เปิดตำนาน 38 ปีแห่งความผูกพันของ Chopard กับ Mille Miglia การแข่งขันรถยนต์คลาสสิกที่สวยงามที่สุดในโลก พร้อมเผยโฉมเรือนเวลาแห่งความเร็วและเรื่องเล่าจากเส้นทางสู่ชัยชนะ
มีบางแบรนด์ในโลกที่มิได้สร้างเพียงผลิตภัณฑ์ แต่รังสรรค์เรื่องเล่า จารึกประวัติศาสตร์ และส่งต่อมรดกอันล้ำค่าจากรุ่นสู่รุ่น Chopard คือหนึ่งในนั้น แบรนด์ที่สร้างความหลงใหลในศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความเร็วบนสนามแข่งอย่างแยกไม่ออก นี่คือการเดินทางอันยาวนาน ที่บอกเล่าเรื่องราวของความมุ่งมั่น ความเที่ยงตรง และคุณภาพที่ไม่อาจประนีประนอมได้


ณ จุดสตาร์ทแห่งตำนาน กับวิญญาณของ Mille Miglia ที่ Chopard สัมผัส
จินตนาการถึงแสงแรกของวันใหม่ที่สาดส่องกระทบตัวถังรถยนต์คลาสสิกนับร้อยคันที่เรียงรายอย่างสง่างาม ณ เมืองเบรสชา ประเทศอิตาลี กลิ่นน้ำมันเครื่องที่คละเคล้ากับเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกวอร์มขึ้นเบาๆ เป็นดุจบทเพลงปลุกเร้าก่อนการเดินทางอันทรหดจะเริ่มต้นขึ้น นี่คือภาพบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mille Miglia การแข่งขันแรลลี่รถยนต์คลาสสิกที่ Enzo Ferrari เคยกล่าวขานว่าเป็น “การแข่งขันที่สวยงามที่สุดในโลก”
และบนเส้นทางแห่งความงดงามนี้เอง ที่เราได้พบกับแบรนด์ผู้จับเวลาและผู้สนับสนุนหลักระดับโลกที่ยืนหยัดเคียงข้าง Mille Miglia มายาวนานถึง 38 ปีติดต่อกัน ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในปี 1988 นี้มิใช่เพียงการเป็นสปอนเซอร์ หากแต่เป็นสายใยแห่งความหลงใหลร่วมกันในโลกของยานยนต์คลาสสิกและศิลปะแห่งกาลเวลา Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard ผู้เป็นนักสะสมรถคลาสสิกตัวยง ได้ลงสนามในฐานะนักแข่งด้วยตัวเองถึง 37 ครั้ง
ซึ่งในปี 2025 นี้ เขาได้ร่วมเดินทางกับ Karl-Fritz ลูกชายของเขา ด้วยรถคู่ใจ Mercedes-Benz 300 SL Gullwing สี “Metallic Strawberry” อันเป็นที่รัก การได้เห็นผู้บริหารสูงสุดลงมาสัมผัสจิตวิญญาณของการแข่งขันด้วยตัวเองเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำความจริงใจและความผูกพันที่แบรนด์มีต่อ Mille Miglia อย่างแท้จริง

เพื่อนร่วมทางแห่งกาลเวลา: สองเรือนเวลาพิเศษจาก Mille Miglia Editions 2025
ถ้าพูดถึงการแข่งขัน Mille Miglia 2025 มิใช่เพียงการขับเคี่ยวบนท้องถนนทั่วไป แต่กลับเป็นเวทีที่ Chopard ได้เผยโฉมเพื่อนร่วมทางชั้นเลิศ ที่เปรียบเสมือนหัวใจที่เต้นระรัวไปพร้อมกับทุกจังหวะการขับขี่

Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss:
เรือนเวลาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดี Sir Stirling Moss นักแข่งรถในตำนานผู้สร้างสถิติอันมิอาจทำลายได้ใน Mille Miglia ปี 1955 ด้วยเวลา 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 70 เรือน ตัวเรือนขนาด 40.5 มม. ทำจาก Lucent Steel™ วัสดุเอกสิทธิ์ของ Chopard ที่เปล่งประกายและทนทาน
หน้าปัดสีเงิน Opaline ชวนให้นึกถึงผิวเคลือบสีเงินด้านของรถ ‘Mercedes-Benz 300 SLR’ ในยุค ‘Silver Arrows’ ที่พา Moss คว้าชัยชนะ ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เผยกลไกอันซับซ้อน พร้อมการแกะสลักธงหมากรุกที่พันกันกับ Union Jack เป็นการคารวะมรดกของนักแข่งชาวอังกฤษผู้นี้อย่างละเอียดอ่อนประณีต
ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนความกล้าหาญและความแม่นยำดุจการขับขี่ของ Moss และ Denis Jenkinson ผู้ช่วยนักขับ ที่แม้ต้องเผชิญอุปสรรคนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงมุ่งหน้าสู่ชัยชนะอย่างไร้เทียมทาน


Mille Miglia GTS Power Control – 2025 Race Edition:
อีกหนึ่งผลงานอันโดดเด่นที่ฉลองครบรอบ 10 ปีของคอลเลกชัน GTS (Grand Turismo Sport) ตัวเรือนขนาด 43 มม. จาก Lucent Steel™ เช่นกัน พร้อมหน้าปัดสีแซลมอนอันงดงามและกลไก Chopard 01.02-M ที่ผ่านการรับรอง Chronometer (COSC)
หน้าปัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดรถแข่งโบราณ พร้อมมาตรวัดพลังงานสำรองที่ออกแบบคล้ายมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการผสมผสานสุนทรียศาสตร์ของรถยนต์คลาสสิกเข้ากับฟังก์ชันการบอกเวลาได้อย่างลงตัว นี่คือนฬิกาที่ออกแบบมาสำหรับ “สุภาพบุรุษนักขับ” ผู้ซึ่งต้องการทั้งสมรรถนะ สไตล์ และความทนทานบนทุกเส้นทาง

พร้อมหน้าปัดสีแซลมอนอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดรถแข่งโบราณ เข้ากับกลไกที่เที่ยงตรงดุจหัวใจของนักแข่ง

การเดินทางสู่เส้นชัย และบทสรุปของ Mille Miglia 2025
ตลอดห้าวันแห่งการผจญภัยอันทรหด ตั้งแต่วันที่ 17-21 มิถุนายน 2025 รถยนต์คลาสสิกกว่า 400 คันได้โลดแล่นไปตามเส้นทางรูปเลขแปดจากเบรสชาสู่กรุงโรมและวกกลับ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทางการแข่งขันดั้งเดิมในปี 1927-1938 การเดินทางผ่านเมืองที่งดงามราวภาพวาดอย่างเวโรนา แฟร์รารา ซานมารีโน และลิวอร์โน ไปจนถึงการพิชิตเส้นทางภูเขาที่ท้าทายอย่าง Futa และ Raticosa ล้วนเป็นบททดสอบทั้งเครื่องยนต์และจิตใจนักขับ
และในที่สุด ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2025 มหากาพย์การเดินทางกว่า 1,900 กิโลเมตรก็ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ที่เบรสชา ท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ ชัยชนะตกเป็นของ Andrea Vesco และ Fabio Salvinelli ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกัน
ด้วยรถ 1929 Alfa Romeo 6c 1750 Ss Spider Zagato อันเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ Mille Miglia การเฉลิมฉลองบน Viale Venezia จึงเป็นมากกว่าพิธีปิด เพราะนี่คือบทสรุปของความมุ่งมั่น ความพยายาม และจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันที่ยังคงส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น


และนอกเหนือจากบทบาทของแบรนด์ผู้สร้างเรือนเวลา Chopard ยังเป็นผู้เล่าเรื่องราวของความหลงใหลในความเร็ว ความมุ่งมั่นในความเที่ยงตรง และการจารึกตำนานบนท้องถนน ตั้งแต่เสียงคำรามของเครื่องยนต์บนสนามแข่ง Mille Miglia ไปจนถึงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินอย่างแม่นยำ ทุกเรือนเวลาคือมรดกที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยจิตวิญญาณ และพร้อมที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้ที่เข้าใจคุณค่าของ “เวลา” ในทุกมิติอย่างแท้จริง
การได้สัมผัสเรื่องราวและผลงานของ Chopard ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า “ความสมบูรณ์แบบ” นั้น ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง นี่คือการเดินทางอันไม่หยุดนิ่งที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและหัวใจที่มุ่งมั่น แล้วคุณล่ะ…ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณนั้นแล้วหรือยัง?
บทความอื่นที่น่าสนใจ:
Chopard L.U.C รุ่นใหม่ พลิกโฉมตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง
5 นาฬิกาหน้าปัดสีน้ำเงิน ที่กำลังมาแรงในปี 2025

