ในแง่ของมุมมองส่วนตัว การที่ Roger Dubuis ตัดสินใจหันกลับมาทำนาฬิกาคลาสสิกที่ยึดถือมาตรฐานสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève และกลไกปฏิทินถาวรที่ซับซ้อนเช่นนี้ ถือเป็นการยืนยันความสามารถของแบรนด์ในการผสานความเชี่ยวชาญทางกลไกเข้ากับสุนทรียศาสตร์ที่สง่างาม เป็นการประกาศว่า Roger Dubuis ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่เปี่ยมด้วยแก่นแท้แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ไม่ได้มีเพียงแค่ความหวือหวาภายนอกเท่านั้น
“THE LACQUERING ART” สีแลคเกอร์ดำและเทาที่เคลือบด้วยมืออย่างประณีตบนแท่นกลไก สะพาน หรือหน้าปัดทั้งสองด้าน ตัดกับตัวเรือนโรสโกลด์ สะท้อนความประณีตขั้นสูงจาก Ateliers ของโรงงาน
“THE BEVELLING ART” การขัดขอบด้วยมืออย่างประณีตใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมงเพียงแค่ส่วนกรงของ Gyrotourbillon กลไก Reverso Hybris Artistica Calibre 179 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ La Grande Maison ในการรังสรรค์งานฝีมือขั้นสูงสุด
Manufacture La Joux-Perret ถือเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในวงการนาฬิกาสวิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกแบบและผลิต “กลไกนาฬิกาที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก” (some of the world’s most sophisticated watch movements)
บริษัทตั้งอยู่ในเมือง La Chaux-de-Fonds และมีพนักงานประมาณ 140 คน
ความเชี่ยวชาญของ La Joux-Perret ครอบคลุมการพัฒนากลไกอัตโนมัติ (automatic movements) กลไกซับซ้อน (complications) ไปจนถึงกลไกควอตซ์พลังงานแสงอาทิตย์ความแม่นยำสูง (high-precision solar quartz calibers)
นับตั้งแต่ถูกซื้อกิจการโดย Citizen Group ในปี 2012 บริษัทได้รับความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและมุมมองระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม La Joux-Perret ยังคงรักษาความเป็นอิสระและความคิดสร้างสรรค์แบบสวิสไว้ได้อย่างสมบูรณ์
แม้จะมีการลงทุนจาก LVMH แต่ La Joux-Perret จะยังคงดำเนินงานอย่างอิสระและจะให้บริการความเชี่ยวชาญแก่ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตต่อไป Citizen Group ในฐานะเจ้าของ ก็จะยังคงดำเนินงานแบรนด์ต่างๆ ในเครืออย่างเป็นอิสระเช่นกัน
สานต่อความร่วมมืออันยาวนาน
การเข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ แต่เป็นการตอกย้ำความร่วมมือที่ LVMH Group’s Maisons ได้ทำมาอย่างประสบความสำเร็จกับ La Joux-Perret ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
TAG Heuer ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตรายนี้ตั้งแต่ปี 2022 ในการพัฒนากลไกควอตซ์พลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง และถูกนำไปใช้ในคอลเลกชัน Aquaracer และ TAG Heuer Formula 1
Jean-Christophe Babin, CEO ของ LVMH Watches Division กล่าวว่า พวกเขายินดีที่ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์กับ La Joux-Perret เนื่องจากความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรม และรากฐานอันลึกซึ้งในวงการนาฬิกาสวิส ทำให้ La Joux-Perret เป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด พวกเขามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในด้านกลไกนาฬิกาที่มีความแม่นยำสูงและยั่งยืน โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกัน
Yoshitaka Oji, President & CEO ของ Citizen Watch Group กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ LVMH ยืนยันถึงการได้รับการยอมรับในความเชี่ยวชาญของ La Joux-Perret และเปิดโอกาสในการพัฒนาระยะยาวใหม่ๆ ด้วยความร่วมมือนี้ La Joux-Perret จะจัดหากลไกที่มีประสิทธิภาพโดดเด่น และร่วมกับ LVMH Group มีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส
Octo: คอลเลกชันที่ผสานความกล้าหาญของสถาปัตยกรรมโรมันเข้ากับความประณีตของการผลิตนาฬิกาสวิส นาฬิกา Octo สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคและสุนทรียภาพที่ทันสมัย โดยเฉพาะรุ่น Octo Finissimo ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่บางที่สุดในโลก ได้รับการยกย่องในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม
เรือนเวลาแห่งการสำรวจโลก จากโครโนมิเตอร์เดินเรือสู่ข้อมือ Globetrotter 42 สานต่อตำนาน John Arnold ด้วยขนาดใหม่และกลไก A&S6122
Arnold & Son กำลังพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของเหล่านักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมกับการนำเสนอ Globetrotter 42 Steel Editions ที่ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเดินทางในยุคปัจจุบัน เพราะนี่คือการรำลึกถึงมรดกอันยิ่งใหญ่ของ John Arnold ช่างนาฬิกาชาวอังกฤษผู้บุกเบิกการสร้างนาฬิกาโครโนมิเตอร์เพื่อการเดินทางและสำรวจโลกกว้าง
ตำนานแห่งการพิชิตโลกกว้างสู่ข้อมือสมัยใหม่
เรื่องราวของ Arnold & Son นั้นฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์การเดินเรืออย่างแยกไม่ขาด ผลงานของ John Arnold และบุตรชายเคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณพิกัดลองจิจูดให้แก่เรือเดินสมุทรของอังกฤษ แม้กระทั่งนักสำรวจผู้โด่งดังอย่าง James Cook ยังได้นำนาฬิกาโครโนมิเตอร์ของ Arnold ไปร่วมในภารกิจการสำรวจครั้งที่สองระหว่างปี 1772 ถึง 1775 ทำให้ Globetrotter ในวันนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือบอกเวลาคู่ใจให้กับนักเดินทางยุคใหม่ ที่ยังคงมีจิตวิญญาณแห่งการสำรวจโลกไม่ต่างจากในอดีต
4 เรือน Grand Seiko ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
นาฬิกา Grand Seiko นั้นสะท้อนความหมายมากมายต่อผู้คนหลากหลายกลุ่ม พวกเขามุ่งมั่นในความเที่ยงตรงและความสมบูรณ์แบบของรูปทรงและความชัดเจนในการอ่านเวลา คุณลักษณะที่แสดงออกผ่านการขัดเงาอย่างประณีตและเหลี่ยมมุมของตัวเรือนที่คมกริบ ทว่าความงดงามของ Grand Seiko ไม่ได้อยู่เพียงในความแม่นยำเชิงคณิตศาสตร์เท่านั้น กลับยังหยั่งรากลึกในแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จากภูเขา หุบเขา ไปจนถึงสายน้ำลึก ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันไม่รู้จบที่แบรนด์ถ่ายทอดออกมาในแนวคิด “The Nature of Time” หรือ “ธรรมชาติแห่งกาลเวลา”
ความสำคัญของธรรมชาติต่อปรัชญาการออกแบบของ Grand Seiko ไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวสวยหรู เพราะนี่คือแนวคิดที่ถูกหลอมรวมอยู่ในทุกองค์ประกอบของการสร้างสรรค์นาฬิกา ตั้งแต่รูปทรงและการขัดแต่งของชิ้นส่วนกลไก ไปจนถึงการขัดเงาของเข็มและเส้นสายของตัวเรือน แน่นอนว่า “ธรรมชาติ” ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่สุดเมื่อพูดถึงหน้าปัดนาฬิกาของแบรนด์ ลองนึกถึงดีไซน์ระดับตำนานอย่าง Snowflake, White Birch, หรือแม้แต่ Mount Iwate Dial แต่ละเรือนล้วนมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับภูมิประเทศและความงดงามของธรรมชาติรอบสตูดิโอที่มันถือกำเนิดขึ้น
“The Nature of Time” สำหรับ Grand Seiko ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญทางการตลาด เพราะแสดงออกถึงปรัชญาการออกแบบที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิดที่ผสานธรรมชาติ งานฝีมือ และประเพณีเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน
ในบทแรกของการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง Grand Seiko กับธรรมชาติครั้งนี้ เราจะพาไปสัมผัส “น้ำ” ซึ่งเป็นธาตุแห่งแรงบันดาลใจที่หล่อเลี้ยงทั้งเวลาและความงามของการสร้างสรรค์
น้ำ หรือ มิสึ (Mizu) คือแรงบันดาลใจไม่รู้จบสำหรับเหล่านักออกแบบนาฬิกาแห่ง Grand Seiko เพราะน้ำมีบทบาทสำคัญอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ประเทศที่เป็นหมู่เกาะล้อมรอบด้วยมหาสมุทรและทะเลทั้งหลาย นอกเหนือจากนั้น ความสงบของทะเลสาบ กระแสน้ำเชี่ยวของแม่น้ำ ไปจนถึงท้องฟ้าที่มักถูกเชื่อมโยงกับ “น้ำบริสุทธิ์” หรือสายฝน ต่างก็เป็นบ่อเกิดแห่งจินตนาการที่หล่อเลี้ยงผลงานเหนือกาลเวลาของ Grand Seiko
และนี่คือ นาฬิกา 4 เรือน จาก Grand Seiko ที่ถ่ายทอด “จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ” ได้อย่างงดงามที่สุด
SLGA019: ภาพสะท้อนแห่งคลื่นอันอ่อนโยน
เพียงแค่เหลือบมองหน้าปัดของ Grand Seiko SLGA019 ก็จะสัมผัสได้ทันทีถึงแรงบันดาลใจจากสายน้ำที่งดงามราวบทกวี ลวดลายระลอกคลื่นอ่อนโยนบนพื้นหน้าปัดสีฟ้าที่เปล่งประกายราวจะเปลี่ยนเฉดไปตามแสง เป็นหนึ่งในผลงานหน้าปัดธีมน้ำที่โดดเด่นที่สุดในโลกนาฬิกา
แต่ในแบบฉบับของแบรนด์แล้ว พวกเขาไม่เคยหยุดเพียงแค่ “สวยงาม” แรงบันดาลใจเบื้องหลังนี้มาจาก ทะเลสาบซูวะ (Lake Suwa) ซึ่งอยู่ใกล้กับ Shinshu Watch Studio สถานที่ผลิตเครื่องกลไก Spring Drive อันเป็นหัวใจของแบรนด์ หน้าปัดรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากระลอกคลื่นเบา ๆ และแสงอ่อนของยามเช้าตรู่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ เมื่อสายลมพัดแผ่วให้ทะเลสาบเกิดระยิบระยับคล้ายภาพฝัน
FHH Forum ซึ่งปกติจัดขึ้นที่เจนีวา ได้เดินทางมาถึงตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเปิดเวทีเสวนาเข้มข้นถึงอนาคตของวงการนาฬิกาหรู โดยมีผู้ทรงอิทธิพลจาก NYU Stern, WWD, Hodinkee, และ Craft + Tailored มาร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ
I. คนซื้อนาฬิกาหรูคนใหม่ ผู้เปลี่ยนกฎของเกม
ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างร้อนแรงคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ “ผู้บริโภคสายลักชัวรีที่กำลังพัฒนา” โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial และ Gen Z ที่กำลังเข้ามาสร้างนิยามใหม่ให้กับความหรูหรา
ความต้องการมาตรฐาน: Georgia Benjamin นักสะสมและ Content Creator เรียกร้องให้มี ความโปร่งใสและการศึกษา มากขึ้นเกี่ยวกับเหตุผลของราคาสูงและสภาพของนาฬิกา James Lamdin จาก Analog:Shift กล่าวเสริมว่า ควรมีการกำหนด “ภาษากลาง” สำหรับผู้ค้ามือสองในการใช้คำบรรยายสภาพนาฬิกาอย่างสม่ำเสมอ เช่น คำว่า “unpolished”
‘ซื้อผู้ขาย’ ไม่ใช่ ‘กล่องและใบ’: ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดเรื่องความสำคัญของ “กล่องและใบรับประกัน” (box and papers) ซึ่งให้ความรู้สึกปลอดภัยที่ผิด ๆ แต่แนะนำว่าผู้ซื้อควร “ซื้อผู้ขาย” (buy the seller) และมองหาผู้ค้าที่รับประกันความถูกต้องแท้จริงของสินค้าด้วยการรับประกันคืนเงิน
III. FHH Academy การให้ความรู้คือภารกิจหลัก
นอกเหนือจากการเสวนาที่ Glasshouse Chelsea แล้ว งานนี้ยังมีการเปิดตัวโครงการสำคัญของ FHH Academy ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของ FHH ในการเผยแพร่ความรู้เรื่องนาฬิกาให้เป็นสากล
FHH Academy ได้ประกาศเปิดตัว “FHH Certification for Consumers” ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรมและรับรองความรู้ด้านเรือนเวลา
ช่วงหลังๆ มานี้ เราได้เห็น Tiffany & Co. หันมาลุยตลาดนาฬิกาชั้นสูงมากขึ้น อย่างผลงานล่าสุด Bird on a Flying Tourbillon Azure Blossom ซึ่งที่ต่อยอดมาจากนาฬิกากลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองเรือนแรกจากเข็มกลัด Bird on a Rock ที่ Jean Schlumberger ออกแบบให้ Tiffany & Co. ในปี 1965
Pierre Jacques – Honorary President และ Jörg Hysek Jr. – Head of International Sales แห่ง De Bethune
หนึ่งในลิสต์แบรนด์นาฬิกาอิสระที่สาวกนาฬิกาตัวจริง ต่างหมายปองต้องมีชื่อ De Bethune อยู่ในนั้นอย่างไม่ต้อง สงสัย ด้วยชื่อชั้นของช่างนาฬิกาผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Denis Flageollet ช่างนาฬิกาผู้อุทิศตนให้กับการประดิษฐ์นาฬิกาอันเป็นเลิศทั้งในเชิงกลไกและดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจาก ช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานระดับมาสเตอร์พีซแล้ว อีกหนึ่งบุคคลที่เป็นแรงผลักดันให้ De Bethune ได้ยืนหยัดอยู่ในวงการนาฬิกาชั้นสูงได้อย่างแข็งแรงย่อมต้องเป็น Pierre Jacques อดีต CEO ผู้เป็นหัวแรงหลักในการทำให้แบรนด์นาฬิกาชั้นเลิศแบรนด์เล็กๆ ในลูแบร์ซองเป็นที่รู้จักในหมู่นักสะสมทั่วโลก
เรื่องราวของสุภาพบุรุษผู้นี้ก็นับว่าสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่แพ้เรื่องราวของแบรนด์นาฬิกาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาล กว่าจะประสบความสำเร็จ Pierre Jacques เริ่มฉายแววชายหนุ่ม ผู้อยากเป็น ‘หัวแถว’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งเขาและเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง Brice Lechevalier ก่อตั้งนิตยสารนาฬิกา GMT ร่วมกัน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนิตยสารแถวหน้าที่แวดวงนาฬิกาให้ความยอมรับ ความรอบรู้เชิงลึกในเรื่องนาฬิกาของเขาส่งผลให้ได้นั่งแท่นเป็น ไดเร็กเตอร์แห่ง Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) เวทีอันทรงเกียรติแห่งวงการนาฬิกา ซึ่งนำพาให้ Denis Flageollet ได้รู้จักและชักชวนให้เขามาร่วมเป็นผู้บริหาร De Bethune ซึ่งเขา ได้พิสูจน์ตัวเองในบทบาท CEO โดยการพาแบรนด์ก้าวผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่ได้สำเร็จ
หลังจากพากเพียรขับเคลื่อนให้แบรนด์เติบโตและเดินทางไป ในทิศทางที่ควรจะเป็น จวบจนถึงวันนี้ De Bethune เติบโตขึ้นจากวันแรกหลายเท่าตัว จากครอบครัวเล็กๆ เริ่มก่อตัวเป็นองค์กรขนาดย่อมที่บุคลากรทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้ทุกจังหวะก้าวเดินสอดประสานไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ทุกการขยับขยายย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับบทบาทของ Pierre Jacques ที่ผันตัวไปนั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ การก้าวขึ้นมาดูแลภาพรวมของแบรนด์ในครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในแบรนด์ De Bethune แต่เราเชื่อมั่นว่าถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงย่อมเป็นดีเอ็นเอของ De Bethune ที่ฝังรากลึกอยู่ในกลไก วัสดุ และดีไซน์ที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์ให้โดดเด่น เช่นเดียวกับ ‘ผู้คน’ ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ครอบครัว De Bethune มาด้วยกัน
Denis Flageollet – Founder of De Bethune
เราเริ่มต้นบทสนทนากับ Pierre Jacques ภายใน L’Atelier by PMT The Hour Glass ที่เพิ่งเปิดพื้นที่ให้เหล่าคนรักแบรนด์นาฬิกาอิสระได้มาชื่นชมนาฬิกาแบรนด์โปรดอย่างเป็นส่วนตัว ด้วยการแสดงความยินดีกับบทบาทใหม่ที่เขาได้รับในฐานะ Honorary President
การสร้างความเปลี่ยนแปลงดูจะเป็นงานที่ Pierre Jacques ถนัด นับตั้งแต่การร่วมก่อตั้งนิตยสารนาฬิกา มาจนถึงการเผชิญหน้ากับความท้าทายเมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง CEO ของ De Bethune ตัวผู้เขียนเองในฐานะสื่อนาฬิกาที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจนาฬิกาในเชิงลึกยิ่งขึ้น เราจึงอยากให้เขาย้อนเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อตั้งนิตยสารนาฬิการ่วมกับหุ้นส่วน
ส่วน DB Kind of Two GMT Season 3 นั้นก็อัดแน่นด้วยเทคนิคเฉพาะ กลไกสิทธิบัตร และฟังก์ชันที่บ่งบอกความเป็น De Bethune อยู่หลายประการ ทั้งยังเป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง Swizz Beatz ที่ดำเนินต่อเนื่องมา 3 รุ่นด้วยกัน ท่ามกลางสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่จากมันสมองอัจฉริยะของ Flageollet รุ่นไหนบ่งบอกถึงยุคสมัยใหม่ของแบรนด์ได้บ้าง สำหรับ Jacques แล้ว นาฬิการุ่น Novelties ของปีนี้อาจจะไม่ถึงกับเป็นการพลิกโฉมใหม่ทั้งหมด แต่การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ที่แฟน ตัวจริงของแบรนด์ย่อมสังเกตเห็นได้ช่วยเติมความสดใหม่ให้กับเหล่า Novelties ในปีนี้
DB Kind of Two GMT Season 3
“ผมไม่คิดว่า จะมีรุ่นไหนที่เป็นตัวแทน De Bethune ยุคใหม่เสียทีเดียว แต่ถ้าจะให้เลือกรุ่นที่โดดเด่นคงจะเป็น DB Kind of Two GMT Season 3 มันเป็นนาฬิกา GMT ที่มาพร้อม jumping seconds เป็นรุ่นความร่วมมือระหว่าง Swizz Beatz ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นยุคใหม่ของ De Bethune ได้เหมือนกัน เพราะเป็นผลงานความร่วมมือที่เรามุ่งมั่นทำร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีมาแล้ว”
ไม่มีนาฬิการุ่นไหนจะบ่งบอกตัวตนของ De Bethune ได้อย่างครบครันเท่าคอลเลกชัน DB Kind of Two อีกแล้ว โดยเฉพาะในรุ่น Season 3 ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด กลับมาในมาดเข้มขรึมด้วยตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 และแบล็กเซอร์โคเนียม เพิ่มฟังก์ชัน GMT ที่ดูเวลาได้สองไทม์โซนเข้าไป และเข็มวินาทีแบบกระโดดก็ถือเป็นสิ่งใหม่ในเวอร์ชันนี้เช่นกัน อีกหนึ่งสิ่งที่ยังคงไว้ในเวอร์ชันนี้คือ floating lugs ขานาฬิกาแบบลอยตัวซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ ซึ่งช่วยให้นาฬิกาที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43.3 มม. และมีความหนา 11.4 มม. โอบรับกับข้อมือได้อย่างกระชับพอดี
ต้องยอมรับว่า ภายในสองทศวรรษแบรนด์นาฬิกาอิสระขนาดเล็กสามารถผลิตนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์หลายชิ้นงานด้วยกัน แต่ละผลงานสร้างสรรค์ของ De Bethune ล้วนยึดตามแนวคิดของแบรนด์ที่มีอยู่ว่า ‘Not doing more, but instead doing better’ หัวใจของการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ จึงเป็นการท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ ครั้ง
“มันคือการไม่ติดอยู่กับความสะดวกสบาย ความง่ายดาย แต่ยังคงท้าทายตัวเองในเชิงนวัตกรรมอยู่เสมอ ซึ่งตรงกับสโลแกนหนึ่งของ De Bethune ที่มีอยู่ว่า ‘Watchmaking art in 21st century’ เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนทุกคนเสมอว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็นงานศิลปะแห่งศตวรรษที่ 21 เราต้องพัฒนาตัวเองทั้งในเชิงนวัตกรรมให้รุดหน้า และย้ำเตือน ตัวเองว่า De Bethune ไม่ใช่สินค้าในเชิงพาณิชย์ นี่เป็นปรัชญาที่เดนิสและแบรนด์ยึดมั่นมาโดยตลอด แนวคิดของ De Bethune คือการยังคงรักษาสถานะความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์อยู่
“เราให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าจำนวนการผลิต และยังเชื่อในแนวคิด ‘Less is More’ อยู่”
ผลลัพธ์ของความร่วมมือที่เป็นไปโดยธรรมชาติ เหมือนกับการเจอคนที่คิดและชอบอะไรคล้ายๆ กัน แล้วจึงหาโปรเจ็กต์สนุกๆ ทำร่วมกัน คือสิ่งที่ผลักดันให้ De Bethune ได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตัวแบรนด์ที่ถึงแม้รูปลักษณ์จะดูโดดเด่นแต่ก็เหมือนจะมีความ introvert แบบที่มีความสงวนท่าที อยู่ในตัว ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เข้าถึงได้ง่าย แต่ถ้าได้สัมผัสแล้วก็จะกลายเป็น เพื่อนสนิทที่รู้ใจกันดี เช่นเดียวกับการเลือกตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคต่างๆ ที่ทางแบรนด์ไม่เคยทิ้งแนวคิดเดิมในการคัดสรรรีเทลเลอร์ที่เข้าใจกันและกันดี ตามที่ Jörg Hysek Jr. – Head of International Sales ผู้ดูแลฝ่ายการขายได้กล่าวถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน L’Atelier by PMT The Hour Glass ไว้ว่า
Jörg Hysek Jr. – Head of International Sales of De Bethune
“เราต้องมั่นใจว่า รีเทลเลอร์นั้น มีค่านิยมและแพสชันที่ตรงกับตัวตนของ De Bethune และสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ The Hour Glass และ PMT The Hour Glass ก็เริ่มต้นไปพร้อมๆ กับเราตั้งแต่แรก พวกเขาเชื่อในตัวแบรนด์ และผมเชื่อว่าปิแอร์ก็ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริหารของ The Hour Glass Group เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน”
ถ้าเราพูดถึง Patek Philippe ภาพจำแรกของหลายคนอาจเป็นความคลาสสิกของนาฬิกาทรงกลม แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นั้นยิ่งใหญ่และกล้าหาญกว่านั้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนาฬิกาที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม (Form Watches)
หากมองเพียงผิวเผิน Patek Philippe อาจถูกมองเป็นแบรนด์นาฬิกาทรงคลาสสิก แต่ความจริงคือแบรนด์เป็นผู้บุกเบิกในเรื่องของ “รูปทรง” ที่แตกต่าง และเรื่องราวนี้เริ่มต้นที่ทวีปอเมริกาใต้
คอลเลกชัน Gondolo ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวใน Rio de Janeiro โดยชื่อมาจากร้านนาฬิการะดับตำนาน Gondolo & Labouriau ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Patek Philippe ในบราซิล ระหว่างปี 1872–1920 แบรนด์ได้สร้างสรรค์นาฬิกาพิเศษเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ และร้านก็คิดค้นกลยุทธ์การขายที่ไม่เหมือนใคร ความร่วมมือครั้งนั้นกลายเป็นตำนานแห่งยุคทองของเรือนเวลา จุดกำเนิดของ Gondolo ที่ผสานเสน่ห์แบบบราซิลเข้ากับความประณีตของสวิสได้อย่างลงตัว
เรือนแรก Chronometro Gondolo (1913–1920) นาฬิกาทรงโทโน ตัวเรือนเยลโลวโกลด์ผลิตระหว่างปี 1913–1920 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1322)Chronometro Gondolo (1920s) นาฬิกาข้อมือระบบตีบอกเวลาแบบสองฆ้อง (Minute Repeater) ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำเหลือง ผลิตในช่วงทศวรรษ 1920 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-739)
Chronometro Gondolo (1913–1922) นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวเรือนทองคำเหลือง ผลิตระหว่างปี 1913–1922 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1134)Gentleman’s Wristwatch Ref. 3485 (1963) นาฬิกาข้อมือสุภาพบุรุษ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำจากทองคำเหลือง ผลิตในปี 1963 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1182)
Chronometro Gondolo (1921) นาฬิกาทรงถัง (Barrel-shaped) ตัวเรือนทองคำเหลือง ผลิตในปี 1921 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1329)Reversible Wristwatch Ref. 106 (1931–1932) นาฬิกาข้อมือแบบกลับด้านได้ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำจากทองคำเหลืองและทองคำขาว ผลิตระหว่างปี 1931–1932 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-565)
ตัวเรือนถูกออกแบบให้มีรูปทรงโค้งมน คล้ายนาฬิกา Art Deco ดั้งเดิม
แม้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ Caliber E15 ซึ่งช่วยให้ตัวเรือนบางเบาและสวมใส่สบาย แต่ Patek Philippe ยังคงใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยยืนยันว่าชิ้นส่วนกลไกเชิงกลทั้งหมดได้รับการตกแต่งเก็บงานในระดับเดียวกับนาฬิกาจักรกลชั้นสูงของแบรนด์