Geneva Watch Days 2025: รวมลิสต์นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด

Date:

สรุปไฮไลต์รุ่นเด่นจาก Geneva Watch Days แบรนด์ไหนจะนำเสนอนาฬิการุ่นอะไรในงานแสดงสินค้าฤดูกาลนี้

WORDS: Revolution | Sep 5, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

งาน Geneva Watch Days 2025 กำลังคึกคักอย่างเต็มที่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นิตยสาร Revolution ได้จัดการสัมนา Horological Symposiums เป็นครั้งที่สี่ ซึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่หาได้ยากจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการทำนาฬิกาที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน เวทีหลักก็เป็นของเรือนเวลาทั้งหมด เมื่อแบรนด์กว่า 60 แบรนด์ต่างเปิดตัวผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดในช่วงสุดท้ายของฤดูกาลนี้

Alpina: Seastrong Diver Extreme Automatic

Alpina ได้เพิ่มนาฬิการุ่นใหม่ 2 แบบเข้ามาในคอลเลกชัน Seastrong Diver Extreme Automatic แบบแรกมาพร้อมหน้าปัดสีดำพร้อมมาร์กเกอร์และเข็มเคลือบสารเรืองแสง “old radium” lume ขณะที่แบบที่สองเลือกใช้หน้าปัดสี กากี ทั้งสองรุ่นตัวเรือนทำจากเหล็กขนาด 39 มม. ขัดเงาแบบซาติน มาพร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกแบบหมุนทิศทางเดียว เม็ดมะยมแบบขันเกลียวและสายยาง ซึ่งรับประกันการกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร

Beda’a: Angles Mecaline

นาฬิกา Beda’a Angles ที่เราคุ้นเคยกันดี ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่ให้มี “หัวใจ” เป็นกลไกจักรกล ด้วยการเปลี่ยนจากกลไกควอตซ์มาเป็นกลไกไขลาน ETA 7001 ซึ่งยังคงรักษารูปทรงตัวเรือนแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ เพิ่มความหนาขึ้นเพียง 0.7 มม. เท่านั้น

นาฬิการุ่น Angles Mecaline ยังคงความเรียบง่ายและมินิมอลเช่นเดียวกับรุ่นควอตซ์ หน้าปัดยังคงไม่มีมาร์กเกอร์ชั่วโมงใดๆ มารบกวนสายตา มีเพียงหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งออกแบบเป็นรูปทรงเซกเตอร์พร้อมพื้นผิวลายพระอาทิตย์กึ่งด้าน หรือลายขัดแบบวงกลม นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวด้วยหน้าปัด 2 สี คือ สีดำ และ สีเทาอมน้ำตาล โดยแต่ละรุ่นมาในตัวเรือนขนาด 37 มม. และจับคู่กับสายหนัง

อ่านบทความเต็มได้ที่ Beda’a Angles อัปเกรดสู่กลไกจักรกล จังหวะใหม่ แต่รูปลักษณ์ยังคงเดิม

Behrens x Vianney Halter KWH

Behrens ได้เปิดตัวผลงานการร่วมมือที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือนาฬิการุ่น KWH ซึ่งสร้างสรรค์ร่วมกับ Vianney Halter สุดยอดช่างทำนาฬิกาอิสระ แนวคิดเริ่มต้นขึ้นที่สตูดิโอของ Halter ใน Sainte-Croix เมื่อ Lin Bingqiang ผู้ก่อตั้ง Behrens ไปสะดุดตากับมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าโบราณที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบอุตสาหกรรม ซึ่งคล้ายกับของสะสมของเขาเอง และนั่นได้กลายเป็นต้นแบบสำหรับตัวเรือนของนาฬิกา KWH

จากนั้น แนวคิดสุดเซอร์ไพรส์ก็ถูกนำมาผสมผสานความทรงจำในยุคเกม Snake และ Tetris นาฬิการุ่นนี้ใช้ระบบไมโครเชนที่จดสิทธิบัตรของ Behrens โดยมี “งูพิกเซล” เลื้อยผ่านหน้าปัดเพื่อแสดงชั่วโมง

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดอย่าง BM06 calibre ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่าง Halter และ Behrens กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 870 ชิ้น มีกระปุกลานคู่ (twin barrels) และสำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง ทำให้เป็นนาฬิกาที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคนิคและรูปลักษณ์ ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบไวท์โกลด์ 18K และโรสโกลด์ 18K โดยแต่ละแบบผลิตจำนวนจำกัดเพียง 9 เรือน เท่านั้น

Bianchet: UltraFino Sapphire

Bianchet เปิดตัวนาฬิการุ่น UltraFino Sapphire ซึ่งเป็นการนำนาฬิกาโครงกระดูกแบบ Ultra-thin skeleton tourbillon มาตีความใหม่ด้วยตัวเรือนแซฟไฟร์เต็มรูปแบบ ด้วยความหนาเพียง 9.8 มม. นาฬิการุ่นนี้จึงนับเป็นหนึ่งในนาฬิกาตัวเรือนแซฟไฟร์ที่บางที่สุดในตลาด ตัวเรือนทรง tonneau (ทรงถังเบียร์) แบบโค้งมนโอบล้อมกลไก flying tourbillon ที่อยู่ภายใน UT01 calibre ซึ่งมีโรเตอร์ทำจากทองคำและขึ้นรูปเป็นเกลียว Fibonacci ที่ซ้อนทับกันถึง 12 ชั้น

Bvlgari: Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari
Octo Finissimo Tourbillon Marble
Bvlgari Bronzo

