ร่วมเผยความลับของนาฬิกาสเกเลตันโดย Nicholas Rhudaz CEO แห่ง Franck Muller

นาฬิกาสเกเลตันที่เปิดเปลือยโครงสร้างให้เห็นชิ้นส่วนกลไกอย่างมีศิลปะ ด้วยการออกแบบและตกแต่งสะพานจักร และการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ อย่างลงตัว เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนได้เผยความงามอย่างลุ่มลึกนั้นยากที่หักห้ามใจไม่ให้หลงเสน่ห์ และผู้ที่รู้จักศิลปะให้การเปิดเปลือยกลไกได้อย่างเย้ายวนกว่าใครย่อมต้องเป็น Franck Muller
บนสนทนาระหว่าง Nicholas Rhudaz CEO แห่ง Franck Muller และ Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution บนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปในวันที่ 23 กันยายน จะทำให้คุณรู้จักศาสตร์แห่งการเปลือยโครงสร้างนาฬิกาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ก่อนจะเข้าสู่หัวข้อหลักในงานเสวนา คุณเหว่ยเริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับนาฬิกาของ Franck Muller ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“หลังจากมนุษย์คิดค้นกล้องถ่ายภาพได้สำเร็จ แนวคิดในเชิงศิลปะที่เกิดตามมาก็คือ “อิมเพรสชันนิสม์” ลัทธิอิมเพรสชันนิสม์บอกกับเราว่า ไม่ใช่เรื่องของความแม่นยำหรือความเป็นจริงอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของอารมณ์ ซึ่งก็เหมือนกันกับโลกของนาฬิกา ช่วงหลังยุค ‘70s และโดยเฉพาะในยุค ‘80s ซึ่งเป็นช่วงที่เราได้รู้จักกับการเปิดตัวของ Franck Muller ผู้ซึ่งจริงๆ แล้วถือได้ว่าเป็นร็อกสตาร์คนแรกของวงการนาฬิกาอิสระ มันจึงกลายเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ และก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องนาฬิกาเจาะโครงโปร่ง (skeletonization) ผมอยากถามนิคเกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วย ในมุมมองของคุณ คิดว่าแฟรงโกได้ปฏิวัติวงการนาฬิกาอย่างไร เขาทำให้วงการนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ พลังงาน และเสน่ห์เย้ายวน”

คุณนิโคลาส์เห็นด้วยและชื่นชอบในความคิดเห็นของ moderator หลักบนเวทีในวันนั้นพร้อมเสริมว่า
“Franck Muller ได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกไว้มากมายในงานทำนาฬิกา ไม่ได้มีแค่เรื่องกลไกซับซ้อนเท่านั้น แต่ยังมีความเท่ สีสันที่โดดเด่น อารมณ์ความรู้สึกอย่างที่คุณกล่าวไว้ และกลไกสนุกๆ รวมถึงรุ่น Crazy Hours ที่คุณก็รู้จักอยู่แล้ว”
ต้นกำเนิดของนาฬิกาสเกเลตัน
หลังจากทำความรู้จักตัวตนของแบรนด์นาฬิกาที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยคาแรกเตอร์สนุกสนาน ดึงดูดสายตา และเต็มไปด้วยชิ้นงานที่กระตุ้นความรู้สึกของผู้คนที่ได้สัมผัส เราเริ่มต้นเข้าสู่การทำความรู้จักนาฬิกาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ส่งผ่านความซับซ้อนอย่างนาฬิกาสเกเลตัน
“ผมขอเล่าประวัติของนาฬิกาสเกเลตันสักเล็กน้อยนะครับ นาฬิกาโครงโปร่งเรือนแรกถือกำเนิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 17 โดยช่างทำนาฬิกาฝีมือดีคนหนึ่งตัดสินใจเปิดหน้าปัดบางส่วนเพื่อให้เห็นกลไกซับซ้อนด้านใน แต่พูดตามตรง ในยุคนั้นกลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไร จนกระทั่งเกิดวิกฤตควอตซ์ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจึงต้องการสร้างสิ่งพิเศษขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความงดงามของกลไก ช่วงเวลานั้นเองแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์เริ่มผลิตนาฬิกาที่มีกลไกโครงโปร่งขึ้นมา
สำหรับ Franck Muller เราได้พัฒนาทูร์บิญองสเกเลตันอันงดงามมาตั้งแต่ราวปี 2010 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็นำดีไซน์โครงโปร่งมาปรับใช้กับรุ่นต่างๆ ของเราเกือบทั้งหมด ซึ่งถือเป็นงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แน่นอนว่าการเปิดให้มองเห็นภายในกลไกเช่นนี้ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนของกลไกต่างๆ ได้ดีขึ้น และในมุมของช่างนาฬิกา นี่คืองานที่ยากมาก เพราะทุกอย่างเปิดให้เห็นหมด ทุกชิ้นส่วนมีขนาดเล็กลงและละเอียดอ่อนมากขึ้น ทำให้การประกอบเต็มไปด้วยแรงกดดัน”

สำหรับ Franck Muller เราได้พัฒนาทูร์บิญองสเกเลตันอันงดงามมาตั้งแต่ราวปี 2010 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็นำดีไซน์โครงโปร่งมาปรับใช้กับรุ่นต่างๆ ของเราเกือบทั้งหมด ซึ่งถือเป็นงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แน่นอนว่าการเปิดให้มองเห็นภายในกลไกเช่นนี้ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนของกลไกต่างๆ ได้ดีขึ้น และในมุมของช่างนาฬิกา นี่คืองานที่ยากมาก เพราะทุกอย่างเปิดให้เห็นหมด ทุกชิ้นส่วนมีขนาดเล็กลงและละเอียดอ่อนมากขึ้น ทำให้การประกอบเต็มไปด้วยแรงกดดัน”
คุณเหว่ยได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับความนิยมของนาฬิกาโครงโปร่งที่ตามมาหลังวิกฤตควอตซ์ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้คนต้องการมองเห็นว่าในนาฬิกาของตนยังมี “หัวใจที่เต้นอยู่”
“ผมเองก็เคยสงสัยเสมอว่าว่า ทำไมผู้คนถึงรู้สึกหลงใหลในนาฬิกาสเกเลตันและงานกลไกเชิงกล ผมคิดว่านั่นก็เพราะมันสะท้อนถึงตัวเรานั่นเอง เพราะร่างกายเราก็ทำงานอย่างเป็นระบบเชิงกลไกเหมือนกัน และหัวใจของเราก็เต้นอยู่ตลอดเวลา”
Wei Koh – Founder & CEO of Revolution
การต่อยอดสู่งานศิลปะเจาะโครงโปร่ง

คุณเหว่ยยกตัวอย่างชิ้นงานสเกเลตันที่ Franck Muller ได้ยกระดับให้เหนือชั้นไปอีกขั้นผ่านงานประดับอัญมณีเหนือโครงเจาะโปร่งในนาฬิการุ่น Vanguard Curvex Cut Flower ส่วนคุณนิโคลาส์ขอย้อนกลับไปเล่าถึงนาฬิกาสเกเลตันเรือนแรกของ Franck Muller ที่พัฒนาขึ้นจากรูปทรงของรุ่น Curvex เช่นกัน
“นาฬิกาสเกเลตันเรือนแรกที่เราสร้างขึ้นคือทูร์บิญองที่อยู่ในตัวเรือนทรง Curvex ซึ่งเป็นรูปทรงไอคอนิกของเรา การทำนาฬิกาทรง Curvex นั้นเป็นงานที่ยากอยู่แล้ว และเมื่อเริ่มทำเวอร์ชันโครงโปร่งก็ยิ่งละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากขึ้นไปอีก บวกกับกลไกทูร์บิญองเข้าไปด้วย ในช่วงนั้นนาฬิกาเรือนนี้จึงมีความสง่างามและคลาสสิกมาก นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาเราก็ได้พัฒนางานโครงโปร่งอันงดงามภายในตัวเรือน Vanguard ซึ่งมีบุคลิกสปอร์ตและดูอ่อนวัยกว่า และถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
กระบวนการผลิตนาฬิกาสเกเลตันยังต้องเผชิญกับความท้าทายในเชิงโครงสร้าง เพราะการเลือกเจาะโครงหน้าปัดหรือกลไกเพื่อเปิดเปลือยบางชิ้นส่วนนั้นต้องไม่กระทบการทำงานของกลไก
“แน่นอนว่าดีไซเนอร์อยากสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามน่าทึ่ง ซึ่งบางครั้งก็ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ช่างนาฬิกาหรือวิศวกรสามารถทำได้ เช่น “เจาะช่องตรงนี้สิ” ศิลปะชั้นสูงของงานสเกเลตันก็คือการสร้างพื้นที่ว่างภายในตัวเรือนนาฬิกา คัดเลือกเฉพาะชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดให้อยู่ทำงานได้ และสร้างสะพานจักรที่ประณีตมากๆ เมื่อสะพานจักรเหล่านี้บางลงและเล็กลงอย่างมาก การประกอบจึงยากขึ้นอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น ตอนขันสกรู เพียงหมุนแรงเกินไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กลไกทั้งหมดเสียหายได้ทันที”
คุณเหว่ยเสริมให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมโยงผ่านการเปรียบเทียบกับการออกแบบและตกแต่งโครงสร้างรถสปอร์ต
“มันก็คล้ายกับรถที่เป็นคูเป้หลังคาแข็งซึ่งจะมีความแข็งแรงเวลาขับเข้าโค้งมากกว่ารถเปิดประทุน และนี่คือตัวอย่างขั้นสุดของแนวคิดนั้น เพราะคุณต้องตัดวัสดุออกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ยังคงความแข็งแรงของโครงสร้างเชิงกลไกเอาไว้ และเหนือสิ่งอื่นใด คุณยังต้องเก็บรายละเอียดงานตกแต่งทุกจุดให้สมบูรณ์ ซึ่งผู้ที่ทำงานนี้ต้องมีฝีมืออย่างสูงเลยทีเดียว” คุณนิโคลาส์เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้พร้อมอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจการตกตกแต่งสะพานจักรและชิ้นส่วนต่างๆ อย่างประณีตถึงขีดสุด
“เวลาทำงานโครงโปร่ง ภายในนาฬิกา ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกตกแต่งอย่างสวยงาม คุณสามารถตกแต่งได้ด้วยการลบมุม (chamfering) ตามขอบ หรือจะสลักลวดลาย (engraving) ก็ได้ ที่ Franck Muller เรายังตกแต่งบางชิ้นด้วยเพชรอีกด้วย และเมื่อทำงานกับชิ้นส่วนที่บางขนาดนี้ ทุกอย่างก็จะยากขึ้นมาก แน่นอนว่าตอนประกอบนาฬิกา คุณไม่ต้องการให้มีรอยขีดข่วนใดๆ เพราะทุกอย่างถูกมองเห็นได้ทั้งหมดและไม่มีที่ให้ผิดพลาดเลย”

นอกจากชิ้นงานที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความประณีตสูง Franck Muller ยังสร้างสรรค์ชิ้นงานนาฬิกาสเกเลตันที่ดูร่วมสมัยอย่าง Vanguard Royal Bauxite นาฬิกาสเกเลตันวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยรุ่นล่าสุดที่อยู่บนข้อมือของคุณนิโคลาส์
“นี่คือตัว Vanguard Bauxite ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นล่าสุดของเรา ชื่อ “Bauxite” มาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ Les Baux ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบวัตถุดิบดั้งเดิมที่ใช้ในการผลิตอะลูมิเนียม นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อรุ่นนี้
สำหรับซีรีส์ Vanguard เรามีกลไกพลังงานสำรอง 7 วัน ซึ่งได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้เราภูมิใจที่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยการใช้วัสดุใหม่อย่างในรุ่น Bauxite ซึ่งมีความงดงามและสามารถทำสีได้หลากหลายตามต้องการ
ผมเองสวมรุ่นสีแดงสด V41 ที่เข้ากับสูทของผมพอดี และเรายังสามารถทำสีสันที่น่าตื่นเต้นอื่น ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเขียว น้ำเงิน เหลือง ส้ม และอีกมากมาย รุ่นใหม่นี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทั่วโลก และเราหวังว่าทุกท่านจะได้มาชมด้วยตัวเองที่บูติกของเราครับ”
Vanguard Royal Bauxite ยังเป็นตัวอย่างที่คุณเหว่ยหยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงจุดที่ควรเผย หรือควรปกปิดในศาสตร์การผลิตนาฬิกาสเกเลตัน
“สิ่งที่คุณมองเห็น ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาบนหน้าปัดของ Bauxite นั่นก็คือเมนสปริงหรือตลับลานของนาฬิกา เปรียบได้กับถังน้ำมัน คุณจะเห็นสปริงที่ม้วนอยู่เพื่อให้คุณหมุนเม็ดมะยมและค่อย ๆ คลายพลังงานผ่านชุดเฟืองของนาฬิกา จนไปถึง “หัวใจ” ของมัน ซึ่งคุณจะเห็นอยู่ใต้ตำแหน่งประมาณ 9 นาฬิกา เป็นส่วนที่แกว่งไปมา นั่นคือบาลานซ์วีลที่พูดถึงกัน
สิ่งที่เจ๋งก็คือ แม้จะมีกำลังลานสำรองถึง 7 วัน หมายความว่านาฬิกาจะเดินได้ตลอดสัปดาห์ คุณก็แทบไม่ต้องคอยเช็กว่าลานเหลือแค่ไหน เพราะสามารถมองเห็นได้เลย ถ้าเห็นว่าลวดสปริงม้วนแน่นเข้าหาศูนย์กลาง แปลว่านาฬิกาถูกขึ้นลานเต็มแล้ว แต่ถ้าเริ่มคลายออกก็หมายถึงถึงเวลาต้องขึ้นลานอีกครั้ง คุณจึงสามารถเห็นทุกกลไกได้อย่างชัดเจน”

คุณนิโคลาส์เสริมว่า การที่ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นการทำงานของกลไกจากหน้าปัดนาฬิกาสเกเลตันได้ในทันทีทำให้ผู้คนชื่นชอบในนาฬิกาชนิดนี้ พร้อมยกนาฬิการุ่น Thunderbolt ขึ้นเป็นตัวอย่าง
“Thunderbolt คือกลไกทูร์บิญองที่เร็วที่สุดในโลก มันหมุนครบหนึ่งรอบภายในทุกๆ 5 วินาที ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ในวงการนาฬิกา และเนื่องจากต้องใช้พลังงานมากขึ้นมาก เราจึงใส่ตลับลานถึงสี่ชุดในนาฬิกาเรือนนี้ และเมื่อมองเวอร์ชันโครงโปร่ง คุณจะเห็นตลับลานเป็นสองคู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมทั้งเห็นกลไกทั้งหมดอย่างงดงามทั้งภายในและภายนอก”
คุณเหว่ยเห็นด้วยกับตัวอย่างที่คุณนิโคลาส์หยิบยกขึ้นมาอธิบาย พร้อมอธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพยิ่งขึ้น
“นาฬิกาเรือนนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับเวอร์ชันสเกเลตัน เพราะคุณจะเห็นตรรกะทั้งหมดของกลไก เห็นตลับลานทั้งสอง แล้วเห็นชุดเฟืองที่ไหลลงมา สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือการตีความทูร์บิญองแบบดั้งเดิมใหม่ทั้งหมด โดยปกติทูร์บิญองจะมีเฟืองที่สี่ (fourth wheel) อยู่คงที่ ซึ่งขับเคลื่อนเฟืองเอสเคปเมนต์รอบมัน แต่สำหรับนาฬิกาเรือนนี้กลับต่างออกไป เฟืองเอสเคปเมนต์กลับคงที่ สิ่งที่หมุนรอบมันคือ “แองเคอร์” หรือคันโยกเอสเคปเมนต์เอง ซึ่งการได้มองเห็นสิ่งนี้ถือว่าสุดยอด เพราะมันไม่ได้เร็วเพียงเพื่อความตื่นเต้นเท่านั้น ผมมั่นใจว่าถ้าใครอยากทำให้หมุนเร็วกว่านี้ พวกเขาก็แค่เปลี่ยนชุดเฟืองใหม่และใส่ตัวเร่ง
นี่คืองานช่างนาฬิกาที่ยกระดับไปสู่ความงดงามเหมือนบทกวี โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรอย่างมีนัยสำคัญ แต่สามารถออกแบบให้เฟืองเอสเคปเมนต์คงที่และให้เอสเคปเมนต์หมุนรอบมันได้ นั่นคือความอัจฉริยะจริงๆ ผมขอเชิญชวนให้ทุกคนไปชมเรือนนี้ด้วยตัวเอง เพราะมันน่าหลงใหลและเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของงานสเกเลตัน”
การสวมใส่นาฬิกาสเกเลตันในชีวิตประจำวัน
โอกาสไหนที่คนรักนาฬิกามักจะสวมใส่นาฬิกาสเกเลตัน? คำถามนี้คุณเหว่ยให้คำตอบโดยการเปรียบเทียบกับการเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์
“คุณจะใส่นาฬิกาโครงโปร่งทุกวันเลยไหม? แน่นอนครับ เพราะมันโชว์ระบบกลไกที่เรารักอย่างมาก ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งไปซื้อรถใหม่แล้วเดินหน้าเศร้ากลับมาเลย เพราะเธออยากเปิดเครื่องยนต์ดู เธอรักเครื่องยนต์ แต่เมื่อเปิดแล้วกลับไม่มีอะไร เพราะมันเป็นรถไฟฟ้า มันเหมือนกับ iPad ติดล้อ แล้วถ้าเธอไปที่โชว์รูมต่อไปก็เจอแบบเดียวกัน
สำหรับคนที่มีรถอย่าง Ferrari เครื่องยนต์ของ Ferrari เขาทำอย่างไร? เขาจะเอาไปโชว์ใต้กระจก เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณอยากดู เช่นเดียวกันกับนาฬิกาสเกเลตัน คุณจะได้ชมความมหัศจรรย์ของกลไกจิ๋ว ซึ่งบังเอิญว่าการประกอบมันอาจยากกว่าการประกอบเครื่องยนต์ Ferrari ซึ่งผมไม่อาจจินตนาการได้
…แล้วสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ ผมสามารถพูดแทนหลายคนในห้องนี้ได้ เราอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ปลอดภัยมาก ใช่ครับ จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ ก็ปลอดภัยมากเช่นกัน ดังนั้นเราจึงสามารถใส่อะไรก็ได้ตามที่ต้องการ เรามีอิสระที่จะสวมใส่สิ่งที่ชอบ ผมขอบอกเลยว่า เราชอบโชว์นาฬิกาสวยๆ ของเราแทบทุกวัน คนชอบล้อกันว่า ชุดประจำวันของชาวสิงคโปร์ดูเหมือนจะเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะแล้วก็คอมพลีตลุคด้วยนาฬิกาทูร์บิญอง แค่นั้นแหละลงตัวเลยครับ
…ผมคิดว่ามันเป็นเพราะเรามีความรักในศาสตร์แห่งนาฬิกาลึกซึ้ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ การได้มาที่นี่ และขอชื่นชม Siam Paragon และพันธมิตรทุกท่านที่ร่วมงานแฟร์นี้ ระดับของนักสะสมที่นี่สุดยอดจริงๆ ผมเพิ่งเจอผู้ชายคนหนึ่ง และจะไม่บอกว่าอยู่ตรงไหนในห้อง แต่เราได้คุยกันโดยบังเอิญเขาสวม Greubel Forsey GMT หนึ่งในนาฬิกาที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ผลิตในจำนวนจำกัดมาก การได้เห็นเรือนนี้ก็เหมือนกับเห็นยูนิคอร์นปรากฏตัวขึ้นอย่างมหัศจรรย์เลยทีเดียวครับ”
อนาคตและการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่

การเข้าไปอยู่ในใจของนักสะสมนาฬิกาในอนาคตยังเป็นสิ่งที่ Franck Muller ไม่เคยละเลย และสิ่งนี้แสดงออกชัดในนาฬิการุ่น V41 FR2 Rabbit ผลงานคอลลาบอเรชันกับศิลปินชื่อดัง ที่มาพร้อมไอคอนกระต่ายน้อยในอิริยาบถชวนให้คิดลึก
“ผมคิดว่า คุณคงคุ้นเคยกับ FR2 Rabbit ที่เราเคยสร้างมาแล้ว นี่คือรุ่น Rabbit Two ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อสามปีก่อนเพื่อเฉลิมฉลองปีเถาะ แต่แทนที่จะพูดถึงคำหยาบ “F word” คุณก็สามารถเปรียบเทียบกระต่ายทั้งสองตัวนี้ ซึ่งเป็นโลโก้ของนาฬิกา ภาพที่เห็นเป็นกระต่ายสองตัวที่กำลังเกาหลังซึ่งกันและกัน หรือกระต่ายสองตัวในท่าทางที่ล่อแหลมกว่ามีมในคอนเสิร์ตของ Coldplay”
คุณนิโคลาส์ยกตัวอย่างด้วยอารมณ์ขัน คุณเหว่ยรับมุกทันทีว่า ในฐานะคู่แต่งงานที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นนาฬิการุ่นนี้
“นี่คือวิธีหนึ่งในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์ของนาฬิกาเรือนนี้ แต่ผมก็ได้เห็นทั้งเด็กผู้ชายอายุ 17 ปีที่ต่อสู้กันเพื่อซื้อเรือนนี้ และเด็กผู้หญิงอายุ 17 ปีที่อยากซื้อและสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้เช่นกัน”
สำหรับนาฬิกาสเกเลตันและนาฬิการุ่นอื่นๆ ของ Franck Muller จะเป็นเช่นไรนั้น คุณนิโคลาส์เผยคำใบ้ที่น่าตื่นเต้น พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนไปสัมผัสด้วยตัวเองในงาน WPHHH ที่จัดขึ้นในกรุงเจนีวาช่วงเดือนเมษายนปีหน้า ส่วนคุณเหว่ยฝากถึงเจเนอเรชัน Z เอาไว้ว่า
“ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจน Z ด้วย อย่ารู้สึกเกรงกลัวกับระดับนวัตกรรมกลไกที่คุณเห็น สิ่งที่พวกเขาทำได้อาจจะดูน่าทึ่งมาก แต่ไม่ต้องกลัวที่จะไปใช้เวลาอยู่ด้วยกัน หรือถ้าคุณอยู่ที่เจนีวา จริงๆ แล้วไปเลย ไปหานิคและเข้าไปชมนาฬิกา ไปใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวัน และถ้าคุณโชคดีมากๆ เขาจะทำฟองดูให้ทาน ฟองดูฝีมือของเขาอร่อยที่สุดในเจนีวาเลย ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ”
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Bangkok Watch Week 2025: Symposium ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางบทสนทนาเรื่องเวลา” ของเอเชีย
FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ผสานความขบถเข้ากับความสดใสแห่งซัมเมอร์

