การกลับสู่รากฐานแห่งความสง่างามตามธรรมเนียม Poinçon de Genève
ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ชื่อของ Roger Dubuis ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักถูกเชื่อมโยงกับแนวคิด Hyper Horology™ ที่เน้นความดุดัน โครงสร้างเปลือยแบบสเกเลตัน และการร่วมงานกับพันธมิตรที่มีความเร็วสูง แต่เบื้องหลังความหวือหวาเหล่านั้น มีปรัชญาดั้งเดิมที่ฝังรากลึกอยู่ในธรรมเนียมช่างทำนาฬิกาแห่งเจนีวา และในปีที่แบรนด์ครบรอบ 30 ปีนี้ Roger Dubuis ได้นำพาจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลาจำกัดจำนวนที่เปี่ยมไปด้วยความหมายทางอารมณ์อย่าง Hommage La Placide

นี่ไม่ใช่เพียงการผลิตซ้ำของรุ่นเก่า เพราะนี่คือ “การคืนชีพสมัยใหม่” ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องบรรณาการอันลึกซึ้งให้กับตัว มร. โรเจอร์ ดูบุยส์ (Mr. Roger Dubuis) ผู้ก่อตั้งแบรนด์เอง หลังจากที่คอลเลกชัน Hommage ดั้งเดิม (เปิดตัวในปี 1995) ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะปรมาจารย์และเพื่อนช่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา
“La Placide” นามแห่งความสุขุมและมรดกทางเทคนิค
ชื่อรุ่น “La Placide” นั้นเป็นนามแฝงที่ มร. ดูบุยส์ ได้รับมาตั้งแต่สมัยเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงบุคลิกที่สุขุม เยือกเย็น แต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความแม่นยำ ความสงบนิ่งนี้ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดที่ซับซ้อนที่สุดนั่นคือ ปฏิทินถาวรย้อนกลับสองทิศทาง (Bi-Retrograde Perpetual Calendar) ซึ่งเป็นกลไกที่ผู้ก่อตั้งชื่นชอบเป็นพิเศษ

ในทางเทคนิค ความชาญฉลาดของ Roger Dubuis คือการนำเอากลไกสำคัญกลับมาพัฒนา โดยใช้คาลิเบอร์ RD1472 ที่มาพร้อมการรับรองสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève (ตราประทับเจนีวา) ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเลิศทั้งในด้านความเที่ยงตรง และที่สำคัญคือมาตรฐานสูงสุดของงานฝีมือในการตกแต่งกลไกและตัวเรือนทั้งหมด (Total Watch Certification) กลไกอัตโนมัตินี้ถูกประกอบขึ้นจาก 307 ชิ้นส่วน และโดดเด่นด้วยการใช้ชิ้นส่วนที่เป็น “ต้นฉบับ” และชิ้นส่วนที่ “ผลิตใหม่” ร่วมกันในคาลิเบอร์เดียว



สถาปัตยกรรมหน้าปัดที่สะท้อนอารมณ์
แม้จะมีขนาดตัวเรือนที่ค่อนข้างคลาสสิกเพียง 38 มม. และทำจาก Pink Gold 18K แต่สิ่งที่ทำให้ Hommage La Placide แตกต่างคือรายละเอียดของหน้าปัดที่จัดเรียงเป็นชั้น ๆ (Layered Aesthetic)
- แรงบันดาลใจจากเจนีวา: หน้าปัดมีการลงแล็กเกอร์สีน้ำเงินเข้ม Leman Blue ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากผืนน้ำอันเงียบสงบของทะเลสาบเจนีวา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ มร. ดูบุยส์ เริ่มต้นอาชีพช่างทำนาฬิกา
- มิติของกลไก: การแสดงวันและวันที่ในรูปแบบย้อนกลับ (Retrograde) นั้น ถูกจัดวางอย่างสมมาตรอย่างสง่างาม โดยในส่วนของหน้าปัดย่อยสำหรับปฏิทินนั้นใช้ Mother-of-Pearl (เปลือกหอยมุก) ที่ถูกขัดแต่งอย่างประณีต
- ความงามแห่งจักรวาล: หน้าต่างแสดงพระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ใช้แผ่น Blue Aventurine Glass สีน้ำเงินระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน พร้อมพระจันทร์ทรงโดมที่ทำจากทองคำเหลือง 18K




การใช้สายหนังลูกวัวสีน้ำเงิน (Blue Calf Leather) พร้อมตัวล็อกแบบบานพับสามทบ (Triple Folding Buckle) ที่ทำจาก Pink Gold ยิ่งเสริมให้เรือนเวลานี้มีความกลมกลืนในแบบฉบับนาฬิกาชั้นสูงยุคดั้งเดิม


ในแง่ของมุมมองส่วนตัว การที่ Roger Dubuis ตัดสินใจหันกลับมาทำนาฬิกาคลาสสิกที่ยึดถือมาตรฐานสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève และกลไกปฏิทินถาวรที่ซับซ้อนเช่นนี้ ถือเป็นการยืนยันความสามารถของแบรนด์ในการผสานความเชี่ยวชาญทางกลไกเข้ากับสุนทรียศาสตร์ที่สง่างาม เป็นการประกาศว่า Roger Dubuis ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่เปี่ยมด้วยแก่นแท้แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ไม่ได้มีเพียงแค่ความหวือหวาภายนอกเท่านั้น
ที่สำคัญ Hommage La Placide ผลิตเพียง 28 เรือนทั่วโลก โดยตัวเลขนี้มีความหมายถึงหมายเลขลงทะเบียนของ มร. ดูบุยส์ สมัยเป็นนักเรียนช่างทำนาฬิกานั่นเอง

ข้อมูลทางเทคนิค
- ชื่อรุ่น: Hommage La Placide (ลิมิเต็ด 28 เรือน)
- ตัวเรือน: Pink Gold 18K (38 มม. หนา 11 มม.) กันน้ำ 30 เมตร พร้อมฝาหลังเปลือย
- หน้าปัด: สีน้ำเงิน Leman Blue มีหลายชั้น แสดง Moonphase ด้วยจาน Blue Aventurine และใช้ Mother-of-Pearl ในส่วนปฏิทิน
- ฟังก์ชั่น: ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) แสดงวันที่และวันแบบย้อนกลับสองทิศทาง (Bi-Retrograde)
- กลไก: คาลิเบอร์ RD1472 (In-house Automatic) พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ได้รับการรับรอง Poinçon de Genève
- สาย: หนังลูกวัวสีน้ำเงิน พร้อมระบบเปลี่ยนสายได้ง่าย ตัวล็อกแบบบานพับ Pink Gold 18K
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
LVMH ผนึกกำลัง La Joux-Perret การเดินทางสู่กลไกนาฬิกาสวิสแห่งอนาคต
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Parmigiani Tonda PF Micro-Rotor เรือนเวลาแห่งความเรียบง่ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเรือน Steel & Rose Gold