Lee Ufan ศิลปินชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ได้นำวิสัยทัศน์ของเขามาสู่นาฬิกา Octo Finissimo ผ่านการออกแบบที่ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Stigliani นาฬิการุ่น Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน โดดเด่นด้วยฝาหลังแบบโปร่งใสที่เผยให้เห็นกลไกด้านใน พร้อมสลักลายเซ็นด้วยลายมือของศิลปิน

Bvlgari Octo Finissimo Lee Ufan × Bvlgari
อ่านบทความเต็มได้ที่ Bvlgari เผยโฉมรุ่นพิเศษล่าสุด ร่วมกับศิลปิน Lee Ufan

สำหรับนาฬิการุ่นล่าสุดอย่าง Octo Finissimo Marble Tourbillon โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ตัดมาจากหินอ่อนอิตาลี พร้อมกลไก flying tourbillon ในตัวเรือน

นอกจากนี้ Bvlgari ยังได้ปรับปรุงคอลเลกชัน Aluminum ด้วยนาฬิการุ่นใหม่ 2 รุ่น ซึ่งหุ้มด้วยวัสดุบรอนซ์และใช้ชื่อว่า Bvlgari Bronzo โดยผสมผสานโลหะสีน้ำตาลทองเข้ากับหูสาย (lugs) ขอบหน้าปัด และสายยางสีดำด้าน เพื่อสร้างสไตล์สปอร์ตลักซ์ที่ทันสมัย โดยในคอลเลกชันนี้ประกอบด้วยรุ่น Bronzo GMT ขนาด 40 มม. และรุ่น Bronzo Chronograph ขนาด 41 มม.

อ่านบทความเต็มได้ที่ Bvlgari Bronzo ในงาน Geneva Watch Days 2025

Czapek & Cie: Antarctique Rattrapante R.U.R.

Czapek & Cie นำแรงบันดาลใจจากบทละครเรื่อง R.U.R. | Rossum’s Universal Robots ที่เขียนโดย Karel Čapek เมื่อปี 1921 มาสร้างสรรค์นาฬิการุ่นใหม่ Antarctique Rattrapante R.U.R.

บนหน้าปัด กลไกโครโนกราฟแบบจับเวลาสองช่วง (split-seconds chronograph) โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยกลไก Calibre SXH6 ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Jean-François Mojon จาก Chronode นอกจากจะเผยให้เห็นกลไก rattrapante อย่างชัดเจนแล้ว ยังมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ทำจากไทเทเนียมตั้งอยู่บนล้อเสาของโครโนกราฟอีกด้วย หุ่นยนต์ตัวนี้สร้างสรรค์โดย MD’Art และมีดวงตาที่ทาสีสะท้อนแสงซึ่งจะเปลี่ยนสีทุกครั้งที่กดปุ่มควบคุม

อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ เปิดตัว Czapek Antarctique Rattrapante ‘R.U.R.’ นาฬิกาที่เชื่อมโยงหนึ่งศตวรรษแห่งแนวคิดหุ่นยนต์เข้ากับกลไก haute horlogerie

David Candaux: DC7 Blue Hawk

ผลงานล่าสุดของ David Candaux อย่างนาฬิการุ่น DC7 Blue Hawk โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ไม่สมมาตร การเล่นกับแสงและความแม่นยำบนหน้าปัดที่มีถึง 6 ชั้น ทำให้เกิดมิติและความลึก

นาฬิการุ่นนี้แสดงผลชั่วโมงและมีกลไก 30° flying tourbillon (ทูร์บิญองลอย 30 องศา) ที่ทำงานบนกลไกใหม่ H70 caliber ซึ่งผลิตจากไทเทเนียมทั้งหมด และสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ “เม็ดมะยมวิเศษ” (magic crown) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Candaux ก็ถูกติดตั้งอย่างกลมกลืนบริเวณตำแหน่ง 6 นาฬิกาด้วย

ตัวเรือนนาฬิกาขนาด 44 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 และผ่านการขัดเงาด้วยมือทั้งหมด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายนี้ โดยตัวเรือนจับคู่กับหน้าปัดไทเทเนียมเคลือบอะโนไดซ์สีน้ำเงิน นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือน

De Bethune: DB25xs Starry Varius, DB28xs Kind of Blue Tourbillon

เราคุ้นเคยกับ De Bethune Milky Way ที่แสดงออกผ่านไทเทเนียมขัดเงาสีน้ำเงินจนเกือบจะตกใจเมื่อได้เห็น DB25xs Starry Varius ในเฉดสีอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้สีที่หลากหลายก็สมเหตุสมผล เพราะทางช้างเผือกไม่ได้ปรากฏแค่สีน้ำเงินและสีดำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโทนสีแดงและม่วงด้วย (เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ!) นาฬิการุ่นนี้ชวนให้นึกถึงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นในปี 2022 ที่สร้างขึ้นสำหรับ Emirates Watch Club ซึ่งมีตัวเลขอาหรับ และการกลับมาในเฉดสีที่สวยงามเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

De Bethune DB25xs Starry Varius
De Bethune DB28xs Kind of Blue Tourbillon
อ่านบทความเต็มได้ที่ De Bethune เปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นอกจากนี้ DB28xs Kind of Blue Tourbillon ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ได้เปิดตัวในขนาดที่เล็กลงคือ 38.7 มม. พร้อมคงการตกแต่งด้วยการใช้ความร้อน (heat treatments) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วนและประณีต

Dennison: ALD Dual Time

หินธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญของแบรนด์ Dennison มาโดยตลอด และนาฬิการุ่น ALD Dual Time ก็ตอกย้ำธรรมเนียมนี้ด้วยแนวคิดที่โดดเด่นถึง 2 แบบ

แบบแรก คือหน้าปัดหินคู่ที่นำหินสองชนิดมาวางคู่กัน เช่น หินตาเสือกับหินอ่อนสีดำ หรือหินเลือดมังกรสีเขียวกับหินลาพิสลาซูลี โดยแต่ละส่วนจะแสดงเวลาในเขตเวลาของตัวเอง

แบบที่สอง สำหรับผู้ที่ชอบความเรียบง่าย หน้าปัดทำจากหินชิ้นเดียว ได้แก่ หินมาลาไคต์ ลาพิสลาซูลี ไทเกอร์อาย หรืออาเวนจูรีน โดยมีหน้าปัดย่อยที่ตกแต่งด้วยลายพระอาทิตย์บริเวณ 3 นาฬิกาเพื่อแสดงเวลาในเขตเวลาที่สอง

Doxa: SUB 750T

นาฬิกา Doxa SUB 750T ถือเป็นรุ่นคลาสสิกของแบรนด์ และในปีนี้ได้ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีสัดส่วนที่ทันสมัยขึ้น โดยเริ่มจากตัวเรือนที่ยังคงขนาด 45 มม. แต่ลดความหนาลงเหลือไม่ถึง 12 มม. ทำให้เป็นรุ่น SUB 45 มม. ที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ฟังก์ชันการใช้งานยังคงเป็นหัวใจหลัก ด้วยขอบหน้าปัดแบบหมุนทิศทางเดียว เข็มนาฬิกาที่มีความคมชัดสูง และสารเคลือบเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้อ่านเวลาใต้น้ำได้อย่างชัดเจน นาฬิการุ่นนี้มีให้เลือกครบทั้ง 8 สี อันเป็นเอกลักษณ์ของ DOXA ตั้งแต่สี Professional Orange ไปจนถึงสี Sea Emerald Green โดยสามารถจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ “beads of rice” สุดคลาสสิก หรือสายยางสีที่เข้ากับตัวเรือนได้

Favre Leuba: Chief Skeleton

Favre Leuba ตอกย้ำความสำเร็จของนาฬิกา Tourbillon ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี ด้วยการนำเสนอผลงานใหม่ล่าสุดอย่างรุ่น Chief Skeleton ซึ่งเป็นนาฬิกาแบบ Skeletonized (โครงกระดูก) เรือนแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และมีจุดเด่นมากมาย นาฬิการุ่นนี้มี 2 แบบให้เลือก แบบแรกเป็นกลไกสีทองในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดลาย และแบบที่สองเป็นกลไกสีแอนทราไซต์ในตัวเรือนเคลือบ DLC สีดำ ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ FLS01 ที่พัฒนาขึ้นสำหรับแบรนด์โดยเฉพาะ

อ่านบทความเต็มได้ที่ Favre Leuba เปิดตัว Chief Skeleton นาฬิกาแบบเปลือยเรือนแรกของแบรนด์

Ferdinand Berthoud: Naissance d’une Montre 3

Ferdinand Berthoud ฉลองครบรอบ 10 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยนาฬิการุ่น Naissance d’une Montre 3 นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกลไกอันซับซ้อน ได้แก่ chain-and-fusée (โซ่และฟูเซ่) Breguet stopwork (กลไกหยุดของเบรเกต์) และ bimetallic compensation balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก)

กลไกทั้งหมดประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 747 ชิ้น ซึ่ง 477 ชิ้นเป็นส่วนของโซ่อันละเอียดอ่อนเพียงอย่างเดียว และต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันเกือบ 11,000 ชั่วโมง นาฬิกาเรือนนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 11 เรือน เท่านั้น โดยแบ่งเป็นตัวเรือนทองคำ 18K จากแหล่งผลิตอย่างมีจริยธรรม 10 เรือน และตัวเรือนสแตนเลสสตีลเพียง 1 เรือน

อ่านบทความเต็มได้ที่ Ferdinand Berthoud เปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ในชื่อ Naissance d’une Montre 3

Frederique Constant: Classic Perpetual Calendar Manufacture และ Classics Premiere

Frederique Constant นำเสนอนาฬิกาใหม่ 3 รุ่นในคอลเลกชัน Classic Perpetual Calendar Manufacture ซึ่งสองรุ่นแรกมาในตัวเรือนสแตนเลสสตีลพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินหรือสีเงิน ขณะที่รุ่นเด่นประจำงานคือรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 37 เรือน ในตัวเรือนทองคำเหลือง 18K และหน้าปัดสีดำนิลสุดหรูหรา

นาฬิการุ่น Classic Perpetual Calendar Manufacture ของ Frederique Constant ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 37 เรือน นี้ มาในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K พร้อมหน้าปัดสีดำนิล

นาฬิกาทั้งหมดมีขนาด 40 มม. และใช้กลไก FC-776 manufacture calibre ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ โดยมีพลังงานสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 72 ชั่วโมง สามารถปรับปฏิทินได้ง่ายด้วยปุ่มกด และยังคงเป็นหนึ่งในนาฬิกา perpetual calendar ที่ราคาเข้าถึงได้มากที่สุดในโลก

นาฬิการุ่น Classics Premiere ในตัวเรือนสตีลพร้อมหน้าปัดสีเทาเบอร์มิวดา

พร้อมกันนี้ Frederique Constant ยังได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Classics Premiere อีก 2 รุ่นในหน้าปัดสี salmon และสี เทาเบอร์มิวดา โดยครั้งแรกที่มาพร้อมกับสายสเตนเลสสตีลแบบ five-link ที่มีความยืดหยุ่น ตัวเรือนมีขนาดกะทัดรัดที่ 38.5 มม. ซึ่งให้ความรู้สึกแบบวินเทจแต่ยังคงความทันสมัย ทำให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

