาควอตซ์กลายเป็นจักรกล โดยไม่แตะต้องดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์? การพัฒนากินเวลานานถึง 15 เดือน กว่าจะเปลี่ยน Angles ให้กลายเป็นนาฬิกาจักรกลได้โดยไม่ทำลาย DNA ของดีไซน์ ทุกองค์ประกอบ ขอบตัวเรือน หน้าปัด แซฟไฟร์คริสตัล ถูกปรับให้บางลงอย่างละมุนละม่อม ฝาหลังแบบทึบถูกแทนที่แซฟไฟร์ เพื่อรักษารูปทรงตัวเรือนให้เพรียว ผลลัพธ์คือสถาปัตยกรรมแปดเหลี่ยมเดิม เพิ่มความหนาเพียง 0.7 มม. เท่านั้น

Beda’a Angles Mecaline ETA 7001
มีให้เลือกสองเวอร์ชัน หน้าปัดดำ หรือ เทา Taupe ทั้งสองรุ่นมาพร้อมสายหนังและหัวเข็มขัด

Mecaline ความมินิมัลที่สะอาดตาและคมชัด

Mecaline ยังคง ความเรียบง่ายและปราณีต แบบเดียวกับรุ่นควอตซ์ต้นฉบับ ไม่มีสัญลักษณ์ชั่วโมงใดมารบกวนหน้าปัด จุดเพิ่มเดียวคือ หน้าปัดวินาทีขนาดเล็ก ดีไซน์ในรูปแบบ sector พร้อมพื้นผิว semi-matte sunray หรือ circular finishing เปิดตัวพร้อม สองตัวเลือกหน้าปัดดำ หรือเทา Taupe แต่ละรุ่นอยู่ในตัวเรือนขนาด 37 มม. จับคู่กับสายหนัง

ในด้านกลไก รุ่น Angles ใช้คาลิเบอร์ ETA 7001 แบบไขลานมือ ซึ่งเป็นกลไกยอดนิยมที่ให้พลังงานสำรองประมาณ 42 ชั่วโมง

Beda’a Angles Mecaline ETA 7001
Beda’a Angles Mecaline ETA 7001
Beda’a Angles Mecaline ETA 7001
ข้อมูลทางเทคนิค
Angles Mecaline
  • รหัสรุ่น: BQAM0525-37
  • กลไก: ไขลานมือ คาลิเบอร์ ETA 7001 พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที หน้าปัดวินาทีขนาดเล็ก
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. × 34 มม. ตัวเรือนสตีล กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ดำ / เทา Taupe
  • สายนาฬิกา: หนัง Epsom พร้อมหัวเข็มขัด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์
De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์

H. Moser & Cie. ปรับโฉมใหม่ Pioneer Flying Hours ด้วยระบบ Instant-Jump Hours

H. Moser & Cie. เปิดตัวเรือนเวลาใหม่ล่าสุดในงาน Geneva Watch Days 2025

WORDS: Katherine Arteche | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

Moser เผยโฉมระบบแสดงเวลาแบบ wandering hours เวอร์ชันใหม่ที่แม่นยำขึ้น พร้อมฟังก์ชัน instant-jump โดดเด่นด้วยสองสไตล์หรูหรา ตัวเรือน เรดโกลด์จับคู่หน้าปัด aventurine และ สตีลผสานหน้าปัด white fumé ที่สะอาดเรียบ

เมื่อ H. Moser & Cie. เปิดตัวคอลเล็กชัน Pioneer ในปี 2015 นาฬิการุ่นนี้ถูกวางให้เป็นภาพแทนของ “เรือนเวลาสำหรับทุกวัน” ตัวเรือนขนาด 42.8 มม. พร้อมการกันน้ำ 12 ATM ชูจุดเด่นด้านความทนทานและพร้อมลุยได้ทุกโอกาส ขณะที่หน้าปัดดีไซน์เรียบไร้สิ่งรบกวนสายตา ก็ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์แบบมินิมัลอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Moser ได้อย่างชัดเจน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Pioneer ค่อย ๆ เติบโตและต่อยอดด้วยกลไกซับซ้อนมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Flying Hours การตีความใหม่ในแบบโมเดิร์นของคอนเซ็ปต์ wandering hours อันคลาสสิก แทนที่การกวาดของเข็มชั่วโมงรอบหน้าปัดแบบดั้งเดิม Flying Hours ใช้ระบบแผ่นดิสก์หมุน ดิสก์ชั่วโมงขนาดเล็ก 3 วง โคจรรอบดิสก์นาทีตรงกลาง แต่ละดิสก์หมุนบนแกนของตัวเองเพื่อแสดงชั่วโมงที่ถูกต้องผ่านช่องหน้าปัด ขณะเดียวกันดิสก์นาทีตรงกลางก็เคลื่อนที่ไปตามองศา 120° เพื่อบอกนาทีได้อย่างแม่นยำ

H. Moser & Cie. Pioneer Flying Hours Instant-Jump Hours
H. Moser & Cie Pioneer Flying Hours ในตัวเรือนเรดโกลด์ 5N มาพร้อมหน้าปัด aventurine ที่สะท้อนภาพฟากฟ้ายามค่ำคืนลึกเร้นและพร่างพราวดุจดวงดาว ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน เท่านั้น

เจ็ดปีหลังจากการเปิดตัว Flying Hours รุ่นแรก วันนี้ H. Moser & Cie. กลับมาพร้อมการอัปเดตครั้งสำคัญด้วยสองเรฟเฟอเรนซ์ใหม่ ตัวเรือนเรดโกลด์ 5N เสริมไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ และ ตัวเรือนสตีล แต่ละรุ่นต่างมีบุคลิกเฉพาะตัว รุ่นเรดโกลด์โอบล้อมหน้าปัด aventurine พร่างดาว ทำให้ดิสก์นาทีตรงกลางแทบเลือนหายไปในบางมุม ขณะที่ตัวเลขชั่วโมง “กระโดด” ขึ้นมาให้เห็นชัดในทันที แตกต่างจากรุ่นแรกที่ตัวเลขจะค่อย ๆ จางหายและปรากฏขึ้นแบบเนิบช้า รุ่นใหม่นี้ใช้กลไก instantaneous jump ทำให้การอ่านค่าชั่วโมงชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้นในเสี้ยววินาที

H. Moser & Cie. Pioneer Flying Hours Instant-Jump Hours
เวอร์ชันตัวเรือน สตีล ถ่ายทอดเสน่ห์แบบ industrial อย่างละเมียดละไม จับคู่กับหน้าปัด white fumé ที่สะอาดคมกริบ

ในขณะที่รุ่น สตีลกับหน้าปัด white fumé ถ่ายทอดความเรียบสะอาด ชัดเจน และอ่านง่ายกว่ารุ่น aventurine แม้อารมณ์จะไม่ดรามาติกเท่า แต่กลับมอบความคมชัดเหนือชั้นทุกมุมมอง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ HMC 240 ที่มอบสมดุลระหว่างความงามและวิศวกรรม bi-directional winding ให้พลังสำรองขั้นต่ำถึง 3 วัน พร้อมโรเตอร์แกว่งที่รังสรรค์จากเรดโกลด์แท้หรือทังสเตน ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น

H. Moser & Cie. Pioneer Flying Hours Instant-Jump Hours
ข้อมูลทางเทคนิค
H. Moser & Cie. Pioneer Flying Hours
  • รหัสรุ่น: 3240-0900 / 3240-1200
  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ HMC 240 Manufacture พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงกระโดดแบบ instantaneous jumping hours ระบบแสดงเวลาแบบ planetary display สำหรับชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 42.9 มม. × หนา 16.1 มม. ตัวเรือน เรดโกลด์ 5N ผสานไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ หรือสตีล กันน้ำลึก 120 เมตร
  • หน้าปัด: Aventurine หรือ white fumé ลายซันเบิร์สต์
    สายนาฬิกา: สายยางสีดำหรือสีเทา พร้อมหัวเข็มขัดปิ่นไทเทเนียมเคลือบ DLC หรือสตีล
  • การวางจำหน่าย: รุ่น Ref. 3240-0900 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย

เปิดตัว Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ นาฬิกาที่เชื่อมโยงหนึ่งศตวรรษแห่งแนวคิดหุ่นยนต์เข้ากับกลไก haute horlogerie

หุ่นยนต์กับมนุษย์…ใครกันแน่ที่ควบคุมเวลา?

หุ่นยนต์จะครองโลกมนุษย์ได้จริงหรือ? หรือสุดท้ายแล้วมันคือภาพสะท้อนที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเตือนตัวเองถึงพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คำถามนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุค AI หากแต่ย้อนกลับไปได้ถึงปี 1921 เมื่อ Karel Čapek นักเขียนชาวเช็กนำคำว่า robot มาใช้ครั้งแรกในบทละคร R.U.R. (Rossum’s Universal Robots) เรื่องราวของแรงงานสังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้มนุษย์ แต่กลับลุกขึ้นต่อต้านผู้สร้าง

หนึ่งศตวรรษให้หลัง คำถามนี้ยังคงสะท้อนในสังคมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ หรือโครงข่ายดิจิทัลที่ซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน และนั่นเองที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Czapek & Cie แบรนด์นาฬิกาสวิสชั้นสูง หยิบประเด็นนี้มาเล่าผ่านผลงานรุ่นใหม่ Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’

เมื่อหุ่นยนต์มีชีวิตบนหน้าปัด

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของรุ่นนี้คือหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่ติดตั้งอยู่บนหน้าปัดแซฟไฟร์เคลือบสีเทาเมทัลไลซ์ ศีรษะของมันทำจากไทเทเนียม ผ่านการตัดแต่ง ขัดเงา และแกะสลักเลเซอร์อย่างประณีต โดย MD’Art พันธมิตรคนสำคัญของ Czapek และที่พิเศษกว่านั้นคือ “ดวงตา” ของหุ่นยนต์สามารถเปลี่ยนสีได้ตามการทำงานของโครโนกราฟ เหลืองเมื่อเริ่มจับเวลา แดงเมื่อหยุด และน้ำเงินเมื่อรีเซ็ต กลายเป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ที่ทำให้กลไกซับซ้อนดูมีชีวิตชีวา

ไม่เพียงเท่านี้ รายละเอียดปลีกย่อยยังสะท้อนธีม R.U.R. อย่างชัดเจน เข็มโครโนกราฟสีขาวจับคู่กับเข็ม rattrapante อะลูมิเนียมสีน้ำเงินปลายขาว บนหน้าปัดย่อยและสเกลเวลามีสัญลักษณ์ ‘XX’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอักษรของเผ่า Yautja ในภาพยนตร์ Predator เชื่อมโยงทั้งโลกวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมป๊อป และปรัชญาในเรือนเดียว

พลิกโฉมกลไก Split-Seconds Chronograph

หัวใจของรุ่นนี้คือ Calibre SXH6 กลไก split-seconds chronograph ที่พัฒนาโดย Czapek ร่วมกับ Jean-François Mojon จาก Chronode โดยเลือก “พลิกด้านในออกมา” ให้ผู้สวมใส่ได้เห็นการทำงานซับซ้อนจากด้านหน้า ผ่านสะพานจักรทรงสามขาและกลไกจับเวลาที่จัดวางให้เปิดเผยทุกจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แนวนอน คอลัมน์วีล หรือการเคลื่อนไหวสอดประสานของเข็มทั้งสอง

สิ่งที่ทำให้รุ่น ‘R.U.R.’ ก้าวไปไกลกว่าคือระบบ isolator กลไกชาญฉลาดที่ช่วยแยกการทำงานของโครโนกราฟสองชุดออกจากกัน ลดแรงเสียดทานและการรบกวนระหว่างการใช้งาน ส่งผลให้ความแม่นยำสูงขึ้นและเสริมความน่าเชื่อถือของกลไก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา split-seconds chronograph ในยุคปัจจุบัน

Haute Horlogerie ในรายละเอียด

แม้ความโดดเด่นของรุ่นนี้จะอยู่ที่หุ่นยนต์และกลไก แต่ Czapek ยังคงรักษามาตรฐานการตกแต่งระดับ haute horlogerie ทุกชิ้นส่วนผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างละเอียด สะท้อนแสงเงาบนคานและสะพานจักร ขอบเหลี่ยมที่คมกริบ พื้นผิวพ่นทรายด้าน และสกรูเคลือบสีน้ำเงินที่เพิ่มเสน่ห์ความหรูหรา

ด้านหลังเผยให้เห็นโรเตอร์ทองคำโรสโกลด์ 5N แบบ skeleton ตกแต่งอย่างพิถีพิถัน สามารถขึ้นลานให้พลังงานสำรองถึง 60 ชั่วโมง ตัวเรือนขนาด 42.5 มม. ดีไซน์แบบ integrated bracelet เชื่อมต่อสายกับตัวเรือนอย่างกลมกลืน สมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและความประณีต

เวลาที่ซ่อนคำถาม

Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาที่บอกชั่วโมง นาที และวินาที เพราะนี่เป็นงานศิลป์ที่หยิบเอาประเด็นปรัชญา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร มาผสมผสานเข้ากับกลไกอันซับซ้อนและความงามเชิงช่างฝีมือ ผลลัพธ์คือการสร้างบทสนทนาใหม่ที่ก้าวข้ามทั้งศาสตร์และศิลป์

เรือนนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 77 เรือน เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2025 ผ่านบูติก Czapek ที่เจนีวาและตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงบนเว็บไซต์ Czapek.com

เมื่อเวลาคือสิ่งที่มนุษย์พยายามควบคุม แต่เรากลับสร้างเครื่องจักรขึ้นมาเพื่อจัดการเวลาแทนเรา…ในอนาคต ใครกันแน่ที่จะเป็นเจ้าของเวลาที่แท้จริง มนุษย์ หรือหุ่นยนต์?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ (Limited Edition 77 เรือน)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 42.5 มม. ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์เคลือบสีเทาเมทัลไลซ์ ประดับหุ่นยนต์จิ๋วไทเทเนียมพร้อมดวงตาเปลี่ยนสีตามการทำงานของโครโนกราฟ
  • ฟังก์ชัน: Split-seconds chronograph ชั่วโมง นาที วินาที
  • กลไก: Calibre SXH6 พัฒนาโดย Czapek ร่วมกับ Chronode ความถี่ 4Hz พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง มาพร้อมระบบ isolator เพื่อลดแรงเสียดทาน
  • สาย: Integrated bracelet เข้ากับตัวเรือนแบบไร้รอยต่อ

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิมเติม
Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna เปิดตัวรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย

Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์

บางครั้ง…ยิ่งน้อย ก็ยิ่งมาก

WORDS: Felix Scholz |  Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

Favre Leuba ได้เปิดตัวนาฬิกาแบบ Skeletonized (เปลือยเรือน) เรือนแรกในประวัติศาสตร์กว่า 288 ปี ของแบรนด์

ความสำเร็จของ Favre Leuba ยังคงดำเนินต่อไป โดยแบรนด์ได้ต่อยอดจากนาฬิกาตูร์บิญองที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี ด้วยการนำเสนอผลงานใหม่ล่าสุดอย่าง Chief Skeleton ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “ยิ่งน้อย ก็ยิ่งมาก” ดีไซน์อันโดดเด่นนี้ถือเป็นนาฬิกาแบบ Skeletonized (เปลือยเรือน) เรือนแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และมีจุดเด่นมากมายที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

Favre Leuba เปิดตัวนาฬิกา Chief Skeleton

Favre Leuba Chief Skeleton ได้รับการออกแบบโดยใช้ตัวเรือนทรงหมอนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งมีขนาดกำลังพอดีที่ 40 มม. โดยมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น: กลไกสีทอง ที่มาพร้อมตัวเรือนเหล็กขัดเงา หรือ กลไกสีแอนทราไซต์ (เทาเข้ม) ที่อยู่ในตัวเรือนเหล็กเคลือบ DLC สีดำ

Favre Leuba เปิดตัวนาฬิกา Chief Skeleton

ก่อนที่จะพูดถึงภาพรวมทั้งหมด เราต้องมาลงรายละเอียดที่ตัวกลไกกันก่อน กลไกที่ใช้คือรุ่น FLS01 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับแบรนด์โดยเฉพาะ ไม่ได้แค่มีดีไซน์ที่สมมาตรอย่างน่าพอใจและสถาปัตยกรรมกลไกแบบหลายชั้นเท่านั้น ซึ่งยังมาพร้อมการตกแต่งที่น่าทึ่งอีกด้วย

การตกแต่งแบบ Snailing, Satin finishes และ Sandblasting ทั้งหมดนี้ถูกนำมาผสมผสานกันเพื่อสร้างสรรค์กลไกที่มอบความเพลิดเพลินแก่สายตาได้อย่างเต็มที่

Favre Leuba เปิดตัวนาฬิกา Chief Skeleton

สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือความแตกต่างที่ลงตัวระหว่างกลไกที่ละเอียดอ่อนและหรูหรา กับองค์ประกอบภายนอกที่ดูสปอร์ต ตัวเรือนและสายยาง FKM ที่ผสานเป็นชิ้นเดียวกันทำให้นาฬิกาเรือนนี้ดูสบายๆ โดยเฉพาะรุ่นสีดำล้วน

แต่ไม่ต้องกังวลว่านาฬิกาจะดูเรียบเกินไป เพราะทั้งสองรุ่นมาพร้อมลูกเล่นสีสันที่ขอบหน้าปัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งขีดบอกนาทีและพื้นที่สำหรับชื่อแบรนด์ โดยสีของขอบหน้าปัดจะเข้าคู่กับสีของสายนาฬิกาอย่างลงตัว กลไกสีทองมีให้เลือกทั้งสีเขียว สีน้ำเงิน หรือสีดำ ส่วนกลไกสีดำก็มีสีเดียวกันพร้อมตัวเลือกสีฟ้าไอซ์บลูเพิ่มเข้ามา

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหานาฬิกาแบบ Skeleton ที่ดูสปอร์ต (ซึ่งเอาจริงๆ ใครบ้างจะไม่ชอบ) Favre Leuba Chief Skeleton เรือนนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Favre Leuba เปิดตัวนาฬิกา Chief Skeleton
ข้อมูลทางเทคนิค
Favre Leuba Chief Skeleton
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ FLS01 พร้อมการออกแบบแบบ Skeletonized (เปลือยเรือน) ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษ
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. x 11.76 มม. ทำจากสแตนเลสสตีลหรือเคลือบ DLC สีดำ กันน้ำลึก 100 ม.
  • หน้าปัด: แบบ Skeletonized (เปลือยเรือน)
  • สาย: สายยาง FKM พร้อมกลไกเปลี่ยนสายง่าย

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย
Perrelet เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Cleopatra” และ “Joséphine” สองเรือนเวลาที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับประวัติศาสตร์

De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ความงามอันเป็นเอกลักษณ์ในขนาดใหม่ที่สวมใส่ง่ายขึ้น

WORDS: Lee Sheng | Sep 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ในการร่วมงาน Geneva Watch Days 2025 ปีนี้ De Bethune เลือกที่จะนำเสนอนาฬิกาขนาดเล็กลง โดยเปิดตัวนาฬิการุ่นเล็กเป็นครั้งแรกถึงสองรุ่น รุ่นแรกคือ DB25xs Starry Varius สุดโดดเด่นและงดงามในเฉดสีแดงเบอร์กันดี

แม้ว่าที่ผ่านมาทางแบรนด์จะโดดเด่นด้วยการทำหน้าปัดลายทางช้างเผือกจากไทเทเนียมรมดำขัดเงาเป็นสีน้ำเงินจนเป็นเอกลักษณ์ แต่การได้เห็นหน้าปัดในเฉดสีอื่นก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าประทับใจจนเหมือนรักแรกพบ หน้าปัดสีเบอร์กันดีมีความอบอุ่น ล้ำค่า และหรูหราไม่แพ้รุ่นสีน้ำเงิน ที่สำคัญยังดูสมจริงเพราะทางช้างเผือกมักจะปรากฏให้เห็นในโทนสีแดงและม่วงนอกเหนือจากสีน้ำเงินและสีดำด้วย นาฬิการุ่นนี้นึกถึงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันปี 2022 ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับ Emirates Watch Club พร้อมตัวเลขอารบิกตะวันออก และการกลับมาในเฉดสีที่สวยงามเช่นนี้ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

สีเบอร์กันดีที่งดงามนี้ได้มาจากการ การอบด้วยความร้อนและการออกซิเดชั่น โดยนักโลหะวิทยาประจำโรงงานของแบรนด์ จากนั้นจึงนำไปขัดเงาจนสมบูรณ์แบบ ก่อนจะนำ หมุดไวท์โกลด์ มาปักด้วยมือเพื่อทำเป็นดวงดาว และโรยด้วย เกล็ดทองคำ เพื่อเติมเต็มความสมจริงของห้วงอวกาศ

นอกจากนี้ DB25xs ยังมาพร้อมขนาดตัวเรือนใหม่ที่เล็กลงจากเดิม 42 มม. เหลือเพียง 40 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่น่าจะถูกใจนักสะสมที่ชื่นชอบความสวยงามของแบรนด์ แต่ต้องการนาฬิกาที่มีสัดส่วนสมดุลยิ่งขึ้น

ภายในตัวเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือของ De Bethune ที่ให้พลังงานสำรองถึง 6 วัน พร้อมกับนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ ได้แก่ จักรกรอกไทเทเนียมพร้อมบล็อกเฉื่อยทองไวท์โกลด์ และระบบกันกระแทก Triple Pare-chute ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

และถ้าขนาด 40 มม. ยังไม่เล็กพอ De Bethune ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาขนาด 38.7 มม. อีกรุ่นด้วย ซึ่งไม่ใช่รุ่นธรรมดา แต่เป็นรุ่นเรือธงอย่าง DB28xs Kind of Blue Tourbillon

ด้วยชื่อรุ่น Kind of Blue ทำให้ DB28xs ยังคงความเป็นสีน้ำเงินไว้ทั้งหมด ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ที่มาพร้อมขาตัวเรือนแบบขยับได้ (articulating lugs) ถูกนำไปผ่านกระบวนการอบด้วยความร้อนเพื่อสร้างสีน้ำเงินที่เปล่งประกาย รวมถึงหน้าปัดด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สัดส่วน เส้นผ่านศูนย์กลางที่เล็กลงทำให้ขนาดและตำแหน่งของหลักชั่วโมงบนหน้าปัดเปลี่ยนไป ส่งผลให้หน้าปัดดูโล่งขึ้นและมีการตกแต่งที่เรียบง่ายขึ้น โดยมีหลักชั่วโมงที่น้อยลงและพื้นผิวที่ไม่ขัดเงาโดยสิ้นเชิง ทำให้ความรู้สึกโดยรวมดูไม่ซับซ้อนมากเท่าเดิม แต่ความใส่สบายที่เพิ่มขึ้นก็ชดเชยได้อย่างคุ้มค่า

