CHANEL Blush Watch Collection เมื่อความงามและเวลาหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ในปี 2025 นี้ CHANEL ได้เปิดตัวคอลเลกชันนาฬิกาใหม่ที่บอกเลยว่าไม่เหมือนใคร เพราะเขาเอาไอเดียจาก “เครื่องสำอาง” ของตัวเองมาใช้ ชื่อคอลเลกชันคือ CHANEL Blush Watch Capsule Collection ซึ่งมีพลังความสดใสและกล้าหาญแบบสุดๆ เพราะได้แรงบันดาลใจเต็มๆ จากพาเลตต์สีสันและเท็กซ์เจอร์ต่างๆ ในโลกของ CHANEL Beauty


ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีก่อน Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับวงการน้ำหอมและเครื่องสำอางมาแล้ว ด้วยการเปิดตัวน้ำหอม N°5 และเครื่องสำอางที่ดูหรูหรามากๆ ตลับสีดำที่เรียบง่ายแต่ข้างในมีสีสันสดใส นี่คือความลงตัวที่น่าสนใจระหว่างสีดำและความสดใสที่ Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ CHANEL ตัดสินใจเอามาใช้กับนาฬิกาของเขา
“ภาษาของเครื่องสำอาง CHANEL นั้นน่าหลงใหลและมีพลังสร้างสรรค์มาก” เขากล่าว “ผมชอบความสง่างามของมัน ทั้งดีไซน์ที่ดูดี และสีดำที่ทำให้สีอื่นๆ อย่างสีแดงเข้มหรือสีชมพูอ่อนดูมีมิติมากขึ้น” เขามองว่าเครื่องสำอางก็เหมือนงานศิลปะที่ต้องใช้การจัดวางอย่างตั้งใจ เขาจึงคิดว่า “ทำไมเราไม่ ‘แต่งหน้า’ ให้กับเวลา เพื่อให้มันสวยขึ้นล่ะ?” และไอเดียนี้ก็กลายเป็นหัวใจของคอลเลกชันนี้ในที่สุด

คอลเลกชันนี้ได้ดึงพลังของสีสันมาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง ช่างฝีมือของ CHANEL ได้ใช้เทคนิคชั้นสูงหลายอย่างเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาแต่ละเรือนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการลงยาแบบพิเศษ การพิมพ์ลายบนหน้าปัดที่ดูเหมือนเม็ดสีของอายแชโดว์ หรือการสาดสีแบบศิลปะ Pop Art ที่ดูสนุกๆ ทำให้สีสันบนนาฬิกาแต่ละเรือนนั้นนอกจากแค่การระบายสีแล้ว ยังกลายเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง



ด้วยความประณีตของช่างฝีมือแต่ละคน ทำให้แต่ละเรือนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน และยังเป็นการยกระดับสิ่งที่เคยเป็นแค่เครื่องสำอาง ให้กลายเป็นเครื่องประดับที่สวยงามและคลาสสิกเหนือกาลเวลาจริงๆ
หลังจากได้รู้จักกับที่มาของคอลเลกชัน CHANEL Blush Watch Capsule ที่ได้แรงบันดาลใจจากความงามและสีสันของเครื่องสำอางกันไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะมาเจาะลึกความพิเศษของแต่ละเรือนกันบ้าง และเรือนแรกที่จะพาไปทำความรู้จักก็คือ J12 นาฬิกาที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ CHANEL

