ทำความรู้จักนาฬิกาจาก 6 Microbrand ที่สร้างแบรนด์โดยไม่พึ่งพามรดกเชิงประวัติศาสตร์

Date:

เมื่อไม่มีมรดกเป็นแต้มต่อ นาฬิกา Microbrand จะสร้างตัวตนและความหมายของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ 6 Microbrand ที่สร้างตัวตนจากวิสัยทัศน์ของนักออกแบบ งานฝีมือแบบดั้งเดิม อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ไปจนถึงอารมณ์ขัน รสนิยม และปรัชญาของช่างทำนาฬิกา ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็กำลังตอบคำถามร่วมกันว่า หากไม่มีประวัติศาสตร์เป็นรากฐานแล้ว พวกเขาจะก่อร่างสร้างตัวตน และคุณค่าของตัวเองขึ้นมาอย่างไร

MING

หากจะมีแบรนด์ใดที่สะท้อนแนวคิดแบบ Post-Heritage Watchmaking ได้อย่างชัดเจนที่สุด MING อาจจะเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง แบรนด์จากมาเลเซียนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย Ming Thein ผู้เป็นช่างภาพ วิศวกร  และนักออกแบบ โดยไม่ได้มีภูมิหลังเป็นช่างทำนาฬิกาแต่อย่างใด  แต่นั่นกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้เขามีมุมมองต่อนาฬิกาที่แตกต่างจากคนในวงการ

การสร้างตัวตนของ MING นั้น เริ่มต้นจากการตั้งคำถามที่ว่า “เรือนเวลาสามารถพาเราไปค้นพบอะไรใหม่ได้บ้าง” ผลลัพธ์ก็คือภาษาการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับแสง เงา มิติ และสัดส่วนมากกว่าการอ้างอิงจากรูปแบบดั้งเดิมของนาฬิกา โดยเฉพาะการใช้กระจกแซฟไฟร์คริสตัล แก้วโบโรซิลิเกต  หรือการสร้างเลเยอร์ของตัวเลขและหลักชั่วโมง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผลงานของ MING มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนสามารถจดจำได้แทบจะในทันที สร้างอัตลักษณ์ทางสายตาได้อย่างชัดเจน แม้จะมีอายุเพียงไม่กี่ปี โดยสำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จักกับแบรนด์ รุ่นอย่าง 17.09 ก็ถือเป็นตัวแทนของแนวคิดดั้งเดิมของ MING ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ซีรีส์ 37 Series และ 20 Series ก็แสดงให้เห็นพัฒนาการด้านภาษาการออกแบบที่ซับซ้อนและทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

ในโลกที่หลายแบรนด์ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสร้างตัวตน MING กลับพิสูจน์ว่า เพียงแค่วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอก็สามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ได้ไม่ต่างกัน เพราะสำหรับ MING แล้ว วิสัยทัศน์ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของการออกแบบ แต่เป็นมรดกที่แบรนด์จะยึดถือไว้เป็นตัวตนของพวกเขาอยู่เสมอนั่นเอง

anOrdain

ในยุคที่อุตสาหกรรมนาฬิกาให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี และการขยายกำลังการผลิตให้มากที่สุด anOrdain กลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม แบรนด์จากเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดยกลุ่มนักออกแบบและช่างฝีมือที่เชื่อว่า คุณค่าของนาฬิกาไม่ได้อยู่เพียงแค่กลไกหรือชื่อเสียงของแบรนด์ แต่อยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

หัวใจสำคัญของ anOrdain คือ Enamel Dial หรือหน้าปัดลงยา ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการผลิตหน้าปัดที่เก่าแก่และซับซ้อนที่สุดในโลกนาฬิกา กระบวนการนี้เกิดจากการนำผงแก้วมาหลอมบนแผ่นโลหะด้วยความร้อนสูงหลายรอบจนเกิดเป็นพื้นผิวที่มีความลึก เงางาม และมีลักษณะเฉพาะตัว 