ภายใต้หน้าปัดคือกลไกประสิทธิภาพสูงแบบเดียวกับรุ่นก่อนหน้า ที่ให้พลังงานสำรองถึง 5 วัน แม้จะทำงานด้วยความถี่สูงถึง 5 Hz หรือ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง และที่น่าทึ่งคือกลไก ทูร์บิญอง 30 วินาที ซึ่งหมุนเร็วกว่าตูร์บิญองทั่วไปถึงสองเท่า ด้วยโครงสร้างที่เบาเป็นพิเศษจากไทเทเนียม ทำให้กรงทูร์บิญองที่มีชิ้นส่วนถึง 63 ชิ้นมีน้ำหนักเพียง 0.18 กรัมเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค
De Bethune DB25xs Starry Varius
  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. ตัวเรือนไวท์โกลด์
  • หน้าปัด: ไทเทเนียมอบด้วยความร้อนเป็นสีแดงเบอร์กันดี ลายทางช้างเผือกพร้อมหมุดไวท์โกลด์ และเกล็ดทองคำ
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที แสดงพลังงานสำรอง
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ พลังงานสำรอง 6 วัน จักรกรอกไทเทเนียมและระบบกันกระแทก Triple Pare-chute
  • สาย: หนังจระเข้
De Bethune DB28xs Kind of Blue Tourbillon
  • ตัวเรือน: ขนาด 38.7 มม. ไทเทเนียมเกรด 5 อบด้วยความร้อนเป็นสีน้ำเงิน
  • หน้าปัด: ไทเทเนียมอบด้วยความร้อนเป็นสีน้ำเงิน ทูร์บิญอง 30 วินาที
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที ทูร์บิญอง 30 วินาที
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ พลังงานสำรอง 5 วัน ความถี่ 5 Hz ทูร์บิญองน้ำหนักเบาพิเศษ
  • สาย: หนังจระเข้

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิมเติม
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์

เฉดสีชมพูที่หลายคนชื่นชอบกลับมาอีกครั้งพร้อมกับความลุ่มลึกและน่าหลงใหลในไลน์นาฬิกา Endeavour ของ Moser

WORDS: Katherine Arteche | Sep 2, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

การเปิดตัวนาฬิกาเรือนล่าสุดจาก Moser เป็นการรวมกันของสามเอกลักษณ์อันโดดเด่น ได้แก่ หน้าปัด Smoked Salmon ตัวเรือน Endeavour และกลไก Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวร)

นับตั้งแต่เปิดตัวในรุ่น Streamliner Centre Seconds เมื่อปี 2023 เฉดสี Smoked Salmon ได้กลายเป็นสีที่ขาดไม่ได้ของ H. Moser & Cie. อย่างชัดเจน และเพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญของสีชมพูนี้ แบรนด์จึงได้นำมาจับคู่กับความงามแบบนีโอคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ในนาฬิการุ่นใหม่ Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon

แรงบันดาลใจจากประกายสีทองแดงของวิสกี้ที่บ่มในถังไม้ ทำให้หน้าปัดถูกขัดแต่งด้วยลาย Griffé ในแนวตั้ง ทำให้มีพื้นผิวคล้ายแร่ธาตุ ขณะที่เทคนิค Fumé ทำให้แสงตกกระทบเปลี่ยนจากสีทองแดงอ่อนไปเป็นสีน้ำตาลอบอุ่น เผยให้เห็นมิติที่ลุ่มลึกในทุกมุมมอง

หน้าปัดสีแซลมอนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในโลกแห่งการผลิตนาฬิกามายาวนาน โดยเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940 ในฐานะทางเลือกที่แตกต่างจากหน้าปัดสีเงิน สีดำ และสีขาวแบบดั้งเดิม ความอบอุ่นและประกายทองแดงของหน้าปัดสีนี้ทำให้มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาเดรสแบบคลาสสิกที่แสดงถึงความสง่างามและความประณีต ในช่วงกลางศตวรรษที่ผ่านมา หน้าปัดเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในนาฬิกาโครโนมิเตอร์และปฏิทินถาวร ซึ่งช่วยเพิ่มความคลาสสิกให้กับกลไกที่ซับซ้อนและงดงามเหนือกาลเวลา

โลโก้ “H. Moser & Cie” ถูกเคลือบด้วยแล็กเกอร์ใส ทำให้กลายเป็นเหมือนกับลายเซ็นลับที่ซ่อนอยู่บนหน้าปัด

สี Smoked Salmon ได้รับการขับเน้นให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการขัดแต่งลาย Griffé ในแนวตั้ง และเทคนิค Fumé ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Moser

การเปิดตัวนาฬิกาเรือนล่าสุดจาก Moser เป็นการรวมกันของสามเอกลักษณ์อันโดดเด่น ได้แก่ หน้าปัดสี Smoked Salmon ตัวเรือน Endeavour และกลไก Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวร)

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก HMC 800 ซึ่งมีเข็มกลางขนาดเล็กสำหรับแสดงเดือน ขณะที่หน้าต่างแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกามาพร้อมระบบ Flash Calendar ที่เปลี่ยนวันที่ได้ในทันทีเมื่อถึงเที่ยงคืน นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองที่ 9 นาฬิกาซึ่งสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 7 วัน และคุณสามารถปรับตั้งค่าได้ตลอดเวลาผ่านเม็ดมะยมโดยไม่ต้องกังวลว่ากลไกจะเสียหาย ซึ่งถือเป็นความสะดวกสบายที่แท้จริงสำหรับนาฬิกาปฏิทินถาวร

ตัวเรือน Endeavour Smoked Salmon ที่ทำจากทองคำขาวขนาด 42 มม. แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนที่ลงตัว รูปทรงที่กลมกลืน และมิติสีที่ลุ่มลึก ส่วนโลโก้ที่เคลือบด้วยแล็กเกอร์ใสยังเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านความเรียบง่ายที่หรูหราอย่างมีชั้นเชิง

ข้อมูลทางเทคนิค
H. Moser & Cie Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon
  • รหัสรุ่น: 1800-0207
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ HMC 800 Manufacture พลังงานสำรอง 7 วัน
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที วินาที วันที่ขนาดใหญ่ พลังงานสำรอง ปฏิทินถาวร (ตัวแสดงปีอธิกสุรทินอยู่ที่ด้านหลังกลไก)
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. x 13.1 มม. ทำจากทองคำขาว 18K กันน้ำลึก 30 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดสี Smoked Salmon ขัดลาย Griffé
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้ม พร้อมหัวเข็มขัดทองคำขาว 18K

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิมเติม
Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna เปิดตัวรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก
Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย

Berneron เปิดตัว Quantième Annuel มาพร้อมนวัตกรรมแห่งกลไกปฏิทินที่ตั้งค่าได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย

Berneron Quantième Annuel นิยามใหม่ของความซับซ้อนที่ใช้งานได้จริงในโลกแห่งเรือนเวลา

WORDS: Cheryl Chia | Sep 1, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ปฏิทินประจำปีที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ มาพร้อมกับหน้าต่างแสดงผลแบบ Jumping 4 ช่อง และวันที่แบบ Retrograde ซึ่งทำให้การตั้งค่าและขึ้นลานเป็นเรื่องง่ายดายและเป็นไปตามสัญชาตญาณ

นับตั้งแต่ Sylvain Berneron เปิดตัวนาฬิกา Mirage เมื่อสองปีก่อน นาฬิการุ่นนี้ก็สร้างความประทับใจทันที ด้วยการผสมผสานระหว่างแนวคิดที่แม่นยำ กลไกที่ซับซ้อน และดีไซน์ที่ดึงดูดใจผู้สวมใส่ จนสามารถคว้ารางวัล Audacity Prize จากงาน GPHG เมื่อปีที่แล้วมาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นปีเดียวกับการเปิดตัว Mirage ขนาด 34 มม. หน้าปัดหินหายาก และตอนนี้ Berneron กลับมาอีกครั้งพร้อมกับนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด นั่นก็คือ Quantième Annuel ซึ่งใช้เวลาพัฒนากว่าสองปี และถือเป็นการเข้าสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์นาฬิกากลไกซับซ้อนเป็นครั้งแรกของเขา

หากคุณเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบบางอย่าง คุณคิดถูกแล้ว Berneron จะเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ทุกปีในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน และเขามุ่งมั่นที่จะรักษารูปแบบนี้ต่อไปอีกสิบปีข้างหน้า การวางแผนระยะยาวเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันที่เขามี นอกเหนือจากแค่ในเรื่องของการออกแบบและพัฒนาแล้ว ยังรวมไปถึงการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้ Mirage แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไป (แม้จะแทบไม่ต้องอธิบายซ้ำ แต่ก็ยังควรค่าแก่การกล่าวถึง) คือความใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างบ้าคลั่งที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกาเรือนนี้

รูปทรงของตัวเรือนที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ลำดับฟีโบนัชชี (Fibonacci sequence) เป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง และน่าสนใจไม่แพ้กันที่ได้เห็นความตั้งใจและความมุ่งมั่นแบบเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับการสร้างนาฬิกาปฏิทิน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลไกที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างมาก

Berneron Quantième Annuel in silver

ถึงแม้ว่ากลไกปฏิทินประจำปี (Annual Calendar) จะไม่ซับซ้อนเท่าปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) แต่ในทางปฏิบัติแล้วกลับใช้งานยากพอ ๆ กัน

นาฬิกาปฏิทินประจำปีส่วนใหญ่ต้องใช้ปุ่มกดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่รอบตัวเรือน ซึ่งผู้ใช้ต้องใช้ปากกาสไตลัสหรือเครื่องมือเฉพาะในการกดปรับ เมื่อหยิบนาฬิกามาใส่อีกครั้ง ผู้ใช้ก็ต้องตามหาเครื่องมือเหล่านั้นและค่อย ๆ ไล่ปรับวัน วันที่ และเดือนไปทีละขั้น ซึ่งกินเวลานานมาก วิธีนี้แม้จะใช้งานได้ แต่ก็มีข้อจำกัด หากตั้งค่าผิดเวลาหรือไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้นาฬิกาซึ่งเป็นกลไกที่ละเอียดอ่อนกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าไม่ควรทำอะไร

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีช่วงเวลาที่เรียกว่า “Dead Zone” หรือช่วงเวลาอันตรายที่กลไกปฏิทินกำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนวัน ซึ่งหากมีการปรับตั้งค่าในช่วงนี้อาจทำให้กลไกเสียหายได้ โดยทั่วไปช่วงอันตรายนี้คือตั้งแต่ 20:00 น. ถึง 03:00 น. แต่ก็มีบางรุ่นที่ช่วงอันตรายยาวนานถึง 16:00 น. ถึง 01:00 น. ซึ่งภาระจึงตกอยู่ที่ผู้สวมใส่ที่ต้องจำช่วงเวลาอันตรายของนาฬิกาตัวเองให้ได้ รวมถึงต้องรู้ว่าเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืนด้วย ความยุ่งยากเหล่านี้จึงมักเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้สวมใส่เลือกที่จะไม่ใช้งานฟังก์ชันปฏิทินของนาฬิกาไปเลย

Quantième Annuel จึงถูกสร้างขึ้นจากความต้องการที่จะทำให้กลไกที่ยุ่งยากนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น อ่านง่ายขึ้น และใช้งานได้ง่ายขึ้น อุตสาหกรรมนาฬิกามักยกย่องความซับซ้อนราวกับเป็นเป้าหมายในตัวเอง แต่ความซับซ้อนนั้นจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้สวมใส่เท่านั้น

หน้าปัดที่สะท้อนถึงตรรกะและความชัดเจน

นาฬิกา Quantième Annuel ได้รับการออกแบบให้มีสัดส่วนแบบคลาสสิกอย่างตั้งใจ ด้วยตัวเรือนแพลทินัมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มม. และหนา 10 มม. พร้อมฝาหลังแบบ Hunter case Berneron ยืนหยัดในการใช้วัสดุมีค่ามาโดยตลอด แต่เขาก็ยอมรับถึงข้อเสียของแพลทินัมที่เกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายและใช้เวลาในการขัดเงายาวนาน ดังนั้น ตัวเรือนจึงถูกเสริมความแข็งแรงด้วยชั้นเหล็กแบบโมดูลาร์ โดยมีชิ้นส่วนสำคัญ 6 ชิ้นที่สามารถเปลี่ยนได้ตลอดอายุการใช้งานของนาฬิกา ได้แก่ ขอบตัวเรือน ส่วนโค้งของสายทั้ง 4 ด้าน และปุ่มกดฝาหลัง

นาฬิการุ่นนี้มีหน้าปัดให้เลือก 2 สี คือ สีดำและสีเงิน ซึ่งแม้จะไม่ใช่รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน แต่จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 24 เรือนต่อสีต่อปี เท่านั้น และด้วยปรัชญาของ Berneron หน้าปัดจึงถูกสร้างขึ้นจากทองคำ 18K และตกแต่งด้วยการเคลือบแล็กเกอร์อย่างประณีต

Berneron Quantième Annuel in black

สิ่งที่เตะตาเป็นอันดับแรกคือความชัดเจนของหน้าปัด และขนาดที่ใหญ่เป็นพิเศษของหน้าต่างแสดงผลแบบดิจิทัล การแสดงเวลาถูกจัดเรียงในรูปแบบ Vertical Regulator โดยมีหน้าต่างแสดง ชั่วโมงแบบ Jumping อยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เข็ม นาทีอยู่ตรงกลาง และเข็ม วินาที แบบกวาดอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ในทางตรงกันข้าม การแสดงผลปฏิทินจะถูกจัดวางในแนวนอน โดยมีช่องแสดง วัน อยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เดือน อยู่ที่ 3 นาฬิกา และเข็ม วันที่แบบ Retrograde อยู่ตรงกลาง พร้อมทั้งมีหน้าต่างแสดงกลางวัน-กลางคืนที่ถูกรวมเข้ากับหน้าปัดย่อยของเข็มวินาทีอย่างลงตัว โดยนาฬิการุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ หน้าต่างแสดงชั่วโมง วัน เดือน และกลางวัน-กลางคืน เป็นแบบ Jumping ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนค่าแบบทันที

ย้อนกลับไปในปี 1937 Patek Philippe ได้บุกเบิกนาฬิกาปฏิทินถาวรแบบ Retrograde ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งมีรุ่น Ref. 6159 เป็นต้นแบบ และ Quantième Annuel ก็ได้นำแนวคิดพื้นฐานเดียวกันนี้มาใช้ โดยจัดเรียงวัน วันที่ และเดือนในแนวนอนเช่นกัน แต่มีสเกลที่ใหญ่กว่ามาก

สิ่งที่แตกต่างคือโครงสร้างภายในของกลไก ในรุ่นของ Patek Philippe แผ่นแสดงวันและเดือนเป็นจานขนาดเล็กที่อยู่ด้านข้างของกลไก ซึ่งทำให้ช่องหน้าต่างถูกดันไปอยู่ขอบด้านนอกและทำให้ตัวอักษรดูอัดแน่น แต่ใน Quantième Annuel จานแสดงวันมีขนาดใหญ่เกือบเท่ารัศมีของกลไกทั้งหมด ส่วนจานแสดงเดือนจะโอบล้อมแกนกลาง ทำให้การจัดวางช่องหน้าต่างที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่ห่างกันอย่างสมดุลบนหน้าปัด ส่งผลให้ตัวอักษรมีขนาดใหญ่และอ่านง่ายขึ้นมาก ทำให้หน้าปัดโดยรวมดูสมดุลและลงตัวตั้งแต่แรกเห็น

Patek Philippe ปฏิทินถาวรแบบย้อนกลับ Ref. 6159G-001
กลไกปฏิทินประจำปีของ Berneron มาพร้อมกับจานแสดงผลวันและเดือนขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจนที่สุด

พร้อมกันนั้น ปัญหาของการแสดงวันที่แบบเข็มก็ได้รับการแก้ไขไปในตัว โดยปกติแล้วในนาฬิกาแบบอะนาล็อก เข็มวันที่จะเคลื่อนที่ด้วยระยะเชิงมุมคงที่ เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยเฟืองปกติ แต่เนื่องจากตัวเลขวันที่แต่ละตัวมีความกว้างไม่เท่ากัน จึงต้องมีการปรับระยะห่างระหว่างตัวเลขให้ไม่เท่ากัน เพื่อให้เข็มเคลื่อนที่ด้วยระยะทางที่เท่าเดิม ซึ่งทำให้หน้าปัดดูไม่สมมาตร โดยเฉพาะช่วงวันที่ 20 และ 30

แต่ใน Quantième Annuel ได้พลิกแนวคิดนี้โดยสิ้นเชิง แทนที่จะเปลี่ยนระยะห่างระหว่างตัวเลข กลับเปลี่ยนระยะเชิงมุมในการเดินของเข็มให้เข้ากับความกว้างของตัวเลขแต่ละตัว เพื่อรักษาสมดุลและความชัดเจนของหน้าปัดไว้ตลอดทั้งสเกล

จุดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือ ความง่ายในการตั้งค่าปฏิทิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ การตั้งเวลาและวันที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่านเม็ดมะยมเหมือนนาฬิกาทั่วไป ส่วนการปรับวันและเดือนก็เพียงแค่กดปุ่มสองปุ่มที่อยู่ด้านข้างตัวเรือน ซึ่งเชื่อมต่อโดยตรงกับช่องแสดงผลที่ใกล้ที่สุด ทำให้การปรับตั้งค่าที่ปกติต้องใช้เครื่องมือและทำอย่างประณีตกลายเป็นเรื่องง่ายดายและรวดเร็วในไม่กี่วินาที เพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีความพิเศษที่แตกต่างจากปฏิทินประจำปีทั่วไปที่ต้องตั้งวันที่ล่วงหน้า 3 วันเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ในปีปกติ และ 2 วันในปีอธิกสุรทิน แต่ Quantième Annuel ต้องการการแก้ไขแค่ในปีปกติเท่านั้น ส่วนปีอธิกสุรทินจะถูกคำนวณไว้ในระบบแล้ว

แม้สิทธิบัตรจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่สิ่งที่สามารถสรุปได้คือกลไกของโปรแกรมภายในของนาฬิกานี้ไม่ได้แค่เข้ารหัสเดือนที่มี 30 และ 31 วันตามปกติ แต่ยังได้รวมเดือนกุมภาพันธ์ให้เป็น 29 วันไว้ในระบบแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีช่วงเวลาต้องห้าม (Forbidden Time Window) คุณจึงสามารถปรับตั้งค่าปฏิทินได้ตลอดเวลาโดยไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้กลไกเสียหาย

นอกจากนี้ ยังมีกลไกความปลอดภัยที่จะรีเซ็ตวันที่โดยอัตโนมัติให้เป็นวันที่ 1 ของเดือนถัดไป ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกดปรับเดือนในวันที่ 31 มกราคม หน้าปัดจะเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยอัตโนมัติ แทนที่จะแสดงวันที่ 31 กุมภาพันธ์ที่ไม่มีอยู่จริง

ในเมื่อกลไกปฏิทินประจำปีมีความซับซ้อนถึงขั้นต้องยื่นจดสิทธิบัตรถึงสองฉบับและใช้กลไก Grand Lever คำถามคือ “ทำไมถึงไม่ทำเป็นปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ไปเลย?” คำตอบของ Berneron นั้นตรงไปตรงมาตามสไตล์ของเขาว่า “กลไก QP (Quantième Perpétuel) ทำให้ตัวเรือนหนาขึ้นมาก มันเหมือนกับการขับรถโดยพ่วงรถเทรลเลอร์ไปทุกวัน เพียงเพราะคุณจะใช้มันแค่ครั้งเดียวในรอบสี่ปี”

ด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงตัดสินใจไม่ทำปฏิทินถาวรและได้ประโยชน์ที่ชัดเจนสองประการ หนึ่งคือพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นทำให้สามารถทำตัวเรือนแบบ Officer Case ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินได้ทุกวัน และสองคือหน้าปัดยังคงดูเรียบง่ายและอ่านง่าย โดยไม่มีหน้าปัดย่อยสี่หน้าต่างที่เขาถือว่าเป็นเพียงความยุ่งเหยิงทางสายตาสำหรับฟังก์ชันที่แทบไม่ได้ใช้เลย

กลไก Calibre 595

กลไก Calibre 595 เป็นกลไกไขลานด้วยมือ ซึ่งตั้งชื่อตามความสูง 5.95 มม. ที่โดดเด่นของมัน เมื่อมองแวบแรก นาฬิกาปฏิทินแบบไขลานอัตโนมัติอาจดูสมเหตุสมผลกว่า เพราะมีโอกาสหยุดเดินน้อยกว่า และหากไม่ได้สวมใส่ก็สามารถวางบนเครื่องหมุนนาฬิกาได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งค่าใหม่ทั้งหมด

แต่สำหรับนาฬิการุ่นนี้ ข้อได้เปรียบที่ได้รับคือ กลไกมีพลังงานสำรองที่ยาวนานและตั้งค่าได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และผลตอบแทนที่คุ้มค่าคือความงามของกลไกเอง ซึ่งมีการจัดวางและรายละเอียดที่ควรค่าแก่การชมอย่างเต็มตาผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ที่ไร้สิ่งบดบัง

ภาพด้านหลังของกลไก Calibre 595 แสดงการจัดวางแบบกากบาทและสะพานจักรลวดลายกิโยเช่
ภาพด้านข้างของกลไกไขลาน Berneron Calibre 595 ที่แสดงถังลานคู่และการจัดวางที่สมมาตรในทองคำ 18K

การมองกลไกนี้อย่างคร่าว ๆ ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่าการจัดเรียงของมันไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน ชุดเฟืองจักร (gear train) หายไปจากสายตา และส่วนชุดขึ้นลาน (winding train) ก็ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของด้านหลังกลไก Berneron ออกแบบให้กลไกนี้สะท้อนเค้าโครงแบบกากบาทของหน้าปัด

การจัดการพลังงานเป็นความท้าทายที่เห็นได้ชัด เนื่องจากในขณะที่ภาระงานสูงสุด นาฬิกาต้องขับเคลื่อนการกระโดดของหน้าต่างแสดงผลถึงสี่จุดและกลไกย้อนกลับ (retrograde) ณ เที่ยงคืนของวันสุดท้ายของเดือน แต่พลังงานสำหรับหน้าต่างแสดงผลแต่ละจุดจะถูกสะสมและจัดเก็บไว้ในสปริงย้อนกลับ (return spring) อย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านลูกเบี้ยวรูปหอยทาก แทนที่จะดึงพลังงานโดยตรงจากสปริงหลักในขณะที่เกิดการกระโดด ซึ่งอาจทำให้แอมพลิจูด (amplitude) ลดลงได้

กลไกทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วย ถังลานคู่ ที่ทำงานต่อเนื่องกัน ให้พลังงานสำรองได้นานถึง 100 ชั่วโมง ชุดขึ้นลานวางตัวในแนวนอนจากขวาไปซ้าย เริ่มจากเฟืองเม็ดมะยม (crown wheel) ตามด้วยเฟืองสปริง (click wheel) ที่อยู่ตรงกลาง และสุดท้ายคือเฟืองแกนลาน (barrel ratchet) ถังลานใบแรกจะเชื่อมต่อกับถังลานใบที่สองที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งจะขับเคลื่อนชุดเฟืองจักรลงไปยังจักรกรอกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาต่อไป

ชุดเฟืองขึ้นลาน (winding train) ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของด้านหลังกลไก

ขณะที่นาฬิการุ่น Mirage ถูกออกแบบโดยเน้นความไม่สมมาตร (asymmetry) อย่างเด่นชัด แต่ Quantième Annuel กลับเน้นความสมมาตรอย่างเด็ดเดี่ยว อย่างไรก็ตาม นาฬิการุ่นใหม่นี้ยังคงรักษาแนวทางการตกแต่งพื้นผิวแบบเดียวกับที่เคยใช้ในรุ่น Mirage ทั้งแผ่นฐาน (base plate) และสะพานจักร (barrel bridge) ทำจากทองคำ 18K โดยแผ่นฐานมีผิวสัมผัสแบบด้าน (frosted) และสะพานจักรถูกตกแต่งด้วยลวดลายกิโยเช่ที่คล้ายคลึงกับลาย Geneva stripes