J12 BLUSH Caliber 12.1 38 MM
เรือนนี้เป็นนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่โดดเด่นด้วยการเล่นสีไล่ระดับจากชมพูไปแดง ซึ่งเรียกเทคนิคนี้ว่า “Camaieu” โดยสีสันเหล่านี้ถูกนำมาใช้บนขอบหน้าปัดและหลักชั่วโมง ทำให้ J12 เรือนนี้มีความหรูหราและมีพลังอย่างมาก เพราะเป็นความคอนทราสต์ที่ลงตัวระหว่างตัวเรือนเซรามิกสีดำสนิท กับสีชมพู-แดงที่ดูนุ่มนวลแต่ก็ชัดเจน
นอกจากความสวยงามแล้ว ยังมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ตัวเรือนขนาด 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 12.1 ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตโดยโรงงานของ CHANEL เอง (Manufacture Movement) แถมยังผ่านการรับรองมาตรฐานโครโนมิเตอร์ COSC (Swiss Official Chronometer Testing Institute) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง
รายละเอียดเด่นๆ ของเรือนนี้:
- ตัวเรือน: เซรามิกสีดำที่มีความทนทานสูง
- ขอบหน้าปัด: หมุนได้ทางเดียว มีวงแหวนแซฟไฟร์สีดำเคลือบเงาพร้อมตัวเลขบอกเวลาในเฉดสีชมพู-แดง
- หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ และมีหลักชั่วโมงในเฉดสีชมพู-แดง
- กลไก: Caliber 12.1 แบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding)
- พลังงานสำรอง: สูงถึง 70 ชั่วโมง การกันน้ำลึก 200 เมตร
- สายนาฬิกา: เซรามิกสีดำ พร้อมตัวล็อกแบบพับ 3 ทบทำจากสตีล
ต่อจาก J12 BLUSH ขนาด 38 มม. ก็มาถึงคู่หูของมันที่มีขนาดเล็กลงมา เพื่อให้เหมาะกับข้อมือที่เรียวเล็กขึ้น แต่ยังคงความโดดเด่นและพลังแห่งสีสันไว้ไม่ต่างกัน
J12 BLUSH Caliber 12.2 33 MM
นาฬิการุ่นนี้คือ J12 ในขนาดที่เล็กลงมาที่ 33 มม. แต่ดีไซน์และจุดเด่นยังคงเหมือนกับรุ่น 38 มม. ทุกประการ นั่นคือการใช้เทคนิค “Camaieu” ไล่ระดับสีจากชมพูไปแดงบนขอบหน้าปัดและหลักชั่วโมง ตัดกับตัวเรือนและสายเซรามิกสีดำเข้ม ทำให้ดูมีเอกลักษณ์และทันสมัยไม่แพ้กัน
แม้ตัวเรือนจะเล็กกว่า แต่เรื่องประสิทธิภาพไม่ได้น้อยหน้าเลย เพราะเรือนนี้ใช้กลไก Caliber 12.2 ที่เป็นระบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding) ซึ่งเป็นกลไกที่ทาง CHANEL ผลิตขึ้นมาเอง และยังได้รับการรับรองความแม่นยำจาก COSC เช่นเดียวกับรุ่น 38 มม. ทำให้มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพ

รายละเอียดเด่นๆ ของเรือนนี้:
- ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขนาด 33 มม.
- ขอบหน้าปัด: หมุนได้ทางเดียวพร้อมวงแหวนแซฟไฟร์และตัวเลขบอกเวลาในเฉดสีชมพู-แดง
- หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ และมีหลักชั่วโมงในเฉดสีชมพู-แดง
- กลไก: Caliber 12.2 แบบไขลานอัตโนมัติ
- พลังงานสำรอง: ประมาณ 50 ชั่วโมง การกันน้ำลึก 200 เมตร
- สายนาฬิกา: เซรามิกสีดำ พร้อมตัวล็อกแบบพับ 3 ทบทำจากสตีล

MADEMOISELLE J12 BLUSH Caliber 12.1 38 MM
มาถึงนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนที่พิเศษไม่เหมือนใคร และสะท้อนตัวตนของ Gabrielle Chanel ได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ MADEMOISELLE J12 BLUSH เรือนนี้มาในขนาด 38 มม. และเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน
จุดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดที่ดูมีชีวิตชีวา เพราะมีรูป Gabrielle Chanel ในโทนสีขาวดำกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งของเธอเอง พร้อมกับเครื่องสำอางชิ้นสำคัญต่างๆ ทั้งอายแชโดว์ แป้ง และลิปสติก ซึ่งถูกทำซ้ำขึ้นมาอย่างละเอียดด้วยเทคนิค decal ในโทนสีเงินและสีชมพูแป้งฝุ่น
ความพิเศษยังไม่หมดแค่นั้น เพราะรูปเครื่องสำอางเหล่านี้ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ถูกวางไว้บนแผ่นดิสก์ที่สามารถหมุนรอบหน้าปัดได้ โดยจะหมุนครบหนึ่งรอบในทุกๆ 5 นาที ทำให้หน้าปัดดูเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ตัวเรือนทำจากเซรามิกสีดำทนทานสูง มาพร้อมกับขอบหน้าปัดแบบ Baguette ที่ประดับด้วยลวดลายที่ดูเหมือนขนมปังฝรั่งเศส ส่วนกลไกภายในใช้ Caliber 12.1 ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตโดย CHANEL เอง และยังได้รับการรับรองความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC อีกด้วย
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- หน้าปัด: มีรูป Mademoiselle และแผ่นดิสก์หมุนได้ที่ประดับด้วยลวดลายเครื่องสำอาง
- กลไก: Caliber 12.1 ไขลานอัตโนมัติ
- พลังงานสำรอง: ประมาณ 70 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร
- เม็ดมะยม: ประดับด้วยเพชรเจียระไนแบบ Brilliant-cut 1 เม็ด

PREMIÈRE CHARMS BLUSH
มาถึงนาฬิกาอีกหนึ่งรุ่นที่สะท้อนความหรูหราแบบเฉพาะตัวของ CHANEL นั่นคือรุ่น PREMIÈRE CHARMS BLUSH เรือนนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์
รุ่นนี้มาในโทนสีดำเข้มทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกาที่เป็นโซ่สตีลถักด้วยริบบิ้นหนังสีดำ แต่ความพิเศษที่ทำให้เรือนนี้ไม่เหมือนใครคือ “จี้ห้อย” (Charms) รูปตัวอักษร C-H-A-N-E-L ทั้งหมด 6 ตัว ที่ถูกนำมาห้อยไว้บนสายอย่างสวยงาม
จี้ห้อยแต่ละตัวถูกตกแต่งด้วยเทคนิคการลงยาด้วยมือในเฉดสีไล่ระดับจากชมพูไปแดง ซึ่งสีสันเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ยาทาเล็บ ของ CHANEL โดยตรง ทำให้เป็นนาฬิกาที่มีความโดดเด่นและมีลูกเล่นน่ารักๆ ไปพร้อมๆ กัน
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำทั้งเรือน
- หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ
- จี้ห้อย: รูปตัวอักษร “CHANEL” 6 ตัว ลงยาด้วยมือในเฉดสีชมพูและแดง
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง การกันน้ำ 30 เมตร
- สาย: สายสตีลเป็นแบบโซ่ถักกับริบบิ้นหนังสีดำ