หน้าปัดแต่ละชิ้นจึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความอดทน และความแม่นยำของช่างฝีมือในทุกขั้นตอน โดยสิ่งที่ทำให้ anOrdain แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือการที่พวกเขาไม่ได้ใช้ Enamel Dial เป็นเพียงรายละเอียดทางเทคนิคหรือเครื่องมือทางการตลาด แต่ยกระดับมันขึ้นมาเป็นแก่นของแบรนด์ ทุกองค์ประกอบตั้งแต่การออกแบบตัวอักษร การเลือกสี ไปจนถึงการจัดวางหน้าปัด ล้วนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนงานอีนาเมลให้เป็นจุดเด่นสูงสุด ผลลัพธ์คือผลงานที่ผสมผสานระหว่างงานช่างฝีมือดั้งเดิมกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักแบรนด์ Model 1 ถือว่าเป็นผลงานที่สร้างชื่อให้กับ anOrdain ผ่านหน้าปัดอีนาเมลสีสันสดใสและงานออกแบบที่เรียบง่าย ขณะที่ Model 2 และ Model 3 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความหลากหลายของแนวคิดการออกแบบโดยยังคงรักษาหัวใจสำคัญของแบรนด์เอาไว้อย่างครบถ้วน เพราะพวกเขาเลือกที่จะสร้างคุณค่าของตัวเองจากสิ่งที่จับต้องได้ในปัจจุบัน นั่นคืองานฝีมือที่เกิดจากความรู้ ความชำนาญ และเวลาที่ทุ่มเทลงไปในทุกหน้าปัด

OAN.GIO

หาก MING เลือกสร้างตัวตนจากวิสัยทัศน์ และ anOrdain สร้างคุณค่าจากงานฝีมือ OAN.GIO คือแบรนด์ที่เลือกสร้างความหมายจากอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อีกหนึ่งแบรนด์เพื่อนบ้านของเรารายนี้ก่อตั้งโดย Nghia Nguyen Dai นักสะสมและผู้หลงใหลในงานศิลปะและมีรากเหง้าทั้งเวียดนามและฝรั่งเศส แบรนด์แห่งนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านนาฬิกา แทนที่จะใช้ประวัติศาสตร์ขององค์กรเป็นจุดขายเหมือนแบรนด์ดั้งเดิม อัตลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนอยู่ในทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ตั้งแต่ชื่อ OAN.GIO ที่เชื่อมโยงกับรากเหง้าของผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงแนวคิดการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้งานศิลปหัตถกรรมจากหลากหลายภูมิภาคได้เข้ามามีบทบาทบนหน้าปัดนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นงานเคลือบแล็กเกอร์จากเวียดนาม งาน Raden หรือเทคนิคการฝังมุกจากญี่ปุ่น รวมถึงเทคนิคดั้งเดิมจากช่างฝีมือในยุโรป เรือนเวลาทุกเรือนจึงทำหน้าที่เป็นมากกว่านาฬิกา หากแต่เป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมและงานศิลปะที่มาจากต่างภูมิหลังสามารถมาบรรจบกันได้ โดยไม่ได้มองว่างานคราฟต์เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความหรูหรา แต่ใช้มันเป็นภาษาสำหรับเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้คน รากเหง้า และมรดกทางวัฒนธรรม บนหน้าปัดแต่ละเรือน

Studio Underd0g

ในวงการที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ความแม่นยำ และงานวิศวกรรมชั้นสูง Studio Underd0g ตั้งคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า “นาฬิกาต้องจริงจังขนาดนั้นเสมอไปหรือไม่?” แบรนด์จากสหราชอาณาจักรนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย Richard Benc นักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้มองเห็นว่า นาฬิกากลไกสามารถเป็นได้มากกว่าเครื่องมือหรือเครื่องบ่งบอกสถานะ แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่ของความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และบุคลิกเฉพาะตัวได้เช่นกัน

จุดกำเนิดของแบรนด์เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่า ตลาดนาฬิกากำลังเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกัน และสื่อสารด้วยภาษาที่จริงจังจนเกินไป Studio Underd0g จึงเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการนำสีสัน อารมณ์ขัน และเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบหน้าปัด ตั้งแต่ผลไม้ เครื่องดื่ม ไปจนถึงอาหารที่หลายคนคุ้นเคย โดยผลงานที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในระดับสากลคือ Watermel0n Chronograph นาฬิกาโครโนกราฟที่ใช้สีเขียวและสีชมพูเพื่อจำลองภาพของแตงโมอย่างชัดเจน ก่อนที่แบรนด์จะต่อยอดแนวคิดดังกล่าวผ่านรุ่นอื่นๆ ที่ใช้การเล่าเรื่องผ่านสีสัน และรายละเอียดเล็กๆ บนหน้าปัด จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้จะดูสนุกสนานในแวบแรก แต่เบื้องหลังนั้นยังคงเต็มไปด้วยความใส่ใจในสัดส่วน การเลือกใช้สี และการออกแบบที่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียด

สิ่งที่ทำให้ Studio Underd0g แตกต่างจาก Microbrand จำนวนมากคือการที่แบรนด์ไม่ได้พยายามสร้างคุณค่าจากความหายาก ความหรูหรา หรือเรื่องเล่าในอดีต แต่สร้างคุณค่าจากอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกามอบให้กับผู้สวมใส่ พวกเขาเข้าใจว่านาฬิกาเป็นวัตถุที่อยู่กับเราในทุกวัน และในบางครั้ง รอยยิ้มเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากการมองหน้าปัดก็อาจมีความหมายไม่แพ้รายละเอียดทางเทคนิคใดๆ และสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักกับแบรนด์ Watermel0n Chronograph ก็ยังคงเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของ Studio Underd0g ได้ดีที่สุด ขณะที่ซีรีส์ 02 Series แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของแบรนด์ที่ยังคงรักษาความสนุกและความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน พิสูจน์ว่าความสุขและความสนุกก็สามารถเป็นคุณค่าที่จริงจังได้ไม่แพ้สิ่งอื่นเลย

Furlan Marri

ในขณะที่หลายๆ แบรนด์พยายามสร้างความน่าเชื่อถือผ่านประวัติศาสตร์ของตัวเอง Furlan Marri กลับเลือกสร้างตัวตนจากความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกา ก่อตั้งโดย Andrea Furlan นักออกแบบชาวสวิส และ Hamad Al Marri นักสะสมชาวตะวันออกกลาง โดยที่ทั้งคู่มีความหลงใหลร่วมกันในนาฬิกาวินเทจ โดยเฉพาะโครโนกราฟจากช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 ซึ่งถือเป็นยุคทองของการออกแบบนาฬิกาข้อมือตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก แบรนด์ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วจากนักสะสมทั่วโลก ด้วยผลงานที่มีกลิ่นอายของนาฬิกาวินเทจอย่างชัดเจน 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Furlan Marri ไม่ได้ทำงานในฐานะ Homage Brand แบบที่หลายคนเข้าใจ แทนที่จะคัดลอกนาฬิกาในอดีตมาเกือบทั้งหมดแล้วเปลี่ยนชื่อบนหน้าปัด พวกเขาเลือกศึกษาว่าอะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกายุคนั้นมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของตัวเรือน รูปทรงขาของนาฬิกา รายละเอียดบนหน้าปัด หรือวิธีการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ทำให้ Furlan Marri ทำหน้าที่คล้ายนักประวัติศาสตร์มากกว่านักลอกเลียนแบบ พวกเขาไม่ได้พยายามนำอดีตกลับมาอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามตีความแก่นแท้ของงานออกแบบในยุคนั้นใหม่อีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยมและความคาดหวังของนักสะสมร่วมสมัย ผลงานของแบรนด์จึงให้ความรู้สึกคุ้นเคยแต่ไม่ล้าสมัย และมีบุคลิกที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง

สำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จักแบรนด์ Mechaquartz Chronograph Collection คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นคอลเลกชันที่สร้างชื่อให้กับ Furlan Marri ผ่านการนำเสนอสุนทรียศาสตร์ของโครโนกราฟวินเทจในรูปแบบที่เข้าถึงได้ ขณะที่รุ่น Mechanical Sector และ Disco Volante ก็แสดงให้เห็นว่าแบรนด์สามารถขยายขอบเขตการตีความประวัติศาสตร์ออกไปได้ไกลกว่าการเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านโครโนกราฟ สิ่งที่ Furlan Marri ขายจึงไม่ใช่ความเก่าแก่ของตัวแบรนด์ แต่เป็นรสนิยมและความเข้าใจในสิ่งที่ทำให้นาฬิกายุคเก่านั้นงดงาม พวกเขาพิสูจน์ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งก็สามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เช่นกัน เพราะสำหรับ Furlan Marri แล้ว รสนิยมเกิดจากความสามารถในการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในอดีตนั่นเอง

Kurono Tokyo

Kurono Tokyo คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่สะท้อนตัวตนของ Hajime Asaoka ช่างทำนาฬิกาอิสระชาวญี่ปุ่นผู้ได้รับการยอมรับในระดับสูงของวงการ haute horlogerie โดยตัวของ Asaoka นั้นไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์เชิงพาณิชย์ แต่จากการเป็นนักออกแบบและช่างฝีมือที่หมกมุ่นกับความสมบูรณ์ของกลไกและสัดส่วนในระดับละเอียดที่สุด งานของเขาในฐานะแบรนด์อิสระระดับสูงที่มีราคาสูงและผลิตจำนวนจำกัด ทำให้เข้าถึงได้เฉพาะนักสะสมบางกลุ่มเท่านั้น

Kurono Tokyo จึงถูกสร้างขึ้นจากคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้งานออกแบบและสุนทรียศาสตร์ของ independent watchmaking สามารถเข้าถึงผู้คนได้กว้างขึ้น โดยไม่ลดทอนแก่นความคิดดั้งเดิมของมัน คำตอบของ Asaoka ไม่ใช่การลดคุณภาพลง แต่เป็นการสร้างแบรนด์อีกชั้นหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น ‘ประตู’ ไปสู่โลกของเขา โดยสิ่งที่ทำให้ Kurono แตกต่างจาก Microbrand อื่นๆ คือความชัดเจนในปรัชญาการออกแบบ ทุกเรือนจะถูกควบคุมด้วยสัดส่วน ความสมดุล และความเรียบง่ายที่มีรากฐานมาจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย รายละเอียดต่างๆ บนหน้าปัดไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อดึงความสนใจ แต่เพื่อสร้างความสงบทางสายตาและความกลมกลืนขององค์ประกอบโดยรวม ไม่ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ของความหรูหราแบบตะวันตก แต่เลือกยืนอยู่บนแนวคิดของ ‘ความพอดี’ และ ‘ความตั้งใจ’ ในทุกองค์ประกอบ นาฬิกาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงวัตถุสำหรับการบอกเวลา แต่เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้สร้างต่อความงามในชีวิตประจำวัน

 Kurono Special Projects 37mm INSEKI 

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำความรู้จักแบรนด์ Kurono Tokyo รุ่น Chronograph 1 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนดีเอ็นเอของ Asaoka ได้ชัดเจนที่สุด ขณะที่รุ่น Tokyo และ Seiji แสดงให้เห็นการพัฒนาภาษาการออกแบบที่ยังคงยึดมั่นในความเรียบง่ายและรักษาสมดุลอย่างต่อเนื่อง และในบริบทของ Post-Heritage Watchmaking Kurono Tokyo อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ ‘Philosophy as Heritage’ เพราะแม้จะไม่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแบบแบรนด์ดั้งเดิม แต่สิ่งที่แบรนด์ยึดถืออย่างแน่นแฟ้นคือปรัชญาการออกแบบของผู้สร้าง ซึ่งทำหน้าที่แทนมรดกในความหมายแบบดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์

ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้น หากแบรนด์นาฬิกายุคดั้งเดิมสร้างตัวตนจากประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษ แบรนด์รุ่นใหม่เหล่านี้ก็กำลังเสนอคำตอบอีกแบบหนึ่งว่า ความหมายของนาฬิกาไม่จำเป็นต้องถูกผูกไว้กับอดีตเสมอไป ตลอดทั้ง 6 แบรนด์ที่ได้สำรวจ เราได้เห็นวิธีการสร้างตัวตนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง งานฝีมือที่ถูกยกระดับเป็นแก่นของแบรนด์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านหน้าปัด อารมณ์ขันที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ของวงการ รสนิยมที่เกิดจากการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ไปจนถึงปรัชญาการออกแบบที่กลายเป็นภาษาของตัวเอง 

ทั้งหมดนี้ต่างสะท้อนร่วมกันว่า ‘Heritage’ ในโลกนาฬิกาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระยะเวลาของการก่อตั้งอีกต่อไป แต่อาจหมายถึงสิ่งที่แบรนด์เลือกยึดถือและส่งต่อกันไปในแต่ละผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แนวคิด หรือวิสัยทัศน์ของผู้สร้าง และในบริบทนี้เอง เหล่า Microbrand รุ่นใหม่จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้เล่นทางเลือกในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่อาจจะกำลังกลายเป็นผู้ตั้งคำถามต่อความหมายของคุณค่าในตัวนาฬิกาเองว่า

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้เราจดจำนาฬิกาหนึ่งเรือนอาจไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของมัน แต่คือความชัดเจนของสิ่งที่มันเป็นต่างหากล่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Gerald Charles เปิดตัวนาฬิการุ่น Masterlink ประดับอัญมณี 3 รุ่น พร้อมหน้าปัดหินที่เป็นงานศิลปะระดับลิมิเต็ดที่ยากจะเลียนแบบ 

Introducing :ประณีตศิลป์แห่งเรือนเวลา Lebois & Co Heritage Atelier Small Seconds

Introducing: นิยามใหม่แห่งเรือนเวลาทรงเหลี่ยม Hanhart Square by Square Prototype

Share post:

More like this

Bremont ลุยศึกใหญ่ ส่ง 5 เรือนเวลาเข้าประกวดในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ประจำปี 2026

ประกาศส่งนาฬิกา 5 รุ่นเด็ดเข้าร่วมประกวดงาน GPHG 2026 นำโดย Supernova Flying Tourbillon Skeleton และ Altitude MB Meteor 'Felix the Cat'

Introducing: เมื่อสถาปัตยกรรมบอกเล่าความดิบ นี่คือร่องรอยสิ่วบนเรือนเวลา Anoma A1 Prehistoric

Anoma ฉีกกฎเกณฑ์ความเนี๊ยบของนาฬิกาสวิสด้วย A1 Prehistoric รุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน ที่พกพางานตัวเรือนสกัดมือยาวนานกว่า 5 ชั่วโมงโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส และหน้าปัดกรีดมือ 600 เส้น เพื่อสร้างเรือนเวลาที่ดูเหมือนวัตถุโบราณบนข้อมือ

ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงเลือก “ไอยู” เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด

Jaeger-LeCoultre ต้อนรับ ไอยู (IU) เข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการผ่านแคมเปญ The Hour Before พลิกมุมมองความหรูหราแบบไม่ตะโกน พร้อมชวนถอดรหัสวินัยหลังม่านที่เชื่อมโยงศิลปินสาวเข้ากับโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

วิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมนาฬิกาหลังการประกาศเปิดตัว "Basilia" งานจัดแสดงเรือนเวลาและเครื่องประดับหรูงานใหม่โดย MCH Group ความพยายามครั้งสำคัญในการฟื้นฟูเมืองบาเซิลให้กลับมามีบทบาทบนแผนที่โลกนาฬิกาอีกครั้งผ่านโมเดลธุรกิจที่กระชับและเป็นมิตรขึ้น