แม้ว่าในบทความนี้จะกล่าวถึงภาพจำลอง แต่ในนาฬิกาที่ผลิตจริง การขัดมุมสะพานจักร (anglage) จะทำด้วยมือ สกรูทุกตัวจะถูกขัดเงาแบบ ขัดดำ (black-polished) และหินทับทิมขนาดใหญ่บนแกนจักรลานจะถูกฝังลงในเบ้าที่ขัดเงาอย่างดี ส่วนจักรกรอกแบบ free-sprung นั้นถูกยึดด้วยสะพานจักรที่ขัดเงาแบบโค้งมน ขณะที่ขาจับถูกขัดลายแบบซาติน (satin-finished)

บทสรุปของ Quantième Annuel แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มความซับซ้อนของกลไก หรือความฉลาดที่มุ่งแต่ความยอดเยี่ยมในตัวเองเท่านั้น การปรับปรุงกลไกเพื่อความพึงพอใจทางสติปัญญาเพียงอย่างเดียวอาจน่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่ค่อยจะทำให้ได้นาฬิกาที่ดีขึ้นในการใช้งานจริง

สิ่งที่เขาทำคือการนำกลไกที่ขึ้นชื่อเรื่องความยุ่งยากมาทำให้ชัดเจน ใช้งานง่าย และกลไกทำงานได้อย่างสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในมาตรฐานวัสดุและการตกแต่งที่เข้มงวดแบบเดียวกับที่เคยทำไว้กับ Mirage นี่คือนิยามของปฏิทินที่ถูกลดทอนจนเหลือเพียงแก่นแท้ ปราศจากความยุ่งยากจุกจิก และกลับยิ่งน่าทึ่งยิ่งขึ้นด้วยความทุ่มเท ความคิด และต้นทุนมหาศาลที่ถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ที่จะแก้ไขแล้ว

ข้อมูลทางเทคนิค
Berneron Quantième Annuel
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 595 ทองคำ 18K ความถี่ 3Hz หรือ 21,600 VPH พลังงานสำรอง 100 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงแบบ Jumping นาที วินาที ปฏิทินประจำปีพร้อมวันที่แบบ Retrograde และหน้าต่างบอกวัน เดือน และกลางวัน-กลางคืนแบบ Jumping
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. x 10 มม. (ความยาวจากหูถึงหูสาย 45 มม.) ทำจากแพลทินัมพร้อมชั้นเหล็กเสริม กันน้ำลึก 30 ม.
  • หน้าปัด: ทองคำ 18K เคลือบแล็กเกอร์ เข็มนาฬิกาทำจากทองคำขาว 18K
  • สาย: สายหนัง Barenia
  • การผลิต: ผลิตสีละ 24 เรือนต่อปี

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิมเติม
Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna เปิดตัวรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก
Tissot เฉลิมฉลอง 100 ปี Art Deco ด้วยนาฬิการุ่น SRV การผสมผสานเสน่ห์วินเทจและพลังของผู้หญิงยุคใหม่
G-SHOCK ต่อยอดแคมเปญ “TOUGH LIKE YOU” เปิดตัว G-STEEL ซีรีส์ GBM-2100 ในเฉดสีใหม่

Must-Have: มัดรวมนาฬิกา Snoopy (Peanuts) เมื่อหมาบีเกิลผู้ยิ่งใหญ่…ผจญภัยในโลกแห่งเรือนเวลา

0

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมนาฬิกาที่มีตัวการ์ตูนอย่างสนูปปี้ถึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทั้งจากแฟนคลับและนักสะสมนาฬิกา?

คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ราคาหรือกลไกที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อยู่ที่เรื่องราวและความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา เพราะสนูปปี้เป็นอีกหนึ่งตัวการ์ตูนที่เป็นเพื่อนจากวัยเด็กที่สะท้อนความฝัน ความคิดสร้างสรรค์ และความสุขง่ายๆ ในชีวิต และเมื่อตัวละครที่ผูกพันนี้มาอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา มันจึงกลายเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความทรงจำ

เจาะลึกที่มาของ Snoopy หมาบีเกิลที่มากกว่าการ์ตูน

ก่อนที่จะโลดแล่นอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา Snoopy มีจุดเริ่มต้นในฐานะตัวละครประกอบในหนังสือการ์ตูนเรื่อง Peanuts ของนักวาดการ์ตูน Charles M. Schulz ตั้งแต่ปี 1950 แต่ด้วยนิสัยที่สนุกสนานและจินตนาการอันกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างเป็น WWI Flying Ace (นักบินรบสงครามโลกครั้งที่ 1) ที่กำลังต่อสู้กับ Red Baron หรือการเป็น Joe Cool ที่สวมแว่นกันแดดสุดเท่ ทำให้ Snoopy กลายเป็นตัวละครหลักและกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความคิดบวกที่ผู้คนทั่วโลกต่างตกหลุมรัก

ความสามารถในการเปลี่ยนบทบาทนี้เองที่ทำให้ Snoopy มีความพิเศษ และเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถเข้าไปอยู่ในบริบทที่หลากหลายของวงการนาฬิกาได้อย่างน่าสนใจ

บทบาทของ Snoopy ในโลกแห่งนาฬิกา

การปรากฏตัวของ Snoopy ในโลกแห่งนาฬิกาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นับเป็นอีกหนึ่งการเดินทางอันชาญฉลาดที่สะท้อนถึงบทบาทที่หลากหลายของเจ้าหมาบีเกิลตัวนี้ เขาคือสะพานที่เชื่อมระหว่างความทรงจำในวัยเด็กกับโลกแห่งเครื่องบอกเวลาที่จริงจัง

บทบาทของ Snoopy บนหน้าปัดนาฬิกาไม่ได้จำกัดแค่การเป็นภาพประกอบธรรมดา ยังเป็นการแสดงออกถึง ศิลปะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่มีชีวิตชีวา แต่ละเรือนต่างมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป บางเรือนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ บางเรือนเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด และบางเรือนก็ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่กายในทุกๆ วัน ทำให้นาฬิกา Snoopy มีความพิเศษและมีเอกลักษณ์ที่ยากจะหาตัวจับได้

Omega Speedmaster “Silver Snoopy Award”

นี่คือนาฬิกาที่เชื่อมโยงสนูปปี้เข้ากับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างแท้จริง การเริ่มต้นของมันไม่ได้เป็นไปเพื่อการตลาด แต่มาจากภารกิจที่ยิ่งใหญ่เมื่อปี 1970 เมื่อ Omega ได้รับรางวัล “Silver Snoopy Award” จาก NASA เพื่อยกย่องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือนักบินอวกาศในภารกิจ Apollo 13 ที่ล้มเหลว นาฬิกาเรือนนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จนั้น หน้าปัดนาฬิกาจะโดดเด่นด้วยตรา “Silver Snoopy Award” ขณะที่ฝาหลังจะเผยภาพ Snoopy ในชุดนักบินอวกาศที่กำลังบินวนอยู่รอบดวงจันทร์ ซึ่งทั้งหมดจะเคลื่อนไหวตามเข็มวินาที ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญที่ยังคงดำเนินต่อไป

Bamford x Peanuts

จริงๆ สองแบรนด์นี้วนมาร่วมมือกันในหลายๆ ครั้ง และถ้า Omega คือตำนาน Bamford ก็คือศิลปะที่ล้ำสมัย แบรนด์นี้เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งนาฬิกาหรู และได้สร้างสรรค์นาฬิกา Bamford x Peanuts GMT ที่ไม่เหมือนใครด้วยการใช้ Snoopy และเพื่อนรักอย่าง Woodstock เป็น เข็มนาฬิกา โดยตัว Snoopy ทำหน้าที่เป็นเข็มนาที และ Woodstock เป็นเข็มชั่วโมง ทำให้ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการแสดงออกถึงจินตนาการและความสนุกสนานที่ไม่มีใครเหมือน

Franck Muller Crazy Hours x Bamford Watch Department

สำหรับการร่วมงานกันของทั้งสาม ยังมีอีกหลายรุ่น แต่ที่เราเลือกมาในวันนี้กับนาฬิกาเรือนนี้คือการรวมตัวของสามความพิเศษ: ความซับซ้อนทางกลไกของ Franck Muller การปรับแต่งสุดพิเศษของ Bamford และความน่ารักของ Snoopy จุดเด่นที่สุดคือ กลไก Crazy Hours ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller ซึ่งจะทำให้เข็มชั่วโมงกระโดดไปยังตัวเลขที่เรียงสลับกันไปมาบนหน้าปัดอย่างไม่เป็นระเบียบ แต่ก็ยังคงบอกเวลาได้อย่างถูกต้อง

ในนาฬิการุ่นนี้ Snoopy จะเป็นตัวละครหลักบนหน้าปัด พร้อมกับ Woodstock ที่ปรากฏอยู่เหนือเลขเก้าและเลขสิบ และที่พิเศษคือมือของ Snoopy จะทำหน้าที่เป็นเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาไปตามกลไกที่น่าทึ่ง ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่ผสมผสานทั้งงานฝีมือระดับสูงและดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความขี้เล่น

Swatch x Omega “MISSION TO THE MOONPHASE”

นาฬิการุ่นนี้คือปรากฏการณ์ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกยอมต่อคิวเพื่อเป็นเจ้าของ เพราะมันคือการนำดีไซน์ระดับตำนานของ Omega มาผสมกับความสนุกสนานของ Swatch ได้อย่างลงตัว จุดที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษคือฟังก์ชัน ข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) ที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มี Snoopy นอนหลับสบายอยู่บนดวงจันทร์ ทำให้กลไกที่ซับซ้อนกลายเป็นลูกเล่นที่น่ารักและเป็นมิตรกับทุกคน

ความร่วมมืออื่นๆ ที่น่าสนใจ

ความน่ารักของ Snoopy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการนาฬิกาหรูเท่านั้น ยังขยายไปสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ด้วย เช่น Seiko 5 Sports ที่นำเสนอ Snoopy ในมุมที่สปอร์ตและพร้อมลุย หรือ G-SHOCK ที่ผสานความทนทานเข้ากับความสนุก ทำให้กลายเป็นนาฬิกาที่แข็งแกร่งและมีสไตล์ ในขณะที่ Timex ก็ยังคงนำเสนอดีไซน์คลาสสิกที่คงความอบอุ่นและเป็นเพื่อนกับทุกคนได้ในทุกวัน

Seiko: ความสปอร์ตที่มาพร้อมความสนุก

สำหรับคอลเลกชัน Seiko 5 Sports x Peanuts นั้น เป็นการผสมผสานระหว่างความขี้เล่นของ Snoopy กับความแข็งแกร่งและ กลไกอัตโนมัติ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Seiko ได้อย่างลงตัว นาฬิกาในซีรีส์นี้มักจะมาในธีมที่แสดงถึง การผจญภัยและความสนุกสนาน โดยมี Snoopy และผองเพื่อนในท่าทางต่างๆ เช่น กำลังเล่นกระดานโต้คลื่น หรือทำท่าทางสุดเท่ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาที่ทนทาน มีสไตล์ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ

Orient x Peanuts

เป็นการร่วมมือสุดพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 75 ปีของทั้ง Orient และ Peanuts นาฬิกาคอลเลกชันนี้ได้นำเอาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Orient มาผสมผสานกับความน่ารักของ Snoopy อย่างลงตัว โดยมีให้เลือกถึง 3 ซีรีส์หลัก ได้แก่ Classic, Semi Skeleton และ Diver Design