PREMIÈRE CUFF BLUSH
ตามมาด้วยอีกหนึ่งนาฬิกาจากคอลเลกชันที่โดดเด่นไม่แพ้กัน นั่นคือ PREMIÈRE CUFF BLUSH ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่สะท้อนถึงความเป็นผู้หญิงในแบบที่ Gabrielle Chanel ชื่นชอบได้อย่างชัดเจน
จุดเด่นของเรือนนี้คือดีไซน์สายนาฬิกาที่ดูเหมือนสร้อยข้อมือแบบกว้าง หรือ “Cuff” ซึ่งประกอบด้วยโซ่สตีลเคลือบสีดำถึง 7 แถว สานเข้ากับริบบิ้นหนังสีชมพูและสีแดง ทำให้ดูเหมือนเป็นงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแท่งลิปสติกสีชมพูและสีแดงที่เรียงรายอยู่ด้วยกัน
แม้ดีไซน์สายจะดูซับซ้อน แต่ตัวเรือนกลับเรียบง่ายแต่หรูหรา ตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Première ตัดกับหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีดำที่เรียบหรู ทำให้เรือนนี้เป็นตัวแทนของความสง่างามเหนือกาลเวลาได้อย่างลงตัว
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำ
- หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
- สายนาฬิกา: โซ่สตีลเคลือบดำ 7 แถว สานกับริบบิ้นหนังในเฉดสีชมพู-แดง
BOY·FRIEND BLUSH
อีกหนึ่งเรือนที่มาในสไตล์ที่ดูสนุกและสดใสจากคอลเลกชันนี้ นั่นคือ BOY·FRIEND BLUSH ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะ Pop Art ที่เน้นสีสันสดใสโดยเฉพาะ
จุดเด่นที่สุดของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัด เพราะมีภาพวาดของ Gabrielle Chanel หรือ “มาดมัวแซล” กำลังส่งจูบ พร้อมข้อความ “COCO KISS” ที่มาในเฉดสีชมพูไล่ระดับอย่างสวยงาม ทำให้นาฬิกาดูมีชีวิตชีวาและขี้เล่นมากขึ้น
ความพิเศษไม่ได้มีแค่บนหน้าปัด ยังรวมไปถึงรายละเอียดอื่นๆ ทั้งตัวเรือนที่ทำจากสตีลเคลือบสีดำเข้ากันกับขอบหน้าปัดที่เคลือบแล็กเกอร์สีชมพูด้วยมืออย่างประณีต แสดงให้เห็นถึงงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ปิดท้ายด้วยเม็ดมะยมที่ประดับด้วยสปิเนลสีดำ ทำให้ดูสวยลงตัว

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำ
- ขอบหน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีชมพูด้วยมือ
- หน้าปัด: มีภาพวาดมาดมัวแซลและข้อความ “COCO KISS” ในโทนสีชมพู
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
- สายนาฬิกา: หนังลูกวัวลายตารางสีชมพู สามารถเปลี่ยนสายได้

CODE COCO BLUSH
ถัดมาอีกหนึ่งเรือนที่ผสมผสานความเป็นนาฬิกากับเครื่องประดับเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว นั่นก็คือ CODE COCO BLUSH ที่เป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันซึ่งมีดีไซน์เป็นกำไลข้อมือที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
ความพิเศษของเรือนนี้อยู่ที่สายนาฬิกาซึ่งเป็นกำไลหนังลูกวัวสีชมพูเหลือบมุกที่นูนเป็นตัวอักษร “C-H-A-N-E-L” ทั้งหกตัวได้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋า 2.55 อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และจุดเด่นอีกอย่างก็คือตัวล็อกที่ใช้เป็นตัวหมุนรูปสี่เหลี่ยม หรือที่เรียกว่า Mademoiselle turnlock แบบเดียวกับตัวล็อกของกระเป๋า 2.55 นั่นเอง
นอกจากความสวยงามบนสายแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังมีหน้าปัดสีดำเคลือบแล็กเกอร์ถึงสองอัน และหนึ่งในนั้นยังประดับด้วยเพชรทรง Princess-cut สีขาวไว้หนึ่งเม็ด ทำให้ดูหรูหราและมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากขึ้น
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- ตัวเรือน: สตีลเคลือบสีดำ
- หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์สีดำ 2 หน้าปัด โดยมี 1 หน้าปัดประดับด้วยเพชร 1 เม็ด
- ตัวล็อก: แบบหมุนสี่เหลี่ยม Mademoiselle turnlock
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
- สายนาฬิกา: กำไลหนังลูกวัวสีชมพูเหลือบมุกปั๊มนูนคำว่า “CHANEL”
J12 BOX “DRIPPING ART”
มาถึงเซ็ตนาฬิกาที่พิเศษที่สุดในคอลเลกชันนี้ นั่นก็คือ J12 BOX “DRIPPING ART” ที่ไม่ได้มาแค่เรือนเดียว แต่มาเป็นเซ็ต 5 เรือน และผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 5 เซ็ตทั่วโลก เท่านั้น
เซ็ตนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบ “Dripping Art” หรือศิลปะการสาดสี ซึ่ง CHANEL ได้นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างน่าทึ่ง โดยจำลองภาพเหมือนหยดสีของยาทาเล็บที่ถูกสาดลงบนหน้าปัดนาฬิกา J12 ซึ่งตัวหน้าปัดทำจากเซรามิกและลงยาด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel หรือการลงยาด้วยความร้อนสูง ซึ่งทีมพัฒนาต้องทดลองสีถึงร้อยครั้งและใช้เวลาวิจัยกว่า 200 ชั่วโมงเพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ความพิเศษไม่ได้มีแค่บนตัวนาฬิกา ยังรวมไปถึงกล่องที่บรรจุนาฬิกาก็ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเช่นกัน ตัวกล่องทำจากไม้เคลือบเงา ภายในมีลวดลายแบบการสาดสีที่เชื่อมโยงนาฬิกาทั้ง 5 เรือนเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เซ็ตนี้เป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นเดียวที่ประกอบด้วยนาฬิกา 5 เรือน


รายละเอียดที่น่าสนใจของเซ็ตนี้:
- จำนวน: 5 เรือนต่อเซ็ต ผลิตจำกัดเพียง 5 เซ็ต
- ดีไซน์: ลายหยดสีแบบ Dripping Art ที่ลงยา Grand Feu Enamel บนหน้าปัดเซรามิก
- กลไก: Caliber 12.1 ไขลานอัตโนมัติ ซึ่งผ่านการรับรองความแม่นยำจาก COSC และเคลือบสีดำ
- เม็ดมะยม: ประดับด้วยเพชร 1 เม็ด (รวม 5 เรือน 5 เม็ด)
- ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขนาด 38 มม.
- กล่อง: กล่องไม้เคลือบเงาที่ออกแบบเป็นพิเศษให้มีลวดลายเข้าชุดกัน

BOY·FRIEND “COCO ART”
มาต่อกันที่อีกเรือนในคอลเลกชันนี้ที่พิเศษสุดๆ เพราะผลิตจำกัดเพียงแค่ 20 เรือนทั่วโลก นั่นคือ BOY·FRIEND “COCO ART” ที่เป็นเหมือนงานศิลปะ Pop Art บนข้อมือ
จุดเด่นที่สุดอยู่ที่หน้าปัดซึ่งเป็นภาพของ Gabrielle Chanel หรือมาดมัวแซล กำลังส่องกระจกจากตลับแป้ง โดยภาพนี้ถูกทำขึ้นอย่างประณีตด้วยเทคนิค tampography หรือการปั๊มลายแบบแมนนวลถึง 12 ครั้งบนหน้าปัดที่ทำจากไวท์โกลด์ และพื้นหลังสีชมพูที่ดูสดใสแบบ Pop Art ก็ได้มาจากเทคนิค Grand Feu Enamel หรือการลงยาด้วยความร้อนสูง ทำให้ได้สีที่ดูมีชีวิตชีวา
นอกจากความสวยงามบนหน้าปัดแล้ว ขอบหน้าปัดยังประดับด้วย แซฟไฟร์สีชมพู ทรง Baguette ถึง 38 เม็ด ซึ่งถูกเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อให้สีสันเข้ากันกับภาพวาดบนหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเสริมให้ภาพของมาดมัวแซลดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือน
- หน้าปัด: ภาพ Gabrielle Chanel บนหน้าปัดไวท์โกลด์ ลงยา Grand Feu Enamel
- ขอบหน้าปัด: ประดับแซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 38 เม็ด
- กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual-winding)
- พลังงานสำรอง: ประมาณ 42 ชั่วโมง การกันน้ำ 30 เมตร
J12 PINK LINE
ถัดมาคือนาฬิกาที่แสดงถึงความหรูหราขั้นสูงสุดในคอลเลกชันนี้ นั่นก็คือ J12 PINK LINE ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ผลิตจำกัดเพียงแค่ 12 เรือนทั่วโลก
นาฬิกาเรือนนี้ได้นำสีชมพูและดำที่ตัดกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของลิปสติก CHANEL มาตีความใหม่ โดยใช้เทคนิคการประดับอัญมณีแบบขั้นสูง ตัวเรือนและสายถูกประดับด้วย แซฟไฟร์สีชมพู ทรง Baguette ถึง 215 เม็ด ซึ่งทำให้ดูหรูหราอย่างไม่ธรรมดา
แต่ความพิเศษไม่ได้มีแค่อัญมณี เพราะ CHANEL ยังได้ใช้ “เซรามิก” วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของ J12 มาทำเป็นรูปทรง Baguette เช่นกัน โดยประดับเซรามิกสีดำทรง Baguette เข้าไปบนสายนาฬิกาถึง 342 ชิ้น ทำให้ทั้งเรือนเต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างความนุ่มนวลของแซฟไฟร์และดีไซน์ที่ดูแข็งแกร่งของเซรามิก
กว่าจะได้นาฬิกาเรือนนี้ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ช่างฝีมือต้องใช้เวลากว่า 300 ชั่วโมง ในการฝังแซฟไฟร์และเซรามิกแต่ละชิ้น และยังต้องใช้เวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนครึ่งในการเตรียมช่องว่างสำหรับวัสดุเหล่านี้


รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 12 เรือน
- การประดับ: แซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 215 เม็ด และเซรามิกสีดำทรง Baguette 342 ชิ้น
- กลไก: Caliber 12.2 ไขลานอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง COSC
- พลังงานสำรอง: ประมาณ 70 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร

TALISMAN WATCH “GIVE ME LUCK”
มาถึงชิ้นงานที่โดดเด่นและเปี่ยมด้วยความหมายในคอลเลกชันนี้ นั่นคือ TALISMAN WATCH “GIVE ME LUCK” ซึ่งเป็นนาฬิกาจี้ที่ผลิตจำกัดเพียงแค่ 5 ชิ้น ทั่วโลกเท่านั้น
นาฬิกาเรือนนี้ได้รับการยกระดับให้เป็นงานจิวเวลรี่ชั้นสูง โดยได้แรงบันดาลใจจากตลับอายแชโดว์รุ่น LES 4 OMBRES ของ CHANEL ที่กลายมาเป็นเครื่องรางอันล้ำค่าที่บอกเวลาได้ ตัวเรือนทำจาก Onyx สีดำเงางาม เหมือนกับตลับเครื่องสำอางจริง ๆ
ด้านหน้าเป็นงานดีไซน์ที่สวยสะกดตาด้วยอัญมณีสีสันสดใส ไม่ว่าจะเป็น Rubellite สีแดงเชอร์รี 4 เม็ด และ Tourmaline สีชมพู 5 เม็ดที่ถูกจัดวางในรูปแบบ “ไบแซนไทน์” อันเป็นสัญลักษณ์ที่ Gabrielle Chanel ชื่นชอบเป็นพิเศษ
ส่วนด้านหลังเผยให้เห็นหน้าปัดนาฬิกาขนาดเล็กที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ ประดับด้วยเพชร และตัวเลขบอกเวลาที่โดดเด่นบนพื้นหลัง Onyx สีดำ นาฬิกาจี้เรือนนี้สามารถสวมใส่เป็นสร้อยคอได้ โดยมาพร้อมกับสายโซ่เยลโลว์โกลด์ที่ประดับด้วย Onyx และเพชรอีกด้วย
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 5 เรือน
- ตัวเรือน: Onyx สีดำ การกันน้ำ 30 เมตร
- การประดับด้านหน้า: Rubellite สีแดงเชอร์รี 4 เม็ด และ Tourmaline สีชมพู 5 เม็ด
- หน้าปัด: เพชร 45 เม็ด บนหน้าปัดเยลโลว์โกลด์ เพชรรวมกว่า 203 เม็ด
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง
- สายสร้อยคอ: เยลโลว์โกลด์ประดับด้วย Onyx และเพชร
AMULET WATCH “PROTECT ME”
มาถึงชิ้นงานที่พิเศษในคอลเลกชันนี้ และเป็นที่สุดของงานฝีมือ นั่นคือ AMULET WATCH “PROTECT ME” ซึ่งเป็น นาฬิกาจี้เพียงชิ้นเดียวในโลก (Unique Piece) ที่แสดงถึงความหรูหราและความประณีตในระดับสูงสุด
นาฬิกาจี้เรือนนี้เปรียบเสมือนเครื่องรางคุ้มครอง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ภาพดวงตาของ Gabrielle Chanel ที่ถูกทำขึ้นอย่างน่าทึ่งด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel บนแผ่นไวท์โกลด์ การสร้างสรรค์ภาพดวงตาที่ดูมีชีวิตชีวาและมีความซับซ้อนนี้ใช้เวลาถึง สองเดือนเต็ม และเพื่อความสมบูรณ์แบบได้มีการประดับเพชรแท้ถึง 332 เม็ด ทั้งเพชรสีขาว สีเบจ และสีน้ำตาล ซึ่งต้องใช้เวลาคัดเลือกเพชรถึง ห้าเดือน เลยทีเดียว
เมื่อพลิกดูด้านหลัง จะพบกับหน้าปัดนาฬิกาที่ทำจากไวท์โกลด์และประดับด้วยเพชรอีกจำนวนมาก นาฬิกาจี้เรือนนี้สามารถสวมใส่เป็นสร้อยคอได้ โดยมาพร้อมกับสายโซ่เยลโลว์โกลด์ที่ประดับด้วยเพชรและ Onyx ซึ่งทำให้ดูหรูหราและมีเอกลักษณ์

