Most Influential Brand Leaders Women in Watchmaking: ผู้หญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการนาฬิกา เฉลิมฉลองวิสัยทัศน์ของผู้กำหนดทิศทางแห่งกาลเวลา
ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่เราจะนำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นผู้กำหนดอนาคตของวงการนาฬิกา ในฐานะผู้บริหารที่มีอิทธิพลหญิงทั้ง 7 คนนี้เป็นผู้บุกเบิกในฐานะผู้นำของแบรนด์นาฬิกาต่าง ๆ ณ ขณะปัจจุบัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อถึงเวลาพวกเธอก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ขับเคลื่อนวงการไปข้างหน้าได้ เราขอนำเสนอผู้หญิงทั้ง 7 คน โดยเริ่มจาก …
(ชื่อเรียงตามลำดับตัวอักษร)

Caroline Scheufele ประธานร่วมแห่ง Chopard
Chopard ซึ่งเปลี่ยนผ่านมาเป็นธุรกิจของครอบครัวภายใต้การดูแลของตระกูล Scheufele ตั้งแต่ทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา ได้เติบโตในอุตสาหกรรมเครื่องประดับและนาฬิกาชั้นสูงภายใต้การดูแลของ Caroline Scheufele ร่วมกับ Karl-Friedrich พี่ชายของเธอ ความหลงใหลของ Caroline Scheufele อยู่ที่การออกแบบและวัสดุที่ล้ำสมัย ในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมานั้น เธอเคยเน้นย้ำถึงการเปิดตัวคอลเลกชั่น Happy Sport ที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาผู้หญิง ซึ่งฉลองครบรอบ 25 ปีไปแล้ว อันถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนของวงการด้วยการจับคู่เพชรกับสตีล ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ไม่ธรรมดาในเวลานั้น จึงทำให้ Chopard ได้กำหนดอีกบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกาขึ้นมา ในทำนองเดียวกัน การใช้ไทเทเนียมเคลือบสีอย่างสร้างสรรค์ของแบรนด์ในเครื่องประดับชั้นสูงก็ได้บุกเบิกแนวทางใหม่ โดยผสมผสานสุนทรียศาสตร์เข้ากับการใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี
เมื่อหวนนึกถึงการเดินทางของเธอในอุตสาหกรรมที่ผู้ชายครองอำนาจมาโดยตลอด Scheufele ยอมรับถึงความท้าทายที่เธอเผชิญในฐานะผู้นำรุ่นเยาว์ เธอกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ฉันต้องทำงานหนักขึ้นจนถึงจุดที่ฉันอยู่ทุกวันนี้ ในตอนแรกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อุตสาหกรรมนาฬิกาส่วนใหญ่ดำเนินการโดยผู้ชาย … คุณต้องเริ่มจากการตัวกลไกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์สำหรับผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ถ้าหากผู้หญิงมีส่วนร่วมมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ก็จะมีสัมผัสที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น เราสามารถก้าวข้ามจากการผลิตนาฬิกาสำหรับผู้ชายก่อน แล้วจึงนำมาปรับให้เข้ากับข้อมือของผู้หญิงได้ Chopard ของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่มาก ความหลงใหลของเราอยู่ที่ทั้งการผลิตนาฬิกาและเครื่องประดับ และมีการทำงานร่วมกันอย่างยอดเยี่ยมของทั้ง 2 โลก”

Catherine Rénier ซีอีโอแห่ง Van Cleef & Arpels
การที่ Catherine Rénier เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Van Cleef & Arpels ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลังจากที่เธอทำงานที่ Jaeger-LeCoultre มาเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งเธอดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาตั้งแต่ปี 2018 Rénier เป็นชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูและเครื่องประดับมานานกว่า 2 ทศวรรษ เธอได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าในแบรนด์ต่างๆ ของกลุ่ม Richemont นับตั้งแต่เข้าร่วมงานกับกลุ่มบริษัทนี้ในปี 1999
อาชีพในช่วงแรกของเธอที่ Cartier อเมริกาเหนือในนิวยอร์กเน้นไปที่การพัฒนาการค้าปลีก จากนั้นในปี 2003 เธอได้ย้ายไปที่ Van Cleef & Arpels ในปารีสโดยดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายการตลาด ต่อมาเธอก็ได้เป็นผู้นำในการขยายแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้อำนวยการฝ่ายการค้า กรรมการผู้จัดการประจำฮ่องกงและมาเก๊า และประธานแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลากว่า 8 ปี