จุดเด่นของรุ่นนี้คือรายละเอียดที่ซ่อนอยู่บนหน้าปัด เช่น โลโก้ตัวเขียนของ Orient ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และ ภาพวาด Snoopy กำลังนอนหลับโดยมี Woodstock สวมมงกุฎทอง ที่สะท้อนโลโก้สิงโตของ Orient อยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา นอกจากนี้ ในบางรุ่นยังมีการนำตัวละคร Woodstock มาแทนที่เลข 1 ในช่องวันที่ ทำให้ทุกวันแรกของเดือนเป็นวันที่เต็มไปด้วยความน่ารัก และที่สำคัญคือ นาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชันนี้ใช้ กลไกอัตโนมัติที่ผลิตเองภายใน (in-house automatic movement) ของ Orient ซึ่งตอกย้ำถึงคุณภาพที่ไม่ได้มีแค่ดีไซน์ที่สวยงาม

สำหรับผู้เขียนแล้ว นาฬิกา Snoopy ทุกเรือนคือการเตือนให้เราไม่ลืมความสุขง่ายๆ ในชีวิต และไม่ลืมที่จะมองโลกด้วยจินตนาการแบบเด็กๆ มันคือการผสานความเที่ยงตรงของเวลาเข้ากับความขี้เล่นของเจ้าหมาบีเกิลตัวนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาที่มีมูลค่าสูงหรือนาฬิกาที่สวมใส่ได้ทุกวัน ทุกเรือนล้วนมีเรื่องราวที่น่าหลงใหลและกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของผู้สวมใส่

แล้วสำหรับคุณล่ะ ในบรรดานาฬิกา Snoopy ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณประทับใจเรือนไหนมากที่สุด และเพราะอะไร? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Ryder Cup เมื่อกอล์ฟเปลี่ยนจากกีฬาของคนคนเดียวเป็นการต่อสู้เพื่อเกียรติยศของทีม
LOUIS ERARD: GALLERIST OF CREATIVES และการท้าทายขนบของ ‘ความหรูหรา’
Piaget กับเบื้องหลังความหรูหราที่เรียบง่าย จากโรงงานเล็ก ๆ สู่ Maison ระดับโลก

Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna เปิดตัวรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก

Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน PrimaLuna ครั้งใหญ่ โดยเพิ่มรุ่นประดับแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก พร้อมดึง Jennifer Lawrence เป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุด

WORDS: Katherine Arteche | Aug 29 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ลองจินส์ (Longines) เปิดตัวคอลเลกชัน PrimaLuna โฉมใหม่ที่มาพร้อมหน้าปัด 3 แบบ ได้แก่ หน้าปัดเปลือกหอยมุกสีฟ้า และครั้งแรกกับขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยแซฟไฟร์ โดยมีเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นพรีเซนเตอร์ในแคมเปญใหม่นี้

คอลเลกชัน Longines PrimaLuna เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 โดยมีแนวคิดเพื่อยกย่องความเป็นผู้หญิงที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงโค้งมนอันนุ่มนวลของดวงจันทร์ ชื่อ PrimaLuna ซึ่งมีความหมายว่า “พระจันทร์เสี้ยวแรก” สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลจากฟากฟ้า ผ่านตัวเรือนโค้งมน กลไกข้างขึ้นข้างแรม (moonphase) และการประดับอัญมณีอันประณีต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา PrimaLuna ได้กลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชันนาฬิกาสำหรับผู้หญิงที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบกลไกควอตซ์และแบบอัตโนมัติ

ในปีนี้ Longines ได้พลิกโฉม PrimaLuna ใหม่ทั้งหมด ทั้งการปรับสัดส่วนของตัวเรือน จากเดิมที่เน้นรูปทรงกลมมนและค่อนข้างหนาเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นตัวเรือนที่มีสัดส่วนสวยงามและพื้นผิวโค้งมนที่นุ่มนวลขึ้น รวมถึงการประดับอัญมณีและกลไกที่ซับซ้อนด้วย

Longines PrimaLuna 2025
ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีล แบบผสมวัสดุสองชนิด หรือประดับด้วยเพชรและแซฟไฟร์

ตัวเรือนยังคงขนาด 34 มม. ไว้ แต่พื้นผิวถูกปรับให้โค้งมนขึ้นเพื่อเล่นกับแสง ขณะที่เม็ดมะยมของ PrimaLuna รุ่นก่อนหน้านั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ในรุ่นล่าสุดนี้ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีรูปทรงคล้ายฟองสบู่เพื่อสื่อถึงพระจันทร์เต็มดวง และตอกย้ำกลไกข้างขึ้นข้างแรม (moon phases) อันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ L899.5 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ในคอลเลกชัน Longines Flagship Heritage โดยกลไกนี้มาพร้อมกับซิลิคอนบาลานซ์สปริง (silicon balance-spring) เพื่อเพิ่มความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีกลไกข้างขึ้นข้างแรมอีกด้วย

PrimaLuna ประดับเพชร เปลือกหอยมุก และขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยแซฟไฟร์เป็นครั้งแรก

PrimaLuna โฉมใหม่มีหน้าปัดให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ หน้าปัดสีเงินลายซันเรย์พร้อมเลขอารบิก, หน้าปัดเปลือกหอยมุกสีขาวประดับเพชร และรุ่นพิเศษที่สุดของคอลเลกชันนี้คือหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีฟ้า ซึ่งมาพร้อมกับหลักชั่วโมงเพชร 14 เม็ด และขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยแซฟไฟร์ไล่เฉดสีน้ำเงินอย่างประณีตอีก 48 เม็ด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของคอลเลกชัน PrimaLuna

แซฟไฟร์ที่ประดับอยู่บนขอบตัวเรือนมีจำนวนรวม 48 เม็ด และมีน้ำหนักรวม 1.06 กะรัต แซฟไฟร์เหล่านี้ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันจากสีที่สดใส ประกายที่เจิดจรัส และความทนทาน (มีความแข็งระดับ 9 ตามมาตรวัดความแข็งของโมส) เพื่อสะท้อนความหลากหลายของท้องฟ้ายามสนธยา และสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดวงจันทร์ของนาฬิกา

นอกจากนี้ ยังมีหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีน้ำเงินที่ประดับด้วยหลักชั่วโมงเพชร 14 เม็ด และสายนาฬิกาหนังสีน้ำเงินเหลือบมุกที่เข้าชุดกัน เพื่อเติมเต็มความงดงามให้กับนาฬิกาเรือนนี้

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Longines เป็นพรีเซนเตอร์ในแคมเปญใหม่นี้ โดยถ่ายทอดภาพของเธอในห้วงเวลาที่เงียบสงบและชวนฝัน ภายในโรงละครโอเปร่าที่ว่างเปล่า สะท้อนถึงความใกล้ชิดและความคิดคำนึงที่ห่างไกลจากแสงสปอตไลท์ ข้อความที่แคมเปญนี้ต้องการสื่อคือสิ่งที่ PrimaLuna โฉมใหม่เป็นตัวแทน นั่นคือ ‘ความสง่างามที่แท้จริงจะถูกค้นพบในห้วงเวลาส่วนตัวที่มีความหมาย ไม่ใช่จากการแสดงออกที่ยิ่งใหญ่’

ข้อมูลทางเทคนิค Longines PrimaLuna
  • รหัสอ้างอิง: L8.126.0.97.2 / L8.126.5.71.7 / L8.126.5.79.7 / L8.126.5.71.2 / L8.126.4.71.2 / L8.126.4.71.6 / L8.126.0.71.6 / L8.126.4.87.2 / L8.126.4.87.6
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ Longines caliber L899.5 สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และข้างขึ้นข้างแรม (moon phases)
  • ตัวเรือน: ขนาด 34 มม. x 11.6 มม. มีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีล, แบบสเตนเลสสตีลที่ขอบตัวเรือนหุ้มทองคำชมพูหรือทองคำเหลือง / ประดับเพชร / ประดับแซฟไฟร์ไล่เฉดสีน้ำเงิน กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: มีให้เลือกในสีเงินลายซันเรย์ เปลือกหอยมุกสีขาว หรือเปลือกหอยมุกสีน้ำเงิน
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีน้ำเงิน สีแดง หรือสีเบอร์กันดี / สเตนเลสสตีล / สเตนเลสสตีลทูโทนหุ้มทองคำชมพูหรือทองคำเหลือง ทุกแบบมาพร้อมตัวล็อกแบบพับสามทบ

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านนิทรรศการแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

G-SHOCK ต่อยอดแคมเปญ “TOUGH LIKE YOU” เปิดตัว G-STEEL ซีรีส์ GBM-2100 ในเฉดสีใหม่

G-SHOCK G-STEEL ความแข็งแกร่งที่ไม่ใช่แค่เพื่ออยู่รอด แต่เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ

คุณเคยสงสัยไหมว่าอะไรคือความแข็งแกร่งที่แท้จริง? สำหรับ G-SHOCK ความแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่อยู่แค่ความทนทาน มันคือการสร้างแรงบันดาลใจให้คนเราก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง ภายใต้แคมเปญ “TOUGH LIKE YOU” ครั้งใหม่ในธีม “Leading the Way” G-SHOCK ได้เปิดตัวนาฬิกา G-STEEL ซีรีส์ GBM-2100 ใน 3 เฉดสีใหม่ ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการวิวัฒนาการและความมุ่งมั่นที่จะไปข้างหน้า

ถ้าพูดถึง G-SHOCK เรามักจะนึกถึงความทนทานที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ในซีรีส์ G-STEEL รุ่น GBM-2100 ได้เพิ่มมิติใหม่ด้วยการผสมผสานความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับดีไซน์ที่หรูหราและทันสมัย นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกรอบสแตนเลสสตีลดีไซน์แปดเหลี่ยมที่ถูกขัดเงาอย่างพิถีพิถันจนมีความแวววาวสง่างาม ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนบุคลิกจากนาฬิกาทำงานที่ดูจริงจังไปสู่เครื่องประดับที่สวยงามในชีวิตประจำวันได้อย่างแนบเนียน

นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นแล้ว GBM-2100 ยังคงคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของ G-SHOCK ไว้ครบถ้วน เช่น การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ และฟังก์ชันอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีความทนทานสูงด้วยตัวเรือนด้านในจากเรซินเสริมใยแก้วที่ช่วยปกป้องโมดูลนาฬิกาอย่างดีเยี่ยม

สำหรับคอลเลกชันใหม่นี้มาพร้อม 3 เฉดสีที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ได้แก่ สีฟ้า (GBM-2100A-2B) ที่ดูสุขุมและมั่นคง สีแดง Burgundy (GBM-2100A-4B) ที่สื่อถึงความทะเยอทะยานและกล้าหาญ และสีเหลือง Light Yellow-Gold (GBM-2100A-8B) ที่เป็นตัวแทนของความเปล่งประกายและชัยชนะที่รออยู่ข้างหน้า

สำหรับภาพรวมของคอลเลกชันนี้แล้ว อาจกล่าวได้ว่า G-SHOCK GBM-2100 ก็คือสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนให้ผู้สวมใส่รู้ว่าเมื่อคุณก้าวข้ามขีดจำกัดได้สำเร็จ คุณไม่ได้สร้างแค่ความสำเร็จที่น่าจดจำเท่านั้น แต่คุณยังได้สร้างรอยประทับของความเป็นผู้นำเอาไว้ด้วย

แล้วสำหรับคุณผู้อ่าน… ความแข็งแกร่งในแบบของคุณเป็นอย่างไร? และคุณมีนาฬิกาเรือนไหนที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิตบ้าง?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: G-SHOCK G-STEEL ซีรีส์ GBM-2100
  • ตัวเรือน: กรอบสแตนเลสสตีลดีไซน์แปดเหลี่ยม ตัวเรือนด้านในทำจากเรซินเสริมใยแก้ว
  • หน้าปัด: มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีฟ้า (Blue) สีแดง Burgundy และสีเหลือง Light Yellow-Gold
  • ฟังก์ชัน: เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth และมีฟังก์ชันอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • กลไก: ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ (Tough Solar)

