งานเสวนาใน Siam Paragon Bangkok Watch Week ที่ได้ Wei Koh ผู้ก่อตั้ง Revolution มาเป็น moderator พร้อมเสวนากับสองแบรนด์ต่างคาแร็กเตอร์ Piaget และ Panerai

Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution ผู้นำสื่อนาฬิกาผู้รอบรู้ในศาสตร์แห่งเรือนเวลาได้พาสาวกนาฬิกามาร่วมค้นหาคำตอบของรูปทรงแห่งเวลาจากงานเสวนา Symposium ‘Shaping of Time’ โดย Revolution ในงาน Siam Paragon Watch Week 2025 ในวันที่ 23 กันยายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ ร่วมด้วย Emmanuelle Kouakou ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director of Piaget Southeast Asia and Oceania เมซงจิวเวลรี่ที่ใช้ความชำนาญในศาสตร์อัญมณีและวัสดุล้ำค่ามาสร้างสรรค์เรือนเวลาอันงดงามดุจงานศิลปะ และ Lesley Co ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director of Panerai Southeast Asia and Oceania แบรนด์ที่สร้างชื่อจากนาฬิกาที่ใช้ในหน่วยนาวิกโยธิน และสั่งสมประสบการณ์ผจญภัยทั้งในโลกใต้บาดาล และทุกแห่งหนที่จิตวิญญาณนักสำรวจจะนำทางไป
ความหมายของรูปทรงแห่งกาลเวลา
เวลามีรูปทรงด้วยหรือ? ว่ากันตามตรงหากตีความกันอย่างตรงไปตรงมา เราอาจรับรู้รูปทรงของกาลเวลาได้ด้วยรูปทรงของเครื่องบอกเวลานั่นเอง แต่สำหรับ Wei Koh รูปทรงของเวลาอาจหมายถึงการก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนของนาฬิกาแต่ละแบรนด์ได้เช่นกัน
“เรามาพูดถึงคำว่า ‘รูปทรง’ กันในสองมิติ ด้านแรกคือรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของบางแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น Piaget Polo 79 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ผสานสาย ตัวเรือน และหน้าปัดเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว เรียกได้ว่าเป็นงานศิลป์ที่สวมใส่บนข้อมือได้เลยทีเดียว หรืออย่าง Panerai Luminor Marina ซึ่งก็คือนาฬิกาที่ผมกำลังใส่อยู่ตอนนี้นี่คือเอกลักษณ์ของ Panerai โดยแท้เลยครับ สิ่งที่โดดเด่นก็คือรูปทรงของตัวเรือนที่แม้จะมองจากระยะ 200 เมตร คุณก็รู้ได้ทันทีว่าคนนั้นใส่อะไรอยู่ มันมีความหมายต่อผู้คนจริงๆ
…แต่นอกจากนี้ยังมีอีกแนวคิดหนึ่งของคำว่า ‘การสร้างรูปทรง’ ในแง่ของการสร้างเอกลักษณ์ตัวตน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างน่าทึ่งตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และดำเนินมาตลอดศตวรรษที่ 20 สำหรับทั้งสองแบรนด์ ดังนั้น เรามาย้อนเวลากลับไปกันเถอะ”
ย้อนกลับไปไกลถึงปี 1873 คุณเอ็มมานูเอลเล่าถึง Georges-Édouard Piaget ผู้ก่อตั้งเมซง Piaget ที่หลงใหลในศาสตร์การผลิตกลไกนาฬิกาตั้งแต่อายุ 19 ปี เมอร์ซิเออร์เปียเจต์มีคติประจำใจอยู่ว่า “Do better than necessary” หรือ “ทำให้ดีกว่าเท่าที่จำเป็น” และนั่นสื่อถึงความประณีตบรรจงสูงสุดของเมซงจิวเวลรี่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ยึดมั่นมาจนถึงปัจจุบัน


อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือปี 1945 ปี 1945 ที่ Piaget ได้ก่อตั้งเมซงในเจนีวาเป็นแห่งแรก และเปิดตัวแบรนด์ Piaget ก่อนหน้านั้นเรามุ่งเน้นการผลิตกลไกนาฬิกาเป็นหลัก นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของ Piaget เพราะเป็นการแสดงตัวตนของเมซง ไม่เพียงแต่ในงานนาฬิกาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานจิวเวลรีชั้นสูงอีกด้วย
คุณเหว่ย moderator ของเรายังได้เน้นย้ำถึงความพยายาม ‘Do better than necessary’ ของ Piaget ผ่านการรังสรรค์นาฬิกาเรือนบางเฉียบที่สุดในโลกในปี 1957 แล้วต่อมาในปี 1960 ก็ได้เปิดตัวกลไกจักรกลที่บางเพียงแค่ 2.3 มม. เท่านั้นที่นับว่า บางที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ซึ่งจัดว่าน่าทึ่งอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของ Piaget จวบจนทุกวันนี้ เขาแสดงความเห็นไว้เช่นนั้นขณะเสวนาอย่างออกรส ตัวตนดังกล่าวกลายเป็นค่านิยมหลักของเมซง Piaget ที่แสวงหารูปทรงใหม่ๆ ของกาลเวลา
“จุดแข็งของเราคือความเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาบางพิเศษ ซึ่งเป็นคุณค่าหลักและจุดเริ่มต้นของเรา แต่เหตุผลที่เราพัฒนาความเชี่ยวชาญนี้ ก็เพื่อจะสร้างและกำหนดรูปแบบนาฬิกาประเภทใหม่ๆ นี่จึงเชื่อมโยงกับแนวคิด ‘Shaping of Time’ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์อย่างอิสระ กล้าทดลอง และออกแบบรูปทรงที่ไม่คาดคิด เช่น ความไม่สมมาตร หน้าปัดที่ไม่ได้ทำจากทองเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้หินประดับที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น เราออกแบบนาฬิกาให้มีอิสระมากขึ้น และในทางเดียวกันก็ทำให้ช่างฝีมือของเรามีอิสระในการสร้างสรรค์ ผลลัพธ์จึงเป็นดีไซน์ที่เหนือความคาดหมาย แต่ยังคงความลงตัว”


นอกเหนือจากรูปทรงการพัฒนาด้านนวัตกรรมยังเป็นสิ่งที่ Piaget มุ่งมั่นสานต่อแพสชันของผู้ก่อตั้งเมซง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้สามารถสวมใส่เรือนเวลาที่สร้างสุนทรียะทางสายตา และสัมผัสได้ถึงงานช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ของ Piaget นาฬิกาหลากรุ่นของ Piaget บ่งบอกถึงตัวตนของผู้สร้างสรรค์และวงสังคมที่รายล้อมด้วยศิลปินและเหล่าคนดังมากมาย โดยคุณเหว่ยยังได้ยกตัวอย่างและเท้าความถึงความหลังของ Piaget ให้ฟังว่า
“แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Piaget ก็คือ เขาหล่อเหลามาก…หล่อแบบน่าตกใจเลยทีเดียว หล่อราวกับดาราหนังจริงๆ ชายคนนี้เป็นเพื่อนกับ Mauricio และยังเป็นเพื่อนกับ Alain Delon อีกด้วย เขาเคยทำนาฬิกาให้ Jackie Kennedy ในปี 1967 เป็นนาฬิกาทรงวงรี และในปี 1972 เขาก็สร้างนาฬิกาอีกเรือนที่น่าสนใจมาก เพราะในเวลานั้นวงการนาฬิกาสวิตเซอร์แลนด์กำลังหันมาใช้กลไกควอตซ์ Beta 21 ซึ่งหนามาก
เขาจึงคิดว่า ‘จะซ่อนกลไกหนานี้ในนาฬิกาอย่างไรดี’ และได้ออกแบบตัวเรือนแบบขั้นบันไดที่สวยงามในปี 1972 นาฬิการุ่นนี้มีรหัส 15102 ตอนแรกยังไม่มีชื่อ แต่ผู้ที่ซื้อไปคือ Andy Warhol และมันก็กลายเป็นนาฬิกาที่เขาชื่นชอบที่สุด จนทุกวันนี้เราจึงเรียกรุ่นนี้ว่า ‘Andy Warhol’