ในงาน Geneva Watch Days 2025 นี้ Gerald Charles ได้นำหนึ่งในการออกแบบสุดท้ายของ Gérald Genta ผู้ก่อตั้งแบรนด์กลับมามีชีวิตอีกครั้งในชื่อ Masterlink Gem-Set ตำนานเล่าว่า มีราชวงศ์แห่งหนึ่งในเมืองซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ได้สั่งทำนาฬิกาที่มีตัวเรือนไม่สมมาตร และสายนาฬิกาที่ไม่สมมาตรเช่นกัน โดยด้าน 12 นาฬิกาเป็นข้อต่อแบบเรียบ

ส่วนด้าน 6 นาฬิกาเป็นข้อต่อโค้งรับกับตัวเรือน เดิมทีนาฬิการุ่นนี้ประดับด้วยเพชรและทับทิมเต็มเรือน แต่ในวันนี้ดีไซน์ดังกล่าวยังคงอยู่ โดยลดจำนวนเพชรลงและเพิ่มทางเลือกที่โดดเด่นด้วยการประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงิน แซฟไฟร์สีแดง หรือแซโวไรต์

อ่านบทความเต็มได้ที่ Gerald Charles เปิดตัว Triple Haute Joaillerie Masterlink

Gérald Genta: Minute Repeater

ตั้งแต่การกลับมาของแบรนด์ Gérald Genta ในปี 2023 บทที่สองของแบรนด์ก็ดูจริงจังยิ่งขึ้น นาฬิการุ่นใหม่ Minute Repeater ออกแบบมาในตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมโค้งมน มีขนาดกว้าง 40 มม. และบางเพียง 9.6 มม. เนื่องจากพื้นที่ภายในตัวเรือนมีจำกัด ผนังตัวเรือนจึงถูกทำให้น้อยที่สุด โดยบางเพียง 0.6 มม. ในบางจุด เพื่อเพิ่มปริมาตรอากาศภายในให้มากที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดภายนอก

นอกจากนี้ กระจกแซฟไฟร์ก็ถูกลดความหนาจากปกติที่ประมาณ 1 มม. เหลือเพียง 0.8 มม. เพื่อให้ตัวเรือนสามารถรองรับกลไกไขลาน Calibre GG-002 ซึ่งเป็นกลไกที่ดัดแปลงมาจากรุ่น Mickey Mouse Minute Repeater ที่สร้างขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2023 ได้อย่างลงตัว

อ่านบทความเต็มได้ที่ เปิดตัว Gérald Genta Minute Repeater บทบาทที่สองของแบรนด์มาในโทนที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

H. Moser & Cie: Pioneer Flying Hours
Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon

H. Moser & Cie เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ 2 รุ่นในคอลเลกชัน Pioneer Flying Hours โดยรุ่นแรกมาในตัวเรือนทองคำชมพูพร้อมหน้าปัด aventurine ที่ประดับด้วยดวงดาว ขณะที่รุ่นที่สองเป็นตัวเรือนเหล็กพร้อมหน้าปัด fumé สีขาว ทั้งสองรุ่นแสดงผลนาทีแบบหมุน (wandering minutes) และชั่วโมงแบบกระโดดทันที (instantaneous jumping hours) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ HMC 240

H. Moser & Cie Pioneer Flying Hours with aventurine dial
อ่านบทความเต็มได้ที่ H. Moser & Cie. ปรับโฉมใหม่ Pioneer Flying Hours ด้วยระบบ Instant-Jump Hours

รุ่นเหล่านี้จะมาพร้อมกับนาฬิการุ่น Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสองวันก่อน ซึ่งโดดเด่นด้วยหน้าปัดสี Smoked Salmon อันงดงาม พร้อมผิวสัมผัสแบบ vertical griffé (ลายขีดแนวตั้ง)

Hautlence เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ 2 รุ่นในคอลเลกชัน Vagabonde ได้แก่ Vagabonde Tourbillon Series 4 และ Series 5 นาฬิกาทั้งสองรุ่นมาในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีกลไกแสดงชั่วโมงแบบหมุนวน (wandering hours) ที่จะเคลื่อนไปตามหน้าปัดแสดงนาทีตรงกลาง พร้อมกลไก flying tourbillon หนึ่งนาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

H. Moser & Cie Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon
อ่านบทความเต็มได้ที่ H. Moser & Cie. เปิดตัว Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ตัวเรือนไวท์โกลด์

Hautlence: Vagabonde Tourbillon Series 4 & 5

Hautlence Vagabonde Tourbillon Series 4
Hautlence Vagabonde Tourbillon Series 5

หน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิตหรือลวดลายธรรมชาติที่พิมพ์แบบ 3 มิติ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัย กลไกอัตโนมัติ D30 ซึ่งผลิตขึ้นภายในแบรนด์ รับผิดชอบการแสดงผลเหล่านี้ โดยมาพร้อมกับสปริงจักรคู่ที่สร้างสรรค์โดย Precision Engineering AG บริษัทในเครือ และมีพลังงานสำรองนานถึง 72 ชั่วโมง ตัวเรือนนาฬิกาทำจากเหล็กกล้า PVD สีน้ำเงินเที่ยงคืน จับคู่กับสายยางสีขาวที่ให้ความรู้สึกคมชัด

