Home Blog Page 23

Time To Speed… ปลดล็อกความบางเฉียบแห่งความเร็วไปกับเรือนเวลาจาก Maserati (ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก)

Velocità Slim นิยามใหม่แห่งความบางเฉียบ ที่ผสานพลังความเร็วและศิลปะแห่งกาลเวลาจาก Maserati

ถ้าพูดถึง Maserati เชื่อว่าหลายๆ คนคงคุ้นชินกับเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์จากเครื่องยนต์ V8 ที่สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ เส้นสายตัวถังที่เฉียบคมราวกับถูกปั้นแต่งโดยสายลมแห่งโมเดนา และปรัชญาแห่งความแม่นยำที่ไม่เคยประนีประนอม คือหัวใจสำคัญของ Maserati ตลอดกาล แบรนด์สัญชาติอิตาเลียนแห่งนี้สร้างตำนานบทแล้วบทเล่าบนสนามแข่ง โดยมีเสาหลักคือความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ และความทะเยอทะยานที่มิอาจหยุดยั้ง

แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้เห็นการหลอมรวม DNA ที่สมบูรณ์แบบระหว่างโลกแห่งวิศวกรรมความเร็วระดับตำนาน กับงานฝีมืออันประณีตแห่งเครื่องบอกเวลา? เมื่อพูดถึง Maserati จิตวิญญาณของรถสปอร์ตอิตาเลียนที่เปี่ยมด้วยพลัง ความสง่างาม และความเร็วคือสิ่งที่ทุกคนรับรู้ แต่การผสานปรัชญาเหล่านี้ลงในเรือนเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และนี่คือจุดที่คอลเลกชันล่าสุดได้สร้างนิยามใหม่แห่งความท้าทาย ซึ่งเป็นอะไรที่ดูน่าสนใจไม่น้อย

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงที่ผ่านมา มาเซราติได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับพันธกิจที่ชัดเจน นั่นคือการสานต่อความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งระหว่าง เวลา และ ความเร็ว สองสิ่งที่มิอาจแยกออกจากกันได้ในสนามแข่งและบนข้อมือของผู้รักความหรูหรา และในฤดูกาล Fall/Winter 2025 นี้ พวกเขาได้เผยโฉมบทสรุปของปรัชญานั้นในชื่อ “Velocità Slim” (ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก) นาฬิกาที่ตั้งใจพิชิตมิติแห่งความบางเฉียบเพื่อยกระดับทั้งสุนทรียภาพและสมรรถนะให้เหนือกว่ามาตรฐานเดิมทั้งหมด

ฤดูกาลใหม่แห่ง Fall/Winter 2025 จึงเป็นการเปิดตัว Velocità Slim คอลเลกชันนาฬิการุ่นล่าสุดที่พร้อมถ่ายทอดสุนทรียภาพแห่งความงามควบคู่ไปกับประสิทธิภาพอันไร้ที่ติ ด้วยการออกแบบกลไกให้มีความบางเฉียบอย่างชาญฉลาด มาเซราติได้รังสรรค์บทใหม่แห่งการหลอมรวมระหว่างความหลงใหลในศิลปะแห่งเครื่องบอกเวลาและเสน่ห์แห่งพลังของรถสปอร์ตอิตาเลียนไว้ได้อย่างลงตัว การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่นี้มาพร้อมกับดีไซน์ร่วมสมัยและความบางเฉียบที่ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเรือนมีความบางที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่งตามกลไกที่ติดตั้ง ซึ่งสะท้อนถึงวิศวกรรมที่ละเอียดอ่อน

ในรุ่นอัตโนมัติมีความบางเพียง 10.7 มม. ส่วนรุ่นโครโนกราฟอยู่ที่ 9.9 มม. และรุ่น 3H นั้นบางที่สุดเพียง 7.8 มม. นอกจากตัวเลขเหล่านี้จะเป็นเพียงการแสดงข้อมูลจำเพาะแล้ว ยังช่วยมอบความสบายและความคล่องตัวในการสวมใส่ที่เหนือกว่ามากยิ่งขึ้น โดยไม่ลดทอนความงดงามเชิงสุนทรียะหรือประสิทธิภาพในการทำงานแม้แต่น้อย

ในเชิงรายละเอียดทางสุนทรียะ Velocità Slim มาพร้อมตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ซึ่งผลิตจากเหล็กขัดเงาซาติน หน้าปัดนาฬิกาได้รับการประดับด้วยลวดลายสามมิติและเอฟเฟกต์เงาอันประณีต ทุกครั้งที่แสงตกกระทบจะสร้างมิติที่ลึกลับและน่าค้นหา ขณะที่สัญลักษณ์ Trident อันทรงพลังที่ประทับอยู่บนหน้าปัดก็เป็นเครื่องหมายแห่งสไตล์และพลังของ Maserati อย่างชัดเจน ทุกรายละเอียดได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อยกระดับคุณภาพของเรือนเวลาในทุกมิติ ทั้งเม็ดมะยมแบบเกลียว ฝาหลังแบบซีล และขอบตัวเรือนที่สลักบอกเวลานาทีอย่างงดงาม ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นเรือนเวลาสุดหรูและมีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์จาก Fall Winter 2025 ที่เปิดโอกาสให้ร่วมสัมผัสได้แล้ววันนี้ที่ Watch Galleria ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิเอ็มโพเรียม

บทสรุปผ่านมุมมองของ Revo

นอกจากข่าวการเปิดตัว Maserati Velocità Slim ในฤดูกาล FW25 สิ่งที่ Revo มองเห็นคือกลยุทธ์ที่เฉียบคมของมาเซราติในการยกระดับผลิตภัณฑ์กลุ่มนาฬิกาให้ก้าวข้ามจาก “สินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีโลโก้รถหรู” ไปสู่งานออกแบบเครื่องบอกเวลาที่จริงจังมากขึ้น การเน้นย้ำคุณสมบัติ “Slim” หรือ “บางเฉียบ” อย่างมีนัยสำคัญพร้อมการระบุตัวเลขความบางของแต่ละกลไกอย่างละเอียดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านวิศวกรรมและการออกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในตลาดนาฬิการะดับกลางถึงพรีเมียมให้ความสำคัญ 

การเชื่อมโยง “เวลา” และ “ความเร็ว” ผ่านดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและร่วมสมัย เสริมด้วยงานฝีมือบนหน้าปัดสามมิติ และสัญลักษณ์ Trident เป็นการตอกย้ำถึง DNA ของแบรนด์รถสปอร์ต ในขณะที่ยังคงมอบความสบายในการสวมใส่ เรียกได้ว่าเราได้เห็นพัฒนาการจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เหมือนเป้นการประกาศจุดยืนของมาเซราติในฐานะผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่ผสานความหลงใหลในศิลปะและความเร็วได้อย่างลงตัว นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ฉลาดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการนาฬิกาที่มีสไตล์โดดเด่นและมีมิติเชิงเทคนิคที่น่าสนใจไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
คอลเลกชัน Maserati Velocità Slim (ฤดูกาล Fall/Winter 2025)
  • ตัวเรือนและขนาด: ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ผลิตจากเหล็กขัดเงาซาติน ความบางถูกออกแบบให้แตกต่างกันตามกลไก รุ่นอัตโนมัติบาง 10.7 มม. รุ่นโครโนกราฟบาง 9.9 มม. และรุ่น 3H บางเพียง 7.8 มม.
  • หน้าปัดและฟังก์ชั่น: หน้าปัดประดับด้วยลวดลายสามมิติและเอฟเฟกต์เงาอันประณีต พร้อมสัญลักษณ์ Trident อันทรงพลัง ฟังก์ชั่นเด่นคือเม็ดมะยมแบบเกลียว ฝาหลังแบบซีล และขอบตัวเรือนสลักบอกเวลานาที
  • กลไก: มี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ กลไกอัตโนมัติ กลไกโครโนกราฟ และกลไก 3H (แสดงชั่วโมง นาที วินาที)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Time To Drive….จิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง สู่ข้อมือคุณ เรื่องราวของ Girard-Perregaux และ Aston Martin ที่คุณต้องรู้

Bovet Récital 30 นาฬิกา world time ที่บอกเวลาทุกไทม์โซนทั่วโลกได้ละเอียดยิ่งกว่า

พลิกทุกมิติแห่งการบอกเวลาทั่วโลกด้วยการอ่านค่าเวลาได้ 25 ไทม์โซน อย่างเที่ยงตรงทั้ง 
4 ฤดูกาล

การแบ่งเวลาเป็น 24 ไทม์โซนทั่วโลกทำให้มนุษย์เข้าใจในเส้นแบ่งเวลาตามมาตรฐานสากลตรงกันได้แล้วก็จริง แต่ถึงกระนั้น การบอกเวลา
ในแต่ละเขตก็ไม่เคยเที่ยงตรงอย่างสมบูรณ์ เนื่องด้วยฤดูกาลที่ส่งผลต่อองศาของแสงอาทิตย์ที่บางเขตย่นระยะเวลากลางวันให้สั้นลง ในขณะที่ในบางเขตเวลากลางคืนถูกยืดให้ยาวออกไป แต่ Récital 30 
ได้ไขปัญหาที่ไม่เคยมีนาฬิการุ่นไหนทำได้สำเร็จโดยการอ่านค่าเวลาได้ 25 ไทม์โซน และสามารถอ่านค่าเวลาโดยละเอียดตามช่วงเวลาทั้ง 
4 ฤดูกาล และนี่คือการค้นพบครั้งใหม่ที่ต้องจารึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์แห่งวงการนาฬิกา 

ระบบลูกกลิ้ง – ตัวพลิกเกมสู่เวลา 25 ไทม์โซน

อันที่จริงแล้วความเป็นอัจฉริยะในด้านการบอกเวลาต่างไทม์โซนได้โดยละเอียดนั้นเป็นความสามารถพิเศษของตระกูล Récital มาตั้งแต่รุ่น Récital 28 Prowess 1 ที่เปิดตัวเมื่อปีก่อนและคว้ารางวัลยอดเยี่ยมในสาขากลไกจากเวที GPHG 2024 มาครองได้สำเร็จ ซึ่ง Récital 30 
ก็ขอต่อยอดความล้ำเลิศนั้นด้วยการพัฒนากลไกขับเคลื่อนฟังก์ชัน world time ให้บอกเวลาได้ละเอียดยิ่งขึ้น และแก้ปัญหาเรื่อง Daylight Saving Time หรือ ‘เวลาออมแสง’ ที่การเปลี่ยนแปลงของแสงอาทิตย์ในฤดูกาลที่แตกต่างในแต่ละเขตเวลาส่งผลต่อช่วงเวลากลางวันและกลางคืนที่หดสั้นลงหรือยืดยาวขึ้น

ซึ่งการแสดงค่าเวลาทั้ง 25 ไทม์โซนนั้นมาในรูปแบบระบบลูกกลิ้งแบบเดียวกับรุ่นพี่ Récital 28 โดยอ้างอิงตามเวลาสากล เวลาทวีปอเมริกาในช่วงฤดูร้อน เวลาทวีปยุโรปและอเมริกาในช่วงฤดูร้อน และเวลาทวีปยุโรปช่วงฤดูหนาว การแก้ไขปัญหาเรื่อง Daylight Saving Time ที่นาฬิกา world time รุ่นอื่นๆ เคยต้องกุมขมับเมื่อเวลานั้นของปีมาถึงจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับ Récital 30 อีกต่อไป เพราะระบบลูกกลิ้งที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานถึง 6 ปีนั้นสามารถทำให้เวลาทั้ง 24 ไทม์โซน รวมถึงเวลาของกรุงนิวเดลี แสดงค่าเวลาอย่างเที่ยงตรงตามฤดูกาล
ที่ส่งผลกระทบต่อการนับเวลา

ตัวพลิกเกมที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการอ่านเวลาทั่วมุมโลกในรูปแบบใหม่อยู่ที่ระบบลูกกลิ้งทั้ง 26 ลูก โดยแต่ละลูกมี 4 ตำแหน่งด้วยกัน ควบคุมโดยปุ่มกดด้านขวาของตัวเรือน การกดปุ่มด้านบนสุดจะทำให้ลูกกลิ้งทำมุมเอียง 90 องศา นั่นหมายความว่า เวลาทั้ง 24 ไทม์โซนถูกปรับตั้งให้เป็นไปตามช่วงเวลาทั้งสี่ภายในหนึ่งปี ส่วนปุ่มกดด้านล่างควบคุมหน้าปัดแสดงค่า 24 ชั่วโมง ในแต่ละครั้งที่กดเวลาจะเคลื่อนไป 
1 ชั่วโมง ซึ่งการปรับตั้งที่สะดวกสบายและการอ่านค่าเวลาที่เข้าใจง่าย ทำให้ Récital 30 น่าจะเป็นเพื่อนคู่ใจของนักเดินทางได้ไม่ยาก 

สองเวอร์ชันต่างเน้นเวลาไทม์โซนใหม่

Récital 30 เปิดตัวในสองเวอร์ชันด้วยกัน ทั้งสองเวอร์ชันต่างมุ่งเน้นการบอกเวลาประจำกรุงนิวเดลีที่แตกต่างจากไทม์โซนอื่นๆ เป็นเวลา 30 นาที โดยในเวอร์ชัน Coordinated Universal Time เวลาของ
กรุงนิวเดลีจะใช้สีดำ และมีลูกศรสีเหลืองหรือสีแดงเป็นตัวบ่งชี้ สีสัน
ที่ใช้กับตัวลูกศรจะเข้ากับเข็มวินาที ส่วนเข็มนาทีจะเชื่อมเข้ากับเวลาของนิวเดลีที่ต่างจากไทม์โซนอื่นๆ 30 นาที 

ส่วนอีกเวอร์ชันหนึ่งนั้นเกิดมาเพื่อเอาใจคนรักนาฬิกาชาวนิวเดลี
โดยเฉพาะ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีเชื่อมเข้ากับเวลาของกรุงนิวเดลีโดยตรง หน่วยชั่วโมงของทั้ง 24 ไทม์โซนก็ตั้งให้คลาดเคลื่อนกับเวลาในไทม์โซนอื่นๆ 30 นาที ส่วนเข็มวินาทีที่มีให้เลือกสามวัสดุด้วยกันเชื่อมโยงกับค่านาทีของเวลาสากล


ด้วยการพลิกวงการนาฬิกา world time ของ Récital 30 ทาง Bovet จึงพยายามให้นาฬิกาที่ปฏิวัติวงการนี้สามารถตอบสนองความต้องการของคนรักนาฬิกาให้มากที่สุด จึงเปิดโอกาสให้นักสะสมสามารถปรับเปลี่ยนชื่อเมือง เลือกสรรเฉดสีต่างๆ ของหน้าปัดแสดงค่า 24 ชั่วโมงและสเกลนาทีได้ตามต้องการ อีกทั้งยังสามารถสลับจากเวอร์ชันอินเดียเป็นเวอร์ชันสากล หรือในทางกลับกันก็ได้เช่นกัน เพื่อให้นักเดินทางทุกคนได้เป็นเจ้าของเวลาที่เดินอย่างเที่ยงตรงในทุกซีกโลก 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: จักรกลชั้นสูงไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ R30-70-001 
 สำรองพลังงาน 62 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที ฟังก์ชัน world time แสดงค่าผ่านระบบลูกกลิ้ง แสดงการแบ่งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน 
  • ตัวเรือน: Dimier ขนาด 42 มม. วัสดุทองคำแดง 18 กะรัต 
 หรือไทเทเนียมเกรด 5 กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม
  • หน้าปัด: ลูกกลิ้ง 26 ลูก (ลูกกลิ้งชื่อเมือง 24 ลูก ลูกกลิ้งบอกช่วงเวลา 
 1 ลูก ลูกกลิ้งเวลาสากล 1 ลูก) หน้าปัดเวลาสากล 24 ชั่วโมงแบบศูนย์กลาง พร้อมการแสดงชื่อ กรุงนิวเดลีเพิ่มเติม และเข็มนาทีเสริม
  • สาย: ยาง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon
The Evolution of Product Development: เส้นทางอนาคตแบรนด์นาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum โดย Revolution
Man of the Hour : ถอดรหัสมนต์เสน่ห์เหนือกาลเวลา ผ่านสารคดี 8 ตอนที่เปิดเผยชีวิต จิตวิญญาณ และมรดกของสุดยอดช่างนาฬิกาโลก

Piaget Andy Warhol Watch ‘Collage’ Limited Edition เมื่อศิลปะแนวป๊อปอาร์ตถูกถ่ายทอดลงบนนาฬิการุ่นไอคอนิก 

การกลับมาอีกครั้งของนาฬิกา Andy Warhol ที่นำเสนอศิลปะแนวป๊อปอาร์ตได้อย่างมีชั้นเชิง

ความหลงใหลของไอคอนสู่นาฬิการุ่นไอคอนิก


ไอคอนแห่งศิลปะแนวป๊อปอาร์ตอย่าง Andy Warhol นั้นได้ชื่อว่า มีมุมมองเฉพาะตัว และหลงใหลในความงามของวัตถุที่เปล่งประกายวิบวับ และหนึ่งในวัตถุที่เขาหลงใหลก็คือเครื่องบอกเวลาที่เขาสะสมไว้ในคอลเลกชันร่วม 300 เรือนเลยทีเดียว และแน่นอนว่า นาฬิกาของ Piaget เป็นหนึ่งในวัตถุที่เขาหวงแหน และเก็บไว้ในคอลเลกชันเป็นอย่างดีถึง 7 เรือนด้วยกัน 

หนึ่งในนั้นคือนาฬิกาตัวเรือนทรงคุชชั่นปี 1973 หรือรุ่น 15102 ซึ่งเป็นนาฬิกาตัวเรือนทองคำขนาด 45 มม. จับคู่กับหน้าปัดสีดำ ซึ่งเป็นโมเดลที่ผลิตในจำนวนจำกัดระหว่างช่วงปี 1972 – 1977 ออกแบบโดย Jean-Claude Gueit ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Piaget ณ ช่วงเวลานั้น รูปลักษณ์ของนาฬิกา 15102 ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา และด้วยรูปทรงตัวเรือนที่แอบแฝงเสน่ห์เฉพาะตัวไว้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมตัวพ่อแห่งป๊อปอาร์ต ถึงได้เลือกเก็บนาฬิกาเรือนทองรุ่นนี้ไว้ในลิ้นชักส่วนตัว หลังจาก Warhol เสียชีวิตในปี 1987 ในปีถัดมากรุนาฬิกาของป๊อปอาร์ตไอคอนก็ได้รับการเปิดเผยและนำออกประมูลโดย Sotheby’s ณ กรุงนิวยอร์ก โดย Piaget ได้ประมูลกลับคืนมาถึง 4 เรือน และนำไปเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัวที่สวิตเซอร์แลนด์   

Stacked from 9 images. Method=B (R=8,S=4)


ต่อมาในปี 2014 มีการนำโมเดล 15102 มาตีความใหม่ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของ Piaget โดยถูกตั้งชื่อว่า Black Tie และกลายมาเป็น  ‘Andy Warhol Watch’ จากความร่วมมือระหว่าง Andy Warhol Foundation for the Visual Arts และ Piagat อย่างเป็นทางการภายในปีเดียวกันนั้นเอง และนับจากนั้นเป็นต้นมานาฬิกา Andy Warhol ก็ถูกแปลงโฉมในหลากหลายเวอร์ชันที่ล้วนแล้วแต่มีคาแร็กเตอร์โดดเด่นต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น หน้าปัดหินล้ำค่าอย่างมาลาไคต์และไทเกอร์อาย รวมถึงหน้าปัดเมทิโอไรต์ หรือหินอุกกาบาต วัสดุจากห้วงอวกาศที่หาได้ยากยิ่ง

เทคนิคสุดป๊อปที่รังสรรค์ด้วยงานช่างฝีมือชั้นสูง

ล่าสุดทาง Piaget ได้นำนาฬิกาของไอคอนมาตีความใหม่ผ่านนาฬิการุ่น Andy Warhol Watch ‘Collage’ Limited Edition ในครั้งนี้ ต้องบอกว่า เป็นการตีความที่ดึงเอาคาแรกเตอร์และมุมมองในเชิงศิลปะของ Warhol มาถ่ายทอดได้อย่าง ‘ป๊อป’ ที่สุดเลยก็ว่าได้ เริ่มจากหน้าปัดที่นำเอาซิกเนเจอร์ภาพป๊อปอาร์ตเชิงแอ็บสแตร็กมาถ่ายทอดผ่านเทคนิคคอลลาจ (collage) หรือการตัดแปะ

ซึ่งวัสดุที่นำมาคอลลาจนั้น ทาง Piaget เลือกใช้หินล้ำค่าหลากสี ตัดเป็นแผ่นบางทรงสี่เหลี่ยมต่างขนาด วางเหลื่อมซ้อนกันแบบดูเหมือนไม่จงใจด้วยเทคนิค Marquetry ศาสตร์งานช่างฝีมือชั้นสูงในการรังสรรค์ลวดลายขึ้นจากการต่อชิ้นส่วนเล็กๆ เข้าด้วยกัน โดยในทีนี้ชิ้นส่วนดังกล่าวประกอบไปด้วยวัสดุหินล้ำค่าอย่าง เซอร์เพนทีนสีเหลืองจากนามีเบีย โอปอลสีชมพู และไครโซเพรสสีเขียว จัดวางลงบนแผ่นหน้าปัดโอนิกซ์สีดำขลับ ซึ่งรูปแบบลายคอลลาจนั้นถูกหยิบยกแรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายโพลารอยด์อันโด่งดังของ Warhol ในปี 1986 ซึ่งกลายมาเป็นผลงานสร้างชื่อที่ยังคงทรงอิทธิพลในวงการศิลปะและแฟชั่นจวบจนถึงทุกวันนี้

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดสุดป๊อป

ทีนี้มาดูนาฬิการุ่น Collage กันชัดๆ บ้างว่า นอกเหนือจากหน้าปัดที่ป่าวประกาศความป๊อปได้อย่างมีชั้นเชิงแล้วรายละเอียดในส่วนอื่นๆ เป็นอย่างไร  Andy Warhol Watch ‘Collage’ Limited Edition มาในตัวเรือนทรงคุชชั่นทำจากเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 45 มม. นับว่าเป็นขนาดค่อนข้างใหญ่ทีเดียวสำหรับนาฬิกา dress watch แต่ก็ทำให้สามารถอวดลวดลายคอลลาจได้อย่างเต็มตา และที่พิเศษไปกว่านาฬิกา Andy Warhol รุ่นอื่นๆ ก็คือ การนำวัสดุเยลโลว์โกลด์ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับรุ่นปี 1973 กลับมาใช้อีกครั้ง ทำให้ได้กลิ่นอายของยุคที่นาฬิการุ่นนี้ยังมีชื่อว่า 15102 เรายังชอบการเลือกจับคู่กับสายหนังสีเขียวเข้มที่ส่งเสริมให้ลวดลายคอลลาจสีสดใสดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และรับกับสีทองโทนเหลืองของเยลโลว์โกลด์ได้อย่างถูกต้อง 

เมื่อพลิกไปดูด้านหลังตัวเรือนจะยิ่งพบกับความเฉพาะตัวของนาฬิการุ่นไอคอนิกนี้ เพราะบนฝาหลังทำจากเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ขัดแต่งผิวซาติน มีการสลักลวดลายใบหน้าของ Andy Warhol ไอคอนผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งป๊อปอาร์ต และยังถูกแต่งตั้งให้เป็นชื่อคอลเลกชันนาฬิการุ่นนี้ พร้อมลายเซ็นต์ของ Warhol อยู่ใต้โลโก้ Piaget รวมถึงข้อความบ่งบอกจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 50 เรือน 

นี่จึงเป็นนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมนาฬิกาหรือนักสะสมงานศิลปะควรค่าแก่การครอบครอง

ข้อมูลทางเทคนิค  

กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Calibre 501P1 ผลิตอินเฮ้าส์ สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง  

ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที 

ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 45 มม. 

หน้าปัด: โอนิกซ์สีดำ ตกแต่งลวดลายคอลลาจด้วยเทคนิค Marquetry ทำจากเซอร์เพนทีนสีเหลืองจากนามีเบีย โอปอลสีชมพู และไครโซเพรสสีเขียว

สาย: หนังสีเขียว 

จำนวน: จำกัด 50 เรือน   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Piaget เผยโฉม Altiplano สองรุ่นใหม่ในเฉดสีทองและเขียวกากี ที่มาพร้อมความบางเฉียบ

PIAGET TIMELESS TURQUOISE การรังสรรค์แห่งสีสันและกาลเวลา

นาฬิกาตั้งโต๊ะ Piaget Endless Motion ประติมากรรมบอกเวลาจากคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง

Bell & Ross BR-X3 NIGHT VISION แรงบันดาลใจจากโลกยามค่ำคืนของนักบินสู่ข้อมือคุณ

Bell Ross BR-X3 NIGHT VISION เจาะลึกนาฬิกา Manufacture 70 ชม. ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Night Vision

Bell & Ross ได้สานต่อปรัชญา “จากห้องนักบินสู่ข้อมือ” อย่างไม่หยุดยั้ง การเปิดตัว BR-X3 NIGHT VISION ถือเป็นบทที่สองของมหากาพย์ BR-X3 โดยนำไอคอนอย่าง BR 03 ก้าวเข้าสู่มิติของเครื่องมือสมัยใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีการแสดงผล Head-up Display ในการบินยามค่ำคืนของอากาศยานที่ซับซ้อนที่สุด

การออกแบบและแรงบันดาลใจเชิงฟังก์ชัน

นาฬิการุ่นนี้ยังคงรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีวงกลมอยู่ภายในอันเป็นเอกลักษณ์ของ B&R ไว้ แต่ถูกยกระดับขึ้นด้วยวัสดุและเทคนิคที่ทันสมัย ตัวเรือนของ BR-X3 NIGHT VISION สร้างขึ้นจากไทเทเนียมระดับ 2 เคลือบด้วย Black DLC (Diamond-Like Carbon) แบบพ่นทรายที่ให้ผิวสัมผัสแบบด้าน (Micro-blasted finish) การเลือกใช้สีดำด้านมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือการลดแสงสะท้อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของเครื่องมือทางทหารและยุทธวิธี

หัวใจสำคัญของการออกแบบนี้คือการเลียนแบบประสบการณ์การมองเห็นผ่านกล้อง Night Vision Goggles หน้าปัดถูกปกคลุมด้วยกระจกแซฟไฟร์เคลือบสีเขียวป้องกันแสงสะท้อน การเคลือบสีเขียวนี้นอกจากจะให้ความลึกลับและดุดันในที่สว่าง ยังเป็นตัวสร้างบรรยากาศของโลกยามค่ำคืนของนักบิน การแสดงเวลาของมันถูกทำให้ชัดเจนสูงสุดด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® X2 สีขาวที่มีการปล่อยแสงสีเขียว (Green Emission) ทั้งบนตัวเลขอารบิก ขีดบอกเวลา และเข็มนาฬิกา กลไกการเรืองแสงนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การอ่านค่าแม่นยำและเที่ยงตรงในทุกสภาวะแสง ซึ่งสะท้อนความเชี่ยวชาญของ Bell & Ross ในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีคุณสมบัติ Photoluminescent เพื่อการใช้งานทั้งกลางวันและกลางคืน

มิติทางกลไกและวิศวกรรมตัวเรือน

BR-X3 NIGHT VISION นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสุนทรียศาสตร์แล้ว ยังเป็นการอัพเกรดทางวิศวกรรม นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.323 ซึ่งเป็นกลไก Manufacture In-house ที่มาพร้อมกับพลังงานสำรองประมาณ 70 ชั่วโมง (หรือประมาณ 3 วัน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนาขีดความสามารถทางกลไกของตนเอง หน้าปัดของนาฬิกามาพร้อมฟังก์ชันการแสดงผลแบบสามเข็ม (ชั่วโมง นาที วินาที) ช่องวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และคุณสมบัติที่โดดเด่นคือการแสดงพลังงานสำรอง ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่สำคัญมากสำหรับเครื่องมือที่ต้องพึ่งพาความแม่นยำ

ตัวเรือนมีขนาด 41 มม. กว้าง 13.3 มม. ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สมดุลกับดีไซน์สี่เหลี่ยมอันทรงพลังของซีรีส์ BR 03 ตัวเรือนถูกสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างที่เป็นนวัตกรรมใหม่โดยผสานส่วนประกอบขั้นสูงและวัสดุล้ำสมัย การกันน้ำอยู่ที่ 100 เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับนักบินมืออาชีพและการใช้งานในชีวิตประจำวัน นาฬิกามาพร้อมสายรัดข้อมือสองแบบคือสายยางสีดำและสายผ้าสังเคราะห์ทนทานสีดำ เพื่อความยืดหยุ่นและความทนทานสูงสุด

บทวิเคราะห์ภาพรวม

เรามองว่า Bell & Ross BR-X3 NIGHT VISION คือการบรรจบกันของความงามเชิงยุทธวิธี (Tactical Aesthetics) และความเป็นเลิศทางกลไก (Horological Excellence) นี่คือนาฬิกาที่สำเร็จในการถ่ายทอด ‘ความรู้สึก’ ของการเป็นเครื่องมือทางทหารและวิทยาศาสตร์มาสู่ข้อมือ

ความสมบูรณ์แบบของการเลียนแบบ: B&R ได้นำแรงบันดาลใจมาอย่างครบถ้วน โดยการเลือกใช้สีเขียวเป็นการสร้างบรรยากาศของ ‘การมองผ่านอุปกรณ์’ ประกอบด้วยการใช้กระจกสีเขียวเคลือบตัดกับ Super-LumiNova® X2 ที่ส่องสว่างชัดเจน ทำให้การใช้งานในที่มืดมีความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

การยกระดับสู่ Manufacture: การใช้กลไก BR-CAL.323 ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานพร้อมพลังงานสำรองที่ยาวนานขึ้น (70 ชั่วโมง) และการรับประกัน 5 ปี แสดงให้เห็นว่า BR-X3 ไม่ใช่แค่รุ่นที่เน้นการออกแบบภายนอกอย่างเดียว ยังเป็นการพัฒนาเทคนิคและคุณภาพภายในที่สำคัญอย่างยิ่ง การเพิ่มตัวแสดงพลังงานสำรองเป็นการตอกย้ำถึงคุณสมบัติ ‘เครื่องมือ’ ที่ต้องรู้สถานะของตนเองตลอดเวลา

ความเป็นเอกลักษณ์และความจำกัด: การผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือนทั่วโลกยิ่งตอกย้ำความเป็นของสะสมและสถานะของนาฬิกาในฐานะสมาชิกคนสำคัญในซีรีส์ BR-X3 ซึ่งเป็นซีรีส์ที่ Bell & Ross ใช้สัญลักษณ์ “X” เพื่อแสดงถึงโครงการทดลองหรือการวิจัยที่ล้ำสมัย

โดยรวมแล้ว สำหรับเจ้า BR-X3 NIGHT VISION เรือนนี้เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาที่ดุดัน ลึกลับ และมีความซับซ้อนทางเทคนิคที่มองข้ามไม่ได้ พูดง่ายๆ มันก็คือเครื่องมือบอกเวลาขั้นสูงที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มองหาฟังก์ชันการใช้งานระดับสุดยอด และชื่นชมความงามที่เกิดจากเทคโนโลยีการบินยามค่ำคืนอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น Bell & Ross BR-X3 NIGHT VISION (รุ่นจำกัด 250 เรือน)
  • ตัวเรือน ไทเทเนียมระดับ 2 เคลือบ Black DLC แบบพ่นทราย ขนาด 41 มม. หนา 13.3 มม. กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด กระจกแซฟไฟร์เคลือบสีเขียวป้องกันแสงสะท้อน การแสดงผลใช้ Super-LumiNova® X2 (Green Emission)
  • ฟังก์ชัน ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ (3 นาฬิกา) และตัวแสดงพลังงานสำรอง (9 นาฬิกา)
  • กลไก Calibre BR-CAL.323 (กลไก Manufacture In-house อัตโนมัติ) พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง รับประกัน 5 ปี
  • สาย สายยางสีดำและสายผ้าสังเคราะห์ทนทานสีดำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bulova x Shelby Chronograph การแสดงความเคารพต่อรถยนต์อเมริกันมัสเซิลคาร์
Omega Speedmaster Dark and Grey Side of the Moon กับการปฏิวัติเซรามิกเพื่อสานต่อตำนานผู้พิชิตอวกาศ
IWC Schaffhausen เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้า เผยโฉม Portugieser Automatic 42 ลิมิเต็ดอิดิชั่น หน้าปัดสีเบอร์กันดี

Jaeger-LeCoultre Master Hybris Artistica Calibre 945 นาฬิกาที่ผสานทั้งความซับซ้อนทางกลไกและศิลปะไว้อย่างเหนือระดับ

Master Hybris Artistica เมื่อศิลปะและกลไกระดับสูงมาบรรจบกัน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความนิยมของนาฬิกาได้ขยายตัวอย่างมหาศาล และด้วยพลังของอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายกว่าที่เคย ทำให้ในวันนี้เหล่าคนรักนาฬิกาไม่รู้สึกแปลกใจอีกต่อไปเมื่อต้องพบกับกลไกสุดซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นปฏิทินถาวรหรือทูร์บิญอง พูดได้ว่าความรู้เกี่ยวกับกลไกระดับสูงได้กลายเป็นเรื่องพื้นฐานของนักสะสมนาฬิกายุคใหม่ไปแล้ว

แต่ยังมีกลไกบางประเภท หรือการผสมผสานของกลไกบางอย่าง ที่ยังคงไม่คุ้นเคยสำหรับคนส่วนใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ “กลไกแสดงแผนผังดาราศาสตร์ (astronomical display)” ซึ่งมีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่เลือกจะสำรวจแนวทางนี้ และส่วนใหญ่ยังผลิตในจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง

และนี่คือจุดที่ Jaeger-LeCoultre Master Hybris Artistica Calibre 945 เข้ามาเติมเต็ม เรือนเวลาจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือน ที่รวมเอากลไกแสดงแผนผังท้องฟ้า (celestial display) ทูร์บิญอง มินิทรีพีทเตอร์ (minute repeater) หน้าปัดอีนาเมล และรายละเอียดอันวิจิตรอีกมากมายเข้าไว้ในหนึ่งเดียว

Jaeger-LeCoultre Master Hybris Artistica Calibre 945

กลไกดาราศาสตร์ของ Hybris Artistica

Hybris Artistica เป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ความซับซ้อนนั้นกลับเต็มไปด้วยความหมายและความงดงามเชิงศิลปะ ความน่าประทับใจไม่ได้อยู่ที่ความเกินพอดีของฟังก์ชัน แต่กลับอยู่ที่วิธีการที่ทุกองค์ประกอบหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน ผลลัพธ์คือเรือนเวลาที่ทั้งน่าทึ่งทางเทคนิคและสะกดใจทางอารมณ์ ในขณะเดียวกันยังคงความเรียบง่ายและสง่างาม

เริ่มจากสิ่งที่คุ้นเคยที่สุดในกลุ่มกลไกของ Hybris Artistica ทูร์บิญอง แม้จะดูเหมือนเป็นกลไกมาตรฐาน แต่ทูร์บิญองของเรือนนี้ไม่ธรรมดา มันคือ ทูร์บิญองแบบฟลายอิ้ง 1 นาที ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวบอกวินาทีด้วย สิ่งที่ทำให้พิเศษคือแกนหมุนที่สองของมัน กรงทูร์บิญองทั้งกรงจะโคจรรอบหน้าปัดครบหนึ่งรอบในหนึ่งวันดาว (sidereal day) ซึ่งน่าทึ่งสำหรับผู้ชม เพราะทูร์บิญองส่วนใหญ่จะหมุนอยู่กับที่ ไม่ได้เคลื่อนตัวไปทั่วหน้าปัดเช่นนี้

แกนหมุนที่สองนี้ยังเชื่อมโยงกับอีกหนึ่งฟังก์ชันของนาฬิกา นั่นคือเวลาดาว (sidereal time) ซึ่งจะแตกต่างจากวันสุริยะ 24 ชั่วโมงที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน วันสุริยะคำนวณจากการหมุนของโลกสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ ขณะที่วันดาว ซึ่งยาว 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที ถูกวัดจากตำแหน่งของดาวฤกษ์คงที่

เวลาดาวถูกใช้โดยนักดาราศาสตร์ในการติดตามและทำนายการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า รวมถึงการคำนวณตำแหน่งของพวกมัน การที่ฟังก์ชันซึ่งเคยออกแบบมาสำหรับนักสังเกตการณ์ดาว ถูกบรรจุลงในนาฬิกาข้อมือ จึงให้ความรู้สึกทั้ง โรแมนติกและล้ำลึกทางวิชาการ ในเวลาเดียวกัน

แผนผังท้องฟ้าที่ทำจากอีนาเมล แม้จะมีขนาดเล็กลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ๆ แต่กลับเปิดพื้นที่ให้เห็นโครงสร้างตาข่ายสีทองที่มีความประณีตซับซ้อนมากขึ้น

ต่อด้วยอีกหนึ่งฟังก์ชันที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่บนหน้าปัด นั่นคือ แผนผังท้องฟ้า (sky chart) แผนผังนี้เคลื่อนที่สอดประสานกับทูร์บิญอง หมุนรอบจุดศูนย์กลางหน้าปัดครบหนึ่งรอบในหนึ่งวันดาว แสดงการเคลื่อนที่ของกลุ่มดาวบนท้องฟ้าแบบเรียลไทม์ แผนผังนี้ออกแบบตามท้องฟ้าเหนือซีกโลกเหนือ มุมมองจากเวิร์กช็อปของ Jaeger-LeCoultre ใน Vallée de Joux

และเพื่อเพิ่มความน่าทึ่งให้มากขึ้น นาฬิกายังมาพร้อม ฟังก์ชันตีบอกเวลา (minute repeater) ให้คุณสามารถฟังเวลาผ่านเสียงได้อย่างเดียว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางขึ้นเขาเพื่อส่องดาวใต้ท้องฟ้ามืดสนิท

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด มีฟังก์ชัน “เซอร์ไพรส์เล็ก ๆ” ในรูปแบบ หน้าปัด 24 ชั่วโมง แสดงด้วยเข็มเล็กติดตามขอบหน้าปัด ซึ่งหมุนครบหนึ่งรอบในหนึ่งวันสุริยะ รายละเอียดเล็ก ๆ นี้กลมกลืนกับองค์ประกอบทั้งหมดอย่างลงตัว เพิ่มความน่าสนใจโดยไม่รบกวนฉากท้องฟ้าบนหน้าปัด

หน้าปัดอีนาเมล Grand Feu พร้อมโครงสร้างลาย “Atomium”

ด้วยความซับซ้อนของกลไก การตกแต่งหน้าปัดจึงต้องมีความประณีตเทียบเท่า Jaeger-LeCoultre เข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี โดยให้ความใส่ใจในรายละเอียดอย่างสุดยอด ตัวอย่างเช่น แผนผังท้องฟ้า (sky chart) ถูกสร้างด้วยอีนาเมล Grand Feu สีฟ้าเข้ม และดาวบนฟ้าถูกถ่ายทอดด้วยหมึกสีขาว

รอบ ๆ แผนผังเป็น โครงสร้างลวดลาย “Atomium” ที่สะท้อนเส้นเชื่อมของกลุ่มดาว ลวดลายนี้ทำเป็นสีทองแทนการใช้ทองแท้เต็มเพื่อให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งสำคัญมาก เนื่องจากการหมุนขององค์ประกอบทั้งหมดบนหน้าปัดต้องใช้พลังงานสูง แม้แต่ทูร์บิญองก็ใช้ไทเทเนียมเพื่อลดน้ำหนัก ด้านล่างของโครงสร้างทองเป็นฐานเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงินเข้ม เพิ่มมิติให้กับการสร้างชั้นสามมิติของหน้าปัดอย่างงดงาม

หน้าปัดทรงโดมสามชั้นถูกเติมเต็มด้วย โครงสร้างลวดลาย “Atomium” แบบประณีต เพิ่มความลึกและมิติให้กับการออกแบบหน้าปัด

ภายในนาฬิกาคือ กลไก Calibre 945 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 15 ปีที่แล้วในปี 2010 เป็นกลไกแบบไขลานมือที่ให้พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือมุมมองจากฝาหลัง ซึ่งเผยให้เห็น กลไกมินิทรีพีทเตอร์ (minute repeater) อย่างเต็มตา กลไกนี้เป็นตัวรีพีทเตอร์แบบเต็มรูปแบบที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ตั้งแต่ ระฆังคาทีดรัล (cathedral gongs) ที่ยึดติดกับกระจกแซฟไฟร์ด้านหลังเพื่อให้เสียงก้องกังวานสูงสุด ไปจนถึง ค้อนแบบ trébuchet จดสิทธิบัตรของแบรนด์ ที่ช่วยเพิ่มแรงและความดังของเสียงตีเวลา

ในกลไกมินิทรีพีทเตอร์ของ Calibre 945 ระฆังคาทีดรัลทำจากคริสตัลถูกยึดติดกับ กระจกแซฟไฟร์ด้านหลัง เพื่อให้เสียงก้องกังวานสูงสุด

และนี่คือ Jaeger-LeCoultre Master Hybris Artistica Calibre 945 นาฬิกาเรือนจำกัดเพียง 5 ชิ้น ที่รวมเอากลไกดาราศาสตร์ แผนผังท้องฟ้า ทูร์บิญอง และมินิทรีพีทเตอร์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ หน้าปัดอีนาเมล Grand Feu สีฟ้าเข้มและโครงสร้าง Atomium ลวดลายประณีต ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ทั้งทางเทคนิคและศิลปะน่าหลงใหล

ข้อมูลทางเทคนิค
Jaeger-LeCoultre Master Hybris Artistica Calibre 945

  • ตัวเรือน: ขนาด 45 มม. × 16.05 มม. พิงค์โกลด์ชมพู 18 กะรัต กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: อีนาเมล Grand Feu สีฟ้าเข้ม
  • กลไก: ไขลานมือ Calibre 945 พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมงฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที แผนผังดาราศาสตร์ เวลาดาว (sidereal time) ทูร์บิญอง มินิทรีพีทเตอร์
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีน้ำเงิน พร้อมบัคเคิลพับพิงค์โกลด์ 18 กะรัต
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 5 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
World Watch Day: 10 ตุลาคม 2025 วันที่โลกผนึกรวมใต้เงาเข็มนาฬิกา 10:10
IWC Schaffhausen เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้า เผยโฉม Portugieser Automatic 42 ลิมิเต็ดอิดิชั่น หน้าปัดสีเบอร์กันดี
Hublot MP-17 Meca-10 Arsham Splash การผสานงานศิลป์โบราณคดีเชิงจินตนาการกับพลังงาน 10 วันของจักรกลที่ถูกย่อส่วน

Blancpain Villeret “Golden Hour” Collection การปรับปรุงอันละเอียดอ่อนที่เติมเต็มความอบอุ่น

Blancpain Villeret Golden Hour: เจาะลึกการวิวัฒนาการของนาฬิกา Dress Watch ที่สง่างามเหนือกาลเวลา

การเปิดตัวคอลเลกชัน Blancpain Villeret “Golden Hour” ในเดือนตุลาคม 2025 เป็นการยืนยันถึงความรุ่งโรจน์ของเมซงในฐานะผู้สร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับไลน์ Villeret ซึ่งเป็นแก่นแท้ของความคลาสสิกของแบรนด์ คอลเลกชันนี้คือการ วิวัฒนาการอย่างพิถีพิถัน ผ่านรายละเอียดอันละเอียดอ่อนที่นำมาซึ่งความสง่างามและความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่าเดิม ตามที่ Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain กล่าวไว้

การพัฒนานาฬิกา Villeret แต่ละครั้งต้องใช้ความใส่ใจอย่างยิ่งยวด เพราะมันคือการแสดงออกถึงประเพณีการผลิตนาฬิกา และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความสง่างามเหนือกาลเวลาสามารถถูกสร้างสรรค์ใหม่ได้อย่างแนบเนียน

การเจาะลึกรายละเอียดของ “Golden Hour”

คอลเลกชันใหม่นี้ประกอบด้วยสามโมเดลอันเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับการตีความใหม่ โดยมีทั้งหมด 16 รหัสอ้างอิง ตัวเรือนมีให้เลือกสองขนาดหลักคือ 40 มม. และ 33.20 มม. และมีวัสดุตัวเรือนเป็นพิงค์โกลด์ 18 กะรัต หรือสแตนเลสสตีล

โมเดลสำคัญได้แก่ Villeret Ultraplate ขนาด 40 มม. ที่มาพร้อมกลไก Calibre 1151 มอบกำลังสำรองอันน่าประทับใจถึง 100 ชั่วโมง (ประมาณ 4 วัน) ด้วยความบางเพียง 8.70 มม. และ Villeret Quantième Complet Phases de Lune ขนาด 40 มม. ซึ่งเป็นนาฬิกาปฏิทินสมบูรณ์พร้อมข้างขึ้นข้างแรม ที่ใช้กลไก Calibre 6654.4

การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดคือหน้าปัดที่ถูกเติมเต็มด้วยเฉดสีในโทนฤดูใบไม้ร่วงอันสวยงาม ได้แก่ หน้าปัด Opaline ที่ละเอียดอ่อน และหน้าปัด Golden Brown ลาย Sunburst โดยหลักชั่วโมงโรมันทำจากทองคำ 18 กะรัต ได้รับการปรับปรุงให้ดูคมชัดและมีมิติยิ่งขึ้น ด้วยพื้นผิวขัดซาตินด้านบนและขอบลบมุมขัดเงา สัญลักษณ์ “12” แบบดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยโลโก้ “JB” เพื่อเชื่อมโยงกับ Jehan-Jacques Blancpain ผู้ก่อตั้ง

นอกจากนี้ เข็มนาฬิกาที่เพรียวบางลงยังถูกติดตั้ง สารเรืองแสง (Luminescent Inserts) เพื่อปรับปรุงความสามารถในการอ่านค่าในที่มืด ช่องแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ก็ได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้น เพื่อความกลมกลืนทางสายตา

สำหรับฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Blancpain ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีรูรับแสงที่ใหญ่ขึ้น โดยใช้แผ่นดิสก์เซรามิกสีน้ำเงินเข้ม พร้อมดวงจันทร์ทองคำ 18 กะรัตที่ขัดซาตินและโค้งมน ซึ่งมี ใบหน้าอันโดดเด่น ที่แสดงออกถึงมิติทางบทกวี

ด้านตัวเรือนของรุ่นปฏิทินสมบูรณ์ (40 มม. Ref. 6654N) ก็ได้รับการปรับสัดส่วนอย่างละเอียดเช่นกัน ทั้งขอบตัวเรือนที่บางลง เม็ดมะยมที่ใหญ่ขึ้น และขาตัวเรือนที่ออกแบบใหม่ เพื่อความสง่างามและสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้น

ในแง่ของกลไกภายใน นาฬิกาทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติของ Blancpain เอง พร้อมซิลิคอนแฮร์สปริง กลไกเหล่านี้ได้รับการตกแต่งตามประเพณีของ Haute Horlogerie และติดตั้ง โรเตอร์ฉลุลาย ใหม่ที่ทำจากทองคำ โดยมีการลบมุมและขัดเงาอย่างประณีต เพื่อเผยให้เห็นความงามของกลไก

ที่สำคัญ รุ่นปฏิทินสมบูรณ์ขนาด 40 มม. มาพร้อมกับ ปุ่มปรับตั้งใต้ขาตัวเรือน (Under-lug Correctors) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งผู้สวมใส่สามารถปรับฟังก์ชันปฏิทินได้เพียงแค่กดด้วยนิ้ว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ และเพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพ กลไกทั้งหมดจึงมาพร้อมกับการ รับประกัน 5 ปี

วิเคราะห์ผ่านมุมมองของ Revo กับการก้าวสู่ความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ

ในมุมมองส่วนตัว คอลเลกชัน Villeret “Golden Hour” เป็นการขยับตัวที่ชาญฉลาดที่สุดของ Blancpain ในกลุ่มนาฬิกา Dress Watch ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนมาใช้โทนสีที่อบอุ่นของหน้าปัด Golden Brown นับเป็นการนำความมีชีวิตชีวามาสู่ดีไซน์คลาสสิกได้อย่างลงตัว ทำให้ Villeret ดูร่วมสมัยมากขึ้นโดยไม่สูญเสียความสง่างามแบบดั้งเดิม

สิ่งที่ต้องยกย่องคือ ความใส่ใจในสัดส่วน การทำให้ขอบตัวเรือนบางลงสำหรับรุ่น 40 มม. เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม เพราะมันเปิดหน้าปัดให้กว้างขึ้น สร้างความรู้สึกหรูหราที่ดูเรียวบางและสวมใส่สบายยิ่งขึ้น ส่วนการเพิ่มสารเรืองแสงบนเข็มก็เป็นการปรับปรุงเพื่อ ฟังก์ชันการใช้งานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานในปัจจุบันต้องการจากนาฬิการะดับพรีเมียม การที่นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้อย่างชัดเจนในสภาพแสงน้อย คือการเพิ่มมูลค่าโดยไม่ลดทอนจิตวิญญาณของนาฬิกาคลาสสิก

แต่ฟีเจอร์ที่น่าจับตาที่สุดและควรได้รับการชื่นชมคือ ปุ่มปรับตั้งใต้ขาตัวเรือน ในรุ่นปฏิทินสมบูรณ์ สิ่งนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาที่พบบ่อยของนาฬิกาปฏิทินที่มักจะมีปุ่มปรับตั้งเล็กๆ ที่รบกวนความเรียบร้อยของตัวเรือน การที่สามารถปรับตั้งด้วยปลายนิ้วได้โดยตรง ทำให้การดูแลรักษาและใช้งานนาฬิกาที่มีความซับซ้อนนี้เป็นเรื่องง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ

พร้อมกันนี้ การที่ Blancpain เปลี่ยนมาใช้ โรเตอร์ฉลุลายทอง ก็เป็นการแสดงความภาคภูมิใจในงานฝีมือที่มองเห็นได้ และการให้ การรับประกัน 5 ปี ก็เป็นการตอกย้ำถึงความทนทานและความเชื่อมั่นในคุณภาพของกลไกที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

สรุปได้ว่า Villeret “Golden Hour” คือนาฬิกาที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของนักสะสมยุคใหม่ เป็นการหลอมรวมประเพณีและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จึงถือเป็นทางเลือกที่โดดเด่นและมีคุณค่าอย่างยิ่งในตลาดนาฬิกา Dress Watch ชั้นนำ ดังที่ Marc A. Hayek กล่าวไว้

"การสวม Villeret ทำให้คุณไม่เคยแต่งตัวมากไปหรือน้อยไปเลย ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่สมบูรณ์แบบของความสง่างามเหนือกาลเวลาที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน" 

ข้อมูลทางเทคนิค
Blancpain Villeret Quantième Complet Phases de Lune
รหัสรุ่น: 6654N 1142 55B / 6654N 3642 55B / 6654N 1146 55B / 6654N 3646 55B
  • ตัวเรือน: ผลิตจากเรดโกลด์ 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์คริสตัลโปร่งใส โชว์ความงดงามของกลไกภายใน กันน้ำ 30 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.00 มม. ความหนา 10.60 มม. ระยะห่างขาระหว่างสาย 22.00 มม.
  • หน้าปัด: สีโอพาลีนหรือสีน้ำตาลทอง (Golden Brown) เข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova®
    หลักชั่วโมงทำจากไวท์โกลด์หรือเรดโกลด์ 18 กะรัต
  • กลไก: Blancpain Manufacture Calibre 6654.4
    ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วัน วันที่ และฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรม (Moon Phase) ระบบขึ้นลาน อัตโนมัติ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง (ประมาณ 3 วัน) ความถี่การทำงาน 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง)
    ขนาดกลไก เส้นผ่านศูนย์กลาง 32.00 มม. / ความหนา 5.32 มม. จำนวนทับทิม 28 เม็ด ชิ้นส่วนรวม 321 ชิ้น สปริงบาลานซ์ผลิตจากซิลิคอน
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวสีเทาอมฟ้า สีฮันนี หรือสีน้ำตาล พร้อมระบบถอดเปลี่ยนเร็ว (Quick-change system) บัคเคิลแบบพับ (Folding Clasp)
Blancpain Villeret Ultraplate
รหัสรุ่น: 6651N 1142 55B / 6651N 3642 55B / 6651N 1146 55B / 6651N 3646 55B
  • ตัวเรือน: ผลิตจากเรดโกลด์ 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์คริสตัลเปลือย โชว์งานตกแต่งกลไก กันน้ำ 30 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.00 มม. ความหนา 8.70 มม. ขนาดขาระหว่างสาย 22.00 มม.
  • หน้าปัด: สีโอพาลีนหรือสีน้ำตาลทอง เข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® หลักชั่วโมงทำจากไวท์โกลด์หรือเรดโกลด์ 18 กะรัต การกันน้ำ 30 เมตร
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
    กลไก: Blancpain Manufacture Calibre 1151 ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ พลังงานสำรองสูงสุด 100 ชั่วโมง (ประมาณ 4 วัน) ความถี่การทำงาน 3 เฮิรตซ์ (21,600 ครั้งต่อชั่วโมง) ขนาดกลไก เส้นผ่านศูนย์กลาง 27.40 มม. / ความหนา 3.25 มม. ชิ้นส่วนรวม 210 ชิ้น จำนวนทับทิม 28 เม็ด สปริงบาลานซ์ทำจากซิลิคอน
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวสีเบจ สีฮันนี หรือสีน้ำตาล พร้อมระบบถอดเปลี่ยนเร็ว (Quick-change system) บัคเคิลแบบพับ (Folding Clasp)
  • การรับประกัน: 5 ปี
Blancpain Villeret Quantième Phases de Lune
รหัสรุ่น: 6126N 1187 55B / 6126N 3687 55B / 6126N 1146 55B / 6126N 3646 55B
  • ตัวเรือน: ผลิตจากเรดโกลด์ 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์คริสตัลโปร่งใส เผยให้เห็นรายละเอียดของกลไกภายใน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 33.20 มิลลิเมตร ความหนา 10.40 มิลลิเมตร ระยะห่างขาระหว่างสาย 18.00 มิลลิเมตร การกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีโอพาลีนหรือสีน้ำตาลทอง เข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
    หลักชั่วโมงทำจากไวท์โกลด์หรือเรดโกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชร
  • กลไก: Blancpain Manufacture Calibre 913QL.P
    ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และข้างขึ้นข้างแรม ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง ขนาดกลไกเส้นผ่านศูนย์กลาง 23.70 มิลลิเมตร ความหนา 4.65 มิลลิเมตร ความถี่การทำงาน 3 เฮิรตซ์ หรือ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สปริงบาลานซ์ผลิตจากซิลิคอน
    จำนวนทับทิม 20 เม็ด จำนวนชิ้นส่วน 246 ชิ้น
  • สายนาฬิกา: หนังลูกวัวสีเทาอมฟ้า สีฮันนี หรือสีน้ำตาล พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายอย่างรวดเร็ว บัคเคิลแบบพับ
Villeret Quantième Phases de Lune
รหัสรุ่น: 6126N 4687 55B / 6126N 2987 55B / 6126N 4646 55B / 6126N 2946 55B
  • ตัวเรือน: เรดโกลด์ 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล กระจกหน้าและฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล เส้นผ่านศูนย์กลาง 33.20 มม. ความหนา 10.40 มม. ระยะห่างขาสาย 18.00 มม. ขอบตัวเรือนประดับเพชร กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีขาวงาช้างโอพาลีน หรือสีน้ำตาลทอง เข็มนาฬิกาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova®
    หลักชั่วโมงทำจากไวท์โกลด์หรือเรดโกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชร
  • กลไก: Blancpain Manufacture Calibre 913QL.P
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ ระบบขึ้นลานอัตโนมัติกำลังสำรอง 40 ชั่วโมง ขนาดเครื่อง 23.70 x 4.65 มม. ความถี่ 3 เฮิรตซ์ สปริงบาลานซ์ซิลิคอน จำนวนทับทิม 20 เม็ด จำนวนชิ้นส่วน 246 ชิ้น
  • สายนาฬิกา: หนังสีน้ำเงินเทา สีมผึ้ง หรือสีน้ำตาล พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายอย่างรวดเร็ว ตัวล็อกแบบพับ

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่:
เส้นทางแห่งความฝันของ Angelo Bonati ซีอีโอ Panerai กับบทสัมภาษณ์สุดท้ายที่สะเทือนวงการ
Urwerk The Future of Timekeeping
Exclusive: Cameron Barr แชร์เรื่องราวเบื้องหลังความท้าทายและความสำเร็จในการออกแบบนาฬิกาคอลลาโบเรชันครั้งแรกกับ Zodiac

Wrist Luck October | Midnight Black Power: กับ 5 เรือนเวลาดำดาร์ก เสริมพลังอำนาจแห่งการควบคุม

พลังแห่งสีดำบนข้อมือ จากสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครอง สู่เรือนเวลาที่สะท้อนอำนาจและสมดุลในเดือนตุลาคม

ในโลกของการสะสมเครื่องเวลา สีดำคือรหัสลับของความนิ่ง เฉียบ และแฝงพลังอำนาจที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความ เดือนตุลาคมจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอัปพลัง “Wrist Luck” ด้วยเรือนเวลาสีดำ สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ภายใต้ความมืดที่ทรงพลัง

สีดำไม่ใช่เพียงโทนของความเรียบหรู เพราะตามความเชื่อยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังลึกลับที่เกี่ยวโยงกับศาสตร์แห่งการปกป้องและการควบคุม ในทางพลังงานและความเชื่อ สีดำถูกมองว่าเป็นผู้คุ้มครองจากสิ่งไม่พึงประสงค์ ดูดซับพลังลบ และส่งเสริมให้ผู้สวมใส่มีสมาธิและจิตใจมั่นคง

ในศาสตร์แห่งพลังและฮวงจุ้ย สีดำถูกมองว่าเป็น “ผู้พิทักษ์แห่งพลังลึกลับ” สีของ การดูดซับพลังงานลบ และ การปกป้องจากสิ่งไม่พึงประสงค์ ทั้งทางกายและใจ

เมื่อสีดำปรากฏอยู่บนข้อมือในรูปของนาฬิกา มันคือ “เครื่องรางแห่งการควบคุมเวลา” ที่สะท้อนการมีอำนาจเหนือจังหวะชีวิตของตนเอง ทั้งในการตัดสินใจ การสร้างสมดุล และการวางแผนอนาคต นักสะสมนาฬิกาหลายคนเชื่อว่านาฬิกาที่เคลือบ DLC หรือ PVD นั้นมีพลังในการสะท้อนและดูดซับพลังได้เช่นเดียวกับอัญมณีอย่าง Black Onyx หรือ Obsidian สัญลักษณ์แห่งความมั่นคงและอำนาจ

และเพราะตุลาคมคือเดือนแห่งการเปลี่ยนผ่าน สีดำจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “การรับพลังใหม่” และ “การสลัดเงาเก่า” การเลือกนาฬิกาสีดำในเดือนนี้จึงเป็นเหมือนการเสริมชะตาให้ข้อมือแข็งแรง เตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ที่กำลังจะมาถึง

Mido Multifort Chronograph Special Edition
(Ref. M005.614.36.051.22)

หนึ่งในเรือนเวลาที่แฝงพลังความมั่นใจในโทนดำคือ Mido Multifort Chronograph Special Edition นาฬิกาที่นำความสปอร์ตมาผสมกับความคลาสสิกอย่างลงตัว ตัวเรือนสแตนเลสเคลือบ PVD สีดำด้าน เสริมด้วยหน้าปัดดำขัดแนวรัศมีและดีเทลสีทองแดงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่ทรงพลัง

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 60 ที่ให้พลังงานสำรองสูงสุดถึง 60 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันจับเวลาแบบโครโนกราฟครบชุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเที่ยงตรงแต่ยังคงความสง่างาม

ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม.
หน้าปัด: สีดำขัดแนวรัศมี เครื่องหมายบอกเวลาเรืองแสง เข็มสีทองแดง
กลไก: อัตโนมัติ Caliber 60 (ฐาน ETA A05.H31) พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: Chronograph วันที่
สาย: หนังลูกวัวสีดำตัดเย็บแนวสปอร์ต

Orient Star M45 F7 Mechanical Moon Phase
Limited Edition

Orient Star M45 คือการตีความความหรูในแบบ “dark romanticism” ที่ผสมกลิ่นอายของจันทราและเงาไว้บนข้อมือ รุ่นลิมิเต็ดนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำอมเทาแบบไล่เฉด พร้อมกลไก Moon Phase ที่เปิดเผยความงามของดวงจันทร์และจักรกลภายในผ่านช่องโอเพ่นฮาร์ต

ขับเคลื่อนด้วยกลไก F7M65 ที่ให้พลังงานสำรองถึง 50 ชั่วโมง พร้อมการแสดงผลพลังงานสำรองแบบละเอียด ตัวเรือนสแตนเลสขัดด้าน ขนาดพอเหมาะที่ 41 มม. มอบความสงบนิ่งแต่เปี่ยมมนต์ขลังสำหรับผู้ที่เชื่อในพลังของแสงและเงา

ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 41 มม.
หน้าปัด: สีดำอมเทาแบบ sunburst พร้อมช่องโอเพ่นฮาร์ต
กลไก: F7M65 แบบอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: Moon Phase, Power Reserve Indicator, Open Heart
สาย: หนังจระเข้สีดำ

Seiko Prospex Black Series Limited Edition

สำหรับผู้ที่มองหาพลังของความทนทาน Seiko Black Series คือคำตอบ ตัวเรือนสแตนเลสเคลือบสีดำด้าน พร้อมฟังก์ชันดำน้ำระดับมืออาชีพและความแม่นยำของกลไกอัตโนมัติที่ผ่านการทดสอบจาก Prospex DNA หน้าปัดดำด้านตัดกับอินเด็กซ์เรืองแสงสีส้มสื่อถึงแสงสุดท้ายก่อนความมืดสนิท

ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลเคลือบดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม.
หน้าปัด: สีดำด้าน เครื่องหมายบอกเวลา Lumibrite สีส้ม
กลไก: อัตโนมัติ Caliber 6R35 พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: วันที่ กันน้ำ 200 เมตร
สาย: ซิลิโคนสีดำ

Longines HydroConquest Ceramic Black

Longines ถ่ายทอดความงดงามของความเรียบหรูผ่านเรือนเวลาที่ทั้งแข็งแกร่งและหรูหรา HydroConquest Ceramic Black โดดเด่นด้วยตัวเรือนและขอบเบเซลเซรามิกสีดำเงาแบบมินิมัล แต่แฝงความซับซ้อนในรายละเอียด

กลไกอัตโนมัติ L888 ให้พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง พร้อมระบบกันน้ำระดับ 300 เมตร สำหรับผู้ที่มองหานาฬิกาที่เป็นได้ทั้งเครื่องประดับและเครื่องมือในชีวิตประจำวัน

ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขัดเงา 43 มม.
หน้าปัด: สีดำด้าน เข็มและอินเด็กซ์เคลือบ Super-LumiNova
กลไก: L888 แบบอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: วันที่ กันน้ำ 300 ม.
สาย: ยางสีดำ

Hamilton Khaki Field Titanium Auto Black

สายลุยไม่ควรพลาดเรือนนี้ Hamilton Khaki Field Titanium Auto Black ที่ยกระดับนาฬิกาทหารให้มีความสงบเท่แต่เปี่ยมพลัง ตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดำแบบ matte finish น้ำหนักเบาแต่ทนทาน ขับเคลื่อนด้วยกลไก H-10 พร้อมพลังงานสำรองสูงถึง 80 ชั่วโมง

นี่คือนาฬิกาที่สะท้อนความแข็งแกร่งภายในใจของผู้สวมใส่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพร้อมในทุกสถานการณ์ จากสนามจริงสู่ชีวิตประจำวัน

ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม.
หน้าปัด: สีดำด้าน เครื่องหมายบอกเวลาเรืองแสง
กลไก: อัตโนมัติ H-10 พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่
สาย: ผ้าไนลอนสีดำ

นาฬิกาทั้ง 5 เรือนนี้ คือการรวมพลังของความเข้ม ดุดัน และอำนาจในเงามืด สีดำไม่ได้หมายถึงความมืดเท่านั้น แต่คือ “พลังของผู้ควบคุม” ที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเคลื่อนไหว และเมื่อไหร่ควรนิ่ง

ในทุกเรือนสีดำมีพลังแฝงที่มากกว่าเวลา มันคือสัญลักษณ์ของการควบคุม ความมั่นใจ และการเดินหน้าภายใต้เงาที่มั่นคง “Wrist Luck October” จึงมาแนะนำเรือนเวลาเหล่านี้เพื่อดึงดูดพลังที่จะอยู่กับคุณในทุกจังหวะของชีวิต เพราะสุดท้าย… ในความมืด ใครคุมเกมได้ คือผู้ชนะที่แท้จริง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Man of the Hour : ถอดรหัสมนต์เสน่ห์เหนือกาลเวลา ผ่านสารคดี 8 ตอนที่เปิดเผยชีวิต จิตวิญญาณ และมรดกของสุดยอดช่างนาฬิกาโลก
Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”
H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon Pierre Gasly ความแม่นยำและจิตวิญญาณนักแข่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลา

Omega Speedmaster Dark and Grey Side of the Moon กับการปฏิวัติเซรามิกเพื่อสานต่อตำนานผู้พิชิตอวกาศ

Omega ปฏิวัติ Speedmaster เซรามิก ด้วย 7 รุ่นใหม่มาในตัวเรือนเพรียวบางลง กลไกไขลาน Apollo 8 และ 3869 Lunar-Inspired

ถ้าเราพูดถึงการเดินทางสู่ดวงจันทร์ของ OMEGA ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และนับตั้งแต่ในปี 1968 ประวัติศาสตร์ได้ถูกจารึกเมื่อภารกิจ Apollo 8 ได้กลายเป็นเที่ยวบินแรกที่พามนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ นักบินประจำยานบังคับการ Jim Lovell ได้ส่งข้อความสุดท้ายไปยังศูนย์ควบคุม “แล้วพบกันที่อีกฝั่งหนึ่ง” ก่อนที่สัญญาณวิทยุจะขาดหายไปในด้านไกลของดวงจันทร์

นักบินอวกาศบนยานต่างสวมใส่ OMEGA Speedmaster และนี่คือแรงบันดาลใจอันไม่รู้จบที่แบรนด์ได้นำมาสานต่อในบทต่อไปของคอลเลกชันระดับตำนานอย่าง Speedmaster Dark และ Grey Side of the Moon

ปัจจุบัน OMEGA ได้เปิดตัวนาฬิกาใหม่ถึงเจ็ดรุ่น ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมเซรามิกและการขัดแต่งที่แม่นยำที่สุด คอลเลกชัน 2025 นี้ไม่เพียงแต่ยกย่องมรดกอันยิ่งใหญ่เท่านั้น ยังนำเสนอนวัตกรรมที่จะกำหนดมาตรฐานใหม่ของโครโนกราฟในอนาคต ดังที่ Raynald Aeschlimann ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OMEGA กล่าวไว้ว่า

"คอลเลกชัน Dark Side of the Moon เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกของ OMEGA ที่นำพาเราไปสู่ดวงจันทร์" 

นี่คือการวิวัฒนาการครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของคอลเลกชันนี้ นับตั้งแต่รุ่นแรกได้สร้างความประทับใจให้กับนักสะสมทั่วโลกเมื่อสิบสองปีที่แล้ว

การยกระดับความซับซ้อน สู่ความเพรียวบางและแม่นยำยิ่งขึ้น

นวัตกรรมหลักของคอลเลกชันใหม่นี้เริ่มต้นที่ตัวเรือน โดยมีการปรับปรุงในด้านสัดส่วนเพื่อให้มีความเพรียวบางลงในหลายรุ่น ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของนักสะสมที่ต้องการนาฬิกาเซรามิกที่มีมิติการสวมใส่ที่คล่องตัวขึ้น นาฬิกาใหม่ทั้งเจ็ดรุ่นนี้ถูกแบ่งออกเป็นสี่รูปแบบหน้าปัดที่โดดเด่น ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดสูงสุดของการนำเซรามิกมาประยุกต์ในการผลิตเรือนเวลา

รุ่นอัปเดตปี 2025 ของ Dark Side of the Moon มาพร้อมสเกล Liquidmetal™ tachymeter หน้าปัดเซรามิกแบบ two-plate ดีไซน์ใหม่ และโครงสร้างตัวเรือนที่บางลงกว่าเดิม

ในกลุ่ม Dark Side of the Moon ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติอย่าง Co-Axial Master Chronometer 9900 ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้เพรียวบางยิ่งขึ้น พร้อมการประดับสเกลทาคีมิเตอร์ด้วย Liquidmetal™ และหน้าปัดเซรามิกสองชั้นที่ตกแต่งด้วยเลเซอร์ ทำให้เกิดมิติที่ซับซ้อนแต่ยังคงความเรียบหรูตามแบบฉบับของโครโนกราฟที่เน้นการใช้งาน

Omega Dark Side of the Moon All-Black Edition

ขณะเดียวกัน รุ่นสีดำล้วน (All-black model) ได้ติดตั้งด้วยกลไก Black Edition Co-Axial Master Chronometer Calibre 9900 ที่โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนกลไกที่ถูกทำให้เป็นสีดำ (Darkened Movement Components) เสริมด้วยสเกลทาคีมิเตอร์เคลือบอีนาเมล

หน้าปัดเซรามิกได้รับการตกแต่งด้วยกรรมวิธีการใช้เลเซอร์และยิงทรายอย่างพิถีพิถัน พร้อมด้วยหลักชั่วโมงที่ขัดลบมุมแบบไดมอนด์และบรรจุด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนที่สุด

องค์ประกอบกลไกเคลือบสีเข้ม มาพร้อมขอบหน้าปัดทาคีมิเตอร์ลงยาน้ำยาเคลือบ และพื้นผิวขัดด้วยเลเซอร์ซึ่งสร้างเท็กซ์เจอร์ละเอียด คือเอกลักษณ์ของหน้าปัดในรุ่น All Black Edition

จิตวิญญาณนักบินอวกาศ จากด้านมืดสู่ด้านใกล้ของดวงจันทร์

หนึ่งในรุ่นที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการเฉลิมฉลองให้กับลูกเรือของภารกิจ Apollo 8 และคำกล่าวของนักบินอวกาศ Jim Lovell ที่ว่า “The Moon is essentially grey” นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 3869 แบบไขลาน (Manual-winding) ซึ่งเป็นกลไกที่ได้รับการปรับปรุงจากตำนาน Calibre 3861

นาฬิกาตกแต่งด้วยลวดลายพื้นผิวของดวงจันทร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากกรรมวิธีการระเหยด้วยเลเซอร์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านกลไกด้านใน ด้านใกล้ของดวงจันทร์จะเผยโฉมระหว่างหน้าปัดแบบฉลุ (Skeletonised) สีเทา ในขณะที่ด้านไกลของดวงจันทร์จะปรากฏอยู่บนฝาหลังตัวเรือน สร้างภูมิทัศน์ดวงจันทร์ที่ดื่มด่ำ

เรือนเวลารุ่นใหม่ Apollo 8 คือการรำลึกเชิงภาพและอารมณ์ต่อภารกิจที่ได้เห็น “ด้านมืดของดวงจันทร์” เป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ ในกลุ่ม Dark Side ยังมีการเปิดตัวรุ่นพิเศษที่ติดตั้งด้วยกลไกไขลาน Black Edition Co-Axial Master Chronometer 9908 ซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยเข็มโครโนกราฟกลางสีแดงสดตัดกับหน้าปัดแบบด้านสีดำที่ประดับด้วยเครื่องหมายสีเทาและสีแดง

เพื่อเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับความก้าวหน้าทางเทคนิค OMEGA ได้นำเสนอนวัตกรรมของสายนาฬิกาด้วย โดยสายผ้าไนลอนได้รับการบุด้วยยางด้านในเพื่อเพิ่มความสบายในการสวมใส่ ขณะที่สายยางแบบใหม่นั้นมาพร้อมลวดลายพื้นผิวของดวงจันทร์ที่ด้านหลังสาย สร้างความเชื่อมโยงที่สัมผัสได้กับมรดกการสำรวจอวกาศ

บทสรุปเชิงวิเคราะห์กับการก้าวข้าม ขีดจำกัดของเซรามิก

สิ่งที่ OMEGA ทำในคอลเลกชัน Dark และ Grey Side of the Moon รอบใหม่นี้ คือการแสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อตลาดและเทคนิคการผลิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกเหนือจากแค่การปล่อยรุ่นใหม่เพื่อสานต่อเท่านั้น แต่เป็นการ “แก้โจทย์ทางวิศวกรรม” ที่สำคัญ

ประการแรก การปรับตัวเรือนเซรามิกให้มีมิติที่เพรียวบางลง ในหลายรุ่นถือเป็นการตอบรับคำวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดที่เคยมีมาสำหรับนาฬิกาเซรามิกของ OMEGA ซึ่งมักถูกมองว่าหนาและใหญ่ไปเล็กน้อยสำหรับข้อมือทั่วไป การปรับลดความหนาโดยไม่ลดทอนคุณสมบัติ Master Chronometer และความแข็งแกร่งของเซรามิกถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม

ประการที่สอง การเลือกใช้กลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 3869 ในรุ่น Apollo 8/Grey Side เป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาด กลไก 3869 ที่เป็นแบบไขลานได้เชื่อมโยงนาฬิกากลับไปสู่จิตวิญญาณดั้งเดิมของ Moonwatch ที่ใช้กลไก Lemania 321 และ 861 ซึ่งเป็นแบบไขลานเช่นกัน การผสานความเก่าแก่ของกลไกไขลานเข้ากับความทันสมัยของวัสดุเซรามิก และการตกแต่งกลไกเป็นลวดลายพื้นผิวดวงจันทร์แบบสามมิติที่ซับซ้อน ทำให้รุ่นนี้กลายเป็นงานศิลปะเชิงวิศวกรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า

สุดท้ายนี้ การมีอยู่ของสี่หน้าปัดที่แตกต่างกัน (All-black, Dark Side ทั่วไป, Grey Side/Apollo 8, และ New Manual Black Edition) แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความเชี่ยวชาญในเทคนิคการตกแต่งเซรามิกด้วยเลเซอร์ที่ OMEGA สามารถนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง คอลเลกชันนี้ได้ตอกย้ำตำแหน่งของ OMEGA ในฐานะผู้บุกเบิกด้านเซรามิกในอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และเป็นการวางรากฐานให้กับ Chronograph ยุคใหม่ ที่เน้นทั้งความแม่นยำทาง Master Chronometer และความสง่างามที่สวมใส่ได้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค: Omega Dark Side of the Moon Black Edition Co-Axial Master Chronometer 9908

กลไก: คาลิเบอร์ 9908 แบบ Co-Axial Master Chronometer ผ่านการรับรองจาก METAS สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที เข็มวินาทีย่อย และโครโนกราฟ
ตัวเรือน: เซรามิก ขนาด 44.25 มม. หนา 15.09 มม. กันน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: เซรามิกสีดำ
สายนาฬิกา: สายยางสีดำ พร้อมบานพับเซรามิก

ข้อมูลทางเทคนิค: Omega Dark Side of the Moon

กลไก: คาลิเบอร์ 9900 แบบ Co-Axial Master Chronometer ผ่านการรับรองจาก METAS สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที เข็มวินาทีย่อย และโครโนกราฟ
ตัวเรือน: เซรามิก ขนาด 44.25 มม. หนา 15.09 มม. กันน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: เซรามิกสีดำ
สายนาฬิกา: สายผ้าไนลอนสีดำบุยางด้านใน หรือสายยางสีดำ พร้อมบานพับเซรามิก

ข้อมูลทางเทคนิค: Omega Dark Side of the Moon All-Black Edition

กลไก: คาลิเบอร์ 9908 แบบ Co-Axial Master Chronometer ผ่านการรับรองจาก METAS สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที เข็มวินาทีย่อย และโครโนกราฟ
ตัวเรือน: เซรามิก ขนาด 44.25 มม. หนา 15.09 มม. กันน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: เซรามิกสีดำ
สายนาฬิกา: สายผ้าไนลอนสีดำบุยางด้านใน หรือสายยางสีดำ พร้อมบานพับเซรามิก

ข้อมูลทางเทคนิค: Omega Grey Side of the Moon Edition

กลไก: คาลิเบอร์ 3869 แบบ Co-Axial Master Chronometer ผ่านการรับรองจาก METAS สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที เข็มวินาทีย่อย และโครโนกราฟ
ตัวเรือน: เซรามิกเคลือบพลาสมา ขนาด 44.25 มม. หนา 12.97 มม. กันน้ำ 50 เมตร
หน้าปัด: โครงสร้างโปร่งใส อะลูมิเนียมอโนไดซ์สีเทา
สายนาฬิกา: สายผ้าไนลอนสีเทาบุยางสีดำ หรือสายยางสีเทา พร้อมตัวล็อกบานพับเซรามิกขัดเงา-ปัดด้าน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bulova x Shelby Chronograph การแสดงความเคารพต่อรถยนต์อเมริกันมัสเซิลคาร์
IWC Schaffhausen เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้า เผยโฉม Portugieser Automatic 42 ลิมิเต็ดอิดิชั่น หน้าปัดสีเบอร์กันดี
“Classic Perpetual Calendar Manufacture” นิยามใหม่ของความสง่างามที่ย่อส่วน

World Watch Day: 10 ตุลาคม 2025 วันที่โลกผนึกรวมใต้เงาเข็มนาฬิกา 10:10

World Watch Day 2025 เปิดตัวยิ่งใหญ่ เข้าถึงกว่า 6 ล้านคน พร้อมสร้างเรื่องราวบทใหม่ที่ครอบคลุมสำหรับวงการนาฬิกา

Revo Insight: เมื่อศิลปะการวัดเวลาเปลี่ยนเป็น “มรดกร่วม” ที่เข้าถึงผู้คนกว่า 6 ล้านคน

ในที่สุดความฝันของชุมชนคนรักนาฬิกาทั่วโลกก็เป็นจริง การเปิดตัว World Watch Day ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น งานฉลองระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์นี้จัดขึ้นโดย World Watch Day Association โดยมีเป้าหมายเพื่ออุทิศให้กับศิลปะ วัฒนธรรม นวัตกรรม และมรดกของการผลิตนาฬิกา ซึ่งสามารถรวบรวมชุมชนการผลิตนาฬิกาทั้งหมดมารวมกันภายใต้ความหลงใหลร่วมกันนั่นก็คือการวัดเวลา การเลือกวันที่ 10 ตุลาคม เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนตำแหน่ง 10:10 ของเข็มนาฬิกา ซึ่งเป็นภาพที่เกี่ยวข้องกับความกลมกลืน ความแม่นยำ และการเฉลิมฉลองเวลาที่เป็นสากล

พลังของรูปแบบผสมผสาน กับการเข้าถึงที่ทลายขีดจำกัด

กุญแจสำคัญที่ทำให้อีเวนต์ครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จคือการเลือกใช้รูปแบบ “ผสมผสาน” (Hybrid Format) ที่ชาญฉลาด ซึ่งรวมเอาทั้งกิจกรรมดิจิทัลและกิจกรรมทางกายภาพ ทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่นเข้าด้วยกัน กิจกรรม นิทรรศการ และการประชุมถูกจัดขึ้นพร้อมกันในกว่า 25 ประเทศ สามารถเข้าถึงผู้ชมได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง

ในโลกออนไลน์ World Watch Day ครั้งแรกนี้สร้างการเข้าถึงรวมโดยประมาณกว่า 6 ล้านคน ผ่านโพสต์นับร้อยบนโซเชียลมีเดียภายใต้แฮชแท็ก #worldwatchday สื่อต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งสื่อทั่วไปและสื่อเฉพาะทางต่างเข้าร่วมการเฉลิมฉลอง เช่นเดียวกับแบรนด์นาฬิกาจำนวนมาก ชมรมนักสะสม งานแสดงสินค้า พิพิธภัณฑ์ และร้านค้าปลีกต่างร่วมกันแบ่งปันเนื้อหาทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมอันทรงพลังนี้แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังของสื่อและชุมชนอย่างแท้จริง

ไฮไลต์ทั่วโลก จากเจนีวาถึงเซี่ยงไฮ้

กิจกรรมทางกายภาพที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม ได้ตอกย้ำถึงความยิ่งใหญ่ระดับโลกของวันสำคัญนี้ เช่น

  • ที่เมืองเจนีวา พิพิธภัณฑ์ศิลปะและประวัติศาสตร์ ได้เปิดตัวนิทรรศการ “Even a Broken Clock Is Right Three Times a Day” ตรงเวลา 10:10 น. อย่างแม่นยำ
  • ในนิวยอร์ก Horological Society of New York ได้เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนกลางแมนฮัตตัน
  • ที่ La Chaux-de-Fonds พิพิธภัณฑ์นาฬิกานานาชาติ ได้นำเสนอการบรรยายนำชมในธีมประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาทั่วโลก
  • ในกรุงปารีส Bucherer ได้จัดงานประชุมและเสวนาเต็มวันร่วมกับบุคคลสำคัญจากโลกของนาฬิกาและวัฒนธรรม
  • ที่เมือง Besançon ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของการผลิตนาฬิกาของฝรั่งเศส และเมืองอื่น ๆ ในฝรั่งเศส นาฬิกาสาธารณะและระฆังโบสถ์ได้ส่งเสียงกังวานในเวลา 10:10 น. เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแบ่งปันช่วงเวลานี้
  • ใน Vallée de Joux ซึ่งเป็นหุบเขาแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา Espace Horloger เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Audemars Piguet และ Jaeger-LeCoultre

บทสรุปและทิศทางใหม่ ที่เปิดรับสำหรับทุกคน

การเปิดตัว World Watch Day ครั้งแรกนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของแนวคิดที่รวมเป็นหนึ่งและเป็นสากล มันได้วางรากฐานสำหรับงานเฉลิมฉลองระดับโลกประจำปี โดยมีแบรนด์ สถาบัน สื่อ และผู้ที่ชื่นชอบมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น

สำหรับครั้งแรกนี้ได้สร้างการเข้าถึงโดยประมาณรวมกว่า 6 ล้านคน ผ่านโพสต์หลายร้อยรายการบนโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ภายใต้แฮชแท็ก #worldwatchday สื่อต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งสื่อทั่วไปและสื่อเฉพาะทาง ได้เข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งแรกนี้ผ่านการจัดเสวนาหรือบทความและโพสต์เฉพาะ แบรนด์นาฬิกาจำนวนมากก็เข้าร่วมด้วยการแบ่งปันเนื้อหาทางวัฒนธรรมเพื่อนำเสนอการจัดงานครั้งแรกนี้ เช่นเดียวกับชมรมนักสะสม งานแสดงสินค้า พิพิธภัณฑ์ และร้านค้าปลีก 

World Watch Day ได้เขียนหน้าแรกของเรื่องราวใหม่ของวงการนาฬิกา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีความ ครอบคลุม และเปิดกว้างสำหรับทุกคน จุดแข็งที่แท้จริงของวันนี้คือการเปิดกว้าง ในปี 2026 World Watch Day Association มุ่งหวังที่จะย้ำความสำเร็จนี้ และเสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับผู้เล่นในชุมชนนาฬิกาทั่วโลก นี่คือการเชิญชวนอย่างเปิดเผยให้ทุกคนมาแบ่งปันความหลงใหลในศิลปะการวัดเวลาในทุกรูปแบบ และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ได้ 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon Pierre Gasly ความแม่นยำและจิตวิญญาณนักแข่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลา
Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”
Breitling ฟื้นคืนตำนานด้วยคอลเลกชัน Lady Premier สำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ

Bulova x Shelby Chronograph การแสดงความเคารพต่อรถยนต์อเมริกันมัสเซิลคาร์

Bulova สานต่อมรดกมอเตอร์สปอร์ตด้วยตัวเรือน Bullhead และกลไก Precisionist

ตลอดระยะเวลา 150 ปี ที่ผ่านมา Bulova ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ในการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องราวที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักของแบรนด์นั้น แท้จริงแล้วมีความผูกพันกับมอเตอร์สปอร์ต (Motorsports) อย่างลึกซึ้ง

ในขณะที่ Bulova เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางสำหรับนวัตกรรมตลอดระยะเวลา 150 ปี อีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กันแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก คือความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งของบริษัทกับโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการเป็นพันธมิตรกับรายการใหญ่ ๆ เช่น NASCAR และ Indy 500 ทำให้ Bulova ไม่เพียงแต่มีโอกาสแสดงความก้าวหน้าในด้านความแม่นยำของการจับเวลาเท่านั้น ยังได้ทดสอบคุณสมบัติเหล่านี้ภายใต้สภาวะความกดดันสูงในสถานการณ์จริง ก่อนที่จะนำเสนอต่อผู้บริโภคด้วย คุณสมบัติหลายอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปในนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งรถ เช่น โครโนกราฟ สเกลแทคิมิเตอร์ (Tachymeter Scales) และหน้าปัดที่มี คอนทราสต์สูง ได้รับความนิยมส่วนหนึ่งก็มาจากการมีส่วนร่วมของ Bulova ในวงการแข่งรถยนต์

การเดินทางของ Bulova ในวงการมอเตอร์สปอร์ตย้อนกลับไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของการแข่งรถยนต์ในอเมริกา ในขณะที่แบรนด์สวิสมีอิทธิพลเหนือวงการแข่งรถในยุโรป บริษัทอเมริกันอย่าง Bulova ก็กระตือรือร้นที่จะสร้างมรดกของตนเองในประเทศ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์มีบทบาทที่หลากหลายในมอเตอร์สปอร์ต ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์จับเวลาอย่างเป็นทางการ ไปจนถึงการสนับสนุนทีมและนักแข่ง และความร่วมมือล่าสุดกับ Shelby American ถือเป็นความต่อเนื่องที่เป็นธรรมชาติของธรรมเนียมนี้

NASCAR ซึ่งมีฐานแฟนคลับขนาดใหญ่และมีรากฐานความเป็นอเมริกันที่โดดเด่น ได้เป็นเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับ Bulova ในช่วงปี 1960 ถึง 1970 แบรนด์นี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “นาฬิกาอย่างเป็นทางการ” (Official Watch) ของ NASCAR ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการจับเวลาการแข่งขัน ระบบการจับเวลาที่ซับซ้อนของ Bulova เช่น การจับเวลาแบบเสี้ยววินาที (Split-second Timing) ช่วยเพิ่มความแม่นยำให้กับผลการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระบบจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น Bulova ยังสนับสนุน NASCAR ด้วยการเป็นสปอนเซอร์ให้กับนักแข่ง ทีม และการแข่งขันสำคัญ ๆ โดยมีโลโก้ปรากฏบนรถแข่ง เครื่องแบบ และสื่อโฆษณาต่าง ๆ

เพื่อใช้ประโยชน์จากความร่วมมือเหล่านี้ Bulova ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษที่มีตราสัญลักษณ์ของ NASCAR หรือได้รับการออกแบบโดยมีแรงบันดาลใจทางภาพจากสนามแข่ง นาฬิกาเหล่านี้มักมี ขอบตัวเรือนแทคิมิเตอร์ และดีไซน์ที่ดูสปอร์ตชัดเจน พร้อมสีสันสดใสที่ได้มาจากตราสัญลักษณ์ของการแข่งรถสต็อกคาร์

ในทำนองเดียวกัน Bulova ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรายการ Indianapolis 500 อันเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 1911 Bulova เป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาชาวอเมริกันรายแรก ๆ ที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ” (Official Timekeeper) ของงานนี้ โดยจัดหาเครื่องมือวัดที่มีความแม่นยำสูงซึ่งจำเป็นสำหรับการบันทึกผลและบังคับใช้กฎระเบียบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตราสินค้าของแบรนด์ได้รับการนำเสนออย่างเด่นชัดที่ Indianapolis Motor Speedway ซึ่งทำให้บริษัทสามารถเชื่อมโยงกับแฟน ๆ การแข่งรถกลุ่มใหญ่ได้ นอกจากนี้แบรนด์ยังได้ออกนาฬิกาในธีม Indy 500 เป็นครั้งคราว โดยมีการรวมโลโก้ของงานหรือองค์ประกอบการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งรถล้อเปิด

Carroll Shelby คือบุคคลในตำนานแห่งโลกยานยนต์ ผู้ซึ่งช่วยกำหนดนิยามใหม่ของวัฒนธรรมสมรรถนะของอเมริกา Bulova x Shelby Racing Chronograph คือการแสดงความเคารพต่อมรดกของเขาในยุคสมัยใหม่ ซึ่งผสานรวมความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของ Bulova เข้ากับดีไซน์รถ มัสเซิลคาร์ (Muscle Car) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Shelby

Bulova x Shelby Chronograph ได้รับแรงบันดาลใจทางภาพจากรถยนต์ 1967 Shelby GT500 ซึ่งเป็นรถที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่น่าประทับใจ ตัวเรือนนาฬิกามาในรูปทรง “Bullhead” สแตนเลสสตีลขนาดใหญ่ 43 มม. ซึ่งสะท้อนความงามที่แข็งแกร่งของ GT500 การตกแต่งเน้นด้วยโทนสี น้ำเงินและขาว แบบคลาสสิกของ Shelby ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมโยงกับรถในตำนานวงแหวน แทคิมิเตอร์ สีดำล้อมกรอบหน้าปัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือสำหรับวัดความเร็ว และเป็นการอ้างอิงทางภาพถึงมรดกของการแข่งรถ

โครโนกราฟนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Precisionist ของแบรนด์ซึ่งทำงานด้วยความถี่ 262kHz ที่เร็วกว่ากลไกควอตซ์ มาตรฐานถึงแปดเท่า ทำให้สามารถจับเวลาเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำถึง 1/1000 ของวินาที เข็มวินาทีที่กวาดอย่างต่อเนื่อง มอบสัมผัสแบบกลไก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชุมชนคนรักนาฬิกาโดยทั่วไป

โครโนกราฟนี้มาพร้อมกับสายยาง HNBR ที่มีลายแถบแข่งรถสีน้ำเงินและขาว นาฬิกาแต่ละเรือนยังมาพร้อมกับ โมเดลรถจำลองโลหะ (Die-cast Model) 1967 Shelby GT500 ในสเกล 1:24 ซึ่งเพิ่มองค์ประกอบความเป็นของสะสมให้กับรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นนี้ Bulova x Shelby Chronograph ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 7,500 เรือน โดยมีฝาหลังตัวเรือนสลักหมายเลขพร้อมลายเซ็นของ Carroll Shelby

ข้อมูลทางเทคนิค 

  • รุ่น: Bulova x Shelby Racing Chronograph
  • กลไก: ควอตซ์ความถี่สูง 262 kHz จาก Bulova
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีเล็ก วันที่ จับเวลาได้ละเอียดถึง 1/1000 วินาที ทาคีมิเตอร์
  • ตัวเรือน: ขนาด 43 มม. สแตนเลสสตีล
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน พร้อมหน้าปัดย่อยสีขาว
  • สายนาฬิกา: ยาง HNBR ลายแถบสีน้ำเงิน-ขาว พร้อมบานพับล็อกและปุ่มกด
  • ราคา: 1,350 ดอลลาร์สหรัฐ
  • การวางจำหน่าย: จำนวนจำกัด 7,500 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
TAG Heuer Connected Calibre E5 × New Balance Edition ยกระดับประสิทธิภาพสู่ยุคดิจิทัล
Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”
Man of the Hour : ถอดรหัสมนต์เสน่ห์เหนือกาลเวลา ผ่านสารคดี 8 ตอนที่เปิดเผยชีวิต จิตวิญญาณ และมรดกของสุดยอดช่างนาฬิกาโลก

IWC Schaffhausen เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้า เผยโฉม Portugieser Automatic 42 ลิมิเต็ดอิดิชั่น หน้าปัดสีเบอร์กันดี

IWC Schaffhausen Portugieser Automatic 42 มาพร้อมกลไกอินเฮาส์ และโรเตอร์รูปม้าทองคำ

IWC Schaffhausen ได้สานต่อธรรมเนียมการสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระตรุษจีน ด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Portugieser Automatic 42 Year of the Horse ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น เพื่อต้อนรับการเริ่มต้นของปีม้า นาฬิการุ่นพิเศษนี้ (Ref. IW501709) ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือน ทั่วโลก และพร้อมต้อนรับปีม้าที่จะเริ่มต้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026

ในวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ม้าเป็นสัญลักษณ์ของพลังงานที่มีชีวิตชีวาและสูงส่ง และถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จและโชคลาภ ผู้ที่เกิดในปีม้ากล่าวกันว่าเป็นคนกระตือรือร้น รักอิสระ และขยันขันแข็ง ปีม้าจึงมักเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้า โอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น และความกล้าหาญที่จะเดินหน้า pursues เป้าหมายใหม่ในชีวิตด้วยความมั่นใจ

ดีไซน์อันประณีต ตัวเรือนที่เพรียวบางลง

Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Ref. IW501709) มาพร้อมตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร (ตามข้อมูลจำเพาะคือ 42.4 มม.) โครงสร้างตัวเรือนได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงด้านข้างที่เพรียวบางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งช่วยให้นาฬิกามีรูปลักษณ์ที่ดูประณีตและสง่างามยิ่งขึ้น ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ที่ 5 บาร์ และมีความสูง 13 มม.

หน้าปัดของนาฬิกาโดดเด่นด้วยสีเบอร์กันดี (Burgundy) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโทนสีแดงมงคลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน การออกแบบหน้าปัดยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Portugieser ไว้ โดยมีวินาทีเล็กอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองอยู่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งเป็นเค้าโครงย้อนไปถึงรุ่น Portugieser Automatic (Ref. 5000) จากปี 2000 เข็มนาฬิกา ตัวเลขโรมัน และเครื่องหมายแสดงชั่วโมงแบบ Appliques เป็นสีทอง นอกจากนี้ยังมีช่องแสดงวันที่ขนาดเล็กที่จัดวางไว้อย่างแนบเนียนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

หัวใจจักรกล กลไกอินเฮาส์ 7 วัน พร้อมโรเตอร์รูปม้าทองคำ

Portugieser Automatic 42 Year of the Horse ขับเคลื่อนด้วยกลไก IWC-manufactured Calibre 52011 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติ (Automatic) กลไกมีความถี่ในการทำงาน 28,800 vph/4 Hz และประกอบด้วยทับทิม 31 เม็ด

จุดเด่นของกลไกนี้คือระบบขึ้นลานอัตโนมัติแบบ Pellaton อันทรงประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญทำจากเซรามิก ระบบนี้ใช้การเคลื่อนที่ของโรเตอร์ในการขึ้นลานทั้งสองทิศทาง และสามารถสะสมพลังงานสำรองได้สูงถึง 168 ชั่วโมง หรือ 7 วันเต็ม ในตลับลานคู่

ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือ โรเตอร์ชุบทอง (Gold-plated Rotor) ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ โรเตอร์ถูกออกแบบมาในรูปทรงของม้ากำลังควบ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเทศกาลตรุษจีนและเฉลิมฉลองพลังชีวิตของปีม้า

Portugieser Automatic 42 Year of the Horse มาพร้อมสายหนังจระเข้สองเส้นเพื่อความหลากหลายในการใช้งาน ได้แก่ สายสีดำ และสายสีเบอร์กันดี ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับบานพับแบบพับที่ทำจากสแตนเลสสตีล

บทสรุปเชิงวิเคราะห์ผ่านมุมมอง Revo กับจิตวิญญาณแห่งม้า 

สิ่งที่ IWC Schaffhausen สร้างสรรค์ในรุ่น Portugieser Automatic 42 Year of the Horse นอกจากจะเป็นนาฬิกาสะสมสำหรับปีนักษัตรแล้ว ยังเป็นการหลอมรวม “ศาสตร์แห่งเครื่องมือ” เข้ากับ “สุนทรียศาสตร์ทางวัฒนธรรม” อย่างชาญฉลาด

การยกระดับความหรูหราของ Portugieser:
การปรับโครงสร้างตัวเรือนให้มีรูปทรงที่ เพรียวบางลง พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง ทำให้ดีไซน์ของ Portugieser ที่เดิมเน้นความสมดุล มีความสง่างามระดับ Dress Watch มากขึ้นอย่างชัดเจน การใช้หน้าปัดสีเบอร์กันดี เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม เพราะสีนี้เชื่อมโยงกับ “สีแดงมงคล” ของตรุษจีนได้โดยไม่ดูฉูดฉาด แต่ให้ความรู้สึก ลุ่มลึกและมีระดับ 

พลังของวิศวกรรมที่มั่นคง:
การใช้กลไกอินเฮาส์ Calibre 52011 ซึ่งมีระบบขึ้นลาน Pellaton และกำลังสำรองมหาศาลถึง 7 วันเต็ม คือหัวใจที่ทรงพลัง เพราะการมีพลังงานสำรองยาวนานเป็นคุณสมบัติเชิงปฏิบัติที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของนาฬิกาอัตโนมัติ มันมอบความน่าเชื่อถือและความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้สวมใส่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำปรัชญา “Ingenious, Robust, and Easy to use” ของ IWC

ความสำคัญของโรเตอร์รูปม้า:
รายละเอียดของ โรเตอร์ชุบทองรูปม้ากำลังควบ ที่มองเห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ คือจุดที่ผสานงานศิลป์เข้ากับวิศวกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นกลไกซับซ้อน แต่การเพิ่มสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่เช่นนี้ ได้เปลี่ยนกลไกที่เคร่งครัดให้กลายเป็น งานศิลปะเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ (Spirited Moving Art) ของ “ปีม้า” ซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่งและอิสรภาพ

สรุปภาพรวม:
นาฬิการุ่นนี้คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการสร้างสรรค์นาฬิกาลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ไม่ได้อาศัยเพียงแค่สัญลักษณ์เท่านั้น ยังเป็นการอัปเกรดผลิตภัณฑ์หลักให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในด้านความงาม (ขนาด 42 มม. ที่ดูดีขึ้น) และด้านเทคนิค (กลไก 7 วันอันเป็นตำนาน) นี่คือเรือนเวลาที่คู่ควรกับนักสะสมที่ต้องการทั้งความซับซ้อนทางกลไกและความผูกพันทางวัฒนธรรม ในสไตล์ที่สง่างามและใช้งานได้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Reference IW501709)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42.4 มม. ความสูง 13 มม. รูปทรงด้านข้างเพรียวบางลง กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องด้านหน้าและหลัง
    • หน้าปัด: สีเบอร์กันดี (Burgundy) เข็ม ตัวเลขโรมัน และ Appliques สีทอง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็กแบบแฮ็กกิ้ง (Small Hacking Seconds) แสดงวันที่ แสดงกำลังสำรอง การกันน้ำ 50 เมตร
  • กลไก: IWC-manufactured Calibre 52011 ประเภทอัตโนมัติ ระบบขึ้นลาน Pellaton ความถี่ 28,800 vph/4 Hz กำลังสำรอง 7 วันในตลับลานคู่ โรเตอร์ชุบทองรูปทรงม้ากำลังควบ
    • สาย: สายหนังจระเข้ 2 เส้น (สีดำ และ สีเบอร์กันดี) พร้อมบานพับพับสแตนเลสสตีล
  • จำนวนจำกัด: 500 เรือน

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่:
เส้นทางแห่งความฝันของ Angelo Bonati ซีอีโอ Panerai กับบทสัมภาษณ์สุดท้ายที่สะเทือนวงการ
Urwerk The Future of Timekeeping
Exclusive: Cameron Barr แชร์เรื่องราวเบื้องหลังความท้าทายและความสำเร็จในการออกแบบนาฬิกาคอลลาโบเรชันครั้งแรกกับ Zodiac

 Frederique Constant “Classic Perpetual Calendar Manufacture” นิยามใหม่ของความสง่างามที่ย่อส่วน

Frederique Constant ยกระดับปฏิทินถาวร ย่อส่วนตัวเรือนสู่ 40 มม. เพิ่มพลังสำรอง 72 ชั่วโมง ด้วยกลไก FC-776 อินเฮาส์

Frederique Constant (เฟรเดอริก คองสตองต์) เผยโฉมนาฬิกาปฏิทินถาวรรุ่นล่าสุดที่เปี่ยมล้นด้วยความสง่างามบริสุทธิ์ นาฬิการุ่นนี้อัดแน่นไปด้วยเสน่ห์ของยุคสมัยเก่าอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์รุ่นใหม่ล่าสุด

Classic Perpetual Calendar Manufacture รุ่นล่าสุดนี้ได้รับการปรับให้เพรียวบางลงเหลือขนาดเพียง 40 มม. ซึ่งเป็นมิติที่ลงตัวและสวมใส่ได้ง่ายขึ้นอย่างมาก โดยมาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดถึงสี่สีอันทรงเสน่ห์ ได้แก่ สีแซลมอน สีเงิน สีน้ำเงิน และ สีดำ ซึ่งทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังกลไก FC-776 Caliber ที่ได้รับการอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น

Frederique Constant ได้สร้างชื่อเสียงอันแข็งแกร่งมาโดยตลอด ในฐานะผู้ส่งมอบศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมและนวัตกรรมทางเทคนิคที่มาพร้อมคุณค่าอันยอดเยี่ยม แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในการนำนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนสูง ซึ่งผสานรวมระหว่างสุนทรียศาสตร์อันประณีตและความซับซ้อนทางกลไกไปสู่กลุ่มนักสะสมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ณ โรงงานผลิตอันทันสมัยที่สุดในเจนีวา ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลไกอินเฮาส์ทั้งหมดของแบรนด์ถูกพัฒนา ผลิต และประกอบขึ้นเองภายในองค์กรโดยสมบูรณ์ และการมาของกลไกรุ่นล่าสุดอย่าง Manufacture FC-776 สำหรับนาฬิกา Classic Perpetual Calendar Manufacture นี้ ก็ได้ตอกย้ำความสามารถของแบรนด์ด้วยการเป็นกลไกอินเฮาส์ลำดับที่ 34 ที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงของหน้าปัดแซลมอน กะทัดรัดและละเอียดอ่อนขึ้น

เจาะลึกไปที่รุ่น Classic Perpetual Calendar Manufacture หน้าปัดสีแซลมอนโดยเฉพาะ เมื่อครั้งเปิดตัวในปี 2016 นั้น Classic Perpetual Calendar Manufacture คือหนึ่งในนาฬิกาปฏิทินถาวรที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาด นับจากนั้นเป็นต้นมา นาฬิการุ่นนี้ก็ได้ถูกนำกลับมาปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบชิ้นส่วนใหม่ การตกแต่งที่ดียิ่งขึ้น และการปรับปรุงคุณสมบัติทางเทคนิคให้เหนือกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

Classic Perpetual Calendar Manufacture หน้าปัดสีแซลมอนลายซันเรย์ เรียบหรูและเหนือกาลเวลา

Frederique Constant ได้เปิดตัวนาฬิกาปฏิทินถาวรที่ใหม่หมดจดและกะทัดรัดยิ่งขึ้น พร้อมหน้าปัดสีแซลมอน ในงาน Watches and Wonders 2025 นาฬิการุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับการอัปเดตและปรับปรุงครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่ตัวเรือน Classic Case สแตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ซึ่งลดขนาดลงจากเดิมที่ 42 มม. หน้าปัด Sunray สีแซลมอน มีหน้าปัดย่อยสำหรับแสดงฟังก์ชันปฏิทินที่ถูกเซาะร่องลงไปเล็กน้อย พร้อมด้วยช่องแสดงข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) มินิมัลลิสต์ สีน้ำเงินที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เมื่อรวมเข้ากับหลักชั่วโมงแบบ Diamond Cut ขัดเงา และเข็ม Dauphine ที่เพรียวบางลง องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้หน้าปัดมีมิติและความดึงดูดสายตาที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน

การอัปเกรดกลไกและคุณค่าที่เหนือกว่า

อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงความงามเท่านั้น เพราะ Classic Perpetual Calendar Manufacture รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติ FC-776 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานใหม่หมด กลไกนี้มีการตกแต่งที่สง่างามและตรงไปตรงมา เช่น เทคนิคเพอร์ลาจ (Perlage) และ Geneva Stripes และที่สำคัญที่สุดคือ กลไกนี้มอบกำลังสำรอง 72 ชั่วโมง และทำงานด้วยความถี่ที่ไว้ใจได้ในระดับ 4Hz การมาถึงของกลไกนี้ทำให้ FC-776 กลายเป็นกลไกอินเฮาส์ลำดับที่ 34 ที่ Frederique Constant ได้พัฒนาขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัท

นาฬิการุ่นนี้คือการปรับปรุงที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับรุ่นแรกปี 2016 ที่มีราคา 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รุ่นใหม่นี้มีราคาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อคุณนำปัจจัยต่าง ๆ มารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกลไกที่ดีขึ้น การปรับปรุงตัวเรือนที่ประณีตขึ้น และการปรับหน้าปัดที่ดูสดใหม่ คุณจะพบว่าคุณได้รับนาฬิกาที่มีคุณค่ามหาศาล ในราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การขยายไลน์อัพและรายละเอียดหน้าปัด

Frederique Constant ได้เปิดตัวนาฬิกาปฏิทินถาวรเพิ่มอีกสามรุ่นตามความสำเร็จอย่างล้นหลามของรุ่นหน้าปัดสีแซลมอน การเปิดตัวใหม่นี้ประกอบด้วยสองเวอร์ชันที่มาในตัวเรือนสแตนเลสสตีล และรุ่นที่สามที่หรูหรากว่าด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K

Classic Perpetual Calendar Manufacture หน้าปัดสีเงินลายซันเรย์ สง่างามและเหนือกาลเวลา

รุ่นหน้าปัดสีเงิน และสีน้ำเงิน มาพร้อมตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ทำให้สามารถสวมใส่ได้หลากหลายสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ตัวเรือนสามส่วนนี้ทำจากสแตนเลสสตีลพร้อมการขัดเงา และสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 50 เมตร โดยรวมแล้ว ตัวเรือนใหม่นี้มีรูปทรงที่ดูนุ่มนวลขึ้น ด้วยส่วนโค้งที่อ่อนโยนกว่า และขาตัวเรือนที่ได้รับการออกแบบให้เพรียวบางลง

หน้าปัด Sunray สีน้ำเงิน ให้สัมผัสที่ดูร่วมสมัย ขณะที่หน้าปัด Sunray สีเงินให้ความรู้สึกแบบดั้งเดิมและเป็นกลาง หลักชั่วโมงแบบ Diamond Cut และเข็ม Dauphine ถูกทำให้เพรียวบางลง นอกจากนี้ ยังมีรางรถไฟบอกนาทีอยู่รอบขอบหน้าปัด ซึ่งรูปแบบนี้ได้รับความนิยมจากดีไซน์แบบ Art Deco

Classic Perpetual Calendar Manufacture หน้าปัดสีน้ำเงินลายซันเรย์ หรูหราและเหนือกาลเวลา

ดีไซน์แบบมินิมัลลิสต์ พร้อมหน้าปัดย่อยที่ถูกจัดวางอย่างเหมาะสม ทำให้ Classic Perpetual Calendar Manufacture เป็นนาฬิกาที่มีจอแสดงผลปฏิทินถาวรที่สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจนที่สุดรุ่นหนึ่ง ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา คือหน้าต่างแสดงวันที่ ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา คือหน้าต่างแสดงวันในสัปดาห์ สำหรับที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา คือหน้าต่างแสดงเดือนและปีอธิกสุรทิน ขณะที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คือหน้าต่างแสดงข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) กลไกนี้ถูกควบคุมผ่านปุ่มกดแบบฝังบนตัวเรือน และตกแต่งด้วยลาย Côtes de Genève และลายเพอร์ลาจ รวมถึงโรเตอร์แบบเปลือยสีทอง

Frederique Constant Classics Perpetual Calendar Manufacture ตัวเรือนเยลโล่ว์โกลด์ 18K จับคู่หน้าปัดออนิกซ์สีดำ หรูหราและร่วมสมัย

รุ่นลิมิเต็ดเยลโลว์โกล์ 18K

นอกเหนือจากนาฬิกาตัวเรือนสแตนเลสสตีลสองรุ่นแล้ว Frederique Constant ยังได้เปิดตัว Classic Perpetual Calendar Manufacture รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 37 เรือน ซึ่งมาในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K พร้อมด้วยหน้าปัดสีดำ รุ่นทองคำนี้มีความสูงตัวเรือนที่บางลงเล็กน้อย และสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 30 เมตร ทำให้รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นนี้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับโอกาสที่เป็นทางการ เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ชุดทักซิโด้

บทสรุปผ่านมุมมอง Revo กับกลไกซับซ้อนที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

สิ่งที่ Frederique Constant ทำกับ Classic Perpetual Calendar Manufacture รุ่นใหม่นี้คือการยกระดับสถานะของตัวเองในโลกของนาฬิกาคอมพลิเคชั่นสูงอย่างแท้จริง การที่ FC สามารถย่อขนาดตัวเรือนลงเหลือ 40 มม. ได้นั้น คือการพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมที่ทำให้ความสง่างามตามแบบฉบับสวิสกลับมาสู่ข้อมือในรูปแบบที่สวมใส่ได้จริง

ให้คะแนนสูงเป็นพิเศษในเรื่อง “ความชัดเจนในความซับซ้อน” การออกแบบมินิมัลลิสต์และการอัปเกรดกลไก FC-776 การเพิ่มกำลังสำรอง 72 ชั่วโมง หรือสามวันเต็ม นั้นมีความหมายมากกว่าแค่ตัวเลข สำหรับนาฬิกาปฏิทินถาวรซึ่งยุ่งยากในการตั้งค่าใหม่ หากนาฬิกาหยุดเดิน กำลังสำรอง 72 ชั่วโมงนี้คือคุณสมบัติเชิงปฏิบัติที่สำคัญมาก มันทำให้ผู้สวมใส่สามารถถอดนาฬิกาทิ้งไว้ได้ตลอดสุดสัปดาห์โดยไม่ต้องกังวล นี่คือการตัดสินใจที่แสดงให้เห็นว่า Frederique Constant ไม่ได้แค่สร้างกลไกที่ซับซ้อน แต่ยังสร้างกลไกที่เข้าใจการใช้งานจริงของผู้สวมใส่

การปรับปรุงรายละเอียดของหน้าปัด เช่น การใช้รางนาทีแบบรถไฟ (Railway Track) และขาตัวเรือนที่เพรียวบางลง ยิ่งตอกย้ำถึงความเข้าใจในสุนทรียศาสตร์แบบคลาสสิกอย่างลึกซึ้ง และเมื่อรวมกับกลยุทธ์ด้านราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย Frederique Constant ยังคงเป็นแชมป์ในการมอบ “คุณค่าที่เหนือกว่า” อย่างแท้จริง รุ่นใหม่นี้คือคำตอบที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับนักสะสมที่ต้องการปฏิทินถาวรที่ทั้งสง่างามและใช้งานได้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Frederique Constant Classic Perpetual Calendar Manufacture
  • รหัสอ้างอิง: FC-776SAL3H6 / FC-776N3H6 / FC-776S3H6 / FC-776ONB3H7
  • กลไก: เครื่องอินเฮาส์อัตโนมัติ FC-776 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีเล็ก ปฏิทินถาวร (วัน เดือน วันที่ ปีอธิกสุรทิน) มูนเฟส
  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. หนา 12.1 มม. สแตนเลสสตีล / เยลโลว์โกลด์ 18K กันน้ำ 50 ม. / 30 ม.
  • หน้าปัด: สีแซลมอน / น้ำเงิน / เงิน แบบซันเรย์ / สีดำออนิกซ์
  • สายนาฬิกา: หนังอัลลิเกเตอร์สีกรมท่า / น้ำตาลเข้ม พร้อมบานพับล็อก
  • ราคา: 9,995 ดอลลาร์สหรัฐ (สตีล) / 29,995 ดอลลาร์สหรัฐ (เยลโลว์โกลด์)
  • การวางจำหน่าย: รุ่นเยลโลว์โกลด์ผลิตจำกัดเพียง 37 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Man of the Hour : ถอดรหัสมนต์เสน่ห์เหนือกาลเวลา ผ่านสารคดี 8 ตอนที่เปิดเผยชีวิต จิตวิญญาณ และมรดกของสุดยอดช่างนาฬิกาโลก
Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”
H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon Pierre Gasly ความแม่นยำและจิตวิญญาณนักแข่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลา

Hublot MP-17 Meca-10 Arsham Splash การผสานงานศิลป์โบราณคดีเชิงจินตนาการกับพลังงาน 10 วันของจักรกลที่ถูกย่อส่วน

MP-17 Meca-10 Arsham Splash Titanium Sapphire คือผลงานนาฬิกาข้อมือชิ้นแรกของ Daniel Arsham สำหรับ Hublot

Hublot และ Daniel Arsham คือคู่หูที่นิยามคำว่า “Art of Fusion” ได้อย่างถึงแก่น การร่วมงานกันครั้งล่าสุดกับ MP-17 MECA-10 Arsham Splash Titanium Sapphire แทนที่จะเป็นการนำโลโก้ศิลปินมาแปะลงบนนาฬิกาแบบธรรมดา กลับใช้การสลักเสลา “เวลา” ในรูปแบบของประติมากรรมที่ถูกค้นพบจากยุคสมัยที่ล่มสลาย

Arsham คือศิลปินผู้ที่สร้างสรรค์แนวคิด โบราณคดีเชิงจินตนาการ (Fictional Archaeology) ซึ่งเป็นการนำวัตถุร่วมสมัยมาตีความใหม่ให้กลายเป็นโบราณวัตถุที่ถูกกัดกร่อนโดยกาลเวลา แนวคิดนี้ถูกผสานเข้ากับ MP-17 อย่างลื่นไหล โดยได้รับแรงบันดาลใจหลักจากน้ำที่กำลังไหล (Flowing Water) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากผลงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง MP-16 Arsham Droplet (นาฬิกาพกรูปทรงหยดน้ำ)

สถาปัตยกรรมของ หยดน้ำที่สาดกระเซ็น

สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดของ MP-17 คือรูปทรงของตัวเรือนขนาด 42 มม. ซึ่งถูกรังสรรค์ให้มีเส้นสายที่ดูอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติราวกับถูกปั้นแต่งด้วยการไหลของน้ำ ตัวเรือนทำจาก ไทเทเนียมขัดด้านแบบ Microblasted มอบสัมผัสที่ดูดิบและทนทาน ในขณะที่ขอบตัวเรือนทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ ที่ถูกทำให้เป็นผิวฝ้า (Frosted Box-shaped Sapphire Crystal) พร้อมสลักลายด้วยเลเซอร์ ทำให้เกิดมิติที่โปร่งแสงแต่มีพื้นผิวที่น่าสัมผัส

แต่ความน่าทึ่งอยู่ที่หน้าปัด ซึ่งมันถูกออกแบบให้มีช่องเปิดรูปทรง “รอยน้ำกระเซ็น” (Splash-shaped Aperture) ที่ไม่สมมาตรและดูเป็นอิสระ รอยเปิดนี้ไม่ใช่แค่ความสวยงามธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เรียกได้ว่าเป็นจุดรวมสายตาที่เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนของกลไกไขลานด้านในเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

พลังงาน 10 วันที่ถูกย่อส่วน

เบื้องหลังงานศิลปะแห่งรูปทรงนี้คือการพัฒนาทางวิศวกรรมที่สำคัญ Hublot ได้นำกลไก MECA-10 (Calibre HUB1205) ที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังสำรองที่ยาวนานถึง 10 วัน (240 ชั่วโมง) มาปรับปรุงให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถบรรจุลงในตัวเรือนขนาด 42 มม. ที่กะทัดรัดขึ้น (จากเดิม 45 มม.) การย่อส่วนครั้งนี้ไม่ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ของ MECA-10 ที่ได้แรงบันดาลใจจากชุดต่อ Meccano โดยยังคงเห็นโครงสร้างที่โปร่งตาและชุดแสดงกำลังสำรองแบบแร็คและเฟืองที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาอย่างชัดเจน

รายละเอียดที่เป็นลายเซ็นของ Arsham คือการใช้สีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ (Arsham Green) บนเข็มนาฬิกา ตัวเลข และตัวแสดงกำลังสำรอง ซึ่งเป็นสีที่สื่อถึงการถูกกัดกร่อนของทองสัมฤทธิ์ในงานประติมากรรมของเขา สีเขียวนี้ถูกใช้กับสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อสร้างมิติของวัตถุโบราณที่เรืองแสงได้ในความมืด ซึ่งเป็นการผสมผสานอดีตและอนาคตไว้ในชิ้นงานเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

บทสรุปผ่านมุมมอง Revo กับการก้าวข้าม “ความสุดโต่ง” สู่ “ความลื่นไหล”

ในมุมมองของ Revo นั้น MP-17 MECA-10 Arsham Splash คือความสำเร็จที่สำคัญของ Hublot ในสาย MP (Masterpiece) มันคือการพิสูจน์ว่านาฬิกาที่มีแนวคิดสุดขั้ว (Avant-Garde) ไม่จำเป็นต้องมีขนาดที่ใหญ่เทอะทะเสมอไป

ก่อนหน้านี้ Hublot มักถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่เน้นขนาดและความหนา แต่ MP-17 รุ่นนี้ได้นำแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ของ Arsham มาแปลงให้เป็นสุนทรียภาพที่ลื่นไหล บนข้อมือจริง รูปทรงที่ดูอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดทางเทคนิคของไทเทเนียมและแซฟไฟร์ฝ้า ทำให้มันเป็นเหมือนอัญมณีเชิงกล ที่ถูกแกะสลักอย่างตั้งใจ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ Arsham นอกจากจะสร้างนาฬิกา เขายัง “ตั้งคำถามกับเวลา” ผ่านดีไซน์รอยน้ำกระเซ็นที่ไม่สมมาตรบนหน้าปัดนั้น ไม่ได้เป็นเพียงรูปร่าง มันยังเป็นเหมือนตัวแทนของช่วงเวลาที่ถูกแช่แข็ง ช่วงเวลาของการปะทะที่ถูกหยุดนิ่งระหว่างความแม่นยำของกลไกและความไร้รูปแบบของธรรมชาติ

ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 99 เรือน MP-17 Meca-10 Arsham Splash จึงยิ่งกลายเป็นงานศิลปะที่มีชีวิต ที่เชื้อเชิญให้ผู้สวมใส่ได้สัมผัสกับนิยามใหม่ของการผสานรวมระหว่างโบราณคดี จินตนาการ และจักรกลชั้นสูง มันคือชิ้นงานที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการหลอมรวม “Art of Fusion” ให้ก้าวไปอีกขั้นสู่ “Fluid Evolution” เรียกได้ว่าล่อใจเหล่านักสะสมได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MP-17 MECA-10 Arsham Splash Titanium Sapphire (Reference 917.NJ.6909.RX)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมขัดด้านแบบ Microblasted ขนาด 42 มม. ขอบตัวเรือนเป็นแซฟไฟร์ฝ้า (Frosted Sapphire)
  • การกันน้ำ: 50 เมตร (5 ATM)
  • หน้าปัด: เปิดเปลือย (Rhodium-plated, Microblasted) พร้อมช่องเปิดรูปทรง “รอยน้ำกระเซ็น” (Splash-shaped Aperture) เข็มและมาร์กเกอร์สีเขียว Arsham Green Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก ตัวแสดงกำลังสำรอง (10 วัน)
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ In-house Calibre HUB1205 (MECA-10) กำลังสำรอง 240 ชั่วโมง (10 วัน)
  • สาย: ยางสีดำพร้อมลาย Arsham Monogram และบานพับไทเทเนียม
  • จำนวนจำกัด: 99 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
TAG Heuer Connected Calibre E5 × New Balance Edition ยกระดับประสิทธิภาพสู่ยุคดิจิทัล
Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”
Man of the Hour : ถอดรหัสมนต์เสน่ห์เหนือกาลเวลา ผ่านสารคดี 8 ตอนที่เปิดเผยชีวิต จิตวิญญาณ และมรดกของสุดยอดช่างนาฬิกาโลก

Hautlence เปิดตัว “Sphere Series 3” เมื่อเวลาคือประติมากรรมจลน์ที่ถูกบีบอัดให้เข้มข้น

Hautlence Sphere Series 3 เมื่อประติมากรรมกลไกถูกบีบอัดสู่สัดส่วนที่กะทัดรัดและเย้ายวนยิ่งขึ้น

HAUTLENCE คือหนึ่งในชื่อที่นิยามความเป็นอิสระและหัวก้าวหน้าในโลกแห่งนาฬิกา พวกเขาไม่เคยมองว่ากลไกเป็นเพียงเครื่องมือในการบอกเวลา แต่มองว่านี่คือ “ศิลปะจลน์” (Kinetic Art) ที่ต้องปลุกเร้าและสะกดสายตา และการกลับมาในครั้งนี้กับ Sphere Series 3 ก็คือการตอกย้ำปรัชญานั้นอย่างหนักแน่น แต่ในสัดส่วนที่ปรับลดลง และนั่นคือประเด็นสำคัญ

ในโลกที่ “ใหญ่” และ “หนา” เคยเป็นนิยามของความซับซ้อน HAUTLENCE เลือกเดินสวนทาง พวกเขาไม่ได้ลดทอนความซับซ้อน กลับเลือกที่จะ “บีบอัด” มันลงในเรือนทรงที่กระชับและสวมใส่ได้จริงจังยิ่งขึ้น ตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์ถูกปรับสัดส่วนใหม่ให้ “กะทัดรัด” ลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงไว้ซึ่งความดุดันแบบสถาปัตยกรรม (Architectural Rigour) วัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ถูกขัดแต่งอย่างประณีต มอบผิวสัมผัสที่ดูดิบแต่เฉียบคม (Satin-finished and polished)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Sphere Series 3 น่าหลงใหลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้นั่นก็คือ “ทรงกลมบอกชั่วโมง” ที่ถูกวางไว้ด้านซ้ายของหน้าปัด เป็นเหมือนการแสดงบัลเลต์ของกลไกที่ชวนให้สะกดจิต ทรงกลมไทเทเนียมเคลือบสีม่วง (Purple coating) ที่โดดเด่นนี้หมุนรอบตัวเองสามแกนอย่างเชื่องช้า แต่แม่นยำ ทุก ๆ การเคลื่อนไหวถูกควบคุมด้วยชุดเฟืองทรงกรวยสี่ตัวที่จัดวางอย่างซับซ้อนบนแกนเอียง 21 องศา มันให้ความรู้สึกราวกับว่าชั่วโมงนั้นกำลัง “ลอยคว้าง” อยู่กลางอากาศ ท่ามกลางหน้าปัดที่ถูกเจาะทะลุ (Fully Skeletonised) จนแทบไม่เหลือส่วนที่ปิดบัง

ในขณะที่ด้านซ้ายคือความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวที่ชวนฝัน ด้านขวาคือความเร่งรีบที่ถูกควบคุมด้วย เข็มนาทีแบบดีดกลับ (Retrograde Minute Hand) ในเฉดสีม่วง เข็มนี้จะไต่ระดับตามแผ่นนาทีที่แขวนลอยอยู่ ก่อนที่จะดีดตัวกลับสู่จุดเริ่มต้นอย่างฉับพลันและนุ่มนวล นี่คือภาพสะท้อนของการควบคุมที่เข้มงวดของกลไกภายใน

กลไกไขลานด้วยมือ Calibre A82 คือผลงานที่น่าทึ่ง เพราะมันคือการย่อส่วนความมหัศจรรย์ของกลไกรุ่นเดิมลงในสถาปัตยกรรมที่เล็กลง โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ และยังคงเต็มไปด้วยรายละเอียดทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม เช่น กลไกป้องกันความเสียหายจากการตั้งเวลาย้อนกลับ ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญา “นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง (Pragmatic Innovation)” ของ HAUTLENCE

ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 28 เรือน และมิติใหม่ที่ 37.0×45.0×17.4 มม. (พร้อมคริสตัลแซฟไฟร์) บนสายหนังกลับสีม่วง (Purple suede leather) ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกาเรือนนี้สามารถอยู่บนข้อมมือของทุกคนได้อย่างสวยงาม ซึ่งตอกย้ำถึงชัยชนะของศิลปะและวิศวกรรม ที่สามารถลดขนาดลงได้โดยไม่ลดทอนจิตวิญญาณ

บทสรุปผ่านมุมมองของ Revo จิตวิญญาณของความเคลื่อนไหวที่ถูกกลั่นกรอง

ในมุมมองของ Revo นั้น Sphere Series 3 เรือนนี้คือการเคลื่อนไหวเชิงกลที่ถูก “กลั่นกรอง” ให้เหลือเพียงแก่นแท้ที่สุด HAUTLENCE ได้แก้ไขปัญหาใหญ่ของนาฬิกาแนว Avant-Garde หลายรุ่นในอดีต นั่นคือการออกแบบที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะสวมใส่ในชีวิตประจำวันอย่างสบาย แต่ยังคงพลังในการสะกดจิตผู้ชมไว้ได้อย่างครบถ้วน

สิ่งที่ทำให้ Sphere Series 3 โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ความสมดุลของความไม่สมดุล (Balance of Imbalance) ลองจินตนาการ ด้านซ้ายคือการเคลื่อนที่เชิงเส้นและวงกลมของทรงกลมชั่วโมงที่หมุนวนอย่างเยือกเย็น ด้านขวาคือการพุ่งขึ้นและดีดกลับอย่างรวดเร็วของเข็มนาที มันคือการจัดวางที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่มันถูกรวมไว้ด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่โปร่งและเข้มงวด

การใช้สี “ม่วง” ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกสีทั่วไป เพราะนี่คือการสร้างจุดโฟกัสที่ร้อนแรงท่ามกลางความเย็นชาของไทเทเนียมและโรเดียม มันทำให้กลไกดูเหมือนวัตถุจากต่างดาวที่ถูกบรรจุไว้ในกล่องโลหะบริสุทธิ์

สำหรับเราแล้ว Sphere Series 3 คือการทำลายกำแพงระหว่างนาฬิกาข้อมือกับประติมากรรมขนาดเล็ก มันคือผลงานที่พิสูจน์ว่า “ความซับซ้อนที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยขนาดที่ใหญ่โต แต่ด้วยความชาญฉลาดในการย่อส่วนและการจัดวางองค์ประกอบ” HAUTLENCE กำลังบอกเราว่า คุณภาพของเวลาไม่ใช่สิ่งที่วัดด้วยมิลลิเมตร แต่กลับคือสิ่งที่วัดด้วยความสามารถในการดึงดูดสายตาและจินตนาการของผู้สวมใส่

มันคือนาฬิกาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสำหรับนักสะสมที่เข้าใจและกล้าพอที่จะสวมใส่ “งานศิลปะ” บนข้อมืออย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: SPHERE SERIES 3 (Reference DA82-TI00)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 (ขัดด้านและขัดเงา) ขนาด 37.0×45.0×17.4 มม. กันน้ำ 10 ATM
  • หน้าปัด: โครง Skeletonised พร้อมทรงกลมบอกชั่วโมงสีม่วง
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงทรงกลม (Spherical Hours) และ นาทีดีดกลับ 180∘ (Retrograde Minute)
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Calibre A82 กำลังสำรองขั้นต่ำ 72 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 vph
  • สาย: หนังกลับสีม่วง (Purple Suede Leather) พร้อมบานพับไทเทเนียม
  • จำนวนจำกัด: 28 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon Pierre Gasly ความแม่นยำและจิตวิญญาณนักแข่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลา
Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”
Breitling ฟื้นคืนตำนานด้วยคอลเลกชัน Lady Premier สำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ

Man of the Hour : ถอดรหัสมนต์เสน่ห์เหนือกาลเวลา ผ่านสารคดี 8 ตอนที่เปิดเผยชีวิต จิตวิญญาณ และมรดกของสุดยอดช่างนาฬิกาโลก

0

อะไรคือความลับที่ซ่อนอยู่ใน ‘Man of the Hour’ เมื่อ Wei Koh แห่ง Revolution Magazine พาเจาะลึก 8 แบรนด์อิสระที่ทรงอิทธิพลที่สุด?

คุณเคยสงสัยไหมว่า… อะไรคือ ‘เวลา’ ที่ถูกซ่อนไว้ในนาฬิกาเรือนโปรด?

ในยุคที่ทุกวินาทีถูกกำหนดโดยอุปกรณ์ดิจิทัลที่แม่นยำที่สุด นาฬิกาข้อมือกลับไม่ได้สูญเสียเสน่ห์ไปเลย ตรงกันข้าม… มันกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สะท้อนรสนิยม ศิลปะ และเรื่องราวที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อะไรคือเบื้องหลังของความลุ่มหลงนี้? คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ในกลไกที่ซับซ้อนเท่านั้น แต่มันฝังลึกอยู่ในหัวใจของมนุษย์ที่สร้างสรรค์มันขึ้นมา

“Man of the Hour” ซีรีส์สารคดี 8 ตอนล่าสุด คือการเดินทางที่คุณต้องตามติด มันคือการเปิดประตูสู่โลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง (Horology) ที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงได้อย่างใกล้ชิดมาก่อน

นี่คือการรวมตัวของผู้ทรงอิทธิพล Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution จับมือกับ Refinery Media เพื่อนำเสนอการสำรวจระดับโลก เขาไม่ได้พาเราไปดูแค่การทำงานของจักรกล แต่พาเราไปทำความเข้าใจถึง ผู้คน วัฒนธรรม และแรงขับเคลื่อน ที่ทำให้ศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกายังคงมีความหมายอย่างยิ่งในปัจจุบัน

การผจญภัยครั้งใหม่ สู่รหัสลับแห่งความลุ่มหลง

Wei Koh รับหน้าที่เป็นผู้นำการผจญภัยเชิงวัฒนธรรมครั้งนี้ เขาจะพาผู้ชมร้อยเรียงเรื่องราวแห่งการสำรวจเข้ากับข้อมูลเชิงลึกที่หาฟังได้ยาก จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ตลอด 8 ตอนของซีรีส์นี้ คุณจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงสตูดิโอและเรื่องราวที่แสนเป็นส่วนตัวของบรรดา ‘นักคิดอิสระ’ (Independent Visionaries) และช่างนาฬิกาในตำนาน

จินตนาการถึงการเดินทางที่เริ่มต้นในลอสแอนเจลิส แวะเยือนโรงงานนาฬิกาเก่าแก่ในเจนีวา สตูดิโอสุดชิคในปารีส และศูนย์กลางนวัตกรรมในสิงคโปร์ ซีรีส์นี้จะเปิดเผยขั้นตอนการสร้างสรรค์ ตั้งแต่การจินตนาการถึงชิ้นงาน การรังสรรค์อย่างแม่นยำ ไปจนถึงการเฉลิมฉลองผลงานที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณของผู้สร้าง

Karen Seah จาก Refinery Media เล่าถึงความตื่นเต้นในโปรเจกต์นี้ว่า “ความน่าสนใจที่ดึงดูดเรานอกจากแค่ฝีมือการประดิษฐ์ที่น่าทึ่งแล้ว ยังเป็นการได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งถึงเส้นทางชีวิตของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง” นาฬิกาแต่ละเรือนจึงกลายเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดมรดก คุณค่าที่ถูกหล่อหลอม และนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ด้าน Wei Koh ก็ยืนยันว่านี่คือภารกิจที่มาจากใจจริง “หลายคนที่ปรากฏตัวใน Man of the Hour คือเพื่อนที่ผมสนิทที่สุด ผมได้รับโอกาสพิเศษให้รู้จักพวกเขาและครอบครัวเป็นการส่วนตัว” เขาจึงต้องการให้ผู้ชมได้สัมผัสความรัก ความทุ่มเท และการต่อสู้ในชีวิตจริงของผู้คนที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ด้วยความซื่อสัตย์

บุคคลผู้รังสรรค์ความอมตะ เรื่องราวที่ไม่ควรพลาด

ซีรีส์นี้คัดสรรเฉพาะสุดยอดผู้สร้างสรรค์ที่กล้าก้าวข้ามขีดจำกัด ผู้ที่สร้างสรรค์ความงามเหนือกาลเวลาได้อย่างแท้จริง เตรียมพบกับเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจจากพวกเขาเหล่านี้

  • Episode 1 – F.P.Journe: สำรวจมรดกของ François-Paul Journe ในฐานะผู้มีวิสัยทัศน์อิสระที่กำหนดนิยามใหม่ของนาฬิกา
  • Episode 2 – Chopard: เรื่องราวของ Karl-Friedrich Scheufele และครอบครัวเกี่ยวกับมรดก ค่านิยม และนวัตกรรมที่ยั่งยืน ผู้ซึ่งดูแลการผลิตเครื่องประดับและนาฬิกาอย่างพิถีพิถัน
  • Episode 3 – De Bethune: ปรัชญาของ Denis Flageollet ที่ซึ่งวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และศิลปะมาบรรจบกัน เจาะลึกปรัชญาการออกแบบที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความงามแบบศิลปะได้อย่างกลมกลืน
  • Episode 4 – Urban Jürgensen: การฟื้นคืนชีพชื่อประวัติศาสตร์ของสวิส โดยมี Alex และ Andrew Rosenfield ร่วมกับ Kari Voutilainen เรื่องราวของชายที่เริ่มต้นจากศูนย์ สู่การเป็นปรมาจารย์ที่ทั่วโลกยกย่อง ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนความสมบูรณ์แบบ
  • Episode 5 – Rexhep Rexhepi: เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจากผู้ลี้ภัยสู่ช่างนาฬิกาผู้เป็นที่เคารพ Rexhep Rexhepi สัมผัสความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์กลไกสุดซับซ้อน ผู้ที่แสวงหาความเที่ยงตรงขั้นสูงสุดอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
  • Episode 6 – Greubel Forsey: การแสวงหาความเป็นเลิศในด้าน Horology อย่างไม่ลดละของ Robert Greubel และ Stephen Forsey
  • Episode 7 – Louis Vuitton: Jean Arnault ร่วมกับ Michel Navas และ Enrico Barbasini กำลังกำหนดอนาคตการผลิตนาฬิกาของเมซง เขาทำงานร่วมกับสุดยอดช่างเพื่อกำหนดทิศทางใหม่ให้กับนาฬิกาหรูของเมซงระดับโลก

Episode 8 – MB&F: จักรวาลแห่งจินตนาการของ Maximilian Büsser ที่ซึ่งนาฬิกากลายเป็นงานศิลปะที่แหวกแนว เข้าสู่โลกจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดของ ผู้เปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็นประติมากรรมแห่งเวลาที่ท้าทายทุกจินตนาการ

ปิดท้ายด้วยมุมมองใหม่ เมื่อนาฬิกาคือการเชื่อมต่อ

ในวันที่ความหลงใหลในนาฬิกาข้อมือขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง Man of the Hour มาเพื่อตอกย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับนาฬิกาได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแค่เจ้าของ Wei Koh เชื่อว่า การเลือกนาฬิกาคือการเลือกเรื่องราว คือการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมและความมุ่งมั่นของผู้สร้าง

Lynn Ng จาก Warner Bros. Discovery Networks APAC ยืนยันว่า “ผู้ชมของเราคาดหวังประสบการณ์ที่จุดประกายแรงบันดาลใจ และ Man of the Hour จะพาพวกเขาไปสู่โลกของความประณีตและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เคยถูกเปิดเผยอย่างลึกซึ้งมาก่อน”

ถ้าอย่างนั้น… คุณพร้อมที่จะมองนาฬิกาบนข้อมือด้วยสายตาที่ต่างไป และเปลี่ยนมันจาก ‘อุปกรณ์’ ให้กลายเป็น ‘มรดก’ ที่มีชีวิตแล้วหรือยัง?

Man of the Hour เตรียมออกอากาศรอบปฐมทัศน์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ทางช่อง Discovery Channel ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ก่อนจะออกอากาศในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

นาฬิกาในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่แม่นยำ แต่ถูกโอบรับในฐานะงานศิลปะ การลงทุน และมรดกตกทอด ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่กลับมาค้นพบงานฝีมือจักรกล หรือนักสะสมผู้ช่ำชองที่กำลังคัดสรรคอลเลกชัน ความหลงใหลในนาฬิกาไม่เคยเข้มข้นเท่านี้มาก่อน

มาร่วมไขคำตอบของเวลาในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและดิจิทัล อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ‘นาฬิกาจักรกล’ ยังคงมีมนต์ขลังและเป็นที่ปรารถนาในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ศิลปะ และมรดกตกทอด? คำตอบที่ลึกซึ้งเกินกว่าแค่การบอกเวลา และเรื่องราวที่จะถูกเปิดเผยในซีรีส์สารคดี 8 ตอนสุดพิเศษที่คนรักงานฝีมือ ศิลปะ และเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Up Close With Maurice Lacroix Aikonic Automatic สง่างามผสานความแข็งแกร่งอย่างลงตัว

0

สัมผัสประสบการณ์แห่งความหรูหราที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่งอย่างเต็มเปี่ยมของ Maurice Lacroix Aikonic Automatic ที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความสง่างามในเวลาเดียวกัน

ดีไซน์อันเปี่ยมพลังและเป็นเอกลักษณ์

AIKONIC Automatic โดดเด่นด้วยตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 43 มม. ที่สร้างสรรค์ดีไซน์ให้มีความแข็งแกร่งและน่าหลงใหล สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหน้าปัดคาร์บอนสีดำ ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากเส้นใยคาร์บอนที่เรียงตัวจากบนลงล่างในทิศทางเดียว ทำให้เกิดเป็นลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเรือน นาฬิกาทุกเรือนจึงมีความพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

รายละเอียดที่เหนือระดับ

ขอบตัวเรือนเซรามิกถูกขัดเงาและตกแต่งแบบด้านอย่างพิถีพิถัน พร้อมประดับด้วยแท่งหลักตราสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ 6 แท่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ AIKONIC เป็นที่จดจำ ด้านข้างของตัวเรือนเสริมความคมชัดด้วยขอบตัดเฉียง และเม็ดมะยมสแตนเลสสตีลครอบเซรามิกที่มอบสัมผัสเรียบหรู

ความประณีตที่ซ่อนอยู่

พลิกดูด้านหลัง จะพบกับฝาหลังแบบเปิดโล่งที่เผยให้เห็นความประณีตของกลไก ML1000 ที่ทำงานอยู่ภายใต้กระจกแซฟไฟร์ แสดงถึงศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาชั้นสูงได้อย่างชัดเจน

ความสะดวกสบายที่กลมกลืน

นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกับสายยางสปอร์ตผสานแถบผ้า และระบบ ML Easy Change รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถถอดเปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดๆ และไม่มีตะขอหรือก้านที่มองเห็นได้ ทำให้คงไว้ซึ่งความเรียบหรูและความสวยงามของตัวเรือนไว้อย่างกลมกลืน

รับชมรายการ Up Close With ได้แล้วตอนนี้

อย่าพลาดโอกาสสัมผัส Maurice Lacroix Aikonic Automatic อย่างใกล้ชิดได้ในรายการ Up Close With ทาง Youtube ช่อง Revolution Thailand และช่องทางอื่นๆ

➡️ Follow us on Instagram – /revowatchthai/
➡️ Find us on Facebook – /RevoWatchThai/
➡️ Read more on our website – https://revolutionthailand.com/

Urban Jürgensen การกลับมาของช่างนาฬิกาแห่งราชัน กับปรัชญา “Time Kept and Spent Beautifully”

Urban Jürgensen ตำนานนาฬิกา 250 ปี กลับมาอีกครั้งด้วยโมเดล UJ-2 แต่ละเรือนต้องใช้ 565 ชั่วโมงของงานฝีมือ และได้รับการนำเสนอสู่สายตาโลกผ่าน Timothée Chalamet

Urban Jürgensen นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาที่เป็นตำนานแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาที่มีอายุยาวนานกว่า 250 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1773 ในโคเปนเฮเกน โดย Jürgen Jürgensen และได้รับการสืบทอดจนกลายเป็นมรดกที่มั่นคงโดย Urban Jürgensen ผู้เป็นบุตรชาย ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 แบรนด์เก่าแก่ที่มีเรื่องราวที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเรือนเวลาได้เปิดฉากบทใหม่ที่น่าตื่นเต้น ภายใต้การนำร่วมของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์สองคน

การนำยุคใหม่ โดยผู้นำร่วมและปรัชญาที่ละเอียดอ่อน

การกลับมาของ Urban Jürgensen อยู่ภายใต้การนำร่วมกันของสองขั้วอำนาจที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน:

  • Kari Voutilainen, Co-CEO: ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในช่างนาฬิกาที่เก่งกาจที่สุดในโลก โดยเป็นช่างนาฬิกาอิสระที่ได้รับรางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (11 รางวัล) เขานำความเชี่ยวชาญด้านกลไกที่ไม่มีใครเทียบได้และรับผิดชอบดูแลทุกด้านของการผลิตนาฬิกา การออกแบบ และกลไกใหม่ภายในโรงงาน Voutilainen มีความเชื่อมโยงกับแบรนด์อย่างลึกซึ้ง โดยเคยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและตกแต่งนาฬิกาของแบรนด์ในช่วงปลายทศวรรษ 1990
  • Alex Rosenfield, Co-CEO: เป็นผู้นำด้านการขาย การตลาด และการสร้างแบรนด์ เขานำมุมมองทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่ได้รับจากประสบการณ์ในวงการแฟชั่นและสื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์จะสะท้อนกับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิการุ่นใหม่

ปรัชญาหลักของแบรนด์คือ “Time kept and spent beautifully” (เวลาที่ถูกรักษาไว้และถูกใช้ไปอย่างงดงาม) ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของชีวิตที่ใช้ไปอย่างดี Urban Jürgensen เฉลิมฉลองเวลาในฐานะ “ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตและความหรูหราที่มีค่าที่สุด” โดยมุ่งเน้นที่ความสุข ความเป็นศิลปะ และงานฝีมือในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มี “จิตวิญญาณ”

มรดกแห่งเดนมาร์กและสวิตเซอร์แลนด์

เอกลักษณ์ของ Urban Jürgensen มาจากการผสมผสานระหว่าง DNA ของเดนมาร์กและสวิตเซอร์แลนด์

  • Danish Design: มอบปรัชญาการออกแบบที่เน้นความสง่างามและความยับยั้งชั่งใจ ทำให้นาฬิกายังคงความสะอาดตา เรียบง่าย และสง่างาม
  • Swiss Craftsmanship: เป็นเสาหลักในด้านความเที่ยงตรงและความเชี่ยวชาญด้านกลไก

Urban Jürgensen ผู้ก่อตั้งเคยฝึกฝนกับปรมาจารย์ด้านนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นทั้งในฝรั่งเศส (Breguet), อังกฤษ (Arnold) และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่จะนำความรู้ดังกล่าวมาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น เครื่องวัดเวลาทางทะเล (Marine Chronometers) ให้แก่กองทัพเรือเดนมาร์ก ซึ่งเป็นการผสมผสานความแม่นยำของฝรั่งเศส การใช้งานจริงของอังกฤษ และศิลปะแบบสวิส เข้ากับเลนส์ของเดนมาร์กที่เน้นความเรียบง่ายและสง่างาม

งานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ 565 ชั่วโมงแห่งความสมบูรณ์แบบ

สิ่งที่ทำให้นาฬิกาของ Urban Jürgensen มีความพิเศษอย่างยิ่งคือความมุ่งมั่นในงานฝีมือที่ทำด้วยมือแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญา UJ

  • กลไก Double Wheel Natural Escapement: นาฬิการุ่นใหม่ เช่น UJ-2 และ UJ-3 นำเสนอระบบกลไก Double Wheel Natural Escapement อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Abraham-Louis Breguet และได้รับการปรับปรุงโดย Kari Voutilainen กลไกนี้ลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพความเสถียร โดยเป็นระบบที่ไม่ต้องหล่อลื่น จึงเพิ่มความแม่นยำทางโครโนเมทริกและความทนทาน
  • เข็มนาฬิกา ‘Observatory’ (Observatory Hands): เข็มนาฬิกาทุกชุดสร้างขึ้นด้วยมือในโรงงาน ต้องผ่านการดำเนินการกว่า 50 ขั้นตอน รวมถึงการใช้ความร้อน (Flame-Bluing) อย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้สีน้ำเงินเข้มลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข็มชั่วโมงที่มีรูเปิด (openworked) อันเป็นเอกลักษณ์ (‘eye’) นั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนสี่ส่วนแยกกัน
  • หน้าปัด Guilloché (Engine-Turned Guilloché Dials): หน้าปัดแกะสลักด้วยมือโดยใช้เครื่องมือ Rose Engine ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์ ต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ย สี่วัน ต่อหน้าปัด
  • ความทุ่มเทสู่ความสมบูรณ์แบบ: นาฬิกา UJ-2 เพียงเรือนเดียว ต้องใช้เวลาในการประกอบและตกแต่งกลไกถึง 565 ชั่วโมง ของงานฝีมือโดยช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญ
นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา Timothée Chalamet ถูกจับภาพได้ขณะพยายามหลบเลี่ยงกล้องระหว่างออกไปข้างนอกในนิวยอร์ก
ภาพโดย: BACKGRID USA | วันที่ 7 ตุลาคม 2025

UJ-2 เมื่อตำนานพบกับป๊อปคัลเจอร์

นาฬิกา UJ-2 ซึ่งมีราคาระบุไว้ที่ CHF 105,000 เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ ได้ถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกในบริบทที่ทันสมัยผ่าน Timothée Chalamet เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2025 นักแสดงชื่อดังได้สวมนาฬิกา UJ-2 ตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัดสีเงิน พร้อมสายหนังจระเข้สั่งทำพิเศษสีส้ม ในระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Marty Supreme ที่นิวยอร์ก การปรากฏตัวนี้เน้นย้ำถึงความสามารถของ Urban Jürgensen ในการเชื่อมโยงมรดกอันยาวนานเข้ากับยุคสมัยใหม่และผู้คนในแวดวงวัฒนธรรมร่วมสมัย

Urban Jürgensen จึงเป็นมากกว่านาฬิกาหรู แต่เป็นพยานที่เงียบงันถึงความล้ำค่าของเวลา เป็นเครื่องเตือนใจว่าการที่เราใช้เวลาไปอย่างไรคือสิ่งที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงของมัน แบรนด์นี้มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีจิตวิญญาณและมุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคเพื่อความสุขของการได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง 

สรุปภาพรวม Urban Jürgensen ในมุมมอง Revo 

การกลับมาของ Urban Jürgensen ในปี 2025 นั้นนอกจากจะเป็นการรื้อฟื้นแบรนด์เก่าแล้วยังคือการปฏิวัติครั้งใหม่ในโลกนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ที่กล้าท้าทายกระแสอุตสาหกรรม โดยมีหัวใจหลักที่เน้น “ความสุดยอดของงานฝีมือที่ใช้มือ” และ “การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมสมัยใหม่” รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่และกระแสแฟชั่นอย่างมีชั้นเชิง เป็นการกำหนดนิยามใหม่ของนาฬิกาหรูที่ “มีจิตวิญญาณ” และ “ร่วมสมัย” ในเวลาเดียวกัน

Urban Jürgensen ในยุคใหม่นี้ได้เปลี่ยนความหมายของความหรูหราจาก “ความหายาก” เป็น “ความพยายามและปรัชญา” โดยมีคำขวัญ “Time kept and spent beautifully” เป็นแก่นสาร นี่คือแบรนด์ที่สร้าง “นาฬิกาที่มีชีวิต” ซึ่งสะท้อนการให้คุณค่ากับเวลาในฐานะแบรนด์เก่าแก่

ข้อมูลทางเทคนิค
รุ่น Urban Jürgensen UJ-2
  • ตัวเรือน: แพลทินัม (Platinum)
  • หน้าปัด: สีเงิน (Silver Dial) แกะสลักด้วยมือแบบกิโยเช่ (Hand-turned Guilloché)
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาที จุดเด่นคือมีเข็มนาฬิกาที่ผ่านการเผาด้วยความร้อนจนเป็นสีน้ำเงินเข้ม (Flame-blued Hands)
  • กลไก: กลไกแบบไขลาน (Mechanical) โดดเด่นด้วย Double Wheel Natural Escapement และต้องใช้เวลาถึง 565 ชั่วโมง ในการประกอบและตกแต่งกลไกแต่ละชุดด้วยมือ
  • สาย: สายหนังจระเข้ (เช่น สายสีส้มที่สั่งทำพิเศษสำหรับ Timothée Chalamet)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
Breitling ฟื้นคืนตำนานด้วยคอลเลกชัน Lady Premier สำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ
Girard-Perregaux Laureato FIFTY การกลับมาของตำนานครึ่งศตวรรษในรูปลักษณ์ใหม่

H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon Pierre Gasly ความแม่นยำและจิตวิญญาณนักแข่งที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลา

การผสานความแม่นยำของ Flying Tourbillon เข้ากับสไตล์อันสุขุมของนักแข่ง F1 ในตัวเรือน 5N Red Gold

การร่วมมือกันในวงการนาฬิกาบางครั้งก็เป็นเพียงเหตุผลทางการตลาด แต่สำหรับ H. Moser & Cie. Streamliner Tourbillon Pierre Gasly นี่คือตัวอย่างของความร่วมมืออย่างแท้จริงที่เกิดขึ้นจากการพบปะ การสนทนา และการเชื่อมโยงอย่างกลมกลืนระหว่างสองโลกที่น่าหลงใหล นาฬิกาเรือนนี้เป็นบทกวีแห่งความแม่นยำ ความสง่างาม และความเป็นตัวตนที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไร้การประนีประนอม

แรงบันดาลใจจากบุคลิกที่ลุ่มลึกของ Pierre Gasly

นาฬิกา Streamliner Tourbillon นอกจากจะใช้ชื่อของเขาแล้ว Gasly ยังได้ร่วมออกแบบอย่างใกล้ชิดกับทีมช่างนาฬิกาของแบรนด์ ผลลัพธ์ที่ได้คือการสะท้อนถึงรสนิยม และจิตวิญญาณของเขาอย่างชัดเจน

กลไก Flying Tourbillon Gasly ยืนยันให้มีกลไกนี้ โดยให้เหตุผลว่าเขารู้สึกหลงใหลในกลไกนี้มาตลอด เพราะมันมีความเคลื่อนไหวที่สง่างามและสะกดสายตา รวมถึงความแม่นยำและความเป็นเลิศทางเทคนิคยังสะท้อนโลกของ F1 ได้อย่างน่าทึ่ง

ในส่วนของหน้าปัดสีน้ำตาลเข้มลึกลับถูก Gasly เป็นผู้ตั้งชื่อเองว่า “Chocolate fumé” ซึ่งเป็นเฉดสีที่เต็มไปด้วยมิติและความกลมกล่อม และสื่อถึงพลังที่อยู่ภายใต้การควบคุม ความใส่ใจในรายละเอียด และความละเมียดละไมที่แฝงอยู่ในตัวเขา โลโก้ H. Moser & Cie. ถูกเคลือบด้วยแลคเกอร์ใส ทำให้หน้าปัดเป็นผืนผ้าใบที่เปิดกว้างให้ตัวตนปรากฏได้อย่างเป็นอิสระ

สถาปัตยกรรมตัวเรือนและหัวใจแห่งนวัตกรรม

ตัวเรือนรุ่นนี้ใช้ 5N Red Gold ในรูปทรง Streamliner ที่มีเส้นสายเพรียวบางเฉียบคม ขนาด 40.0 มม. และกันน้ำที่ระดับ 12 ATM ความแตกต่างระหว่างความกลมกลืนของเฉดสีหน้าปัด และเส้นสายเฉียบคมสไตล์สปอร์ตนี้ สร้างสมดุลอย่างมีเอกลักษณ์

หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกอัตโนมัติ HMC 805 ที่ขับเคลื่อน One-minute Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกนี้ยังเป็นบทพิสูจน์ความเป็นอัจฉริยะด้วยการติดตั้ง Original Double Hairspring (บาลานซ์สปริงคู่) ซึ่งออกแบบและผลิตโดย Precision Engineering AG บริษัทในเครือ เพื่อชดเชยการเปลี่ยนแปลงของจุดศูนย์ถ่วง ทำให้กลไกมีความแม่นยำและรักษาอัตราการทำงานได้อย่างเที่ยงตรงยิ่งขึ้น กลไกนี้สำรองพลังงานได้ขั้นต่ำ 3 วัน

ความพิเศษของรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

นาฬิการุ่นพิเศษนี้มีให้เลือกสองเวอร์ชันตามความต้องการของนักสะสมนั่นก็คือ รุ่นสายยางสีช็อกโกแลต (Ref. 6805-0410) ที่ผลิตจำนวนจำกัด 100 เรือน มาพร้อมสายรับเบอร์สีช็อกโกแลตแบบ integrated อีกรุ่นพิเศษคือรุ่นสาย Red Gold (Ref. 6805-0411) ที่จำกัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น ซึ่งเท่ากับหมายเลขแข่งขันของ Gasly รุ่นนี้มาพร้อมสายนาฬิกา Red Gold 5N แบบ integrated และมีความพิเศษยิ่งกว่าด้วยการฝังทับทิมสีแดงเจียระไนทรงบาแกตต์ ไว้ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา อย่างแนบเนียน นับเป็นรายละเอียดเชิงสัญลักษณ์ที่ใกล้ชิดและเป็นส่วนตัว

ฉากเปิดตัวและภาพรวม

H. Moser & Cie. เลือกงาน Singapore Grand Prix เป็นเวทีเปิดตัวในวันที่ 1 ตุลาคม 2025 ซึ่งเรียกว่าเป็นสถานที่ที่ชวนให้นึกถึงฉากภาพยนตร์ยามค่ำคืน ท่ามกลางแสงไฟสาดส่องและความชื้นในอากาศ และบรรยากาศที่เปี่ยมพลังจากเสียงเครื่องยนต์

ภาพรวมผ่านมุมมอง Revo กับความสง่างามที่อยู่ในทุกมิติ

สำหรับนาฬิกา Streamliner Tourbillon Pierre Gasly เรือนนี้เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาที่เกิดจากการทำ Co-branding และเป็นบทพิสูจน์แห่งแนวคิดและความร่วมมือที่แท้จริง ความโดดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการผสานความเฉียบคมแม่นยำของนักแข่ง F1 เข้ากับความอบอุ่นสง่างามของนาฬิกาชั้นสูง

ดีเทลเล็ก ๆ อย่างการฝังทับทิมสีแดงที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกาในรุ่นลิมิเต็ด 10 เรือนยิ่งทำให้มันคือ “โค้ดลับ” หรือรหัสมิตรภาพที่ใกล้ชิด ซึ่งผู้สังเกตอย่างตั้งใจเท่านั้นที่จะมองเห็นและเข้าใจความพิเศษนี้

และนี่คือการที่ H. Moser & Cie. นำเสนอ Haute Horlogerie ในแบบฉบับของตนเองอย่างแท้จริง และ Streamliner Tourbillon Pierre Gasly ก็ยืนยันว่า บนข้อมือของ Pierre คือเรือนเวลาที่ “แม่นยำ ลุ่มลึก และไม่ประนีประนอม” เหมือนกับตัวเขาเองทุกประการ 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Streamliner Tourbillon Pierre Gasly
  • ตัวเรือน: 5N Red Gold ทรง Streamliner ขนาด 40.0 มม.
  • หน้าปัด: Chocolate Fumé (สีน้ำตาลเข้มลึก) ไร้โลโก้ (โลโก้เคลือบแลคเกอร์ใส)
  • ฟังก์ชั่น: บอกชั่วโมง นาที One-minute Flying Tourbillon (ตำแหน่ง 6 นาฬิกา)
  • กลไก: In-house Automatic Calibre HMC 805 สำรองพลังงานขั้นต่ำ 3 วัน มี Original Double Hairspring
  • สาย: รุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน (สายยางสีช็อกโกแลต) และ รุ่นลิมิเต็ด 10 เรือน (สาย Red Gold 5N Integrated)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Girard-Perregaux Laureato FIFTY การกลับมาของตำนานครึ่งศตวรรษในรูปลักษณ์ใหม่
เผยโฉม Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK

บทสนทนาระหว่าง Revolution Thailand กับ Martin Frei ผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK

Martin Frei
Martin Frei

ทุกครั้งที่ได้เห็นเรือนเวลาหน้าตาราวกับยานอวกาศ ที่สามารถพาเราท่องไปทั้งในโลกแห่งอดีตและอนาคตได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรารู้สึกทั้งตื่นตะลึงและทึ่งไปกับสิ่งประดิษฐ์บนข้อมือที่ทำหน้าที่เกินหน้าการเป็นเครื่องบอกเวลา เพราะนวัตกรรมเรือนเวลาของ URWERK คือ ผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่หมกมุ่นและทุ่มเทในสิ่งที่เขาคลั่งไคล้อย่างที่สุด 

บทสนทนาของ Revolution Thailand กับ Martin Frei หนึ่งในผู้ก่อตั้ง URWERK แบรนด์นาฬิกาที่รวบทั้งระบบสุริยะมาใส่ไว้บนข้อมือของคุณก็ย่อมให้ความรู้สึกน่าตื่นเต้นไม่ต่างกันนัก เพราะนอกเหนือจากการได้ทำความรู้จักกับผลงานของนักออกแบบนาฬิกาสุดล้ำแล้ว เรายังรู้สึกเหมือนกำลังท่องไปในโลกของ URWERK ที่จะว่าไปก็เหมือนกับได้แอบแง้มประตูมองลอดเข้าไปในห้องนอนของเด็กหนุ่มที่ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาสนใจ และดูดซับแรงบันดาลใจมาจนกลายเป็นผู้ใหญ่สุดคูล ไม่ว่าจะเป็น โปสเตอร์หนังไซไฟยุค 80s ที่เขาชื่นชอบ หนังเกี่ยวกับสัตว์โลกล้านปีที่เขาสนใจใคร่รู้ ไหนจะกล้องและแผนที่ดูดาวงานอดิเรกในยามค่ำคืนของเขาอีกล่ะ

นั่นเป็นสิ่งที่เราสันนิษฐานขึ้นจากผลงานสร้างสรรค์ของเขา แต่องค์ประกอบแท้จริงที่หล่อหลอมให้หัวเรือใหญ่ด้านการดีไซน์และผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK ค่อยๆ ซึมซับความสนใจด้านเครื่องจักรกลควบคู่ไปกับศิลปะคงมาจากการเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นวิศวกร ส่วนคุณแม่นั้น Frei ยกให้เป็นคุณครูสอนศิลปะคนแรกของเขา ทำให้เขาตัดสินใจเลือกศึกษาในสาขากราฟิกดีไซน์ที่  School of Visual Arts of Zurich ก่อนจะไปศึกษาต่อยอดด้านศิลปะในระดับปริญญาตรีที่ Hochschule für Gestaltung und Kunst ที่ซึ่งเขาได้พบอาจารย์คนสำคัญในชีวิต Roman Signer ศิลปินชาวสวิสผู้มีชื่อเสียงในด้านงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายแขนง 

Felix Baumgartner คู่หูผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิการ่วมกันในปี 1995

จนกระทั่งได้มาพบกับ Felix Baumgartner คู่หูผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิการ่วมกันในปี 1995 เมื่ออีกคนชื่นชอบด้านการคิดค้นมาตรวัดค่าเวลา อีกคนมีมุมมองสร้างสรรค์ที่กว้างไกล ทำให้แนวทางในการก่อตั้งแบรนด์ URWERK ชัดเจนมาตั้งแต่แรกเริ่มว่า นาฬิกาของพวกเขาจะต้องรักษาขนบดั้งเดิมแต่ในขณะเดียวกับก็ยังสามารถใส่แนวคิดล้ำสมัยผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน 

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1997 จนถึงปี 2025 นับเป็นบทพิสูจน์ว่า วิสัยทัศน์ของพวกเขาเฉียบคมไม่น้อย เพราะสาวกนาฬิกาตัวจริงย่อมปรารถนาอยากครอบครองเรือนเวลาที่เกิดจากมันสมองของสองผู้ก่อตั้ง URWERK ไม่ใช่แค่เพราะ รูปลักษณ์ของแต่ละเรือนดู “คูล” สุดขั้ว แต่เรื่องราวเบื้องหลังยังน่าสนใจไม่แพ้กัน    

URWERK ได้เดินทางท่องโลกอุตสาหกรรมนาฬิกามากว่า 27 ปีแล้ว ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์สุดยอดเรือนเวลา ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นไหนถือเป็นผลงานที่จับใจคุณมากที่สุดภายในตลอดสามทศวรรษนี้ 

อืม…มันยากมากที่จะให้ตัดสินใจเลือกแค่ชิ้นเดียว – จะให้เลือกเป็นผลงานแรกที่เราผลิตขึ้น ผลงานชิ้นล่าสุด หรือบางทีอาจจะเป็นผลงานที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการผลิตดีล่ะ? ผลงานแต่ละชิ้นล้วนมีพื้นที่พิเศษในชีวิตของผม พวกมันคือเงาสะท้อนของแต่ละบทแต่ละตอนของการเดินทางตลอดชีวิต แต่ถ้าให้ผมเลือกมาสักชิ้นหนึ่งคงต้องเป็น UR-112 ณ ตอนนี้มันเป็นรุ่นที่เท่ที่สุดในกลุ่มพวกเราแล้ว 

UR-112

ตลอดชีวิตการทำงานในวงการนาฬิกามาเกือบ 30 ปี คุณคิดว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้นาฬิกาสักเรือนหนึ่งสามารถดึงดูดใจนักสะสมนาฬิกาตัวจริงได้  

แก่นแท้ของนาฬิกาเรือนนั้นต้องเป็นเสมือนการทดลองสิ่งใหม่ – เกิดจากการตั้งคำถาม ความกระหายใคร่รู้ แล้วเมื่อมันถูกสร้างขึ้นเพื่อตัวของมันเองด้วยข้อความที่จริงใจในการสื่อสารผ่านดีไซน์ของมัน แค่นั้นก็มีเหตุผลเพียงพอแล้ว มันสามารถสื่อสารได้ด้วยตัวของมันเอง นั่นทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือนได้ 

ผลงานชิ้นล่าสุดของคุณ UR-101 “T-Rex” ได้เพิ่มสมาชิกใหม่เข้าไปในตระกูล Urwerk คุณมีความผูกพันส่วนตัวอย่างไรกับตำนานแห่งสิ่งมีชีวิตก่อนประวัติศาสตร์นี้

จะว่าไปมันค่อนข้างซับซ้อนเหมือนกันนะครับ ด้วยตัวทีเร็กซ์ที่เราตีความผ่านเทคนิค guilloché แบบดั้งเดิม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้กระจกคริสตัล คราวนี้เรานำพื้นผิวชนิดนี้ขึ้นมาอยู่บนผิวภายนอก – ด้วยตัวเรือนก็เหมือนเป็นการเชิญชวนให้สัมผัสแล้ว ในส่วนของลวดลายยังย้ำเตือนให้ผมนึกถึงผิวของไดโนเสาร์ และในภาษาเยอรมันเราเรียกสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ว่า “Urtier” หรือ “สัตว์ร้ายยุคปฐมกาล” นั่นเป็นสิ่งที่ทรงพลัง นอกจากนี้ไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ยังเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เมื่อ 68 ล้านปีก่อน — นับเป็นตัวเลขที่ทำให้อายุขัยของมนุษย์เราฟังดูช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน มันย้ำเตือนเราให้ตระหนักว่า ในขณะที่นาฬิกาทำหน้าที่บอกเวลา ณ ปัจจุบัน ในขณะเดียวกันเวลาเองนั้นก็คือความเก่าแก่ที่ดำเนินมาตั้งแต่ยุคโบราณ  

  

เราชื่นชมที่คุณนำแนวคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และระบบสุริยะมาถ่ายทอดผ่านระบบแซตเทิลไลต์และการแสดงค่าเวลาแบบ wandering hour ในผลงานของ URWERK ตั้งแต่คุณเริ่มพัฒนาแนวคิดนี้มาผลงานชิ้นไหนถือเป็นความท้าทายที่สุด

ถ้าหากพูดถึงในเชิงเทคนิคแล้ว กลไกระบบแซตเทิลไลต์ของ UR-112 ต้องทุ่มเทเวลาและพละกำลังอย่างมหาศาล – นับเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริงของช่างนาฬิกาของเรา แต่นับจากนั้นมีโมเดลอื่นๆ อย่าง UR-100 LS ซึ่งความท้าทายมีมาตั้งแต่แนวคิดตั้งต้น ไอเดียที่ท้าทายให้เราจินตนาการถึงการเดินทางด้วยความเร็วแสงไปยังอีกสุดขอบนอกของระบบสุริยะจักรวาล

ผลงาน Spacetime Blade นั้นน่าทึ่งอย่างยิ่ง มีความเป็นไปได้ไหมที่เราคาดหวังไว้ว่า จะได้เห็นโปรเจ็กต์ที่ลือลั่นสะเทือนวงการอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ 

ผมเปิดรับการผลักดันให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เสมอ และใช่ครับ เรากำลังพัฒนาอยู่ ณ ขณะนี้ รอติดตามให้ดีนะครับ 

Spacetime Blade

เราได้ยินมาว่า คุณหลงใหลในการเดินทางมาก และอินเดียคือประเทศที่คุณชื่นชอบเป็นพิเศษ ยังมีประเทศอื่นอีกไหมที่ติดอันดับต้นๆ ในลิสต์ของคุณ

แน่นอนครับ ยังมีอีกหลายประเทศที่ผมยังฝันอยากไปสำรวจ แม้แต่ในประเทศที่ผมเคยไปเยือนแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีสิ่งอื่นๆ ให้ค้นพบอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ผมได้เดินทางไปยังประเทศไทยพร้อมกับครอบครัว และนอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ที่ได้พบเจอระหว่างการเดินทางครั้งนั้น ผมรู้ดีว่า ผมยังได้สัมผัสแค่พื้นผิวเศษเสี้ยวเดียวของประเทศไทยเท่านั้นเอง

ถ้าหากคุณสามารถเดินทางย้อนอดีตได้ คุณอยากเดินทางไปพบช่างทำนาฬิกาหรือดีไซเนอร์คนไหนมากที่สุด 

โอ้…มีหลายคนเลยครับ… ผมอยากพบ Phidias ประติมากรยุคกรีก Michelangelo ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองค์ Leonardo da Vinci อีกหนึ่งอัจฉริยะบุคคลแห่งยุคเรอเนสซองค์ Galileo Galilei นักดาราศาสตร์ระดับตำนาน the Campani brothers สองพี่น้องนักบวชผู้เชี่ยวชาญในการประดิษฐ์นาฬิกา และถ้าจะให้เป็นยุคใกล้ปัจจุบันกว่านั้นหน่อย คงต้องเป็น Eileen Gray สถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์หญิงชาวไอริช Lina Bo Bardi สถาปนิกหญิงชาวอิตาเลียน Jean Prouvé สถาปนิกและดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส H.R. Giger จิตรกรและนักออกแบบชาวสวิส ผู้สร้างชื่อจากการออกแบบสัตว์ประหลาดต่างดาวในภาพยนตร์เรื่อง ‘Alien’ Tom Ford แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวอเมริกัน และอีกหลายต่อหลายคนเลยครับ

ถ้าหาก URWERK มีโอกาสได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับศิลปินระดับโลกสักคนหนึ่ง ชื่อไหนจะติดอยู่บนอันดับต้นๆ ในลิสต์ของคุณ 

ถ้าได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ James Turrell ศิลปินชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงจากการสร้างสรรค์งานศิลปะว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และแสง คงจะเหมือนฝันที่เป็นจริงเลยครับ

กลุ่มนักสะสมนาฬิกาในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณเคยสังเกตเห็นคุณสมบัติที่แตกต่างเฉพาะตัวภายในกลุ่มนักสะสมนาฬิกาชาวเอเชียบ้างไหม 

ใช่ครับ นักสะสมชาวเอเชียมีความช่ำชองเรื่องนาฬิกาอย่างเหลือเชื่อ พวกเขาไม่เพียงแต่มีความรู้เชิงลึกในศาสตร์แห่งนาฬิกาเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนคนในกลุ่มสังคมเดียวกัน ผมสนุกกับการได้ดินเนอร์กับพวกเขาภายในงานเลี้ยงของ URWERK ในภูมิภาคนี้ – แน่นอนอยู่แล้วว่า เราต้องคุยกันเรื่องนาฬิกา และเรื่องอื่นๆ ที่เรามีความสนใจตรงกัน 

ตามทัศนะส่วนตัวของคุณ อนาคตของวงการนาฬิกาจักรกลชั้นสูงจะเป็นอย่างไร 

การคาดเดาอนาคตนั้นมักจะเป็นเรื่องซับซ้อน – โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่อาจคาดเดาได้ ลองคิดดูถึงสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างวิกฤตการณ์โควิดฯ ที่เข้ามาจัดระบบระเบียบทุกสิ่งใหม่ นั่นหมายความว่า

“ความงดงามของอนาคต คือ การที่มันยังไม่มีตัวตน ยังไม่ได้ถูกขีดเขียนขึ้น และท่ามกลางสภาวะนั้นมันแสดงถึงศักยภาพของสิ่งที่สดใหม่อย่างแท้จริง” 

Martin Frei – Chief Designer/Co-founder of URWERK

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เส้นทางแห่งความฝันของ Angelo Bonati ซีอีโอ Panerai กับบทสัมภาษณ์สุดท้ายที่สะเทือนวงการ

Exclusive: Cameron Barr แชร์เรื่องราวเบื้องหลังความท้าทายและความสำเร็จในการออกแบบนาฬิกาคอลลาโบเรชันครั้งแรกกับ Zodiac

Urwerk The Future of Timekeeping

Breitling ฟื้นคืนตำนานด้วยคอลเลกชัน Lady Premier สำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ

Lady Premier การกลับมาของตำนานที่สร้างขึ้นเพื่อผู้หญิงยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยความหรูหราที่มั่นใจและยั่งยืน

WORDS: Jola Chudy | Oct 1, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

Breitling ได้นำนาฬิกาตระกูล Premier ที่เป็นตำนานกลับมาอีกครั้ง โดยเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ที่เน้นสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะในชื่อ Lady Premier คอลเลกชันนี้มีตัวเลือกทั้งขนาดเล็ก 32 มม. ที่เน้นความเที่ยงตรงสูง และขนาด 36 มม. ที่มาพร้อมกลไกอัตโนมัติหรูหรา ตัวเรือนมีตั้งแต่สแตนเลสสตีลไปจนถึงทองคำ 18k และมีตัวเลือกประดับเพชรด้วย

Breitling Lady Premiers นาฬิกาผู้หญิง

จุดเด่นสำคัญคือการสะท้อนถึงแนวคิดสมัยใหม่ของ Breitling โดยการใช้ ทองคำที่รับผิดชอบต่อความยั่งยืน และเพชรที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการและสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ซึ่งแสดงออกถึงความหรูหราแบบสบายๆ ที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืนและความหลากหลายครอบคลุม

ต้นกำเนิดของ Premier และแรงบันดาลใจ

เมื่อ Willy Breitling เปิดตัวนาฬิกาตระกูล Premier ในช่วงทศวรรษที่ 1940 นั้น เป็นไปด้วยความเข้าใจที่ว่า นาฬิกาข้อมือมีค่ามากกว่าแค่เครื่องมือทางเทคนิคของนักบินเท่านั้น ชื่อเสียงของ Breitling สร้างขึ้นจากนาฬิกาโครโนกราฟที่สามารถวัดช่วงเวลาที่ผ่านไปได้อย่างแม่นยำตามแบบฉบับของเขา แต่เขาก็เข้าใจว่า มีบางสิ่งที่เป็นแก่นแท้เกี่ยวกับเสน่ห์ของนาฬิกาที่ อยู่เหนือกว่าความสามารถในการทำหน้าที่ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

เขาได้แนะนำนาฬิการุ่น Premier Fantaisies ในช่วงทศวรรษ 1940 ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่เก๋ไก๋และถูกออกแบบโดยคำนึงถึงผู้หญิงโดยเฉพาะ Beatrice ภรรยาของ Willy Breitling ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและพลังสร้างสรรค์สำคัญ ในช่วงเวลานั้น นาฬิกาข้อมือกำลังกลายเป็นสื่อกลางสำหรับสิ่งอื่น นั่นคือ โอกาสในการแสดงออกถึงสไตล์และความเป็นส่วนตัว ในสังคมที่กำลังฟื้นตัวจากภาวะสงคราม Breitling “เข้าใจ” สิ่งนี้ และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความปรารถนาของลูกค้าที่จะยืนยันความเป็นตัวของตัวเอง หลังจากต้องเผชิญกับความขาดแคลนมาหลายปี

Breitling Lady Premiers นาฬิกาผู้หญิง
Lady Premier SuperQuartz ขนาด 32 มม. มาพร้อมกับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม (Ink Blue) บนสายนาฬิกาเหล็กเต็มเส้น และถูกเสริมด้วยการประดับเพชรที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ (ที่มาของภาพ: Revolution ©)

Lady Premier ออกแบบเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ

แนวคิดเรื่องความเป็นทวิลักษณ์ (duality) ของนาฬิกาข้อมือผู้หญิง ที่สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือและอัญมณี ยังคงอยู่กับ Breitling อย่างมั่นคงในปัจจุบัน เช่นเดียวกับในอดีต เมื่อเวลาผ่านไป 80 ปี แบรนด์ได้เปิดตัว Lady Premier ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่ถูกออกแบบ สร้างแนวคิด และนำมาสู่การมีอยู่ เพื่อสื่อสารกับลูกค้าผู้หญิงโดยตรง ตามที่ George Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Breitling กล่าวไว้ คอลเลกชันใหม่นี้ว่า มีความมั่นใจ ความเป็นผู้หญิง และเต็มไปด้วยบุคลิกเฉพาะตัว เช่นเดียวกับผู้หญิงที่สวมใส่ การเปิดตัวครั้งนี้ไม่มีรุ่นผู้ชาย ที่นำมาปรับลดขนาดดังเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการนาฬิกา ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษสำหรับนาฬิกาสำหรับผู้หญิงการเปิดตัว Lady Premier นำเสนอนาฬิกาเจ็ดเรือน แบ่งออกเป็นสองรุ่น: ขนาด 32 มม. และขนาด 36 มม.

Lady Premier SuperQuartz 32 มม.

คอลเลกชัน SuperQuartz ขนาด 32 มม. มีหน้าปัดให้เลือกสามแบบ ซึ่งทุกแบบนำเสนอในตัวเรือนสแตนเลสสตีล ได้แก่ สีมุก (mother-of-pearl) สีน้ำเงินเข้ม (Ink Blue) หรือสีดำสนิท (Midnight Black)

นาฬิกาแต่ละเรือนโดดเด่นด้วยสายรัดแบบลายบั้ง (chevron-style bracelet) ที่มีโครงสร้างรูปตัว V ซึ่งสื่อถึงความเป็นทวิลักษณ์เครื่องมือและอัญมณีได้อย่างชัดเจน สง่างาม และเหนือสิ่งอื่นใดคือ สมบูรณ์แบบในการใช้งาน เพื่อเน้นย้ำถึงคุณสมบัติที่ไร้ที่ติ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก COSC-certified Caliber 77 ซึ่งเป็นกลไก SuperQuartz™ ที่ชดเชยความร้อน และมีความเที่ยงตรงที่ไม่มีใครเทียบได้ 

Lady Premier Automatic 36 มม.

ส่วนนาฬิการุ่น Automatic ขนาด 36 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก COSC-certified Caliber 10 ซึ่งมีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง รุ่นนี้มีตัวเรือนสแตนเลสสตีลให้เลือกสามแบบเช่นกัน แต่ละแบบมาพร้อมหน้าปัดและสายหนังจระเข้ในโทนสีที่เข้ากัน ได้แก่ สีเขียวอมเทา (sage) สีเทาอ่อน (dove grey) หรือสีม่วงเข้ม (aubergine)

นอกจากนี้ ยังมีรุ่นที่สี่ ซึ่งทำจากทองคำ 18k ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น พร้อมหน้าปัดและสายสีน้ำตาลช็อกโกแลต สำหรับสองรุ่น (สีเขียวอมเทาและสีเทาอ่อน) มีการประดับเพชรตั้งแต่ขานาฬิกา ไปจนถึงขอบหน้าปัด นอกจากนี้ หน้าปัดแต่ละแบบยังได้รับการตกแต่งด้วยสไตล์การเก็บผิวงานถึงสามแบบ เพื่อเพิ่มการเล่นของแสงให้สูงสุด เมื่อข้อมือของผู้สวมใส่นาฬิกาเคลื่อนไหวและหน้าปัดกระทบกับแสง

Breitling Lady Premiers นาฬิกาผู้หญิง
Lady Premier Automatic 36 มม. ในหน้าปัดสีม่วงเข้ม (Aubergine) และสีน้ำตาลช็อกโกแลต (Chocolate)
Breitling Lady Premiers นาฬิกาผู้หญิง
(ที่มาของภาพ: Revolution ©)
Breitling Lady Premiers นาฬิกาผู้หญิง
(ที่มาของภาพ: Revolution ©)

องค์ประกอบการออกแบบและวิสัยทัศน์สมัยใหม่

ทั้งนาฬิกาขนาด 32 มม. และ 36 มม. มีการออกแบบหน้าปัดที่โดดเด่นด้วยตัวเลขแบบมินิมอล เข็มนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และเม็ดมะยมที่มีลักษณะเป็นรูปปั้น ภาษาการออกแบบที่ใช้นั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนรูปวงรี เพชรที่เรียงตัวเป็นชั้นไปตามขานาฬิกาและขอบหน้าปัด สายหนังจระเข้แบบไล่เฉดสี และโครงสร้างหน้าปัดที่เรียบเนียนและดูเรียบง่าย 

นาฬิกาเหล่านี้ให้ความรู้สึกร่วมสมัยอย่างจงใจ ทั้งภาษาการออกแบบและความงามนั้นมีรากฐานอยู่ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาสมัยใหม่สำหรับผู้หญิงยุคใหม่ ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงอดีตอย่างชัดเจนคือชื่อเท่านั้น ย้อนไปในทศวรรษ 1980 Breitling เคยเปิดตัวคอลเลกชัน Lady J และ Wings Lady แต่โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือคอลเลกชันที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ โดยไม่ได้สร้างแบบจำลองหรือสไตล์เก่าๆ ขึ้นมาใหม่ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Breitling ทำได้ดีเป็นพิเศษมาตลอดหลายปีกับคอลเลกชันอื่น ๆ)

Breitling กับผู้หญิง คือนิยามของการยืนยันตัวตนครั้งใหม่

Willy Breitling เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “เมื่อผู้หญิงสวมนาฬิกา บุคลิกภาพทั้งหมดของเธอจะถูกเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์” คอลเลกชัน Lady Premier สะท้อนถึงการยืนยันครั้งใหม่ของ Breitling ที่มองว่าผู้หญิงเป็นแกนหลักในตัวตนของแบรนด์ นับตั้งแต่ อิทธิพลของ Beatrice Breitling ภรรยาของ Willy ไปจนถึงช่วงเวลาในภาพยนตร์อันโด่งดัง เช่น Raquel Welch ในเรื่อง Fathom (ปี 1967) ที่สวมนาฬิกา Breitling ขณะที่เธอชิงไหวชิงพริบกับสายลับและดึงดูดผู้ชมได้อย่างง่ายดาย

หากนาฬิกาตระกูล Premier ดั้งเดิม ได้เปลี่ยนนาฬิกาโครโนกราฟให้กลายเป็นวัตถุที่สง่างามและโอกาสในการแสดงออกถึงตัวตนแล้ว Lady Premier ก็ยิ่งเฉลิมฉลองโอกาสนี้ให้มากขึ้นไปอีก ไม่มีส่วนใดที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นนาฬิกาผู้ชายฉบับย่อส่วนเลย โดย Lady Premier ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ Georges Kern ซีอีโอของ Breitling กล่าวว่า “Lady Premier คือมุมมองใหม่ของนาฬิกาที่หรูหราซึ่งมีความมั่นใจ มีความเป็นผู้หญิง และเต็มไปด้วยบุคลิกเฉพาะตัว” และการให้ความสำคัญกับความมั่นใจนี้ยังแสดงออกผ่านแคมเปญโฆษณาที่นำโดย Meghan Roche, Shahed Elnakhlawy, และ Mason Barnes

ในหลาย ๆ ด้าน Lady Premier ยังเป็นภาพสะท้อนของหลักการสมัยใหม่ของ Breitling ไม่ว่าจะในด้านความหรูหราแบบลำลอง ความหลากหลายที่ครอบคลุม และความยั่งยืน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าคอลเลกชันนี้ใช้ทองคำที่มาจากแหล่งจัดหาอย่างรับผิดชอบ และเพชรที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการซึ่งสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับค่านิยมและลำดับความสำคัญของผู้สวมใส่ยุคใหม่ เช่นเดียวกับที่ Willy ได้ทำไว้ เมื่อเขาเปิดตัว Premier ในปี 1943

รายละเอียดทางเทคนิค
Breitling Lady Premier Automatic 36
  • รหัสอ้างอิง: A10310211Q1P1, A10310671L1P1, A10310671M1P1, R10310121Q1P1
  • กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding) Breitling Caliber 10 ที่ได้รับการรับรองจาก COSC (COSC-certified) พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง
  • ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. x 9.9 มม. วัสดุสแตนเลสสตีล (มีตัวเลือกประดับเพชรที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ) / ทอง 18k กันน้ำลึก 100 ม.
  • หน้าปัด: สีม่วงเข้มไล่เฉด (Gradient Aubergine) เขียวอมเทา (Sage) เทาอ่อน (Dove Grey) หรือน้ำตาลช็อกโกแลต (Chocolate)
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้แบบไล่เฉดสี พร้อมบานพับแบบพับได้
รายละเอียดทางเทคนิค
Breitling Lady Premier Superquartz™️ 32
  • รหัสอ้างอิง: A77330121A2A1, A77330671C1A1, A77330671B1A1
  • กลไก: กลไก Breitling COSC-certified Caliber 77 SuperQuartz™️
  • ตัวเรือน: ขนาด 32 มม. x 8.9 มม. วัสดุสแตนเลสสตีล (มีตัวเลือกประดับเพชรที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ) กันน้ำลึก 100 ม.
  • หน้าปัด: สีมุก (Mother-of-pearl) น้ำเงินเข้ม (Ink Blue) หรือดำสนิท (Midnight Black)
  • สายนาฬิกา: สายโลหะสแตนเลสสตีลลายบั้งเจ็ดแถว (Seven-row Chevron stainless steel bracelet) พร้อมบานพับแบบพับได้ (folding clasp)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
Girard-Perregaux Laureato FIFTY การกลับมาของตำนานครึ่งศตวรรษในรูปลักษณ์ใหม่
เผยโฉม Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

TAG Heuer Connected Calibre E5 × New Balance Edition ยกระดับประสิทธิภาพสู่ยุคดิจิทัล

การร่วมมือของ TAG Heuer x New Balance พลิกโฉม Smartwatch สู่โค้ชดิจิทัลส่วนตัวด้วย Calibre E5 40MM

TAG Heuer และ New Balance ได้ผนึกกำลังกันเปิดตัว Connected Calibre E5 40MM รุ่นพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการฝึกซ้อมและประสิทธิภาพการกีฬาเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกับการติดตามข้อมูล Biometric Tracking ที่มีความก้าวหน้า ทำให้ผู้ใช้สามารถวัดและวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านสมรรถนะของร่างกายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งแผนการฝึกซ้อม (training plans) ไว้ในตัว เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนและดำเนินการฝึกฝนได้อย่างเป็นระบบ และทันทีที่การวิ่งหรือการฝึกซ้อมเสร็จสิ้น นาฬิกาก็สามารถดำเนินการวิเคราะห์ผลลัพธ์หลังการวิ่ง (post-run analytics) ได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงได้อย่างลงตัว ทำให้อุปกรณ์นี้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับนักกีฬาในยุคปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ที่หลอมรวม จากการจับเวลาสู่การวัด ‘ตัวคุณ’

เป็นเวลากว่าศตวรรษที่ “กีฬา” คือเบ้าหลอมอันสำคัญยิ่งที่ใช้หล่อหลอมศิลปะแห่งการจับเวลาให้กลายเป็นศาสตร์แห่งความแม่นยำ โครโนกราฟแบบสวมข้อมือรุ่นแรกสุดถูกสร้างขึ้นด้วยภารกิจเพื่อจับเวลารอบในสนามแข่ง และบันทึกสถิติ (Splits) ในการวิ่งมาราธอน แต่ในวันนี้ความมุ่งมั่นอันเข้มข้นนี้ได้วิวัฒนาการไปอีกขั้น นอกจากจะมุ่งเน้นเพียงแค่การวัด “เวลา” แล้ว ยังเป็นการวัด “ตัวคุณ” อีกด้วย

โลกแห่งกีฬาในปัจจุบันต้องการความเข้าใจในการเคลื่อนไหว ความทนทาน และการฟื้นตัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยออร์เคสตราของเซ็นเซอร์ที่ทำงานร่วมกันเพื่อติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด และแม้กระทั่งจังหวะการนอนหลับ โดยหลักการทำงานที่สำคัญคือการใช้เซ็นเซอร์เชิงแสง (Photoplethysmography หรือ PPG) ซึ่งวัดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดผ่านการสะท้อนแสงใต้ผิวหนัง

การสะสมข้อมูลทางชีวภาพเหล่านี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการสร้างสรรค์กลไกปฏิทินอันซับซ้อนในนาฬิกาแบบดั้งเดิม เพราะในขณะที่นาฬิกาจักรกลใช้คณิตศาสตร์เพื่อพิชิตโครงสร้างของเวลา นาฬิกาอัจฉริยะกลับทำหน้าที่ถอดรหัสปฏิทินที่มีชีวิตและกำลังหายใจ ซึ่งก็คือร่างกายของคุณเอง

Calibre E5 นวัตกรรมและดีไซน์ที่สอดคล้อง

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่แบรนด์ได้ผลักดันแนวคิดของนาฬิกาที่ถูกปรับเทียบด้วยระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวรุ่น Connected ครั้งแรกในปี 2015 และ Calibre E5 ซึ่งเป็นรุ่นที่ห้าแล้ว ได้ทำงานบนอินเทอร์เฟซระบบปฏิบัติการ (OS) ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์ ซึ่งอ้างว่ามอบประสบการณ์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น สะอาดตาขึ้น และลื่นไหลยิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้าทั้งหมด

การอัปเกรดครั้งใหญ่นี้ได้ถูกเปิดตัวในนาฬิการุ่นใหม่ TAG Heuer Connected Calibre E5 40MM × New Balance Edition โดยตัวเรือนบรรจุอยู่ในขนาด 40 มม. และทำจากไทเทเนียมเกรด 2 เคลือบ DLC ที่ทนทาน นาฬิการุ่นนี้ได้เพิ่มเครื่องมือด้านสมรรถภาพทางกายที่ล้ำหน้า ประกอบด้วยระบบ GPS แบบ Dual-band ที่มอบความแม่นยำสูงขึ้น ระบบตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ แบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และฟีเจอร์การวัดผลการฟื้นตัว (Recovery Metrics)

  • ดีไซน์และสีสัน: สีเขียวและม่วงของนาฬิการุ่นนี้มาในรูปแบบ Co-branded ร่วมกับ New Balance โดยจงใจให้มีโทนสีที่เข้ากันอย่างลงตัวกับรองเท้าวิ่งรุ่น FuelCell SuperComp Elite v5 ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ที่ข้อมือและอุปกรณ์ที่เท้า
  • สายนาฬิกา: สายนาฬิกา Cushion Comfort System ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนี้ เป็นการผสานวัสดุยางและผ้า (Textile) ที่มาจากแผ่นรองด้านในของรองเท้า (Shoe Inlay) เพื่อเพิ่มความสบายสูงสุดในระหว่างการฝึกซ้อมที่ยาวนาน

การฝึกซ้อมอัจฉริยะและการท้าทายขีดจำกัด

ความร่วมมือดังกล่าวยังนำเสนอประสบการณ์การวิ่งอัจฉริยะแบบใหม่ด้วยแผนการฝึกซ้อมในตัว (built-in training plans) และคำแนะนำบนข้อมือ (on-wrist guidance) ในวันเปิดตัว ผู้ใช้สามารถเลือกจากโปรแกรมการวิ่งสุดพิเศษ 6 โปรแกรมของ New Balance ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมตัววิ่ง 5K ไปจนถึงฮาล์ฟมาราธอน และโปรแกรมการฝึกความแข็งแกร่ง

สีเขียวและม่วงเป็นสีที่ร่วมแบรนด์กับ New Balance โดยจับคู่สีกับรองเท้า FuelCell SuperComp Elite v5

เมื่อซิงค์ข้อมูลแล้ว นาฬิกาจะมอบประสบการณ์การวิ่งโดยไม่จำเป็นต้องพกโทรศัพท์ พร้อมให้คำแนะนำแก่นักกีฬาแบบทีละขั้นตอนด้วยฟีดแบ็กด้านความเร็ว การนับถอยหลังช่วงฝึกซ้อม และการติดตามระยะทางที่แม่นยำ หลังจากสิ้นสุดการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกซิงค์โดยอัตโนมัติ ทำให้นักวิ่งสามารถติดตามแนวโน้ม ความก้าวหน้า และการฟื้นตัวได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ นาฬิกายังมาพร้อมกับหน้าปัดแบบกำหนดเองสามแบบ ได้แก่ “Casual” “Balance” และ “Reskin” ซึ่งหนึ่งในนั้นมีมาตราส่วน 0–100 ใหม่ที่ซิงค์กับหน่วยวัดการฝึกของผู้ใช้

หน้าปัดมีมาตราส่วน 0–100 ใหม่ที่ซิงค์กับหน่วยวัดการฝึก

Antoine Pin ซีอีโอของ TAG Heuer ได้กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นโอกาสที่จะได้ผลักดันขีดจำกัด โดยระบุว่า “เป้าหมายคือการสร้างนาฬิกาที่จับคู่กับรองเท้า ซึ่งให้บริการอย่างแท้จริงแก่ผู้ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง การทำงานร่วมกับ New Balance ท้าทายให้เราต้องคิดใหม่ทั้งหมดว่านักวิ่งคาดหวังอะไรจากอุปกรณ์ของพวกเขา”

ซิดนีย์ แมคลาฟลิน-เลฟโรน แชมป์โอลิมปิก 2 สมัย และทูตของทั้งสองแบรนด์ กล่าวว่า

"การได้เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแคมเปญใหม่นี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะฉันชอบที่นาฬิกาและรองเท้าคู่นี้ผสานกันอย่างลงตัวในการฝึกซ้อม ออกแบบมาเพื่อนักกีฬาที่ต้องการรับผิดชอบ เชื่อมั่นในแผนการของตัวเอง และมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน"
ซิดนีย์ แมคลาฟลิน-เลฟโรน แชมป์โอลิมปิก 2 สมัย นักกีฬาข้ามรั้วเจ้าของสถิติโลก และเป็นทูตของทั้ง TAG Heuer และ New Balance

สถานะการจำหน่ายและข้อมูลทางเทคนิค

ทั้งสองแบรนด์ ยืนยันว่าคอลเลกชันนี้จะเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น (จำนวนการผลิตขั้นสุดท้ายยังไม่เปิดเผย) โดยนาฬิกา (TAG Heuer Connected Calibre E5 40MM) และรองเท้า (FuelCell SuperComp Elite v5) จะถูกจำหน่ายแยกจากกัน

ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Connected Calibre E5 × New Balance
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 2 เคลือบ DLC สีดำ ขนาด 40 มม. / กันน้ำ 50 ม.
  • จอแสดงผล: AMOLED 1.39 นิ้ว / ความละเอียด 454×454
  • กลไก: TAG Heuer OS Calibre E5
  • แบตเตอรี่: ใช้งานได้ 1.5 วัน (ปกติ) หรือ 12 ชม. (โหมดวิ่ง)
  • เซ็นเซอร์เด่น: GPS แบบ Dual-band / Blood Oxygen (SpO2) / HRV (ความแปรปรวนอัตราการเต้นของหัวใจ) / HR / การนับก้าว / การนอนหลับ
  • สายนาฬิกา: Bi-material (ยาง+ผ้า Textile จาก New Balance) พร้อมสายผ้ายืดสำรอง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
LOUIS VUITTON MONTEREY การกลับมาของนาฬิกา Cult แห่งยุค 80s ในตำนานย้อนกลับสู่จิตวิญญาณดั้งเดิมของเมซง
สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว
บทที่ 10 แห่งตำนานผู้คิดค้น GREUBEL FORSEY Nano Foudroyante การปฏิวัติจักรกลขนาดเล็กที่สุดของแบรนด์

Girard-Perregaux Laureato FIFTY การกลับมาของตำนานครึ่งศตวรรษในรูปลักษณ์ใหม่

สัมผัส Laureato FIFTY ด้วยดีไซน์ Bi-colour 39 มม. ที่มีกลไก In-house GP4800 ใหม่เอี่ยม ผสานมรดก 1975 เข้ากับนวัตกรรมซิลิคอนอย่างลงตัว

ในปี 1975 ท่ามกลางยุคแห่งความพลิกผันของวงการนาฬิกา Girard-Perregaux ได้เปิดตัว Laureato ซึ่งเป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สร้างขึ้นอย่างครบวงจร (Manufacture) พร้อมด้วยสายที่ถูกปรับใหม่และกลไกควอตซ์ที่ได้รับการรับรองโครโนมิเตอร์ นับเป็นบทสำคัญในประวัติศาสตร์นาฬิการ่วมสมัย 

สำหรับ Girard-Perregaux เองก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีกลไกควอตซ์อย่างแท้จริง โดยในปี 1971 ได้เปิดตัวกลไก GP350 ด้วยความถี่ 32,768 เฮิรตซ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมนาฬิกาทั่วโลก และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้นาฬิกา Laureato รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นในปี 1975

ห้าสิบปีผ่านไป แบรนด์สัญชาติสวิสแห่งนี้ได้เฉลิมฉลองครึ่งศตวรรษของไอคอนด้วยการเปิดตัว Laureato FIFTY รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเพียง 200 เรือนทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรำลึกถึงอดีต ยังเป็นการสำแดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ Girard-Perregaux ในการผสานมรดกทางประวัติศาสตร์เข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยอย่างลงตัว

ดีไซน์แห่งความสมดุล มรดกและยุคใหม่

Laureato FIFTY ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากรุ่นดั้งเดิม แต่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด ตัวเรือนทรงตอนโน (Tonneau) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.00 มม. และหนาเพียง 9.80 มม. ผลิตจากวัสดุ เยลโล่โกลด์ 3N และสเตนเลสสตีล (Bi-colour) ซึ่งหวนคืนสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของปี 1975 ขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์วางอยู่บนฐานวงกลม

โดยมีการสลับพื้นผิวแบบขัดด้านและเงา สร้างมิติของแสงและเงาอย่างงดงาม หน้าปัดสีเทาซันเรย์ลึก (Deep Sunray Grey) ประดับด้วยลวดลาย Clous de Paris พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มทรง ‘baton’ พิงค์โกลด์ชุบทอง 3N เคลือบสารเรืองแสง ช่องแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาใช้แผ่นดิสก์สีเดียวกับหน้าปัด เพื่อรักษาความกลมกลืนและความประณีตในระดับ Haute Horlogerie ส่วนกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นคริสตัลแซฟไฟร์แบบเรียบแบน

สายโลหะแบบบูรณาการ (Integrated Bracelet) ก็ยังคงถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งดีไซน์ดั้งเดิมด้วยวัสดุเยลโล่โกลด์ 3N และสเตนเลสสตีล ข้อต่อกลางที่ทำจากเยลโล่โกลด์ถูกออกแบบให้นูนเล็กน้อยกว่าส่วนที่เป็นสเตนเลสสตีล ช่วยสร้างมิติของแสงและเงา ตัวล็อกบานพับสามชั้น (Triple Folding Clasp) มาพร้อมกับระบบปรับความยาวสายแบบละเอียด (fine adjustment system) ที่สามารถปรับเพิ่มได้ถึง 4 มม. ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ใช้งานได้จริงและมีประโยชน์อย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อน ปุ่มกดทรงแปดเหลี่ยมบนตัวล็อกยังถูกออกแบบให้สะท้อนกับขอบตัวเรือน เพื่อเสริมสร้างความกลมกลืนขององค์ประกอบทั้งหมด นอกจากความงามสง่าแล้ว Laureato FIFTY มีคุณสมบัติกันน้ำได้ลึกถึง 150 เมตร (15 ATM) อีกด้วย

Calibre GP4800 คือหัวใจแห่งนวัตกรรม

Laureato FIFTY เปิดตัวพร้อมกับกลไกอัตโนมัติชุดใหม่คือ Calibre GP4800 ซึ่งเผยให้เห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส กลไกนี้ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ผสานความประณีตเข้ากับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ โดยมีความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 Hz) และมีพลังงานสำรองขั้นต่ำ 55 ชั่วโมง กลไก GP4800 โดดเด่นด้วยเอสเคปเมนท์ซิลิคอนและบาลานซ์แบบแปรผัน ที่สำคัญคือ เป็นกลไก “เรียบง่าย” เรือนแรกที่แสดงฟังก์ชั่น ชั่วโมง/นาที/วินาที/วันที่ ซึ่งการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์สำคัญของแบรนด์: สะพานจักรกลสามส่วน (Three Bridges) องค์ประกอบนี้ถือเป็นการขยายสถาปัตยกรรมนาฬิกากลไกอันเลิศนี้ออกไปนอกเหนือจากกลไกทูร์บิญอง โรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติทำจากเยลโล่โกลด์ 3N โดยรวมแล้ว GP4800 เรือนนี้นอกจากจะโดดเด่นในด้านรูปลักษณ์และเทคโนโลยี ยังถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Girard-Perregaux อีกด้วย

Laureato FIFTY ซึ่งผลิตจำนวนจำกัด 200 เรือน (หมายเลขอ้างอิง 81008-63-3412-1CM) จะเริ่มวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Girard-Perregaux ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2025 เป็นต้นไป 

บทสรุปผ่านมุมมองของ Revo

สำหรับ Laureato FIFTY เรือนนี้เรามองว่า ไม่ได้พยายามที่จะเป็น “นาฬิกาที่ดีที่สุดในโลก” แต่มันพยายามที่จะเป็น “Laureato ที่สมบูรณ์แบบที่สุด” มันเป็นผลงานที่กลมกลืนระหว่างความคลาสสิกของรูปทรง ความทันสมัยของกลไก และความกล้าหาญของการเลือกใช้สี มันคือสัญลักษณ์ของการยืนหยัดของแบรนด์ที่ไม่ยอมถูกกลืนหายไปตามกระแส และสำหรับนักสะสม มันคือชิ้นส่วนประวัติศาสตร์จำนวนจำกัดแค่ 200 เรือน ที่บอกเล่าเรื่องราวของ การเริ่มต้น ในยุคที่นาฬิกาควอตซ์กำลังพลิกโลก แต่ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ด้วยความเที่ยงตรงของกลไกอัตโนมัติยุคใหม่ และนี่คือนาฬิกาอีกเรือนหนี่งที่บอกถึง จุดยืน ของผู้สวมใส่และของแบรนด์อย่างชัดเจน และมันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Laureato FIFTY (ลิมิเต็ด 200 เรือน)
  • ตัวเรือน: Bi-colour (เยลโลว์โกลด์ 3N และสเตนเลสสตีล) ขนาด 39 มม. บาง 9.8 มม. กันน้ำ 150 ม.
  • หน้าปัด: สีเทาซันเรย์ ลาย Clous de Paris พร้อมช่องวันที่
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง/นาที/วินาที/วันที่
  • กลไก: Calibre GP4800 (Automatic Manufacture In-house) สำรองพลังงาน 55 ชม. ความถี่ 4 Hz (28,800 Vph) ใช้ เอสเคปเมนท์ซิลิคอน
  • สาย: สายโลหะแบบบูรณาการ (Integrated) Bi-colour ตัวล็อกพร้อมระบบปรับละเอียด +4 มม.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว
LOUIS VUITTON MONTEREY การกลับมาของนาฬิกา Cult แห่งยุค 80s ในตำนานย้อนกลับสู่จิตวิญญาณดั้งเดิมของเมซง
บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

เผยโฉม Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario

เปิดตัวเรือนเวลาใหม่จาก Bvlgari × Revolution ท่ามกลางม่านหมอกสีเบอร์กันดีและวงกตแห่งกระจกสะท้อนเงา

Revolution นำเสนอผลงานความร่วมมือล่าสุด ซึ่งเป็นการฉลอง ครบรอบ 20 ปี ของแบรนด์ และเป็นการยกย่องประเทศสิงคโปร์ อันเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเบอร์กันดี (Burgundy) สุดตระการตา และเป็นครั้งแรกที่ Bvlgari ใช้ตัวเรือนและสายแบบ ไทเทเนียมขัดเงาแบบกระจก (mirror-polished titanium)

Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario ถูกสร้างขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน เท่านั้น โดยแต่ละเรือนจะมีหมายเลขกำกับ และมีราคาอยู่ที่ CHF 17,140 ไม่รวมภาษี

Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario

ในช่วงสองปีหลังจากที่ Octo Finissimo เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลงใหลอย่างมาก ภาพของหน้าปัดแปดเหลี่ยมที่ถูกโอบล้อมด้วยกรอบ (Bezel) ทรงกลม ซึ่งตัดกับตัวเรือนที่มีมิติซ้อนชั้นอย่างดุดันนั้น ตามหลอกหลอนเราทั้งในยามตื่นและยามหลับใหล

ต่อมาแบรนด์ได้เปิดตัวรุ่น Minute Repeater ซึ่งทำจากไทเทเนียมขัดทรายทั้งเรือน (Full Sandblasted Titanium) พร้อมด้วยมาร์กเกอร์บอกเวลาแบบเปลือย (Skeletonized Hour Markers) ซึ่งมีฟังก์ชันช่วยให้เสียงจากกลไกการตีบอกเวลาสามารถลอดผ่านได้ดียิ่งขึ้น

Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario

หลายคนหลงรักรุ่นนี้อย่างจัง และผลงานความร่วมมือครั้งแรกของ Revolution กับ Bvlgari คือการนำนาฬิการุ่น Minute Repeater นั้นมาสร้างเป็นเวอร์ชันบอกวินาทีแบบ Small Seconds แต่ยังคงใช้หน้าปัดแบบเจาะโปร่ง (Pierced Dial) เช่นเดียวกัน นาฬิการุ่นนั้นเปิดตัวในปี 2016 ในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน และขายหมดลงทันทีที่วางจำหน่าย

การยกย่องจุดกำเนิดของ Revo (A Tribute to Our Origins)

แน่นอนว่า เมื่อมีโอกาสได้ร่วมงานเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับวาระครบรอบ 20 ปี ของ Revolution หรือที่ภาษาอิตาลีเรียกว่า XX Anniversario แบรนด์ตัดสินใจที่จะย้อนกลับไปที่นาฬิการุ่นดั้งเดิมซึ่งมีมาร์กเกอร์บอกเวลาแบบเปลือย (skeletonized hour markers) เป็นแรงบันดาลใจ

แต่ดังที่ Fabrizio Buonamassa Stigliani (ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของ Bvlgari) ได้กล่าวไว้ว่า “เวลาผ่านไปมากแล้ว เราไม่สามารถทำซ้ำอดีตได้ง่ายๆ เราต้องผลักดันตัวเองในด้านความคิดสร้างสรรค์”

Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario

ด้วยเหตุนี้ Bvlgari จึงตัดสินใจสร้าง ตัวเรือนและสายจากไทเทเนียม เกรด 5 ที่ขัดเงาแบบกระจก (Mirror-Polished Grade 5 Titanium) สำหรับ Revolution เป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้มีต้นทุนที่สูงมาก ต้องใช้เวลาและไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดได้เลย (unforgiving) ทำให้ Bvlgari สามารถทำได้เพียงนาฬิกาในจำนวนที่น้อยมาก (micro-series) โดยจำกัดไว้ที่ 20 เรือน เท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการฉลองครบรอบ 20 ปี 

Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario

นาฬิการุ่นนี้สวมใส่สบายมาก เพราะตัวเรือนทำจากไทเทเนียม ใครก็ตามที่เคยลองสวม Octo Finissimo ที่ทำจากวัสดุนี้จะรู้สึกทึ่งทันที คุณแทบจะ ลืมไปเลยว่ากำลังใส่นาฬิกาอยู่ เนื่องจากมันผสมผสานระหว่างความสบายตามหลักสรีรศาสตร์เข้ากับความเบาราวกับไร้น้ำหนักได้อย่างลงตัว คุณจะรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อคุณมองดูข้อมือของคุณ แล้วต้องตกตะลึงกับดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา ซึ่งผสานเข้ากับงานนาฬิกาแบบ บางเฉียบ (Ultra Thin) ที่บุกเบิกวงการ จนกลายมาเป็นนาฬิกาที่สุดยอด เรือนนี้

Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
“สิ่งที่ Octo Finissimo สร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างทรงพลังคือความแตกต่างที่เคลื่อนไหวได้ (Dynamic Contrast) ของมัน เวลาที่มองดูใกล้ ๆ มันดูเหมือนงานสถาปัตยกรรมที่ก้าวร้าวและเปล่งประกายความเร็วเชิงเส้นที่มีเหลี่ยมมุม (Faceted Linear Velocity) จนรู้สึกเหมือนเป็นงานประติมากรรมอย่างแท้จริง แต่พอมองด้านข้าง มันกลับดูเพรียวบาง สง่างาม และมีสไตล์ที่บรรยายไม่ถูก (ineffably stylish) ผมรักมันเลยล่ะ” — Wei Koh
ข้อมูลทางเทคนิค
Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
  • ชื่อรุ่น: Bvlgari × Revolution Octo Finissimo XX Anniversario
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม เกรด 5 ขัดเงากระจก (Mirror-Polished Grade 5 Titanium)
  • หน้าปัด: สีเบอร์กันดี (Burgundy) พร้อมมาร์กเกอร์แบบเปลือย (Skeletonized Hour Markers)
  • กลไก: Caliber BVL 138 (ระบบไขลานอัตโนมัติ) ความบาง 2.23 มม.
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาทีเล็กแบบเปลือย กันน้ำ 100 เมตร (100m)
  • สาย: ไทเทเนียม เกรด 5 ขัดเงากระจก
  • การผลิต: รุ่นลิมิเต็ด 20 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
LOUIS VUITTON MONTEREY การกลับมาของนาฬิกา Cult แห่งยุค 80s ในตำนานย้อนกลับสู่จิตวิญญาณดั้งเดิมของเมซง
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) เมื่อความแม่นยำกลายเป็นเครื่องรางแห่งชัยชนะของจอร์จ รัสเซลล์
บทที่ 10 แห่งตำนานผู้คิดค้น GREUBEL FORSEY Nano Foudroyante การปฏิวัติจักรกลขนาดเล็กที่สุดของแบรนด์

สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

CHANEL PREMIÈRE GALON การตีความใหม่ที่เชื่อมโยงอดีตและอนาคต มาพร้อมความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในงานหัตถศิลป์ชั้นสูง

CHANEL PREMIÈRE GALON

คุณเคยสงสัยไหมว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชิ้นงานหนึ่งๆ คงอยู่เหนือกาลเวลา? อะไรคือความลับที่ทำให้ CHANEL ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามและความกล้าหาญมาจนถึงทุกวันนี้? สำหรับแฟนตัวยงอย่างเรา คำตอบนั้นมักจะซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกตีความใหม่และนำกลับมาเล่าเรื่องอย่างมีชีวิตชีวา และนั่นคือทั้งหมดที่เราสัมผัสได้เมื่อได้ทำความรู้จักกับ PREMIÈRE GALON นาฬิกาเรือนใหม่ที่เป็นการแสดงความเคารพต่อรหัสสำคัญของแบรนด์

PREMIÈRE GALON การตีความใหม่ที่เชื่อมโยงอดีตและอนาคต

นาฬิกา PREMIÈRE ถือเป็นนาฬิกาเรือนแรกของเมซงในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกของเรือนเวลาด้วยการปลดปล่อยตัวเองจากขนบของบุรุษ โดยเลือกรูปทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของจุกขวดน้ำหอม N°5 และใช้สายโซ่หนังจากกระเป๋าควิลต์อันโด่งดังมาเป็นสายนาฬิกา ด้วยจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพในการสร้างสรรค์นี้นี่เอง ทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นในทันที

สำหรับปี 2025 นี้ PREMIÈRE ได้หยิบยืม ลายถักเปีย (Couture Braid) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของตู้เสื้อผ้า CHANEL มาใช้ กาเบรียล ชาเนล เคยใช้ลายถักนี้กับชุดสูทของเธอเพื่อเน้นขอบ ตกแต่งกระเป๋าและข้อมือ เพื่อจัดโครงสร้างของรูปทรง ลายถักนี้เองที่ได้ถูกนำมาตีความเป็นสร้อยข้อมือแบบกำไล (Bangle) ในรุ่น PREMIÈRE GALON ซึ่งเป็นกำไลที่ทำจากลายถักเปียแบบบิดเกลียว (twisted braid) ที่มอบวิธีการสวมใส่แบบใหม่

เจาะลึกสเปก ความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในงานหัตถศิลป์ชั้นสูง

สิ่งที่ทำให้ PREMIÈRE GALON โดดเด่นอย่างแท้จริงคือรายละเอียดด้านสเปกที่ถูกยกระดับสู่การเป็นงานหัตถศิลป์ชั้นสูง โดยยังคงขนาดตัวเรือนที่สง่างามไว้ที่ 19.7 x 15.2 x 7.5 มม. และมาพร้อมกลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงสูง พร้อมฟังก์ชันแสดงชั่วโมงและนาที และมีความสามารถในการกันน้ำที่ 30 เมตร ในทุกรุ่น นาฬิกาเรือนนี้ยังมีให้เลือกในหลายขนาดตั้งแต่ XS, S, M ไปจนถึง L

CHANEL PREMIÈRE GALON
CHANEL PREMIÈRE GALON

สำหรับรุ่นคลาสสิกของ PREMIÈRE GALON นั้น จะประกอบด้วยตัวเรือนและสายเป็นเยลโลว์โกลด์ 18K โดดเด่นด้วยหน้าปัดที่เคลือบแลคเกอร์สีดำ และเม็ดมะยมประดับด้วยพลอยนิลทรง onyx cabochon ขณะที่อีกเวอร์ชันหนึ่งได้เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชรลงไป โดยใช้ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรเจียระไนเหลี่ยมบริลเลียนต์ 52 เม็ด (ประมาณ ∼0.24 กะรัต) มาพร้อมเม็ดมะยมเยลโลว์โกลด์ 18K ที่ประดับด้วยเพชรบริลเลียนต์ และสายรัดข้อมือลายถักเปียก็ประดับเพชรบริลเลียนต์อีก 80 เม็ด (ประมาณ −0.76 กะรัต)

CHANEL PREMIÈRE GALON

และเมื่อก้าวเข้าสู่โลกของเครื่องประดับอย่างแท้จริง ก็จะพบกับรุ่น PREMIÈRE GALON DIAMONDS ซึ่งถูกยกระดับให้เป็นงาน Haute Horlogerie โดยเป็นรุ่นที่ตัวเรือน และหน้าปัดเยลโลว์โกลด์ 18K ถูกประดับด้วยเพชรเจียระไนเหลี่ยมบริลเลียนต์ 108 เม็ด (ประมาณ ∼0.49 กะรัต)

ส่วนเม็ดมะยมก็ประดับด้วยเพชรบริลเลียนต์ 1 เม็ด (ประมาณ ∼0.04 กะรัต) ความตระการตาอยู่ที่กำไลและตัวล็อกเยลโลว์โกลด์ 18K ที่ถูกประดับเพชรบริลเลียนต์ถึง 573 เม็ด (ประมาณ ∼4.90 กะรัต) ส่งผลให้ทั้งเรือนประดับด้วยเพชรบริลเลียนต์รวม 682 เม็ด (ประมาณ ∼5.43 กะรัต) 

บทสรุปและความคิดเห็นส่วนตัวในมุมมองของ Revo

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดใน PREMIÈRE GALON คือความกล้าหาญในการถอดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งสะท้อนปรัชญาของ Gabrielle Chanel การที่หน้าปัดถูกเคลือบแลคเกอร์สีดำและ “ปลดปล่อยจากตัวบอกเวลา” (freed of indicators) ในรุ่นที่ไม่มีเพชรบนหน้าปัด ทำให้เหมือนเป็นการเน้นย้ำถึงความบริสุทธิ์และการออกแบบรูปทรงแปดเหลี่ยมอย่างแท้จริง ราวกับเป็นการประกาศว่านาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อ “อ่าน” เวลา หากแต่มีไว้เพื่อ “สวมใส่” และเป็นเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกถึงแฟชั่นชั้นสูง (Couture Spirit)

การเปลี่ยนสายนาฬิกาให้เป็นกำไลลายถักเปีย “bangle made of a twisted braid” คือหัวใจของการตีความใหม่นี้ ซึ่งทำให้ PREMIÈRE GALON แตกต่างจากรุ่น PREMIÈRE คลาสสิกอย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงเชื่อมโยงกับรหัสของ CHANEL ได้อย่างแนบเนียนผ่านลายถักที่สง่างามและเป็นอมตะ นอกเหนือจากการทำหน้าที่แค่เป็นสาย ยังเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์หลักที่ทำให้ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์เปล่งประกาย

ในมุมมองส่วนตัวของเรา PREMIÈRE GALON เป็นการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดมากของ CHANEL เพราะถือว่าเป็นนาฬิกาที่เข้าสู่โลกของจิวเวลรี่อย่างเต็มตัว และเป็น “เครื่องประดับเพื่อสวมใส่” มากกว่า “เครื่องกลไกที่ซับซ้อน” และนั่นคือสิ่งที่ผู้หลงไหลในแบรนด์นี้ต้องการอย่างแท้จริง ความสง่างามเหนือกาลเวลาที่สวมใส่ได้ง่ายและบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

สำหรับคุณแล้ว PREMIÈRE GALON สามารถเข้ามาแทนที่นาฬิกาเรือนโปรดในคอลเลกชันของคุณได้หรือไม่? คุณคิดว่าการตีความใหม่ด้วยลายถักเปียนี้ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงแฟชั่นชั้นสูงเข้ากับโลกของนาฬิกาได้อย่างไรบ้าง?

ข้อมูลทางเทคนิค CHANEL PREMIÈRE GALON

1. PREMIÈRE GALON DIAMONDS (รุ่นประดับเพชรเต็ม)

  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18K ขนาด 19.7 x 15.2 x 7.5 มม.
  • หน้าปัด: เยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรบริลเลียนต์ 108 เม็ด (ประมาณ −0.49 กะรัต)
  • เม็ดมะยม: เยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรบริลเลียนต์ 1 เม็ด (ประมาณ −0.04 กะรัต)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงสูง (High-precision quartz movement)
  • สาย: กำไลและตัวล็อกเยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรบริลเลียนต์ 573 เม็ด (ประมาณ −4.90 กะรัต)
  • จำนวนเพชรรวม: 682 เม็ด (ประมาณ ∼5.43 กะรัต)
  • ขนาดที่มี: XS, S, M, L และกันน้ำ 30 เมตร

2. PREMIÈRE GALON (รุ่นประดับเพชรบางส่วน)

  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรบริลเลียนต์ 52 เม็ด (ประมาณ ∼0.24 กะรัต) ขนาด 19.7 x 15.2 x 7.5 มม.
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอร์สีดำ (Black-lacquered dial)
  • เม็ดมะยม: เยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรบริลเลียนต์ 1 เม็ด
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงสูง (High precision quartz movement)
  • สาย: กำไลลายถักเปียแบบแข็ง (rigid braid motif bracelet) เยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรบริลเลียนต์ 80 เม็ด (ประมาณ −0.76 กะรัต)
  • ขนาดที่มี: XS, S, M, L และกันน้ำ 30 เมตร

3. PREMIÈRE GALON (รุ่นคลาสสิก/ไม่มีเพชรบนตัวเรือน/สาย)

  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18K ขนาด 19.7 x 15.2 x 7.5 มม.
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอร์สีดำ (Black-lacquered dial)
  • เม็ดมะยม: เยลโลว์โกลด์ 18K พร้อมพลอยนิลทรงหลังเบี้ย (onyx cabochon)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงสูง (High precision quartz movement)
  • สาย: กำไลลายถักเปียแบบแข็ง (rigid braid motif bracelet) เยลโลว์โกลด์ 18K
  • ขนาดที่มี: XS, S, M, L และกันน้ำ 30 เมตร

อ่านบทความอื่นๆ น่าสนใจเพิ่มเติม
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) เมื่อความแม่นยำกลายเป็นเครื่องรางแห่งชัยชนะของจอร์จ รัสเซลล์
บทที่ 10 แห่งตำนานผู้คิดค้น GREUBEL FORSEY Nano Foudroyante การปฏิวัติจักรกลขนาดเล็กที่สุดของแบรนด์
บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

LOUIS VUITTON MONTEREY การกลับมาของนาฬิกา Cult แห่งยุค 80s ในตำนานย้อนกลับสู่จิตวิญญาณดั้งเดิมของเมซง

เจาะลึกความพิเศษเรือนเวลา LOUIS VUITTON MONTEREY การยกระดับของไอคอนสู่ Grand Feu Enamel

คุณเคยสงสัยไหมว่านาฬิกาเรือนแรกสุดของ Louis Vuitton เมซงที่บุกเบิก “ศิลปะแห่งการเดินทาง” นั้น มีรูปทรงที่เปรี้ยวจี๊ดและแตกต่างจากบรรทัดฐานของเรือนเวลาในยุคนั้นมากเพียงใด? แทนที่จะเป็นเพียงแค่การบอกเวลา แต่กลับเป็นเสมือน “ชิ้นส่วนของความกล้าหาญ” ที่ถูกซ่อนไว้ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์แฟชั่นชั้นสูง

แคมเปญโฆษณาหลักของ Radjasthan ปี 1988
นาฬิกา: ด้านหน้าของภาพเป็นนาฬิกา LV1 ที่วางอยู่บนโขดหิน ส่วนฉากหลังเป็นขบวนคาราวานอูฐและหญิงสาวที่กำลังเดินข้ามทะเลทราย

ในฐานะที่เป็นผู้หลงใหลในความหาญกล้าทางกลไกและเป็นแฟนตัวยงที่ติดตามนาฬิกาของ Louis Vuitton มาโดยตลอด เมื่อเมซงตัดสินใจปลุกชีพเรือนเวลาในตำนานอย่าง LV I และ LV II กลับขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ Louis Vuitton Monterey

นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ คงไม่ได้เพียงแค่ย้อนรอยอดีตแน่ๆ แต่น่าจะเป็นการนำจิตวิญญาณและวิสัยทัศน์ของสถาปนิก Gae Aulenti ผู้สร้างสรรค์รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์มาสู่ยุคสมัยของเราอย่างภาคภูมิ

เจาะลึกความพิเศษ การยกระดับของไอคอนไร้กาลเวลา

สำหรับ Louis Vuitton Monterey เรือนนี้ เรียกได้ว่าคือการตีความไอคอนในตำนานอย่างบริสุทธิ์ ทว่าก็มีความหาญกล้า ซึ่งถูกยกระดับด้วยความเชี่ยวชาญชั้นสูงจาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ตัวเรือนนั้นยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรูปทรง “ก้อนกรวด” (pebble shape) ไร้ขาตัวเรือน ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาด 39 มม. ถูกขัดเงาด้วยมืออย่างพิถีพิถัน และยังคงรักษาตำแหน่งเม็ดมะยมที่ 12 นาฬิกาไว้ ซึ่งเป็นกิมมิกที่คารวะต่อนาฬิกาพก และเม็ดมะยมนี้ยังได้รับการแกะสลักลวดลาย Clous de Paris ที่ละเอียดอ่อนเพื่อเพิ่มสัมผัสและรูปลักษณ์ที่ยกระดับขึ้นด้วย

การกลับมาของไอคอน 1988 ด้วย Grand Feu Enamel และ In-house Automatic

หัวใจสำคัญที่มอบความพิเศษให้แก่ Monterey เรือนใหม่นี้ ก็คือหน้าปัด Grand Feu Enamel สีขาวที่เงางาม ซึ่งเป็นงานฝีมือเก่าแก่ที่ต้องใช้เวลาทำกว่า 20 ชั่วโมง และมีการเผาซ้ำๆ ที่อุณหภูมิสูงระหว่าง 800-900 องศาเซลเซียส

เทคนิคอีนาเมลนี้นอกจากจะมอบผิวสัมผัสที่เงางามมีมิติ ยังมอบความอบอุ่นและโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมทั้งทนทานต่อการซีดจางสูง องค์ประกอบของดีไซน์กราฟิกถูกถ่ายทอดอย่างซื่อตรง ด้วยมาตรวัดชั่วโมงและนาทีคู่ที่เน้นด้วยสี แดงและน้ำเงิน

ส่วนเข็มนาฬิกาทรงเข็มฉีดยา (syringe-style) ก็เคลือบแล็กเกอร์สีแดง ตัดกับเข็มวินาทีเหล็กสีน้ำเงินอย่างลงตัว ที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนหัวใจกลไกจากควอตซ์ในรุ่นดั้งเดิม มาเป็น In-house Automatic Calibre LFT MA01.02 ที่พัฒนาขึ้นเองภายในเมซง ซึ่งมอบพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง พร้อมความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และเพื่อเป็นการสดุดีการเปิดตัวในปี 1988 นาฬิกาแห่งตำนานนี้จึงถูกจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 188 เรือน เท่านั้น

เมื่อความสง่างามพบกับงานฝีมือชั้นสูง บทวิเคราะห์ผ่านมุมมองของ Revo 

สิ่งที่เรารู้สึกเมื่อได้เห็นภาพของ Louis Vuitton Monterey เรือนนี้ คือความรู้สึกของ “สมมาตรแห่งความกล้า” ที่ถูกปรับให้ประณีตยิ่งขึ้น ดังที่ Matthieu Hegi ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์กล่าวไว้ว่า “การตีความงานสร้างสรรค์ใหม่หมายถึงการเคารพการออกแบบและจิตวิญญาณของมัน” และนี่คือสัญลักษณ์ของ “การอยู่ร่วมกันระหว่างอดีตและปัจจุบัน”

รูปทรงก้อนกรวดกลมมนที่ไร้ขาตัวเรือนนั้นให้สัมผัสที่ดูพิเศษและน่าจะเข้ากับข้อมือได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เรือนเวลานี้เหนือชั้นขึ้นไปอีกคือการเลือกใช้หน้าปัด Grand Feu Enamel การเปลี่ยนวัสดุนี้เป็นการยกระดับสู่มาตรฐาน Haute Horlogerie อย่างแท้จริง เพราะอีนาเมลสีขาวบริสุทธิ์มอบความเงางามและโทนสีอันอบอุ่น ที่ไม่เพียงแต่คงอยู่เหนือกาลเวลา แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามและความใส่ใจในรายละเอียดอย่างมหาศาล

ส่วนการอัปเกรดสู่กลไก In-house Automatic นั้น เป็นการแสดงจุดยืนของ Louis Vuitton ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาชั้นสูงอย่างชัดเจน แม้กลไกจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้ฝาหลังทึบที่สลักคำว่า “1 of 188” ไว้เป็นความลับสำหรับผู้สวมใส่ แต่รายละเอียดของกลไกภายในก็ได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ทั้งการขัดแต่งสะพานจักร และ Rotor โรสโกลด์ 18K ที่ตกแต่งขอบด้วยร่อง V-notches อันเป็นรหัสการออกแบบของเมซง

และนี่คือ Louis Vuitton Monterey ที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเลียนแบบอดีต หากแต่ถูกสร้างมาเพื่อสานต่อมรดก และมอบความรู้สึกว่าคุณกำลังสวมใส่ชิ้นส่วนแห่งประวัติศาสตร์ที่ได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานสูงสุดของยุคปัจจุบัน

ข้อมูลทางเทคนิค
Louis Vuitton Monterey (W0YG11)
  • ตัวเรือน: ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K มีขนาด 39 มม. ในรูปทรง “ก้อนกรวด” (pebble-shape) ไร้ขาตัวเรือน พร้อมเม็ดมะยมที่ตั้งอยู่โดดเด่นที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ฝาหลังเป็นแบบปิดทึบ มีการสลักคำว่า ‘1 of 188’ ไว้ และสามารถในการกันน้ำที่ 50 เมตร
  • หน้าปัด: พิเศษด้วยการใช้ Grand Feu Enamel สีขาวบนแผ่นไวท์โกลด์ 18K โดยมีเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากไวท์โกลด์ 18K เคลือบแล็กเกอร์สีแดง และเข็มวินาทีเป็นเหล็กสีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: การทำงานเป็นแบบเรียบง่าย โดยแสดงผล ชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ (Mechanical self-winding) Calibre LFT MA01.02 ซึ่งเป็นกลไก In-house ที่พัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton ให้พลังงานสำรองที่ 45 ชั่วโมง และทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4Hz)
  • สาย: ใช้สายหนังลูกวัวสีดำ มาพร้อมกับระบบเปลี่ยนสายแบบ Quick Release และใช้หัวเข็มขัดแบบหมุดที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K

จากสิ่งที่ได้เห็นทั้งรูปลักษณ์ และงานฝีมือ Grand Feu Enamel อันซับซ้อนนี้ คุณคิดว่าเสน่ห์ของ Louis Vuitton Monterey อยู่ที่ “ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์” หรือ “การยกระดับงานฝีมือขั้นสูงสุด” กันแน่? 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Wrist Check: ส่องนาฬิกานักแข่ง F1 ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ Marina Bay
Mido เปิดตัว Multifort TV Big Date Titanium ที่ยังคงเอกลักษณ์หน้าปัดทรงทีวีสุดคลาสสิก
ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง

บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

เจาะลึกแรงบันดาลใจจากฤดูใบไม้ผลิ “ฮานะอิคาดะ” และ “Spring Breeze”

Grand Seiko แบรนด์นาฬิกาที่ยึดมั่นในปรัชญา “The Nature of Time” ได้เปิดตัวผลงานล่าสุดในตระกูล 62GS ด้วยนาฬิกาควอตซ์ขนาด 26 มิลลิเมตร สองรุ่นใหม่ คือ STGF387G และ STGF389G การรังสรรค์ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการถ่ายทอดความงามอันละเอียดอ่อนและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความงามชั่วขณะ” (Ephemeral Beauty) ของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตชีวาและความบอบบางน่าทะนุถนอม

นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้เข้ามาร่วมเสริมความแข็งแกร่งให้กับตระกูล 62GS ซึ่งเป็นดีไซน์คลาสสิกที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1967 พร้อมกับกลไกอัตโนมัติเรือนแรกของ Grand Seiko การตีความใหม่สำหรับสุภาพสตรีครั้งนี้ยังคงรักษาโครงสร้างตัวเรือนแบบไร้ขอบ (bezel-free) อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ ทำให้หน้าปัดดูโอ่อ่าและกว้างกว่าขนาดจริง พร้อมกับการขัดเงาแบบ Zaratsu (ซารัตสึ) ที่สร้างเหลี่ยมมุมคมชัดรอบตัวเรือนได้อย่างสง่างามไม่แพ้รุ่นพี่

เจาะลึกแรงบันดาลใจจากฤดูใบไม้ผลิ

STGF387G: “ฮานะอิคาดะ” (Hana-Ikada) หรือ “แพดอกไม้”

รุ่น STGF387G ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากภาพอันน่าประทับใจของ “ฮานะอิคาดะ” ปรากฏการณ์ที่กลีบดอกซากุระถูกสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดปลิวร่วงหล่นจากกิ่ง และล่องลอยจับตัวกันเป็นแพบอบบางอยู่บนผิวน้ำ ราวกับแพดอกไม้ หน้าปัดของรุ่นนี้จึงถูกแต่งแต้มด้วยลวดลายและสี ชมพูอ่อน ละมุนละไม สื่อถึงความงามอันน่าทะนุถนอมของกลีบซากุระในช่วงเวลาที่ผู้คนชื่นชมมันมากที่สุดนั่นคือช่วงเวลาที่มันร่วงหล่น การออกแบบที่ประณีตนี้ถูกประดับด้วย เพชรน้ำงาม ที่จัดวางอย่างสมมาตรบนหน้าปัด เพื่อเพิ่มประกายระยิบระยับและความหรูหราควบคู่ไปกับการรักษาความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาอย่างลงตัว

STGF389G: สายลมในแสงแดดฤดูใบไม้ผลิ (Spring Breeze)

ขณะที่รุ่น STGF389G ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพของ “สายลมในแสงแดดฤดูใบไม้ผลิ” ซึ่งสื่อถึงช่วงเวลาที่พลังชีวิตกลับมาอย่างคึกคักหลังฤดูหนาวอันยาวนาน สายลมอ่อนโยนที่พัดพาความสดชื่นและทำให้กลีบดอกซากุระเปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่น หน้าปัดจึงมาในโทนสี ฟ้าอ่อน พร้อมเผยให้เห็นลวดลายที่พลิ้วไหว ให้ความรู้สึกเบาสบาย สดใส และมองไปข้างหน้า การใช้เพชรบนหน้าปัดยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความหรูหรา แต่ถูกนำเสนอในบริบทที่สะท้อนถึงการส่องประกายและพลังงานอันสดชื่นของฤดูใบไม้ผลิ

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเรือนเวลาขนาดกะทัดรัดทั้งสองรุ่นนี้คือกลไก Quartz Caliber 4J51 ซึ่งเป็นกลไกที่มอบความแม่นยำสูงถึง ±10 วินาทีต่อปี ด้วยความสง่างามของตัวเรือน 26 มม. และความแม่นยำที่เชื่อถือได้ ทำให้นาฬิกาเหล่านี้เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราเหนือกาลเวลาที่สามารถผสมผสานเข้ากับทุกสไตล์และทุกโอกาส

เจาะลึกสิ่งที่เห็น และสิ่งที่ได้จาก Grand Seiko จากทั้งสองเรือนในมุมมอง Revo

Grand Seiko นอกจากจะทำ “นาฬิกาผู้หญิง” ยังกำลังขยายพื้นที่ของตนเองในตลาดนาฬิกาหรูสำหรับสุภาพสตรีอย่างมีกลยุทธ์และจริงจัง การเปิดตัวขนาด 26 มม. ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก ควอตซ์ความแม่นยำสูง (High-Accuracy Quartz) คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะมันตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความหรูหราแบบเรียบง่าย (Discreet Elegance) ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายสูงสุดที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งเวลาหรือการไขลาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดผู้หญิงระดับบนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่โดดเด่นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้คือ การเล่าเรื่องผ่านหน้าปัด Grand Seiko ได้ยกระดับหน้าปัดให้เป็นงานศิลปะเชิงกวี (Poetic Art) ที่จับต้องได้ การนำแนวคิดเชิงนามธรรมอย่าง “ฮานะอิคาดะ” (แพดอกไม้ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ) และ “Spring Breeze” มาตีความเป็นลวดลายและสีสันที่ละเอียดอ่อนบนหน้าปัด คือการแสดงออกถึงความลุ่มลึกทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไม่มีใครเทียบได้ และนี่คืออาวุธลับที่ทำให้ Grand Seiko แตกต่างจากคู่แข่งสัญชาติสวิสที่มักเน้นความซับซ้อนเชิงกลไกมากกว่าบทกวีแห่งธรรมชาติ

การคงไว้ซึ่งดีไซน์ 62GS ดั้งเดิม ทั้งตัวเรือนที่ให้ความรู้สึกกว้าง และการใช้ Zaratsu อย่างครอบคลุม คือการตอกย้ำ DNA ของแบรนด์ที่ไม่อ่อนข้อ แม้ในนาฬิกาขนาดเล็กที่สุด นี่คือการยืนยันว่า “ความเล็ก” ไม่ได้หมายถึง “รายละเอียดที่ลดลง” แต่เป็นการบรรจุมาตรฐานสูงสุดของ Grand Seiko ไว้ในสเกลที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่เลือกนาฬิกาสองรุ่นนี้ สิ่งที่ได้รับแน่ๆ คือ การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างฟังก์ชันและสุนทรียภาพ ผู้ซื้อได้รับนาฬิกาที่เที่ยงตรงเกือบไร้ที่ติด้วยความคลาดเคลื่อนเพียง ±10 วินาทีต่อปี ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานควอตซ์ทั่วไปอย่างมาก และในขณะเดียวกันก็ได้รับชิ้นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงวัฒนธรรม ริ้วลายบนหน้าปัดสีชมพูอ่อนและสีฟ้าอ่อนนอกเหนือจากการไล่เฉดสีแล้ว นี่คือการนำช่วงเวลาที่งดงามที่สุดและบอบบางที่สุดของฤดูใบไม้ผลิมาไว้บนข้อมือ ซึ่งเป็นความพิเศษที่หาได้ยาก

นอกจากนี้ การลงทุนใน STGF387G หรือ STGF389G คือการซื้อ “ความสง่างามเหนือกาลเวลา” ด้วยการใช้ดีไซน์ 62GS ซึ่งเป็นสัญลักษณ์คลาสสิกของแบรนด์ ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะไม่ใช่แค่แฟชั่นตามฤดูกาลทั่วไป กลับจะกลายเป็นมรดกที่สามารถส่งต่อได้จริง มันคือทางเลือกที่แตกต่างและมีชั้นเชิงสำหรับสุภาพสตรีที่ต้องการหลีกหนีจากกระแสนาฬิกาประดับเพชรทั่วไป แต่ต้องการเรือนเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวและสะท้อนรสนิยมอันลึกซึ้งของการชื่นชมงานฝีมือและธรรมชาติ

แล้วสำหรับคุณผุู้อ่าน… “ฤดูใบไม้ผลิ” บนหน้าปัด Grand Seiko สองรุ่นนี้ สะท้อนความงดงามตามธรรมชาติของญี่ปุ่นในช่วงเวลาไหนในความรู้สึกของคุณได้ชัดเจนที่สุด?

ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Seiko 62GS ควอตซ์ 26 มม.
  • ชื่อรุ่น (Reference):
    • STGF387G (แรงบันดาลใจ “ฮานะอิคาดะ” หรือ “แพดอกไม้” กลีบซากุระลอยน้ำ) STGF389G (แรงบันดาลใจ “สายลมในแสงแดดฤดูใบไม้ผลิ” หรือ Spring Breeze)
  • ตัวเรือน: ดีไซน์ตระกูล 62GS คลาสสิก พร้อมโครงสร้างแบบ ไร้ขอบตัวเรือน (bezel-free) วัสดุสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 มิลลิเมตร การตกแต่งขัดเงาด้วยมือแบบ Zaratsu (ซารัตสึ)
  • หน้าปัด (Dial): ทั้งสองรุ่นประดับด้วย เพชรน้ำงาม ที่จัดวางอย่างสมมาตร
    • STGF387G สี ชมพูอ่อน มีลวดลายที่สื่อถึงความบอบบางของกลีบซากุระที่ร่วงหล่น STGF389G สี ฟ้าอ่อน มีลวดลายพลิ้วไหว สื่อถึงพลังและความสดใสของสายลมฤดูใบไม้ผลิ
  • กลไก: กลไกควอตซ์ความแม่นยำสูง (High-Accuracy Quartz) รหัส Caliber 4J51 ความเที่ยงตรง ±10 วินาทีต่อปี
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาที
  • สาย: สเตนเลสสตีล เข้าชุดกับตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

ZENITH ฉลองครบรอบ 160 ปี ด้วยสามเรือนเวลาโครโนกราฟวัสดุเซรามิกสีน้ำเงิน

ครบถ้วนทุกดีเอ็นเอของ ZENITH กับนาฬิกาโครโนกราฟเซรามิกสีน้ำเงินพร้อมกลไกระดับตำนาน

สำหรับแบรนด์นาฬิกาอายุร่วมศตวรรษครึ่งอย่าง ZENITH การเลือกเผยโฉมนาฬิกาสีน้ำเงินไม่ใช่เพียงแค่การอ้างอิงจากเทรนด์ในปี 2025 อย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะเฉดสีดังกล่าวเป็นสีที่บ่งบอกถึงตัวตนของแบรนด์นาฬิกาที่มีความผูกพันกับท้องฟ้า แบรนด์นาฬิกาจากเลอล็อกล์จึงเลือกฉลองวาระอันน่ายินดีผ่านนาฬิกาโครโนกราฟ 3 รุ่นด้วยกัน โดยเลือกใช้วัสดุเซรามิกที่รังสรรค์มาเพื่อถ่ายทอดเฉดสีที่เปี่ยมความหมายนี้โดยเฉพาะ

สายสปอร์ตที่เพียบพร้อมด้วยรายละเอียด

CHRONOMASTER Sport 160th Anniversary Edition

ต้องยกให้เป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่มาในมาดเท่หรูกว่าใครเพื่อน สำหรับโมเดล CHRONOMASTER Sport ที่มาในตัวเรือนขนาด 41 มม.วัสดุ
เซรามิกสีน้ำเงินโมโนโครมเป็นครั้งแรก รูปลักษณ์โดดเด่น รายละเอียดแพรวพราวกว่าใครเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นปุ่มกดสไตล์ปั๊ม ขานาฬิกาสาย
ทรงเหลี่ยม ตัวเรือนและสายขัดแต่งผิวแมตต์สลับขัดเงา หน้าปัดสีน้ำเงินลายซันเรย์ หน้าปัดย่อยเหลื่อมซ้อนกันสามวงในตำแหน่ง 3-6-9 นาฬิกา 
ซึ่งเป็นเลย์เอาต์การวางอันเป็นซิกเนเจอร์ของ ZENITH การเลือกใช้สีสันบนหน้าปัดย่อยที่แตกต่างกัน ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเงิน และสีขาว ยังช่วยเติมรายละเอียดชวนมอง และเอื้อในการอ่านค่าบนหน้าปัดย่อยขนาดเล็ก คุณสมบัติการอ่านค่าได้ง่ายยังกระจายไปยังเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง และปลายเข็มโครโนกราฟเคลือบสีแดงสะดุดตา

ในด้านกลไกยังไว้วางใจได้ในความเที่ยงตรงและฉับไวของกลไก
ความถี่สูง El Primero 3600 สามารถจับเวลาได้ละเอียดในระดับ 1/10 วินาทีผ่านสเกลบนขอบตัวเรือน ขณะที่เข็มวินาทีโครโนกราฟกลางหมุนครบรอบหน้าปัดภายในเวลาเพียง 10 วินาที กลไกที่ทำงานอย่างแข็งขันนี้เผยตัวตนให้เห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ที่อวดโฉมหน้าของผู้ร่วมงานอย่างคอลัมน์
วีลคลัตช์แนวนอน และโรเตอร์แบบโปร่งสลักข้อความ ‘160th Anniversary’

สืบสานตำนานแห่งนาฬิกานักบิน

วาระครบรอบของ ZENITH ทั้งที นาฬิกาคู่ใจนักบินเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ PILOT Big Date Flyback Chronograph จึงเป็นตัวแทนเฉลิมฉลองตำนานนาฬิกาเพื่อการบินที่ Georges Favre-Jacot ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้จดสิทธิบัตรคำว่า ‘Pilot’ สำหรับใช้ในการเป็นชื่อรุ่นนาฬิกาในปี 1904 ซึ่ง PILOT Big Date Flyback Chronograph ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดตำนาน
การบินข้ามช่องแคบอังกฤษของ Louis Blériot ผ่านนาฬิกาโครโนกราฟสีน้ำเงินโมโนโครมตัวเรือนเซรามิกขัดไมโครบลาสต์ขนาด 42.5 มม.

จุดเด่นของนาฬิกาโครโนกราฟเรือนนี้อยู่ที่หน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่
อ่านค่าได้ถนัดตาก็จริงอยู่ แต่เราว่าหน้าปัดลายลูกฟูกสีน้ำเงินเฉดเดียวกับตัวเรือนนั้นทำให้มีลูกเล่นขึ้นมาทันตาเห็น และยังช่วยเสริมรายละเอียดบริเวณหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีและฟังก์ชันโครโนกราฟให้โดดเด่นขึ้นมาอีกด้วย

PILOT Big Date Flyback Chronograph 160th Anniversary Edition

ในส่วนของกลไกขับเคลื่อนนั้นทางแบรนด์ยังคงไว้วางใจในกลไกระดับไอคอนิกอย่าง El Primero 3652 calibre กลไกไขลานอัตโนมัติความถี่สูงที่สร้างชื่อให้กับ ZENITH ซึ่งกลไกดังกล่าวช่วยผสานฟังก์ชันแสดงวันที่ขนาดใหญ่และฟังก์ชันฟลายแบ็กโครโนกราฟเข้าไว้ด้วยกัน หลายคนอาจจะสงสัยว่า ฟังก์ชันแสดงวันที่นอกจากขนาดใหญ่แล้วยังมีอะไรพิเศษไปกว่านั้นไหม ต้องบอกว่าอยู่ที่ความไวในการสลับวันที่ที่เปลี่ยนตัวเลขภายในเวลา 0.007 วินาที หรือถ้าจะบอกว่าเปลี่ยนภายในเสี้ยวของเสี้ยววินาทีก็คงไม่ผิดนัก       

ส่วนฟังก์ชันฟลายแบ็กโครโนกราฟนั้นออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานของนักบินอยู่แล้ว เพราะทำให้สามารถ reset ค่าการจับเวลากลับไปยังตำแหน่งศูนย์ได้อย่างฉับพลันทันใจผ่านการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว

นิยามแห่งความเที่ยงตรง

DEFY Skyline Chronograph อีกหนึ่งเรือนเวลาโครโนกราฟที่
ถูกเลือกมาร่วมขบวนเฉลิมฉลองภายใต้ธีมสีน้ำเงินสด โดยรวบรวมคุณสมบัติเด่นๆ ของต้นตำรับอย่างรุ่น DEFY ในปี 1969 มาไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะขอบตัวเรือนมากด้วยเหลี่ยมมุมนั้นแสดงดีเอ็นเอ
ของตระกูล DEFY ได้อย่างเด่นชัด ตัวเรือนเซรามิกขัดไมโครบลาสต์ขนาด 42 มม. ยังคงคุมโทนในเฉดสีเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นทั้งสอง หน้าปัด
สีเดียวกันเติมรายละเอียดด้วยลวดลายสลักลายเรขาคณิตที่ได้แรงบันดาลใจจากดาว 4 แฉกอันเป็นสัญลักษณ์ของ ZENITH จับคู่กับสายยางลายดาวหรือสายเซรามิกที่ติดตั้งระบบปรับเปลี่ยนสายที่ใช้งานได้ง่ายและเปลี่ยนถอดสายได้รวดเร็วทันใจ 

DEFY Skyline Chronograph 160th Anniversary Edition

สำหรับกลไกขับเคลื่อนนั้นทางแบรนด์เลือก El Primero 3600 calibre ซึ่งเป็นกลไกที่พัฒนามาจาก El Primero รุ่นดั้งเดิม แต่ถูกปรับให้ร่วมสมัยและทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฟังก์ชันจับเวลาที่ทำงานรวดเร็วกว่านาฬิกาโครโนกราฟทั่วไปถึง 6 เท่า และแม่นยำในระดับ 1/10 วินาที ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที
ที่ช่วยให้สามารถตั้งเวลาได้อย่างเที่ยงตรงอีกด้วย

การเฉลิมฉลองที่แสดงถึงเอกลักษณ์อันเป็นหนึ่งเดียวของ ZENITH ผ่านความเชี่ยวชาญของแบรนด์และรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ จึงเป็น
การตอกย้ำถึงตัวตนอันแน่วแน่ที่พร้อมทะยานสู่จุดหมายที่สูงกว่าเดิม

ใครอยากร่วมเฉลิมฉลองไปกับ ZENITH แวะไปสัมผัสเรือนจริงของนาฬิกาโครโนกราฟทั้งสามรุ่นได้ที่ Zenith Boutique Siam Paragon โทร. 02-128-0517 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pendulum

ข้อมูลทางเทคนิค

CHRONOMASTER Sport 160th Anniversary Edition

รหัส: 49.3102.3600/51.M3100

กลไก: ไขลานอัตโนมัติ El Primero 3600 สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง

ความถี่: 36,000 ต่อชั่วโมง/5 เฮิรตซ์

ฟังก์ชัน:โครโนกราฟจับเวลา 1/10 วินาที แสดงชั่วโมงและนาทีตรงกลาง เข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อย ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เข็มโครโนกราฟกลางหมุนครบรอบใน 10 วินาที ตัวจับเวลา 60 นาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตัวจับเวลา 60 วินาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และหน้าต่างแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 4.30 นาฬิกา

ตัวเรือน:  เซรามิกสีน้ำเงินขนาด 41 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร

หน้าปัด: สีน้ำเงินซันเรย์ หน้าปัดย่อย 3 สี

สาย: สายยางสีน้ำเงิน หรือสายเซรามิกสีน้ำเงิน

PILOT Big Date Flyback Chronograph 160th Anniversary Edition

รหัส: 49.4002.3652/51.I009

กลไก: ไขลานอัตโนมัติ El Primero 3652 สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง

ความถี่: 36,000 ต่อชั่วโมง/5 เฮิรตซ์

ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาทีในหน้าปัดย่อย หน้าต่างแสดงวันที่ขนาดใหญ่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ฟลายแบ็กโครโนกราฟ

ตัวเรือน:  เซรามิกสีน้ำเงินขัดไมโครบลาสต์ขนาด 41 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร

หน้าปัด: สีน้ำเงินลายคลื่นลูกฟูก

สาย: สายยางสีน้ำเงินหรือสีขาวตกแต่งลายลูกฟูก 

DEFY Skyline Chronograph 160th Anniversary Edition

รหัส: 49.9502.3600/51.I001

กลไก: ไขลานอัตโนมัติ El Primero 3600 สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง

ความถี่: 36,000 ต่อชั่วโมง/5 เฮิรตซ์

ฟังก์ชัน: ฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลา 1/10 วินาที แสดงชั่วโมงและนาทีตรงกลาง เข็มวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เข็มโครโนกราฟกลางหมุนครบรอบภายใน 10 วินาที หน่วยจับเวลา 60 นาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และหน่วยจับเวลา 60 วินาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา หน้าต่างแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 4.30 นาฬิกา

ตัวเรือน:  เซรามิกสีน้ำเงินขนาด 42 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร

หน้าปัด: สีน้ำเงินซันเรย์ ตกแต่งลวดลายดาว

สาย: สายยางสีน้ำเงิน หรือสายเซรามิกสีน้ำเงิน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ

ZENITH x USM การโคจรมาพบกันของเวลาและการออกแบบ

Zenith ร่วมฉลอง 70 ปี Sincere Fine Watches ด้วยรุ่น Defy Skyline Big Date Flyback Sincere Platinum Jubilee Edition

IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) เมื่อความแม่นยำกลายเป็นเครื่องรางแห่งชัยชนะของจอร์จ รัสเซลล์

IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) เรือนเวลาแห่งความคลาสสิกที่ George Russell เลือกสวมในคืนแห่งชัยชนะที่สิงคโปร์

IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1
สิงคโปร์, สิงคโปร์ – 5 ตุลาคม 2025: จอร์จ รัสเซลล์ นักขับจากทีม Mercedes AMG Petronas F1 ฉลองชัยชนะในพื้นที่ parc fermé หลังจบการแข่งขัน F1 รายการ Singapore Grand Prix ที่สนาม Marina Bay Street Circuit (ภาพโดย Clive Rose – Formula 1/Formula 1 ผ่าน Getty Images)

คุณเคยคิดไหมว่า “เวลา” ที่ละเอียดเพียงเศษเสี้ยววินาทีในสนามแข่ง F1 จะสามารถถูกเก็บไว้ในเรือนนาฬิกาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังแห่งความคลาสสิกได้อย่างไร?

ในฐานะที่เราเป็นแฟน F1 ตัวยงคนหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับกลิ่นยางมะตอยและเสียงเครื่องยนต์คำราม เราเฝ้าสังเกตทุกรายละเอียด ไม่ใช่แค่รถแข่งหรือสถิติ ยังรวมไปถึงนาฬิกาที่ประดับอยู่บนข้อมือของนักแข่งอย่าง จอร์จ รัสเซลล์ (George Russell) หลายคนคงเห็นเขาปรากฏตัวพร้อมกับนาฬิกา IWC หลากหลายรุ่นในฐานะพาร์ทเนอร์คนสำคัญของทีม Mercedes-AMG PETRONAS

ซึ่งหากคุณได้มีโอกาสพูดคุยหรือติดตามเขาอย่างใกล้ชิด จะพบว่ามีนาฬิกาอยู่เรือนหนึ่งที่ “จอร์จ” ให้ความสำคัญเป็นพิเศษและมักสวมใส่ในทุกโอกาสสำคัญทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะในคืนคว้าชัยชนะที่สิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา นั่นก็คือ IWC Portugieser Annual Calendar รหัส IW503501 เรือนเหล็กกล้าสีเงินหน้าปัดขาวสุดคลาสสิก ที่ดูหล่อเหลาสะดุดตาไม่แพ้ถ้วยรางวัล และเป็นดั่งเครื่องรางที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของความแม่นยำและพลังงานที่ไม่สิ้นสุด

เจาะลึกสเปกกลไกปฏิทินแห่งความอัจฉริยะ 7 วัน

สำหรับ Portugieser Annual Calendar นั้นอาจไม่ได้โดดเด่นเพียงเพราะขนาดที่สะดุดตา แต่นับว่านี่คือการรวมกันของประวัติศาสตร์แห่งการเดินเรือและความอัจฉริยะทางกลไกที่ IWC ภูมิใจนำเสนอ

  • ตัวเรือนที่ท้าทาย มาในขนาด 44.2 มม. ที่ใหญ่เต็มข้อตามแบบฉบับ Portugieser ดั้งเดิม ตัวเรือน Stainless Steel ขัดเงา ตัดกับหน้าปัดสีเงินที่ให้ความรู้สึกหรูหราแบบเครื่องมือวัดโบราณ อีกทั้งมันกลับเป็นความคลาสสิกที่ทรงพลังและทันสมัยเมื่ออยู่บนข้อมือของนักแข่ง F1
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1
  • ฟังก์ชันที่ลงตัวในชีวิต จุดเด่นที่สุดคือ Annual Calendar ที่จัดวางอย่างสมมาตรเหนือกลางหน้าปัด แสดงผล เดือน (Month) วันที่ (Date) และ วัน (Day) เรียงจากซ้ายไปขวา กลไกอัจฉริยะนี้สามารถจำแนกเดือนที่มี 30 วันและ 31 วันได้เองโดยอัตโนมัติ คุณจึงแทบไม่ต้องปรับตั้งมันเลย ยกเว้นเพียงครั้งเดียวในรอบปี นั่นคือในวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งถือเป็นความสะดวกสบายที่ยกระดับกว่าปฏิทินธรรมดาอย่างมาก
  • ขุมพลัง Calibre 52850 หัวใจสำคัญคือกลไก IWC-Manufactured Calibre 52850 ที่เดินด้วยระบบไขลานอัตโนมัติแบบ Pellaton อันเลื่องชื่อ ซึ่งใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำจากเซรามิกสีดำเพื่อลดการสึกหรอ
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1
  • พลังงานสำรอง 7 วัน (168 ชั่วโมง) ที่เรียกได้ว่านี่คือคุณสมบัติที่น่าทึ่งที่สุด ด้วยตลับลานคู่ (Twin Barrels) ทำให้นาฬิกาสามารถเดินได้อย่างต่อเนื่องถึง 7 วันเต็ม ซึ่งสะท้อนปรัชญาของ IWC ในการสร้างกลไกที่ใช้งานได้จริงและทนทาน ในขณะที่นักแข่งอย่างจอร์จต้องการ “ความสม่ำเสมอ” และ “ความทนทาน” ตลอดฤดูกาล นาฬิกาเรือนนี้ก็มอบสิ่งนั้นให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1

เจาะลึกผ่านมุมมองจาก Revo มาดูว่าทำไมนาฬิกาเรือนนี้จึงดูสะดุดตาพอๆ กับถ้วยรางวัล

ในฐานะที่เป็นทั้งคนรักนาฬิกาและ F1 เรามองว่า IW503501 คือการตีความที่ยอดเยี่ยมของ “ความเร็วที่ถูกกลั่นกรอง” นาฬิกาที่นักแข่ง F1 สวมใส่ส่วนใหญ่จะเป็น Chronograph ที่เน้นการจับเวลาเสี้ยววินาที แต่ Portugieser Annual Calendar เรือนนี้กลับเลือกที่จะเน้นไปที่ “ความต่อเนื่อง” และ “ความเข้าใจในห้วงเวลาที่ยาวนาน” มันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรือนเวลาที่ถ่ายทอดถึงความรู้สึกที่มั่นคง หนักแน่น และมีคลาสสิกที่ลุ่มลึก ไม่หวือหวาเท่า Pilot’s Watch แต่ให้ความน่าเชื่อถือที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง มันจึงเป็นเรือนที่ จอร์จ รัสเซลล์ สามารถสวมใส่ได้อย่างภูมิฐานเมื่อออกจากรถแข่ง และยังคงรู้สึกถึง “พลังสำรอง” และ “ความแม่นยำ” ที่เขาต้องใช้ในการขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้า

IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1
IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) F1

สำหรับ Portugieser Annual Calendar IW503501 จึงอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบทสรุปของนาฬิกาที่หรูหรา สง่างาม แต่เต็มไปด้วยกลไกที่สลับซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เข้าใจว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แม้ไม่ได้มาจากความเร็วชั่วขณะ ในทางกลับกันมันกลายเป็นความแม่นยำที่ถูกรักษาไว้ตลอดห้วงเวลา

แล้วสำหรับคุณล่ะ? ในโลกของนาฬิกาที่เต็มไปด้วย Chronograph และกลไกซับซ้อนอื่นๆ คุณคิดว่าเสน่ห์ของกลไก Annual Calendar ที่มีพลังสำรอง 7 วัน ใน Portugieser เรือนนี้คือการสื่อสารปรัชญาใดที่โดดเด่นที่สุด?

ข้อมูลทางเทคนิค
IWC Portugieser Annual Calendar (Ref. IW503501)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (Stainless Steel) ขนาด 44.2 มม. หนา 15.3 มม.
  • หน้าปัด: สีเงิน (Silver-Plated) พร้อมเข็มและเลขอารบิกสีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก (Small Hacking Seconds) และปฏิทินประจำปี (Annual Calendar) แสดง เดือน/วันที่/วัน
  • กลไก: IWC-Manufactured Calibre 52850 (อัตโนมัติ ระบบ Pellaton) พลังงานสำรอง 7 วัน (168 ชั่วโมง)
  • สาย: สายหนังจระเข้สีดำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Wrist Check: ส่องนาฬิกานักแข่ง F1 ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ Marina Bay
Mido เปิดตัว Multifort TV Big Date Titanium ที่ยังคงเอกลักษณ์หน้าปัดทรงทีวีสุดคลาสสิก
ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง

บทที่ 10 แห่งตำนานผู้คิดค้น GREUBEL FORSEY Nano Foudroyante การปฏิวัติจักรกลขนาดเล็กที่สุดของแบรนด์

เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ด 22 เรือน นาฬิกาขนาด 37.90 มม. ที่กะทัดรัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

เมื่อกล่าวถึง Greubel Forsey (เกรอเบล ฟอร์ซีย์) โลกแห่งเรือนเวลามักจะหยุดนิ่งเพื่อรับชม “การประดิษฐ์” ครั้งใหม่ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของกลไกจักรกลเสมอ และการเปิดตัว Nano Foudroyante อย่างเป็นทางการในฐานะรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น คือบทใหม่ที่สำคัญสำหรับ Fundamental Invention ลำดับที่ 10 ของแบรนด์

นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นเพื่อนักสะสมเพียง 22 คน ทั่วโลก โดยเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยซึ่งพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบเกินกว่าต้นแบบที่เคยอยู่ภายใต้โครงการ Experimental Watch Technology (EWT) เดิม นี่คือการประกาศอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยี “นาโน” ไม่ใช่แค่แนวคิดในห้องแล็บอีกต่อไป เพราะนี่คือเรือนเวลาของจริงที่สามารถสวมใส่ได้บนข้อมือ

นาโนเมคานิกส์ กับการพลิกโฉมสิ่งที่เคยเป็นไปได้

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Nano Foudroyante ก้าวล้ำไปข้างหน้าคือแนวคิดที่ปฏิวัติวงการ นั่นก็คือ นาโนเมคานิกส์ (Nanomechanics) ซึ่งเป็นการควบคุมพลังงานในระดับ นาโนจูล (nanojoule) ภายในกลไกจักรกล

การเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมในครั้งนี้ทำให้กลไกสามารถทำงานในฟังก์ชัน Foudroyante (เข็มวินาทีกระโดดแบ่งแต่ละวินาทีออกเป็นหกส่วน) โดยใช้พลังงานเพียง 16 นาโนจูล ต่อการกระโดดแต่ละครั้ง เมื่อเทียบกับกลไกแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ถึง 30 ไมโครจูล นี่คือการลดพลังงานลงอย่างน่าทึ่งถึง 1,800 เท่า กลไกนี้จะใช้ชุดจักรที่มีแรงเฉื่อยต่ำจำนวนน้อยที่สุด และขับเคลื่อนเข็มน้ำหนักเบาสีแดงโดยตรงจากการแกว่งของ จักรกรอก 3Hz โดยไม่มีชุดเฟืองแบบดั้งเดิม

สถาปัตยกรรมแห่งความกะทัดรัดและสิทธิบัตร

กลไกอันซับซ้อนของ Nano Foudroyante ถูกฝังอยู่ภายใน ฟลายอิ้งทูร์บิญอง (Flying Tourbillon) ตัวแรกของ Greubel Forsey ซึ่งสร้างจุดเด่นทั้งทางสายตาและทางเทคนิค กลไกไขลานด้วยมือชุดนี้มาพร้อมฟังก์ชัน โครโนกราฟฟลายแบ็ค (Flyback Chronograph) พร้อมการรับรองด้วย สิทธิบัตร 2 ฉบับ

แม้จะมีความซับซ้อนอย่างมหาศาล (ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 428 ชิ้น โดยที่กรงทูร์บิญองมีน้ำหนักเพียง 0.835 กรัม ) แต่กลไกกลับมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 31.60 มม. และถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ ขนาดเพียง 37.90 มม. ทำให้ Nano Foudroyante เป็นเรือนเวลาที่มีขนาดตัวเรือนที่ กะทัดรัดที่สุดเท่าที่ Greubel Forsey เคยสร้างมา

งานฝีมือเหนือระดับสำหรับนักสะสมเพียง 22 ท่าน

ตัวเรือนสร้างขึ้นจากไวท์โกลด์ทั้งหมด พร้อมการขัดแต่งลายเกรนแนวเส้นตรงบริเวณขอบตัวเรือน และฝาหลังแบบโปร่งใส เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมภายในที่โดดเด่น หน้าปัดหลายระดับชั้นเคลือบ โรเดียม พร้อมวงบอกนาทีสีน้ำเงิน และเข็ม Blued Steel หน้าปัดย่อยสำหรับฟังก์ชัน Foudroyante มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือถูกออกแบบให้ อยู่ในตำแหน่งเที่ยงตรงเสมอ แม้ว่ากรงทูร์บิญองจะหมุนอยู่ เพื่อให้สามารถอ่านค่าได้อย่างเหมาะสมที่สุด การตกแต่งฝาหลังมีการแกะสลักคำว่า “Nano Foudroyante” เป็นตัวนูนขัดเงา บนพื้นผิวที่ถูก ตอกด้วยมือ (hand-hammered) สะท้อนความพิถีพิถันในงานฝีมือระดับสูง

บทวิเคราะห์ในมุมมองของ Revo กับการก้าวกระโดดสู่ยุคนาโน

สิ่งที่เห็นคือ Nano Foudroyante นั้นเป็นมากกว่านาฬิการุ่นลิมิเต็ด นี่อาจเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ความสำเร็จ ของวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญในโครงการ EWT Greubel Forsey ที่นอกจากจะสร้างกลไกที่เล็กและซับซ้อน พวกเขายังได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานของกลไกจับเวลาที่มีความถี่สูง นั่นคือปัญหาด้านพลังงาน การลดการใช้พลังงานลง 1,800 เท่าสำหรับการทำงานของ Foudroyante คือก้าวที่สำคัญทางวิศวกรรมที่ทำให้กลไกจักรกลมีความยั่งยืนและกะทัดรัดขึ้นอย่างแท้จริง

สิ่งที่ได้ คือผู้ซื้อเรือนเวลานี้ นอกเหนือจากการเป็นเจ้าของชิ้นงานหรูหราที่ผลิตเพียง 22 เรือนเท่านั้นแล้ว ยังจะได้เป็นเจ้าของ Fundamental Invention ลำดับที่ 10 ของแบรนด์ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนที่สวมใส่ได้จริงที่สุด (37.90 มม.) นับเป็นประวัติศาสตร์ของนวัตกรรมของแบรนด์ ซึ่งเป็นการรวมกันของความซับซ้อนทางเทคนิคขั้นสูงสุดเข้ากับสุนทรียภาพของงานฝีมือระดับตำนานอย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วในความเห็นของคุณผู้อ่าน การที่ Greubel Forsey ประสบความสำเร็จในการลดขนาดและลดพลังงานของกลไกที่ซับซ้อนลงได้ถึงระดับ “นาโน” จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูอย่างไรบ้าง? มาร่วมแชร์มุมมองกันได้

ข้อมูลสรุปทางเทคนิค
Nano Foudroyante
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ พร้อมกระจกแซฟไฟร์สังเคราะห์ทรงโดมสูงที่ด้านหน้าและฝาหลังโปร่งใส มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.00 มม. และสามารถกันน้ำได้ 3 atm (30 เมตร/100 ฟุต)
  • หน้าปัด: หน้าปัดทำจากหลายระดับชั้น เคลือบสีโรเดียม และมีช่องเปิดให้เห็นกลไกทูร์บิญอง
  • กลไก: ใช้กลไกโครโนกราฟไขลานด้วยมือ ประกอบด้วย 428 ชิ้นส่วน ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง มีพลังงานสำรองเต็มหนึ่งวันเมื่อใช้งานโครโนกราฟ และมีทับทิมทรงโดมในเบ้าทอง
  • ฟังก์ชัน: นาฬิกาแสดง ชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีขนาดเล็ก และฟังก์ชัน Flying Tourbillon ที่หมุนหนึ่งรอบใน 60 วินาที รวมถึงฟังก์ชัน Nano Foudroyante หรือหนึ่งในแปดของวินาที ส่วนฟังก์ชันโครโนกราฟมีเข็มวินาที ตัวนับ 60 นาที และฟังก์ชันฟลายแบ็ค
  • สาย: สายทำจากยางที่มีพื้นผิวและเย็บด้วยมือ พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดที่ทำจากไวท์โกลด์และมีโลโก้ GF แกะสลักด้วยมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Wrist Check: ส่องนาฬิกานักแข่ง F1 ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ Marina Bay
Mido เปิดตัว Multifort TV Big Date Titanium ที่ยังคงเอกลักษณ์หน้าปัดทรงทีวีสุดคลาสสิก
ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง

เจาะลึกแก่นแท้ของ ‘Quiet Luxury’ ผ่านเรือนเวลา Laurent Ferrier

พร้อมเปิดมุมมองของนักสะสมผู้ได้สัมผัสแนวคิด Quiet Luxury บนเวทีเสวนา The Irresistible Charm of Laurent Ferrier: A Journey into The Heart of Quiet Luxury

คำว่า ‘Quiet Luxury’ กลายเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในวงการแฟชั่น ว่ากันว่านี่คือนิยามแห่งความหรูหราแห่งยุคปัจจุบันที่ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงดังเพื่อประกาศความอู้ฟู่ แต่มันคือความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายอย่างเงียบเชียบที่สุด ภายใต้บริบทของวงการนาฬิกาแล้วคำคำนี้หมายความว่าอย่างไร และเรือนเวลาแบบไหนที่บ่งบอกความรุ่มรวยอันเงียบงันได้ดีที่สุด มาค้นหาความหมายของ Quiet Luxury บนเวทีเสวนา The Irresistible Charm of Laurent Ferrier: A Journey into The Heart of Quiet Luxury โดย นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์  – นายแพทย์ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งนาฬิกาจักรกล Mr.Robert Bailey – Head of Sales of Laurent Ferrier โดยมี Ms. Kate Lime – Reginal GM แห่ง Sincere/Pendulum ร่วมเป็นผู้ดำเนินบทสนทนา

ความหมายของ ‘Quiet Luxury’

‘Quiet Luxury’ ไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นปรัชญาที่คงอยู่มาอย่างยาวนาน คุณเคท ผู้ดำเนินบทสนทนาได้เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอ้างอิงถึงแบรนด์ Laurent Ferrier ในฐานะตัวแทนของแนวคิดนี้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้น และยังได้บอกเล่าประสบการณ์ที่ถ่ายทอดความรู้สึกที่ได้สัมผัสความ Quiet Luxury ในชีวิตประจำวันผ่านเรื่องราวของเสื้อแจ็กเก็ต Loro Piana ของคุณปู่ จากนั้นผู้ร่วมเสวนาได้แก่คุณโรเบิร์ต ตัวแทนของแบรนด์ และนายแพทย์ทวิราภ นักสะสมนาฬิกาผู้ครอบครองนาฬิกา Laurent Ferrier ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในมุมมองและประสบการณ์ของตนเอง

โดยในมุมมองของนักสะสมผู้มีความพิถีพิถันในการสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอ นายแพทย์ทวิราภได้นิยามความหมายของคำคำนี้ไว้ว่า  “มาตรฐานที่อยู่ในระดับที่มีเพียงความเป็นเลิศเท่านั้น มาตรฐานที่คำว่า ‘พอใช้ได้’ ไม่เคยเพียงพอ และมีเพียงผู้ที่กล้าก้าวข้ามขอบเขตแห่งหน้าที่เท่านั้นจึงจะเป็นผู้ชนะ นั่นแหละคือความหรูหราอย่างแท้จริงครับ”” และได้ขยายความไว้ดังนี้

“ความหรูหรานั้นอาจปรากฏออกมาในรูปของวัตถุ ที่ถูกสร้างขึ้นจากความทุ่มเทของใครสักคน ซึ่งในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นบริบท งานช่างฝีมือ การขัดแต่ง หรือวัสดุที่ใช้ ล้วนเต็มไปด้วยความเป็นเลิศ จนคำว่าความจำเป็นแทบไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะนี่คือผลงานของผู้ที่ผลักดันสิ่งนั้นไปจนถึงขีดสุดของความสมบูรณ์แบบ แต่ความหรูหราก็สามารถเป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ ได้เช่นกัน เพราะบางคนเชื่อว่าคุณต้องอาศัยอิทธิพลหรือ ‘รัศมี’ จากวัตถุ เพื่อยกระดับและเปลี่ยนแปลงตนเองให้รู้สึกถึงความหรูหรา

ดังนั้นผมจึงอยากจะบอกกับทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ว่า พวกคุณล้วนเป็นคนที่มีมาตรฐานสูงส่ง และผมขอย้ำกับทุกคนว่า พวกคุณเองคือความหรูหรา เพราะคุณได้กำหนดมาตรฐานของตัวเองขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือกแสดงออกอย่างเงียบงัน หรือเปิดเผยมากกว่านั้น นั่นคือการตัดสินใจส่วนตัวของคุณเอง”

มีอยู่สองคำกล่าวที่ผมจดจำมาตั้งแต่เด็ก หนึ่งคือ ‘ความเรียบง่ายคือความซับซ้อนในระดับสูงสุด’ และ ‘พูดเบา ๆ แต่จงถือไม้ใหญ่ไว้ในมือ’ และนี่แหละคือสิ่งที่คำว่า Quiet Luxury หมายถึงสำหรับผมอย่างแท้จริง”

นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์

ส่วนคุณโรเบิร์ตผู้รู้จักในตัวตนของนาฬิกาที่คงความเรียบหรูอยู่ในดีเอ็นเอมาตั้งแต่คำว่า Quite Luxury จะกลายเป็นกระแสลุกลามในหลายวงการให้ความเห็นว่า อันที่จริงแล้วทาง Laurent Ferrier ไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็น Quite Luxury อย่างชัดเจน แต่ถ้าหากได้มีโอกาสทำความรู้จักกับทีมงานเบื้องหลังที่มีความเรียบง่ายและถ่อมตนอย่างยิ่ง จะสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า บุคลิกเช่นนั้นสะท้อนผ่านผลงานออกแบบนาฬิกาในทุกรายละเอียดของ Laurent Ferrier  

“สิ่งที่เรามุ่งมั่นทำคือการใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่เข็มนาฬิกา ตัวเรือน กลไกภายใน การขัดแต่งพื้นผิว หรือแม้แต่เม็ดมะยม เราพยายามเจาะลึกและทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และเราหวังว่าการใส่ใจในรายละเอียดทั้งหมดนี้จะส่งต่อบางสิ่งที่พิเศษจนคุณสัมผัสได้”

ในฐานะผู้ที่ได้สัมผัสเรือนเวลา Laurent Ferrier อย่างแนบชิด  นายแพทย์ทวิราภยังได้ขยายความนิยามแห่งความหรูที่ไม่ป่าวประกาศตัวตนของเรือนเวลาแบรนด์นี้ไว้ว่า

                  “การรังสรรค์เรือนเวลารูปแบบนี้ไม่ได้ทำขึ้นท่ามกลางเสียงอึกทึก แต่รังสรรค์ขึ้นท่ามกลางความโดดเดี่ยวอันเงียบงันต่างหากครับ”

นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์

ซึ่งการจะได้มาซึ่งคาแรกเตอร์ดังกล่าว ต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวดในการผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามมาตรฐานเดิมๆ 

“ผมมั่นใจว่าเมื่อเราผลักดันมาตรฐานของตัวเอง เราทำมันอยู่ภายใน ไม่จำเป็นต้องออกไปประกาศบนอินสตาแกรมหรือโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็น คุณไม่ต้องการการยืนยันจากคนอื่น เพราะเมื่อคุณเองคือความหรูหรา คุณก็เป็นผู้ยืนยันคุณค่าของตัวเองได้อยู่แล้ว เนื่องจากคุณไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและผลักดันตัวเองให้ดียิ่งขึ้น”                                                             

ความประทับใจใน Laurent Ferrier

เมื่อเอ่ยถามถึงการเริ่มต้นทำความรู้จักและความประทับใจในนาฬิกาของ Laurent Ferrier นายแพทย์ทวิราภเล่าว่า เขาได้ค้นพบแบรนด์ Laurent Ferrier จากความหลงใหลในกลไกนาฬิกาที่มีประสิทธิภาพสูง และตกหลุมรักในกลไกขับเคลื่อน โดยเฉพาะชิ้นส่วน Natural Escapement ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนและมีเพียงช่างนาฬิกาเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้

“ผมได้ค้นพบว่า เมอร์ซิเออร์เฟอร์ริเยร์ได้คิดค้นวิธีควบคุมการปลดปล่อยพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านกลไกที่เรียกว่า “Natural Escapement” ซึ่งไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะมันเป็นกลไกที่ทำได้ยากมากจริงๆ นาฬิกาจักรกลส่วนใหญ่ที่ผู้คนสวมใส่กันใช้ระบบที่เรียกว่า ‘Swiss Lever Escapement’ ซึ่งทำงานได้เสถียร แต่ไม่ถึงกับมีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ระบบ Natural Escapement นั้นมีความเสถียรน้อยกว่า และในโลกนี้มีเพียงช่างทำนาฬิกาเพียงสามคนเท่านั้นที่สามารถทำได้ หนึ่งในนั้นคือ Kari Voutilainen ถ้าคุณอยากได้นาฬิกาของเขา คุณต้องรออย่างน้อย 8 ปี อีกคนคือ François-Paul Journe ซึ่งคุณต้องลงชื่อในลิสต์รอ เพื่อให้ได้ครอบครองนาฬิกาที่มีกลไกพิเศษนี้ และในที่สุดผมก็ได้ค้นพบว่ามี คุณ Laurent Ferrier อีกคนหนึ่ง ซึ่งน่าทึ่งมาก เพราะมีผู้นำผลงานของเขาเข้ามาให้ได้สัมผัสที่ประเทศไทยนี่เอง”

คุณโรเบิร์ตยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความซับซ้อนที่น่าสนใจอย่างยิ่งของชิ้นส่วน Natural Escapement ไว้ดังนี้

“ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลไก Natural Escapement ก็คือ มันไม่ใช่กลไกที่ช่างนาฬิกาจะได้เรียนรู้จากโรงเรียนทำนาฬิกาทั่วไปเลย และถึงแม้ว่าเราจะรับช่างฝีมือที่มีประสบการณ์สูงมาจากแบรนด์ใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง ช่างที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปีหรือมากกว่านั้น พวกเขาก็ยังต้องผ่านการฝึกอบรมกับเราต่ออีก 1-2 ปีก่อนที่จะสามารถทำงานกับกลไกนี้ได้จริง หลายคนจึงถามผมว่า “ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น?” ผมคิดว่าคำตอบนั้นมาจากปรัชญาของเรา นั่นก็คือ ความตั้งใจที่จะสร้างสิ่งที่พิเศษ แตกต่าง และใส่ใจในทุกรายละเอียด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณได้พูดคุยกับทีมเกี่ยวกับการพัฒนาและการออกแบบกลไก จะเห็นได้ว่าความตั้งใจแรกเริ่มคือ ‘ถ้าคุณถอดนาฬิกาออกในคืนวันศุกร์หลังเลิกงาน มันควรจะยังทำงานได้อยู่ในเช้าวันจันทร์’ นั่นคือแรงบันดาลใจแรกของการพัฒนากลไกนี้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้งานจริงอย่างแท้จริง”

ในส่วนของความประทับใจที่นักสะสมผู้พิถีพิถันในสิ่งที่เลือกสรร และรู้จักทุกองค์ประกอบของนาฬิกาจักรกลเป็นอย่างดี ความประทับใจแรกที่นายแพทย์ทวิราภมีต่อเรือนเวลาที่บรรจุชิ้นส่วนกลไกที่เขาหลงรัก คือความเรียบลื่นและความสบายขณะสวมใส่

          “คุณเคยรู้สึกไหมครับ เวลาที่ใส่รองเท้าคู่ใหม่หรือเสื้อผ้าใหม่ๆ แล้วมันมีขอบที่แข็งหรือแหลม แม้ว่ามันจะดูสวยแค่ไหนก็ตาม แต่พอเดินไปสักพัก โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ใส่รองเท้าส้นสูงคงเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ความทรมาน’ ได้ดีเลยทีเดียว เช่นเดียวกันกับนาฬิกา ถ้านาฬิกามีขอบหรือมุมแหลมอยู่บนข้อมือของคุณ แล้วคุณต้องขยับแขนบ่อยๆ หรือชอบทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวมาก โดยยังใส่นาฬิกาอยู่ มันจะไม่สบายเอาเสียเลย

ดังนั้น การทำให้นาฬิกามีความเรียบลื่นและสวมใส่ได้อย่างสบายในขณะเดียวกันกับที่ยังคงความสง่างามไว้ได้ ต้องอาศัยทั้ง ความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบและการขัดแต่งผิวอย่างไร้ที่ติ”

คุณโรเบิร์ตตามมาสมทบด้วยการเชิญชวนให้ไปลองสัมผัสเรือนจริงที่บูติก SHH Pendulum แล้วจะเข้าใจในสัมผัสอันไร้ที่ติของ Laurent Ferrier

“เวลาคุณเห็นนาฬิกาของ Laurent Ferrier วางอยู่ในหน้าต่างดิสเพลย์ในบูติก รูปลักษณ์ภายนอกของนาฬิกาพวกนี้อาจจะไม่ได้ดึงดูดความสนใจคุณตั้งแต่แรก แต่ถ้าคุณได้ลองหยิบขึ้นมาสวมบนข้อมือ ความรู้สึกที่คุณสัมผัสได้ มันเหลื่อเชื่อมาก”

ดีไซน์เรียบง่ายแต่แยบยลและมั่นคงในตัวตน

ในขณะที่นาฬิกาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทูร์บิญองส่วนใหญ่เลือกที่จะอวดโฉมกรงทูร์บิญองอย่างภาคภูมิใจบนหน้าปัด แต่ Laurent Ferrier เลือกที่จะซ่อนสุดยอดกลไกแก้ปัญหาแรงโน้มถ่วงนี้ไว้ด้านหลัง อะไรคือเบื้องหลังการออกแบบที่แสนจะถ่อมตนและแยบยลเช่นนี้ คุณโรเบิร์ตได้ให้เหตุผลไว้ว่า สาเหตุที่ Laurent Ferrier เลือกวางตำแหน่งกลไกทูร์บิญองไว้ด้านหลังตัวเรือน เพื่อคงดีไซน์สะอาดตาและความสมดุลของหน้าปัด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกแบบดั้งเดิม และดำเนินตามปรัชญาของเมอร์ซิเออร์เฟอร์ริเยร์ที่ต้องการแยกความงามเชิงสุนทรียะออกจากโลกเชิงกลไก

      ผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาที่มีเสน่ห์ในความเรียบอันล้ำเลิศยังมีข้อกำหนดในเชิงดีไซน์อีกหลายข้อด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ “การบรรจุคอมพลิเคชันที่มีประโยชน์” หมายความว่า แต่ละคอมพลิเคชันที่บรรจุเข้ามาในนาฬิกาแต่ละรุ่นต้องเป็นไปเพื่อการส่งเสริมฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวัน อย่างในรุ่น Classic Traveler ที่มีการเสริมคอมพลิเคชันปฏิทินรายปีและฟังก์ชัน moon phase เข้ามาโดยถูกออกแบบให้อ่านค่าบนหน้าปัดได้ง่าย และสะดวกในการใช้งาน

“เมอร์ซิเออร์เฟอร์ริเย่ร์ชอบพูดเชิงขำๆ อยู่บ่อยๆ ว่า เขาอายุ 78 ปีแล้ว ดังนั้น ฟังก์ชันต่างๆ บนหน้าปัดต้องถูกออกแบบมาให้อ่านค่าได้ง่าย และรับกับดีไซน์สะอาดตาบนหน้าปัดด้วย”

              ส่วนข้อจำกัดอื่นๆ ในเชิงดีไซน์นั้น Laurent Ferrier ไม่เคยปิดกั้น แม้กระทั่งการ customize ตามความต้องการของลูกค้าในบางครั้งก็สามารถทำได้ แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับดีไซน์ดั้งเดิมของรุ่นนั้น และไม่สูญเสียตัวตนของแบรนด์ไป

              “มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกค้าของเราเพิ่งออกรถสปอร์ตคันใหม่สีเหลืองสดเลยครับ และเขาอยากได้นาฬิกาหน้าปัดสีเดียวกับรถ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากดีเอ็นเอของเรามากๆ แต่ทีมดีไซน์ของเราสามารถจัดการผลิตชิ้นงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ยังสามารถผลิตหน้าปัดสีเดียวกันกับรถออกมาได้ แต่โทนดาวน์ลงให้ยังดูสงบเสงี่ยม ไม่เรียกร้องความสนใจจนเกินไป

              แต่ถ้าถามว่าดีไซน์แบบไหนที่เราคงไม่มีวันทำ คำตอบคือเราคงไม่ไปยุ่งกับกลไก โลโก้ ขนาดและตำแหน่งของเข็มนาฬิกา เราสามารถเปลี่ยนสีเข็มนาฬิกาได้ แต่เราจะไม่เปลี่ยนรูปทรงของมัน”

ในมุมมองของนักสะสมที่นิยมหยิบนาฬิกาเรือนโปรดที่มีกลไกซับซ้อนสูงอย่างทูร์บิญองมาใส่ในชีวิตประจำวัน การพรางตัวกลไกชั้นเลิศไว้ด้านหลังไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ เพราะความรู้สึกและความสบายที่มอบขณะสวมใส่นั้นสำคัญยิ่งกว่า  

“ผมรู้สึกดีเหมือนกันที่ไม่จำเป็นต้องสวมใส่นาฬิกาที่มีชื่อเสียง หรืองานกลไกซับซ้อนระดับสูงเพื่อให้ใครต่อใครรู้ว่าผมมีมันอยู่บนข้อมือ สิ่งแรกที่ผมชอบ คือ ‘ความสบาย’ นาฬิกาทูร์บิญองรุ่นก่อนหน้านั้นที่ผลิตออกมา ซึ่งโรเบิร์ตได้กรุณาหาให้ มันทำจากวัสดุที่ค่อนข้างหนัก แต่ด้วยความเรียบลื่นของมัน ทำให้สวมใส่ได้ง่ายและรู้สึกสบายมาก เพราะมีความเรียบง่าย สงบเสงี่ยม และไม่ดึงดูดความสนใจจนเกินไป ผมใส่นาฬิกาเรือนนี้เดินเที่ยวที่มิลาน ทั้งแถวดูโอโมและถนน Via Montenapoleone โดยไม่ถูกใครเข้ามารบกวนหรือเสี่ยงต่อการถูกแก๊งมาเฟียในละแวกนั้นฉกแขนไป เพราะถ้ามีกลไกทูร์บิญองอยู่ด้านหน้า มันคงจะส่งสัญญาณที่ไม่ดีในยุคนี้ และคุณก็รู้ดีว่าของแบบนี้ ‘ถ้าคุณรู้ คุณก็รู้’ ดังนั้นผมจึงอยากอยู่ในกลุ่มคนที่ ‘รู้’ เท่านั้น”

ความเพียรพยายามสู่ความสมบูรณ์แบบ

นาฬิกาที่มีการตกแต่งสุดแสนอลังการนั้นป่าวประกาศความล้ำเลิศของงานช่างฝีมืออย่างโจ่งแจ้ง แต่ Laurent Ferrier เลือกทำในทางตรงกันข้าม แต่ไม่ได้ละเลยในทุกรายละเอียด แม้กระทั่งในซอกมุมที่หลบซ่อนจากสายตาก็ยังไม่ละทิ้งความพยายามที่จะขัดแต่งพื้นผิวให้เนี้ยบกริบที่สุด และความพยายามขัดเกลาในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หากไม่ได้พินิจอย่างใกล้ชิดคงแทบจะดูไม่ออก สำหรับนักสะสมที่มองเห็นคุณค่าในงานช่างฝีมือเหล่านี้นี่คือความหรูหราขั้นสูงสุดที่มนุษย์สามารถผลิตได้ด้วยสองมืออันชำนาญ และความจดจ่อระดับสูง  

        “ถ้าคุณมองไปที่สะพานจักรรูปตัว W โดยเฉพาะตรงนี้ เห็นมุมภายในทั้งสี่มุมนั่นไหมครับ? การขัดเงาตรงจุดที่ผิวทั้งสองด้านมาบรรจบกันนั้นเงาราวกับกระจกเลยทีเดียว ถ้าทำพลาดแม้แต่นิดเดียว คุณจะเห็นความแตกต่างของระดับการขัดเงาระหว่างสองด้านทันที และนั่นอาจทำให้ทั้งสองด้านเสียหายไปด้วย พูดง่าย ๆ คือ ต้องขัดให้ทุกพื้นผิวสะท้อนในระดับเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งชิ้นส่วนมีขนาดใหญ่และยาวมากเท่าไร ช่างทำนาฬิกาก็ต้องนั่งก้มอยู่เงียบๆ เหนือโต๊ะทำงานนานขึ้นเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการขัดแต่งนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด

“ปีศาจอยู่ในรายละเอียดครับ ใครๆ ก็ทำสิ่งใหญ่ได้ แต่การทำสิ่งเล็กๆ ให้สมบูรณ์แบบนั้นต่างหาก ที่ต้องใช้ทักษะ และนั่นแหละคือ “ความหรูหรา” ที่แท้จริง”

นายแพทย์ทวิราป ตันติวงษ์

              สำหรับคุณโรเบิร์ตผู้รู้จักแบรนด์ Laurent Ferrier อย่างลึกซึ้งให้ความเห็นว่า นอกจากการขัดแต่งผิวอย่างประณีตในทุกซอกมุมแล้ว งานช่างฝีมือที่ต้องอาศัยความชำนาญขั้นสูงและทำให้สมบูรณ์แบบได้ยากยิ่งย่อมเป็นการตกแต่งผิวด้วยลวดลาย Côtes de Genève ที่ต้องเวลาในการผลิตยาวนาน และด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่จำนวน 500 เรือนต่อปี ขั้นตอนการตกแต่งพื้นผิวใช้เวลาราวเรือนละ 2 สัปดาห์ การเร่งกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มจำนวนนาฬิกาให้พร้อมจำหน่ายอาจไม่ใช่แนวทางที่ทางแบรนด์เลือกที่จะปฏิบัติในตอนนี้  

              “ตอนนี้เราไม่ได้มีแผนจะขยายการผลิตเลย แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าในอีกสักห้าปี หรืออาจจะนานกว่านั้น เราอาจค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นทีละนิด เป็นราว ๆ 700 หรือ 800 เรือนต่อปีอะไรประมาณนั้น แต่ความท้าทายใหญ่ที่สุดของเราคือ การจ้างพนักงาน โดยเฉพาะการหาช่างตกแต่งพื้นผิว ที่สามารถขัดแต่งผลงานให้ออกมาสมบูรณ์ในระดับที่เราต้องการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นผมคิดว่า การเพิ่มกำลังการผลิตแบบฉับพลันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา เพราะเราคงไม่สามารถหาช่างฝีมือได้ทัน และไม่สามารถฝึกให้พวกเขาไปถึงระดับคุณภาพที่เราต้องการได้เร็วพอที่จะทำเช่นนั้น”

               นั่นทำให้เรือนเวลาของ Laurent Ferrier ยังคงเป็นที่ต้องการในกลุ่มนักสะสมผู้รู้จริง ด้วยปริมาณการผลิตที่จำกัดและงานช่างฝีมือที่หาตัวจับยาก ความรู้สึกของผู้ได้มีโอกาสครอบครองจึงเป็นความรู้สึกที่ได้สัมผัสความเฉพาะตัวที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่มองเห็นคุณค่าอย่างแท้จริงเท่านั้น ตามที่หนึ่งในผู้มีโอกาสได้ครอบครอง Laurent Ferrier ได้เผยความรู้สึกดังกล่าวไว้บนเวทีเสวนาว่า

              “มันเป็นความพึงพอใจที่เงียบสงบ ความรู้สึกที่ได้รู้ว่ามีใครบางคนอุทิศตนทำสิ่งนี้ขึ้นมาอย่างสุดฝีมือ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาใช้เวลาทำไปกี่ชั่วโมง แต่มั่นใจว่าคงนับเป็นร้อยๆ ชั่วโมง เพื่อประกอบทุกชิ้นส่วน ทุกกลไกเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ถ้าคุณอยากเริ่มเดินทางในเส้นทางของการเป็นคนรักนาฬิกา ลองไปที่ช็อปแล้วขอดูนาฬิกาทูร์บิญองรุ่นที่มี double balance spring ดูสิครับ การออกแบบของรุ่นนี้คือมีสปริงขดสองชุดอยู่ใต้บาลานซ์วีล ซึ่งสามารถรองรับการหมุนของบาลานซ์วีลได้หากเกิดการกระแทก และเมื่อคุณนำสิ่งนั้นมาใส่ไว้ในกรงทูร์บิญอง แล้วประกอบเข้ากับนาฬิกาเรือนนี้ มันคือความพึงพอใจที่เกิดจากการที่ใครบางคนได้สร้างวัตถุที่เต็มไปด้วยความจริงแท้ จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน สมาธิ และความเพียรพยายาม

ผมรู้สึกโชคดีที่ได้มีช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อดื่มด่ำกับมัน แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว ผมไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีกเลย”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

‘The Aesthetics of Speed and Altitude’: ดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน และจับใจนักสะสมของ IWC Schaffhausen บนเวทีเสวนาโดย Revolution
The Evolution of Product Development: เส้นทางอนาคตแบรนด์นาฬิกาอิสระ Bovet, Czapek & Cie และ SHH Pendulum โดย Revolution
เจาะลึกเสน่ห์แห่งนาฬิกาสเกเลตันบนเวทีเสวนา “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” โดย Revolution ในงาน Bangkok Watch Week 2025