Home Blog Page 25

SWATCH NEON COLLECTION ปลุกตำนานยุค 80s และ 90s ด้วย 6 เรือนใหม่สุดจี๊ด!

6 เรือนใหม่ที่ชุบชีวิตตำนานยุคดิสโก้และอาเขต สาดพลังนีออนสะท้อนแสงเต็มพิกัด

นาทีนี้ไม่มีแบรนด์ไหนที่จะถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งยุค 80s และ 90s ได้เท่า Swatch อีกแล้ว เพราะสีสันจัดจ้านคือ DNA ที่สะท้อนความสนุกสนาน ความสดใส และสไตล์ที่กล้าท้าทายอย่างมีเอกลักษณ์ และในปีนี้ Swatch ก็ได้กลับมาสร้างความตื่นเต้นอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Swatch NEON Collection บทใหม่ ที่แฟนๆ ต้องกรี๊ดกับพลังสีนีออนสะท้อนแสงสุดจี๊ดและเอนเนอร์จี้การดีไซน์แบบจัดเต็ม

คอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Swatch ไอคอนิกในยุคอะนาล็อกที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำตั้งแต่ม้วนวิดีโอ VHS ไปจนถึงตู้เกมอาเขต โดยเป็นการนำดีไซน์ในตำนานจาก Archive กลับมาเล่าใหม่ในแบบฉบับร่วมสมัย พร้อมอัปเกรดให้ฟอร์มสวยขึ้น ดีเทลใหม่จัดเต็ม และบางรุ่นยังมาพร้อมฟีเจอร์ SwatchPAY!* ที่ชาร์จพลังให้สไตล์ฟิลกู๊ดแบบเต็มขั้น

เจาะลึก 6 เรือนใหม่ที่ชุบชีวิตตำนานจากยุค 80s และ 90s

การเปิดตัวครั้งล่าสุดนี้มาพร้อมกันถึง 6 เรือนใหม่ ที่หยิบโมเดลยอดนิยมจากยุค 80s และ 90s กลับมาตีความใหม่ในแบบที่จัดจ้านและโดดเด่นกว่าเดิม

เริ่มจาก SWATCH NEON FLUMOTIONS รุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น FLUMOTIONS ในตำนานที่เปิดตัวเมื่อปี 1988 กลับมาคราวนี้ในเคส SKIN CLASSIC ที่บางเฉียบ แต่ยังคงเปล่งพลังด้วยโทนสีนีออนเต็มแม็กซ์ มอบความรู้สึกวินเทจที่ทันสมัยอย่างลงตัว

ถัดมาที่ SWATCH NEON SIGNAL FLAG เป็นการตีความใหม่ของรุ่น SIGNAL FLAG (ปี 1990) เพิ่มดีกรีความมันส์ด้วยพาเล็ตต์สีนีออน ส้ม เหลือง และเขียว ที่ถูกเร่งให้จัดจ้านชัดกว่าเดิม สาดพลังสีแบบ non-stop ที่พร้อมจะสะกดทุกสายตา

รุ่นต่อมาคือ SWATCH NEON EMERALD CHRONO รุ่นนี้เป็นการตีความใหม่ของ EMERALD DIVER (ปี 1986) และยังเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบ โครโนกราฟ เต็มรูปแบบ โดยผสมผสานความแม่นยำของการบอกเวลาแบบคลาสสิกเข้ากับโทนสีจัดจ้านสไตล์ยุค 80s และ 90s ได้อย่างลงตัว

มาต่อกันที่ SWATCH NEON SKYCHART การคิดใหม่ของรุ่น SKYCHART (ปี 1991) เวอร์ชันใหม่นี้ยังคงเก็บหน้าต่างแสดงวันที่อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ แต่กลับมาอีกครั้งในสีใหม่ที่สะดุดตาอย่าง เขียวไฟฟ้า ม่วงเข้ม และน้ำเงินเข้ม เป็นการวิวัฒนาการดีไซน์ไอคอนิกที่น่าสนใจ

สำหรับ SWATCH NEON SEPPIA นี่คือการรีมิกซ์จากรุ่น SEPPIA (AQUACHRONO ปี 1994) ที่กลับมาในเคส BIG BOLD ขนาด 47 มม. ที่ดูทรงพลัง พร้อมสายนาฬิกาลุคเข้มเท็กซ์เจอร์หนักแน่น แต่เติมลูกเล่นด้วยสีนีออน ชมพู เขียว และเหลือง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเข้มกับความสดใส

ปิดท้ายด้วย SWATCH NEON HIELO รุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก HIELO รุ่นที่เปิดตัวในปี 1993 โดยถูกสร้างสรรค์ใหม่ที่ท้าทายสิ่งเดิมๆ จากเคส 25 มม. สู่เคส 47 มม. พร้อมบูสต์ให้จัดจ้านกว่าเดิม ทำให้เป็นรุ่นที่โดดเด่นสะดุดตาทุกครั้งที่สวมใส่

นาฬิกาทั้ง 6 เรือนใหม่จาก Swatch NEON Collection วางขายแล้ววันนี้เป็นต้นไป ทาง Swatch.com และร้าน Swatch ทั่วโลก
*ฟีเจอร์ SwatchPAY! สามารถใช้งานได้เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค
ชื่อรุ่นแรงบันดาลใจ (ปีเดิม)ตัวเรือนหน้าปัด / ฟังก์ชันหลักกลไก/ฟีเจอร์
NEON FLUMOTIONSFLUMOTIONS (1988)SKIN CLASSIC (บางเฉียบ)บอกเวลา 3 เข็ม โทนสีนีออนควอตซ์ (Quartz)
NEON SIGNAL FLAGSIGNAL FLAG (1990)Standard Swatchบอกเวลา 3 เข็ม สี ส้ม/เหลือง/เขียว นีออนควอตซ์ (Quartz)
NEON EMERALD CHRONOEMERALD DIVER (1986)Standard Swatchโครโนกราฟ เต็มรูปแบบ สีเขียวนีออนควอตซ์ (Quartz)
NEON SKYCHARTSKYCHART (1991)Standard Swatchบอกเวลา 3 เข็ม + วันที่ สีเขียว/ม่วง/น้ำเงินควอตซ์ (Quartz)
NEON SEPPIASEPPIA (AQUACHRONO, 1994)BIG BOLD (47 มม.)บอกเวลา 3 เข็ม สี ชมพู/เขียว/เหลือง นีออนควอตซ์ (Quartz), SwatchPAY!*
NEON HIELOHIELO (1993)47 มม. (ปรับจาก 25 มม.)บอกเวลา 3 เข็ม โดดเด่นด้วยขนาดใหญ่ควอตซ์ (Quartz), SwatchPAY!*

หมายเหตุ: วัสดุตัวเรือนส่วนใหญ่เป็นพลาสติกหรือวัสดุชีวภาพ (Bio-sourced) ตามมาตรฐาน Swatch | กลไก เป็นระบบควอตซ์ทั้งหมด | SwatchPAY! ใช้งานได้เฉพาะในบางประเทศ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก
CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

ค้นหารูปทรงแห่งกาลเวลาไปกับ Piaget และ Panerai บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Shaping of Time’ โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025

งานเสวนาใน Siam Paragon Bangkok Watch Week ที่ได้ Wei Koh ผู้ก่อตั้ง Revolution มาเป็น moderator พร้อมเสวนากับสองแบรนด์ต่างคาแร็กเตอร์ Piaget และ Panerai

Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution ผู้นำสื่อนาฬิกาผู้รอบรู้ในศาสตร์แห่งเรือนเวลาได้พาสาวกนาฬิกามาร่วมค้นหาคำตอบของรูปทรงแห่งเวลาจากงานเสวนา Symposium ‘Shaping of Time’ โดย Revolution ในงาน Siam Paragon Watch Week 2025 ในวันที่ 23 กันยายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ ร่วมด้วย Emmanuelle Kouakou ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director of Piaget Southeast Asia and Oceania เมซงจิวเวลรี่ที่ใช้ความชำนาญในศาสตร์อัญมณีและวัสดุล้ำค่ามาสร้างสรรค์เรือนเวลาอันงดงามดุจงานศิลปะ และ Lesley Co ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director of Panerai Southeast Asia and Oceania แบรนด์ที่สร้างชื่อจากนาฬิกาที่ใช้ในหน่วยนาวิกโยธิน และสั่งสมประสบการณ์ผจญภัยทั้งในโลกใต้บาดาล และทุกแห่งหนที่จิตวิญญาณนักสำรวจจะนำทางไป

ความหมายของรูปทรงแห่งกาลเวลา

เวลามีรูปทรงด้วยหรือ? ว่ากันตามตรงหากตีความกันอย่างตรงไปตรงมา เราอาจรับรู้รูปทรงของกาลเวลาได้ด้วยรูปทรงของเครื่องบอกเวลานั่นเอง แต่สำหรับ Wei Koh รูปทรงของเวลาอาจหมายถึงการก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนของนาฬิกาแต่ละแบรนด์ได้เช่นกัน

 “เรามาพูดถึงคำว่า ‘รูปทรง’ กันในสองมิติ ด้านแรกคือรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของบางแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น Piaget Polo 79 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ผสานสาย ตัวเรือน และหน้าปัดเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว เรียกได้ว่าเป็นงานศิลป์ที่สวมใส่บนข้อมือได้เลยทีเดียว หรืออย่าง Panerai Luminor Marina ซึ่งก็คือนาฬิกาที่ผมกำลังใส่อยู่ตอนนี้นี่คือเอกลักษณ์ของ Panerai โดยแท้เลยครับ สิ่งที่โดดเด่นก็คือรูปทรงของตัวเรือนที่แม้จะมองจากระยะ 200 เมตร คุณก็รู้ได้ทันทีว่าคนนั้นใส่อะไรอยู่ มันมีความหมายต่อผู้คนจริงๆ

…แต่นอกจากนี้ยังมีอีกแนวคิดหนึ่งของคำว่า ‘การสร้างรูปทรง’ ในแง่ของการสร้างเอกลักษณ์ตัวตน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างน่าทึ่งตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และดำเนินมาตลอดศตวรรษที่ 20 สำหรับทั้งสองแบรนด์ ดังนั้น เรามาย้อนเวลากลับไปกันเถอะ”

ย้อนกลับไปไกลถึงปี 1873 คุณเอ็มมานูเอลเล่าถึง Georges-Édouard Piaget ผู้ก่อตั้งเมซง Piaget ที่หลงใหลในศาสตร์การผลิตกลไกนาฬิกาตั้งแต่อายุ 19 ปี เมอร์ซิเออร์เปียเจต์มีคติประจำใจอยู่ว่า “Do better than necessary” หรือ “ทำให้ดีกว่าเท่าที่จำเป็น” และนั่นสื่อถึงความประณีตบรรจงสูงสุดของเมซงจิวเวลรี่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ยึดมั่นมาจนถึงปัจจุบัน

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือปี 1945 ปี 1945 ที่ Piaget ได้ก่อตั้งเมซงในเจนีวาเป็นแห่งแรก และเปิดตัวแบรนด์ Piaget ก่อนหน้านั้นเรามุ่งเน้นการผลิตกลไกนาฬิกาเป็นหลัก นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของ Piaget เพราะเป็นการแสดงตัวตนของเมซง ไม่เพียงแต่ในงานนาฬิกาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานจิวเวลรีชั้นสูงอีกด้วย

คุณเหว่ย moderator ของเรายังได้เน้นย้ำถึงความพยายาม ‘Do better than necessary’ ของ Piaget ผ่านการรังสรรค์นาฬิกาเรือนบางเฉียบที่สุดในโลกในปี 1957 แล้วต่อมาในปี 1960 ก็ได้เปิดตัวกลไกจักรกลที่บางเพียงแค่ 2.3 มม. เท่านั้นที่นับว่า บางที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ซึ่งจัดว่าน่าทึ่งอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของ Piaget จวบจนทุกวันนี้ เขาแสดงความเห็นไว้เช่นนั้นขณะเสวนาอย่างออกรส ตัวตนดังกล่าวกลายเป็นค่านิยมหลักของเมซง Piaget ที่แสวงหารูปทรงใหม่ๆ ของกาลเวลา

“จุดแข็งของเราคือความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาบางพิเศษ ซึ่งเป็นคุณค่าหลักและจุดเริ่มต้นของเรา แต่เหตุผลที่เราพัฒนาความเชี่ยวชาญนี้ ก็เพื่อจะสร้างและกำหนดรูปแบบนาฬิกาประเภทใหม่ๆ นี่จึงเชื่อมโยงกับแนวคิด ‘Shaping of Time’ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์อย่างอิสระ กล้าทดลอง และออกแบบรูปทรงที่ไม่คาดคิด เช่น ความไม่สมมาตร หน้าปัดที่ไม่ได้ทำจากทองเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้หินประดับที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น เราออกแบบนาฬิกาให้มีอิสระมากขึ้น และในทางเดียวกันก็ทำให้ช่างฝีมือของเรามีอิสระในการสร้างสรรค์ ผลลัพธ์จึงเป็นดีไซน์ที่เหนือความคาดหมาย แต่ยังคงความลงตัว”

นอกเหนือจากรูปทรงการพัฒนาด้านนวัตกรรมยังเป็นสิ่งที่ Piaget มุ่งมั่นสานต่อแพสชันของผู้ก่อตั้งเมซง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้สามารถสวมใส่เรือนเวลาที่สร้างสุนทรียะทางสายตา และสัมผัสได้ถึงงานช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ของ Piaget นาฬิกาหลากรุ่นของ Piaget บ่งบอกถึงตัวตนของผู้สร้างสรรค์และวงสังคมที่รายล้อมด้วยศิลปินและเหล่าคนดังมากมาย โดยคุณเหว่ยยังได้ยกตัวอย่างและเท้าความถึงความหลังของ Piaget ให้ฟังว่า

“แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Piaget ก็คือ เขาหล่อเหลามาก…หล่อแบบน่าตกใจเลยทีเดียว หล่อราวกับดาราหนังจริงๆ ชายคนนี้เป็นเพื่อนกับ Mauricio และยังเป็นเพื่อนกับ Alain Delon อีกด้วย เขาเคยทำนาฬิกาให้ Jackie Kennedy ในปี 1967 เป็นนาฬิกาทรงวงรี และในปี 1972 เขาก็สร้างนาฬิกาอีกเรือนที่น่าสนใจมาก เพราะในเวลานั้นวงการนาฬิกาสวิตเซอร์แลนด์กำลังหันมาใช้กลไกควอตซ์ Beta 21 ซึ่งหนามาก

เขาจึงคิดว่า ‘จะซ่อนกลไกหนานี้ในนาฬิกาอย่างไรดี’ และได้ออกแบบตัวเรือนแบบขั้นบันไดที่สวยงามในปี 1972 นาฬิการุ่นนี้มีรหัส 15102 ตอนแรกยังไม่มีชื่อ แต่ผู้ที่ซื้อไปคือ Andy Warhol และมันก็กลายเป็นนาฬิกาที่เขาชื่นชอบที่สุด จนทุกวันนี้เราจึงเรียกรุ่นนี้ว่า ‘Andy Warhol’

สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Yves Piaget มีพรสวรรค์พิเศษในการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบนาฬิกาที่งดงามราวกับงานประติมากรรม เขายังเริ่มทำนาฬิกาที่ประดับด้วยหินมีค่า เช่น เทอร์คอยซ์ ลาพิสลาซูลี และไทเกอร์อาย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเทรนด์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่ Piaget ทำมาตั้งแต่ยุค 60s แล้ว”

Lesley Co – Managing Director of Panerai Southeast Asia and Oceania

ทางด้าน Panerai คุณเลสลี่ขอพาทุกท่านเดินทางข้ามเวลากลับมายังปี 1860 เมซง ณ สะพานปอนเต เวคคิโอ เมืองฟลอเรนซ์ สองพี่น้องตระกูล Panerai ก็มีความฝันและความหลงใหลในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาเช่นกัน ทั้งสองเริ่มต้นจากการเปิดโรงเรียนสอนประดิษฐ์นาฬิกา เพราะอยากแบ่งปันความรักและความหลงใหลในศาสตร์นี้

นั่นคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ Panerai ที่ต้องการตอบแทนสังคม และเผยแพร่ทักษะกับความหลงใหลในงานฝีมือใหม่นี้ จากจุดนั้น Panerai ก็พัฒนาต่อไปจนกลายเป็นหนึ่งในความลับทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผ่านการผลิตนาฬิกาสำหรับกองทัพเรือหลวงอิตาลี และต่อมาจึงถูกนำออกสู่สาธารณะหลังจากที่กลุ่ม Richemont เข้าซื้อกิจการ

 “นาฬิกาเรือนแรกของ Panerai จริงๆ แล้วคือรุ่น Radiomir ซึ่งในประเทศไทยก็มีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยที่หลงใหลใน Radiomir เพราะพวกเขาชื่นชอบเรื่องราวมรดกทางประวัติศาสตร์ และชื่นชอบตัวเรือนทรงคุชชั่นที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา

และแน่นอนว่า เรารักเรื่องราวที่มันเริ่มต้นในฐานะความลับสุดยอดของกองทัพเรือหลวงอิตาลี ถูกใช้ในปฏิบัติการใต้น้ำโดยหน่วยคอมมานโดนักประดาน้ำ และต่อมาก็ถูกนำไปใช้โดยกองทัพเรืออียิปต์ แต่ Radiomir ก็ยังคงเป็นความลับทางทหารที่เก็บงำไว้อย่างแน่นหนา ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ Radiomir ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือดำน้ำที่แม่นยำสูง แข็งแกร่ง และสามารถใช้งานได้ในภารกิจใต้น้ำที่ทั้งเสี่ยงอันตรายและท้าทายที่สุด”

รูปทรงและคุณสมบัติอันแข็งแกร่งเหล่านี้ล้วนหล่อหลอมตัวตนของ Panerai แบรนด์นาฬิกาที่ผูกพันกับภารกิจทางการทหาร และไม่เคยหวั่นไหวไปตามกระแสความนิยมนาฬิกาขนาดเล็กตามที่คุณเหว่ยได้กล่าวไว้ว่า นี่แหละคือตัวตนของมั่นคงของ Panerai

“สำหรับ Panerai เรามีนาฬิกาที่ออกแบบทั้งเรือนเพื่อความแข็งแกร่ง ความทนทาน และการมองเห็นที่ชัดเจนสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในปัจจุบันมีคนพูดกันว่านาฬิกาควรมีขนาดเล็กลง แต่ผมไม่เห็นด้วย นาฬิกาควรสะท้อนตัวตนดั้งเดิมของมัน Panerai ไม่เคยถูกสร้างมาให้เป็นนาฬิกาเรือนเล็ก เพราะมันต้องมองเห็นได้อย่างชัดเจนใต้น้ำ มันจึงจำเป็นต้องเป็นนาฬิกาขนาดใหญ่เพราะเป็นเครื่องมือทางทหาร

และเหนือสิ่งอื่นใด ช่วงกลางทศวรรษ 1950 มีการพัฒนา ‘คันล็อก’ (lever locking mechanism) ที่ผมใส่อยู่บนข้อมือตอนนี้ ซึ่งจดสิทธิบัตรเพื่อสร้างความสามารถในการกันน้ำ ทุกคนที่มอง Panerai จะเห็นกลไกนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ กลไกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นาฬิกากันน้ำได้ เพราะในบริบทของยุค 50 สิทธิบัตรของเม็ดมะยมแบบขันเกลียว (screw-down crown) ยังเป็นของอีกแบรนด์หนึ่งอยู่” 

ซึ่งความมั่นคงในตัวตนที่เองที่ทำให้ Panerai ยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักสะสมที่ต่างมองหาตัวตนที่ชัดเจน และผูกพันกับประวัติศาสตร์ทางการทหารในแบบที่ประวัติศาสตร์ของ Panerai ได้จารึกไว้

“ในปี 1993 นี่เป็นครั้งแรกที่เราอนุญาตให้ความลับทางทหารนี้ถูกซื้อโดยพลเรือน แต่รุ่นนี้โดยเฉพาะ 5218-208 จริง ๆ แล้วไม่เคยถูกวางขายให้กับคนทั่วไปมาก่อน เนื่องจากผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับกองทัพอิตาลีในเวลานั้นเท่านั้น ลูกค้าบางท่านของเราคอมมูนิตี้ได้ร้องขอว่าอยากให้เรานำรุ่นที่ไม่เคยมีโอกาสได้ซื้อ หรือรุ่นที่พลาดไป กลับมาผลิตอีกครั้ง หลังจากมีการรณรงค์กับทีมแบรนด์ของเราเป็นเวลาหลายปี เราจึงตัดสินใจนำรุ่นนี้กลับมาผลิตใหม่เพื่อฉลองครบรอบที่ Panerai กลายเป็นแบรนด์สาธารณะ

รุ่นนี้ใช้ชื่อว่า 5218 Luminor Marina Militare ซึ่ง Marina Militare สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของเรากับกองทัพอิตาลี เป็นการผลิตซ้ำที่ซื่อสัตย์ต่อดีไซน์ดั้งเดิมอย่างมาก ยกเว้นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย เราอยากให้นาฬิการุ่นนี้ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะเดินช้อปปิ้งที่สยามพารากอน หรือไปเล่นพาราเซลในวันรุ่งขึ้น ก็สามารถพกพาไปผจญภัยได้อย่างมั่นใจ”

รูปทรงที่บ่งบอกตัวตนอันกล้าแกร่งของ Panerai ยังสะท้อนผ่านตัวเรือนทรงคุชชั่น หน้าปัดแซนด์วิช คราวน์การ์ดที่ช่วยปกป้องการคลาดเคลื่อนของเม็ดมะยม และสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา ตัวอย่างที่แสดงออกชัดเจนในรุ่น Luminor อันเป็นที่นิยมต่อเนื่องยาวนาน และนอกเหนือจากนั้น ล่าสุด Panerai ยังต่อยอดด้วยนวัตกรรมด้านวัสดุอย่าง PlatinumTech และฟังก์ชันปฏิทินถาวรที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่านักสะสมตัวจริง

“นี่คือรุ่น PAM 1575 ซึ่งเป็นนาฬิกาปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) และเป็นครั้งแรกที่เราเปิดตัวกลไก P.4100 พร้อมเทคโนโลยี PlatinumTech ซึ่งเป็นวัสดุเฉพาะของ Panerai ที่พัฒนาภายในแบรนด์เอง มีคุณสมบัติทนรอยขีดข่วนสูงและให้สัมผัสที่ละเอียดอ่อน นักสะสมที่รู้จริงหลายคนมักพูดกันว่า PlatinumTech คือ ‘นาฬิกาของคนรู้จริง’ เพราะมองเผินๆ คุณจะแยกไม่ออกระหว่างสตีลกับแพลตินัม

พวกเขาชอบตรงนี้มาก และถือเป็นมุมกลับของเหล่า connoisseur นาฬิการุ่นนี้ยังโดดเด่นด้วยหน้าปัด Smoked Sapphire ที่สวยงาม ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับผู้ผลิตว่าจะรักษาความงามแบบ Panerai ได้อย่างไร ทั้งที่ด้านหน้าต้องคงความเรียบง่ายและมินิมัล ในขณะที่กลไกทั้งหมดถูกจัดวางไว้ด้านหลัง

สิ่งที่ทำให้ฉันภูมิใจมากคือ นาฬิการุ่นนี้ ไม่ต้องใช้ตัวปรับแก้ (correctors) เลย คุณสามารถหมุนปรับไปข้างหน้าหรือย้อนกลับได้ตามต้องการ และมันถูกออกแบบให้เดินไปได้ยาวนานถึง ปี ค.ศ. 2399 เรียกได้ว่าแทบจะ ‘นิรันดร์’ อยู่กับคุณได้ชั่วอายุขัย”

การรวมตัวของกลุ่มคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกัน

นอกเหนือรูปทรงที่บ่งบอกตัวตนของแต่ละแบรนด์การสร้างคอมมูนิตี้ที่แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งยังช่วยสนับสนุนให้ทิศทางของแต่ละแบรนด์ชัดเจนและเติบโตไปตามยุคสมัย ซึ่งทั้งสองแบรนด์บ่มเพาะสิ่งเหล่านี้ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น ‘P Day’ ของกลุ่ม Paneristi ที่รวมตัวกันผ่านโลกอินเตอร์เน็ตก่อนจะนำมาสู่การรวมตัวพบปะกันในวันพิเศษที่ได้ร่วมพูดคุยและได้ชื่นชมนาฬิกา Panerai รุ่นใหม่ๆ ก่อนใคร

“P Day เป็นวันเดียวในรอบปีที่ชุมชนของเราจะมารวมตัวกัน พวกเขาเป็นคนเลือกสถานที่ เลือกสถานจัดงาน เราเพียงแค่จัดการและเปิดตัวนาฬิกาใหม่ๆ ให้พวกเขา และบอกตรงๆ ว่าฉันภูมิใจมากที่ได้รวมกลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน มีคนมาร่วมงานมากกว่า 300 คน บางคนเข้าร่วมแบบเสมือนจริงผ่านโลกออนไลน์ แต่นี่แหละคือสิ่งที่ Panerai เป็น เรามีชุมชนที่เริ่มพบปะกันในฟอรั่มบนอินเตอร์เน็ตเมื่อ 25 ปีก่อน และตอนนี้มีสมาชิกมากกว่า 30,000 คนทั่วโลก ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของพี่น้องแห่ง Panerai”

ส่วน Piaget นั้นเชื่อมโยงกลุ่มคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกันผ่าน Piaget Society เพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่มีมุมมองในเชิงสุนทรียะที่คล้ายคลึงกัน

“มันเป็นเรื่องของการเฉลิมฉลองกับกลุ่มเพื่อนวงเล็กๆ ที่ใกล้ชิดสนิทสนมและมองเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน อย่างเพื่อนที่เป็นศิลปิน อยู่แถบชายฝั่งริเวียร่า ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส พวกเขาเป็นกลุ่มเพื่อนที่ต้องการมีจิตวิญญาณเดียวกัน แบ่งปันคุณค่าร่วมกัน และอยากใช้เวลาร่วมกันอย่างแท้จริงเพื่อเฉลิมฉลอง ซึ่งความเชื่อมโยงนี้จะคงอยู่ไปตามกาลเวลา นี่คือสิ่งที่ดึงดูดให้ฉันถ่ายทอดวิธีที่เราสร้างสรรค์ วิธีที่เราเฉลิมฉลองช่วงเวลาร่วมกัน วิธีที่เราสร้างสรรค์เวลาไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนแท้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างลงตัวจริง ๆ”

การเลือกใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เชื่อมโยงได้กับตัวตนของแบรนด์ และยังเป็นบุคคลที่คนรุ่นใหม่สามารถให้ความสนใจและยึดพวกเขาเป็นต้นแบบช่วยหล่อหลอมให้ตัวตนของแบรนด์แจ่มชัด และยังคงร่วมสมัยในทุกห้วงเวลา เหมือนอย่างการที่ Piaget เลือก อาโป–ณัฐวิญญ์ นักแสดงหนุ่มชาวไทยที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกเป็นโกลบัลแบรนด์แอมบาสเดอร์

นอกจากนี้สิ่งที่คุณเหว่ยหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้แบรนด์เก่าแก่อย่าง Piaget สามารถดึงดูดเจเนอเรชัน Z ที่กำลังเริ่มสนใจในนาฬิกา แท้จริงแล้วก็คือดีไซน์ที่ยังคงจับใจผู้คนได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Altiplano หน้าปัดหิน หรือรุ่นขึ้นแท่นไอคอนิกอย่าง Polo 79 ซึ่งตัวแทนของแบรนด์อย่างคุณเอ็มมานูเอลก็เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว

“สำหรับฉัน สิ่งที่สอดคล้องกับเจเนอเรชัน Z ได้อย่างดีคือการเดินควบคู่กันไปของ “ศิลปะในเชิงประวัติศาสตร์ที่ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิค นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกว่า หากถ่ายทอดออกมาผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราคนปัจจุบันจะสามารถสื่อสารได้อย่างลงตัว”

ทิศทางในอนาคตของผู้กำหนดรูปทรงแห่งเวลา

สำหรับทิศทางในวันข้างหน้าของสองเมซงที่ต่างมีส่วนร่วมหล่อหลอมรูปทรงแห่งเวลาในรูปแบบที่แตกต่างกันนั้น ในส่วนของ Piaget คุณเอ็มมานูเอลขออ้างอิงคำกล่าวของผู้ก่อตั้งเมซงเป็นแนวทางในอนาคต

“ฉันอยากจะอ้างกลับไปที่คำกล่าวของ Piaget ที่ว่า “จงทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” ซึ่งนี่คือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราในอนาคตด้วยสองทิศทางสำคัญ คือเรื่องของ “รูปทรง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์เรา และอีกด้านคือการก้าวข้ามความเชื่อมั่นในเรื่องเทคนิค เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ดีไซน์ใหม่ๆ บนพื้นฐานนี้”

ส่วน Panerai คุณเลสลี่ขออ้างอิงจากประสบการณ์การพบปะผู้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาฝึกงานใน Panerai ด้วยความหลงใหลในตัวแบรนด์ว่า สิ่งที่ Panerai ยังคงเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้นั่นก็คือ “ความจริงใจต่อตัวตนของตนเอง” ทั้งยังอ้างถึงบทความใน Revolution ที่คุณเหว่ยเคยได้เขียนเอาไว้ว่า Panerai เป็นแบรนด์สวนกระแสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มากไปกว่านั้นการมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้สวมใส่ยังเป็นอนาคตที่ทางแบรนด์ตั้งใจสร้างสรรค์ให้เหล่าสาวกได้มีส่วนร่วม

“ในปี 2019 เราได้เริ่มเปิดตัวโปรแกรมประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างออกไป เป็นโปรแกรมสไตล์หน่วยคอมมานโดซึ่งเรารับลูกค้าเพียง 20–30 คนเท่านั้น เมื่อลูกค้าซื้อนาฬิกา จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการผจญภัยครั้งสำคัญที่เชื่อมโยงกับมรดกทางทหารของเราโดยตรง

ประสบการณ์แรกที่เราเริ่มจัดคือการพาลูกค้า 20 คนไปยังเมืองลา สเปเซีย ที่นั่นเป็นฐานทัพลับทางทหารที่พลเรือนไม่สามารถเข้าได้ แต่ด้วยนาฬิกา Panerai ของคุณ คุณจะได้ร่วมภารกิจลับ ฝึกฝนเสมือนเป็นหน่วยรบชั้นสูงราวกับกองกำลังพิเศษ และใช้ชีวิตผจญภัยแบบสไตล์ Panerai อย่างแท้จริง

หนึ่งในกิจกรรมล่าสุดที่เราเพิ่งจัดขึ้นคือในเอเชียร่วมกับ Mike Horn เราพาลูกค้า 20 คนเดินป่าปีนเขาในภูฏานกับนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเรามานานกว่า 20 ปี พวกเขาได้ออกเดินทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในภูฏาน เพื่อเชื่อมโยงจิตวิญญาณและกำหนดประสบการณ์ Panerai ของตนเอง ซึ่งฉันเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของเราอย่างแท้จริง”

คุณเหว่ยยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชัน Z ผู้เป็นอนาคตที่จะมาขับเคลื่อนวงการนักสะสมนาฬิกาไว้ว่า

“ตัวผมเองไม่ใช่เจเนอเรชัน Z เลย ขอโทษด้วยนะครับ ผมอายุคงจะมากพอที่จะมีลูกที่เป็นเจเนอเรชัน Z ได้แล้วล่ะ แต่เอาเถอะครับ อย่างหนึ่งที่ผมคิดว่า สำคัญมากก็คือ “คุณค่าที่คุ้มค่าอย่างมหาศาล” เพราะในที่สุดแล้ว เราต้องทำให้นาฬิกาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และตอนนี้ที่พวกคุณเพิ่งเปิดตัวรุ่น 5218 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่คนต้องการมากที่สุดของ Panerai ในตลาดตอนนี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่มีราคาจับต้องได้มากที่สุดของ Panerai ด้วย คุณไม่สามารถแค่ออกแบบนาฬิกาที่เป็นที่ต้องการที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้เท่านั้น แต่คุณยังต้องทำให้นาฬิกานั้นเข้าถึงได้สำหรับผู้คนที่อยากให้คนรุ่นต่อไปมีส่วนร่วมด้วย

…ผมคิดว่าสิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับนาฬิกาจักรกลก็คือ มันคงอยู่ยืนยาวเกินกว่าเราจะมีชีวิตอยู่เสียอีก จริงไหมครับ มันอาจจะเป็นวัตถุที่มีจริยธรรมที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะพลังงานเพียงอย่างเดียวที่มันต้องการ คือพลังงานที่มาจากคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการไขลาน หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายของคุณเอง ดังนั้นคุณจึงกำลังผสมผสานสิ่งที่คงอยู่ตลอดกาลเข้าไว้ด้วยกัน

และสิ่งที่ต้องใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเพื่อให้กลไกทำงาน แทนที่จะเป็นหัวใจที่เต้นอยู่ คุณควรเลือกสิ่งที่เกิดจาก “ความหลงใหล” อย่างแท้จริง ผมเข้าใจว่าตอนนี้มีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับราคาขายต่อหรือมูลค่าในตลาดนาฬิกามือสอง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเลย เพราะอีก 100 ปีข้างหน้า ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้แล้ว จงซื้อมันเพราะคุณรักมันจริงๆ ก็เพียงพอ”

และนี่การตั้งคำถามเกี่ยวกับรูปทรงและทิศทางที่หล่อหลอมตัวตนของกาลเวลาผ่านเรื่องราวที่ทั้งสองแบรนด์นาฬิกาต่างคาแร็กเตอร์แต่เป็นที่รู้จักและรักใคร่ในกลุ่มคนที่แสวงหารูปทรงของกาลเวลาได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาซึ่งกันและกัน ท้ายที่สุดแล้วคำตอบนั้นเรียบง่ายมาก การกำหนดรูปทรงและทิศทางของแบรนด์เรือนเวลาไม่ได้มุ่งเน้นในการเพิ่มคุณค่าในเชิงมูลค่า แต่เป็นคุณค่าที่เกิดจากความรักและหลงใหลในเรือนเวลาเรือนนั้นๆ อย่างแท้จริง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :

PIAGET TIMELESS TURQUOISE การรังสรรค์แห่งสีสันและกาลเวลา
Luminor Marina Militare PAM05218 นาฬิกาที่ถอดแบบความคลาสสิกของ Panerai ในปี 1993
ปรากฏการณ์ครั้งแรกในไทย Revolution ร่วมกับ Siam Paragon เปิดเวทีเสวนากับสุดยอดผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาระดับโลก

Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย

Symposium ที่เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็น Luxury Cultural Capital: เจาะลึกบทสนทนาแห่งเวลาจากแบรนด์ใหญ่และอินดี้แบรนด์ระดับโลก

ใจกลางเวทีโลกของวงการนาฬิกา งาน Bangkok Watch Week 2025 ได้สร้างนิยามใหม่ให้กรุงเทพฯ นี่คือเมืองที่ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงตลาดซื้อขายสินค้าหรู แต่เป็นเวทีทางความคิดและวัฒนธรรม ที่สำคัญระดับโลก The Symposium คือหัวใจสำคัญ ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และกำลังปักหมุดให้กรุงเทพฯ เป็น Luxury Cultural Capital แห่งเอเชีย

เวทีแห่งการตีความ “เวลา” ในมิติที่ลึกซึ้ง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Symposium ใน Bangkok Watch Week ครั้งนี้โดดเด่น คือการยกประเด็นที่ก้าวข้ามเรื่องฟังก์ชันสู่ปรัชญาและศิลปะแห่งเวลา แบรนด์นาฬิกาชั้นนำได้ใช้เวทีนี้ในการเปิดมุมมองที่ไม่เคยมีใครคิดถึง:

Shaping of Time: เมื่อเวลาไม่ได้มีแค่ตัวเลข

การเสวนาจาก Piaget และ Panerai ได้จุดประกายคำถามที่ยิ่งใหญ่: มนุษย์เราสามารถ ‘กำหนดรูปร่าง’ ให้กับเวลาได้จริงหรือ? ทั้งสองแบรนด์นำเสนอแนวคิดผ่านดีไซน์ที่ท้าทายกรอบเดิม ๆ Piaget พาสำรวจความบางเฉียบ (Ultra-Thin) ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาถูก ‘ยืด’ ออกไปอย่างสง่างาม ขณะที่ Panerai พาไปสำรวจความทนทานและการผจญภัยที่ทำให้เวลาถูก ‘บีบอัด’ ด้วยประสบการณ์อันเข้มข้น นี่คือการมองนาฬิกาในฐานะ เครื่องมือที่สร้างความหมายให้กับช่วงเวลา ไม่ใช่แค่เครื่องมือจับเวลา

The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking: การเปิดเผยจิตวิญญาณแห่งกลไก

ภายใต้การนำเสนอของ Franck Muller เราได้สำรวจศิลปะของนาฬิกาแบบ สเกเลตัน (Skeletonised) นี่คือการถอดเปลือกนอกออก เพื่อเผยให้เห็นหัวใจที่เต้นอยู่ภายใน ทุกชิ้นส่วนที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตและจัดวางอย่างลงตัว นอกเหนือจากแค่ความสวยงามแล้วยังเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อศาสตร์แห่งกลไก ความโปร่งใส จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการ เปิดเผยจิตวิญญาณ ของช่างทำนาฬิกา และความแม่นยำที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

The Aesthetics of Speed and Altitude: ดีไซน์ที่โอบรับความท้าทาย

IWC Schaffhausen พาผู้เข้าร่วมทะยานสู่มิติของความเร็วและความสูงส่ง หัวข้อนี้เป็นการตีความนาฬิกาในฐานะเพื่อนร่วมทางของนักบินและนักแข่ง การออกแบบของ IWC โดยเฉพาะในไลน์ Pilot’s Watches จึงไม่ได้เน้นแค่ความสวยงาม แต่เป็น ดีไซน์เชิงสัญลักษณ์ ที่สะท้อนถึงความกล้าหาญ การวัดค่าที่แม่นยำ และความต้องการที่เหนือกว่าขีดจำกัดมนุษย์ เป็นการเชื่อมโยงความล้ำหน้าทางวิศวกรรมเข้ากับความสง่างามของการดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ ยังมีหัวข้ออื่น ๆ ที่มีความหลากหลายไม่แพ้กัน  Zenith ฉลอง 160 ปีแห่งความเป็นเลิศ TAG Heuer นำเสนอความเป็น Avant-Garde หรือ Grand Seiko เผยโฉมคอลเลกชันปี 2025 และ Breitling พาไปสำรวจตำนาน Navitimer ในมิติอดีตและปัจจุบัน

การเรียนรู้เชิงลึก ศูนย์รวมความรู้ของวงการ

Symposium แตกต่างจากงานแสดงนาฬิกาทั่วไปเพราะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดแบบเปิดเผย ผู้เข้าร่วมจะได้เห็นบทสนทนาที่เผยให้เห็นกระบวนการคิดที่แท้จริงของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลในการอนุรักษ์มรดก หรือการท้าทายด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ บรรยากาศที่เกิดขึ้นจึงมุ่งเน้นที่การเรียนรู้เชิงลึก ทำให้ Symposium ครั้งนี้มีคุณค่าในฐานะ “knowledge hub” ที่สำคัญของวงการอย่างแท้จริง

Independent Voices ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต

หัวใจที่สร้างเอกลักษณ์ให้งาน Bangkok Watch Week คือการให้ความสำคัญกับแบรนด์อิสระ (Independent Brands) อย่าง H. Moser & Cie., Laurent Ferrier หรือ Czapek

ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือหัวข้อ “Independent Brands: The Evolution of Product Development” ที่เปิดพื้นที่ให้แบรนด์อินดี้ได้สะท้อนพลังผ่านเสียงของตัวแทนจาก Sincere Fine Watches (Pendulum) Czapek และ Bovet ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยไม่ยึดติดกับข้อจำกัด

การที่อินดี้แบรนด์เหล่านี้ได้ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความคิดสร้างสรรค์ในโลกนาฬิกาไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาดของแบรนด์ นี่คือ ‘DNA’ ของกรุงเทพฯ ที่ไม่เหมือนใคร เพราะเป็นพื้นที่ที่รวบรวมทุกเสียงในวงการนาฬิกามาไว้ในการสนทนาเดียวกันอย่างเท่าเทียม

กรุงเทพฯ สถานที่เล่าเรื่องเวลาให้โลกฟัง

Bangkok Watch Week 2025 และ Symposium พิสูจน์แล้วว่า กรุงเทพฯ พร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามความเป็น “ตลาด” สู่การเป็น เวทีสำคัญระดับโลกที่ช่วยเล่าเรื่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นผ่านเสียงอันทรงพลังของแบรนด์ใหญ่ มุมมองที่สดใหม่ของอินดี้แบรนด์ หรือการตีความจากนักสะสม บทสนทนาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ ก้าวขึ้นเป็น Luxury Cultural Capital ของภูมิภาคเอเชียอย่างสมบูรณ์

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก
CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”

0

เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกจาก PDM BRAND ถูกสร้างสรรค์บนเรือนเวลา Seiko Prospex

Seiko แบรนด์นาฬิกาคุณภาพระดับโลกจากญี่ปุ่น จับมือกับ PDM BRAND แบรนด์ดีไซน์เนอร์ไทยที่มาแรงสุดๆ ในขณะนี้ สร้างสรรค์ผลงานสุดพิเศษในชื่อ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION” ที่จะมาปฏิวัติวงการนาฬิกาให้แตกต่างจากเดิม

หลายคนอาจมองว่านาฬิกาที่ดีต้องวัดกันที่ฟังก์ชันการใช้งาน แต่สำหรับบางคน ดีไซน์ต่างหากที่สำคัญกว่า เพราะนาฬิกาสามารถเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนรสนิยมและความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ ด้วยแนวคิดนี้ การร่วมมือระหว่างสองแบรนด์จึงเกิดขึ้น เพื่อนำงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์มาอยู่บนเรือนเวลาและบรรจุภัณฑ์

SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION
SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION

จาก “เสื่อไทย” สู่ “ดีไซน์ระดับสากล”

PDM BRAND หรือชื่อเต็มว่า Product Design Matters ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดยคุณดุลยพล ศรีจันทร์ ดีไซเนอร์ชาวไทยที่ตั้งใจจะเปลี่ยนภาพจำของเสื่อไทยให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม PDM ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากการนำเสื่อเมืองร้อนมาออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัย จนกลายเป็นของตกแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ PDM คือ “Stride Pattern” ซึ่งเป็นลวดลายแรกของแบรนด์ ออกแบบโดย ซินิ เฮนท์โตเนน (Sini Henttonen) นักออกแบบสิ่งทอชาวฟินแลนด์ โดยนำรูปทรงเรขาคณิตอย่างสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมมาจัดเรียงอย่างต่อเนื่อง ความเรียบง่ายแต่โดดเด่นนี้ทำให้ Stride Pattern คว้ารางวัลการันตีมากมาย ทั้งจาก DEmark Design Excellence Award ของไทย และ Good Design Award จากญี่ปุ่น

SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION

รายละเอียดที่สะท้อนงานดีไซน์

นาฬิการุ่นพิเศษนี้โดดเด่นด้วยการนำลาย Stride Pattern มาไว้บนหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม (Navy Blue) ซึ่งเข้ากับขอบหน้าปัดสเตนเลสสตีลสีเดียวกันได้อย่างลงตัว ตัวเรือนมีขนาด 41.7 มม. และใช้รูปทรงที่นักสะสมนาฬิกาคุ้นเคยในชื่อ “Samurai” นอกจากนี้ยังมาพร้อมประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ทั้งกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 4R35 กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร และกระจกหน้าปัดแบบ Hardlex ที่ทนทานต่อการใช้งาน แต่ความพิเศษไม่ได้หยุดแค่บนตัวเรือนนาฬิกาเท่านั้น PDM ยังออกแบบกล่องนาฬิกาใหม่ให้แตกต่างจากกล่องสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ โดยปรับให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ที่เข้ากันกับลวดลาย พร้อมสกรีนลาย Stride Pattern อย่างประณีตทั้งที่หมอนรองนาฬิกาและด้านข้างกล่อง สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION
SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION

สำหรับภาพรวมของนาฬิการุ่นพิเศษ SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION (SRPM03K) เรือนนี้ ต้องบอกว่าเป็นการผสมผสานระหว่างอุตสาหกรรมนาฬิกาและงานดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการนำเอาลวดลาย Stride Pattern ซึ่งเป็นดีไซน์เอกลักษณ์จาก PDM BRAND มาอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา Seiko Prospex Samurai ได้อย่างลงตัว

สิ่งที่น่าประทับใจคือดีไซน์ไม่ได้จบแค่บนตัวเรือน ยังขยายไปถึงบรรจุภัณฑ์ด้วย การเปลี่ยนกล่องนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นกล่องทรงสามเหลี่ยมที่แปลกตา พร้อมลวดลายแพทเทิร์น Stride ที่ประณีต ทำให้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของนาฬิการุ่นนี้พิเศษตั้งแต่แกะกล่องไปจนถึงการสวมใส่จริง นี่คือการตอกย้ำว่าดีไซน์สามารถสร้างคุณค่าที่ใช้งานได้จริงและเหนือกาลเวลา

SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION
SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION

การที่นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือน และวางจำหน่ายแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ก็ยิ่งทำให้ SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION มีความพิเศษมากขึ้นไปอีก อาจกลายเป็นของสะสมที่เล่าเรื่องราวการเดินทางของแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก แล้วคุณล่ะ คิดว่านาฬิกาที่สะท้อนความเป็นไทยผ่านงานดีไซน์แบบนี้ จะกลายเป็นของสะสมที่น่าจับตามองในอนาคตหรือไม่?

ข้อมูลทางเทคนิค
SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION (รหัส SRPM03K)

สาย: ทำจากสเตนเลสสตีลแบบสามทบ พร้อมปุ่มกดคลายล็อก

ตัวเรือน: ทำจากสเตนเลสสตีล มีขนาด 41.7 มม. และหนา 12.25 มม. ทรง Samurai กันน้ำลึกได้ 200 เมตร

หน้าปัด: ลาย Stride Pattern สี Navy Blue พร้อมกระจก Hardlex และเคลือบสารเรืองแสง Lumibrite ที่เข็ม หลักชั่วโมง และขอบเบเซล

กลไก: ระบบอัตโนมัติ Caliber 4R35 สามารถขึ้นลานด้วยมือได้ สำรองพลังงานได้นาน 41 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบสามเข็ม มีช่องแสดงวันที่ และฝาหลังแบบขันเกลียวสลักคำว่า ‘Limited Edition’ พร้อมหมายเลขประจำตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก
CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

เตรียมตัวพบกับ 4 เวทีเสวนาสุดพิเศษ จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับ Revolution Thailand ที่งาน Bangkok Watch Week 2025

ร่วมรับฟังมุมมองจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำและคุณ Wei Koh, Founder & CEO จาก Revolution

พร้อมเหล่าผู้ร่วมเสวนาที่ทุกคนรอคอย จากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ได้แก่ Piaget, Panerai, Franck Muller Genève, SHH, Bovet, Czapek & Cie และ IWC Schaffhausen รวมถึงคุณ Wei Koh, Founder & CEO of Revolution ที่จะมาร่วมถ่ายทอดมุมมองและแรงบันดาลใจแบบใกล้ชิด

แล้วพบกัน! วันที่ 23-24 กันยายน 2025 นี้ ณ ชั้น M ลานพาร์คพารากอน สยามพารากอน ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทาง revolutionthailand.com

Join Us for an Unforgettable Watch Event

Get ready for four exclusive panel discussions at Bangkok Watch Week 2025, presented in partnership with Revolution Thailand.

Hear from an incredible lineup of panelists from top watch brands like Piaget, Panerai, Franck Muller Genève, SHH, Bovet, Czapek & Cie, and IWC Schaffhausen. We are also thrilled to welcome Wei Koh, the Founder & CEO of Revolution, who will share his personal insights and inspiration.

Come and connect with us on September 23-24, 2025, at Park Paragon, M Floor, Siam Paragon.

Secure your spot by registering at revolutionthailand.com.

เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

เผยโฉม Hermès H08 นาฬิกาที่สะท้อนความสมดุลระหว่างรูปทรงและวัสดุ

Hermès เผยโฉมนาฬิกา H08 รุ่นใหม่ ที่เปี่ยมด้วยพลังงานและความสมดุลอันสง่างาม นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยรูปทรงที่กระชับและมุมโค้งมนที่ดูพลิ้วไหว มาพร้อมวัสดุที่ตัดกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกราฟีนคอมโพสิต ไทเทเนียม หรือทองคำเคลือบ Black Gold PVD

เรียกได้ว่า Hermès H08 คือการผสมผสานสไตล์ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นความตึง ความลื่นไหล ความทึบแสง ความโปร่งแสง ความหยาบ ความเรียบเนียน และรูปทรงที่ผสานระหว่างวงกลมกับสี่เหลี่ยม

ความลงตัวระหว่างดีไซน์และวัสดุ

นาฬิการุ่นใหม่นี้ได้รับการรังสรรค์ขึ้นจากวัสดุที่หลากหลายเพื่อมอบสัมผัสและมิติที่แตกต่างกัน ตัวเรือนทรงหมอน (cushion case) ทำจากกราฟีนคอมโพสิตสีดำด้าน ฝาหลังและเม็ดมะยมทำจากไทเทเนียมเคลือบ Black Gold PVD ในขณะที่ขอบตัวเรือนเป็น Satin-brushed ceramic ตัวเลขบอกเวลาใช้ฟอนต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hermès โดยเฉพาะเลข 0 และ 8 ที่ถูกออกแบบมาให้มีรูปทรงใกล้เคียงกับตัวเรือน เข็มนาฬิกาเคลือบสารเรืองแสงสีเทา หน้าต่างวันที่อยู่ที่ตำแหน่ง 4.30 นาฬิกา และหน้าปัดยังซ่อนคำว่า Hermès ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาไว้อย่างแนบเนียน นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1837 และมาพร้อมสายยางสีดำ

รุ่นพิเศษที่เพิ่มความโดดเด่น

นอกจากนี้ยังมี Hermès H08 รุ่นพิเศษอีกสองแบบที่สร้างความแตกต่างอย่างมีสไตล์ รุ่นแรกมีตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมเคลือบ Black Gold PVD มาพร้อมกับหน้าปัดสีดำแบบซันเรย์ และสายรัดข้อมือไทเทเนียมเคลือบ PVD สีดำ ส่วนอีกรุ่นหนึ่งมาพร้อมหน้าปัดที่โดดเด่นด้วยโทนสีน้ำเงินสดใส ตัดกับตัวเรือนและขอบตัวเรือน Satin-brushed titanium พร้อมสายยางสีน้ำเงินที่เข้ากันอย่างลงตัว

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือนาฬิกาสำหรับผู้ชายที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Hermès ในการสร้างสรรค์วัตถุแห่งกาลเวลาที่ทั้งใช้งานได้จริงและสะท้อนถึงปรัชญาความงามของเมซง Hermès H08 นำเสนอโลกแห่งสุนทรียศาสตร์ที่ผสานความตึงเครียดและความผ่อนคลายไว้อย่างลงตัว และยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของเมซงเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ 

ข้อมูลทางเทคนิคของ
Hermès H08
  • ตัวเรือน: มีหลายแบบ ได้แก่ กราฟีนคอมโพสิตสีดำด้าน ไทเทเนียมเคลือบ Black Gold PVD และไทเทเนียมขัดซาติน
  • หน้าปัด: สีดำด้าน สีดำแบบซันเรย์ และสีน้ำเงินสดใส
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบชั่วโมง นาที วินาที และมีหน้าต่างแสดงวันที่
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1837
  • สาย: สายยางสีดำ และสายรัดข้อมือไทเทเนียมเคลือบ Black Gold PVD 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก
CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

Cartier ฉลองเปิดบูติกแฟล็กชิปใหม่ที่สยามพารากอน จัดปาร์ตี้สุดอลังการเหนือจินตนาการ

เฉลิมฉลองการเปิดบูติกแฟล็กชิปแห่งใหม่ ณ สยามพารากอน ด้วยค่ำคืนปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ

คาร์เทียร์จัดงานเฉลิมฉลองการเปิดบูติกแฟล็กชิปแห่งใหม่ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 โดยเนรมิตจีเวล ฮอลล์ ให้กลายเป็นเวทีที่หลอมรวมศิลปะ การออกแบบ และดนตรีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ค่ำคืนนี้แขกผู้มีเกียรติได้ก้าวเข้าสู่โลกอันน่าตื่นตาตื่นใจและดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ที่เหนือจินตนาการของคาร์เทียร์

รวมดาวคนดังและเซเลบริตี้แถวหน้าของไทย

งานเฉลิมฉลองครั้งนี้มีเหล่าคนดังและศิลปินชั้นนำของไทยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นำโดยแบรนด์แอมบาสเดอร์ของคาร์เทียร์ประเทศไทย ได้แก่ คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส (คิมเบอร์ลี่) ธนภพ ลีรัตนขจร (ต่อ) และ วรกมล ซาเตอร์ (เจฟ) นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

กฤษฏ์ อำนวยเดชกร (พีพี) ศิริลักษณ์ คอง (หลิงหลิง) อีฟ ปานเจริญ (ปาล์มมี่) เมธิกา จีรนรภัทร (เจนเย่) วรันธร เปานิล (อิ้งค์) ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ (ไอซ์) และ ปองพล ปัญญามิตร (ขุนพล) การปรากฏตัวของพวกเขาทุกคนยิ่งช่วยเสริมบรรยากาศแห่งความสุขและเพิ่มความพิเศษให้กับค่ำคืนอันน่าจดจำของเมซง

การออกแบบสถานที่อันน่าทึ่ง

คาร์เทียร์สร้างสรรค์บรรยากาศในงานให้รายล้อมไปด้วยฉากอันตระการตา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง ไม่ว่าจะเป็นส่วนหน้าของบูติกแฟล็กชิปที่ปารีส ณ เลขที่ 13 ถนนรูเดอลาเปซ์ เงาของเสือแพนเตอร์อันโดดเด่น ไปจนถึงงานศิลปะชิ้นเอกภายในบูติกแฟล็กชิปแห่งใหม่อย่างม่านสายฝนที่ส่องประกายระยิบระยับ ภาพเคลื่อนไหวที่ฉายบนผนัง LED รอบด้านสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของคาร์เทียร์ในการก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย

Cartier ฉลองเปิดบูติกแฟล็กชิปใหม่ที่สยามพารากอน

ใจกลางของงานมีเวทีสูง 5 เมตร พร้อมจอขนาดใหญ่ 11 เมตรที่ตั้งอยู่เป็น “บันไดสู่สวรรค์” (Stairway to Heaven) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่นำพาแขกทุกคนเข้าสู่อาณาจักรอันสูงส่งของคาร์เทียร์ นอกจากนี้ยังมีบาร์สีทองยาวกว่า 9 เมตรที่ให้บริการค็อกเทลและเมนูอาหารสุดพิเศษจากร้าน Blue by Alain Ducasse เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านประสาทสัมผัสให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ความบันเทิงที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มต้นด้วยการแสดงแสงสีเสียงสุดตื่นตาตื่นใจ ตามมาด้วยมินิคอนเสิร์ตจากสองศิลปินดังแห่งยุคอย่าง อิ้งค์ วรันธร และ เจฟ ซาเตอร์ และการแสดงไฮไลต์จากศิลปินระดับตำนานของไทยอย่าง

Cartier ฉลองเปิดบูติกแฟล็กชิปใหม่ที่สยามพารากอน

ปาล์มมี่ ปิดท้ายด้วยจังหวะดนตรีสุดมันส์จากดีเจชื่อดังอย่าง MayTae, Titto, และ Kenny ที่สร้างบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจไม่รู้ลืม 

งานปาร์ตี้ครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าคาร์เทียร์คือผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่งดงามราวสรวงสวรรค์ผ่านประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นที่เชิญชวนให้ทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อค้นพบโลกแห่งความมหัศจรรย์เหนือจินตนาการ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่

Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก

Jaeger-LeCoultre เฉลิมฉลองปีนักษัตรม้ากับผลงานแกะสลักและลงยา Grand Feu สุดประณีต

Jaeger-LeCoultre ขอนำเสนอนาฬิการุ่น Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปี 2026 ด้วยฝีมืออันน่าทึ่งของการแกะสลักและการลงยา Grand Feu จากห้องปฏิบัติการ Métiers Rares™ ของ La Grande Maison

นาฬิการุ่นพิเศษนี้ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนทั่วโลก และจะถูกนำไปจัดแสดงก่อนเทศกาลตรุษจีนที่นิทรรศการ Dream Shaper ของ Jaeger-LeCoultre ในเซี่ยงไฮ้ เดือนกันยายน 2025 เป็นการอวดโฉมความงามอันเป็นเอกลักษณ์ล่วงหน้าแก่ผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา

Jaeger-LeCoultre Reverso

การผสานตำนานเข้ากับความงามแห่งเรือนเวลา

Reverso ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1931 ด้วยตัวเรือนที่หมุนพลิกได้เพื่อปกป้องหน้าปัดจากแรงกระแทกขณะเล่นกีฬาโปโล ซึ่งเป็นกีฬาที่เกี่ยวข้องกับม้าอย่างแยกไม่ออก แม้เวลาผ่านไป Reverso จะกลายเป็นที่รักของนักสะสมทั่วโลก แต่ความเชื่อมโยงกับม้าและกีฬาโปโลก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย

Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Enamel ‘Horse’

Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ เป็นเรือนที่ 4 ในซีรีส์ที่เฉลิมฉลองปีนักษัตรจีน ต่อจากรุ่นปีกุน ปีเถาะ และปีมะโรง ม้าเป็นสัญลักษณ์ของพละกำลัง ความสง่างาม และอิสรภาพ รวมถึงความมีชีวิตชีวา ความรวดเร็ว และความพากเพียร ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาในงานศิลปะและวัฒนธรรมจีนมาช้านาน และในครั้งนี้ Jaeger-LeCoultre ได้นำภาพลักษณ์อันสูงส่งของม้ามาประดับบนฝาหลังของ Reverso อย่างสมบูรณ์แบบ

งานศิลปะชั้นสูงบนฝาหลังนาฬิกา

เมื่อคุณพลิกตัวเรือนนาฬิกา จะได้พบกับม้าที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ดูราวกับกำลังกระโจนออกมาจากก้อนเมฆสีทองที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ฝีมือการแกะสลักอันละเอียดอ่อนนี้ตัดกับพื้นผิวลงยา Grand Feu สีดำทึบได้อย่างน่าทึ่ง รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น แผงคอ จมูก และกีบเท้าที่ถูกวาดด้วยแบล็คโรเดียมช่วยเพิ่มความสมจริง ขณะที่พื้นผิวเมฆแบบพ่นทรายสร้างมิติให้ดูเคลื่อนไหวได้

ช่างแกะสลักใช้เทคนิคที่เรียกว่า modelled engraving เพื่อเพิ่มมิติและความลึก ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้สมาธิและความแม่นยำสูง สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการทำงานบนพื้นผิวที่ลงยา Grand Feu ไปแล้ว ทำให้ช่างต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดเพื่อไม่ให้ชั้นเคลือบที่สมบูรณ์แบบเสียหาย ช่างแกะสลักใช้สิ่ว 10 ขนาดที่แตกต่างกันเพื่อค่อย ๆ สร้างสรรค์งานชิ้นนี้ ซึ่งใช้เวลาถึง 80 ชั่วโมง ต่อหนึ่งเรือน

Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Enamel ‘Horse’
Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Enamel ‘Horse’

ความเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อน

หน้าปัดของ Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ ใช้เทคนิคการลงยา Grand Feu สีดำมันวาวแบบเดียวกับฝาหลัง ความเรียบง่ายสไตล์อาร์ตเดโคของหน้าปัด Reverso Tribute ที่มีหลักชั่วโมงแบบเหลี่ยม รางนาทีแบบรางรถไฟ (chemin de fer) และเข็ม Dauphine ช่วยขับเน้นความงดงามของพื้นหลังสีดำเข้ม ทำให้ความงามของงานศิลป์บนนาฬิกาโดดเด่นอย่างแท้จริง

การลงยา Grand Feu สีดำเข้มนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องใช้ชั้นเคลือบถึง 5-6 ชั้น แต่ละชั้นต้องผ่านการเผาและการทำให้เย็นลงอย่างระมัดระวังนานหลายวัน และตามด้วยการขัดเงาอีกครึ่งวันเพื่อให้ได้ความเงางามที่สมบูรณ์แบบ การที่หน้าปัดและฝาหลังมีสีและความบริสุทธิ์ที่เข้ากันอย่างลงตัว เป็นเครื่องยืนยันถึงทักษะและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานหลายปีของช่างฝีมือ Jaeger-LeCoultre ยังคงเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตนาฬิกาเพียงไม่กี่แห่งที่มีห้องปฏิบัติการลงยาและแกะสลักของตัวเองภายในโรงงาน เพื่อรักษาและพัฒนางานฝีมือโบราณนี้อย่างต่อเนื่อง

Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Enamel ‘Horse’

กลไกที่สร้างขึ้นภายในโรงงาน

Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ Calibre 822 ซึ่งแสดงเวลาชั่วโมงและนาที พร้อมพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง กลไกนี้ได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นทั้งหมดภายในโรงงานของ La Grande Maison ใน Vallée de Joux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เช่นเดียวกับกลไกของ Jaeger-LeCoultre ทุกรุ่น

ด้วย Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ นี้ Jaeger-LeCoultre ได้เพิ่มบทใหม่ในเรื่องราวของงานฝีมือและศิลปะที่ผสมผสานวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของช่างทำนาฬิกาได้อย่างกลมกลืน

ข้อมูลทางเทคนิค
Reverso Tribute Enamel ‘Horse’
  • จำนวนผลิตจำกัด: 10 เรือน
  • รหัสอ้างอิง: Q39324D3
  • ตัวเรือน: พิงค์โกลด์ 750/1000 (18 กะรัต)
  • ขนาด: 45.6 มม. x 27.4 มม. x 9.73 มม.
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 822
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • พลังงานสำรอง: 42 ชั่วโมง
  • หน้าปัด: ลงยา Grand Feu สีดำทึบ
  • ฝาหลัง: ลงยาสีดำ งานแกะสลัก
  • การกันน้ำ: 3 บาร์
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีดำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่

CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

CHANEL บูติกสาขาเอ็มควอเทียร์โฉมใหม่มาในรูปแบบดูเพล็กซ์ พร้อมห้องรับรองส่วนตัว และโซนนาฬิกาและไฟน์จิวเวลรี่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ 


หลังจาก CHANEL บูติก สาขาเอ็มควอเทียร์ ปิดเพื่อปรับโฉมใหม่อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เผยโฉมใหม่สุดอลังการ และน่าจะถูกใจสาวกนาฬิกาและจิวเวลรี่อย่างยิ่ง เพราะสาขานี้มีโซนแยกสำหรับชมนาฬิกาคอลเลกชันไอคอนิก รวมถึงคอลเลกชันไฟน์จิวเวลรี่ที่มีให้เลือกชมอย่างละลานตา 

บูติกแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางกว่า 1,345 ตารางเมตร และมาในรูปแบบดูเพล็กซ์ที่มีพื้นที่สองชั้น การตกแต่งภายในได้แรงบันดาลใจจากอพาร์ตเมนต์ของ Gabrielle Chanel สุภาพสตรีผู้ก่อตั้งแบรนด์และนับเป็นตำนานแห่งวงการแฟชั่น อพาร์ตเมนต์ของมัดมัวแซลชาเนลที่ตั้งอยู่บนถนนกัมบง กรุงปารีสนั้นได้รับการยกย่องให้เป็นอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์เมื่อปี 2013 โดยกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ภายในตกแต่งด้วยวัสดุชั้นเลิศหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแกรนิตสีดําขัดมัน หินลาวา และโลหะสีดําชุบผิว ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว  งานศิลปะจากเหล่าศิลปินนานาชาติถูกจัดวางไว้ร่วมกันอย่างมีรสนิยม

รสนิยมของมัดมัวแซลผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่นสะท้อนผ่านการตกแต่งภายในบูติก ที่ออกแบบโดย Peter Marino สถาปนิกชื่อดัง โดยเขาได้ผสมผสานศิลปะร่วมสมัยเข้ากับงานสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ การเลือกเฟอร์นิเจอร์อย่างพิถีพิถัน แตกต่างแต่เติมเต็มสเปซให้มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ของหลากหลายศิลปินและดีไซเนอร์ ไม่ว่าจะเป็น  Aaron Poritz, Fran Taubman, Y.Z. Kami, Rashid Johnson, Alastair Gordon, Johan Creten และ Alexandre Logé ความรู้สึกในยามเดินชมส่วนต่างๆ ของบูติกจึงเหมือนได้เยี่ยมชมแกลเลอรี่หรือไพรเวทมิวเซียมของนักสะสมงานศิลปะผู้เปี่ยมรสนิยม

ซาลอนนาฬิกาและไฟน์จิวเวลรี่

มาถึงโซนที่เราตั้งใจมาชมเพื่อนำเสนอต่อผู้อ่าน Revolution นั่นก็คือซาลอนจัดแสดงคอลเลกชันนาฬิกาและไฟน์จิวเวลรี่ที่แยกสัดส่วนจากโซนอื่นๆ อย่างชัดเจน ส่วนนี้ตกแต่งด้วยสีทองอันหรูหราและเล่นกับเท็กซ์เจอร์ที่ดูน่าสนใจ นาฬิกาและไฟน์จิวเวลรี่ถูกจัดวางไว้ในตู้ที่ออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อให้นาฬิกาและจิวเวลรี่ทุกชิ้นได้เปล่งประกาย และที่เอ็กซ์คลูซีฟที่สุดคงเป็นห้องวีไอพีที่ตกแต่งในสไตล์คลาสสิกร่วมสมัย แบ่งเป็นสัดส่วนแต่ยังกว้างขวางพอที่จะนั่งชมคอลเลกชันและสัมผัสคอลเลกชันนาฬิกาและจิวเวลรี่ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวสูงสุด

สำหรับคอลเลกชันนาฬิกา ณ บูติกแห่งนี้นั้นเรียกได้ว่า รวบรวมคอลเลกชันไอคอนิกของ CHANEL มาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น J12 ที่มีหลากหลายรุ่นให้เลือกชมและสัมผัส รวมถึง J12 Bleu ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Watches & Wonders ครั้งล่าสุด J12 Blush สีสันใหม่ที่เข้ามาแต่งแต้มความสดใสสไตล์เฟมินีนให้กับคอลเลกชันนี้ และ J12 Yellow Gold การตีความใหม่ของคอลเลกชันไอคอนิกที่โดดเด่นสะดุดตากว่าที่เคย และรุ่นไฮไลต์ที่น่าจับตามองอย่าง Première Galon ซึ่งเป็นการนํานาฬิการุ่นแรกของแบรนด์มาตีความใหม่อย่างงดงามอร่ามตาด้วยวัสดุเยลโลว์โกลด์ ตกแต่งด้วยแถบเปียอันประณีตและประดับเพชรเลอค่า นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าหมายตาสำหรับสุภาพสตรีผู้มีข้อมือเพรียวบาง 

ประสบการณ์การเลือกเสื้อผ้าและเครื่องประดับในโลกของ CHANEL

ส่วนโซนเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรี่ต่างๆ นั้นก็รวบรวมชิ้นไอคอนิกจากคอลเลกชัน Autumn/Winter 2025-2026 มาให้ชมและเลือกช้อปกันอย่างละลานตา ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าส้นมุกพร้อมโลโก้ CC เสื้อผ้าที่ยังคงกลิ่นอายคลาสสิกของ CHANEL ที่มีความเฟมินีนและเหนือกาลเวลา ถูกนำมาตีความใหม่ให้ดูโก้เก๋ร่วมสมัย เครื่องประดับที่ล้วนบ่งบอกความเป็น CHANEL ที่จะช่วยคอมพลีตลุคให้สมบูรณ์แบบ กระเป๋ารุ่นไอคอนิกต่างๆ กระจายวางอยู่ตามชั้นจัดแสดงต่างๆ ล่อตาล่อใจให้จับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งทุกพื้นที่ในดูเพล็กซ์บูติกแห่งนี้นั้น จัดมุมที่เน้นความเป็นส่วนตัว รวมถึงห้องรับรองไพรเวทที่จะทำให้ประสบการณ์การเลือกและลองเสื้อผ้ามีความเป็นส่วนตัวราวกับกำลังลองชุดสวยอยู่ใน walk-in closet ในอพาร์ตเมนต์ของมัดมัวแซลชาเนลจริงๆ ที่แห่งนี้จึงเป็นบูติกขนาดใหญ่ที่มอบประสบการณ์ตามแบบฉบับ CHANEL อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด 

แวะไปสัมผัสประสบการณ์ที่จะทำให้ได้รู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการของ Gabielle Chanel ได้ที่บูติก CHANEL ชั้น M-1 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์    

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :

Chanel ก้าวสู่โลกนาฬิกาหรู สู่ยุคแห่งการลงทุนและนวัตกรรม

CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

The Revolution on Your Watch…Crafting Sound Through Time

สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

สัปดาห์ยนตรกรรมแห่งเมือง Monterey การเดินทางสู่ความเป็นเลิศแห่งยนตรกรรม

บนชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย มีเทศกาลยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งได้รวบรวมสุดยอดยนตรกรรมจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ด้วยกัน นั่นคือสัปดาห์แห่งยนตรกรรมแห่งเมืองมอนเทอเรย์ (Monterey Car Week) เทศกาลที่จัดแสดงรถยนต์ และเป็นการเฉลิมฉลองศิลปะ นวัตกรรม และมรดกทางประวัติศาสตร์ของโลกยานยนต์ โดยมี Rolex ซึ่งมีความผูกพันกับวงการมอเตอร์สปอร์ตมายาวนานเกือบสามทศวรรษเป็นส่วนสำคัญของงาน

นาฬิกา Oyster Perpetual Datejust 36 ที่สลักข้อความพิเศษมอบให้แก่ผู้ชนะรางวัล The Quail ประจำปี 2025

ตลอดระยะเวลาห้าวันเต็ม แหลมมอนเทอเรย์กลายเป็นศูนย์กลางของผู้หลงใหลในยานยนต์ที่มารวมตัวกันเพื่อชื่นชมความงดงามและประสิทธิภาพของรถยนต์คลาสสิกและรถยนต์รุ่นใหม่ กิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นตลอดสัปดาห์นี้

Monterey Car Week
Tom Kristensen, Rolex Testimonee

ในบรรดากิจกรรมมากมายที่จัดขึ้น งานที่โดดเด่นที่สุดคือ Pebble Beach Concours d’Elegance® ซึ่งในปีนี้ รถ Hispano-Suiza H6C Nieuport-Astra Torpedo ปี 1924 ได้รับรางวัล “Best of Show” ด้วยความโดดเด่นของโครงสร้างตัวถังที่ทำจากไม้ ทำให้รถคันนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความเป็นสปอร์ต

ถัดมาคืองาน Rolex Monterey Motorsports Reunion ที่นำเสนอมรดกทางมอเตอร์สปอร์ตอันยิ่งใหญ่ด้วยการรวบรวมรถแข่งรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ยุคก่อนปี 1920 ไปจนถึงรถแข่งสมัยใหม่ เพื่อให้ผู้ชมได้ย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง โดยมี Jenson Button สมาชิก Rolex Testimonee ทำหน้าที่เป็น Grand Marshal ของงานและร่วมขับรถ Alfa Romeo Giulia Sprint GT ปี 1966 ในการแข่งขัน

ในขณะเดียวกัน งาน The Quail, A Motorsports Gathering ก็เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ Rolex ได้ร่วมเฉลิมฉลองในฐานะนาฬิกาอย่างเป็นทางการครบรอบ 20 ปี และในปีนี้ผู้ชนะรางวัล Rolex Best of Show ได้แก่ รถ Ferrari F50 GT1 ปี 1996

นอกจากนี้ ยังมีการเดินทางอันน่าประทับใจในงาน Pebble Beach Tour d’Elegance presented by Rolex ซึ่งเป็นขบวนรถยนต์คลาสสิกกว่า 190 คันที่ขับผ่านทิวทัศน์อันงดงามของชายฝั่ง Big Sur และสะพาน Bixby Bridge การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นภาพที่สวยงาม แต่ยังเป็นการทดสอบสมรรถนะและความน่าเชื่อถือของรถที่เข้าร่วมแข่งขันอีกด้วย

การมีส่วนร่วมของ Rolex ในเทศกาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการอนุรักษ์ความสำเร็จในอดีตและส่งเสริมนวัตกรรมในอนาคตของโลกยานยนต์ ซึ่งความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เมื่อ Sir Malcolm Campbell สวมนาฬิกา Rolex ขณะที่ทำลายสถิติความเร็วบนบกที่หาด Daytona แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและความทนทานของนาฬิกา ซึ่งเป็นปรัชญาที่ Rolex ยึดมั่นมาโดยตลอด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Luminor Marina Militare PAM05218 นาฬิกาที่ถอดแบบความคลาสสิกของ Panerai ในปี 1993
Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี
สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก คุณ “ปิ๊ง ชญาภา จูตระกูล” กรรมการชาวไทยคนแรกใน Grand Prix de la Haute Joaillerie

Wrist Check: ส่องเรือนเวลาและเครื่องประดับสุดอลังการจากงาน BVLGARI KALEIDOS

บูติกเครื่องประดับและเรือนเวลาสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Bulgari ได้จัดนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในรอบทศวรรษ ภายใต้ชื่อ ‘Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts’ ณ National Art Center, Tokyo งานนี้เป็นการเฉลิมฉลองการรวบรวมสุดยอดผลงานศิลปะที่สะท้อนถึงการรังสรรค์แห่งสีสันของบุลการี รวมถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างอิตาลีและญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว

เกี่ยวกับนิทรรศการ

งานนี้เป็นการจัดแสดงผลงานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ Bvlgari ในญี่ปุ่นในรอบ 10 ปี โดยรวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซกว่า 350 ชิ้น ทั้งเครื่องประดับและงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อเฉลิมฉลองการรังสรรค์แห่งสีสันของแบรนด์ และการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างอิตาลีกับญี่ปุ่น

การนำเสนอภายในงาน

นิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ The Science of Color, Color Symbolism และ The Power of Light ซึ่งเป็นการพาผู้เข้าชมไปสำรวจผลงานไอคอนิก เช่น สร้อยคอ Seven Wonders, เครื่องประดับที่สร้างสรรค์ขึ้นในยุค 1960s รวมถึงผลงานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างขึ้นใหม่โดยศิลปินอย่าง Lara Favaretto, Mariko Mori และ Akiko Nakayama

กิจกรรมพิเศษ

นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษที่ Bvlgari Hotel Tokyo เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาของนิทรรศการให้กว้างขึ้น เช่น การเปลี่ยนลิฟต์ของโรงแรมให้เป็นงานศิลปะจัดวางโดย Akiko Nakayama และการเปิดตัวช็อกโกแลตรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจาก Gianluca Fusto อีกด้วย

Screenshot

งานเปิดตัวสุดพิเศษนี้เต็มไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้และแบรนด์แอมบาสเดอร์ชื่อดังมากมายมาร่วมงาน โดยแต่ละคนต่างมาพร้อมกับเครื่องประดับและนาฬิกาสุดหรูที่สะท้อนถึงสไตล์เฉพาะตัว

คิม จี วอน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของบุลการีมาในลุคที่เจิดจรัสด้วยสร้อยคอ High Jewelry และแหวน Morganite Exuberance ที่ทำจากโรสโกลด์ พร้อมประดับด้วยอัญมณีสีชมพูอย่างมอร์แกไนต์ โกเมน และเพริดอต เธอเติมเต็มลุคด้วยต่างหูโรสโกลด์ที่ฝังด้วย Imperial Topazes สีชมพู และนาฬิกา
Divas’ Dream High End

จาง วอนยอง สวมสร้อยคอ Serpenti Shapeshifting Emerald ที่โดดเด่นด้วยมรกตโคลอมเบียขนาด 17.97 กะรัต และเกล็ดงูที่ทำจากเยลโลว์โกลด์

ฮิคาริ โมริ เปล่งประกายในสร้อยคอ ต่างหู และแหวน Chalcedony Sinuosity High Jewelry ที่ทำจากโรสโกลด์ โดยมีหินคาลซิโดนีและทับทิมรูเบลไลต์ถักทอเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

อายะ โอมาสะ เลือกสวมเครื่องประดับ Emerald Lightscape High Jewelry ซึ่งประกอบด้วยสร้อยคอแพลทินัมที่ประดับด้วยมรกตแซมเบียขนาด 8.69 กะรัต และต่างหูมรกตทรงแปดเหลี่ยมจากโคลอมเบีย นอกจากนี้ เธอยังสวมแหวนเพชรที่โดดเด่นและนาฬิกา
Serpenti Aeterna High End ประดับมรกตและเพชรอีกด้วย

ยามาชิตะ โทโมฮิสะ สะท้อนความสง่างามแบบผู้ชายด้วยนาฬิกา Octo Roma High-End ที่ทำจากแพลทินัม ประดับเพชรและแมนดารินการ์เนต เขาจับคู่กับเข็มกลัด High Jewelry สองชิ้น ได้แก่
Pigna Romana และ Garden of Colors พร้อมกับแหวน Serpenti Viper

นอกจากนี้ยังมีส่วนแขกและคนดังท่านอื่น ๆ ที่เข้าร่วมงานตามที่ระบุในเอกสารได้แก่ เจ้าหญิงทากามาโดะ (Her Imperial Highness Princess Takamado), ยูริโกะ โคอิเกะ (Yuriko Koike) ผู้ว่าการกรุงโตเกียว, จานลุยจิ เบเนเด็ตติ (Gianluigi Benedetti) เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำญี่ปุ่น รวมถึงคนดังอย่าง เคนโตะ นากาจิมะ (Kento Nakajima), EXILE AKIRA, นน (Non), ฮารุกะ อิงาวะ (Haruka Igawa), MIYAVI, มิเรอิ คิริทานิ (Mirei Kiritani), โคยูกิ (Koyuki) และ เรน เมกุโระ (Ren Meguro)

การเปิดตัวนิทรรศการ ‘Bvlgari Kaleidos: Colors, Cultures and Crafts’ ที่โตเกียว ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ Bvlgari ในการสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือกาลเวลา โดยยังคงยึดมั่นในปรัชญาแห่งสีสันและงานฝีมืออันประณีต การเดินทางผ่านผลงานกว่า 350 ชิ้นนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ยังเป็นการสานต่อบทสนทนาทางวัฒนธรรมระหว่างอิตาลีและญี่ปุ่นได้อย่างงดงาม ถือเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของความหรูหราที่มาพร้อมกับศิลปะอันไร้ขีดจำกัด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เผยโฉม Tissot RockWatch รุ่นใหม่ นาฬิกาเรือนพิเศษที่แกะสลักจากหินแกรนิตของยอดเขาจุงเฟรา
เจาะลึก Bell & Ross BR-X3 ยกระดับนวัตกรรมแห่งโลกการบินผสานเข้ากับศิลปะแห่งเรือนเวลาขั้นสูง
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555

PIAGET TIMELESS TURQUOISE การรังสรรค์แห่งสีสันและกาลเวลา

PIAGET TIMELESS แปลงโฉมนาฬิกาไอคอนิกด้วยเสน่ห์ของ “เทอร์ควอยซ์” อัญมณีแห่งสีสันและความเชื่ออันล้ำค่า

ปิอาเจต์ (Piaget) นำเสนอนาฬิกาคอลเลกชันใหม่ในชื่อ “Timeless Turquoise” ซึ่งรวบรวมนาฬิกาไอคอนิกของเมซงอย่าง Sixtie, Essentia และ Swinging Sautoirs มาแปลงโฉมใหม่ด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหลของ “เทอร์ควอยซ์” อัญมณีเก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องมานานหลายพันปี

ตั้งแต่ศตวรรษที่ผ่านมา เทอร์ควอยซ์ได้รับการยอมรับในความงามของสีฟ้าอันเจิดจรัส ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทอร์ควอยซ์มีพลังในการฟื้นฟู ขณะที่ชาวแอซเท็กเรียกอัญมณีล้ำค่านี้ว่า “หินแห่งเหล่าทวยเทพ” ปิอาเจต์เองก็หลงใหลในความเข้มข้นของสีฟ้า และได้เริ่มนำอัญมณีนี้มาใช้ตั้งแต่ปี 1963 โดยเป็นผู้บุกเบิกการใช้หน้าปัดหินสีสันสดใสกับกลไกนาฬิกาแบบบางพิเศษ

Piaget Timeless Turquoise นาฬิกาหน้าปัดเทอร์ควอยซ์

ความกล้าหาญแห่งงานศิลป์และงานฝีมือ

ผลงานแต่ละชิ้นในคอลเลกชันนี้ได้ผสมผสานความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของปิอาเจต์ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายอันอ่อนช้อยของนาฬิกา Sixtie รุ่นใหม่  รูปทรงอันเป็นธรรมชาติของนาฬิกากำไลข้อมือ Essentia ไปจนถึงรูปทรงระย้าที่สง่างามของนาฬิกาสร้อยคอ Swinging Sautoirs ทุกเรือนได้รับการแต่งแต้มด้วยโทนสีฟ้าครามอย่างมีชีวิตชีวา

Piaget Timeless Turquoise นาฬิกาหน้าปัดเทอร์ควอยซ์

Sixtie

คือนาฬิกาข้อมือที่โดดเด่นด้วยเส้นสายอันอ่อนช้อยและเรียบง่าย ได้รับการแปลงโฉมใหม่ด้วยหน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์สีฟ้าสดใส เข้าคู่กับตัวเรือนและสายที่ทำจากทองคำ 18K สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Piaget

  • ฟังก์ชัน: นาฬิกาข้อมือ
  • ดีไซน์: นำเสนอเส้นสายที่อ่อนช้อยและเรียบง่าย
  • แรงบันดาลใจ: สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของปิอาเจต์
  • วัสดุ: ตัวเรือนทองคำ 18K และสายทองคำ 18K เข้าคู่กับหน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์

Essentia

เป็นนาฬิกากำไลข้อมือที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นธรรมชาติ ตัวเรือนมีรูปทรงอิสระที่ไม่สมบูรณ์แบบตามขนบแต่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว หน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์ล้อมกรอบด้วยทองคำและเพชรอย่างประณีต ตัวเรือนรูปโค้งเว้าดุจระลอกคลื่นเชื่อมต่อกับสายนาฬิกาทองคำที่สานเป็นข้อเล็กใหญ่ โอบกระชับข้อมือราวกับเครื่องรางล้ำค่า

  • ฟังก์ชัน: นาฬิกากำไลข้อมือ
  • ดีไซน์: ตัวเรือนทรงอิสระที่ไม่สมบูรณ์แบบตามขนบ แต่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปทรงโค้งเว้าดั่งระลอกคลื่นต่อเนื่องเข้าสู่สายนาฬิกาทองคำ
  • แรงบันดาลใจ: รูปทรงอันเป็นธรรมชาติ
  • วัสดุ: หน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์ ล้อมกรอบด้วยทองคำและเพชรที่ขัดเงาอย่างประณีต
Piaget Timeless Turquoise นาฬิกาหน้าปัดเทอร์ควอยซ์
Piaget Timeless Turquoise นาฬิกาหน้าปัดเทอร์ควอยซ์

Swinging Sautoirs

คือนาฬิกาสร้อยคอที่แสดงออกถึงความสง่างาม ตัวเรือนทองคำ 18K ประดับเพชรอย่างวิจิตร และใช้หน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์ นับเป็นการผสมผสานศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาเข้ากับงานเครื่องประดับชั้นสูงอย่างลงตัว เป็นผลงานที่โดดเด่นด้วยรูปทรงระย้าและสีสันที่สดใส

  • ฟังก์ชัน: นาฬิกาสร้อยคอ
  • ดีไซน์: รูปทรงระย้าที่สง่างามราวกับสร้อยคอ
  • แรงบันดาลใจ: การเล่นกับรูปทรงและสีสันในแบบเฉพาะตัว
  • วัสดุ: ตัวเรือนทองคำ 18K ประดับด้วยเพชร และหน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์

ความพิเศษของนาฬิกา Essentia คือตัวเรือนที่มาพร้อมรูปทรงอิสระไม่สมบูรณ์แบบตามขนบ แต่กลับเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว หน้าปัดหินเทอร์ควอยซ์อัดแน่นไปด้วยมิติของสีสันและอัตลักษณ์ตามธรรมชาติ ล้อมกรอบด้วยทองคำและเพชรที่ขัดเงาอย่างประณีต ตัวเรือนรูปโค้งเว้าดั่งระลอกคลื่นต่อเนื่องเข้าสู่สายนาฬิกาทองคำที่สานเป็นข้อเล็กใหญ่ โอบกระชับข้อมือราวกับเป็นเครื่องรางอันล้ำค่า ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง

Timeless Turquoise จึงเป็นคอลเลกชันที่สะท้อนศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาประดับอัญมณี (Jewellery-Watchmaking) อันเปี่ยมด้วยความกล้าหาญและรื่นรมย์ที่สุดของปิอาเจต์ ราวกับเป็นงานโอต์กูตูร์สำหรับข้อมือ ที่พร้อมจะพาคุณเข้าสู่โลกแห่งสีสันอันเจิดจรัสและงานฝีมืออันไร้ที่ติ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่

เผยโฉม Tissot RockWatch รุ่นใหม่ นาฬิกาเรือนพิเศษที่แกะสลักจากหินแกรนิตของยอดเขาจุงเฟรา

นาฬิกา RockWatch ที่รวมนวัตกรรมของ Tissot เข้ากับความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของธรรมชาติ

ทิสโซต์ (Tissot) กำลังนำ RockWatch กลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1985 RockWatch รุ่นดั้งเดิมถือเป็นนาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ทำจากหินแกรนิต และนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันใหม่นี้ ซึ่งผลิตเพียง 999 เรือน ก็ยังคงสานต่อมรดกดังกล่าว โดยตัวเรือนแต่ละเรือนแกะสลักจากหินแกรนิตแท้ที่สกัดจากเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ หินแกรนิตที่ใช้สำหรับคอลเลกชันนี้ได้มาจากยอดเขาจุงเฟราโดยเฉพาะ

Tissot RockWatch มรดกที่ถูกแกะสลักจากหิน

เรื่องราวแห่งนวัตกรรม

RockWatch เป็นเครื่องยืนยันประวัติศาสตร์อันยาวนานของทิสโซต์ในด้านนวัตกรรมและความกล้าที่จะทดลองใช้วัสดุที่แหวกแนว ในปี 1969 ทิสโซต์ได้เปิดตัวการใช้ไฟเบอร์กลาสในนาฬิกา Sidéral ตามมาด้วย Idea 2001 ในปี 1971 ซึ่งเป็นนาฬิกากลไกพลาสติกเรือนแรกของโลก ความพยายามบุกเบิกด้วยวัสดุที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ได้ปูทางไปสู่การสร้างสรรค์ RockWatch รุ่นดั้งเดิมในปี 1985

งานฝีมือที่เปลี่ยนหินแกรนิตดิบให้กลายเป็นนาฬิกาอันประณีตงดงาม

กระบวนการเปลี่ยนหินแกรนิตดิบให้กลายเป็นตัวเรือนนาฬิกาขนาด 38 มม. ที่สวยงามนั้น ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและความแม่นยำอย่างสูง บล็อกหินแกรนิตจะถูกแกะสลักและขัดเงาอย่างพิถีพิถันจนได้พื้นผิวที่เรียบเนียน ส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุดของกระบวนการคือการเจาะช่องตรงกลางสำหรับกลไกนาฬิกา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความแม่นยำระดับต่ำกว่ามิลลิเมตร เพื่อให้มั่นใจถึงความสมบูรณ์ของหิน จากนั้นจึงมีการติดตั้งโครงสร้างเหล็กไว้ภายในตัวเรือนหินเพื่อยึดกลไกให้เข้าที่อย่างมั่นคง

คุณสมบัติที่ทันสมัย กับดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา

ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งความเคารพต่อรุ่นดั้งเดิม RockWatch รุ่นใหม่นี้ก็มาพร้อมกับการอัปเกรดที่ทันสมัยหลายประการ รุ่นดั้งเดิมในปี 1985 มาพร้อมเข็มสีแดงและสีเหลืองที่ได้แรงบันดาลใจจากป้ายบอกทางเดินป่าบนเทือกเขาแอลป์ อย่างไรก็ตาม รุ่นใหม่นี้เลือกใช้เข็มเคลือบนิกเกิลที่ดูละเอียดอ่อนและเหนือกาลเวลา ซึ่งเข้ากันกับความงดงามของหินจากเทือกเขา นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมที่ทนทานและเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาจากกระจกมิเนอรัลของรุ่นดั้งเดิม และช่วยปกป้องหน้าปัดในขณะที่ยังคงความต่อเนื่องทางสายตาที่ราบรื่นระหว่างหินกับกระจก

RockWatch รุ่นใหม่ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นคู่ที่เหมาะสมกับน้ำหนักและความแข็งแกร่งของตัวเรือนหินแกรนิต นาฬิกาแต่ละเรือนมาพร้อมกล่องสะสมสุดพิเศษที่ออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายหินแกรนิต ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดบนเทือกเขา นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันนี้เป็นของหายากและมีจำหน่ายเฉพาะในร้านค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: RockWatch
  • ตัวเรือน: ทำจากหินแท้จากยอดเขาจุงเฟรา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง Ø38 มม. และใช้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน
  • หน้าปัด: มีเข็มแบบตรงเคลือบนิกเกิล
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ 2 (EOL)
  • สาย: สายหนังสีดำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่

เจาะลึก Bell & Ross BR-X3 ยกระดับนวัตกรรมแห่งโลกการบินผสานเข้ากับศิลปะแห่งเรือนเวลาขั้นสูง

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก Bell & Ross BR-X3 นาฬิกาที่เป็นเครื่องมือแห่งนวัตกรรมที่ท้าทายขีดจำกัด โดยจะเล่าเรื่องราวของ BR-X3 ตั้งแต่ที่มา แรงบันดาลใจ ไปจนถึงรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อน และการออกแบบที่โดดเด่น

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม Bell & Ross ถึงเรียกคอลเลคชั่นนาฬิกาของพวกเขาว่า “เครื่องมือขั้นสูง” (Advanced Time Instruments) ซึ่งคำตอบล้วนซ่อนอยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์ที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากโลกการบิน และการออกแบบที่มุ่งเน้นความแม่นยำและความทนทานแบบอุปกรณ์ของนักบินมืออาชีพ

แต่สำหรับ BR-X3 ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนามาจากคอลเลคชั่น BR-03 ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Bell & Ross ได้พาตัวเองไปอีกขั้นด้วยการเติมตัวอักษร “X” เข้ามา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประสิทธิภาพและความทันสมัยที่มักใช้เป็นโค้ดเนมสำหรับโครงการพิเศษในอุตสาหกรรมอากาศยาน นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ BR-X3 ไม่ใช่นาฬิกาบอกเวลาธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นการประกาศว่ามันคือ “เครื่องมือสำหรับมืออาชีพในเวอร์ชันที่ก้าวล้ำ”

คุณสมบัติทางเทคนิค มาพร้อมความแม่นยำที่ผสานเข้ากับนวัตกรรมวัสดุ

หัวใจของ BR-X3 คือกลไกการทำงานที่แข็งแกร่งและแม่นยำ นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกับกลไก BR-CAL.323 เป็นกลไกจักรกลอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นโดย Kenissi เพื่อ Bell & Ross โดยเฉพาะ กลไกนี้มีความโดดเด่นที่ พลังงานสำรองยาวนานถึง 70 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้นาฬิกาสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ไม่ได้สวมใส่เป็นเวลานาน

นอกจากนี้ BR-X3 ยังได้รับการรับรอง COSC Certified Chronometer จากสถาบันทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการการันตีความแม่นยำและประสิทธิภาพของกลไกในระดับสูงสุด และเพื่อความอุ่นใจของผู้สวมใส่ ทาง Bell & Ross ยังมอบ การรับประกันถึง 5 ปี แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในคุณภาพของนาฬิการุ่นนี้อย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงวัสดุที่ใช้ทำตัวเรือน Bell & Ross ได้นำวัสดุล้ำสมัยมาใช้ในการสร้าง BR-X3 ตัวเรือนมีโครงสร้างแบบ “Multi-layer design” หรือการออกแบบหลายชั้น ที่ประกอบด้วยส่วนประกอบหลายอย่างและใช้วัสดุที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น รุ่น Black Titanium ที่ใช้ ไทเทเนียมเกรด 2 ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศและการแข่งรถฟอร์มูลาวัน ไทเทเนียมมีน้ำหนักเบากว่าเหล็กถึงหนึ่งในสาม แต่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังทนทานต่อการกัดกร่อนและรอยขีดข่วนอีกด้วย การใช้ไทเทเนียมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเรือนแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้นาฬิกามีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบาย

การออกแบบและความสวยงาม

Bell & Ross BR-X3 เปิดตัวด้วยนาฬิกาสองรุ่นที่เสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่ BR-X3 Black Titanium และ BR-X3 Blue Steel แต่ละรุ่นมีการออกแบบที่โดดเด่นและมีบุคลิกเฉพาะตัว

สำหรับ BR-X3 Black Titanium นาฬิกาเรือนนี้เน้นความลึกลับและแข็งแกร่ง ตัวเรือนไทเทเนียมสีเทาและสายยางสีดำ สร้างรูปลักษณ์ที่ดูเป็นเทคนิคและประสิทธิภาพสูง หน้าปัดยังโดดเด่นด้วยดีไซน์รูปตัว “X” ที่ทำจากโลหะสีเทาด้าน ซึ่งเน้นความรู้สึกแบบเครื่องมือ

ถัดมาในส่วนของ BR-X3 Blue Steel สำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาที่ดูสง่างามแต่ยังคงความก้าวล้ำอยู่ รุ่นนี้คือคำตอบ ตัวเรือนทำจากเหล็กกล้า ขัดเงาและซาติน เข้าคู่กับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่มีลวดลายซันเรย์ และส่วนประกอบตกแต่งสีน้ำเงินอะโนไดซ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากชุดอวกาศของนักบินอวกาศในภารกิจ Apollo 11 การผสมผสานของโลหะสีเงินและสีน้ำเงินทำให้รุ่นนี้ดูเหมือน “หน้าต่างสู่ท้องฟ้า” และแสดงให้เห็นถึงความสามารถของตัวเรือน BR-X3 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามวัสดุและสีที่ใช้

หน้าปัดของทั้งสองรุ่นมีลักษณะคล้ายกัน โดยมีดีไซน์รูปตัว “X” ที่เป็นเอกลักษณ์ แสดงวันที่ขนาดใหญ่สามวัน (27, 28, 29) ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และตัวแสดงพลังงานสำรอง ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เข็มและดัชนีเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ช่วยให้สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจนในทุกสภาพแสง

ผลลัพธ์ของความก้าวหน้าในทุกมิติ

โดยสรุปแล้ว Bell & Ross BR-X3 นั้นนอกจากจะเป็นเพียงการขยายนิยามของคอลเลคชั่น BR-03 แบรนด์ยังก้าวไปสู่ระดับที่เหนือกว่า ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความซับซ้อนและนวัตกรรม กลไกการทำงานที่แม่นยำระดับโครโนมิเตอร์ และการเลือกใช้วัสดุที่ล้ำสมัย ที่อาจเรียกได้เต็มปากว่า BR-X3 คืออีกหนึ่งในนาฬิกาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิการ่วมสมัยที่มีบุคลิกโดดเด่น มันคือการผสมผสานระหว่างโลกของนาฬิกาเครื่องมือสำหรับมืออาชีพกับศิลปะแห่งเรือนเวลาที่ล้ำสมัย BR-X3 แสดงให้เห็นว่านาฬิกาที่สร้างขึ้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดก็สามารถเป็นผลงานศิลปะที่น่าหลงใหลได้ในเวลาเดียวกัน

แล้วสำหรับคุณล่ะ? ระหว่างความแข็งแกร่งดุดันของ Black Titanium กับความสง่างามแห่งห้วงอวกาศของ Blue Steel คุณจะเลือกก้าวไปในทิศทางไหน?

