เมื่อเทคโนโลยีล้ำยุคผสานวัสดุคลาสสิก Blast Free Wheel Maillechort จาก Ulysse Nardin
WORDS: Felix Scholz | Jul 16, 2025
วันนี้มีเรื่องราวของเรือนเวลาที่น่าหลงใหลมานำเสนอ เป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนทั้งความลึกลับและความเชี่ยวชาญในแบบฉบับของ Ulysse Nardin ลองนึกภาพนาฬิกาที่เผยกลไกอันซับซ้อนให้เห็นจากด้านหน้า… ซึ่งบ่อยครั้งที่พบเห็นเทคนิคนี้ แต่ไม่บ่อยนักที่จะได้สัมผัสความงามและความเฉียบขาดในระดับเดียวกับ Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort เรือนนี้
โดยปกติแล้ว เมื่อกล่าวถึงนาฬิกาที่โชว์กลไกจากหน้าปัด มักเป็นกลไกแบบดั้งเดิมที่ถอดหน้าปัดออกและตกแต่ง Bridge หรือพื้นผิวให้สวยงาม แต่ Ulysse Nardin ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปไกลมากแล้ว ได้รังสรรค์ประสบการณ์การบอกเวลาที่ทั้งลึกลับน่าค้นหา และน่าทึ่งในเชิงเทคนิคอย่างแท้จริง


ความท้าทายทางวิศวกรรมสู่สุนทรียะแห่งการลอยตัว
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือวิธีที่แต่ละองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น กระปุกลานคู่ (Double Mainspring Barrels) ที่เผยให้เห็นชัดเจนอยู่ด้านบนของหน้าปัด ไปจนถึงเฟืองหลัก (Main Wheels) และที่พลาดไม่ได้คือ ฟลายอิ้งทูร์บิญอง (Flying Tourbillon) ซึ่งมาพร้อมกับกลไก Ulysse Anchor Constant Escapement อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์… ทุกอย่างดูเหมือนจะแยกส่วนและลอยตัวอย่างอิสระบนหน้าปัด
กลไกที่ลอยได้เหล่านี้ไม่เพียงเป็นความท้าทายทางเทคนิคที่ซับซ้อนเท่านั้น เพราะยังมอบสุนทรียะอันน่าทึ่งที่เผยให้เห็นถึงแก่นแท้ของนาฬิกา ในขณะเดียวกันก็มอบรูปลักษณ์แห่งอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Ulysse Nardin มาตั้งแต่ที่เปิดตัวนาฬิการุ่น Freak ในปี 2001
Maillechort วัสดุคลาสสิกที่กลับมาเฉิดฉาย
แม้ว่า Blast Free Wheel Maillechort จะเผยให้เห็นองค์ประกอบการทำงานหลักอยู่ด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านาฬิกาเรือนนี้ไม่มีหน้าปัด ในทางกลับกัน แบรนด์ได้ทุ่มเทอย่างมากเพื่อสร้างรูปลักษณ์ที่สะอาดตาและเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยการใช้ประโยชน์จาก Maillechort อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นโลหะผสมของทองแดง สังกะสี และนิกเกิล ที่รู้จักกันในชื่อ Nickel silver หรือ German silver วัสดุนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการผลิตนาฬิกา ด้วยโทนสีเงินอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ความทนทาน และที่สำคัญคือ Patina อันงดงามที่จะพัฒนาไปตามกาลเวลา
แม้ Maillechort จะเป็นวัสดุที่ขึ้นรูปยากกว่าทองเหลืองทั่วไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ากับการลงทุน Ulysse Nardin นำโลหะผสมนี้มาใช้ในวงกว้าง ทั้งบนพื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์คล้ายการตอกด้วยค้อน ตกแต่งกระปุกลานด้วยแผ่นดิสก์ รวมถึงแผ่นด้านหลังตัวเรือน

ดีไซน์แห่งอนาคตในตัวเรือน White Gold
ในขณะที่ Maillechort เป็นการคารวะอดีตแห่งการผลิตนาฬิกา ทุกองค์ประกอบอื่นๆ ของ Blast Free Wheel กลับดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45 มม. ถูกออกแบบมาอย่างเฉียบคม มีเหลี่ยมมุมที่ดุดัน พร้อมกับแซฟไฟร์คริสตัลชิ้นเดียวขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งด้านหน้าและด้านข้างของตัวเรือน มอบเอฟเฟกต์ “Glass Box” ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สามารถมองเห็นกลไกอันลึกลับได้อย่างเต็มตา
สิ่งที่แบรนด์บรรลุผลสำเร็จด้วย Blast Free Wheel Maillechort คือการสร้างสรรค์นาฬิกาที่สามารถเคารพและยึดมั่นในขนบของการผลิตนาฬิกาคลาสสิก แต่ทำในรูปแบบที่ล้ำยุคที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นผลงานที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง


ข้อมูลทางเทคนิค
Ulysse Nardin Blast Free Wheel Maillechort
- Reference: 1760-401LE-4A-MAIL/3A
- กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Caliber UN-176 จากโรงงาน Ulysse Nardin สำรองพลังงาน 7 วัน
- ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมงและนาที; ฟลายอิ้งตูร์บิญอง; ตัวแสดงพลังงานสำรอง
- ตัวเรือน: ตัวเรือนทองคำขาว 18K ขนาด 45 มม. หนา 12.4 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
- หน้าปัด: หน้าปัด Maillechort
- สาย: สายยางสีน้ำเงินกันน้ำ (Velvet Effect) พร้อมบานพับล็อกทำจากทองคำขาว
- ความพร้อมในการจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
ดาวรุ่งแห่งจักรวาลเรือนเวลา Naoya Hida & Co. จับมือ Revolution ปลุกตำนานใหม่ Type 3B-2 ‘Rising Star’
Universal Genève ปลุกตำนานนาฬิกาหรู กับยุคใหม่แห่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม