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
- ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบสีดำและเยลโลว์โกลด์
- การประดับ:
- ภาพดวงตา: เพชรรวม 332 เม็ด (สีขาว สีเบจ สีน้ำตาล)
- หน้าปัด: เพชร 100 เม็ด บนหน้าปัดไวท์โกลด์
- รวมทั้งหมด: เพชรรวมกว่า 842 เม็ด
- สายสร้อยคอ: เยลโลว์โกลด์ ประดับด้วยเพชรและ Onyx
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง
- การกันน้ำ: 30 เมตร

SECRET WATCH “KISS ME”
ต่อด้วยชิ้นงานที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยลูกเล่นที่สุดในคอลเลกชันนี้ นั่นคือ SECRET WATCH “KISS ME” ซึ่งเป็นนาฬิกาจี้ที่ผลิตจำกัดเพียงแค่ 5 ชิ้น ทั่วโลกเท่านั้น
นาฬิกาเรือนนี้ได้นำไอเท็มความงามที่ขาดไม่ได้อย่างลิปสติก อันเป็นสัญลักษณ์ของ CHANEL ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1954 มาเปลี่ยนให้เป็นเครื่องประดับสุดล้ำค่า ตัวเรือนทำจาก ไทเทเนียมเคลือบดำ ที่ดูเหมือนกับแท่งลิปสติกจริงๆ สามารถเปิดออกมาได้เพื่อเผยให้เห็นหน้าปัดนาฬิกาเคลือบแล็กเกอร์สีดำที่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งตั้งอยู่บนวงแหวนเยลโลว์โกลด์ที่เปล่งประกายและประดับด้วยอัญมณี Beryl ทรง Baguette ถึง 20 เม็ด
นอกจากความพิเศษของตัวเรือนแล้ว นาฬิกาจี้เรือนนี้ยังมาพร้อมกับสายสร้อยคอเยลโลว์โกลด์ที่ตกแต่งด้วยลูกปัด Rhodolite และท่อ Onyx ขนาดเล็ก และที่โดดเด่นที่สุดคือเพชรเม็ดกลางขนาด 0.70 กะรัต ที่ถูกประดับไว้บนสายสร้อยอย่างสวยงาม
รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 5 เรือน
- แรงบันดาลใจ: ลิปสติก CHANEL
- ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบดำและเยลโลว์โกลด์
- การประดับ:
- ตัวเรือน: Beryl ทรง Baguette 20 เม็ด
- สายสร้อยคอ: ลูกปัด Rhodolite 38 เม็ด ท่อ Onyx และเพชร
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความเที่ยงตรงสูง
- การกันน้ำ: 30 เมตร
J12 PINK PALETTE
มาถึงนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนที่สะท้อนความคลาสสิกของลิปสติก CHANEL ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ J12 PINK PALETTE ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ผลิตจำนวน 100 เรือน ทั่วโลก
นาฬิกาเรือนนี้ได้นำภาษาของลิปสติกอันเป็นตำนานมาใช้บนตัวเรือนเซรามิกสีดำเข้ม โดยเพิ่มความโดดเด่นด้วยการประดับ แซฟไฟร์สีชมพู ทรง Baguette ที่ไล่เฉดสีอย่างสวยงามตั้งแต่สีชมพูอ่อนไปจนถึงสีชมพูเข้ม ซึ่งแซฟไฟร์ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีนี้มีถึง 9 เฉดสี เพื่อให้ได้พาเลตต์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
แซฟไฟร์ทรง Baguette ทั้งหมด 58 เม็ด ถูกนำมาประดับบนขอบหน้าปัดและหลักชั่วโมงอย่างลงตัว สร้างความคอนทราสต์ที่สวยงามระหว่างความเข้มของเซรามิกสีดำและความหวานของสีชมพู ทำให้ J12 เรือนนี้ดูมีเอกลักษณ์และหรูหราไม่ซ้ำใคร