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-X3 Black Titanium และ BR-X3 Blue Steel
  • ตัวเรือน:
    • Black Titanium: กว้าง 41 มม. หนา 13.3 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 2 แบบ Micro-blasted มีการออกแบบหลายชั้น (multi-layer design) ที่เป็นเอกลักษณ์
    • Blue Steel: กว้าง 41 มม. หนา 13.30 มม. ทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงาและแบบซาติน มีองค์ประกอบด้านข้างและขอบตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมสีน้ำเงินแบบอะโนไดซ์
  • หน้าปัด: ดีไซน์รูปตัว “X” มีการตกแต่งแบบสามแผ่น ทั้งสองรุ่นมีเข็มและเครื่องหมายบอกเวลาเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova®
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที มีหน้าต่างบอกวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และตัวบอกพลังงานสำรองที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
  • กลไก: BR-CAL.323 กลไกอัตโนมัติแบบกลไก มีพลังงานสำรองประมาณ 70 ชั่วโมง และได้รับการรับรอง COSC
  • สาย: สายยางแบบมีรูระบายอากาศ (openworked) สีดำสำหรับรุ่น Black Titanium และสีน้ำเงินสำหรับรุ่น Blue Steel

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่

Luminor Marina Militare PAM05218 นาฬิกาที่ถอดแบบความคลาสสิกของ Panerai ในปี 1993

Panerai ย้อนเวลาสู่ปี 1993 อย่างมีสไตล์

โดยสรุปคือ:
  • Panerai เปิดตัวนาฬิการุ่น PAM05218 เพื่อเป็นการยกย่องนาฬิการุ่นในตำนาน Luminor ref. 5218-202/A
  • นาฬิการุ่นนี้จะถูกจัดแสดงในนิทรรศการ ‘Exploring the Depths of Time’ ที่เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งจะเผยเบื้องหลังความลับของแบรนด์ให้ได้ทราบกัน

ในปี 1993 โลกได้รู้จักกับ Panerai ในงานอีเวนต์ที่จัดขึ้นบนดาดฟ้าเรือพิฆาตของกองทัพเรืออิตาลี แม้ว่าแค่งานเปิดตัวก็สร้างความฮือฮาได้แล้ว แต่ความจริงที่ว่า Panerai นั้นมีมานานกว่าศตวรรษตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โดยทำงานอยู่เบื้องหลังในฐานะผู้ผลิตให้แก่กองทัพเรืออิตาลีมาโดยตลอด ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้แบรนด์

นาฬิกาผู้ชาย Panerai Luminor Marina Militare PAM05218

ตลอด 30 กว่าปีนับตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะในปี 1993 Panerai ได้กลายเป็นแบรนด์นาฬิกาที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำในทันที ด้วยประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งและรูปทรงที่ไม่มีใครเหมือน

ขณะนี้ Panerai กำลังเฉลิมฉลองทั้งสองอย่าง ด้วยการจัดนิทรรศการชื่อ ‘Exploring the Depths of Time’ ที่บูติกของแบรนด์ในเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งถือเป็นบ้านแห่งจิตวิญญาณของแบรนด์ พร้อมกับเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ Luminor Marina Militare PAM05218 นิทรรศการนี้จะเผยความลับเบื้องหลังแบรนด์ ตั้งแต่นวัตกรรมยุคแรกเริ่มไปจนถึงนาฬิการุ่นบุกเบิกที่เป็นต้นแบบให้กับเอกลักษณ์ของแบรนด์ในยุคปัจจุบัน รวมถึงเอกสารที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน

นาฬิกาผู้ชาย Panerai Luminor Marina Militare PAM05218

หนึ่งในนาฬิการุ่นแรกๆ ที่เปิดตัวในปี 1993 คือ Luminor ref. 5218-202/A ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบที่ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับอย่างน่าทึ่งในชื่อรุ่น Luminor Marina Militare PAM05218

นี่เป็นครั้งแรกที่ Panerai ได้นำนาฬิกาต้นแบบของแบรนด์กลับมาตีความใหม่ในรูปทรงนี้ ด้วยตัวเรือนขนาด 44 มม. ที่ดูร่วมสมัยมากขึ้น แทนที่จะเป็นรุ่น 47 มม. ที่มีขนาดใหญ่ในอดีต แม้ขนาดจะเล็กลงเล็กน้อย แต่ดีไซน์หลักยังคงความโดดเด่น ตัวเรือน Luminor เคลือบ DLC สีดำ ถือเป็นหนึ่งในรูปทรงที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเทรนด์นาฬิกาขนาดใหญ่ในยุค 90 และต้นยุค 2000

นาฬิกาผู้ชาย Panerai Luminor Marina Militare PAM05218

นอกจากนั้น หน้าปัดที่ดูเรียบง่ายยังแสดงถึงความงามแบบมินิมัลลิสต์ของ Panerai ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีตัวเลขและเข็มนาฬิกาที่ใช้สีไม่เข้าชุดกัน ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงความจริงที่ว่าสารเรืองแสงทริเทียมบนหน้าปัดของนาฬิการุ่นแรกๆ มีการเปลี่ยนสีต่างจากเข็มนาฬิกาเนื่องจากทำปฏิกิริยากับแลคเกอร์เคลือบหน้าปัด ในส่วนของหน้าปัดนั้น รุ่นนี้ไม่ได้ใช้หน้าปัดแบบ “แซนด์วิช” ดั้งเดิม แต่เป็นหน้าปัดแบบชั้นเดียวที่มีส่วนเว้า ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเทคนิคการผลิตสมัยใหม่ และอีกหนึ่งข้อที่ต่างจากเดิมคือกลไก เดิมนาฬิการุ่นนี้ใช้กลไกพื้นฐาน Unitas แต่ในรุ่นใหม่นี้ใช้กลไกไขลาน P.6000 ที่พัฒนาขึ้นเองของ Panerai ซึ่งสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง

Panerai เคยนำนาฬิการุ่นไอคอนิกมาตีความใหม่หลายครั้ง แต่ผลงานที่ดีที่สุดมักจะเกิดจากการยึดมั่นในสูตรความสำเร็จดั้งเดิม และ Luminor Marina Militare PAM05218 ก็เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของแนวทางนี้

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค
Panerai Luminor Marina Militare PAM05218
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre P.6000 สำรองพลังงานได้ 3 วัน
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ DLC สีดำ กันน้ำลึก 300 ม.
  • หน้าปัด: สีดำแบบชั้นเดียว (Monolayer)
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำตาลทอง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Round Triple Mystery นาฬิกาแห่งจินตนาการจาก Franck Muller ผู้ท้าทายขนบธรรมเนียม
Vacheron Constantin ครบรอบ 270 ปี: Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time
Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555

Gagà Labormatic Azzurro & Champagne บทใหม่ของนาฬิกาดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี

นิยามใหม่ของการออกแบบนาฬิกา Gagà Laboratorio

โดยสรุปคือ:
  • นาฬิการุ่น Labormatic ใหม่ยังคงแนวคิดการแสดงเวลาที่แปลกใหม่ ด้วยการแสดงชั่วโมง นาที และวินาทีแบบตัวเลขบนหน้าปัดสไตล์ “sector” ที่ไม่เหมือนใคร
  • รุ่น Azzurro ต่อยอดจากรุ่น Cinquanta เดิม โดยมีตัวเรือนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายและเส้นสายที่สะอาดตาของสุนทรียศาสตร์แบบ Bauhaus
  • ส่วนรุ่น Champagne มีความโดดเด่นและตัดกันอย่างชัดเจนกับหลักการแบบมินิมัลลิสต์ของรุ่น Bauhaus ด้วยการใช้โทนสีและองค์ประกอบตกแต่งที่ดูหรูหราด้วยสีทอง

จากสีหน้าปัดที่เหมือนท้องฟ้าเมืองลิกูเรีย สู่โทนสีที่ชวนให้นึกถึงมื้อค่ำฤดูร้อนอันยาวนาน นาฬิการุ่นล่าสุดจาก Gagà แสดงให้เห็นว่าการออกแบบและวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนวิธีการมองเวลาได้อย่างไร

วงการนาฬิกาเป็นโลกที่มักจะมองย้อนกลับไปในอดีตอยู่เสมอ นาฬิการุ่นที่นำกลับมาผลิตใหม่ (Reissues) และรุ่นที่ฟื้นคืนชีพ (Revivals) ต่างก็วางเรียงรายอยู่เต็มชั้นวาง โดยแต่ละรุ่นต่างก็พยายามสร้างความน่าเชื่อถือผ่านมรดกทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกัน ผู้ผลิตอิสระมักเลือกเส้นทางที่ตรงข้ามกัน คือการก้าวสู่แนว Avant-garde ด้วยผลงานที่น่าสนใจแต่บางครั้งก็ยากที่จะสวมใส่ได้จริง

แต่สำหรับ Gagà Laboratorio ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ กลับยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ โดยมองลึกลงไปที่วัฒนธรรมพอๆ กับกลไก นาฬิกาของ Gagà จึงไม่ใช่การหวนรำลึกถึงอดีตอย่างเดียว และก็ไม่ได้แปลกประหลาดจนเกินไป แต่เป็นการผสมผสานประวัติศาสตร์การออกแบบของอิตาลีเข้ากับงานฝีมือของสวิส เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความเป็นต้นฉบับ แต่ก็ยังคงความเรียบง่าย เป็นนาฬิกาที่ดูสนุกแต่ก็ใช้งานได้จริง

โปรเจกต์นี้ใช้เวลาถึงสี่ปีในการสร้างสรรค์ โดยแบรนด์ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 โดย Ruben Tomella ผู้ก่อตั้ง Gagà Milano หากแบรนด์แรกของเขาโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหราอลังการและตัวเลขอันใหญ่โต Gagà Laboratorio กลับถูกสร้างขึ้นด้วยเป้าหมายที่แตกต่างออกไป

บทใหม่นี้ต้องการสร้างสมดุลระหว่างศาสตร์การทำนาฬิกาขั้นสูงกับความอิสระในการออกแบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ Tomella ได้ร่วมงานกับนักออกแบบและศิลปินอย่าง Mo Coppoletta ซึ่งผลงานของเขาได้ผสมผสานศิลปะประยุกต์เข้ากับการเล่าเรื่องมาโดยตลอด ส่วนบุคคลที่สามในทีมคือ Fabio Ferrari ผู้จัดการแบรนด์และเจ้าของร่วม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและความสอดคล้องของโปรเจกต์นี้

พวกเขาทั้งสามคนจึงเป็นทีมที่ผสมผสานพลังขับเคลื่อนแบบผู้ประกอบการ จินตนาการที่สร้างสรรค์ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Ruben Tomella, Founder & CEO, Gagá Laboratorio
Mo Coppoletta, Designer and Art Director at Gagà Laboratorio
abio Ferrari, Brand Manager and Co-Owner of Gagà Laboratorio

ศิลปะเชิงกลไกที่สร้างสรรค์ขึ้น

หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือรุ่น Labormatic ซึ่งแทนที่จะแสดงเวลาด้วยเข็มนาฬิกาสามเข็มแบบทั่วไป รุ่นนี้กลับแสดงชั่วโมงด้วยแผ่นดิสก์แบบตัวเลขที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นาทีด้วยเข็มกลาง และวินาทีบนแผ่นดิสก์ที่หมุนได้

ตัวเรือนขนาด 42 มม. ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึงเจ็ดชิ้น มีโครงสร้างที่ดูเป็นงานสถาปัตยกรรม พร้อมขาสายนาฬิกาที่ยาวเป็นพิเศษ ซึ่งชวนให้นึกถึงดีไซน์ยุคกลางศตวรรษที่บางครั้งถูกเรียกว่า “Devil’s Horns” (เขาปีศาจ) ส่วนเม็ดมะยมจะอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใต้ฝาครอบทรงกลมที่ทำจากเหล็ก ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สร้างทั้งความสมมาตรและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Gagà Laboratorio Labormatic Bauhaus
Gagà Laboratorio Labormatic Cinquanta

หน้าปัดนาฬิกาประกอบด้วยชิ้นส่วนแปดชั้น ทำให้ดูมีมิติ ส่วนกลไกภายในใช้ La Joux-Perret G100 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือและการสำรองพลังงานได้นานถึง 68 ชั่วโมง และปิดท้ายด้วยสายหนัง Saffiano จากอิตาลี ซึ่งเชื่อมโยงงานกลไกเข้ากับงานฝีมือดั้งเดิมของประเทศต้นกำเนิด

รถ Fiat 600 เปิดตัวในปี 1955 และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วกับผู้บริโภคชาวอิตาลี โดยเป็นรถที่ขายดีที่สุดในประเทศถึง 8 ปีติดต่อกัน ระหว่างปี 1956 ถึง 1963 (ภาพจาก: คลังภาพ Fiat)
เก้าอี้ Superleggera รุ่น 699 ออกแบบโดย Gio Ponti สำหรับบริษัท Cassina ในปี 1957 (ภาพจาก: twentytwentyone)
ปาร์ตี้แต่งกายย้อนยุคสไตล์ Bauhaus ในยุคปี 1920 ซึ่งชุดทั้งหมดได้รับการออกแบบโดย Oskar Schlemmer

นับตั้งแต่เปิดตัว นาฬิการุ่น Labormatic ได้ถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รุ่น Bauhaus สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบโมเดิร์นของเยอรมนี ที่เน้นรูปทรงเรขาคณิตและประโยชน์ใช้สอย ส่วนรุ่น Cinquanta ได้รับแรงบันดาลใจจากอิตาลีในยุค 1950 ซึ่งเป็นยุคที่สีพาสเทลเข้ามาลดทอนความแข็งกระด้างของงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ เป็นยุคของรถ Fiat 600 เก้าอี้ Superleggera ของ Ponti และโปสเตอร์หนังของ Fellini ที่ใช้บล็อกสีสดใส วัตถุเหล่านี้สะท้อนภาพของอิตาลีที่ก้าวพ้นจากความเคร่งขรึมสู่ความสดใส เมื่อการออกแบบมุ่งหวังที่จะทำให้ชีวิตประจำวันไม่เพียงแค่ง่ายขึ้น แต่ยังเบาสบาย สดใส และเต็มไปด้วยความสุข และโทนสีของรุ่น Cinquanta ก็สะท้อนบรรยากาศนี้ได้อย่างชัดเจน

Labormatic Champagne & Azzurro แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอิตาลี

ในปี 2025 นี้ มีนาฬิการุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาในไลน์การผลิตอีกสองรุ่น ได้แก่ Champagne และ Azzurro ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ยังคงใช้ตัวเรือนและกลไกเดิม แต่สำรวจแรงบันดาลใจที่แตกต่างกันออกไป

Gagà Laboratorio Labormatic Champagne

รุ่น Champagne เป็นตัวที่มาเติมเต็มความเรียบง่ายแบบ Bauhaus หน้าปัดสีทองอร่ามที่ดูนุ่มนวลช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาได้ในทันที หากรุ่น Bauhaus ดูเหมาะกับความชัดเจนในเวลากลางวัน รุ่น Champagne กลับดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ตกดิน

Gagà Laboratorio Labormatic Azzurro

สีนี้ชวนให้นึกถึงมื้อค่ำที่อบอุ่น การส่องสว่างของแสงเทียน และการยกแก้วฉลองในงานเลี้ยง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสง่างามในการออกแบบนาฬิกาไม่จำเป็นต้องดูเคร่งขรึมเสมอไป แต่ยังสามารถให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นมิตรได้ด้วย

ในทางตรงกันข้าม รุ่น Azzurro ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคหลังสงครามในอิตาลี หน้าปัดสีฟ้าอ่อนชวนให้นึกถึงสีตัวถังรถ Fiat 500 หรือบานหน้าต่างของบ้านริมทะเลในแคว้นลิกูเรียที่ซีดจางจากไอเค็มของทะเล

โทนสีพาสเทลแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคปี 1950 และ 60 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในขณะที่ประเทศกำลังฟื้นฟู สถาปนิกอย่าง Gio Ponti ได้ใช้สีเหล่านี้เพื่อลดทอนความแข็งกระด้างของรูปทรงแบบโมเดิร์น ในวงการภาพยนตร์ หนังของ Fellini และ Antonioni ก็ถ่ายทอดภาพสังคมที่กำลังก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับความไม่แน่นอน ซึ่งมักจะใช้โทนสีที่สว่างและดูโล่งโปร่ง

ดังนั้นเมื่ออยู่บนข้อมือ นาฬิการุ่น Azzurro จึงไม่ได้เป็นแค่หน้าปัดสีฟ้าธรรมดา แต่มันสื่อถึงความรู้สึกของยุคนั้น ซึ่งเป็นยุคที่งานดีไซน์มองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจและเต็มไปด้วยสีสัน แม้ว่าทั้งสองรุ่นอย่าง Champagne และ Azzurro จะยังคงอยู่ในตระกูล Labormatic แต่ก็แสดงให้เห็นว่าแนวคิดของนาฬิการุ่นนี้มีความยืดหยุ่นเพียงใด

ทั้งสองรุ่นใช้โครงสร้างเดียวกัน นั่นคือการแสดงชั่วโมงแบบตัวเลขที่เลื่อนได้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และแผ่นดิสก์หมุนที่แสดงวินาที แต่กลับตีความการแสดงผลนาทีต่างกันออกไป

Labormatic Champagne มีความโดดเด่นและตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดมินิมัลลิสต์ของรุ่น Bauhaus ที่มีอยู่เดิม เพราะรุ่นนี้เน้นความรู้สึกของการเฉลิมฉลอง ความสว่าง และการแสดงออกทางอารมณ์
Azzurro เป็นรุ่นที่มาเติมเต็มรุ่น Cinquanta ที่มีอยู่เดิม ด้วยมิติสีสันที่สดใหม่ในโทนสีฟ้าอ่อนนุ่มนวล

รุ่น Champagne ยังคงยึดแนวทางที่บริสุทธิ์และเรียบง่าย ด้วยเข็มชี้และเครื่องหมายบอกเวลาที่ชัดเจน หน้าปัดถูกออกแบบมาให้ไม่รกจนเกินไป เพื่อเน้นความอบอุ่นของโทนสี ส่วนรุ่น Azzurro กลับเพิ่มกรอบนาทีแบบเคลื่อนที่พร้อมตัวเลขและเครื่องหมายบอกเวลาที่ติดตั้งบนหน้าปัด ซึ่งเป็นวิธีที่ดูมีชีวิตชีวาและใช้งานได้จริง เข้ากับสุนทรียศาสตร์ของเครื่องมือยุคกลางศตวรรษที่ได้รับแรงบันดาลใจมา

ทั้งสองรุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเดียวกัน นั่นคือการนำการอ่านเวลาแบบคุ้นเคยมานำเสนอในรูปแบบที่สดใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และบ่งบอกความเป็น Gagà อย่างแท้จริง

นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ยังคงใช้ตัวเรือนเหล็กเจ็ดชิ้นแบบเดียวกับรุ่น Labormatic รวมถึงหน้าปัดแบบหลายชั้นที่อยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์โค้งสองชั้น และกลไก La Joux-Perret G100 ที่สามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์พร้อมโรเตอร์แบบพิเศษ นาฬิกาแต่ละเรือนมีราคาต่ำกว่า 4,000 ฟรังก์สวิส ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับนาฬิกาแบรนด์อิสระอื่น ๆ แต่ก็ยังคงอยู่ในสถานะของชิ้นงานสะสมที่มีคุณค่า

สร้างเส้นทางใหม่ในการทำนาฬิกา

ความสำคัญของนาฬิการุ่นใหม่นี้ไม่ได้อยู่แค่ที่การออกแบบ แต่ยังอยู่ที่จุดยืนของ Gagà Laboratorio ในโลกการทำนาฬิกาปัจจุบันด้วย การสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ในวงการนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แบรนด์ใหญ่ ๆ มักจะมองย้อนไปในอดีตและผลิตนาฬิการุ่นเดิมซ้ำ ๆ ส่วนแบรนด์อิสระขนาดเล็กก็มักจะเน้นความแปลกใหม่จนเกินไป

แต่ Gagà Laboratorio ได้พบแนวทางที่สมดุลกว่า นาฬิกาของพวกเขาโดดเด่นแต่ไม่ซับซ้อน และแหวกแนวแต่ยังคงสวมใส่ได้ Champagne และ Azzurro แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนการแสดงผลหรือสีสันเพียงเล็กน้อย เมื่ออิงกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนบุคลิกของนาฬิกาได้ทั้งหมด นาฬิการุ่นหนึ่งส่องประกายด้วยความอบอุ่น ส่วนอีกรุ่นนำพาความรู้สึกเบาสบายของฤดูร้อนริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาสู่ข้อมือ

ความสามารถในการเชื่อมโยงดีไซน์เข้ากับอิทธิพลทางวัฒนธรรมคือจุดแข็งของทีมผู้บริหารแบรนด์นี้ Tomella นำพลังของผู้ประกอบการมาสู่ทีม Coppoletta ดึงเอาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมที่หลากหลายมาใช้ และ Ferrari ทำให้ไอเดียเหล่านั้นกลายเป็นจริงได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือคอลเลกชันที่ดูสอดคล้องกัน แต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ก็ยังสามารถจดจำได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกัน

นาฬิกาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์น้องใหม่มีความมั่นใจมากพอที่จะทำงานกับความแตกต่าง เช่น การนำแนวคิดแบบ Bauhaus มาเทียบกับ Champagne หรือ Cinquanta กับ Azzurro ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งของตัวเองไว้

ด้วยเหตุนี้ Gagà Laboratorio จึงแสดงให้เห็นว่านาฬิกาไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับอดีตหรือเพียงแค่สร้างความฮือฮา แต่สามารถมีความเที่ยงตรง สวมใส่ได้จริง และยังคงสะท้อนบรรยากาศทางวัฒนธรรมได้อย่างงดงาม

ท้ายที่สุดแล้ว นาฬิกาเป็นมากกว่าแค่เครื่องจักรบนข้อมือ แต่เป็นเสมือนเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปกับเราในแต่ละชั่วโมงที่สวมใส่ และด้วยนาฬิการุ่น Champagne และ Azzurro นี้ Gagà Laboratorio ได้สร้างสรรค์นาฬิกาที่ไม่เพียงแค่ผูกพันกับกลไกของมันเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับช่วงเวลาแห่งความสุข เช่น เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหาร สีสันของเมืองริมทะเล หรือความหวังของประเทศที่กำลังฟื้นฟู และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เองที่สร้างความเป็นต้นฉบับและเสน่ห์เฉพาะตัวให้กับนาฬิกาเหล่านี้

รายละเอียดทางเทคนิค
Gagà Laboratorio Labormatic Azzurro และ Champagne:
  • รหัสอ้างอิง: LM-AZ-001 (สำหรับรุ่น Azzurro) / LM-CH-001 (สำหรับรุ่น Champagne)
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ La Joux-Perret Caliber G100 สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงแบบตัวเลข นาทีแบบตัวเลขหรือเข็มกลาง และวินาทีบนแผ่นดิสก์หมุนตรงกลาง
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. x 13.3 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล กันน้ำลึก 50 ม.
  • หน้าปัด: สไตล์ “Regulator“ พร้อมพื้นผิวสีฟ้าพาสเทล “Azzurro” หรือสีทอง “Champagne”
  • สาย: สายหนัง Saffiano จากอิตาลีทำด้วยมือ สีเข้ากับหน้าปัด พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ฉลอง 150 ปี Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกากลไกสลับซับซ้อนในขนาด 38 มม. ที่สวมใส่ง่าย พร้อมหน้าปัดหินหายาก
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่
Vacheron Constantin ครบรอบ 270 ปี: Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time

Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีด้วยนาฬิกา Marine Hora Mundi 5555

เรือนเวลาแสดงเวลาโลกที่สร้างมาตรฐานใหม่

เมื่อนึกถึงแบรนด์ Breguet เรามักจะนึกถึงกลไกคลาสสิกจากอดีต เช่น ตัวแสดงพลังงานสำรอง (power reserve) ข้างขึ้นข้างแรม (moonphase) หรือกลไกตูร์บิญอง (tourbillon) แต่แบรนด์นี้ก็ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนานวัตกรรม

ความลับอย่างหนึ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ Breguet เป็นผู้ผลิตนาฬิกาแสดงเวลาโลก (world-time) ที่ล้ำหน้าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด นั่นคือ Hora Mundi นาฬิการุ่น Hora Mundi เปิดตัวครั้งแรกในปี 1996 และแตกต่างจากนาฬิกาบอกเวลาโลกหรือนาฬิกา GMT ทั่วไป ด้วยระบบ “หน่วยความจำ” ที่ชาญฉลาด

เพียงแค่กดปุ่ม นาฬิกาก็จะสลับการแสดงผลระหว่างเวลาหลักกับเวลาเดินทางได้ทันที พร้อมทั้งตัวแสดงกลางวัน-กลางคืนและวันที่ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ทำให้การดูเวลาสองไทม์โซนไม่เพียงแต่สะดวกเท่านั้น แต่ยังอ่านง่ายขึ้นมาก เพราะทุกอย่างแสดงอยู่บนหน้าปัดหลักโดยตรง

มาวันนี้ ในวาระที่ Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปี ทางแบรนด์ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาเรือนที่ห้าในซีรีส์การเฉลิมฉลอง นั่นคือ Marine Hora Mundi 5555 แม้จะเกือบสามทศวรรษแล้วนับตั้งแต่รุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรก แต่นี่อาจเป็นรุ่นที่พิเศษที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แผนที่โลกเคลือบอีนาเมลเหนือมหาสมุทรสลักลายกิโยเช่

นาฬิกา Marine Hora Mundi รุ่นใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาเรือนพิเศษที่สร้างขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2023 ซึ่งมีหน้าปัดเป็นแผนที่โลกที่ส่องสว่างด้วยแสงไฟจากเมืองต่างๆ ราวกับมองจากท้องฟ้า

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวน 50 เรือนนี้ ได้พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการรวมเอาหน้าปัดที่เคลือบอีนาเมลแบบ Grand Feu ทั้งหมด เข้ากับลวดลาย กิโยเช่ (guilloché) ที่สลักลงบนหน้าปัดถึงสองระดับ

การเคลือบอีนาเมลในครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง แทนที่จะใช้วิธีแบบดั้งเดิมที่เคลือบอีนาเมลลงบนฐานโลหะ ทาง Breguet เลือกใช้แผ่นแซฟไฟร์ใส แล้วเคลือบอีนาเมลทั้งสองด้าน โดยเริ่มจากการวาดแผนที่โลกขนาดจิ๋วลงบนด้านหลัง จากนั้นจึงวาดก้อนเมฆที่ลอยอยู่ด้านบนลงบนด้านหน้า

ก้อนเมฆบนหน้าปัดทั้ง 50 เรือนถูกวาดแตกต่างกัน ทำให้หน้าปัดแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร ทั้งสองด้านจะถูกนำไปเผาที่อุณหภูมิสูงในสองขั้นตอน จึงจัดอยู่ในประเภท Grand Feu Enamel หลังจากนั้นจึงเคลือบด้วยสารเรืองแสงที่ช่วยให้หน้าปัดเปล่งประกายในที่มืด ซึ่งเป็นเทคนิคที่อยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร

ภายใต้แผ่นแซฟไฟร์เคลือบอีนาเมลที่อยู่ด้านบน เป็นหน้าปัดสลักลายกิโยเช่สีน้ำเงินเข้มที่สื่อถึงมหาสมุทร โดยมีการแกะสลักเส้นรุ้งและเส้นแวงอย่างประณีต ซึ่งเส้นโค้งเหล่านี้ช่วยสร้างภาพลวงตาให้หน้าปัดดูเหมือนเป็นทรงโดม เมื่อรวมกับแผ่นอีนาเมลโปร่งแสงด้านบนแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือหนึ่งในหน้าปัดนาฬิกาแสดงเวลาโลกที่ประณีตและซับซ้อนที่สุดในโลกการผลิตนาฬิการ่วมสมัย

กลไกอันชาญฉลาดเบื้องหลังนาฬิกา Hora Mundi

ส่วนที่ฉลาดที่สุดของนาฬิกา Hora Mundi ยังคงเป็นกลไกภายใน นาฬิกา GMT ทั่วไปจะใช้เข็มหนึ่งบอกเวลาท้องถิ่นและอีกเข็มบอกเวลาหลัก ส่วนนาฬิกาบอกเวลาโลกจะอาศัยวงแหวน 24 ชั่วโมง แต่ Hora Mundi ไม่ได้ใช้ทั้งสองวิธีนี้ มันแสดงแค่ชุดเข็มเดียว แล้วจะบอกเวลาสองไทม์โซนได้อย่างไร?

ความลับอยู่ที่กลไกภายในตัวเรือน ผู้สวมใส่สามารถกดปุ่มที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาเพื่อเลือกเมืองอ้างอิงสองเมืองบนแผ่นดิสก์แสดงเวลาโลกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งแผ่นนี้จะหมุนตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา เมื่อเลือกเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่กดปุ่มครั้งเดียว หน้าจอแสดงผลทั้งหมดจะถูกรีเซ็ตใหม่ทันที ทั้งเวลา วันที่ ตัวแสดงกลางวัน-กลางคืน และเมืองอ้างอิงจะสลับไปมาระหว่างสองตำแหน่งที่ตั้งค่าไว้ได้ทันที ซึ่งเป็นไปได้ด้วยระบบลูกเบี้ยว ค้อน และชุดเฟืองทด (differential) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร

เนื่องจากทุกอย่างยังคงแสดงบนหน้าปัดหลัก จึงทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีเพียงช่องแสดงชื่อเมืองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังใช้งานไทม์โซนใดอยู่

นี่คือกลไกอัจฉริยะที่คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1996 แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเท่าที่ควร และสมควรได้รับการยอมรับมากกว่านี้ ซึ่งนาฬิการุ่นฉลองครบรอบนี้ ที่มาพร้อมหน้าปัดอีนาเมลเรืองแสง อาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้กลไกนี้เป็นที่จับตามองในที่สุด

ตัวเรือนสไตล์สปอร์ตใน Breguet Gold

ตัวเรือนของนาฬิการุ่นนี้มีขนาดใหญ่กว่านาฬิกา Breguet ทั่วไป โดยมีขนาด 43.9 มม. ซึ่งเหมาะสมกับความซับซ้อนของกลไก Calibre 77F1 ที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 55 ชั่วโมง

ขนาดนี้ถือว่าสมเหตุสมผล เนื่องจากนาฬิกาคอลเลกชัน Marine มีรากฐานมาจากนาฬิกาดำน้ำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสปอร์ตที่เน้นความโดดเด่นแข็งแรง ที่สำคัญที่สุดคือตัวเรือนทำจาก Breguet Gold ซึ่งเป็นโลหะผสมทองคำเหลืองสูตรเฉพาะของแบรนด์ ทำให้ได้สีทองที่มีความนุ่มนวลและอิ่มตัวน้อยกว่า ส่งผลให้ได้สีที่ดูอบอุ่นและสง่างาม เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลรายละเอียดทางเทคนิค
Breguet Marine Hora Mundi 5555
  • รหัสอ้างอิง: 5555BH/YS/9WV
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre 77F1 สำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที วันที่ ตัวแสดงกลางวัน-กลางคืน และฟังก์ชันบอกเวลาสองไทม์โซนพร้อมระบบสลับเวลาทันที
  • ตัวเรือน: ขนาด 43.9 มม. x 13.8 มม. ทำจากทองคำ 18K Breguet Gold กันน้ำลึก 100 ม.
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำเงินพร้อมตัวล็อกแบบพับได้ และมีสายยางสีน้ำเงินสำรองมาให้ด้วย
  • การวางจำหน่าย: วางจำหน่ายที่บูติกและตัวแทนจำหน่ายของ Breguet
  • จำนวนจำกัด: ผลิตเพียง 50 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อม้าพยศโลดแล่นบนเรือนเวลา Jaeger-LeCoultre เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’
บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิการุ่น Master Ultra Thin Tourbillon Enamel พร้อมหน้าปัดใหม่สีเทาแอนทราไซต์ 

Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่

นาฬิการุ่นคลาสสิกของ Bremont ที่มาในรูปลักษณ์ร่วมสมัย

โดยสรุปคือ:
  • นาฬิการุ่นนี้เป็น Bremont Altitude MB Meteor รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นชุดแรก
  • ตัวเรือนสีเทาในโทน “Stealth” ให้รูปลักษณ์ที่น่าสนใจและแตกต่างจากนาฬิกาหน้าปัดที่ทำจากอุกกาบาตทั่วไป

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา Bremont ภายใต้การบริหารงานของ Davide Cerrato ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น “ใหม่” ที่หลายคนตั้งตารอคอย ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ Martin-Baker ในชื่อ Altitude MB Meteor และรุ่นที่พัฒนาต่อยอดจาก MBII ซึ่งยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ แต่ปรับดีไซน์ให้ดูร่วมสมัยขึ้น ไม่หนาเทอะทะเหมือนนาฬิกาแนว “tool watch” ในยุคปี 2010

ตอนเปิดตัว Bremont นำเสนอเพียงรุ่นหลักที่มีหน้าปัดสีดำและสีเงินพร้อมสายให้เลือกหลากหลายแบบ แต่เห็นได้ชัดว่ารุ่น Meteor นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ได้ และวันนี้เราก็ได้เห็นรูปลักษณ์แรกของรุ่นนั้น นั่นคือ Altitude MB Meteor Stealth Grey ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ดูดีและกำหนดทิศทางที่น่าสนใจให้กับคอลเลกชันนี้ในอนาคต

Bremont Altitude MB Meteor Stealth Grey ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 400 เรือน โดยนำเอาเอกลักษณ์ด้านประโยชน์ใช้สอยของรุ่น Meteor มาปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยวและมีความ “Stealth” (เหมือนชื่อรุ่น) มากขึ้น

ตัวเรือนแบบ Trip-Tick® สายนาฬิกา และแม้กระทั่งเม็ดมะยมคู่ที่สลักลายอย่างโดดเด่น ล้วนทำจากไทเทเนียมเกรด 2 โดยมีพื้นผิวแบบด้านและมีเท็กซ์เจอร์เล็กน้อย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีลดการสะท้อนของคลื่นเรดาร์ที่ใช้ในเครื่องบินรบ ทำให้เหมาะอย่างยิ่งกับนาฬิกานักบินรุ่นนี้ ซึ่งยังคงเป็นการร่วมมือกับ Martin-Baker ผู้ผลิตที่นั่งดีดตัวออกจากเครื่องบินเช่นเคย

ดีไซน์สีเทาแบบ “Stealth” ยังคงต่อเนื่องไปบนหน้าปัดนาฬิกา และนี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุด เพื่อความเข้าใจในทางดาราศาสตร์ “meteor” (ดาวตก) คือก้อนหินจากอวกาศที่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้วลุกไหม้เป็นแสงสว่าง (และยังเป็นชื่อของเครื่องบินรบเจ็ตในยุคแรก ซึ่งยังเหลือเพียง 4 ลำที่ใช้งานได้ และ 2 ลำในนั้นถูกใช้เป็นเครื่องบินทดสอบของ Martin-Baker จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น) ส่วน “meteorite” (อุกกาบาต) คือเศษชิ้นส่วนที่ตกลงมาถึงพื้นโลกได้

ในโลกของนาฬิกา เราคุ้นเคยกับหน้าปัดอุกกาบาต ซึ่งมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เกิดจากโลหะผสมที่มีนิกเกิลและเหล็กเป็นส่วนประกอบ หน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้ก็มีลวดลายแบบเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่หน้าปัดอุกกาบาตจริงๆ

นี่คือหน้าปัดทองเหลืองธรรมดาที่ถูกปั๊มลายด้วยการสแกนอุกกาบาตจริงอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการสร้างรูปลักษณ์ของอุกกาบาต โดยที่ยังคงความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี นอกจากลายหน้าปัดแล้ว Bremont ยังคงใช้โทนสีแบบโมโนโครม (สีเดียว) โดยมีเพียงไฮไลต์สีแดงเล็กน้อย เช่น รูปสามเหลี่ยม “Danger” ที่เป็นเอกลักษณ์ของการร่วมมือกับ Martin-Baker และเข็มวินาทีรูปทรงอมยิ้มที่ปลายอีกด้านมีตุ้มถ่วงเป็นรูปห่วงดึงที่นั่งดีดตัวออกจากเครื่องบิน

จุดเด่นอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือขอบหน้าปัดด้านใน (internal bezel) ที่ยังคงใช้ระบบ roto-click (และใช้งานง่ายขึ้นมากด้วยดีไซน์เม็ดมะยมแบบใหม่) รวมถึงยางรองรับกลไกที่ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก

ในส่วนของกลไกนั้น Altitude MB Meteor Stealth Grey ใช้กลไกอัตโนมัติ LJP ที่ได้รับการดัดแปลง สามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแบบเปลือย และตกแต่งด้วยสีเทาแบบ “gunmetal” เพื่อให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของนาฬิกา

Bremont Altitude MB Meteor Stealth Grey เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของทิศทางในอนาคตสำหรับนาฬิการุ่น Martin Baker “โฉมใหม่” ที่ถูกยกระดับในแง่ของดีไซน์ แต่ยังคงเอกลักษณ์และแก่นแท้ของรุ่นเดิมไว้อย่างครบถ้วน

รายละเอียดทางเทคนิค
Bremont Altitude MB Meteor Stealth Grey
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ Caliber BB14-AH (พื้นฐานจาก Le Joux Perret) สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. x 12.23 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 2 มีขอบหน้าปัดด้านในแบบหมุนได้สองทิศทาง (Roto-Click) กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเทา ลายนูนแบบย้อนกลับ (reverse-embossed) เลียนแบบพื้นผิวอุกกาบาต
  • สาย: สายไทเทเนียมแบบพ่นทราย พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว (quick release)
  • การวางจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 400 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก คุณ “ปิ๊ง ชญาภา จูตระกูล” กรรมการชาวไทยคนแรกใน Grand Prix de la Haute Joaillerie
GMT Watch Maison ผนึกกำลัง Delugs สร้างปรากฏการณ์ Custom Strap ให้คุณนิยามนาฬิกาเรือนโปรดในแบบที่เป็นตัวเอง
บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ

ฉลอง 150 ปี Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกากลไกสลับซับซ้อนในขนาด 38 มม. ที่สวมใส่ง่าย พร้อมหน้าปัดหินหายาก

ครั้งแรกของ Perpetual Calendar ที่มาพร้อมหน้าปัดหินสีสันสดใส 3 แบบจาก Audemars Piguet

สรุป
  • โดยสรุปแล้ว บทความนี้กล่าวถึงการที่ Audemars Piguet ได้เปิดตัวนาฬิกาใหม่ 3 รุ่นในคอลเลกชัน Royal Oak และ Code 11.59 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การลดขนาดตัวเรือนสำหรับกลไก Perpetual Calendar จากเดิม 41 มม. เหลือเพียง 38 มม. ทำให้สวมใส่ได้หลากหลายข้อมือมากขึ้น
  • นอกจากนี้ ยังมีรุ่น Code 11.59 ที่มาพร้อมหน้าปัดหินหายาก และกลไก Calibre 2968 flying tourbillon ที่บางเฉียบในตัวเรือนขนาด 38 มม. ซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่น่าทึ่ง
  • นาฬิการุ่นฉลองครบรอบเหล่านี้แต่ละรุ่นผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน และมีสลักข้อความพิเศษสำหรับโอกาสนี้ด้วย

Audemars Piguet ฉลอง 150 ปีด้วยนาฬิกา Perpetual Calendar ขนาด 38 มม.

ในวาระฉลองครบรอบ 150 ปีนี้ Audemars Piguet ได้นำเสนอประเพณีอันเก่าแก่ของแบรนด์ 2 อย่าง คือ การพัฒนากลไก Perpetual Calendar อย่างต่อเนื่อง และหน้าปัดที่ทำจากหินธรรมชาติ 

Audemars Piguet Perpetual Calendar ขนาด 38 มม.

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 150 ปี Audemars Piguet ได้เปิดตัวนาฬิกา Perpetual Calendar จำนวน 3 รุ่น ในขนาด 38 มม. ซึ่งถือเป็นขนาดตัวเรือนที่เล็กที่สุดสำหรับกลไกสลับซับซ้อนนี้เท่าที่เคยมีมา ทั้งในคอลเลกชัน Royal Oak และ Code 11.59

โดยปกติแล้วกลไก Perpetual Calendar จะถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 41 มม. ที่ใหญ่กว่า แต่ตอนนี้มันได้ถูกปรับให้มีขนาดที่ใช้งานได้หลากหลายและสวมใส่สบายขึ้น ด้วยกลไกใหม่ 2 รุ่น คือ Calibres 7136 และ 7138 ซึ่งได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรถึง 5 รายการด้วยกัน

กลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 7136 สามารถสำรองพลังงานได้นาน 55 ชั่วโมง

กลไกนี้ยังคงใช้ระบบปรับตั้งค่าผ่านเม็ดมะยม ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ่มกด (Corrector) ที่ด้านข้างตัวเรือนอีกต่อไป ซึ่งทำให้การตั้งค่าวัน วันที่ เดือน ปีอธิกสุรทิน และข้างขึ้นข้างแรมเป็นเรื่องง่ายและไม่เสี่ยงต่อการทำความเสียหายแก่กลไก มีเม็ดมะยมมี 4 ตำแหน่ง สำหรับการควบคุมนาฬิกา รวมถึงตำแหน่งที่ 2 ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรสำหรับปรับวันและข้างขึ้นข้างแรมโดยเฉพาะ กลไกทั้งสองรุ่นมีความบางเพียง 4.1 มม. และสามารถมองเห็นการตกแต่งที่ประณีตผ่านฝาหลังแบบแซฟไฟร์ ทั้งลาย Côtes de Genève และโรเตอร์ทองคำ 22K

นาฬิกา Perpetual Calendar ขนาด 38 มม. รุ่นใหม่นี้มีให้เลือก 3 แบบ โดยแบบแรกคือรุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ตัวเรือนทำจากพิงค์โกลด์ 18K มาพร้อมหน้าปัดแกะสลักลายกิโยเช่ (guilloché) สีเขียวด้วยมือโดยช่างฝีมือชื่อ Yann Von Kaenel ลายสลักวงกลมซ้อนกันช่วยเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับหน้าปัด และเข้ากันอย่างลงตัวกับสายหนังจระเข้สีเดียวกัน

ส่วนอีก 2 รุ่นอยู่ในคอลเลกชัน Royal Oak โดยรุ่นแรกตัวเรือนทำจาก สเตนเลสสตีล สะท้อนความหรูหราแบบสปอร์ตของคอลเลกชันด้วยหน้าปัดลาย Grande Tapisserie สีฟ้าอ่อน พร้อมวงย่อย (snailed counters) ส่วนอีกรุ่นเป็นพิงค์โกลด์ ทั้งตัวเรือนและสาย หน้าปัดสีเบจอ่อนดูอบอุ่น เข้ากันได้ดีกับข้างขึ้นข้างแรมสีน้ำเงิน ทั้ง 3 รุ่นนี้เน้นความสมมาตรและความชัดเจนในการมองเห็น โดยจัดวางวงย่อย (counters) ใหม่ และแสดงข้างขึ้นข้างแรมโดยได้แรงบันดาลใจจากภาพถ่าย

นาฬิกา Royal Oak Perpetual Calendar ขนาด 38 มม. ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีล พร้อมหน้าปัดลาย “Grande Tapisserie” สีฟ้าอ่อน
Code 11.59 by Audemars Piguet หน้าปัดแกะสลักลายสีเขียว
นาฬิการุ่นพิเศษ “anniversary” นี้มีการสลักข้อความพิเศษลงบนตัวเรือนด้วย

ปัจจุบันนี้ รสนิยมของผู้คนหันมาให้ความสนใจกับสัดส่วนนาฬิกาที่สวมใส่ง่ายและเป็นแบบ unisex มากขึ้น นาฬิกากลไก Perpetual Calendar รุ่นนี้จึงสืบสานจิตวิญญาณดังกล่าวเอาไว้

นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน ในแต่ละแบบ โดยมีการสลักคำว่า “Audemars Piguet” แบบวินเทจไว้บนหน้าปัดข้างขึ้นข้างแรมเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบนี้โดยเฉพาะ

รายละเอียดทางเทคนิคของนาฬิกาทั้งสองรุ่น:
Audemars Piguet Code 11.59 Selfwinding Perpetual Calendar 38mm
  • รหัสอ้างอิง: 26441OR.OO.D405CR.01
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 7138 สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) ปฏิทินถาวร วันในสัปดาห์ ตัวแสดง 24 ชั่วโมง และข้างขึ้นข้างแรม
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. x 9.9 มม. ทำจากพิงค์โกลด์ 18K กันน้ำลึก 100 ม.
  • หน้าปัด: สีเขียวแกะสลักลายนูน
  • สาย: สายยางลายพื้นผิวสีเขียว บุหนังลูกวัวด้านใน พร้อมตัวล็อกแบบพับได้ทำจากพิงค์โกลด์
  • การวางจำหน่าย: รุ่นฉลองครบรอบนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน
Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar 38mm
  • รหัสอ้างอิง: 26684ST.OO.1356ST.01 (สเตนเลสสตีล) / 26684OR.OO.1356OR.01 (พิงค์โกลด์)
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 7136 สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) ปฏิทินถาวร วันในสัปดาห์ ตัวแสดง 24 ชั่วโมง และข้างขึ้นข้างแรม
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. x 9.4 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล หรือพิงค์โกลด์ 18K กันน้ำลึก 50 ม.
  • หน้าปัด: ลาย “Grande Tapisserie” สีฟ้าอ่อน (สเตนเลสสตีล) / สีเบจ (พิงค์โกลด์)
  • สาย: สายและตัวล็อกทำจากสเตนเลสสตีล หรือพิงค์โกลด์ 18K
  • การวางจำหน่าย: รุ่นฉลองครบรอบนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือน

นอกจากนี้ Audemars Piguet ยังได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษอีก 3 รุ่นในคอลเลกชัน Code 11.59 โดยแต่ละเรือนมาพร้อมหน้าปัดหินหายาก และกลไก Flying Tourbillon ที่ผลิตจำนวนจำกัด

นาฬิกาทั้ง 3 รุ่นนี้มาพร้อมหน้าปัดที่ทำจากรากทับทิม (ruby root) โซดาไลท์สีน้ำเงิน (blue sodalite) และมาลาไคท์สีเขียว (green malachite) ซึ่งนำเอาความหมายของนิรันดร พลังงาน และความสง่างามมาบรรจุไว้ในตัวเรือนขนาดกะทัดรัดเพียง 38 มม.

รหัส 11.59 By Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon 38mm หน้าปัดหินโซดาไลต์สีน้ำเงิน

Audemars Piguet เริ่มใช้หน้าปัดหินธรรมชาติในการออกแบบมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 แต่การสร้างสรรค์หน้าปัดเหล่านี้ต้องอาศัยความประณีตและงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง แต่ละแผ่นหินที่บางเฉียบจะต้องถูกตัด ขัดเงา และยึดเข้ากับตัวเรือนอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดรอยแตก และต้องคงไว้ซึ่งลวดลายเส้นสายและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของหินแต่ละชิ้น ทำให้หน้าปัดแต่ละอันเป็นชิ้นงานที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก โดยหินที่นำมาใช้ประกอบไปด้วย รากทับทิมจากประเทศแทนซาเนีย ซึ่งสื่อถึงพลังชีวิต โซดาไลท์จากบราซิล ที่เป็นสัญลักษณ์ของความสงบและกระจ่างใส และมาลาไคท์จากแซมเบีย ซึ่งเป็นตัวแทนของการเติบโตและการเปลี่ยนแปลง

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่พูดถึงความสำเร็จทางเทคนิคในการติดตั้งกลไก Flying Tourbillon ลงในตัวเรือนขนาด 38 มม. ซึ่งปกติแล้วจะสงวนไว้สำหรับนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่กว่า กลไกนี้ถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และดูเหมือนลอยอยู่เหนือหน้าปัดหิน เนื่องจากโครงของมันถูกยึดจากด้านล่างเท่านั้น

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วย Calibre 2968 ซึ่งเป็นกลไก Flying Tourbillon ไขลานอัตโนมัติที่บางเป็นพิเศษของ Audemars Piguet โดยมีความหนาเพียง 3.4 มม. เท่านั้น กลไกนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2022 โดยใช้กรง (cage) ที่ทำจากไทเทเนียมและขับเคลื่อนด้วยระบบขอบนอก (peripheral drive) เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้มั่นใจได้ในความเที่ยงตรงแม่นยำ ในขณะที่ยังคงความสง่างามเมื่ออยู่บนข้อมือ

รหัส 11.59 By Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon 38mm หน้าปัดหินมาลาไคต์สีเขียว
รหัส 11.59 โดย Audemars Piguet Selfwinding Flying Tourbillon 38 มม. ทำงานบนกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 2968

การเลือกใช้ตัวเรือนทองคำยังช่วยเสริมเสน่ห์ของหน้าปัดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยใช้ไวท์โกลด์สำหรับหน้าปัดรากทับทิม พิงค์โกลด์สำหรับโซดาไลท์ และเยลโลว์โกลด์สำหรับมาลาไคท์ พื้นผิวแบบขัดด้านและขัดเงาช่วยเล่นกับแสงได้อย่างสวยงาม เข้ากันกับสายหนังจระเข้สีเดียวกัน (และยังมีสายยางเคลือบให้เลือก) ซึ่งช่วยเติมเต็มเรื่องราวของสีสันที่โดดเด่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือความกลมกลืนที่น่าทึ่งระหว่างวัสดุ สีสัน และกลไกภายใน

การที่ Audemars Piguet มุ่งมั่นพัฒนาให้กลไกมีขนาดเล็กลงและซับซ้อนยิ่งขึ้นนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานนวัตกรรมทางเทคนิคให้กับแบรนด์มาโดยตลอด ตั้งแต่นาฬิกาพกไปจนถึงนาฬิกาข้อมือแบบบางพิเศษ

ปัจจุบันนี้ นาฬิการุ่น Code 11.59 ขนาด 38 มม. ก็ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์นี้ต่อไป ด้วยการนำเสนอกลไกที่ซับซ้อนในขนาดที่แสดงให้เห็นว่า การย่อส่วนไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่แท้จริง

รายละเอียดทางเทคนิค
Audemars Piguet Code 11.59 Selfwinding Flying Tourbillon 38mm
  • รหัสอ้างอิง: 26665OR.OO.D349CR.01 / 26665BC.OO.D632CR.01 / 26665BA.OO.D412CR.01
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 2968 สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที พร้อมกลไก Flying Tourbillon
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. x 9.6 มม. มีให้เลือกทั้งแบบพิงค์โกลด์ ไวท์โกลด์ และเยลโลว์โกลด์ กันน้ำลึก 30 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดหินโซดาไลท์สีน้ำเงิน หินรากทับทิม และหินมาลาไคท์สีเขียว
  • สาย: สายหนังจระเข้สีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว พร้อมตัวล็อกแบบพับได้
  • การวางจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดแบบละ 150 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก คุณ “ปิ๊ง ชญาภา จูตระกูล” กรรมการชาวไทยคนแรกใน Grand Prix de la Haute Joaillerie
GMT Watch Maison ผนึกกำลัง Delugs สร้างปรากฏการณ์ Custom Strap ให้คุณนิยามนาฬิกาเรือนโปรดในแบบที่เป็นตัวเอง
บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ

Vacheron Constantin ครบรอบ 270 ปี: Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time

0

Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 270 ปีด้วยผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานศิลปะชั้นสูง กลไกซับซ้อน และการแสดงผลแบบย้อนกลับ ผลิตเพียง 20 เรือน

ผลงานชิ้นเอกที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 270 ปี ผสมผสานศิลปะชั้นสูง (métiers d’art), กลไกแสดงปฏิทินดาราศาสตร์ (celestial complications) และการแสดงผลแบบย้อนกลับ (retrograde displays) โดยผลิตเพียง 20 เรือนเท่านั้น

สรุป
  • Vacheron Constantin ฉลองครบรอบ 270 ปีด้วยผลงานรุ่น Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time ที่ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือน
  • นาฬิการุ่นนี้ใช้กลไกใหม่ Calibre 3670 ที่มีชิ้นส่วน 512 ชิ้น และอยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร 4 รายการ โดดเด่นด้วยการแสดงผลชั่วโมงและนาทีแบบย้อนกลับ (dual retrograde) และการแสดงข้างขึ้นข้างแรมแบบทรงกลม
  • หน้าปัดด้านหน้ามีรูปปั้นไทเทเนียมสีทองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหุ่นยนต์นักดาราศาสตร์ พร้อมการแสดงเวลาแบบย้อนกลับและพลังงานสำรอง โดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเจนีวาในปี 1755
  • ส่วนหน้าปัดด้านหลังแสดงแผนที่ท้องฟ้าแบบ sidereal sky chart ที่มีความแม่นยำสูงมาก โดยคลาดเคลื่อนเพียง 1 วันในทุกๆ 9,130 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกการแสดงปฏิทินดาราศาสตร์ของ Vacheron ได้เป็นอย่างดี

Vacheron Constantin ครบรอบ 270 ปี

เพื่อฉลองครบรอบ 270 ปี Vacheron Constantin ได้เปิดตัวนาฬิกาหลายรุ่น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะผ่านไปเกือบสามศตวรรษ แต่แบรนด์นี้ยังคงเป็นผู้นำด้านความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและศิลปะชั้นสูง

หากคุณคือหนึ่งใน 20 คนผู้โชคดีที่จะได้ครอบครองนาฬิการุ่น Metiers D’Art Tribute to the Quest of Time ที่เปรียบได้กับผลงานระดับรางวัลออสการ์ เราจินตนาการได้ว่าสุนทรพจน์ในการรับมอบคงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่างแน่นอน นาฬิกาเรือนทองสุดอลังการที่มาพร้อมกับกลไกซับซ้อนนี้ โดดเด่นด้วยรูปปั้นทองคำที่ตั้งอยู่บนฉากหลังท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมรดกทางศิลปะและความเป็นเลิศทางกลไกของแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

นาฬิการุ่นนี้ยังนำเอาเอกลักษณ์อันโด่งดังสองประการของ Vacheron Constantin ได้แก่ กลไกการแสดงปฏิทินดาราศาสตร์ (celestial complications) และ การแสดงผลแบบย้อนกลับ (retrograde displays) มาเป็นหัวใจสำคัญของเรือนเวลาอันน่าจดจำนี้ นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความเคารพต่อนาฬิกาดาราศาสตร์รุ่น La Quête du Temps ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวานนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 270 ปี โดยนำเอาความงดงามทางกลไกมาตีความใหม่ในรูปแบบที่สวมใส่ได้

กลไกหัวใจหลัก Calibre 3670

หัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้คือ Calibre 3670 ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือ ประกอบด้วยชิ้นส่วน 512 ชิ้น ได้รับการรับรองคุณภาพด้วยตรา Poinçon de Genève และอยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตรถึง 4 รายการ

นวัตกรรมที่น่าสนใจของกลไกนี้ประกอบด้วยระบบควบคุมสำหรับการแสดงผลแบบย้อนกลับ เพื่อให้ชั่วโมงและนาทีแบบย้อนกลับ (bi-retrograde) สามารถดีดกลับพร้อมกันได้อย่างแม่นยำเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน นอกจากนี้ยังมีระบบแสดงพลังงานสำรองแบบคู่ (sequential double power reserve display) ที่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 6 วัน และสุดท้ายคือการแสดงข้างขึ้นข้างแรมแบบทรงกลม (spherical moon phase) ซึ่งไม่ได้แสดงข้างขึ้นข้างแรมเพียงอย่างเดียว ยังแสดงอายุของดวงจันทร์ได้อย่างแม่นยำ และสามารถปรับตั้งได้ทุกเมื่อโดยไม่เป็นอันตรายต่อกลไกอีกด้วย

ภาพแสดงการประกอบกลไกข้างขึ้นข้างแรมแบบทรงกลม ซึ่งผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต เพื่อแสดงทั้งข้างขึ้นข้างแรมและอายุของดวงจันทร์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และยังสามารถปรับตั้งได้ตลอดเวลาโดยไม่มีความเสี่ยงต่อกลไก
Calibre 3670 มุมมองด้านหน้า: แสดงให้เห็นชุดฟันเฟือง (gear train) การแกะสลัก และการตกแต่งกลไกของ Vacheron Constantin ที่ใช้ในนาฬิการุ่น Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time
Calibre 3670 มุมมองด้านหลัง: แสดงให้เห็นกลไกควบคุมการทำงานแบบย้อนกลับ (retrograde control mechanisms) ตัวควบคุม (governor) และระบบข้างขึ้นข้างแรมแบบทรงกลม (spherical moon phase system) ที่ใช้ในนาฬิการุ่น Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time

กลไกของนาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยความถี่สูงที่ 5 Hz ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติสำหรับกลไกซับซ้อน (grand complications) การแสดงเวลาแบบย้อนกลับ ‘dual-mode’ ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะแสดงผลตลอดเวลาหรือตามการสั่งงานนั้น ต้องใช้แรงบิดสูงจากตลับลาน และการผสมผสานระหว่างการสำรองพลังงานที่ยาวนานกับความถี่ที่สูงจะช่วยลดผลกระทบต่อความกว้างของวงสวิง (amplitude) ที่เกิดจากการแสดงเวลา

การผสานกันระหว่างพลังงานและอิสระในการทำงานนี้เองที่ทำให้เกิดการแสดงผลแบบย้อนกลับในโหมด ‘dual-mode’ นาฬิกาสามารถทำงานใน โหมด ‘active’ โดยเข็มจะแสดงเวลาอย่างต่อเนื่อง หรือ โหมด ‘standby’ ที่เวลาจะปรากฏขึ้นเมื่อมีการกดปุ่มเท่านั้น ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานในขณะที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง

หน้าปัดด้านหน้า

ผลงานชิ้นเอกนี้ผสมผสานศิลปะ métiers d’art แบบดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว หน้าปัดด้านหน้าเป็นฉากที่โดดเด่นด้วยรูปปั้นไทเทเนียมสีทอง ซึ่งเปรียบเสมือนทายาททางกลไกของหุ่นยนต์นักดาราศาสตร์ (Astronomer automaton) จากนาฬิกา La Quête du Temps

รูปปั้นนี้กำลังยกแขนขึ้นเหนือส่วนโค้งคู่ โดยแขนซ้ายแสดงชั่วโมงและแขนขวาแสดงนาที บริเวณเท้ามีการแสดงพลังงานสำรองแบบย้อนกลับคู่ เหนือศีรษะมีรูปแกะสลักดวงจันทร์บนไทเทเนียม ด้านหนึ่งเคลือบด้วย PVD สีทอง และอีกด้านเป็นสีน้ำเงินเข้ม ฉากหลังของรูปปั้นคือท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเจนีวาในวันที่ 17 กันยายน 1755 ซึ่งเป็นวันก่อตั้ง Vacheron Constantin

พื้นผิวของรูปปั้นได้มาจากการพ่นทรายบนไทเทเนียมหลังจากผ่านการเคลือบ PVD ทองคำ 3N ชั้นหน้าปัดแซฟไฟร์ถูกเคลือบด้วยโลหะเพื่อให้ได้สีที่มีมิติ ส่วนหลักชั่วโมงและส่วนโค้งที่ใช้แสดงเวลาทำจากไวท์โกลด์และทองคำ ทุกองค์ประกอบได้รับการตกแต่งด้วยมือ ตั้งแต่การแกะสลักดวงจันทร์ไปจนถึงการขัดลายแบบซาตินบนสะพานกลไก (movement bridges)

ภาพแสดงการประกอบหน้าปัด: ภาพแสดงการนำองค์ประกอบต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ แผ่นหน้าปัดที่จำลองท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเจนีวาในปี 1755, แผ่นแซฟไฟร์ และหลักชั่วโมงที่ติดตั้งเข้าด้วยกันใต้รูปปั้นสีทอง
รูปปั้นไทเทเนียมสีทอง: รูปปั้นนี้โดดเด่นบนหน้าปัด พร้อมเข็มชั่วโมงและนาทีแบบย้อนกลับที่กวาดไปบนส่วนโค้งคู่ และเหนือศีรษะคือการแสดงข้างขึ้นข้างแรมที่แกะสลักด้วยมือ

หน้าปัดด้านหลัง ท้องฟ้าที่แม่นยำ

เมื่อพลิกนาฬิกามาอีกด้าน หน้าปัดที่สองจะเผยให้เห็นความแม่นยำทางดาราศาสตร์อย่างน่าทึ่ง แผนที่ท้องฟ้าแบบ sidereal sky chart จะหมุนไปแบบเรียลไทม์เพื่อติดตามกลุ่มดาวต่างๆ ด้วยความแม่นยำที่คลาดเคลื่อนเพียง 1 วัน ในทุกๆ 9,130 ปี

นี่คือความสำเร็จที่น่าทึ่ง ซึ่งตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Vacheron Constantin ในด้านการผลิตนาฬิกาดาราศาสตร์ ตั้งแต่นาฬิกาพกทางดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงรุ่น Les Cabinotiers Celestia Astronomical Grand Complication ในปี 2017

หน้าปัดด้านหลัง: แผนที่ท้องฟ้าแบบ sidereal sky chart ที่มีความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนเพียง 1 วัน ในทุกๆ 9,130 ปี ซึ่งเป็นการสืบทอดมรดกทางดาราศาสตร์ของ Vacheron Constantin ที่มีมาอย่างยาวนาน

หน้าปัดด้านหลัง

ฝาหลังทำจากกระจกแซฟไฟร์ที่แกะสลักด้วยเลเซอร์และเคลือบโลหะ โดยมีกลุ่มดาว เดือน และสัญลักษณ์ต่างๆ พิมพ์ด้วยสีทองและสีอื่น ๆ ผ่านแผ่นแซฟไฟร์นี้ ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นกลไกที่ถูกตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève แบบวงกลม ซึ่งช่วยลดแสงสะท้อนและทำให้อ่านแผนที่ท้องฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนบนสะพานกลไก (bridge) มีการแกะสลักสัญลักษณ์เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 270 ปีเอาไว้ด้วย

Tribute to the Quest of Time

นาฬิการุ่น Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time เป็นการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ด้านดาราศาสตร์และการแสดงผลแบบย้อนกลับของ Vacheron Constantin อย่างแท้จริง

เราสามารถเห็นถึงมรดกจากนาฬิกาพกรุ่น Bras en l’Air ในปี 1930 ซึ่งยกแขนขึ้นเพื่อแสดงเวลาตามการสั่งงานได้ในรูปปั้นสีทองบนหน้าปัดนาฬิการุ่นใหม่นี้ นอกจากนี้เมื่อมองย้อนกลับไปที่นาฬิการุ่น Mercator ในทศวรรษ 1990 หรือรุ่น Patrimony Bi-Retrograde ในปี 2007 ก็จะเห็นได้ถึงสายธารความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับผลงานชิ้นเอกรุ่น Métiers d’Art เรือนใหม่นี้ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งในด้านความต่อเนื่องของแบรนด์ ที่สร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยมในทุกศตวรรษ ผ่านยุคสมัยนับไม่ถ้วน และตอบสนองรสนิยมที่หลากหลายของผู้คนในแต่ละยุคสมัยและวัฒนธรรม

การขึ้นรูปรูปปั้นสีทองด้วยมือ: ภาพแสดงงาน métiers d’art ที่ต้องใช้ความประณีตขั้นสูงสุด ซึ่งสะท้อนถึงประเพณีงานฝีมือของ Vacheron Constantin ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ

การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป

นาฬิการุ่นนี้จะผลิตเพียง 20 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนขนาด 43 มม. หนา 13.58 มม. ทำให้สามารถสวมใส่ได้ง่ายกว่าที่เทคนิคอันซับซ้อนภายในจะบ่งบอกได้ นี่คือของสะสมที่แท้จริง ซึ่งคำพูดของ François Constantin ในปี 1819 ได้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า “การแสวงหา” นั้นมีความหมายอย่างไร นั่นคือคำขวัญที่ว่า “จงทำสิ่งที่ดีกว่าหากเป็นไปได้ และมันเป็นไปได้เสมอ”

ข้อมูลทางเทคนิค
Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time

กลไก :

  • Calibre 3670
  • ระบบไขลานด้วยมือ
  • ความถี่ 5 เฮิรตซ์ (36,000 VpH)
  • พลังงานสำรอง 144 ชั่วโมง (6 วัน)
  • ขนาด: 34 มม. x 7.8 มม.
  • ชิ้นส่วน 512 ชิ้น ทับทิม 55 เม็ด

การแสดงผล:

  • ชั่วโมงและนาทีแบบย้อนกลับคู่ (Double retrograde) สามารถแสดงผลต่อเนื่องหรือตามการสั่งงาน
  • ข้างขึ้นข้างแรมแบบ 3 มิติ พร้อมระบุอายุของดวงจันทร์
  • แผนที่ท้องฟ้า (Sky chart)
  • วันแบบดาราคติ (Sidereal day)
  • พลังงานสำรองแบบย้อนกลับคู่ (Double retrograde power reserve)

ตัวเรือน:

  • ไวท์โกลด์ 18K (750/1000)
  • ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มม. หนา 13.58 มม.
  • กันน้ำ 3 บาร์

หน้าปัด:

  • หน้าปัดแซฟไฟร์สองชั้น
  • รูปปั้นไทเทเนียม 3 มิติ เคลือบสีทองและผิวพ่นทราย
  • ดวงจันทร์ไทเทเนียม 3 มิติ แกะสลักด้วยมือและเคลือบ PVD

หน้าปัด:

  • คริสตัลแซฟไฟร์

หลักชั่วโมงและเข็ม:

  • แอปพลิเคชันรูปโค้ง 2 ชิ้นในทองคำ 18K พร้อมผิวขัดลายแบบ Opaline
  • หลักชั่วโมง 27 ชิ้นจากเยลโลว์โกลด์ 18K 3N

สายนาฬิกา:

  • หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มพร้อมซับในหนังจระเข้
  • เย็บด้วยมือด้วยด้ายสีทอง
  • หัวเข็มขัดแบบพับจากไวท์โกลด์ 18K
  • ได้รับการรับรองคุณภาพ Poinçon de Genève

การวางจำหน่าย:

  • วางจำหน่ายเฉพาะที่บูติกของ Vacheron Constantin เท่านั้น
  • ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก คุณ “ปิ๊ง ชญาภา จูตระกูล” กรรมการชาวไทยคนแรกใน Grand Prix de la Haute Joaillerie
GMT Watch Maison ผนึกกำลัง Delugs สร้างปรากฏการณ์ Custom Strap ให้คุณนิยามนาฬิกาเรือนโปรดในแบบที่เป็นตัวเอง
บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ

Round Triple Mystery นาฬิกาแห่งจินตนาการจาก Franck Muller ผู้ท้าทายขนบธรรมเนียม

0

เมื่อความลึกลับของกาลเวลา ได้แปรเปลี่ยนเป็นการร่ายรำอันน่าหลงใหลผ่านเรือนเวลา Round Triple Mystery จาก Franck Muller

เคยสงสัยไหมว่าถ้าเข็มนาฬิกาหายไป เวลาจะถูกบอกเล่าด้วยวิธีไหน? Franck Muller ได้ตอบคำถามนี้ด้วยจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด ผ่านผลงานชิ้นเอกล่าสุดอย่าง Round Triple Mystery ซึ่งสร้างสรรค์การแสดงเวลาในรูปแบบใหม่ที่น่าหลงใหล และยังได้รับการยอมรับในระดับโลกจากการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรติ Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ประจำปี 2025 ในสาขา Ladies’ Complication อีกด้วย

การเดินทางของเรือนเวลารุ่นนี้เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งที่ผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Franck Muller ได้สัมผัสระหว่างการเดินทาง เขาได้พบกับวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการรับรู้กาลเวลาอย่างอิสระไร้กรอบ ซึ่งความหลงใหลนี้ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์นาฬิกาใหม่ๆ ทำให้เขากลับมาพัฒนานาฬิกาที่ท้าทายขนบธรรมเนียมเดิมๆ

ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิการุ่น Mystery ที่ใช้จานหมุนเพียงแผ่นเดียวเพื่อบอกชั่วโมง จากนั้นจึงพัฒนาเป็นรุ่น Double Mystery ที่เพิ่มจานบอกนาทีเข้ามา และล่าสุดก็คือการเปิดตัว และ Round Triple Mystery ที่มาพร้อมจานหมุนถึงสามแผ่นสำหรับบอกชั่วโมง นาที และวินาที

ร่ายรำแห่งกาลเวลาบนหน้าปัดที่เปล่งประกาย

สิ่งที่ทำให้ Round Triple Mystery โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือการแสดงเวลาที่มองแวบแรกเหมือนหน้าปัดกำลังลอยเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เมื่อมองให้ลึกลงไป เราจะเห็นการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนราวกับการแสดงบัลเลต์ของจานหมุนทั้งสาม ที่ทำหน้าที่บอกเวลาอย่างไม่หยุดนิ่ง ตัวเรือนขนาด 39 มม. มีให้เลือกทั้งแบบโรสโกลด์และไวท์โกลด์ ถูกประดับด้วยเพชรจำนวนมหาศาลที่ถูกจัดเรียงเป็นเกลียวสวยงาม ซึ่งดึงดูดสายตาให้จับจ้องไปที่ตัวชี้บอกเวลารูปสามเหลี่ยมที่หมุนไปพร้อมกับจาน ราวกับเพชรแต่ละเม็ดกำลังเต้นรำไปตามเส้นทางของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลาที่ผ่านไปให้กลายเป็นการแสดงอันน่าทึ่ง

ความเบาคือหัวใจสำคัญของกลไกอันซับซ้อน

การสร้าง Round Triple Mystery ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม เพราะต้องทำให้จานทั้งสามแผ่นหมุนอย่างอิสระโดยที่ยังคงความเที่ยงตรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะการเพิ่มจานวินาทีถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ เนื่องจากความเร็วในการหมุนที่สูง ทำให้ต้องใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทีมวิศวกรจึงเลือกใช้อะลูมิเนียม ออกแบบให้เป็นโครงสร้างแบบสเกเลตันที่มีน้ำหนักรวมเพียง 0.052 กรัม ซึ่งความบางของโครงสร้างแต่ละส่วนนั้นกว้างเพียง 0.3 มม. เท่านั้น ความละเอียดอ่อนนี้ทำให้จานวินาทีหมุนได้อย่างราบรื่นโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของกลไก

นับว่าเราได้เห็น Round Triple Mystery อีกหนึ่งเรือนเวลาที่เป็นเหมือนงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ และบอกเล่าเรื่องราวของเวลาด้วยภาษาใหม่ๆ จากเดิมที่เวลาเป็นเส้นตรงที่เดินหน้าไปเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกา แต่สำหรับ Round Triple Mystery เวลาคือการร่ายรำอันสง่างามที่หมุนวนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากคำว่า “เวลาผ่านไป” ให้กลายเป็น “ช่วงเวลาที่น่าชื่นชม”

นาฬิกาเรือนนี้จึงอานเป็นบทสรุปของความเชื่อที่ว่า “ความลึกลับไม่ได้มีไว้เพื่อให้ไข แต่มีไว้เพื่อให้ชื่นชม” และถ้าหากคุณได้มีโอกาสสัมผัส Round Triple Mystery ด้วยตัวเอง แล้วสำหรับคุณจะรู้สึกอย่างไรกับการที่เวลาถูกบอกเล่าในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน?

ข้อมูลทางเทคนิค
Round Triple Mystery
  • ตัวเรือน: ทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39 มม. หนา 10.05 มม. ทำจากโรสโกลด์หรือไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 206 เม็ด (5.22 กะรัต) ด้วยมือ
  • หน้าปัด: ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 232 เม็ด (2.28 กะรัต) ด้วยมือ มีตัวแสดงเวลาเป็นรูปสามเหลี่ยม ไทรแองเกิล-คัต 3 ชิ้น (0.07 กะรัต) ทำจากเพชร มรกต ทับทิม หรือแซฟไฟร์สีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที ด้วยจานหมุนสามแผ่น
  • กลไก: ใช้กลไกอัตโนมัติ MVD 2800-TMY สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บด้วยมือ ตัวล็อกทำจากโรสโกลด์หรือไวท์โกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชร 8 เม็ด (0.06 กะรัต)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อม้าพยศโลดแล่นบนเรือนเวลา Jaeger-LeCoultre เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’
บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิการุ่น Master Ultra Thin Tourbillon Enamel พร้อมหน้าปัดใหม่สีเทาแอนทราไซต์ 

สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก คุณ “ปิ๊ง ชญาภา จูตระกูล” กรรมการชาวไทยคนแรกใน Grand Prix de la Haute Joaillerie

0

Grand Prix de la Haute Joaillerie (GPHJ) จัดขึ้นครั้งแรกที่โมนาโก

Grand Prix de la Haute Joaillerie (GPHJ) เวทีประกาศรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิลปะเครื่องประดับชั้นสูง (Haute Joaillerie) เตรียมจัดงานครั้งแรกในวันที่ 25 ตุลาคม ณ Sporting Monte-Carlo ราชรัฐโมนาโก งานนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อยกย่องความเป็นเลิศด้านเครื่องประดับชั้นสูง เชิดชูทักษะความชำนาญอันวิจิตรบรรจง และสร้างเวทีสำหรับถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมและบทบาทของศิลปะการรังสรรค์เครื่องประดับในโลกยุคใหม่

Grand Prix de la Haute Joaillerie

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งแรกนี้ มี 11 แบรนด์ชั้นนำระดับโลกยืนยันเข้าร่วม ได้แก่ Anna Hu, Boucheron, Buccellati, Bulgari, Chanel, Chopard, Dior, Dolce & Gabbana, Louis Vuitton, Messika, และ Tiffany & Co. การรวมตัวของแบรนด์เหล่านี้ตอกย้ำสถานะของ GPHJ ในฐานะเวทีระดับโลกที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่

และในงานนี้เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจาก คุณชญาภา จูตระกูล (ชญาภา จูตระกูล) ผู้ก่อตั้งบริษัท เดอะพิงค์แล็บ จำกัด และผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ไดเรคชั่นส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งเก้าท่าน คุณชญาภาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับชั้นสูงร่วมสมัยและเป็นคนไทยคนแรก และเพียงคนเดียวที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการตัดสินในงานระดับโลกครั้งนี้

Grand Prix de la Haute Joaillerie

ภายในงานจะมีการมอบรางวัล 8 สาขา ได้แก่ Grand Prix, Jury’s Special Prize, Design Prize, Heritage Prize, Savoir-Faire Prize, Gemstones Prize, Emerging Talent Prize และ Public Prize ก่อนวันงานกาลา จะมีการจัดแสดงผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซของแบรนด์ที่เข้าร่วมตามบูติกต่างๆ ทั่วเมืองโมนาโก และมีการจัดนิทรรศการพิเศษที่ Café de la Rotonde ของ Casino de Monte-Carlo นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปยังสามารถมีส่วนร่วมโหวตผลงานชิ้นโปรดเพื่อมอบรางวัล Public Prize (รางวัลขวัญใจมหาชน) ได้ทางเว็บไซต์ gphj-monaco.com และ QR Code ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

คืนวันที่ 25 ตุลาคม ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษในห้อง Salle des Étoiles อันเลื่องชื่อของ Sporting Monte-Carlo โดยมีการแสดงผลงานสร้างสรรค์บนรันเวย์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีมอบรางวัล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของค่ำคืน หลังจากนั้น งานเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อไปที่ Jimmy’z Monte-Carlo

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ
Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา
เจาะลึก CHANEL Blush Watch Capsule Collection: ศิลปะแห่งเวลาที่แต่งแต้มด้วยสีสัน

GMT Watch Maison ผนึกกำลัง Delugs สร้างปรากฏการณ์ Custom Strap ให้คุณนิยามนาฬิกาเรือนโปรดในแบบที่เป็นตัวเอง

0

GMT Watch Maison x Delugs: จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถออกแบบสายนาฬิกาด้วยตัวเองได้? 

ในโลกที่เต็มไปด้วยนาฬิการุ่นลิมิเต็ดและงานฝีมือระดับสูง การสร้างสรรค์ชิ้นงานที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริงคือความหรูหราที่ไม่อาจประเมินค่าได้ และสายนาฬิกาคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรือนเวลาของคุณมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ยิ่งถ้าสายนาฬิกาที่สามารถปรับเปลี่ยนลูกเล่นได้หลากหลาย และถอดเปลี่ยนเองได้อย่างง่ายดาย ก็จะทำให้การเปลี่ยนสายนาฬิกาเป็นเรื่องสนุกและมีความหมายขึ้นอีกมาก และในวงการของคนรักนาฬิกา การปรับแต่งที่สะท้อนตัวตนได้กลายเป็นหนึ่งในเสน่ห์สำคัญที่ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีความพิเศษ ซึ่งสายนาฬิกาคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้นาฬิกาของคุณมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

GMT Watch Maison X Delugs

GMT Watch Maison ผนึกกำลัง Delugs สร้างสรรค์งานฝีมือ

GMT Watch Maison คือศูนย์บริการดูแลนาฬิกาแบบครบวงจร ที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 3 เจนเนอเรชั่น โดยที่นี่จะมีช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมและได้รับการรับรองจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง TAG Heuer และ OMEGA และ GMT Watch Maison ได้เปิดตัวสาขาล่าสุด ณ ชั้น G, The Storeys, One Bangkok ซึ่งถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายของความหรูหรา เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้า

เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญครั้งนี้ GMT Watch Maison ได้ร่วมมือกับ Delugs แบรนด์สายนาฬิกาคุณภาพสูงจากสิงคโปร์ จัดงาน “Delugs x GMT Watch Maison: Exclusive Strap Customization” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ลูกค้าที่มาร่วมงานมีโอกาสออกแบบสายนาฬิกาในแบบที่ตัวเองต้องการ โดยสามารถเลือกวัสดุต่างๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นประเภทของหนัง สีสัน ขนาด และสีของด้าย รวมไปถึงชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ เพื่อให้ได้สายที่เข้ากับนาฬิกาเรือนโปรดอย่างลงตัว งานนี้จึงเปรียบเสมือนการนำความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาของ GMT มาผนวกเข้ากับงานฝีมืออันประณีตของ Delugs ได้อย่างลงตัว

GMT Watch Maison X Delugs

สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษคือการมาเยือนของ Kenneth Kuan ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Delugs ที่บินตรงมาเพื่อให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด นอกจาจะช่วยให้คำปรึกษาในการออกแบบ ยังแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสายหนังอย่างถูกวิธีอีกด้วย งานนี้จึงเป็นพื้นที่ให้ผู้ที่มีความหลงใหลในงานฝีมือและความประณีตได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

Delugs แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายนาฬิกา ศิลปะแห่งการปรับแต่งที่ลงตัว

สำหรับแบรนด์ Delugs นั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของนาฬิกาผ่านการเปลี่ยนสายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทางแบรนด์เชื่อว่าสายนาฬิกาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความเพลิดเพลินในการใช้นาฬิกา Delugs นำเสนอคอลเลกชันที่หลากหลาย ทั้งสายหนัง สายยาง และสายผ้า ที่ตอบโจทย์นาฬิกาทุกเรือนและทุกโอกาส ด้วยงานฝีมือที่มีคุณภาพและการออกแบบที่สร้างสรรค์ เจ้าของนาฬิกาสามารถเปลี่ยนสายได้ง่ายดายเหมือนกับการเปลี่ยนชุด

GMT Watch Maison X Delugs
GMT Watch Maison X Delugs

การจัดงานร่วมกันระหว่าง GMT Watch Maison และ Delugs ครั้งนี้นอกจากจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้ว ยังตอกย้ำถึงแนวคิดที่ว่า “นาฬิกาเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือบอกเวลา” และยังเป็นการแสดงออกถึงตัวตน รวมไปถึงรสนิยมและบุคลิกภาพที่แท้จริงของผู้สวมใส่ การปรับแต่งสายนาฬิกาจึงกลายเป็นศิลปะที่ช่วยให้นาฬิกาธรรมดาๆ กลายเป็นชิ้นงานที่มีความหมายและมีเรื่องราวเฉพาะตัว

แล้วสำหรับคุณผู้อ่านล่ะ คุณคิดว่าการออกแบบสายนาฬิกาด้วยตัวเอง ช่วยให้คุณรู้สึกใกล้ชิดกับนาฬิกาเรือนโปรดมากขึ้นหรือไม่?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิการุ่น Master Ultra Thin Tourbillon Enamel พร้อมหน้าปัดใหม่สีเทาแอนทราไซต์ 
Dennison เผยโฉมหน้าปัดหินรุ่นใหม่ในนาฬิกา Dual Time 
Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา

เมื่อม้าพยศโลดแล่นบนเรือนเวลา Jaeger-LeCoultre เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’

Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’ คอลเลกชันมิเต็ดเอดิชัน จากพู่กันจีน สู่เรือนเวลาคลาสสิก

ในโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงที่มักจะผสานรวมศิลปะและวิศวกรรมเข้าด้วยกัน น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นผลงานที่เล่าเรื่องราวได้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้อย่างไร้ที่ติ และในโอกาสที่กำลังจะมาถึงของปีนักษัตรม้า Jaeger-LeCoultre (JLC) ได้สร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งกว่าเรือนเวลา แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่คารวะต่อทั้งศิลปะ ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวนั่นก็คือ

Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’ คอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่ประกอบด้วยนาฬิกา 3 รุ่นในตัวเรือนไวทโกลด์ ซึ่งแต่ละเรือนเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Jaeger-LeCoultre กับโลกของกีฬาโปโลที่ต้องอาศัยพละกำลังของม้า พร้อมกันนั้นก็เป็นการสดุดีแก่ สวี เป่ยหง (Xu Beihong) ศิลปินจีนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นที่รู้จักจากภาพวาดม้าด้วยเทคนิคหมึกจีนที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

ความวิจิตรบรรจงบนผืนผ้าใบขนาดจิ๋ว

หัวใจของเรือนเวลาทั้งสามนี้คือการผสมผสานศิลปะ Métiers Rares™ หรือหัตถศิลป์ชั้นสูงที่หาได้ยากยิ่ง โดยช่างฝีมือของ JLC ได้ใช้เทคนิคการวาดภาพเคลือบมินิเจอร์ (enamel miniature painting) เพื่อจำลองภาพวาดม้าของสวี เป่ยหง ซึ่งเป็นภาพวาดขนาดใหญ่กว่าหนึ่งตารางเมตร ให้ลงมาอยู่บนพื้นที่เพียง 2 cm2 บนฝาหลังตัวเรือนที่หมุนได้

ความท้าทายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของขนาด แต่กลับเป็นการรักษา “พลัง” และ “ความรู้สึก” ของฝีแปรงอันหนักแน่นของศิลปินต้นฉบับ ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 80 ชั่วโมง สำหรับการวาดภาพเคลือบในแต่ละเรือน ภาพที่ถูกเลือกมานั้นมีเรื่องราวอันลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น ‘The Running Horse’ ที่ถ่ายทอดภาพม้าตัวเดียวที่วิ่งอย่างสง่างาม หรือจะเป็นภาพ ‘Two Horses’ แสดงถึงม้าสองตัวที่กำลังควบไปข้างหน้าอย่างมีพลังและกลมเกลียว และ ‘The Standing Horse’ จับภาพความสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่และศักดิ์ศรี

หน้าปัดที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน

ด้านหน้าของนาฬิกาแต่ละเรือนก็มีความพิเศษไม่แพ้กัน ด้วยเทคนิคการแกะสลักลวดลาย “กีโยเช่” (guillochage) ด้วยมือ ซึ่งเป็นลวดลายที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง ก่อนที่จะนำไปเคลือบด้วยสี “กรองด์ เฟอ” (grand feu enamel) ซึ่งเป็นการลงยาที่ต้องผ่านกระบวนการเผาในอุณหภูมิสูงหลายครั้งเพื่อให้ได้สีที่ลุ่มลึกและทนทาน สีที่เลือกใช้ยังสอดคล้องกับภาพวาดม้าที่อยู่ด้านหลัง ‘The Running Horse’ ใช้สีเขียว Evergreen Pine Green ที่สื่อถึงความมีชีวิตชีวาและความแข็งแกร่งของต้นสน ‘Two Horses’ ใช้สีน้ำเงิน และ Distant Mountain Blue ที่ชวนให้นึกถึงเงาร่างของยอดเขาในภาพวาดภูมิทัศน์จีน และ ‘The Standing Horse’ ใช้สีส้ม รวมไปถึง Crimson Dawn Orange ที่สะท้อนสีจากต้นฉบับและสื่อถึงความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ยามเช้า

สมบัติล้ำค่าและมีจำนวนจำกัด

ทั้งสามรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Calibre 822 ที่ได้รับการผลิตภายในโรงงานของ JLC เอง โดยมีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง นาฬิกาแต่ละรุ่นผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน เท่านั้น ทำให้ Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’ อาจกลายเป็นหนึ่งในของสะสมที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นการยืนยันว่างานหัตถศิลป์ชั้นสูงของ JLC ยังคงสร้างสรรค์ผลงานที่ผสมผสานความแม่นยำทางวิศวกรรมเข้ากับความงามอันไร้กาลเวลาได้อย่างน่าทึ่งเสมอมา

ข้อมูลทางเทคนิค
REVERSO TRIBUTE ENAMEL ‘XU BEIHONG’, ‘THE RUNNING HORSE’
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K (750/1000)
  • ขนาด: 45.6 x 27.4 มม. / หนา 9.73 มม.
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Jaeger-LeCoultre Calibre 822
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมงและนาที พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • หน้าปัด: ลายกิโยเช่แบบ Sunray และลงยา Grand Feu สีเขียว
  • ฝาหลัง: ลงยา Grand Feu ภาพวาดขนาดเล็ก ระดับการกันน้ำ 3 บาร์
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ ตัวล็อกสายแบบพับสองทบ สามารถเปลี่ยนได้
  • รหัสรุ่น: Q39334B3
  • รุ่นลิมิเต็ด: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน

REVERSO TRIBUTE ENAMEL ‘XU BEIHONG’, ‘TWO HORSES’

  • ตัวเรือน: ทองคำขาว 18K (750/1000)
  • ขนาด: 45.6 x 27.4 มม. / หนา 9.73 มม.
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Jaeger-LeCoultre Calibre 822
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมงและนาที
  • พลังงานสำรอง: 42 ชั่วโมง
  • หน้าปัด: ลายกิโยเช่แบบ Barley-seed และลงยา Grand Feu สีน้ำเงิน
  • ฝาหลัง: ลงยา Grand Feu ภาพวาดขนาดเล็ก ระดับการกันน้ำ 3 บาร์
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ ตัวล็อกสายแบบพับสองทบ สามารถเปลี่ยนได้
  • รหัสรุ่น: Q39334B2
  • รุ่นลิมิเต็ด: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน

REVERSO TRIBUTE ENAMEL ‘XU BEIHONG’, ‘THE STANDING HORSE’

  • ตัวเรือน: ทองคำขาว 18K (750/1000)
  • ขนาด: 45.6 x 27.4 มม. / หนา 9.73 มม.
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Jaeger-LeCoultre Calibre 822
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมงและนาที
  • พลังงานสำรอง: 42 ชั่วโมง
  • หน้าปัด: ลายกิโยเช่แบบ Herringbone และลงยา Grand Feu สีส้ม
  • ฝาหลัง: ลงยา Grand Feu ภาพวาดขนาดเล็ก ระดับการกันน้ำ 3 บาร์
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ ตัวล็อกสายแบบพับสองทบ สามารถเปลี่ยนได้
  • รหัสรุ่น: Q39334B1
  • รุ่นลิมิเต็ด: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึก CHANEL Blush Watch Capsule Collection: ศิลปะแห่งเวลาที่แต่งแต้มด้วยสีสัน
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
เปิดตัว Master Grande Tradition Calibre 985 กับ 3 เรือนใหม่สุดพิเศษ สุนทรียภาพแห่งความเที่ยงตรง

บทสนทนากับ Franz Linder ประธานบริหารผู้อยู่คู่ MIDO มากว่าสามทศวรรษ

บทสัมภาษณ์พิเศษจากงานเปิดตัว MIDO Multifort TV Chronograph

เวลากว่า 30 ปีในชีวิตคนเรานั้นนับได้ว่า กินเวลาไปกว่าค่อนชีวิต ยิ่งถ้าค่อนของชีวิตนั้นผูกพันอยู่กับการทำงานในบริษัทสักแห่งหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การทำงานได้หล่อหลอมตัวตนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างยากจะแยกขาดจากกันได้จริงๆ และดูเหมือนว่า ชีวิตของ Mr. Franz Linder ประธานบริหารแบรนด์ MIDO ก็เป็นเช่นนั้น ประสบการณ์กว่าสามทศวรรษในบริษัทนาฬิกาในเครือ Swatch Group ได้ผสานตัวตนของเขาและแบรนด์นาฬิกาอายุร่วมศตวรรษให้เป็นหนึ่งเดียว

เราได้นั่งสนทนากับเขาอย่างเป็นกันเองก่อนงานเปิดตัวนาฬิกา MIDO Multifort TV Chronograph ณ โรงแรมโฟร์ซีซัน กรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขาต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มกว้าง และเช็คแฮนด์กับเราพร้อมนาฬิกา Multifort TV Chronograph รุ่นล่าสุดบนข้อมือ

Q: เกือบทั้งชีวิตของคุณอยู่กับ MIDO มาตลอด ถ้าให้พูดถึงค่านิยมของแบรนด์ MIDO ที่กลายเป็นค่านิยมในการใช้ชีวิตของคุณเช่นกัน คุณคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องไหน 

ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องงาน อีกส่วนหนึ่งเป็นชีวิตส่วนตัว แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ทั้งสองด้านมีร่วมกันคือคุณค่าที่แท้จริง เราใส่ใจในรายละเอียดเพื่อที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดตามมาตรฐานนาฬิกาสวิส ซึ่งเป็นนาฬิกาที่มีคุณภาพและใช้งานได้ยาวนาน  

สำหรับผมแล้วนาฬิกาก็เป็นเหมือนเพื่อน เราต้องดูแลพวกเขาให้ดี และเรามีช่วงเวลาทั้งดีและร้ายร่วมกันมา ดังนั้น ผมคิดว่า ค่านิยมที่ผมมีร่วมกับแบรนด์คือการซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ทำ และแสวงหาเส้นทางใหม่ๆ ร่วมกัน

Mr. Franz Linder ประธานบริหาร MIDO

Q: Multifort TV ถือเป็นหนึ่งในนาฬิการุ่นไอคอนิกของ MIDO คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับนาฬิการุ่นนี้

มันกลายเป็นนาฬิการุ่นฮอตฮิต และอย่างที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่า MIDO เริ่มผลิตนาฬิกาตัวเรือนทรงจอโทรทัศน์ในยุค ‘70s และต่อเนื่องมาจนถึงยุคอื่นๆ จนกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของแบรนด์ไปแล้ว ต้องยอมรับว่า เป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเป็นโมเดลไอคอนิกของเรา คนส่วนใหญ่ตั้งชื่อเล่นให้กับนาฬิการุ่นนี้ว่านาฬิกา ‘MIDO TV’

Q: ในตอนนี้นาฬิกา ‘MIDO TV’ ได้อัพเกรดในเวอร์ชันนาฬิกาโครโนกราฟแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

ใช่ครับ ครั้งนี้เรามาในรูปแบบนาฬิกาโครโนกราฟ 3 สไตล์ด้วยกัน ก่อนหน้านี้เราเวอร์ชัน Multifort Big Date และเวอร์ชันเรือนขนาดเพรียวบางมาในตัวเรือนขนาด 35 มม. บรรจุกลไกขนาดบางมากๆ และในตอนนี้เราขอนำเสนอนาฬิกาโครโนกราฟ เพราะเราเชื่อว่า รูปทรงของตัวเรือน Multifort นั้น เหมาะสำหรับกลไกโครโนกราฟมากๆ ซึ่งเราออกมาทั้งหมด 3 สเปเชียลเอดิชันด้วยกัน สิ่งที่ทำให้ให้มันพิเศษคือ ทั้งหมดมาในสายโลหะ และเรายังมีตัวเลือกสายหนังหรือสายผ้า ซึ่งมาพร้อมระบบ quick-change ที่ทำให้เปลี่ยนสายได้ง่าย  

Q: ขนาดตัวเรือนของ Multifort TV Chronograph ที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็นขนาด 42 มม. ถือว่าเป็นโมเดล Multifort ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหรือไม่

เราไม่เคยคิดว่า จะต้องผลิตตัวเรือนขนาดเท่าไร แต่เราเชื่อว่า นี่เป็นขนาดที่เหมาะสำหรับบรรจุกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชันโครโนกราฟ และเราไม่ได้มุ่งเน้นว่า จะต้องผลิตนาฬิกาขนาดใหญ่หรือเล็ก แต่เราอยากผลิตนาฬิกาที่เหมาะสำหรับข้อมือของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งคาลิเบอร์ 60 เป็นคาลิเบอร์ที่เราใช้ในนาฬิกาโครโนกราฟของเราอยู่แล้ว มันมอบพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง และมีนิวาครอง™บาลานซ์สปริง ดังนั้น จึงมอบความเที่ยงตรงสูง และทรงพลังมากๆ แต่ยังคงความบางได้อยู่  

Q: สำหรับนาฬิกา Multifort TV Chronograph แล้วคุณมีฟังก์ชันไหน หรือส่วนไหนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษไหม

สำหรับตัวผมเองแล้ว ผมใช้งานฟังก์ชันโครโนกราฟสำหรับจับเวลาในชีวิตประจำวันอย่างเวลาเล่นกีฬา โดยเฉพาะเวลาต้มไข่สำหรับมื้อเช้าในวันอาทิตย์ ผมมักจะใช้ฟังก์ชันนี้จับเวลาเป็นประจำ (หัวเราะ) แล้วต้องบอกว่า มันใช้จับเวลาได้เป๊ะมากครับ

Q: เรายังสังเกตว่า รูปแบบการจัดวางหน้าต่างแสดงวันที่ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เฉพาะตัวพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลังเลย์เอาต์ในลักษณะนี้
อันที่จริงแล้วเหตุผลของมันเรียบง่ายมากครับ เพราะพื้นที่ส่วนอื่นๆ บนหน้าปัดค่อนข้างจะแน่นแล้ว เราต้องหาพื้นที่วางหน้าต่างวันที่ในตำแหน่งที่ไม่รบกวนฟังก์ชันอื่นๆ ไม่ทำให้การอ่านค่าฟังก์ชันโครโนกราฟทำได้ยาก ซึ่งการวางหน้าต่างวันที่ในตำแหน่ง 4 นาฬิกานั้นก็ยังเอื้อในการอ่านค่าวันที่ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

Q: คุณคาดหวังเสียงตอบรับแบบไหนจากแฟนๆ Multifort TV สำหรับรุ่นใหม่ในครั้งนี้

อันดับแรกเลยต้องบอกว่า เราภูมิใจมากๆ ในตัวโมเดลนี้ ทั้งผิวสัมผัส รายละเอียดบนหน้าปัดที่มีการไล่เฉดสี และเท็กซ์เจอร์ของมันมีเสน่ห์มากๆ มันเหมือนกับว่า หน้าปัดเป็นตัวเปลี่ยนโฉมหน้ารุ่นนี้ไปโดยสิ้นเชิง และด้วยความที่เราไม่ได้มีนาฬิกาโครโนกราฟในคอลเลกชันของเรามากนัก จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะนำเสนอโมเดลทีวีในรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น และเราเชื่อมั่นในศักยภาพของ Multifort TV Chonograph และหวังว่านักสะสมผู้เป็นแฟนตัวจริงของ MIDO จะชื่นชอบในสิ่งที่เราทำ

Q: มันน่าจะเป็น Multifort รุ่นที่เท่ที่สุดเลย

ผมว่า มันแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนมากกว่าครับ แต่ผมได้ลองใส่นาฬิการุ่นนี้มาสองอาทิตย์ติดกันแล้ว ต้องบอกเวลาว่า ผมชอบเวลาที่มองดูนาฬิกาบนข้อมือมากครับ

Q: สุดท้ายแล้วเราคิดว่า ปี 2025 นี้เป็นปีที่ค่อนข้างยากลำบากสำหรับทุกคน ทุกวงการ ส่วนตัวแล้วคุณมองว่า ความท้าทายของ MIDO ที่ต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ในปีนี้คืออะไร

ปีนี้ผมทำงานที่ MIDO เป็นปีที่ 30 แล้ว ต้องบอกว่าผมผ่านประสบการณ์มาหลากหลายรูปแบบ สิ่งที่สำคัญคือการมีสติเพื่อให้ก้าวผ่านอุปสรรคความท้าทายต่างๆ ไปให้ได้ และต้องมองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ การมุ่งมั่งผลิตนาฬิกาคุณภาพสูงต่อไป  เพื่อให้ลูกค้าของเรามั่นใจได้ว่า เขาได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในระยะยาว   

สภาพเศรษฐกิจย่อมมีขาขึ้นขาลงเป็นธรรมดา แต่คุณค่าของแบรนด์ที่มีมากว่าร้อยปีนั้นยังคงเป็นภารกิจหลักของเราในการรักษาสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไปครับ 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :

MIDO Multifort 8 Two Crowns

Oris เปิดตัวสองนาฬิกาใหม่สุดล้ำและการร่วมมือกับ Bamford

Patrick Mahomes เข้าร่วมกับ Hublot ตำนานควอเตอร์แบ็กสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา


Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา

0

เมื่อตำนานแห่งเรือนเวลาถูกจารึกในหน้าหนังสือ สัมผัสประวัติศาสตร์นาฬิกาจาก Oyster Perpetual

เราทุกคนต่างเคยสงสัยใช่ไหมว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรือนเวลาจากผู้ผลิตอย่าง Rolex ก้าวข้ามกาลเวลาและกลายเป็นตำนานแห่งความสำเร็จ บทสรุปของคำตอบอาจซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มล่าสุดที่กำลังจะถูกเปิดเผยให้โลกได้รับรู้

ในโลกที่การบอกเวลาเป็นเพียงแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน หนังสือเล่มล่าสุดของ Rolex ที่เกิดจากการร่วมมือกับ Wallpaper* ในชื่อ Oyster Perpetual Datejust – A Watch that Made History นอกเหนือจากการบันทึกประวัติศาสตร์ นี่คือการสืบค้นรากฐานแห่งนวัตกรรมและวิสัยทัศน์ที่หล่อหลอมให้เรือนเวลานี้เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา หากแต่คือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้

หนังสือความยาว 224 หน้าเล่มนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวอันเข้มข้นโดย Nicholas Foulkes นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาผู้คร่ำหวอดในวงการ ซึ่งได้เจาะลึกถึงเบื้องหลังการรังสรรค์เรือนเวลาที่เป็นดั่งประวัติศาสตร์มีชีวิต Datejust คือเรือนเวลาโครโนมิเตอร์ข้อมือแบบไขลานอัตโนมัติกันน้ำเรือนแรกของแบรนด์ ที่มาพร้อมกับหน้าต่างแสดงวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา และยังคงเป็นนาฬิกาที่ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex เคยกล่าวไว้ว่า “รวบรวมทุกความก้าวหน้าทางนวัตกรรมไว้ในเรือนเดียว”

ความละเอียดลออของหนังสือเล่มนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเพิ่มเลนส์ Cyclops ในปี 1953 ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ดีไซน์ของ Datejust สมบูรณ์แบบและเป็นที่จดจำไปทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้อ่านจะได้สัมผัสกับภาพถ่ายใหม่ที่ไม่เคยมีการเผยแพร่มาก่อนจากคลังข้อมูลของ Rolex รวมถึงเรื่องราวจาก Testimonees หรือบุคคลสำคัญที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันกับเรือนเวลาเรือนนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานลำดับที่สองในชุดหนังสือที่สำรวจประวัติศาสตร์ของนาฬิการะดับไอคอนของ Rolex ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการถ่ายทอดความรู้และความสำเร็จให้เป็นที่ประจักษ์ และในมุมมองของ Bill Prince บรรณาธิการบริหารของ Wallpaper* หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาได้สัมผัสกับ “ความสำเร็จทางเทคนิคและความประทับใจที่ไม่รู้ลืม” ของ Datejust

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง คุณเชื่อหรือไม่ว่าเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าผ่านชิ้นส่วนโลหะและกลไกเล็กๆ เหล่านี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้มากกว่าที่เคยสัมผัส? หากคำตอบคือใช่ หนังสือเล่มนี้จะนำพาคุณไปค้นหาว่าทำไม Datejust จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าปรัชญา “Perpetual” หรือความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันสิ้นสุดของ Rolex ยังคงขับเคลื่อนให้โลกแห่งเรือนเวลาเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

ปรากฏการณ์ครั้งแรกในไทย Revolution ร่วมกับ Siam Paragon เปิดเวทีเสวนากับสุดยอดผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาระดับโลก

Revolution ขอชวนผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 

พบกับ “Exclusive Symposium” ที่รวบรวมสุดยอดผู้บริหารและนักออกแบบจากแบรนด์นาฬิการะดับโลก มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวเบื้องลึกที่หาฟังที่ไหนไม่ได้

ในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์และผู้นำการขับเคลื่อนวงการนาฬิกา Revolution ภูมิใจเสนอ Exclusive Symposium สุดยิ่งใหญ่ ณ งาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 และนี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เวทีการเสวนาจะรวมเอาสุดยอดผู้นำและผู้สร้างสรรค์จากแบรนด์นาฬิการะดับโลก มารวมตัวกันเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องลึกและวิสัยทัศน์แห่งอนาคตโดยเฉพาะ

เราเชื่อมั่นว่าทุกเรือนเวลาคือศิลปะ นวัตกรรม และมรดกที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และนี่คือโอกาสสำคัญที่คุณจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่ไม่เคยมีมาก่อน สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และรับฟังความรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงตลอดสองวันเต็ม โดยทุกการเสวนาจะถูกนำโดย คุณ Wei Koh (Founder & CEO) ของ Revolution เอง

วันอังคารที่ 23 กันยายน 2568: The Legacy of Innovation

การเดินทางจะเริ่มต้นขึ้นด้วยเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของสองแบรนด์ระดับตำนานที่นิยาม ‘เวลา’ ในแบบของตัวเอง

  • 14:30 – 14:45 น.: Opening Symposium โดย Revolution and Revolution Thailand
  • 14:45 – 15:30 น.: Symposium #1 Piaget and Panerai ในหัวข้อ “Shaping of Time”
    • ดำเนินรายการโดย: คุณ Wei Koh (Founder & CEO, Revolution)
    • ผู้ร่วมเสวนา: คุณ Emmanuelle Kouakou (Managing Director, Piaget Southeast Asia and Oceania) และคุณ Lesley Co (Managing Director, Panerai Southeast Asia and Oceania)
  • 16:00 – 16:45 น.: Symposium #2 Franck Muller ในหัวข้อ “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking”
    • ดำเนินรายการโดย: คุณ Wei Koh (Founder & CEO, Revolution)
    • ผู้ร่วมเสวนา: คุณ Nicolas Rudaz (CEO, Franck Muller)
Wei Koh (Founder & CEO, Revolution)
Managing Director, Piaget Southeast Asia and Oceania
Managing Director, Panerai Southeast Asia and Oceania
CEO, Franck Muller

วันพุธที่ 24 กันยายน 2568: The Future of Horology

ในวันที่สอง เราจะเจาะลึกไปในโลกของนาฬิกาอิสระที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมทำความเข้าใจความเร็วและนวัตกรรมจากหนึ่งในผู้บุกเบิกแห่งวงการ

  • 14:00 – 14:45 น.: Symposium #3 Independent Brands (SHH, Bovet and Czapek) ในหัวข้อ “The Evolution of Product Development”
    • ดำเนินรายการโดย: คุณ Wei Koh (Founder & CEO, Revolution)
    • ผู้ร่วมเสวนา: คุณ Ong Ban (CEO, SHH / Pendulum), คุณ Xavier de Roquemaurel (CEO, Czapek) และคุณ Pascal Raffy (Owner, Bovet)
  • 16:00 – 16:45 น.: Symposium #4 IWC Schaffhausen ในหัวข้อ “The Aesthetics of Speed and Altitude”
    • ดำเนินรายการโดย: คุณ Wei Koh (Founder & CEO, Revolution)
    • ผู้ร่วมเสวนา: คุณ Christian Knoop (Chief Design Officer, IWC Schaffhausen) และคุณพีระพล ภูสิริ (นักสะสมนาฬิกา)
Wei Koh (Founder & CEO, Revolution)
Christian Knoop (Chief Design Officer, IWC Schaffhausen)
Ong Ban (CEO, SHH / Pendulum)
คุณพีระพล ภูสิริ (นักสะสมนาฬิกา)
Xavier de Roquemaurel (CEO, Czapek)
Pascal Raffy (Owner, Bovet)

การประชุมสัมมนานี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม และจะมีการบันทึกภาพผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Revolution ด้วย และเนื่องจากที่นั่งมีจำนวนจำกัด
หากท่านต้องการเข้าร่วมการเสวนาด้วยตนเอง กรุณาลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่นี่ (RSVP) อย่าพลาดโอกาสสำคัญที่จะได้เข้าถึงเบื้องหลังและวิสัยทัศน์ของผู้สร้างสรรค์ระดับโลก แล้วพบกันที่งาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025

เจาะลึก CHANEL Blush Watch Capsule Collection: ศิลปะแห่งเวลาที่แต่งแต้มด้วยสีสัน

CHANEL Blush Watch Collection เมื่อความงามและเวลาหลอมรวมเป็นหนึ่ง

ในปี 2025 นี้ CHANEL ได้เปิดตัวคอลเลกชันนาฬิกาใหม่ที่บอกเลยว่าไม่เหมือนใคร เพราะเขาเอาไอเดียจาก “เครื่องสำอาง” ของตัวเองมาใช้ ชื่อคอลเลกชันคือ CHANEL Blush Watch Capsule Collection ซึ่งมีพลังความสดใสและกล้าหาญแบบสุดๆ เพราะได้แรงบันดาลใจเต็มๆ จากพาเลตต์สีสันและเท็กซ์เจอร์ต่างๆ ในโลกของ CHANEL Beauty

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีก่อน Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับวงการน้ำหอมและเครื่องสำอางมาแล้ว ด้วยการเปิดตัวน้ำหอม N°5 และเครื่องสำอางที่ดูหรูหรามากๆ ตลับสีดำที่เรียบง่ายแต่ข้างในมีสีสันสดใส นี่คือความลงตัวที่น่าสนใจระหว่างสีดำและความสดใสที่ Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ CHANEL ตัดสินใจเอามาใช้กับนาฬิกาของเขา

“ภาษาของเครื่องสำอาง CHANEL นั้นน่าหลงใหลและมีพลังสร้างสรรค์มาก” เขากล่าว “ผมชอบความสง่างามของมัน ทั้งดีไซน์ที่ดูดี และสีดำที่ทำให้สีอื่นๆ อย่างสีแดงเข้มหรือสีชมพูอ่อนดูมีมิติมากขึ้น” เขามองว่าเครื่องสำอางก็เหมือนงานศิลปะที่ต้องใช้การจัดวางอย่างตั้งใจ เขาจึงคิดว่า “ทำไมเราไม่ ‘แต่งหน้า’ ให้กับเวลา เพื่อให้มันสวยขึ้นล่ะ?” และไอเดียนี้ก็กลายเป็นหัวใจของคอลเลกชันนี้ในที่สุด

คอลเลกชันนี้ได้ดึงพลังของสีสันมาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง ช่างฝีมือของ CHANEL ได้ใช้เทคนิคชั้นสูงหลายอย่างเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาแต่ละเรือนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการลงยาแบบพิเศษ การพิมพ์ลายบนหน้าปัดที่ดูเหมือนเม็ดสีของอายแชโดว์ หรือการสาดสีแบบศิลปะ Pop Art ที่ดูสนุกๆ ทำให้สีสันบนนาฬิกาแต่ละเรือนนั้นนอกจากแค่การระบายสีแล้ว ยังกลายเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

ด้วยความประณีตของช่างฝีมือแต่ละคน ทำให้แต่ละเรือนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน และยังเป็นการยกระดับสิ่งที่เคยเป็นแค่เครื่องสำอาง ให้กลายเป็นเครื่องประดับที่สวยงามและคลาสสิกเหนือกาลเวลาจริงๆ

หลังจากได้รู้จักกับที่มาของคอลเลกชัน CHANEL Blush Watch Capsule ที่ได้แรงบันดาลใจจากความงามและสีสันของเครื่องสำอางกันไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะมาเจาะลึกความพิเศษของแต่ละเรือนกันบ้าง และเรือนแรกที่จะพาไปทำความรู้จักก็คือ J12 นาฬิกาที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ CHANEL

J12 BLUSH Caliber 12.1 38 MM

เรือนนี้เป็นนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่โดดเด่นด้วยการเล่นสีไล่ระดับจากชมพูไปแดง ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่า “Camaieu” โดยสีสันเหล่านี้ถูกนำมาใช้บนขอบหน้าปัดและหลักชั่วโมง ทำให้ J12 เรือนนี้มีความหรูหราและมีพลังอย่างมาก เพราะเป็นความคอนทราสต์ที่ลงตัวระหว่างตัวเรือนเซรามิกสีดำสนิท กับสีชมพู-แดงที่ดูนุ่มนวลแต่ก็ชัดเจน

นอกจากความสวยงามแล้ว ยังมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ตัวเรือนขนาด 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 12.1 ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตโดยโรงงานของ CHANEL เอง (Manufacture Movement) แถมยังผ่านการรับรองมาตรฐานโครโนมิเตอร์ COSC (Swiss Official Chronometer Testing Institute) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง

รายละเอียดเด่นๆ ของเรือนนี้:

  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำที่มีความทนทานสูง
  • ขอบหน้าปัด: หมุนได้ทางเดียว มีวงแหวนแซฟไฟร์สีดำเคลือบเงาพร้อมตัวเลขบอกเวลาในเฉดสีชมพู-แดง
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ และมีหลักชั่วโมงในเฉดสีชมพู-แดง
  • กลไก: Caliber 12.1 แบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding)
  • พลังงานสำรอง: สูงถึง 70 ชั่วโมง การกันน้ำลึก 200 เมตร
  • สายนาฬิกา: เซรามิกสีดำ พร้อมตัวล็อกแบบพับ 3 ทบทำจากสตีล

ต่อจาก J12 BLUSH ขนาด 38 มม. ก็มาถึงคู่หูของมันที่มีขนาดเล็กลงมา เพื่อให้เหมาะกับข้อมือที่เรียวเล็กขึ้น แต่ยังคงความโดดเด่นและพลังแห่งสีสันไว้ไม่ต่างกัน

J12 BLUSH Caliber 12.2 33 MM

นาฬิการุ่นนี้คือ J12 ในขนาดที่เล็กลงมาที่ 33 มม. แต่ดีไซน์และจุดเด่นยังคงเหมือนกับรุ่น 38 มม. ทุกประการ นั่นคือการใช้เทคนิค “Camaieu” ไล่ระดับสีจากชมพูไปแดงบนขอบหน้าปัดและหลักชั่วโมง ตัดกับตัวเรือนและสายเซรามิกสีดำเข้ม ทำให้ดูมีเอกลักษณ์และทันสมัยไม่แพ้กัน

แม้ตัวเรือนจะเล็กกว่า แต่เรื่องประสิทธิภาพไม่ได้น้อยหน้าเลย เพราะเรือนนี้ใช้กลไก Caliber 12.2 ที่เป็นระบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding) ซึ่งเป็นกลไกที่ทาง CHANEL ผลิตขึ้นมาเอง และยังได้รับการรับรองความแม่นยำจาก COSC เช่นเดียวกับรุ่น 38 มม. ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพ

รายละเอียดเด่นๆ ของเรือนนี้:

  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขนาด 33 มม.
  • ขอบหน้าปัด: หมุนได้ทางเดียวพร้อมวงแหวนแซฟไฟร์และตัวเลขบอกเวลาในเฉดสีชมพู-แดง
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ และมีหลักชั่วโมงในเฉดสีชมพู-แดง
  • กลไก: Caliber 12.2 แบบไขลานอัตโนมัติ
  • พลังงานสำรอง: ประมาณ 50 ชั่วโมง การกันน้ำลึก 200 เมตร
  • สายนาฬิกา: เซรามิกสีดำ พร้อมตัวล็อกแบบพับ 3 ทบทำจากสตีล

MADEMOISELLE J12 BLUSH Caliber 12.1 38 MM

มาถึงนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนที่พิเศษไม่เหมือนใคร และสะท้อนตัวตนของ Gabrielle Chanel ได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ MADEMOISELLE J12 BLUSH เรือนนี้มาในขนาด 38 มม. และเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

จุดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดที่ดูมีชีวิตชีวา เพราะมีรูป Gabrielle Chanel ในโทนสีขาวดำกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งของเธอเอง พร้อมกับเครื่องสำอางชิ้นสำคัญต่างๆ ทั้งอายแชโดว์ แป้ง และลิปสติก ซึ่งถูกทำซ้ำขึ้นมาอย่างละเอียดด้วยเทคนิค decal ในโทนสีเงินและสีชมพูแป้งฝุ่น

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นั้น เพราะรูปเครื่องสำอางเหล่านี้ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ถูกวางไว้บนแผ่นดิสก์ที่สามารถหมุนรอบหน้าปัดได้ โดยจะหมุนครบหนึ่งรอบในทุกๆ 5 นาที ทำให้หน้าปัดดูเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ตัวเรือนทำจากเซรามิกสีดำทนทานสูง มาพร้อมกับขอบหน้าปัดแบบ Baguette ที่ประดับด้วยลวดลายที่ดูเหมือนขนมปังฝรั่งเศส ส่วนกลไกภายในใช้ Caliber 12.1 ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตโดย CHANEL เอง และยังได้รับการรับรองความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC อีกด้วย

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • หน้าปัด: มีรูป Mademoiselle และแผ่นดิสก์หมุนได้ที่ประดับด้วยลวดลายเครื่องสำอาง
  • กลไก: Caliber 12.1 ไขลานอัตโนมัติ
  • พลังงานสำรอง: ประมาณ 70 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร
  • เม็ดมะยม: ประดับด้วยเพชรเจียระไนแบบ Brilliant-cut 1 เม็ด

PREMIÈRE CHARMS BLUSH

มาถึงนาฬิกาอีกหนึ่งรุ่นที่สะท้อนความหรูหราแบบเฉพาะตัวของ CHANEL นั่นคือรุ่น PREMIÈRE CHARMS BLUSH เรือนนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์

รุ่นนี้มาในโทนสีดำเข้มทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกาที่เป็นโซ่สตีลถักด้วยริบบิ้นหนังสีดำ แต่ความพิเศษที่ทำให้เรือนนี้ไม่เหมือนใครคือ “จี้ห้อย” (Charms) รูปตัวอักษร C-H-A-N-E-L ทั้งหมด 6 ตัว ที่ถูกนำมาห้อยไว้บนสายอย่างสวยงาม

จี้ห้อยแต่ละตัวถูกตกแต่งด้วยเทคนิคการลงยาด้วยมือในเฉดสีไล่ระดับจากชมพูไปแดง ซึ่งสีสันเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ยาทาเล็บ ของ CHANEL โดยตรง ทำให้เป็นนาฬิกาที่มีความโดดเด่นและมีลูกเล่นน่ารักๆ ไปพร้อมๆ กัน

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำทั้งเรือน
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ
  • จี้ห้อย: รูปตัวอักษร “CHANEL” 6 ตัว ลงยาด้วยมือในเฉดสีชมพูและแดง
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: สายสตีลเป็นแบบโซ่ถักกับริบบิ้นหนังสีดำ

PREMIÈRE CUFF BLUSH

ตามมาด้วยอีกหนึ่งนาฬิกาจากคอลเลกชันที่โดดเด่นไม่แพ้กัน นั่นคือ PREMIÈRE CUFF BLUSH ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่สะท้อนถึงความเป็นผู้หญิงในแบบที่ Gabrielle Chanel ชื่นชอบได้อย่างชัดเจน

จุดเด่นของเรือนนี้คือดีไซน์สายนาฬิกาที่ดูเหมือนสร้อยข้อมือแบบกว้าง หรือ “Cuff” ซึ่งประกอบด้วยโซ่สตีลเคลือบสีดำถึง 7 แถว สานเข้ากับริบบิ้นหนังสีชมพูและสีแดง ทำให้ดูเหมือนเป็นงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแท่งลิปสติกสีชมพูและสีแดงที่เรียงรายอยู่ด้วยกัน

แม้ดีไซน์สายจะดูซับซ้อน แต่ตัวเรือนกลับเรียบง่ายแต่หรูหรา ตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Première ตัดกับหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีดำที่เรียบหรู ทำให้เรือนนี้เป็นตัวแทนของความสง่างามเหนือกาลเวลาได้อย่างลงตัว

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำ
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: โซ่สตีลเคลือบดำ 7 แถว สานกับริบบิ้นหนังในเฉดสีชมพู-แดง

BOY·FRIEND BLUSH

อีกหนึ่งเรือนที่มาในสไตล์ที่ดูสนุกและสดใสจากคอลเลกชันนี้ นั่นคือ BOY·FRIEND BLUSH ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะ Pop Art ที่เน้นสีสันสดใสโดยเฉพาะ

จุดเด่นที่สุดของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัด เพราะมีภาพวาดของ Gabrielle Chanel หรือ “มาดมัวแซล” กำลังส่งจูบ พร้อมข้อความ “COCO KISS” ที่มาในเฉดสีชมพูไล่ระดับอย่างสวยงาม ทำให้นาฬิกาดูมีชีวิตชีวาและขี้เล่นมากขึ้น

ความพิเศษไม่ได้มีแค่บนหน้าปัด ยังรวมไปถึงรายละเอียดอื่นๆ ทั้งตัวเรือนที่ทำจากสตีลเคลือบสีดำเข้ากันกับขอบหน้าปัดที่เคลือบแล็กเกอร์สีชมพูด้วยมืออย่างประณีต แสดงให้เห็นถึงงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ปิดท้ายด้วยเม็ดมะยมที่ประดับด้วยสปิเนลสีดำ ทำให้ดูสวยลงตัว

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำ
  • ขอบหน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีชมพูด้วยมือ
  • หน้าปัด: มีภาพวาดมาดมัวแซลและข้อความ “COCO KISS” ในโทนสีชมพู
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวลายตารางสีชมพู สามารถเปลี่ยนสายได้

CODE COCO BLUSH

ถัดมาอีกหนึ่งเรือนที่ผสมผสานความเป็นนาฬิกากับเครื่องประดับเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว นั่นก็คือ CODE COCO BLUSH ที่เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันซึ่งมีดีไซน์เป็นกำไลข้อมือที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ความพิเศษของเรือนนี้อยู่ที่สายนาฬิกาซึ่งเป็นกำไลหนังลูกวัวสีชมพูเหลือบมุกที่นูนเป็นตัวอักษร “C-H-A-N-E-L” ทั้งหกตัวได้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋า 2.55 อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และจุดเด่นอีกอย่างก็คือตัวล็อกที่ใช้เป็นตัวหมุนรูปสี่เหลี่ยม หรือที่เรียกว่า Mademoiselle turnlock แบบเดียวกับตัวล็อกของกระเป๋า 2.55 นั่นเอง

นอกจากความสวยงามบนสายแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังมีหน้าปัดสีดำเคลือบแล็กเกอร์ถึงสองอัน และหนึ่งในนั้นยังประดับด้วยเพชรทรง Princess-cut สีขาวไว้หนึ่งเม็ด ทำให้ดูหรูหราและมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากขึ้น

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำ
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ 2 หน้าปัด โดยมี 1 หน้าปัดประดับด้วยเพชร 1 เม็ด
  • ตัวล็อก: แบบหมุนสี่เหลี่ยม Mademoiselle turnlock
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: กำไลหนังลูกวัวสีชมพูเหลือบมุกปั๊มนูนคำว่า “CHANEL”

J12 BOX “DRIPPING ART”

มาถึงเซ็ตนาฬิกาที่พิเศษที่สุดในคอลเลกชันนี้ นั่นก็คือ J12 BOX “DRIPPING ART” ที่ไม่ได้มาแค่เรือนเดียว แต่มาเป็นเซ็ต 5 เรือน และผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 5 เซ็ตทั่วโลก เท่านั้น

เซ็ตนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบ “Dripping Art” หรือศิลปะการสาดสี ซึ่ง CHANEL ได้นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างน่าทึ่ง โดยจำลองภาพเหมือนหยดสีของยาทาเล็บที่ถูกสาดลงบนหน้าปัดนาฬิกา J12 ซึ่งตัวหน้าปัดทำจากเซรามิกและลงยาด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel หรือการลงยาด้วยความร้อนสูง ซึ่งทีมพัฒนาต้องทดลองสีถึงร้อยครั้งและใช้เวลาวิจัยกว่า 200 ชั่วโมงเพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ความพิเศษไม่ได้มีแค่บนตัวนาฬิกา ยังรวมไปถึงกล่องที่บรรจุนาฬิกาก็ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเช่นกัน ตัวกล่องทำจากไม้เคลือบเงา ภายในมีลวดลายแบบการสาดสีที่เชื่อมโยงนาฬิกาทั้ง 5 เรือนเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เซ็ตนี้เป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเดียวที่ประกอบด้วยนาฬิกา 5 เรือน

รายละเอียดที่น่าสนใจของเซ็ตนี้:

  • จำนวน: 5 เรือนต่อเซ็ต ผลิตจำกัดเพียง 5 เซ็ต
  • ดีไซน์: ลายหยดสีแบบ Dripping Art ที่ลงยา Grand Feu Enamel บนหน้าปัดเซรามิก
  • กลไก: Caliber 12.1 ไขลานอัตโนมัติ ซึ่งผ่านการรับรองความแม่นยำจาก COSC และเคลือบสีดำ
  • เม็ดมะยม: ประดับด้วยเพชร 1 เม็ด (รวม 5 เรือน 5 เม็ด)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขนาด 38 มม.
  • กล่อง: กล่องไม้เคลือบเงาที่ออกแบบเป็นพิเศษให้มีลวดลายเข้าชุดกัน

BOY·FRIEND “COCO ART”

มาต่อกันที่อีกเรือนในคอลเลกชันนี้ที่พิเศษสุดๆ เพราะผลิตจำกัดเพียงแค่ 20 เรือนทั่วโลก นั่นคือ BOY·FRIEND “COCO ART” ที่เป็นเหมือนงานศิลปะ Pop Art บนข้อมือ

จุดเด่นที่สุดอยู่ที่หน้าปัดซึ่งเป็นภาพของ Gabrielle Chanel หรือมาดมัวแซล กำลังส่องกระจกจากตลับแป้ง โดยภาพนี้ถูกทำขึ้นอย่างประณีตด้วยเทคนิค tampography หรือการปั๊มลายแบบแมนนวลถึง 12 ครั้งบนหน้าปัดที่ทำจากไวท์โกลด์ และพื้นหลังสีชมพูที่ดูสดใสแบบ Pop Art ก็ได้มาจากเทคนิค Grand Feu Enamel หรือการลงยาด้วยความร้อนสูง ทำให้ได้สีที่ดูมีชีวิตชีวา

นอกจากความสวยงามบนหน้าปัดแล้ว ขอบหน้าปัดยังประดับด้วย แซฟไฟร์สีชมพู ทรง Baguette ถึง 38 เม็ด ซึ่งถูกเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อให้สีสันเข้ากันกับภาพวาดบนหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเสริมให้ภาพของมาดมัวแซลดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือน
  • หน้าปัด: ภาพ Gabrielle Chanel บนหน้าปัดไวท์โกลด์ ลงยา Grand Feu Enamel
  • ขอบหน้าปัด: ประดับแซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 38 เม็ด
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual-winding)
  • พลังงานสำรอง: ประมาณ 42 ชั่วโมง การกันน้ำ 30 เมตร

J12 PINK LINE

ถัดมาคือนาฬิกาที่แสดงถึงความหรูหราขั้นสูงสุดในคอลเลกชันนี้ นั่นก็คือ J12 PINK LINE ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ผลิตจำกัดเพียงแค่ 12 เรือนทั่วโลก

นาฬิกาเรือนนี้ได้นำสีชมพูและดำที่ตัดกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลิปสติก CHANEL มาตีความใหม่ โดยใช้เทคนิคการประดับอัญมณีแบบขั้นสูง ตัวเรือนและสายถูกประดับด้วย แซฟไฟร์สีชมพู ทรง Baguette ถึง 215 เม็ด ซึ่งทำให้ดูหรูหราอย่างไม่ธรรมดา

แต่ความพิเศษไม่ได้มีแค่อัญมณี เพราะ CHANEL ยังได้ใช้ “เซรามิก” วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของ J12 มาทำเป็นรูปทรง Baguette เช่นกัน โดยประดับเซรามิกสีดำทรง Baguette เข้าไปบนสายนาฬิกาถึง 342 ชิ้น ทำให้ทั้งเรือนเต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างความนุ่มนวลของแซฟไฟร์และดีไซน์ที่ดูแข็งแกร่งของเซรามิก

กว่าจะได้นาฬิกาเรือนนี้ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ช่างฝีมือต้องใช้เวลากว่า 300 ชั่วโมง ในการฝังแซฟไฟร์และเซรามิกแต่ละชิ้น และยังต้องใช้เวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนครึ่งในการเตรียมช่องว่างสำหรับวัสดุเหล่านี้

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 12 เรือน
  • การประดับ: แซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 215 เม็ด และเซรามิกสีดำทรง Baguette 342 ชิ้น
  • กลไก: Caliber 12.2 ไขลานอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง COSC
  • พลังงานสำรอง: ประมาณ 70 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร

TALISMAN WATCH “GIVE ME LUCK”

มาถึงชิ้นงานที่โดดเด่นและเปี่ยมด้วยความหมายในคอลเลกชันนี้ นั่นคือ TALISMAN WATCH “GIVE ME LUCK” ซึ่งเป็นนาฬิกาจี้ที่ผลิตจำกัดเพียงแค่ 5 ชิ้น ทั่วโลกเท่านั้น

นาฬิกาเรือนนี้ได้รับการยกระดับให้เป็นงานจิวเวลรี่ชั้นสูง โดยได้แรงบันดาลใจจากตลับอายแชโดว์รุ่น LES 4 OMBRES ของ CHANEL ที่กลายมาเป็นเครื่องรางอันล้ำค่าที่บอกเวลาได้ ตัวเรือนทำจาก Onyx สีดำเงางาม เหมือนกับตลับเครื่องสำอางจริง ๆ

ด้านหน้าเป็นงานดีไซน์ที่สวยสะกดตาด้วยอัญมณีสีสันสดใส ไม่ว่าจะเป็น Rubellite สีแดงเชอร์รี 4 เม็ด และ Tourmaline สีชมพู 5 เม็ดที่ถูกจัดวางในรูปแบบ “ไบแซนไทน์” อันเป็นสัญลักษณ์ที่ Gabrielle Chanel ชื่นชอบเป็นพิเศษ

ส่วนด้านหลังเผยให้เห็นหน้าปัดนาฬิกาขนาดเล็กที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ ประดับด้วยเพชร และตัวเลขบอกเวลาที่โดดเด่นบนพื้นหลัง Onyx สีดำ นาฬิกาจี้เรือนนี้สามารถสวมใส่เป็นสร้อยคอได้ โดยมาพร้อมกับสายโซ่เยลโลว์โกลด์ที่ประดับด้วย Onyx และเพชรอีกด้วย

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 5 เรือน
  • ตัวเรือน: Onyx สีดำ การกันน้ำ 30 เมตร
  • การประดับด้านหน้า: Rubellite สีแดงเชอร์รี 4 เม็ด และ Tourmaline สีชมพู 5 เม็ด
    • หน้าปัด: เพชร 45 เม็ด บนหน้าปัดเยลโลว์โกลด์ เพชรรวมกว่า 203 เม็ด
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง
  • สายสร้อยคอ: เยลโลว์โกลด์ประดับด้วย Onyx และเพชร

AMULET WATCH “PROTECT ME”

มาถึงชิ้นงานที่พิเศษในคอลเลกชันนี้ และเป็นที่สุดของงานฝีมือ นั่นคือ AMULET WATCH “PROTECT ME” ซึ่งเป็น นาฬิกาจี้เพียงชิ้นเดียวในโลก (Unique Piece) ที่แสดงถึงความหรูหราและความประณีตในระดับสูงสุด

นาฬิกาจี้เรือนนี้เปรียบเสมือนเครื่องรางคุ้มครอง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ภาพดวงตาของ Gabrielle Chanel ที่ถูกทำขึ้นอย่างน่าทึ่งด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel บนแผ่นไวท์โกลด์ การสร้างสรรค์ภาพดวงตาที่ดูมีชีวิตชีวาและมีความซับซ้อนนี้ใช้เวลาถึง สองเดือนเต็ม และเพื่อความสมบูรณ์แบบได้มีการประดับเพชรแท้ถึง 332 เม็ด ทั้งเพชรสีขาว สีเบจ และสีน้ำตาล ซึ่งต้องใช้เวลาคัดเลือกเพชรถึง ห้าเดือน เลยทีเดียว

เมื่อพลิกดูด้านหลัง จะพบกับหน้าปัดนาฬิกาที่ทำจากไวท์โกลด์และประดับด้วยเพชรอีกจำนวนมาก นาฬิกาจี้เรือนนี้สามารถสวมใส่เป็นสร้อยคอได้ โดยมาพร้อมกับสายโซ่เยลโลว์โกลด์ที่ประดับด้วยเพชรและ Onyx ซึ่งทำให้ดูหรูหราและมีเอกลักษณ์

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบสีดำและเยลโลว์โกลด์
  • การประดับ:
    • ภาพดวงตา: เพชรรวม 332 เม็ด (สีขาว สีเบจ สีน้ำตาล)
    • หน้าปัด: เพชร 100 เม็ด บนหน้าปัดไวท์โกลด์
    • รวมทั้งหมด: เพชรรวมกว่า 842 เม็ด
  • สายสร้อยคอ: เยลโลว์โกลด์ ประดับด้วยเพชรและ Onyx
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง
  • การกันน้ำ: 30 เมตร

SECRET WATCH “KISS ME”

ต่อด้วยชิ้นงานที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยลูกเล่นที่สุดในคอลเลกชันนี้ นั่นคือ SECRET WATCH “KISS ME” ซึ่งเป็นนาฬิกาจี้ที่ผลิตจำกัดเพียงแค่ 5 ชิ้น ทั่วโลกเท่านั้น

นาฬิกาเรือนนี้ได้นำไอเท็มความงามที่ขาดไม่ได้อย่างลิปสติก อันเป็นสัญลักษณ์ของ CHANEL ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1954 มาเปลี่ยนให้เป็นเครื่องประดับสุดล้ำค่า ตัวเรือนทำจาก ไทเทเนียมเคลือบดำ ที่ดูเหมือนกับแท่งลิปสติกจริงๆ สามารถเปิดออกมาได้เพื่อเผยให้เห็นหน้าปัดนาฬิกาเคลือบแล็กเกอร์สีดำที่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งตั้งอยู่บนวงแหวนเยลโลว์โกลด์ที่เปล่งประกายและประดับด้วยอัญมณี Beryl ทรง Baguette ถึง 20 เม็ด

นอกจากความพิเศษของตัวเรือนแล้ว นาฬิกาจี้เรือนนี้ยังมาพร้อมกับสายสร้อยคอเยลโลว์โกลด์ที่ตกแต่งด้วยลูกปัด Rhodolite และท่อ Onyx ขนาดเล็ก และที่โดดเด่นที่สุดคือเพชรเม็ดกลางขนาด 0.70 กะรัต ที่ถูกประดับไว้บนสายสร้อยอย่างสวยงาม

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 5 เรือน
  • แรงบันดาลใจ: ลิปสติก CHANEL
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบดำและเยลโลว์โกลด์
  • การประดับ:
    • ตัวเรือน: Beryl ทรง Baguette 20 เม็ด
    • สายสร้อยคอ: ลูกปัด Rhodolite 38 เม็ด ท่อ Onyx และเพชร
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง
  • การกันน้ำ: 30 เมตร

J12 PINK PALETTE

มาถึงนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนที่สะท้อนความคลาสสิกของลิปสติก CHANEL ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ J12 PINK PALETTE ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ผลิตจำนวน 100 เรือน ทั่วโลก

นาฬิกาเรือนนี้ได้นำภาษาของลิปสติกอันเป็นตำนานมาใช้บนตัวเรือนเซรามิกสีดำเข้ม โดยเพิ่มความโดดเด่นด้วยการประดับ แซฟไฟร์สีชมพู ทรง Baguette ที่ไล่เฉดสีอย่างสวยงามตั้งแต่สีชมพูอ่อนไปจนถึงสีชมพูเข้ม ซึ่งแซฟไฟร์ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีนี้มีถึง 9 เฉดสี เพื่อให้ได้พาเลตต์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

แซฟไฟร์ทรง Baguette ทั้งหมด 58 เม็ด ถูกนำมาประดับบนขอบหน้าปัดและหลักชั่วโมงอย่างลงตัว สร้างความคอนทราสต์ที่สวยงามระหว่างความเข้มของเซรามิกสีดำและความหวานของสีชมพู ทำให้ J12 เรือนนี้ดูมีเอกลักษณ์และหรูหราไม่ซ้ำใคร

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน
  • การประดับ: แซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 58 เม็ด ที่ไล่เฉดสีจาก 9 เฉดสี
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขนาด 33 มม.
  • เม็ดมะยม: ประดับด้วยเพชร 1 เม็ด
  • กลไก: Caliber 12.2 ไขลานอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง COSC
  • พลังงานสำรอง: ประมาณ 50 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร

MADEMOISELLE PRIVÉ PINCUSHION “BEAUTY ART”

มาถึงนาฬิกาที่เปรียบเสมือนงานศิลปะเหนือจริง นั่นคือ MADEMOISELLE PRIVÉ PINCUSHION “BEAUTY ART” ซึ่งเป็น ชิ้นงานที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก (Unique Piece) ที่อุทิศให้กับงานศิลปะแห่งความงาม

นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ (Surrealist) โดยมีจุดเด่นอยู่ที่หน้าปัดซึ่งเป็นภาพวาดมือของมาดมัวแซลที่ถูกแกะสลักจากทองคำและประดับด้วยแซฟไฟร์สีชมพู กำลังวางท่ามกลางเครื่องสำอางชิ้นโปรด ทั้งลิปสติก อายแชโดว์ และยาทาเล็บ ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการลงยาและงานวาดภาพย่อส่วนบนทองคำดำอย่างประณีต

ความสวยงามของภาพบนหน้าปัดได้รับการถ่ายทอดอย่างวิจิตรบรรจงโดยช่างฝีมือจาก Les Cadraniers de Genève โดยรายล้อมด้วยสร้อยคอจิ๋วที่ประดับด้วยเพชรและไข่มุก หน้าปัดสีดำยังถูกประดับด้วยเพชร 120 เม็ด และเม็ดเยลโลว์โกลด์ขนาดเล็กอีก 234 เม็ด ทำให้ดูหรูหราและมีรายละเอียดที่น่าทึ่ง

นอกจากความงามบนหน้าปัดแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังมีขอบหน้าปัดที่ประดับด้วยแซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette ถึง 84 เม็ด และสายที่ทำจากผ้า Grosgrain ที่ดูเรียบหรู

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:

  • จำนวน: มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบดำ
  • หน้าปัด: ภาพมือของมาดมัวแซลและเครื่องสำอาง ที่แกะสลักจากทองคำ ลงยา และฝังเพชร
  • การประดับ: แซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 84 เม็ด และเพชรทรง Brilliant-cut รวม 176 เม็ด
  • กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

เปิดตัว Master Grande Tradition Calibre 985 กับ 3 เรือนใหม่สุดพิเศษ สุนทรียภาพแห่งความเที่ยงตรง

Master Grande Tradition Calibre 985 การตีความใหม่ของความเที่ยงตรงสู่ 3 เรือนเวลาชั้นสูง

Jaeger-LeCoultre ยังคงสานต่อปรัชญาแห่งความเที่ยงตรงทั้งในด้านกลไกและสุนทรียศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการนำเสนอ Master Grande Tradition Calibre 985 ในเวอร์ชันใหม่ 3 เรือน ซึ่งแต่ละเรือนล้วนเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูงอย่างแท้จริง

นาฬิกาทั้งสามรุ่นนี้ประกอบด้วยเรือนตัวเรือนแพลทินัม 2 รุ่น และตัวเรือนพิ้งก์โกลด์ 1 รุ่น โดยรุ่นแพลทินัมมาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินที่สะดุดตา แบ่งเป็นรุ่นขอบตัวเรือนขัดเงาและรุ่นขอบตัวเรือนประดับเพชร ในขณะที่รุ่นพิ้งก์โกลด์จับคู่กับหน้าปัดสีน้ำตาลอันอบอุ่น Calibre 985 ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี 2013 เป็นกลไกที่รวมความซับซ้อนของปฏิทินถาวร (perpetual calendar) และหน้าต่างแสดงข้างขึ้นข้างแรม (moon phase) เข้ากับความงดงามของไฟลอิ้งทูร์บิญอง (flying tourbillon) ที่มาพร้อมกับจักรกลอกทรงกระบอก (cylindrical hairspring)

แรงบันดาลใจจากความมุ่งมั่นสู่ความเที่ยงตรง

ปรัชญาแห่งความเที่ยงตรงของ Jaeger-LeCoultre ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลของ Antoine LeCoultre ผู้ก่อตั้ง ซึ่งให้ความสำคัญกับความแม่นยำในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบกลไกไปจนถึงการขัดแต่งประกอบตัวเรือนและหน้าปัด ความมุ่งมั่นนี้ได้ส่งต่อมายังทุกรุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง Calibre 985 เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

ชิ้นส่วนสำคัญที่ควบคุมความแม่นยำของนาฬิกาคือ “อวัยวะควบคุม” (regulating organ) ซึ่งประกอบด้วยล้อจักรกลอก (balance wheel) จักรกลอก (hairspring) และชุดเฟืองจักร (escapement) Jaeger-LeCoultre ได้ทุ่มเทเวลาหลายปีเพื่อวิจัยผลกระทบของทูร์บิญองและรูปทรงที่แตกต่างกันของจักรกลอกที่มีต่อความแม่นยำ จักรกลอกจะทำหน้าที่ควบคุมการแกว่งไปมาของล้อจักรกลอก และการแกว่งอย่างสมมาตรมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจำกัดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงและสนามแม่เหล็ก

ทีมวิศวกรของโรงงานได้ค้นพบว่ารูปทรงและการยึดติดของจักรกลอกจะส่งผลต่อการหดและคลายตัว ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารูปทรงจักรกลอกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงตัว S ทรงกลม ทรงครึ่งวงกลม และทรงกระบอก ความสามารถในการผลิตจักรกลอกด้วยตนเองภายในโรงงาน ถือเป็นความได้เปรียบที่โดดเด่นของ Jaeger-LeCoultre

สำหรับจักรกลอกทรงกระบอกซึ่งคิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี 1776 และถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 นั้น มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในการรักษาสมดุลของการแกว่ง ไม่ว่าล้อจักรกลอกจะแกว่งด้วยแอมพลิจูด (ความกว้างของการแกว่ง) หรือพลังงานสำรองเท่าใดก็ตาม จักรกลอกทรงกระบอกนี้เองที่ถูกนำมาใช้ใน Calibre 985

Calibre 985 ความเที่ยงตรงของกลไกอันซับซ้อนและการตกแต่งชั้นสูง

Calibre 985 เป็นกลไกที่พัฒนาและผลิตขึ้นเองโดย Jaeger-LeCoultre อย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 431 ชิ้น โดยไฟลอิ้งทูร์บิญองเพียงอย่างเดียวก็มีถึง 83 ชิ้น ซึ่งทำจากไทเทเนียมและมีน้ำหนักเพียง 0.386 กรัมเท่านั้น ประสิทธิภาพการรักษาสมดุลของจักรกลอกทรงกระบอกทำให้กลไกนี้สามารถขับเคลื่อนฟังก์ชันปฏิทินถาวรและข้างขึ้นข้างแรมได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องปรับตั้งนานถึง 122 ปี

ด้านหลังตัวเรือนที่โปร่งใสด้วยกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นการขัดแต่งกลไกแบบ Haute Horlogerie อันเป็นเลิศ เช่น สกรูเหล็กเผาสีน้ำเงิน, ลวดลาย Côtes de Genève, การขัดแต่งแบบ snailing และการขัดขอบด้วยมือ (hand-bevelling) ส่วนโรเตอร์ขึ้นลานทำจากทองชมพู 22k ประดับด้วยลวดลาย sunray และเหรียญทองคำที่ Antoine LeCoultre ได้รับรางวัลจากมหกรรม Great Exhibition ในกรุงลอนดอนปี 1851 จากผลงานการพัฒนานวัตกรรมเครื่องจักรที่แม่นยำ

ตัวเรือนสุดหรูในแพลทินัมและพิ้งก์โกลด์พร้อมหน้าปัดอันเป็นเอกลักษณ์

ตัวเรือน Master Grande Tradition ที่ซับซ้อนและประณีตนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 80 ชิ้น พร้อมขาตัวเรือนที่ยึดด้วยสกรู และการผสมผสานพื้นผิวแบบขัดเงา ขัดด้าน และพ่นทรายละเอียด ซึ่งสงวนไว้สำหรับกลไกที่ซับซ้อนที่สุดของแบรนด์เท่านั้น

ตัวเรือนพิ้งก์โกลด์อันอบอุ่นเข้าคู่กับหน้าปัดสีน้ำตาลอย่างลงตัว ในขณะที่ตัวเรือนแพลทินัมให้ความรู้สึกที่เย็นและตัดกันกับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มได้อย่างน่าทึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ในรุ่นแพลทินัมอีกเรือนหนึ่ง ตัวเรือนยังถูกประดับด้วยเพชรทรงบาแกตต์ 72 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 3.4 กะรัต ซึ่งใช้เวลาการรังสรรค์โดยช่างฝีมือใน Métiers Rares™ atelier ของแบรนด์นานถึง 15 ชั่วโมง

สะพานกลไกขัดขอบด้วยมือพาดผ่านหน้าปัด บริเวณรอบทูร์บิญองถูกออกแบบให้ต่ำกว่าระดับอื่นของหน้าปัดเพื่อความงามและเหตุผลทางเทคนิค รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และการเล่นสีสันที่ละเอียดอ่อนช่วยเพิ่มมิติที่น่าสนใจ หน้าปัดย่อยมีการตกแต่งที่หลากหลาย ทั้งการพ่นทรายละเอียดที่ขอบวง และการตกแต่งแบบ opaline ภายในหน้าปัดย่อย ซึ่งจะเปลี่ยนสีเมื่อกระทบกับแสง ตัวอักษรและตัวเลขบนหน้าปัดปฏิทินถูกแกะสลักด้วยเลเซอร์แบบนูน ทำให้โดดเด่นจากพื้นหลัง และด้วยความสำคัญของความเที่ยงตรงในการบอกเวลา เข็มวินาทีจะถูกแสดงบนมาตรวัดรูปโค้ง 20 วินาทีใต้ช่องหน้าต่างทูร์บิญอง โดยมีเข็มสีน้ำเงิน 3 เข็มบนกรงทูร์บิญองที่แต่ละเข็มจะแสดงช่วงเวลา 20 วินาที เมื่อทูร์บิญองหมุนครบหนึ่งรอบใน 60 วินาที

กลไกอันโดดเด่นของ Master Grande Tradition ซึ่งประกอบด้วยความซับซ้อนหลายประการและชิ้นส่วนนับร้อย ช่างเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและความทุ่มเทเพื่อความเที่ยงตรงของ La Grande Maison ความซับซ้อนนี้เติมเต็มด้วยความแม่นยำอันน่าทึ่งในการตกแต่งและขัดแต่งทั้งส่วนประกอบกลไกและตัวเรือน หน้าปัดใหม่ของ Master Grande Tradition Calibre 985 ที่สง่างามและบริสุทธิ์ ผสานกับกระจกแซฟไฟร์ด้านหลังตัวเรือนที่เปิดเผยให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาชั้นสูงอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
Master Grande Tradition Calibre 985 (ตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัดน้ำเงิน)
  • ตัวเรือน: แพลทินัม (950/1000) ขนาด 42 มม. หนา 13.27 มม. กันน้ำ 5 บาร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) ไฟลอิ้งทูร์บิญองพร้อมจักรกลอกทรงกระบอก ปฏิทินถาวร (วัน วันที่ เดือน ปี) ข้างขึ้นข้างแรม และกลางวัน/กลางคืน
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Calibre 985 ความถี่ 28,800 vph พลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงิน พร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุด
Master Grande Tradition Calibre 985 (ตัวเรือนแพลทินัมประดับเพชร หน้าปัดน้ำเงิน)
  • ตัวเรือน: แพลทินัม (950/1000) ขนาด 42 มม. หนา 13.27 มม. ขอบตัวเรือนประดับเพชรทรงบาแกตต์ 72 เม็ด (ประมาณ 3.4 กะรัต) กันน้ำ 5 บาร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) ไฟลอิ้งทูร์บิญองพร้อมจักรกลอกทรงกระบอก ปฏิทินถาวร (วัน วันที่ เดือน ปี) ข้างขึ้นข้างแรม และกลางวัน/กลางคืน
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Calibre 985 ความถี่ 28,800 vph พลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงิน พร้อมหัวเข็มขัดแบบหมุด
Master Grande Tradition Calibre 985 (ตัวเรือนพิ้งก์โกลด์ หน้าปัดน้ำตาล)
  • ตัวเรือน: พิ้งก์โกลด์ 18k (750/1000) ขนาด 42 มม. หนา 13.27 มม. กันน้ำ 5 บาร์
  • หน้าปัด: สีน้ำตาล
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) ไฟลอิ้งทูร์บิญองพร้อมจักรกลอกทรงกระบอก ปฏิทินถาวร (วัน วันที่ เดือน ปี) ข้างขึ้นข้างแรม และกลางวัน/กลางคืน
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Calibre 985 ความถี่ 28,800 vph พลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำตาล พร้อมหัวเข็มขัดแบบบานพับคู่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิการุ่น Master Ultra Thin Tourbillon Enamel พร้อมหน้าปัดใหม่สีเทาแอนทราไซต์ 

Master Ultra Thin Tourbillon Enamel การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างงานศิลปะโบราณและนวัตกรรมชั้นสูง

คุณเคยสงสัยไหมว่า นาฬิกาเรือนหนึ่งจะสามารถผสมผสานศิลปะโบราณเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างไร? Jaeger-LeCoultre (JLC) มีคำตอบที่น่าสนใจในผลงานล่าสุดอย่าง Master Ultra Thin Tourbillon Enamel

โดยนำเสนอหน้าปัดสีเทาแอนทราไซต์ และผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยการผสมผสานงานฝีมือชั้นสูงอย่าง Grand Feu enamel เข้ากับเทคนิคการแกะสลักลวดลายด้วยมือแบบ Guilloché

นาฬิกาหน้าปัดเคลือบ Enamel Guilloché

ความประณีตบนหน้าปัด รายละเอียดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของนาฬิการุ่นนี้คือหน้าปัดสีเทาแอนทราไซต์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าทึ่ง ตัวหน้าปัดถูกสร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Métiers Rares™ หรือ “งานฝีมือหายาก” ที่มีเฉพาะในโรงงานของ JLC หน้าปัดถูกแกะสลักด้วยมือเป็นลวดลายรัศมีพระอาทิตย์ (sunray) ถึง 180 เส้น แต่ละเส้นต้องผ่านการใช้เครื่องกลึงแบบมือถึง 6 ครั้ง ทำให้เกิดเส้นสายรวมกว่า 1,080 เส้น ความยากคือช่างต้องควบคุมด้วยมือและสายตาเพื่อให้ทุกเส้นตรงและมีระยะห่างเท่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ หน้าปัดย่อยสำหรับวันที่ยังถูกตกแต่งด้วยลวดลายวงกลม (azurage) เพื่อสร้างมิติให้กับพื้นผิว หลังจากการแกะสลักเสร็จสิ้น หน้าปัดจะถูกนำไปเคลือบด้วยเทคนิค Grand Feu enamel โดยใช้การเคลือบถึง 5 ชั้น แต่ละชั้นต้องผ่านการเผาที่อุณหภูมิ 800°C ก่อนปล่อยให้เย็นลงอย่างระมัดระวัง

มรดกแห่งความเชี่ยวชาญด้านกลไก Tourbillon ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

JLC ได้พัฒนากลไกทูร์บิญองมาตั้งแต่ปี 1946 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงในการบอกเวลาด้วยการลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง นาฬิการุ่นนี้ใช้กลไก Calibre 978 ซึ่งเป็นทูร์บิญองรุ่นล่าสุดที่เคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติในปี 2009 กลไกนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2019 โดยนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้

ตัวกลไกประกอบด้วยชิ้นส่วน 77 ชิ้น และโครง tourbillon ที่ทำจากไทเทเนียมซึ่งมีน้ำหนักน้อยกว่าครึ่งกรัม เพื่อความแม่นยำสูงสุด กลไกนี้ยังมาพร้อมกับเส้นใยนาฬิกา (hairspring) แบบสองระดับที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้การแกว่งเป็นไปอย่างสม่ำเสมอที่สุด นอกจากนี้ สะพานจักรที่ทำจากพิงค์โกลด์ยังถูกตกแต่งด้วยการขัดแต่งขั้นสูง (High Watchmaking finishes) เช่น การลบมุม (bevelling) และการขัดลายเส้น (straight graining) ซึ่งทำด้วยมืออย่างพิถีพิถัน

นับเป็นการผสมผสานที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลสำหรับนาฬิกาจากแบรนด์ระดับตำนานอย่าง JLC

นาฬิกาหน้าปัดเคลือบ Enamel Guilloché
นาฬิกาหน้าปัดเคลือบ Enamel Guilloché
ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: พิงค์โกลด์ 18k (750/1000)
  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. หนา 12.13 มม.
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Jaeger-LeCoultre Calibre 978
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีบน tourbillon วันที่ และ tourbillon
  • กำลังสำรอง: 45 ชั่วโมง
  • การกันน้ำ: 5 บาร์
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีดำ 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เผยโฉม GREUBEL FORSEY QP Balancier ปฏิทินถาวรที่ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด
MB&F LM101 EVO ตำนานบทใหม่ของ Legacy Machine ที่มาพร้อมความแข็งแกร่ง
URWERK เขียนกฎแห่งเวลาขึ้นใหม่ ในโลกแห่งความหรูหราที่คาดเดาได้