Home Blog Page 24

Wrist Check: ส่องนาฬิกานักแข่ง F1 ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ Marina Bay

เปิดฉากสปิริตแห่งสนามแข่ง ที่มาพร้อมความเร้าใจในทุกเสี้ยววินาที

คุณสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุแบบนี้ไหม? ไม่ใช่แค่ความชื้นของสิงคโปร์นะ แต่เป็นความร้อนแรงในอกของเหล่านักแข่งที่พร้อมจะระเบิดออกมาที่ Marina Bay Street Circuit นี่คือการเดินทางที่เรารอคอย… และเป็นครั้งแรกที่ได้มาเหยียบสนามแข่งกลางคืนแห่งนี้ด้วยใจอันเต็มเปี่ยม เราเชื่อว่าหลายๆ คนไฝ่ฝันถึงการมาเหยียบสนามแข่งรายการนี้ซักครั้งในชีวิต เพราะประสบการณ์ที่คุณจะได้กลับไปมันเกินกว่าคำว่าประทับใจแน่ๆ

สิงคโปร์ – 17 กันยายน: ภาพเหตุการณ์การชนกันในช่วงเริ่มต้นการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2017 (ถ่ายภาพโดย Peter J Fox/Getty Images)

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตามนะว่า… ในวันแข่งจริง บรรยากาศรอบสนามที่เต็มไปด้วยมวลชนนับแสนจากทั่วทุกมุมโลก การมาอยู่ท่ามกลางแฟนๆ ที่มี “จิตวิญญาณเดียวกัน” และหลงใหลในวิศวกรรมความเร็วขั้นสูงสุด มันคือการเติมเต็มจิตวิญญาณอันแรงกล้า แต่ทันทีที่ถึงเวลาเริ่มการแข่งขัน ทุกเสียงถูกกลืนหายไปในความเงียบที่คาดหวัง จากนั้น…

ภาพการชนกันในช่วงเริ่มต้นการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit เมื่อวันที่ 17 กันยายน โดยมีรถของ เซบาสเตียน เวทเทล (Sebastian Vettel) นักขับชาวเยอรมนี (รถหมายเลข 5) และ คิมิ ไรค์โคเนน (Kimi Raikkonen) นักขับชาวฟินแลนด์ (รถหมายเลข 7) ซึ่งทั้งคู่ขับรถ Scuderia Ferrari SF70H ชนกัน (ถ่ายภาพโดย Lars Baron/Getty Images)
ภาพเหตุการณ์รถชนกันอย่างยุ่งเหยิงในช่วงเริ่มต้นการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit เมื่อวันที่ 17 กันยายน โดยมีรถของ เฟอร์นันโด อลอนโซ (Fernando Alonso) จากทีม McLaren Honda (รถหมายเลข 14), คิมิ ไรค์โคเนน (Kimi Raikkonen) จากทีม Scuderia Ferrari (รถหมายเลข 7) และ แม็กซ์ เวอร์สแท็พเพน (Max Verstappen) จากทีม Red Bull Racing (รถหมายเลข 33) เข้าไปพัวพันในการชน (ถ่ายภาพโดย Mark Thompson/Getty Images)

เสียงคำรามของเครื่องยนต์ F1 ที่กระแทกขอบสนามจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่หน้าอก ผู้คนยืนเบียดกันแน่น สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่รถแข่งที่พุ่งทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเป็นเพียงเงารางๆ ที่โฉบเข้าโค้งอย่างดุดันมันให้ความรู้สึกกร้าวใจไม่รู้จบ ในขณะที่เรายืนอยู่ตรงข้างพิตเลน จนได้กลิ่นนำมันเครื่อง ยางมะตอย และผ้าเบรกเผาไหม้คละคลุ้งไปทั่วที่ลอยมาปะทะจมูก เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกลิ่นน้ำหอมประจำฤดูกาลของการแข่งขันนี้อย่างแท้จริง

ภาพ จอร์จ รัสเซลล์ (George Russell) นักขับชาวอังกฤษจากทีม Mercedes ยืนอยู่บนรถแข่งเพื่อฉลองตำแหน่งโพลโพซิชั่น (Pole Position) หลังจบการแข่งขันรอบคัดเลือกสำหรับรายการฟอร์มูล่าวัน สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit (ถ่ายภาพโดย MOHD RASFAN / AFP และ MOHD RASFAN/AFP ผ่าน Getty Images)
ภาพ เฟอร์นันโด อลอนโซ (Fernando Alonso) นักขับชาวสเปน กำลังขับรถ Aston Martin F1 Team AMR25 Mercedes (รถหมายเลข 14) อยู่ในสนามระหว่างการซ้อมครั้งสุดท้าย ก่อนการแข่งขัน F1 สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit (ถ่ายภาพโดย Glenn Dunbar/LAT Images)

ตั้งแต่ก้าวขาเข้าสู่ขอบรั้วสนาม ความรู้สึกมันคือโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความเร็ว จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และความแม่นยำที่ต้องแลกมาด้วยทุกเสี้ยววินาที… แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกขนลุกซู่ยิ่งกว่าคือ นาฬิกาข้อมือแต่ละเรือนที่อยู่บนข้อมือของเหล่านักแข่งตัวจริง ข้อมือที่เป็นผู้ควบคุมพวงมาลัยแห่งโชคชะตา

ในฐานะที่เป็นแฟน F1 ตัวยง การมาเหยียบสนามจริงก่อนการแข่งขันมันคือการเติมเต็มจิตวิญญาณโดยแท้ คุณจะได้เห็นทุกองค์ประกอบของมนตร์เสน่ห์แห่งความเร็ว ตั้งแต่เสียงคำรามของเครื่องยนต์ ไปจนถึงแววตาที่มุ่งมั่นของเหล่านักขับที่เราเทใจให้ แต่สิ่งที่ทำให้สายตาของเราต้องสะดุดและเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว ‘เครื่องมือ’ อะไรที่สะท้อนถึงตัวตนและความมุ่งมั่นของพวกเขาได้ชัดเจนที่สุด?”

คำตอบอยู่บนข้อมือของพวกเขานั่นเอง ในช่วงเวลาที่สนามแข่งจำลองถูกยกมาสู่ข้อมือ… และนี่อาจคือการ ‘Wrist Check’ สุดพิเศษที่เราได้หาภาพมาฝาก จากการพบปะพูดคุยกับเหล่านักขับก่อนที่ไฟสัญญาณจะดับลง มาดูกันว่าปีนี้ นักแข่งเลือกเครื่องมือวัดเวลาแบบไหนมาเป็นคู่หูในการท้าทายโชคชะตา

เจาะลึกโปรไฟล์นักแข่ง & นาฬิกาคู่ใจที่บอกเล่าตัวตน

1. คู่หู McLaren: ความเบาคือชัยชนะ

เริ่มจากสองหนุ่มจาก McLaren ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วบนสนามแข่ง และความชื่นชอบใน Richard Mille แบรนด์นาฬิกาที่บ้าคลั่งเรื่องวัสดุเบาพิเศษและประสิทธิภาพสูงสุดไม่ต่างจากรถ F1

Lando Norris:
นักแข่งผู้เต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่เปี่ยมด้วยความดุดัน ยามอยู่นอกสนามเขาเลือกความสปอร์ตขั้นสุดอย่าง Richard Mille RM 67-02 High Jump นาฬิกาตัวเรือนบางพิเศษ น้ำหนักเบาหวิวราวกับไม่มีอยู่จริง โดดเด่นด้วยสีแดง/ชมพูสดใส ที่สะท้อนถึงพลังงานวัยหนุ่มที่พร้อมกระโดดคว้าชัยชนะในทุกช่วงเวลา

Oscar Piastri:
รุกกี้แห่งปีที่ทำให้โลกต้องตะลึง เขาสวม Richard Mille RM 67-02 “McLaren” Extra Flat Carbon TPT ซึ่งมาในสายรัดสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของทีม McLaren ตัวเรือนคาร์บอน TPT นั้นคือที่สุดแห่งวิศวกรรมการบินและอวกาศ มันคือความบาง ความแกร่ง และน้ำหนักที่เบาที่สุด เหมือนกับรถแข่งที่ถูกรีดน้ำหนักทุกกรัมเพื่อทำความเร็วสูงสุด

2. เจ้าชายแห่งโมนาโก: Charles Leclerc (Ferrari)

  • Charles Leclerc:
    “Il Predestinato” หรือผู้ถูกลิขิตให้เป็นตำนานของ Ferrari บุคลิกของเขาทั้งสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความเร็ว แต่ในเวลาผ่อนคลาย เขาสวม Richard Mille RM 72-01 Lifestyle Flyback Chronograph in Titanium นาฬิกาโครโนกราฟฟลายแบ็กที่สลับซับซ้อนแต่มีสไตล์เป็นเลิศ ตัวเรือนไทเทเนียมสีขาวสะอาดและสายยางสีขาวเข้ากันอย่างลงตัวกับเสื้อทีมสีแดงของเขา มันคือนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อ “ไลฟ์สไตล์” ที่รวดเร็ว และซับซ้อนของนักแข่งระดับโลกอย่างแท้จริง

3. คู่หูผู้เปี่ยมเสน่ห์: Russell & Ocon

George Russell (Mercedes):
สมฉายา “Mr. Saturday” ผู้มักจะทำผลงานยอดเยี่ยมในการควอลิฟายเสมอ ในขณะที่นักแข่งหลายคนเลือกความสปอร์ตสุดโต่ง Russell กลับเลือกความคลาสสิกที่เหนือกาลเวลาอย่าง IWC Portugieser Annual Calendar นาฬิกาปฏิทินประจำปีที่สง่างาม หน้าปัดสีขาวสะอาดตาพร้อมฟังก์ชันแสดงวันและเดือนอย่างครบถ้วน มันสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกที่สุขุม เยือกเย็น และความแม่นยำดุจเครื่องจักรของวิศวกรที่ขับรถแข่ง

Esteban Ocon (Alpine):
นักแข่งชาวฝรั่งเศสผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เลือกความล้ำยุคในแบบฉบับอินดี้อย่าง Bianchet B 1.618 Flying Tourbillon Ultrafino Titanium ด้วยตัวเรือนไทเทเนียมสีดำสนิทพร้อมสายยางสีแดงสดสุดเร้าใจ นาฬิกาเรือนนี้นอกจากเป็นกลไก Tourbillon ที่ซับซ้อน ยังเป็นงานออกแบบที่อิงจากอัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) ซึ่งสะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมที่เขาหลงใหล

4. สายร็อค & ความโดดเด่น: Tsunoda & Gasly

  • Yuki Tsunoda (AlphaTauri):
    นักแข่งร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่จากญี่ปุ่น ผู้มาพร้อมพลังระเบิดและสไตล์ที่ชัดเจนมาก เขาสวม TAG Heuer Monaco Chronograph DLC Titanium in Vibrant Pink นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมในตำนานที่มาในลุคดุดันด้วยไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ แต่มีไฮไลต์เป็นสีชมพูสุดจัดจ้าน! มันคือการผสมผสานความคลาสสิกของ Tag Heuer เข้ากับความบ้าบิ่นและไม่เหมือนใครของยูคิ
  • Pierre Gasly (Alpine):
    อีกหนึ่งนักแข่งชาวฝรั่งเศสผู้มีสไตล์จัดจ้าน เขาสวม H. Moser & Cie Streamliner Tourbillon ที่มาพร้อมตัวเรือนและสายโลหะสีทองอมชมพู (Rose Gold/Bronze) ดีไซน์ลื่นไหลไร้รอยต่อราวกับหยดน้ำ (Streamliner) พร้อมกลไก Flying Tourbillon ที่เปิดโชว์ มันคือความเท่ที่ดู Effortless Cool ที่สุด เป็นนาฬิกาที่บอกว่าเขาไม่ได้แค่แข่ง แต่เขากำลัง “ใช้ชีวิต” ด้วยความเร็ว

5. ดาวรุ่งที่กำลังพุ่งขึ้น: Isack Hadjar (F2)

  • Isack Hadjar:
    นักแข่งดาวรุ่งจาก F2 ที่กำลังไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของ F1 เขาสวม TUDOR Black Bay Chrono “Carbon 25” นาฬิกาโครโนกราฟตัวเรือนคาร์บอนที่มาในสไตล์ “Panda” สุดคลาสสิกแต่ให้ความสปอร์ตด้วยสีดำเข้มและสีน้ำเงินที่ขอบหน้าปัด มันคือนาฬิกาที่ทั้งทนทาน เชื่อถือได้ และพร้อมสำหรับการเป็นเครื่องมือวัดเวลาในสถานการณ์ที่สำคัญที่สุด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งของนักแข่งรุ่นใหม่

แล้วทำไมพวกเขาถึงเลือกนาฬิกาเหล่านี้?

หากมองผ่านสายตาของแฟนๆ Revolution เราจะเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนมากอย่างเช่นว่า….

  • “Carbon & Titanium is the new Gold”:
    นักแข่ง F1 ยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความหรูหรา เรากลับมองว่าพวกเขาต้องการ “Performance Luxury” ที่เน้นวัสดุเบาพิเศษอย่าง Carbon TPT และ Titanium ที่มีน้ำหนักเบากว่า ทนทานกว่า และสะท้อนถึงเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในการสร้างรถ F1 (Leclerc, Piastri, Norris, Hadjar, Ocon)
  • Personality First:
    นาฬิกาคือการประกาศตัวตน ทั้งสีชมพูของ Yuki Tsunoda ความคลาสสิกของ George Russell หรือความหรูหราแบบ Minimalist ของ Pierre Gasly แสดงให้เห็นว่าแม้พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของทีม แต่พวกเขาก็ยังคงมีสไตล์ส่วนตัวที่โดดเด่น
  • The Rise of Independent Power:
    การที่ Esteban Ocon เลือก Bianchet ซึ่งเป็นแบรนด์อิสระที่เน้นกลไก Tourbillon ที่ซับซ้อนอย่างมีเอกลักษณ์ แสดงให้เห็นว่านักแข่งรุ่นใหม่เปิดรับแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณการสร้างสรรค์และวิศวกรรมที่บ้าคลั่งไม่แพ้กัน
ภาพผู้ชนะการแข่งขัน จอร์จ รัสเซลล์ (George Russell) นักขับชาวอังกฤษจากทีม Mercedes AMG Petronas F1 Team กำลังพูดคุยกับ แลนโด นอร์ริส (Lando Norris) นักขับชาวอังกฤษจากทีม McLaren ซึ่งได้อันดับที่สาม ในบริเวณ Parc Fermé หลังจบการแข่งขัน F1 สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit (ถ่ายภาพโดย Mark Thompson/Getty Images)

และนี่คือสิ่งที่เราได้เห็นในอีกมิติหนึ่งของไลฟ์สไตล์พวกเขาจากรั้วขอบสนาม สำหรับนาฬิกาเหล่านี้ล้วนพิสูจน์แล้วว่าสำหรับนักแข่ง F1 มันคือ ‘เครื่องมือ’ ที่สะท้อนความเชื่อมั่นในนวัตกรรม ตั้งแต่กลไก Tourbillon ที่ซับซ้อน ไปจนถึงวัสดุ Carbon TPT และ Titanium น้ำหนักเบาพิเศษ ที่เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอของรถแข่ง

และไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิกของ IWC ที่ยืนหยัดท่ามกลางเทคโนโลยี ความดุดันของ Richard Mille ที่ถอดแบบมาจากวิศวกรรมการบินและอวกาศ หรือความกล้าที่จะแตกต่างของ TAG Heuer Monaco Pink ทุกเรือนคือการประกาศว่า “นี่คือฉัน” ซึ่งความหลงใหลในความแม่นยำและวิศวกรรมขั้นสูงที่นักแข่งเหล่านี้เลือกสวมใส่ ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘แพชชั่น’ ที่พาเราทุกคนมาอยู่รวมกัน ณ สนามแห่งนี้

ภาพ อีแซ็ค ฮัดจาร์ (Isack Hadjar) นักขับชาวฝรั่งเศส กำลังขับรถ Visa Cash App Racing Bulls VCARB 02 (รถหมายเลข 6) อยู่ในสนามระหว่างการซ้อมครั้งสุดท้าย ก่อนการแข่งขัน F1 สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ที่สนาม Marina Bay Street Circuit (ถ่ายภาพโดย Clive Mason/Getty Images)

แล้วนาฬิกาบนข้อมือของคุณในวันนี้ล่ะ? มันกำลังวัดผลลัพธ์ของความมุ่งมั่น และสะท้อนตัวตนที่เป็นคุณด้วยความเร็วแบบไหนอยู่? มาร่วมแชร์กันได้

อ่านบทความน่าสนใจ อื่นเพิ่มเติมที่นี่
Montblanc Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Château de Versailles สุดยอดนาฬิกาลิมิเต็ด 8 เรือน
ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง
Franck Muller เปิดตัว The New Vanguard V 43 รุ่นพิเศษเฉพาะเอเชียแปซิฟิก

Mido เปิดตัว Multifort TV Big Date Titanium ที่ยังคงเอกลักษณ์หน้าปัดทรงทีวีสุดคลาสสิก

สัมผัสนิยามใหม่ของนาฬิกาสไตล์โมโนโครม ที่สะท้อนความหรูหราอย่างร่วมสมัย ผสานความโมเดิร์นกับกลิ่นอายวินเทจได้อย่างลงตัว

คุณเคยรู้สึกหนักข้อมือกับนาฬิกาเรือนโปรด ทั้งที่อยากจะใส่มันทุกวันหรือไม่? และเคยคิดไหมว่าดีไซน์ยุค 70s ที่เป็นตำนานอย่างหน้าปัดทรงทีวี จะกลับมาโลดแล่นในยุคปัจจุบันพร้อมโทนสีโมโนโครมที่เรียบโก้ได้อย่างไร?

นิยามใหม่ของความหรูหราที่เบาสบาย

มิโด (MIDO) แบรนด์นาฬิกา Swiss made ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ภายใต้ปรัชญาการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ได้เปิดตัวเรือนเวลาใหม่ล่าสุดในคอลเลกชัน Multifort TV Big Date Titanium (มัลติฟอร์ท ทีวี บิ๊ก เดท ไทเทเนียม) ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของรุ่น Multifort TV Big Date ดั้งเดิม

นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยการผสานความคลาสสิกของหน้าปัดทรงทีวี อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับความร่วมสมัย ผ่านการเลือกใช้วัสดุไทเทเนียม ที่ให้สัมผัสเบาสบายแต่มั่นคงแข็งแรงทนทาน พร้อมนำเสนอรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในโทนเทาเงินสไตล์โมโนโครม ที่สะท้อนความหรูหราอย่างร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

สัมผัสเบาแต่แข็งแกร่งด้วยสไตล์โมโนโครม

Multifort TV Big Date Titanium นำเสนอรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในทุกมิติด้วยวัสดุไฮเทคระดับพรีเมียมอย่างไทเทเนียม ตัวเรือนไทเทเนียมขัดซาตินขนาด 40 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่สมบูรณ์แบบสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ถูกเพิ่มความหรูหราด้วยการขัดเงาที่ข้อต่อตรงกลางของตัวสาย ขณะที่กรอบเบเซิล (Bezel) ได้รับการตกแต่งด้วยการพ่นทรายเพื่อเพิ่มมิติและรายละเอียดที่น่าสนใจ

ความคมชัดและรายละเอียดบนหน้าปัด 

จุดศูนย์กลางของดีไซน์คือหน้าปัดทรงทีวีคลาสสิกที่ตกแต่งด้วยเทคนิค ซันเรย์ขัดซาติน พร้อมลายเส้นแนวนอนที่ละเอียดประณีต โทนสีเทาเงินแบบโมโนโครมถูกนำมาใช้ในการไล่เฉดอย่างพิถีพิถัน สร้างความมีสไตล์ให้กับผู้สวมใส่ หน้าปัดยังโดดเด่นด้วยช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยใช้ตัวเลขสีขาวบนพื้นดำเพื่อให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจน ด้านในหน้าปัดเสริมขอบแสดงนาที (Flange) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบอกเวลา เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีถูกเคลือบด้วยนิเกิลสีดำ ขัดเพชรทรงเหลี่ยม และเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้สามารถอ่านค่าในที่แสงน้อยได้อย่างชัดเจน ส่วนเข็มวินาทีถูกขัดเหลี่ยมเพชรเพื่อเพิ่มความเปล่งประกาย

กลไก หัวใจที่แข็งแกร่งและต้านทานแม่เหล็ก

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Caliber 80 ซึ่งมีความสามารถในการสำรองพลังงานได้ยาวนานสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง ตัวกลไกมาพร้อมกับบาลานซ์สปริง Nivachron™ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กและแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวเรือนมีเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและรองรับการกันน้ำลึกถึง 10 บาร์ (100 เมตร)

ความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือของ MIDO ถูกสะท้อนผ่านฝาหลังแบบโปร่งใส เผยให้เห็นกลไก Caliber 80 ที่ตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève และสลักโลโก้ MIDO อย่างประณีต ตัวสายถูกออกแบบให้เชื่อมต่ออย่างกลมกลืนกับตัวเรือน และมาพร้อมระบบล็อกสายบานพับสลักโลโก้ MIDO ที่มีแกนสปริงสำหรับถอดเปลี่ยนสายได้ง่าย

ภาพรวมโดยสรุปของ Multifort TV Big Date Titanium จากมุมมองที่เห็น นิยามของนาฬิกาข้อมือเรือนนี้สะท้อนถึงตัวตนและสไตล์ของผู้สวมใส่ ด้วยโทนสีโมโนโครมที่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราเหนือกาลเวลา ผสานกับความเบาสบายของวัสดุไทเทเนียม ทำให้เรือนเวลานี้เป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ตั้งแต่ลุคชุดทำงานไปจนถึงลุคแคชชวลในวันสบายๆ

การวิเคราะห์ในมุมมองของ Revo

ในมุมมองของ Revo การเปิดตัว Multifort TV Big Date Titanium ถือเป็นก้าวที่ชาญฉลาดของ MIDO ที่ใช้กลยุทธ์ “Heritage Reinvention with High-Tech Material” หรือการนำมรดกกลับมาสร้างใหม่ด้วยวัสดุไฮเทค ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนนั่นก็คือ:

  1. การตอบโจทย์ Daily Wear อย่างแท้จริง: การเลือกใช้ ไทเทเนียม แก้ปัญหาสำคัญของนาฬิกาที่มีขนาดตัวเรือนชัดเจนอย่างทรง TV คือเรื่องน้ำหนัก การที่นาฬิกาเบาลงอย่างมากทำให้ผู้ใช้สามารถสวมใส่ได้ตลอดวันโดยไม่รู้สึกหนักข้อมือ
  2. นวัตกรรมกลไกที่คุ้มค่า: การใช้กลไก Caliber 80 ที่สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง และการเสริม Nivachron™ เพื่อต้านทานสนามแม่เหล็ก ทำให้ Multifort TV Big Date นอกจากจะมีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ยังให้ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือทางกลไกที่สูงกว่ามาตรฐานนาฬิกาในระดับเดียวกัน ซึ่งสะท้อนปรัชญาของ MIDO ในการคงไว้ซึ่งฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน
  3. ความลงตัวของสุนทรียภาพ: การนำเสนอในโทนสีโมโนโครม โดยมีรายละเอียดของหน้าปัดแบบไล่เฉดสีและลายเส้นแนวนอน ช่วยยกระดับนาฬิกาทรงวินเทจให้ดู “เรียบโก้” และโมเดิร์นขึ้นอย่างมาก ทำให้เป็นเครื่องประดับที่เสริมความมีสไตล์ได้อย่างลงตัว

เมื่อความคลาสสิกแบบวินเทจถูกผสานกับความเบาสบายของไทเทเนียม และกลไกที่ต้านทานแม่เหล็กได้ถึง 80 ชั่วโมง คุณคิดว่านาฬิการุ่นนี้คือ “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับนาฬิกาเรือนเดียวที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือไม่?

ข้อมูลทางเทคนิค
Multifort TV Big Date Titanium
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขัดซาตินและขัดเงา ทรงทีวีคลาสสิก ขนาด 40 มิลลิเมตร กันน้ำลึก 10 บาร์ หรือ 100 เมตร ฝาหลังดีไซน์โปร่งใส
  • หน้าปัด: สีเทาเงินโทนโมโนโครม ไล่เฉด ตกแต่งด้วยเทคนิคซันเรย์ขัดซาตินพร้อมลายเส้นแนวนอน
  • ฟังก์ชัน: ช่องแสดง วันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา แสดงชั่วโมง นาที วินาที เข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova®
  • กลไก: Caliber 80 สำรองพลังงานได้นานสูงสุด 80 ชั่วโมง มาพร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™ ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กและแรงกระแทก
  • สาย: ออกแบบให้เชื่อมต่ออย่างกลมกลืนกับตัวเรือน ระบบล็อกสายบานพับสลักโลโก้ MIDO พร้อมแกนสปริงสำหรับถอดเปลี่ยนสายได้ง่าย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

Montblanc Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Château de Versailles สุดยอดนาฬิกาลิมิเต็ด 8 เรือน

การหลอมรวมศิลปะชั้นสูงและกลไก Exo Tourbillon หน้าปัดจำลอง Hall of Mirrors ด้วยหินอ่อน Sarrancolin ไม้โอ๊ก และการสลักด้วยเลเซอร์บนแซฟไฟร์

เคยจินตนาการถึงงานเลี้ยงสวมหน้ากากที่ยิ่งใหญ่และเป็นความลับที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส และสงสัยหรือไม่ว่าเหตุการณ์สำคัญเหล่านั้น จะถูกย่อส่วนลงบนหน้าปัดนาฬิกา Tourbillon ได้อย่างวิจิตรบรรจงเพียงใด?

“ความลับแห่ง Bal des Ifs” บรรจบกับจักรกลชั้นสูง

แบรนด์ได้เปิดตัวสุดยอดผลงานศิลปะแห่งเวลาในชื่อ Montblanc Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Château de Versailles ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่เฉลิมฉลองให้กับงานเลี้ยงสวมหน้ากากในตำนานของฝรั่งเศสที่เรียกว่า “Le Secret du Bal des Ifs” (ความลับแห่งงานเลี้ยงต้นยิว) งานเลี้ยงที่จัดขึ้น ณ พระราชวังแวร์ซายส์ในปี ค.ศ. 1745

นาฬิการุ่นพิเศษนี้หลอมรวมศิลปะชั้นสูงแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานประดับไม้ (Marquetry) งานสลักมือ (Hand-Engraving) และการลงยาแบบ Champlevé ถูกผสานเข้ากับเทคนิค 3D-modelling และ Laser-etching ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันวิจิตรตระการตาที่สุดเท่าที่ Montblanc เคยสร้างมา

การถอดรหัสตำนานแห่งกระจกเงา

แรงบันดาลใจทั้งหมดของนาฬิกาเรือนนี้เริ่มต้นจากงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองพิธีอภิเษกสมรสของพระราชโอรสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แม้ว่าพิธีแต่งงานจะถูกลืมเลือนไปแล้ว แต่งานเลี้ยงสวมหน้ากากที่มีแขกรับเชิญประมาณ 1,500 คนใน Hall of Mirrors (Galerie des Glaces) แห่งแวร์ซายส์ ยังคงถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในงานเลี้ยงที่น่าตื่นตาที่สุดในประวัติศาสตร์ เกร็ดซุบซิบที่โด่งดังที่สุดคือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงฉลองพระองค์เป็น “ต้นยิวแกะสลักขนาดมหึมา” (Yew Tree) เพื่อเสี่ยงที่จะเปิดเผยพระองค์เองในหมู่ผู้คนจำนวนมาก เหตุผลที่ซ่อนอยู่คือเพื่อทรงจีบมาดาม เดอติยอลส์ (Madame d’Etiolles) ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นพระสนมเอกในราชสำนักและได้รับพระอิสริยยศ Marquise de Pompadour

หน้าปัด คือเวทีเต้นรำในห้องกระจกเงา

หน้าปัดหลักของนาฬิกาได้จำลองฉากภายใน Hall of Mirrors ในค่ำคืน
The Yew Tree Ball โดยอ้างอิงจากภาพสลักในปี 1746

พื้นฐานและวัสดุ: ฐานหน้าปัดทำจาก ไวท์โกลด์ 750/1000 (18 กะรัต) เคลือบด้วย
Black Enamel และโรยด้วยเศษทอง (Gold Paillons) ก่อนนำไปอบ เพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์ของแสงเทียนจากโคมระย้าที่สะท้อนในกระจก สร้างมิติความลึกที่สะดุดตา ซุ้มประตู (Archways) สร้างจากหินสองชนิดนั่นก็คือ Cacholong สีขาวน้ำนม และ Sarrancolin Marble สีขาวชมพู ซึ่งเป็นหินอ่อนชนิดเดียวกับที่ใช้ใน Hall of Mirrors ดั้งเดิม ส่วนพื้นห้องนั้นประดับด้วยงานฝังไม้ (Marquetry) ของไม้โอ๊กแท้ เพื่อจำลองลวดลายปาร์เกต์ (Parquet)

แสงและเงาด้วยแซฟไฟร์: เพื่อจับภาพคุณภาพของภาพสลักต้นฉบับที่บางส่วนมีเพียงเค้าร่างเลือนราง Montblanc ได้ใช้เทคนิคสมัยใหม่ในการสลักโคมระย้าและแขกผู้สวมหน้ากาก (รวมถึงชุดต้นยิวที่ยังคงเป็นปริศนาว่าชุดใดคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 15) ลงบนแผ่น Sapphire ซึ่งวางอยู่บนหน้าปัดหลัก เทคนิคนี้สร้างมิติทางสายตาและจับจิตวิญญาณแห่งความลับได้อย่างลงตัว

หน้าปัดย่อยและกลไก Exo Tourbillon

หน้าปัดบอกเวลา: หน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สร้างด้วยเทคนิค
Champlevé Enamel เพื่อให้พื้นหลังเป็นสีขาวสว่าง ตัดกับเลขอารบิกโรมันสีน้ำเงิน และตรงกลางประดับด้วยศีรษะ Apollo ทองเหลืองแกะสลักละเอียด ซึ่งจำลองมาจากดวงอาทิตย์ Apollonian บนนาฬิกาเหนือห้องบรรทมของพระราชา

กลไก Exo Tourbillon: หัวใจสำคัญคือกลไก Suspended Exo Tourbillon ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ Montblanc รหัส Calibre MB M16.68 คำว่า “Exo” มาจากภาษากรีกที่แปลว่า “ข้างนอก” ซึ่งหมายถึงการจัดวาง Balance Wheel ให้ทำงานอยู่เหนือกรง Tourbillon โครงสร้างที่ไม่เหมือนใครนี้ช่วยลดเส้นผ่านศูนย์กลางของกรง Tourbillon ทำให้ Balance Wheel สามารถมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ กลไกนี้ถูกยึดด้วยสะพานแขนเดียว (Single-arm Bridge) ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงในการปรับแต่งให้ได้ความแม่นยำตามที่กำหนด นอกจากจะเป็นกลไกหนึ่งนาที Tourbillon ยังทำหน้าที่เป็นเข็มวินาทีด้วย

ตัวเรือนและกล่องดนตรี

ตัวเรือนแกะสลักมือ: ตัวเรือนทำจาก เยลโลว์โกลด์ 750/1000 (18 กะรัต) ขอบหน้าปัดสลักลายช่อมะกอกด้วยมือ ส่วนด้านข้างตัวเรือน (Caseband) สลักฉากจากภาพวาดใน Salon de la Paix ที่แวร์ซายส์ แสดงภาพ Louis XV มอบกิ่งมะกอก และเทพธิดา Minerva (ชื่อเดียวกับโรงงานผลิตนาฬิกาดั้งเดิมของ Montblanc) กำลังสั่งการให้ปิดประตู Janus ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ

กล่องนำเสนอ: นาฬิกามาพร้อมกับกล่องดนตรีสุดหรูที่สร้างโดย Elie Bleu บริษัทผู้ผลิตกล่องสุดหรูในปารีส และกล่องดนตรีภายในโดย Reuge จากสวิตเซอร์แลนด์ ดนตรีที่บรรเลงเป็นบทเพลงที่เล่นในงานเลี้ยงอภิเษกสมรสเมื่อปี 1745 กล่องถูกออกแบบให้มีพื้นปาร์เกต์ไม้โอ๊กจิ๋วและซุ้มหินอ่อนจำลอง เมื่อเปิดใช้งาน ดนตรีจะบรรเลงและนาฬิกาจะหมุนอยู่ในกล่อง เสมือนกำลังเต้นรำในงานเลี้ยง

ภาพรวมโดยสรุปแล้ว Montblanc Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Château de Versailles เป็นงานศิลป์ที่ซับซ้อนและงดงามที่สุด ที่ไม่เพียงแต่บอกเวลาเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าประวัติศาสตร์และตำนานแห่งราชสำนักฝรั่งเศสด้วยความประณีตระดับสูงสุด โดยจำกัดการผลิตเพียง 8 เรือนทั่วโลก เท่านั้น

การวิเคราะห์ในมุมมองของ Revo

ในมุมมองของ Revo นาฬิกาเรือนนี้คือคำนิยามของ Haute Horlogerie และ Haute Artisanat ที่แท้จริง Montblanc นอกจากแค่การสร้างกลไก Tourbillon ที่ซับซ้อน (Exo Tourbillon ที่ Balance Wheel อยู่ด้านนอกกรง) แบรนด์ยังผสานมันเข้ากับงานศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอย่างไม่มีที่ติ ประโยชน์ที่เด่นชัดคือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การสลักด้วยเลเซอร์บนแซฟไฟร์ เพื่อสร้างความรู้สึกโปร่งแสงและเป็นความลับของตัวละครในตำนาน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทางศิลปะที่ชาญฉลาด

Revo มองว่าการที่ Montblanc เลือกใช้หินอ่อน Sarrancolin จากเหมืองเดียวกับแวร์ซายส์และการตกแต่งกลไกแบบ Anglage ที่ละเอียดอ่อนแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะไม่ประนีประนอมกับรายละเอียดในทุกมิติ โดยรวมแล้ว นี่คือผลงานที่ยกระดับนาฬิกาให้กลายเป็น “วัตถุแห่งความทรงจำทางประวัติศาสตร์” ที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดรองรับ

เมื่อความหรูหราทางเทคนิคและศิลปะถูกผนวกรวมกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้เช่นนี้ คุณคิดว่าคุณค่าของนาฬิกาเรือนนี้อยู่ที่ความแม่นยำของกลไก หรือความสามารถในการถ่ายทอดตำนานอันยิ่งใหญ่บนข้อมือของคุณ?

ข้อมูลทางเทคนิค
Montblanc Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Château de Versailles
  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 750/1000 (18 กะรัต) ขนาด 44.8 มม. x หนา 15.52 มม. พร้อมงานสลักมือบนตัวเรือนด้านข้างและขอบหน้าปัด
  • หน้าปัด: ฐานหน้าปัดทำจากไวท์โกลด์ 18K จำลองฉาก Hall of Mirrors ด้วยเทคนิค Marquetry (งานฝังวัสดุ) โดยใช้วัสดุหรูหรา เช่น หินอ่อน Sarrancolin, Cacholong ไม้โอ๊กและ Champlevé Enamel แสงเงาจำลองด้วยการสลักบนแผ่น แซฟไฟร์
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที (แสดงผลบนหน้าปัดย่อย 12 นาฬิกา) One-minute Suspended Exo Tourbillon (ทำหน้าที่เป็นเข็มวินาที)
  • กลไก: Montblanc Manufacture Calibre MB M16.68 (ไขลานด้วยมือ) กลไก Suspended Exo Tourbillon ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร พลังงานสำรองประมาณ 50 ชั่วโมง
  • สาย: หนังลูกวัวลายจระเข้สีเทา พร้อมตัวล็อกแบบพับได้ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง

บทสรุปจากการบรรยายหัวข้อ ‘The Artisans Code: An Insight of Chopard’s Haute Horology – L.U.C. Collection’ ในงาน Bangkok Watch Week 2025

ในงาน Bangkok Watch Week 2025 ที่ผ่านมา Revolution ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังบรรยายหัวข้อ The Artisans Code: An Insight of Chopard’s Haute Horology – L.U.C. Collection โดย Karl-Fritz Scheufele ผู้ดำรงตำแหน่ง Business and Client Strategy Manager แห่ง Chopard เจเนอเรชันที่ 5 แห่งแบรนด์อันเก่าแก่

ปรัชญาและความเป็นมาของแบรนด์

              การบรรยายเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงประวัติศาสตร์และปรัชญาของแบรนด์ Chopard โดย Pierre Millereau – Managing Director Asia Pacific แห่ง Chopard ที่ขึ้นมาบอกเล่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไว้ว่า Chopard เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1860 ก่อนจะเปลี่ยนมือมาสู่ตระกูล Scheufele ในปี 1963 ที่ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ Chopard แบรนด์ที่บริหารแบบธุรกิจภายในครอบครัวและเน้นเรื่องจริยธรรมและความยั่งยืนเป็นหลัก

Chopard ยึดมั่นในค่านิยมในเรื่องความรับผิดชอบต่อวัตถุดิบที่ได้มา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

การมีส่วนร่วมและส่งเสริมคนในท้องถิ่น และการลงทุนเป็นพิเศษในเรื่องคุณภาพของบุคลากร ในด้านของจริยธรรมและความยั่งยืนที่ทางแบรนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งนั้นสะท้อนผ่านองค์ประกอบดังนี้

  • วัสดุ Ethical Gold : Chopard เลือกใช้ “Ethical Gold” ที่มาจากแหล่งผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเครื่องประดับ
  • การรีไซเคิลและรักษ์โลก: อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต
  • ช่างฝีมือ: ช่างฝีมือของแบรนด์ล้วนได้รับการดูแล และปลูกฝังให้ยึดมั่นในค่านิยมเหล่านี้ด้วยเช่นกันอย่างเช่น ช่างฝีมือชื่อคุณเปาโลที่ทำงานด้วยความประณีต ใส่ใจ และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2018

ด้วยความที่ Chopard บริหารแบบธุรกิจในครอบครัวจึงมีความเป็นอิสระสูง จึงสามารถมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เองได้ รวมถึงมีแหล่งวัตถุดิบเป็นของตัวเอง ทำให้เป็นธุรกิจที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ปัจจัยนี้ทำให้ Chopard สามารถคิดค้นวัสดุเฉพาะของตัวเองอย่าง Lucent Steel ได้ และสามารถผลิตกลไกชั้นสูงที่มีความซับซ้อนในกระบวนการผลิตอย่างกลไกของนาฬิกาตีบอกเวลาอย่างมินิตรีพีทเตอร์ได้เองอีกด้วย

ความสวยงามควบคู่ไปกับกลไกซับซ้อนที่ได้มาตรฐาน

ในส่วนถัดมาของการบรรยายทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูล Scheufele คุณ Karl-Fritz Scheufele ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัวขึ้นมาทำหน้าที่บอกเล่าถึงเอกลักษณ์ของเรือนเวลา Chopard ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังมีความซับซ้อนในเชิงกลไก สามารถผลิตกลไกอินเฮ้าส์ได้มากกว่า 10 คาลิเบอร์ และยังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรถึง 22 ตัวด้วยกัน

ปรัชญาการออกแบบนาฬิกาของ Chopard เน้นให้ความสำคัญกับ “ความสวยงาม” มาก่อน “ฟังก์ชันการใช้งาน” ซึ่งเปรียบได้กับสถาปัตยกรรมที่เน้นความงามเป็นอันดับแรก โดยในปี 1996 Karl-Friedrich Scheufele ผู้เป็นบิดาของคุณคาร์ล-ฟริตซ์ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาของแบรนด์เอง แทนที่จะสั่งชิ้นส่วนจากโรงงานต่างๆ โดยโรงงานของ Chopard ตั้งอยู่ในเมืองเฟลอริเยร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่จวบจนถึงทุกวันนี้ได้ผลิตกลไกอินเฮ้าส์มากกว่า 10 คาลิเบอร์ และได้จดสิทธิบัตรมากถึง 22 ฉบับ ซึ่งเป็นผลมาจากการทดสอบและพัฒนาอย่างเข้มข้น ยกตัวอย่างเช่นกลไกคาลิเบอร์ของนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์รุ่น L.U.C. Full Strike ต้องใช้เวลาพัฒนาถึง 6 ปีด้วยกัน หรือนาฬิการุ่น L.U.C. Quattro ที่มีระบบบาเรลล์ 4 ชิ้นซ้อนกันสองชั้นก็ต้องใช้เวลาพัฒนายาวนานเช่นกัน นั่นทำให้มันพิเศษอย่างยิ่ง   

สำหรับการรับรองคุณภาพที่ได้มาตรฐานนั้นกลไก L.U.C.ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Poinçon de Genève และ COSC รวมถึง QUALITE FLEURIER ที่ทางแบรนด์ภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ผ่านมาตรฐานนี้ร่วมกับเมซง Bovet และ Parmigiani Fleurier ที่การันตีว่าทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาเรือนนั้นๆ ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่แค่เพียงชิ้นส่วนกลไกเท่านั้น  รวมถึงการตกแต่งพื้นผิวทั้งในส่วนที่มองเห็นและมองไม่เห็นซึ่งต้องทำอย่างประณีตสูงสุด

Karl-Fritz Scheufele – Business and Client Strategy Manager แห่ง Chopard

          ตามที่คุณคาร์ล-ฟริตซ์ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นถึงระบบบาเรลล์คู่ซ้อนกัน 2 ชั้น หรือระบบบาร์เรลล์ 4 ชิ้นที่เป็นต้นเหตุให้นาฬิการุ่น L.U.C. Quattro ต้องมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆ เนื่องจากภายในบาร์เรลล์ต้องบรรจุขดสปริงที่ยาวถึง 1.885 เมตร “เป็นความยาวที่สูงกว่าตัวผมเสียอีก” ผู้บรรยายกล่าวให้เราเห็นภาพได้ชัดยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามทาง Chopard ก็ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการออกแบบตัวเรือนให้ยังคงความสวยงาม และยังสามารถบรรจุกลไกอันทรงพลังที่สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 9 วัน ตัวเรือนมีดีไซน์คล้ายขั้นบันได และขานาฬิกา (Lugs) ถูกทำแยกขึ้นมาต่างหาก ไม่ได้ขึ้นรูปพร้อมตัวเรือน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของนาฬิการะดับสูงบริเวณหน้าปัด มีการใช้ผิวสัมผัสแบบด้าน ซึ่งแตกต่างจากส่วนอื่นของตัวเรือนที่เป็นเงา เพื่อสร้างความแตกต่างและความสวยงาม รวมถึงกระจกหน้าปัดเป็นแบบแซฟไฟร์ที่อาจดูสูงขึ้นเล็กน้อยบริเวณใจกลาง แต่ทั้งหมดนั้นทำให้เข็มนาฬิกาเป็นจุดศูนย์กลางที่ชัดเจน รวมถึงสัมผัสบริเวณเม็ดมะยมที่มอบความรื่นรมย์ในยามไขลาน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความเฉพาะตัวของ Chopard ที่ต้องลองไปสัมผัสด้วยตนเอง

ผลงานความร่วมมือระหว่างศิลปินไทย

นอกเหนือจากเอกลักษณ์ของนาฬิกาคอลเลกชัน L.U.C. ที่เป็นศูนย์รวมความล้ำเลิศในงานช่างฝีมือ และความเชี่ยวชาญด้านกลไกของ Chopard ยังมีนาฬิการุ่นหนึ่งที่ตั้งใจมาเปิดตัวที่นี่โดยเฉพาะนั่นก็คือ L.U.C XPS Urushi “Naga” ที่ทางแบรนด์ร่วมมือกับศิลปินไทย ฟรองซ์-วรัญญู สมบูรณ์ สร้างสรรค์เรือนเวลาที่ผนวกความเชื่อตามวิถีไทยเข้ากับความล้ำเลิศของเรือนเวลา L.U.C. ถ่ายทอดผ่านศิลปะอูรูชิจากแดนอาทิตย์อุทัย

ซึ่งเทคนิคอูรูชินั้นมีความพิเศษมากและต้องใช้ความประณีตอย่างสูงในการผลิตชิ้นงานขนาดเล็กจิ๋วบนหน้าปัดนาฬิกา วัสดุที่นำมาใช้ในการลงสียังมาจากการสกัดจากยางไม้ซึ่งมีปริมาณเพียง 10 กรัมต่อต้น ทำให้เป็นวัสดุที่มีคุณค่าสูง สวยงามและทนทานเป็นพิเศษ ทั้งยังมีคุณสมบัติคงทนได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น

            ความหมายของ ‘นาคา’ หรือ ‘นาค’ นั้นยังเป็นที่ทราบกันดีในสังคมไทยว่า หมายถึง ความมั่งคั่งบริบูรณ์ และการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ซึ่งทางคุณคาร์ล-ฟริตซ์เองไม่ได้รู้จักวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งนักจึงได้ทาง S.T. Diamond มาร่วมสรรหาศิลปินไทยที่สามารถผลิตชิ้นงานที่ถ่ายทอดความหมายผ่านหน้าปัดนาฬิกาได้อย่างวิจิตรงดงาม

กระบวนการผลิตจึงต้องทำอย่างประณีตสูงสุดในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการลงสีบนหน้าปัดด้วยเทคนิคอูรูชิที่ใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงต่อชิ้น และความพิเศษยังอยู่ที่ความเฉพาะตัวในแต่ละชิ้นงานที่รังสรรค์ขึ้นด้วยมือ เมื่อนำมาเทียบกันแล้วทุกชิ้นต่างมีรายละเอียดที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าประทับใจในกลุ่มนักสะสม

            ถ้าหากอยากชมและลองสัมผัสเรือนจริงสามารถแวะไปชมได้ที่บูติก Chopard สยามพารากอนได้ แล้วคุณจะได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของ Chopard อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

‘The Aesthetics of Speed and Altitude’: ดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน และจับใจนักสะสมของ IWC Schaffhausen บนเวทีเสวนาโดย Revolution

The Evolution of Product Development: เส้นทางอนาคตแบรนด์นาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum โดย Revolution

เจาะลึกเสน่ห์แห่งนาฬิกาสเกเลตันบนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025

Longines Spirit Pilot และ Pilot Flyback การกลับมาของนาฬิกานักบินระดับตำนาน ที่ผสานความแม่นยำ COSC เข้ากับนวัตกรรมต้านทานแม่เหล็ก

เจาะลึก Spirit Pilot 39 มม. และ Flyback Chronograph กลไก Column-Wheel: Refinement ที่สมบูรณ์แบบเพื่อนักสำรวจยุคใหม่

เคยสงสัยไหมว่านาฬิกาประเภท Pilot Watch ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมืออันแม่นยำในห้องนักบิน จะถูกนำมาตีความใหม่ให้เป็นนาฬิกาที่ผสมผสานความสง่างามแบบวินเทจเข้ากับนวัตกรรมทางกลไกที่ล้ำสมัยได้อย่างไร?

Longines Spirit Pilot COSC

จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกในมิติใหม่

ในปี 2025 Longines ได้ขยายเสาหลักของคอลเลกชัน Spirit ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการเปิดตัวรุ่น Spirit Pilot และ Spirit Pilot Flyback ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด นาฬิกาสองรุ่นนี้ยังคงยึดมั่นในมรดกการบินเกือบศตวรรษของ Longines ซึ่งเป็นแบรนด์ที่สร้างเครื่องมือวัดเวลาที่เชื่อถือได้ให้กับนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คอลเลกชัน Spirit ที่เปิดตัวในปี 2020 ได้รับการยกย่องเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบินและนักผจญภัยที่กล้าหาญ สำหรับรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการพัฒนาที่รอบคอบและกลั่นกรอง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของ Longines ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกานักบินอย่างแท้จริง ด้วยการผสานคุณสมบัติทางการบินแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมทางกลไกขั้นสูง

การกลั่นกรองดีไซน์และเทคโนโลยี

การขยายตัวของคอลเลกชัน Spirit ในครั้งนี้มาพร้อมกับการปรับปรุงรายละเอียดที่สำคัญ โดยแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก นั่นก็คือรุ่นสามเข็มที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในชื่อ Spirit Pilot และรุ่นโครโนกราฟที่เสริมความซับซ้อนยิ่งขึ้นในชื่อ Spirit Pilot Flyback ทั้งสองรุ่นถูกออกแบบมาให้มีความเป็นเครื่องมือ (Tool-Watch) อย่างแท้จริง แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามที่โดดเด่นของ Longines

Longines Spirit Pilot (รุ่นสามเข็ม)

สำหรับ Spirit Pilot รุ่นนี้ถูกปรับปรุงให้มีความคล่องตัวและถูกหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น โดยมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. ที่ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อเน้นย้ำถึงฟังก์ชันการใช้งานที่บริสุทธิ์ Longines ได้ปรับปรุงหน้าปัดสี Matt Black ให้เรียบง่ายและคมชัดยิ่งขึ้น ด้วยการนำเอาดาวห้าดวงและช่องแสดงวันที่ออกจากรุ่นสามเข็มแบบดั้งเดิม เข็มนาฬิกาและเลขอารบิกแบบนูน (applied Arabic numerals) สีทองถูกเคลือบด้วย Super-LumiNova® ซึ่งสร้างความเปรียบต่างที่โดดเด่นเพื่อความสามารถในการอ่านสูงสุดในทุกสภาวะ หัวใจของรุ่นนี้คือกลไกอัตโนมัติแบบไขลานเอง (Self-winding) เฉพาะของ Longines รหัส Calibre L888.4 ซึ่งมีพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง กลไกนี้มีความแม่นยำในระดับที่ได้รับการรับรองโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการจาก COSC และมาพร้อมกับสปริงบาลานซ์ซิลิคอนและส่วนประกอบนวัตกรรมที่ทำให้มีความต้านทานแม่เหล็กสูงกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึง 10 เท่า ตัวเรือนยังถูกปกป้องด้วยฝาหลังแบบขันเกลียว (Screw-down Case Back) ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ นาฬิกามีทางเลือกของสายที่หลากหลาย ทั้งสายสเตนเลสสตีล สายหนังสีน้ำตาล หรือสายยางสีเขียวสไตล์ผ้า (New Textile-style Green Rubber)

“Longines Spirit Pilot มาพร้อมตัวเรือน สเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. ซึ่งออกแบบขึ้นใหม่ เพื่อความลงตัวด้านสรีรศาสตร์ที่ยอดเยยี่มยิ่งขึ้น”

Longines Spirit Pilot Flyback (รุ่นโครโนกราฟ)

Spirit Pilot Flyback คือการแสดงความเคารพต่อบทบาทผู้บุกเบิกของ Longines ในการพัฒนากลไก Flyback Chronograph ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ Longines ได้คิดค้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1930 และจดสิทธิบัตรในปี 1935 ฟังก์ชัน Flyback ช่วยให้นักบินสามารถวัดช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องหยุด รีเซ็ต และเริ่มการวัดใหม่เหมือนนาฬิกาโครโนกราฟแบบดั้งเดิม

LONGINES SPIRIT PILOT FLYBACK

รุ่น Flyback นี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เช่นกัน ขนาด 39.5 มม. และบางเพียง 13.4 มม. เพื่อให้สวมใส่ได้สบายยิ่งขึ้น สิ่งที่โดดเด่นคือขอบหน้าปัดแบบหมุนได้สองทิศทาง (Bidirectional Rotating Bezel) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Longines ได้นำ Countdown Timer มาใช้ในคอลเลกชันนี้ พร้อมกับแผ่นเซรามิกสีดำที่หรูหรา หน้าปัดสีดำด้านและกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง (Box-shaped Sapphire Crystal) สร้างสุนทรียภาพแบบเครื่องมือการบินวินเทจที่ชัดเจน

นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ (Hand-wound) เฉพาะของ Longines รหัส Calibre L792.4 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟแบบ Column-wheel ที่มีความซับซ้อน สามารถมองเห็นความงามของกลไกผ่านฝาหลังแบบขันเกลียวที่โปร่งใส กลไกนี้ให้พลังงานสำรอง 68 ชั่วโมง และได้รับการรับรองโครโนมิเตอร์ COSC เช่นกัน

“เรือนนเวลาสุดประณีตนี้ เป็นการยกย่องเทคโนโลยีที่ Longines เป็นผูคิดค้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นยุคปี 1930”

บทสรุป

การขยายคอลเลกชัน Spirit Pilot ในปี 2025 เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ Longines ในการสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับผู้ที่กล้าที่จะสำรวจพรมแดนใหม่ นาฬิกานักบินที่แท้จริงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อความเป็นเลิศทางเทคนิคมาบรรจบกับความหลงใหลในการผจญภัยอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเหนือกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จของมนุษย์

การวิเคราะห์ในมุมมองของ Revo

ในมุมมองของ Revo การเปิดตัว Spirit Pilot Collection ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ นอกจากแค่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมในการ Refinement นาฬิกาในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว Longines เลือกที่จะนำเสนอดีไซน์ที่ดูวินเทจมากขึ้น (เช่น การนำห้าดาวและวันที่ออกไปในรุ่นสามเข็ม) เพื่อดึงดูดนักสะสมที่ชื่นชอบความบริสุทธิ์ของนาฬิกา Pilot ยุคแรก

ประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดที่เราเห็นคือ ความมุ่งมั่นทางเทคโนโลยี Longines ติดตั้งกลไกที่มีสปริงบาลานซ์ซิลิคอนในนาฬิกาอัตโนมัติทุกรุ่น ซึ่งให้ความต้านทานต่อสนามแม่เหล็กและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทั้งรุ่นสามเข็ม (L888.4) และโครโนกราฟ (L792.4) ต่างก็ผ่านการรับรอง COSC Chronometer และมาพร้อมกับ การรับประกัน 5 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำถึงความมั่นใจในความแม่นยำและอายุการใช้งานที่ยาวนาน การที่รุ่น Flyback ใช้กลไกโครโนกราฟแบบ Column-wheel และความบางที่ลดลง ในขณะที่ยังคงรักษามรดกการประดิษฐ์ Flyback ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นการแสดงความสามารถในการผลิตกลไกชั้นสูง (Haute Horlogerie) ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าแบรนด์คู่แข่ง นี่คือการสร้างความคุ้มค่าที่เหนือกว่าให้กับผู้บริโภคอย่างชัดเจน

ข้อมูลทางเทคนิค
Longines Spirit Pilot (รุ่น 3 เข็ม)
  • ตัวเรือน: Stainless Steel ทรงกลม (Ø 39 มม. หนา 11.5 มม.) พร้อมฝาหลังขันเกลียว
  • หน้าปัด: Matt Black เลขอารบิกนูน (Applied) เคลือบ Super-LumiNova®
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที
  • กลไก: Calibre L888.4 (Automatic) COSC Certified Chronometer พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง มี Silicon Balance Spring ต้านทานสนามแม่เหล็ก
  • การกันน้ำ: 10 Bar (100 เมตร)
  • สาย: มีให้เลือกทั้ง Stainless Steel หนังสีน้ำตาล หรือสายยางสีเขียวสไตล์ผ้า

Longines Spirit Pilot Flyback (รุ่น Chronograph)
  • ตัวเรือน: Stainless Steel ทรงกลม (Ø 39.5 มม. หนา 13.4 มม.) พร้อม ขอบหน้าปัดเซรามิกหมุนได้ 2 ทิศทาง และฝาหลังโปร่งใส
  • หน้าปัด: Matt Black 10 เลขอารบิกนูน (Applied) เคลือบ Super-LumiNova®
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็กที่ 9 นาฬิกา โครโนกราฟ พร้อมฟังก์ชัน Flyback (จับเวลา 30 นาทีที่ 3 นาฬิกา)
  • กลไก: Calibre L792.4 (Hand-Wound Mechanical) แบบ Column-Wheel Chronograph / COSC Certified Chronometer พลังงานสำรอง 68 ชั่วโมง มี Silicon Balance Spring ต้านทานสนามแม่เหล็ก
  • การกันน้ำ: 10 Bar (100 เมตร)
  • สาย: มีให้เลือกทั้ง Stainless Steel และหนังสีน้ำตาล

ในยุคที่นาฬิกาทุกเรือนสามารถบอกเวลาได้อย่างแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล คุณคิดว่าการที่ Longines ยังคงยึดมั่นในการรับรอง COSC และการรับประกัน 5 ปี ด้วยนวัตกรรมต้านทานแม่เหล็ก มีความสำคัญต่อ “จิตวิญญาณแห่งเครื่องมือบุกเบิก” บนข้อมือของคุณอย่างไร?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

Franck Muller เปิดตัว The New Vanguard V 43 รุ่นพิเศษเฉพาะเอเชียแปซิฟิก

The New Vanguard สถาปัตยกรรมแห่งกาลเวลาบนข้อมือ ผสานสปอร์ตและความสง่างาม

เคยสงสัยไหมว่านาฬิกาทรง Tonneau อันเป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller จะถูกนำมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย สวมใส่ได้ทุกวัน และซ่อนงานฝีมือระดับสูงเอาไว้ได้อย่างไร?

การสืบทอดมรดกสู่ความโมเดิร์น

ในเดือนกันยายน 2025 House of Franck Muller ได้เปิดตัวบทบาทใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจในคอลเลกชัน Vanguard ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นวิวัฒนาการที่ทันสมัยของตัวเรือนซิกเนเจอร์อย่าง Cintrée Curvex นาฬิการุ่นล่าสุดที่ชื่อว่า The New Vanguard นี้ ยังคงรักษาเส้นสายโค้งมนแบบ tonneau อันเป็นเอกลักษณ์ที่นิยามคาแรกเตอร์ของแบรนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่มาพร้อมกับการปรับสัดส่วนให้มีความประณีตและลงตัวยิ่งขึ้นในตัวเรือนสแตนเลสสตีลรุ่น V 43 ผลลัพธ์ที่ได้คือการผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความสง่างามที่ใช้งานได้หลากหลายสำหรับทุกวัน และตอกย้ำความพิเศษยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการเป็นรุ่นที่ Exclusive to Asia Pacific

มิติใหม่แห่งการผลิตหน้าปัด

หัวใจสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้คือการเปิดตัวหน้าปัดแบบ guilloché pavé de losanges ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของรูปทรงเรขาคณิตและแสง ลวดลายเพชรที่มีพื้นผิวเข้มข้นนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันภายในโรงงานผลิตหน้าปัดของ Franck Muller ที่ Les Bois, Jura ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยผ่านกระบวนการปั๊มที่แม่นยำถึงสี่ขั้นตอน แต่ละเหลี่ยมมุมบนลวดลายจับและสะท้อนแสงอย่างมีชีวิตชีวา ดุจการเต้นรำของแสงที่ไม่หยุดนิ่ง ขณะที่ศูนย์กลางของหน้าปัดแบบ micro-blasted sunburst ที่มีความแตกต่างของพื้นผิว ก็ทำหน้าที่ดึงดูดสายตาเข้าสู่ภายใน สร้างความลึกและไดนามิกที่เปลี่ยนแปลงไปตามทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือ 

ตัวเลขอารบิกแบบ appliqué ถูกวาดด้วยมือและติดตั้งอย่างประณีตให้ผุดขึ้นมาจากพื้นผิวเรขาคณิตที่ลึกซึ้งนี้ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงระดับงานฝีมือที่ House of Franck Muller เป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ ขอบตัวเรือนแบบ bead-blasted matte ยังเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรอบที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์ 

สถาปัตยกรรมแห่งแสงและรูปทรง

ตัวเรือน V 43 ผลิตจากสแตนเลสสตีล มีขนาดตัวเรือนที่ลงตัวที่ กว้าง 42.5 มม. x ยาว 52.7 มม. x หนา 9.3 มม. พร้อมแซฟไฟร์คริสตัล และความสามารถในการกันน้ำ 30 เมตร The New Vanguard มีให้เลือกถึงห้าสี ได้แก่ น้ำเงินเข้ม เทา เขียว ดำ และน้ำตาล แต่ละสีเผยบุคลิกที่แตกต่างกันเมื่อพื้นผิว guilloché จับแสง สีน้ำเงินเข้มดูทันสมัยเหนือกาลเวลา (modern yet timeless) สีเทาแสดงออกถึงความซับซ้อนอย่างเงียบ ๆ (quietly sophisticated) สีเขียวมีความมีชีวิตชีวา (vibrant) สีดำมีความร่วมสมัยอย่างโดดเด่น (boldly contemporary) และสีน้ำตาลให้ความรู้สึกอบอุ่นและประณีต (warm and refined)

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก MVT 2536-SCDT ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติแบบสองทิศทาง (Bidirectional automatic movement) ที่มอบพลังงานสำรองที่น่าพอใจถึง 42 ชั่วโมง กลไกประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 191 ชิ้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง Ø 25.6 มม. และหนา 3.6 มม. ความถี่ของบาลานซ์วีลถูกตั้งไว้ที่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และยังมีการตกแต่งกลไกในระดับโอตกูตูร์อย่างละเอียดอ่อน เช่น ลวดลาย Côtes de Genève บนสะพานและแผ่นโรเตอร์ งาน Perlage บนแผ่นหลัก การขัดเงาแบบ Beveling บนโรเตอร์บอร์ด และการขัดเงาแบบ Sunray brushing บนส่วนต่าง ๆ นาฬิกามาพร้อมฟังก์ชันพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ ได้แก่ การแสดงชั่วโมง นาที และวินาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และจับคู่กับสายหนังจระเข้เย็บด้วยมือที่มีพื้นผิวยางรองด้านล่าง (rubber underside) เพื่อให้ความสบายและความทนทาน ซึ่งเป็นความหรูหราที่ถูกทำให้ใช้งานได้จริงสำหรับการสวมใส่ทุกวัน

สัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและมรดก

The New Vanguard คือการแสดงออกล่าสุดของความทันสมัยที่โดดเด่นบนข้อมือ ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของ Franck Muller และเป็นการให้เกียรติแก่มรดกทางด้านรูปแบบและงานฝีมือของแบรนด์ ด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อนของหน้าปัด guilloché และความสง่างามที่ลงตัวของตัวเรือน ทำให้ Vanguard รุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่ผสมผสานความอาร์คิเทคเชอร์เข้ากับการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างลงตัว

การวิเคราะห์ในมุมมองของ Revo

ในมุมมองของ Revo การเปิดตัว New Vanguard ในฐานะรุ่น Exclusive สำหรับเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการสร้างความผูกพันกับตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความชื่นชมในงานหัตถศิลป์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง ประโยชน์สำคัญที่แบรนด์มอบให้คือการนำเสนอ “Daily Wear Luxury” ที่ไม่ประนีประนอมกับรายละเอียดทางเทคนิค 

การเลือกใช้หน้าปัด guilloché pavé de losanges ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงถึงสี่ขั้นตอนในการปั๊ม และรายละเอียดการตกแต่งกลไกแบบโอตกูตูร์เต็มรูปแบบ (เช่น Côtes de Genève และ Perlage) ในนาฬิกาทรงสปอร์ตนี้

เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานนาฬิกาในกลุ่มสปอร์ต-หรูหราให้มีมิติทางศิลปะและเทคนิคที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคู่แข่ง ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเพลิดเพลินกับความงามทางสถาปัตยกรรมของกลไกและหน้าปัดได้ในชีวิตประจำวัน The New Vanguard เรือนนี้จึงเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการออกแบบ และการให้ความสำคัญกับงานฝีมือระดับสูง (haute horlogerie) ที่เป็นตำนานของ Franck Muller

แล้วสำหรับคุณผู้อ่าน การที่นาฬิกาหรูที่มีงานฝีมือระดับสูงซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกนาฬิกาสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน มากกว่าความโดดเด่นภายนอกเพียงอย่างเดียวหรือไม่?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

TAG Heuer เข้าร่วม Bangkok Watch Week 2025 พร้อมเปิดตัว TH-Carbon Hairspring ครั้งแรกในไทย

เจาะลึกไฮไลต์จากบูธ TAG Heuer ในงาน Bangkok Watch Week 2025

งาน Bangkok Watch Week 2025 ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสอย่าง TAG Heuer ได้แสดงออกถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและจิตวิญญาณแห่งความก้าวล้ำในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ภายใต้แนวคิด

“Designed to Win” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในเรื่องความแม่นยำและความกล้าหาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน งานนี้ไม่เพียงแต่จัดแสดงผลงานอันเป็นเลิศ แต่ยังเป็นการตอกย้ำปรัชญาของแบรนด์ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบการณ์สุดพิเศษให้กับผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาและกีฬามอเตอร์สปอร์ต

หัวใจสำคัญของงานนี้คือการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยของ

TH-Carbon Hairspring ซึ่งเป็นนวัตกรรมสปริงบาลานซ์ที่พัฒนาขึ้นเองโดย TAG Heuer จากการวิจัยและพัฒนามากว่า 9 ปี สปริงบาลานซ์คาร์บอนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเสถียรของกลไกและปรับปรุงความต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงให้ดียิ่งขึ้น การเปิดตัวเทคโนโลยีนี้ในงานจึงถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงดีเอ็นเออันก้าวล้ำของแบรนด์

ภายในงาน TAG Heuer ได้นำเสนอเรือนเวลาที่โดดเด่นหลากหลายรุ่นที่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมนี้ หนึ่งในนั้นคือ

  • TAG Heuer Monaco Chronograph Split-Second Lime ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกของตระกูล Monaco เข้ากับฟังก์ชัน Split-Second Chronograph ที่มีความซับซ้อน ทำให้สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำสูง นาฬิการุ่นพิเศษนี้ยังได้นำวัสดุไทเทเนียมมาใช้ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่สร้างสรรค์ในด้านวัสดุของแบรนด์ อีกรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ
  • TAG Heuer Monaco Flyback Chronograph TH-Carbon Hairspring ที่ผสานดีไซน์หน้าปัดสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเล็กชัน Monaco เข้ากับฟังก์ชัน Flyback ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถรีเซ็ตและเริ่มจับเวลาใหม่ได้ทันที นอกจากนี้ยังมี
  • TAG Heuer Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbon Hairspring ที่ออกแบบมาเพื่อทนทานต่อสภาพการใช้งานที่หนักหน่วงด้วยตัวเรือนที่แข็งแรงและหน้าปัดแบบโปร่งที่เผยให้เห็นกลไกตูร์บิญงอันงดงาม แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิการะดับสูง

การเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week 2025 ครั้งนี้นอกจากจะเป็นการแสดงนาฬิกาแล้ว ยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของความมุ่งมั่น ความยืดหยุ่น และแรงบันดาลใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Designed to Win” อย่างแท้จริง และงานนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญอย่าง Brice Tchaplyguine กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

รวมถึงแขกรับเชิญพิเศษอย่าง พีท ทองเจือ และ โรเตอร์ ทองเจือ ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ นี่คือบทพิสูจน์ว่า TAG Heuer ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตนาฬิกาหรู ยังเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตผ่านผลงานอันทรงคุณค่าที่ผสมผสานความแม่นยำทางวิศวกรรมเข้ากับความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว

สำหรับ TAG Heuer ซึ่งก่อตั้งโดย Edouard Heuer ในเทือกเขาจูราของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. 1860 ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการมากมายตลอด 165 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท LVMH ซึ่งเป็นผู้นำด้านสินค้าหรูหราของโลก ในปัจจุบัน แบรนด์มีคอลเล็กชันหลักที่ออกแบบโดย Jack Heuer ได้แก่ TAG Heuer Carrera และ Monaco พร้อมด้วยคอลเล็กชันร่วมสมัยอย่าง Aquaracer, Formula 1, Link และ Connected ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างผลงานที่โดดเด่นในทุกช่วงเวลาสำคัญ

ถ้ามองจากมุมมองของคนทำงานด้านการตลาดและแบรนด์ เรามองว่าการเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week 2025 ของ TAG Heuer ครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือในหลายๆ ด้าน อย่างเช่นว่า

นวัตกรรมที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ TAG Heuer ไม่ได้เพียงแค่พูดถึงคำว่า “นวัตกรรม” อย่างลอยๆ แต่ได้เปิดตัว TH-Carbon Hairspring ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองจากการวิจัยและพัฒนามายาวนานกว่า 9 ปี จุดนี้คือการสร้างความน่าเชื่อถือที่ทรงพลัง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ทุ่มเทกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่จริงๆ และนวัตกรรมนี้ยังถูกนำไปติดตั้งในนาฬิการุ่นสำคัญอย่าง Monaco และ Carrera ทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าเทคโนโลยีล้ำสมัยนั้นถูกนำมาใช้จริงในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

การผูกเรื่องราวเข้ากับตัวตนของแบรนด์

TAG Heuer ไม่ได้ขายแค่นาฬิกา แต่ขายปรัชญา “Designed to Win” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของแบรนด์ การที่งานนี้มีแขกรับเชิญอย่าง พีท ทองเจือ และ โรเตอร์ ทองเจือ ที่เป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นและความสำเร็จ ทำให้เรื่องราวของแบรนด์มีชีวิตชีวาและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มันคือการสร้างความรู้สึกร่วม (emotional connection) ว่าถ้าคุณเลือก TAG Heuer คุณกำลังเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ ความทุ่มเท และความแม่นยำ

การสร้างประสบการณ์สำหรับกลุ่มเป้าหมาย

สิ่งที่งานนี้ทำได้ดีคือการสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นนักสะสม ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา หรือผู้ที่หลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ต การนำเสนอเรือนเวลาที่ผสมผสานความคลาสสิกของตระกูล Monaco เข้ากับฟังก์ชันที่ล้ำสมัย ไปจนถึงนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อทนทานต่อสภาวะสุดขีด แสดงให้เห็นว่า TAG Heuer เข้าใจและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

ภาพรวมในงานนี้นอกเหนือจากการประกาศสินค้าแล้ว นี่นับเป็นบทเรียนด้านการตลาดที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งต้องอาศัย 3 สิ่งหลัก นั่นก็คือนวัตกรรมที่จับต้องได้ การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับตัวตนของแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง TAG Heuer ได้ทำทั้งหมดนี้อย่างน่าสนใจในงาน Bangkok Watch Week 2025

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึกเสน่ห์แห่งนาฬิกาสเกเลตันบนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025
The Evolution of Product Development: เส้นทางอนาคตแบรนด์นาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum โดย Revolution
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย

‘The Aesthetics of Speed and Altitude’: ดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน และจับใจนักสะสมของ IWC Schaffhausen บนเวทีเสวนาโดย Revolution

เปิดมุมมองของผู้ออกแบบและนักสะสมตัวจริงผ่านความประทับใจในดีไซน์อมตะที่ท้าทายความเร็ว

ปิดท้ายเวทีเสวนาของ Revolution ด้วยหัวข้อ ‘The Aesthetics of Speed and Altitude’ แบรนด์นาฬิกาสวิสเมดสัญชาติอเมริกันอย่าง IWC Schaffhausen ที่มีความผูกพันกับวงการมอเตอร์สปอร์ตและวงการอากาศยาน ผ่านการเจาะลึกด้านดีไซน์ที่ขึ้นแท่นไอคอนิก โดยมี Christian Knoop ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Design Officer แห่ง IWC Schaffhausen มาร่วมเสวนากับ คุณพีรพล ภู่สิริ นักสะสมและผู้ก่อตั้ง Thailand Watch Collector กลุ่มคนรักนาฬิกาในประเทศไทย มาร่วมแบ่งปันความหลงใหลและความประทับใจในดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และฟังก์ชันที่บ่งบอกถึงตัวตนของนาฬิกาที่เป็นดั่ง ‘วิศกรแห่งวงการนาฬิกาชั้นสูง’ โดยมี Wei Koh ผู้ก่อตั้งสื่อนาฬิกาแถวหน้า Revolution มาเป็น moderator หลักอีกเช่นเคย

ความเป็นมาของแบรนด์ ‘‘วิศกรแห่งวงการนาฬิกาชั้นสูง’

หัวเรือด้านการออกแบบอย่างคุณคริสเตียนเปิดเวทีเสวนาด้วยการเล่าที่มาและตัวตนของแบรนด์ IWC Schaffhausen แบรนด์นาฬิกาสวิสที่ก่อตั้งโดยชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 19 ด้วยวิสัยทัศน์อันกล้าหาญ ที่ต้องการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับงานฝีมือสุดประณีต

“สิ่งนี้นำทางเราไปสู่นาฬิกา tool watch สำหรับมืออาชีพในศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นหัวใจของเราจนถึงปัจจุบัน เราอยากเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘วิศวกรแห่งนาฬิกาชั้นสูง’” คุณคริสเตียนกล่าวย้ำถึงจุดยืนของแบรนด์ ก่อนจะส่งต่อให้คุณเหว่ยเจาะลึกในยุคสมัยต่างๆ ของ IWC แต่ก่อนจะไปถึงประเด็นนั้นคุณเหว่ย moderator นักเล่าเรื่องของเราขอแวะไปที่ประเด็นเจเนอเรชัน Z ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้งบนเวทีเสวนาที่จัดขึ้นโดย Revolution ในครั้งนี้

“ปี 2014 มีนาฬิกาเรือนหนึ่งเปิดตัว และเขย่าวงการนาฬิกาทั้งโลก คุณรู้ไหมว่าคือนาฬิการุ่นไหน? Apple Watch ไงครับ ตอนนั้นถ้าใครไปงานแสดงนาฬิกาที่เจนีวา จะเห็นเลยว่ามีความหวาดกลัวแพร่ไปทั่ว ทุกคนตั้งคำถามว่า ‘นี่จะเป็นจุดจบของนาฬิกากลไกหรือเปล่า?’ แล้วตัดภาพมาที่ 11 ปีให้หลังเป็นยังไงล่ะครับ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนรุ่นหลังกลับยิ่งโอบรับนาฬิกาจักรกลมากกว่าเดิม ผมคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาถูกล้อมรอบด้วยเวลาแบบดิจิตัลตลอดเวลา เลยยิ่งโหยหาสิ่งที่จับต้องได้ ถาวร และมีชีวิตอย่างนาฬิกาจักรกล เหตุผลที่ผมพูดเรื่องนี้ เพราะมันเกี่ยวพันกับ IWC และสิ่งที่คริสเตียนทำได้อย่างยอดเยี่ยม”

ผู้ชมรวมถึงพิธีกรบนเวทีตัวแทนเจเนอเรชัน Z ต่างเห็นด้วยกับความเห็นของเจเนอเรชันรุ่นพี่ที่ผ่านโลกนาฬิกาจักรกลมาอย่างโชกโชน คุณเหว่ยยังไล่เรียงยุคสมัยของ IWC โดยแบ่งลำดับตามนี้

  • – เริ่มจากยุคนาฬิกาความแม่นยำ ที่ชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับมัน เช่น ปี 1936 ครอบครัว Hamburger ซึ่งสืบเชื้อสายจากตระกูล Rauschenberg (ผู้ซื้อกิจการ-จาก Florentine Ariosto Jones ผู้ก่อตั้ง IWC) ลูกชายทั้งสองเป็นนักบิน และนาฬิกานักบินเรือนแรกของ IWC ถูกสร้างขึ้นเพื่อพวกเขา
  • – ต่อมาในช่วงปี 1940s มีนาฬิกาสำหรับผู้สังเกตการณ์ (B-Uhr Observer’s Watch)
  • – ในปี 1948 ก็เกิดนาฬิกา Mark 11 สำหรับกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ซึ่งนักบินจะได้รับนาฬิกานี้เมื่อขึ้นบิน

“แต่มาถึงยุคหลัง เมื่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่ ทุกคนถามว่า ‘นาฬิกานักบินยังจำเป็นอยู่ไหม?’ คำตอบก็ปรากฏในปี 1992 เมื่อ IWC เปิดตัว Pilot’s Double Chronograph ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนเกินจำเป็น แต่กลับน่าตื่นเต้นในเชิงเร้าอารมณ์ และตั้งแต่นั้นมานาฬิกานักบินก็กลายเป็นสิ่งที่มากกว่าฟังก์ชัน มันคืออัตลักษณ์และอารมณ์”

Christian Knoop ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Design Officer แห่ง IWC Schaffhausen

เส้นทางสู่การเป็นนักออกแบบนาฬิกาแห่งความเร็ว

ก่อนหน้าจะเข้าสู่เส้นทางแห่งการเป็นนักออกแบบนาฬิกาคุณคริสเตียนผ่านประสบการณ์การออกแบบมาแล้วทุกอย่างยกเว้นนาฬิกาและรถยนต์ แต่สิ่งที่ดึงดูดเขาให้ก้าวเข้ามากำหนดทิศทางการออกแบบให้กับแบรนด์ IWC คือนาฬิการุ่น Big Pilot’s Watch

      “ผมเห็นเรือนนี้ครั้งแรกตอนที่เริ่มทำงานกับแบรนด์ มันสะท้อนทุกสิ่งที่ผมชอบในงานออกแบบทั้งความเรียบง่าย ความกล้า ความชัดเจนของดีไซน์ เป็นการออกแบบที่ตรงไปตรงมา ไม่มีสิ่งฟุ่มเฟือยเลย ตั้งแต่นั้นมานาฬิการุ่น Big Pilot ก็กลายเป็นเหมือน mantra ของผม และยังเป็นแนวทางนำทางในการออกแบบทั้งหมดที่เราทำมาจนถึงวันนี้”

              สิ่งที่ทำให้นาฬิกาประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ดีไซน์ที่สวย แต่ยังต้องมีคาแรกเตอร์ที่เด่นชัดจนสามารถแยกออกได้อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็ยังต้องเคารพในดีเอ็นเอที่เกิดจากประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และนั่นคือสิ่งที่ท้าทายสำหรับดีไซน์เนอร์

            “เราไม่สามารถแค่อ้างถึงอดีตแล้วก็ทำซ้ำสิ่งเดิมได้ ทุกคอลเลกชันใหม่จึงต้องขีดเส้นบางๆ แบ่งระหว่างอดีตกับอนาคต เคารพดีเอ็นเอของแบรนด์ แต่ก็ต้องสร้างความประหลาดใจและสิ่งใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า นาฬิกาแต่ละรุ่นของ IWC ต้องตอบโจทย์ทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน และนั่นคือแรงผลักดันของเราทุกวัน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่ยังคงซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ของแบรนด์”

อัตลักษณ์ด้านดีไซน์ที่ดึงดูดใจนักสะสม

ในด้านมุมมองของนักสะสมคุณพีรพลเห็นด้วยกับการเคารพในดีเอ็นเอของแบรนด์ ความสบายขณะสวมใส่ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้สวมใส่เท่านั้นสามารถสัมผัสได้

“นักสะสมมักมองเห็น สมรรถนะด้านวิศวกรรมและการใช้งานจริงในดีเอ็นเอของ IWC ทุกอย่างที่เราพบในนาฬิกาแสดงถึงความชัดเจน เช่น ความสมดุลของหน้าปัด การขัดแต่งตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนสตีลหรือตัวเรือนทอง ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อเป็นนาฬิกาใส่ในชีวิตประจำวัน ถึงจะมีรอยขีดข่วนก็ยังดูแข็งแรง สำหรับผม สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด การออกแบบที่ดีคือการรวมความสบายในการสวมใส่เข้ากับรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้เจ้าของนาฬิกาเท่านั้นที่รับรู้ เช่น การขัดแต่งด้านในตัวเรือน (Perlage) ที่อยู่หลังฝาหลัง นี่คือดีเอ็นเอของแบรนด์ ที่ทำให้นาฬิกา IWC สมบูรณ์แบบ และมันสัมผัสได้ถึงหัวใจของนักสะสมเลยครับ”

คุณเหว่ยเองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของนักสะสม และยกให้นาฬิการุ่น ‘Ingenieur’ ที่ถูกออกแบบใหม่โดยคุณคริสเตียนว่า นี่คือเวอร์ชันที่ดีที่สุด ทั้งการปรับให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงเคารพในต้นฉบับ ผู้เติมจิตวิญญาณใหม่ให้กับ Ingenieur เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า

            “สิ่งที่ Gerald Genta ทำไว้ในปี 1976 คือการสร้างคาแรกเตอร์และลายเซ็นดีไซน์ที่แข็งแรงมาก และเราพยายามรักษาสิ่งนั้นไว้ ทั้งรูปทรงตัวเรือน ขอบตัวเรือน พื้นผิวหน้าปัด สายแบบพิเศษ มันคือเอกลักษณ์ที่อยู่เหนือกาลเวลา ตอนเราปรับโฉมใหม่ในปี 2023 ผมได้นำต้นแบบไปให้ Evelyne Genta ภรรยาของเขาดู ซึ่งเธอบอกว่าความคิดของสามีเธอคือ ‘อย่าทำซ้ำของเก่า แต่ต้องพัฒนาต่อไป’ และเธอยังอวยพรให้กับดีไซน์ใหม่ของเรา นี่คือกำลังใจสำคัญให้ทีมงานกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า”

คุณคริสเตียนยังอธิบายถึงแก่นแท้ของ IWC คือ การสร้าง tool watch ที่แม่นยำ สำหรับหลากหลายสถานการณ์ ซึ่งสะท้อนมาสู่ดีไซน์ที่เห็นได้ชัดในนาฬิกาหลากรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Pilot’s, Portuguese หรือ Ingenieur ที่ล้วนแล้วแต่มีความเป็น ‘เครื่องมือที่แม่นยำ’ อยู่ในตัว

สู่โลกแห่งความเร็วและแสงสปอตไลต์

IWC ก้าวเข้าสู่โลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างไร คุณคริสเตียนอธิบายไว้ว่า มันเริ่มต้นจากการเป็น tool watch มืออาชีพนั่นเอง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากยักษ์ใหญ่ในวงการยนตรกรรมเสมอมา  

            “ในปี 2003 เราเริ่มเป็นพันธมิตรกับ Mercedes-AMG ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือที่ยาวนานที่สุดระหว่างแบรนด์นาฬิกากับแบรนด์รถยนต์ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การจับมือทางการตลาด แต่มีการแลกเปลี่ยนด้านวิศวกรรมกันจริง ๆ เราได้นำวัสดุจากโลกยานยนต์ เช่น ไทเทเนียมและคาร์บอน มาพัฒนาในนาฬิกาของเรา ต่อมาในปี 2013 เมื่อ Mercedes กลับเข้าสู่ Formula 1 เราก็กลายเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของทีม Mercedes-AMG Petronas F1 ตั้งแต่นั้นมา เราได้ทำงานร่วมกับนักแข่งชื่อดังอย่าง Nico Rosberg, Lewis Hamilton และ George Russell เพื่อสร้างนาฬิการุ่นพิเศษมากมาย

“โลกมอเตอร์สปอร์ตจึงเป็น ‘คู่หูที่ลงตัว’ สำหรับ IWC เพราะมันสะท้อนทั้งด้านเทคโนโลยี ความเร็ว และนวัตกรรม ซึ่งเรานำมาแปลงเป็นดีไซน์ของนาฬิกา”

Christian Knoop

จากโลกแห่งความเร็ว IWC ก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์และนั่นทำนาฬิกา tool watch แบรนด์นี้กลับมาอยู่ในแสงสปอตไลต์อันเจิดจ้า คุณเหว่ยจึงขอยกให้นี่เป็นการตลาดทางการกีฬาที่เหนือชั้น

“พวกคุณเคยดูหนัง F1: The Movie ไหมครับ? ภรรยาผมบังคับให้ดูถึงสามรอบเลย (หัวเราะ) สำหรับผม มันคือหนึ่งในการทำ sports marketing ที่ดีที่สุดของแบรนด์นาฬิกา เพราะตัวละคร Sonny Hayes ใส่ IWC ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่เจ๋งที่สุดคือมันไม่ใช่การโฆษณาเฉยๆ แต่ IWC มีนวัตกรรมจริง อยู่เบื้องหลัง เช่น การใช้ เซรามิกในนาฬิกาหรู เป็นรายแรกๆ และการพัฒนากลไก Split-Second Chronograph ให้เข้าถึงได้จริงตั้งแต่ปี 1992 เพราะฉะนั้นเมื่อคนดูเห็นนาฬิกาในหนัง เขารู้สึกได้ว่ามันมีความหมาย มีรากฐาน ไม่ใช่ใส่มาเท่ๆ เฉยๆ”

ในแง่ของดีไซน์อะไรทำให้นาฬิกาสามารถมอบความรู้สึก ‘เร็ว’ และ ‘แรง’ ได้ นี่คือคำถามที่แทนใจหลายคนในกลุ่มผู้ชม และคุณคริสเตียนได้ให้คำตอบไว้ว่า

“มีหลายปัจจัยครับ แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ วัสดุและรายละเอียดเฉพาะของนาฬิกามอเตอร์สปอร์ต เราเคยใช้ ไทเทเนียมอัลลอย, คาร์บอน, และแม้แต่ Titanium Aluminide (วัสดุที่ใช้ในเทอร์โบชาร์จเจอร์ของรถแข่ง AMG One)

อีกจุดสำคัญคือ Tachymeter Bezel หรือสเกลจับเวลาความเร็วบนขอบตัวเรือน นี่คือฟังก์ชันที่ทำให้นาฬิกาโครโนกราฟสำหรับมอเตอร์สปอร์ตแตกต่างจากโครโนกราฟแบบอื่นๆ ซึ่งเราเพิ่งนำมันกลับมาใส่ในคอลเลกชัน Performance Chronographs ของ IWC ด้วยครับ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้นาฬิกาเชื่อมโยงกับโลกของมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่มีฟังก์ชันและวัสดุที่รองรับจริง”

ความสง่างามท้าทายกาลเวลา

ไม่ว่าจะผ่านความหวือหวา ความท้าทายมาหลายยุคสมัย แต่สิ่งที่ทำให้ IWC ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างสง่างามในใจนักสะสมคือดีไซน์เรียบง่ายที่ตอบโจทย์การใช้งานในสถานการณ์จริง ตามที่ผู้หลงใหลใน tool watch แบรนด์นี้อย่างจริงจังชี้ให้เห็นไว้ว่า

            “ทุกครั้งที่ผมมองนาฬิกานักบินของ IWC สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดคือ สัญลักษณ์สามเหลี่ยมที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา มันไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่มีความหมายจริง ๆ สำหรับนักบิน ในสภาพแสงน้อย นักบินต้องรู้ทิศทางของ ‘12 นาฬิกา’ อย่างแม่นยำ สามเหลี่ยมนี้ทำหน้าที่นั้น นี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้ดีไซน์ของ IWC เหนือกาลเวลา รายละเอียดเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความหมาย”

พีระพล ภู่สิริ – นักสะสมนาฬิกา

          ปิดท้ายด้วยคำถามที่ผู้ร่วมเสวนาทุกคนต้องตอบในมุมของตัวเอง นั่นก็คือ “ถ้าคุณต้องเลือกหนึ่งองค์ประกอบด้านดีไซน์ที่ทำให้นาฬิกาสง่างามและเป็นอมตะ คุณจะเลือกอะไร?”

          คุณพีรพลให้คำตอบในมุมนักสะสมว่า“สำหรับผมคือ โลโก้ ครับ ผมชอบแบบตัวเขียนดั้งเดิมที่ใช้คำว่า International Watch Company มันเรียบง่าย แข็งแรง และแสดงตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนมาก มันสะท้อนดีเอ็นเอของ IWC อย่างตรงไปตรงมา”

          ส่วนผู้ที่ทำงานด้านดีไซน์โดยตรงอย่างคุณคริสเตียนตัดสินใจอย่างยากลำบากก่อนจะให้คำตอบว่า “สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคือการยึดมั่นในแก่นแท้ของแบรนด์ เคารพในดีเอ็นเอ และพยายามผลักดันขอบเขตออกไปทุกครั้ง การจะบอกว่าองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งคือคำตอบเดียวอาจไม่ถูก เพราะ ทุกองค์ประกอบต้องรวมกันเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของ IWC”

         และคุณเหว่ยให้คำตอบที่แหวกแนวแต่จริงแท้นั่นก็คือ ‘ความจริงใจ’

         “แบรนด์ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ผมเคยถาม Ralph Lauren ในยุค ‘90s ว่า ทำไมถึงไม่ออกแบบเสื้อผ้าให้ตรงใจศิลปินฮิปฮอปที่ใส่แบรนด์ของเขา เขาตอบว่า ‘ก็เพราะพวกเขาซื้อเสื้อผ้าเราในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มีอยู่แล้ว ถ้าเราเปลี่ยนเพื่อเอาใจพวกเขา เราก็จะสูญเสียตัวตนทันที’

ผมว่าบทเรียนนี้ใช้ได้กับนาฬิกาเหมือนกัน IWC ประสบความสำเร็จเพราะไม่เคยลืมตัวเอง แม้จะทำสิ่งใหม่ เช่น Pilot’s 41 TOP GUN Lake Tahoe ที่เป็นเซรามิกสีขาวทั้งเรือน แต่มันก็ยังคงความบริสุทธิ์ ความแม่นยำ และสามเหลี่ยมที่เป็นสัญลักษณ์ มันคือ IWC อย่างแท้จริง”

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ทำให้นาฬิกาที่ตอบสนองความเร็ว ความแรง ท้าทายแรงกดอากาศในที่สูง คือ การเคารพในตัวตนของแบรนด์ โดยมุ่งพัฒนาความแม่นยำให้ตอบโจทย์การใช้งานในทุกสถานการณ์สุดขั้วนั่นเอง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เมื่อนาฬิกาจักรกลท้าทายแรงโน้มถ่วง การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง IWC Schaffhausen และ VAST เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในอวกาศ
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
The Evolution of Product Development: เส้นทางอนาคตแบรนด์นาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum โดย Revolution

Recap Bangkok Watch Week 2025: Revolution Thailand สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้วงการนาฬิกาไทย

Revolution Thailand จับมือ Siam Paragon สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกที่งาน Bangkok Watch Week 2025 ได้สำเร็จ!

นี่คือการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำแบรนด์นาฬิการะดับโลก นักสะสม และผู้หลงใหลในเรือนเวลา บนเวทีเสวนาครั้งสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางอนาคตของโลกแห่งเวลา

งานนี้สะท้อนให้เห็นถึง พลังและศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด ของตลาดนาฬิกาไทยและทั่วโลก และตอกย้ำว่าประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็น Luxury Watch Destination อย่างแท้จริง

ติดตามสรุปเนื้อหาสุดเข้มข้นจากทุกเวทีเสวนาได้ที่ Revolution Thailand

รับชมคลิปเต็มได้แล้ววันนี้ และอย่าลืมกด Subscribe ช่อง REVOLUTION THAILAND เพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับนาฬิกาอีกมากมาย!

ช่องทางติดตามเรา 
Instagram: @revowatchthai
Facebook: REVOLUTION WATCH THAILAND
Website: https://revolutionthailand.com/

The Evolution of Product Development: เส้นทางอนาคตแบรนด์นาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum โดย Revolution

เปิดมองมุมและประสบการณ์จากผู้นำด้านนาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum ในงาน Bangkok Watch Week 2025

แบรนด์นาฬิกาอิสระก้าวขึ้นมาเป็นกระแสนิยมในวงการนาฬิกาชั้นสูงได้อย่างไร Revolution นำโดย moderator คนสำคัญ Wei Koh ขอพาสาวกนาฬิกาทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์การเดินทางของแบรนด์นาฬิกาอิสระที่ได้รับการยอมรับในหมู่นักสะสมนาฬิกาทั่วโลก ผ่านมุมมองของ Pascal Raffy ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Bovet ร่วมด้วย Xavier de Roquemaurel ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO แห่ง Czapek & Cie และ Ong Ban CEO แห่ง SHH Pendulum ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ ผู้มีวิสัยทัศน์ในการเล็งเห็นแบรนด์ที่มีศักยภาพในการเติบโต

มากกว่าเรื่องราวการเดินทางและกระบวนการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะตัวสูง สิ่งที่หล่อหลอมแบรนด์นาฬิกาอิสระให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งแห่งโลกนาฬิกาในปัจจุบันต้องอาศัยปัจจัยใดบ้าง คุณเหว่ยจะพาทุกท่านร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กันบนเวทีเสวนา “The Evolution of Product Development” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานมานี้

หัวใจของแบรนด์นาฬิกาอิสระ

“แบรนด์นาฬิกาอิสระคืออะไร?” คุณเหว่ยขอเปิดการเสวนาด้วยการตั้งคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งผู้ที่อาสาตอบคำถามนี้คือคุณอง บัน แห่ง SHH Pendulum ในฐานะนักสะสมและตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระที่มีความชำนาญเฉพาะตัวและกำลังเป็นที่ต้องการในกลุ่มนักสะสมนาฬิกาตัวยง โดยคุณอง บันได้ไขข้อสงสัยนี้ไว้ว่า

            “แบรนด์อิสระในปัจจุบัน หมายถึงผู้ผลิตนาฬิกาอิสระที่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างสูง”  ก่อนจะขอย้อนเล่าถึงความเป็นมาของการแจ้งเกิดของกลุ่มแบรนด์นาฬิกาอิสระที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอุตสาหกรรมนาฬิกาในปัจจุบัน

“หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในโลกแห่งนาฬิกาที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ผ่านมา คือปี 1989 เมื่อ Patek Philippe เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 150 ปี นั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นาฬิกาจักรกลกลับมาฟื้นตัวอย่างยิ่งใหญ่ และด้วยคาลิเบอร์ 89 กับนาฬิกาแบบ Officer ที่มีเข็มชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hour) ก็ได้วางรากฐานสำหรับทิศทางในอีกหลายทศวรรษถัดมา

เมื่อพูดถึงนาฬิกาข้อมือ โดยเฉพาะนาฬิกาข้อมือจากแบรนด์อิสระ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในปี 1988 ทั่วทั้งโลกมีนาฬิกาทูร์บิญองอยู่เพียง 500 เรือนเท่านั้น ทั้งที่เก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์และในครอบครองของนักสะสม ต่อมาในช่วงต้นยุค ‘90s มีสองบริษัทอิสระที่ลุกขึ้นมาฟื้นฟูคอมพลิเคชันนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งในยุคนั้นทูร์บิญองยังไม่ได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน สองบริษัทนั้นคือ Franck Muller และ Daniel Roth พวกเขาเป็นผู้ผลิตอิสระรายเล็กที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกล้าที่จะเสี่ยงอย่างมหาศาล

สำหรับผม ช่วงยุค ‘90s คือยุคโรแมนติกของวงการนาฬิกา เพราะแทบทุกสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาจากแบรนด์อิสระในเวลานั้น ล้วนทำให้พวกเราตกหลุมรัก และเมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน เรามี Czapek และ Bovet ซึ่งเราจะได้พูดคุยกับคุณราฟฟี่และซาเวียร์ เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนของแบรนด์พวกเขา สิ่งที่ทำให้แบรนด์นาฬิกาของเขาน่าหลงใหลและทำให้ลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมกับความหลงใหลนั้นได้อย่างเต็มเปี่ยมในผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้”

Xavier de Roquemaurel – CEO แห่ง Czapek & Cie

ผู้ก่อตั้งสองแบรนด์นาฬิกาอิสระรับช่วงต่อด้วยการเล่าถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และปรัชญาที่แต่ละแบรนด์ยึดมั่นเสมอมา เริ่มจาก Czapek & Cie ที่คุณซาเวียร์เน้นย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ต่อตัวตนของแบรนด์ และการเคารพในจิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งเป็นการวางรากฐานอันมั่นคง การย้อนกลับไปตั้งคำถามและทบทวนรากเหง้าของแบรนด์เสมอ ทำให้ทิศทางในอนาคตของ  Czapek & Cie ชัดเจนและแน่วแน่ในเส้นทางที่เดินไปข้างหน้า

“เราตัดสินใจที่จะซื่อสัตย์ต่อผู้ก่อตั้ง เพราะเราคิดว่ามันเกี่ยวกับตัวตนและ “จิตวิญญาณ” ของผู้ก่อตั้ง และเรามองว่าแบรนด์เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่เพียงของเล่นในมือของเจ้าของ มันมีเอกภาพ มีอิสรภาพ และนั่นคือสิ่งที่จะนำทางการพัฒนาของเรา เราคิดถึงผู้ก่อตั้ง François Czapek และเราเลยตัดสินใจวางเก้าอี้ตัวที่สี่ขึ้นมา ตอนแรกเรามีสามคน และมีเก้าอี้ตัวที่สี่สำหรับเขา เราจะถามตัวเองเสมอว่า “ถ้าวันพรุ่งนี้ François Czapek อยู่ตรงนี้ เขาอยากทำอะไร?

เรามองย้อนกลับไปยังผลงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ นาฬิกาพกโบราณที่เคยถูกประมูลโดย Antiquorum, Christie’s หรือ Sotheby’s ซึ่งตอนแรกเราไม่มีเงินพอที่จะซื้อ (เรามีเพียง 15,000 ฟรังก์สวิสเท่านั้น) แต่เราก็ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นห้องสมุดภาพแทนพิพิธภัณฑ์ Czapek (ที่ ณ ตอนนั้นยังไม่มี) เราพบว่าเขาหลงใหลในความงาม และพยายามสร้างความงามผ่านศาสตร์แห่งนาฬิกา เขาเป็น “ผู้สร้างสรรค์ความงาม” มากกว่าจะเป็นวิศวกร ซึ่งกลายเป็นทิศทางให้เราเดินต่อไป

เราจึงเลือกนาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งก็คือ Ref. 3430 และผมตัดสินใจเด็ดขาดว่านี่แหละคือทิศทางของเรา และเราก็ยังคงเรียนรู้เรื่องราวของ Czapek อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราได้เจอเรื่องเล่าและองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ถ้าพูดในเชิงความคิดสร้างสรรค์ เราพัฒนานาฬิกาเรือนแรกขึ้นมาชื่อรหัสว่า “From Past to Present” เพื่อแสดงวิวัฒนาการของนาฬิกา Czapek ตั้งแต่ปี 1845, 1850, 1860 มาจนถึงปี 2015 ที่เราฟื้นฟูแบรนด์ และนาฬิกาเรือนที่สองคือ “From Present to Future” ซึ่งเป็นทูร์บิญอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เรากำหนดทิศทางในอนาคต และจากตรงนั้นเราก็เริ่มสร้างสรรค์ต่อไป”

คุณราฟฟี่เริ่มต้นเล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์และพัฒนาแบรนด์ Bovet ที่เริ่มต้นจาก ‘อารมณ์ความรู้สึก’ และเช่นเดียวกับ Czapek & Cie ความภาคภูมิใจในรากฐานและประเพณีอันเก่าแก่ของแบรนด์ที่มีจุดเริ่มต้นย้อนไปไกลถึงปี 1822

“ในภาษาฝรั่งเศสมีคำว่า “garde-temps” ที่หมายถึง “ผู้เก็บรักษาเวลา” มันไม่ใช่แค่การทำให้นาฬิกาเดิน แต่คือการเก็บรักษาปรัชญา ประวัติศาสตร์ มิติแห่งกาลเวลา และกลไกที่งดงามเอาไว้ และต้องแบ่งปันสิ่งนี้กับผู้คน

ตั้งแต่ปี 2006 เราเป็นโรงงานที่บูรณาการเต็มรูปแบบ ทุกกระบวนการผลิตอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน ตั้งแต่การตีเหล็กทำแม่พิมพ์ การทำสปริงบาลานซ์ ชิ้นส่วนเล็กที่สุด จนถึงตัวเรือน และผมต้องขอบคุณคุณเหว่ย และทีมที่ได้มาเยี่ยมชมโรงงานของเรา เพราะทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่เพียงแค่มีทักษะ แต่ยังมี “หน้าที่ในเชิงศีลธรรม” ต่อช่างฝีมือด้วย ลองคิดดูสิครับว่า ในฤดูหนาวของสวิตเซอร์แลนด์ พวกเขาออกจากบ้านตอนฟ้ายังมืด มาถึงโรงงาน Bovet และกลับบ้านตอนฟ้ามืดอีกครั้ง พวกเขาทุ่มเทชีวิตให้กับงาน เราต้องบ่มเพาะแรงบันดาลใจของพวกเขา และพาพวกเขาก้าวไปข้างหน้าทุกปี”

เพื่อเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพการพัฒนาในด้านนวัตกรรมของ Bovet ได้อย่างเป็นรูปธรรม คุณราฟฟี่ได้ยกตัวอย่างนาฬิการุ่น Recital 30 ที่พลิกมิติใหม่ในการบอกเวลาต่างไทม์โซน แก้ปัญหาเรื่องช่วงเวลาออมแสงที่เคยทำให้นาฬิกา world time รุ่นก่อนๆ ไม่สามารถบอกเวลาได้เที่ยงตรงในบางฤดูกาล

“ที่ Bovet งานช่างฝีมือคือหัวใจ แต่เรายังใส่ความงามทางกลไกและนวัตกรรมควบคู่ไปด้วย และนั่นคือที่มาของนาฬิการุ่น Recital 30 ซึ่งเป็นเหมือน “การเดินทางแห่งกาลเวลา” ระหว่างผมกับทีมงาน เพื่อสร้างความสุขสูงสุดให้กับนักสะสมของเรา”

เบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมล้ำสมัย

Moderator ของเรายังได้กล่าวยกย่องหัวเรือใหญ่ของทั้งสองแบรนด์ว่า ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นผู้บริหารแต่จิตวิญญาณของทั้งคู่คือศิลปินโดยแท้ เปรียบได้กับคำกล่าวของนักเขียนชาวฝรั่งเศส Marcel Proust ที่มีอยู่ว่า

““ความสง่างามคือโลกที่แต่ละคนเห็น แต่คนอื่นไม่อาจมองเห็นได้ ส่วนศิลปะคือความสามารถในการทำให้สิ่งนั้นปรากฏออกมา” และสุภาพบุรุษทั้งสองท่านก็ทำสิ่งนั้นออกมาได้อย่างงดงาม”

Wei Koh อ้างคำพูดของ Marcel Proust บนเวทีเสวนาจัดขึ้นโดย Revolution Thailand ในงาน Bangkok Watch Week 2025

พร้อมแสดงความชื่นชมทั้งสองในฐานะเพื่อนร่วมวงการนาฬิกาที่รู้จักนิสัยและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเป็นอย่างดี  

“คุณราฟฟี่อาจจะถ่อมตัว แต่สำหรับผม Bovet คือเมซงที่รวมเอาความซับซ้อนทางกลไก เช่น ทูร์บิญองสองแกน ระบบลูกกลิ้ง ปฏิทินถาวร เข้ากับความงามแห่งจักรวาลได้อย่างลงตัว ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนจากตัวตนของคุณราฟฟี่เอง ที่ชอบใช้เวลาอยู่ที่ปราสาทของเขาใน Môtiers มองดูดวงดาว ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดาวเคราะห์ และนั่นคือสิ่งที่เขานำมาถ่ายทอดผ่านนาฬิกา เช่น Recital 22 ที่มีเทลลูเรียม มองโลกจากขั้วเหนือพร้อมดวงจันทร์สามมิติที่โคจรรอบโลก แถมยังมีกลไกปฏิทินถาวร และทูร์บิญองอีกด้วย

ส่วนคุณซาเวียร์ก็มีความสามารถพิเศษในการถอดบทเรียนจากอดีต มาตีความใหม่ให้มีชีวิตชีวาและร่วมสมัย ผมจึงอยากฟังจากคุณซาเวียร์เกี่ยวกับเรื่องราวของ Antarctique “Passage du Drake” และว่าคุณสร้างหนึ่งในสายนาฬิกาอินทิเกรตที่โดดเด่นที่สุดขึ้นมาได้อย่างไร ในช่วงเวลาที่คุณเริ่มค้นหาน้ำเสียงของตัวเองในฐานะผู้ผลิตนาฬิกา” moderator ผู้เป็นดั่งเอ็นไซโคพีเดียเกี่ยวกับโลกนาฬิกาเอ่ยถามถึงผลงานอันน่าทึ่งของ Czapek & Cie เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจถึงเบื้องหลังกระบวนการสร้างสรรค์นาฬิกาอันน่าทึ่ง

บุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ของ Czapek & Cie ย้อนเล่าถึงบทสนทนาระหว่างบุคคลสำคัญในวงการนาฬิกาขณะนั่งจิบเครื่องดื่มในกรุงมาดริด ซึ่งจุดประกายให้เขาผลิตนาฬิกาเพื่อนักสะสมที่หลงใหลในศาสตร์นาฬิกาชั้นสูงอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มองนาฬิกาเป็นเครื่องยกระดับสถานะ

“เขาบอกกับผมว่า “คุณรู้มั้ย ผมมีตัวเลขสถิติ เพราะผมมีคลังข้อมูลนาฬิกาและเห็นว่าคนส่วนใหญ่สนใจดูแค่นาฬิกา 3 รุ่นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกว่า Trinity คุณก็น่าจะรู้ว่ามันคือรุ่นไหน ตั้งแต่ปี 2017 มันน่าเบื่อแล้ว เพราะมีแต่นาฬิกา 3 รุ่นนี้ที่ดึงความสนใจไปถึง 90% ของตลาด” แล้วเขาก็ท้าผมแบบขำๆ ระหว่างนั่งดื่มว่า “คุณลองสร้างอะไรใหม่ๆ ที่เป็นนาฬิกาสปอร์ตสายอินทิเกรตกลไกอัตโนมัติ ดูสิ” ผมก็รู้สึกว่าน่าสนุกดี ตอนนั้นเรามีนาฬิกาเรือนที่สามอยู่ในสายการผลิตเกือบเสร็จแล้ว ผมเลยคิดว่า “โอเค งั้นเรามาทำเรือนที่สี่ให้ไปในทิศทางนี้

อีกทั้งนักสะสมหลายคนยังบอกกับผมว่า “ผมชอบ Quai des Bergues มาก แต่ว่าจะใส่เฉพาะวันอาทิตย์เพราะมันคลาสสิกและหรูหรา แต่วันธรรมดาผมต้องใส่นาฬิกาที่ดูใช้ง่าย เป็น daily banger เพราะหัวหน้าผมคิดว่าเขารู้เรื่องนาฬิกาเยอะ แต่ผมไม่สามารถใส่อะไรที่โดดเด่นเกินไปได้ ต้องระวัง”

จากตรงนั้นผมเลยเข้าใจว่า จุดสำคัญคือต้องทำงานกับกลไก เพราะนาฬิกา Trinity ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ มันไม่ได้ตอบโจทย์ความรักในศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาของนักสะสมนาฬิกาเลย มันแค่เป็น daily banger ที่ยกระดับขึ้น แต่ไม่ได้ให้การขัดแต่งผิวที่ลึกซึ้ง เช่น การขัดลบมุมภายใน การขัดเงา อะไรแบบนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเวอร์ชันที่อุตสาหกรรมมากๆ ของวงการนาฬิกาชั้นสูง

ดังนั้นเราจึงพัฒนากลไกใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น และแน่นอนว่ามีความผิดพลาดมากมาย แต่ความผิดพลาดนี่แหละสำคัญ เพราะมันนำไปสู่การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ปัญหาคือจุดเริ่มของนวัตกรรมเสมอ หลังจากนั้นเราก็มาทำงานกับสายสร้อยข้อมือ เพราะนักสะสมคนหนึ่งบอกผมว่า “ไม่ว่านาฬิกาจะมีตัวเรือนแบบไหน แต่สิ่งที่จะทำให้มันกลายเป็นตำนานได้จริงๆ คือสายสร้อยข้อมือ” ดังนั้นเราจึงพัฒนามันจากมุมมองนี้”

คุณเหว่ยยังเสริมถึงรายละเอียดอันน่าทึ่งของรุ่น Antarctique ที่ต้องพลิกชมด้านหลังถึงจะได้เห็นกลไกอันน่าตื่นตาทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสง่างาม

“มันเป็นกลไกเดียวในกลุ่มนาฬิกาสปอร์ตชิคที่มีสถาปัตยกรรมแบบนี้  คือ full bridge movement ซึ่งหมายความว่าล้อแต่ละตัวในเกียร์เทรนจะมีสะพานจักรของตัวเองทั้งหมด และแต่ละชิ้นก็ถูกออกแบบเป็น skeletonized finger bridge ซึ่งทั้งแข็งแรงและงดงามอย่างเหลือเชื่อ”

อีกหนึ่งนวัตกรรมอันน่าทึ่งและถือเป็นการพลิกวงการนาฬิกา world time เลยก็ว่าได้นั่นก็คือนาฬิกา Bovet Recital 30 ที่ได้เอ่ยถึงไปแล้วในเบื้องต้น แต่คุณเหว่ยขอให้คุณราฟฟี่เจาะลึกถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์นาฬิกา world time ที่ไขปริศนาในการบอกเวลาต่างไทม์โซนได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งในวงการนาฬิกา

            “ผมจะพูดครั้งแรกเลยนะครับว่า ผมต้องขอบคุณโควิด-19 สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการแพร่ระบาดคือเราทุกคนต้องจัดประชุม Zoom หรือ Teams กับคนทั่วโลก และส่วนใหญ่เราก็มักจะใส่เวลาผิดเสมอเวลาส่งคำเชิญ ผมจึงสัญญากับตัวเองและทีมว่าจะต้องหาทางแก้ปัญหานี้ให้ได้ และสร้างนาฬิกา world time ที่สามารถจัดการกับ Daylight Saving Time ได้

เรารู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่า หากวันหนึ่ง 70 กว่าประเทศที่ยังใช้ Daylight Saving Time ตัดสินใจยกเลิกไป นาฬิกาเรือนนี้ก็จะกลายเป็น พยานทางประวัติศาสตร์ 200 ปีของมนุษยชาติ และผมชอบความคิดนี้มาก หลังจากนั้นเราก็พัฒนาต่อเนื่องมาจนถึง Prowess 1 ที่ชนะรางวัล Mechanical Exception จาก GPHG ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเรือนที่ชนะในรอบ 7 ปี แต่แน่นอนครับ Prowess 1 ไม่ใช่นาฬิกาที่คุณจะใส่ทุกวัน มันเหมาะกับโอกาสพิเศษมากกว่า

ผมเลยคิดว่าอยากสร้างนาฬิกาคอมพลิเคชั่นที่ใส่ได้ทุกวัน ขนาด 42 มม. ความหนา 11.8 มม. ที่มีความสดใหม่ ไม่ใช่เพราะเราเป็นแบรนด์ที่มีอายุ 203 ปีแล้วจะต้องดูโบราณ ผมไม่เชื่อใน “แฟชั่น” เพราะแฟชั่นคือสิ่งชั่วคราว แต่ผมเชื่อใน “ประเพณี” ที่คงอยู่ แต่ประเพณีนั้นก็ยังสามารถมองในเชิงบวกและร่วมสมัยได้

เราพัฒนากลไกนี้อยู่นานถึง 7 ปี และในเดือนมิถุนายน 2022 กลไกแรกก็เสร็จสมบูรณ์ Jacques, Stephane, Florent มาที่ปราสาทของเรา และเรามีธรรมเนียมว่าจะต้องปิดบังกลไกและตัวเรือนแรกเอาไว้เพื่อดูว่าเมื่อได้ลองใส่บนข้อมือแล้วเราจะรู้สึก “มีอารมณ์ร่วม” หรือไม่ และผมรู้สึกทันทีว่า “สวยมาก” แต่สองนาทีต่อมาผมก็บอกตัวเองว่า “ถึงผมจะเป็นกัปตันของแบรนด์ ผมก็ต้องซื่อสัตย์ เราต้องทำซ้ำอีกครั้ง”

เพราะถึงแม้จะพัฒนาไป 5 ปีแล้ว แต่เรายังรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่หายไป ตอนนั้นเรายังใช้หน้าปัดเรียบที่แบ่งเป็น 24 ส่วนแทน 24 เขตเวลา แต่ด้วยประสบการณ์ที่เราพัฒนาปฏิทินถาวรแบบ Skeletonized ที่มี isolator จดสิทธิบัตรเพื่อป้องกันการทำงานผิดพลาดระหว่าง 23:00 – 04:00 และใช้กลไก Carriage คู่ใหม่ เราก็รู้เลยว่าสิ่งที่ขาดไปคือ “Rollers”

ไอเดียง่ายๆ แต่ทรงพลังคือการใช้ลูกกลิ้งที่มี 4 ด้าน ซึ่งสามารถพิมพ์เขตเวลาได้ครบ และเมื่อหมุนเม็ดมะยม คุณสามารถเลือกได้ระหว่าง UTC, American Summer Time, European Summer Time และ European Winter Time นั่นทำให้เรามีนาฬิกาเวิลด์ไทม์เรือนแรกที่ “ตรงเวลา 100% ตลอดทั้งปี” ถึงแม้จะต้องเลื่อนการเปิดตัวออกไปถึง 13 เดือน แต่ด้วยความทุ่มเทของทีมงาน ทุกคนก็ทำมันสำเร็จ

ผมไม่ใช่ช่างทำนาฬิกา แต่ผมคิดและทำตัวเหมือนนักสะสม เพราะผมอยากมอบรายละเอียดใหม่ๆ ให้กับนักสะสมทุกวัน สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้พวกเขามีรอยยิ้มเมื่อมอง ดู ปรับ ตั้ง หรือทำความสะอาดนาฬิกา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์ของเรายืนอยู่ได้ ผมมักพูดเสมอว่า

“เราต้องการสร้างเมซงที่เวลา ‘มีความหมาย’” แฟชั่นนั้นชั่วคราว แต่ประเพณีต่างหากที่คงอยู่”

Pascal Raffy ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Bovet

ความยากลำบากที่ต้องข้ามผ่าน

นอกจากการคิดค้นนวัตกรรมเชิงกลไกใหม่ๆ ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ในการบอกเวลา ชีวิตของผู้ผลิตนาฬิกาอิสระยังต้องเผชิญกับความยากลำบากและอุปสรรคที่ต้องก้าวผ่านพ้นไปให้ได้ และในบางครั้งสิ่งที่ต้องแลกเกือบต้องเป็น ‘ชีวิต’ ในฐานะเพื่อนที่รู้จักกันมาร่วมทศวรรษคุณเหว่ยขอให้คุณซาเวียร์เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาผ่านพ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ให้ผู้ชมได้ฟัง

“ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปีเลยก็ว่าได้ มันคือปีที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เหมือนกับต้องสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมาจากบริษัทเดิม ตอนเปิดตัวแบรนด์ผมไม่มีอะไรจะเสียเลย เพราะตกงานมาก่อนแล้ว ซึ่งจริงๆ ก็นับเป็นข้อดี เพราะเมื่อคุณสูญเสียไปหมดแล้ว ก็ไม่มีใครมาพรากอะไรไปจากคุณได้อีก สิ่งเดียวที่ผมไม่เคยยอมเสียสละเลยคือครอบครัว ภรรยากับลูกๆ ทั้งห้าคน ภรรยาคืออาวุธลับของ Czapek เลยก็ว่าได้ เธอมีบทบาทสำคัญมากในการพาแบรนด์มาถึงวันนี้ แม้จะอยู่เงียบๆ ไม่ชอบเป็นที่สนใจก็ตาม

ช่วงโควิดก็เป็นวิกฤตใหญ่ แต่ผมมองเห็นโอกาส เพียงแต่กว่าจะมองเห็นต้องใช้เวลา แต่ตอนนั้นซัพพลายเออร์เกือบทั้งหมดหยุดผลิตหรือชะลอตัว ทำให้เราต้องทำงานหนักขึ้นสองเท่า เพราะบริษัทก็เหมือนร่างกายมนุษย์ หัวใจต้องเต้นต่อเนื่อง หยุดไม่ได้ ผมทำงานไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน จนสุดท้ายประสบอุบัติเหตุและเกือบเสียชีวิตไปจริงๆ แต่ก็เมือนได้รับ “ชีวิตที่สอง” กลับมา ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนเดิม แต่ก็นับว่าเป็นพรอันยิ่งใหญ่

ช่วงที่ผมหายไปนั้นเอง ผมได้ค้นพบเพื่อนร่วมทีมสองคน Valeria และ Nicolas ที่เหมือนม้าศึกพร้อมจะวิ่งมาตลอด และพวกเขาก็พาบริษัทก้าวต่อไปได้อย่างยอดเยี่ยม ผมกลับมาอีกครั้งในงาน Watches & Wonders เพื่อร่วมผลักดันต่อไป ใช่ครับ เรามีช่วงเวลายากลำบากและท้าทายมากมาย แต่เรายังยืนอยู่ได้เพราะ “ความรักในนาฬิกา” ที่ทำให้เราสร้างสิ่งงดงามให้ผู้คนหลงรักได้ ไม่ว่าจะเพราะความสวย ความซับซ้อนของกลไก ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง หรือแม้แต่การแสวงหาความเป็นนิรันดร์ที่ garde-temps พูดถึงนั่นเอง”

            ชีวิตที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งโลกแห่งความตายแล้วได้หวนคืนสู่งานและผู้คนที่รัก นั่นคือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ คุณเหว่ยกล่าวชื่นชมเพื่อนร่วมวงการนาฬิกา พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า รากฐานของการผลิตนาฬิกาสวิสอยู่ที่ “ความไม่ยอมแพ้”

            “อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกิดขึ้นจากพวกฮูเกอโนต์ที่ถูกขับไล่ออกจากฝรั่งเศส พวกเขาไม่มีอะไรติดตัวเลย นอกจากความสามารถในการทำนาฬิกา และต้องข้ามภูเขาสวิสไปตั้งรกรากในที่ๆ ไม่มีใครอยากอยู่ เพราะสูงเกินไป หนาวเกินไป ทำการเกษตรได้ไม่กี่เดือนต่อปี ที่เหลือต้องเผชิญกับสภาพอากาศโหดร้าย แต่พวกเขาก็ใช้ความรู้ด้านการทำนาฬิกาสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ และนี่แหละคือจิตวิญญาณแห่งความเข้มแข็งที่นิยามความเป็นอิสระของวงการนาฬิกามาจนถึงวันนี้ และแน่นอนเราได้ร่วมกันสร้าง Antarctique Revelation รุ่น Skeleton ที่มีการเคลือบสารเรืองแสงบนสะพานจักร เราเรียกมันว่า Spectrum แต่สำหรับผมแล้วมันคือ “สัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็ง” ทุกครั้งที่ผมสวมใส่ ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ”

ความรักและการดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว  

ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาที่นำเข้าแบรนด์นาฬิกาอิสระชั้นนำหลากหลายแบรนด์ด้วยกันคุณอง บัน แห่ง SHH Pendulum ที่เพิ่งฉลองวาระครบรอบ 70 ปีมาเมื่อไม่นานมานี้  moderator หลักของเรามอบหมายหน้าที่ให้เขาแสดงความเห็นต่อกระแสความนิยมในแบรนด์นาฬิกาอิสระที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งในฐานะนักสะสมและผู้คลุกคลีในวงการนาฬิกามาหลายทศวรรษเขาได้แสดงความเห็นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า พลังขับเคลื่อนนั้นไม่ใช่แค่กระแสแต่เป็นความหลงใหลอันแรงกล้าต่างหากที่ทำให้แบรนด์นาฬิกาอิสระเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของนักสะสมที่หลอมรวมความรักในนาฬิกาเป็นส่วนเดียวกับชีวิต

            “ผมรักนาฬิกามากๆ เลยอยู่ท่ามกลางคนที่รักนาฬิกาเหมือนกัน สำหรับผมแล้ว ปีหน้าก็จะครบ 30 ปีที่ผมอยู่ที่นี่ แต่จริงๆ พูดตรงๆ เลยว่าต่อให้ไม่ได้รับเงิน ผมก็คงทำสิ่งนี้อยู่ดีนะ เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนเราคือแพสชันจริงๆ เมื่อคุณมีแพสชัน โดยเฉพาะในสิ่งเล็กๆ อย่างนาฬิกาข้อมือ มันทำให้คุยกันได้ไม่รู้จบ โดยเฉพาะถ้าคุณชอบเรือนเวลา ทุกคนก็มีภาพนาฬิกาในฝันของตัวเอง และบางครั้งการแลกเปลี่ยนความคิดกันนี่แหละ ที่ทำให้เกิดนาฬิกาที่ “สมบูรณ์แบบ” ขึ้นมา”

ในฐานะ watch nerd ตัวยง คุณเหว่ยยอมรับว่า บทสนทนาใน Whatsapp ระหว่างเขาและคุณอง บันมีแต่เรื่องนาฬิกาล้วนๆ ความหลงใหลอันแรงกล้านี่เองที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ความนิยมในนาฬิกาอิสระที่เต็มไปด้วยความล้ำเลิศในงานช่างฝีมือและนวัตกรรมเติบโตได้อย่าง ‘ออร์แกนิก’ และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เป็นกำลังใจให้กับเหล่าผู้ขับเคลื่อนวงการนาฬิกาอิสระก็คือ ‘ครอบครัว’ คุณราฟฟี่แห่งเมซง Bovet เห็นด้วยกับปัจจัยนี้อย่างยิ่ง

              “ครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจแรกเสมอครับ หลายคนอาจคิดว่าสัญชาตญาณแรกของมนุษย์คือการเอาตัวรอด แต่จริงๆ มันคือ ครอบครัว ต่างหาก ผมต้องขอบคุณภรรยาและลูกๆ อย่างสุดซึ้ง ที่ยอมอดทนอยู่โดยแทบไม่เจอหน้าผมถึงสามปีเต็ม ระหว่างที่ผมไปสร้างโรงงานบนภูเขา เพื่อสร้างจิตวิญญาณและปรัชญาของ Bovet ขึ้นมาใหม่

การขอบคุณพวกเขาวิธีหนึ่งคือการตั้งชื่อนาฬิกาตามลูกๆ ครับ เช่น Miss Audrey เพื่อลูกสาวคนโต, Miss Alexandra สำหรับลูกสาวอีกคน และ Amadeo system ที่ใช้เวลาพัฒนาถึง 7 ปี สามารถแปลงจากนาฬิกาข้อมือเป็นตั้งโต๊ะหรือพกพาได้ ก็เพื่อเป็นเกียรติให้ลูกชายผมมันคือวิธีที่ผมขอบคุณครอบครัวครับ เพราะความหลงใหลของเราบางครั้งก็ล้นจนกลายเป็นสิ่งที่เกินเหตุผลไปแล้ว และนั่นยิ่งทำให้ต้องขอบคุณครอบครัวมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว “ความหรูหราที่แท้จริงที่สุด” ก็คือเวลา เวลาที่ได้ใช้กับภรรยาและลูกๆ ครอบครัวคือทรัพย์สมบัติแรกและสำคัญที่สุดของผม ผมไม่เคยพูดว่ามี ‘พนักงาน’ แต่บอกเสมอว่ามี ‘ครอบครัวที่ขยายออกไป’ ผ่านช่างฝีมือ และเมื่อนำสองสิ่งนี้มาผสมกัน มันถึงสร้างผลงานที่งดงามได้”

ส่วนคุณซาเวียร์ก็ยังเชื่อมั่นในการบริหารธุรกิจแบบครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด ถึงแม้ทุกวันนี้เมซง Czapek & Cie จะเติบโตขึ้นทุกวันก็ตามที 

“ถึงแม้รูปแบบของเราจะแตกต่างออกไป เพราะเราถูกสร้างขึ้นมาจากการระดมทุนแบบ equity crowdfunding ตั้งแต่มีผู้ถือหุ้นแค่ 90, 120 จนตอนนี้กลายเป็น 250 คนแล้ว ซึ่งมันทำให้เราเหมือนบริษัทมหาชน แต่เราไม่อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์จริงๆ เพราะเราไม่เชื่อว่าผลประกอบการรายไตรมาสคือคำจำกัดความของ “ความสำเร็จ” ความสำเร็จสำหรับเราคือสิ่งอื่น และเราไม่อยากตกเป็นทาสของตัวเลขเหล่านั้น เราเลยเดินไปสุดทางด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงานที่ทำงานเกิน 50% และมีผลประเมินที่ดี ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นด้วยจริงๆ กลายเป็นครอบครัวในเชิงปฏิบัติ และนี่ก็เป็นโมเดลแบบที่ Microsoft หรือ Nvidia เคยทำ แต่ของเราต่างกันตรงที่เราเล็กกว่า และอยากรักษาความเล็กนี้ไว้”

            “คุณคิดว่าความเป็น “ธุรกิจครอบครัว” มีส่วนสำคัญอย่างไรต่อการสร้างสิ่งที่ยั่งยืนในระยะยาว?” moderator ผู้ให้ความสำคัญกับครอบครัวที่ประกอบไปด้วยเขา ภรรยา และสุนัขดัชชุนที่รักสองตัวตั้งคำถามให้คุณอง บัน ได้แสดงความเห็นในฐานะนักสะสมผู้ดำเนินธุรกิจนาฬิกามาเป็นเวลายาวนาน และตั้งใจว่าจะส่งต่อธุรกิจที่เขารักด้วยใจจริงสู่เจเนอเรชันถัดไป

            “ผมคิดว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุด หลังจากผ่านการทำงานภายใต้เจ้าของหลากหลายรูปแบบมา ก็คือการได้อยู่กับ ‘เจ้าของที่ลงมือทำเอง’ (owner-operator) เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่การันตีความยั่งยืนครับ เวลาคุณเป็นเจ้าของบริษัทเอง เวลาจะตัดสินใจอะไร คุณจะคิดถึงผลลัพธ์ในระยะยาวก่อนผลตอบแทนทางการเงินเสมอ แตกต่างจากบริษัทที่มีนักลงทุนหรือบริษัทลงทุนเป็นเจ้าของ

อีกทั้งในวงการนาฬิกา ธุรกิจครอบครัวถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ และนั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างง่ายๆ คือวันก่อนเราเจอนักสะสมคนหนึ่งที่ซื้อจากเรามาหลายรุ่นแล้ว และเขาบอกว่าได้ซื้อจาก 3 เจเนอเรชันต่อเนื่องกันทั้งจากคุณปู่ของเคท, คุณพ่อของเคท และล่าสุดก็ซื้อจากเคทเอง นี่แหละคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ว่าธุรกิจครอบครัวในวงการนาฬิกามันงดงามและทรงพลังแค่ไหนครับ”

และสิ่งเหล่านี้นี่เองที่ช่วยผลักดันและหล่อเลี้ยงให้ศิลปินผู้ปลุกปั้นแบรนด์นาฬิกาอิสระสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่สูญเสียตัวตน ซึ่งเมื่อถามถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตของแบรนด์ที่ซื่อสัตย์ในตัวตน คุณซาเวียร์แห่ง Czapek & Cie ก็ยังคงมั่นคงในคำตอบที่เขาให้ไว้ตั้งแต่ต้นการเสวนา

“เราทุกคนต่างก็สวมผลผลิตจากอดีตไว้กับตัว และในฐานะมนุษย์ เรามักจะลืมไปว่า ทุกวันคือโอกาสในการสร้างอนาคต วันพรุ่งนี้เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ และนี่ก็เป็นหนึ่งในเวทีเสวนาที่ดีที่สุดที่ผมเคยมี ต้องขอชื่นชมจริงๆ เพราะผมได้แชร์หลายสิ่งที่ไม่คิดว่าจะพูดออกมา ความซื่อตรงนี่แหละคือหนทางที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่า

เราจะเดินต่อไปบนเส้นทางนั้น โดยหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไม่ว่าจะจากการวิจัย วัสดุสมัยใหม่ เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่บรรพบุรุษของเราเคยมองหา บางทีเมื่อก่อนพวกเขาอาจยังไม่มีโลหะผสมที่เหมาะสม แต่วันนี้เรามีแล้ว และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คนรุ่น Gen Z อยากเห็นจากเรา ไม่ใช่การปฏิวัติสิ่งที่เราทำมา เช่น ปฏิทินถาวรก็จะยังคงเป็นปฏิทินถาวร หรือ โครโนกราฟจับเวลาเสี้ยววินาที และ มินิตรีพีทเตอร์ ก็จะยังเป็นแบบนั้น แต่ยังมีพื้นที่ให้เราตีความใหม่ และแสดงออกถึงงานฝีมือในวิธีที่ทันสมัยได้เสมอ และนั่นคือหน้าที่ของเราหน้าที่ที่จะส่งต่อให้ลูกๆ และคนรุ่นต่อไป เพื่อให้นักสะสมนาฬิการุ่นใหม่ได้เห็นว่า งานฝีมืออายุ 400 ปีนี้สามารถถูกทำให้ “ร่วมสมัย” ได้โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการซื่อตรงต่อตัวเอง อย่าทรยศต่อแก่นแท้ นั่นคือหัวใจครับ”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :

BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

Recap 3: เปิดมุมมองแบรนด์อิสระ Bovet และ Czapek & Cie กับความท้าทายในโลกเรือนเวลา

เจาะลึกเสน่ห์แห่งนาฬิกาสเกเลตันบนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025

เปิดตัว Czapek Antarctique Révélation Spectrum มาพร้อมกลไกสเกเลตันที่เปล่งประกายแม้ในยามค่ำคืน

การร่วมมือครั้งพิเศษระหว่าง Czapek และ Revolution สู่เรือนเวลาสเกเลตันที่กลไกสามารถส่องแสงเรืองรองในความมืดมิด

WORDS: Wei Koh
แปลและเรียบเรียงโดย:
Chakhriya. S

Revolution และ Czapek ร่วมกันเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ Antarctique Révélation Spectrum ที่มาพร้อมกลไกแบบ สเกเลตัน (skeletonized movement) ซึ่งดึงดูดสายตาในเวลากลางวัน และยังคงเปล่งประกายด้วยความสว่างเรืองแสง แม้ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด

เนื้อหาโดยบทสรุป

  • Xavier de Roquemaurel ได้นำ Czapek & Cie กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยคว้าชัยชนะในเวที GPHG ปี 2016 และประสบความสำเร็จในการสถาปนาให้รุ่น Antarctique กลายเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ต-ชิกสมัยใหม่ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของแบรนด์ในปี 2020
  • ในปี 2024 Czapek & Cie ได้เปิดตัว Antarctique Révélation ที่มาพร้อมกลไกแบบ สเกเลตัน (skeletonized) ใหม่ล่าสุด SXH7 ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดและถูกจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว
  • สำหรับรุ่น Revolution × Czapek & Cie Antarctique Révélation Spectrum นี้ คือผลงานการร่วมมือที่โดดเด่น โดยได้เปลี่ยนสะพานกลไกแบบสเกเลตันให้กลายเป็น การแสดงแสงสว่างในยามค่ำคืน (luminous brilliance) ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง ความยืดหยุ่นและการมองโลกในแง่ดี (resilience) ของผู้สวมใส่

คุณ Wei Koh ได้เล่าเนื้อหาในบทความนี้เอาไว้ว่า

ผมมีความชื่นชมอย่างมากต่อซีอีโอของ Czapek อย่าง Xavier de Roquemaurel เราได้รู้จักกันมานานกว่าทศวรรษครึ่งแล้ว เราพบกันครั้งแรกเมื่อเขายังเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ทำงานร่วมกับช่างตัดเสื้อคนโปรดของผม คือ Lorenzo และ Massimo Cifonelli เพื่อเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูปของพวกเขา ดังนั้น เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารของ Czapek และฟื้นคืนชีพแบรนด์ขึ้นมาในปี 2012 ผมจึงขออวยพรให้เขาประสบความสำเร็จในทุกสิ่งครับ

No. 33 Bis Quai des Bergues

ในปี 2016 Czapek ได้รับรางวัล Public Prize จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) สำหรับนาฬิการุ่น No. 33 Bis Quai des Bergues เรือนเวลารุ่นนี้ซึ่งมีพื้นฐานมาจากนาฬิกาพกในประวัติศาสตร์ โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์นีโอคลาสสิกที่น่าดึงดูด หน้าปัดเคลือบ “กรองด์ เฟอ” (Grand Feu enamel) สีงาช้าง เข็มนาฬิกาทรงดอกลิลลี่ (fleur-de-lys) และการแสดงกำลังลานสำรองเจ็ดวัน อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งปี 2020 Czapek และ Xavier de Roquemaurel จึงสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้อย่างแท้จริง ด้วยการสร้างสรรค์นาฬิการุ่น Antarctique ที่กลายเป็นไอคอนของแบรนด์ในที่สุด

Antarctique Terre Adélie Secret Alloy

นาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางสู่ทวีปแอนตาร์กติกาของหนึ่งในผู้ถือหุ้นของแบรนด์ ซึ่งเป็นผลงานที่ Xavier de Roquemaurel นำเสนอในรูปแบบนาฬิกาสปอร์ต-ชิกแบบ สายนาฬิกาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือน (integrated bracelet sports-chic watch) และมันก็เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม สายนาฬิกาโดดเด่นด้วยข้อต่อรูปตัว “U” ที่ไหลเชื่อมเข้ากับตัวเรือนทรงถังเบียร์ (barrel-shaped case) ได้อย่างชัดเจน ตัดด้วยขอบหน้าปัด (bezel) ที่มีความลาดชันสูงและขัดเงาเป็นพิเศษ พร้อมทั้งการ์ดเม็ดมะยมสองชิ้นที่ยื่นออกมาเล็กน้อยแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม

สายนาฬิกามีข้อต่อรูปตัว U อันโดดเด่นที่ไหลเข้าสู่ตัวเรือนทรงถัง

สัดส่วนของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 40.5 มม. และความหนา 10.6 มม. ซึ่งให้ความสมดุลและดูน่าดึงดูดเมื่ออยู่บนข้อมือ แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็นสำคัญและถูกพูดถึงมากที่สุดคือ กลไก ของรุ่น Antarctique

กลไก SXH5 นอกจากจะเป็นกลไกแบบ อิน-เฮาส์ (fully in-house caliber) ตัวแรกของ Czapek ยังได้เผยให้เห็นรายละเอียดด้านกลไกที่ผมชื่นชอบมากมาย ซึ่งรวมถึงการที่มันเป็นกลไกแบบ สะพานเต็ม (full bridge movement) โดยที่ล้อจักรแต่ละตัวในชุดเฟือง (wheel in the train) ได้รับการรองรับด้วยสะพานเฉพาะของตัวเอง ซึ่งทำให้การซ่อมบำรุงทำได้ง่ายขึ้นมาก

นอกเหนือจากรายละเอียดที่เป็นประโยชน์นี้แล้ว สถาปัตยกรรมของกลไกซึ่งประกอบด้วยชุดของ สะพานนิ้ว (finger bridges) อันทรงพลังก็มีความน่าสนใจทางสายตาอย่างยิ่ง สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ สะพานบาลานซ์ (full traversing balance bridge) พร้อมด้วยล้อบาลานซ์แบบ Free Sprung ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ผมชื่นชอบนาฬิกาที่มีสะพานบาลานซ์ประเภทนี้มาโดยตลอด เพราะมันหมายความว่ากลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “รถแทรกเตอร์” อย่างที่ใช้เรียกกันในอุตสาหกรรม นั่นคือเป็นกลไกที่สามารถ รับมือกับแรงสั่นสะเทือนขนาดเล็ก (micro-shocks) ที่นาฬิกาได้รับอยู่ตลอดเวลาได้อย่างสบาย ๆ

เพื่อไม่ให้เป็นการบดบังศักยภาพของกลไกนาฬิกา Xavier de Roquemaurel ซึ่งทำงานร่วมกับ Jean-François Mojon แห่ง Chronode ในการพัฒนากลไก ได้เลือกใช้โรเตอร์ขนาดเล็ก (micro-rotor) อันที่จริง ผมชื่นชอบกลไกนี้มาก จนกระทั่งในงานเลี้ยงฟองดู (fondue) ที่เมือง Neuchâtel เนื่องในวันเกิดของ Xavier ผมได้ถามเขาว่า เขากำลังพิจารณาที่จะทำนาฬิการุ่น Antarctique ในแบบ Openworked (เปลือยหน้าปัด) หรือไม่ เพื่อให้เจ้าของสามารถชื่นชมสะพานกลไกได้จากด้านหน้า

เขาหันมามองผมด้วยรอยยิ้มและอธิบายว่า ผมไม่ใช่คนแรกที่ถามคำถามนี้ เขาเคยได้รับการร้องขอให้สร้างภาพกลไกบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยเทคนิค trompe-l’œil (ภาพลวงตา) ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงเอฟเฟกต์บางอย่างที่คล้ายกับนาฬิกา Bvlgari Octo Finissimo Sketch เขาได้เปิดเผยความลับกับผมว่า นาฬิการุ่นสเกเลตันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่จะต้องใช้เวลาถึง สี่ปีเต็ม ผมออกจากมื้อค่ำนั้นด้วยความทึ่ง และผมก็หยุดคิดถึง Antarctique รุ่น Openworked ไม่ได้เลยจริงๆ

ความยืดหยุ่น และ Révélation

ในช่วงปีถัดมา Xavier de Roquemaurel ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพส่วนตัวที่ค่อนข้างร้ายแรงอย่างแท้จริง ผมได้ติดต่อสอบถามความเป็นอยู่ของเขาเป็นครั้งคราว และต้องบอกว่า ความกล้าหาญ ความมานะอุตสาหะ และ จิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ย่อท้อ ที่เขาใช้ในการเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากนั้นเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง ผมคิดว่าในบรรดาคุณสมบัติทั้งหมด ผมเห็นว่า ความยืดหยุ่น (resilience) ความสามารถในการกลับมาจากการคุกคามของการดำรงอยู่ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุด และผมจะจดจำ de Roquemaurel ในฐานะผู้มีคุณสมบัตินี้ตลอดไป ในช่วงเวลานั้น เราเริ่มพูดคุยกันถึงนาฬิการุ่นที่ทำร่วมกัน (collaborative timepiece) แล้ว แต่เรายังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการออกแบบขั้นสุดท้าย

ข้ามมาที่ปี 2024 ในช่วงนี้ Czapek Antarctique ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นส่วนเสริมที่มีคุณค่าในหมวดหมู่ของนาฬิกาที่มีสายผสานเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือน (integrated bracelet timepiece) ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้นำคือ Audemars Piguet Royal Oak และ Patek Philippe Nautilus รวมถึงนาฬิกาอื่น ๆ อีกมากมาย ความเฉพาะตัวของมันทำให้ผมจัดให้ Antarctique อยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกับนาฬิกาอย่าง Laurent Ferrier Sport และยังคงโดดเด่นด้วยกลไกที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์ที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง

ในปี 2024 นี้เองที่ Czapek ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น สเกเลตัน (skeletonized version) อย่างเป็นทางการในชื่อ Antarctique Révélation โดย de Roquemaurel ได้ผลิตนาฬิการุ่นนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนต่อปี ซึ่งถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างรุ่นนี้กับรุ่นมาตรฐานคือ การถอดหน้าปัดออก เพื่อเผยให้เห็นงาน Openworking ที่ประณีตและครอบคลุมทั่วกลไก Caliber SXH7 ตัวใหม่ และแทนที่จะเป็นกลไกแบบเข็มวินาทีกลางเหมือนรุ่นก่อนหน้า กลไกนี้มาพร้อมการแสดง วินาทีเล็ก (small seconds indicator) ที่ตำแหน่ง 4:30 น.

Czapek CEO, Xavier de Roquemaurel

การส่องสว่างแห่ง Spectrum

ขณะที่แผนการเปิดตัวรุ่น Révélation เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ผมได้ติดต่อ Xavier de Roquemaurel เพื่อเสนอโครงการนาฬิการ่วมกัน เมื่อเข้าใจถึงสิ่งที่เขาต้องเผชิญมา เราคิดว่า Révélation ในเวอร์ชันที่แสดงออกถึง ความยืดหยุ่น (resilience) และ การมองโลกในแง่ดี (optimism) แม้ในยามมืดมิด จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ดังนั้น เราจึงตัดสินใจเริ่มทำงานกับเรือนเวลาที่จะกลายเป็น Czapek Antarctique Révélation Spectrum แนวคิดคือการส่องสว่างสถาปัตยกรรมสเกเลตันอันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกาเรือนนี้ด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว เพื่อที่ว่าในเวลากลางวัน มันอาจจะดูเหมือน Antarctique รุ่นสเกเลตันทั่วไป แต่เมื่ออยู่ในที่แสงน้อยหรือในยามค่ำคืน ลายเซ็นทางสายตาของกลไกจะถูกจัดแสดงในรูปแบบของแสงที่ส่องสว่าง (light show)

ที่ดียิ่งไปกว่านั้นคือ เนื่องจากฐานกลไกมีพื้นผิวที่ผ่านการพ่นทราย (sandblasted surface) แบบเรียบเนียน (stealthy) ความตัดกันระหว่างแสงและความมืดจึงถูกดึงออกมาได้อย่างถึงที่สุด

สารเรืองแสง Super-LumiNova ที่เคลือบบนเข็มนาฬิกา จะปรากฏเป็นสี ขาว ในเวลากลางวัน
เมื่ออยู่ในที่แสงน้อยหรือในยามค่ำคืน ลายเซ็นทางสายตาอันโดดเด่นของ Revolution × Czapek Antarctique Révélation Spectrum จะถูกจัดแสดงในรูปแบบของ แสงที่ส่องสว่าง (light show)

แต่ความซับซ้อนของการเคลือบสารเรืองแสงเกินกว่าที่เราคาดไว้มาก เมื่อมองลึกลงไปในนาฬิกา สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแท้จริงคือผลงานมหาศาลที่ถูกทุ่มเทลงไปในสถาปัตยกรรมของสะพานกลไก

สะพานกลไกสำหรับเม็ดลาน (barrel) ไมโครโรเตอร์ (micro-rotor) จักรกลอก (balance) และแม้กระทั่งเข็มชั่วโมงและนาที ล้วนผ่านการเจียระไนเหลี่ยมมุม (faceted) และมีส่วนโค้งสามมิติที่คมชัด ซึ่งนำสายตาคุณเข้าสู่โลกขนาดเล็กอันน่าทึ่งของกลไก ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับนาฬิการุ่นพิเศษที่เราร่วมมือกันอย่าง Antarctique Révélation Spectrum นี้ ส่วนต่างๆ ตามพื้นผิวที่แคบของสะพานสเกเลตันเหล่านี้ ยังต้องถูกเซาะออกไปอีก เพื่อสร้างช่องว่างสำหรับสีเรืองแสง และนี่คือส่วนที่ยากที่สุด ลองนึกถึงการเคลือบสาร Super-LumiNova ให้ทั่วพื้นผิวที่เป็นเหลี่ยมมุมและมีความลาดเอียงสูงและต่ำเหล่านี้ดูสิ

Xavier de Roquemaurel กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“การเจียระไนขอบมุมทั้งหมดของสะพานเหล่านี้ด้วยมือนั้นยากกว่าที่เราคาดไว้มากอยู่แล้ว เนื่องจากสถาปัตยกรรม 3 มิติที่ซับซ้อน แต่ขั้นตอน [การลง Super-LumiNova] นี้ยิ่งเพิ่มความท้าทายที่ใหญ่กว่าเข้าไปอีก ถ้าสารเรืองแสงไม่สมบูรณ์ เราก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด”

ตามที่เขาชี้ให้เห็น มุมภายในที่คมชัดทั้งหมดสำหรับสะพานเม็ดลาน, สะพานโรเตอร์, และสะพานจักรกลอก สามารถทำได้ด้วย มือเท่านั้น กระบวนการสร้างนาฬิกาจำเป็นต้องทำให้ขั้นตอนการเจียระไนนี้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะลงสารเรืองแสง และหากทำได้ไม่สมบูรณ์แบบหรือมีคลื่นมากเกินไป สะพานทั้งชิ้นก็จะต้องถูกนำไปเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

สะพานกลไกสำหรับเม็ดลาน (barrel) ไมโครโรเตอร์ (micro-rotor) จักรกลอก (balance) และแม้กระทั่งเข็มชั่วโมงและนาที ล้วนผ่านการ เจียระไนเหลี่ยมมุม (faceted) และมีส่วนโค้งสามมิติที่คมชัด ซึ่งทำให้การเคลือบสาร Super-LumiNova เป็นภารกิจที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ

Xavier de Roquemaurel เล่าว่า:

"แม้ผมจะรัก Revolution มากแค่ไหน ผมก็จะไม่ยอมตกลงที่จะดำเนินการลงสีสะพานกลไกด้วยมืออีก ซึ่งเป็นสะพานที่ผ่านการเจียระไนขอบมุมด้วยมืออย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว อัตราการปฏิเสธชิ้นงาน (Rejection rate) สำหรับงานนี้มันสูงเกินจะรับได้" ในท้ายที่สุด เนื่องจากความท้าทายเหล่านี้ เราจึงลดจำนวนการผลิตนาฬิกาลงจาก 30 เรือน เหลือเพียง 20 เรือน

กลไก SXH7 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มม. สั่นด้วยความถี่ 4Hz และมี กำลังลานสำรองเต็มที่ 60 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้ดูเจ๋งอย่างเดียว แต่มันยังเป็นกลไกอัตโนมัติที่ทำงานหนักและแข็งแกร่ง (hardworking beast) อีกด้วย จากมุมมองด้านการออกแบบ หลักชั่วโมงแบบห้าเหลี่ยมและสามมิติถูกยึดติดเข้ากับวงแหวนรอบนอก ขณะที่จานแซฟไฟร์โปร่งแสงแบบ Fumé (ไล่เฉดสี) บางเบาที่ตำแหน่ง 4:30 น. ได้รวมเอามาตรวัดวินาทีเล็ก (sub-seconds track) ไว้ด้วย

เครื่องหมายและดัชนีบอกเวลาทั้งหมดถูกแสดงด้วยสาร Super-LumiNova สีขาว ที่โดดเด่น ซึ่งจะเรืองแสงเป็นสีนี้เมื่อแสงสลัว ตรงกันข้าม Super-LumiNova ที่เคลือบบน เข็มนาฬิกา นั้นปรากฏเป็นสีขาวในเวลากลางวัน แต่จะเรืองแสงเป็น สีน้ำเงิน ในสภาพแสงมืดมิด ซึ่งสร้างความตัดกันทางสายตาที่น่าทึ่งระหว่างตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ภายใต้ตัวบ่งชี้เหล่านี้ เลย์เอาต์ของกลไกแบบ full bridge ที่น่าทึ่งจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อแสงดับลง เปรียบเสมือนสัญลักษณ์เชิงนามธรรมของการมองโลกในแง่ดี (optimism) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชมในบุคลิกของ Xavier de Roquemaurel อย่างยิ่ง  

Revolution × Czapek Antarctique Révélation Spectrum ด้วยหน้าปัดแบบ Openworked ที่โดดเด่น ซึ่งจัดแสดงกลไกแบบ full bridge movement ได้อย่างน่าทึ่ง

Revolution × Czapek Antarctique Révélation Spectrum มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 42,000 ฟรังก์สวิส (ไม่รวมภาษี) โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ RevolutionWatch.com เท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค
Revolution × Czapek Antarctique Révélation Spectrum
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ Caliber SXH7 กำลังลานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที และ วินาทีเล็ก (small seconds)
  • ตัวเรือน: ขนาด 40.5 มม. x 10.6 มม. สเตนเลสสตีล กันน้ำลึก 120 เมตร
  • หน้าปัด: แบบสเกเลตัน (Skeletonized) พร้อมสารเรืองแสงพิเศษเคลือบบนเข็มและสะพานกลไก
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลผสานเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือน (Integrated bracelet) พร้อมสายยางสีขาวเพิ่มเติม โดยทั้งสองมาพร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว (quick-release system)
  • การวางจำหน่าย: รุ่นผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
CYRUS GENÈVE KLEPCYS DICE GLACIAL BLUE วิเคราะห์เชิงลึกแห่งโครโนกราฟอิสระคู่เรือนแรกของโลก
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

Wrist Check: Andrew Garfield และ Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Monoface Small Seconds

เมื่อภาพยนตร์ After The Hunt ของผู้กำกับ Luca Guadagnino เปิดฉายในเทศกาลภาพยนตร์ New York Film Festival ครั้งที่ 63 นักแสดงเจ้าของรางวัลมากมายอย่าง Andrew Garfield ปรากฏตัวบนพรมแดงด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นและสไตล์ที่ดูคลาสสิกเหนือกาลเวลา

แต่สิ่งที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์แฟชั่นและนักสะสมทั่วโลก คือ นาฬิกา Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Monoface Small Seconds ที่ปรากฏอยู่บนข้อมือของเขา ความสง่างามที่น่าจับตาซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องประดับหรู ที่เป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์การออกแบบที่สืบต่อจากยุค 1930s และยังสะท้อนบุคลิกของ Garfield ได้อย่างน่าสนใจ

แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Andrew Garfield) ขณะร่วมงานเดินพรมแดงในค่ำคืนเปิดตัวภาพยนตร์ “After the Hunt” ซึ่งเป็นงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์ นิวยอร์ก ครั้งที่ 63 (The 63rd New York Film Festival’s Opening Night Red Carpet) จัดขึ้นที่ อลิซ ทัลลี ฮอลล์ (Alice Tully Hall) ในวันที่ 26 กันยายน 2025 ที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพถ่ายโดย Kristina Bumphrey/Variety via Getty Images)

Reverso จากสนามโปโลสู่พรมแดง

ลงลึกถึงแก่นแท้กันซักหน่อยกับนาฬิกา Reverso ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1931 เพื่อแก้ปัญหาของสุภาพบุรุษในวงการโปโล ที่ต้องการนาฬิกาที่แข็งแรงพอจะรับแรงกระแทก แต่ยังคงความงดงามทางศิลป์ ดีไซน์พลิกหน้าปัดได้ของ Reverso จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์และการใช้งานจริง ก่อนจะพัฒนาไปเป็น “ผืนผ้าใบเล็กๆ” ที่เปิดพื้นที่ให้กับความหรูหราและการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย

การที่ Andrew Garfield เลือกสวมใส่ Reverso Tribute Monoface Small Seconds ในงานฉายภาพยนตร์และบนพรมแดง จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า แทนที่นาฬิกาเรือนนี้จะถูกจำกัดไว้เพียงสนามกีฬาเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริงแล้วยังสามารถกลมกลืนเข้ากับโลกแห่งภาพยนตร์ ศิลปะ และแฟชั่นได้อย่างลงตัว

เจาะลึก Reverso Tribute Monoface Small Seconds ความหรูหราที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด

หากมองใกล้เข้าไปในรายละเอียด จะเห็นว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันในตัวเรือน Pink Gold 18 กะรัต ขนาด 45.6 x 27.4 มิลลิเมตร และความบางเพียง 7.56 มิลลิเมตรที่ทำให้สัมผัสบนข้อมือทั้งเบาสบายและสง่างาม หน้าปัดสีดำแบบ Sunray-brushed ส่องประกายละเอียดเมื่อกระทบแสง ตัดกับเฉดพิงค์โกลด์ได้อย่างหรูหรา โดยมีหน้าปัดย่อย Small Seconds อยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพิ่มทั้งมิติและสมดุลทางสายตา

หัวใจสำคัญของเรือนเวลานี้คือกลไกไขลานมือ Calibre 822/2 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและความทนทาน สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 42 ชั่วโมง การทำงานของมันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย แสดงผลชั่วโมง นาที และวินาทีอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนจิตวิญญาณความมินิมัลในแบบฉบับของ Reverso

ในด้านสายรัดข้อมือ Jaeger-LeCoultre เลือกทำงานร่วมกับ Casa Fagliano ช่างทำรองเท้าและเครื่องหนังชั้นสูง เพื่อออกแบบสายหนังพิเศษที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ มีทั้งแบบหนังแท้สุดคลาสสิก และสายผสมหนัง-แคนวาสที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและแคชชวลกว่าเล็กน้อย ซึ่งทำให้นาฬิกาเรือนนี้สามารถปรับเปลี่ยนบุคลิกได้อย่างอิสระ ตั้งแต่ลุคสบายๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโอกาสทางการอย่างงานพรมแดง

นิวยอร์ก, นิวยอร์ก – 26 กันยายน: ภาพของ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Andrew Garfield) ขณะร่วมชมภาพยนตร์ “After the Hunt” ที่โรงละครวอลเตอร์ รีด (Walter Reade Theater) ในย่านอัปทาวน์ แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2025 (ภาพถ่ายโดย Jose Perez/Bauer-Griffin/GC Images)

จากการปรากฏตัวของ Andrew Garfield สิ่งที่เราได้เห็นคือ “พลังของนาฬิกา” ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ ความสง่างาม และความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมป๊อปในโลกภาพยนตร์ Reverso Tribute Monoface Small Seconds จึงเป็นบทสนทนาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่อยู่บนข้อมือของผู้สวมใส่

และในโลกที่นาฬิกาสมาร์ทวอทช์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกวัน คำถามคือ อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของการครอบครองนาฬิกาคลาสสิกอย่าง Reverso?  และคุณคิดว่า “นาฬิกาบนข้อมือ” สามารถเล่าเรื่องราวแทนตัวตนของคุณได้แค่ไหน?

ข้อมูลทางเทคนิค
Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Monoface Small Seconds
  • ตัวเรือน: Pink Gold 18K ขนาด 45.6 x 27.4 มม. ความบางเพียง 7.56 มม.
  • หน้าปัด: สีดำ Sunray-brushed พร้อมช่องเข็ม Small Seconds ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: JLC Calibre 822/2 กลไกไขลานมือ สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที และวินาทีแบบ Small Seconds
  • สาย: สายหนัง Casa Fagliano มีให้เลือกทั้งแบบหนังแท้ และแบบผสมหนัง/แคนวาสถอดเปลี่ยนได้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
MB&F: สองทศวรรษแห่งความบ้าคลั่ง ในฐานะห้องปฏิบัติการแนวคิดแห่งเรือนเวลา
CYRUS GENÈVE KLEPCYS DICE GLACIAL BLUE วิเคราะห์เชิงลึกแห่งโครโนกราฟอิสระคู่เรือนแรกของโลก
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

OMEGA Constellation 25 mm และ 28 mm การตีความใหม่ของเรือนเวลาคลาสสิก

การตีความใหม่ของเรือนเวลาคลาสสิก ด้วยดีไซน์ polished geometry และความเที่ยงตรงเหนือระดับ

OMEGA เปิดบทใหม่ให้กับคอลเลกชัน Constellation ในปีนี้ด้วยการนำเสนอเรือนเวลาเซตใหม่ขนาด 25 มม. และ 28 มม. ที่สร้างความสมดุลระหว่างงานออกแบบเชิงเครื่องประดับและมาตรฐานงานผลิตนาฬิกาขั้นสูง โดยรวมทั้งหมดมี 8 รีเฟอเรนซ์ซึ่งชัดเจนว่าแบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับรายละเอียดการขัดเงาและการสะท้อนแสงที่ต่อเนื่องบนพื้นผิวตัวเรือนและสายนาฬิกาเพื่อให้ความรู้สึกของความหรูหราที่ไม่หวือหวาแต่บ่งบอกตัวตนอย่างชัดเจน 

OMEGA Constellation นาฬิกาผู้หญิง การตีความใหม่ของเรือนเวลาคลาสสิก ด้วยดีไซน์ polished geometry และความเที่ยงตรงเหนือระดับ

ประวัติศาสตร์และรากเหง้าของ Constellation

ถ้าให้ลงลึกที่จุดเริ่มต้นของแนวคิด เราต้องไม่ลืมว่าชื่อ OMEGA สะท้อนประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรียาวนานตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และคอลเลกชัน Constellation เองก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 1952 เป็นสัญลักษณ์ของการผสานระหว่างความประณีตด้านการออกแบบและความเที่ยงตรงทางเทคนิค การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นการทวนรากเหง้าโดยใช้ภาษาการออกแบบร่วมสมัย การขัดเงาเต็มพื้นที่ที่ทำให้ทุกมุมกลายเป็นองค์ประกอบของแสงและเงาโดยรวม

งานออกแบบและแนวคิด “Polished Geometry”

ในมุมมองการออกแบบเชิงรูปทรง รุ่นใหม่ทั้งสองขนาดยึดแนวทาง “polished geometry” เป็นแกนกลาง ตัวเรือนสตีลและสายนาฬิกาขัดเงาเต็มทั้งชิ้นเพื่อสร้างการสะท้อนอย่างต่อเนื่องจากตัวเรือนถึงชุดกรงเล็บ (claws) อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน การขัดมุมแบบ precision beveling ที่ถูกยกระดับขึ้นทำให้กรงเล็บและขอบตัวเรือนกลมกลืนกับผิวเงาทั้งชิ้นโดยไม่ทำให้รูปลักษณ์ดูหนักหรือขาดสัดส่วน ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ต้องการความแม่นยำสูงทั้งในขั้นตอนเครื่องมือและการตรวจสอบคุณภาพ

รายละเอียดหน้าปัด ความงดงามในสองขนาด

หน้าปัดและดีไซน์ของรุ่น 25 มม.

เมื่อพิจารณาที่รายละเอียดของหน้าปัด รุ่น 25 มม. นำเสนอทางเลือกหน้าปัดสองแบบที่มีคาแรกเตอร์ต่างกันอย่างชัดเจน หน้าปัดหินเวนเจอรีนสีน้ำเงิน (aventurine) ที่ให้เอฟเฟ็กต์ประกายจินตภาพเหมือนดวงดาวบนฟากฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคอมพลีเมนต์กับเหรียญหอดูดาวเจนีวาที่ประทับบนฝาหลัง ในขณะเดียวกันก็มีหน้าปัดซันบรัชสีเงินที่ประดับชิ้นตกแต่งจากทอง Sedna™ 18K เพื่อเพิ่มความอบอุ่นและมิติของแสงบนหน้าปัด ทำให้ผู้สวมได้ทั้งลุคเรียบหรูและลุคที่มีความเป็นเครื่องประดับสูง

หน้าปัดและดีไซน์ของรุ่น 28 มม.

สำหรับรุ่น 28 มม. โทนสีและเทคนิคการตกแต่งถูกขยายให้หลากหลายขึ้นโดยมีตัวเลือกหน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีเบอร์กันดีและสีพีค็อกบลู รวมถึงหน้าปัดเคลือบเงาสีดำและสีเงินที่ผลิตด้วยกระบวนการกัลวานิก นอกจากนี้ทุกรุ่นขนาด 28 มม. จะมากับเข็มแบบฉลุที่ผลิตจากไวท์โกลด์ 18K ซึ่งนอกจากเพิ่มความประณีตแล้วยังช่วยลดน้ำหนักการเคลื่อนที่ของเข็มให้ดูโปร่งและทันสมัย เหรียญหอดูดาวเจนีวาและดาวแปดดวงบนฝาหลังยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมต่อรุ่นปัจจุบันกับมรดกของคอลเลกชัน

OMEGA Constellation 25 mm and 28 mm
OMEGA Constellation 25 mm and 28 mm
OMEGA Constellation 25 mm and 28 mm

กลไกและคุณสมบัติทางเทคนิค

ในเชิงเทคนิค โมเดลทั้งสองขนาดเลือกใช้กลไกควอตซ์ OMEGA Calibre 4061 ซึ่งสะท้อนการตัดสินใจเชิงผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน กลไกควอตซ์ให้ความเที่ยงตรงสูง แก้ปัญหาเรื่องการเซ็ตเวลาและการบำรุงรักษาได้ง่ายเมื่อเทียบกับกลไกอัตโนมัติขนาดเล็ก และช่วยให้การออกแบบตัวเรือนบางลงได้โดยไม่ลดทอนฟังก์ชันพื้นฐาน องค์ประกอบอื่นที่ยังคงรักษามาตรฐานของ Constellation ได้แก่ กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมพร้อมการเคลือบสารกันแสงสะท้อนและความสามารถกันน้ำที่ระดับ 30 เมตร ซึ่งเหมาะกับการใช้งานประจำวันแต่ยังคงต้องระวังเมื่อสัมผัสกับน้ำลึกหรือกิจกรรมทางน้ำ

OMEGA Constellation 25 mm and 28 mm
OMEGA Constellation 25 mm and 28 mm

ตัวเรือน สาย และรายละเอียดการสวมใส่

รายละเอียดในส่วนของขอบตัวเรือนและสายก็ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการใช้งานและความรู้สึกเมื่อสวมใส่: ผู้ซื้อสามารถเลือกระหว่างขอบตัวเรือนที่ประดับเพชรซึ่งเพิ่มมิติของเครื่องประดับให้กับเรือน หรือขอบที่ขัดเงาพร้อมสลักเลขโรมันเพื่อความคลาสสิก สายนาฬิกา mono-rang ถูกจับคู่กับหัวสายบานพับแบบปีกผีเสื้อที่มีระบบปรับขนาดเพิ่มขึ้น 2 มม. เพื่อความสบายที่เหมาะสมโดยไม่ทำลายสัดส่วนของเรือนที่มีเส้นสายปราณีต จุดนี้สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งความสวยงามและการสวมใส่จริงจังในชีวิตประจำวัน

OMEGA Constellation 25 mm and 28 mm
OMEGA Constellation นาฬิกาผู้หญิง รุ่นใหม่ในขนาด 25 มม. และ 28 มม. ผสานความหรูหรากับเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย

มุมมองเชิงการตลาดและการใช้งาน

สำหรับการเลือกนำเสนอขนาด 25 มม. และ 28 มม. พร้อมการตกแต่งหน้าปัดที่หลากหลาย สะท้อนกลยุทธ์ของ OMEGA ในการจับตลาดผู้หญิงที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้ที่มองหานาฬิกาที่เป็นเครื่องประดับแบบลักชัวรี ไปจนถึงผู้ที่ต้องการนาฬิกาเรียบหรูประจำวันที่มีความเที่ยงตรงสูง การใช้กลไกควอตซ์เป็นการตอกย้ำตำแหน่งสินค้าที่เน้นการใช้งานจริงและความสบายจึงน่าจะตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบการดูแลรักษาง่ายและต้องการความแม่นยำโดยไม่ต้องยุ่งยากกับการขึ้นลานหรือการตั้งเวลาอย่างต่อเนื่อง

บทสรุปจากการตีความใหม่ของ Constellation

ท้ายที่สุด นี่ไม่ใช่แค่การออกแบบใหม่ของ Constellation กลับเป็นการย้ำถึงภาพลักษณ์ของคอลเลกชันที่มีความคงเส้นคงวาทางประวัติศาสตร์ในขณะที่ยังขยับตัวสู่รูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น การผสานระหว่างหน้าปัดที่มีเทคนิคการตกแต่งที่ละเอียดอ่อน การขัดเงาพื้นผิวที่สอดคล้อง และองค์ประกอบมรดกอย่างเหรียญหอดูดาวเจนีวา ทำให้รุ่นเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาที่เป็นทั้งเครื่องบอกเวลาและเครื่องประดับที่สะท้อนตัวตนได้อย่างชัดเจน หากต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับรีเฟอเรนซ์แต่ละรุ่น สเป็กเฉพาะด้านวัสดุหรือราคาแนะนำให้ติดต่อสำนักข่าวของ OMEGA หรือผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อข้อมูลที่อัปเดตและรายละเอียดการจัดจำหน่ายในแต่ละภูมิภาค

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: OMEGA Constellation 25 mm และ 28 mm
  • ตัวเรือน: สตีล ขอบตัวเรือนเลือกได้ทั้งประดับเพชรหรือสลักเลขโรมัน ขัดเงาเต็มรูปแบบ
  • หน้าปัด:
    • 25 มม. : หินเวนเจอรีนสีน้ำเงิน / ซันบรัชสีเงินประดับทอง Sedna™ 18K
    • 28 มม. : เคลือบแลคเกอร์สีเบอร์กันดี / พีค็อกบลู / ดำ / เงิน
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที กันน้ำ 30 เมตร
  • กลไก: OMEGA Calibre 4061 (ควอตซ์)
  • สาย: สายสตีล mono-rang พร้อมหัวบานพับปีกผีเสื้อ ปรับได้ +2 มม.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

MB&F: สองทศวรรษแห่งความบ้าคลั่ง ในฐานะห้องปฏิบัติการแนวคิดแห่งเรือนเวลา

MB&F: จากภาพร่างสู่ ‘ศิลปะจลน์’ ภายใต้ปรัชญา “ผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์คือเด็กที่รอดชีวิตมาได้”

ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่บ้าบิ่นและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องบอกเวลาแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นงานศิลปะเชิงกลที่มีมิติ ปรัชญาที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์นี้คือ “ผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์คือเด็กที่รอดชีวิตมาได้” (a creative adult is a child who survived)

จุดเริ่มต้น ชายคนเดียวกับแนวคิดที่กล้าบ้าบิ่น

การเดินทางของ MB&F เริ่มต้นขึ้นในปี 2005 โดย Maximilian Büsser (MB) ซึ่งตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ Harry Winston เพื่อสานฝันของตนเอง ในตอนนั้น Max มีเพียงแค่ภาพร่างและ “เพื่อน” (Friends – F) กลุ่มเล็ก ๆ ที่กล้าหาญที่เชื่อมั่นในแนวคิดนี้

เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อนำเสนอเครื่องบอกเวลาที่ยังไม่มีอยู่จริงจากแบรนด์ที่ไม่มีใครเคยได้ยิน มีผู้ค้าปลีกที่มีวิสัยทัศน์เพียงไม่กี่รายที่ตัดสินใจเสี่ยง โดยจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับสิ่งที่ยังเป็นเพียงแค่คำมั่นสัญญา การตัดสินใจที่เสี่ยงนี้ได้ช่วยเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาอิสระที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคสมัยใหม่

การพลิกโฉมกฎเกณฑ์แห่งเรือนเวลาอิสระ

ในช่วงต้นยุค 2000s อุตสาหกรรมนาฬิกาส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยแบรนด์ใหญ่ แต่ MB&F ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการสร้างสรรค์ “เครื่องจักร” (Machines) ที่อุตสาหกรรมไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นชิ้นงานที่เบลอเส้นแบ่งระหว่างการบอกเวลากับ ศิลปะจลน์ (kinetic art) จนกลายเป็นหนึ่งในผลงานและนวัตกรรมทางกลไกที่บ้าคลั่ง

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา MB&F ได้สร้างสรรค์ผลงานประมาณ 4,500 เรือน ในสี่คอลเลกชันหลัก เช่น

  • Horological Machines (HM): นาฬิกาที่หลุดพ้นจากรูปแบบเดิม ๆ ด้วยรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากยานอวกาศและสถาปัตยกรรม
  • Legacy Machines (LM): การตีความใหม่ของฟังก์ชันการบอกเวลาแบบดั้งเดิม โดยการนำองค์ประกอบกลไกที่สำคัญ เช่น จักรกลอก (balance wheel) มาจัดวางไว้บนหน้าปัดอย่างโดดเด่น
  • Performance Art และ Special Projects

ผลงานเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกต้นแบบ (calibres) ภายในองค์กร 22 รุ่น แต่ละรุ่นได้สร้างสถิติและผลักดันขอบเขตของกลไก เช่น

  • LM Perpetual: ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่คิดค้นใหม่ทั้งหมดโดยใช้ “โปรเซสเซอร์เชิงกล” (mechanical processor) ทำให้มีความน่าเชื่อถือและใช้งานง่ายกว่ากลไกแบบดั้งเดิม
  • LM Thunderdome: กลไกแกนหมุนสามแกนที่ทำลายสถิติ
  • LM Sequential: โครโนกราฟเรือนแรกของแบรนด์ที่มีสวิตช์ Twinverter ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ฟังก์ชันจับเวลาได้หลากหลายรูปแบบอย่างไม่เคยมีมาก่อน (LM Sequential EVO ได้รับรางวัลสูงสุด GPHG Aiguille d’Or ในปี 2022)

Stephen McDonnell สถาปนิกแห่งความอัจฉริยะ

บุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นพิเศษคือ Stephen McDonnell ช่างทำนาฬิกาชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาไม่เพียงช่วยให้ HM1s รุ่นแรก ๆ เกิดขึ้นได้ ยังเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นกลไกของ LM Perpetual และ LM Sequential

พลังแห่ง “Friends” และการร่วมมือ (Collaboration)

MB&F ได้สร้างโมเดลธุรกิจที่แตกต่างด้วยการให้ความสำคัญกับ “Friends” (พันธมิตรและผู้รับเหมา) โดยการให้เครดิตอย่างเปิดเผยแก่ทุกคนที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งเป็นการแสดงความโปร่งใสและหลักการที่ว่า “ปฏิบัติต่อผู้อื่นในแบบที่คุณอยากให้เขาปฏิบัติต่อคุณ”

Friends คนสำคัญ

  • Eric Giroud: นักออกแบบอิสระผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ Horological และ Legacy Machines ในสองทศวรรษแรก
  • Kari Voutilainen และ Jean-Marc Wiederrecht: รวมถึงช่างทำนาฬิกาและนักออกแบบชื่อดังอีกมากมาย

รูปแบบการดำเนินงานแบบไฮบริด

ในตอนแรก MB&F อาศัยการจ้าง Friends ภายนอกทั้งหมดสำหรับการวิจัย พัฒนา และการผลิตชิ้นส่วน แต่เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ โมเดลไฮบริด (hybrid model) โดยมีทีม R&D ภายในองค์กร และโรงกลึงที่ผลิตตัวเรือน 75-80% และส่วนประกอบกลไก 15-20% ในขณะที่ยังคงร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกอย่างใกล้ชิด

  • Co-creations & Performance Art: MB&F ได้ขยายขอบเขตความร่วมมือไปสู่ศิลปะประเภทอื่น ๆ เช่น การร่วมงานกับ Boucheron เพื่อสร้าง JwlryMachine หรือนาฬิกาตั้งโต๊ะที่น่าตื่นเต้น (จรวด แมงกะพรุน หุ่นยนต์) ร่วมกับ L’Epée 1839
  • M.A.D.Editions: แบรนด์ที่สองที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างนาฬิกาที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น (democratic) แต่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของความกล้าหาญและบ้าคลั่ง
  • M.A.D.Gallery: (Mechanical Art Devices Gallery) เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของ MB&F และงานศิลปะเชิงกลจากศิลปินอื่น ๆ

การเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีในปี 2025

เพื่อเป็นการเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครบรอบสองทศวรรษ MB&F ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ “Longhorn” ซึ่งเป็นการนำแนวคิดของขาตัวเรือนที่ยาวและโค้งมน (horns) ที่เคยถูกเก็บไว้ในขั้นตอนต้นแบบ LM1 เมื่อปี 2009 กลับมาใช้อีกครั้ง โดยเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 20 เรือนในแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็น

  • LM Perpetual Longhorn: รุ่นปฏิทินถาวรในตัวเรือนสแตนเลสสตีล
  • LM Sequential Flyback Longhorn: รุ่นโครโนกราฟที่ใช้กลไก Twinverter ในตัวเรือนสแตนเลสสตีล

นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้จัดกิจกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการ Haute Horlogerie ด้วยการจัด Raffle (หรือการจับฉลาก) เพื่อมอบนาฬิการุ่นพิเศษ 20 เรือน ให้แก่ชุมชนนักสะสมเพื่อเป็นการขอบคุณ โดยหนึ่งในนั้นคือ M.A.D.1S 20th Anniversary ที่บนฝาหลังแซฟไฟร์ของนาฬิการุ่นครบรอบเหล่านี้จะมีข้อความพิเศษสลักไว้ว่า “Fortune Favours the Bold” (โชคเข้าข้างคนกล้า) ซึ่งเป็นคำเตือนถึงรางวัลที่ได้จากการกล้าเสี่ยง

ความเป็นที่สุดของการสะสม กับกลยุทธ์การ “ให้” ที่เหนือกว่าการขาย

สิ่งที่ทำให้นาฬิกาครบรอบ 20 เรือนนี้มีมูลค่าในการสะสมพุ่งสูงขึ้นทันทีคือการที่ MB&F ยืนยันว่านาฬิการุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น จำนวนจำกัดนี้ จะไม่ถูกนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ นั่นหมายความว่านาฬิกาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นมรดกและเป็น เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ สำหรับผู้ที่โชคดีที่ได้รับเท่านั้น 

การจับสลากแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อตอบแทนทั้งสองชุมชนหลักของแบรนด์

1. สำหรับสมาชิก The Tribe: LM101 Longhorn 20th Anniversary

การจับสลากครั้งแรกมอบให้กับสมาชิก “The Tribe” ผู้เป็นเจ้าของนาฬิกา MB&F ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการเดินทางของแบรนด์มาตั้งแต่วันแรก พวกเขาจะได้รับโอกาสในการชนะนาฬิกา LM101 Longhorn 20th Anniversary จำนวน 10 เรือน นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยขาตัวเรือนที่ยาวและเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “Longhorn” ซึ่งเคยถูกใช้ในนาฬิกา MB&F เพียงสามรุ่นและสงวนไว้สำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลที่มาในโทนสี เงิน ดำ และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่เข้ากันกับนาฬิการุ่นฉลองครบรอบอื่น ๆ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ที่ด้านหลังของตัวเรือนแซฟไฟร์ มีการสลักข้อความอันเป็นแรงบันดาลใจว่า “Fortune Favours the Bold” (โชคเข้าข้างผู้กล้า) เพื่อย้ำเตือนถึงรางวัลที่มาจากการกล้าเสี่ยง ซึ่งเป็นค่านิยมที่ MB&F ยึดมั่น

2. สำหรับแฟน ๆ M.A.D.Editions: M.A.D.1S 20th Anniversary

ในขณะเดียวกัน MB&F ยังต้องการแสดงความขอบคุณต่อกลุ่มแฟนคลับในวงกว้างด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เคยเข้าร่วมการจับสลากของ M.A.D.Editions มาก่อน บุคคลเหล่านี้จะถูกนำชื่อเข้าร่วมการจับสลากโดยอัตโนมัติเพื่อลุ้นรับนาฬิกา M.A.D.1S 20th Anniversary จำนวน 10 เรือน นาฬิการุ่นพิเศษนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของรุ่น M.A.D.1S ที่มาพร้อมตัวเรือนที่เพรียวบางลง และใช้กลไกพื้นฐาน La Joux-Perret G101 ที่ผลิตในสวิส เพื่อให้เข้าคู่กับ LM101 Longhorn รุ่นนี้จึงถูกออกแบบด้วยโทนสีที่สอดคล้องกัน และเป็นครั้งแรกสำหรับรุ่น M.A.D.Editions ที่มีการประดับ ตัวเลขโรมัน บนกระบอกบอกชั่วโมงและนาที นอกจากนี้ ฝาหลังของนาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงมีข้อความสลักว่า “Fortune Favours the Bold” เช่นเดียวกัน

การจับสลากที่โปร่งใสและยุติธรรมนี้มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2025 โดยมีผู้คุมกฎคอยดูแล นี่คือการแสดงความขอบคุณที่ไม่เหมือนใครของ MB&F ที่มอบให้กับผู้ที่กล้าที่จะเชื่อในความบ้าคลั่งอันรุ่งโรจน์ของพวกเขาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

บทสรุปและคำถามชวนคิด

การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นมาสเตอร์คลาสของการสร้างแบรนด์ที่แสดงความจริงใจ โดยใช้ความพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่อาจซื้อได้มาแทนที่ความพิเศษเฉพาะตัวที่กำหนดด้วยราคา ในขณะที่ MB&F ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สามภายใต้การนำร่วมของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ Maximilian Maertens และได้รับความมั่นคงระยะยาว โดยแบรนด์ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงและยังคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระอย่างเต็มที่

ในขณะที่ MB&F กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” เหนือ “กำไร” จนถึงขั้นมอบของรางวัลที่มีมูลค่าเทียบเท่าการลงทุนมหาศาล คำถามคือ การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ ในยุคที่ผู้คนแสวงหาความจริงใจจากแบรนด์ต่าง ๆ การกระทำที่ “บ้าคลั่ง” ของ MB&F ในการมอบของขวัญอันล้ำค่านี้ จะส่งผลต่อความคาดหวังของลูกค้าต่อแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงอื่น ๆ ในอนาคอย่างไร? และกลยุทธ์นี้จะนำไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และชุมชนในวงการนาฬิกาที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลหรือไม่?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

EDIFICE EFK-100CD ครั้งแรกกับนาฬิกาจักรกลวัสดุฟอร์จด์ คาร์บอนจาก Casio 

พร้อมเปิดตัวอีกสามโมเดลกลไกจักรกลที่ผสานกลิ่นอายมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างลงตัว

แต่ไหนแต่ไรมา Casio ประสบความสำเร็จในด้านนาฬิการะบบดิจิตัลมาโดยตลอด และเราเชื่อว่าหลายคนเริ่มต้นสนใจนาฬิกามาจากนาฬิกาดิจิตัลหน้าตาคล้ายเครื่องคิดเลขของ Casio จนกระทั่งต่อยอดมาสู่นาฬิกา G-Shock ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วโมง (ถ้าคุณทันยุคที่คนทั้งโรงเรียนใส่ G-Shock คุณคือวัยรุ่นยุค 90s ของแท้) ทีนี้เพราะอะไร Casio ถึงหวนกลับมาผลิตนาฬิกากลไกจักรกลในไลน์ EDIFICE รุ่น EFK-100CD เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน 

แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต  

โดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มผลิตภัณฑ์ EDIFICE ของ Casio เน้นผลิตนาฬิกาโครโนกราฟทั้งในระบบดิจิตัลและอนาล็อกที่มีความแม่นยำสูงในการจับเวลา บนพื้นฐานของแนวคิด “ความเร็วและความชาญฉลาด” หลายรุ่นในไลน์นี้ได้แรงบันดาลใจจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Nighttime Drive Series นาฬิกาโครโนกราฟขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่เกิดมาเพื่อตอบสนองการขับขี่ในยามค่ำคืน หรือ EDIFICE WINDFLOW ECB-2200 ที่ทำจากวัสดุคาร์บอนที่นิยมใช้ในรถแข่ง และยังมาพร้อมระบบที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้โดยตรง นวัตกรรมใหม่ๆ ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองชีวิตที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทันใจในทุกนาที

ต้องบอกว่า EDIFICE EFK-100CD ยังคงโอบรับแรงบันดาลใจจากการประชันความเร็วมาอย่างไม่แตกแถว ด้วยการเลือกใช้วัสดุฟอร์จด์ คาร์บอน ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติด้านความแข็งแกร่ง สวนทางกับน้ำหนักที่เบา สวมใส่สบายเหลือเชื่อ ทั้งยังเป็นวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับไฮเอ็นด์อย่างแพร่หลาย วัสดุดังกล่าวถูกนำมาใช้ในส่วนหน้าปัดและตัวเรือนขัดเงาที่ให้ลวดลายแตกต่างกันไปในแต่ละเรือน เนื่องด้วยวัสดุฟอร์จด์ คาร์บอน เป็นส่วนผสมของคาร์บอนไฟเบอร์และเรซิน ทำให้เกิดลวดลายจากการหลอมรวมกันที่ไม่อาจคาดเดาได้ในแต่ละชิ้นงาน ช่วยมอบความรู้สึกพิเศษเมื่อได้เป็นเจ้าของผลงานที่ไม่ซ้ำใคร

คืนสู่เสน่ห์ดั้งเดิมของนาฬิกาจักรกล

การหวนคืนสู่เสน่ห์ดั้งเดิมของศาสตร์แห่งการบอกเวลาสามารถดำเนินไปควบคู่ไปกับแนวคิดที่มุ่งเน้นความเร็วและความชาญฉลาดที่ทางแบรนด์ยึดถือได้อย่างไร เราคิดว่า โดยหัวใจของกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่มาพร้อมความเร็วที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ที่ต้องอาศัยแบตเตอรี่และน้ำมันหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ แล้ว หลักการทำงานของกลไกนาฬิกาจักรกลที่ไม่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่อาจแตกต่างกัน แต่การทำงานของชิ้นส่วนเฟืองจักรต่างๆ ที่สอดประสานเข้าด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง การกักเก็บพลังงานเพื่อส่งต่อไปยังชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อความเสถียรเที่ยงตรง เมื่อเทียบกับความแม่นยำของการจับเวลาในระบบดิจิตัลแล้ว นี่คือความพยายามอย่างสูงสุดที่จะมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามยกระดับนวัตกรรมเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันเร่งรีบ 

ทีนี้หลายคนคงคิดว่า นาฬิกาจักรกลเรือนแรกภายใต้ไลน์ EDIFICE จะมาในรูปแบบนาฬิกาโครโนกราฟ แต่อันที่จริงแล้ว EFK-100CD กลับมาในฟังก์ชันที่เรียบง่ายกว่าที่คิด โดยมาในรูปแบบนาฬิกาสามเข็มบอกชั่วโมง นาที และวินาที และมีหน้าต่างแสดงวันที่เพียงเท่านั้น นั่นเป็นเพราะความตั้งใจที่จะอวดวัสดุฟอร์จด์คาร์บอนให้อวดลวดลายอย่างเต็มพื้นที่หน้าปัดนั่นเอง

ส่วนกลไกจักรกลที่เป็นก้าวสำคัญของทางแบรนด์นั้นถูกอวดโฉมผ่านฝาหลังกรุกระจกใส ทำให้สามารถชื่นชมจังหวะการทำงานของกลไกจักรกลได้อย่างเต็มตา ซึ่งกลไกจักรกลลำดับแรกของ EDIFICE นั้นต้องบอกว่า ทรงพลังไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 40 ชั่วโมง เมื่อขึ้นลานจนสุด นับเป็นก้าวแรกในการพึ่งพาขุมพลังดั้งเดิมอันเป็นแก่นแท้ของนาฬิกาจักรกลได้อย่างน่าทึ่ง

หน้าปัดจำลองฟอร์จด์คาร์บอนสามตัวเลือก

และขอย้ำว่า เปิดตัวนาฬิกาจักรกลรุ่นแรกทั้งที EFK-100D ไม่ได้มาแบบโดดเดี่ยว แต่ยังพ่วงโมเดลอื่นๆ อีกสามเวอร์ชันด้วยกันให้เลือกใส่ตามสไตล์ที่โดนใจ มีตัวเลือกหน้าปัด Electroform จำลองวัสดุฟอร์จด์ คาร์บอน ที่ผ่านการขึ้นรูปด้วยไฟฟ้าที่เรียกว่า ‘แมนเดรล’ โดยโลหะจะถูกสะสมบนแมนเดรลผ่ำนกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว แมนเดรลจะถูกนำออก ทำให้ได้ชิ้นงานโลหะที่มีความแม่นยำสูงและสามารถสร้างรูปทรงที่ซับซ้อนได้ กระบวนการดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ใช้ในการออกแบบเครื่องประดับเป็นส่วนใหญ่ เพราะให้สีสันสดชัดและผลลัพธ์ที่มาตรฐานเท่ากันในทุกชิ้นงาน

โดยหน้าปัดจำลองวัสดุฟอร์จคาร์บอนนี้มีตัวเลือกหน้าปัดสีน้ำเงิน สีเขียว และสีขาว เพิ่มเติมจากรุ่นต้นแบบที่มาในหน้าปัดฟอร์จด์คาร์บอนสีดำ สำหรับหน้าปัด Electroform อาจจะไม่ได้มีลวดลายเฉพาะตัวเป็นหนึ่งเดียวในแต่ละเรือนเหมือนอย่างรุ่นหน้าปัดสีดำ แต่ทางเลือกสีสันที่ทาง EDIFICE จับคู่กับตัวเรือนสตีลขัดเงานั้นให้ความรู้สึกคลาสสิก สะอาดตา สุภาพแต่ยังคงสปิริตของนักแข่งที่ต้องการความเป็นเลิศ

ใครอยากเริ่มต้นเป็นเจ้าของนาฬิกาจักรกลสักเรือน EDIFICE รุ่น EFK-100CD น่าจะเป็นจุดสตาร์ทที่น่าสนใจ แล้วคุณจะหลงรักนาฬิกาจักรกลจนต้องมีเรือนต่อๆ ไปอย่างไม่ต้องสงสัย  

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: EKF-100XPB/EKF-100CD
  • ตัวเรือน: ฟอร์จด์ คาร์บอน/สตีลขัดเงา
  • หน้าปัด: ฟอร์จด์ คาร์บอนสีดำ
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติพร้อมระบบไขลานด้วยมือ สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมระบบแสดงวันที่ และระบบปรับเวลำแบบ hacking seconds
  • ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: EKF-100D-2A/EKF-100D-3A/EKF-100D-7A
  • ตัวเรือน: สตีลขัดเงา
  • หน้าปัด: Electroform สีเขียว สีน้ำเงิน และสีขาว
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติพร้อมระบบไขลานด้วยมือ สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมระบบแสดงวันที่ และระบบปรับเวลาแบบ hacking seconds
  • ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :

G-SHOCK x Charles Darwin Foundation นาฬิกาแห่งการอนุรักษ์ สู่แรงบันดาลใจจากกาลาปากอส

G-SHOCK ต่อยอดแคมเปญ “TOUGH LIKE YOU” เปิดตัว G-STEEL ซีรีส์ GBM-2100 ในเฉดสีใหม่

Smartwatch ศัตรูหรือเพื่อนร่วมทางของเรือนเวลา

BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

BOVET สถาปนิกแห่งกาลเวลา นวัตกรรม GPHG และศิลปะ Métiers d’Art

ในบรรดาเมซงผู้รังสรรค์นาฬิกาชั้นสูงในปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดผลงานที่หลอมรวมเอาศิลปะและความเชี่ยวชาญทางกลไกเข้าด้วยกันได้อย่างลึกซึ้งเท่ากับ BOVET ตลอดระยะเวลากว่า 200 ปี ที่ผ่านมา เมซงแห่งนี้ได้สั่งสมชื่อเสียงในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่ก้าวข้ามความหมายของนาฬิกากลไกทั่วไป ไปสู่การเป็น Objets d’Art หรือผลงานศิลป์อันทรงคุณค่าอย่างแท้จริง และได้รับการยกย่องเป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้หลงใหลและนักสะสมเรือนเวลาจากรุ่นสู่รุ่น

มรดกแห่งความประณีตและการบุกเบิกในยุคแรก

BOVET ก่อตั้งขึ้นในปี 1822 และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยนาฬิกาพกที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดอันวิจิตรประณีต หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการผสานความแม่นยำทางกลไกเข้ากับเทคนิคงานศิลป์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมแบบมินิเอเจอร์ เทคนิค การเคลือบสี (Enamelling) และ การสลักลวดลาย (Engraving) ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างสูงทั้งในยุโรปและจีน การยอมรับนี้สะท้อนแนวทางอันแน่วแน่ของ BOVET ที่สืบสานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ ว่าทุกเรือนเวลาต้องสามารถประสานความเที่ยงตรงเข้ากับความงดงามได้อย่างลงตัว

DNA แห่ง Métiers d’Art และสถาปัตยกรรมเชิงประติมากรรม

อัตลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงนี้ ตั้งอยู่บนความสามารถอันหาได้ยากในการผสาน Métiers d’Art หรือ ทักษะหัตถศิลป์ชั้นสูง เข้าไว้กับสถาปัตยกรรมเรือนเวลา BOVET ได้ยกระดับศิลปะอันวิจิตรประณีตให้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของนาฬิกา โดยไม่ได้มองศิลปะและกลไกเป็นสิ่งที่แยกจากกัน แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายเป็นดีเอ็นเอของ BOVET มาจนถึงปัจจุบันงานศิลป์ที่ถูกนำมาใช้ประกอบไปด้วยหน้าปัดที่เพ้นท์ด้วยมือ งานฉลุโครงอันประณีต (Skeletonization) การแกะสลักลวดลายด้วยมือ การเจียระไนด้วยมือ และการออกแบบกลไกที่คำนึงถึงมิติแห่งศิลป์ ประหนึ่งงานประติมากรรม BOVET พิสูจน์ให้เห็นว่าความซับซ้อนทางกลไกก็สามารถเป็นสื่อกลางในการแสดงออกทางศิลปะได้ในเวลาเดียวกัน

การฟื้นฟูและวิสัยทัศน์ภายใต้ Pascal Raffy

เมซงได้ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในปี ค.ศ. 2001 ภายใต้การบริหารของ Mr. Pascal Raffy (ปาสกาล ราฟฟี)ด้วยความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ที่จะธำรงรักษาหัตถศิลป์เก่าแก่หลายศตวรรษไว้ ควบคู่ไปกับการผลักดันนวัตกรรมด้านกลไกอย่างไม่หยุดยั้ง

เพื่อตอบสนองต่อวิสัยทัศน์นี้ ราฟฟีได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญ คือการรวบรวมทุกกระบวนการของการสร้างสรรค์นาฬิกาให้อยู่ภายใต้อเทลิเยร์ของ BOVET เอง ความเป็นอิสระในการผลิตนี้ทำให้เมซงสามารถผลิตชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดแบบ in-house ตั้งแต่กลไก (Movement) ฟังก์ชันซับซ้อน (Complications) เข็ม หน้าปัด ตัวเรือน ไปจนถึงสปริงหางขดและชุดกลไกที่ทำหน้าที่ควบคุมการเดินของนาฬิกา ความสามารถในการสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์แบบนี้ทำให้ BOVET สามารถสร้างสรรค์กลไกซับซ้อนสุดท้าทาย พร้อมความสมบูรณ์แบบที่หาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ราฟฟีเข้ามาบริหาร เมซงได้ยึดมั่นในการผลิตจำนวนจำกัด ในแต่ละปี เพื่อให้ผลงานทุกเรือนสะท้อนคุณค่าของความอดทน ความเที่ยงตรง และความงามเหนือกาลเวลา วิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของราฟฟีนี้เอง ที่ได้สถาปนา BOVET ให้เป็นหนึ่งในเสียงอันทรงพลังและเป็นต้นแบบแห่งวงการนาฬิกาชั้นสูงหรือ Haute Horlogerie อย่างแท้จริง

การยอมรับในระดับโลกในฐานะผลงานศิลป์อันทรงคุณค่า

ความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องของกลไกและความเป็นเอกลักษณ์ในด้านวิจิตรศิลป์ของ BOVET ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนาฬิกา ผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นของเมซงได้รับเกียรติรางวัลจาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันไม่เพียงถึงความสำเร็จทางกลไกเรือนเวลาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปรัชญาของเมซงในการยกนาฬิกาให้เป็น ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า BOVET จึงเป็นที่ปรารถนาของนักสะสมผู้พิถีพิถันทั่วทุกมุมโลก ที่ต้องการสัมผัสความสุขแท้จริงของเวลาที่เลอค่าผ่านงานฝีมืออันประณีตสูงสุด

สถาปนิกแห่งกาลเวลา BOVET The Architect of Time

ในยุคที่ผู้ผลิตนาฬิกาหลายรายมุ่งเน้นเพียงการปรับปรุงธรรมเนียมดั้งเดิม แบรนด์กล้าที่จะก้าวไปให้ไกลกว่านั้น ตลอดเวลากว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา เมซงแห่งนี้ได้เปลี่ยนการประดิษฐ์นาฬิกากลไกให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งนวัตกรรมทางเทคนิคที่ไม่เคยมีมาก่อน และงานศิลปะที่ทำด้วยมือ โดยสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นสถาปัตยกรรมแห่งเวลา (a complete architecture of time) ที่สมบูรณ์แบบ

ผลงานที่ได้รับการยกย่องจาก GPHG (Grand Prix d’Horlogerie de Genève) เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญทางวิศวกรรม ความแม่นยำ และความเฉลียวฉลาดที่ทำให้เมซงแห่งนี้โดดเด่นในวงการ Haute Horlogerie

Récital 30 (ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิง GPHG 2025 – สาขา Men’s Complication)

ที่สุดแห่งนาฬิกาแสดงเวลาโลก (world timer) เรือนนี้ Récital 30 สร้างขึ้นบนพื้นฐานของระบบลูกกลิ้ง 24 เมืองอันล้ำยุคจากรุ่น Récital 28 Prowess 1 และด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นนาฬิกากลไกเรือนที่สองที่สามารถ ปรับชดเชยเวลาออมแสง (Daylight Saving Time – DST) ได้ ด้วยตัวเรือนที่สวมใส่สบาย ขนาด 42 มม. พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม คุณจะไม่สับสนกับการบอกเวลาโลกอีกต่อไป Récital 30 ยังรวมถึงเขตเวลา นิวเดลี ซึ่งมีส่วนเบี่ยงเบนเวลา 30 นาที บนหน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์วินเทจอีกด้วย

Récital 28 Prowess 1
(ผู้ชนะ GPHG 2024 – สาขา Mechanical Exception)

เรือนเวลานี้คือนาฬิกาเรือนแรกที่สามารถ ปรับชดเชยเวลาออมแสง (Daylight Saving Time) ได้ โดย Récital 28 Prowess 1 ได้รวมเอาฟังก์ชันสุดยอดต่างๆ ไว้ด้วยกัน ประกอบด้วยลูกกลิ้ง 24 เมือง ปฏิทินถาวร (perpetual calendar) ฟลายอิงทูร์บิญอง (flying tourbillon) และ กำลังลานสำรอง 10 วัน

ในขณะที่นาฬิกากลไกซับซ้อนส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวหลังผ่านไปเพียงสองวัน BOVET สามารถรักษาความเที่ยงตรงได้อย่างคงที่ยาวนานกว่า 240 ชั่วโมง นี่คือความสำเร็จในการจัดการพลังงานกลไกซึ่งเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเมซงมีการผลิตแบบครบวงจร (integrated manufacture) เท่านั้น Récital 28 จึงเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง ที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนจะเกินกว่าจะเอาชนะได้ นั่นคือการจัดการกับความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงเวลาตามฤดูกาล

Récital 20 Astérium (ผู้ชนะ GPHG 2023 – สาขา Calendar & Astronomy)

นาฬิกา Astérium นี้ได้เปลี่ยนข้อมือให้กลายเป็นหอดูดาวกลไก (mechanical observatory) หน้าปัดโดมแสดงท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แสดงเวลาในรูปแบบ 24 ชั่วโมง ขนาบข้างด้วยฟังก์ชัน สมการเวลา (Equation of Time) ข้างขึ้นข้างแรม (moon phase) และ นาทีเรโทรเกรด (retrograde minutes) พร้อมด้วยฟลายอิงทูร์บิญองสองหน้า (double-face flying tourbillon) และ กำลังลานสำรอง 10 วัน

ในขณะที่ด้านหลังของตัวเรือนมี ปฏิทินประจำปี (annual calendar) แสดง ราศี (zodiac) อายัน (solstices) และ วิษุวัต (equinoxes) BOVET ได้จำลองจักรวาลขึ้นมาใหม่ โดยทั้งหมดถูกซิงโครไนซ์ด้วยกลไกล้วน ๆ

Fleurier Virtuoso V Jumping Hour Titanium (ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิง GPHG 2022 – สาขา Men’s Complication)

ด้วยตัวเรือนที่มาพร้อมระบบ Amadéo® Convertible Case ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ทำให้ Fleurier Virtuoso V สามารถแปลงร่างจากนาฬิกาข้อมือ (wristwatch) ไปเป็นนาฬิกาพก (pocket watch) และนาฬิกาตั้งโต๊ะ (table clock) ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เลย

กลไกภายในของเรือนเวลานี้สามารถแสดงฟังก์ชัน ชั่วโมงกระโดด (jumping hour) นาทีเรโทรเกรด (retrograde minutes), เวลาคู่ (dual time) และมี กำลังลานสำรอง 5 วัน

Récital 22 Grand Récital (ผู้ชนะ GPHG 2018 – รางวัล Aiguille d’Or)

Grand Récital โดดเด่นด้วยกลไก Tellurium Orrery ซึ่งแสดงภาพกลไกของโลกจากมุมมองด้านบน โดยมีข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) โคจรอยู่รอบ และมีทูร์บิญองทำหน้าที่แทนดวงอาทิตย์ งานสร้างสรรค์อันน่าทึ่งนี้ยังรวมเอาฟังก์ชัน ปฏิทินถาวร (perpetual calendar) นาทีเรโทรเกรด (retrograde minutes) และกำลังลานสำรอง 9 วัน ไว้ด้วยกัน

การออกแบบของเรือนเวลานี้แสดงให้เห็นว่ากลไกดาราศาสตร์และความเที่ยงตรงของการจับเวลา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวในจักรวาลที่สวมใส่ได้ (wearable cosmos)

Miss Audrey Sweet Art (ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิง สาขา Ladies’ Watch ปี 2021)

นาฬิกา Miss Audrey Sweet Art เรือนใหม่นี้ได้ใช้วัสดุใหม่และ กระบวนการใหม่อย่างสิ้นเชิงในการสร้างสรรค์หน้าปัดที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในวงการนาฬิกา นั่นคือหน้าปัดที่ทำจาก น้ำตาลบริสุทธิ์

ผลงานนี้เป็นตัวแทนของความหวานและความบริสุทธิ์ ผลึกน้ำตาล ที่ปกคลุมหน้าปัดของ Miss Audrey Sweet Art แสดงถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในด้านวิศวกรรมนวัตกรรม วัสดุ และศิลปะการวาดภาพจิ๋ว ซึ่งทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์ของเมซง BOVET

Récital 23 (ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิง สาขา Ladies’ Complication ปี 2021)

เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่สง่างามได้ร่อนผ่านหน้าปัดย่อย กิโยเช่ (Guilloché) สีเทอร์ควอยซ์ (turquoise) ที่ถูกจัดวางอย่างเยื้องศูนย์อย่างนุ่มนวล ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับการแสดงผลข้างขึ้นข้างแรม (moon phase) ที่มีความเที่ยงตรงสูงของ Récital 23

นอกจากนี้ ในทุก ๆ ชั่วโมง เมื่อเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีซ้อนทับกัน รูปแบบที่แปลกใหม่ของเข็มทั้งสองจะก่อให้เกิดรูปทรงหัวใจที่ถูกวาดโครงด้วยพื้นที่ว่าง (negative space)

Récital 26 Brainstorm Chapter Two (ผู้ชนะ GPHG 2020 – สาขา Mechanical Exception)

ตัวเรือนที่ทำจากคริสตัลแซฟไฟร์เต็มเรือน (full sapphire crystal case) เผยให้เห็นข้างขึ้นข้างแรมแบบครึ่งวงกลม (hemispherical moonphase) ที่มีความเที่ยงตรงยาวนานถึง 127 ปี การแสดงเวลาโลก (world-time display) และฟลายอิงทูร์บิญอง (flying tourbillon)

BOVET ได้เอาชนะความท้าทายด้านกลไกของชุดเฟืองสามมิติ (three-dimensional gearing) ที่อยู่ภายใต้โดมโค้ง ทำให้มั่นใจในการจัดการแรงบิด (torque management) อย่างต่อเนื่องและความเที่ยงตรงในระยะยาว ซึ่งเป็นการผสมผสานที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในนาฬิกาชั้นสูง (haute horlogerie)

Miss Audrey (ผู้ชนะ GPHG 2020 – สาขา Ladies’ Watch)

เรือนเวลานี้ได้รวมกลไกขนาดเล็กลงเข้ากับระบบ Amadéo® Convertible System ทำให้สามารถทำงานได้อย่างไม่มีที่ติในหลากหลายรูปแบบ BOVET แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมในระดับที่เล็กที่สุด พร้อมด้วยความคิดสร้างสรรค์อันล้นเหลือ หน้าปัดที่ลงแล็กเกอร์และมีลายกิโยเช่ (Guilloché) อันงดงาม รวมถึงความสามารถในการแปลงร่างจากนาฬิกาข้อมือให้เป็นนาฬิกาจี้สร้อยคอและนาฬิกาตั้งโต๊ะได้อย่างง่ายดาย

Miss Audrey “Bris de Verre”

Miss Audrey “Bris de Verre” คือผลงานชิ้นเอกที่น่าหลงใหล หน้าปัดอันโดดเด่นของรุ่น “Bris de Verre” (กระจกแตก) เปรียบเสมือนทุ่งหิมะที่เพิ่งตกใหม่ที่ยังไม่มีใครสัมผัส และกำลังส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ ความสว่างที่ละเอียดอ่อนนี้ถูกยกระดับขึ้นด้วยเพชรเจียระไนทรงหยดน้ำสี่เม็ดที่ทำหน้าที่เป็นหลักชั่วโมง

แต่ความมหัศจรรย์ที่แท้จริง อยู่ที่ขั้นตอนต่อไป ช่างแกะสลักใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “องเกล็ต” (onglette) เพื่อสร้างรูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ นับพันชิ้นด้วยมือ ผ่านการเคลื่อนไหวของการแกะสลักหลายพันครั้ง เรือนเวลาอันยอดเยี่ยมนี้ถูกล้อมกรอบด้วยเพชรเจียระไนแบบ Brilliant-cut จำนวน 103 เม็ด บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 36 มม. ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Amadéo® Convertible System

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อนาฬิกาจักรกลท้าทายแรงโน้มถ่วง การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง IWC Schaffhausen และ VAST เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในอวกาศ
Roger Dubuis กับความกล้าหาญในการใช้เทคนิคฝังเพชรแบบ Invisibility Setting เพื่อสร้างโลกแห่งเวทมนตร์
ดาวหางแห่งความทรงจำกับ Tissot PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition

“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025

0

Yury Ivanov ช่างภาพมาโครชาวอินโดนีเซีย คว้าตำแหน่งสูงสุดด้วยภาพสะท้อนความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว

Blancpain ผู้ร่วมจัดงาน Ocean Photographer of the Year 2025 ได้ประกาศผู้ชนะประจำปีนี้แล้ว โดยภาพถ่ายอันน่าหลงใหลของ “เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” ที่กำลังเคลื่อนไหวพร้อมกันอย่างลงตัว ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดผลงานแห่งปี รางวัลนี้สะท้อนถึงพันธกิจหลักของเมซง (Maison) ในการแสดงให้เห็นและปกป้องชีวิตใต้พื้นผิวโลกอย่างแท้จริง

Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025: ภาพ “เลดี้บั๊กทะเล” คว้ารางวัล

ภาพถ่ายที่ชนะ กับความมหัศจรรย์ในรายละเอียดขนาด 3 มม.

Yury Ivanov ช่างภาพผู้เชี่ยวชาญด้านมาโครซึ่งพำนักอยู่ในอินโดนีเซีย ได้รับตำแหน่ง Ocean Photographer of the Year 2025 ภาพถ่ายที่ชนะใจกรรมการคือภาพของแอมฟิพอด (Amphipods) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” สองตัวที่กำลังหาอาหารอยู่บนปะการัง ภาพที่สดใสของสิ่งมีชีวิตสองตัวที่เคลื่อนไหวประสานกันนี้ได้ดึงดูดคณะกรรมการอย่างมาก โดยสื่อสารข้อความที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า มหาสมุทรคือสถานที่แห่งความมหัศจรรย์ สีสัน และชีวิตในทุกขนาด (ตัวเลดี้บั๊กมีความสูงเพียง 3 มม. เท่านั้น)

ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลนี้ถูกถ่ายที่แหล่งดำน้ำในท้องถิ่นของ Ivanov ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยภาพนี้ถูกคัดเลือกจากผลงานกว่า 15,000 ภาพที่ส่งเข้าประกวดจากช่างภาพชั้นนำทั่วโลก

Ivanov ได้กล่าวถึงความรู้สึกหลังได้รับรางวัลว่า

“การชนะ Ocean Photographer of the Year เป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อ ผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการยอมรับครั้งนี้ รางวัลนี้ไม่ได้เกี่ยวกับภาพเดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวกับการเฉลิมฉลองมหาสมุทรด้วยตัวมันเอง ทั้งความเปราะบาง ความหลากหลาย และพลังพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา”

Yury Ivanov ช่างภาพ

ความหลากหลายและอันตรายที่มหาสมุทรเผชิญ

ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดในปีนี้มีความหลากหลายอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ภาพสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจ เช่น มังกรน้ำลายไหล (drooling dragon) และเพนกวินที่ดูเหมือนตอร์ปิโด ไปจนถึงผลงานศิลปะชั้นดีที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ เช่น ภาพปลากระเบนที่อยู่เหนือมวลทรายที่พวยพุ่ง

นอกจากความงามแล้ว ภาพถ่ายเหล่านี้ยังสำรวจความเชื่อมโยงของมนุษย์กับมหาสมุทรอย่างลึกซึ้ง โดยแสดงให้เห็นทั้งความรื่นรมย์และความโหดร้าย เช่น ภาพนักโต้คลื่นที่พุ่งตัวเข้าหารุ้งกินน้ำ ความเป็นจริงอันโหดร้ายของการล่าปลาวาฬในหมู่เกาะแฟโร และความพยายามของทีมนักอนุรักษ์ที่พยายามช่วยปลาวาฬที่เกยตื้น

เชิดชูสตรีผู้บุกเบิกด้วยรางวัล Female Fifty Fathoms Award

นอกเหนือจากรางวัลใหญ่ประจำปีแล้ว Blancpain ยังมอบรางวัล Female Fifty Fathoms Award ให้แก่ Jialing Cai ซึ่งเป็นนักชีววิทยาทางทะเลชาวจีน ช่างภาพ blackwater และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ รางวัลนี้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย Blancpain เพื่อเชิดชูสตรีผู้บุกเบิกและผู้ผลักดันขีดจำกัดในวงการถ่ายภาพมหาสมุทร

Jialing Cai เป็นผู้เชี่ยวชาญในการเปิดเผยโลกของสัตว์แพลงก์ตอน ซึ่งเธอสะท้อนความรู้สึกหลังได้รับรางวัลว่า

“การได้รับเกียรติจากผู้คนที่ผมเคารพนับถือช่วยเสริมพลังให้ผมดำดิ่งลงไปในความลึกอย่างกล้าหาญยิ่งขึ้น รางวัล Female Fifty Fathoms Award ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่สวยงามว่าผู้หญิงสามารถได้รับการยกย่องเพียงเพราะทำตามความปรารถนาของตนเอง”

Jialing Cai, Female Fifty Fathoms Award 2025
เชิดชูสตรีผู้บุกเบิกด้วยรางวัล Female Fifty Fathoms Award

ปณิธานของ Blancpain Ocean Commitment

การประกวด Ocean Photographer of the Year ซึ่งนำเสนอโดยนิตยสาร Oceanographic และ Blancpain มีพันธกิจที่เรียบง่ายคือ “เพื่อเผยให้เห็นความมหัศจรรย์และความเปราะบางของโลกสีคราม และเชิดชูช่างภาพที่มอบเสียงให้กับมัน”

การแข่งขันนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญของโครงการ Blancpain Ocean Commitment (BOC) ซึ่งรวบรวมความพยายามทั้งหมดของแบรนด์ในการปกป้องมหาสมุทร โดยประกอบด้วยสามเสาหลักที่เชื่อมโยงกัน:

  1. สร้างความตระหนักถึงความงามของมหาสมุทร
  2. สนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบนิเวศและปรากฏการณ์ใต้น้ำ
  3. ดำเนินการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การช่วยสร้างพื้นที่คุ้มครองทางทะเลทั่วโลก

Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain กล่าวว่า

“Fifty Fathoms มีบทบาทบุกเบิกในประวัติศาสตร์ของการดำน้ำและการสำรวจมหาสมุทรมาอย่างยาวนาน วันนี้ ผ่านโครงการ Ocean Commitment และการแข่งขัน Ocean Photographer of the Year เรายังคงสนับสนุนการถ่ายภาพใต้น้ำในฐานะพันธมิตรที่ทรงพลังในการสำรวจและอนุรักษ์มหาสมุทรอย่างภาคภูมิใจ”

Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain

นิทรรศการหลักของการประกวด Ocean Photographer of the Year 2025 จะเปิดให้ชมที่ Australian National Maritime Museum, ซิดนีย์, ในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ และนิทรรศการในสหราชอาณาจักรจะจัดแสดงที่ Chatham Historical Dockyards ในวันที่ 26 มีนาคม 2026 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
H. Moser & Cie. สร้างนิยามใหม่ให้วงการนาฬิกาด้วย 3 คอลเลกชันล่าสุด ที่ผสานความสง่างามเข้ากับนวัตกรรมและงานศิลปะ
Roger Dubuis กับความกล้าหาญในการใช้เทคนิคฝังเพชรแบบ Invisibility Setting เพื่อสร้างโลกแห่งเวทมนตร์
เมื่อนาฬิกาจักรกลท้าทายแรงโน้มถ่วง การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง IWC Schaffhausen และ VAST เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในอวกาศ

CYRUS GENÈVE KLEPCYS DICE GLACIAL BLUE วิเคราะห์เชิงลึกแห่งโครโนกราฟอิสระคู่เรือนแรกของโลก

Klepcys DICE Glacial Blue โครโนกราฟคู่ 2 อิสระจาก CYRUS GENÈVE

CYRUS GENÈVE ได้นำเสนอเอกลักษณ์ใหม่ให้กับเรือนเวลาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมของเมซง นั่นคือ Klepcys DICE (Double Independent CHronograph Evolution) ด้วยการเปิดตัวเฉดสีล่าสุด “Glacial Blue” ที่มอบรูปลักษณ์อันซับซ้อนและงดงามราวกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน (ethereal appearance) นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ปี 2021 ในฐานะ โครโนกราฟอิสระคู่เรือนแรกของโลก เรือนเวลานี้ยังคงสะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการบุกเบิกขีดจำกัดแห่งกลไกนาฬิกาชั้นสูงอย่างแท้จริง

มิติใหม่แห่งการจับเวลา ความอิสระของโครโนกราฟ

หัวใจของ Klepcys DICE คือความสามารถในการ วัดช่วงเวลาสองช่วงได้อย่างอิสระ (independently) หรือพร้อมกัน (in synchrony) ภายในตัวเรือนเดียว นี่คือนวัตกรรมทางเทคนิคที่ก้าวล้ำซึ่งทำให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานโครโนกราฟได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกช่วงเวลาที่ผ่านไปสองช่วงพร้อมกันในการแข่งขันกีฬา หรือการวัดกิจกรรมประจำวันสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้อง

ความสำเร็จนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยมาสเตอร์วอทช์เมคเกอร์ผู้ทรงเกียรติ Jean-François Mojon ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์เบื้องหลังนาฬิกาทุกเรือนของ Cyrus Genève ตั้งแต่ปี 2010

กลไก CYR718 การจัดวางสถาปัตยกรรมที่พลิกผัน

Klepcys DICE Glacial Blue ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre CYR718 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน (in-house manufactured) กลไกนี้มีกำลังลานสำรองที่มั่นคงถึง 55 ชั่วโมง และประกอบด้วยชิ้นส่วนรวม 443 ชิ้น ซึ่ง 218 ชิ้น เป็นส่วนประกอบของโมดูลโครโนกราฟโดยเฉพาะ ความซับซ้อนของโครโนกราฟคู่ถูกจัดการด้วย Column Wheels สองตัว โดยมีการติดตั้ง ระบบการป้องกันพิเศษ (special insulation system) เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานของโครโนกราฟทั้งสองจะไม่รบกวนซึ่งกันและกัน

เพื่อแสดงความงามและซับซ้อนของกลไก โครงสร้างหลักของ Calibre CYR718 จึงถูก สลับด้าน (reversed) ทำให้สามารถมองเห็นคอลัมน์วีลที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาและ 6 นาฬิกาได้โดยตรงผ่านหน้าปัด การจัดวางเช่นนี้ยังต้องอาศัยการคิดค้น กลไกการเคลื่อนที่ (motion work mechanism) แบบ Concentric เพื่อประหยัดพื้นที่และรักษาความกะทัดรัดของตัวเรือน

รูปลักษณ์จาก Glacial Blue และความลงตัวของวัสดุ

ตัวเรือนของเรือนเวลานี้ถูกจำกัดการผลิตเพียง 38 เรือน ตัวเรือนมีรูปทรง Cushion-shaped อันเป็นเอกลักษณ์ ผลิตจาก ไทเทเนียมเกรด 5 (Grade 5 Titanium) ที่มีน้ำหนักเบาและทนทานต่อการกัดกร่อน ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. และประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวมถึง 26 ชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนในการผลิต พร้อมความสามารถกันน้ำได้ถึง 10 ATM

สี Glacial Blue คือจุดเด่นที่มอบความรู้สึกสงบและเยือกเย็น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความลึกของธารน้ำแข็งและท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆ เฉดสีนี้เข้ากันได้อย่างงดงามกับสีขาวและสีดำ ซึ่งใช้เป็นโทนสีเพื่อแยกการแสดงผลของโครโนกราฟทั้งสองบนหน้าปัด

การตกแต่งหน้าปัดและการอ่านค่าที่แตกต่างด้วยสี

หน้าปัดถูกออกแบบเป็นแบบ 3 มิติและเปลือย (3D Open-worked) เผยให้เห็นเมนเพลทที่ผ่านการตกแต่งแบบ Micro-beaded และเคลือบด้วยสีฟ้า Glacial Blue ผ่านกระบวนการ ALD Treatment ในขณะที่สะพานถูกเคลือบด้วยสีเทา Anthracite ตกแต่งด้วยลาย Sunray และขอบที่เจียระไนด้วยมือ

การอ่านค่าโครโนกราฟถูกกำหนดด้วยระบบ Dual Color-Code ที่ชัดเจนคือ

โครโนกราฟหมายเลข 1 (สีขาว): ใช้เข็มวินาทีโครโนกราฟสีขาวซึ่งถูกตั้งค่าให้ รีเซ็ตที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และล้อจักรเสาที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาก็ถูกเคลือบด้วยสีขาว

โครโนกราฟหมายเลข 2 (สีดำ): ใช้เข็มวินาทีโครโนกราฟสีดำเงา ซึ่งถูกตั้งค่าให้ รีเซ็ตที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และล้อจักรเสาที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาก็ถูกเคลือบด้วยสีดำเงา

การควบคุมโครโนกราฟทั้งสองทำผ่านเม็ดมะยมคู่แบบสมมาตรที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา โดยเม็ดมะยมแต่ละอันทำหน้าที่เป็นปุ่มกดแยกกันสำหรับแต่ละโครโนกราฟ

นาฬิกาเรือนนี้รัดข้อมือด้วยสายผ้า Cordura สี Glacial Blue ที่เข้าชุดกับหน้าปัด พร้อมบานพับไทเทเนียมเกรด 5 แบบสั่งทำพิเศษ ทำให้ CYRUS GENÈVE KLEPCYS DICE GLACIAL BLUE เป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างนวัตกรรมทางกลไกที่ซับซ้อนที่สุด เข้ากับความสง่างามทางสุนทรียศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์

ข้อมูลทางเทคนิค
KLEPCYS DICE GLACIAL BLUE
  • ตัวเรือน: ทรง Cushion-shaped ขนาด 42 มม. ทำจาก ไทเทเนียมเกรด 5 กันน้ำได้ 10 ATM และมี เม็ดมะยมคู่ ที่ทำหน้าที่เป็นปุ่มกดแยกกันสำหรับโครโนกราฟอิสระทั้งสอง
  • หน้าปัด: เป็นแบบ 3D Open-worked เคลือบสี Glacial Blue ด้วย ALD Treatment หน้าปัดถูกออกแบบให้ใช้สี ขาวและดำเงา ในการแยกการแสดงผลของโครโนกราฟทั้งสองอย่างชัดเจน
  • ฟังก์ชั่น: คือการแสดงชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และฟังก์ชันหลักคือ โครโนกราฟอิสระคู่ 30 นาที ซึ่งสามารถจับเวลาได้สองช่วงพร้อมกันหรือแยกกัน
  • กลไก: ที่ขับเคลื่อนคือกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre CYR718 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน (In-house) มีกำลังลานสำรอง 55 ชั่วโมง และถูกจัดวางให้มองเห็น Column Wheels สองตัวได้จากทางหน้าปัด
  • สาย: ใช้สายผ้า Cordura สี Glacial Blue ที่เข้าชุดกัน และติดตั้งด้วยตัวล็อกพับไทเทเนียมเกรด 5 แบบเฉพาะของแบรนด์
  • ผลิตจำนวนจำกัด: เพียง 38 เรือนเท่านั้น ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟอิสระคู่ (Double Independent Chronograph) เรือนแรกของโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
H. Moser & Cie. สร้างนิยามใหม่ให้วงการนาฬิกาด้วย 3 คอลเลกชันล่าสุด ที่ผสานความสง่างามเข้ากับนวัตกรรมและงานศิลปะ
Roger Dubuis กับความกล้าหาญในการใช้เทคนิคฝังเพชรแบบ Invisibility Setting เพื่อสร้างโลกแห่งเวทมนตร์
เมื่อนาฬิกาจักรกลท้าทายแรงโน้มถ่วง การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง IWC Schaffhausen และ VAST เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในอวกาศ

Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

การเปิดตัว Calibre GP4800 นิยามใหม่แห่งศิลปะการสร้างกลไกจาก Girard-Perregaux

Girard-Perregaux (จิราร์ด-แพร์โกซ์) ผู้สืบทอดตำนานแห่ง ‘Integrated Manufacture’ ที่บ่มเพาะความสามารถในการรังสรรค์กลไกมาตั้งแต่ปี 1791 ได้เผยโฉมกลไกอัตโนมัติรุ่นล่าสุดที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานทั้งหมด (in-house) นั่นคือ Calibre GP4800 กลไกใหม่นี้เกิดจากแนวคิดที่ “เริ่มต้นจากศูนย์” (clean-slate approach) ปราศจากข้อจำกัดทางเทคนิคหรือการประนีประนอมเชิงสร้างสรรค์ใด ๆ จึงเป็นเหมือนบทสรุปของปรัชญาอันเป็นหัวใจของแบรนด์ นั่นก็คือการหลอมรวมดีไซน์และประสิทธิภาพเข้ากับนวัตกรรมและมรดกอย่างลงตัว

Calibre GP4800 Girard-Perregaux

การถือกำเนิดของกลไกสำหรับวันนี้และอนาคต

ด้วยความตระหนักถึงแนวโน้มที่ผู้คนให้ความสนใจในนาฬิกาตัวเรือนขนาดเล็กลง Girard-Perregaux จึงได้สร้างสรรค์ Calibre GP4800 ให้เป็นกลไกขนาดกะทัดรัด โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.60 มม. (111/2′′′) และความหนาเพียง 4.28 มม. สิ่งที่น่าทึ่งคือแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ Calibre GP4800 ก็บรรจุการปรับแต่งทางเทคนิคมากมายที่มอบความเที่ยงตรง ความน่าเชื่อถือ และความงดงาม ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบพื้นฐานของกลไกนี้ยังถูกวางแผนมาอย่างดี เพื่อให้สามารถผสานรวมกับกลไกแสดงฟังก์ชันอื่น ๆ (additional complications) ในอนาคตได้อีกด้วย

Calibre GP4800 Girard-Perregaux

นวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพที่ยั่งยืน

หัวใจสำคัญของความเที่ยงตรงใน GP4800 ก็คือชุดควบคุมจังหวะซิลิเซียม (Silicium Escapement) วัสดุซิลิเซียมถูกนำมาใช้กับล้อจักรหนีศูนย์ (escape wheel) ก้านเกี่ยว (pallet lever) และลูกกลิ้ง (roller) ซิลิเซียมเป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติที่เหนือกว่าสำหรับการผลิตนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงสูง เนื่องจากมีความเรียบเนียนเป็นพิเศษ ไม่เป็นแม่เหล็ก และทนทานต่อการสึกหรออย่างสูง ความแข็งและค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำของมัน ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและอายุการใช้งานของกลไกได้อย่างมีนัยสำคัญ

การควบคุมอัตราการเดินของนาฬิกาถูกยกระดับไปอีกขั้นด้วย ชุดปรับความเฉื่อยแบบปรับค่าได้ (Variable-Inertia Balance) แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปที่ปรับความเร็วด้วยการเปลี่ยนความยาวของสปริง (raquette) กลไกนี้จะคงความยาวของสปริงจักรไว้คงที่ แต่จะปรับอัตราการเดินโดยการปรับสกรูทองคำขาวสี่ตัวที่ติดตั้งอยู่บนขอบของวงล้อจักรแทน วิธีนี้ช่วยให้สามารถตั้งค่าอัตราการเดินได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำยิ่งกว่า นอกจากนี้ GP4800 ยังติดตั้ง ระบบหยุดเข็มวินาที (stop-seconds function) เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ

เพื่อเสริมเสถียรภาพและลดผลกระทบจากแรงกระแทก กลไกนี้มาพร้อมกับกระปุกลานที่ทรงพลังซึ่งให้แรงบิดสูง และวงล้อจักรกลอกที่มีความเฉื่อยถึง 8 มก. ต่อซม. การเพิ่มขึ้นของแรงบิดนี้ช่วยเพิ่มเสถียรภาพของกลไกและยกระดับความเที่ยงตรง ผลลัพธ์รวมของการพัฒนาเหล่านี้ ทำให้ Calibre GP4800 สามารถมอบกำลังลานสำรองขั้นต่ำ 55 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงที่สำคัญเพื่อความสะดวกในการใช้งานของผู้สวมใส่

ความงามแห่งสถาปัตยกรรมและมรดก

แม้จะเป็นกลไกรุ่นใหม่ แต่ Calibre GP4800 ก็ยังคงรักษาองค์ประกอบการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกอันรุ่มรวยของแบรนด์ ภายใต้มวลแกว่ง (oscillating mass) แบบเปลือยที่ทำจากทอง 18K นั้น มีสะพานสามชิ้นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกอันเป็นเอกลักษณ์ในปี 1867 สะพานเหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วยสะพานจักรกลอก สะพานชุดเฟือง และสะพานกระปุกลาน ที่นอกจากจะมีหน้าที่ในการทำงานของกลไก ยังเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่งดงาม

ความสมมาตรเป็นหลักการสำคัญที่นำมาใช้ในการออกแบบกลไกนี้ ซึ่งเป็นปรัชญาที่ Constant Girard รักและยึดถือ สะพานจักรกลอกถูกออกแบบให้เป็นแบบเปลือยและยึดติดที่สองจุดเพื่อเพิ่มความเสถียร การออกแบบที่เปิดเผยนี้ทำให้สามารถมองเห็นวงล้อจักรกลอกที่หมุนไปมา สปริงจักรที่เต้นด้วยชีวิตชีวา และชุดควบคุมจังหวะซิลิเซียมที่กำลังเคลื่อนไหว

ความประณีตของการตกแต่งชั้นสูง (Haute Horlogerie)

แบรนด์ตอกย้ำความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศด้วยการตกแต่งที่แตกต่างกันถึงสิบรูปแบบบน Calibre GP4800 สะพานที่เคลือบโรเดียม (rhodium-plated) ถูกสลักด้วยข้อความสีทอง รวมถึงตราสัญลักษณ์นกอินทรีพร้อมด้วยลาย Côtes de Genève แบบตรง 

ขอบที่เจียระไนด้วยเพชร (diamond-bevelled edges) และหัวสกรูที่ขัดเงาแบบกระจก ส่วนที่มองเห็นได้ของแผ่นหลัก (mainplate) ถูกขัดแต่งด้วยพื้นผิว sandblasted ที่ละเอียดอ่อน ขณะที่แม้แต่พื้นผิวที่ซ่อนอยู่ เช่น ด้านล่างของแผ่นหลัก ก็ยังถูกประดับด้วยลาย circular graining สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง มวลแกว่งมีการขัดเงาเป็นรูปทรงลูกศร (arrow-shaped) ซึ่งเป็นการรำลึกถึงสะพานดั้งเดิมในปี 1867 การผสมผสานของเทคนิคการตกแต่งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่นี้เอง ที่ทำให้ Calibre GP4800 ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางกลไก แต่ยังเป็นการแสดงออกทางสายตาและอารมณ์ของ DNA ของแบรนด์อย่างแท้จริง

เรียกได้ว่า Calibre GP4800 จึงเป็นบทสรุปของความรู้ความเชี่ยวชาญที่หล่อหลอมมานานกว่าสองศตวรรษ เป็นกลไกเจเนอเรชันใหม่ที่สะท้อนทั้งมรดกและจิตวิญญาณที่ก้าวไปข้างหน้าของแบรนด์ และพร้อมจะขับเคลื่อนเรือนเวลาอันน่าตื่นเต้นอีกมากมายในอนาคต

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Exclusive Interview: H. Moser & Cie. กับ Mr. Bertrand Meylan
Protected: EDIFICE EFK-100CD ครั้งแรกกับนาฬิกาจักรกลวัสดุฟอร์จด์ คาร์บอนจาก Casio 
H. Moser & Cie. สร้างนิยามใหม่ให้วงการนาฬิกาด้วย 3 คอลเลกชันล่าสุด ที่ผสานความสง่างามเข้ากับนวัตกรรมและงานศิลปะ

Recap 3: เปิดมุมมองแบรนด์อิสระ Bovet และ Czapek & Cie กับความท้าทายในโลกเรือนเวลา

ต่อเนื่องความเข้มข้นในงาน Bangkok Watch Week 2025 ที่จัดร่วมกับ Revolution Thailand! เวทีเสวนาที่สามนี้ได้สร้างความประทับใจด้วยการนำเสนอเรื่องราวและวิสัยทัศน์ที่แตกต่างออกไป ในหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “The Evolution of Product Development”

Symposium 3 นี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เจาะลึกถึง เอกลักษณ์ (DNA) และความท้าทายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นาฬิกาอิสระระดับสูง (Independent Watch Brands) ที่ต้องยืนหยัดและแข่งขันในเวทีโลก

ตัวแทนสามขั้ว: SHH, Bovet และ Czapek & Cie

งานเสวนาครั้งนี้เป็นช่วงเวลาอันเต็มไปด้วยความทรงจำและแรงบันดาลใจจากผู้นำของแบรนด์อิสระที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ โดยมี คุณ Wei Koh (@wei_koh_revolution) ผู้ก่อตั้ง Revolution รับหน้าที่เป็น Moderator คนสำคัญ

ผู้ร่วมเสวนาที่มาร่วมเผยแง่มุมอันลึกซึ้งของการสร้างสรรค์เรือนเวลา ได้แก่:

  • คุณ Ong Ban, CEO จาก Sincere / Pendulum (@sincerefinewatches)
  • คุณ Xavier de Roquemaurel (@czapek_in_my_eyes), CEO จาก Czapek & Cie (@czapekwatches)
  • คุณ Pascal Raffy, Owner จาก Bovet (@bovet1822)

การเสวนาได้สะท้อนถึงความท้าทายในการยืนหยัดในฐานะแบรนด์อิสระ ตั้งแต่การรักษาไว้ซึ่งหัตถศิลป์ชั้นสูง (Haute Horlogerie) ไปจนถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้กรอบของเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

เรื่องราวจาก Bovet และ Czapek & Cie เผยให้เห็นถึงความหลงใหลอย่างแท้จริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่กระแสในตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์อิสระเหล่านี้สามารถสร้างความแตกต่างและเป็นที่รักของนักสะสมทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

งาน Bangkok Watch Week 2025 ยังคงตอกย้ำถึงการเป็นศูนย์กลางของนาฬิกาหรู และ Revolution Thailand ก็ภูมิใจที่ได้นำเสนอเรื่องราวและมุมมองเชิงลึกจากผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกให้แก่ผู้หลงใหลในประเทศไทย!

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

Recap Bangkok Watch Week 2025: เจาะลึก “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” จาก Franck Muller

เผยความลับของความโปร่งใส! สรุปไฮไลท์ Symposium 2 ที่ Nicholas Rudaz CEO Franck Muller Genève และ Wei Koh Revolution พาไปเจาะลึกนาฬิกา Skeletonised

ต่อเนื่องจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของเวทีแรก Bangkok Watch Week 2025 ที่ร่วมจัดโดย Revolution Thailand ก็ได้ดำเนินมาถึง Symposium 2 ที่ยังคงอัดแน่นไปด้วยบรรยากาศสุดประทับใจ!

งานเสวนาในครั้งนี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างคับคั่งจากผู้เข้าร่วมงานคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแขกผู้ทรงเกียรติ เซเลบริตี้ ตัวแทนจากแบรนด์นาฬิกาชื่อดัง และผู้ที่หลงรักในโลกแห่งเวลาอย่างแท้จริง มารวมตัวกันเพื่อซึมซับความรู้และประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน

เปิดม่าน “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking”

เวทีเสวนาที่สองนี้ได้พาผู้เข้าร่วมงานไปเจาะลึกถึงหัวใจของการรังสรรค์เรือนเวลา ในหัวข้อ “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ศิลปะและนวัตกรรมเบื้องหลังการออกแบบกลไกนาฬิกาแบบ Skeletonised ที่เผยให้เห็นความงามซับซ้อนของจักรกลภายใน

ครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และเรื่องราวสุดพิเศษ:

  • คุณ Nicholas Rudaz (@nickrudaz), CEO ของ Franck Muller Genève
  • คุณ Wei Koh (@wei_koh_revolution), Founder & CEO ของ Revolution

การเสวนาครั้งนี้เปิดเผยถึงความท้าทายและความแม่นยำขั้นสูงในการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบ Skeletonised ของ Franck Muller Genève (@franckmuller_geneve) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านนวัตกรรมที่กล้าหาญและการผสมผสานศิลปะเข้ากับความซับซ้อนของกลไกได้อย่างลงตัว ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสถึงความลึกซึ้งของการออกแบบที่เปลี่ยนให้กลไกภายในกลายเป็นผลงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้

งาน Bangkok Watch Week 2025 ภายใต้ความร่วมมือกับ Revolution Thailand ตอกย้ำถึงการเป็นศูนย์กลางของนาฬิกาหรูในภูมิภาค และยังคงสร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาอย่างต่อเนื่อง! ติดตามบทสรุปของการเสวนาครั้งต่อไปได้ที่นี่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

Exclusive Interview: H. Moser & Cie. กับ Mr. Bertrand Meylan

H. Moser & Cie. เผยกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและก้าวสู่ยุคใหม่ของวงการนาฬิกา

ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิทัศน์การค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถก้าวผ่านความท้าทายได้อย่างสง่างามและรักษาตัวตนที่โดดเด่นไว้ได้ H. Moser & Cie. คือหนึ่งในนั้น ในโอกาสสำคัญนี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ Mr. Bertrand Meylan ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์ เพื่อรับฟังวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จของ H. Moser & Cie. พร้อมเปิดเผยถึงวิธีที่แบรนด์แห่งนี้กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาภายนอกที่ไม่คาดคิด ไปจนถึงแผนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะกำหนดทิศทางของวงการนาฬิกาในอนาคต

Mr. Bertrand Meylan ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ H. Moser & Cie. ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับทิศทางของแบรนด์ ความท้าทายในตลาด และกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์

ความท้าทายในตลาดสหรัฐอเมริกาและศักยภาพในประเทศไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมนาฬิกากำลังเผชิญกับความท้าทายจาก ภาษีและราคาในตลาดสหรัฐฯ ทางแบรนด์ได้ส่งนาฬิกาไปยังสหรัฐฯ ได้ทันเวลาก่อนกำหนดในเดือนสิงหาคม และกำลังมองหาวิธีการเพื่อกลับมาส่งสินค้าอีกครั้งภายในเดือนพฤศจิกายน ทางแบรนด์กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณต้นทุน แต่คาดว่าราคาจะสูงขึ้นทั่วโลกประมาณ 10-15% เพื่อรักษาคุณค่าของแบรนด์ Mr. Meylan ได้กล่าวว่าสถานการณ์นี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ลูกค้าหันไปซื้อนาฬิกาในตลาดมือสอง

Mr. Meylan ยังกล่าวว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาเป็น “เหยื่อโดยไม่ตั้งใจ” จากความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินอยู่ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาอเมริกันเองก็ล็อบบี้ต่อต้านการขึ้นภาษีนาฬิกาสวิสเพื่อปกป้องเครือข่ายของตัวเอง และการขึ้นราคาอาจทำให้ลูกค้าในสหรัฐฯ หันไปซื้อนาฬิกาจากต่างประเทศมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม Mr. Meylan มองว่า ตลาดไทย เป็น “ตลาดที่มีความเป็นผู้ใหญ่สูง” สำหรับนาฬิการะดับไฮเอนด์ และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก เขาย้ำถึงความสำคัญของงานอย่าง Bangkok Watch Week ในการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคและแสดงให้เห็นถึงความลึกของอุตสาหกรรมนาฬิกา นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าได้พบกับ “นักสะสมที่น่าทึ่ง” จำนวนมากในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้าและกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์

ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา H. Moser & Cie. ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มลูกค้า โดย อายุเฉลี่ยของลูกค้าในสหรัฐฯ ได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบที่สร้างสรรค์โดยผู้ก่อตั้งที่อยู่ในวัย 30 กว่า ทำให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าในวัยใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ยังมี แนวโน้มทั่วโลกที่ผู้ชายหันมาชอบนาฬิกาขนาดเล็กขึ้น ส่วนผู้หญิงกลับชอบนาฬิกาขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทกำลัง พัฒนาเครื่องกลไกขนาดเล็กลง เพื่อรองรับนาฬิกาขนาดที่หลากหลายขึ้น จากขนาดปัจจุบันที่อยู่ระหว่าง 39 มม. ถึง 42 มม. โดยอาจมีการเปิดตัวนาฬิกาขนาดเล็กเหล่านี้ในปีหน้า แม้จะยังไม่มีการวางแผนที่จะเปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ในตอนนี้

ดีเอ็นเอที่โดดเด่นและการเติบโตที่แข็งแกร่ง

Mr. Meylan กล่าวว่าการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ H. Moser & Cie. มาจาก “ดีเอ็นเอ” ที่เป็นเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย โดยมีองค์ประกอบหลักคือ หน้าปัดแบบ ‘ฟูเม่’ (fume) หรือ ‘ควัน’ (smoke) ที่เป็นเอกลักษณ์ และความสวยงามแบบ มินิมอล ซึ่งสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งนี้ แม้ว่าจะมีแบรนด์อื่น ๆ ประมาณ 90% ที่นำดีไซน์หน้าปัดแบบนี้ไปใช้ตาม แต่ทางแบรนด์ก็ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา เนื่องจากเชื่อมั่นว่าเอกลักษณ์ของ Moser ยังคงโดดเด่นอยู่

สำหรับคอลเลกชันหลัก แบรนด์ใช้ โลโก้ที่ “มองไม่เห็น” หรือไม่มีการใช้แบรนดิ้งที่โดดเด่นบนหน้าปัด อย่างไรก็ตาม สำหรับผลิตภัณฑ์บางรุ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากวินเทจอาจมีการใช้โลโก้แบบเก่าได้ แต่ยังไม่มีแผนที่จะนำชื่อแบรนด์ที่มองเห็นได้กลับมาใช้ในคอลเลกชันมาตรฐาน

เพื่อสะท้อนความสำเร็จและความทะเยอทะยานในการเติบโต H. Moser & Cie. จะย้ายไปแสดงใน Main Hall ของงาน Watches and Wonders ในปีหน้า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในเวทีระดับโลก

ความท้าทายด้านต้นทุนและการปรับตัว

ด้วยราคาของทองคำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์การใช้วัสดุ โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ทองคำในผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เว้นแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแนวคิดของนาฬิการุ่นนั้น ๆ ปัจจุบัน นาฬิกาที่ทำจากทองคำมีสัดส่วนเพียง 10-15% ของคอลเลกชันทั้งหมด โดยนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนอย่าง Tourbillon มักจะยังคงใช้ทองคำอยู่ แต่สำหรับนาฬิกาที่มีกลไกไม่ซับซ้อน จะไม่ค่อยมีการผลิตจากทองคำแล้ว เนื่องจากความกังวลเรื่องต้นทุน การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ H. Moser & Cie. ที่จะรักษาจุดแข็งของแบรนด์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มี “คุณค่าที่คุ้มค่ากับราคา” (value for money) ให้แก่ลูกค้า

บทสรุปจาก Revolution Thailand

จากการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ Revolution Thailand ได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า แม้ในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูที่ดูเหมือนยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิด ทั้งเรื่องภาษีการค้าและราคาวัตถุดิบที่ผันผวน H. Moser & Cie. ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากราคาทองคำ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองรสนิยมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นใน “ดีเอ็นเอ” ของแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะหน้าปัด ‘ฟูเม่’ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งนั้นสำคัญยิ่งกว่าการวิ่งตามกระแสหรือคำนึงถึงคู่แข่ง

นอกจากนี้ การที่ H. Moser & Cie. ให้ความสำคัญกับตลาดไทย ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมีศักยภาพและมีนักสะสมที่น่าทึ่ง ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในแผนการดำเนินงานระดับโลกของแบรนด์

ท่ามกลางความท้าทายที่รายล้อมอยู่ H. Moser & Cie. ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรักษาตัวตนที่แข็งแกร่งคือหัวใจสำคัญ แล้วสำหรับคุณผู้อ่าน… ในยุคที่ราคาและความผันผวนทางเศรษฐกิจมีผลอย่างมาก อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยังคงหลงใหลในคุณค่าที่แท้จริงของนาฬิกา?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
Protected: EDIFICE EFK-100CD ครั้งแรกกับนาฬิกาจักรกลวัสดุฟอร์จด์ คาร์บอนจาก Casio 
H. Moser & Cie. สร้างนิยามใหม่ให้วงการนาฬิกาด้วย 3 คอลเลกชันล่าสุด ที่ผสานความสง่างามเข้ากับนวัตกรรมและงานศิลปะ

Revolution Thailand x Bangkok Watch Week 2025 | Symposium1: Shaping of Time จาก Piaget และ Panerai

Recap สุดยอดงานเสวนา “Shaping of Time” จาก Piaget และ Panerai ในงาน Bangkok Watch Week 2025

จบลงไปอย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ สำหรับ Bangkok Watch Week 2025 ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นครั้งที่ Revolution Thailand ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษนี้!

งานนี้ได้เริ่มต้นด้วย Opening Symposium สุดเข้มข้น ที่นำเสนอวิสัยทัศน์แห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาท ความสำคัญ และศักยภาพอันล้นเหลือในการเติบโตของ วงการนาฬิกาหรูในประเทศไทย โดยมีผู้นำคนสำคัญในอุตสาหกรรมร่วมกล่าวเปิดเวที ได้แก่ คุณ Wei Koh (@wei_koh_revolution) ผู้ก่อตั้ง Revolution, คุณอาลี ซีอานี ประธานกรรมการบริหาร Revolution Thailand, คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ และ คุณพิมพิไล บุญจอง บรรณาธิการบริหาร Revolution Thailand

เจาะลึกเวทีเสวนา: Shaping of Time

ต่อเนื่องความน่าสนใจด้วยเวทีเสวนาแรกในหัวข้อ “Shaping of Time” ที่ได้นำเสนอเรื่องราวและปรัชญาเบื้องหลังแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกอย่าง Piaget (@piaget) และ Panerai (@panerai)

เวทีนี้เต็มไปด้วยความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่าจากผู้ร่วมเสวนาคนสำคัญ ได้แก่

  • คุณ Emmanuelle Kouakou, Managing Director จาก Piaget Southeast Asia and Oceania
  • คุณ Lesley Co (@lesley.panerai), Managing Director จาก Panerai Southeast Asia and Oceania
  • และ คุณ Wei Koh ผู้ก่อตั้ง Revolution ที่รับบทบาทเป็นผู้ดำเนินรายการ (moderator)

การเสวนาในครั้งนี้ได้มอบทั้งแรงบันดาลใจและมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับศิลปะและนวัตกรรมในการสร้างสรรค์เรือนเวลา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานที่หลงใหลในความงามและกลไกของนาฬิกาได้อย่างแท้จริง!

ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทย คือจุดหมายปลายทางของนาฬิกาหรู (Luxury Watch Destination) อย่างแท้จริง และ Revolution Thailand จะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์อันทรงคุณค่าในโลกแห่งเรือนเวลาต่อไป!

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

เจาะลึกเสน่ห์แห่งนาฬิกาสเกเลตันบนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025

ร่วมเผยความลับของนาฬิกาสเกเลตันโดย Nicholas Rhudaz CEO แห่ง Franck Muller

นาฬิกาสเกเลตันที่เปิดเปลือยโครงสร้างให้เห็นชิ้นส่วนกลไกอย่างมีศิลปะ ด้วยการออกแบบและตกแต่งสะพานจักร และการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ อย่างลงตัว เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนได้เผยความงามอย่างลุ่มลึกนั้นยากที่หักห้ามใจไม่ให้หลงเสน่ห์ และผู้ที่รู้จักศิลปะให้การเปิดเปลือยกลไกได้อย่างเย้ายวนกว่าใครย่อมต้องเป็น Franck Muller

บนสนทนาระหว่าง Nicholas Rhudaz CEO แห่ง Franck Muller และ Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution บนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปในวันที่ 23 กันยายน จะทำให้คุณรู้จักศาสตร์แห่งการเปลือยโครงสร้างนาฬิกาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ก่อนจะเข้าสู่หัวข้อหลักในงานเสวนา คุณเหว่ยเริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับนาฬิกาของ Franck Muller ไว้อย่างน่าสนใจว่า

            “หลังจากมนุษย์คิดค้นกล้องถ่ายภาพได้สำเร็จ แนวคิดในเชิงศิลปะที่เกิดตามมาก็คือ “อิมเพรสชันนิสม์” ลัทธิอิมเพรสชันนิสม์บอกกับเราว่า ไม่ใช่เรื่องของความแม่นยำหรือความเป็นจริงอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของอารมณ์ ซึ่งก็เหมือนกันกับโลกของนาฬิกา ช่วงหลังยุค ‘70s และโดยเฉพาะในยุค ‘80s ซึ่งเป็นช่วงที่เราได้รู้จักกับการเปิดตัวของ Franck Muller ผู้ซึ่งจริงๆ แล้วถือได้ว่าเป็นร็อกสตาร์คนแรกของวงการนาฬิกาอิสระ มันจึงกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ และก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องนาฬิกาเจาะโครงโปร่ง (skeletonization) ผมอยากถามนิคเกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วย ในมุมมองของคุณ คิดว่าแฟรงโกได้ปฏิวัติวงการนาฬิกาอย่างไร เขาทำให้วงการนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ พลังงาน และเสน่ห์เย้ายวน”

              คุณนิโคลาส์เห็นด้วยและชื่นชอบในความคิดเห็นของ moderator หลักบนเวทีในวันนั้นพร้อมเสริมว่า

            “Franck Muller ได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกไว้มากมายในงานทำนาฬิกา ไม่ได้มีแค่เรื่องกลไกซับซ้อนเท่านั้น แต่ยังมีความเท่ สีสันที่โดดเด่น อารมณ์ความรู้สึกอย่างที่คุณกล่าวไว้ และกลไกสนุกๆ รวมถึงรุ่น Crazy Hours ที่คุณก็รู้จักอยู่แล้ว”

ต้นกำเนิดของนาฬิกาสเกเลตัน

หลังจากทำความรู้จักตัวตนของแบรนด์นาฬิกาที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยคาแรกเตอร์สนุกสนาน ดึงดูดสายตา และเต็มไปด้วยชิ้นงานที่กระตุ้นความรู้สึกของผู้คนที่ได้สัมผัส เราเริ่มต้นเข้าสู่การทำความรู้จักนาฬิกาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ส่งผ่านความซับซ้อนอย่างนาฬิกาสเกเลตัน

            “ผมขอเล่าประวัติของนาฬิกาสเกเลตันสักเล็กน้อยนะครับ นาฬิกาโครงโปร่งเรือนแรกถือกำเนิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 17 โดยช่างทำนาฬิกาฝีมือดีคนหนึ่งตัดสินใจเปิดหน้าปัดบางส่วนเพื่อให้เห็นกลไกซับซ้อนด้านใน แต่พูดตามตรง ในยุคนั้นกลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไร จนกระทั่งเกิดวิกฤตควอตซ์ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจึงต้องการสร้างสิ่งพิเศษขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความงดงามของกลไก ช่วงเวลานั้นเองแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์เริ่มผลิตนาฬิกาที่มีกลไกโครงโปร่งขึ้นมา

สำหรับ Franck Muller เราได้พัฒนาทูร์บิญองสเกเลตันอันงดงามมาตั้งแต่ราวปี 2010 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็นำดีไซน์โครงโปร่งมาปรับใช้กับรุ่นต่างๆ ของเราเกือบทั้งหมด ซึ่งถือเป็นงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แน่นอนว่าการเปิดให้มองเห็นภายในกลไกเช่นนี้ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนของกลไกต่างๆ ได้ดีขึ้น และในมุมของช่างนาฬิกา นี่คืองานที่ยากมาก เพราะทุกอย่างเปิดให้เห็นหมด ทุกชิ้นส่วนมีขนาดเล็กลงและละเอียดอ่อนมากขึ้น ทำให้การประกอบเต็มไปด้วยแรงกดดัน”

สำหรับ Franck Muller เราได้พัฒนาทูร์บิญองสเกเลตันอันงดงามมาตั้งแต่ราวปี 2010 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็นำดีไซน์โครงโปร่งมาปรับใช้กับรุ่นต่างๆ ของเราเกือบทั้งหมด ซึ่งถือเป็นงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แน่นอนว่าการเปิดให้มองเห็นภายในกลไกเช่นนี้ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนของกลไกต่างๆ ได้ดีขึ้น และในมุมของช่างนาฬิกา นี่คืองานที่ยากมาก เพราะทุกอย่างเปิดให้เห็นหมด ทุกชิ้นส่วนมีขนาดเล็กลงและละเอียดอ่อนมากขึ้น ทำให้การประกอบเต็มไปด้วยแรงกดดัน”

            คุณเหว่ยได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับความนิยมของนาฬิกาโครงโปร่งที่ตามมาหลังวิกฤตควอตซ์ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้คนต้องการมองเห็นว่าในนาฬิกาของตนยังมี “หัวใจที่เต้นอยู่”  

“ผมเองก็เคยสงสัยเสมอว่าว่า ทำไมผู้คนถึงรู้สึกหลงใหลในนาฬิกาสเกเลตันและงานกลไกเชิงกล ผมคิดว่านั่นก็เพราะมันสะท้อนถึงตัวเรานั่นเอง เพราะร่างกายเราก็ทำงานอย่างเป็นระบบเชิงกลไกเหมือนกัน และหัวใจของเราก็เต้นอยู่ตลอดเวลา”

Wei Koh – Founder & CEO of Revolution

การต่อยอดสู่งานศิลปะเจาะโครงโปร่ง

คุณเหว่ยยกตัวอย่างชิ้นงานสเกเลตันที่ Franck Muller ได้ยกระดับให้เหนือชั้นไปอีกขั้นผ่านงานประดับอัญมณีเหนือโครงเจาะโปร่งในนาฬิการุ่น Vanguard Curvex Cut Flower ส่วนคุณนิโคลาส์ขอย้อนกลับไปเล่าถึงนาฬิกาสเกเลตันเรือนแรกของ Franck Muller ที่พัฒนาขึ้นจากรูปทรงของรุ่น Curvex เช่นกัน

            “นาฬิกาสเกเลตันเรือนแรกที่เราสร้างขึ้นคือทูร์บิญองที่อยู่ในตัวเรือนทรง Curvex ซึ่งเป็นรูปทรงไอคอนิกของเรา การทำนาฬิกาทรง Curvex นั้นเป็นงานที่ยากอยู่แล้ว และเมื่อเริ่มทำเวอร์ชันโครงโปร่งก็ยิ่งละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากขึ้นไปอีก บวกกับกลไกทูร์บิญองเข้าไปด้วย ในช่วงนั้นนาฬิกาเรือนนี้จึงมีความสง่างามและคลาสสิกมาก นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาเราก็ได้พัฒนางานโครงโปร่งอันงดงามภายในตัวเรือน Vanguard ซึ่งมีบุคลิกสปอร์ตและดูอ่อนวัยกว่า และถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา”  

              กระบวนการผลิตนาฬิกาสเกเลตันยังต้องเผชิญกับความท้าทายในเชิงโครงสร้าง เพราะการเลือกเจาะโครงหน้าปัดหรือกลไกเพื่อเปิดเปลือยบางชิ้นส่วนนั้นต้องไม่กระทบการทำงานของกลไก

            “แน่นอนว่าดีไซเนอร์อยากสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามน่าทึ่ง ซึ่งบางครั้งก็ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ช่างนาฬิกาหรือวิศวกรสามารถทำได้ เช่น “เจาะช่องตรงนี้สิ” ศิลปะชั้นสูงของงานสเกเลตันก็คือการสร้างพื้นที่ว่างภายในตัวเรือนนาฬิกา คัดเลือกเฉพาะชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดให้อยู่ทำงานได้ และสร้างสะพานจักรที่ประณีตมากๆ เมื่อสะพานจักรเหล่านี้บางลงและเล็กลงอย่างมาก การประกอบจึงยากขึ้นอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น ตอนขันสกรู เพียงหมุนแรงเกินไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กลไกทั้งหมดเสียหายได้ทันที”

            คุณเหว่ยเสริมให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมโยงผ่านการเปรียบเทียบกับการออกแบบและตกแต่งโครงสร้างรถสปอร์ต

            “มันก็คล้ายกับรถที่เป็นคูเป้หลังคาแข็งซึ่งจะมีความแข็งแรงเวลาขับเข้าโค้งมากกว่ารถเปิดประทุน และนี่คือตัวอย่างขั้นสุดของแนวคิดนั้น เพราะคุณต้องตัดวัสดุออกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ยังคงความแข็งแรงของโครงสร้างเชิงกลไกเอาไว้ และเหนือสิ่งอื่นใด คุณยังต้องเก็บรายละเอียดงานตกแต่งทุกจุดให้สมบูรณ์ ซึ่งผู้ที่ทำงานนี้ต้องมีฝีมืออย่างสูงเลยทีเดียว” คุณนิโคลาส์เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้พร้อมอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจการตกตกแต่งสะพานจักรและชิ้นส่วนต่างๆ อย่างประณีตถึงขีดสุด

          “เวลาทำงานโครงโปร่ง ภายในนาฬิกา ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกตกแต่งอย่างสวยงาม คุณสามารถตกแต่งได้ด้วยการลบมุม (chamfering) ตามขอบ หรือจะสลักลวดลาย (engraving) ก็ได้ ที่ Franck Muller เรายังตกแต่งบางชิ้นด้วยเพชรอีกด้วย และเมื่อทำงานกับชิ้นส่วนที่บางขนาดนี้ ทุกอย่างก็จะยากขึ้นมาก แน่นอนว่าตอนประกอบนาฬิกา คุณไม่ต้องการให้มีรอยขีดข่วนใดๆ เพราะทุกอย่างถูกมองเห็นได้ทั้งหมดและไม่มีที่ให้ผิดพลาดเลย”

นอกจากชิ้นงานที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความประณีตสูง Franck Muller ยังสร้างสรรค์ชิ้นงานนาฬิกาสเกเลตันที่ดูร่วมสมัยอย่าง Vanguard Royal Bauxite นาฬิกาสเกเลตันวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยรุ่นล่าสุดที่อยู่บนข้อมือของคุณนิโคลาส์

            “นี่คือตัว Vanguard Bauxite ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นล่าสุดของเรา ชื่อ “Bauxite” มาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ Les Baux ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบวัตถุดิบดั้งเดิมที่ใช้ในการผลิตอะลูมิเนียม นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อรุ่นนี้

สำหรับซีรีส์ Vanguard เรามีกลไกพลังงานสำรอง 7 วัน ซึ่งได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้เราภูมิใจที่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยการใช้วัสดุใหม่อย่างในรุ่น Bauxite ซึ่งมีความงดงามและสามารถทำสีได้หลากหลายตามต้องการ

ผมเองสวมรุ่นสีแดงสด V41 ที่เข้ากับสูทของผมพอดี และเรายังสามารถทำสีสันที่น่าตื่นเต้นอื่น ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเขียว น้ำเงิน เหลือง ส้ม และอีกมากมาย รุ่นใหม่นี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทั่วโลก และเราหวังว่าทุกท่านจะได้มาชมด้วยตัวเองที่บูติกของเราครับ”

              Vanguard Royal Bauxite ยังเป็นตัวอย่างที่คุณเหว่ยหยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงจุดที่ควรเผย หรือควรปกปิดในศาสตร์การผลิตนาฬิกาสเกเลตัน

            “สิ่งที่คุณมองเห็น ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาบนหน้าปัดของ Bauxite นั่นก็คือเมนสปริงหรือตลับลานของนาฬิกา เปรียบได้กับถังน้ำมัน คุณจะเห็นสปริงที่ม้วนอยู่เพื่อให้คุณหมุนเม็ดมะยมและค่อย ๆ คลายพลังงานผ่านชุดเฟืองของนาฬิกา จนไปถึง “หัวใจ” ของมัน ซึ่งคุณจะเห็นอยู่ใต้ตำแหน่งประมาณ 9 นาฬิกา เป็นส่วนที่แกว่งไปมา นั่นคือบาลานซ์วีลที่พูดถึงกัน

สิ่งที่เจ๋งก็คือ แม้จะมีกำลังลานสำรองถึง 7 วัน หมายความว่านาฬิกาจะเดินได้ตลอดสัปดาห์ คุณก็แทบไม่ต้องคอยเช็กว่าลานเหลือแค่ไหน เพราะสามารถมองเห็นได้เลย ถ้าเห็นว่าลวดสปริงม้วนแน่นเข้าหาศูนย์กลาง แปลว่านาฬิกาถูกขึ้นลานเต็มแล้ว แต่ถ้าเริ่มคลายออกก็หมายถึงถึงเวลาต้องขึ้นลานอีกครั้ง คุณจึงสามารถเห็นทุกกลไกได้อย่างชัดเจน”

              คุณนิโคลาส์เสริมว่า การที่ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นการทำงานของกลไกจากหน้าปัดนาฬิกาสเกเลตันได้ในทันทีทำให้ผู้คนชื่นชอบในนาฬิกาชนิดนี้ พร้อมยกนาฬิการุ่น Thunderbolt ขึ้นเป็นตัวอย่าง

            “Thunderbolt คือกลไกทูร์บิญองที่เร็วที่สุดในโลก มันหมุนครบหนึ่งรอบภายในทุกๆ 5 วินาที ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ในวงการนาฬิกา และเนื่องจากต้องใช้พลังงานมากขึ้นมาก เราจึงใส่ตลับลานถึงสี่ชุดในนาฬิกาเรือนนี้ และเมื่อมองเวอร์ชันโครงโปร่ง คุณจะเห็นตลับลานเป็นสองคู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมทั้งเห็นกลไกทั้งหมดอย่างงดงามทั้งภายในและภายนอก”

              คุณเหว่ยเห็นด้วยกับตัวอย่างที่คุณนิโคลาส์หยิบยกขึ้นมาอธิบาย พร้อมอธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพยิ่งขึ้น

            “นาฬิกาเรือนนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับเวอร์ชันสเกเลตัน เพราะคุณจะเห็นตรรกะทั้งหมดของกลไก เห็นตลับลานทั้งสอง แล้วเห็นชุดเฟืองที่ไหลลงมา สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือการตีความทูร์บิญองแบบดั้งเดิมใหม่ทั้งหมด โดยปกติทูร์บิญองจะมีเฟืองที่สี่ (fourth wheel) อยู่คงที่ ซึ่งขับเคลื่อนเฟืองเอสเคปเมนต์รอบมัน แต่สำหรับนาฬิกาเรือนนี้กลับต่างออกไป เฟืองเอสเคปเมนต์กลับคงที่ สิ่งที่หมุนรอบมันคือ “แองเคอร์” หรือคันโยกเอสเคปเมนต์เอง ซึ่งการได้มองเห็นสิ่งนี้ถือว่าสุดยอด เพราะมันไม่ได้เร็วเพียงเพื่อความตื่นเต้นเท่านั้น ผมมั่นใจว่าถ้าใครอยากทำให้หมุนเร็วกว่านี้ พวกเขาก็แค่เปลี่ยนชุดเฟืองใหม่และใส่ตัวเร่ง

นี่คืองานช่างนาฬิกาที่ยกระดับไปสู่ความงดงามเหมือนบทกวี โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรอย่างมีนัยสำคัญ แต่สามารถออกแบบให้เฟืองเอสเคปเมนต์คงที่และให้เอสเคปเมนต์หมุนรอบมันได้ นั่นคือความอัจฉริยะจริงๆ ผมขอเชิญชวนให้ทุกคนไปชมเรือนนี้ด้วยตัวเอง เพราะมันน่าหลงใหลและเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของงานสเกเลตัน”

การสวมใส่นาฬิกาสเกเลตันในชีวิตประจำวัน

โอกาสไหนที่คนรักนาฬิกามักจะสวมใส่นาฬิกาสเกเลตัน? คำถามนี้คุณเหว่ยให้คำตอบโดยการเปรียบเทียบกับการเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์

            “คุณจะใส่นาฬิกาโครงโปร่งทุกวันเลยไหม? แน่นอนครับ เพราะมันโชว์ระบบกลไกที่เรารักอย่างมาก ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งไปซื้อรถใหม่แล้วเดินหน้าเศร้ากลับมาเลย เพราะเธออยากเปิดเครื่องยนต์ดู เธอรักเครื่องยนต์ แต่เมื่อเปิดแล้วกลับไม่มีอะไร เพราะมันเป็นรถไฟฟ้า มันเหมือนกับ iPad ติดล้อ แล้วถ้าเธอไปที่โชว์รูมต่อไปก็เจอแบบเดียวกัน

สำหรับคนที่มีรถอย่าง Ferrari เครื่องยนต์ของ Ferrari เขาทำอย่างไร? เขาจะเอาไปโชว์ใต้กระจก เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณอยากดู เช่นเดียวกันกับนาฬิกาสเกเลตัน คุณจะได้ชมความมหัศจรรย์ของกลไกจิ๋ว ซึ่งบังเอิญว่าการประกอบมันอาจยากกว่าการประกอบเครื่องยนต์ Ferrari ซึ่งผมไม่อาจจินตนาการได้

…แล้วสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ ผมสามารถพูดแทนหลายคนในห้องนี้ได้ เราอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ปลอดภัยมาก ใช่ครับ จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ ก็ปลอดภัยมากเช่นกัน ดังนั้นเราจึงสามารถใส่อะไรก็ได้ตามที่ต้องการ เรามีอิสระที่จะสวมใส่สิ่งที่ชอบ ผมขอบอกเลยว่า เราชอบโชว์นาฬิกาสวยๆ ของเราแทบทุกวัน คนชอบล้อกันว่า ชุดประจำวันของชาวสิงคโปร์ดูเหมือนจะเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะแล้วก็คอมพลีตลุคด้วยนาฬิกาทูร์บิญอง แค่นั้นแหละลงตัวเลยครับ

…ผมคิดว่ามันเป็นเพราะเรามีความรักในศาสตร์แห่งนาฬิกาลึกซึ้ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ การได้มาที่นี่ และขอชื่นชม Siam Paragon และพันธมิตรทุกท่านที่ร่วมงานแฟร์นี้ ระดับของนักสะสมที่นี่สุดยอดจริงๆ ผมเพิ่งเจอผู้ชายคนหนึ่ง และจะไม่บอกว่าอยู่ตรงไหนในห้อง แต่เราได้คุยกันโดยบังเอิญเขาสวม Greubel Forsey GMT หนึ่งในนาฬิกาที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ผลิตในจำนวนจำกัดมาก การได้เห็นเรือนนี้ก็เหมือนกับเห็นยูนิคอร์นปรากฏตัวขึ้นอย่างมหัศจรรย์เลยทีเดียวครับ”

อนาคตและการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่

การเข้าไปอยู่ในใจของนักสะสมนาฬิกาในอนาคตยังเป็นสิ่งที่ Franck Muller ไม่เคยละเลย และสิ่งนี้แสดงออกชัดในนาฬิการุ่น V41 FR2 Rabbit ผลงานคอลลาบอเรชันกับศิลปินชื่อดัง ที่มาพร้อมไอคอนกระต่ายน้อยในอิริยาบถชวนให้คิดลึก

            “ผมคิดว่า คุณคงคุ้นเคยกับ FR2 Rabbit ที่เราเคยสร้างมาแล้ว นี่คือรุ่น Rabbit Two ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อสามปีก่อนเพื่อเฉลิมฉลองปีเถาะ แต่แทนที่จะพูดถึงคำหยาบ “F word” คุณก็สามารถเปรียบเทียบกระต่ายทั้งสองตัวนี้ ซึ่งเป็นโลโก้ของนาฬิกา ภาพที่เห็นเป็นกระต่ายสองตัวที่กำลังเกาหลังซึ่งกันและกัน หรือกระต่ายสองตัวในท่าทางที่ล่อแหลมกว่ามีมในคอนเสิร์ตของ Coldplay”

            คุณนิโคลาส์ยกตัวอย่างด้วยอารมณ์ขัน คุณเหว่ยรับมุกทันทีว่า ในฐานะคู่แต่งงานที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นนาฬิการุ่นนี้

            “นี่คือวิธีหนึ่งในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์ของนาฬิกาเรือนนี้ แต่ผมก็ได้เห็นทั้งเด็กผู้ชายอายุ 17 ปีที่ต่อสู้กันเพื่อซื้อเรือนนี้ และเด็กผู้หญิงอายุ 17 ปีที่อยากซื้อและสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้เช่นกัน”

            สำหรับนาฬิกาสเกเลตันและนาฬิการุ่นอื่นๆ ของ Franck Muller จะเป็นเช่นไรนั้น คุณนิโคลาส์เผยคำใบ้ที่น่าตื่นเต้น พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนไปสัมผัสด้วยตัวเองในงาน WPHHH ที่จัดขึ้นในกรุงเจนีวาช่วงเดือนเมษายนปีหน้า ส่วนคุณเหว่ยฝากถึงเจเนอเรชัน Z เอาไว้ว่า

            “ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจน Z ด้วย อย่ารู้สึกเกรงกลัวกับระดับนวัตกรรมกลไกที่คุณเห็น สิ่งที่พวกเขาทำได้อาจจะดูน่าทึ่งมาก แต่ไม่ต้องกลัวที่จะไปใช้เวลาอยู่ด้วยกัน หรือถ้าคุณอยู่ที่เจนีวา จริงๆ แล้วไปเลย ไปหานิคและเข้าไปชมนาฬิกา ไปใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวัน และถ้าคุณโชคดีมากๆ เขาจะทำฟองดูให้ทาน ฟองดูฝีมือของเขาอร่อยที่สุดในเจนีวาเลย ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย

ค้นหารูปทรงแห่งกาลเวลาไปกับ Piaget และ Panerai บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Shaping of Time’ โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025

FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ผสานความขบถเข้ากับความสดใสแห่งซัมเมอร์

H. Moser & Cie. สร้างนิยามใหม่ให้วงการนาฬิกาด้วย 3 คอลเลกชันล่าสุด ที่ผสานความสง่างามเข้ากับนวัตกรรมและงานศิลปะ

สามขั้วแห่งความสมบูรณ์แบบ เมื่อ H. Moser & Cie. ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งการรังสรรค์เรือนเวลา

ในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาอิสระที่เต็มไปด้วยแบรนด์มากมาย H. Moser & Cie. ยังคงเป็นชื่อที่สร้างความประหลาดใจและน่าจับตามองอยู่เสมอ และในปี 2025 นี้ แบรนด์ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความกล้าหาญทางความคิดสร้างสรรค์สามารถพาไปได้ไกลแค่ไหน ด้วยการเปิดตัว 3 คอลเลกชันที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์ในมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

H. Moser & Cie. แบรนด์นาฬิกาที่ก่อตั้งโดย Heinrich Moser เพื่อสืบสานมรดกแห่งการรังสรรค์เรือนเวลาอันทรงคุณค่า ที่ยังคงสร้างความน่าหลงใหลและท้าทายกรอบเดิม ๆ อยู่เสมอในปีนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงการเปิดตัวสามคอลเลกชันใหม่ที่สะท้อนถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณอันเป็นอิสระได้อย่างชัดเจน

Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon

H. Moser & Cie. ได้ยกระดับแก่นแท้ของเรือนเวลาด้วย Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ที่ผสมผสานหน้าปัดสี Smoked Salmon อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้ากับตัวเรือน Endeavour และกลไกปฏิทินตลอดชีพ (Perpetual Calendar) หน้าปัดสีพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงสีอำพันและประกายทองแดงของถังวิสกี้เก่า โดยได้รับการรังสรรค์อย่างประณีตด้วยการขัดลายแนวตั้งแบบ Vertical Griffé และเทคนิค Fumé ซึ่งทำให้เกิดการไล่เฉดสีทองแดงไปจนถึงสีน้ำตาลได้อย่างละเมียดละไม

นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกลไก HMC 800 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ชาญฉลาดที่สุดในโลกนาฬิกา มอบความสะดวกสบายในการใช้งาน และมีพลังงานสำรองนานถึง 7 วัน การออกแบบยังคงแนวคิดมินิมัลลิสต์ โดยใช้แลคเกอร์ใสประทับตราโลโก้แบรนด์เพื่อสร้าง “ลายเซ็นลับ” ทำให้หน้าปัดโดดเด่นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Flash Calendar ที่สามารถเปลี่ยนวันที่ได้ทันทีเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน

Pioneer Flying Hours

ในปี 2025 นี้ สิบปีหลังจากการเปิดตัวคอลเลกชัน Pioneer และเจ็ดปีหลังจากการเผยโฉม Flying Hours รุ่นแรก H. Moser & Cie. ได้นำสองไอคอนนี้มาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งผลงานสุดน่าหลงใหล Pioneer Flying Hours โดดเด่นด้วยระบบแสดงเวลาแบบจานหมุนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากระบบดาวเทียม ซึ่งแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าด้วยการแสดงผลตัวเลขชั่วโมงแบบ “ทันที” เมื่อเปลี่ยนชั่วโมง ตัวเลขจะปรากฏขึ้นอย่างเที่ยงตรงและชัดเจน ทำให้การดูเวลาเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

เรือนเวลานี้มีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่ รุ่นตัวเรือนเรดโกลด์ผสมไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ มาพร้อมหน้าปัดหินอเวนทูรีนที่ถ่ายทอดภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนอันน่าค้นหา และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน ส่วนอีกรุ่นคือตัวเรือนสตีลที่มีหน้าปัดแบบ White Fumé ลาย Sunburst สะท้อนดีไซน์สไตล์อินดัสเทรียลที่เรียบหรู โดยทั้งสองรุ่นถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ HMC 240 ให้พลังงานสำรองขั้นต่ำถึง 72 ชั่วโมง และยังคงแนวคิดมินิมัลลิสต์ด้วยการไม่ใส่ตราสัญลักษณ์แบรนด์และตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัด

Endeavour Pop Capsule

Pop Capsule คือการเดินทางผ่านสีสันและอัญมณีล้ำค่า โดย H. Moser & Cie. ได้สร้างสรรค์สิ่งที่เหนือความคาดหมายด้วยการนำหินจากธรรมชาติมาเป็นหน้าปัดสุดพิเศษ ได้แก่ หยกพม่า (Burmese Jade) เทอร์ควอยซ์ (Turquoise) ปะการัง (Coral) โอปอลสีชมพู (Pink Opal) ลาพิซ ลาซูลี (Lapis Lazuli) และ คริโซเพรสสีมะนาว (Lemon Chrysoprase) หินทุกก้อนได้รับการคัดสรรอย่างเข้มงวดเพื่อแสดงความงามได้อย่างเต็มที่

แนวคิดหลักของคอลเลกชันนี้คือความมินิมัล ที่เลือกที่จะไม่ใส่ตราสัญลักษณ์แบรนด์บนหน้าปัด เพื่อให้อัญมณีจากธรรมชาติได้เผยคุณสมบัติออกมาอย่างเต็มที่ เรือนเวลาในคอลเลกชันนี้เป็นดัง “ของสะสม” ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัด ประกอบด้วยรุ่นต่างๆ ได้แก่ Endeavour Small Seconds Concept (ผลิตเพียง 28 เรือนต่อสี) Endeavour Tourbillon Concept (ผลิตเพียง 5 เรือน) และ Endeavour Minute Repeater Tourbillon Concept (ผลิตเพียงเรือนเดียว) ทำให้คอลเลกชัน Pop นี้เป็นตัวแทนแห่งความพิเศษและหายากอย่างแท้จริง

หากเปรียบนาฬิกาทั้งสามรุ่นนี้เป็นบุคคล Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon ก็คงเป็นสุภาพบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ลึกซึ้ง กลไกปฏิทินตลอดชีพ HMC 800 ที่เปี่ยมด้วยความชาญฉลาดถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเรียบง่ายของหน้าปัดสี Smoked Salmon อันอบอุ่น นี่คือความงามที่ต้องใช้เวลาชื่นชมเพื่อทำความเข้าใจ และเมื่อได้สัมผัสแล้วก็จะตกหลุมรักทันที สิ่งที่น่าคิดคือการที่แบรนด์เลือกที่จะใช้ “ลายเซ็นลับ” หรือโลโก้แบบโปร่งใสแทนการประทับโลโก้แบบปกติ มันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่ว่า ความงามและคุณค่าที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องตะโกนบอกทุกคนใช่หรือไม่?

ในทางกลับกัน Pioneer Flying Hours คือผู้บุกเบิกที่กล้าหาญและไม่เคยหยุดนิ่ง มันคือการผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของคอลเลกชัน Pioneer เข้ากับนวัตกรรมใหม่ของระบบแสดงเวลาแบบ “ดาวเทียม” ที่ทำงานอย่างรวดเร็วและแม่นยำ การแสดงเวลาที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันนี้เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะสามารถสร้างความรู้สึก “อัศจรรย์ใจ” ให้กับผู้สวมใส่ได้ยาวนานแค่ไหนเมื่อเทียบกับการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไปในรุ่นก่อน

และสุดท้าย Endeavour Pop Capsule คือศิลปินผู้รักอิสระและใช้สีสันเพื่อแสดงออกถึงตัวตนอย่างเต็มที่ การนำอัญมณีจากธรรมชาติมาเป็นหน้าปัดโดยไม่มีโลโก้หรือตัวเลขใด ๆ คือความกล้าหาญขั้นสูงสุดที่ท้าทายขนบเดิม ๆ ของการทำนาฬิกา นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่เป็นงานศิลปะที่มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งสะท้อนตัวตนของเจ้าของได้อย่างชัดเจนที่สุด แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ การสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดเช่นนี้จะช่วยดึงดูดนักสะสมกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาสู่โลกแห่งนาฬิกาได้จริงหรือไม่ ในเมื่อมันแตกต่างและโดดเด่นจากสิ่งที่มีอยู่ในตลาดอย่างสิ้นเชิง

โดยสรุปแล้ว การเปิดตัวทั้งสามคอลเลกชันนี้แสดงให้เห็นว่า H. Moser & Cie. ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความคลาสสิกเหนือกาลเวลา นวัตกรรมทางกลไก หรือความกล้าหาญทางศิลปะ แบรนด์นี้สามารถมอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับนักสะสมได้อย่างเต็มที่ แล้วคุณล่ะ…คิดว่านาฬิการุ่นไหนที่สะท้อนตัวตนของคุณได้มากที่สุด?

สรุปข้อมูลทางเทคนิค

1. Endeavour Perpetual Calendar Smoked Salmon

  • ตัวเรือน: พิงค์โกล์
  • หน้าปัด: สี Smoked Salmon
  • ฟังก์ชัน: Perpetual Calendar, Flash Calendar แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีแบบเข็มกลาง
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ HMC 800

2. Pioneer Flying Hours

  • ตัวเรือน: รุ่นแรก: เรดโกลด์ผสมไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ | รุ่นที่สอง: สตีล
  • หน้าปัด: รุ่นแรก: หินอเวนทูรีน | รุ่นที่สอง: White Fumé ลาย Sunburst
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีแบบจานหมุน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ HMC 240

3. Endeavour Pop Capsule

  • ชื่อรุ่น: Endeavour Pop Capsule (มีรุ่นย่อย เช่น Endeavour Small Seconds Concept, Endeavour Tourbillon Concept, Endeavour Minute Repeater Tourbillon Concept)
  • ตัวเรือน: ไม่ระบุ
  • หน้าปัด: หินจากธรรมชาติ เช่น หยกพม่า เทอร์ควอยซ์ ปะการัง โอปอลสีชมพู ลาพิซ ลาซูลี คริโซเพรสสีมะนาว
  • ฟังก์ชัน: แตกต่างกันไปตามรุ่นย่อย (เช่น แสดงวินาทีเล็ก กลไกทูร์บิญอง มินิทรีพีทเตอร์)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

Tudor เปิดตัว 1926 Luna นาฬิกา Moonphase รุ่นแรก เผยโฉมสุนทรียะแห่งดวงจันทร์บนข้อมือ

Tudor เผยความงามสง่าอีกด้านของแบรนด์ที่ผสมผสานความคลาสสิกและความแข็งแกร่ง

Tudor เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและใช้งานได้จริง ชื่อเสียงของแบรนด์สร้างขึ้นจากนาฬิกาดำน้ำที่ทนทาน นาฬิกาโครโนกราฟสำหรับทหาร และนาฬิกาเครื่องมือที่ทันสมัยอย่างรุ่น Ranger, Black Bay และ Pelagos ด้วยเหตุนี้ เมื่อ Tudor เปิดตัวนาฬิกา moonphase รุ่นแรก จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แบรนด์นี้หรอกหรือที่เชี่ยวชาญเรื่องความทนทานมากกว่าแสงดาว?

คำตอบคือใช่ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในประวัติศาสตร์ของ Tudor นั้น มีอีกด้านหนึ่งของการทำนาฬิกาคลาสสิกที่สุขุมและเรียบง่าย นับตั้งแต่รุ่น Oyster Prince ในยุคทศวรรษ 1950s จนถึงปัจจุบันในรุ่น 1926 และ Royal แบรนด์นี้มักจะมีความเป็นนาฬิกาเดรสที่แฝงอยู่เสมอ นั่นทำให้นาฬิการุ่น 1926 Luna ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่เป็นเหมือนส่วนขยายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของแบรนด์ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ไขว่คว้าแสงดาวไปพร้อมกับยังคงความหนักแน่นบนพื้นฐานเดิม

นาฬิกาที่ผสมผสานความคลาสสิกและความแข็งแกร่ง

ตัวเรือนขนาด 39 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล 316L มีความบางเพียง 10 มม. กันน้ำได้ลึก 100 เมตร และครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม สรุปได้ว่านี่คือ moonphase ที่สามารถใส่ได้จริง สายนาฬิกาเป็นแบบ 7 แถวที่คุ้นเคยของรุ่น 1926 โดยมีข้อต่อตรงกลางขัดเงาและข้อต่อนอกแบบซาตินที่ให้ความแวววาวพอเหมาะโดยไม่ดูหรูหราจนเกินไป แม้แต่การรับประกันก็ยังใช้งานได้จริงห้าปี โอนสิทธิ์ได้ และไม่ต้องลงทะเบียน ซึ่งในอดีตแล้ว นาฬิกาเดรสที่ดีที่สุดของ Tudor ก็รับประกันแบบนี้เสมอ นั่นคือความสง่างามที่เข้ากับชุดทำงานได้ แต่ก็ยังคงความน่าเชื่อถือที่ใช้ได้ไปนานหลายปีด้วย

ดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเป็นสากล

หน้าปัดคือส่วนที่น่าสนใจที่สุด โดยมีให้เลือกทั้งสีดำ น้ำเงิน หรือสีแชมเปญสุดหรู แต่ละแบบมีตัวเลขอารบิกและหลักชั่วโมงทรงลูกศรแบบนูน จากนั้นที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คือส่วนที่แสดง moonphase ซึ่งไม่ใช่แบบรอยหยักโค้งตามปกติ แต่กลับมาในรูปแบบของ “ช่องแสดงท้องฟ้าทรงกลม” ที่มีกรอบขอบขัดเงา สำหรับหน้าปัดสีแชมเปญจะมีเอฟเฟกต์ที่เรียกว่า “Phantom” ซึ่งแผ่นดิสก์จะค่อยๆ จางหายไปในส่วนหน้าปัดย่อยสีเข้มเมื่อพระจันทร์ข้างแรม ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังมองผ่านกล้องโทรทรรศน์มากกว่าแค่มองกลไกเล็กๆ นี่คือลูกเล่นการออกแบบที่เรียบง่าย แต่ก็ให้ความรู้สึกสดใหม่โดยไม่ดูซับซ้อนเกินไป

นี่คือจุดที่ DNA ของ Tudor แสดงออกมาอย่างชัดเจน กลไกที่ซับซ้อนนี้ไม่ได้ถูกนำไปใส่ในรุ่น Black Bay เพื่อสร้างความแปลกใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ลงตัวกับคอลเลกชัน 1926 ซึ่งเป็นที่ที่ความดั้งเดิมและความสุขุมเข้ากันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไม่มีการสลักชื่อทูตของแบรนด์หรือการตกแต่งเพื่อการเฉลิมฉลองบนฝาหลังนาฬิกาเลย มีเพียงแค่ดีไซน์ที่ยืนหยัดด้วยความมั่นใจอย่างเงียบๆ เท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่นาฬิกา 1926 Luna เปิดตัวก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดในวัฒนธรรมจีน และเป็นเทศกาลที่ให้เกียรติการเก็บเกี่ยวและพระจันทร์เต็มดวงในฐานะสัญลักษณ์ของความสามัคคีและการเริ่มต้นใหม่ อย่างไรก็ตาม คงเป็นเรื่องผิดพลาดที่จะมองว่านาฬิกาเรือนนี้ทำขึ้นเพื่อตลาดเอเชียเท่านั้น แม้จะได้รับอิทธิพลจากความคิดสร้างสรรค์ของ Jay Chou (เจย์ โชว์) แต่นาฬิกาเรือนนี้ก็มีความเป็นสากล ด้วยขนาด 39 มม. ที่ลงตัวกับข้อมือคนยุคใหม่ ทำให้มีความยืดหยุ่นพอที่จะใส่ได้ทั้งข้อมือเล็กและยังคงมีรายละเอียดที่โดดเด่น

Jay Chou (เจย์ โชว์) เองก็ควรค่าแก่การกล่าวถึง เขาได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งแมนโดป๊อป” และยังเป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับ และนักสร้างสรรค์ที่มีความสนใจในด้านการออกแบบมาอย่างยาวนาน Tudor ได้ร่วมงานกับเขาตั้งแต่ปี 2018 และอิทธิพลของเขาก็ปรากฏอย่างชัดเจนแต่ไม่โจ่งแจ้งในนาฬิกาเรือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่องแสดงพระจันทร์ที่ดูคล้ายกับเลนส์กล้องโทรทรรศน์ หรือความสมดุลระหว่างแสงและเงา ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดที่ลุ่มลึกที่เขาช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมา แม้ชื่อของเขาจะไม่ได้ประทับอยู่บนหน้าปัด แต่ความรู้สึกและสุนทรียศาสตร์ของเขานั้นแฝงอยู่ในดีไซน์อย่างชัดเจน

ภายในตัวเรือนทำงานด้วยกลไก T607-9 ซึ่งสร้างบนพื้นฐานของ Sellita แต่ได้รับการปรับจูนตามมาตรฐานของ Tudor คือผ่านการควบคุมคุณภาพในสวิตเซอร์แลนด์, ทดสอบภายในเป็นนาฬิกาทั้งเรือน และรักษาค่าความคลาดเคลื่อนที่ –4 / +6 วินาทีต่อวัน แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Tudor ได้ผลักดันการใช้กลไก Kenissi ที่ผลิตเองภายในโรงงานสำหรับนาฬิการุ่นสปอร์ต แต่การพึ่งพาผู้ผลิตภายนอก (อย่าง ETA, Valjoux และล่าสุด Sellita) สำหรับนาฬิกาคลาสสิกและนาฬิกาเดรสนั้นเป็นไปตามประวัติศาสตร์ของแบรนด์และเป็นการวางตำแหน่งที่ตั้งใจไว้ สารที่ต้องการสื่อสารจึงชัดเจนว่า สิ่งที่สำคัญคือประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ใช่ที่มาของกลไก

เมื่ออยู่บนข้อมือ นาฬิกา 1926 Luna ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเลย แต่กลับย้ำเตือนถึงสองบุคลิกที่โดดเด่นของ Tudor นั่นคือ ความใช้งานได้จริงแต่ไม่ธรรมดา และความสร้างสรรค์แต่ไม่ฟุ่มเฟือย ในขณะที่นาฬิกา moonphase หลายๆ รุ่นถูกมองว่าเป็นเครื่องประดับที่บอบบางและสงวนไว้สำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ Tudor ได้สร้างสรรค์นาฬิการุ่นนี้ให้มีความประณีตและทนทานอย่างน่าเชื่อถือ สามารถใส่ไปงานเลี้ยงอาหารค่ำได้อย่างลงตัว และยังคงให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์เมื่อสวมใส่ไปทำงานในเช้าวันถัดไป

ข้อมูลทางเทคนิค
Tudor 1926 Luna
  • รหัสรุ่น: 91560-67050
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ Tudor T607-9 ปรับจูนระดับโครโนมิเตอร์ ใช้กลไกพื้นฐานของ Sellita
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีแบบเข็มกลาง แสดงวันที่ และ moonphase
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล 316L ขอบหน้าปัดแบบเรียบและขัดเงา กันน้ำได้ 100 ม.
  • หน้าปัด: มีให้เลือกสีดำ น้ำเงิน แชมเปญ ตัวเลขและหลักชั่วโมงแบบนูน ช่องแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา moonphase ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • สายนาฬิกา: สายสเตนเลสสตีล 316L แบบ 7 แถว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

รุ่งอรุณสีม่วงที่ถูกตรึงไว้ด้วยเวลา ถอดรหัสความแม่นยำระดับ U.F.A. ของ Grand Seiko ‘Violet Dawn’

บทกวีแห่ง Shinshu เมื่อน้ำค้างแข็งเปลี่ยนเป็นเพชรสีม่วง

ในโลกของ Grand Seiko หัวใจสำคัญของการออกแบบทุกเรือนคือแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ สำหรับนาฬิการุ่น Spring Drive U.F.A. “Violet Dawn” (SLGB005) เรือนนี้ พวกเขาได้ถ่ายทอดความงดงามที่แสนสั้นและเลือนหายไปอย่างรวดเร็วของที่ราบสูง คิริกามิเนะ (Kirigamine Highlands) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ Shinshu Watch Studio

หน้าปัดสีม่วงที่ตรึงสายตาไว้นี้ คือภาพจำลองของเสี้ยววินาทีที่แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องกระทบผืนป่าที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งในช่วงฤดูหนาว แสงที่ตกกระทบจะปลุกเกล็ดน้ำแข็งให้เรืองรองด้วยประกายสีม่วงอันเลือนลาง ลวดลายบนหน้าปัดถูกสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการตกแต่งที่ประณีตเพื่อจับภาพความงามอันละเอียดอ่อนของ “ป่าคริสตัล” สีม่วงเข้มค่อย ๆ จางลงสู่ส่วนกลาง เผยให้เห็นพื้นผิวที่อยู่ภายใต้ ราวกับป่ากำลังตื่นขึ้นจากความมืดมิดในยามเช้า และเข็มวินาที Spring Drive สีเงินที่เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องและนุ่มนวล ก็สะท้อนการไหลผ่านของเวลาอย่างเงียบสงบในฉากธรรมชาติแห่งนี้

U.F.A. ยุคใหม่แห่งความแม่นยำสูงสุดที่ขับเคลื่อนด้วยเมนสปริง

ความโดดเด่นของนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความงามภายนอก แต่ยังรวมถึงความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Grand Seiko นั่นคือ Spring Drive Caliber 9RB2 ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ U.F.A. (Ultra Fine Accuracy) กลไกนี้มีความแม่นยำประจำปีที่น่าทึ่งถึง ±20 วินาทีต่อปี ทำให้มันเป็นกลไกนาฬิกาข้อมือที่ขับเคลื่อนด้วยเมนสปริงที่แม่นยำที่สุดในโลกในปัจจุบัน ความแม่นยำระดับนี้เกิดขึ้นได้ด้วยนวัตกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ออสซิลเลเตอร์ควอตซ์ที่ได้รับการบ่มอย่างพิถีพิถัน และการวัดความถี่ของควอตซ์ในหลายอุณหภูมิ เพื่อเขียนข้อมูลสำหรับการชดเชยความเปลี่ยนแปลงลงในชิปประมวลผลพลังงานต่ำ นอกจากนี้ การ ผนึกออสซิลเลเตอร์และเซ็นเซอร์ไว้ในสุญญากาศ ก็เป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบจากอุณหภูมิภายนอก และป้องกันปัจจัยรบกวน เช่น ความชื้นหรือไฟฟ้าสถิต

แม้แต่การตกแต่งกลไกก็ยังคงได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ โดยพื้นผิวของกลไกที่มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ได้รับการตกแต่งให้คล้ายกับ น้ำค้างแข็ง ที่ปกคลุมต้นไม้ใน Shinshu ส่วนทับทิมที่ใช้ทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนของดวงดาวที่ส่องประกายเหนือภูมิภาคในต้นฤดูหนาว

ตัวเรือน Ever-Brilliant Steel ความสง่างามที่ไร้การบิดเบือน

นาฬิการุ่นนี้เข้าร่วมในคอลเลกชัน Evolution 9 ด้วยตัวเรือนที่มีขนาดกะทัดรัด 37.0mm และความหนา 11.4mm ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อความสบายในการสวมใส่ ตัวเรือนและสายทำจากวัสดุพิเศษ Ever-Brilliant Steel ซึ่งเป็นโลหะผสมสเตนเลสสตีลที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง ทำให้มันถูกจัดประเภทเป็น “Super Stainless Steel” วัสดุนี้ยังมีสีที่สว่างสดใสกว่าสเตนเลสสตีลทั่วไป ซึ่งช่วยเสริมเทคนิคการขัดเงาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Grand Seiko อย่าง Zaratsu polishing ให้ได้พื้นผิวแบบกระจกที่ไร้การบิดเบือนอย่างสมบูรณ์ Grand Seiko Spring Drive U.F.A. “Violet Dawn” (SLGB005) ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,300 เรือนทั่วโลก และมีกำหนดวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2025

การที่ Grand Seiko สามารถบรรลุความแม่นยำระดับ U.F.A. ได้โดยยังคงใช้เมนสปริง แทนที่จะพึ่งพาแบตเตอรี่และระบบควอตซ์เต็มรูปแบบ แสดงถึงปรัชญาอะไรในสายตาของคุณ ?

ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Seiko Spring Drive U.F.A. “Violet Dawn”
(Ref. SLGB005)
  • ตัวเรือน: วัสดุ Ever-Brilliant Steel (Super Stainless Steel) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.0mm หนา 11.4mm ตัวเรือนขัดเงาแบบ Zaratsu Polishing และใช้ฝาหลังแบบ See-through
  • หน้าปัด: สีม่วงไล่ระดับ (Violet Dawn) ได้แรงบันดาลใจจากป่าที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งบนที่ราบสูงคิริกามิเนะ
  • ฟังก์ชัน: แสดง ชั่วโมง นาที วินาที (เข็มวินาที Spring Drive เคลื่อนที่แบบ Glide Motion) และแสดงวันที่
  • กลไก: Caliber 9RB2 (Spring Drive U.F.A. – Ultra Fine Accuracy) มีความแม่นยำ ±20 วินาทีต่อปี (แม่นยำที่สุดสำหรับกลไกขับเคลื่อนด้วยเมนสปริง) พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง และมีระบบชดเชยอุณหภูมิ/ผนึกออสซิลเลเตอร์ในสุญญากาศ
  • สาย: วัสดุ Ever-Brilliant Steel พร้อมบานพับพับสามทบ
  • จำนวน: ผลิตจำนวนจำกัด 1,300 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

เมื่อนาฬิกาจักรกลท้าทายแรงโน้มถ่วง การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง IWC Schaffhausen และ VAST เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือในอวกาศ

สู่ห้วงอวกาศ เมื่อนาฬิกาจักรกลกลายเป็นสมอเรือแห่งบ้าน (Home Anchor)

IWC Schaffhausen ประกาศเป็น Official Timekeeper ของ VAST บริษัทเทคโนโลยีสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์ Haven-1 ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาวัสดุและกลไกให้พร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงในวงโคจรต่ำของโลก

ความหลงใหลร่วมกันที่เหนือขอบโลก

เมื่ออยู่ในยุคที่ความซับซ้อนของกลไกนาฬิกากับความก้าวหน้าทางอวกาศดูเหมือนจะอยู่คนละขั้ว แต่สำหรับเราแล้ว ความร่วมมือทางวิศวกรรมระหว่าง IWC Schaffhausen ผู้ผลิตนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส และ VAST บริษัทผู้บุกเบิกเทคโนโลยีที่อยู่อาศัยในอวกาศ สะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่ไม่มีวันสิ้นสุดของมนุษย์

IWC VAST Space Station

นี่ไม่ใช่แค่การเป็น “ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ” (Official Timekeeper) ของสถานีอวกาศเท่านั้น แต่เป็นการที่สองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความหลงใหลร่วมกันในด้านนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (innovation driven by scientific progress) ได้ตัดสินใจจับมือกันเพื่อยกระดับความทนทานและประสิทธิภาพของนาฬิกาจักรกลบนโลก และผลักดันขีดจำกัดของเรือนเวลาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของอวกาศ มันคือการขยายขอบเขตที่สืบทอดมาจากมรดกด้านการบินของ IWC ที่เริ่มต้นมาเกือบศตวรรษที่แล้ว

IWC VAST Space Station

“ความร่วมมือของเรากับ Vast ถือเป็น
วิวัฒนาการตามธรรมชาติของมรดกด้านการบินของเรา ซึ่งเริ่มต้นมาเกือบศตวรรษที่แล้ว เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะสานต่อการเดินทางครั้งนี้ในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ Vast และตั้งตารอที่จะสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ร่วมกัน ความร่วมมือนี้จะช่วยให้ IWC Schaffhausen สามารถ

ยกระดับความพยายามในการวิจัยและพัฒนาเพื่อนาฬิกาที่ผ่านการทดสอบสำหรับภารกิจอวกาศ ในระหว่างภารกิจอวกาศระยะยาวในอนาคต

นาฬิกาจักรกลที่แสดงเวลาบนโลกยังสามารถเป็นวัตถุที่เชื่อมโยงนักบินอวกาศเข้ากับบ้านของพวกเขาในทางอารมณ์ได้อีกด้วย”

Chris Grainger-Herr, CEO ของ IWC Schaffhausen กล่าว

การทดสอบความจริงใน Haven-1

VAST กำลังดำเนินการออกแบบและสร้าง Haven-1 ซึ่งจะเป็นสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก และเพื่อเตรียมความพร้อม ทาง VAST จะส่ง Haven Demo ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อใช้เป็นฐานทดสอบเทคโนโลยีสำคัญๆ ของสถานีอวกาศ สถานีแห่งนี้จะเป็นบ้านของนักบินอวกาศส่วนตัวและภารกิจของรัฐบาล เป็นห้องแล็บนวัตกรรมที่ลูกเรือสามารถใช้ทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยี

ความท้าทายนี้เองที่ดึงดูด IWC ในฐานะบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องแนวทางการผลิตที่เน้นวิศวกรรม (engineering approach) และเป็นผู้บุกเบิกการใช้วัสดุขั้นสูงอย่าง Ceratanium วิศวกรของ VAST จะนำนาฬิกาต้นแบบไปทดสอบภายใต้สภาวะการสั่นสะเทือนจำลองขณะปล่อยยาน (simulated launch vibration) และประเมินความเข้ากันได้ของวัสดุกับสภาพแวดล้อมของ Haven-1 การทดสอบที่เข้มงวดเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันความแท้จริงในสายงานการบินและอวกาศของแบรนด์

“Vast และ IWC Schaffhausen ต่างก็มี
ความมุ่งมั่นร่วมกันในด้านนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร ด้วยความหลงใหลที่มีร่วมกันในการคิดค้นที่กล้าหาญในอุตสาหกรรมของเราแต่ละฝ่าย ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็น

หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ในการพัฒนานาฬิกาที่พร้อมสำหรับการบินในอวกาศ ขณะที่ Vast กำลังขับเคลื่อนการแสดงตนของมนุษยชาติในวงโคจรต่ำของโลก และปลดล็อกยุคใหม่ของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในอวกาศ เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ IWC ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการสำรวจและค้นพบนี้”

Max Haot, CEO ของ Vast กล่าว
IWC VAST Space Station

นาฬิกาจักรกล สิ่งที่เชื่อมโยงกับ “บ้าน”

ในมุมมองส่วนตัวของเรา สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือมิติทางอารมณ์ ในยุคที่เวลาถูกแสดงผลด้วยตัวเลขดิจิทัลบนอุปกรณ์มากมาย แต่เมื่อนักบินอวกาศต้องปฏิบัติภารกิจระยะยาวในอวกาศที่ห่างไกล นาฬิกาจักรกลที่แสดงเวลาบนโลก อาจกลายเป็นวัตถุที่เชื่อมโยงทางอารมณ์กับบ้านเกิดได้อย่างลึกซึ้ง มันเป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่คือความรู้สึกปลอดภัย คือความต่อเนื่องของเวลา คือภาพสะท้อนถึงโลกที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

IWC VAST Space Station

IWC ได้รับประสบการณ์อันล้ำค่ามาแล้วจากการมีส่วนร่วมในภารกิจการบินอวกาศเชิงพาณิชย์อย่าง Inspiration4 และ Polaris Dawn การร่วมมือกับ VAST ครั้งนี้ จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับความพยายามในการวิจัยและพัฒนาเพื่อนาฬิกาที่พร้อมสำหรับการบินในอวกาศ ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อ VAST มีความทะเยอทะยานในระยะยาวที่จะสร้างที่อยู่อาศัยที่มีแรงโน้มถ่วงเทียม (artificial gravity habitations) เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตในอวกาศได้ นาฬิกาจักรกลเรือนเล็กๆ บนข้อมือจึงเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังถึงความสามารถของมนุษย์ในการบุกเบิกและเติบโตในทุกสภาพแวดล้อม

คุณคิดว่าคุณค่าของนาฬิกาจักรกลที่ติดตัวนักบินอวกาศไปในห้วงอวกาศนั้น เป็นเรื่องของ “ความน่าเชื่อถือทางกลไก” หรือ “การเชื่อมโยงทางอารมณ์” มากกว่ากัน?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว
Cartier ฉลองเปิดบูติกแฟล็กชิปใหม่ที่สยามพารากอน จัดปาร์ตี้สุดอลังการเหนือจินตนาการ
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก

Roger Dubuis กับความกล้าหาญในการใช้เทคนิคฝังเพชรแบบ Invisibility Setting เพื่อสร้างโลกแห่งเวทมนตร์

“ปราสาทคริสตัลที่มองไม่เห็น” Roger Dubuis และมนต์เสน่ห์แห่งการปกป้องที่ถูกสะกดไว้บนข้อมือ

การบรรจบกันของตำนานและกลไก

ในโลกของนาฬิกาหรู (Haute Horlogerie) สิ่งที่เราจ่ายเงินไปไม่ใช่แค่เพื่อเครื่องบอกเวลา แต่เรากำลังซื้อ เรื่องเล่า ที่ถูกบรรจุอยู่ในงานฝีมือชิ้นเอก และนาฬิการุ่น Excalibur Knights of the Round Table, The Enchanter Merlin ของ Roger Dubuis คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของการรวมตำนานเข้ากับความซับซ้อนทางเทคนิค

ความยิ่งใหญ่ของคอลเลกชันนี้หาใช่จำนวนอัศวินจิ๋วบนหน้าปัด แต่เป็นการที่แบรนด์เลือกนำตำนานอาร์เธอร์มาตีความใหม่ด้วยงานฝีมือชั้นสูงอย่างตั้งใจ รุ่น “The Enchanter Merlin” นี้กลับเล่าเรื่องบทที่สองของพ่อมดเมอร์ลิน โดยให้ความสำคัญกับปราสาทคริสตัลที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้อง Lady of the Lake ปราสาทนี้ถูกร่ายมนตร์ให้ล่องหนจากสายตาคนภายนอก และความพยายามที่จะสร้างภาพลวงตานี้บนหน้าปัดนาฬิกาคือสิ่งที่ดึงดูดใจฉันที่สุด

หน้าปัด ภูมิทัศน์แห่งความวิจิตร

ถ้ามองหน้าปัดเรือนนี้ ความรู้สึกที่ได้รับคือการมองเข้าไปในฉากสามมิติขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยรายละเอียด Roger Dubuis เริ่มต้นด้วยเพลตฐานพิงค์โกลด์ 18K แล้วบรรจุชิ้นส่วนทรงหกเหลี่ยม (Hexagonal) จำนวน 56 ชิ้น ลงไป ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้สร้างสัญลักษณ์ที่สืบทอดมาจากรุ่นก่อนหน้า แต่ความโดดเด่นอยู่ที่การใช้วัสดุที่หลากหลายและมีระดับความสูงต่างกัน (ตั้งแต่ 0.2mm ถึง 3.7mm) วัสดุที่ใช้มีทั้ง แก้วสไตล์ Murano อีนาเมลสีขาว และทองโรเดียมเคลือบ ทั้งหมดนี้สร้างมิติที่ทำให้หน้าปัดดูเหมือนเป็นเมืองในฝันที่มีหอคอยระยิบระยับ

สิ่งที่จะทำให้หลายๆ คนอาจถึงกับตะลึงคือเทคนิค “การฝังแบบล่องหน” (Invisibility Setting) เป็นการนำเพชรทรงหกเหลี่ยมหายากมาฝังลงในร่องที่ซ่อนอยู่บนยอดเสาทองโรเดียม ทำให้เพชรดูราวกับลอยอยู่บนอากาศโดยไม่มีหนามเตยคอยยึด นี่คือหัวใจของเรื่องราว เพราะมันสื่อถึง “ภาพลวงตาแห่งทะเลสาบ” ที่ทำให้ปราสาทของ Lady of the Lake ล่องหนไปจากสายตาผู้คน นอกจากนี้ฐานหน้าปัดยังโรยด้วยผลึก Ruthenium (Crystalium®) ซึ่งเป็นโลหะตระกูลแพลทินัม ให้ความแวววาวสีขาวเงินคล้ายผงเพชร สร้างรูปลักษณ์ของทะเลสาบที่ส่องประกายยามต้องแสง

อัศวินผู้พิทักษ์ (The Vigilant Knights)

รอบๆ หน้าปัดมี 12 อัศวินยืนอยู่ด้วยอิริยาบถที่แตกต่างกัน ชิ้นส่วนเหล่านี้คือประติมากรรมย่อส่วนที่เต็มไปด้วยชีวิต แต่ละตัวแกะสลักด้วยมืออย่างพิถีพิถันจาก พิงค์โกลด์ 18K และมีความสูงเพียง 6mm ช่างแกะสลักใช้เวลาถึงสองถึงสามวันต่ออัศวินแต่ละตัว ความน่าสนใจของการออกแบบอยู่ที่หน้าต่างแซฟไฟร์ใต้ขอบตัวเรือน ซึ่งเปิดโอกาสให้เรามองเห็นรายละเอียดของอัศวินและเงาที่ทอดลงมาบน “ปราสาท” จากมุมมองด้านข้าง เป็นการเชื้อเชิญให้เจ้าของได้ชื่นชมงานฝีมือชิ้นนี้อย่างใกล้ชิดในทุกมิติ

กลไกและคำมั่นสัญญา

หัวใจของนาฬิกาคือกลไก Automatic Monobalancier RD821 ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 172 ชิ้น กลไกนี้ได้รับการรับรอง Poinçon de Genève ซึ่งเป็นใบรับรองที่เข้มงวดที่สุดในอุตสาหกรรม การรับรองนี้ยืนยันว่าการตกแต่งส่วนประกอบแต่ละชิ้นนั้นต้องทำด้วยมือตามเกณฑ์ดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด โดยมีการตกแต่งด้วยมือถึง 14 รูปแบบที่แตกต่างกันบนทุกชิ้นส่วน

ตัวเรือนพิงค์โกลด์ 45 mm มีการออกแบบที่ละเอียดอ่อนตรงส่วนครอบเม็ดมะยม (Crown Protector) ซึ่งทำเป็นรูปทรงคล้ายการ์ดดาบ อันเป็นสัญลักษณ์อ้างอิงถึงดาบที่ถูกดึงออกจากหินโดยกษัตริย์อาร์เธอร์ ส่วนฝาหลังของตัวเรือนเผยให้เห็นโรเตอร์ (Oscillating Weight) แบบ 360° ที่ออกแบบให้เหมือนหน้าต่างกระจกสีของปราสาทในยุคกลาง

สำหรับงานศิลปะชิ้นนี้ เราได้เห็นถึงการใช้เพชรหรือทองคำ ผ่านความทุ่มเทเพื่อปกป้อง (The power of devotion) ซึ่งเป็นแก่นเรื่องของเมอร์ลินที่สร้างปราสาทคริสตัลให้ Lady of the Lake ซึ่งทำให้สัมผัสถึงความพิเศษเฉพาะตัว เพราะรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 28 เรือนเท่านั้น การเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้จึงหมายถึงการเข้าร่วม “สมาคมพิเศษ” (Exclusive Fellowship) ของผู้ที่ชื่นชมในความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และความทะเยอทะยานในการสร้างสรรค์ บนฝาหลังของตัวเรือนยังคงมีการสลักคำพูดอันเป็นตำนานไว้ว่า

“Around this table, the bravest knights will gather as equals. They will set forth in search of adventure, righting wrongs, protecting the weak and humbling the proud.”

นาฬิกาเรือนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตำนานไม่ได้ตายไปไหน แต่ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปของงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนที่สุด

แล้วคุณล่ะ หากคุณมีโอกาสได้ออกแบบนาฬิกาสักเรือนโดยใช้ตำนานเป็นแรงบันดาลใจ คุณจะเลือกตำนานเรื่องใดมาสร้างสรรค์ และจะนำเสนอ ‘จุดเด่น’ ของตำนานนั้นอย่างไรบนหน้าปัด?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Excalibur Knights of the Round Table, The Enchanter Merlin (RDDBEX1117) ลิมิเต็ด 28 เรือน
  • ตัวเรือน: พิงค์โกลด์ 18K ขนาด 45mm มีวงแหวนแซฟไฟร์ใต้ขอบตัวเรือน และฝาหลังแบบเปิด
  • หน้าปัด: อัศวิน 12 ท่านแกะสลักด้วยมือจากพิงค์โกลด์ วางล้อมบล็อกหกเหลี่ยม 56 ชิ้น (แก้ว Murano อีนาเมล ทองโรเดียม) พร้อมเทคนิคฝังเพชรแบบ “Invisibility Setting” และใช้ Crystalium®
  • ฟังก์ชัน: แสดง ชั่วโมง และ นาที
  • กลไก: Automatic Monobalancier RD821 (172 ชิ้น) พลังงานสำรอง 48Hours ได้รับการรับรอง Poinçon de Genève
  • สาย: สายหนังลูกวัว พร้อมระบบเปลี่ยนสายด่วน Quick Release System (QRS) และบัคเคิลพับสามทบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดีไซน์สุดไอคอนิกโคจรมาพบกับเรือนเวลาชั้นนำ “SEIKO PROSPEX PDM LIMITED EDITION”
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
เผยโฉม Hermès H08 เมื่อกาลเวลาผสานความพลิ้วไหวอย่างลงตัว

ดาวหางแห่งความทรงจำกับ Tissot PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition

Tissot PRX Grendizer 50th Anniversary เปิดตัวลิมิเต็ดที่มาพร้อมกลไก Powermatic 80

มีนาฬิกาเพียงไม่กี่เรือนที่สามารถพาเราก้าวข้ามกาลเวลากลับไปสู่ความทรงจำวัยเยาว์อันยิ่งใหญ่ได้ และนี่คือหนึ่งในนั้น เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 50 ปี ของ UFO Robot Grendizer (อภินิหารหุ่นยนต์ยูเอฟโอ เกรนไดเซอร์) ผลงานซึ่งรังสรรค์โดย Go Nagai ในปี 1975 ทาง Tissot จึงได้ร่วมเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญนี้ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลาสุดพิเศษ PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition

ผลงานแห่งจักรวาลนี้ถูกผลิตขึ้นอย่างจำกัดเพียง 1,975 เรือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยกย่องปีที่เกรนไดเซอร์เปล่งประกายสว่างไสวบนจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในปี 1975 นาฬิการุ่นนี้จึงเป็นหมุดหมายของการกลับมาของฮีโร่ผู้เดินทางข้ามกาลเวลาและความทรงจำอย่างแท้จริง

ดีไซน์และกลไกจากดวงดาว ความมืดมิดที่ถูกสร้างมาให้ส่องแสง

นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมตัวเรือน PRX ที่ถูกเคลือบ PVD สีดำ ทั้งเรือน สะท้อนถึงการเดินทางของวีรบุรุษจากดวงดาวที่มาเพื่อปกป้องโลก ดีไซน์โดยรวมมาในสไตล์ อนาคตแบบย้อนยุค (Retro-futuristic) ที่ผสานเสน่ห์ของอนิเมะยุคเก่าและความเชี่ยวชาญของนาฬิกาสวิส ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 40 มม. และกันน้ำได้สูงสุดถึง 10 บาร์ (100 ม. / 330 ฟุต)

หัวใจหลักของความพิเศษอยู่ที่หน้าปัด โดยภาพของหุ่นเหล็กเกรนไดเซอร์ได้เข้าครองพื้นที่ด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ลายสลักที่ซับซ้อนและพื้นผิวแบบหลายชั้นทำให้หุ่นยนต์โดดเด่นอย่างสมจริง ดวงตาของเกรนไดเซอร์เปล่งประกายสีเหลืองสดใส และ Super-LumiNova® ได้ถูกเคลือบทับบริเวณส่วนบนของหุ่นยนต์ รวมถึงเข็มชั่วโมงและเข็มนาที เพื่อให้ส่องสว่างในความมืด สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ เข็มวินาที รูปทรงเหมือน Double Harken ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจาก ทองคำ 18K ตัดผ่านความมืดมิดด้วยความแม่นยำ

นาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชั่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Powermatic 80 ที่มอบพลังสำรองได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมสปริงบาลานซ์ Nivachron™ ที่ช่วยทนทานต่อสนามแม่เหล็กและความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เมื่อมองผ่าน ฝาหลังแบบใส จะเห็น ตัวหุ่นยนต์เกรนไดเซอร์ถูกสลักไว้บนตุ้มแกว่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์กลไกจากเงามืด โดยฝาหลังแต่ละชิ้นมีหมายเลขกำกับไว้เฉพาะตัว พร้อมสลักคำว่า “Limited Edition 1 of 1975”

ประตูสู่วัยเด็กที่หวนคืน

ความพิเศษไม่ได้หยุดแค่ที่ตัวนาฬิกา แต่รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลุกความทรงจำโดยเฉพาะ นาฬิกาเรือนนี้บรรจุอยู่ในแคปซูลที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก UFO Spazer ซึ่งบรรจุไว้ในกล่องชั้นนอกสีทองตัดกับสีดำอันโดดเด่น ภายในยังมีภาพวาดที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ พร้อมลายเซ็นของ Go Nagai

ทุก ๆ รายละเอียดบนนาฬิกาเรือนนี้สะท้อนจิตวิญญาณแห่งอดีต การเปิดกล่องจึงทำให้เราได้รู้สึกเหมือนก้าวเข้าไปในประตูมิติที่จะพาเรากลับสู่วัยเด็ก และจุดประกายความมหัศจรรย์นั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

เรียกได้ว่า Tissot PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition เรือนนี้คือการรวมตัวกันอีกครั้งกับเรื่องราวที่เคยจุดประกายให้เรา เป็นการเฉลิมฉลองด้วยความหวนรำลึกถึงผู้ที่สร้างความฝันของเรา

TISSOT PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition
TISSOT PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition
TISSOT PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition

ข้อมูลทางเทคนิค
TISSOT PRX Grendizer 50th Anniversary Special Edition

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำ / ขนาด 40 มม. / กันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดลายหุ่นยนต์ Grendizer / เคลือบ Super-LumiNova® (ส่วนบนของหุ่น เข็มชั่วโมง/นาที)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที (เข็มวินาทีรูปทรง Double Harken)
  • กลไกออโตเมติก: Powermatic 80 / พลังสำรอง 80 ชั่วโมง / สปริงบาลานซ์ Nivachron™
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลสีดำ ข้อต่อชิ้นเดียว (Integrated Bracelet) / ระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว (Interchangeable)
  • ความพิเศษ: ผลิตจำนวนจำกัด 1,975 เรือน / เข็มวินาทีทองคำ 18K / สลักลาย Grendizer บนตุ้มเหวี่ยง (Rotor) ที่ฝาหลังแบบใส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวนาฬิกา Reverso Tribute Enamel ‘Horse’ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 10 เรือนทั่วโลก
CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม