บทสรุปจากการบรรยายหัวข้อ ‘The Artisans Code: An Insight of Chopard’s Haute Horology – L.U.C. Collection’ ในงาน Bangkok Watch Week 2025

ในงาน Bangkok Watch Week 2025 ที่ผ่านมา Revolution ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังบรรยายหัวข้อ The Artisans Code: An Insight of Chopard’s Haute Horology – L.U.C. Collection โดย Karl-Fritz Scheufele ผู้ดำรงตำแหน่ง Business and Client Strategy Manager แห่ง Chopard เจเนอเรชันที่ 5 แห่งแบรนด์อันเก่าแก่
ปรัชญาและความเป็นมาของแบรนด์
การบรรยายเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงประวัติศาสตร์และปรัชญาของแบรนด์ Chopard โดย Pierre Millereau – Managing Director Asia Pacific แห่ง Chopard ที่ขึ้นมาบอกเล่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไว้ว่า Chopard เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1860 ก่อนจะเปลี่ยนมือมาสู่ตระกูล Scheufele ในปี 1963 ที่ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ Chopard แบรนด์ที่บริหารแบบธุรกิจภายในครอบครัวและเน้นเรื่องจริยธรรมและความยั่งยืนเป็นหลัก
Chopard ยึดมั่นในค่านิยมในเรื่องความรับผิดชอบต่อวัตถุดิบที่ได้มา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
การมีส่วนร่วมและส่งเสริมคนในท้องถิ่น และการลงทุนเป็นพิเศษในเรื่องคุณภาพของบุคลากร ในด้านของจริยธรรมและความยั่งยืนที่ทางแบรนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งนั้นสะท้อนผ่านองค์ประกอบดังนี้
- วัสดุ Ethical Gold : Chopard เลือกใช้ “Ethical Gold” ที่มาจากแหล่งผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเครื่องประดับ
- การรีไซเคิลและรักษ์โลก: อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต
- ช่างฝีมือ: ช่างฝีมือของแบรนด์ล้วนได้รับการดูแล และปลูกฝังให้ยึดมั่นในค่านิยมเหล่านี้ด้วยเช่นกันอย่างเช่น ช่างฝีมือชื่อคุณเปาโลที่ทำงานด้วยความประณีต ใส่ใจ และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2018
ด้วยความที่ Chopard บริหารแบบธุรกิจในครอบครัวจึงมีความเป็นอิสระสูง จึงสามารถมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เองได้ รวมถึงมีแหล่งวัตถุดิบเป็นของตัวเอง ทำให้เป็นธุรกิจที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ปัจจัยนี้ทำให้ Chopard สามารถคิดค้นวัสดุเฉพาะของตัวเองอย่าง Lucent Steel ได้ และสามารถผลิตกลไกชั้นสูงที่มีความซับซ้อนในกระบวนการผลิตอย่างกลไกของนาฬิกาตีบอกเวลาอย่างมินิตรีพีทเตอร์ได้เองอีกด้วย
ความสวยงามควบคู่ไปกับกลไกซับซ้อนที่ได้มาตรฐาน

ในส่วนถัดมาของการบรรยายทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูล Scheufele คุณ Karl-Fritz Scheufele ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาบริหารธุรกิจของครอบครัวขึ้นมาทำหน้าที่บอกเล่าถึงเอกลักษณ์ของเรือนเวลา Chopard ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังมีความซับซ้อนในเชิงกลไก สามารถผลิตกลไกอินเฮ้าส์ได้มากกว่า 10 คาลิเบอร์ และยังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรถึง 22 ตัวด้วยกัน
ปรัชญาการออกแบบนาฬิกาของ Chopard เน้นให้ความสำคัญกับ “ความสวยงาม” มาก่อน “ฟังก์ชันการใช้งาน” ซึ่งเปรียบได้กับสถาปัตยกรรมที่เน้นความงามเป็นอันดับแรก โดยในปี 1996 Karl-Friedrich Scheufele ผู้เป็นบิดาของคุณคาร์ล-ฟริตซ์ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาของแบรนด์เอง แทนที่จะสั่งชิ้นส่วนจากโรงงานต่างๆ โดยโรงงานของ Chopard ตั้งอยู่ในเมืองเฟลอริเยร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่จวบจนถึงทุกวันนี้ได้ผลิตกลไกอินเฮ้าส์มากกว่า 10 คาลิเบอร์ และได้จดสิทธิบัตรมากถึง 22 ฉบับ ซึ่งเป็นผลมาจากการทดสอบและพัฒนาอย่างเข้มข้น ยกตัวอย่างเช่นกลไกคาลิเบอร์ของนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์รุ่น L.U.C. Full Strike ต้องใช้เวลาพัฒนาถึง 6 ปีด้วยกัน หรือนาฬิการุ่น L.U.C. Quattro ที่มีระบบบาเรลล์ 4 ชิ้นซ้อนกันสองชั้นก็ต้องใช้เวลาพัฒนายาวนานเช่นกัน นั่นทำให้มันพิเศษอย่างยิ่ง
สำหรับการรับรองคุณภาพที่ได้มาตรฐานนั้นกลไก L.U.C.ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Poinçon de Genève และ COSC รวมถึง QUALITE FLEURIER ที่ทางแบรนด์ภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ผ่านมาตรฐานนี้ร่วมกับเมซง Bovet และ Parmigiani Fleurier ที่การันตีว่าทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาเรือนนั้นๆ ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่แค่เพียงชิ้นส่วนกลไกเท่านั้น รวมถึงการตกแต่งพื้นผิวทั้งในส่วนที่มองเห็นและมองไม่เห็นซึ่งต้องทำอย่างประณีตสูงสุด

ตามที่คุณคาร์ล-ฟริตซ์ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นถึงระบบบาเรลล์คู่ซ้อนกัน 2 ชั้น หรือระบบบาร์เรลล์ 4 ชิ้นที่เป็นต้นเหตุให้นาฬิการุ่น L.U.C. Quattro ต้องมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นอื่นๆ เนื่องจากภายในบาร์เรลล์ต้องบรรจุขดสปริงที่ยาวถึง 1.885 เมตร “เป็นความยาวที่สูงกว่าตัวผมเสียอีก” ผู้บรรยายกล่าวให้เราเห็นภาพได้ชัดยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามทาง Chopard ก็ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการออกแบบตัวเรือนให้ยังคงความสวยงาม และยังสามารถบรรจุกลไกอันทรงพลังที่สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 9 วัน ตัวเรือนมีดีไซน์คล้ายขั้นบันได และขานาฬิกา (Lugs) ถูกทำแยกขึ้นมาต่างหาก ไม่ได้ขึ้นรูปพร้อมตัวเรือน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของนาฬิการะดับสูงบริเวณหน้าปัด มีการใช้ผิวสัมผัสแบบด้าน ซึ่งแตกต่างจากส่วนอื่นของตัวเรือนที่เป็นเงา เพื่อสร้างความแตกต่างและความสวยงาม รวมถึงกระจกหน้าปัดเป็นแบบแซฟไฟร์ที่อาจดูสูงขึ้นเล็กน้อยบริเวณใจกลาง แต่ทั้งหมดนั้นทำให้เข็มนาฬิกาเป็นจุดศูนย์กลางที่ชัดเจน รวมถึงสัมผัสบริเวณเม็ดมะยมที่มอบความรื่นรมย์ในยามไขลาน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความเฉพาะตัวของ Chopard ที่ต้องลองไปสัมผัสด้วยตนเอง
ผลงานความร่วมมือระหว่างศิลปินไทย
นอกเหนือจากเอกลักษณ์ของนาฬิกาคอลเลกชัน L.U.C. ที่เป็นศูนย์รวมความล้ำเลิศในงานช่างฝีมือ และความเชี่ยวชาญด้านกลไกของ Chopard ยังมีนาฬิการุ่นหนึ่งที่ตั้งใจมาเปิดตัวที่นี่โดยเฉพาะนั่นก็คือ L.U.C XPS Urushi “Naga” ที่ทางแบรนด์ร่วมมือกับศิลปินไทย ฟรองซ์-วรัญญู สมบูรณ์ สร้างสรรค์เรือนเวลาที่ผนวกความเชื่อตามวิถีไทยเข้ากับความล้ำเลิศของเรือนเวลา L.U.C. ถ่ายทอดผ่านศิลปะอูรูชิจากแดนอาทิตย์อุทัย

ซึ่งเทคนิคอูรูชินั้นมีความพิเศษมากและต้องใช้ความประณีตอย่างสูงในการผลิตชิ้นงานขนาดเล็กจิ๋วบนหน้าปัดนาฬิกา วัสดุที่นำมาใช้ในการลงสียังมาจากการสกัดจากยางไม้ซึ่งมีปริมาณเพียง 10 กรัมต่อต้น ทำให้เป็นวัสดุที่มีคุณค่าสูง สวยงามและทนทานเป็นพิเศษ ทั้งยังมีคุณสมบัติคงทนได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น
ความหมายของ ‘นาคา’ หรือ ‘นาค’ นั้นยังเป็นที่ทราบกันดีในสังคมไทยว่า หมายถึง ความมั่งคั่งบริบูรณ์ และการคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ซึ่งทางคุณคาร์ล-ฟริตซ์เองไม่ได้รู้จักวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งนักจึงได้ทาง S.T. Diamond มาร่วมสรรหาศิลปินไทยที่สามารถผลิตชิ้นงานที่ถ่ายทอดความหมายผ่านหน้าปัดนาฬิกาได้อย่างวิจิตรงดงาม
กระบวนการผลิตจึงต้องทำอย่างประณีตสูงสุดในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการลงสีบนหน้าปัดด้วยเทคนิคอูรูชิที่ใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงต่อชิ้น และความพิเศษยังอยู่ที่ความเฉพาะตัวในแต่ละชิ้นงานที่รังสรรค์ขึ้นด้วยมือ เมื่อนำมาเทียบกันแล้วทุกชิ้นต่างมีรายละเอียดที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าประทับใจในกลุ่มนักสะสม
ถ้าหากอยากชมและลองสัมผัสเรือนจริงสามารถแวะไปชมได้ที่บูติก Chopard สยามพารากอนได้ แล้วคุณจะได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของ Chopard อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