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน
- การประดับ: แซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 58 เม็ด ที่ไล่เฉดสีจาก 9 เฉดสี
- ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขนาด 33 มม.
- เม็ดมะยม: ประดับด้วยเพชร 1 เม็ด
- กลไก: Caliber 12.2 ไขลานอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง COSC
- พลังงานสำรอง: ประมาณ 50 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร

MADEMOISELLE PRIVÉ PINCUSHION “BEAUTY ART”
มาถึงนาฬิกาที่เปรียบเสมือนงานศิลปะเหนือจริง นั่นคือ MADEMOISELLE PRIVÉ PINCUSHION “BEAUTY ART” ซึ่งเป็น ชิ้นงานที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก (Unique Piece) ที่อุทิศให้กับงานศิลปะแห่งความงาม
นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเซอร์เรียลลิสต์ (Surrealist) โดยมีจุดเด่นอยู่ที่หน้าปัดซึ่งเป็นภาพวาดมือของมาดมัวแซลที่ถูกแกะสลักจากทองคำและประดับด้วยแซฟไฟร์สีชมพู กำลังวางท่ามกลางเครื่องสำอางชิ้นโปรด ทั้งลิปสติก อายแชโดว์ และยาทาเล็บ ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการลงยาและงานวาดภาพย่อส่วนบนทองคำดำอย่างประณีต
ความสวยงามของภาพบนหน้าปัดได้รับการถ่ายทอดอย่างวิจิตรบรรจงโดยช่างฝีมือจาก Les Cadraniers de Genève โดยรายล้อมด้วยสร้อยคอจิ๋วที่ประดับด้วยเพชรและไข่มุก หน้าปัดสีดำยังถูกประดับด้วยเพชร 120 เม็ด และเม็ดเยลโลว์โกลด์ขนาดเล็กอีก 234 เม็ด ทำให้ดูหรูหราและมีรายละเอียดที่น่าทึ่ง
นอกจากความงามบนหน้าปัดแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังมีขอบหน้าปัดที่ประดับด้วยแซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette ถึง 84 เม็ด และสายที่ทำจากผ้า Grosgrain ที่ดูเรียบหรู

รายละเอียดที่น่าสนใจของเรือนนี้:
- จำนวน: มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
- ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบดำ
- หน้าปัด: ภาพมือของมาดมัวแซลและเครื่องสำอาง ที่แกะสลักจากทองคำ ลงยา และฝังเพชร
- การประดับ: แซฟไฟร์สีชมพูทรง Baguette 84 เม็ด และเพชรทรง Brilliant-cut รวม 176 เม็ด
- กลไก: ควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง การกันน้ำ 30 เมตร
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ
Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”
A. Lange & Söhne เผยโฉมนาฬิการุ่น Richard Lange Jumping Seconds และ 1815 Tourbillon ที่ Hampton Court Palace