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิมเติม
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านนิทรรศการแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

Tissot เฉลิมฉลอง 100 ปี Art Deco ด้วยนาฬิการุ่น SRV การผสมผสานเสน่ห์วินเทจและพลังของผู้หญิงยุคใหม่

Tissot SRV เผยโฉมเรือนเวลาที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่

คุณเคยสงสัยไหมว่านาฬิกาที่เราใส่บอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนของเรา? Tissot (ทิสโซต์) เชื่อว่านาฬิกาคือการสะท้อนถึงเรื่องราวและบุคลิกของผู้สวมใส่ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของศิลปะอาร์ตเดโค (Art Deco) ทางแบรนด์จึงได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุดอย่าง SRV (เอสอาร์วี) ที่ตั้งใจนำเสนอความสง่างามและพลังของผู้หญิงยุคใหม่

สำหรับ SRV นาฬิกาที่สวยงามเรือนนี้ คือการเดินทางข้ามเวลาจากอดีตสู่ปัจจุบัน Tissot นำเอาเสน่ห์ของดีไซน์เรขาคณิตจากยุค 1920 มาผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาวินเทจในปี 1975 ได้อย่างลงตัว ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เจียระไนอย่างประณีตราวกับอัญมณี พร้อมกระจกเจียระไนเป็นเหลี่ยมมุม ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ก็ยังคงความทันสมัย นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องย้ำเตือนถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ เมื่อผู้หญิงเริ่มมีบทบาทในสังคมและเป็นอิสระอย่างแท้จริง

สำหรับผู้หญิงที่ต้องการนาฬิกาที่บ่งบอกตัวตนได้อย่างชัดเจน SRV มีให้เลือกถึง 6 ดีไซน์ ด้วยกันแต่ละแบบล้วนมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นรุ่น

สายสแตนเลสสตีล ที่มาพร้อมสายข้อต่อชิ้นเดียวเรียวรับกับตัวเรือนและพื้นผิวขัดเงา ซึ่งให้ความรู้สึกหรูหราและเป็นทางการ รุ่นนี้มาพร้อมกับระบบปลดล็อกเร็ว ทำให้เปลี่ยนลุคได้ง่าย มีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีเทาที่น่าค้นหาและหน้าปัดสีน้ำเงินที่ดูสุขุมนุ่มลึก

สำหรับผู้ที่ชอบสีสันสดใส ต้องเป็นรุ่น

สายหนังหน้าปัดซันเรย์ ที่มาในเฉดสีเขียวและสีแดง โดยสายหนังจะเข้าชุดกับหน้าปัดซันเรย์ในสีเดียวกัน ช่วยเพิ่มมิติเมื่อแสงตกกระทบในทุกการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ ยังมีรุ่น

Tissot SRV นาฬิกาผู้หญิง
Tissot SRV นาฬิกาผู้หญิง

หน้าปัดมุก ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร มีให้เลือกหน้าปัดสีขาวพร้อมกรอบ PVD เบจทอง และหน้าปัดสีดำพร้อมกรอบ PVD เหลืองทอง พิเศษยิ่งขึ้นด้วยเพชร 4 เม็ดที่ประดับเป็นจุดบอกเวลาที่ตำแหน่ง 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเป้าหมายอันเปล่งประกายของผู้สวมใส่

Tissot SRV นาฬิกาผู้หญิง
Tissot SRV นาฬิกาผู้หญิง

นอกจากนี้ นาฬิกายังมาพร้อมกลไกควอตซ์ EOL (End of Life) ที่ให้ความแม่นยำสูง และมีความทนทานด้วยคุณสมบัติกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร (5 บาร์) เรียกได้ว่า SRV คือการผสมผสานทั้งความแม่นยำและความทนทานเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Tissot SRV จึงเป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงทุกมิติของผู้หญิงยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความสง่างามและพลัง

Tissot SRV นาฬิกาผู้หญิง
Tissot SRV นาฬิกาผู้หญิง

แล้วสำหรับคุณ… นาฬิกาแบบไหนที่สะท้อนถึงสไตล์และตัวตนของคุณได้อย่างชัดเจนที่สุด? คุณคิดว่าดีไซน์ที่ผสมผสานความคลาสสิกและความทันสมัยแบบนี้จะกลายเป็นสไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลาหรือไม่? ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันได้

ข้อมูลทางเทคนิคของนาฬิกา Tissot SRV 
  • ตัวเรือน: รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์เจียระไน ประดับด้วยเม็ดมะยมรูปหกเหลี่ยม
  • หน้าปัด: มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งหน้าปัดสีเทา สีน้ำเงิน หน้าปัดซันเรย์ในเฉดสีเขียวและสีแดง และหน้าปัดมุกสีขาวและสีดำ บางรุ่นประดับด้วยเพชร 4 เม็ด
  • ฟังก์ชัน: กันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร (5 บาร์)
  • กลไก: ระบบควอตซ์ EOL (End of Life) ที่มีความแม่นยำสูง
  • สาย: มีให้เลือกทั้งแบบสายสแตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกแบบปีกผีเสื้อและระบบปลดล็อกเร็ว และสายหนังสีต่างๆ

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม

‘The Dream Shaper’ นิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงผ่านเรือนเวลา
Piaget เผยโฉม Altiplano สองรุ่นใหม่ในเฉดสีทองและเขียวกากี ที่มาพร้อมความบางเฉียบ
Perrelet เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Cleopatra” และ “Joséphine” สองเรือนเวลาที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับประวัติศาสตร์

Perrelet เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Cleopatra” และ “Joséphine” สองเรือนเวลาที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับประวัติศาสตร์

Perrelet เปิดตัว Cleopatra และ Joséphine นาฬิกา Double Rotor สุดหรูสำหรับผู้หญิง

Perrelet แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิส เตรียมเปิดตัวนาฬิกาสองคอลเลกชันใหม่สำหรับสุภาพสตรี ได้แก่ Cleopatra และ Joséphine ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง Geneva Watch Days ประจำปี 2025 นาฬิกาเรือนเวลาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นดั่งเครื่องประดับชั้นสูงที่ประดับด้วยเพชรธรรมชาติและมาพร้อมกับกลไก Double Rotor อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ชื่อของคอลเลกชันใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งประวัติศาสตร์ ได้แก่ Cleopatra ราชินีผู้เลื่องชื่อแห่งอียิปต์โบราณ และ Joséphine จักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสและพระชายาของนโปเลียน โบนาปาร์ต นาฬิกาทั้งสองรุ่นจึงเป็นการแสดงความเคารพต่อเสน่ห์ ความงาม และความลึกลับของผู้หญิงทุกคน

Double Rotor หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความงาม

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น Perrelet ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านกลไกขนาดเล็ก โดยผู้ก่อตั้งอย่าง Abraham-Louis Perrelet ถือเป็นผู้บุกเบิกนาฬิกาอัตโนมัติ และในปี 1995 นักออกแบบของ Perrelet ได้พัฒนาเทคโนโลยี Double Rotor ขึ้นมา ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติวงการนาฬิการ่วมสมัยจากมุมมองด้านเทคนิค

กลไก Double Rotor อันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยให้การทำงานของนาฬิกาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยการหมุนของโรเตอร์สองตัวที่ทำงานพร้อมกัน ได้แก่ โรเตอร์ปกติที่อยู่ใต้กลไก และโรเตอร์อีกตัวที่อยู่บนหน้าปัด การหมุนอย่างต่อเนื่องนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและเสถียรภาพในการทำงาน แต่ยังสร้างลูกเล่นที่น่าประทับใจบนหน้าปัดอีกด้วย

สำหรับคอลเลกชันใหม่นี้ Double Rotor ได้รับการตีความใหม่ในสไตล์ที่อ่อนหวานและประณีตยิ่งขึ้น

Cleopatra ได้รับแรงบันดาลใจจากมนต์เสน่ห์แห่งอียิปต์โบราณ โรเตอร์ของรุ่นนี้จึงถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายพัดที่ประณีตงดงาม ประดับด้วยเพชร 30 เม็ดและฝังเปลือกหอยมุก ส่วนนาฬิกา

Joséphine ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของจักรพรรดินีโฌเซฟีน โรเตอร์ของรุ่นนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นรูปทรงเส้นสายเพชรที่แผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลาง คล้ายกับดอกไม้ไฟ โรเตอร์ทั้งสองแบบจะหมุนอย่างต่อเนื่องเมื่อข้อมือขยับ สร้างความโดดเด่นให้กับหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยลวดลาย Sunray

ทั้งสองรุ่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของ Perrelet ในด้าน Metiers d’Arts (ศิลปะชั้นสูง) ผ่านการขัดเงา การทำมุม และการฝังอัญมณี

ดีไซน์และการผลิตที่ลงตัว

นาฬิกา Cleopatra และ Joséphine มีตัวเรือนขนาด 36.5 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 2 ที่มีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบาย โดยมีให้เลือกทั้งแบบขอบตัวเรือนขัดเงา หรือแบบประดับเพชร 64 เม็ด ตัวเรือนมีหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยลวดลาย Sunray ที่แผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลาง

นาฬิกาแต่ละรุ่นมีให้เลือกถึง 5 สี ซึ่งมีชื่อที่ชวนให้นึกถึงถิ่นกำเนิดของสตรีผู้เป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชัน

  • Cleopatra: มีสี Perle du Nile (มุกขาว), Azur de Thèbes (ฟ้า), Rosée d’Alexandrie (ชมพู), Plume de Paon (เขียวเปโตรเลียม), และ Kohl Eternel (แอนทราไซต์)
  • Joséphine: มีสี Perle Impériale (มุกขาว), Bleu de Saxe (น้ำเงิน), Soie des boudoirs (ชมพู), Vert Impérial (เขียว), และ Velours de Napoléon (ดำ)

ตัวเรือนมาพร้อมกับสายนาฬิกาไทเทเนียม 5 แถวที่มีผิวขัดเงาและซาติน และยังสามารถเปลี่ยนเป็นสายหนังเพิ่มเติมที่มาพร้อมกันได้

กลไก P-181-H และการวางจำหน่าย

หัวใจของนาฬิกาทั้สองคอลเลคชั่นคือกลไกอัตโนมัติ P-181-H ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของ Perrelet เอง กลไกนี้ใช้เวลาพัฒนากว่า 5 ปี เพื่อปรับแต่งระบบ Double Rotor ให้สมบูรณ์แบบ แม้จะมีโรเตอร์สองตัว แต่กลไกมีความบางเพียง 4.9 มม. มีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง และประกอบด้วยชิ้นส่วนรวม 100 ชิ้น และทับทิม 26 เม็ด

คอลเลกชัน Cleopatra และ Joséphine จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก และสำหรับลูกค้าในยุโรปและสหรัฐอเมริกา จะสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025

ข้อมูลทางเทคนิคของ Perrelet คอลเลกชัน Cleopatra และ Joséphine
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 2 ขนาด 36.5 มม. มีให้เลือกแบบขอบตัวเรือนขัดเงาหรือประดับเพชร 64 เม็ด
  • หน้าปัด: ลวดลาย Sunray มีให้เลือก 5 สี
    • Cleopatra: ประดับเพชรเม็ดเดี่ยวที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
    • Joséphine: ใช้หลักชั่วโมงทรงกลมชุบโรเดียม
  • ฟังก์ชัน:
    • Cleopatra: ชั่วโมงและนาที
    • Joséphine: ชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ in-house Calibre P-181-H หนา 4.9 มม. มีโรเตอร์คู่ (Double Rotor) ที่มองเห็นได้บนหน้าปัด พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • สาย: สายไทเทเนียม 5 แถวพร้อมตัวล็อกแบบพับได้ สามารถเปลี่ยนเป็นสายหนังเพิ่มเติมได้ด้วยระบบ quick-release

หากคุณต้องเลือกนาฬิกาจากสองคอลเลกชันนี้ คุณจะเลือกเรือนไหน เพราะอะไร และการที่นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลในประวัติศาสตร์มีความหมายต่อคุณอย่างไร? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม

ย้อนรอยเบื้องหลังนาฬิกาแห่ง Arrakis เมื่อ Hamilton และ Dune รวมเป็นหนึ่งเดียว
Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 
เปิดตัวนาฬิกา Bovet Récital 12 หน้าปัดหิน Malachite และ Tiger’s Eye

จับตานาฬิกา #FR2NCK MULLER สุดเท่บนข้อมือสามหนุ่มฮอต สกาย นานิ โฟร์ท ท่ามกลางบรรยากาศร้อนแรง

สกาย นานิ โฟร์ท เผยพลังความสดใสในลุค #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition

จะมีช่วงเวลาไหนในชีวิตที่ดีไปกว่า การที่เราได้หยุดพักจากโลกอันวุ่นวาย ไปปล่อยใจให้กับบรรยากาศสบาย ๆ ของชายหาด ฟังเสียงคลื่นทะเลที่สาดเข้ามาช้า ๆ นั่งเล่นท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่น เคล้าไปกับลมพัดโชยเบา ๆ พร้อมเพื่อนสนิทคู่ใจสักคน

FRANCK MULLER จับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสดชื่นนี้ มาถ่ายทอดลงบนนาฬิกาสุดพิเศษ จากการคอลแลบระหว่างคอลเลกชัน Vanguard Beach ที่สะท้อนความมีชีวิตชีวาสไตล์สปอร์ต ผสานกับแนวคิดนอกกรอบที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานของ #FR2 สตรีทแบรนด์จากญี่ปุ่น ผ่านเรือนเวลา #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition สามเฉดสีสดใส

พิเศษยิ่งขึ้นเมื่อเสน่ห์ของฤดูร้อนนี้ ได้ถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงสามหนุ่มสุดฮอต ที่เรียกว่า เป็นตัวท็อปของวงการบันเทิงไทยช่วงนี้เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นลุคสุดเท่ของ สกาย วงศ์รวี เสน่ห์อันเปล่งประกายของ นานิ หิรัญกฤษฎิ์ ปิดท้ายด้วยความร้อนแรงของ โฟร์ท ณัฐวรรธน์ ที่ต่างมาร่วมบอกเล่าเรื่องราวความอิสระท่ามกลางแสงแดดและสายลม เติมเต็มความรู้สึกดี ๆ ด้วยพลังสดใสและคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนใคร

#FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition โดดเด่นด้วยตัวเรือนที่รังสรรค์ด้วยกลาสไฟเบอร์คอมโพสิตสีสันสดผ่านเทคนิคเฉพาะ หน้าปัดตกแต่งลวดลายชายหาด พร้อมด้วยสัญลักษณ์ที่แสดงความผ่อนคลาย อาทิ ร่มชายหาดและเซิร์ฟบอร์ด ท่ามกลางต้นไม้เขียวรายล้อม เสริมแรงดึงดูดใจด้วยลายอันเป็นเอกลักษณ์อย่างกระต่าย Fxxking Rabbits และการใช้ Super-Luminova ช่วยให้เรืองแสงชัดเจนในที่มืด เพิ่มความเป็นที่สุดยิ่งขึ้นเมื่อแต่ละสีมีจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนเท่านั้น

ท้องฟ้า ทะเล และความสงบของ Surf Blue

เริ่มต้นด้วยสี Surf Blue ที่เผยความเคลื่อนไหวของท้องฟ้าและทะเลยามบ่าย มอบความรู้สึกสงบและสบายใจให้กับผู้สวมใส่ ให้เราเหมือนได้ใช้เวลาอันเชื่องช้าไปกับความสวยงามของคลื่นน้ำที่ค่อย ๆ พัดผ่าน ร่วมไปกับแสงประกายบางจากท้องฟ้า

Tropical Green กับต้นไม้เขียวชอุ่ม

ต่อด้วยสีที่ถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติได้อย่างชัดเจน กับ Tropical Green ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพของกระต่ายน้อย ที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานใต้ร่มต้นมะพร้าวเขียวสด บอกเล่าอารมณ์ความสดใส ควบคู่ไปกับความสมดุลของภูมิทัศน์และสิ่งมีชีวิตเรียบง่าย

Heatwave Red ร้อนแรงดั่งแสงอาทิตย์สาดส่อง

แล้วจะมีสิ่งใดที่ถ่ายทอดบรรยากาศของหน้าร้อนอันจัดจ้านไปได้ยิ่งกว่าสีแดง Heatwave Red ที่สะท้อนภาพแสงอาทิตย์ช่วงกลางวันที่สาดส่องเข้ามาอย่างจัง จนทำให้เกิดเรือนเวลาที่สะดุดตาภายใต้สีแดงสด ถ่ายทอดพลังแห่งการใช้ชีวิตและอารมณ์ร่าเริงได้อย่างเต็มเปี่ยม

เรือนเวลาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ พร้อมสร้างช่วงเวลาสุดพิเศษให้คนที่คุณรัก

“แฟรงค์ มุลเลอร์ และ #FR2 ทั้งคู่ล้วนเป็นแบรนด์แนวคิดขบถและกล้าหาญในสาขาของตนเอง และพวกเขายังเป็นตัวแทนถึงความกล้าและทัศนคติอันเป็นขบถที่สร้างซึ่งจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงถึงกันเช่นนี้ ด้วยคุณค่าที่มีร่วมกันเหล่านี้ได้มอบซึ่งการถือกำเนิดของความร่วมมือที่ได้สร้างคลื่นลูกใหม่ทั้งจากโลกแห่งสตรีทแวร์และอุตสาหกรรมนาฬิกาหรู โดยเริ่มต้นขึ้นจากผลงานรุ่น #FR2NCK MULLER Vanguard ในปี ค.ศ. 2023 เราภูมิใจที่ได้เดินรอยตามความสำเร็จนี้ด้วยเรือนเวลารุ่นใหม่ของ #FR2NCK MULLER Vanguard Beach ซึ่งยังคงเดินทางออกสำรวจถึงโอกาสแห่งความเป็นไปได้ที่แตกต่าง เมื่อสตรีทแฟชั่นได้มาพบกันเครื่องบอกเวลาชั้นสูง” ชารอน ลิม (Sharon Lim) CEO ของ  Franck Muller APAC กล่าวไว้ถึงความร่วมมืออันพิเศษครั้งนี้

เรียกได้ว่า #FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition คือเรือนเวลาที่แสดงให้เห็นถึงความสดใสและพลังของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน พร้อมคงภาพลักษณ์หรูหราและสนุกสนานในเวลาเดียวกัน ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์นี้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเติมเต็มลุคในทุกโอกาส ไม่ว่าจะสวมใส่กับชุดสบาย ๆ เดินเล่นริมหาดยามกลางวัน หรือเป็นจุดเด่นสะดุดตาในยามค่ำคืน

ติดตามบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม
IWC Schaffhausen ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในวงการนาฬิกาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว IWC. Curated.
Piaget เผยโฉม Altiplano สองรุ่นใหม่ในเฉดสีทองและเขียวกากี ที่มาพร้อมความบางเฉียบ
Time To Movies | OMEGA และภารกิจใหม่ใน “007: Road to a Million”

IWC Schaffhausen ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในวงการนาฬิกาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว IWC. Curated.

0

IWC เปิดตัวบริการใหม่ที่นำนาฬิกาประวัติศาสตร์ที่หายากกลับมาให้เป็นเจ้าของอีกครั้ง

บริการใหม่ที่นำนาฬิกาประวัติศาสตร์ที่หายากและคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันกลับมาให้ผู้ชื่นชอบได้เป็นเจ้าของอีกครั้ง นาฬิกาแต่ละเรือนในคอลเลกชันนี้ถูกเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ IWC โดยครอบคลุมยุคสำคัญในประวัติศาสตร์การทำนาฬิกาของแบรนด์

การบูรณะอย่างเชี่ยวชาญใน Schaffhausen

สิ่งที่ทำให้ IWC. Curated. มีความพิเศษคือกระบวนการบูรณะอย่างพิถีพิถันในสำนักงานใหญ่ของ IWC ที่เมือง Schaffhausen นาฬิกาทุกเรือนจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยช่างทำนาฬิกาวินเทจผู้มีประสบการณ์ยาวนานหลายสิบปี เป้าหมายคือการนำนาฬิกากลับคืนสู่สภาพเดิมให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้ส่วนประกอบที่แท้จริงและตรงตามยุคสมัย ช่างทำนาฬิกาเหล่านี้สามารถเข้าถึงคลังข้อมูลและอะไหล่ของ IWC ได้ ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาทุกเรือนจะได้รับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาด้วยชิ้นส่วนที่ถูกต้อง

เมื่อกระบวนการบูรณะเสร็จสิ้น IWC จะออกใบรับรองอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันความแท้จริงและที่มาของนาฬิกา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับการรับประกันนานาชาติแบบจำกัดของ IWC ซึ่งสามารถขยายได้นานถึงแปดปีเมื่อลงทะเบียน

IWC. CURATED.

นาฬิกาที่เป็นตำนาน

ในคอลเลกชัน IWC. Curated. มีนาฬิกาหลายรุ่นที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น:

  • Ingenieur SL (Reference 1832): นาฬิการุ่นนี้ออกแบบโดย Gérald Genta ศิลปินและดีไซเนอร์นาฬิกาชาวเจนีวาผู้โด่งดังในช่วงทศวรรษ 1970
  • Da Vinci Perpetual Calendar Chronograph (Reference 3750): นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในปี 1985 และเป็นนาฬิกา IWC เรือนแรกที่มีปฏิทินถาวรที่พัฒนาโดย Kurt Klaus ซึ่งความซับซ้อนนี้ยังคงเป็นมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและความสะดวกในการใช้งานจนถึงปัจจุบัน
  • Navigator’s Wristwatch Mark 11 (Store Ref. No. 6B/346): เป็นนาฬิกาที่ผลิตในปี 1952 สำหรับกองทัพอากาศอังกฤษ

การเข้าถึงที่จำกัด

ในระยะแรก IWC. Curated. จะมีวางจำหน่ายเฉพาะในบูติกที่เลือกไว้ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ดูไบ และญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงบูติกใน Schaffhausen ลอนดอน Dubai Mall และกินซ่า นอกจากนาฬิกาที่คัดสรรมาแล้ว IWC ยังมีบริการพิเศษในการช่วยค้นหาและจัดหานาฬิการุ่นเฉพาะตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย

มรดกที่ส่งต่อได้

สำหรับบริการ IWC. Curated. ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายนาฬิกา ยังถือเป็นการนำเสนอโอกาสให้ผู้คนได้เป็นเจ้าของชิ้นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ ตามที่ Dr. David Seyffer ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ IWC กล่าวว่า “เราต้องการมอบโอกาสที่ไม่เหมือนใครให้ผู้รักนาฬิกาได้เป็นเจ้าของนาฬิกาที่หล่อหลอมมรดกของเรา” นาฬิกาเหล่านี้ได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถันเพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นบทต่อไปในเส้นทางของพวกมัน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของ IWC ที่ต้องการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่คงทนและสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้

อ่านบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
Time To Movies | OMEGA และภารกิจใหม่ใน “007: Road to a Million”
BR-03 Chrono Rafale Solo Display นาฬิกาแห่งความแม่นยำจากห้องนักบินสู่ข้อมือ
Breguet เปิดบูติกสแตนด์อโลนแห่งที่สองของประเทศสิงคโปร์