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Yves Piaget มีพรสวรรค์พิเศษในการสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบนาฬิกาที่งดงามราวกับงานประติมากรรม เขายังเริ่มทำนาฬิกาที่ประดับด้วยหินมีค่า เช่น เทอร์คอยซ์ ลาพิสลาซูลี และไทเกอร์อาย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเทรนด์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่ Piaget ทำมาตั้งแต่ยุค 60s แล้ว”

ทางด้าน Panerai คุณเลสลี่ขอพาทุกท่านเดินทางข้ามเวลากลับมายังปี 1860 เมซง ณ สะพานปอนเต เวคคิโอ เมืองฟลอเรนซ์ สองพี่น้องตระกูล Panerai ก็มีความฝันและความหลงใหลในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาเช่นกัน ทั้งสองเริ่มต้นจากการเปิดโรงเรียนสอนประดิษฐ์นาฬิกา เพราะอยากแบ่งปันความรักและความหลงใหลในศาสตร์นี้
นั่นคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ Panerai ที่ต้องการตอบแทนสังคม และเผยแพร่ทักษะกับความหลงใหลในงานฝีมือใหม่นี้ จากจุดนั้น Panerai ก็พัฒนาต่อไปจนกลายเป็นหนึ่งในความลับทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผ่านการผลิตนาฬิกาสำหรับกองทัพเรือหลวงอิตาลี และต่อมาจึงถูกนำออกสู่สาธารณะหลังจากที่กลุ่ม Richemont เข้าซื้อกิจการ
“นาฬิกาเรือนแรกของ Panerai จริงๆ แล้วคือรุ่น Radiomir ซึ่งในประเทศไทยก็มีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยที่หลงใหลใน Radiomir เพราะพวกเขาชื่นชอบเรื่องราวมรดกทางประวัติศาสตร์ และชื่นชอบตัวเรือนทรงคุชชั่นที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา
และแน่นอนว่า เรารักเรื่องราวที่มันเริ่มต้นในฐานะความลับสุดยอดของกองทัพเรือหลวงอิตาลี ถูกใช้ในปฏิบัติการใต้น้ำโดยหน่วยคอมมานโดนักประดาน้ำ และต่อมาก็ถูกนำไปใช้โดยกองทัพเรืออียิปต์ แต่ Radiomir ก็ยังคงเป็นความลับทางทหารที่เก็บงำไว้อย่างแน่นหนา ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ Radiomir ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือดำน้ำที่แม่นยำสูง แข็งแกร่ง และสามารถใช้งานได้ในภารกิจใต้น้ำที่ทั้งเสี่ยงอันตรายและท้าทายที่สุด”

รูปทรงและคุณสมบัติอันแข็งแกร่งเหล่านี้ล้วนหล่อหลอมตัวตนของ Panerai แบรนด์นาฬิกาที่ผูกพันกับภารกิจทางการทหาร และไม่เคยหวั่นไหวไปตามกระแสความนิยมนาฬิกาขนาดเล็กตามที่คุณเหว่ยได้กล่าวไว้ว่า นี่แหละคือตัวตนของมั่นคงของ Panerai
“สำหรับ Panerai เรามีนาฬิกาที่ออกแบบทั้งเรือนเพื่อความแข็งแกร่ง ความทนทาน และการมองเห็นที่ชัดเจนสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในปัจจุบันมีคนพูดกันว่านาฬิกาควรมีขนาดเล็กลง แต่ผมไม่เห็นด้วย นาฬิกาควรสะท้อนตัวตนดั้งเดิมของมัน Panerai ไม่เคยถูกสร้างมาให้เป็นนาฬิกาเรือนเล็ก เพราะมันต้องมองเห็นได้อย่างชัดเจนใต้น้ำ มันจึงจำเป็นต้องเป็นนาฬิกาขนาดใหญ่เพราะเป็นเครื่องมือทางทหาร
