Home Blog Page 22

Roger Dubuis Hommage La Placide การคืนชีพของมรดกแห่งความสงบที่ถูกลืมเลือน

การกลับสู่รากฐานแห่งความสง่างามตามธรรมเนียม Poinçon de Genève

ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ชื่อของ Roger Dubuis ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักถูกเชื่อมโยงกับแนวคิด Hyper Horology™ ที่เน้นความดุดัน โครงสร้างเปลือยแบบสเกเลตัน และการร่วมงานกับพันธมิตรที่มีความเร็วสูง แต่เบื้องหลังความหวือหวาเหล่านั้น มีปรัชญาดั้งเดิมที่ฝังรากลึกอยู่ในธรรมเนียมช่างทำนาฬิกาแห่งเจนีวา และในปีที่แบรนด์ครบรอบ 30 ปีนี้ Roger Dubuis ได้นำพาจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลาจำกัดจำนวนที่เปี่ยมไปด้วยความหมายทางอารมณ์อย่าง Hommage La Placide

นี่ไม่ใช่เพียงการผลิตซ้ำของรุ่นเก่า เพราะนี่คือ “การคืนชีพสมัยใหม่” ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องบรรณาการอันลึกซึ้งให้กับตัว มร. โรเจอร์ ดูบุยส์ (Mr. Roger Dubuis) ผู้ก่อตั้งแบรนด์เอง หลังจากที่คอลเลกชัน Hommage ดั้งเดิม (เปิดตัวในปี 1995) ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะปรมาจารย์และเพื่อนช่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา

“La Placide” นามแห่งความสุขุมและมรดกทางเทคนิค

ชื่อรุ่น “La Placide” นั้นเป็นนามแฝงที่ มร. ดูบุยส์ ได้รับมาตั้งแต่สมัยเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกที่สุขุม เยือกเย็น แต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความแม่นยำ ความสงบนิ่งนี้ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดที่ซับซ้อนที่สุดนั่นคือ ปฏิทินถาวรย้อนกลับสองทิศทาง (Bi-Retrograde Perpetual Calendar) ซึ่งเป็นกลไกที่ผู้ก่อตั้งชื่นชอบเป็นพิเศษ

ในทางเทคนิค ความชาญฉลาดของ Roger Dubuis คือการนำเอากลไกสำคัญกลับมาพัฒนา โดยใช้คาลิเบอร์ RD1472 ที่มาพร้อมการรับรองสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève (ตราประทับเจนีวา) ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเลิศทั้งในด้านความเที่ยงตรง และที่สำคัญคือมาตรฐานสูงสุดของงานฝีมือในการตกแต่งกลไกและตัวเรือนทั้งหมด (Total Watch Certification) กลไกอัตโนมัตินี้ถูกประกอบขึ้นจาก 307 ชิ้นส่วน และโดดเด่นด้วยการใช้ชิ้นส่วนที่เป็น “ต้นฉบับ” และชิ้นส่วนที่ “ผลิตใหม่” ร่วมกันในคาลิเบอร์เดียว

สถาปัตยกรรมหน้าปัดที่สะท้อนอารมณ์

แม้จะมีขนาดตัวเรือนที่ค่อนข้างคลาสสิกเพียง 38 มม. และทำจาก Pink Gold 18K แต่สิ่งที่ทำให้ Hommage La Placide แตกต่างคือรายละเอียดของหน้าปัดที่จัดเรียงเป็นชั้น ๆ (Layered Aesthetic)

  1. แรงบันดาลใจจากเจนีวา: หน้าปัดมีการลงแล็กเกอร์สีน้ำเงินเข้ม Leman Blue ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากผืนน้ำอันเงียบสงบของทะเลสาบเจนีวา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ มร. ดูบุยส์ เริ่มต้นอาชีพช่างทำนาฬิกา
  2. มิติของกลไก: การแสดงวันและวันที่ในรูปแบบย้อนกลับ (Retrograde) นั้น ถูกจัดวางอย่างสมมาตรอย่างสง่างาม โดยในส่วนของหน้าปัดย่อยสำหรับปฏิทินนั้นใช้ Mother-of-Pearl (เปลือกหอยมุก) ที่ถูกขัดแต่งอย่างประณีต
  3. ความงามแห่งจักรวาล: หน้าต่างแสดงพระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ใช้แผ่น Blue Aventurine Glass สีน้ำเงินระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน พร้อมพระจันทร์ทรงโดมที่ทำจากทองคำเหลือง 18K

การใช้สายหนังลูกวัวสีน้ำเงิน (Blue Calf Leather) พร้อมตัวล็อกแบบบานพับสามทบ (Triple Folding Buckle) ที่ทำจาก Pink Gold ยิ่งเสริมให้เรือนเวลานี้มีความกลมกลืนในแบบฉบับนาฬิกาชั้นสูงยุคดั้งเดิม

ในแง่ของมุมมองส่วนตัว การที่ Roger Dubuis ตัดสินใจหันกลับมาทำนาฬิกาคลาสสิกที่ยึดถือมาตรฐานสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève และกลไกปฏิทินถาวรที่ซับซ้อนเช่นนี้ ถือเป็นการยืนยันความสามารถของแบรนด์ในการผสานความเชี่ยวชาญทางกลไกเข้ากับสุนทรียศาสตร์ที่สง่างาม เป็นการประกาศว่า Roger Dubuis ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่เปี่ยมด้วยแก่นแท้แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ไม่ได้มีเพียงแค่ความหวือหวาภายนอกเท่านั้น

ที่สำคัญ Hommage La Placide ผลิตเพียง 28 เรือนทั่วโลก โดยตัวเลขนี้มีความหมายถึงหมายเลขลงทะเบียนของ มร. ดูบุยส์ สมัยเป็นนักเรียนช่างทำนาฬิกานั่นเอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Hommage La Placide (ลิมิเต็ด 28 เรือน)
  • ตัวเรือน: Pink Gold 18K (38 มม. หนา 11 มม.) กันน้ำ 30 เมตร พร้อมฝาหลังเปลือย
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน Leman Blue มีหลายชั้น แสดง Moonphase ด้วยจาน Blue Aventurine และใช้ Mother-of-Pearl ในส่วนปฏิทิน
  • ฟังก์ชั่น: ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) แสดงวันที่และวันแบบย้อนกลับสองทิศทาง (Bi-Retrograde)
  • กลไก: คาลิเบอร์ RD1472 (In-house Automatic) พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ได้รับการรับรอง Poinçon de Genève
  • สาย: หนังลูกวัวสีน้ำเงิน พร้อมระบบเปลี่ยนสายได้ง่าย ตัวล็อกแบบบานพับ Pink Gold 18K

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
LVMH ผนึกกำลัง La Joux-Perret การเดินทางสู่กลไกนาฬิกาสวิสแห่งอนาคต
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Parmigiani Tonda PF Micro-Rotor เรือนเวลาแห่งความเรียบง่ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเรือน Steel & Rose Gold

GUCCI 25H การเดินทางครั้งใหม่ของสถาปัตยกรรมแห่งเวลา 

GUCCI 25H New Era เจาะลึกสเปกและดีไซน์ GMT 40mm ใหม่ 2025

กว่าจะเป็นเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ House of Gucci นั้น 25H ได้รับการยกย่องในฐานะสัญลักษณ์แห่งเส้นสายสถาปัตยกรรมที่ชัดเจน และในเดือนตุลาคม 2025 ที่มิลาน Gucci ได้ประกาศพา 25H เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงการ “ปรับปรุง” แต่จะเป็นการ “ยกระดับ” ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความทันสมัย และแน่นอนว่าใครที่ติดตามวงการนาฬิกาจะเห็นถึงความชาญฉลาดในการออกแบบที่ทำให้คอลเลกชันนี้ดูโฉบเฉี่ยวและซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รายละเอียดที่สร้างความแตกต่าง จากความเรียบง่ายสู่ความซับซ้อน

หัวใจสำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้อยู่ที่การผสมผสานรายละเอียดอันประณีต (refined detailing) เข้ากับการตกแต่งขั้นสูง (expert finishing) องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ 25H “เล่นกับแสง” ได้อย่างน่าทึ่งคือความตัดกันของพื้นผิวที่ถูกขัดเงา (polished) และพื้นผิวแบบขัดด้าน (brushed) ประกอบกับเครื่องหมายบอกเวลาแบบเหลี่ยมเพชร (faceted indexes) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้คอลเลกชันนี้ดูมีมิติและหรูหราขึ้นมาก

แต่สิ่งที่ถือเป็น “เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย” ที่ชาญฉลาดที่สุดคือระบบการเปลี่ยนสายแบบใหม่ (innovative interchangeability system) ที่สามารถสลับสายยาง (rubber straps) เข้ากับสร้อยข้อมือเหล็ก ได้อย่างแนบเนียน ให้ความรู้สึกกระชับเหมือน “ผิวหนังชั้นที่สอง” ในมุมมองของนักออกแบบ นี่คือการมอบความอเนกประสงค์ และความประณีตให้กับผู้สวมใส่ในทุกโอกาส

การเปิดตัว 40 มม. ออโตเมติก คือหัวใจเชิงกลที่เหนือชั้น

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เรือธงที่เปิดตัวใหม่คือ 3 รุ่นอัตโนมัติ (automatic models) ขนาด 40 มม. ซึ่งรวมถึงรุ่น GMT edition

  • GMT All-Black: โมเดลนี้โดดเด่นด้วยตัวเรือนเหล็กสีดำสนิท พร้อมเข็ม GMT สีเหลืองที่ตัดกับมาตรวัด 24 ชั่วโมงตรงกลางหน้าปัดอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถติดตามเขตเวลาหลายโซนได้อย่างง่ายดาย และมาพร้อมกับสายยางสีดำที่เข้าชุดกันเพื่อลุคที่ดูร่วมสมัยและแข็งแกร่ง
  • รุ่นมาตรฐาน 40 มม. สองรุ่น: อีกสองรุ่นมาในตัวเรือนสแตนเลสสตีลพร้อมหน้าปัดสีดำ โดยมีหนึ่งรุ่นที่จับคู่กับขอบหน้าปัดเคลือบพิงค์โกลด์ และอีกหนึ่งรุ่นที่เป็นสตีลทั้งหมด ทั้งคู่มาพร้อมสร้อยข้อมือสแตนเลสสตีล
GUCCI 25H watch, 36mm

สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสามรุ่นนี้คือ “กลไกอันประณีต” ที่มาพร้อมการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติสัญชาติสวิส (Swiss-made automatic movements) ตัวเรือนสเตนเลสสตีลแบบหลายชั้น และหน้าปัดลาย “Damier” ที่ถูกแกะสลักด้วยเลเซอร์อย่างโดดเด่น รวมถึงเม็ดมะยมแปดเหลี่ยมที่มีลวดลาย GG และฝาหลังแบบโปร่งใสที่เผยให้เห็น “Skeleton Oscillating Weight” ซึ่งเป็นกลไกการเหวี่ยงของโรเตอร์ที่ถูกเจาะให้เห็นความสวยงามของกลไกภายใน นี่คือการบอกเล่าเรื่องราวของความเชี่ยวชาญด้านกลไกที่ Gucci ให้ความสำคัญ

GUCCI 25H watch, 30mm

การตีความแบบสตรีในขนาด 30 มม. และ 36 มม.

นอกจากรุ่น 40 มม. แล้ว คอลเลกชันใหม่ยังเสริมทัพด้วย 4 รุ่นที่เล็กลงในขนาด 30 มม. และ 36 มม. ซึ่งถือเป็นการตีความดีไซน์ของ GUCCI 25H ในแบบที่เป็น “ผู้หญิงและประณีต” 

เรือนเวลารุ่นเล็กนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเรือนสแตนเลสสตีลแปดเหลี่ยม แต่มีตัวเลือกขอบหน้าปัดแบบเคลือบพิงค์โกลด์หรือแบบสตีลปกติ หน้าปัดมาในรูปแบบซันเรย์ ในสี เงิน ชมพู หรือดำ สิ่งที่เพิ่มความลึกและแม่นยำคือ “Rehaut” หรือขอบด้านในที่มีมาตรวัดนาที (minute track)

สายนาฬิกาสำหรับรุ่นเล็กนี้มีความละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น โดยเป็นสร้อยข้อมือแบบ 5 ข้อ (five-link integrated bracelet) ที่ผสมผสานระหว่างเหล็กขัดด้านและขัดเงา และแน่นอนว่ายังคงมีตัวเลือกสายยางที่ใช้ระบบการเปลี่ยนสายแบบ “easy-click” เช่นเดียวกับรุ่นขนาดใหญ่

GUCCI 25H watch, 40mm

DNA สถาปัตยกรรมที่ยังคงอยู่

โดยสรุปแล้ว GUCCI 25H ใหม่นี้ไม่ได้ทิ้งรากฐานทางสถาปัตยกรรม ของคอลเลกชันเดิม แต่ได้ยกระดับให้กลายเป็นรูปแบบที่สง่างามและทันสมัย การนำเสนอโมเดลอัตโนมัติขนาด 40 มม. ที่มีกลไกซับซ้อน และการสร้างสรรค์โมเดลขนาดเล็กที่มีรายละเอียดอ่อนโยน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Gucci ที่ต้องการให้ 25H นั้นเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นชิ้นงานศิลปะที่ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ของยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ถือว่าแบรนด์ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น

ข้อมูลทางเทคนิค

กลุ่มรุ่นอัตโนมัติ (40 มม. – รุ่นเรือธง)

  • ชื่อรุ่น: GUCCI 25H Automatic (New Era)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลแบบหลายชั้น ขนาด 40 มม. ดีไซน์แปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ (บางรุ่นมีขอบ Pink-Gold Plated) กันน้ำ 30 เมตร (3 ATM)
  • หน้าปัด: ลาย “Damier” แกะสลักด้วยเลเซอร์ มีเครื่องหมายบอกเวลาแบบเหลี่ยมเพชร
  • ฟังก์ชั่น: รุ่น GMT มีเข็ม GMT สีเหลือง และมาตรวัด 24 ชั่วโมงตรงกลางหน้าปัด / แสดง ชั่วโมง นาที วินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Swiss-made ฝาหลังโปร่งใสโชว์ Skeleton Oscillating Weight
  • สาย: ระบบเปลี่ยนสายแบบใหม่ สามารถสลับใช้ระหว่าง สร้อยข้อมือเหล็ก 5 ข้อแบบผสาน (Integrated Bracelet) ที่ขัดด้านและขัดเงา หรือสายยางสีดำ

กลุ่มรุ่นขนาดเล็ก (30 มม. และ 36 มม.)

  • ชื่อรุ่น: GUCCI 25H (Refined Feminine Interpretation)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลแปดเหลี่ยม ขนาด 30 มม. และ 36 มม. (มีตัวเลือกขอบ Pink-Gold Plated)
  • หน้าปัด: หน้าปัดแบบซันเรย์ (Sunray Dials) ในสีเงิน ชมพู หรือดำ พร้อม Rehaut (ขอบด้านใน) ที่มีมาตรวัดนาทีเพื่อเพิ่มมิติ
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ (Quartz Movement) ตามข้อมูลรุ่นดั้งเดิม
  • สาย: สร้อยข้อมือเหล็ก 5 ข้อแบบผสาน ที่รวมพื้นผิวขัดด้านและขัดเงา หรือสายยาง พร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบ Easy-click

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
LVMH ผนึกกำลัง La Joux-Perret การเดินทางสู่กลไกนาฬิกาสวิสแห่งอนาคต
Parmigiani Tonda PF Micro-Rotor เรือนเวลาแห่งความเรียบง่ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเรือน Steel & Rose Gold
“La Quête” มหากาพย์แห่งการแสวงหาความเป็นเลิศ Vacheron Constantin Les Cabinotiers ซีรีส์ฉลอง 270 ปี

Reverso Hybris Artistica Calibre 179 การหมุนของจักรวาลในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจาก Jaeger-LeCoultre

การรวมตัวของ Gyrotourbillon ความแม่นยำสูงสุด และงานหัตถศิลป์หายาก ลงในตัวเรือน Reverso

ในโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง มีเพียงไม่กี่ชื่อที่สามารถรวมเอาความอัจฉริยะทางจักรกลเข้ากับความวิจิตรบรรจงทางศิลปะไว้ในชิ้นงานเดียวได้ และนี่คือเรื่องราวของนาฬิกาที่เปรียบเสมือนเวทีแสดงงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ Reverso Hybris Artistica Calibre 179 จาก Jaeger-LeCoultre

เริ่มต้นจากตัวเรือน Reverso อันเป็นตำนาน ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1931 เพื่อปกป้องกระจกนาฬิกาจากแรงกระแทกในสนามโปโล แต่ในวันนี้ ตัวเรือนแบบหมุนกลับได้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งความเป็นคู่ ที่แสดงให้เห็นถึงสองขั้วของความเชี่ยวชาญ

เมื่อมองที่หน้าปัดด้านแรก สิ่งที่ปรากฏคือภาพที่สะกดสายตาของ “Flying Spherical Tourbillon” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Gyrotourbillon กลไกมหัศจรรย์นี้ไม่ได้หมุนเพียงแกนเดียว แต่มันหมุนอิสระถึงสองแกนพร้อมกัน เคลื่อนไหวรวดเร็วและต่อเนื่องราวกับดาวเคราะห์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ทำหน้าที่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงเพื่อรักษาความแม่นยำสูงสุด โครงสร้างของทูร์บิญองที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 123 ชิ้นนี้ถูกออกแบบให้หมุนรอบแกนในทุก ๆ 16 วินาที และหมุนรอบแกนนอกครบรอบใน 60 วินาที

“BEATING PRECISION” วิศวกรของโรงงานประดิษฐ์กลไกได้สร้างสปริงบาลานซ์ทรงครึ่งทรงกลม ที่ขยายและหดตัวดุจจังหวะการเต้นของหัวใจ เติมความงดงามและประสิทธิภาพให้กับหัวใจของกลไก Gyrotourbillon

แต่เรือนเวลานี้คือ Hybris Artistica ซึ่งหมายถึงการผสานช่างฝีมือเข้ากับกลไก ทุกส่วนของนาฬิกาได้รับการแต่งแต้มด้วยงานฝีมืออันละเอียดอ่อน โดยเฉพาะการ ลงแล็กเกอร์ สีดำและเทาบนแผ่นกลไกและสะพานจักร ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญขั้นสูงที่มีช่างฝีมือเพียง 3 คนในโรงงานเท่านั้นที่ทำได้ แล็กเกอร์เหล่านี้ถูกเติมลงในช่องที่แกะสลักด้วยมือกว่า 200 จุด และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือชิ้นส่วนต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 382 ชิ้น ล้วนผ่านการ ลบมุม (Hand-bevelling) ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ซึ่งเฉพาะกรงของ Gyrotourbillon เพียงส่วนเดียวก็ต้องใช้เวลาในการทำงานถึง 14 ชั่วโมง

THE MECHANICAL INGENUITY” กลไก Calibre 179 มาพร้อมทูร์บิญองหลายแกนและฟังก์ชัน Duoface แสดงเวลาสองไทม์โซน พร้อมตัวบ่งบอกเวลา 24 ชั่วโมงบนด้านหลัง

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนมุมมอง ตัวเรือนโรสโกลด์สีชมพูจึงถูกพลิกกลับ เผยให้เห็นหน้าปัดด้านที่สองที่มาพร้อมกับฟังก์ชัน Duoface ซึ่งแสดงเขตเวลาที่สอง (Second Time-Zone) อย่างชัดเจน พร้อมมาตรวัด 24 ชั่วโมง การพลิกกลับนี้ยังเผยให้เห็นความงามภายในของกลไก Calibre 179 แบบไขลานด้วยมือ ที่ถูก เจาะโครงกระดูก (Skeletonized) ออกเกือบทั้งหมด เพื่อให้ชื่นชมความซับซ้อนภายในที่ถูกตกแต่งด้วยแล็กเกอร์และงานแกะสลักมือทั้งหมดได้อย่างเต็มตา

“THE LACQUERING ART”
สีแลคเกอร์ดำและเทาที่เคลือบด้วยมืออย่างประณีตบนแท่นกลไก สะพาน หรือหน้าปัดทั้งสองด้าน ตัดกับตัวเรือนโรสโกลด์ สะท้อนความประณีตขั้นสูงจาก Ateliers ของโรงงาน

“THE BEVELLING ART”
การขัดขอบด้วยมืออย่างประณีตใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมงเพียงแค่ส่วนกรงของ Gyrotourbillon กลไก Reverso Hybris Artistica Calibre 179 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ La Grande Maison ในการรังสรรค์งานฝีมือขั้นสูงสุด

Reverso Hybris Artistica Calibre 179
Reverso Hybris Artistica Calibre 179

“THE SKELETONIZATION ART”
กลไก Calibre 179 ถูกสเกเลตอนเต็มรูปแบบ เผยทุกความลึกของกลไก แท่นกลไกและหน้าปัดถูกลดให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อความโปร่งและงดงาม การขัดขอบสะพานด้านหลังใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงเพียงชิ้นเดียว

Gyrotourbillon (dʒaɪroʊtʊəbɪˈjɔ̃)
กลไกหลายแกนอันเป็นเอกลักษณ์ คิดค้นโดย Jaeger-LeCoultre ในปี 2004 ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากแรงโน้มถ่วงในทุกตำแหน่ง รับประกันความเที่ยงตรงสูงสุดในการจับเวลา

Reverso Hybris Artistica Calibre 179

“Reverso Hybris Artistica คือการแสดงออกอันบริสุทธิ์ของความอัจฉริยะของช่างทำนาฬิกาของเรา
ซึ่งรวมเข้ากับความเชี่ยวชาญในงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิม โดยมี Gyrotourbillon ที่ล้ำสมัยเป็นแกนกลาง”
— ลีโอเนล ฟาฟร์, หัวหน้าฝ่ายออกแบบ

Reverso Hybris Artistica Calibre 179 จึงเป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่รวมเอาเทคนิคจักรกลที่ก้าวล้ำที่สุดเข้ากับศิลปะการตกแต่งแบบดั้งเดิมที่หายาก เป็นนาฬิกาที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อนักสะสมผู้ที่มองหาทั้งความแม่นยำเชิงวิศวกรรมและความงามอันบริสุทธิ์ โดยผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนทั่วโลก เท่านั้น

Reverso Hybris Artistica Calibre 179
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: REVERSO HYBRIS ARTISTICA CALIBRE 179 (รหัส Q39424E3)
  • ตัวเรือน: ตัวเรือน Reverso แบบหมุนกลับได้ ทำจากโรสโกลด์สีชมพู ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน
  • หน้าปัด: นาฬิกามีหน้าปัดสองด้าน โดยด้านหน้ามีการลงแล็กเกอร์สีดำ/เทา และแสดง Gyrotourbillon ส่วนด้านหลังเป็น Skeletonized
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที เขตเวลาที่สอง (Second Time-Zone) มาตรวัด 24 ชั่วโมง และ Flying Spherical Tourbillon (Gyrotourbillon) ที่มาพร้อมตัวระบุวินาที
  • กลไก: ใช้กลไกไขลานด้วยมือ In-House Calibre 179 หนา 7.61 มม. สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง ประกอบด้วย 382 ชิ้นส่วน โดยมี Gyrotourbillon แบบสองแกนที่เร็วที่สุดของแบรนด์
  • สาย: สายหนังจระเข้สีดำ พร้อมตัวล็อกที่ทำจากโรสโกลด์ตัน และสามารถปรับความยาวได้อย่างละเอียด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Wrist Luck November: นาฬิกากับพลังแห่งโชคชะตา ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน
บทกวีแห่งกาลเวลา Grand Seiko Elegance Collection และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลญี่ปุ่น
Parmigiani Tonda PF Micro-Rotor เรือนเวลาแห่งความเรียบง่ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเรือน Steel & Rose Gold

LVMH ผนึกกำลัง La Joux-Perret การเดินทางสู่กลไกนาฬิกาสวิสแห่งอนาคต

LVMH เสริมแกร่งวงการนาฬิกา เข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยใน La Joux-Perret ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกสุดซับซ้อน

ในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาสวิสอันเลื่องชื่อ ได้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อ LVMH Watches Division ซึ่งเป็นส่วนงานนาฬิกาของอาณาจักรสินค้าหรูอย่าง LVMH ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยในบริษัทผู้ผลิตสัญชาติสวิสอย่าง La Joux-Perret พร้อมกับการผนึกกำลังด้วยการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านการค้า การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025

La Joux-Perret: ขุมพลังเบื้องหลังกลไกนาฬิกาชั้นนำ

Manufacture La Joux-Perret ถือเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในวงการนาฬิกาสวิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกแบบและผลิต “กลไกนาฬิกาที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก” (some of the world’s most sophisticated watch movements)

  • บริษัทตั้งอยู่ในเมือง La Chaux-de-Fonds และมีพนักงานประมาณ 140 คน
  • ความเชี่ยวชาญของ La Joux-Perret ครอบคลุมการพัฒนากลไกอัตโนมัติ (automatic movements) กลไกซับซ้อน (complications) ไปจนถึงกลไกควอตซ์พลังงานแสงอาทิตย์ความแม่นยำสูง (high-precision solar quartz calibers)
  • นับตั้งแต่ถูกซื้อกิจการโดย Citizen Group ในปี 2012 บริษัทได้รับความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและมุมมองระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม La Joux-Perret ยังคงรักษาความเป็นอิสระและความคิดสร้างสรรค์แบบสวิสไว้ได้อย่างสมบูรณ์
  • แม้จะมีการลงทุนจาก LVMH แต่ La Joux-Perret จะยังคงดำเนินงานอย่างอิสระและจะให้บริการความเชี่ยวชาญแก่ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตต่อไป Citizen Group ในฐานะเจ้าของ ก็จะยังคงดำเนินงานแบรนด์ต่างๆ ในเครืออย่างเป็นอิสระเช่นกัน

สานต่อความร่วมมืออันยาวนาน

การเข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ แต่เป็นการตอกย้ำความร่วมมือที่ LVMH Group’s Maisons ได้ทำมาอย่างประสบความสำเร็จกับ La Joux-Perret ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

  • TAG Heuer ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตรายนี้ตั้งแต่ปี 2022 ในการพัฒนากลไกควอตซ์พลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง และถูกนำไปใช้ในคอลเลกชัน Aquaracer และ TAG Heuer Formula 1
  • ความร่วมมือยังรวมถึงการพัฒนากลไกที่ใช้ในนาฬิกา Rope ของแบรนด์ Tiffany&Co ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ในกลุ่ม Watches and Jewelry ของ LVMH และจะขยายความร่วมมือกับ Maisons อื่นๆ ในเครือ LVMH ต่อไป

เป้าหมายระยะยาวและการลงทุนในสวิตเซอร์แลนด์

การเข้าซื้อหุ้นและการเสริมความแข็งแกร่งของความร่วมมือเชิงพาณิชย์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของ LVMH ในการกระชับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรทางอุตสาหกรรมที่โดดเด่น

LVMH Watches Division ประกอบไปด้วยแบรนด์นาฬิกาชั้นนำอย่าง Hublot, TAG Heuer, และ Zenith Maisons การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนการลงทุนของ LVMH ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกา โดยปัจจุบัน LVMH มีโรงงานผลิต (manufactures) ถึง 16 แห่งในสวิตเซอร์แลนด์

มุมมองจากผู้บริหาร

Jean-Christophe Babin, CEO ของ LVMH Watches Division กล่าวว่า พวกเขายินดีที่ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์กับ La Joux-Perret เนื่องจากความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรม และรากฐานอันลึกซึ้งในวงการนาฬิกาสวิส ทำให้ La Joux-Perret เป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด พวกเขามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในด้านกลไกนาฬิกาที่มีความแม่นยำสูงและยั่งยืน โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกัน 

Yoshitaka Oji, President & CEO ของ Citizen Watch Group กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ LVMH ยืนยันถึงการได้รับการยอมรับในความเชี่ยวชาญของ La Joux-Perret และเปิดโอกาสในการพัฒนาระยะยาวใหม่ๆ ด้วยความร่วมมือนี้ La Joux-Perret จะจัดหากลไกที่มีประสิทธิภาพโดดเด่น และร่วมกับ LVMH Group มีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Bvlgari Holiday Season 2025 เรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งกรุงโรม
บทกวีแห่งกาลเวลา Grand Seiko Elegance Collection และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลญี่ปุ่น

Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ

Wrist Check: นาฬิกา Boucheron Serpent Bohème และเครื่องประดับแอมบาสเดอร์

แคมเปญ Winter Wonderland ของ BOUCHERON นำเสนอเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของแอมบาสเดอร์แต่ละคนผ่านเครื่องประดับไอคอนิกของเมซง ในส่วนของเครื่องประดับข้อมือ (Wrist Check) เราได้เห็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์อันโดดเด่นของ Quatre และความอ่อนช้อยของ Serpent Bohème

The Watch Feature: Serpent Bohème

ไฮไลต์ของคอลัมน์นี้คือ นาฬิกา Serpent Bohème (Ref: WA015708) ซึ่งปรากฏท่ามกลางบรรยากาศทะเลทรายดุจดินแดนชวนฝัน ตัวเรือนเป็นเยลโลว์โกลด์ 18K ประดับเพชรและลูกปัดทองคำ พร้อมหน้าปัดซันเรย์ที่มีเพชร 4 เม็ดเป็นมาร์คเกอร์ นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกับสร้อยข้อมือทองคำ 18K

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: Serpent Bohème (Ref. WA015708)
  • ตัวเรือน: 18K เยลโลว์โกลด์ พร้อมประดับเพชร 20 เม็ด รวมทั้งการตกแต่งด้วยเม็ดทอง “beads” รอบตัวเรือน
  • หน้าปัด: หน้าปัดซันเรย์ (sun-ray) พร้อมหลักชั่วโมงเพชร 4 เม็ด
  • ฟังก์ชัน: การบอกเวลาแบบมาตรฐาน (ชั่วโมง นาที) และกันน้ำได้ถึง 30 เมตร
  • กลไก: ควอตซ์ ความแม่นยำสูง
  • สาย: สายเยลโลว์โกลด์ 18K พร้อมบานพับ (bracelet)

ส่องเครื่องประดับข้อมือของแอมบาสเดอร์

1. เดซี่ เอดการ์ โจนส์ (Daisy Edgar-Jones)

เดซี่ถ่ายทอดความสนุกสนานของฤดูกาลผ่าน Plume de Paon ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่เป็นเอกลักษณ์แรกเริ่ม เธอสวมใส่ชิ้นงาน Plume de Paon ที่ข้อมือ ซึ่งรังสรรค์จากไวท์โกลด์ ประดับไข่มุกและเพชร นอกจากนี้ เธอยังเผยความเป็นเอกลักษณ์ผ่านคอลเลกชัน Quatre Classique โดยสวมเครื่องประดับข้อมือที่มีตัวเรือนจากเยลโลว์โกลด์ ไวท์โกลด์ โรสโกลด์ ประดับเพชร และเคลือบผิวด้วย PVD สีน้ำตาล

2. ดิลาน ชิเชก เดนิซ (Dilan Çiçek Deniz)

ดิลานเปล่งประกายท่ามกลางแสงสีทองของทะเลทราย พร้อมกับสวมใส่เครื่องประดับจากคอลเลกชัน Quatre Classique เช่นเดียวกับแอมบาสเดอร์ท่านอื่น โดยเครื่องประดับข้อมือของเธอมีดีไซน์ที่ออกแบบมาให้สวมซ้อนกันแบบเลเยอร์ ตัวเรือนเป็นทองคำหลากสี (เยลโลว์โกลด์ ไวท์โกลด์ โรสโกลด์) ประดับเพชร และเคลือบผิวด้วย PVD สีน้ำตาล

3. มินะ (Mina)

มินะเปล่งประกายท่ามกลางบรรยากาศฤดูหนาวด้วยเครื่องประดับจากคอลเลกชัน Serpent Bohème เธอสวมใส่กำไลข้อมือ Serpent Bohème ดับเบิล XS โมทีฟ ตัวเรือนไวท์โกลด์ประดับเพชร และกำไลข้อมือ Serpent Bohème Aquaprase ตัวเรือนไวท์โกลด์ประดับอควอเพรส นอกจากนี้ เธอยังเผยเสน่ห์คอนทราสท์ผ่านเครื่องประดับข้อมือ Quatre Classique Tube ที่มีเส้นสายกราฟิกอันโดดเด่น

4. ฮันโซฮี (Han So-Hee)

ฮันโซฮีถถ่ายทอดเสน่ห์อันเจิดจรัสของคอลเลกชัน Serpent Bohème เธอสวมใส่กำไลข้อมือ Serpent Bohème ดับเบิล S โมทีฟ ตัวเรือนไวท์โกลด์ประดับอควอเพรสและเพชร พร้อมกับกำไลข้อมือ Serpent Bohème Diamant ตัวเรือนไวท์โกลด์ประดับเพชร เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ฮันโซฮีสะท้อนสไตล์โดดเด่นด้วยเครื่องประดับข้อมือ Quatre Classique ซึ่งมีตัวเรือนทองคำหลากสี  (เยลโลว์โกลด์ ไวท์โกลด์ โรสโกลด์) ประดับเพชร และเคลือบผิว PVD สีน้ำตาล 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Bvlgari Holiday Season 2025 เรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งกรุงโรม
บทกวีแห่งกาลเวลา Grand Seiko Elegance Collection และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลญี่ปุ่น

Wrist Luck November: นาฬิกากับพลังแห่งโชคชะตา ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน

0

พฤศจิกายน คือเดือนแห่งการสะสมพลังและปิดจ็อบใหญ่

เดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นช่วงเวลาของการ เก็บเกี่ยวผลผลิต และเตรียมพร้อมสู่การเริ่มต้นใหม่ ในปีหน้า พลังงานโดยรวมของเดือนนี้เน้นไปที่ความมั่นคง การเคลียร์ปัญหาค้างคา และการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในทุกมิติ

สำหรับชาว Wrist Lover ที่ต้องการให้เรือนเวลาบนข้อมือเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็น เครื่องนำโชค (Talisman) ที่ทรงพลัง เราขอแนะนำการเลือกนาฬิกาให้ถูกโฉลกกับพลังงานหลักของเดือนนี้ “The Steady Power”

ธีมนาฬิกาประจำเดือน The Steady Power พลังแห่งความมั่นคง

เดือนนี้ไม่ใช่เวลาของการเสี่ยงโชคแบบหวือหวา แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ดังนั้น “นาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่แฝงความทนทาน” จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบเพื่อเสริมดวงด้านการงาน การเงิน และความสัมพันธ์ให้หนักแน่นมั่นคง

1. วัสดุเสริมดวง: สเตนเลสสตีล (Stainless Steel)

เดือนนี้ชาว Wrist Lover อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางธุรกิจ หรือต้องเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่น สเตนเลสสตีลคือสัญลักษณ์ของความยืดหยุ่นแต่ไม่แตกหัก ที่จะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีสติ การเลือกนาฬิกาแบบ Sport หรือ Dress/Sport ที่ใช้ตัวเรือนและสายเป็นสเตนเลสสตีลทั้งหมด จึงช่วยรับพลังงานของโลหะอย่างเต็มที่ เพื่อเสริมความมั่นคงและสร้างความประทับใจในความเที่ยงตรง

แนวคิดนาฬิกาที่แนะนำ: คุณอาจมองหา The All-Steel Classic เช่น Longines Ultra-Chron หน้าปัดดำ หรือ Omega Seamaster Diver 300M ตัวเรือนสตีล เพื่อสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความประณีต หากคุณเลือกใช้สายหนัง อย่าลืมว่าบักเกิ้ลหรือบานพับขนาดใหญ่ที่ทำจากสตีลก็ช่วยรักษาสมดุลของพลังโลหะได้ดีเช่นกัน หรือจะเป็น Parmigiani Fleurier Tonda PF Micro-Rotor นาฬิกาสปอร์ตหรูจากแบรนด์อิสระ ตัวเรือนสตีลที่มีงานขัดแต่งละเอียดสูง ดีไซน์มินิมอลแต่สื่อถึงความสำเร็จและรสนิยมที่เหนือระดับ รวมไปถึง H. Moser & Cie. Pioneer Centre Seconds ตัวเรือนสตีลที่มีความแกร่งทนทาน เน้นดีไซน์เรียบง่ายแต่ซับซ้อน สื่อถึงความมั่นคงที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอันเป็นเอกลักษณ์

  • พลังที่เสริม: ความทนทาน ความน่าเชื่อถือ และความหนักแน่น
  • เหตุผล: เดือนนี้ชาวราศีส่วนใหญ่ต้องเจอแรงกดดัน หรือต้องการการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ สเตนเลสสตีลช่วยให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาที่เข้ามาได้อย่างมีสติ และสร้างความประทับใจในความเที่ยงตรงต่อผู้คนรอบข้าง

2. หน้าปัดเสริมโชค: สีเข้ม (Deep Tones)

ว่ากันว่าสีเข้มคือสีแห่งอำนาจ ความลึกลับน่าค้นหา และที่สำคัญที่สุดคือความมั่งคั่งที่ซ่อนอยู่ เหมาะอย่างยิ่งในการเสริมดวงการเงินและดึงดูดโอกาสทางธุรกิจที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แนะนำให้เลือก หน้าปัดเรียบ (Minimalist) หรือ หน้าปัดที่มีพื้นผิวละเอียด (Sunburst/Mosaic) ในเฉดสีเข้ม เพื่อให้แสงสะท้อนออกมาจากความเข้ม สร้างมิติแห่งความน่าค้นหาและบารมีที่สงบเงียบ

แนวคิดนาฬิกาที่แนะนำ: The Deep Blue Elegance ลองมองหา Atelier Wen Perception หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่มีเท็กซ์เจอร์เป็นลวดลาย Guilloché ที่ทำมือ (Guilloche) สื่อถึงความลุ่มลึกและความประณีตที่เหนือกว่า หรือ Roue Mecanograph หน้าปัดสีดำแบบเข้มข้นที่เน้นความสปอร์ตคลาสสิกของยุค 70s ที่มีดีไซน์คมคายเฉพาะตัว หรือ NOMOS Glashütte Tangente Neomatik Blue Note  แบรนด์เยอรมันที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ Bauhaus และความเรียบง่ายสง่างาม หน้าปัดน้ำเงินเข้มของพวกเขาให้ความรู้สึกสงบและลึกซึ้ง เหมาะกับการเสริมดวงการเงินที่มั่นคงหรือตัวเลือกอย่าง Zelos Eagle 2 แบรนด์อินดี้ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เน้นงานหน้าปัดที่มีเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัว หากเจอหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มหรือดำที่มีการตกแต่งแบบ Meteorite หรือ Mosaic จะยิ่งเสริมพลังความลึกลับน่าค้นหาและดึงดูดโอกาสหายาก

  • สีนำโชค: สีน้ำเงินเข้ม (Midnight Blue) และ สีดำ (Jet Black)
  • เหตุผล: สีเข้มเหล่านี้คือสีแห่งอำนาจ ความลึกลับน่าค้นหา และความมั่งคั่งที่ซ่อนอยู่ เหมาะอย่างยิ่งในการเสริมดวงการเงินและดึงดูดโอกาสทางธุรกิจที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

3. ฟังก์ชันที่ควรมี: วันที่ (Date Window)

ในเดือนที่ต้องการการปิดจ็อบใหญ่และการวางแผนอนาคต ฟังก์ชันง่าย ๆ อย่าง ช่องแสดงวันที่ (Date Window) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมพลังด้านการบริหารเวลาและ ความรับผิดชอบ ของคุณ การมีวันที่บนข้อมือจะช่วยย้ำเตือนให้คุณเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผน ไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องสำคัญ ช่วยเสริมบุคลิกด้านความเชื่อถือที่ผู้ใหญ่จะรักและไว้วางใจ

แนวคิดนาฬิกาที่แนะนำ: นาฬิกาทุกประเภทที่มีฟังก์ชันนี้สามารถนำมาเสริมดวงได้ แต่ควรเลือกกลไกที่เป็น Automatic หรือ Mechanical เพื่อสื่อถึงพลังงานที่ ขับเคลื่อนด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เสริมให้คุณมีความกระตือรือร้นและไม่หยุดนิ่งในการสร้างความก้าวหน้า หรือจะมองหา The Precise Companion อย่าง Seiko Prospex หรือ Rolex Datejust ที่มีฟังก์ชันวันที่ที่ชัดเจน หรือจะเป็น Oris ProPilot X Calibre 400 แบรนด์สวิสอิสระที่เน้นกลไก Calibre 400 ที่พัฒนาเอง มีฟังก์ชันวันที่ (Date) และให้พลังสำรองสูงถึง 5 วัน สื่อถึงพลังงานที่ ไม่หยุดนิ่งและเชื่อถือได้ในระยะยาว อีกหนึ่งทางเลือกอย่าง DOXA Sub 300 (Professional/Aquamarine) แม้จะเป็น Diver’s Watch แต่ DOXA ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานให้ความรู้สึกของ เครื่องมือที่ไว้ใจได้ (Tool Watch) อย่างแท้จริง การมีหน้าปัดวันที่บนเรือนเวลาที่แกร่งเช่นนี้จะเสริมพลังความรับผิดชอบและการทำภารกิจให้สำเร็จ

  • พลังที่เสริม: การวางแผน ความแม่นยำ และการตรงต่อเวลา
  • เหตุผล: ในเดือนที่ต้องการการปิดจ็อบและวางแผนอนาคต ฟังก์ชันง่าย ๆ อย่าง ช่องแสดงวันที่ (Date Window) จะช่วยย้ำเตือนให้คุณเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผน ไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องสำคัญ ช่วยเสริมบุคลิกด้านความรับผิดชอบที่ผู้ใหญ่จะรักและไว้วางใจ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Bvlgari Holiday Season 2025 เรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งกรุงโรม
บทกวีแห่งกาลเวลา Grand Seiko Elegance Collection และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลญี่ปุ่น

Collector’s Perspective Episode 11: การเดินทางแห่งเวลาในมุมมองของ คุณมาร์ค-ฐิติ สินรัชตานันท์

0

คุณมาร์ค-ฐิติ สินรัชตานันท์ เมื่อนาฬิกาคือ “ตัวแทนการเดินทาง” ในแต่ละช่วงวัยของชีวิต

ในโลกของคนรักนาฬิกา… เรือนเวลาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลา แต่เป็นสัญลักษณ์ เป็นที่ระลึก และเป็นบันทึกการเดินทางของชีวิต Collector’s Perspective Episode 11 ขอพาทุกท่านเข้าสู่โลกแห่งความหลงใหลในเรือนเวลาของ คุณมาร์ค-ฐิติ สินรัชตานันท์ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงจาก dFusion Co.,Ltd

สำหรับคุณมาร์ค ความรักในนาฬิกาได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ และเติบโตขึ้นพร้อมกับประสบการณ์ในแต่ละช่วงชีวิต นาฬิกาแต่ละเรือนในคอลเลกชันของเขาจึงไม่ได้มีมูลค่าเพียงแค่ราคาหรือกลไกที่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วย เรื่องราวส่วนตัว และเป็น ตัวแทนของการเดินทาง ในแต่ละบทของชีวิตอย่างแท้จริง

ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ และเจาะลึกไปยังคอลเลกชันส่วนตัวของคุณมาร์ค ที่ทุกเรือนถูกเลือกมาด้วยความพิเศษเฉพาะตัว พร้อมฟังมุมมองอันน่าสนใจของนักสะสมที่มองนาฬิกาเป็นมากกว่าแค่เครื่องประดับ

รับชมเรื่องราวความหลงใหลและคอลเลกชันสุดพิเศษแบบเต็ม ๆ ได้แล้ววันนี้ในคลิปเต็มด้านล่างนี้!

อย่าลืมกด Subscribe ช่อง REVOLUTION THAILAND และกดแจ้งเตือน เพื่อติดตามคอนเทนต์คุณภาพดี ๆ และมุมมองเชิงลึกจากนักสะสมนาฬิกาชั้นนำอีกมากมายที่เราจะนำมาเสนออย่างต่อเนื่อง!

ช่องทางติดตามเรา:
➡️ Instagram: instagram.com/revowatchthai
➡️ Facebook: facebook.com/RevoWatchThai
➡️ Website: revolutionthailand.com

Parmigiani Tonda PF Micro-Rotor เรือนเวลาแห่งความเรียบง่ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเรือน Steel & Rose Gold

Tonda PF Miicro-Rotor No Date เรือนเวลานิยามใหม่ของนาฬิกาทูโทนที่ถ่อมตัวแต่หรูหรา

มีนาฬิกาเพียงไม่กี่เรือนในโลกที่สามารถสื่อสารความหรูหราที่แท้จริงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาความฉูดฉาด TONDA PF Micro-Rotor No Date จาก Parmigiani Fleurier เรือนเวลารหัส PFC914-1020022-100182 นี้ คือการยืนยันถึงปรัชญาของแบรนด์ที่เชื่อใน “สุนทรียภาพที่ผ่านการบ่มเพาะ” ความงามที่ถูกสงวนไว้สำหรับผู้ที่เข้าใจในความซับซ้อนภายใต้ความเรียบง่ายที่สุด

เรื่องราวเริ่มต้นจากความพยายามในการสร้างสรรค์ ความกลมกลืนแบบทูโทน ตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตรที่ดูลงตัวนี้ คือบทสนทนาที่สมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและแม่นยำของ สเตนเลสสตีล กับความอ่อนโยนและอบอุ่นของ โรสโกลด์ 18 กะรัต โรสโกลด์ถูกนำมาใช้ในส่วนที่สำคัญที่สุดอย่างขอบตัวเรือนที่ผ่านการขัดแต่งอย่างประณีต ทำให้เกิดเงาสะท้อนที่นุ่มนวลอย่างที่สุดเมื่อกระทบกับแสง ความพิเศษคือตัวเรือนที่บางเฉียบเพียง 7.8 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งบนข้อมือ

เมื่อเลื่อนสายตาเข้าสู่หน้าปัด เราจะถูกดึงดูดเข้าสู่ความลึกล้ำของสี “Stone Blue” ซึ่งไม่ใช่สีน้ำเงินเข้มธรรมดา แต่เป็นเฉดที่ให้ความรู้สึกสงบและน่าค้นหา พื้นผิวของหน้าปัดคือหัวใจของความประณีต เพราะมันถูกแกะสลักด้วยมือด้วยลาย “Grain d’Orge hand-guilloché” (ลายเมล็ดข้าวบาเลย์) ที่ละเอียดอ่อนอย่างเหลือเชื่อ จนทำให้หน้าปัดทั้งหมดดูมีมิติ มีชีวิต และเล่นกับแสงได้สวยงามทุกมุมมอง โดยมีเพียงหลักชั่วโมงและเข็มทรงเดลต้าที่ทำจากโรสโกลด์ 18 กะรัตเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ เพื่อมอบการบอกเวลาที่ชัดเจนที่สุดแบบ “No Date” (ไม่มีหน้าต่างบอกวันที่) เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของดีไซน์ไว้อย่างสมบูรณ์

แต่ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้อยู่ที่กลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre PF703 ที่ซ่อนอยู่ด้านใน กลไกนี้มีความบางเพียง 3.07 มิลลิเมตร และนี่เป็นไปได้เพราะการใช้ “ไมโครโรเตอร์” หรือตัวเหวี่ยงขึ้นลานขนาดเล็กที่ทำจาก ทองคำโรสโกลด์ 22 กะรัต ที่สำคัญคือ ไมโครโรเตอร์นี้ไม่ได้วางซ้อนอยู่บนกลไก แต่ถูกฝังรวมเข้ากับแผ่นหลักของกลไกอย่างแนบเนียน วิธีการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดนี้ทำให้สามารถรักษารูปลักษณ์ที่เพรียวบางของตัวเรือนไว้ได้ทั้งหมด ขณะที่ยังคงมอบพลังงานสำรองที่เชื่อถือได้ถึง 48 ชั่วโมง และแม้แต่ไมโครโรเตอร์ชิ้นนี้ก็ยังถูกแกะสลักด้วยลายกิโยเช่ Grain d’Orge ที่เข้ากันกับหน้าปัดอย่างสมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศทางช่างฝีมือที่ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ สง่างาม และสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียดที่มองเห็นและมองไม่เห็น

TONDA PF Micro-Rotor No Date จึงเป็นเหมือนชิ้นงานที่สะท้อนรสนิยมอันลุ่มลึกที่ชื่นชมในความประณีตทางเทคนิคและศิลปะที่ถูกทำให้เรียบง่ายอย่างที่สุด

ข้อมูลทางเทคนิค
TONDA PF Micro-Rotor No Date
  • รหัส: PFC914-1020022-100182
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มม. หนา 7.8 มม. ขอบตัวเรือนเป็นโรสโกลด์ 18 กะรัต กันน้ำ 100 ม.
  • หน้าปัด: สี Stone Blue ลาย Grain d’Orge hand-guilloché หลักและเข็มโรสโกลด์ 18 กะรัต
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที
  • กลไก: Calibre PF703 อัตโนมัติ (Automatic) บาง 3.07 มม. ใช้ไมโครโรเตอร์โรสโกลด์ 22 กะรัต
  • สาย: สาย Integrated Bracelet ทูโทน สเตนเลสสตีลและโรสโกลด์ 18 กะรัต

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Bvlgari Holiday Season 2025 เรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งกรุงโรม
บทกวีแห่งกาลเวลา Grand Seiko Elegance Collection และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลญี่ปุ่น

Time To…Dinning (ปักหมุดร้านเด็ด): “Surf & Turf Extravaganza Weekend” มื้อสุดพรีเมียม วิวพาโนรามาที่ Bull & Bear

ใครที่กำลังมองหามื้ออาหารสุดหรูเพื่อเติมเต็มวันหยุดสุดสัปดาห์ เราขอแนะนำ “Surf & Turf Extravaganza Weekend” ที่ห้องอาหาร บูล แอนด์ แบร์ (Bull & Bear) บนชั้น 55 ของโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ นี่ไม่ใช่มื้อบุฟเฟต์ทั่วไป แต่เป็นสไตล์เซมิบุฟเฟต์ (Semi Buffet) ที่ผสมผสานความอลังการของซีฟู้ดสดใหม่เข้ากับเนื้อวัวและเนื้อแกะระดับพรีเมียมอย่างลงตัว

จุดเริ่มต้นและจุดสูงสุดของมื้ออาหาร

มื้อพิเศษนี้เริ่มต้นด้วยความหรูหราจากเมนูเรียกน้ำย่อย (Appetizers) ที่คัดสรรมาอย่างดี อาทิ หอยนางรมจีราโด (Gillardeau Oysters) ฮามอง อิเบอริโก (Jamón Ibérico) และ ทาร์ทาร์เนื้อวากิว (Wagyu Beef Tartare) จากนั้นค่อยเลือกซุปร้อนๆ อย่าง ซุปล็อบสเตอร์บิสก์ (Lobster Bisque) หรือ ซุปใสสูตรพิเศษสไตล์บูลแอนด์แบร์ (Bull & Bear Consommé)

แต่ไฮไลท์ที่แท้จริงอยู่ที่จานหลัก ซึ่งเป็นอาหารจานแชร์ (Sharing Platter) ที่เรียกว่า “Best of the Sea” ที่รวมสุดยอดอาหารทะเลไว้บนถาดเดียว ไม่ว่าจะเป็น หอยเชลล์ฮอกไกโด (Hokkaido Scallops) กุ้งย่าง (Grilled Prawns) และ ปลาแซลมอนจากประเทศนอร์เวย์ (Norwegian Sustainable Salmon)

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นั้น เพราะซีฟู้ดเหล่านี้จะถูกจับคู่มากับเนื้อพรีเมียม 3 ชนิดที่ผ่านการย่างอย่างเชี่ยวชาญ ได้แก่:

  • เนื้อวากิวริบอาย A4 จากประเทศญี่ปุ่น (Japanese A4 Wagyu Rib Eye)
  • สเต็กเนื้อสันนอกจากนิวยอร์ก (New York Strip Steak)
  • ดรายเอชเนื้อแกะจากประเทศออสเตรเลีย (Dry-aged Australian Lamb)

เคล็ดลับความอร่อยของเมนูย่างที่นี่คือการใช้ ไม้ยูคาลิปตัส เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมรมควันที่มีเอกลักษณ์และรสสัมผัสที่ลุ่มลึกให้กับเนื้อทุกชิ้น

ไม่จำกัดเครื่องเคียงและของหวาน

นอกจากจานหลักแล้ว ในส่วนของเซมิบุฟเฟต์นี้ คุณยังสามารถเลือกอร่อยกับเครื่องเคียงซิกเนเจอร์ได้แบบไม่จำกัด (Free Flow of Curated Sides) อาทิ แม็กแอนด์ชีส (Mac & Cheese) ผักโขมอบครีม (Creamed Spinach) และ ผักย่าง (Grilled Seasonal Vegetables)

Surf & Turf Semi Buffet Bull & Bear

ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์แบบด้วยของหวานสุดอลังการ ไม่ว่าจะเป็น วานิลลาและ สตรอว์เบอร์รี มิลล์เฟยล์ (Vanilla & Strawberry Mille-Feuille) หรือ ชีสเค้กบลูเบอร์รี (Blueberry Cheesecake)

ข้อมูลสำคัญสำหรับสายกินพรีเมียม

  • วันและเวลาให้บริการ: ทุกสุดสัปดาห์ (วันเสาร์และอาทิตย์) เวลา 12:00 น. – 15:00 น.
  • เริ่มเปิดตัว: วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568
  • ราคา:
    • สำหรับอาหารเท่านั้น: 3,450++ บาทต่อท่าน (4,060 บาท สุทธิ)
    • รวมแชมเปญ: 7,000++ บาทต่อท่าน (8,239 บาท สุทธิ) รวม Louis Roederer Champagne แบบไม่จำกัด
    • (ราคาไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
  • การสำรองที่นั่ง: เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและวิวสวยๆ แนะนำให้โทรสำรองที่นั่งล่วงหน้า 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bvlgari Holiday Season 2025 เรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งกรุงโรม
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Wrist Luck: รู้ไหมว่าแค่ “วัสดุ” ของนาฬิกาก็ส่งผลถึงดวงคุณได้? เติมเต็มโชคให้ข้อมือคุณ

บทกวีแห่งกาลเวลา Grand Seiko Elegance Collection และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลญี่ปุ่น

Grand Seiko Elegance GMT สองเรือนเวลาใหม่ ‘Snowdrop’ และ ‘Moondrop’ ถ่ายทอดความงดงามของฤดูกาลญี่ปุ่น

ถ้าพูดถึงตัวเลขบนหน้าปัดอาจเปรียบได้เหมือนกับบทกวีอันเงียบสงบที่เผยผ่านการเปลี่ยนผ่านอย่างอ่อนโยนของธรรมชาติ ภายใต้แรงบันดาลใจจากจังหวะอันละเมียดละไมของฤดูกาลในญี่ปุ่น Grand Seiko ได้รังสรรค์สองเรือนเวลาใหม่ล่าสุดในคอลเลกชัน Elegance เพื่อถ่ายทอดความงดงามของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ นาฬิกา GMT ระบบกลไกสองรุ่นนี้ ได้แก่ “Snowdrop” SBGM255 และ “Moondrop” SBGM257 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Grand Seiko ในด้านความเที่ยงตรง งานฝีมืออันประณีต และศิลปะแห่งการทำนาฬิกาแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

‘Snowdrop’ SBGM255: แสงสะท้อนของหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ

เริ่มที่เรือนแรก “Snowdrop” SBGM255 คือนาฬิกา GMT ระบบกลไกแบบคลาสสิกที่นำเสนอภาพของหิมะที่กำลังละลายใต้แสงแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อความหนาวเย็นของฤดูหนาวผ่านไป และความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หิมะที่ละลายจะก่อตัวเป็นหยดน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงแดดจ้า SBGM255 จับช่วงเวลาที่มีความหมายนี้ไว้บนหน้าปัด ด้วยลวดลายเกลียวเรขาคณิตอันทันสมัย หน้าปัดจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามมุมของแสงที่ตกกระทบ เลียนแบบการหักเหของแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิที่ส่องผ่านหิมะละลาย ลวดลายอันซับซ้อนนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความสง่างาม ยังเข้ากันอย่างลงตัวกับตัวเรือนที่ขัดเงาด้วยเทคนิค Zaratsu และกลไก GMT ความเที่ยงตรงสูง Caliber 9S66 กลไกนี้มีชื่อเสียงด้านความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความงดงาม สามารถแสดงเวลาสองไทม์โซนได้พร้อมกัน ด้วยเข็ม GMT สีน้ำเงินที่ได้จากการผ่านความร้อนที่อุณหภูมิสูงมาก ซึ่งมอบมิติที่ชัดเจนบนหน้าปัด การปรับตั้งเวลาท้องถิ่นก็เป็นไปอย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ เพียงแค่ดึงเม็ดมะยมออกมาอยู่ในตำแหน่งแรกเพื่อปรับทีละหนึ่งชั่วโมง และสามารถสำรองพลังงานได้นานประมาณสามวัน ตัวเรือนทรงกลมได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับจิตวิญญาณของ Grand Seiko เรือนแรกในปี 1960 ผสมผสานความสง่างามแบบคลาสสิกและความประณีตแบบร่วมสมัย ขาตัวเรือนเผยให้เห็นแนวลาดอันซับซ้อนที่กว้างขึ้นตรงปลาย เน้นย้ำพื้นผิวกระจกที่ปราศจากความบิดเบือนและเส้นสันอันละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นผลงานของการขัดเงาแบบ Zaratsu

‘Moondrop’ SBGM257: หยาดน้ำค้างใต้แสงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง

ในทางตรงกันข้าม รุ่น “Moondrop” SBGM257 นั้นถ่ายทอดความงามของหยาดน้ำค้างที่ส่องประกายภายใต้แสงจันทร์อันนุ่มนวลในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อแสงจันทร์อันนวลตาเติมเต็มท้องฟ้า หยดน้ำค้างจะสะท้อนแสงนั้นอย่างระยิบระยับ สำหรับรุ่น SBGM257 จะจับภาพความพิเศษนี้ผ่านหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่มีพื้นผิวละเอียดอ่อน เช่นเดียวกับ “Snowdrop” หน้าปัดลวดลายเกลียวเรขาคณิตแบบโมเดิร์นของ “Moondrop” ก็เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปตามมุมของแสง ชวนให้นึกถึงประกายของหยดน้ำค้างใต้แสงจันทร์ ลวดลายที่ละเอียดนี้สร้างโครงสร้างอันสง่างาม และเข้ากันได้ดีกับตัวเรือนขัดเงาด้วย Zaratsu และกลไก Caliber 9S66 GMT กลไก GMT ที่เที่ยงตรงและน่าเชื่อถือนี้ สามารถแสดงเวลาสองไทม์โซนได้พร้อมกัน โดยใช้เข็ม GMT สีทอง ที่สร้างความตัดกันอย่างโดดเด่นกับหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม ผู้สวมใส่ยังสามารถปรับเวลาท้องถิ่นได้ทีละหนึ่งชั่วโมงด้วยเม็ดมะยมในตำแหน่งแรก และมีพลังงานสำรองประมาณสามวัน ดีไซน์ตัวเรือนทรงกลมยังคงสะท้อนจิตวิญญาณของ Grand Seiko รุ่นแรกในปี 1960 ด้วยความสง่างามแบบคลาสสิกที่ผสานความประณีตสมัยใหม่ ขาตัวเรือนที่มีแนวลาดซับซ้อนซึ่งกว้างขึ้นตรงปลาย ช่วยเน้นพื้นผิวที่ขัดเงาแบบ Zaratsu จนปราศจากการบิดเบือน และเส้นสันที่ละเอียดอ่อน ความแวววาวของตัวเรือนที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือผู้มีทักษะ ได้เพิ่มความคมคายให้กับความงามแบบคลาสสิก ทำให้ทั้งสองรุ่นนี้มีดีไซน์ที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมด้วยความประณีต

สำหรับ Grand Seiko ที่ได้เปิดตัวนาฬิกา GMT ระบบกลไกสองรุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Elegance คือ SBGM255 “Snowdrop” และ SBGM257 “Moondrop” ซึ่งทั้งสองรุ่นล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลในญี่ปุ่น โดยที่ SBGM255 สื่อถึงแสงสะท้อนของหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่ SBGM257 นั้นสื่อถึงประกายของหยาดน้ำค้างใต้แสงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง ทั้งสองรุ่นใช้กลไก Caliber 9S66 GMT ที่สามารถแสดงเวลาสองไทม์โซนได้ มีพลังงานสำรองสามวัน และโดดเด่นด้วยหน้าปัดลวดลายเกลียวเรขาคณิตที่เล่นกับแสง ตัวเรือนทรงกลมถูกขัดเงาด้วยเทคนิค Zaratsu โดยมีดีไซน์ที่ยกย่องจิตวิญญาณของ Grand Seiko เรือนแรกในปี 1960

สิ่งที่ได้เห็นผ่านมุมมองส่วนตัว มองว่า Grand Seiko ได้ยกระดับการเล่าเรื่องผ่านนาฬิกาไปอีกขั้นด้วยการเชื่อมโยงงานฝีมือเชิงกลไกเข้ากับ ‘บทกวี’ แห่งธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง การที่แบรนด์ได้เลือกใช้ชื่อ “Snowdrop” และ “Moondrop” นั้นมีความละเอียดอ่อนและทรงพลังทางอารมณ์อย่างยิ่ง เพราะการออกแบบหน้าปัดลวดลายเกลียวเรขาคณิตที่เปลี่ยนไปตามมุมแสงไม่ใช่แค่ความสวยงามทางสุนทรีย์เท่านั้น แต่เป็นการจำลองปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ (การหักเหแสงของหิมะละลายหรือหยดน้ำค้าง) ให้เกิดขึ้นบนข้อมือได้อย่างมีชั้นเชิง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงปรัชญา “The Nature of Time” ของ Grand Seiko ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่มักถูกมองข้าม การผสมผสานระหว่างดีไซน์ตัวเรือนที่สง่างามแบบคลาสสิก (อ้างอิงถึงปี 1960) และเทคนิคการขัดเงา Zaratsu ที่ไร้ที่ติ ยืนยันถึงความสมบูรณ์แบบที่ Grand Seiko มอบให้ในทุกมิติ โดยรวมแล้ว นาฬิกาสองรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่เป็นงานศิลปะที่เฉลิมฉลองความงามอันละเอียดอ่อนและเป็นเอกลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลในญี่ปุ่นได้อย่างน่าประทับใจ

ข้อมูลทางเทคนิค (Grand Seiko Elegance GMT)

Grand Seiko Automatic Mechanical GMT ‘Snowdrop’ SBGM255

  • แรงบันดาลใจ: แสงสะท้อนของหิมะที่กำลังละลายภายใต้แสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ
  • เข็ม GMT: สีน้ำเงินจากการผ่านความร้อนที่อุณหภูมิสูง
  • ตัวเรือน: ทรงกลม ดีไซน์สะท้อนรุ่นแรกปี 1960 ขัดเงาด้วยเทคนิค Zaratsu
  • หน้าปัด: สีขาว/เงิน ลวดลายเกลียวเรขาคณิตโมเดิร์น
  • ฟังก์ชั่น: GMT (แสดงสองไทม์โซน) พร้อมฟังก์ชันปรับตั้งเวลาท้องถิ่นทีละหนึ่งชั่วโมง
  • กลไก: Caliber 9S66 GMT ระบบกลไกอัตโนมัติ สำรองพลังงานประมาณ 3 วัน

Grand Seiko Automatic Mechanical GMT ‘Moondrop’ SBGM257

  • เข็ม GMT: สีทอง
  • แรงบันดาลใจ: ความงามของหยาดน้ำค้างที่เปล่งประกายภายใต้แสงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง
  • ตัวเรือน: ทรงกลม ดีไซน์สะท้อนรุ่นแรกปี 1960 ขัดเงาด้วยเทคนิค Zaratsu
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินเข้ม มีพื้นผิวละเอียดอ่อน ลวดลายเกลียวเรขาคณิตโมเดิร์น
  • ฟังก์ชั่น: GMT (แสดงสองไทม์โซน) พร้อมฟังก์ชันปรับตั้งเวลาท้องถิ่นทีละหนึ่งชั่วโมง
  • กลไก: Caliber 9S66 GMT ระบบกลไกอัตโนมัติ สำรองพลังงานประมาณ 3 วัน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ประวัติโดยย่อของทูร์บิญอง (Tourbillon)
Citizen เผยโฉม Series8 880 GMT และ 890 รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น แรงบันดาลใจจากความงามของทิวทัศน์เมืองในญี่ปุ่น
จากแฟชั่นเฮาส์สู่ผู้สร้างสรรค์เวลา นิยามที่ถูกตีความใหม่ผ่านเส้นสาย แสง และเงาผ่านเรือนเวลา Hermès Cut

“La Quête” มหากาพย์แห่งการแสวงหาความเป็นเลิศ Vacheron Constantin Les Cabinotiers ซีรีส์ฉลอง 270 ปี

Les Cabinotiers “La Quête” เผยโฉม 6 เรือนเวลา Single-Piece Edition ฉลอง 270 ปีแห่งการแสวงหาความเป็นเลิศ

“La Quête” หรือ “การแสวงหา” คือชื่อที่ Vacheron Constantin ได้มอบให้กับซีรีส์นาฬิกา Les Cabinotiers แบบเรือนเดียวในโลก (Single-Piece Edition) ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 270 ปีของเมซง ซีรีส์นี้เป็นการอุทิศแด่การสำรวจทางดาราศาสตร์และมหากาพย์การเดินทางในตำนานโบราณ ซึ่งเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนระดับสูง (Grand Complication) เข้ากับหัตถศิลป์อันวิจิตร (Métiers d’Art) ของช่างฝีมือในเมซง แต่ละเรือนคือการบอกเล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ผ่านรายละเอียดที่บรรจงสร้างอย่างพิถีพิถัน

1. Les Cabinotiers The Labours of Heracles ภารกิจพิชิตเทพ

  • เรื่องราว: นาฬิกาชุดนี้ประกอบด้วย 4 เรือน (Single-piece edition) ที่อุทิศให้กับภารกิจ 12 ประการในตำนานของเฮราคลีส (Heracles) วีรบุรุษครึ่งเทพของกรีก-โรมัน ภารกิจเหล่านี้เป็นตัวแทนของการต่อสู้นิรันดร์และความมุมานะของมนุษย์
  • หัตถศิลป์และหน้าปัด: หน้าปัดไวท์โกลด์สองชั้นถูกเปลี่ยนให้เป็นผืนผ้าใบแห่งชีวิต ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานหัตถศิลป์สองแขนงคือ การลงยาแบบกรองด์ เฟอ (Grand Feu Enamel) และ การวาดภาพขนาดจิ๋ว (Miniature Painting) ควบคู่ไปกับ การแกะสลักด้วยมือ (Hand-engraving) โดยนาฬิกาได้นำเสนอสี่ภารกิจในตำนาน ได้แก่ ราชสีห์แห่งเนเมีย (Nemean Lion) งูไฮดราแห่งเลอร์นา (Lernaean Hydra) นกสติมฟาเลียน (Stymphalian Birds) และวัวแห่งครีต (Cretan Bull)
  • กลไกและการแสดงผล: นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Calibre 1120 AT ซึ่งมาพร้อมกับระบบแสดงเวลาแบบชั่วโมงจร (Satellite Hours) ที่ทำหน้าที่เป็นเข็มนาทีโดยการเลื่อนตำแหน่งไปตามสเกลนาทีที่ตายตัว ทำให้หน้าปัดเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับงานศิลปะ

2. Les Cabinotiers Celestia Astronomical Grand Complication ปรัชญาแห่งสุริยะและโลก

  • เรื่องราว: นาฬิกาแบบสองหน้าปัด (Double-sided) ที่มี 2 เรือนนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทฤษฎีดาราศาสตร์ที่สำคัญ Homage to Ptolemy ที่อุทิศให้กับทฤษฎีโลกเป็นศูนย์กลาง (Geocentrism) และ Homage to Copernicus ที่อุทิศให้กับทฤษฎีสุริยจักรวาล (Heliocentrism)
  • หัตถศิลป์และหน้าปัด: ความพิเศษอยู่ที่การแกะสลักด้วยมือแบบ Champlevé อย่างประณีต โดยเฉพาะรุ่น Homage to Ptolemy ที่แสดงภาพดาวเคราะห์โคจรรอบโลกในรูปแบบของแผนที่ท้องฟ้า ซึ่งขยายไปถึงตัวเรือนและหูสาย
  • กลไกและความซับซ้อน: ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Calibre 3600 ที่ประกอบด้วย 514 ชิ้นส่วน และมีความซับซ้อนทางดาราศาสตร์ถึง 23 กลไก กลไกนี้แสดงเวลา 3 รูปแบบพร้อมกันคือ เวลาพลเรือน เวลาสุริยะ และเวลาดาราคติ พร้อมด้วยความซับซ้อนหายากอย่าง มารีโอสโคป (Mareoscope) หรือมาตรวัดน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งคำนวณจากการจัดเรียงตัวของโลก-ดวงจันทร์-ดวงอาทิตย์

3. Les Cabinotiers Grande Complication Haute Joaillerie – Moon Dust บทกวีสู่ดวงจันทร์

  • เรื่องราว: นาฬิกาสองหน้าปัดเรือนนี้เปรียบเสมือนการนำเสนอการเดินทางเชิงกวีจากโลกสู่ดวงจันทร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่การสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์
  • กลไกและความซับซ้อน: ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Calibre 2755 GC16 ที่รวบรวม 16 กลไกซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นฟังก์ชันดาราศาสตร์และปฏิทิน โดยมีทูร์บิญอง เป็นตัวควบคุม และมีระบบ มินิทรีพีทเตอร์ (Minute Repeater) สำหรับตีระฆังบอกนาที ฟังก์ชันสำคัญรวมถึง ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) สมการเวลา (Equation of Time) เวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก แผนที่ดาวซีกโลกเหนือ ข้างขึ้นข้างแรม และอายุของดวงจันทร์
  • หัตถศิลป์: เป็นการรวมกันของ 3 หัตถศิลป์หลักคือ:
    • การประดับเพชร (Gem-setting): ใช้เทคนิค baguette setting บนขอบหน้าปัดและ snow setting บนขอบตัวเรือน
    • การแกะสลัก และการแกะลายกิโยเช่ (Guillochage): ลายกิโยเช่แบบแผ่รัศมีด้วยมือบนหน้าปัด PVD สีน้ำเงินเพื่อสื่อถึงความกว้างใหญ่ของจักรวาล

4. Les Cabinotiers Cosmica Duo Grand Complication สองจักรวาลที่ผสานกัน

  • เรื่องราว: นาฬิกาเรือนเดียวในโลก (Single-piece edition) ที่โดดเด่นอย่างยิ่งด้วยระบบกลับหน้าปัดได้ (Reversible Case) ด้านหนึ่งพาผู้สังเกตการณ์สู่ดวงดาว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเผยให้เห็นศิลปะการเคลื่อนไหวของกลไก
  • กลไกและความซับซ้อน: กลไกใหม่ Manufacture Calibre 2756-B1 ที่มาพร้อมกับชิ้นส่วน 1,003 ชิ้น และมีความซับซ้อนถึง 24 กลไก ส่วนใหญ่เป็นฟังก์ชันดาราศาสตร์ ประกอบด้วย มินิทรีพีทเตอร์ (Minute Repeater) และทูร์บิญอง ฟังก์ชันแสดงผลประกอบด้วย ปฏิทินถาวร แผนที่ดาว และเวลาที่สอง (Second Time Zone)
  • การออกแบบ: ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 47 มม. ที่มีการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมหูสายแบบข้อต่อที่สามารถถอดและยึดสายได้ทั้งสองด้านโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ หน้าปัดด้านหนึ่งเป็นสีน้ำเงินอัลตร้ามารีน พร้อมแผนที่ดาวบางเฉียบ (0.25 มม.) ส่วนอีกด้านหนึ่งเปิดเปลือยให้เห็นความงามเชิงกลไก

5. Les Cabinotiers Armillary Tourbillon – Myth of the Pleiades ตำนานแห่งหมู่ดาวลูกไก่

  • เรื่องราว: นาฬิกาโรสโกลด์เรือนเดียวในโลก (Single-piece edition) นี้ อุทิศให้กับตำนานกรีกของกลุ่มดาวลูกไก่ (Pleiades) ซึ่งเป็น “เจ็ดพี่น้อง” ที่กลายเป็นดวงดาวในกลุ่มดาววัว กลุ่มดาวนี้เคยเป็นจุดนำทางที่สำคัญของนักเดินเรือในสมัยโบราณ
  • กลไกและความซับซ้อน: ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Calibre 1990 ที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร 4 ฉบับ กลไกที่โดดเด่นคือ ทูร์บิญองแบบสองแกน (Bi-axial Armillary Tourbillon) ซึ่งถูกจัดแสดงอย่างสง่างามใต้โดมคริสตัลแซฟไฟร์ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา การแสดงเวลาใช้ระบบ เข็มย้อนกลับคู่ (Bi-retrograde) สำหรับชั่วโมงและนาที ซึ่งจะดีดกลับทันทีเมื่อถึงเที่ยงวันและเที่ยงคืน
  • หัตถศิลป์: ตัวเรือนได้รับการ แกะสลักด้วยมืออย่างเต็มรูปแบบ (ใช้เวลากว่า 450 ชั่วโมง) โดยช่างแกะสลักได้บรรจงสร้างภาพนูนต่ำ (bas-relief) บนด้านข้างตัวเรือน เล่าเรื่องราวของนายพรานโอไรออน (Orion) ไล่ตามกลุ่มดาวลูกไก่ และกลุ่มดาววัว (Taurus) นำทางอาร์โกนอต (Argonauts) พร้อมประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 10 เม็ดบนตัวเรือนเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มดาวลูกไก่

6. Les Cabinotiers Homage to Epic Warriors Minute Repeater วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

  • เรื่องราว: นาฬิกาชุดนี้ประกอบด้วย 4 เรือน (Single-piece edition) ที่ให้เกียรติและเชิดชูความสำเร็จและมรดกของสี่สุดยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่จากยุคสมัยและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ได้แก่ อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) แอนตาร์ (Antar) เจงกิสข่าน (Genghis Khan) และ ซาซากิ โมริสึนะ (Sasaki Moritsuna) นาฬิกาเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมซงในการแสวงหาความเป็นเลิศ ด้วยการเฉลิมฉลองความกล้าหาญ ความพากเพียร และมรดกอันสูงส่งที่วีรบุรุษเหล่านี้ได้ทิ้งไว้
  • หัตถศิลป์และหน้าปัด: หน้าปัดทองคำ 18K 2N Yellow Gold ผสมผสานงานหัตถศิลป์หายากสองแขนง:
    • การวาดภาพขนาดจิ๋วลงยาแบบกรองด์ เฟอ (Grand Feu Miniature Enamel): ภาพวาดของวีรบุรุษถูกรังสรรค์อย่างละเอียดบนหน้าปัด โดยใช้เทคนิคการเคลือบสลับสี 6-7 ชั้น และผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง (800-900°C) หลังการลงยาแต่ละชั้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 120 ชั่วโมงต่อหน้าปัด
    • การแกะสลักด้วยมือ (Hand-engraving): พื้นหลังหน้าปัดถูกแกะสลักด้วยมืออย่างประณีตด้วยผิวแบบด้านและแบบมันวาว เพื่อสื่อถึงภูมิทัศน์ที่นักรบได้ทำวีรกรรมสำคัญ นอกจากนี้ ตัวเรือนขนาด 41 มม. และหัวเข็มขัดยังถูกแกะสลักด้วยมืออย่างเต็มรูปแบบโดยใช้เทคนิค taille-douce (การแกะลายเส้น) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 160 ชั่วโมงต่อตัวเรือน
  • กลไกและการแสดงผล: นาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 1731 ซึ่งเป็นกลไก มินิทรีพีทเตอร์ (Minute Repeater) ที่บางเฉียบ (Ultra-thin) และผลิตโดยเมซงเอง กลไกนี้มีความหนาเพียง 3.9 มม. ประกอบด้วยชิ้นส่วน 265 ชิ้น และมีพลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง เสียงตีบอกเวลาของกลไกมินิทรีพีทเตอร์นี้ถูกเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณแห่งชัยชนะของนักรบที่ปรากฏบนหน้าปัด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ประวัติโดยย่อของทูร์บิญอง (Tourbillon)
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Arnold & Son Globetrotter 42 Steel เมื่อตำนานโครโนมิเตอร์ถูกสลักลงบนหน้าปัดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น

Bvlgari Holiday Season 2025 เรือนเวลาแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งกรุงโรม

0

Bvlgari Holiday Season 2025 พร้อมเรือนเวลา Serpenti, Octo, และ Bvlgari Bvlgari สัญลักษณ์แห่งความรักและนวัตกรรมภายใต้แสงดาวแห่งกรุงโรม

เทศกาลวันหยุดปี 2025 นี้ Bvlgari (บุลการี) แบรนด์เครื่องประดับและเรือนเวลาสัญชาติอิตาลีผู้เลื่องชื่อ ได้เปิดจักรวาลแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้คอนเซ็ปต์ “TOGETHER WE CELEBRATE” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากมนต์เสน่ห์และค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวของ “มหานครนิรันดร์” (Eternal City) อย่างกรุงโรม เพื่อตอกย้ำถึงความสุขของการเชื่อมโยงผู้คนอย่างแท้จริง ทั้งครอบครัว เพื่อน และคนรัก ซึ่งผลงานสร้างสรรค์ของ Bvlgari ในฤดูกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ของขวัญ แต่เป็นสัญลักษณ์อันเจิดจรัสของช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันความสุขและเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่ส่งผ่านในทุกการมอง

เรือนเวลาแห่งอารมณ์และนวัตกรรม

ในส่วนของคอลเลกชันเรือนเวลา นาฬิกาของ Bvlgari ถูกจัดวางให้เป็นศูนย์กลางของการมอบของขวัญอันเป็นอมตะ โดยสะท้อนถึงการผสมผสานงานฝีมืออิตาลี (Italian Glamour) เข้ากับความกล้าหาญในการออกแบบ ซึ่งความเจิดจรัสของงานออกแบบที่โดดเด่นทำให้เรือนเวลาเหล่านี้กลายเป็นของขวัญที่เหมาะสมที่สุดในการถ่ายทอดความรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยม สำหรับฤดูกาลแห่งการมอบของขวัญนี้ Bvlgari ได้เน้นย้ำถึงความเป็นที่สุดของสามคอลเลกชันนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ

Serpenti Seduttori Automatic (Ref. 104058): เรือนเวลาที่เปล่งประกายความเย้ายวน ความลึกลับ และความเย้ายวนร่วมสมัย โดดเด่นด้วยหัวนาฬิกาทรงหยดน้ำและสายนาฬิกาแบบหกเหลี่ยมที่ยืดหยุ่นได้เหมือนเกล็ดงู

สาย: สายนาฬิกาแบบพับได้ (Folding Buckle) ทำจากโรสโกลด์ 18 กะรัตและสเตนเลสสตีล

ตัวเรือน/หน้าปัด: ตัวเรือนขนาด 34 มม. สเตนเลสสตีลและ โรสโกลด์ 18 กะรัต ขอบตัวเรือนประดับเพชร 36 เม็ด หน้าปัดโอปาลีนสีขาว (White Opaline Dial) เม็ดมะยมโรสโกลด์ประดับทับทิมสีชมพูเจียระไนแบบคาโบชอง

กลไก: กลไกอัตโนมัติ In-House Calibre BVS 100 แสดงฟังก์ชันชั่วโมงและนาที พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง (แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมศิลปะอัญมณีเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกา)

Serpenti: นาฬิกาคอลเลกชันนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการกำเนิดใหม่และวงจรนิรันดร์ โดยในปีนี้มาพร้อมกับเรือนเวลาที่หรูหราและอ่อนโยนในรูปแบบของกำไลข้อมือ (Tubogas) Serpenti เป็นที่รู้จักจากดีไซน์ที่โอบรัดข้อมือได้อย่างนุ่มนวลและสง่างาม ด้วยรูปลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงูอันศักดิ์สิทธิ์และมีพลัง

BVLGARI BVLGARI Lady Watch (Ref. 103577) เป็นนาฬิกาสุภาพสตรีแบบควอตซ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bvlgari ที่มีตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงกลมขนาด 33 มม. โดดเด่นที่สุดด้วยขอบตัวเรือนที่ทำจาก โรสโกลด์ 18 กะรัต สลักโลโก้คู่ “BVLGARI BVLGARI” ตามแบบเหรียญโรมันโบราณ หน้าปัดสีเงินลายซันเรย์นั้นได้รับการเสริมความหรูหราด้วยการประดับ เพชรเจียระไนแบบ Brilliant-cut 12 เม็ด เป็นเครื่องหมายบอกเวลา พร้อมเม็ดมะยมที่ประดับด้วยทับทิมสีชมพูเจียระไนแบบคาโบชอง เรือนเวลานี้ใช้กลไกควอตซ์ และมาพร้อมสายสเตนเลสสตีล มีการกันน้ำที่ระดับ 30 เมตร และผลิตในสวิตเซอร์แลนด์

Octo: คอลเลกชันที่ผสานความกล้าหาญของสถาปัตยกรรมโรมันเข้ากับความประณีตของการผลิตนาฬิกาสวิส นาฬิกา Octo สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคและสุนทรียภาพที่ทันสมัย โดยเฉพาะรุ่น Octo Finissimo ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่บางที่สุดในโลก ได้รับการยกย่องในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม

Bvlgari Aluminium (Ref. 103445 และ 103722): นำเสนอแนวคิดนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ใช้วัสดุอะลูมิเนียมและไทเทเนียม โดยมีรุ่นพื้นฐาน (40 มม. วันที่) และรุ่นโครโนกราฟ (41 มม.) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติที่แม่นยำและกันน้ำได้ถึง 100 เมตร

Bvlgari ได้นำเสนอมุมมองที่ว่านาฬิกาเหล่านี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองศิลปะ การเชื่อมโยงทางอารมณ์ และความงดงามตามแบบฉบับอิตาลี โดยนาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชันวันหยุดนี้จึงเป็นตัวแทนของความรู้สึกอันอบอุ่นและประกายแสงที่สะท้อนจากค่ำคืนแห่งกรุงโรม เพื่อมอบให้แก่คนที่คุณรัก

สำหรับ Bvlgari Holiday Season 2025 ภายใต้ธีม “TOGETHER WE CELEBRATE” เน้นการนำเสนอเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์สามคอลเลกชัน ได้แก่ Serpenti (นาฬิกาทรงกำไลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงู สัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่) Octo (การผสมผสานสถาปัตยกรรมโรมันเข้ากับความแม่นยำของนาฬิกาสวิส รวมถึงรุ่น Finissimo ที่มีความบางเป็นพิเศษ) และ Bvlgari Bvlgari (รุ่นคลาสสิกที่มีโลโก้แกะสลักอันโดดเด่น ได้แรงบันดาลใจจากเหรียญโรมันโบราณ) ทุกเรือนเวลาถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองและของขวัญอันเป็นอมตะที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก

การที่ Bvlgari ใช้ธีมที่อิงกับมนต์เสน่ห์ของกรุงโรมและดวงดาว ในช่วงเทศกาลวันหยุดนั้นเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยยกระดับนาฬิกาให้เหนือกว่าสถานะของเครื่องบอกเวลาธรรมดา และกลายเป็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์และศิลปะโรมันที่สวมใส่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอลเลกชัน Serpenti และ Octo ซึ่งเป็นการแสดงออกถึง ความกล้าหาญทางศิลปะและนวัตกรรมที่ชัดเจน

การที่แบรนด์เน้นย้ำถึง Serpentine Tubogas ในฐานะสัญลักษณ์แห่งวงจรนิรันดร์ ยิ่งทำให้ของขวัญมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามูลค่าทางวัตถุ เป็นการมอบ “ความสัมพันธ์” และ “ช่วงเวลาอันเป็นนิรันดร์” ซึ่งสอดคล้องกับธีมการเฉลิมฉลองความเชื่อมโยงของผู้คนอย่างลงตัว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Arnold & Son Globetrotter 42 Steel เมื่อตำนานโครโนมิเตอร์ถูกสลักลงบนหน้าปัดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น
จากแฟชั่นเฮาส์สู่ผู้สร้างสรรค์เวลา นิยามที่ถูกตีความใหม่ผ่านเส้นสาย แสง และเงาผ่านเรือนเวลา Hermès Cut
เรื่องราวของกลไก BENU Power Reserve บทใหม่แห่งศิลปะช่างเยอรมันจาก Moritz Grossmann

ประวัติโดยย่อของทูร์บิญอง (Tourbillon)

ทูร์บิญองเคยเป็นของหายาก จนกระทั่ง ความสนใจในศาสตร์แห่งการสร้างนาฬิกาเชิงกล ได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดประกายให้มันได้ถือกำเนิดใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

WORDS: Suan Futt Yeo
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

ต้นกำเนิดของทูร์บิญอง

จากกลไกสลับซับซ้อนทั้งหมดที่คิดค้นโดย อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ (Abraham-Louis Breguet) อาจไม่มีสิ่งใดที่สะท้อนถึงความท้าทายทางด้านการสร้างนาฬิกา (horological challenges) ในยุคสมัยของเขาได้ดีเท่ากับ ทูร์บิญอง

เบรเกต์คิดค้นกลไกนี้ขึ้นราวปี ค.ศ. 1795 แม้ว่าสิทธิบัตรของอุปกรณ์ชิ้นนี้จะไม่ได้ถูกยื่นจนกระทั่งวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1800 โดยสิทธิบัตรของเขาระบุไว้ดังนี้:

“ด้วยนวัตกรรมนี้ ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในการยกเลิกความผิดปกติ (anomalies) ที่เกิดจากตำแหน่งที่แตกต่างกันของจุดศูนย์ถ่วง (centers of gravity) ของกลไกควบคุมเวลา (regulator movements) โดยผ่านการชดเชย (compensation) อีกทั้งยังสามารถกระจายแรงเสียดทาน (frictions) ไปบนทุกส่วนของวงรอบของเดือยหมุน (pivots) ของกลไกควบคุมเวลานี้ และรูที่เดือยหมุนเหล่านี้เคลื่อนที่อยู่ เพื่อให้การหล่อลื่นของพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานนั้นสม่ำเสมออยู่เสมอ แม้จะมีการเกาะตัวของน้ำมัน (oil coagulation) และสุดท้ายคือการยกเลิกสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมายของความคลาดเคลื่อนที่ส่งผลต่อความแม่นยำของการเคลื่อนที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถบรรลุผลได้จนถึงตอนนี้ด้วยการลองผิดลองถูกอย่างต่อเนื่อง และบ่อยครั้งก็ยังไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จ”

หลักการทำงานและการมุ่งเน้นความแม่นยำ

แม้ว่ากลไกนี้จะช่วยในการกระจายน้ำมันได้อย่างซับซ้อนขึ้น แต่โดยทั่วไปก็เห็นตรงกันว่า ทูร์บิญอง ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขผลกระทบที่มองไม่เห็นแต่ร้ายแรงของ แรงโน้มถ่วง ที่มีต่อความแม่นยำของนาฬิกาพก (pocket watch)

นาฬิกาพกอาจอยู่ในหลายตำแหน่งตลอดทั้งวัน แต่ในบรรดาตำแหน่งเหล่านี้ ตำแหน่งแนวตั้ง คือตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากนาฬิกาพกจะถูกเก็บในกระเป๋าเสื้อกั๊กในแนวตั้ง ซึ่งในตำแหน่งนี้ แรงโน้มถ่วงจะทำให้ลวดสปริงเส้นเล็ก (hairspring) เกิดการผิดรูป การประดิษฐ์ของเบรเกต์จึงมีเจตนาที่จะสร้างนาฬิกาที่ชุดกลไกจักรกรอก (escapement) และบาลานซ์ จะหมุนผ่านทุกตำแหน่งแนวตั้งที่เป็นไปได้ด้วยอัตราที่คงที่ เพื่อสร้างอัตราเฉลี่ยที่สม่ำเสมอสำหรับทุกตำแหน่งแนวตั้ง ซึ่งจากนั้นสามารถปรับได้อย่างง่ายดาย ชื่อ “ทูร์บิญอง” ในภาษาฝรั่งเศสนั้นมีความหมายตามตัวอักษรว่า “whirlwind” หรือภาษาไทยอาจแปลตรงตัวได้ “พายุหมุน” ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพให้กับลักษณะที่กลไกหมุนรอบแกนของตัวเอง

ความท้าทายและมาตรฐานแห่งความแม่นยำ

ในอดีต ทูร์บิญองถือเป็น สุดยอดแห่งความสามารถ ในการแสดงทักษะการสร้างนาฬิกา เนื่องจากต้องใช้ความแม่นยำสูงสุดในการผลิตและการปรับแต่ง ในการติดตั้งชุดกลไกจักรกรอกและบาลานซ์ทั้งหมดไว้ในกรงหมุนที่เพรียวบาง

ฌอง-ปิแอร์ มูซี (Jean-Pierre Musy) ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของ Patek Philippe กล่าวว่า:

“นาฬิกาเรียบง่ายที่มีความถี่ในการสั่นสูงและบาลานซ์ขนาดใหญ่สามารถแม่นยำกว่าทูร์บิญองส่วนใหญ่ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น หากคุณต้องการให้ทูร์บิญองมีความเที่ยงตรงตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ (chronometric) อย่างแท้จริง คุณต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับตั้งนาฬิกา สำหรับทูร์บิญองทุกเรือนที่ออกจาก Patek Philippe กระบวนการปรับตั้งใช้เวลาหลายเดือนในการสังเกตและการปรับจูนอย่างละเอียด ทูร์บิญองของเราทุกเรือนได้รับใบรับรอง COSC แต่ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานโครโนมิเตอร์ภายในที่สูงกว่านั้นไปอีก คุณ ฟิลิปป์ สเติร์น (Philippe Stern) [ประธานกิตติมศักดิ์ของ Patek Philippe] ต้องการให้เราบรรลุมาตรฐานของ COSC  นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากและอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการปรับตั้งนาฬิกา”

“นาฬิกาเรียบง่ายที่มีความถี่ในการสั่นสูงและบาลานซ์ขนาดใหญ่สามารถแม่นยำกว่าทูร์บิญองส่วนใหญ่ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น หากคุณต้องการให้ทูร์บิญองมีความเที่ยงตรงตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ (chronometric) อย่างแท้จริง คุณต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการปรับตั้งนาฬิกา” นี่คือคำกล่าวของ Jean-Pierre Musy, Patek Philippe’s technical director

ความท้าทายในยุคของเบรเกต์

หากการสร้าง ทูร์บิญอง ให้มีความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ผลิตยุคใหม่อย่าง Patek Philippe ซึ่งสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์เพื่อนำทางการตัดด้วยเครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูงถึงระดับไมครอน หรือดีกว่านั้นได้ ลองจินตนาการดูสิว่ามันยากเพียงใดในยุคของเบรเกต์ ที่การสร้างสรรค์ การตกแต่ง การประกอบ และการปรับตั้งชิ้นส่วนทั้งหมดต้องทำด้วยมือ

ยุคแรกเริ่มของทูร์บิญอง ค.ศ. 1800 จนถึงทศวรรษ 1990

นับตั้งแต่การประดิษฐ์ของเบรเกต์ ทูร์บิญองเป็นของหายากมาโดยตลอด จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ที่ความสนใจในศาสตร์แห่งการสร้างนาฬิกาเชิงกลได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดประกายให้ทูร์บิญองได้ถือกำเนิดใหม่ ก่อนทศวรรษที่ 90 ทูร์บิญอง ในนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือถูกสร้างโดยช่างทำนาฬิกาและบริษัทที่ต้องการสร้างความโดดเด่นทั้งในด้าน ความเที่ยงตรง (chronometric) และ ความเป็นเลิศทางศิลปะ (artistic excellence) ประเทศอังกฤษขาดแคลนทูร์บิญองจนกระทั่งสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 เมื่อบริษัทอย่าง Frodsham, Smith & Sons และ Dent ได้ผลิตทูร์บิญองขึ้น ซึ่งมักถูกส่งเข้าทดสอบความเที่ยงตรง (time trials) ที่หอดูดาวคิว (Kew Observatory)

Girard-Perregaux Tourbillon Three Gold Bridges, 1945

ทูร์บิญองที่โดดเด่นในอดีต

หนึ่งในทูร์บิญองแบบวินเทจที่น่าทึ่งที่สุด ซึ่งมีนาฬิกาข้อมือที่สืบทอดแบบแผนการผลิตและยังคงมีจำนวนจำกัดอยู่ในปัจจุบัน คือ Girard-Perregaux Tourbillon with Three Gold Bridges (ทูร์บิญองสามสะพานทองคำของ Girard-Perregaux) ดีไซน์สำหรับทูร์บิญองประเภทนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรโดยโรงงานผลิตแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1884

ทูร์บิญองเหล่านี้ผลิตให้กับ Girard-Perregaux โดย เออร์เนสต์ กีนองด์ (Ernest Guinand) ช่างทำนาฬิกาชาวสวิสที่เกิดในปี ค.ศ. 1810 ผู้ซึ่งสร้างทูร์บิญองให้กับ Girard-Perregaux ระหว่าง 20 ถึง 25 เรือน และยังสร้างทูร์บิญองคุณภาพเยี่ยมให้กับ Patek Philippe และผู้ผลิตรายอื่น ๆ ด้วย

นาฬิกาเหล่านี้เป็นตัวแทนของงานฝีมือชั้นดีที่สุดอย่างแท้จริง การจัดเรียงสะพานที่โดดเด่นผนวกกับกรง (cage) ขนาดเล็กที่ประณีตอย่างยิ่งซึ่งสร้างโดยกีนองด์ ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นโครโนมิเตอร์พกพาที่ทำงานได้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในปี ค.ศ. 1867 ทูร์บิญองของกีนองด์หมายเลข 1060 ถูกทดสอบที่เมืองเนอชาแตล (Neuchâtel) และแสดงอัตราความคลาดเคลื่อนสูงสุดในการเดินนาฬิกา (maximum gain on its rate) เพียง 0.15 วินาทีต่อวัน และความผิดพลาดจากอุณหภูมิ (temperature failure) ที่น่าทึ่งคือ ศูนย์วินาทีต่อองศาเซลเซียส

A Bahne Bonniksen 18K yellow gold watch with 52 ½-minute karrusel. Image: Bonhams

การเข้าสู่ยุคนาฬิกาข้อมือ (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2)

ทูร์บิญองดูเหมือนจะยังไม่ปรากฏตัวในนาฬิกาข้อมือจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองเล็กน้อย เมื่อมันเริ่มปรากฏขึ้นในจำนวนที่ น้อยมาก ในนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องบอกเวลาประสิทธิภาพสูงโดยพื้นฐาน

นาฬิกาข้อมือเรือนแรกน่าจะเป็นกลไกขนาด 13 1/4-ligne ที่สร้างโดย อองเดร บอร์นองด์ (Andre Bornand) ช่างทำนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญให้กับ Patek Philippe ในปี ค.ศ. 1945 ไม่กี่ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1948 ผู้ผลิตชาวฝรั่งเศสอย่าง Lip ได้สร้างนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองเพียงเรือนเดียว และประมาณปีเดียวกันนั้น Omega ก็ได้สร้างนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองในจำนวนจำกัดด้วย

Patek Philippe ยังได้ผลิตนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองในจำนวนที่จำกัดมากในช่วงทศวรรษ 1950s ซึ่งสร้างโดยบอร์นองด์ เชื่อกันว่ามีการสร้างขึ้นมา เพียงห้าเรือน เท่านั้น โดยไม่เพียงแต่มีบาลานซ์แบบ Guillaume แต่ยังมีกรง (cage) ที่น่าทึ่งซึ่งทำจากทองแดง-เบริลเลียม (bronze-beryllium) ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.018 กรัม นาฬิกาทุกเรือนได้รับคะแนน “ชั้นหนึ่ง” จากหอดูดาว (observatory ratings) และ สองเรือนได้รับรางวัลที่หนึ่ง ในการแข่งขันของหอดูดาวเจนีวา (Geneva Observatory competitions)

Movement no. 861,115 designed by the master watchmaker André Bornand

ทูร์บิญองได้รับแรงผลักดันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20

เช่นเดียวกับความสำเร็จด้านการผลิตนาฬิการะดับสูงอื่น ๆ การสร้าง ทูร์บิญอง ก็ซบเซาลงในช่วงที่นาฬิกาควอตซ์ (quartz watch) รุ่งเรืองขึ้น แต่ในปี ค.ศ. 1986 ได้มีนาฬิกาเรือนหนึ่งปรากฏขึ้น ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทูร์บิญองที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ จุดประกายความหลงใหลที่เคยสงบนิ่ง ให้กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง

นาฬิกาเรือนนี้ผลิตโดย Audemars Piguet เป็น ทูร์บิญองแบบขึ้นลานอัตโนมัติ (automatic tourbillon) เรือนแรก ที่เคยมีการผลิต นั่นคือ คาลิเบอร์ 2870 (Caliber 2870) ซึ่งทำลายสถิติสำหรับการทำให้กรง (cage) มีขนาดเล็กที่สุดที่เคยตั้งไว้โดย Fritz-André Robert-Charrue โดย กรงทูร์บิญองใน Cal. 2870 มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 7.2 มม. และกลไกทั้งหมดมีความสูงเพียง 2.5 มม. เท่านั้น

นวัตกรรมของ Caliber 2870

ตัวเรือนนาฬิกาเรือนนี้แท้จริงแล้วคือ แผ่นฐานด้านบน ของกลไก และเมื่อมองจากด้านหลัง จะสามารถมองเห็นเดือยหมุน (jewelled pivots) สำหรับชุดเกียร์ได้ กรงถูกสร้างจาก ไทเทเนียม (Titanium) ซึ่งเป็นนวัตกรรมแรกอีกอย่างหนึ่ง และสะพานหลัก (main bridge) ทำจากทองคำ นาฬิการุ่นนี้ยังคงเป็น ทูร์บิญองอัตโนมัติที่บางที่สุด ซึ่งทำได้โดยการใช้ตุ้มเหวี่ยงขนาดเล็กที่ไขลานผ่านกลไกการไขลาน และเป็นนาฬิกาที่มี กรงขนาดเล็กที่สุด จวบจนถึงปัจจุบัน

ดังที่ มาร์ติน เวห์รลี (Martin Wehrli) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Audemars Piguet ในขณะนั้นกล่าวไว้ว่า:

"แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่นาฬิกาที่มีความเที่ยงตรง (chronometric) หรือใช้งานได้ดีที่สุด แต่มันสามารถถูกพิจารณาได้ว่าเป็นหนึ่งใน จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ สำหรับยุคทูร์บิญองสมัยใหม่ และด้วยเหตุนี้ มันจึงมี ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่างยิ่งใหญ่"
รูปนี้คือ Audemars Piguet Tourbillon Calibre 2870 ปี 1986 ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบสำคัญของ Jacqueline Dimier เป็น ทูร์บิญองอัตโนมัติ (Selfwinding) ที่มีชื่อเสียงเรื่องความบางและการใช้เยลโลว์โกลด์ 18K ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Audemars Piguet Heritage Collection

การกลับมาของ Tourbillon with Three Gold Bridges

Girard-Perregaux ได้ผลิต Tourbillon with Three Gold Bridges ซ้ำเป็นครั้งแรกในรูปแบบนาฬิกาพกเมื่อปี ค.ศ. 1981 จากนั้นโรงงานผลิตแห่งนี้ได้ก้าวไปอีกขั้น โดยลดขนาดของกลไกให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่เหมาะสมสำหรับนาฬิกาข้อมือ และหลังจากกระบวนการพัฒนาที่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก พวกเขาก็สามารถเปิดตัว Tourbillon with Three Gold Bridges รุ่นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกในปี ค.ศ. 1991 ซึ่งหลายคนรู้สึกว่าในรูปแบบต่าง ๆ ของนาฬิการุ่นนี้ยังคงไม่มีใครเทียบได้ในด้านความงามบริสุทธิ์ ในปี ค.ศ. 1999 ได้มีการเปิดตัว คาลิเบอร์ 9600 ซึ่งเป็นรุ่นอัตโนมัติที่มาพร้อมกับไมโครโรเตอร์ (micro-rotor) ที่งดงามหมุนอยู่เหนือตลับลาน (barrel)

ความนิยมในกลไกที่มองเห็นได้

ผู้ผลิตสมัยใหม่รายอื่น ๆ ก็เริ่มศึกษาและนำทูร์บิญองกลับมาใช้ใหม่ด้วยเช่นกัน ในฐานะกลไกสลับซับซ้อน มันมีความสวยงามตระการตา ใครเล่าจะต้านทานความสนใจในจังหวะการหมุนอันสะกดใจของกรงที่หมุนอยู่ตลอดเวลาและการเต้นรำของบาลานซ์ที่อ่อนช้อยได้?

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่ทูร์บิญองในรูปแบบนาฬิกาพกถูกจัดวางไว้ที่ด้านหลังของนาฬิกาส่วนใหญ่กลับถูกสร้างโดยจัดวางทูร์บิญองให้มองเห็นได้จากด้านหน้าปัด โดยเริ่มต้นจากนาฬิกาของ Audemars Piguet ซึ่งเป็นการประกาศอย่างชาญฉลาดที่ยอมรับถึงเสน่ห์ของรูปลักษณ์ที่เคลื่อนไหวของกลไกนี้

Constant Girard’s La Esmeralda Tourbillon with Three Gold Bridges

การกลับมาของผู้เล่นหลักในยุคสมัยใหม่ (ปรับปรุง)

Franck Muller ซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์นาฬิกาจอมแหกคอก (Horological enfant terrible) ได้เปิดตัวทูร์บิญองที่จดสิทธิบัตรของตนเองในปี ค.ศ. 1995 ในขณะที่ Patek Philippe ซึ่งทูร์บิญองของพวกเขาเคยได้รับรางวัลมากมายจากหอดูดาวในทศวรรษก่อนหน้า ได้เปิดตัวทูร์บิญองที่มีพลังงานสำรอง 10 วัน (10-day power reserve tourbillon) ในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งถือเป็นทายาทที่คู่ควรของโครโนมิเตอร์ Patek ในอดีต และแน่นอน Breguet ซึ่งชื่อของพวกเขามีความหมายเหมือนกับทูร์บิญอง ก็ได้กลับมาทวงบัลลังก์ในฐานะ ราชาแห่งทูร์บิญอง ในยุคสมัยใหม่ (วัดจากจำนวนการผลิต)

บทความนี้คัดลอกมาจากบทความของ Yeo Suan Futt ในคลังข้อมูลของ REVOLUTION เรื่องราวฉบับก่อนหน้าได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2016

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Arnold & Son Globetrotter 42 Steel เมื่อตำนานโครโนมิเตอร์ถูกสลักลงบนหน้าปัดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น
จากแฟชั่นเฮาส์สู่ผู้สร้างสรรค์เวลา นิยามที่ถูกตีความใหม่ผ่านเส้นสาย แสง และเงาผ่านเรือนเวลา Hermès Cut
เรื่องราวของกลไก BENU Power Reserve บทใหม่แห่งศิลปะช่างเยอรมันจาก Moritz Grossmann

Bell & Ross BR-03 GMT COMPASS เรื่องราวของเครื่องมือนำทางบนข้อมือ

BR-03 GMT Compass คือเครื่องมือสำหรับการเดินทางที่แท้จริง ผสานดีไซน์เข็มทิศเข้ากับฟังก์ชัน GMT

Bell & Ross เป็นแบรนด์นาฬิกาที่ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลในศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและการบิน โดย Carlos-A. Rosillo และ Bruno Belamich ในปี 1994 ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมแบบฝรั่งเศส-สวิส แบรนด์ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2005 ด้วยการเปิดตัวรุ่น BR 01 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องวัดในห้องนักบินของเครื่องบิน ก่อให้เกิดเอกลักษณ์ทางสายตาที่โดดเด่นคือรูปทรง “วงกลมในสี่เหลี่ยม” (Circle within a Square) นาฬิกาตระกูล BR-03 ที่เปิดตัวในปี 2006 ได้สืบทอดพันธกิจนี้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือการแปรเปลี่ยน ‘เครื่องมือวัด’ จากห้องนักบิน มาสู่ข้อมือของผู้สวมใส่ ด้วยความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับรุ่น BR-03 GMT Compass ล่าสุดนี้ Bell & Ross ได้กลับไปสู่โลกของเครื่องมือนำทางที่เคยเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เข็มทิศ ซึ่งมีต้นกำเนิดย้อนกลับไปถึงจีนเมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการนำทางทั้งทางทะเล บนบก และในอากาศ นาฬิการุ่นนี้จึงเป็นการผสมผสานดีไซน์ที่คุ้นเคยของเข็มทิศเข้ากับฟังก์ชัน GMT ที่ใช้ได้จริง

ตัวเรือน BR-03 GMT Compass ยังคงเอกลักษณ์ทรงสี่เหลี่ยมขนาด 42 มม. ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของ Bell & Ross พร้อมสกรูสี่ตัวที่มุมทั้งสี่ที่ชวนให้นึกถึงเครื่องมือในห้องนักบิน บนหน้าปัดได้มีการผนวกเอาสเกลเข็มทิศ (Cardinal Points) ไว้บนขอบหน้าปัดภายใน (Flange) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟังก์ชัน GMT ที่เพิ่มเข้ามา ทำให้สามารถอ่านเวลาได้สองไทม์โซนพร้อมกัน โดยมีขอบตัวเรือนอะลูมิเนียมชุบอโนไดซ์สองสี (น้ำเงินสำหรับกลางวันและดำสำหรับกลางคืน) พร้อมสเกล 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเสริมความสามารถในการบอกเวลาที่สอง

สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษคือการทำงานในฐานะ เข็มทิศ ที่ใช้งานได้จริง โดยเข็ม GMT สีแดง/ขาว มีรูปทรงคล้ายเข็มทิศแม่เหล็กแบบดั้งเดิม ในวันที่แดดจ้า ผู้สวมใส่สามารถใช้นาฬิกาเพื่อกำหนดทิศทางโดยใช้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ได้ง่ายๆ ด้วยการตั้งเข็ม GMT ให้ตรงกับเวลาสุริยะ จากนั้นชี้เข็มสีแดงไปยังดวงอาทิตย์ ก็จะสามารถอ่านทิศทางบนสเกลของหน้าปัดได้ ทำให้ BR-03 GMT Compass เป็นนาฬิกาที่ช่วยนำทางคุณได้ทั้งในมิติของเวลาและพื้นที่

นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก BR-CAL.303 แบบกลไกอัตโนมัติ ให้พลังงานสำรอง 54 ชั่วโมง มีคุณสมบัติกันน้ำได้ลึก 100 เมตร และเพื่อตอกย้ำถึงความพิเศษเฉพาะตัว BR-03 GMT Compass จึงถูกผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนเท่านั้น 

ข้อมูลทางเทคนิค
BR-03 GMT COMPASS (รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือน )
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงาและขัดด้าน ขนาดกว้าง 42 มม. หนา 12.3 มม.
  • หน้าปัด: สีดำ พร้อมสเกลเข็มทิศและสเกลนาทีบนขอบหน้าปัด เข็มชั่วโมงและนาทีสีดำเคลือบ Super-LumiNova® X1 สีขาวเรืองแสงสีเขียว เข็ม GMT สองสี (แดง/ขาว) รูปทรงลูกศรคู่
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาทีกลาง วันที่ และเวลาโซนที่สองแบบ 24 ชั่วโมง (GMT) สามารถตั้งค่าเข็ม GMT ได้อย่างรวดเร็วโดยอิสระจากเข็มชั่วโมง มีฟังก์ชันเข็มทิศนำทางด้วยดวงอาทิตย์
  • กลไก: Calibre BR-CAL.303 กลไกจักรกลอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 54 ชั่วโมง
  • สาย: ยางสีดำ และผ้าสังเคราะห์สีดำทนทานพิเศษ หัวเข็มขัดแบบหัวหมุดทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงาและขัดด้าน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Arnold & Son Globetrotter 42 Steel เมื่อตำนานโครโนมิเตอร์ถูกสลักลงบนหน้าปัดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น
จากแฟชั่นเฮาส์สู่ผู้สร้างสรรค์เวลา นิยามที่ถูกตีความใหม่ผ่านเส้นสาย แสง และเงาผ่านเรือนเวลา Hermès Cut
เรื่องราวของกลไก BENU Power Reserve บทใหม่แห่งศิลปะช่างเยอรมันจาก Moritz Grossmann

นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ

ไม่ใช่แค่การตลาดแต่นาฬิกาที่ตัวละครสวมใส่ในภาพยนตร์มีบทบาทมากกว่านั้น

“หรูไปไม่มีหรอก ทำตัวให้สมกับนาฬิกาที่ใส่ซะ”

ซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ – Netflix

เชื่อว่าหลายคนที่ได้ดู  ‘สงครามส่งด่วน’ ออริจินัลซีรีส์ของ Netflix คงจะรู้สึกกับ
ประโยคที่ตัวละคร คณิน เจ้าสัวใหญ่พูดกับสันติ พระเอก
ของเรื่องได้ จนเราอยากจะยกให้เป็นวรรคทองของเรื่องนี้ไปเลย แม้ว่าแก่นหลักของเรื่องจะเป็นเรื่องของการแข่งกันกันทางธุรกิจและการชิงไหวชิงพริบ แต่นาฬิกาที่ตัวละครแต่ละตัวสวมใส่ก็เป็นองค์ประกอบของเรื่องที่สะท้อนตัวตน โดยเฉพาะในกรณีของพระเอก ที่นาฬิกาตัวแทนของความแค้นที่กลายมาเป็นแรงผลักดันในการสร้างตัวด้วย ต้องบอกว่านี่เป็นผลงานที่สามารถนำเอานาฬิกามาผูกโยงเข้ากับเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ และไม่ได้ดูยัดเยียดใดๆ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีนาฬิกามากมายที่ได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ไม่ว่าจะถูกเลือกเพื่อเสริมบุคลิกของตัวละคร หรือนโยบายทางการตลาดของแบรนด์ในการสปอนเซอร์ก็ดี แน่นอนว่าการที่ตัวละครได้สวมใส่ในจอ (แม้จะเห็นเพียงน้อยนิด) ก็ทำให้แฟนๆ รู้สึกตื่นเต้นจนต้องตามหา  นับตั้งแต่นาฬิกา TAG Heuer Monaco ของ Steve McQueen ในเรื่อง Le Mans (1971), นาฬิกา Rolex Datejust ของ Christian Bale ใน American Psycho (2000) ไปจนถึง 
Casio CA53W บนข้อมือของ Marty McFly (Michael J. Fox) ใน Back to the Future (1985), Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Perpetual ใน Doctor Strange (2016)  และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้อย่างบรรดา Omega Seamaster รุ่นต่างๆ ที่สวมใส่โดยเหล่าผู้สวมบทสายลับ 007 แทบจะทุกภาค 

“ภาพยนตร์คือความฝัน ไม่มีศิลปะใดจะเข้าสู่จิตสำนึกของเราได้เหมือนที่ภาพยนตร์ทำ มันทะลุทะลวงความรู้สึก ลึกลงไปในห้องมืด
แห่งจิตวิญญาณของเรา”

อิงมาร์ เบิร์กแมน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสวีเดนได้กล่าวไว้

แต่นอกเหนือไปจากการที่ภาพยนตร์เป็นศิลปะอันทรงคุณค่าในตัวมันเองแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะว่าภาพยนตร์หรือโลกมายานี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้ชม และทำให้แบรนด์ต่างๆ แทรกซึมเข้าสู่จิตใจของผู้ชมได้อย่างแนบเนียน หากเทียบกับคอนเทนต์ ‘ใครใส่อะไร’ ที่มักเกิดขึ้นตามงานเรดคาร์เพ็ต งานประกาศรางวัล หรืองานเปิดตัวภาพยนตร์ การได้รู้ว่าดาราซึ่งสวมบทตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ สวมเครื่องประดับอะไรเข้าฉากเป็นการสร้างภาพให้คนจดจำไปได้นานแสนนานยิ่งกว่า หรือไม่ก็เป็นที่กล่าวขวัญจนดังกระหึ่ม 
กลายเป็นเทรนด์ หรืออาจจะถึงขั้นนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เพราะภาพยนตร์คือศิลปะของการบอกเล่าเรื่องราว และสิ่งสำคัญก็คือการบอกเล่าให้สมจริง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์แฟนตาซี ซูเปอร์ฮีโร่พีเรียด หรือรอมคอมก็ตาม ความสมจริงของตัวละครจะถูกนิยามจากวิธีการพูดจา การกระทำ การแสดงออก ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิต ไม่แปลกที่การใส่โปรดักต์เข้าไปในฉาก หรือ product placement จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งนอกจากเสื้อผ้าที่มักได้รับความสนใจเป็นพิเศษแล้ว ช่วงหลังมานี้บรรดาเครื่องประดับได้เข้ามามีบทบาทและช่วยเสริม
คาแรกเตอร์ให้ยิ่งสมจริง

การได้นาฬิกาที่เข้ากับเรื่องราวมาเข้าฉากด้วยจึงเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราวสมจริง ทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างนิยามตัวละคร อย่างภาพยนตร์เรื่อง Apollo 13 ที่ก็ต้องคู่กับมูนวอทช์ของ Omega ที่นักบินอวกาศสวมใส่ไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วจริง อย่างในกรณีของนาฬิกาที่ดูล้ำอนาคตของ Urwerk ซึ่งทางแบรนด์เล่าว่า โรเบิร์ต ดาวนีย์ 
จูเนียร์ นักแสดงผู้สวมบท Iron Man และหลงใหลนาฬิกาล้ำๆ เป็นทุนเดิม ถึงขนาดให้สตูดิโอส่งอีเมลมาถึงแบรนด์ เพื่อติดต่อว่าอยากสวมใส่นาฬิกา URWERK UR-110 RG เข้าฉากในเรื่อง Spider-Man: Homecoming ซึ่งมันช่วยเสริมคาแรกเตอร์ของเจ้าพ่อเทคโนโลยีของสตาร์กได้ดีสุดๆ 

แอน รอธ ผู้ดูแลคอสตูมของภาพยนตร์เรื่อง Julie & Julia เล่าว่า “ฉันสามารถใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อเลือกนาฬิกาที่เหมาะที่สุด โดยเลือกจากคาแรกเตอร์ อย่างตอนราล์ฟ ไฟนส์แสดงเรื่อง The English Patient เขาเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮังกาเรียนในยุค 1920s และเดินทางไปทั่ว ฉันอยากได้นาฬิกาวินเทจที่ผู้ชายใส่ได้ จนไปเจอที่ร้านของเก่าในลอนดอน และขอให้ช่างนาฬิกาผลิตเพิ่มอีกเรือนหนึ่ง” อันที่จริงการผลิตขึ้นมาใหม่ให้ดูสมจริงนั้นไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในเมื่อหาของที่เหมาะสมไม่ได้ก็จำต้องสร้างขึ้นมา นั่นแสดงให้เห็นถึงความจริงจังขั้นสุดของการสร้างคาแรกเตอร​์ 

เช่นเดียวกับเรื่อง Darkest Hour (2017) ภาพยนตร์ที่เล่าถึงเรื่องราวของเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล  นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง นาฬิกาที่เข้าฉากเป็นนาฬิกาพกของ Breguet รุ่น No. 765 ซึ่ง
จำลองมาจากนาฬิกาจริงๆ 
ของ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งขณะนี้ได้รับการเก็บรักษาอย่างดีในห้องจัดแสดง Churchill War Rooms อันเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ Imperial War Museums

ในสมัยก่อนเราอาจจะเคยได้ยินเรื่องที่ดาราสวมใส่เครื่องประดับของตัวเองเข้าฉาก อย่างเช่น รูดอล์ฟ วาเลนติโน ซึ่งรับบทชีคในเรื่อง Son of the Sheik (1926) ทั้งที่แต่งตัวเป็นชาวอาหรับ แต่เขากลับสวมนาฬิกาคาร์เทียร์ แทงก์ไว้บนข้อมือโดยไม่ยอมถอด การที่ดาราดังเลือกสวมนาฬิกาสักเรือนเข้าฉากเองกลายเป็นการโปรโมตแบรนด์อย่างประเมินค่าไม่ได้ แต่ปัจจุบัน เราได้เห็นการที่สตูดิโอภาพยนตร์ทำงานร่วมกับแบรนด์นาฬิกาอย่างจริงจังผ่านการสปอนเซอร์และแนวคิดทางการตลาด  แน่นอนว่านั่นคือโอกาสทองของแบรนด์ อย่างภาพยนตร์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่าง F1® The Movie ที่ทำเงิน
ถล่มทลาย ทำให้นาฬิกา IWC Schaffhausen เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชายที่รักการแข่งรถ และมักเป็นคอนาฬิกาอยู่แล้ว แถมทางแบรนด์ยังทำงานร่วมกับหนึ่งในทีม F1 อย่าง Mercedes-AMG PETRONAS Formula One™ อยู่ก่อนแล้ว 

แบรด พิตต์ สวมนาฬิกา IWC ที่เขาคัสตอมเมดเข้าฉากใน F1® The Movie

“มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่เราเลือกจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมันไม่เข้ากับตัวตนของแบรนด์ หรือไม่ก็ธรรมดาเกินไป ผมชอบภาพยนตร์ที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งในแง่วิศวกรรมและการ
เล่าเรื่อง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเรา สำหรับ F1 ทีมงานโปรดักชันได้ร่วมกับ Sony พัฒนากล้องรุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยหากไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้และ Top Gun มาก่อน และที่ให้นักแสดงได้ขับรถจริงๆ บนสนามแข่งจริงๆ … นี่แหละคือวิศวกรรม จินตนาการ 
มันคือสิ่งที่มีส่วนช่วยยกระดับการสร้างภาพยนตร์ และเป็นสิ่งที่ทั้งผมและ IWC ให้ความสนใจอย่างแท้จริง”

Chris Grainger-Herr ซีอีโอของแบรนด์กล่าว 

แน่นอนว่าเมื่อใส่โปรดักต์ในฉากได้ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา เวทมนตร์ผ่านจอจะทรงพลังยิ่งกว่าเป็นทวีคูณ 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ใน:

Wrist Check: ส่องนาฬิกานักแข่ง F1 ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ Marina Bay

IWC Portugieser Annual Calendar (IW503501) เมื่อความแม่นยำกลายเป็นเครื่องรางแห่งชัยชนะของจอร์จ รัสเซลล์
  
Wrist Check: ส่องลุค Jonathan Bailey กับ OMEGA Railmaster เมื่อความสง่างามแห่งเวลาโคจรพบไดโนเสาร์ใน Jurassic World Rebirth

Grand Seiko Spring Drive U.F.A. Violet Dawn ความสมบูรณ์แบบของเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่งอรุณน้ำค้างแข็ง

Grand Seiko รุ่น SLGB005 นำกลไก Spring Drive U.F.A. มาบรรจุในตัวเรือนสตีล พร้อมหน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่งอรุณฤดูหนาวที่สดใส

เมื่อต้นปีนี้ Grand Seiko เปิดตัวความมหัศจรรย์ทางเทคนิคล่าสุด หนึ่งในความสำเร็จด้านกลไกที่ต่อเนื่องและโดดเด่นกับ Spring Drive U.F.A. นาฬิกาที่ใช้สปริงหลักซึ่งมีความแม่นยำสูงสุด โดยมีค่าคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาทีต่อปี กลไกใหม่รุ่น 9RB2 นี้คือหัวใจสำคัญของนาฬิการุ่น SLGB005 นาฬิกาแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความงดงามลี้ลับของรุ่งอรุณที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง

เราจะพูดถึงหน้าปัดที่โดนแสงรุ่งอรุณกันในอีกสักครู่ เพราะมันเด่นสะดุดตามาก แต่ก่อนอื่นมีรายละเอียดอื่นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เริ่มจากกลไกกันก่อน หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไก Spring Drive เจเนอเรชันใหม่ที่ทุกคนรอคอย ขนาดที่เล็กลงและบางลงทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น และความแม่นยำเรียกได้ว่าน่าทึ่งสุด ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลไกควอตซ์ 9F ของ Grand Seiko ที่มีความแม่นยำเพียง ±10 วินาทีต่อปี แม้ว่าคุณอาจไม่สนใจเรื่องความเที่ยงตรงของนาฬิกา ก็ยากที่จะมองข้ามเข็มวินาทีที่เคลื่อนอย่างลื่นไหลได้เลย

“อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญคือเรื่องตัวเรือนและสายนาฬิกา ในฐานะส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Evolution 9 รูปทรงและการออกแบบด้านสรีรศาสตร์ของตัวเรือนควรคุ้นเคยดีสำหรับแฟน ๆ Grand Seiko แต่สิ่งที่โดดเด่นจริง ๆ คือวัสดุ รุ่น Spring Drive U.F.A. เปิดตัวครั้งแรกโดยใช้ไทเทเนียมและแพลทินัม ขณะที่รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันนี้ใช้สตีล Ever-Brilliant วัสดุนี้ให้ความต้านทานการกัดกร่อนสูงกว่าและมีสีสว่างกว่าสตีลทั่วไปที่ใช้ในการผลิตนาฬิกา ช่วยยกระดับความสามารถในการขัดแต่งตัวเรือนที่โด่งดังของ Grand Seiko วัสดุตัวเรือนนี้ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่เย็นเฉียบแบบน้ำค้างแข็งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของ SLGB005 อีกด้วย

เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจของ Grand Seiko เกี่ยวกับหน้าปัดน้ำค้างแข็งอธิบายไว้ว่า ทางตะวันออกของ Shinsu Watch Studio มีพื้นที่สูง Kirigamine Highlands ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามและเหมาะกับการถ่ายภาพเป็นพิเศษ ในฤดูหนาว เมื่อไม้ถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งและหิมะ น้ำค้างจะจับแสงแรกของรุ่งอรุณ ทำให้ภูมิทัศน์เปล่งประกายด้วยแสงสีม่วง อาจฟังดูเกินจริงแบบการตลาด แต่เมื่อคุณลองค้นข้อมูล โดยพิมพ์คำว่า ‘Kirigamine Highlands at Dawn’ ลงใน Google ผลลัพธ์ก็คือภาพวิวทิวทัศน์ที่งดงามมาก และมีโทนสีม่วงอย่างชัดเจน Grand Seiko จึงใช้พื้นผิวหน้าปัดแบบเดียวกันในรุ่น U.F.A. ก่อนหน้า โดยมีโครงสร้างผลึกคล้ายไอซ์แบบยอดแหลม และให้โทนสีม่วงไล่ระดับอย่างละเอียด ซึ่งช่วยเพิ่มความดราม่าให้หน้าปัดมีมิติ และสร้างฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับเข็มวินาทีที่เคลื่อนอย่างลื่นไหล

สำหรับเรือนเวลา SLGB005 นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นของ Grand Seiko ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นไม่เพียงต่อความสมบูรณ์แบบทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนไปถึงปรัชญา ‘ธรรมชาติแห่งเวลา’ ของแบรนด์ด้วย รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,300 เรือน และจะวางจำหน่ายตั้งแต่พฤศจิกายน 2025

ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Seiko Evolution 9 Spring Drive U.F.A. SLGB005
  • ตัวเรือน: Ever-Brilliant steel ขนาด 37 x 11.4 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • กลไก: Caliber 9RB2, Spring Drive อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ สำรองพลังงาน
  • หน้าปัด: สีม่วง
  • สาย: สายสตีล Ever-Brilliant พร้อมบานพับสามทบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Grand Seiko SLGH027 Mountainscape
Grand Seiko นำเสนอนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่น SBGJ283 ที่ผลิตให้กับตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ
Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A นาฬิกากลไกที่ขับเคลื่อนด้วยเมนสปริงที่แม่นยำที่สุดในโลก

Citizen เผยโฉม Series8 880 GMT และ 890 รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น แรงบันดาลใจจากความงามของทิวทัศน์เมืองในญี่ปุ่น

Citizen เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ในไลน์ Premier ที่ผสมผสานเสน่ห์แห่งเมืองญี่ปุ่นเข้ากับความแข็งแกร่งของดีไซน์ พร้อมลุยไปได้ทั่วทุกมุมโลก

คอลเลกชันหรู Citizen Premier ต้อนรับสามสมาชิกใหม่ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ หนึ่งรุ่น Series8 คือ 880 GMT และอีกสองรุ่น Series8 890 ที่เข้ามาเสริมทัพไลน์อัปนาฬิกาจักรกลสุดประณีต เพื่อเชิดชูศิลปะแห่งงานฝีมือและจิตวิญญาณของช่างญี่ปุ่น รวมถึงสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เกิดผลงานเหล่านี้ขึ้นมา

Citizen Premier Series8
Series8 880 GMT, reference NB6035-55H

แรงบันดาลใจของนาฬิกาใหม่เหล่านี้มาจาก มรดกทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และการออกแบบของญี่ปุ่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนระหว่างแสงและเงาบนเส้นสายของอาคารในเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น เมืองที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งก้าวล้ำและล้ำสมัยที่สุดในโลก และด้วยเหตุนี้เอง หนึ่งในนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดจึงมาพร้อมกลไกที่ถือเป็นหนึ่งใน “ภาวะแห่งเมือง” ที่ซับซ้อนและหรูหราที่สุดในวงการนาฬิกา

ในหมู่นักสะสมนาฬิกาตัวจริง มีความเห็นร่วมกันอยู่ว่า หนึ่งในสไตล์นาฬิกาที่หายากและยังมีไม่เพียงพอในตลาด ก็คือ True (หรือ Traveller) GMT ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็น Citizen หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ยังคงตอบโจทย์ความต้องการนี้อย่างต่อเนื่อง

Citizen Premier Series8
มุมมองของกลไก Caliber 9054 จากฝาหลังกระจกแซฟไฟร์

นาฬิกา GMT ไม่ใช่ของหายากในวงการแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ กลไกสุดหรูที่สามารถบอกเวลาได้สองโซนนี้ ถือเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่พบได้บ่อยที่สุดในนาฬิกาจักรกลสมัยใหม่ หลังจากที่ช่างนาฬิกาเพิ่มฟังก์ชันวันที่แล้ว ขั้นต่อไปที่มักจะมุ่งไปก็คือการเพิ่มเขตเวลาอีกหนึ่งโซน แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ กลไกของโซนเวลาที่สองนี้ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใครมากที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว GMT เชิงกล (Mechanical GMT) จะถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ๆ ได้แก่ “Caller” หรือ “Office” GMT และ “Traveller” หรือ “True” GMT ความแตกต่างอยู่ที่ว่า “เข็มใด” ระหว่าง เข็ม GMT แบบ 24 ชั่วโมง หรือ เข็มชั่วโมงหลัก ที่สามารถปรับแยกได้อย่างอิสระจากชุดเข็มบอกเวลาอื่น ๆ

สำหรับ Caller GMT ชื่อที่ได้มาจากการใช้งานของคนที่มักอยู่ในเขตเวลาเดิมแต่ต้องติดต่อกับผู้คนหรือธุรกิจในอีกโซนเวลาอยู่เสมอ กลไกแบบนี้เหมาะที่สุด เพราะสามารถปรับ “เข็ม GMT” ได้อย่างอิสระ ขณะที่ “เข็มชั่วโมงหลัก” ยังคงแสดงเวลาประจำของผู้ใช้ ทำให้สามารถมองเห็นเวลาในบ้านได้ชัดเจนบนหน้าปัดอยู่เสมอ

ในทางกลับกัน Traveller GMT จะทำงานแตกต่างออกไป แทนที่เข็ม GMT แบบ 24 ชั่วโมงจะเป็นเข็มที่สามารถปรับแยกได้อิสระ คราวนี้กลับเป็น เข็มชั่วโมงหลัก ที่สามารถขยับไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ครั้งละหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้อง เดินทางข้ามเขตเวลาอยู่บ่อย ๆ แต่ยังต้องการให้หน้าปัดคงแสดงเวลา “บ้าน” ไว้เพื่อใช้เชื่อมต่อกับคนที่รักหรือทีมงานในอีกฟากโลก

เมื่อเดินทางผ่านแต่ละโซนเวลา เพียงแค่หมุนเม็ดมะยมเบา ๆ หรือกดปุ่มปรับ เข็มชั่วโมงหลักก็จะเลื่อนให้ตรงกับเวลาท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว โดยที่เข็ม GMT ยังคงบอกเวลาเดิมไว้ ฟังก์ชันนี้จึงมีประโยชน์อย่างมากและเป็นที่ต้องการของเหล่านักเดินทางรอบโลก

และในครั้งนี้ Citizen ภูมิใจนำเสนอระบบดังกล่าวใน Series8 880 GMT “The Seasons Winter” ซึ่งไม่เพียงโดดเด่นด้านความงามในแบบมินิมัลและโมเดิร์น หากยังตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสไตล์ของ นักธุรกิจยุคใหม่ผู้ใช้ชีวิตระหว่างโลกสองใบ ได้อย่างลงตัว

Citizen Premier Series8
Citizen Series8 880 GMT มีจำนวนจำกัดเพียง 1,600 เรือนทั่วโลก

รุ่น 880 “Traveller” GMT (รหัส NB6035-55H) ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,600 เรือนทั่วโลก ถ่ายทอดบรรยากาศแห่ง “หิมะโปรยปรายยามค่ำ” และ “แสงไฟเมืองใหญ่” ได้อย่างสงบนิ่งและงดงาม ตัวเรือนและสายสแตนเลสสตีลสีเทาขนาด 41 มม. สื่อถึงฟากฟ้ายามเย็น ขณะที่การตกแต่งด้วยโทน สีทองและสีขาว ชวนให้นึกถึงแสงไฟระยิบระยับบนท้องถนนและเกล็ดหิมะที่เกาะบนพื้นเมือง

ในขณะเดียวกัน รุ่น 890 City Lights Limited Edition (รหัส NB6062-52P) ผลิตเพียง 1,200 เรือน มาพร้อมตัวเรือนสแตนเลสสตีลชุบสีทองขนาด 42.6 มม. หน้าปัดพื้นผิวเท็กซ์เจอร์สะท้อน “จังหวะของเมืองยามราตรี” ได้อย่างมีชีวิตชีวา โดยได้แรงบันดาลใจจากเหลี่ยมแสงเรืองรองของอาคารสูงตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

และอีกหนึ่งรุ่นลิมิเต็ดในซีรีส์เดียวกัน 890 New Dawn Limited Edition (รหัส NB6060-58H) ก็ผลิตเพียง 1,200 เรือนทั่วโลก เช่นกัน

Citizen Premier Series8
Citizen Series8 890 City Lights Limited Edition, reference NB6062-52P
Citizen Premier Series8
Citizen Series8 890 New Dawn Limited Edition, reference NB6060-58H

ตรงกันข้ามกับรุ่น NB6062-52P รุ่นนี้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากภาพเมืองที่กำลังตื่นรับแสงแรกของวัน ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 42.6 มม. มาพร้อมหน้าปัดลวดลายเรขาคณิตสีเงินเงางาม ที่สะท้อนเงาของกลุ่มอาคารในยามรุ่งอรุณ ขณะที่รายละเอียดสีทองบนหน้าปัดเปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้าที่เริ่มส่องแสงอาทิตย์แรกของวันงดงาม อ่อนโยน และเปี่ยมพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่

Citizen Premier Series8
รำลึกถึงเมืองยามค่ำคืน

นอกเหนือจากกลไก GMT อันซับซ้อนของรุ่น Series8 880 GMT แล้ว ตระกูล Series8 890 ยังมาพร้อมดีไซน์ที่ให้กลิ่นอายสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างแบบ ห้าชิ้น (Five-piece Construction) สายข้อมือทรง H-link และการขัดแต่งที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด

นาฬิการุ่น 890 ยังมีคุณสมบัติ ป้องกันสนามแม่เหล็ก (Anti-Magnetic) พร้อมพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง และขอบหน้าปัดหมุนได้สองทิศทางจากด้านใน (Internal Bi-directional Rotating Bezel) ที่ออกแบบมาเพื่อให้พร้อมรับทุกจังหวะของชีวิต

ในแง่ของความทนทาน รุ่น Series8 880 GMT มีความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 100 เมตร ส่วนรุ่น Series8 890 กันน้ำได้ถึง 200 เมตร มากเกินพอสำหรับการเดินทางข้ามประเทศ และยังให้ความมั่นใจได้เต็มที่แม้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คาดคิด

Citizen Premier Series8

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ดีไซน์ของรุ่นเหล่านี้ คือ ความสามารถในการต้านสนามแม่เหล็กที่เหนือชั้นของกลไกจักรกลภายใน ซึ่งสอดคล้องกับแรงบันดาลใจจากชีวิตในเมืองสมัยใหม่อย่างแท้จริง

Citizen ระบุว่านาฬิการุ่นเหล่านี้สามารถรักษาความเที่ยงตรงของเวลาได้ในระดับ +20 / -10 วินาทีต่อวัน แม้จะอยู่ห่างจากอุปกรณ์ที่ปล่อยสนามแม่เหล็กอย่าง สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเพียง 1 เซนติเมตร ก็ตาม ถือเป็นคุณสมบัติที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อทั้ง Series8 880 GMT และ Series8 890 ต่างก็มาพร้อมฝาหลัง แบบคริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใส (Sapphire Display Case Back) ที่เปิดเผยให้เห็นกลไกอันประณีตภายใน

สำหรับกลไกภายในนั้น รุ่น Series8 880 GMT ใช้เครื่อง Caliber 9054 ที่ผลิตขึ้นโดย Citizen เองทั้งหมด ขณะที่รุ่น Series8 890 มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ Caliber 9051 ที่มีประสิทธิภาพและความทนทานสูงไม่แพ้กัน

ข้อมูลทางเทคนิค
Series8 880 GMT “The Seasons Winter” (NB6035-55H)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลสีเทา 41 มม.
  • หน้าปัด: สีเทา ตกแต่งทอง-ขาว สื่อถึงแสงไฟเมืองและเกล็ดหิมะ
  • ฟังก์ชัน: GMT ปฏิทิน กันน้ำ 100 ม. ต้านสนามแม่เหล็ก
  • กลไก: อัตโนมัติ In-house Caliber 9054
    สาย: สแตนเลสสตีลสีเทา

Series8 890 City Lights Limited Edition (NB6062-52P)

  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลชุบสีทอง 42.6 มม.
  • หน้าปัด: เท็กซ์เจอร์ลวดลายเรขาคณิต สะท้อนแสงเมืองยามค่ำ
  • ฟังก์ชัน: GMT พลังงานสำรอง 42 ชม. Anti-Magnetic ขอบหน้าปัดหมุนสองทิศทาง กันน้ำ 200 ม.
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber 9051
  • สาย: H-link สแตนเลสสตีล

Series8 890 New Dawn Limited Edition (NB6060-58H)

  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 42.6 มม.
  • หน้าปัด: ลวดลายเรขาคณิตสีเงิน สื่อถึงเงาอาคารและแสงทองของรุ่งอรุณ
  • ฟังก์ชัน: GMT พลังงานสำรอง 42 ชม. Anti-Magnetic ขอบหน้าปัดหมุนสองทิศทาง กันน้ำ 200 ม.
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber 9051
  • สาย: H-link สแตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
จากแฟชั่นเฮาส์สู่ผู้สร้างสรรค์เวลา นิยามที่ถูกตีความใหม่ผ่านเส้นสาย แสง และเงาผ่านเรือนเวลา Hermès Cut
ว่าด้วยนาฬิกา Minute Repeater บทกวีแห่งความเที่ยงตรง
เรื่องราวของกลไก BENU Power Reserve บทใหม่แห่งศิลปะช่างเยอรมันจาก Moritz Grossmann

Arnold & Son Globetrotter 42 Steel เมื่อตำนานโครโนมิเตอร์ถูกสลักลงบนหน้าปัดที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น

เรือนเวลาแห่งการสำรวจโลก จากโครโนมิเตอร์เดินเรือสู่ข้อมือ Globetrotter 42 สานต่อตำนาน John Arnold ด้วยขนาดใหม่และกลไก A&S6122

Arnold & Son กำลังพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของเหล่านักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมกับการนำเสนอ Globetrotter 42 Steel Editions ที่ถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเดินทางในยุคปัจจุบัน เพราะนี่คือการรำลึกถึงมรดกอันยิ่งใหญ่ของ John Arnold ช่างนาฬิกาชาวอังกฤษผู้บุกเบิกการสร้างนาฬิกาโครโนมิเตอร์เพื่อการเดินทางและสำรวจโลกกว้าง

ตำนานแห่งการพิชิตโลกกว้างสู่ข้อมือสมัยใหม่

เรื่องราวของ Arnold & Son นั้นฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์การเดินเรืออย่างแยกไม่ขาด ผลงานของ John Arnold และบุตรชายเคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณพิกัดลองจิจูดให้แก่เรือเดินสมุทรของอังกฤษ แม้กระทั่งนักสำรวจผู้โด่งดังอย่าง James Cook ยังได้นำนาฬิกาโครโนมิเตอร์ของ Arnold ไปร่วมในภารกิจการสำรวจครั้งที่สองระหว่างปี 1772 ถึง 1775 ทำให้ Globetrotter ในวันนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือบอกเวลาคู่ใจให้กับนักเดินทางยุคใหม่ ที่ยังคงมีจิตวิญญาณแห่งการสำรวจโลกไม่ต่างจากในอดีต

การปรับโฉมครั้งนี้จึงเป็นการนำคอลเลกชัน Globetrotter มาออกแบบใหม่ให้มีขนาดที่กะทัดรัดลง ด้วยตัวเรือนสตีลมีขนาด 42 มม. ซึ่งเป็นขนาดใหม่ที่สมดุลยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการปรับขนาดใหม่นี้ทำให้ความหนาของตัวเรือนลดลงเหลือเพียง 15.10 มม. เมื่อวัดใต้ความโค้งของโดม ซึ่งมอบความเพรียวบางที่ตอบโจทย์การสวมใส่ในชีวิตประจำวันอย่างร่วมสมัยมากขึ้น

สถาปัตยกรรมหน้าปัดทรงโดมที่บอกเวลาได้ถึง 12 เมืองสำคัญ

โครงสร้างหน้าปัดของ Globetrotter 42 Steel เป็นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานขั้นสูงสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศ หัวใจของหน้าปัดคือ สะพานรูปทรงโค้งอันงดงาม ที่ผลิตจากสตีลขัดแต่งอย่างประณีตด้วยมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำหน้าที่ยึดโดมโลกซึ่งเป็นตัวแทนของซีกโลกเหนือในมุมมองจากขั้วโลกเหนือไว้บนโดมนั้น พื้นผิวโลหะของทวีปต่างๆ ได้รับการขัดแต่งลวดลายซันเรย์เพื่อเสริมมิติ ตัดกับพื้นมหาสมุทรที่ขัดเงาเป็นโทนสีน้ำเงินและเขียว

การปรับโฉมที่สำคัญคือการเพิ่ม วงแหวนรอบขอบโดม ซึ่งสลักชื่อย่อของ 12 เมืองสำคัญที่ใช้อ้างอิงเขตเวลาจากทั้งซีกโลกเหนือและใต้ การจัดวางค่าต่างๆ นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถจินตนาการเวลาตามสภาวการณ์จริงในแต่ละภูมิภาคได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยอ้างอิงจากตัวเลขบนวงแหวนเวลาแบบ 24 ชั่วโมงที่ติดอยู่กับหน้าปัดเวลาท้องถิ่น

สีสันคลาสสิก คือสายสัมพันธ์ที่ผูกพันกับกรุงลอนดอน

Arnold & Son ได้นำเอาเฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์และคลาสสิกของอังกฤษมาใช้ในการออกแบบรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันนี้ โดยผลิตจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 88 เรือนเท่านั้น

สำหรับ ‘Strand Blue’ นั้นได้แรงบันดาลใจจากถนน Strand ในกรุงลอนดอน ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของร้านนาฬิกาของ John Arnold ส่วน ‘Greenwich Green’ นั้นถูกเลือกใช้เพื่อสะท้อนความเขียวชอุ่มของเนินเขาที่โอบล้อมหอดูดาว Royal Observatory ในย่านกรีนิช ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางภูมิศาสตร์ นาฬิกาทั้งสองรุ่นจับคู่กับสายหนังจระเข้ สีน้ำเงิน ‘Ink’ Blue หรือสีเขียว ‘Cornwall’ ตามรุ่นที่เลือก และมาพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสตีล

หัวใจจักรกลชั้นสูง Calibre A&S6122

Globetrotter 42 ทั้งสองเรือนนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลขึ้นลานอัตโนมัติ A&S6122 ที่แบรนด์พัฒนาขึ้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกชุดนี้ได้รับการพัฒนาให้มีพลังงานสำรองเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 55 ชั่วโมง

กลไก A&S6122 นั้นมีความสามารถในการปรับเวลาท้องถิ่นและเวลาปลายทางได้อย่างแม่นยำด้วยการปรับเม็ดมะยมสามระดับ และเช่นเดียวกับกลไกทุกชุดของ Arnold & Son ซึ่งกลไกนี้ถูกพัฒนา ผลิต ประกอบ และตกแต่งอย่างครบถ้วนที่โรงงานในลาโชเดอฟองส์

ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมความวิจิตรของกลไกได้ผ่านฝาหลังแบบแซฟไฟร์คริสตัลโปร่งใส ซึ่งเผยให้เห็นตุ้มเหวี่ยงขึ้นลานทังสเตนที่ถูกแกะสลักและฉลุโปร่ง รวมถึงการขัดแต่งพื้นผิวกลไกชั้นสูงตามแบบฉบับสวิส ไม่ว่าจะเป็นแท่นเครื่องที่ตกแต่งพื้นผิวแบบ circular graining หรือสะพานจักรที่มีลวดลาย Côtes de Genève ที่แผ่ออกไปในลักษณะรัศมี นอกจากนี้ เทคนิคการเคลือบพื้นผิวกลไกด้วยแพลเลเดียมยังมอบเฉดสีเทาอ่อนที่หรูหรา และเสริมความสง่างามให้กับตัวเรือนสตีลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
Arnold & Son Globetrotter 42 Steel “Strand Blue” & “Greenwich Green”
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. หนา 15.1 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม เคลือบกันสะท้อนสองด้าน หลังเปลือย โชว์กลไก
  • หน้าปัด: โดมแสดงแผนที่โลก (World Time Dome) พร้อมสะพานโค้งสตีลขัดเงา บอกเวลาโลก 24 ชั่วโมง และ 12 เมืองอ้างอิง รุ่น Strand Blue สื่อถึงถนน Strand ในลอนดอน / รุ่น Greenwich Green แรงบันดาลใจจากเนินรอบหอดูดาว Greenwich
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที เวลาโลก (24 ชั่วโมง / 12 เมือง)
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre A&S6122 (in-house) พลังงานสำรอง 55 ชม. ความถี่ 4 Hz / 28,800 vph
  • สาย: หนังจระเข้ (Ink Blue หรือ Cornwall Green) หัวเข็มขัดพินบัคเคิลสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เรื่องราวของกลไก BENU Power Reserve บทใหม่แห่งศิลปะช่างเยอรมันจาก Moritz Grossmann
Oris x Cervo Volante เมื่อนาฬิกาพาเรากลับสู่ธรรมชาติแห่งสวิส ชมความหรูหราที่มาพร้อมความรับผิดชอบ
Louis Vuitton Tambour Convergence สไตล์วินเทจมินิมัลที่ดูร่วมสมัย พร้อมลีลาการบอกเวลาที่แตกต่าง

จากแฟชั่นเฮาส์สู่ผู้สร้างสรรค์เวลา นิยามที่ถูกตีความใหม่ผ่านเส้นสาย แสง และเงาผ่านเรือนเวลา Hermès Cut

Hermès Cut เมื่อเวลาไม่ได้ถูกควบคุม แต่ถูกสลักเสลาอย่างเด็ดขาด

Hermès Cut เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน Watches & Wonders Geneva ปี 2024 นั่นคือการประกาศจุดยืนของแอร์เมสในฐานะ “ผู้เล่นแห่งห้วงเวลา” ที่กล้าจะท้าทายขนบเดิม ๆ โดยเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือวัดค่า มาเป็น “วัตถุแห่งการสร้างสรรค์” ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและจิตวิญญาณแห่งความอิสระ

ปรัชญาการ “ตัด” ที่เด็ดขาด (The Art of the Uncompromising Cut)

หัวใจของ Hermès Cut คือการตีความรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่ายที่สุดอย่าง “วงกลม” แต่ถูกนำเสนอด้วยความซับซ้อนที่เกิดจากความแม่นยำของช่างฝีมือ

“แรงบันดาลใจจากรูปทรงอันเรียบง่าย ไร้กาลเวลา และร่วมสมัย ซึ่งช่างศิลป์ได้ทำการ 'ตัด' ลงบนโลหะอย่างแน่วแน่แม่นยำ เพื่อสร้าง วงกลมภายในรูปทรงกลม”

ชื่อ “Cut” จึงไม่ได้หมายถึงการตัดแบบธรรมดา แต่นั่นคือการสลักเสลาที่เฉียบคม (Sharp Lines) เพื่อสร้าง มุมตัด (Chamfers) ที่เล่นกับแสงได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือสถาปัตยกรรมแห่งห้วงเวลาที่ตั้งใจสร้างมิติของความประหลาดใจแก่ผู้สัมผัส เป็นการรวมความสมดุลอันสง่างามเข้ากับความกล้าหาญทางภาพกราฟิก

โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่แฝงจิตวิญญาณ “All-Terrain”

แม้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูมินิมัลลิสต์และสง่างาม แต่ Hermès Cut ถูกออกแบบมาพร้อมกับ “จิตวิญญาณแบบ All-Terrain” (พร้อมลุยทุกสถานการณ์) โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่น่าสนใจ เช่น

  • สัดส่วนที่ลงตัว: ตัวเรือนสตีลขนาด 36 มม. มีความโค้งมนที่รับกับข้อมืออย่างยอดเยี่ยม เน้นการสลับพื้นผิวระหว่างการขัดด้าน (Satin-Brushed) และการขัดเงา (Polished) เพื่อเน้นย้ำความแตกต่างของรูปทรง
  • เม็ดมะยมแห่งความสะดวกสบาย: ถูกจัดวางอย่างชาญฉลาดที่ตำแหน่ง 1:30 นาฬิกา ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเอกลักษณ์แล้ว ยังช่วยให้การสวมใส่สบายยิ่งขึ้น และลดการกดทับที่ข้อมือ
  • หน้าปัดแห่งท้องนภา: สีฟ้าอ่อนโอปอล (Light Blue Opaline) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสดชื่นของท้องฟ้า (Azure Freshness) เป็นสีที่มอบความเบาสบายและร่วมสมัย ตัวเลขอารบิกแบบนูนใช้ฟอนต์อันเป็นเอกลักษณ์ของแอร์เมสและเคลือบสารเรืองแสงอย่างสมบูรณ์

ความแตกต่างในรุ่นเดียวกันที่เกิดจากการ “ตัด”

ในฐานะคอลเลกชันใหม่ที่สมบูรณ์แบบในปี 2024 ความแตกต่างที่แท้จริงใน Hermès Cut จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า แต่คือการเลือกสรร “ทางเลือกขององค์ประกอบ” ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้สวมใส่ค้นพบตัวตนที่สะท้อนบุคลิกของตนเองได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น

ตัวเลือกหลากหลายรูปแบบบนเรือนเวลา 36 มม. คอลเลกชันนี้มอบทางเลือกของความหรูหราที่ผ่อนคลายผ่านวัสดุที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก รุ่นสตีลล้วน ที่เน้นความบริสุทธิ์ของรูปทรงและฝีมือการขัดเงาอย่างชัดเจน ไปจนถึง รุ่นสตีลประดับเพชร ที่เพิ่มประกายแสงด้วยเพชร 56 เม็ดบนขอบหน้าปัด โดยยังคงรักษาลายเส้น “Cut” ที่เฉียบคมไว้ได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคลาสสิกมากขึ้นอย่าง รุ่นทูโทน (สตีลและโรสโกลด์) ซึ่งผสานความแข็งแกร่งของสตีลเข้ากับความนุ่มนวลของโรสโกลด์ที่บริเวณขอบหน้าปัดและข้อต่อสาย และปิดท้ายด้วย รุ่นทูโทนประดับเพชร ซึ่งเป็นการรวมองค์ประกอบหรูหราทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

กลไกและมิติแห่งการปรับเปลี่ยน

นอกเหนือจากความสวยงามภายนอกแล้ว Hermès Cut ยังเปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือภายในด้วย กลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1912 ซึ่งเป็นกลไกที่รังสรรค์ขึ้นเองโดยโรงงานของแอร์เมสในสวิตเซอร์แลนด์

ความยืดหยุ่นของสไตล์ คือจุดเด่นที่ขาดไม่ได้ ด้วยระบบถอดเปลี่ยนสายได้ (Interchangeable System) ที่ใช้งานง่าย ผู้สวมใส่จึงสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาได้ทันที จากสายสร้อยข้อมือโลหะที่มีข้อต่อโค้งมนอันสง่างาม ไปสู่สายยางที่มีสีสันต่าง ๆ ของแอร์เมสได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะเรือนล่าสุดที่เพิ่งออกมานี้ มาพร้อมสายยางสี Mist Blue (ฟ้าหมอก) เหมือนบ่งบอกถึงการเปลี่ยนบุคลิกของนาฬิกาจากความสุขุมเป็นความสปอร์ต พร้อมลุยได้อย่างทันท่วงที

ไม่ว่าผู้สวมใส่จะเลือกองค์ประกอบใด ทุกเรือนของ Hermès Cut ล้วนใช้กลไก Manufacture Hermès H1912 และมีเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 1:30 นาฬิกา ซึ่งเป็นองค์ประกอบใหม่ที่บ่งบอกถึง DNA ของคอลเลกชันนี้อย่างชัดเจน

แม้จะเป็นการอัพเดตเพียงเล็กน้อยแต่ก็เป็นการย้ำเตือนว่า แอร์เมสคือผู้รังสรรค์ “วัตถุ” ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นดั่งมิตรสหายคู่ใจ ที่มอบช่วงเวลาแห่งความสุข ความผ่อนคลาย และความอิสระในการแสดงออกถึงสไตล์ที่แท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สตีลขนาด 36 มม. ขอบสตีลประดับเพชร 56 เม็ด โดดเด่นด้วยเม็ดมะยมที่ถูกวางไว้ระหว่าง 1:30 นาฬิกา
  • หน้าปัด: สีฟ้าอ่อนโอปอล (Light Blue Opaline) ดุจสีท้องฟ้า ตัวเลขอารบิกแบบนูนพร้อมสารเรืองแสง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยระบบไขลานอัตโนมัติ (Automatic) กลไก Manufacture Hermès H1912
  • สาย: มีระบบถอดเปลี่ยนสายได้ (Interchangeable System) รองรับทั้งสายสร้อยข้อมือโลหะ และสายยางสีต่าง ๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
นาฬิกา Grand Seiko ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
Louis Vuitton Tambour Convergence สไตล์วินเทจมินิมัลที่ดูร่วมสมัย พร้อมลีลาการบอกเวลาที่แตกต่าง
Santos de Cartier Titanium การบุกเบิกครั้งใหม่ด้วยไทเทเนียมและจิตวิญญาณนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่

ว่าด้วยนาฬิกา Minute Repeater บทกวีแห่งความเที่ยงตรง

เรียนรู้ประวัติศาสตร์นาฬิกา Minute Repeater นาฬิกาที่ขานบอกเวลาด้วยเสียงอันไพเราะ

นาฬิกาข้อมือมินิตรีพีทเตอร์เรือนแรกของโลกที่ Audemars Piguet และ Louis Brandt & Frere (OMEGA ในปัจจุบัน) ร่วมพัฒนาสำเร็จในปี 1892
ที่มาของภาพ: OMEGA

หากเทียบกับยุคสมัยที่มนุษย์รับรู้เวลาด้วยการกวาดสายตาผ่านหน้าจอ และอาศัยการแจ้งเตือนแบบดิจิตัลเป็นตัวกำหนดจังหวะชีวิต นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ (Minute Repeater) ยังคงยืนหยัดในความเป็นแอนาล็อก เป็นประดิษฐกรรมที่
ไม่เพียงบ่งบอกเวลาแต่ถ่ายทอดออกมาด้วยเสียงก้องกังวาน ทุกจังหวะเสียงเคาะปลุกเตือนที่ได้ยินจึงไม่ใช่เป็นแค่เครื่องแสดงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ยังขับขานประวัติศาสตร์อันยาวนาน และสะท้อนถึงศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาที่สืบทอดกันมายาวนานหลายศตวรรษ และสำหรับนักสะสมและบรรดาคนรักนาฬิกาที่ได้ครอบครองแล้ว การสวมใส่นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ก็เป็นเสมือนการถือครองท่วงทำนองอัน
ทรงคุณค่าไว้บนข้อมือ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางกลไกที่กระซิบบอกเวลาอย่างสง่างามและทรงพลัง

เวลา…ที่เปล่งเสียง

หากจะให้คำจำกัดความนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์อย่างเรียบง่ายที่สุด นาฬิกาชนิดนี้ก็คือนาฬิกาที่สามารถตีบอกเวลาได้อย่างแม่นยำถึงหน่วยนาที ซึ่งกลไกมินิตรีพีทเตอร์มาตรฐานทั่วไปมักประกอบไปด้วยค้อนขนาดเล็กจิ๋วสองตัว ที่ตีลงบนแผ่น ‘gong’ หรือ ‘ฆ้อง’ ที่ติดตั้งอยู่ภายในกลไก และเกิดเสียงตีในโทนเสียงสูงต่ำแตกต่างกัน และมีตัวเรือนนาฬิกาเองทำหน้าที่ขยายเสียงให้ก้องกังวาน 

มินิตรีพีทเตอร์ถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกา และต้องอาศัยช่างนาฬิกาที่มีทักษะและประสบการณ์สูงเท่านั้นจึงจะสามารถประกอบกลไกนี้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการประกอบชิ้นส่วนหลายร้อยชิ้นเพื่อสร้างนาฬิกามินิต
รีพีทเตอร์เพียงเรือนเดียว

จุดกำเนิด: จากความมืดมิดสู่พลังเสียงอันชาญฉลาด

นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ถือกำเนิดขึ้นจากความจำเป็นในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงของเครื่องบ่งบอกเวลาในอดีต โดยในยุคสมัยก่อนที่โลกจะมีไฟฟ้าและแสงเสียงละลานตาเช่นในปัจจุบัน การดูเวลาในความมืดเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ก่อนที่นักบวชและช่างนาฬิกา
ชาวอังกฤษ Edward Barlow จะประสบความสำเร็จในการคิดค้นกลไกการตีบอกเวลาและบรรจุลงในนาฬิกาตั้งโต๊ะและนาฬิกาตั้งพื้นได้สำเร็จ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการยื่นขอจดสิทธิบัตรก็ตาม และในปี 1687 ช่างนาฬิกาชาวอังกฤษ Daniel Quare ก็สามารถคิดค้นกลไกตีบอกเวลาสำหรับนาฬิกาพกได้สำเร็จและได้รับสิทธิบัตรฉบับแรกสำหรับนาฬิกาแบบควอเตอร์รีพีทเตอร์ (Quarter Repeater) 
หรือนาฬิกาที่สามารถตีบอกเวลาเป็นชั่วโมงและควอเตอร์ (quarter) หรือระยะ 15 นาทีได้ตามต้องการนั่นเอง แม้ว่าการออกแบบกลไกนาฬิกาตีบอกเวลาในยุคแรกๆ จะประกอบไปด้วยส่วนเคาะปลุก
เตือนคล้ายระฆังย่อส่วนและชิ้นส่วนขนาดใหญ่เทอะทะเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ทว่ากลไกเหล่านั้นก็เป็นรากฐานสำคัญของวิศวกรรมอัน
ล้ำสมัยในยุคต่อมา


ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ช่างนาฬิกาชาวเยอรมันได้เปิดตัวนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์รุ่นแรก ซึ่งสามารถตีบอกเวลาได้ละเอียดถึงหน่วยนาที ต่อมาในปี 1783 Abraham-Louis Breguet ได้พลิกโฉมกลไกชนิดนี้ไปตลอดกาลด้วยการเปลี่ยนจากการใช้ชิ้นส่วนคล้ายระฆังย่อส่วนเพื่อ
ตีบอกเวลามาเป็นการใช้ลวดโลหะเป็นชิ้นส่วน gong รองรับการเคาะให้เกิดเสียง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ตัวเรือนเพรียวบางลงและให้เสียงชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นการปูทางสู่นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ยุคใหม่ และในปี 1892 Audemars Piguet ร่วมกับ Louis Brandt & Frère (แบรนด์ OMEGA ในปัจจุบัน) ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนานาฬิกาข้อมือมินิตรีพีทเตอร์เรือนแรกได้ในที่สุด และโครงสร้างกลไกนี้ยังคงหลักการเดิมไว้แทบไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้


วิศวกรรมแห่งเสียง

แก่นแท้ของมินิตรีพีทเตอร์กล่าวได้ว่าเป็นนาฬิกากลไกที่เปรียบเสมือนซิมโฟนี เปิดการใช้งานโดยการเลื่อนคันโยกหรือกดปุ่มพุชเชอร์ กลไกจะอ่านเวลาปัจจุบันผ่านชิ้นส่วนแคม (cam) หรือบางครั้งถูกเรียกว่า ‘สเนล’ (snail) สเนลเหล่านี้เป็นชิ้นส่วนโลหะที่ถูกตัดเฉือนให้ขอบเป็นซี่คล้ายขั้นบันไดที่มีจำนวนขั้นที่สอดคล้องกับชั่วโมง ระยะ 15 นาที 
และนาที ตามด้วยชิ้นส่วนแร็ก (rack) ที่มีชิ้นโลหะปลายเรียวแหลมยื่นออกไปคล้ายจะงอยปากนก เรียกว่า ‘feeler’ หรือชิ้นส่วนที่ใช้สัมผัสและอ่านค่า หรืออาจะเรียกว่า ‘beak’ ตามรูปลักษณ์ ซึ่งชุด rack 
ที่ประจำอยู่กับ snail แต่ละหน่วย จะสัมผัสกับขั้นหรือซี่แต่ละซี่บน snail และแปลค่าเป็นเสียงตีบอกเวลา เสียงต่ำสำหรับหน่วยชั่วโมง เสียงคู่สูง-ต่ำสำหรับหน่วยระยะ 15 นาที และเสียงสูงสำหรับหน่วยนาที

โดยทั่วไปแล้วกลไกส่วนมินิตรีพีทเตอร์นี้จะถูกออกแบบมา
ให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากตลับลานแยกเฉพาะ ไม่เกี่ยวข้องกับ
ชุดฟันเฟืองที่ควบคุมการแสดงเวลาหลักด้วยเข็ม ทั้งนี้เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับการตีบอกเวลา เสียงตีจะถูกควบคุมด้วยตัวปรับความเร็ว (governor) ซึ่งมักทำงานโดยอาศัยหลักการทำงานของแรงเหวี่ยง เพื่อให้จังหวะเสียงตีไม่เร็วหรือช้าเกินไป และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยอาศัยชิ้นส่วนขนาดเล็กจิ๋วหลายร้อยชิ้นที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำกลมกลืน

นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์รุ่นใหม่ๆ ยังมีระบบที่เรียกว่า ‘ออล-ออร์-น็อตธิง’ (all-or-nothing) ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่มั่นใจว่าระบบเสียงตี
จะทำงานก็ต่อเมื่อคันโยกที่ควบคุมถูกเลื่อนไปจนอยู่ในตำแหน่ง
ที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อป้องกันการตีแบบไม่ครบจำนวนหรือมีความ
คลาดเคลื่อน และยังเป็นการรักษาการทำงานของกลไกให้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ พร้อมๆ กับคงความงดงามของเสียงตีที่สมบูรณ์แบบ

ศิลปะแห่งเสียง

การสร้างเสียงตีที่ใส ไพเราะ กังวาน ได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลไกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องวิทยาการว่าด้วยเสียงและการสั่นสะเทือนโดยตรง ชิ้นส่วนฆ้องหรือ gong ในกลไกมินิตรีพีทเตอร์นั้นมักทำด้วยเหล็กกล้าเนื้อแกร่ง และต้องผ่านการปรับแต่งด้วยมืออย่างละเอียดประณีต ช่างนาฬิกาจะขัดแต่งพื้นผิววัสดุในระดับไมโครเพื่อปรับระดับความสูงต่ำของเสียงและความกังวาน ค้อนต้องตีลงบนแผ่น gong ด้วยความแม่นยำสูง และวัสดุตัวเรือนก็มีบทบาทสำคัญในการส่งผ่านเสียงด้วยเช่นกัน วัสดุทรงคุณค่าอย่างโรสโกลด์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะให้โทนเสียงที่มีความอบอุ่นและกังวาน วัสดุไทเทเนียมให้เสียงที่สดใสและมีพลัง ในขณะที่วัสดุแพลตินัมนั้นแม้จะมีความหรูหราเงางาม แต่เนื้อโลหะกลับมีคุณสมบัติในการดูดซับเสียงมากกว่าที่จะขยายเสียงออกมา 

Master Minute Repeater ของ Jaeger-LeCoultre 2005

แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาต่างผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถของนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์อย่างต่อเนื่อง อาทิ ฆ้องคริสตัล (crystal gong) ในนาฬิกา Master Minute Repeater ของ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเปิดตัวในปี 2005 ที่ติดตั้ง gong ไว้กับชั้นโลหะด้านในของกระจกหน้าปัด และช่วยให้พลังงานเสียงสามารถถูกส่งผ่านไปยังกระจกได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวางหรือเบี่ยงเบน ทำให้กระจกหน้าปัดเองสามารถเป็นตัวช่วยขยายเสียงออกสู่ภายนอกตัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยการวางตำแหน่ง gong ไว้ด้านบนของตัวเรือนและการส่งเสียงผ่านกระจก ทำให้สามารถซีล
ตัวเรือนเพื่อป้องกันน้ำเข้าได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้นาฬิการุ่นนี้สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ผลงานร่วมสมัยระดับมาสเตอร์พีซ

ในปัจจุบัน แม้กลไกมินิตรีพีทเตอร์จะไม่ได้มีไว้เพื่อการใช้งานในความมืดตามจุดประสงค์ดั้งเดิม ทว่าสำหรับบรรดาผู้หลงใหลในเรือนเวลาและนักสะสมระดับแถวหน้า ทุกจังหวะ ทุกเสียงตีจากนาฬิกาประเภทนี้กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนความนิยมและตัวตนของผู้ที่ได้ครอบครอง ความละเอียดประณีตของช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ และเรือนเวลาต่อไปนี้ก็คือตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของความมุ่งมั่นทุ่มเทของแบรนด์ผู้ผลิต
ที่จะสืบสานศาสตร์อันสูงส่งของการประดิษฐ์กลไกชั้นครู ผนวกเข้ากับนวัตกรรมและการออกแบบอันล้ำสมัยของตน และส่งมอบความงดงามของท่วงทำนองให้กับนักสะสมยุคใหม่

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Solaria Ultra Grande Complication

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Solaria Ultra Grande Complication

แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาเก่าแก่เฉลิมฉลองครบรอบ 270 ปีเต็มพร้อมๆ กับการเปิดตัวนาฬิกาที่สร้างสถิติใหม่ เป็นนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลก กลไก Caliber 3655 ที่ใช้เวลาพัฒนาต่อเนื่องถึง 8 ปี มีส่วนประกอบขนาดเล็กจิ๋วถึง 1,521 ชิ้น ประกอบไปด้วยคอมพลิเคชัน 41 ชุด และได้รับการยื่นจดสิทธิบัตรถึง 13 ฉบับ และแน่นอนว่าใน 13 ฉบับนี้เป็นรายการสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับกลไกมินิตรีพีทเตอร์ไปแล้วถึง 7 รายการด้วยกัน เป็นเครื่องยืนยันความล้ำหน้าทางวิศวกรรมและการออกแบบที่เหนือระดับ กลไก Westminster Minute Repeater Carillon ช่วยให้เสียงตีบอกเวลาใสกังวานแม้อยู่ในตัวเรือนขนาดกะทัดรัด พร้อมระบบ gong และ hammer 4 ชุดที่ให้เสียงสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ความก้าวล้ำของเรือนเวลา Les Cabinotiers Solaria Ultra Grand Complication – La Première ยังอยู่ที่การรวมฟังก์ชันดาราศาสตร์ระดับสูงไว้เป็นครั้งแรกในโลก อาทิ ระบบเวลารัฐคติ (civil time) หรือค่าของเวลาตามเขตเวลามาตรฐานโลก เวลาดาราคติและสุริยคติ และทุกๆ คอมพลิเคชันถูกถ่ายทอดผ่านหน้าปัดที่วิจิตรงดงาม ช่วยให้การอ่านค่าต่างๆ ทำได้ง่ายและมีความแม่นยำสูง และยังมีสมรรถนะการสำรองพลังงานสูงถึง 72 ชั่วโมง ทว่าทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 45 มม. และหนาเพียง 14.99 มม. แต่ยังให้เสียงตีที่คมชัด กังวาน ตลอดระยะเวลาการทำงานของลาน

Hermès Arceau Duc Attelé

เสียงตีที่ชัด ใส และเปี่ยมพลังชวนให้นึกถึงระฆังจากมหาวิหารของ Arceau Duc Attelé สะท้อนความก้าวหน้าของ Hermès ในนวัตกรรมกลไกมินิตรีพีทเตอร์ ตัวเรือนขนาด 43 มม. บรรจุกลไก Manufacture H1926 สมรรถนะการสำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง ที่มีกลไกตีบอกเวลาแบบ ‘tuning-fork’ มองเห็นที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาของหน้าปัด ชุด gong หรือค้อนตีคู่ที่ออกแบบเป็นทรง ‘Equestrian’ หรือทรงหัวม้า ทำหน้าที่ตีลงบนลวดรูปตัว ‘U’ ทรงคล้ายส้อมเสียงขนาดยืดยาวเป็นพิเศษทำจากวัสดุเหล็กกล้าที่ผ่านกระบวนการจำเพาะให้เนื้อโลหะมีความแข็งแกร่งและให้โทนเสียงที่มีความคมชัด เปี่ยมอารมณ์ สะพานจักรของโครงสร้างกลไกมินิตรีพีทเตอร์เองก็ผ่านการขบคิดและออกแบบอย่างถี่ถ้วนโดยเลือกใช้วัสดุคริสตัลแซฟไฟร์แบบเปลือยโปร่งหรือโอเพ่นเวิร์ก
ช่วยขยายเสียงตีที่ไพเราะและชัดใส


นอกจากนวัตกรรมทางเทคนิคแล้ว ตัวเรือนขนาด 43 มม. ที่มีให้เลือกระหว่างวัสดุโรสโกลด์หรือไทเทเนียมขัดเงาวาว ที่นอกจากจะมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังได้รับการออกแบบมาให้ช่วยขยายเสียงขานเวลาอันไพเราะกังวาน เช่นเดียวกับพื้นผิวหน้าปัดที่สลักลวดลาย guilloché ที่ชวนให้หวนนึกถึงลายเส้นการแพร่กระจายของคลื่นเสียง 

Parmigiani Fleurier L’Armoriale Répétition Minute Mystérieuse

Parmigiani Fleurier L’Armoriale Répétition Minute Mystérieuse เปิดตัวภายใต้แนวคิดใหม่ที่ต้องการให้ผู้สวมใส่ได้ ‘สัมผัส’ กับเวลาผ่านความซับซ้อนและความงดงามเชิงศิลป์ และยังระลึกถึงจุดเริ่มต้นของนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ตามประวัติศาสตร์ ในยุคสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าและผู้คนอาศัยการรับฟังเสียงตีบอกเวลาในยามค่ำคืน หน้าปัดหลักที่ปราศจาก
ขีดเข็มหรือสัญลักษณ์บ่งบอกเวลาใดๆ เปรียบเสมือนผืนผ้าใบสำหรับ
ภาพจิตรกรรมที่รังสรรค์โดยช่างฝีมือชั้นครู โดดเด่นด้วยการเคลือบสีลง
ยาอีนาเมล และสลักลวดลาย guilloché อันประณีต และหากพลิก
ตัวเรือนมาอีกด้าน ผู้สวมใส่จะสามารถอ่านค่าเวลาที่ผ่านการขบคิดทั้ง
ด้านวิศวกรรมและปรัชญา โดยมีเข็มสีโรสโกลด์เป็นตัวอักษร H และ M 

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนที่แท้จริงของเรือนเวลานี้ซ่อนอยู่ภายในกลไกคาลิเบอร์ PF355 ซึ่งประกอบไปด้วย 392 ชิ้นส่วนนี้ 
มี Cathedral gong หรือฆ้องที่มีความยาวเป็นพิเศษ ให้เสียงชัด ใส
และกังวานลึก เปรียบเสมือนความยิ่งใหญ่ของเสียงระฆังแห่ง
มหาวิหารอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ค้อนแต่ละตัวได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำสูง Parmigiani Fleurier เลือกใช้ไม้ Risoud spruce wood คุณภาพสูงเป็นตัวช่วยขยายและถ่ายทอดเสียง เมื่อทำงาน
ร่วมกับการออกแบบให้ส่วนหลังของกลไกมีพื้นที่โล่ง ช่วยขยายเสียงให้แต่ละตัวโน้ตดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ได้นาน ราวกับหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ ซึ่งทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ภายในตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 41.6 มม. กลไกแบบขึ้นลานด้วยมือ สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นประจักษ์พยานความเป็นเลิศด้านวิศกรรมแห่งเสียงในประวัติศาสตร์เรือนเวลาร่วมสมัย

กลไกมินิตรีพีทเตอร์มีความซับซ้อนที่ต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญของช่างเทคนิคที่มากประสบการณ์ และใช้เวลาในการพัฒนานาน
นับปีหรือแม้แต่หลายปี เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของกลไกที่มีประวัติยาวนานหลายร้อยปีได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์
ถูกผลิตในจำนวนจำกัดโดยปริยาย 

การครอบครองนาฬิกาประเภทนี้ในปัจจุบันจึงเป็นเสมือนการ
ก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในมรดกอันล้ำค่า ที่ไม่เพียงบ่งบอกความชื่นชม ชื่นชอบส่วนบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงการเคลื่อนผ่านของเวลาในรูปแบบเสียง เป็นบทสนทนาระหว่างนาฬิกากับผู้สวมใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่สังคมให้คุณค่ากับความรวดเร็ว นาฬิกา Minute Repeater ยังยืนหยัดส่งเสียงเตือนว่าเวลาไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพื่อวัดความเร็ว แต่มีไว้ให้เราได้รับรู้และสัมผัสได้ 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

รวมนาฬิกา tourbillon จากหลากแบรนด์ในปี 2025

BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!




เรื่องราวของกลไก BENU Power Reserve บทใหม่แห่งศิลปะช่างเยอรมันจาก Moritz Grossmann

ศิลปะแห่งกลไกอันประณีต การหลอมรวมนวัตกรรมและหลักการดั้งเดิมแห่ง Glashütte

ในหุบเขาเล็กๆ แห่งเมืองกลาชุตเตอ (Glashütte) ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นแหล่งกำเนิดแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงของเยอรมนี ชื่อของ Moritz Grossmann ไม่ได้เป็นเพียงชื่อแบรนด์นาฬิกา แต่เป็นสัญลักษณ์ของหลักการที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือการหลอมรวมนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ากับหลักการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบดั้งเดิมที่พิสูจน์แล้วตามกาลเวลา หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นว่า คุณค่าสูงสุดจะเกิดขึ้นได้จากการนำเสนอคุณภาพสูงสุด กลไกอันละเอียดอ่อน และดีไซน์ที่ไม่มีวันตาย แนวทางแห่งความสมบูรณ์แบบนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนอีกครั้งผ่านการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ BENU Power Reserve ซึ่งเปรียบเสมือนการเล่าเรื่องราวการพัฒนาอย่างมีหลักการ ผ่านรายละเอียดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างประณีตและงดงามในทุกมิติ

รายละเอียดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

ตัวเรือนดีไซน์เรียบง่ายที่มาในโทนสีโรสโกลด์และไวท์โกลด์ (ซึ่งมีให้เลือกสองรุ่น) หน้าปัดของนาฬิกาที่ Moritz Grossmann ได้รังสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยการเน้นหนักที่การผสมผสานพื้นผิวที่หลากหลายอย่างกลมกลืน สิ่งที่น่าสนใจคือการนำลวดลายที่เรียกขานว่า Azurage มาใช้เป็นครั้งแรกในคอลเลกชัน Power Reserve นี้ ซึ่งลวดลาย Azurage นี้คือเทคนิคการสลักเป็นร่องวงกลมที่ละเอียดระดับไมโครบนวงแหวนรอบนอก โดยทำหน้าที่ดักจับและสะท้อนแสงให้เกิดมิติได้อย่างน่าหลงใหล มันสร้างความแตกต่างที่ละเอียดอ่อนกับศูนย์กลางหน้าปัดที่คงไว้ด้วยพื้นผิวด้านที่นุ่มนวลในเฉดสีเงินเงา (Argenté) ทำให้รู้สึกถึงความสงบและลุ่มลึก

องค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการเสริมความสมบูรณ์แบบด้วย ชุดเข็ม รูปแบบใหม่ที่ได้รับการเปิดตัวพร้อมกัน เป็นเข็มที่ผลิตจากสตีลและรังสรรค์ขึ้นภายในโรงงานนี้ ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะโค้งเล็กน้อยและปลายเรียวแหลมอย่างงดงาม หลังจากผ่านขั้นตอนการลบเหลี่ยมและขัดเงา ช่างฝีมือจะนำเข็มเหล่านั้นไปอบด้วยความร้อนตามกรรมวิธีดั้งเดิมจนได้สีน้ำเงินเข้มจัดอันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนสะท้อนถึงการเคารพวิธีการดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง และยังให้การอ่านค่าที่ชัดเจนในทุกมุมมอง

กลไก BENU Power Reserve

แต่ความงดงามที่แท้จริงของ BENU Power Reserve อยู่ที่ ‘จิตวิญญาณ’ ภายใน นั่นก็คือ Calibre 100.2 ซึ่งเป็นชุดกลไกไขลานด้วยมือที่เปี่ยมด้วยศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาแบบ Glashütte กลไกนี้มีพลังงานสำรองถึง 42 ชั่วโมง และหัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือ มาตรวัดพลังงานสำรองแบบเส้นตรง ที่ถูกจัดวางในช่องหน้าต่างเล็กๆ ใต้ตำแหน่ง “12” บนหน้าปัด มันไม่ได้เป็นเพียงฟังก์ชันทางเทคนิค แต่เป็น ‘สัมผัสแห่งกลไก’ ที่น่าประทับใจ แถบบาร์สองสี (น้ำเงินและขาว) ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเฟืองดิฟเฟอเรนเชียล จะเผยให้เห็นแถบสีขาวทั้งหมดเมื่อกลไกถูกไขลานเต็มที่ และเมื่อกำลังสำรองลดลง แถบสีน้ำเงินก็จะค่อยๆ ปรากฏเพิ่มขึ้น เป็นการแสดงออกอย่างมีชีวิตชีวาถึงการใช้พลังงานของนาฬิกา

งานฝีมือไม่ได้จบลงแค่ด้านหน้า เพราะฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ได้เผยให้เห็นงานฝีมือช่างเยอรมันชั้นยอดที่หาได้ยาก ชิ้นส่วนกลไกได้รับการตกแต่งอย่างประณีตละเอียดอ่อนตามมาตรฐานสูงสุด รวมถึงการใช้แท่นเครื่องสองส่วนสาม (2/3 plate) ที่ทำจากเงินเยอรมันที่ไม่ผ่านการชุบ ทำให้เนื้อโลหะสามารถเกิดคราบแพติน่า (Patina) ที่สวยงามตามกาลเวลา บาลานซ์แบบ Grossmann อันเป็นเอกลักษณ์ สกรูปรับละเอียดไมโครเมตรบนคานคอหงส์แบบสมดุล (Balance Cock) และการแกะสลักลายด้วยมือบนชิ้นส่วนสำคัญ ล้วนแล้วแต่ตอกย้ำถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ว่าทุกรายละเอียดที่มองไม่เห็นก็สำคัญไม่แพ้รายละเอียดที่มองเห็นได้ BENU Power Reserve จึงเป็นผลงานที่เฉลิมฉลอง “Schönstes deutsches Handwerk” หรืองานฝีมือแบบเยอรมันที่งดงามที่สุดอย่างแท้จริง

บทวิเคราะห์ภาพรวม Moritz Grossmann BENU Power Reserve

สำหรับ Moritz Grossmann BENU Power Reserve นับได้ว่าเป็นนาฬิกาไขลานด้วยมือที่สานต่อมรดกแห่ง Glashütte โดยมีการปรับปรุงรายละเอียดการออกแบบให้ทันสมัยและประณีตยิ่งขึ้น ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งไวท์โกลด์และโรสโกลด์ ขนาด 41 มม. หัวใจหลักคือหน้าปัดสีเงินเงา (Argenté) ที่มีการนำเทคนิค Azurage (ร่องวงกลมละเอียด) มาใช้เป็นครั้งแรกบนวงแหวนรอบนอกเพื่อสร้างมิติของแสงและเงา ชุดเข็มเหล็กรูปทรงใหม่ได้รับการขัดแต่งและเผาด้วยความร้อนให้เป็นสีน้ำเงินอย่างงดงาม ตัวนาฬิกาขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 100.2 ซึ่งโดดเด่นด้วยฟังก์ชันมาตรวัดพลังงานสำรองแบบเส้นตรงสองสี (ขาว/น้ำเงิน) ที่ติดตั้งอยู่ใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และยังคงไว้ซึ่งงานตกแต่งกลไกแบบเยอรมันชั้นสูงที่มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์

ในความเห็นส่วนตัว BENU Power Reserve เรือนนี้เป็นบทสนทนาระหว่างอดีตและอนาคตของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการที่แบรนด์เลือกที่จะลงทุนใน ความสมดุลและความละเอียดอ่อน แทนที่จะเป็นความหรูหราที่ฉูดฉาด การใช้ลวดลาย Azurage บนหน้าปัดเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะมันช่วยให้หน้าปัดมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อมีแสงตกกระทบ แต่ยังคงรักษาความเรียบง่ายและคลาสสิกไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้ตะโกนว่าตัวเองคือนาฬิการาคาแพง แต่กระซิบถึงคุณค่าของงานฝีมือที่ใช้เวลาและความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ การได้เห็นมาตรวัดพลังงานสำรองที่เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำเงินอย่างช้าๆ ก็เป็นเหมือนการเตือนใจถึงกลไกที่มีชีวิตชีวาอยู่บนข้อมือของเรา เป็นการผสานฟังก์ชันทางเทคนิคเข้ากับความรู้สึกทางสุนทรียะได้อย่างลงตัวที่สุด ทำให้ BENU Power Reserve เป็นนาฬิกาที่เต็มไปด้วย ‘ความงามที่ซับซ้อน’ และควรค่าแก่การเป็นชิ้นงานสะสมสำหรับผู้ที่ชื่นชมงานฝีมือชั้นยอดอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: มีให้เลือกในตัวเรือนโรสโกลด์และไวท์โกลด์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.0 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: สีเงินเงา (Argenté) วงแหวนรอบนอกตกแต่งด้วยลวดลาย Azurage ซึ่งเป็นลวดลายวงกลมร่องละเอียดที่เล่นกับแสงเป็นครั้งแรกในคอลเลกชันนี้
  • ชุดเข็ม: เข็มสตีลรูปทรงใหม่ ถูกขัดแต่งด้วยมือและเผาด้วยความร้อนตามกรรมวิธีดั้งเดิมจนได้สีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์
  • กลไก: ใช้กลไกผลิตจากโรงงาน Calibre 100.2 ระบบไขลานด้วยมือ มีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชันหลัก: ชั่วโมง นาที วินาทีย่อยพร้อมระบบหยุดเข็มวินาที และที่โดดเด่นคือ มาตรวัดพลังงานสำรองแบบเส้นตรงสองสี (ขาว/น้ำเงิน) ขับเคลื่อนด้วยระบบเฟืองดิฟเฟอเรนเชียล แสดงสถานะใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
  • สาย: หนังคุณภาพสูง (เช่น หนังจระเข้หรือหนังลูกวัว) พร้อมหัวเข็มขัดแบบหัวหมุดทำจากโลหะ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Louis Vuitton Tambour Convergence สไตล์วินเทจมินิมัลที่ดูร่วมสมัย พร้อมลีลาการบอกเวลาที่แตกต่าง
Oris x Cervo Volante เมื่อนาฬิกาพาเรากลับสู่ธรรมชาติแห่งสวิส ชมความหรูหราที่มาพร้อมความรับผิดชอบ
นาฬิกาหรูจะไปทางไหน? สรุปประเด็นร้อน เจาะลึกทุกมุมมองจาก FHH Watch Summit ครั้งแรกที่ New York

นาฬิกา Grand Seiko ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

4 เรือน Grand Seiko ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

นาฬิกา Grand Seiko นั้นสะท้อนความหมายมากมายต่อผู้คนหลากหลายกลุ่ม พวกเขามุ่งมั่นในความเที่ยงตรงและความสมบูรณ์แบบของรูปทรงและความชัดเจนในการอ่านเวลา คุณลักษณะที่แสดงออกผ่านการขัดเงาอย่างประณีตและเหลี่ยมมุมของตัวเรือนที่คมกริบ ทว่าความงดงามของ Grand Seiko ไม่ได้อยู่เพียงในความแม่นยำเชิงคณิตศาสตร์เท่านั้น กลับยังหยั่งรากลึกในแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จากภูเขา หุบเขา ไปจนถึงสายน้ำลึก ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันไม่รู้จบที่แบรนด์ถ่ายทอดออกมาในแนวคิด “The Nature of Time” หรือ “ธรรมชาติแห่งกาลเวลา”

ความสำคัญของธรรมชาติต่อปรัชญาการออกแบบของ Grand Seiko ไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวสวยหรู เพราะนี่คือแนวคิดที่ถูกหลอมรวมอยู่ในทุกองค์ประกอบของการสร้างสรรค์นาฬิกา ตั้งแต่รูปทรงและการขัดแต่งของชิ้นส่วนกลไก ไปจนถึงการขัดเงาของเข็มและเส้นสายของตัวเรือน แน่นอนว่า “ธรรมชาติ” ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่สุดเมื่อพูดถึงหน้าปัดนาฬิกาของแบรนด์ ลองนึกถึงดีไซน์ระดับตำนานอย่าง Snowflake, White Birch, หรือแม้แต่ Mount Iwate Dial แต่ละเรือนล้วนมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับภูมิประเทศและความงดงามของธรรมชาติรอบสตูดิโอที่มันถือกำเนิดขึ้น

“The Nature of Time” สำหรับ Grand Seiko ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญทางการตลาด เพราะแสดงออกถึงปรัชญาการออกแบบที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิดที่ผสานธรรมชาติ งานฝีมือ และประเพณีเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน

ในบทแรกของการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง Grand Seiko กับธรรมชาติครั้งนี้ เราจะพาไปสัมผัส “น้ำ” ซึ่งเป็นธาตุแห่งแรงบันดาลใจที่หล่อเลี้ยงทั้งเวลาและความงามของการสร้างสรรค์

น้ำ หรือ มิสึ (Mizu) คือแรงบันดาลใจไม่รู้จบสำหรับเหล่านักออกแบบนาฬิกาแห่ง Grand Seiko เพราะน้ำมีบทบาทสำคัญอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ประเทศที่เป็นหมู่เกาะล้อมรอบด้วยมหาสมุทรและทะเลทั้งหลาย นอกเหนือจากนั้น ความสงบของทะเลสาบ กระแสน้ำเชี่ยวของแม่น้ำ ไปจนถึงท้องฟ้าที่มักถูกเชื่อมโยงกับ “น้ำบริสุทธิ์” หรือสายฝน ต่างก็เป็นบ่อเกิดแห่งจินตนาการที่หล่อเลี้ยงผลงานเหนือกาลเวลาของ Grand Seiko

และนี่คือ นาฬิกา 4 เรือน จาก Grand Seiko ที่ถ่ายทอด “จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ” ได้อย่างงดงามที่สุด

SLGA019: ภาพสะท้อนแห่งคลื่นอันอ่อนโยน

เพียงแค่เหลือบมองหน้าปัดของ Grand Seiko SLGA019 ก็จะสัมผัสได้ทันทีถึงแรงบันดาลใจจากสายน้ำที่งดงามราวบทกวี ลวดลายระลอกคลื่นอ่อนโยนบนพื้นหน้าปัดสีฟ้าที่เปล่งประกายราวจะเปลี่ยนเฉดไปตามแสง เป็นหนึ่งในผลงานหน้าปัดธีมน้ำที่โดดเด่นที่สุดในโลกนาฬิกา

แต่ในแบบฉบับของแบรนด์แล้ว พวกเขาไม่เคยหยุดเพียงแค่ “สวยงาม” แรงบันดาลใจเบื้องหลังนี้มาจาก ทะเลสาบซูวะ (Lake Suwa) ซึ่งอยู่ใกล้กับ Shinshu Watch Studio สถานที่ผลิตเครื่องกลไก Spring Drive อันเป็นหัวใจของแบรนด์ หน้าปัดรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากระลอกคลื่นเบา ๆ และแสงอ่อนของยามเช้าตรู่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ เมื่อสายลมพัดแผ่วให้ทะเลสาบเกิดระยิบระยับคล้ายภาพฝัน

Grand Seiko ถ่ายทอดความเปลี่ยนแปรของสายน้ำได้อย่างแยบคายและละเอียดอ่อน นี่คือผลงานที่สะท้อน “จิตวิญญาณแห่งน้ำ” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยดีไซน์ภายใต้ แนวทาง Evolution 9 ล่าสุดของแบรนด์ ที่ผสานความสมดุล ความมั่นคง และความสง่างามเข้าไว้ในเรือนเดียว

Grand Seiko Evolution 9 SLGA019 และหน้าปัดทรงคลื่น
ฝาหลังของ Grand Seiko Evolution 9 SLGA019 ที่ใช้กลไก Spring Drive Caliber 9RA2

เช่นเดียวกับ ทะเลสาบซูวะ (Lake Suwa) ใต้น้ำที่นิ่งสงบยังซ่อนพลังอันลึกล้ำไว้เบื้องล่าง Grand Seiko SLGA019 ก็มีมากกว่าสิ่งที่เห็นบนผิวหน้าปัด ภายใต้ความงามอันสงบงามนั้นคือหัวใจแห่งเทคโนโลยีเรือนเวลา หนึ่งในผลงานระดับมงกุฎเพชรของแบรนด์ กลไก Caliber 9RA2 ซึ่งถือเป็นเจเนอเรชันล่าสุดของ Spring Drive ที่วิวัฒน์ขึ้นจากตระกูล 9R6 อย่างก้าวกระโดด

กลไกนี้มอบพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 5 วันเต็ม พร้อมความเที่ยงตรงสูงระดับ ±10 วินาทีต่อเดือน และย้าย มาตรวัดพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator) ไปไว้ด้านหลังตัวเรือนเพื่อให้หน้าปัดสะอาดสงบน่าชื่นชมมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในเรือนที่บางเฉียบกว่าที่เคย สะท้อนปรัชญา “น้อยแต่มาก” อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Seiko Evolution 9 Collection SLGA019
  • กลไก: ระบบอัตโนมัติ Spring Drive Caliber 9RA2 พร้อมพลังงานสำรอง 120 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที กลาง และวันที่
  • ตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. / Lug-to-Lug 47.9 มม. / ความหนา 11.8 มม. ผลิตจาก High-Intensity Titanium กันน้ำ 10 บาร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินลวดลายคลื่น พร้อมหลักชั่วโมงแบบ faceted และ beveled อย่างประณีต
  • สายนาฬิกา: High-Intensity Titanium พร้อมบานพับ สามทบ

SBGJ237: ภาพสะท้อนแห่งฟากฟ้ายามเที่ยงคืน

สำหรับผู้สวมใส่นาฬิกา ความเชื่อมโยงระหว่าง “เวลา” และ “สายน้ำ” มักปรากฏชัดที่สุดในโลกของ สปอร์ตวอทช์ (Sports Watch) และ Grand Seiko SBGJ237 ก็เป็นเรือนเวลาที่สะท้อนความหมายนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านฟังก์ชันและสไตล์

รุ่นนี้คือ GMT สุดสมบูรณ์แบบ ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Hi-Beat 36000 อันทรงพลังและแม่นยำ ตัวเรือนขนาด 44.2 มม. ให้ความรู้สึกมั่นคงและพร้อมลุยในทุกสภาพแวดล้อม ขอบตัวเรือน 24 ชั่วโมงแบบหมุนได้สองทิศทาง เคลือบแซฟไฟร์ในเฉด น้ำเงิน–ขาว ใช้บอกช่วงกลางวัน–กลางคืนได้อย่างลงตัว

และเช่นเคยกับเสน่ห์อันแท้จริงซ่อนอยู่บน “หน้าปัด” หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มราวท้องฟ้ายามเที่ยงคืนสะท้อนแสงราวกระจกเงา เป็นดั่งภาพจำของท้องฟ้าที่ไม่มีวันหายไป ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปที่ใดบนโลกนี้ สีของหน้าปัดจึงเปรียบเหมือน “ฟากฟ้าที่ติดตามไปกับคุณทุกที่”

องค์ประกอบอื่น ๆ ล้วนสะท้อนความเป็น เรือนเวลาแห่งการเดินทาง อย่างแท้จริง ทั้งสายนาฬิกาสแตนเลสสตีลที่แข็งแกร่ง การเคลือบสารเรืองแสงที่ชัดเจนแม้ในที่มืด และความสามารถกันน้ำระดับ 20 บาร์ ที่พร้อมสำหรับทุกการผจญภัยในโลกแห่งน้ำ

สำหรับนักเดินทางบ่อย SBGJ237 ยังมาพร้อมระบบ True GMT ที่สามารถปรับเข็มชั่วโมงท้องถิ่น (12-hour hand) แยกจากเข็มนาทีได้อย่างอิสระ ช่วยให้ปรับเวลาเมื่อข้ามโซนได้รวดเร็ว สมบูรณ์แบบทั้งในเชิงเทคนิคและความหรูสงบในแบบฉบับของแบรนด์

Grand Seiko Sport SBGJ237
ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Seiko Sport Collection SBGJ237
  • กลไก: ระบบอัตโนมัติ Caliber 9S86 พร้อมพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และฟังก์ชัน GMT พร้อมเข็ม 24 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 44.2 มม. / Lug-to-Lug 50.6 มม. / ความหนา 14.4 มม.
    ผลิตจากสเตนเลสสตีล กันน้ำได้ลึกถึง 20 บาร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินเข้มราวท้องฟ้ายามเที่ยงคืน พร้อมหลักชั่วโมงแบบ faceted เคลือบ LumiBrite เพื่อการมองเห็นในที่มืด
  • สายนาฬิกา: สเตนเลสสตีล พร้อมบานพับสามทบแบบแข็งแรง

SBGH353: ภาพสะท้อนแห่งความสงบในฤดูใบไม้ร่วง

สำหรับหลายคน คอลเลกชัน Heritage คือ “หัวใจแห่ง Grand Seiko” อย่างแท้จริง ตัวเรือนคลาสสิกที่สมดุลในทุกมิติ สวมใส่ง่ายในทุกวัน และสะท้อนจิตวิญญาณของความเที่ยงตรงแบบญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง รุ่น SBGH353 ยังคงใช้รูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือน 62GS อันเป็นตำนานในปี 1967 ซึ่งกลายมาเป็นพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบในการรังสรรค์ความคิดสร้างสรรค์บนหน้าปัดของแบรนด์

หน้าปัดของ Grand Seiko Heritage SBGH353 ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องฟ้าในช่วง ชูบุน (Shūbun) หนึ่งใน 24 ฤดูกาลตามปฏิทินญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ Sekki โดย “ชูบุน” คือช่วงเวลาแห่ง วิษุวัตฤดูใบไม้ร่วง (Autumnal Equinox) ซึ่งฟ้าจะปลอดโปร่ง เงียบสงบ และสว่างไสวด้วยแสงจากดวงจันทร์และหมู่ดาว

เฉด สีน้ำเงินเข้ม ของหน้าปัดสะท้อนภาพฟากฟ้ายามค่ำในฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างงดงาม ขณะที่โลโก้ GS และเข็มวินาทีสีทองเปล่งประกายราวดวงดาวที่พร่างพราวกลางฟ้า ถ่ายทอดความงามอันนิ่งสงบและอบอุ่นของค่ำคืนแห่งฤดูกาลเปลี่ยนผ่านได้อย่างงดงามเหนือกาลเวลา

ข้อมูลทางเทคนิค
Grand Seiko Heritage Collection SBGH353
  • กลไก: ระบบอัตโนมัติ Caliber 9S85 พร้อมพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. / Lug-to-Lug 47 มม. / ความหนา 12.9 มม.
    ผลิตจาก Ever Brilliant Steel กันน้ำได้ 10 บาร์
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินเข้ม ได้แรงบันดาลใจจากท้องฟ้ายามค่ำช่วงฤดูใบไม้ร่วง “Shūbun”
    พร้อมหลักชั่วโมงแบบ faceted ขัดเงาประณีต
  • สายนาฬิกา: Ever Brilliant Steel พร้อมบานพับสามทบแบบหรู

SBGJ249: ภาพสะท้อนแห่งคลื่นในฤดูร้อน

อีกหนึ่งเรือนเวลาของแบรนด์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Sekki คือรุ่น SBGJ249 ซึ่งเป็น GMT ในคอลเลกชัน Elegance รุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Shōsho ช่วงเวลาสุดท้ายของฤดูฝนและก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนเต็มที่ ช่วงเวลานี้ลมอุ่นพัดพาให้ผิวน้ำในทะเลสาบ สระ และสายน้ำต่าง ๆ เกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ สะท้อนแสงแดดในยามเที่ยง

SBGJ249 และหน้าปัดที่ดุจคลื่นซัดสาด

Grand Seiko ถ่ายทอดความงามแห่งฤดูกาลนี้ไว้บน หน้าปัดของ SBGJ249 ด้วยลวดลายคลื่นละเอียดในโทน ฟ้าอ่อนที่สุด ตัดกับรายละเอียด GMT สีฟ้าเข้ม และการขัดเงาของเข็มและหลักชั่วโมงอย่างวิจิตร ช่วยให้หน้าปัดสะท้อนภาพคลื่นซัดเบา ๆ ได้อย่างสมจริง

Grand Seiko high-beat Caliber 9S86

ขุมพลังของเรือนนี้คือ Caliber 9S86 High-Beat GMT กลไกที่ทั้งแม่นยำและสวยงาม สะท้อนความหรูหราและความประณีตของคอลเลกชัน Elegance อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค: Grand Seiko Elegance Collection SBGJ249

  • กลไก: ระบบอัตโนมัติ Caliber 9S86 พร้อมพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และ GMT พร้อมเข็ม 24 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 39.5 มม. / Lug-to-Lug 46.9 มม. / ความหนา 14.1 มม.
    ผลิตจากสเตนเลสสตีล กันน้ำกระเซ็นถึง 30 ม.
  • หน้าปัด: สีฟ้าอ่อนพร้อมลวดลายคลื่น และหลักชั่วโมงแบบ faceted ขัดเงา
  • สายนาฬิกา: สเตนเลสสตีล พร้อมบานพับสามทบ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement
CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน
Exclusive Interview: H. Moser & Cie. กับ Mr. Bertrand Meylan

Louis Vuitton Tambour Convergence สไตล์วินเทจมินิมัลที่ดูร่วมสมัย พร้อมลีลาการบอกเวลาที่แตกต่าง

เมื่อ Louis Vuitton เล็งเห็นเสน่ห์ในเรือนเวลา Jump Hour และผสานเข้ากับตัวตนของเมซงได้อย่างลงตัว

กลายเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่นาฬิกา jump hour กลายเป็นที่จับตามองในปีนี้ แต่จะว่าไปก็คงไม่ผิดความคาดหมายสักเท่าไร เพราะหลังจากผู้คนเริ่มสะสมนาฬิกา Time-only แบบสามเข็ม ไล่ระดับไปยังนาฬิกาโครโนกราฟ ตามมาด้วยความคลั่งไคล้ในสุดยอดกลไกอย่างทูร์บิญอง การหันมามองรูปแบบการอ่านค่าเวลาอันแสนเรียบง่ายแต่ดูน่าค้นหาอย่างนาฬิกา jump hour จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และ Louis Vuitton ก็เล็งเห็นเสน่ห์ในเรือนเวลาประเภทนี้จึงได้ถือกำเนิดคอลเลกชัน 
Tambour Convergence ขึ้นมาในปีล่าสุดนี้เช่นกัน

เสน่ห์แห่งความเรียบง่ายที่ทรงพลัง

แต่ไหนแต่ไรมาเรามักนึกถึงนาฬิกาที่ผ่านการออกแบบ ตกแต่ง และผลิตชิ้นส่วนกลไกต่างๆ อย่างพิถีพิถัน ในภาพเรือนเวลาดีไซน์ล้ำ 
รายละเอียดวิจิตร ภายในบรรจุไว้ซึ่งกลไกซับซ้อน แต่ Tambour Convergence กลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดหวัง เพราะมาในรูปลักษณ์ที่ดูเรียบง่ายในสไตล์มินิมัล แต่ในขณะเดียวกันนั้น ภายใต้ความเรียบง่าย แฝงไปด้วยความทรงพลังที่ดึงดูดให้เราไม่อาจละสายตาได้ และที่สำคัญมันสร้างภาพจำแจ่มชัดว่านี่คือรูปลักษณ์ใหม่ของ
เรือนเวลาจากเมซง Louis Vuitton 

Tambour Convergence สร้างความรู้สึกอยากทำความรู้จักได้ตั้งแต่แรกเห็นตัวเรือนขนาด 37 มม. ที่รังสรรค์ขึ้นโดย La Fabrique des Boîtiers ที่มาในวัสดุพิงก์โกลด์และแพลตินัมฝังเพชรขนาด 1.71 กะรัตกว่า 795 เม็ด รูปทรงกลมเกลี้ยงน่าสัมผัส มีจุดดึงดูดความสนใจคือหน้าต่างทรงโค้งแสดงค่าชั่วโมงและนาทีที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา montres à guichet ในอดีตกาล ดีไซน์ของตัวเรือนยังโอบรับดีไซน์ร่วมสมัยในแบบฉบับของคอลเลกชัน Tambour ที่ไม่เพียงออกแบบมาเพื่อความสวยงามเป็นหลัก แต่ยังคำนึงถึงรูปทรงที่รองรับข้อมือได้อย่างเหมาะเจาะ ด้วยขอบตัวเรือนที่ค่อยๆ โค้งลงจากด้านหน้าจรดฝาหลัง ทำให้แนบชิดกับข้อมือได้โดยไม่ระคายเคืองผิว ส่วน
ขานาฬิกาที่เพิ่มเข้ามาทำให้ดูแตกต่างจากคอลเลกชัน Tambour 
รุ่นดั้งเดิม และยังช่วยให้ตัวเรือนแนบสนิทกับข้อมือได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย 

การขัดแต่งผิวในรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนช่วยเพิ่มมิติและเติมคาแรกเตอร์ให้ Tambour Convergence ในทุกมุมมอง โดยเฉพาะในรุ่นวัสดุพิงก์โกลด์ 18K ที่ด้านบนตัวเรือนตลอดจนขานาฬิกาด้านนอกขัดเงาด้วยมือให้พื้นผิววาววับ แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นในเชิง
ผิวสัมผัสบริเวณด้านในที่ขัดแซนด์บลาสต์สร้างพื้นผิวที่ดูขัดแย้ง ส่วนด้านข้างของตัวเรือนขัดผิวแบบซาตินให้ผิวสัมผัสที่ดูตัดกัน ทำให้ได้อวดวัสดุอย่างเต็มตา และยังทำให้ตัวเรือนดูบางกว่าความหนา 8 มม. ซึ่งเป็นความหนาตามขนาดจริง 

หน้าต่างแสดงค่าเวลาและลีลาการเปลี่ยนตำแหน่งตัวเลขที่ไม่เหมือนใคร


ความใส่ใจในรายละเอียดของเมซงยังแสดงออกผ่านรูปทรงของหน้าต่างแสดงค่าเวลาทั้งสองช่อง ซึ่งสำหรับสาวกนาฬิกาหน้าต่างรูปทรงนี้อาจดูเหมือนรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในนาฬิกาจำพวก jump hour แต่สำหรับเมซงที่ผูกพันกับการเดินทางและประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง Louis Vuitton แล้ว รูปทรงโค้งนี้มาพร้อมกับเรื่องราวอันทรงคุณค่า เพราะมันได้แรงบันดาลใจมาจากรูปแบบการตกแต่งภายในบ้านพักของครอบครัว Louis Vuitton ในอาส์นิแยร์ และสถานที่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมด้านงานช่างฝีมือของเมซง และยังเป็นรูปทรงโค้งที่ชวนให้นึกถึงความงามของปรากฏการณ์ธรรมชาติ เพราะถ้าสังเกตเส้นขอบรอบนอกที่ล้อมกรอบหน้าต่างไว้ เราจะเห็นว่าแลดูคล้ายกับกลุ่มก้อนเมฆ แต่ละครั้งที่ตัวเลขกระโดดเปลี่ยนตำแหน่งแทนค่าเวลาที่ผ่านเลยไปจึงเป็นเหมือนลำแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านกลุ่มเมฆในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน 

ตัวเลขอารบิกบนแผ่นดิสก์ทองเหลืองนั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มเติมกลิ่นอายสไตล์วินเทจลงไปในความมินิมัลที่ดูร่วมสมัย 
รูปแบบตัวเลขสีน้ำเงินบนแผ่นดิสก์บอกชั่วโมงและนาทีดูอ่อนช้อยด้วยลายเส้นเพรียวบางตวัดปลายหางทำให้แลดูคล้ายกับการอักษรตัวเขียน สีน้ำเงินที่ตัดกับแผ่นดิสก์ทองเหลืองเคลือบ 4N กัลวานิกที่ให้สีทองเปล่งปลั่ง และแพลตินัมเคลือบโรเดียมที่ดูเงางามทำให้
อ่านค่าได้ง่าย และยังเป็นการจับคู่สีที่ดูคลาสสิก เราชอบตรงที่แต่ละหลักชั่วโมงมีเส้นขีดแบ่งชัดเจน ซึ่งเป็นการออกแบบที่คำนึงถึง
ผู้สวมใส่ในการอ่านค่าเวลา และยังช่วยเติมเส้นสายซึ่งช่วยให้ตัวเลขแต่ละหลักมีขอบเขตที่แน่ชัด 

การอ่านค่าเวลาตามขนบนาฬิกา jump hour ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่ดูตัวเลขแสดงค่าเวลาและนาทีจากหน้าต่างทรงโค้งขนาดเล็กเพียงสองช่อง ช่องบนแสดงหน่วยชั่วโมง ช่องล่างทำหน้าที่แสดงหน่วยนาที ระหว่างช่องหน้าต่างทรงโค้งทั้งสองถูกคั่นกลางด้วยรูปทรงข้าวหลามตัด ซึ่งนับเป็นการออกแบบเพื่อเอื้อในการอ่านค่าเวลาได้อย่างแยบยล เพราะปลายข้าวหลามตัดด้านบนจะชี้ไปที่ตัวเลขบอกชั่วโมง ส่วนปลายแหลมด้านล่างจะชี้ตรงกับค่านาที ณ เวลานั้นพอดี 

แต่สิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของ Tambour Convergence นั้นไม่ได้อยู่แค่ดีไซน์ แต่การเคลื่อนไหวเปลี่ยนตำแหน่งของหลักชั่วโมงและนาทียังมีลีลาเฉพาะตัวที่เรียกว่า ‘Dragging hour and minute’ หรือ ‘การแสดงค่าชั่วโมงและนาทีแบบลาก’ อาจจะฟังดูชวนสงสัยว่า การเดินแบบ ‘ลาก’ นั้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นลีลาการเคลื่อนไหวของแผ่นดิสก์บอกชั่วโมงในลักษณะนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 
คงเปรียบได้ว่านาฬิกา jump hour ตามปกติ หลักตัวเลขต่างๆ 
จะเคลื่อนไหวแบบ ‘กระโดด’ ซึ่งตัวเลขจะเคลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วฉับพลันเหมือนกับการกระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ต่างจากการเดินแบบ ‘ลาก’ ที่ตัวเลขจะเปลี่ยนตำแหน่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการเดินอย่างเนิบช้าแต่แน่วแน่และสง่างาม ซึ่งการเดินในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อความเที่ยงตรง แต่ต้องยอมรับว่าส่งผลในเชิงสุนทรียะในยามที่เราเห็นแผ่นดิสก์หลักชั่วโมงหมุนเคลื่อนตัวอย่างราบรื่น  

กลไกใหม่จาก La Fabrique du Temps

ในเมื่อนี่เป็นครั้งแรกที่เมซงเลือกรังสรรค์นาฬิกา jump hour มาไว้ในคอลเลกชัน ดังนั้นในเชิงกลไกย่อมต้องพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยแหล่งผลิต
อินเฮาส์ที่เชื่อมือได้อย่าง La Fabrique du Temps ซึ่งได้สร้างสรรค์กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ LFT MA01.01 ซึ่งขับเคลื่อนฟังก์ชันบอกเวลาที่เดินด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ และสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง ด้วยแรงเหวี่ยงของโรเตอร์ทำจากโรสโกลด์ 18K ที่ส่งมอบพลังงานที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน บาลานซ์แบบ Free-Sprung ที่มาพร้อมบล็อก
แรงเฉื่อยความแม่นยำสูงยังทำให้มั่นใจได้ในความเที่ยงตรง

ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพของกลไกที่ได้รับพัฒนาให้ทำงานได้อย่างราบรื่น การตกแต่งพื้นผิวกลไกแต่ละชิ้นส่วนยังรังสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึงสุนทรียะในทุกมุม โรเตอร์โรสโกลด์ 18K ขอบขัดเงา และดีไซน์โค้งเว้า
เป็นรูปตัว V ผิวสะพานจักรได้รับการขัดแต่งผิวช่วงขอบแบบ
ไมโครแซนด์บลาสต์ รวมถึงรายละเอียดอย่างชิ้นส่วนคลิกของตลับลานที่ออกแบบให้โค้งเว้าอย่างงดงาม ยิ่งส่งเสริมให้กลไกคาลิเบอร์ 
LFT MA01.01. ดูประณีตในทุกองค์ประกอบ ซึ่งชิ้นส่วนกลไกเหล่านี้
เผยให้เห็นผ่านฝาหลังใสให้ชื่นชมรายละเอียดได้อย่างเต็มอิ่ม นับเป็น
อีกหนึ่งกิมมิกที่นำมาตัดกับความเรียบเนี้ยบด้านหน้าได้อย่างมีชั้นเชิง 

 Louis Vuitton Tambour Convergence จึงนับเป็นก้าวใหม่ของเมซงที่มุ่งมั่นพัฒนาไลน์เรือนเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะนี่คือนาฬิกาที่แสดงความเชี่ยวชาญอย่างครบถ้วนทุกด้าน และยังแสดงถึงความ
กล้าหาญในการนำเสนอวิธีการบอกเวลาในรูปแบบที่ไม่เดินตามขนบ แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือการแสดงความเคารพในกลไกจากอดีตกาล
ภายใต้รูปโฉมที่ถูกปรับให้อยู่ร่วมกับบริบทปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: W9PG11, W9PT11 
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ LFT MA01.01 สำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง
  • ความถี่: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง/3 เฮิรตซ์ 
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาทีแบบลาก  
  • ตัวเรือน: พิงก์โกลด์ 18K และแพลตินัมฝังเพชรขนาด 17.1 กะรัต จำนวน 795 เม็ด
  • แผ่นดิสก์บอกเวลา: ทองเหลืองขัดซาตินด้วยมือ เคลือบ 4N กัลวานิก ตัวเลขอารบิก
 สีน้ำเงิน หรือทองเหลืองขัดซาตินด้วยมือ เคลือบโรเดียม  
  • สาย: หนังลูกวัวสีน้ำตาลคาเมลพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดทำจาก พิงก์โกลด์พิมพ์โลโก้ หรือหนังลูกวัวสีน้ำเงินพร้อมตัวล็อก
 แพลตินัมพิมพ์โลโก้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Oris x Cervo Volante เมื่อนาฬิกาพาเรากลับสู่ธรรมชาติแห่งสวิส ชมความหรูหราที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

Oris x Cervo Volante กับผลงานการสร้างสรรค์สายหนังจากการรักษาป่า และจุดยืนแห่งความยั่งยืน

Oris แบรนด์นาฬิกาอิสระจาก Hölstein ได้หวนกลับมาร่วมงานกับ Cervo Volante บริษัทสัญชาติสวิสอีกครั้ง เพื่อสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดไล่เฉดสีส้ม Burnt Maple อันงดงาม การร่วมมือครั้งนี้ได้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังความสวยงาม ทั้งในด้านความยั่งยืนและจิตวิญญาณแห่งเทือกเขาแอลป์อย่างแท้จริง

สายหนังที่ไม่ได้มาจากการล่า แต่มาจากการรักษาป่า

Cervo Volante ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ทรงคุณค่าที่สุดของ Oris โดยบริษัทนี้มีพันธกิจในการผลิตสายนาฬิกาและแอ็กเซสซอรีจากหนังกวางที่ได้จากแหล่งอย่างยั่งยืน เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากความจำเป็นในการควบคุมประชากรกวางในป่าแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในทุกปี หน่วยงานรัฐของสวิสจะต้องกำกับดูแลโครงการนี้อย่างเข้มงวดเพื่อปกป้องผืนป่าอันมีความสำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศ กระบวนการนี้ก่อให้เกิดหนังกวางจำนวนมากที่มักจะถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ Cervo Volante จึงได้เข้ามาเปลี่ยนหนังกวางเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อันสวยงาม ผ่านกระบวนการฟอกหนังที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด

ความพิเศษของสายนาฬิกาหนังกวางที่ทาง Cervo Volante นำเสนอนั้น จะมีสีน้ำตาลมะฮอกกานีเข้มที่มาพร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว คือการที่มันคงไว้ซึ่งร่องรอยและความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของหนัง ในขณะที่บริษัทอื่นอาจมองว่าร่องรอยเหล่านี้เป็นตำหนิและเลือกที่จะทิ้งหนังส่วนนั้นไป แต่ Cervo Volante กลับรักษาเสน่ห์เฉพาะตัวเหล่านี้ไว้ ซึ่งกลายเป็นความหรูหราที่มาพร้อมกับความจริงใจ นาฬิการุ่นนี้มาในรูปของตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40.00 มม. พร้อมกับซองใส่นาฬิกาสำหรับเดินทางที่ผลิตจากหนังกวาง Cervo Volante แบบยั่งยืนในโทนเดียวกันด้วย

หัวใจแห่งการบอกเวลา กับกลไก Calibre 754

ภายในเรือนเวลาขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Swiss Made ในรหัส Oris 754 ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง Ø 25.60 มม. และมีพลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง กลไกนี้มาพร้อมเอกลักษณ์ของเข็มชี้บอกวันที่ Pointer Date อันโดดเด่น โดยปลายเข็มวันที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีเขียวของป่าอันเงียบสงบ ชวนให้รำลึกถึงธรรมชาติของเทือกเขาแอลป์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ฟังก์ชันอื่น ๆ ยังรวมถึงระบบเปลี่ยนวันที่อย่างรวดเร็ว ระบบปรับตั้งเวลาอย่างละเอียด และการหยุดเข็มวินาทีด้วย

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้นนี้มีความหนา 12.20 มม. และสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 5 บาร์ หรือ 50 เมตร กระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์โค้งทั้งสองด้านและเคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน ส่วนฝาหลังเป็นสเตนเลสสตีลขันสกรูที่ติดตั้งกระจกมิเนอรัลเพื่อให้มองเห็นกลไกภายใน หน้าปัดสีส้ม มีหลักชั่วโมง ตัวเลข และเข็มนาฬิกาเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® ทั้งหมดนี้ทำให้นาฬิการุ่นนี้คือความหรูหราที่มาพร้อมความรับผิดชอบที่คุณสามารถสวมใส่เรื่องราวของเทือกเขาแอลป์ได้ในทุกวัน 

ข้อมูลทางเทคนิค
Oris x Cervo Volante (Ref. No. 754 7785 4065-Set)
  • ตัวเรือน: เป็นสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น ขนาด 40.00 มม. สามารถกันน้ำได้ 50 เมตร กระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์โค้งพร้อมเคลือบสารกันแสงสะท้อน
  • หน้าปัด: หน้าปัดเป็นสีส้มไล่เฉดที่เรียกว่า Burnt Maple พร้อมหลักและเข็มนาฬิกาเคลือบด้วยสาร Super-LumiNova®
  • ฟังก์ชั่น: นาฬิกาบอกเวลา ชั่วโมง นาที วินาที และฟังก์ชัน เข็มชี้บอกวันที่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Oris
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Oris 754 (Swiss Made) ซึ่งมีพลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง
  • สาย: สายทำจากหนังกวาง Cervo Volante สีน้ำตาลมะฮอกกานี ซึ่งได้มาจากการผลิตอย่างยั่งยืน และมาพร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
World Watch Day: 10 ตุลาคม 2025 วันที่โลกผนึกรวมใต้เงาเข็มนาฬิกา 10:10
IWC Schaffhausen เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้า เผยโฉม Portugieser Automatic 42 ลิมิเต็ดอิดิชั่น หน้าปัดสีเบอร์กันดี
Hublot MP-17 Meca-10 Arsham Splash การผสานงานศิลป์โบราณคดีเชิงจินตนาการกับพลังงาน 10 วันของจักรกลที่ถูกย่อส่วน

นาฬิกาหรูจะไปทางไหน? สรุปประเด็นร้อน เจาะลึกทุกมุมมองจาก FHH Watch Summit ครั้งแรกที่ New York

สรุป FHH Summit 2025 เจาะ Millennials ตลาดมือสอง งานฝีมือ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2025 Fondation Haute Horlogerie (FHH) ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในวาระครบรอบ 20 ปี ด้วยการจัดการประชุม FHH Watch Summit ครั้งแรก ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยมีผู้เข้าร่วมเกือบ 300 คนที่ The Glasshouse Chelsea ซึ่งเป็นส่วนผสมอันลงตัวของมืออาชีพในอุตสาหกรรม นักสะสม สื่อมวลชน และผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา

FHH Forum ซึ่งปกติจัดขึ้นที่เจนีวา ได้เดินทางมาถึงตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเปิดเวทีเสวนาเข้มข้นถึงอนาคตของวงการนาฬิกาหรู โดยมีผู้ทรงอิทธิพลจาก NYU Stern, WWD, Hodinkee, และ Craft + Tailored มาร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ

I. คนซื้อนาฬิกาหรูคนใหม่ ผู้เปลี่ยนกฎของเกม

ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างร้อนแรงคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ “ผู้บริโภคสายลักชัวรีที่กำลังพัฒนา” โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial และ Gen Z ที่กำลังเข้ามาสร้างนิยามใหม่ให้กับความหรูหรา

1. นี่อาจไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์อีกต่อไปแล้ว แต่คือ ‘งานฝีมือ’ และ ‘ความจริงใจ’

Todd Snyder แฟชั่นดีไซเนอร์และผู้ร่วมเสวนา ชี้ว่า แบรนด์ยักษ์ใหญ่จะพึ่งพาแค่ชื่อเสียงเดิม ๆ ไม่ได้อีกแล้ว เพราะคนรุ่นใหม่ไม่สนใจชื่อแบรนด์ดัง ๆ มากเท่าที่ผ่านมา ผู้บริโภคยุคใหม่มีความรู้เรื่องนาฬิกามากขึ้น จากการเสพคอนเทนต์ดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย และให้ความสำคัญกับ “องค์ประกอบของนาฬิกา” มากกว่าชื่อผู้ผลิต

  • พื้นที่ปลอดภัยจากโลกดิจิทัล: Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution ให้ความเห็นว่า การที่คนหนุ่มสาวหันมาสนใจนาฬิกาอย่างมาก เป็นผลมาจากความต้องการ “แสวงหาที่พึ่งพิง” หรือสร้างขอบเขตจากโลกดิจิทัลที่ฉาบฉวยและใช้แล้วทิ้ง พวกเขาจึงหลงรักใน “งานฝีมือ” (Craftsmanship) และ “ศิลปะดั้งเดิม” ที่ช่างทำนาฬิกาตั้งใจทำทุกอย่างด้วยมือ

2. ตลาดมือสองคือประตูหลัก (เมื่อราคาตลาดใหม่ “สูงเกินจริง”)

ราคาที่เข้าไม่ถึง เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นคนรุ่นใหม่ไม่ให้เข้าถึงตลาดนาฬิกาใหม่ (Primary Market)

  • อุปสรรคด้านราคา: จากข้อมูล Deloitte Swiss Watch Industry Study 2025 ที่นำเสนอโดย Jean-Emmanuel Biondi ระบุว่า 58% ของลูกค้าใหม่กล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถจ่ายได้เกิน $1,500 – $2,000 เพื่อซื้อนาฬิกา
  • ทางเลือกตลาดรอง: ด้วยราคาที่สูงเกินจริง (delusional prices) และสินค้าขาดแคลน ทำให้ 40% ของผู้ซื้ออายุน้อยเข้าสู่วงการผ่าน ตลาดมือสอง (Secondary Market) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม Baby Boomer

3. นิยามความหรูหราเปลี่ยนไป เน้น ‘ความสบาย’ และ ‘ความโปร่งใส’

Austin Chu จาก Wristcheck ได้สะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปว่า ความหรูหราในปัจจุบันเน้นที่ “ความสบาย” (Comfort) มากกว่าความสวยงามทางสุนทรียภาพ ผู้บริโภคยุคใหม่จะเน้นความถูกต้องแท้จริง (authenticity) และความโปร่งใส (transparency)

  • ความท้าทายของแบรนด์: ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องต้องกันว่า แบรนด์นาฬิกาหรูต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับผู้บริโภค เพื่อตามให้ทัน หรือเสี่ยงที่จะสูญเสียความเกี่ยวข้องกับคนรุ่นต่อไป โดยต้องปรับปรุงทั้งในเรื่องการสร้างแบรนด์ การขายปลีก และความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • ความยั่งยืนเป็นปัจจัยรอง: Patrick Pruniaux, CEO ของ Sowind Group (Ulysee Nardin และ Girard-Perregaux) ยอมรับว่าการใช้วัสดุที่ยั่งยืน (sustainable materials) ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อนาฬิกาหรู แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำ แต่ต้นทุนในการผลิตก็สูงมากจนอาจทำให้ราคาสูงเกินกว่างบประมาณของผู้ซื้ออายุน้อย

II. พลังของตลาดมือสองและการศึกษาที่เปิดกว้าง

การเติบโตของตลาดมือสองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นทางเข้าที่ถูกกว่าเท่านั้น แต่ยังเป็น “แหล่งการเรียนรู้” ที่สำคัญอีกด้วย

  • ศูนย์รวมความรู้: Paul Boutros จาก Phillips Auctioneers กล่าวว่า วิธีที่เร็วและง่ายที่สุดในการเรียนรู้เกี่ยวกับนาฬิกาคือการมาที่โรงประมูล ที่นี่คุณสามารถเห็นนาฬิกา 100-200 เรือนจากแบรนด์และยุคสมัยที่หลากหลาย ลองสวมใส่ และพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญได้โดยไม่มีแรงกดดันในการซื้อ
  • ความต้องการมาตรฐาน: Georgia Benjamin นักสะสมและ Content Creator เรียกร้องให้มี ความโปร่งใสและการศึกษา มากขึ้นเกี่ยวกับเหตุผลของราคาสูงและสภาพของนาฬิกา James Lamdin จาก Analog:Shift กล่าวเสริมว่า ควรมีการกำหนด “ภาษากลาง” สำหรับผู้ค้ามือสองในการใช้คำบรรยายสภาพนาฬิกาอย่างสม่ำเสมอ เช่น คำว่า “unpolished”
  • ‘ซื้อผู้ขาย’ ไม่ใช่ ‘กล่องและใบ’: ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดเรื่องความสำคัญของ “กล่องและใบรับประกัน” (box and papers) ซึ่งให้ความรู้สึกปลอดภัยที่ผิด ๆ แต่แนะนำว่าผู้ซื้อควร “ซื้อผู้ขาย” (buy the seller) และมองหาผู้ค้าที่รับประกันความถูกต้องแท้จริงของสินค้าด้วยการรับประกันคืนเงิน

III. FHH Academy การให้ความรู้คือภารกิจหลัก

นอกเหนือจากการเสวนาที่ Glasshouse Chelsea แล้ว งานนี้ยังมีการเปิดตัวโครงการสำคัญของ FHH Academy ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของ FHH ในการเผยแพร่ความรู้เรื่องนาฬิกาให้เป็นสากล

การรับรองความรู้สำหรับผู้บริโภค (Consumer Certification)

FHH Academy ได้ประกาศเปิดตัว “FHH Certification for Consumers” ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรมและรับรองความรู้ด้านเรือนเวลา

  • ระดับแรก: การรับรองระดับแรกคือ “Watch Advisor” ซึ่งประกอบด้วยวิดีโอซีรีส์ Watch Essentials 10 บท ที่สำรวจพื้นฐานของนาฬิกาหรู ทั้งประวัติศาสตร์ งานฝีมือ กลไก และเรือนเวลาที่เป็นสัญลักษณ์
  • เป้าหมาย: Aurélie Streit รองประธาน FHH กล่าวว่า ภารกิจของ FHH คือการแบ่งปันความรู้ด้านการทำนาฬิกาไปทั่วโลก เพื่อให้วัฒนธรรมเรือนเวลามีความ “ครอบคลุม เข้าถึงได้ และน่าสนใจ” สำหรับทุกคน โดยเป็นการเติมเต็มช่องว่างระหว่างความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพกับความสนใจของสาธารณชน

IV. ตำนานและความเข้าใจผิดในวงการนาฬิกา

การเสวนาปิดท้ายในหัวข้อ “Myths and Misconceptions in Watchmaking” ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “เล่าเรื่องที่สมดุลและถูกต้อง”

  • การแปลภาษาแบรนด์: TanTan Wang บรรณาธิการจาก Hodinkee ชี้ว่า สื่อด้านนาฬิกาต้องทำหน้าที่เหมือน “Rosetta Stone” ในการแปลสารจากแบรนด์ที่ “พูดภาษาของตัวเอง” ให้เป็น “ภาษาอังกฤษธรรมดา” (plain English) เพื่อป้องกันการเกิดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปสู่ผู้รับสาร
  • ความเข้าใจผิดเรื่อง “In-House”: หนึ่งในความเข้าใจผิดทางวัฒนธรรมที่พบบ่อยคือ ความคิดที่ว่ากลไก “In-House” หรือ “Manufacture Calibres” นั้นหมายถึง “ดีกว่าเสมอ” ในความเป็นจริง คำเหล่านี้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ซับซ้อน
  • Glashütte ไม่ใช่แบรนด์: Ines Hatzmannsberger จาก Nomos Glashütte เล่าเรื่องราวที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เข้าร่วม โดยเผยว่า Nomos ได้รับนาฬิกาที่ส่งมาผิดที่เพื่อซ่อมบำรุง “เกือบทุกสัปดาห์” เนื่องจากหลายคนคิดว่า “Glashütte” เป็นชื่อแบรนด์ ทั้งที่จริงแล้วมันคือ ชื่อเมืองเล็ก ๆ ในเยอรมนี

บทสรุปจากนิวยอร์กถึงความชัดเจน ซึ่งวงการนาฬิกาหรูไม่สามารถยืนอยู่บนความสง่างามแต่เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องการความโปร่งใส การเล่าเรื่องที่จริงใจ และการให้ความรู้ อย่างจริงจัง เพื่อเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และขับเคลื่อนวัฒนธรรมเรือนเวลาไปข้างหน้า

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
รวมนาฬิกา tourbillon จากหลากแบรนด์ในปี 2025
ZENITH DEFY Skyline Tourbillon การตีความใหม่ของความหรูหราด้วยตัวเรือนโรสโกลด์และเฉดสีอิฐแห่งมรดก
คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune

Santos de Cartier Titanium การบุกเบิกครั้งใหม่ด้วยไทเทเนียมและจิตวิญญาณนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่

Santos de Cartier Titanium การทวงคืนจิตวิญญาณนักสำรวจ

Cartier Santos คือนาฬิกาที่เป็นหนึ่งในไอคอนแห่งโลกเรือนเวลา เหมือนการสถาปนา “นาฬิกาข้อมือผู้ชาย” สมัยใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1904 จากมิตรภาพระหว่าง Louis Cartier และ Alberto Santos-Dumont นักบินผู้บุกเบิกชาวบราซิล ดีไซน์สี่เหลี่ยมมุมมนอันเป็นเอกลักษณ์พร้อมสกรูที่มองเห็นได้ชัดเจนจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความล้ำสมัยเสมอมา และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ดีเอ็นเอแห่งการบุกเบิกก็เรียกร้องให้นาฬิการุ่นนี้ต้องวิวัฒนาการอีกครั้ง ซึ่งในปี 2025 นี้ Cartier ได้ตอกย้ำปรัชญาดังกล่าวด้วยการเปิดตัว Santos de Cartier รุ่นตัวเรือนไทเทเนียม ซึ่งเป็นการสำรวจเส้นทางใหม่ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับความเบาสบายและคุณสมบัติทางเทคนิคที่ล้ำหน้าของโลกยุคปัจจุบัน

การปฏิวัติด้วยวัสดุ เมื่อน้ำหนักเบาคือความหรูหราใหม่

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ Santos de Cartier รุ่นใหม่นี้คือการเลือกใช้ไทเทเนียม Grade 5 สำหรับตัวเรือนและสาย วัสดุชั้นสูงนี้ไม่เพียงมอบความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าเท่านั้น ยังให้คุณสมบัติในการลดน้ำหนักนาฬิกาลงได้ถึง 43% เมื่อเทียบกับรุ่นสตีล ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์การสวมใส่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรักนาฬิกาในปัจจุบันที่แสวงหาความคล่องตัวตลอดวัน

ตัวเรือนขนาด 39.8 มม. และความหนาเพียง 9.38 มม. ถูกนำเสนอด้วยผิวสัมผัสแบบ พ่นทรายด้าน (bead-blasted matte finish) ทั้งหมด การตกแต่งพื้นผิวเช่นนี้ทำให้เกิดคอนทราสต์ที่น่าทึ่งกับความเงางามของกรอบสกรูที่อยู่บนขอบตัวเรือนและสาย ความด้านของไทเทเนียมในเฉดสีแอนทราไซต์ (Anthracite) จึงให้ลุคที่ดูดิบและมีความเป็นสถาปัตยกรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิญญาณนักบินและอุตสาหกรรม ส่วนเม็ดมะยมเจ็ดเหลี่ยมยังคงประดับด้วย Black Spinel หรือ Faceted Spinel เพื่อเพิ่มความขัดแย้งเชิงดีไซน์ที่ละเอียดอ่อน

หัวใจกลไกและฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริง

ภายใต้หน้าปัดไทเทเนียมนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Cartier Calibre 1847 MC ซึ่งเป็นกลไกที่ผลิตเองในโรงงาน (In-house) โดยทำงานด้วยความถี่ 28,800 vph (4Hz) และให้พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความทนทานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง เพราะมีการติดตั้งชิ้นส่วนที่ทำจาก นิกเกิล-ฟอสฟอรัส ที่มีคุณสมบัติต้านทานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และมีเกราะป้องกัน (soft iron shield) เพื่อเพิ่มความเสถียรเมื่อต้องเผชิญกับสนามแม่เหล็กทั่วไป

Santos Titanium ยังคงรักษาโค้ดดีไซน์คลาสสิกของ Cartier ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งตัวเลขโรมันและเข็มรูปดาบสีฟ้า (Blued-steel sword hands) โดยมีช่องแสดงวันที่อยู่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานด้วยความสามารถในการกันน้ำที่ 100 เมตร 

ความชาญฉลาดด้านฟังก์ชันคือ ระบบ QuickSwitch ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนจากสร้อยข้อมือไทเทเนียมพร้อมระบบปรับความยาว SmartLink ไปเป็นสายหนังจระเข้ผิวหนังกลับสีที่สองได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ เป็นการตอกย้ำความตั้งใจของ Cartier ที่จะให้ Santos เป็นนาฬิกาที่ปรับเปลี่ยนได้ตามบริบท ตั้งแต่การใช้งานที่สมบุกสมบันจนถึงงานราตรี

การใช้ไทเทเนียมเป็นเครื่องมือปรับสมดุล

ในมุมมองของของเราการเปิดตัว Santos de Cartier Titanium นี้นอกจากการเลือกใช้วัสดุใหม่เพื่อตามกระแส ยังเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งของ Cartier เพื่อ ปรับสมดุล ให้กับไอคอนอายุ 120 ปีนี้

ประการแรกคือ การแก้โจทย์ความสบาย รุ่น Santos Large Model นั้นเป็นที่รักในด้านดีไซน์ แต่ด้วยตัวเรือนสตีลที่มีมิติค่อนข้างเหลี่ยมและแบน ทำให้น้ำหนักเป็นประเด็นที่คนมักพูดถึง การลดน้ำหนักลงเกือบครึ่งด้วยไทเทเนียม จึงเป็นการแก้ไขจุดอ่อนสำคัญอย่างชาญฉลาด ทำให้นาฬิกาที่มีขนาด 39.8  มม. นี้รู้สึกคล่องตัวและเป็นมิตรกับข้อมือทุกขนาดมากขึ้น

ประการที่สองคือ การตีความความหรูหราใหม่ ในขณะที่ Cartier มักถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มีความประณีตและเน้นทองคำ การนำเสนอไทเทเนียมพ่นทรายด้านนี้เป็นการโอบรับสุนทรียศาสตร์แบบ “Quiet Luxury” ที่เน้นคุณค่าทางเทคนิคและความลุ่มลึกของพื้นผิวมากกว่าความแวววาว มันคือการฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของ Santos ที่มักมากับความเงางามของสตีลขัดเงาและตอกย้ำว่าความหรูหราที่แท้จริงคือความสมบูรณ์แบบของการใช้งานและความสบายในการสวมใส่

ดังนั้น Santos Titanium จึงไม่ได้เป็นเพียงรุ่นที่แตกต่างในคอลเลกชัน แต่คือพิมพ์เขียวสำหรับอนาคต ที่ Cartier พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถพัฒนาดีไซน์ระดับตำนานไปข้างหน้าได้ โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญเดิม มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างโค้ดดีไซน์ที่ชัดเจนกับประสิทธิภาพสมัยใหม่ ซึ่งรับประกันว่า Santos จะยังคงเป็นมาตรฐานของนาฬิกาข้อมือผู้ชายในศตวรรษที่ 21 ต่อไปอย่างไม่มีข้อสงสัย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Santos de Cartier Titanium (Large Model Ref. CRWSSA0089)
  • ตัวเรือน: วัสดุ ไทเทเนียม Grade 5 ขนาด 39.8 มม. หนา 9.38 มม. ตัวเรือนพ่นทรายด้านทั้งหมด กันน้ำได้ 100 เมตร และมีเม็ดมะยมประดับด้วย Black Spinel
  • หน้าปัด: สีแอนทราไซต์ (Anthracite) มาพร้อมตัวเลขโรมันและเข็มเหล็กกล้าสีฟ้า (Blued-steel) มีช่องแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Cartier Calibre 1847 MC (In-house) ทำงานด้วยความถี่ 28,800 vph (4Hz) และมีกำลังสำรอง 42 ชั่วโมง กลไกมีคุณสมบัติทนทานต่อสนามแม่เหล็กด้วยเกราะ Soft Iron
  • สาย: มาพร้อมสร้อยข้อมือไทเทเนียม ที่มีระบบปรับความยาว SmartLink และ สายหนังจระเข้ผิวกลับ ทั้งสองแบบสามารถเปลี่ยนสลับได้ทันทีด้วยระบบ QuickSwitch

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune
ZENITH DEFY Skyline Tourbillon การตีความใหม่ของความหรูหราด้วยตัวเรือนโรสโกลด์และเฉดสีอิฐแห่งมรดก
Patek Philippe Gondolo Serata Zebra จากมรดกแห่งบราซิล สู่เรือนเวลาหน้าปัดม้าลายที่ดูมีชีวิต

รวมนาฬิกา tourbillon จากหลากแบรนด์ในปี 2025

สุดยอดกลไกที่เชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำที่น่าจับตามองในปีนี้

ความเที่ยงตรงของนาฬิกาข้อมือที่เราใช้ในยุคปัจจุบันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลของแรงโน้มถ่วงเหมือนนาฬิกาพกในสมัยอดีต แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความหลงใหลที่มีต่อคอมพลิเคชันที่เรียกว่า tourbillon ลดน้อยลงเลย ดูจากตัวอย่างผลงานที่แบรนด์ต่างๆ นำเสนอในปีนี้ นั่นเป็นเพราะทูร์บิญองได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นนาฬิกาชั้นสูง แถมยังเป็นเหมือนแคนวาสให้แบรนด์นาฬิกาชั้นนำต่างๆ ได้ประลองความคิดสร้างสรรค์ด้วย 

‘ทูร์บิญอง’ เป็นชื่อภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึงการหมุนวนเหมือน
วงโคจร คอมพลิเคชันอันน่าอัศจรรย์นี้ถือกำเนิดโดยชายผู้มีนามว่า  
อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ (Abraham-Louis Breguet) ชายชาวฝรั่งเศสซึ่งอพยพหนีภัยการเมืองไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงหนึ่งก่อนจะเดินทางกลับมายังถิ่นเกิด ตอนนั้นเขาเป็นที่รู้จักในฐานะวอทช์เมเกอร์ผู้มอบมรดกให้กับโลกนาฬิกา ทั้งในด้านกลไก (ระบบรองรับแรงกระแทกในนาฬิกา สปริงแบบเบรเกต์ ลวดฆ้องในนาฬิกาตีบอกเวลา) และดีไซน์ (ฟอนต์ตัวเลขอารบิกแบบเบรเกต์ เข็มสีน้ำเงินแบบเบรเกต์ สไตล์กิโยเช่แบบเบรเกต์)

เบรเกต์เข้าใจดีว่าการเดินของนาฬิกานั้นมีความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงของโลก ลองนึกภาพนาฬิกาพกที่ถูกวางไว้ในแนวระนาบ (เช่น บนโต๊ะ) ซึ่งทุกชิ้นส่วนกลไกจะถูกแรงโน้มถ่วงกระทำในระดับที่เท่ากัน กับนาฬิกาที่แขวนห้อยในแนวดิ่งยามเก็บไว้ในกระเป๋าเป็นเวลานานๆ ซึ่งแรงดึงดูดของโลกจะส่งผลต่อการทำงานของชิ้นส่วนฟันเฟืองต่างๆ ทำให้เวลาคลาดเคลื่อน เบรเกต์จึงแก้ไขด้วยการจับเอาชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบ (ซึ่งก็คือบาลานซ์วีล บาลานซ์สปริง และเอสเคปเมนต์) ใส่เข้าไปใน
กรงที่หมุนอยู่ตลอดเวลา เป็นการชดเชยความคลาดเคลื่อน ทำให้
แสดงเวลาได้อย่างแม่นยำที่สุด และลักษณะการหมุนนั้นก็เป็นที่มา
ของชื่อคอมพลิเคชันทูร์บิญอง

“ด้วยสิ่งประดิษฐ์นี้ ข้าพเจ้าสามารถชดเชยความผิดปกติที่เกิดจากการเปลี่ยนตำแหน่งของจุดศูนย์ถ่วงอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของ
เรกูเลเตอร์ได้สำเร็จ ด้วยการใช้หลักการถ่วงดุลให้กลไกเคลื่อนไหวได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งกระจายแรงเสียดทานไปทั่วทุกจุดของแกนหมุนและช่องที่แกนเคลื่อนไหวอยู่”

Abraham-Louis Breguet

เบรเกต์ได้กล่าวไว้ เขาได้จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์นี้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801 หลังจากนั้น เขาใช้เวลาหลายปีในการสร้างสรรค์นาฬิกาทูร์บิญองเรือนแรกที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนจนแล้วเสร็จในปี 1805 ตลอดช่วงชีวิตของอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ เขาได้ผลิต
นาฬิกาพ็อกเก็ตวอทช์ที่มีทูร์บิญองทั้งสิ้น 35 เรือน และมี 20 เรือนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน นวัตกรรมที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้ถือเป็นมรดกสำคัญ 
ไม่เพียงเฉพาะต่อแบรนด์ของเขาเอง แต่ยังรวมถึงโลกนาฬิกาชั้นสูงด้วย

“ทูร์บิญองซึ่งคิดค้นโดยอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ เมื่อปี 1801 ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา ความเชี่ยวชาญในการสร้างกลไกนี้สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางเทคนิคที่ Breguet ยึดมั่นมาโดยตลอด 200 ปี” Gregory Kissling ซีอีโอคนปัจจุบันของ Breguet กล่าว ในวาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ ทาง Breguet จึงได้สร้างสรรค์ผลงานพิเศษออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเฉลิมฉลอง และผลงานลำดับที่ 4 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวล่าสุดก็คือ Classique Tourbillon Sidéral 7255 ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น โดยเบสมาจากนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองเรือนแรกของแบรนด์ รหัส 3350 ซึ่งเปิดตัวในปี 1990 ความพิเศษของผลงานนี้ก็คือ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีการนำเสนอฟลายอิ้งทูร์บิญองซึ่งต่างจากทูร์บิญองทั่วไปตรงที่ยึดด้วยบริดจ์ด้านล่างเพียงจุดเดียว และปราศจากบาร์ยึดจากด้านบน ทำให้ดูราวกับลอยอยู่ 

กลไกทูร์บิญองในรุ่นนี้ยังได้รับการออกแบบให้ยกตัวขึ้นเพื่อเน้นมิติของกลไกและให้ความรู้สึกเหมือนกำลังลอยตัว โดยสูงขึ้นจากแผ่นเพลต
2.2 มม. และลอยเหนือหน้าปัด 0.9 มม. และ Breguet ยังได้เพิ่ม Mysterious complication ซึ่งเป็นการทำให้แต่ละชิ้นส่วนของกลไกเคลื่อนไหวโดยดูราวกับไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่นๆ โดยอาศัยเรกูเลเตอร์ที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งบริดจ์ล่างและฐานรองกรงทูร์บิญองยังผลิตจากกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน จึงดูโปร่งใส ก่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์เหมือนลอยได้ 

ผลงานนี้ยังสื่อถึงความเชื่อมโยงกับดาราศาสตร์ โดยคำว่า 
Sidéral หมายถึงดวงดาว อีกทั้งทูร์บิญองยังสื่อถึงการโคจร และตัวของ
อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์  ซึ่งมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ และยังได้ทำงานกับนักดาราศาสตร์มากมายในช่วงชีวิตของเขา และเหนืออื่นใด จุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์ครุ่นคิดเรื่องเวลายังมาจากการสังเกตดวงดาวบนฟ้า  ด้วยเหตุนี้ ทางแบรนด์จึงเลือกตกแต่งหน้าปัดด้วยอีนาเมล aventurine เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นศาสตร์ที่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 17 และยังผลิตตัวเรือนด้วย Breguet gold ซึ่งเป็นโลหะผสมที่เปิดตัวในปีนี้ โดยเป็นสีทองโทนอุ่นเจือชมพู ทั้งยังสลักลายกิโยเช่แบบ Quai de l’Horloge ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยชื่อมาจากสถานที่ตั้งร้านแรกของเบรเกต์ในปารีส และได้แรงบันดาลใจมาจากสายน้ำในแม่น้ำแซน

“นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Breguet ที่มีการนำเสนอ 
ฟลายอิ้งทูร์บิญอง ซึ่งเป็นการยกย่องสิ่งประดิษฐ์ของปรมาจารย์ 
อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์” มร. คิสลิ่ง กล่าว “ผมกล้าพูดเลยว่า Classique Tourbillon Sidéral 7255 คือบทกวีที่แต่งให้กับทูร์บิญองโดยแท้ จนการบอกเวลายังดูเหมือนเป็นเรื่องรองไปเลย”

MODERN-DAY  TOURBILLONS

ARNOLD & SON 

Constant Force Tourbillon 11 จาก Arnold & Son แบรนด์นาฬิกาจากอังกฤษซึ่งปัจจุบันตั้งโรงงานอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้แรงบันดาลใจมาจากมิตรภาพของสองวอทช์เมกเกอร์ในยุคเรืองปัญญา นั่นคือ จอห์น 
อาร์โนลด์ ช่างนาฬิกาผู้ก่อตั้งแบรนด์ และอับราฮัม หลุยส์-เบรเกต์ 
วอทช์เมกเกอร์ชาวฝรั่งเศส ทั้งสองมักข้ามประเทศเพื่อไปมาหาสู่และมักจะปรึกษากันเรื่องการพัฒนากลไกนาฬิกา แถมยังส่งบุตรชายของแต่ละฝ่ายไปฝึกกับอีกฝ่าย อัจฉริยะทั้งสองสามารถหาวิธีที่ดีที่สุดในการขจัดความคลาดเคลื่อนในการเดินของบาลานซ์นาฬิกาได้สำเร็จ ความสนิทสนมของทั้งสองปรากฏชัดในนาฬิกาทูร์บิญองที่เบรเกต์ออกแบบบน
พื้นฐานของนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์หมายเลข 11 ของจอห์น อาร์โนลด์ และมอบให้กับลูกชายของอาร์โนลด์หลังจากที่ผู้เป็นพ่อเสียชีวิตไปแล้ว 

เพื่อเป็นเกียรติแก่อัจฉริยะทั้งสองและเป็นบทส่งท้ายของการฉลอง 260 ปีของจอห์น อาร์โนลด์ ทางแบรนด์ Arnold & Son จึงได้สร้างสรรค์ Constant Force Tourbillon 11 ตัวเรือนทำจากทองคำ 18 กะรัตขนาด 41.5 มม. มาพร้อมกลไกจักรกลไขลานด้วยมือ ติดตั้งบาร์เรลคู่ที่ให้กำลังลานสำรองได้นานถึง 100 ชั่วโมง ติดตั้งกลไก constant force ซึ่งสามารถมองเห็นได้บนหน้าปัดเคลือบอีนาเมล และควบคุมความเที่ยงตรงด้วย
ทูร์บิญองซึ่งมองเห็นได้จากด้านหลัง และโครงสร้างของคาลิเบอร์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องวัดเวลา (timekeeping instrument) ที่ขับเคลื่อนด้วยทูร์บิญองเรือนแรกซึ่งเบรเกต์สร้างขึ้นในปี 1808 โดยอ้างอิงจากกลไกโครโนมิเตอร์ที่ออกแบบโดยจอห์น อาร์โนลด์ 

นาฬิกานี้ผลิตขึ้นมาเพียง 11 เรือนเท่านั้น และหนึ่งในผู้ที่ได้
ครอบครองก็คือนักร้องหนุ่ม Ed Sheeran ผู้หลงใหลในนาฬิกา และใส่นาฬิการุ่นนี้ถ่ายรูปลงในนิตยสารไทม์ในการจัดอันดับ 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกครั้งล่าสุด

Purity Wavy Central Tourbillon

ARTYA 

กลไกคาลิเบอร์เซ็นทรัลทูร์บิญองซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grand Prix d’Horlogerie เมื่อปี  2024 ได้หวนกลับมาในรูปโฉมใหม่ในชื่อ Purity Wavy Central Tourbillon Purple 40 mm โดดเด่นสะดุดตาด้วยชิ้นแซฟไฟร์สีม่วงกลางหน้าปัด พร้อมทูร์บิญองโอเวอร์ไซส์ 19 มม. แถมกลไกยังทำที่ความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากสำหรับทูร์บิญองขนาดนี้ พร้อมบาร์เรลคู่ที่ทำงานประสานกันเพื่อส่งแรงบิดที่เพียงพอสำหรับพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

กลไก PUR-T4 ยังนับเป็นกลไกทูร์บิญองแบบอัตโนมัติรุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นโดยโรงงานของ ArtyA โดยมีการออกแบบอย่างตั้งใจเพื่อให้ทูร์บิญอง
โดดเด่นเป็นพระเอก จึงได้ถอดเข็มกลางออกทั้งหมด เวลาถูกแสดงผลผ่านตัวบอกชั่วโมงและนาทีแบบรอบขอบตัวเรือนใต้หน้าปัดแซฟไฟร์

ตัวเรือนแซฟไฟร์ Wavy ขนาด 40 มม. เรือนนี้สะท้อนถึงแนวคิดการออกแบบนาฬิกาที่กล้าหาญโดยได้รับการตีความใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับคาลิเบอร์เซ็นทรัลทูร์บิญอง โครงสร้างตัวเรือนยกสูงขึ้นช่วยเพิ่มมิติ อีกทั้งวัสดุอย่างแซฟไฟร์โปร่งใสนอกจากจะทนต่อรอยขีดข่วนและ
การสึกหรอแล้ว ยังมอบมุมมองแบบพาโนรามา และสะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการผสมผสานอันลงตัวระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยและความงามประณีต

Alpine Eagle Flying Tourbillon

CHOPARD

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 Chopard ได้เปิดตัว Alpine Eagle Flying Tourbillon ซึ่งทางแบรนด์เป็นเจ้าเดียวที่สามารถผลิตกลไกฟลายอิ้ง
ทูร์บิญองที่ได้รับการรับรองความแม่นยำโครโนมิเตอร์และตรา Poinçon de Genève ล่าสุด ทางแบรนด์ได้เผยเวอร์ชันที่ 3 ของนาฬิกานี้ซึ่งผลิตจาก Lucent Steel™ สตีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟของแบรนด์ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและผลิตจากวัสดุรีไซเคิลมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ พร้อมหน้าปัดเฉดสีใหม่ ‘Rhône Blue’ ซึ่งได้แรงบันดาลจากฉากทัศน์ธรรมชาติของ
เทือกเขาแอลป์ ต้นกำเนิดของแม่น้ำ ‘Rhône’

พื้นหน้าปัดทอง 18K แกะสลักเป็นเส้นรัศมีลายโค้งที่ได้
แรงบันดาลใจมาจากลายม่านตาของนกอินทรี ซึ่งวนเข้าหาทูร์บิญองที่
ติดตั้ง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาโครงของนาฬิกาฟลายอิ้งทูร์บิญองซึ่งหมุนครบรอบทุก 1 นาที ถูกยึดไว้ด้วยสะพานจักรทางด้านล่าง เผยให้เห็นโครงสร้างจักรกลแบบ 3 มิติ ทำงานด้วยออโตเมติกทูร์บิญอง Cal.LUC 96.24-L ซึ่งพัฒนาต่อยอดขึ้นจาก Cal.LUC 96.01-L กลไก ‘อินเฮาส์’ รุ่นแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1997 ซึ่งบางแค่ 3.3 มม. เดินกำลังด้วยความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 65 ชั่วโมง จากการ
ติดตั้งตลับลานแบบ 2 ชั้นด้วยเทคโนโลยี ‘Chopard Twin’ ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่แฝงไว้ด้วยความหรูหราประณีตเป็นที่สุด

Tourbillon 8

CVSTOS 

ตลอดระยะเวลา 20 ปี CVSTOS แบรนด์นาฬิกาอิสระได้พยายามทลายขอบเขตเดิมๆ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ  ดังที่ปรากฏใน Tourbillon 8 ผลงานฉลอง
ครบรอบซึ่งโดดเด่นด้วยโครงสร้างแบบแนวตั้ง เล่นกับความลึกและความเบา ขอบด้านข้างตัวเรือนฉลุและประกอบเข้ากับแซฟไฟร์เพื่อความโปร่ง ทำให้มองเห็นกลไก
ที่มีรูปทรงคล้ายเลข 8 จากทุกมุมมอง 

หัวใจของนาฬิกาสุดพิเศษเรือนนี้คือฟลายอิ้งทูร์บิญองซึ่งทำงานอย่างแม่นยำและเสถียร ทั้งยังมีระบบกันกระแทกล้ำสมัยตรงบริเวณฐานของกลไก จึงดูดซับแรงกระแทกและรับประกันความแข็งแรงทนทาน  ทำให้ผลงานนี้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน แตกต่างจากทูร์บิญองแบบดั้งเดิมที่มักถูกมองว่าบอบบาง  อีกทั้งการใช้ไทเทเนียมและอะลูมิเนียมช่วยให้
ตัวเรือนมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ  และความสบายในการสวมใส่บนข้อมือ  

Tourbillon 8  มีตัวเรือน 4 วัสดุให้เลือก คือ ตัวเรือนเรดโกลด์จับคู่กลไกทอง  ตัวเรือนไทเทเนียมจับคู่กับกลไกน้ำเงิน ตัวเรือนแซฟไฟร์จับคู่กลไกสีน้ำเงิน และตัวเรือนแซฟไฟร์จับคู่กลไกชุบโรเดียม ผลิตแบบละ 20 เรือนเท่านั้น

CZAPEK 

“นักสะสมของเรามักจะถามเสมอว่า ‘ต่อไปจะมีอะไร?’ สำหรับรุ่น Antarctique” ซาวิเยร์ เดอ โรเกมอเรล ซีอีโอของ Czapek เล่า “หลังจาก
กลไก Rattrapante เราขอก้าว
ไปในทิศทางที่อาจไม่คาดคิด นั่นคือ การนำเรกูเลเตอร์อายุสองศตวรรษอย่างทูร์บิญองมาตีความใหม่  จุดเริ่มต้นของเรายังคงเหมือนเดิม คือการเล่นกับความขัดแย้งระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์และความล้ำสมัย และผลลัพธ์ก็คือคาลิเบอร์ทูร์บิญองใหม่เรือนนี้”

นาฬิกาสไตล์สปอร์ตชิค Antarctique Tourbillon นี้สมกับที่เป็นผลงานครอบรอบ 10 ปีการกลับมาของ Czapek และยังตรงกับวาระ
ครบรอบ 180 ปี ของแบรนด์ด้วย ดีไซน์โดดเด่นงดงามทั้งด้านงานฝีมือและด้านเทคนิค ตัวเรือนครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานด้วยกลไก Czapek Calibre 9 โดยตั้งใจออกแบบ
ให้ทูร์บิญอง ชุดเฟือง และตลับลานปรากฏอยู่บนหน้าปัด เรียงตัวอย่างสมบูรณ์บนแกนตั้ง และให้ความรู้สึกโปร่งเบาที่สุด โดยฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบเปิดโครงสร้างปรากฏเหมือนลอยอยู่ระหว่างเพลตหลักกับหน้าปัด เชื่อมต่อโดยตรงกับชุดเฟืองที่ลอยอยู่กลางหน้าปัด ส่วนตลับลานครองพื้นที่ด้านบนของหน้าปัด ลอยอยู่ในช่องเปิดใต้สะพานเปิดโครงสร้าง สร้างความสมดุลระหว่างความซับซ้อนทางเทคนิคและความงดงาม

ทางแบรนด์ยังได้ร่วมกับ  Metalam พัฒนาลายกิโยเช่แบบลวงตาขึ้นมาใหม่ และตั้งชื่อให้ว่า Singularité ซึ่งมาจากคำศัพท์ดาราศาสตร์ singularity หมายถึง จุดหรือบริเวณในจักรวาลที่กฎฟิสิกส์มาตรฐาน
ล้มเหลว ทำให้กาลอวกาศไร้ขีดจำกัด

FRANCK MULLER

ในโลกของนาฬิกาชั้นสูง มีผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นที่สามารถสร้างนิยามใหม่ให้กับศิลปะแห่งการบอกเวลาได้ Curvex CX Grand Central Tourbillon Rainbow คือหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซนั้น ผลงานนี้เกิดจากความตั้งใจชูความโดดเด่นของทูร์บิญองซึ่งปกติจะติดตั้งที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ด้วยการย้ายมาอยู่ตรงกลางหน้าปัด โดยหัวใจของนาฬิกาเรือนนี้คือ MVT FM CX 36T-CTR กลไกจักรกลอัตโนมัติที่มาพร้อมไมโครโรเตอร์เอ็กเซนทริก ซึ่งไม่ค่อยพบในทูร์บิญองของ Franck Muller  พร้อมกำลังลานสำรองถึง 4 วัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ความแม่นยำ และงานฝีมืออันยอดเยี่ยม

ในแง่ของความงาม นาฬิกานี้ยังประดับด้วยเพชรคัดสรรด้วยมือ เล่นแสงระยิบระยับบนตัวเรือนพิงก์โกลด์ขนาด 36 มม. x 58.1 มม. และทุกเรือนในคอลเลกชันนี้ประดับด้วยอัญมณีหลากสี ตั้งแต่สีน้ำเงินเข้ม เขียวสด ไปจนถึงส้มและแดง ความเจิดจรัสยังทอดยาวไปยังตัวเรือนที่ประดับเพชร ส่องประกายระยิบระยับทุกครั้งที่ข้อมือเคลื่อนไหว

Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph

IWC Schaffhausen 

เมื่อ IWC Schaffhausen นำคอมพลิเคชันมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ Portugieser Tourbillon Rétrograde Chronograph เป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่น่าจับตามอง โดยมาพร้อม Flying Minute Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา มีน้ำหนักเพียง 0.675 กรัม และประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ ถึง 56 ชิ้น ที่สำคัญคือมีระบบหยุดทูร์บิญองในตัว ทำให้สามารถตั้งเวลาได้แม่นยำถึงระดับวินาทีเลยทีเดียว พร้อมคันบังคับและล้อจักรยังผลิตจากซิลิโคนและเคลือบด้วยเทคโนโลยี Diamond Shell® เอกสิทธิ์เฉพาะของ IWC ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพการสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 68 ชั่วโมง ทั้งยังแสดงวันที่ด้วยเข็มเรโทรเกรด ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และฟังก์ชันจับเวลา Flyback Chronograph ซึ่งทำให้รีเซ็ตและเริ่มจับเวลาใหม่ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ

นาฬิกานี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก IWC-manufactured 89900 calibre ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่ซับซ้อนที่สามารถชื่นชมได้อย่างเต็มตาผ่านฝาหลังแบบกระจกแซฟไฟร์ โดยเฉพาะโรเตอร์ซึ่งผลิตจาก Solid Gold บรรจุอยู่ในตัวเรือน 43.5 มม. ซึ่งผลิตจาก 18-carat Armor Gold® วัสดุอันเป็นเอกสิทธิ์ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างจุลภาคให้มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าทองคำอัลลอยทั่วไป รับกับหน้าปัดเฉดสีออบซิเดียนล้ำลึก

Catrina Skull

JAQUET DROZ 

Jaquet Droz เปิดตัวนาฬิกาเรือนพิเศษ Catrina Skull ที่อุทิศให้กับ
ตัวละครหญิงเพียงไม่กี่ตัวของ ‘ความตาย’ ในเทศกาล Día de Muertos ของเม็กซิโก โดยนำเสนอในตัวเรือนเรดโกลด์  39 มม.  ผสานเทคนิค micro-painting, paillonné และ grand feu enamel อย่างชำนาญ เพื่อถ่ายทอดความซับซ้อนและความมีชีวิตชีวาของตัวละคร Catrina  ซึ่งปรากฏบนหน้าปัดด้านขวา  

และที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นไม่แพ้กันก็คือ กลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองขนาดใหญ่ ซึ่งติดตั้ง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมกำลังลาน 8 วัน  
การออกแบบนี้สะท้อนถึงความแม่นยำในการวัดเวลาในขณะที่
ตัวละคร Catrina เองกลับเฉยเมยต่อแนวคิดของเวลา ผลงานที่มีเพียง
หนึ่งเดียวในโลกนี้ไม่เพียงแต่เป็นนาฬิกา แต่เป็นงานศิลป์ที่สะท้อน
ตำนานและความงดงามของวัฒนธรรมเม็กซิกัน ผ่านฝีมือระดับสูงของ Jaquet Droz อย่างแท้จริง

TIFFANY & CO.

ช่วงหลังๆ มานี้ เราได้เห็น Tiffany & Co. หันมาลุยตลาดนาฬิกาชั้นสูงมากขึ้น อย่างผลงานล่าสุด Bird on a Flying Tourbillon Azure Blossom ซึ่งที่ต่อยอดมาจากนาฬิกากลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองเรือนแรกจากเข็มกลัด Bird on a Rock ที่ Jean Schlumberger ออกแบบให้ Tiffany & Co. ในปี 1965  

หน้าปัดนี้ใช้หัตถศิลป์ถึง 5 แขนง ได้แก่ ชองป์เลอเว่อีนาเมล 
การลงรัก การแกะสลักทองคำขนาดจิ๋ว  การฝังเพชร และการเจียระไนแซฟไฟร์คริสตัลด้วยมือ เพื่อสื่อถึงสวนอันเขียวชอุ่มในบ้านพักที่ปารีสและเกาะกวาเดอลูปของ Schlumberger ส่วนนกที่ปรากฏบนหน้าปัดเป็นการตีความนกค็อกคาทูสีทองจากเข็มกลัดต้นฉบับ และถูกออกแบบให้เหมือนกำลังจะโผบินจากขอบกลไกทูร์บิญอง 

ผลงานนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบไขลาน
ด้วยมือ Caliber AFT24T01 ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกโดย 
Artime Manufacture โรงงานผู้ผลิตกลไกนาฬิกาชั้นสูงระดับสวิส ภายในเวิร์กช็อปในแคว้นฌูรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้การกำกับดูแลด้านความคิดสร้างสรรค์ของ Tiffany & Co. กลไกนี้
ประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งสิ้น 205 ชิ้น มอบพลังงานสำรองสูงสุดถึง 
50 ชั่วโมง สามารถชมความงามของชิ้นส่วนที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตได้ผ่านฝาหลัง

RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire

RICHARD MILLE 

Richard Mille ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาจากแซฟไฟร์สังเคราะห์มาเป็นเวลานาน โดยถือเป็นเจ้าแรกที่ได้นำวัสดุสุดท้าทายนี้มาใช้ในการผลิต
ตัวเรือนนาฬิกา ทั้งขอบตัวเรือน ขอบข้าง และฝาหลังตัวเรือน ดังเช่นผลงานล่าสุด RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโลกแห่งท้องทะเล
นำเสนอออกมา 3 รุ่น 

ตัวเรือนแซฟไฟร์โปร่งใสนี้ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับกลไกซึ่งสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมมอง แถมกลไกนี้ยังเป็นความท้าทาย
ครั้งใหม่ของแบรนด์ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ออกแบบกลไกขึ้นมาใช้กับตัวเรือนแซฟไฟร์โดยเฉพาะ กลไกไขลาน RM 75-01 แบบสเกเลตันนี้ดูงดงามราวกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ทั้งยังเรียบง่ายเพราะผ่านการลดทอนรายละเอียดที่เกินจำเป็น แต่ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการตัดกันอย่างโดดเด่นของวัสดุและทรีตเมนต์ที่นำมาใช้  ตัวเบสเพลต
ไทเทเนียมเคลือบพีวีดีทอง 5N ผ่านการฉลุโปร่งจนดูราวกับลูกไม้โลหะ 
ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเฟือง มินิตบริดจ์รูปทรงตัว X ที่พาดผ่านกลางหน้าปัดรวมทั้งฟลายอิ้งทูร์บิญอง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และตลับลาน ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งออกแบบให้ปราศจากบริดจ์ที่ด้านบน จึงดูราวกับลอยได้ 

VACHERON CONSTANTIN

ในวาระครบรอบ 270 ปี ทาง Vacheron Constantin จึงได้สร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชันล่าสุด Métiers d’Art Tribute to 
the Celestial  ที่ประกอบด้วยผลงาน 12 เรือน โดยแต่ละเรือนได้รับ
แรงบันดาลใจจากราศีทั้ง 12 ตามระบบโหราศาสตร์ตะวันตก โดย
นำเสนอผ่านงานฝีมือระดับสูง
ที่ผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมกับความงดงามร่วมสมัย

หน้าปัดของนาฬิกาทุกเรือนได้รับการตกแต่งด้วยเทคนิคการสลักลายกิโยเช่เป็นลายกลุ่มดาวตามจักรราศีแทนที่จะเป็นลวดลายเชิงนามธรรมแบบที่เรามักใช้กับเทคนิคนี้ และประดับด้วยเพชร  เปล่งประกายเสมือนลอยอยู่บนหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม ให้ความรู้สึกเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนแบบสมจริง 

ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39 มม.​ ซึ่งประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงินทรง
บาแก็ตต์ 96 เม็ดที่ขอบตัวเรือน ขานาฬิกา เม็ดมะยม ภายในบรรจุด้วยกลไกระดับมาสเตอร์พีซด้วย Caliber 2160 กลไกอัตโนมัติแบบทูร์บิญองที่บางเป็นพิเศษเพียง 5.65 มิลลิเมตร พร้อมสำรองพลังงานสูงสุด 80 ชั่วโมง ผ่านการไขลานด้วย peripheral oscillating weight จากทองคำ 22K ที่ไม่บดบังการชมความประณีตของกลไกด้านใน  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

6 แบรนด์นาฬิกาจีนที่ใช้หน้าปัดลงยา (Enamel) ซึ่งคุณสามารถหาซื้อได้ในปัจจุบัน

ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement

ZENITH DEFY Skyline Tourbillon การตีความใหม่ของความหรูหราด้วยตัวเรือนโรสโกลด์และเฉดสีอิฐแห่งมรดก

ZENITH DEFY Skyline Tourbillon Rose Gold การผสานความถี่สูง 5 Hz เข้ากับความหรูหราของ Rose Gold และมรดกสีอิฐแห่ง Le Locle

ZENITH DEFY Skyline ได้สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2022 ในฐานะไอคอนร่วมสมัยแห่งการผลิตนาฬิกา ด้วยเส้นสายที่หนักแน่น โครงสร้างที่ผสานเป็นหนึ่ง และความได้เปรียบทางเทคนิคอันโดดเด่น มันคือตัวแทนของวิสัยทัศน์นาฬิกาสำหรับคนเมืองที่เชื่อมโยงมรดกเข้ากับนวัตกรรม และในวันนี้ ZENITH ได้ยกระดับ Skyline สู่จุดสูงสุดของความประณีต โดยเปิดตัว DEFY Skyline Tourbillon ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากโรสโกลด์ทั้งเรือนเป็นครั้งแรก  

สีอิฐและดวงดาวคือสุนทรียศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเกิด

หัวใจสำคัญของการออกแบบในรุ่นนี้คือหน้าปัดสีแดงอิฐเข้ม (Deep Brick-Red) ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพโดยตรงต่อโรงงานผลิต ZENITH อันเก่าแก่ใน เลอ ล็อกล์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของแบรนด์ โดยสีนี้สะท้อนลวดลายอิฐสีแดงและขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของอาคารประวัติศาสตร์ สร้างความเชื่อมโยงที่ชัดเจนและสัมผัสได้ระหว่างมรดกของแบรนด์กับการสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัยที่สุดของพวกเขา

หน้าปัดได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายดาวสี่แฉกแกะสลักที่ชวนให้หลงใหล ซึ่งแผ่กระจายออกจากช่องทูร์บิญองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างเป็นระเบียบ เข็มและเครื่องหมายบอกชั่วโมงแบบขัดเหลี่ยมมุมเป็น โรสโกลด์และได้รับการบรรจุด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อให้มั่นใจในการอ่านค่าในทุกสภาพแสง ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาอย่างกลมกลืนกับโทนสีหรูหราของตัวเรือนและสาย

El Primero 3630 คือหัวใจทูร์บิญองที่หนักเพียง 0.25 กรัม

หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกอัตโนมัติความถี่สูง El Primero 3630 ซึ่งเป็นกลไกที่พัฒนาและผลิตเองภายในโรงงานทั้งหมด กลไกนี้มอบความถี่ในการทำงานที่สูงถึง 5Hz หรือ 36,000 VpH พร้อมกำลังสำรอง 50 ชั่วโมง

ส่วนที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางเทคนิคคือ กรงทูร์บิญองที่ถูกออกแบบเป็นรูปดาว “Double Z” และมีน้ำหนักเพียง 0.25 กรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นการย้ำถึงความเชี่ยวชาญของ ZENITH ในด้านการย่อส่วนและความแม่นยำ สถาปัตยกรรมของกลไกได้ถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยลวดลาย “côtes de Genève” แกะสลักด้วยเลเซอร์ 3 มิติร่วมสมัย ซึ่งแผ่กระจายออกจากทูร์บิญองในรูปแบบแสงอาทิตย์ และเป็นครั้งแรกใน DEFY Skyline ที่โรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติก็ถูกผลิตขึ้นจากโรสโกลด์เช่นกัน โดยมีรูปทรงเป็นดาวแบบฉลุ เพื่อให้สามารถมองเห็นความงามของกลไกภายในได้อย่างเต็มตา

ความคล่องตัวระดับ Tourbillon ที่มาพร้อมสายโลหะและสายยางที่เปลี่ยนได้

นาฬิการุ่นสุดพิเศษนี้มาพร้อมกับสร้อยข้อมือ H-link โรสโกลด์แบบบูรณาการที่เรียวลงอย่างสมบูรณ์แบบจากตัวเรือนไปยังบานพับพับ มอบความสบายในการสวมใส่และรูปทรงที่เรียวลงอย่างลงตัว และเพื่อรักษาจิตวิญญาณแห่งความคล่องตัวของ DEFY Skyline นาฬิกาเรือนนี้จึงมาพร้อมกับสายยางสีแดงอิฐเพิ่มเติม ซึ่งเข้ากันกับสีหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ สายทั้งสองนี้สามารถถอดเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ ด้วยระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว (Quick-change system) อันเป็นเอกลักษณ์ของ ZENITH ตัวเรือนมีความสามารถในการกันน้ำที่ 10 ATM

บทสรุปเชิงวิเคราะห์สไตล์ Revo กับเรือนเวลา Tourbillon ที่สวมใส่ในทุกบริบท

ZENITH DEFY Skyline Tourbillon Rose Gold เรือนนี้คือการประกาศชัดเจนว่า Haute Horlogerie ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องประชุม การตัดสินใจใช้โรสโกลด์ในดีไซน์เหลี่ยมมุมอันแข็งแกร่งของ DEFY เป็นความกล้าหาญที่นำความสง่างามตามแบบฉบับคลาสสิกมาสู่โครงสร้างแบบสปอร์ตสมัยใหม่ การสลับพื้นผิวขัดเงาและซาตินบรัชบนตัวเรือนได้ทำให้โลหะมีค่าไม่ได้ดูอ่อนโยนจนเกินไป แต่ยังคงรักษาความเฉียบคมของรูปทรงเรขาคณิตไว้ได้อย่างครบถ้วน

ประเด็นสำคัญทางเทคนิคที่เรามองเห็นคือ การผสานกันของสุดยอดกลไกอย่างทูร์บิญองความถี่สูง 5Hz เข้ากับความสะดวกสบายที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น ระบบเปลี่ยนสายที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนระดับนี้มักจะละเลย การทำเช่นนี้เป็นการตอกย้ำปรัชญาของ DEFY ที่ว่า แม้จะเป็นกลไกชั้นสูง มันก็ยังต้องเป็นเครื่องมือที่เชื่อถือได้และปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทของผู้สวมใส่

นอกจากนี้ การออกแบบหน้าปัดสีแดงอิฐเข้มพร้อมลวดลายดาวที่แผ่จากทูร์บิญอง ไม่ได้เป็นเพียงการระลึกถึงอดีตเท่านั้น เพราะมันคือการสร้าง “มรดกใหม่” ที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกทางสายตาและเรื่องราว นี่คือ Tourbillon ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของ ZENITH ใน Le Locle กับอนาคตของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่คล่องตัวและทรงพลังอย่างแท้จริง มันคือสัญลักษณ์แห่งความหรูหราที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความท้าทายในโลกยุคใหม่ทุกรูปแบบอย่างไม่เกรงกลัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: DEFY Skyline Tourbillon (Ref. 18.9301.3630/67.I001)
  • ตัวเรือน: Rose Gold 18 K (41 มม.) กันน้ำ 10 ATM
  • หน้าปัด: สีแดงอิฐ (Brick-red) ลาย Sunray พร้อมลวดลายดาวแกะสลัก
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที และทูร์บิญอง (กรงรูปดาว “Double Z” 1 รอบ/นาที ที่ 6 นาฬิกา)
  • กลไก: El Primero 3630 (Automatic Tourbillon) ความถี่ 36,000 VpH (5 Hz) กำลังสำรอง 50 ชั่วโมง โรเตอร์ Rose Gold
  • สาย: สร้อยข้อมือ Rose Gold และ สายยางสีแดงอิฐ (เปลี่ยนสลับได้)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bovet Récital 30 นาฬิกา world time ที่บอกเวลาทุกไทม์โซนทั่วโลกได้ละเอียดยิ่งกว่า
Time To Speed… ปลดล็อกความบางเฉียบแห่งความเร็วไปกับเรือนเวลาจาก Maserati (ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก)
Bell & Ross BR-X3 NIGHT VISION แรงบันดาลใจจากโลกยามค่ำคืนของนักบินสู่ข้อมือคุณ

คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune

Pierre Jacques – Honorary President และ Jörg Hysek Jr. – Head of International Sales แห่ง De Bethune

หนึ่งในลิสต์แบรนด์นาฬิกาอิสระที่สาวกนาฬิกาตัวจริง
 ต่างหมายปองต้องมีชื่อ De Bethune อยู่ในนั้นอย่างไม่ต้อง
 สงสัย ด้วยชื่อชั้นของช่างนาฬิกาผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Denis Flageollet ช่างนาฬิกาผู้อุทิศตนให้กับการประดิษฐ์นาฬิกาอันเป็นเลิศทั้งในเชิงกลไกและดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจาก
ช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานระดับมาสเตอร์พีซแล้ว อีกหนึ่งบุคคลที่เป็นแรงผลักดันให้ De Bethune ได้ยืนหยัดอยู่ในวงการนาฬิกาชั้นสูงได้อย่างแข็งแรงย่อมต้องเป็น Pierre Jacques อดีต CEO ผู้เป็นหัวแรงหลักในการทำให้แบรนด์นาฬิกาชั้นเลิศแบรนด์เล็กๆ ในลูแบร์ซองเป็นที่รู้จักในหมู่นักสะสมทั่วโลก 

เรื่องราวของสุภาพบุรุษผู้นี้ก็นับว่าสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่แพ้เรื่องราวของแบรนด์นาฬิกาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาล
กว่าจะประสบความสำเร็จ Pierre Jacques เริ่มฉายแววชายหนุ่ม
ผู้อยากเป็น ‘หัวแถว’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งเขาและเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง Brice Lechevalier ก่อตั้งนิตยสารนาฬิกา GMT ร่วมกัน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนิตยสารแถวหน้าที่แวดวงนาฬิกาให้ความยอมรับ 
ความรอบรู้เชิงลึกในเรื่องนาฬิกาของเขาส่งผลให้ได้นั่งแท่นเป็น
ไดเร็กเตอร์แห่ง Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) 
เวทีอันทรงเกียรติแห่งวงการนาฬิกา ซึ่งนำพาให้ Denis Flageollet 
ได้รู้จักและชักชวนให้เขามาร่วมเป็นผู้บริหาร De Bethune ซึ่งเขา
ได้พิสูจน์ตัวเองในบทบาท CEO โดยการพาแบรนด์ก้าวผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่ได้สำเร็จ  

หลังจากพากเพียรขับเคลื่อนให้แบรนด์เติบโตและเดินทางไป
ในทิศทางที่ควรจะเป็น จวบจนถึงวันนี้ De Bethune เติบโตขึ้นจากวันแรกหลายเท่าตัว จากครอบครัวเล็กๆ เริ่มก่อตัวเป็นองค์กรขนาดย่อมที่บุคลากรทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้ทุกจังหวะก้าวเดินสอดประสานไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ทุกการขยับขยายย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับบทบาทของ Pierre Jacques ที่ผันตัวไปนั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ การก้าวขึ้นมาดูแลภาพรวมของแบรนด์ในครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในแบรนด์
De Bethune แต่เราเชื่อมั่นว่าถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 
แต่สิ่งที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงย่อมเป็นดีเอ็นเอของ De Bethune ที่ฝังรากลึกอยู่ในกลไก วัสดุ และดีไซน์ที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์ให้โดดเด่น เช่นเดียวกับ ‘ผู้คน’ ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ครอบครัว De Bethune มาด้วยกัน

เราเริ่มต้นบทสนทนากับ Pierre Jacques ภายใน L’Atelier by PMT The Hour Glass ที่เพิ่งเปิดพื้นที่ให้เหล่าคนรักแบรนด์นาฬิกาอิสระได้มาชื่นชมนาฬิกาแบรนด์โปรดอย่างเป็นส่วนตัว ด้วยการแสดงความยินดีกับบทบาทใหม่ที่เขาได้รับในฐานะ Honorary President 

 “บทบาทของผมคือการทำให้มั่นใจได้ว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่น และถอยหลังออกมาเพื่อมองให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น อาจจะไม่ได้ลงไปดูแลในส่วนการจัดการ หรือเดินทางมากเท่าก่อนหน้านี้ เป็นการถอยหลังออกมาแต่ยังคงดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดร่วมกับเดนิสเพื่อนของผม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าค่านิยมและดีเอ็นเอของแบรนด์จะยังคงอยู่ ทีมงานยังคงมีความเชื่อมั่นในแบรนด์และทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข เราเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณของครอบครัวอยู่แล้ว เราเป็นครอบครัวใหญ่ครับ”  

การสร้างความเปลี่ยนแปลงดูจะเป็นงานที่ Pierre Jacques ถนัด นับตั้งแต่การร่วมก่อตั้งนิตยสารนาฬิกา มาจนถึงการเผชิญหน้ากับความท้าทายเมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง CEO ของ De Bethune ตัวผู้เขียนเองในฐานะสื่อนาฬิกาที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจนาฬิกาในเชิงลึกยิ่งขึ้น เราจึงอยากให้เขาย้อนเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อตั้งนิตยสารนาฬิการ่วมกับหุ้นส่วน  

“ตอนที่เราก่อตั้งนิตยสารเมื่อปี 2002 เรามีความทะเยอทะยานที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อนาฬิกา ณ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีนิตยสารไฮเอนด์เกี่ยวกับนาฬิกา เราจึงเป็นหัวแรกเลยก็ว่าได้ 
เราเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ คุณภาพของนิตยสาร การวางจำหน่าย และกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในการทำนิตยสารนาฬิกา” เขาย้อนเล่าถึงความหลังเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว มาจนถึงวันนี้ที่แพลตฟอร์ม
สื่อออนไลน์พลิกมามีบทบาทสำคัญ ตัวเขาเองก็ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้น และคิดว่า De Bethune จะกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่านการสื่อสารที่รวดเร็วฉับพลัน   

“ในยุคที่สื่อโซเชียลมีเดียแข็งแกร่งมาก มันก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับแบรนด์ขนาดเล็กที่จะได้รับการมองเห็นมากขึ้น อย่างเวลาออก Novelties ใหม่ๆ ในแต่ละครั้ง แค่สื่อสารผ่านทางโซเชียลมีเดียคนก็ได้เห็นเป็นหลักแสนแล้ว” 

ผลงานที่บ่งบอกตัวตน

ด้วยรูปลักษณ์อันแสนสะดุดตาของนาฬิกาหลากหลายรุ่น
ของ De Bethune ย่อมทำให้กลุ่มคนที่หลงใหลในนาฬิกาสนใจ
ในตัวตนของเครื่องบอกเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้อย่าง
ไม่ต้องสงสัย และเรื่องน่าตื่นเต้นก็คือดูเหมือนว่าปี 2025 นี้ทาง
แบรนด์จะส่งนาฬิกาหลากรุ่นที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น รุ่น DB25 Monopusher Chronograph นาฬิกาโครโนกราฟที่มาในสไตล์คลาสสิก และขนาดตัวเรือน 40 มม. ที่จัดว่าเล็กกว่าขนาดตัวเรือนส่วนใหญ่ของ De Bethune หรืออย่าง DB28 GS Swordfish นั้นก็น่า
ตื่นตาด้วยความเป็นนาฬิกาดำน้ำในรูปลักษณ์ที่คงดีเอ็นเอของแบรนด์ไว้ได้ครบถ้วน แถมยังพ่วงฟังก์ชันที่น่าตื่นเต้นอย่างระบบไฟส่องสว่างที่จ่ายพลังงานด้วยไดนาโมติดตั้งไว้ภายในตัวเรือนอีกด้วย

ส่วน DB Kind of Two GMT Season 3 นั้นก็อัดแน่นด้วยเทคนิคเฉพาะ กลไกสิทธิบัตร และฟังก์ชันที่บ่งบอกความเป็น De Bethune อยู่หลายประการ ทั้งยังเป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง Swizz Beatz ที่ดำเนินต่อเนื่องมา 3 รุ่นด้วยกัน ท่ามกลางสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่จากมันสมองอัจฉริยะของ Flageollet รุ่นไหนบ่งบอกถึงยุคสมัยใหม่ของแบรนด์ได้บ้าง สำหรับ Jacques แล้ว นาฬิการุ่น Novelties ของปีนี้อาจจะไม่ถึงกับเป็นการพลิกโฉมใหม่ทั้งหมด แต่การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ที่แฟน
ตัวจริงของแบรนด์ย่อมสังเกตเห็นได้ช่วยเติมความสดใหม่ให้กับเหล่า Novelties ในปีนี้ 

DB Kind of Two  GMT Season 3

“ผมไม่คิดว่า จะมีรุ่นไหนที่เป็นตัวแทน De Bethune ยุคใหม่เสียทีเดียว แต่ถ้าจะให้เลือกรุ่นที่โดดเด่นคงจะเป็น DB Kind of Two  GMT Season 3 มันเป็นนาฬิกา GMT ที่มาพร้อม jumping seconds เป็นรุ่นความร่วมมือระหว่าง Swizz Beatz ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นยุคใหม่ของ De Bethune ได้เหมือนกัน เพราะเป็นผลงานความร่วมมือที่เรามุ่งมั่นทำร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีมาแล้ว”

ไม่มีนาฬิการุ่นไหนจะบ่งบอกตัวตนของ De Bethune ได้อย่างครบครันเท่าคอลเลกชัน DB Kind of Two อีกแล้ว โดยเฉพาะในรุ่น Season 3 ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด กลับมาในมาดเข้มขรึมด้วยตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 และแบล็กเซอร์โคเนียม เพิ่มฟังก์ชัน GMT ที่ดูเวลาได้สองไทม์โซนเข้าไป และเข็มวินาทีแบบกระโดดก็ถือเป็นสิ่งใหม่ในเวอร์ชันนี้เช่นกัน อีกหนึ่งสิ่งที่ยังคงไว้ในเวอร์ชันนี้คือ floating lugs 
ขานาฬิกาแบบลอยตัวซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ ซึ่งช่วยให้นาฬิกาที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43.3 มม. และมีความหนา 11.4 มม. โอบรับกับข้อมือได้อย่างกระชับพอดี

“อีกรุ่นหนึ่งเป็นรุ่น DB25 Monopusher Chronograph ซึ่งผมมองว่ามันสามารถนำเสนอมุมคลาสสิกของ De Bethune ได้ดี และอาจ
มองว่าเป็นยุคใหม่ของ De Bethune ได้ในแง่ที่ว่า โดยปกติแล้วเราผลิตนาฬิกาไซส์ใหญ่ แต่ในรุ่นนี้เราผลิตในไซส์ที่เล็กลง ซึ่งผมคงไม่อาจบอกได้ว่า มันคือยุคใหม่ของเรา แต่เราพยายามที่จะผลิตนาฬิกาที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ เช่นเดียวกับ DB28 GS Swordfish นาฬิกาดำน้ำที่เราเสริมเข้าไปเพื่อมอบความหลากหลายให้กับคอลเลกชันของเรา”

DB25 Monopusher Chronograph โดดเด่นด้วยฟังก์ชัน
โครโนกราฟที่ควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียวที่ติดตั้งมาพร้อม
เม็ดมะยม บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 40 มม. ที่ลดขนาดลงจาก DB25 รุ่นก่อนหน้า ทำให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น 
ส่วนดีไซน์นั้นเรียบหรูในสไตล์คลาสสิกซึ่งดูผิดไปจากรูปลักษณ์ของนาฬิกาโครโนกราฟที่เราคุ้นเคยกัน แต่ก็ยังคงรักษาซิกเนเจอร์ของแบรนด์อย่างเด่นชัดด้วยเข็มนาฬิกาไทเทเนียมสีน้ำเงินรับกับตัวเลข
อารบิกแทนหลักชั่วโมง รวมถึงเข็มโครโนกราฟที่ยังคงซิกเนเจอร์ 
De Bethune’s Blue อย่างไม่แตกแถว ความเรียบง่ายแต่ชัดเจนในตัวตนของเข็มนาฬิกาไทเทเนียมสีน้ำเงินถูกขับเน้นให้เด่นชัดด้วยพื้นผิวหน้าปัดสีเงินตกแต่งด้วยด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์บริเวณหน้าปัดโครโนกราฟ ตัดกับลวดลาย guilloché แผ่รังสี 12 แฉกบนแผ่นหน้าปัดหลัก 

ไม่ได้ทำให้มากขึ้น แต่ทำให้ดียิ่งขึ้น

เราตั้งข้อสังเกตว่าปีนี้ De Bethune ออกสตาร์ทแรงตั้งแต่ Watches & Wonders เป็นต้นมา ซึ่ง Jacques ก็ยอมรับและให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า  

“ปีนี้เป็นปีที่ productive ของเรา เดนิสเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงอยู่แล้ว พอเขาได้ไอเดียและอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริงตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อ 23 ปีก่อน มาจนถึงตอนนี้เราออกมามากกว่า 32 คาลิเบอร์แล้ว เราเป็นโรงงานผลิตของแบรนด์นาฬิกาอิสระที่สร้างสรรค์กลไก
คาลิเบอร์จำนวนมากภายในระยะเวลาที่
ไม่นานนักสำหรับวงการนาฬิกา ซึ่งเหตุผลของการมีอยู่ของ De Bethune คือการสร้างสรรค์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม” 

ต้องยอมรับว่า ภายในสองทศวรรษแบรนด์นาฬิกาอิสระขนาดเล็กสามารถผลิตนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์หลายชิ้นงานด้วยกัน แต่ละผลงานสร้างสรรค์ของ De Bethune ล้วนยึดตามแนวคิดของแบรนด์ที่มีอยู่ว่า ‘Not doing more, but instead doing better’ หัวใจของการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ จึงเป็นการท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ ครั้ง 

“มันคือการไม่ติดอยู่กับความสะดวกสบาย ความง่ายดาย แต่ยังคงท้าทายตัวเองในเชิงนวัตกรรมอยู่เสมอ ซึ่งตรงกับสโลแกนหนึ่งของ De Bethune ที่มีอยู่ว่า ‘Watchmaking art in 21st century’ เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนทุกคนเสมอว่าสิ่งที่เราทำอยู่เป็นงานศิลปะแห่งศตวรรษที่ 21 เราต้องพัฒนาตัวเองทั้งในเชิงนวัตกรรมให้รุดหน้า และย้ำเตือน
ตัวเองว่า De Bethune ไม่ใช่สินค้าในเชิงพาณิชย์ นี่เป็นปรัชญาที่เดนิสและแบรนด์ยึดมั่นมาโดยตลอด แนวคิดของ De Bethune คือการยังคงรักษาสถานะความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์อยู่

“เราให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าจำนวนการผลิต และยังเชื่อในแนวคิด ‘Less is More’ อยู่” 

Pierre Jacques – Honorary President of De Bethune

ความร่วมมือกับผู้ที่หลงใหลในสิ่งเดียวกัน

การทำงานในเชิง collaboration ระหว่างแบรนด์ ศิลปิน และ
คนดังในแวดวงอื่นเริ่มปรากฏให้เห็นในระยะหลังๆ เหมือนเป็นการ
ส่งสัญญาณว่า De Bethune พร้อมจะก้าวออกจากกรอบจำกัดเดิมๆ แต่อันที่จริงแล้วความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นไปในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาด และทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของคนที่มีแพสชันตรงกัน

Mystery Box: Forget Time

“ผลงานความร่วมมือต่างๆ เป็นไปอย่าง ‘ออร์แกนิก’ ครับ เวลาเราจะร่วมงานกับใคร มันไม่ใช่เหตุผลในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาดหรืออะไรทำนองนั้น มันมักจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าง Fiona Krüger ที่ร่วมสร้างสรรค์ Mystery Box: Forget Time เธอเป็นเพื่อนกับเดนิส และเดนิสก็มีแพสชันในงานสร้างสรรค์อย่างแรงกล้า 
เขาอยากผลิตนาฬิกาตั้งโต๊ะ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เราเคยผลิตชิ้นงานลักษณะนี้ ซึ่งการร่วมมือกับศิลปินอื่นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ 
เพราะในบางครั้งการทำแต่สิ่งเดิมๆ ก็เป็นเรื่องน่าเบื่อได้เหมือนกัน”

ผลลัพธ์ของความร่วมมือที่เป็นไปโดยธรรมชาติ เหมือนกับการเจอคนที่คิดและชอบอะไรคล้ายๆ กัน แล้วจึงหาโปรเจ็กต์สนุกๆ ทำร่วมกัน คือสิ่งที่ผลักดันให้ De Bethune ได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตัวแบรนด์ที่ถึงแม้รูปลักษณ์จะดูโดดเด่นแต่ก็เหมือนจะมีความ introvert แบบที่มีความสงวนท่าที
อยู่ในตัว ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เข้าถึงได้ง่าย แต่ถ้าได้สัมผัสแล้วก็จะกลายเป็น
เพื่อนสนิทที่รู้ใจกันดี เช่นเดียวกับการเลือกตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคต่างๆ ที่ทางแบรนด์ไม่เคยทิ้งแนวคิดเดิมในการคัดสรรรีเทลเลอร์ที่เข้าใจกันและกันดี ตามที่ 
Jörg Hysek Jr. – Head of International Sales ผู้ดูแลฝ่ายการขายได้กล่าวถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน L’Atelier by PMT The Hour Glass ไว้ว่า

Jörg Hysek Jr. – Head of International Sales of De Bethune

“เราต้องมั่นใจว่า รีเทลเลอร์นั้น
มีค่านิยมและแพสชันที่ตรงกับตัวตนของ
De Bethune และสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ The Hour Glass และ PMT The Hour Glass ก็เริ่มต้นไปพร้อมๆ กับเราตั้งแต่แรก พวกเขาเชื่อในตัวแบรนด์ และผมเชื่อว่าปิแอร์ก็ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริหารของ The Hour Glass Group เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน”

กว่า 24 ปีที่ผ่านมา De Bethune ไม่ใช่แบรนด์ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด หลักๆ ตลาดของเราอยู่ในยุโรป แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน
ที่แบรนด์ต้องเป็นที่รู้จักและได้รับการมองเห็นมากขึ้น แต่คงไม่ถึงกับไปสู่ตลาดที่กว้างจนเกินไป เพราะเราเป็นแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาเพียง 350 เรือนต่อปีเท่านั้น เราจึงเป็นเหมือนหยดน้ำเล็กๆ ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ดังนั้น การที่พยายามขยายตลาดมากจนเกินไปอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงพยายายามปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติมากกว่า” 

การได้เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาอิสระที่ได้ถูกนำเสนอใน L’Atelier by  PMT The Hour Glass จึงไม่เพียงแต่เป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นการยอมรับจากแวดวงนาฬิกาในอีกซีกโลก แต่ยังพิสูจน์ได้ว่าแวดวงนาฬิกาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสนใจศาสตร์แห่งเครื่องบอกเวลาในระดับที่ลุ่มลึก มากกว่ามูลค่า เรื่องราว และงานฝีมือ เบื้องหลังแบรนด์คือสิ่งที่บรรดาคนรักนาฬิกาใส่ใจไม่แพ้คุณค่าในเชิงการเป็นรุ่นหายากที่ต้องมีในครอบครอง ตัวแทนแห่ง De Bethune ทั้งสองเห็นด้วยกับเราในข้อนี้ พวกเขาเชื่อมั่นและเล็งเห็นศักยภาพของตลาดนาฬิกาในประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ 

ก่อนจบบทสนทนาเราใช้เวลาชื่นชมนาฬิกา Novelties ร่วมกับทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง สำหรับคนที่ติดตามความพิเศษของ De Bethune มาโดยตลอดและได้ชื่นชมเรือนจริงหลากรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่ๆ ที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ไปจนถึงการรวมอัตลักษณ์ของแบรนด์ไว้บนนาฬิกาแบบตัวเรือนพลิกกลับสองด้านใน DB Kind of Two Grand Complication อาทิ ทูร์บิญองชนิดบางเป็นพิเศษ ฟังก์ชันมูนเฟสทรงกลมสามมิติ (Spherical Moonphase) หน้าปัดบลูไทเทเนียมตกแต่งด้วยเทคนิค Star-studded เป็นลวดลายทางช้างเผือก กลไกสิทธิบัตรเฉพาะอย่าง Self-regulating twin barrel บาลานซ์วีลทำจากไทเทเนียมแทรกด้วยไวท์โกลด์ และบาลานซ์สปริงปลายโค้งแบน 

อันที่จริงแล้วการบรรยายด้วยตัวอักษรนั้นคงไม่อาจเทียบเคียงประสบการณ์ที่ได้สัมผัสเรือนจริงบนข้อมือเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะโอกาสที่จะได้ชมเรือนจริง และได้สนทนากับสองผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นาฬิกาที่มุ่งสร้างสรรค์ผลงานที่ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาในฝันของนักสะสม นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เราจะจารึกไว้ในความทรงจำ และเก็บเอาไปฝันถึงท้องฟ้าสีบลูไทเทเนียมบนข้อมือไปอีกหลายคืน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ทำความรู้จัก Lederer แบรนด์นาฬิกาอิสระโดย Bernhard Lederer ปรมาจารย์ด้าน escapement

CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

Exclusive Interview: H. Moser & Cie. กับ Mr. Bertrand Meylan

Patek Philippe Gondolo Serata Zebra จากมรดกแห่งบราซิล สู่เรือนเวลาหน้าปัดม้าลายที่ดูมีชีวิต

มรดก Art Deco และเทคนิคหน้าปัดแซฟไฟร์

ถ้าเราพูดถึง Patek Philippe ภาพจำแรกของหลายคนอาจเป็นความคลาสสิกของนาฬิกาทรงกลม แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นั้นยิ่งใหญ่และกล้าหาญกว่านั้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนาฬิกาที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม (Form Watches)

หากมองเพียงผิวเผิน Patek Philippe อาจถูกมองเป็นแบรนด์นาฬิกาทรงคลาสสิก แต่ความจริงคือแบรนด์เป็นผู้บุกเบิกในเรื่องของ “รูปทรง” ที่แตกต่าง และเรื่องราวนี้เริ่มต้นที่ทวีปอเมริกาใต้

คอลเลกชัน Gondolo ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวใน Rio de Janeiro โดยชื่อมาจากร้านนาฬิการะดับตำนาน Gondolo & Labouriau ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Patek Philippe ในบราซิล ระหว่างปี 1872–1920 แบรนด์ได้สร้างสรรค์นาฬิกาพิเศษเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ และร้านก็คิดค้นกลยุทธ์การขายที่ไม่เหมือนใคร ความร่วมมือครั้งนั้นกลายเป็นตำนานแห่งยุคทองของเรือนเวลา จุดกำเนิดของ Gondolo ที่ผสานเสน่ห์แบบบราซิลเข้ากับความประณีตของสวิสได้อย่างลงตัว

สำหรับคอลเลกชัน Gondolo ที่เราเห็นในปัจจุบัน คือการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่ปี 1872 ณ นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล แบรนด์ได้ร่วมมือครั้งสำคัญกับร้านค้าปลีก Gondolo & Labouriau เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาดีไซน์พิเศษอย่าง Chronometro Gondolo ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในยุคนั้น เรียกว่าเป็นมรดกทางดีไซน์ที่สืบทอดมายาวนานกว่าห้าทศวรรษ จนได้กลายเป็นรากฐานที่แบรนด์ใช้ในการตีความสไตล์ Art Deco ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยเส้นสายที่หนักแน่น สง่างาม และความเรียบง่ายทางเรขาคณิต

เรือนแรก Chronometro Gondolo (1913–1920)
นาฬิกาทรงโทโน ตัวเรือนเยลโลวโกลด์ผลิตระหว่างปี 1913–1920
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1322)
Chronometro Gondolo (1920s)
นาฬิกาข้อมือระบบตีบอกเวลาแบบสองฆ้อง (Minute Repeater) ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำเหลือง ผลิตในช่วงทศวรรษ 1920
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-739)
Chronometro Gondolo (1913–1922)
นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวเรือนทองคำเหลือง ผลิตระหว่างปี 1913–1922
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1134)
Gentleman’s Wristwatch Ref. 3485 (1963)
นาฬิกาข้อมือสุภาพบุรุษ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำจากทองคำเหลือง ผลิตในปี 1963 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1182)
Chronometro Gondolo (1921)
นาฬิกาทรงถัง (Barrel-shaped) ตัวเรือนทองคำเหลือง ผลิตในปี 1921
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-1329)
Reversible Wristwatch Ref. 106 (1931–1932)
นาฬิกาข้อมือแบบกลับด้านได้ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำจากทองคำเหลืองและทองคำขาว ผลิตระหว่างปี 1931–1932 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Patek Philippe Museum เมืองเจนีวา (รหัส P-565)

Serata การถือกำเนิดของ “เดรสวอทช์” ผู้หญิงที่แตกต่าง

บนรากฐานของคอลเลกชัน Gondolo ก็ได้เกิดเป็น Gondolo Serata ในปี 2006 ซึ่งออกแบบมาสำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ นาฬิการุ่นนี้ยังคงความเป็น Art Deco แต่ถูกปรับให้มีรูปทรงโค้งมนและอ่อนโยนกว่าเดิม จนกลายเป็นนาฬิกา Dress-watch ที่สามารถสวมใส่ได้อย่างมีสไตล์ในชีวิตประจำวัน

หลังจากการกลับมาอีกครั้งในปี 2023 ด้วยตัวเรือนโรสโกลด์พร้อมพลอยสเปสซาไทต์ Patek Philippe ก็ได้เปิดตัวสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในปี 2025 กับรุ่น Gondolo Serata Zebra Ref. 4962/200R-010 ซึ่งเป็นการนำความสง่างามตามแบบฉบับมาผสานเข้ากับลูกเล่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายม้าลาย (Zebra) บนนาฬิกาหายากในคอลเลกชันที่เป็น Rare Handcrafts

เผยรหัสลับบนหน้าปัดแซฟไฟร์

สิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่น Zebra แตกต่างจากนาฬิกาเรือนประดับทั่วไปคือ นวัตกรรมและเทคนิคอันละเอียดอ่อนที่ใช้ในการสร้างหน้าปัด ซึ่งไม่ใช่แค่การพิมพ์ลายบนโลหะทั่วไปที่เราเคยเห็น แต่เป็นการทำงานกับ แผ่นคริสตัลแซฟไฟร์ใสทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับแบรนด์ เพื่อให้เกิดมิติที่เหมือนภาพ 3D โดยช่างฝีมือต้องใช้ความประณีตสูงในแต่ละขั้นตอน

ช่างฝีมือต้องแกะสลักลายม้าลาย และเคลือบเงาสีดำลงบนแผ่นแซฟไฟร์ ทั้งด้านบนและด้านล่าง

เริ่มต้นจากการ แกะสลักลายม้าลาย และเคลือบเงาสีดำลงบนพื้นผิวของแผ่นแซฟไฟร์ ทั้งด้านบนและด้านล่าง จากนั้นจึงใช้เทคนิคเคลือบโลหะสีดำและวานิชสีขาว เพื่อเติมเต็มลายม้าลายจากด้านใต้ของหน้าปัด

การไล่ระดับสีนี้และการใช้พลอยต่างขนาด ถูกออกแบบมาเพื่อ เน้นรูปทรงโค้งมนที่คอดเว้าของตัวเรือน ทำให้ตัวเรือนไม่เพียงดูสวยงาม แต่ยัง โอบรับข้อมือได้อย่างเรียบเนียนที่สุด

การทำงานที่ซับซ้อนนี้ทำให้เกิด มิติความลึก (Volume and Depth Effects) ที่น่าทึ่ง ทำให้ตัวเลข Breguet และเข็มรูปใบไม้สีโรสโกลด์ที่อยู่ด้านบนดูราวกับลอยตัวอยู่เหนือลายทางที่มีชีวิต ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้การมองใกล้ๆ ถึงจะเข้าใจในความละเอียดอ่อน

พลอยสเปสซาไทต์ กับการจัดวางที่สมบูรณ์แบบเพื่อโอบกระชับข้อมือ

ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 28.6 x 40.85 มม. ถูกประดับด้วยพลอยสเปสซาไทต์ (Spessartite) บริลเลียนต์คัตถึง 94 เม็ด (2.02 กะรัต) ซึ่งเป็นพลอยในตระกูลโกเมนที่ให้เฉดสีส้มอมแดงคล้ายไฟ การจัดวางไม่ได้ทำไปเพื่อความสวยงามเท่านั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบที่ใช้งานได้จริง

พลอยเหล่านี้ถูกจัดเรียงในรูปแบบ ไล่ระดับสีแบบคู่ โดยเริ่มต้นด้วยเฉดสีคอนญัก (Cognac) โทนเข้มบริเวณ 12 และ 6 นาฬิกา ก่อนจะค่อยๆ ไล่ระดับไปยังเฉดสีส้มแมนดาริน (Tangerine) ที่สดใสกว่า การไล่สีและขนาดของอัญมณีอย่างชาญฉลาดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นให้เห็นรูปทรงที่คอดเว้าของตัวเรือน ทำให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาจะโอบกระชับและสวมใส่ได้อย่างเรียบเนียนที่สุด ตามหลักการออกแบบนาฬิกาเดรสวอทช์ที่ดี

ตัวเรือนถูกออกแบบให้มีรูปทรงโค้งมน คล้ายนาฬิกา Art Deco ดั้งเดิม

แม้ว่านาฬิกาเรือนนี้จะขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ Caliber E15 ซึ่งช่วยให้ตัวเรือนบางเบาและสวมใส่สบาย แต่ Patek Philippe ยังคงใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยยืนยันว่าชิ้นส่วนกลไกเชิงกลทั้งหมดได้รับการตกแต่งเก็บงานในระดับเดียวกับนาฬิกาจักรกลชั้นสูงของแบรนด์

กลายเป็น “เดรสวอทช์” ที่สวมใส่สบายและโดดเด่นทั้งกลางวันกลางคืน

และนี่คือ Gondolo Serata Zebra (Ref. 4962/200R-010) เรือนเวลาที่มอบเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จากบราซิล ความสง่างามแบบ Art Deco และความล้ำหน้าทางหัตถศิลป์แห่งหน้าปัด มันคือการประกาศความสง่างามที่ไม่หยุดนิ่ง และเป็นลายเซ็นที่ไม่เหมือนใครสำหรับผู้สวมใส่

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: Rose gold ขนาด 28.6 × 40.85 มม. ความหนา 7.36 มม. และขอบหน้าปัดประดับสเปสซาร์ทไฟต์ 94 เม็ด (~2.02 กะรัต)
  • หน้าปัด: กระจกแซฟไฟร์คริสตัล “ลวดลายม้าลาย” (zebra motif) แกะสลักและทาระบายสีดำทั้งสองด้าน เสริมด้วยการเมทัลลิคดำและทาขาวด้านใต้ตัวหน้าปัด
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง-นาที) พร้อมเข็มใบไม้ (leaf-shaped hands) และตัวเลขบราเกต์ (Breguet numerals) ที่ตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา
  • กลไก: ควอตซ์ กลไก Caliber E15
  • สาย: สายหนังลูกวัว (calfskin) เคลือบซาตินสีขาว พร้อมหัวเข็มขัดโรสโกลด์

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่:
เส้นทางแห่งความฝันของ Angelo Bonati ซีอีโอ Panerai กับบทสัมภาษณ์สุดท้ายที่สะเทือนวงการ
Urwerk The Future of Timekeeping
Exclusive: Cameron Barr แชร์เรื่องราวเบื้องหลังความท้าทายและความสำเร็จในการออกแบบนาฬิกาคอลลาโบเรชันครั้งแรกกับ Zodiac