Jacob & Co.: Astronomia Solar Dragon

Jacob & Co. เปิดตัว Astronomia Solar Dragon ผลงานที่ร้อนแรงดุจเปลวไฟซึ่งเป็นวิวัฒนาการใหม่ของนาฬิกาในธีมมังกรอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยมาในตัวเรือนขนาด 44 มม. ที่สวมใส่ได้ง่ายขึ้น แม้จะลดขนาดจากรุ่น Astronomia Dragon ดั้งเดิมที่มีขนาด 50 มม. แต่นาฬิกาเรือนนี้ก็ยังคงความอลังการและน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน

Astronomia Solar Dragon in black titanium

นาฬิการุ่นนี้มีให้เลือกทั้งตัวเรือนทองคำชมพูและไทเทเนียมสีดำ โดยแต่ละรุ่นจะเชื่อมโยงกับธีมสีของตัวเองด้วยฉากหลังท้องฟ้าที่ประดับด้วยกลุ่มดาวอักษรสีทอง และมี มังกรพิงค์โกลด์แกะสลักด้วยมือ เป็นจุดเด่นที่อยู่ตรงกลาง

รายงานระบุว่าการสร้างมังกรแต่ละตัวต้องใช้เวลาเกือบสามสัปดาห์ เริ่มจากการหล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ แกะสลักและขัดเงาเป็นเวลาสองสัปดาห์ จากนั้นจึงนำมาลงสีด้วยมืออีกหนึ่งสัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คืองานประติมากรรมเกล็ด กรงเล็บ และเส้นขนที่พลิ้วไหวของมังกร ซึ่งพันรอบกลไกสามมิติของ Astronomia Solar สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมผ่านตัวเรือนแซฟไฟร์ทรงโดม

ในรุ่น Astronomia Solar Dragon นี้ มีจุดเด่นคืออัญมณีเจียระไนแบบ Jacob-cut ที่มีถึง 288 หน้า ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือนาฬิกา โดยในรุ่นตัวเรือนพิงค์โกลด์ อัญมณีที่ใช้นั้นจะเป็นสีเหลือง

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber JCAM42 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 296 ชิ้น โดดเด่นด้วยกลไก flying tourbillon (ทูร์บิญองลอย) หน้าปัดแสดงเวลาแบบโปร่ง (skeletonized) และลูกโลกจำลองที่หมุนรอบตัวเอง ทั้งหมดนี้โคจรอยู่ภายใต้ “อัญมณีเจียระไนแบบ Jacob-cut 288 หน้า” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Jacob & Co. โดยสีของอัญมณีจะเป็นไปตามธีมสีของนาฬิกาแต่ละเรือน เช่น สีเหลืองสำหรับรุ่นพิงค์โกลด์ และในรุ่นไทเทเนียมสีดำจะมี 4 เรือนที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งอัญมณีแต่ละชิ้นจะมีสีแตกต่างกันไป

L. Leroy: Osmior Bal du Temps

L. Leroy แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่มีอายุยาวนานถึง 240 ปี เฉลิมฉลองการครบรอบในปีนี้ด้วย Osmior “Bal du Temps” นาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนถึงสองอย่าง ได้แก่ flying tourbillon และ minute repeater นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนขนาด 43 มม. ที่มีให้เลือกทั้งวัสดุโรสโกลด์ แพลทินัม และไทเทเนียม ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ L610SQ ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 321 ชิ้น และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 90 ชั่วโมง

L. Leroy Osmior Bal du Temps

ในด้านการออกแบบ นาฬิการุ่นนี้กลับมาพร้อมกับตัวเรือนทรงกลอง (tambour case) อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Osmior ที่มีความประณีตยิ่งขึ้น จับคู่กับหน้าปัดลายพระอาทิตย์ที่ใช้เฉดสีที่แตกต่างกันตามวัสดุของตัวเรือน แต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยรายละเอียดที่สลักเสลาอย่างประณีต เช่น การสลักอักษร “L” คู่บนเม็ดมะยม หูตัวเรือนที่มีการลบมุม และการตกแต่งที่ซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนรหัสสุนทรียศาสตร์แบบนีโอคลาสสิกของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

Laurent Ferrier: Classic Tourbillon Teal

เพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีของแบรนด์ Laurent Ferrier กลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งด้วยนาฬิกา Classic Tourbillon แต่คราวนี้เขาได้นำเสนอผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดอย่าง Classic Tourbillon Teal, Atelier Série VII ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือน เท่านั้น

Laurent Ferrier Classic Tourbillon Teal

เป็นครั้งแรกที่ Laurent Ferrier ได้รังสรรค์ตัวเรือน Classic ทรงก้อนหินอันเป็นเอกลักษณ์ขนาด 41 มม. ด้วยวัสดุ แพลทินัม 950 พร้อมหน้าปัด grand feu enamel สี Teal ที่เปล่งประกาย นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ LF619.01 calibre ซึ่งมีกลไก double balance spring tourbillon ซ่อนอยู่ภายในอย่างแนบเนียน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือน พร้อมหมายเลขกำกับแต่ละเรือน และมีจำหน่ายเฉพาะบนเว็บไซต์ของ Laurent Ferrier เท่านั้น

Louis Erard: Fil d’Or Louis Erard × Wire Art

Louis Erard ได้ร่วมมือกับ Wire Art Switzerland เพื่อสร้างสรรค์นาฬิการุ่นล่าสุด Fil d’Or (เส้นด้ายทองคำ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Métiers d’Art ของ แบรนด์ที่เคยนำเสนอเทคนิค guilloché และ wood marquetry มาแล้ว หน้าปัดของนาฬิการุ่น Fil d’Or ถูกรังสรรค์ขึ้นโดย Sylvie Villa และ Mark Miehlbradt จาก Wire Art Switzerland ด้วยการถักทอเส้นด้ายทองคำ 24K ที่มีความหนาเพียง 25 ไมโครเมตร ซึ่งบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึงสามเท่า

Fil d’Or Louis Erard × Wire Art

นักออกแบบทั้งคู่ได้นำเครื่องจักรที่เคยใช้สำหรับเชื่อมไมโครชิปมาดัดแปลงให้สามารถ “ปัก” ด้ายทองคำได้ หน้าปัดแต่ละชิ้นต้องใช้ด้ายทองคำมากกว่า 2,300 เส้น และจุดบัดกรี 3,600 จุด ซึ่งต้องวางทีละจุดอย่างประณีต ผลลัพธ์ที่ได้คือลวดลายลูกบาศก์ที่ดูน่าหลงใหลและเปล่งประกายด้วยมิติความลึก นาฬิการุ่น Fil d’Or นี้มาในตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 39 มม. และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 99 เรือน เท่านั้น

Louis Moinet: 1806

จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของ Louis Moinet ยังคงดำเนินต่อไปในนาฬิการุ่นใหม่ 1806 นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนไทเทเนียมสไตล์ Directoire ที่มีการตกแต่งแบบ double gadroon (ร่องคู่) เม็ดมะยมรูป fleur-de-lys เพื่อเป็นเกียรติแก่บ้านเกิดของ Moinet หน้าปัดเคลือบโรเดียมพร้อมเข็มเหล็กสีน้ำเงิน และยังเป็นนาฬิกา Louis Moinet รุ่นแรกที่มาพร้อมสายนาฬิกาไทเทเนียม

Louis Moinet 1806

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ LM1806 ซึ่งได้รับการรับรองระดับโครโนมิเตอร์จาก Observatory กลไกนี้โดดเด่นด้วยแผ่นกลไกที่ขัดลายวงกลม และมีโรเตอร์แบบโปร่งแสงเคลือบทอง ซึ่งจะเผยหมายเลขประจำเรือนเมื่อหมุน

Massena Lab x Vianney Halter: Old Soul

Massena Lab และ Vianney Halter ร่วมกันสร้างสรรค์นาฬิการุ่น Old Soul ซึ่งเป็นการผสมผสานการออกแบบสไตล์ steampunk อันเป็นเอกลักษณ์ของ Halter เข้ากับกลไก Minerva ที่มีอายุยาวนานนับศตวรรษ

กลไกที่ใช้มาจากคลังกลไก Minerva 17’22 calibers แบบวินเทจ โดย Massena และ Halter ได้นำสมบัติที่ถูกค้นพบอีกครั้งเหล่านี้มาออกแบบใหม่สำหรับยุคปัจจุบัน ด้วยการดัดแปลงและเพิ่มแผ่นดิสก์แสดงนาทีแบบโปร่งใส เพื่อสร้างกลไกหน้าปัดลึกลับ (“mystery” dial) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำกลไกวินเทจของ Minerva มาใช้ในลักษณะนี้

Massena Lab × Vianney Halter Old Soul

MB&F: LM101 EVO, M.A.D.Editions M.A.D.1S Grow Your Dreams

MB&F ยังคงเฉลิมฉลองการครบรอบ 20 ปีอย่างต่อเนื่อง โดยย้อนกลับไปในปี 2014 กับ LM101 นาฬิกาในคอลเลกชัน Legacy Machine ที่บริสุทธิ์ที่สุดของแบรนด์ และตอนนี้ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ในรุ่น LM101 EVO พลังงานสำรองของกลไกได้เพิ่มขึ้นเป็น 60 ชั่วโมง พร้อมการตกแต่งพื้นผิวให้เข้มขึ้นเพื่อรูปลักษณ์ที่ทันสมัย มีให้เลือกในตัวเรือนไทเทเนียมพร้อมหน้าปัด CVD สี salmon หรือสี peacock green นับเป็นการพัฒนาที่โดดเด่นแต่ยังคงความประณีต

M.A.D.Editions x Yinka Ilori M.A.D.S1 Grow Your Dreams

ภายใต้แบรนด์ลูกอย่าง M.A.D.Editions ผลงานการร่วมมือกับศิลปินและนักออกแบบ Yinka Ilori ได้นำมาซึ่งนาฬิการุ่น M.A.D.1S Grow Your Dreams ซึ่งมีจำนวนจำกัด 3 รุ่น รุ่นละ 400 เรือน ได้แก่ ‘Sun’ ตามมาด้วย ‘Nature’ และ ‘Water’นาฬิกาแต่ละเรือนมีสีสันสดใส ตั้งแต่รายละเอียดบนขอบหน้าปัดไปจนถึงสายนาฬิกาที่ประทับด้วยลวดลายต้นไม้ซึ่งเป็นลายเซ็นของ Ilori

Micromilspec: Dualtimer และ Milgraph White Dial Edition

Micromilspec เปิดตัว Dualtimer นาฬิกานักบินรุ่นแรกที่อยู่ในคอลเลกชันถาวรของแบรนด์ นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นโดยเน้นฟังก์ชัน GMT (แสดงเวลาสองไทม์โซน) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Sellita SW330-2 และโดดเด่นด้วยการใช้สารเรืองแสง Super-LumiNova X1 สองสีที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยแยกความแตกต่างของไทม์โซนในสภาพแสงน้อย

อีกรุ่นที่เปิดตัวคือ Milgraph White Dial Edition ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ของนาฬิการุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ Micromilspec รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 75 เรือน โดดเด่นด้วยหน้าปัดแบบด้านที่มีผิวสัมผัสแบบเม็ดทรายใหม่ แต่ยังคงรักษาการจัดวางกลไกโครโนกราฟแบบ destro (สำหรับคนถนัดซ้าย) อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นไว้

อ่านบทความเต็มเพิ่มเติมที่ Micromilspec เปิดตัวนาฬิการุ่นแรกในหมวดนักบิน ชื่อ The Dualtimer 

Ming: 57.04 Iris

นาฬิกา Ming 57.04 Iris ได้เปิดตัวภาษาการออกแบบเจเนอเรชันที่ห้าของแบรนด์ และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดวางกลไกแบบ destro (สำหรับคนถนัดซ้าย) Ming อธิบายดีไซน์นี้ว่าเป็นงานประติมากรรมที่ “กระชับ” โดดเด่นด้วยหูสายแบบขั้นบันไดที่มีถึงเก้าชิ้น ชื่อรุ่น “Iris” (ไอริส) มาจากหน้าปัดที่ใช้การเคลือบแบบหลายเฟส ทำให้สีหน้าปัดเปลี่ยนไปมาระหว่างสีเทอร์ควอยซ์ ม่วง และเฉดสีน้ำเงินต่างๆ ตัวเรือนเหล็กขนาด 40 มม. บรรจุกลไกไขลาน Sellita-for-MING Cal. SW562.M1 ซึ่งเป็นโครโนกราฟแบบปุ่มเดียว นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน

Ming 57.04 Iris

Oris: Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’, Big Crown Calibre 113

ในงาน Geneva Watch Days 2025 นี้ Oris ได้นำเสนอนาฬิกาที่มีกลไกไม่ธรรมดาถึงสองรุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือ Big Crown Calibre 113 ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ ซึ่งมาในรูปแบบสีเขียวและชมพูที่ดูสนุกสนาน

Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’
Oris Big Crown Calibre 113

อ่านบทความเต็มได้ที่ Oris เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำและการร่วมมือกับ Bamford

นอกจากนี้ พวกเขายังได้ร่วมมือกับ Bamford Watch Department ในนาฬิการุ่น ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือหน้าปัดที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเต็มที่ด้วยสีเรืองแสง และขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 793 ที่ได้รับการอัปเดตใหม่ซึ่งบรรจุอยู่ในตัวเรือนที่ทำจากวัสดุ carbon fiber และ polymer

Renaud Tixier x Olivier Vaucher: “Monday Organica”

เป็นครั้งแรกที่ Renaud Tixier ร่วมมือโดยตรงกับ Olivier Vaucher สุดยอดช่างทำหน้าปัด โดยนำระบบ micro-rotor RVI2023 ที่จดสิทธิบัตรแล้ว มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านงานหัตถศิลป์ของ Vaucher ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิการุ่น Monday Organica ซึ่งชื่อ “Monday” (วันจันทร์) นั้นเป็นสัญลักษณ์ของวันแห่งการกำเนิดใหม่และการเริ่มต้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

Renaud Tixier × Olivier Vaucher “Monday Organica”

นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นทันทีด้วยหน้าปัดที่เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 112 ชั่วโมง ในการแกะสลักด้วยมือ ลงยาแบบ grand feu enamel และตกแต่งผิวสัมผัสอย่างพิถีพิถัน ทำให้เกิดเป็นพื้นผิวที่มีเรื่องราว ในขณะเดียวกัน การลงยาสีน้ำเงินโปร่งแสงยังช่วยขับเคลื่อนกลไกภายในให้ดูมีชีวิตชีวา ตัวเรือนแพลทินัมก็ได้รับการแกะสลักด้วยมือทั้งที่ด้านข้างและหูสาย ส่วนฝาครอบล้อจักรของกระปุกลานประดับด้วยการลงยาสีม่วงแบบ grand feu enamel นาฬิการุ่นนี้ผลิตเพียง 7 เรือน เท่านั้น

Speake Marin: Tourbillon Purple Hour

Speake Marin ได้ขยายคอลเลกชัน One & Two Openworked ด้วยรุ่น Tourbillon Purple Hour ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก “ชั่วโมงสีม่วง” อันน่ามหัศจรรย์ในช่วงก่อนพลบค่ำ หน้าปัดแบบหลายชั้น (multi-layered dial) ถูกแต่งแต้มด้วยสีม่วงสดใส นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ทรง Piccadilly ซึ่งบรรจุกลไกอัตโนมัติ SMA05 calibre ที่รองรับกลไก flying tourbillon และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดในสองขนาดคือ 38 มม. และ 42 มม. และจะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2025

TAG Heuer: Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring
Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring
Carrera Astronomer

TAG Heuer ตอกย้ำความเป็น “เทคนิคส์ชั้นนำ” ด้วยการเปิดตัวครั้งสำคัญถึงสองอย่างในงาน Geneva Watch Days กลไก TH-Carbonspring และนาฬิการุ่น Carrera Astronomer ซึ่งทั้งสองแสดงถึงทักษะและมรดกความแม่นยำในการบอกเวลาของแบรนด์อย่างชัดเจน

หลังจากทุ่มเทวิจัยและพัฒนามากว่าทศวรรษโดย TAG Heuer LAB แบรนด์ก็พร้อมที่จะเผยโฉม TH-Carbonspring กลไกคาร์บอนเจนเนอเรชันใหม่ เพื่อเป็นการเปิดตัว TAG Heuer ได้นำเสนอสองรุ่นใหม่คือ Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือนคาร์บอนเต็มรูปแบบและหน้าปัดโทนสีเดียวที่สลักลวดลายก้นหอยอย่างละเอียด

TAG Heuer Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring

ในขณะที่กลไก TH-Carbonspring สะท้อนถึงอนาคตของ TAG Heuer นาฬิการุ่นใหม่ Carrera Astronomer กลับสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันได้ฉายแสงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่น้อยคนจะรู้ของ TAG Heuer กับการคำนวณเวลาตามดวงจันทร์