และเหนือสิ่งอื่นใด ช่วงกลางทศวรรษ 1950 มีการพัฒนา ‘คันล็อก’ (lever locking mechanism) ที่ผมใส่อยู่บนข้อมือตอนนี้ ซึ่งจดสิทธิบัตรเพื่อสร้างความสามารถในการกันน้ำ ทุกคนที่มอง Panerai จะเห็นกลไกนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ กลไกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นาฬิกากันน้ำได้ เพราะในบริบทของยุค 50 สิทธิบัตรของเม็ดมะยมแบบขันเกลียว (screw-down crown) ยังเป็นของอีกแบรนด์หนึ่งอยู่”
ซึ่งความมั่นคงในตัวตนที่เองที่ทำให้ Panerai ยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักสะสมที่ต่างมองหาตัวตนที่ชัดเจน และผูกพันกับประวัติศาสตร์ทางการทหารในแบบที่ประวัติศาสตร์ของ Panerai ได้จารึกไว้
“ในปี 1993 นี่เป็นครั้งแรกที่เราอนุญาตให้ความลับทางทหารนี้ถูกซื้อโดยพลเรือน แต่รุ่นนี้โดยเฉพาะ 5218-208 จริง ๆ แล้วไม่เคยถูกวางขายให้กับคนทั่วไปมาก่อน เนื่องจากผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับกองทัพอิตาลีในเวลานั้นเท่านั้น ลูกค้าบางท่านของเราคอมมูนิตี้ได้ร้องขอว่าอยากให้เรานำรุ่นที่ไม่เคยมีโอกาสได้ซื้อ หรือรุ่นที่พลาดไป กลับมาผลิตอีกครั้ง หลังจากมีการรณรงค์กับทีมแบรนด์ของเราเป็นเวลาหลายปี เราจึงตัดสินใจนำรุ่นนี้กลับมาผลิตใหม่เพื่อฉลองครบรอบที่ Panerai กลายเป็นแบรนด์สาธารณะ
รุ่นนี้ใช้ชื่อว่า 5218 Luminor Marina Militare ซึ่ง Marina Militare สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของเรากับกองทัพอิตาลี เป็นการผลิตซ้ำที่ซื่อสัตย์ต่อดีไซน์ดั้งเดิมอย่างมาก ยกเว้นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย เราอยากให้นาฬิการุ่นนี้ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะเดินช้อปปิ้งที่สยามพารากอน หรือไปเล่นพาราเซลในวันรุ่งขึ้น ก็สามารถพกพาไปผจญภัยได้อย่างมั่นใจ”

รูปทรงที่บ่งบอกตัวตนอันกล้าแกร่งของ Panerai ยังสะท้อนผ่านตัวเรือนทรงคุชชั่น หน้าปัดแซนด์วิช คราวน์การ์ดที่ช่วยปกป้องการคลาดเคลื่อนของเม็ดมะยม และสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา ตัวอย่างที่แสดงออกชัดเจนในรุ่น Luminor อันเป็นที่นิยมต่อเนื่องยาวนาน และนอกเหนือจากนั้น ล่าสุด Panerai ยังต่อยอดด้วยนวัตกรรมด้านวัสดุอย่าง PlatinumTech และฟังก์ชันปฏิทินถาวรที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่านักสะสมตัวจริง
“นี่คือรุ่น PAM 1575 ซึ่งเป็นนาฬิกาปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) และเป็นครั้งแรกที่เราเปิดตัวกลไก P.4100 พร้อมเทคโนโลยี PlatinumTech ซึ่งเป็นวัสดุเฉพาะของ Panerai ที่พัฒนาภายในแบรนด์เอง มีคุณสมบัติทนรอยขีดข่วนสูงและให้สัมผัสที่ละเอียดอ่อน นักสะสมที่รู้จริงหลายคนมักพูดกันว่า PlatinumTech คือ ‘นาฬิกาของคนรู้จริง’ เพราะมองเผินๆ คุณจะแยกไม่ออกระหว่างสตีลกับแพลตินัม
พวกเขาชอบตรงนี้มาก และถือเป็นมุมกลับของเหล่า connoisseur นาฬิการุ่นนี้ยังโดดเด่นด้วยหน้าปัด Smoked Sapphire ที่สวยงาม ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับผู้ผลิตว่าจะรักษาความงามแบบ Panerai ได้อย่างไร ทั้งที่ด้านหน้าต้องคงความเรียบง่ายและมินิมัล ในขณะที่กลไกทั้งหมดถูกจัดวางไว้ด้านหลัง
สิ่งที่ทำให้ฉันภูมิใจมากคือ นาฬิการุ่นนี้ ไม่ต้องใช้ตัวปรับแก้ (correctors) เลย คุณสามารถหมุนปรับไปข้างหน้าหรือย้อนกลับได้ตามต้องการ และมันถูกออกแบบให้เดินไปได้ยาวนานถึง ปี ค.ศ. 2399 เรียกได้ว่าแทบจะ ‘นิรันดร์’ อยู่กับคุณได้ชั่วอายุขัย”
การรวมตัวของกลุ่มคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกัน
นอกเหนือรูปทรงที่บ่งบอกตัวตนของแต่ละแบรนด์การสร้างคอมมูนิตี้ที่แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งยังช่วยสนับสนุนให้ทิศทางของแต่ละแบรนด์ชัดเจนและเติบโตไปตามยุคสมัย ซึ่งทั้งสองแบรนด์บ่มเพาะสิ่งเหล่านี้ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น ‘P Day’ ของกลุ่ม Paneristi ที่รวมตัวกันผ่านโลกอินเตอร์เน็ตก่อนจะนำมาสู่การรวมตัวพบปะกันในวันพิเศษที่ได้ร่วมพูดคุยและได้ชื่นชมนาฬิกา Panerai รุ่นใหม่ๆ ก่อนใคร
“P Day เป็นวันเดียวในรอบปีที่ชุมชนของเราจะมารวมตัวกัน พวกเขาเป็นคนเลือกสถานที่ เลือกสถานจัดงาน เราเพียงแค่จัดการและเปิดตัวนาฬิกาใหม่ๆ ให้พวกเขา และบอกตรงๆ ว่าฉันภูมิใจมากที่ได้รวมกลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน มีคนมาร่วมงานมากกว่า 300 คน บางคนเข้าร่วมแบบเสมือนจริงผ่านโลกออนไลน์ แต่นี่แหละคือสิ่งที่ Panerai เป็น เรามีชุมชนที่เริ่มพบปะกันในฟอรั่มบนอินเตอร์เน็ตเมื่อ 25 ปีก่อน และตอนนี้มีสมาชิกมากกว่า 30,000 คนทั่วโลก ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของพี่น้องแห่ง Panerai”
ส่วน Piaget นั้นเชื่อมโยงกลุ่มคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกันผ่าน Piaget Society เพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่มีมุมมองในเชิงสุนทรียะที่คล้ายคลึงกัน
“มันเป็นเรื่องของการเฉลิมฉลองกับกลุ่มเพื่อนวงเล็กๆ ที่ใกล้ชิดสนิทสนมและมองเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน อย่างเพื่อนที่เป็นศิลปิน อยู่แถบชายฝั่งริเวียร่า ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส พวกเขาเป็นกลุ่มเพื่อนที่ต้องการมีจิตวิญญาณเดียวกัน แบ่งปันคุณค่าร่วมกัน และอยากใช้เวลาร่วมกันอย่างแท้จริงเพื่อเฉลิมฉลอง ซึ่งความเชื่อมโยงนี้จะคงอยู่ไปตามกาลเวลา นี่คือสิ่งที่ดึงดูดให้ฉันถ่ายทอดวิธีที่เราสร้างสรรค์ วิธีที่เราเฉลิมฉลองช่วงเวลาร่วมกัน วิธีที่เราสร้างสรรค์เวลาไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนแท้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างลงตัวจริง ๆ”
การเลือกใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เชื่อมโยงได้กับตัวตนของแบรนด์ และยังเป็นบุคคลที่คนรุ่นใหม่สามารถให้ความสนใจและยึดพวกเขาเป็นต้นแบบช่วยหล่อหลอมให้ตัวตนของแบรนด์แจ่มชัด และยังคงร่วมสมัยในทุกห้วงเวลา เหมือนอย่างการที่ Piaget เลือก อาโป–ณัฐวิญญ์ นักแสดงหนุ่มชาวไทยที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกเป็นโกลบัลแบรนด์แอมบาสเดอร์
นอกจากนี้สิ่งที่คุณเหว่ยหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้แบรนด์เก่าแก่อย่าง Piaget สามารถดึงดูดเจเนอเรชัน Z ที่กำลังเริ่มสนใจในนาฬิกา แท้จริงแล้วก็คือดีไซน์ที่ยังคงจับใจผู้คนได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Altiplano หน้าปัดหิน หรือรุ่นขึ้นแท่นไอคอนิกอย่าง Polo 79 ซึ่งตัวแทนของแบรนด์อย่างคุณเอ็มมานูเอลก็เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว
“สำหรับฉัน สิ่งที่สอดคล้องกับเจเนอเรชัน Z ได้อย่างดีคือการเดินควบคู่กันไปของ “ศิลปะในเชิงประวัติศาสตร์ที่ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิค นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกว่า หากถ่ายทอดออกมาผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราคนปัจจุบันจะสามารถสื่อสารได้อย่างลงตัว”

ทิศทางในอนาคตของผู้กำหนดรูปทรงแห่งเวลา
สำหรับทิศทางในวันข้างหน้าของสองเมซงที่ต่างมีส่วนร่วมหล่อหลอมรูปทรงแห่งเวลาในรูปแบบที่แตกต่างกันนั้น ในส่วนของ Piaget คุณเอ็มมานูเอลขออ้างอิงคำกล่าวของผู้ก่อตั้งเมซงเป็นแนวทางในอนาคต
“ฉันอยากจะอ้างกลับไปที่คำกล่าวของ Piaget ที่ว่า “จงทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” ซึ่งนี่คือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราในอนาคตด้วยสองทิศทางสำคัญ คือเรื่องของ “รูปทรง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์เรา และอีกด้านคือการก้าวข้ามความเชื่อมั่นในเรื่องเทคนิค เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ดีไซน์ใหม่ๆ บนพื้นฐานนี้”
ส่วน Panerai คุณเลสลี่ขออ้างอิงจากประสบการณ์การพบปะผู้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาฝึกงานใน Panerai ด้วยความหลงใหลในตัวแบรนด์ว่า สิ่งที่ Panerai ยังคงเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้นั่นก็คือ “ความจริงใจต่อตัวตนของตนเอง” ทั้งยังอ้างถึงบทความใน Revolution ที่คุณเหว่ยเคยได้เขียนเอาไว้ว่า Panerai เป็นแบรนด์สวนกระแสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มากไปกว่านั้นการมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้สวมใส่ยังเป็นอนาคตที่ทางแบรนด์ตั้งใจสร้างสรรค์ให้เหล่าสาวกได้มีส่วนร่วม

“ในปี 2019 เราได้เริ่มเปิดตัวโปรแกรมประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างออกไป เป็นโปรแกรมสไตล์หน่วยคอมมานโดซึ่งเรารับลูกค้าเพียง 20–30 คนเท่านั้น เมื่อลูกค้าซื้อนาฬิกา จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการผจญภัยครั้งสำคัญที่เชื่อมโยงกับมรดกทางทหารของเราโดยตรง
ประสบการณ์แรกที่เราเริ่มจัดคือการพาลูกค้า 20 คนไปยังเมืองลา สเปเซีย ที่นั่นเป็นฐานทัพลับทางทหารที่พลเรือนไม่สามารถเข้าได้ แต่ด้วยนาฬิกา Panerai ของคุณ คุณจะได้ร่วมภารกิจลับ ฝึกฝนเสมือนเป็นหน่วยรบชั้นสูงราวกับกองกำลังพิเศษ และใช้ชีวิตผจญภัยแบบสไตล์ Panerai อย่างแท้จริง
หนึ่งในกิจกรรมล่าสุดที่เราเพิ่งจัดขึ้นคือในเอเชียร่วมกับ Mike Horn เราพาลูกค้า 20 คนเดินป่าปีนเขาในภูฏานกับนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเรามานานกว่า 20 ปี พวกเขาได้ออกเดินทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในภูฏาน เพื่อเชื่อมโยงจิตวิญญาณและกำหนดประสบการณ์ Panerai ของตนเอง ซึ่งฉันเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของเราอย่างแท้จริง”
คุณเหว่ยยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชัน Z ผู้เป็นอนาคตที่จะมาขับเคลื่อนวงการนักสะสมนาฬิกาไว้ว่า
“ตัวผมเองไม่ใช่เจเนอเรชัน Z เลย ขอโทษด้วยนะครับ ผมอายุคงจะมากพอที่จะมีลูกที่เป็นเจเนอเรชัน Z ได้แล้วล่ะ แต่เอาเถอะครับ อย่างหนึ่งที่ผมคิดว่า สำคัญมากก็คือ “คุณค่าที่คุ้มค่าอย่างมหาศาล” เพราะในที่สุดแล้ว เราต้องทำให้นาฬิกาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และตอนนี้ที่พวกคุณเพิ่งเปิดตัวรุ่น 5218 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่คนต้องการมากที่สุดของ Panerai ในตลาดตอนนี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่มีราคาจับต้องได้มากที่สุดของ Panerai ด้วย คุณไม่สามารถแค่ออกแบบนาฬิกาที่เป็นที่ต้องการที่สุดเท่าที่เคยมีมาได้เท่านั้น แต่คุณยังต้องทำให้นาฬิกานั้นเข้าถึงได้สำหรับผู้คนที่อยากให้คนรุ่นต่อไปมีส่วนร่วมด้วย
…ผมคิดว่าสิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับนาฬิกาจักรกลก็คือ มันคงอยู่ยืนยาวเกินกว่าเราจะมีชีวิตอยู่เสียอีก จริงไหมครับ มันอาจจะเป็นวัตถุที่มีจริยธรรมที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะพลังงานเพียงอย่างเดียวที่มันต้องการ คือพลังงานที่มาจากคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการไขลาน หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายของคุณเอง ดังนั้นคุณจึงกำลังผสมผสานสิ่งที่คงอยู่ตลอดกาลเข้าไว้ด้วยกัน
และสิ่งที่ต้องใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเพื่อให้กลไกทำงาน แทนที่จะเป็นหัวใจที่เต้นอยู่ คุณควรเลือกสิ่งที่เกิดจาก “ความหลงใหล” อย่างแท้จริง ผมเข้าใจว่าตอนนี้มีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับราคาขายต่อหรือมูลค่าในตลาดนาฬิกามือสอง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเลย เพราะอีก 100 ปีข้างหน้า ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้แล้ว จงซื้อมันเพราะคุณรักมันจริงๆ ก็เพียงพอ”
และนี่การตั้งคำถามเกี่ยวกับรูปทรงและทิศทางที่หล่อหลอมตัวตนของกาลเวลาผ่านเรื่องราวที่ทั้งสองแบรนด์นาฬิกาต่างคาแร็กเตอร์แต่เป็นที่รู้จักและรักใคร่ในกลุ่มคนที่แสวงหารูปทรงของกาลเวลาได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาซึ่งกันและกัน ท้ายที่สุดแล้วคำตอบนั้นเรียบง่ายมาก การกำหนดรูปทรงและทิศทางของแบรนด์เรือนเวลาไม่ได้มุ่งเน้นในการเพิ่มคุณค่าในเชิงมูลค่า แต่เป็นคุณค่าที่เกิดจากความรักและหลงใหลในเรือนเวลาเรือนนั้นๆ อย่างแท้จริง
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :
PIAGET TIMELESS TURQUOISE การรังสรรค์แห่งสีสันและกาลเวลา
Luminor Marina Militare PAM05218 นาฬิกาที่ถอดแบบความคลาสสิกของ Panerai ในปี 1993
ปรากฏการณ์ครั้งแรกในไทย Revolution ร่วมกับ Siam Paragon เปิดเวทีเสวนากับสุดยอดผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาระดับโลก

