นิยามใหม่ของการออกแบบนาฬิกา Gagà Laboratorio
โดยสรุปคือ:
- นาฬิการุ่น Labormatic ใหม่ยังคงแนวคิดการแสดงเวลาที่แปลกใหม่ ด้วยการแสดงชั่วโมง นาที และวินาทีแบบตัวเลขบนหน้าปัดสไตล์ “sector” ที่ไม่เหมือนใคร
- รุ่น Azzurro ต่อยอดจากรุ่น Cinquanta เดิม โดยมีตัวเรือนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายและเส้นสายที่สะอาดตาของสุนทรียศาสตร์แบบ Bauhaus
- ส่วนรุ่น Champagne มีความโดดเด่นและตัดกันอย่างชัดเจนกับหลักการแบบมินิมัลลิสต์ของรุ่น Bauhaus ด้วยการใช้โทนสีและองค์ประกอบตกแต่งที่ดูหรูหราด้วยสีทอง
จากสีหน้าปัดที่เหมือนท้องฟ้าเมืองลิกูเรีย สู่โทนสีที่ชวนให้นึกถึงมื้อค่ำฤดูร้อนอันยาวนาน นาฬิการุ่นล่าสุดจาก Gagà แสดงให้เห็นว่าการออกแบบและวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนวิธีการมองเวลาได้อย่างไร
วงการนาฬิกาเป็นโลกที่มักจะมองย้อนกลับไปในอดีตอยู่เสมอ นาฬิการุ่นที่นำกลับมาผลิตใหม่ (Reissues) และรุ่นที่ฟื้นคืนชีพ (Revivals) ต่างก็วางเรียงรายอยู่เต็มชั้นวาง โดยแต่ละรุ่นต่างก็พยายามสร้างความน่าเชื่อถือผ่านมรดกทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกัน ผู้ผลิตอิสระมักเลือกเส้นทางที่ตรงข้ามกัน คือการก้าวสู่แนว Avant-garde ด้วยผลงานที่น่าสนใจแต่บางครั้งก็ยากที่จะสวมใส่ได้จริง
แต่สำหรับ Gagà Laboratorio ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ กลับยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ โดยมองลึกลงไปที่วัฒนธรรมพอๆ กับกลไก นาฬิกาของ Gagà จึงไม่ใช่การหวนรำลึกถึงอดีตอย่างเดียว และก็ไม่ได้แปลกประหลาดจนเกินไป แต่เป็นการผสมผสานประวัติศาสตร์การออกแบบของอิตาลีเข้ากับงานฝีมือของสวิส เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความเป็นต้นฉบับ แต่ก็ยังคงความเรียบง่าย เป็นนาฬิกาที่ดูสนุกแต่ก็ใช้งานได้จริง
โปรเจกต์นี้ใช้เวลาถึงสี่ปีในการสร้างสรรค์ โดยแบรนด์ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 โดย Ruben Tomella ผู้ก่อตั้ง Gagà Milano หากแบรนด์แรกของเขาโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหราอลังการและตัวเลขอันใหญ่โต Gagà Laboratorio กลับถูกสร้างขึ้นด้วยเป้าหมายที่แตกต่างออกไป
บทใหม่นี้ต้องการสร้างสมดุลระหว่างศาสตร์การทำนาฬิกาขั้นสูงกับความอิสระในการออกแบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ Tomella ได้ร่วมงานกับนักออกแบบและศิลปินอย่าง Mo Coppoletta ซึ่งผลงานของเขาได้ผสมผสานศิลปะประยุกต์เข้ากับการเล่าเรื่องมาโดยตลอด ส่วนบุคคลที่สามในทีมคือ Fabio Ferrari ผู้จัดการแบรนด์และเจ้าของร่วม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและความสอดคล้องของโปรเจกต์นี้
พวกเขาทั้งสามคนจึงเป็นทีมที่ผสมผสานพลังขับเคลื่อนแบบผู้ประกอบการ จินตนาการที่สร้างสรรค์ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว



ศิลปะเชิงกลไกที่สร้างสรรค์ขึ้น
หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือรุ่น Labormatic ซึ่งแทนที่จะแสดงเวลาด้วยเข็มนาฬิกาสามเข็มแบบทั่วไป รุ่นนี้กลับแสดงชั่วโมงด้วยแผ่นดิสก์แบบตัวเลขที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นาทีด้วยเข็มกลาง และวินาทีบนแผ่นดิสก์ที่หมุนได้
ตัวเรือนขนาด 42 มม. ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึงเจ็ดชิ้น มีโครงสร้างที่ดูเป็นงานสถาปัตยกรรม พร้อมขาสายนาฬิกาที่ยาวเป็นพิเศษ ซึ่งชวนให้นึกถึงดีไซน์ยุคกลางศตวรรษที่บางครั้งถูกเรียกว่า “Devil’s Horns” (เขาปีศาจ) ส่วนเม็ดมะยมจะอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใต้ฝาครอบทรงกลมที่ทำจากเหล็ก ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สร้างทั้งความสมมาตรและเอกลักษณ์เฉพาะตัว


หน้าปัดนาฬิกาประกอบด้วยชิ้นส่วนแปดชั้น ทำให้ดูมีมิติ ส่วนกลไกภายในใช้ La Joux-Perret G100 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือและการสำรองพลังงานได้นานถึง 68 ชั่วโมง และปิดท้ายด้วยสายหนัง Saffiano จากอิตาลี ซึ่งเชื่อมโยงงานกลไกเข้ากับงานฝีมือดั้งเดิมของประเทศต้นกำเนิด



นับตั้งแต่เปิดตัว นาฬิการุ่น Labormatic ได้ถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รุ่น Bauhaus สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบโมเดิร์นของเยอรมนี ที่เน้นรูปทรงเรขาคณิตและประโยชน์ใช้สอย ส่วนรุ่น Cinquanta ได้รับแรงบันดาลใจจากอิตาลีในยุค 1950 ซึ่งเป็นยุคที่สีพาสเทลเข้ามาลดทอนความแข็งกระด้างของงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ เป็นยุคของรถ Fiat 600 เก้าอี้ Superleggera ของ Ponti และโปสเตอร์หนังของ Fellini ที่ใช้บล็อกสีสดใส วัตถุเหล่านี้สะท้อนภาพของอิตาลีที่ก้าวพ้นจากความเคร่งขรึมสู่ความสดใส เมื่อการออกแบบมุ่งหวังที่จะทำให้ชีวิตประจำวันไม่เพียงแค่ง่ายขึ้น แต่ยังเบาสบาย สดใส และเต็มไปด้วยความสุข และโทนสีของรุ่น Cinquanta ก็สะท้อนบรรยากาศนี้ได้อย่างชัดเจน
Labormatic Champagne & Azzurro แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอิตาลี
ในปี 2025 นี้ มีนาฬิการุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาในไลน์การผลิตอีกสองรุ่น ได้แก่ Champagne และ Azzurro ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ยังคงใช้ตัวเรือนและกลไกเดิม แต่สำรวจแรงบันดาลใจที่แตกต่างกันออกไป

รุ่น Champagne เป็นตัวที่มาเติมเต็มความเรียบง่ายแบบ Bauhaus หน้าปัดสีทองอร่ามที่ดูนุ่มนวลช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาได้ในทันที หากรุ่น Bauhaus ดูเหมาะกับความชัดเจนในเวลากลางวัน รุ่น Champagne กลับดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ตกดิน

สีนี้ชวนให้นึกถึงมื้อค่ำที่อบอุ่น การส่องสว่างของแสงเทียน และการยกแก้วฉลองในงานเลี้ยง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสง่างามในการออกแบบนาฬิกาไม่จำเป็นต้องดูเคร่งขรึมเสมอไป แต่ยังสามารถให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นมิตรได้ด้วย
ในทางตรงกันข้าม รุ่น Azzurro ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคหลังสงครามในอิตาลี หน้าปัดสีฟ้าอ่อนชวนให้นึกถึงสีตัวถังรถ Fiat 500 หรือบานหน้าต่างของบ้านริมทะเลในแคว้นลิกูเรียที่ซีดจางจากไอเค็มของทะเล
โทนสีพาสเทลแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคปี 1950 และ 60 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในขณะที่ประเทศกำลังฟื้นฟู สถาปนิกอย่าง Gio Ponti ได้ใช้สีเหล่านี้เพื่อลดทอนความแข็งกระด้างของรูปทรงแบบโมเดิร์น ในวงการภาพยนตร์ หนังของ Fellini และ Antonioni ก็ถ่ายทอดภาพสังคมที่กำลังก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับความไม่แน่นอน ซึ่งมักจะใช้โทนสีที่สว่างและดูโล่งโปร่ง
ดังนั้นเมื่ออยู่บนข้อมือ นาฬิการุ่น Azzurro จึงไม่ได้เป็นแค่หน้าปัดสีฟ้าธรรมดา แต่มันสื่อถึงความรู้สึกของยุคนั้น ซึ่งเป็นยุคที่งานดีไซน์มองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจและเต็มไปด้วยสีสัน แม้ว่าทั้งสองรุ่นอย่าง Champagne และ Azzurro จะยังคงอยู่ในตระกูล Labormatic แต่ก็แสดงให้เห็นว่าแนวคิดของนาฬิการุ่นนี้มีความยืดหยุ่นเพียงใด
ทั้งสองรุ่นใช้โครงสร้างเดียวกัน นั่นคือการแสดงชั่วโมงแบบตัวเลขที่เลื่อนได้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และแผ่นดิสก์หมุนที่แสดงวินาที แต่กลับตีความการแสดงผลนาทีต่างกันออกไป


รุ่น Champagne ยังคงยึดแนวทางที่บริสุทธิ์และเรียบง่าย ด้วยเข็มชี้และเครื่องหมายบอกเวลาที่ชัดเจน หน้าปัดถูกออกแบบมาให้ไม่รกจนเกินไป เพื่อเน้นความอบอุ่นของโทนสี ส่วนรุ่น Azzurro กลับเพิ่มกรอบนาทีแบบเคลื่อนที่พร้อมตัวเลขและเครื่องหมายบอกเวลาที่ติดตั้งบนหน้าปัด ซึ่งเป็นวิธีที่ดูมีชีวิตชีวาและใช้งานได้จริง เข้ากับสุนทรียศาสตร์ของเครื่องมือยุคกลางศตวรรษที่ได้รับแรงบันดาลใจมา
ทั้งสองรุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเดียวกัน นั่นคือการนำการอ่านเวลาแบบคุ้นเคยมานำเสนอในรูปแบบที่สดใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และบ่งบอกความเป็น Gagà อย่างแท้จริง
นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ยังคงใช้ตัวเรือนเหล็กเจ็ดชิ้นแบบเดียวกับรุ่น Labormatic รวมถึงหน้าปัดแบบหลายชั้นที่อยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์โค้งสองชั้น และกลไก La Joux-Perret G100 ที่สามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์พร้อมโรเตอร์แบบพิเศษ นาฬิกาแต่ละเรือนมีราคาต่ำกว่า 4,000 ฟรังก์สวิส ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับนาฬิกาแบรนด์อิสระอื่น ๆ แต่ก็ยังคงอยู่ในสถานะของชิ้นงานสะสมที่มีคุณค่า
สร้างเส้นทางใหม่ในการทำนาฬิกา
ความสำคัญของนาฬิการุ่นใหม่นี้ไม่ได้อยู่แค่ที่การออกแบบ แต่ยังอยู่ที่จุดยืนของ Gagà Laboratorio ในโลกการทำนาฬิกาปัจจุบันด้วย การสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ในวงการนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แบรนด์ใหญ่ ๆ มักจะมองย้อนไปในอดีตและผลิตนาฬิการุ่นเดิมซ้ำ ๆ ส่วนแบรนด์อิสระขนาดเล็กก็มักจะเน้นความแปลกใหม่จนเกินไป
แต่ Gagà Laboratorio ได้พบแนวทางที่สมดุลกว่า นาฬิกาของพวกเขาโดดเด่นแต่ไม่ซับซ้อน และแหวกแนวแต่ยังคงสวมใส่ได้ Champagne และ Azzurro แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนการแสดงผลหรือสีสันเพียงเล็กน้อย เมื่ออิงกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนบุคลิกของนาฬิกาได้ทั้งหมด นาฬิการุ่นหนึ่งส่องประกายด้วยความอบอุ่น ส่วนอีกรุ่นนำพาความรู้สึกเบาสบายของฤดูร้อนริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาสู่ข้อมือ
ความสามารถในการเชื่อมโยงดีไซน์เข้ากับอิทธิพลทางวัฒนธรรมคือจุดแข็งของทีมผู้บริหารแบรนด์นี้ Tomella นำพลังของผู้ประกอบการมาสู่ทีม Coppoletta ดึงเอาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมที่หลากหลายมาใช้ และ Ferrari ทำให้ไอเดียเหล่านั้นกลายเป็นจริงได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือคอลเลกชันที่ดูสอดคล้องกัน แต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ก็ยังสามารถจดจำได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกัน
นาฬิกาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์น้องใหม่มีความมั่นใจมากพอที่จะทำงานกับความแตกต่าง เช่น การนำแนวคิดแบบ Bauhaus มาเทียบกับ Champagne หรือ Cinquanta กับ Azzurro ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งของตัวเองไว้
ด้วยเหตุนี้ Gagà Laboratorio จึงแสดงให้เห็นว่านาฬิกาไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับอดีตหรือเพียงแค่สร้างความฮือฮา แต่สามารถมีความเที่ยงตรง สวมใส่ได้จริง และยังคงสะท้อนบรรยากาศทางวัฒนธรรมได้อย่างงดงาม
ท้ายที่สุดแล้ว นาฬิกาเป็นมากกว่าแค่เครื่องจักรบนข้อมือ แต่เป็นเสมือนเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปกับเราในแต่ละชั่วโมงที่สวมใส่ และด้วยนาฬิการุ่น Champagne และ Azzurro นี้ Gagà Laboratorio ได้สร้างสรรค์นาฬิกาที่ไม่เพียงแค่ผูกพันกับกลไกของมันเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับช่วงเวลาแห่งความสุข เช่น เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหาร สีสันของเมืองริมทะเล หรือความหวังของประเทศที่กำลังฟื้นฟู และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เองที่สร้างความเป็นต้นฉบับและเสน่ห์เฉพาะตัวให้กับนาฬิกาเหล่านี้


รายละเอียดทางเทคนิค
Gagà Laboratorio Labormatic Azzurro และ Champagne:
- รหัสอ้างอิง: LM-AZ-001 (สำหรับรุ่น Azzurro) / LM-CH-001 (สำหรับรุ่น Champagne)
- กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ La Joux-Perret Caliber G100 สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงแบบตัวเลข นาทีแบบตัวเลขหรือเข็มกลาง และวินาทีบนแผ่นดิสก์หมุนตรงกลาง
- ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. x 13.3 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล กันน้ำลึก 50 ม.
- หน้าปัด: สไตล์ “Regulator“ พร้อมพื้นผิวสีฟ้าพาสเทล “Azzurro” หรือสีทอง “Champagne”
- สาย: สายหนัง Saffiano จากอิตาลีทำด้วยมือ สีเข้ากับหน้าปัด พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ฉลอง 150 ปี Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกากลไกสลับซับซ้อนในขนาด 38 มม. ที่สวมใส่ง่าย พร้อมหน้าปัดหินหายาก
Bremont เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ MB Meteor Stealth Grey นาฬิกาคู่หูนักบินที่มาพร้อมลุคใหม่สุดเท่
Vacheron Constantin ครบรอบ 270 ปี: Métiers d’Art Tribute to the Quest of Time