Christelle Rosnoblet ซีอีโอและเจ้าของ Speake Marin
ในปี 2012 Christelle Rosnoblet ได้เข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Speake-Marin ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดย Peter Speake-Marin ช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษในปี 2002 ครอบครัว Rosnoblet นั้นเข้าเริ่มถือหุ้นในแบรนด์ Speake-Marin มาตั้งแต่ปี 2008 แต่ในปี 2012 Christelle Rosnoblet ก็กลายเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว ทำให้เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่เป็นอิสระในธุรกิจนาฬิกา ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา Rosnoblet ได้ดูแลบทที่สองของแบรนด์นาฬิกาอิสระแห่งนี้
โดยเธอได้ปรับปรุงเอกลักษณ์ของแบรนด์และทำให้แบรนด์ทันสมัยขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวเรือนแบบ Piccadilly อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ซึ่งยังคงไม่ได้รับการแตะต้องมากนักในชิ้นงาน Heritage แต่มีการปรับปรุงในกลุ่มนาฬิกา Academic และ Openworked นอกจากนี้ Rosnoblet ยังเป็นผู้รับผิดชอบในหนึ่งในกลุ่มนาฬิกาที่กล้าหาญที่สุดของแบรนด์ นั่นก็คือ Ripples นาฬิกาสปอร์ตที่มากับสายแบบอินทีเกรเตดผสานรวมเข้ากับตัวเรือนอย่างกลมกลืน
แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่า Rosnoblet มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและพัฒนานาฬิกา Speak Marin รุ่นใหม่ ๆ แต่การลงทุนในกลไกนาฬิกาของเธอก็แสดงให้เห็นได้ว่าอนาคตของ Speake Marin นั้นดูแข็งแกร่ง ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา Rosnoblet ได้ลงทุนใน Le Cercle des Horlogers สตูดิโอผลิตกลไกนาฬิกาที่มีชื่อเสียงซึ่งเชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนระดับไฮเอนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลไกนาฬิกาให้กับแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Jacob & Co และ Biver ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกลไกที่ถูกผสมผสานเข้ากับแบรนด์ที่มีคอลเลกชั่นที่ดีขึ้นทุกปี จึงชัดเจนแล้วว่า Christelle Rosnoblet คือ อีกหนึ่งพลังหญิงที่ต้องจับตามอง

Christine Hütter ซีอีโอและเจ้าของ Moritz Grossmann
Christine Hütter เริ่มต้นอาชีพของเธอในฐานะช่างทำนาฬิกา เธอหลงใหลในนาฬิกาจักรกลเป็นอย่างยิ่ง ความหลงใหลของเธอทำให้เธอยกย่อง Moritz Grossmann หนึ่งในบุคคลอันเป็นตำนานแห่งกลาสฮุตเตอ ด้วยการก่อตั้งบริษัทในนามของเขาขึ้นมาในปี 2008 ในฐานะหนึ่งในซีอีโอหญิงเพียงไม่กี่คนที่สร้างแบรนด์นาฬิกาขึ้นมาจากศูนย์ Hütter ได้นำพาบริษัทฝ่าฟันความท้าทายทางเศรษฐกิจ และสร้างให้ชื่อและแบรนด์ของบริษัทเป็นชื่อที่โดดเด่นในวงการนาฬิกาชั้นสูง
วิสัยทัศน์ของ Hütter สำหรับแบรนด์นี้เน้นไปที่งานฝีมือและนวัตกรรม เธอเริ่มต้นจากทีมงานเล็ก ๆ ก่อนจะขยายบริษัทให้กลายเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาแบบครบวงจร และพัฒนากลไกทั้งหมดขึ้นในรูปแบบอินเฮาส์ภายในบริษัท และเติบโตจนมีพนักงาน 50 คน ภายใต้การนำของเธอ แบรนด์นี้ยังคงยึดมั่นในแก่นแท้ของการออกแบบสไตล์คลาสสิกในขณะที่ไม่ปฏิเสธในเรื่องของการปรับแต่งและนวัตกรรม
Hütter เป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันในเรื่องความหลากหลายทางเพศในอุตสาหกรรมนาฬิกา ที่ Moritz Grossmann ทีมงานด้านนาฬิกาเกือบครึ่งหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเธอในการว่าจ้างพนักงานโดยพิจารณาจากลักษณะนิสัยและทักษะมากกว่าเพศ เธอกล่าวว่า “การเป็นซีอีโอที่เป็นผู้หญิงเป็นความท้าทาย ฉันไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่คงจะเป็นเรื่องน่าทึ่งมากหากมีผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น
หากคุณมองไปรอบ ๆ คุณจะเห็นได้ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนอีกเลยที่ก่อตั้งโรงงานผลิตขึ้นมาจากศูนย์ หากคุณมีผู้หญิงในอุตสาหกรรมนาฬิกามากขึ้น มันก็คงจะแตกต่างออกไป หากคุณมองไปที่ภูมิภาคเยอรมนีของเรา ทีมงานด้านนาฬิกาของเราครึ่งหนึ่งนั้นเป็นผู้หญิง สำหรับในเยอรมนี นี่ไม่ใช่คำถาม แต่ในสวิตเซอร์แลนด์ อาจแตกต่างออกไป และเราไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องเพศเมื่อว่าจ้างพนักงาน เราจ้างพนักงานโดยพิจารณาจากลักษณะนิสัยและคุณภาพของงาน”

Ilaria Resta ซีอีโอแห่ง Audemars Piguet
Ilaria Resta เป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ยาวนานมากว่า 26 ปี โดยย้ายจากแวดวงธุรกิจความงามและน้ำหอมมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าช่างทำนาฬิกาของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าชื่อเธอจะเป็นชื่อใหม่ในวงการนาฬิกา แต่ประสบการณ์ของ Resta ก็ถือว่าน่าประทับใจ เธอเคยดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายน้ำหอมระดับโลกที่ Firmenich SA ซึ่งเธอได้ผลักดันนวัตกรรมดิจิตอลและการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ก่อนหน้านี้ Resta ทำงานที่ Procter & Gamble มาเป็นเวลา 22 ปี ซึ่งเธอมีบทบาทสำคัญในการสร้างและยกระดับแบรนด์ระดับโลกในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์
การแต่งตั้ง Resta ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Audemars Piguet ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของแบรนด์ที่จะผสมผสานมรดกแห่งการผลิตนาฬิกาเข้ากับความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ล่าสุดที่แบรนด์เปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak สำหรับผู้หญิง การวิจัยและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ Royal Oak Concept นวัตกรรมด้านวัสดุ และไม่จำกัดการขยายธุรกิจของ AP Houses ไปทั่วโลก ประสบการณ์ที่พิสูจน์แล้วของเธอในการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านความคิดสร้างสรรค์และการกระตุ้นยอดขายทำให้เธอสามารถผลักดันแบรนด์ไปสู่บทต่อไปได้

Jasmine Audemars กรรมการบริหารแห่ง Audemars Piguet
Audemars เป็นหนึ่งในชื่อที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาแบรนด์นาฬิกาทั้งหมด แต่เรามักจะลืมไปว่าตระกูล Audemars นั้นไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาหรือในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ Audemars Piguet อยู่ ในปี 2022 Jasmine Audemars ได้ก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของแบรนด์อันเป็นที่รักนี้มาเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้น เธอได้ช่วยผลักดันแบรนด์ฝ่าฟันวิกฤตและโอกาสต่าง ๆ จนทำให้แบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในฐานะแบรนด์ที่เป็นธุรกิจของครอบครัวกลายมาเป็นแบรนด์ที่ทรงพลังอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ที่น่าสนใจก็คือ การผลิตนาฬิกาไม่ใช่เพียงสาขาเดียวที่สมาชิกของครอบครัว Audemars คนนี้เป็นผู้บุกเบิก เพราะก่อนที่จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจของครอบครัว เธอเคยเป็นนักข่าวที่ประสบความสำเร็จ และเป็นบรรณาธิการบริหารหญิงคนแรกในสื่อของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในปี 1992 ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุ 50 ปีแล้ว เธอได้เข้ารับตำแหน่งคณะกรรมการบริหารในฐานะรุ่นที่ 4 ของตระกูล Audemars เพื่อบริหารบริษัทแทน Jacques-Louis ผู้เป็นพ่อ ซึ่งสืบทอดสายเลือดมาจาก Jules-Louis Audemars ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นในปี 1875 แม้ว่า Jasmine Audemars จะถอยห่างจากการดูแลธุรกิจประจำวันของ Audemars Piguet แล้ว แต่เธอยังคงมีส่วนร่วมในฐานะประธานของมูลนิธิ Audemars Piguet ซึ่งดูแลโครงการเพื่อสังคมของแบรนด์ รวมถึงดูแลพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์ในต่างประเทศด้วย

Nayla Hayek ซีอีโอแห่ง Harry Winston
Swatch Group เป็นสถาบันการผลิตนาฬิกาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ Nayla Hayek คือ ผู้หญิงที่เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการซึ่ง Nayla บริหารงานร่วมกับ Nick พี่ชายของเธอ (ผู้เป็นซีอีโอของกลุ่ม) พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลอาณาจักรนาฬิกาสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นจากเถ้าถ่านของการปฏิวัติวงการจากกลไกควอตซ์โดย Nicholas Hayek ผู้เป็นพ่อของเธอ
ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารของ Swatch Group เธอรับผิดชอบในการบริหารจัดการของกลุ่มและกำหนดทิศทางที่ Swatch Group อันยิ่งใหญ่จะเดินหน้าต่อไป แต่ดูเหมือนว่านั่นจะยังไม่พอเพราะ Nayla Hayek ยังเป็นซีอีโอของ Harry Winston ผู้ผลิตเครื่องประดับเพชรอันทรงเกียรติด้วย โดยดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ Swatch Group เข้าซื้อกิจการแบรนด์นี้ในปี 2013 นอกเหนือจากนาฬิกาแล้ว Nayla Hayek ยังเป็นผู้เพาะพันธุ์และเป็นกรรมการตัดสินม้าสายพันธุ์อาราเบียนที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นนักขี่ม้ามืออาชีพที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย Nayla Hayek จึงมีความโดดเด่นในฐานะผู้นำที่ไม่ธรรมดาซึ่งขับเคลื่อนตนเองด้วยความหลงใหลและความมุ่งมั่น
อีก 4 หญิงผู้นำแบรนด์ที่มีอิทธิพล




“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”
ที่มา:by Revolution
อ่านบทความอื่นๆที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่:
Dior Timepieces: บทกวีแห่งเวลาและความหรูหราเหนือระดับ
Rolex ตำนาน 5 เรือนเวลาที่นิยามความเป็นอมตะของโลกนาฬิกา

