บทสัมภาษณ์พิเศษกับหมอตง ผู้เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิกในแบบที่คุณไม่เคย

Date:

พบกับนายแพทย์กิจจา ฤดีขจร หรือ คุณหมอตง ผู้เป็นสารานุกรมของวงการนาฬิกาไทย พร้อมแนะนำเทคนิคและฟังก์ชันเฉพาะของแต่ละรุ่นให้แฟนๆ นาฬิกาทั้งหลายได้ลุ้นกัน

INTERVIEW BORDIN CENVIBOON

คุณตงเป็นหนึ่งในคนไทยที่มี Jaeger-LeCoultre Reverso เยอะมาก แล้วทำไมวันนี้ถึงเลือกเรือนนี้มาครับ

จุดที่ชื่นชอบ Jaeger-LeCoultre Reverso หลัก ๆ เป็นเรื่องของขนาดและฟังก์ชันครับ ตัวที่นำมาวันนี้เป็นเรือนที่มาจากช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่ Jaeger-LeCoultre ฉลองครบรอบ 60 ปี ซึ่งตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ Reverso ในแทบทุกมิติ ทั้งกลไก ฟังก์ชัน รูปแบบ รวมถึงขนาดของตัวเรือนด้วย

TURNING BACK TIME WITH KITJA RUEDEEKHAJORN เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก

โดยตัวเรือนที่ถือว่ามีขนาดกำลังดีตามมาตรฐานปัจจุบันนั้นถูกเรียกด้วยชื่อที่ดูยิ่งใหญ่ว่า Grand Taille ขนาดตัวเรือนที่พัฒนาจากยุควินเทจ สมัยที่นิยมหน้าปัดขนาดเล็กๆ ณ เวลานั้น ช่วงนั้นยังเป็นยุคที่ Reverso มีฟังก์ชันไม่เยอะ

ส่วนใหญ่จะเป็นแค่สองเข็มครึ่งหรือสามเข็ม แต่ตัวนี้พิเศษตรงที่มันเป็น Day-Date บอกทั้งวันและวันที่ ซึ่งถือว่าเป็นฟังก์ชันที่เริ่มเข้ามาในยุคนั้น และทำให้เรือนนี้มีความน่าสวสนใจมากขึ้น 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในยุคนี้คือความพิถีพิถันในงานขัดแต่งตัวเรือน ซึ่งในยุคนั้นให้ความสำคัญกับงานอาร์ตและความสมดุลอย่างชัดเจน ทุกรายละเอียดต้องดูลงตัวและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการลบมุมขอบ หรือการเซาะร่อง ซึ่งทำให้ตัวเรือนดูมีความพรีเมียมและมีเอกลักษณ์

นอกจากนี้ ยังให้ความใส่ใจอย่างมากกับการเลือกฟอนต์บนหน้าปัด โดยรุ่นนี้ใช้ฟอนต์ถึง 4 แบบด้วยกัน โดยคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสม หรือความหนา-บาง ต้องบาลานซ์ให้เหมาะสมเพื่อให้ดูสบายตาและกลมกลืนกับดีไซน์โดยรวม

อีกเรือนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกัน อยากให้คุณตงช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ

เรือนนี้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและตัวแทนของ Reverso ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากปี 1931 เมื่อ Jaeger-LeCoultre เปิดตัว Reverso พร้อมกับกระแสอาร์ตเดโค โดยฟังก์ชันพลิกตัวเรือนทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่หลายแบรนด์อยากนำไปใช้บ้าง

แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ Cartier แบรนด์ที่เน้นดีไซน์ที่โดดเด่น ต้องการสร้างนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมสะท้อนอาร์ตเดโคเช่นกัน โดยที่ Cartier เลือกใช้กลไก Basculante ที่พลิกกลับได้ เพื่อรักษาความสง่างามของสไตล์อาร์ตเดโคไว้ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจาก Reverso อย่างชัดเจน

นาฬิกาของ Cartier รุ่นนี้ผลิตระหว่างปี 1931-1932 เท่านั้น และยังมีดีไซน์ตัวเรือนที่บางกว่า Reverso มาก ซึ่งในช่วงแรก Cartier ไม่ได้ผลิตกลไกนาฬิกาเอง แต่เน้นออกแบบตัวเรือนและรายละเอียดทั้งหมด จากนั้นจึงหาผู้ผลิต โดย Jaeger รับผิดชอบผลิตตัวเรือนให้

ส่วน Lecoultre ก็ทำหน้าที่ผลิตกลไกให้ โดยสิทธิบัตรทั้งหมดเป็นของ Cartier ในเวลาต่อมา Jaeger และ Lecoultre รวมกันเป็น Jaeger-Lecoultre ซึ่งกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ปัจจุบันนาฬิกาแบบนี้ไม่ได้ผลิตแล้ว เหลือแค่ตระกูล Tank ที่ยังคงมีอยู่

TURNING BACK TIME WITH KITJA RUEDEEKHAJORN เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก

มีเรือนไหนที่คุณตงอยากเอามาให้ผู้อ่านดูกันอีกไหมครับ 

สองเรือนแรกมีลูกเล่นที่ผ่านมาจัดเต็มรายละเอียดมากแล้ว มาถึงนาฬิกาเรือนนี้ที่สะท้อนความมินิมอลของ H. Moser อย่างแท้จริง ด้วยหน้าปัดที่เรียบง่าย ไม่มีมาร์คเกอร์ มีเพียงเข็มนาฬิกาและเทคนิคฟูเม่ที่ทำให้หน้าปัดมีเฉดสีเขียวอมฟ้าแบบบลูลากูน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสีของท้องทะเล

กระบวนการขัดผ่านกว่า 200 ขั้นตอน ช่วยสร้างมิติและความลึกให้กับสีหน้าปัดอย่างน่าทึ่ง การผลิตมีจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ที่แมทช์กับสีหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมการขัดที่ประณีตทั้งในส่วนของเซาะร่องและขัดเงา ในส่วนของกลไกก็ละเอียดไม่แพ้กัน โดย H. Moser ทำทุกอย่างเองอย่างพิถีพิถัน จึงไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า Swiss Made เพราะทุกส่วนคือ Swiss Made อยู่แล้ว

สำหรับเรือนถัดไปที่ใช้กลไก Dead Beat เช่นกัน พอจะแนะนำรุ่นอื่นที่มีความพิเศษในแบบเดียวกันนี้เพิ่มเติมได้ไหมครับ

เรือนนี้มีความพิเศษที่เข็มวินาทีแบบ Jumping Second โดยเฉพาะ ตัวเรือนมาจากแบรนด์ Harbing ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์จากทั้งสองสามีภรรยาที่เป็นช่างนาฬิกาจากออสเตรีย โดยที่ Harbing II คือการเพิ่มเลข 2 แสดงถึงรุ่นที่สองของการทำงานร่วมกัน

จุดเด่นที่ทำให้เรือนนี้น่าสนใจคือเข็มวินาทีเล็กที่มีความละเอียดถึง 1/8 วินาที ซึ่งสะท้อนถึงประวัติของคุณ Harbing ที่เคยออกแบบกลไก 7750 โครโนกราฟอันโด่งดัง และตอนนี้เขากำลังสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยที่ยอดผลิตในแต่ละปีไม่เกินหลักร้อยเรือน ราคาจึงไม่สูงมาก เพราะไม่มีบูติกหรือการตลาดที่เข้มข้น

เรือนถัดไปคือ Jaeger ที่ผลิตในปี 1948 ถือเป็นนาฬิกาวินเทจที่สะท้อนความงามในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวเรือนมีการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและสดใส การฟื้นตัวหลังจากช่วงเวลาของความเศร้าโศกและความเงียบเหงาในช่วงสงคราม

การออกแบบในยุคนั้นเน้นความกลมและบางเป็นหลัก ตัวเรือนมีสัดส่วนที่ลงตัวและขนาดที่กระทัดรัด พร้อมขาตัวเรือนทรงหยดน้ำ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสำคัญของดีไซน์ในช่วงเวลานั้น ความโค้งและมิติของตัวเรือนถูกทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นเลิศ ตัวเรือนบางและขอบตัวเรือนลาดเอียง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ดูบางลงเมื่อสวมใส่ นี่คือแนวคิดหลักในการออกแบบนาฬิกาในยุคนั้น ที่เน้นความสวยงามแบบเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด

เรือนสุดท้ายของวันนี้ เรือนน้องใหม่ที่คุณตงเพิ่งได้มา

เรือนนี้เป็นไมโครแบรนด์ Ophium ซึ่งดึงดูดความสนใจของผมด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิกกับนวัตกรรมในสไตล์นีโอ วินเทจ โดยการนำเอาแรงบันดาลใจในอดีตกลับมาตีความใหม่อย่างมีสไตล์ ตัวเรือนมีขาทรงหยดน้ำที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Kari Voutilainen ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนาฬิกา

ซึ่งแสดงถึงความประณีตและความใส่ใจในรายละเอียด ขาของเรือนนี้รังสรรค์ผ่านเทคโนโลยี CNC ที่ให้ความแม่นยำสูง แต่ยังคงต้องใช้ฝีมือในการขัดและปรับมุมด้วยมือ เพื่อให้ได้ความโค้งมนและมิติที่สวยงามในทุกมุมมอง

อีกจุดเด่นที่ทำให้ผมชอบนาฬิกาเรือนนี้คือสีแซลมอนที่ใช้ในหน้าปัด ซึ่งให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและมีเสน่ห์ ส่วนรายละเอียดของหน้าปัดก็ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะการใช้ลายกิโยเช่ลายตะกร้า (Basketweave) ซึ่งเป็นหนึ่งในลายกิโยเช่ที่ยากที่สุดในการผลิต ด้วยความละเอียดและการขัดแต่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง นาฬิกานี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัยอย่างลงตัว

TURNING BACK TIME WITH KITJA RUEDEEKHAJORN เปิดโลกแห่งนาฬิกาคลาสสิก

อยากให้คุณตงช่วยฝากถึงนักสะสมหรือลูกค้าที่ชื่นชอบนาฬิกาว่าควรมีแนวทางในการสะสมอย่างไรบ้างครับ

แนะนำให้เริ่มจากความชอบของตัวเองครับ ความสวยงามนั้นสำคัญ แต่ต้องไม่ลืมว่าคุณคือคนที่จ่ายเงิน มันควรขึ้นอยู่กับความชอบของเราเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อให้คนอื่นชื่นชม จุดเริ่มต้นอยากจะให้เริ่มต้นที่อินเนอร์ของตัวเอง ใช้เวลาในการศึกษาและดูรายละเอียดว่าตัวเองชอบแบบไหนจริง ๆ ไม่ต้องรีบร้อน และไม่ต้องเชื่อคนอื่นมากเกินไป


สามารถรับชมบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่
และติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

PHOTO BY: มโนสิทธิ์ บุญนนท์ (เก้า)

Share post:

More like this

GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก

บทสนทนาพิเศษกับ Raymond Loretan และ Carine Maillard ว่าด้วยวิวัฒนาการของ GPHG ความหมายของความเป็นเลิศ...

Fabrizio Buonamassa Stigliani กับเส้นทางเบื้องหน้าอันน่าตื่นเต้นของ Bvlgari

ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร ชายผู้นี้มีคำตอบ เมื่อไม่นานมานี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ Fabrizio...

บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

กับบทบาทในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมนาฬิกาให้เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นที่ทราบในหมู่คนรักนาฬิกาโดยทั่วกันว่า Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ความเข้าใจและความหลงใหลในศาสตร์แห่งนาฬิกาชั้นสูงมาร่วมสองทศวรรษ และเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่า...