TAG Heuer Carrera Astronomer
อ่านบทความเต็มได้ที่ TAG Heuer เปิดตัว TH-Carbonspring และ Carrera Astronomer ในงาน Geneva Watch Days 2025

Trilobe: Trente-Deux

Trilobe ก้าวไปสู่ขั้นใหม่ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชัน Trente-Deux ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกที่คิด สร้าง และประกอบทั้งหมดในปารีส กลไก X-Nihilo ซึ่งเป็นกลไก In-house ตัวแรกของ Trilobe ได้นำการออกแบบแบบเปิดโล่ง (open island) มาใช้ เพื่อเน้นให้เห็นวงล้อจักร (balance wheel) ในขณะที่สะพานจักร สกรู และแผ่นกลไกมีการขัดลายแบบดิบ (raw graining) ไปจนถึงการขัดเงาสีดำ

กลไกนี้สามารถสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง มีกลไกป้องกันแรงกระแทก และโรเตอร์ที่ทำจากทังสเตนยังเพิ่มมิติที่น่าสนใจด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบโปร่ง

Trilobe Trent-Deuxe
X-Nihilo caliber by Trilobe

Ulysse Nardin: Freak X Crystalium

สมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูล Ulysse Nardin คือนาฬิการุ่น Freak X Crystalium ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดที่เรียกว่า Crystalium แบรนด์ได้รังสรรค์ “วัสดุ” นี้ขึ้นมาด้วยการนำรูทีเนียมไปผ่านกระบวนการตกผลึกแบบ physical vapor deposition ที่ใช้เวลานาน ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายน้ำแข็งเกาะบนกระจก ผลลัพธ์ที่ได้นี้ถูกนำมาประกอบในตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ พร้อมกับชิ้นส่วนรองรับที่ตกแต่งด้วย PVD สีโรสโกลด์อบอุ่น

Ulysse Nardin Freak X Crystalium
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”

Urwerk: UR-150 Blue Scorpion

Urwerk ได้นำนาฬิการุ่น UR-150 มาปรับโฉมใหม่ในชื่อ Blue Scorpion ด้วยสีน้ำเงินสดใสและเส้นสายสีเหลืองนีออนที่โดดเด่น สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคย นาฬิการุ่นนี้มีจานแสดงชั่วโมงหมุนได้ 3 ชิ้นที่โคจรอยู่บนแกนหมุนแบบลอยตัว

โดยมีเข็มนาทีแบบถอยหลัง (retrograde hand) ที่เคลื่อนที่ตามจานชั่วโมงที่กำลังทำงานอยู่ กวาดไปตามส่วนโค้ง 240 องศา จากนาทีที่ 0 ถึง 60 ก่อนที่จะดีดกลับอย่างรวดเร็วภายใน 1/100 ของวินาที ขณะที่จานชั่วโมงทั้งสามจะหมุนพร้อมกัน ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ UR-50.01 caliber ซึ่งมาพร้อมระบบการขึ้นลานแบบกังหันคู่ (double-turbine winding) และสำรองพลังงานได้ 43 ชั่วโมง

Urwerk UR-150 Blue Scorpion

Zenith x USM Modular Furniture: DEFY Chronograph USM

Zenith และ USM Modular Furniture ได้ร่วมมือกันเปิดตัวนาฬิการุ่น DEFY Chronograph USM ในงาน Geneva Watch Days ปีนี้ นาฬิการุ่นนี้มาในตัวเรือนเหล็กขนาด 37.3 มม. พร้อมสายแบบ ladder bracelet อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นการผสานภาษาการออกแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน

นาฬิกาโครโนกราฟเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก El Primero 400 caliber ในตำนาน และมีให้เลือกใน 4 สีสดใสซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของ USM โดยแต่ละสีผลิตจำนวนจำกัดเพียง 60 เรือน

Zenith × USM DEFY Chronograph
อ่านบทความเต็มได้ที่ ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

Share post:

More like this

ชมนาฬิกา Cartier คอลเลกชันล่าสุด ส่งตรงจาก Watches and Wonders 2026 มาจัดแสดงครั้งแรกในไทย ณ พารากอนบูติก

มาครบทั้ง Santos-Dumont, Tank Louis Cartier, Baignoire และ Roadster ที่หลายคนคิดถึง สื่อมวลชนหลายๆ...

Titoni ฉลอง 38 ปีแห่งพันธมิตรระหว่าง Titoni และ UKT พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่

พร้อมเปิดตัว Seascoper 300, The 38th นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน 38 เรือน สำหรับแฟนชาวไทย...

พาชมนาฬิกา MING 37.06 Royal Selangor หัตถศิลป์แห่งกัวลาลัมเปอร์

MING จับมือ Royal Selangor ผู้ผลิตเครื่องดีบุกระดับตำนาน เปิดตัว MING 37.06 Royal Selangor ชูหน้าปัดดีบุกตอกลายด้วยมือ ในตัวเรือนไทเทเนียม Grade 2 ขนาด 38 มม. ผลิตจำกัดเพียง 88 เรือน

Introducing: นิยามใหม่แห่งเรือนเวลาทรงเหลี่ยม Hanhart Square by Square Prototype

Hanhart เปิดตัว Square by Square เรือนเวลาทรงสี่เหลี่ยมดีไซน์ล้ำยุคที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ Studio Supercreative สำหรับงาน Dubai Watch Week x Grail Watch ผลิตจำกัดในรูปแบบพรอโตไทป์เพียง 6 เรือนทั่วโลก